132 ขอ้ อักเสบรมู าตอยด์ ข้ออกั เสบรูมาตอยด์ Rheumatoid arthritis พล.ท.พญ.พรฑิตา ชยั อานวย ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis: RA) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ ภูมิคุ้มกัน ก่อให้เกิดการอักเสบของ synovium, ทาให้เกิดข้ออักเสบ, bone erosion และกระดูกผิดรูป ผลทีต่ ามมา คอื อาการปวดและฝดื ข้อ ความพกิ ารและทุพพลภาพ ระบาดวิทยา RA เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังท่ีพบในทุกชนชาติ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อัตราส่วน ประมาณ 2.5 ต่อ 1 พบได้ในทกุ ชว่ งอายุ แต่พบมากในช่วงอายุ 40-50 ปี โดยประเทศสหรัฐอเมริกา มีความชุกประมาณร้อยละ 1-2 ประเทศในทวีปเอเชียพบความชุกต่ากว่า คือ ประมาณร้อยละ 0.2-0.3 การศึกษาระบาดวทิ ยา RA ในชมุ ชนชนบทไทยพบรอ้ ยละ 0.12(1) สาเหตแุ ละพยาธิกาเนดิ สาเหตุของ RA ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาต่างๆ แสดงให้เห็นว่าทั้งปัจจัยทาง พนั ธุกรรมและสิ่งแวดล้อมตา่ งมคี วามสาคญั ในการกระตุน้ ให้เกิดโรค 1. ปัจจัยทางพันธุกรรม: ผู้ปุวยท่ีเป็นแฝดเหมือน (monozygotic twin) จะมีอัตราการ เปน็ โรคท้ังคู่ประมาณรอ้ ยละ 12-15 เทียบกบั อัตราการเกิดโรคในประชากรทว่ั ไปที่ประมาณร้อยละ 1 2. ปัจจยั อ่ืนๆ เช่น การสูบบุหรี่ การติดเชือ้ ไวรสั และแบคทีเรยี เป็นตน้ อาการและอาการแสดง ผ้ปู ุวยมกั มาพบแพทย์ดว้ ยอาการปวดและบวมที่ข้อหลายๆ ขอ้ พร้อมกนั จะมอี าการเพมิ่ ขน้ึ อยา่ ง ช้าๆ (insidious onset) แต่เป็นเร้ือรังและเป็นเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ (progressive and additive) ข้อที่มักมี อาการก่อน ได้แก่ ข้อมือ ข้อน้ิวมือท้ัง metacarpophalangeal และ proximal interphalangeal, และ ข้อน้ิวเท้า metatarsophalangeal เมื่อการดาเนินโรคเป็นมากขึ้นก็จะเป็นในข้อท่ีมีขนาดใหญ่ข้ึน เช่น
กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 133 ข้อเข่า ข้อศอก ข้อไหล่ และข้อเท้า ข้อท่ีพบได้น้อย ได้แก่ sternoclavicular, temporomandibular, acromioclavicular, cricoarytenoid และข้อสะโพก ข้อที่มักไม่พบใน RA ได้แก่ distal interphalangeal และ thoracolumbar spine ลักษณะการกระจายตวั ของขอ้ มกั จะสมมาตรกัน (ภาพที่ 6.1 และ 6.2) ภาพท่ี 6.1: แสดงภาพผ้ปู ุวย RA ที่มีอาการขอ้ อักเสบแบบ symmetrical polyarthritis (ขอ้ PIP, MCP, ข้อมือ) เนื่องจากการอักเสบในข้อจะทาให้ข้อบวม โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานนานๆ ดังน้ัน ในตอนเช้าหลังตื่นนอนจึงเป็นเวลาท่ีมีอาการปวดและตึงมากที่สุด โดยมักมีอาการตึงในตอนเช้า นานกวา่ 1 ชัว่ โมง โรคอน่ื ๆ เช่น ข้อเสอื่ มอาจมอี าการฝืดตึงข้อในตอนเช้าได้เช่นกัน แต่ความรุนแรง จะน้อยกว่า และระยะเวลามกั นอ้ ยกว่า 30 นาที อาการปวดตามข้อต่างๆ อาจจะเปน็ มากจนทาให้ผปู้ ุวยไม่สามารถใช้ชีวิตประจาวันได้อย่าง ปกติ เช่น การหมุนลูกบิดประตู, การเปิดฝาเกลียว, การติดกระดุมเสื้อ, ต้องใส่รองเท้าท่ีมีขนาดใหญ่ขึ้น เน่ืองจากมีอาการบวมบริเวณข้อ metatarsophalangeal, ผู้ปุวยที่มีอาการปวดและตึงท่ีต้นคอ อาจเป็น สัญญาณว่ามีการอักเสบท่ี transverse ligament ของ C1 ซ่ึงทาหน้าที่ในการยึด odontoid process ไม่ใหไ้ ปกดไขสนั หลงั
134 ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาพที่ 6.2: แสดงภาพผปู้ ุวย RA ทมี่ อี าการข้ออกั เสบแบบ symmetrical polyarthritis (ข้อเทา้ และ MTP) ร้อยละ 10 ของผู้ปุวยอาจพบการอักเสบท่ีข้อ cricoaretynoid ซ่ึงควบคุมการปิดเปิดของ vocal cords ได้ ทาให้เคลื่อนไหวได้ลดลง และอาจเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนต้น จนอาจต้องทา trachaeostomy เพ่ือช่วยการหายใจ การตรวจรา่ งกายจะพบข้ออกั เสบ บวม แดง รอ้ น รอบๆ ข้อ โดยอาการบวมจะเกิดข้ึนรอบๆ ข้อ ไม่ใช่แค่บางส่วนของข้อ และมักบวมเฉพาะในเขตของ joint capsule ซ่ึงแตกต่างจากการอักเสบ ของโรคเกา๊ ท์ทม่ี กั จะบวมแดงเกนิ ขอบเขตของข้อไป เมื่อกดดูจะพบลักษณะหยุ่นๆ คล้ายฟองน้า ซ่ึง ต่างจากข้อท่ีใหญ่จากข้อเส่ือม เช่น Heberden’s และ Bouchard’s node ซ่ึงจะแข็งคล้ายกระดูก อาการแดงของข้อใน RA จะไม่ชัดเจน อาจมีลักษณะคลา้ ข้ึนเพียงเล็กน้อย ต่างจากการอักเสบของ โรคเก๊าท์หรือข้ออักเสบติดเช้ือที่มีอาการแดงชัดเจน ในระยะแรกของโรค อาการข้ออักเสบอาจ ไม่ชัดเจน จะต้องติดตามอาการผู้ปุวยต่อไปหรือทาการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์เพื่อดูว่า มี synovitis หรือไม่ เวลาตรวจควรระบุข้อที่มีอาการอักเสบ ความรุนแรงของการบวมและกดเจ็บ พิสัยการเคล่ือนไหวข้อ (range of motion) ทั้ง active และ passive รวมถึงการผิดรูปของข้อ (joint deformities) เพ่ือเปรียบเทียบและดูผลการรักษา อาการบวมและกดเจ็บข้อบ่งว่าโรคกาลัง active, ในขณะที่การผิดรูปของข้อ, malalignment, ข้อเคล่ือน (dislocation), การเคล่ือนไหวข้อ ลดลง บง่ บอกถงึ การทาลายข้อ (damage)
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 135 ภาพท:ี่ 6.3 แสดงภาพผู้ปวุ ย RA ทีม่ ีการทาลายขอ้ มาก, swan neck deformity และมกี ารขาดของ extensor tendon ทาให้มี fingers drop อาการแสดงนอกระบบขอ้ ต่อ (Extra-articular manifestations) ผู้ปุวยอาจมีอาการของระบบท่ัวๆ ไปจากการที่มีการอักเสบ เช่น ไข้ต่าๆ อ่อนเพลีย เบอ่ื อาหาร น้าหนักลด ปวดเมอื่ ยตามร่างกาย เป็นต้น อาการในระบบอ่ืนๆ นอกเหนือจากระบบข้อ มกั จะพบในระยะหลังๆ อาการทพ่ี บบอ่ ย คือ 1. อาการทางผิวหนัง ตุ่มรูมาตอยด์ (rheumatoid nodule) พบได้ร้อยละ 15-20 โดยมัก พบในบริเวณท่ีมีการกดทับ เช่น extensor surface บริเวณ distal ต่อข้อศอก, ที่ Achilles tendon หรือตามน้ิวมือ ตุ่มอาจจะนิ่มหรือแข็งก็ได้ อาจพบในชั้น subcutaneous ซ่ึงเคล่ือนไหวได้ หรือใน ชนั้ ที่ตดิ กับ periosteam ซ่ึงไม่สามารถเคลื่อนได้ การตรวจทางพยาธิวิทยาจะพบว่า ชั้นในสุดมี central necrosis ล้อมรอบด้วย palisading fibroblast, collagenous capsule และ perivascular inflammatory cells ตามลาดับ ผู้ปุวยที่มี rheumatoid nodule มักจะพบ rheumatoid facter (RF) ในเลือดด้วย เมื่อพบ ก้อนที่สงสยั วา่ อาจจะเป็น rheumatoid nodule ตอ้ งวนิ ิจฉัยแยกโรคก้อนที่พบใต้ผิวหนังอ่ืนๆ เช่น xanthoma, tophi และ lipoma เป็นตน้
136 ข้ออักเสบรมู าตอยด์ ภาพท่ี 6.4: แสดงภาพ rheumatoid nodule ตาแหนง่ distal ตอ่ ขอ้ ศอก 2. ระบบทางเดินหายใจ อาจพบความผิดปกติได้ทุกส่วน ตั้งแต่เย่ือหุ้มปอดท่ีอาจพบ pleural thickening และ pleural effusion, ลกั ษณะของ pleural effusion ในผู้ปุวย RA มักพบ ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่มี RF ในเลือด, effusion มีปริมาณน้อยและหายได้เอง มีลักษณะ เป็น exudates จนบางครงั้ คลา้ ยเปน็ หนอง มีปรมิ าณไขมัน, เอ็นไซม์ LDH สูง แตก่ ลูโคสต่า(1) lung parenchyma อาจพบก้อนท่ีเรียกว่า rheumatoid lung nodule มักพบในผู้ปุวยท่ีมี rheumatoid nodule ทผี่ ิวหนัง และพบ RF ในเลอื ด โดยท่วั ไปไมม่ อี าการ แต่ร้อยละ 50 ของ rheumatoid lung nodule จะเปน็ โพรง ซึ่งอาจกอ่ ใหเ้ กิด pneumothotax หรือไอเปน็ เลอื ดได้, Caplan’s syndrome เป็นกลุ่มอาการที่พบก้อนในปอดหลายๆ ก้อน ก้อนมักมีขนาดใหญ่กว่า 1 ซม. พบในผู้ปุวย RA ท่ีทางาน ในเหมืองแร่ หรือมีการสัมผัสกับ silica หรือ asbestos Interstitial lung disease พบได้บ่อยในผู้ปวุ ย RA, ความชกุ ขนึ้ กับวิธีทีใ่ ชใ้ นการตรวจ การ เอ็กซเรยป์ อดจะพบได้เพียงร้อยละ 3.3 วิธีอื่นๆ ที่ตรวจพบได้มากขึ้น คือ การทา high resolution computer tomogram (HRCT) และการตรวจสมรรถภาพปอด (pulmonary function test: PFT) ซึ่งจะ พบไดร้ อ้ ยละ 19 และ 45 ตามลาดบั (3) อาการแสดงจะเหมือนกบั ผูป้ วุ ยโรค idiopathic pulmonary fibrosis โดยมักพบความผิดปกติที่ปอดกลีบล่างท้ัง 2 ข้าง เมื่อตรวจสมรรถภาพปอด จะพบ restrictive pattern และ carbon monoxide diffusing capacity ลดลง ผลตรวจทางพยาธิวิทยามักพบลักษณะเข้าได้ กับ interstitial pneumonia แต่มีรายงานการพบลักษณะของ non-specific interstitial pneumonia, desquamative interstitial pneumonitis และ lymphocytic interstitial pneumonitis ได้เช่นกัน โดย มักพบในผ้ปู วุ ยท่มี ี RF ในเลือด, เปน็ RA มานาน, และสูบบุหร่ีรว่ มด้วย
กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 137 โรคอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ bronchiolitis obliterans-organizing pneumonia, pulmonary arteritis และ shrinking lung syndrome 3. อาการทางตา ทพี่ บบ่อยท่ีสดุ คือ อาการตาแหง้ หรือ keratoconjunctivitis sicca นอกจากนี้ ยังพบ scleritis และ ulcerative keratitis ได้ ซึ่งคอ่ นขา้ งมีความจาเพาะกบั RA 4. ระบบทางเดินอาหาร ท่ีพบบ่อยที่สุด คือ ปากแห้ง ซ่ึงเป็นอาการของ secondary Sjögren’s syndrome, เนอื่ งจากผู้ปุวย RA มีการอักเสบได้ทั้งร่างกาย ทาให้การสร้าง albumin ของตับลดลง และการสร้าง gamma globulin เพิ่มข้ึน 5. ระบบเลอื ด ผู้ปุวยท่ีมีการอักเสบมาก จะเกิดภาวะโลหิตจางจากโรคเร้ือรังและภาวะเกร็ดเลือด เพิ่มข้ึน (thrombocytosis) ส่วนภาวะ neutropenia และเม็ดเลือดขาวต่า (leucopenia) ไม่ค่อยพบ ยกเว้นในผู้ปุวย Felty’s syndrome ซ่ึงมี neutropenia, ม้ามโต (splenomegaly), และต่อมน้าเหลืองโต (lymphadenopathy) ซึ่งมักพบในผู้ปุวยที่มีอาการทางข้อรุนแรง, พบ RF ในเลือด, ค่า ESR สูง, และมกั มอี าการนอกระบบขอ้ มาก อาจมกี ารตดิ เชือ้ ไดง้ ่ายเพราะมี neutrophil ต่า และมีแผลเร้ือรัง บริเวณขาจากการอักเสบของหลอดเลอื ด (vasculitis) รายงานอาการต่างๆ ของผู้ปุวย Felty’s syndrome(4) แสดงไว้ดังตารางที่ 6.1 ตารางที่ 6.1 แสดงอาการต่างๆ ของผู้ปุวย Felty’s syndrome อาการ ความถ่ี (รอ้ ยละ) Rheumatoid nodules 76 Weight loss 68 Sjögren's syndrome 56 Lymphadenopathy 34 Leg ulcers 25 Pleuritis 19 Skin pigmentation 17 Neuropathy 17 Episcleritis 8 6. อาการทางไต RA มักไม่ก่อให้เกิดพยาธิสภาพที่ไตโดยตรง แต่มักเกิดจากผลข้างเคียงของ การรักษามากกว่า เช่น NSAIDs induced interstitial nephritis หรือ renal papillary necrosis
138 ข้ออักเสบรมู าตอยด์ จากการใช้ยา acetaminophen มากเกินไป, membranous nephropathy จากยา gold, อาจพบ secondary amyloidosis ในผู้ปุวยที่เป็นโรคมานานๆ และไม่ได้รับการรักษาหรือไม่สามารถควบคุม การอักเสบได้ หากพบ glomerulonephritis ในผู้ปุวย RA ต้องนึกถึงภาวะ overlapping syndrome กับ โรค SLE 7. ระบบประสาท nerve entrapment จาก synovitis เป็นปัญหาที่พบบ่อยท่ีสุด เช่น carpal tunnel syndrome จากการกดทับ median nerve บริเวณข้อมือ, cubital tunnel syndrome จากการกดทับ ulnar nerve บริเวณข้อศอก เป็นต้น ในผู้ปุวยท่ีมี C1 - C2 subluxation หรือ atlanto-axial subluxation อาจเกิดการกดไขสันหลัง อาการเริ่มต้น คือ ปวดต้นคอร้าวไปที่ ท้ายทอย 8. ระบบหัวใจ atherosclerosis เป็นปัญหาท่ีเพิ่มอัตราการตายของผู้ปุวย RA, ทาให้เกิด โรคหัวใจขาดเลือดและโรคหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ปุวยท่ีเป็นมานาน ปัญหาอ่ืนๆ ที่พบได้ คือ pericarditis, myocarditis, endocardial inflammation, heart block และ granulomatous valvular disease การตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นมีความจาเป็นในการดูความรุนแรงของโรคและ วินจิ ฉยั แยกโรคอืน่ ๆ ท่ีมีอาการปวดข้อ รวมทัง้ เปน็ ขอ้ มลู พื้นฐานกอ่ นทีผ่ ู้ปุวยจะได้รับการรักษา 1. Complete blood count (CBC) อาจพบว่าผู้ปุวยมภี าวะโลหิตจาง ซ่ึงอาจเป็น normochromic normocytic anemia จากการปุวยเรื้อรัง หรือ hypochromic microcytic anemia จากขาดธาตุเหล็ก เน่ืองจากมีแผลที่กระเพาะอาหารหรือกระเพาะอาหารอักเสบ ซ่ึงแพทย์ควรหลีกเล่ียงการใช้ยา ในกลุ่ม NSAIDs โดยท่ัวไปเม็ดเลือดขาวจะปกติ แต่จะพบเม็ดเลือดขาวต่าได้ในผู้ปุวย Felty’s syndrome หรือ เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น methotrexate, azathioprine และ leflunomide เป็นต้น ส่วน เกร็ดเลือดมักจะสูงไปตามการอักเสบของโรค 2. ค่าการอักเสบ เช่น erythrocyte sedimentation rate (ESR) และ C-reactive protein (CRP) โดยท่ัวไปจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการอักเสบของโรค จึงนามาใช้ร่วมกับอาการในการประเมิน การกาเรบิ ของโรค
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 139 3. Creatinine เพ่ือประเมินการทางานของไต ควรงดใช้ยา NSAIDs ในผู้ที่การทางานของไต บกพรอ่ ง 4. Liver function test เน่อื งจากยารักษา RA หลายชนดิ ขับออกทางตบั เชน่ methotrexate และ leflumonide เป็นตน้ 5. Autoantibody ที่ควรตรวจในผ้ปู วุ ยที่สงสยั เป็น RA คอื a. Rheumatoid Factor; RF คอื antibody ต่อส่วน Fc ของ IgG, โดย RF อาจจะเป็น isotype ใดก็ได้ (IgG, IgM, IgA) ที่พบบ่อยที่สุดคือ IgM RF ซ่ึงพบได้ร้อยละ 75-85 ในผู้ปุวย RA โดยในระยะ 6 เดือนแรกของโรคจะพบเพยี งรอ้ ยละ 50 แตเ่ มอื่ เป็นโรคได้ 2 ปี จะพบมากข้ึนเป็นร้อยละ 85 อาจให้ผลบวกลวงได้ในโรคท่ีมีการอักเสบเรื้อรังอ่ืนๆ เช่น โรคลูปัส, โรค Sjogren’s syndrome, และ primary biliary cirrhosis; โรคตดิ เชอื้ เช่น hepatitis C infection, วัณโรค (tuberculosis), และ bacterial endocarditis; หรือในผู้สูงอายุ เป็นต้น ดังแสดงในตารางที่ 6.2, การตรวจพบ RF ในเลือดจึงไม่จาเป็นว่าผู้ปุวยต้องเป็น RA เสมอไป และหากตรวจไม่พบ RF ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ปุวย จะไม่เป็น RA, กรณีไตเตอร์ของ RF สูง จะบง่ ถึงพยากรณ์โรคที่ไม่ดี, มีการอักเสบมาก, มีการทาลาย ข้อมาก และมักจะพบ extraarticular disease ได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างย่ิง rheumatoid nodule และ interstitial lung disease(5) b. Anti-cyclic-citrullinated peptide antibodies (anti-CCP antibodies) มี sensitivity พอๆ กับ RF แตม่ ี specificity ทส่ี ูงกว่ามาก โดย anti-CCP antibodies มี sensitivity รอ้ ยละ 70 แต่ specificity รอ้ ยละ 95, พบว่าร้อยละ 35 ของผปู้ ุวยทีไ่ ม่พบ RF ในเลอื ด จะตรวจพบ anti-CCP antibodiesได(้ 6) ดงั นั้น การตรวจทง้ั 2 อยา่ งจะช่วยเพม่ิ โอกาสในการตรวจพบ antibody ในผ้ปู วุ ย RA ได้มากขนึ้ เช่นเดียวกับ RF, ไตเตอรข์ อง anti-CCP antibodies ท่ีสงู บง่ บอกถึงพยากรณโ์ รค ทีไ่ ม่ดี ทง้ั RF และ anti-CCP antibodies จะพบในเลือดผู้ปุวย RA ก่อนทจี่ ะมอี าการทางคลินิกได้ ถงึ 10 ปี โดยจะพบ anti-CCP antibodies ก่อนแล้วตามมาดว้ ย RF(7) 6. การตรวจน้าเจาะข้อ น้าเจาะข้อในผู้ปุวย RA มีประโยชน์ในการแยกโรคข้ออักเสบติดเชื้อ และโรคข้ออักเสบจากผลึก โดยเม็ดเลือดขาวจะอยู่ระหว่าง 2,000-50,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ไมพ่ บผลกึ เกลอื และเชอื้ โรคต่างๆ จากการยอ้ มสแี ละเพาะเช้อื
140 ข้ออักเสบรมู าตอยด์ ตารางที่ 6.2 แสดงโรคท่ี rheumatoid factor ให้ผลบวก Autoimmune disease โรค Rheumatoid arthritis, systemic lupus erythematosus, scleroderma, mixed connective tissue disease, Sjögren's syndrome Viral infection Acquired immunodeficiency syndrome, mononucleosis, hepatitis, influenza, after vaccination (may yield falsely elevated titers of antiviral antibodies) Chronic bacterial infection Tuberculosis, leprosy, yaws, syphilis, brucellosis, subacute bacterial endocarditis, salmonellosis Malignancy Lymphoproliferative diseases Hypergammaglobulinemic Hypergammaglobulinemic purpura, cryoglobulinemia, state chronic liver disease, sarcoidosis, other chronic pulmonary diseases ภาพถ่ายทางรังสี เน่ืองจากมือและเท้ามักเป็นส่วนที่มีความผิดปกติก่อน ภาพถ่ายทางรังสีของมือและเท้า จึงมีการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนแรก ในระยะแรกจะพบการบวมของเน้ือเย่ือรอบๆ ข้อ จากการที่มี joint effusion และ synovitis, พบ periarticular osteoporosis จากการที่มีเลือดไปเลี้ยงท่ีข้อมากใน ภาวะอักเสบและไม่ได้เคล่ือนไหวข้อ ต่อมาจะพบ erosion ที่ข้อลักษณะเป็น ill-defined marginal erosion, ในช่วงแรกอาจเห็นไม่ชัดจากภาพถ่ายทางรังสี โดยจะเห็นแค่ irregularity of white cortical line ต่อมาจึงจะเห็น disruption ของ cortex ที่ชัดเจนขึ้น บริเวณท่ีมักจะพบ erosion ก่อน คือ ข้อมือ โดยเฉพาะกระดูก pisiform, triquetrum, ulnar styloid และข้อ metacarpophalangeal (MCP) (ดงั ภาพท่ี 6.5)
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 141 . ภาพที่ 6.5: แสดงภาพ severe ulnar deviation และ erosions ที่ข้อ MCP, pancompartmental ankylosis และ erosion ทีข่ ้อมอื เมื่อมีการทาลายกระดูกอ่อนในข้อมากข้ึน จะพบ joint space แคบลง ซ่ึงมีลักษณะเป็น ทุก compartment, แตกต่างจากโรคข้อเส่ือมที่มักมี joint space แคบลงเฉพาะใน compartment ที่ใช้งานมาก การดูการแคบลงของ joint space ต้องเทียบกับข้อด้านตรงข้าม จะทาให้เห็นได้ ชัดเจนข้ึน หรือเทียบกับข้อที่อยู่ส่วนปลายกว่าข้อนั้นๆ เม่ือโรคเข้าสู่ระยะเร้ือรัง ร่างกายจะมีการ ซ่อมแซม ทาให้เกิด bony ankylosis และการผิดรูปของข้อ (joint deformities) ที่พบบ่อยในผู้ปุวย RA ได้แก่ ulnar deviation และ palmar subluxation ของข้อ MCP, ท่ีนิ้วมือจะพบ swan neck และ Boutonniere deformity และท่ีน้ิวหัวแมม่ อื จะพบ z-deformity ได้ (ดงั ภาพที่ 6.5) ข้อในแนวแกนกลางลาตัวท่ีพบความผิดปกติได้บ่อยท่ีสุดคือ C1 - C2 subluxation หรือ atlantoaxial subluxation ซึ่งจะวินิจฉัยได้โดยภาพถ่ายทางรังสีด้านข้างของ cervical spine, ท่าที่ เห็นได้ชัดที่สุดคือ ท่าก้มศีรษะ (flexion) โดยปกติระยะห่างจากขอบหน้าของ C1 ถึงขอบหน้า dens ของ C2 จะน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร หากมากกว่านี้แสดงว่ามีภาวะ atlantoaxial subluxation และหาก มากกวา่ 8 มลิ ลเิ มตร อาจจาเปน็ ต้องผา่ ตัดเพือ่ ปูองกนั การกดทับไขสนั หลัง (ดังภาพที่ 6.6)
142 ขอ้ อักเสบรูมาตอยด์ ภาพท่ี 6.6: แสดงภาพกระดูกตน้ คอปกติ (ซา้ ย) เทยี บกบั atlanto-axial subluxation (ขวา) การวินจิ ฉัย ปัจจุบันยังคงใช้เกณฑ์การวินิจฉัยของ American College of Rheumatology ปี 1987(8) โดย ผู้ปุวยจะต้องมีอาการอย่างน้อย 4 ใน 7 ข้อ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น RA และอาการในข้อ 1-4 จะต้อง มกี ารดาเนินโรคมาไมน่ อ้ ยกว่า 6 สัปดาห์ (ตารางที่ 6.3) อย่างไรก็ดี เกณฑ์การวินิจฉัยของ American College of Rheumatology (ACR) ปีค.ศ.1987 ยังมีข้อจากัดในการวินิจฉัยผู้ปุวยในระยะแรก พบว่าผู้ปุวยที่มีอาการน้อยกว่า 6 เดือน จะได้รับการ วินิจฉัยว่าเป็น RA ตามเกณฑ์การวินิจฉัยน้ีเพียงร้อยละ 30(9) ทาให้การรักษาล่าช้า ปัจจุบันหากเร่ิม การรักษาตั้งแต่ระยะแรก จะทาให้ควบคุมโรคได้ดีและชะลอการดาเนินโรคได้ดีกว่าให้การรักษาช้า(10-12) ดังนั้น anti-CCP antibodies เป็น antibody ที่ค้นพบใหม่ซึ่งมีความจาเพาะสูง จึงควรนามาใช้ใน การวนิ ิจฉัยร่วมด้วย เกณฑก์ ารวินจิ ฉยั RA ฉบบั ใหม่ ซึง่ จัดทาโดยความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติซั่ม แห่งทวีปอเมริกา (ACR) ได้มปี ระกาศในท่ีประชุม ACR ปี 2009 ท่ีกรุงฟิลาเดลเฟีย และ European League Against Rheumatism (EULAR) ได้มปี ระกาศในท่ปี ระชุม EULAR ปี 2010 ที่กรุงโรม ได้แบ่งเป็น 4 หัวข้อ คือ(13) 1. ลกั ษณะและจานวนขอ้ ทีต่ รวจพบการอกั เสบ 2. การตรวจ autoantibody
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 143 3. ระยะเวลาทีม่ ีข้ออักเสบ 4. ระดบั ค่าการอักเสบในเลือด ตารางที่ 6.3 แสดงการวนิ จิ ฉยั RA โดยใช้เกณฑข์ อง American College of Rheumatology 1987 Criteria Definition 1. Morning stiffness Morning stiffness in and around the joints, lasting 1 hour before maximal improvement 2. Arthitis of three or more At least three joint areas simultaneously have had soft joint areas tissue swelling or fluid (not bony overgrowth alone) observed by a physician. The 14 possible areas are right or left proximal interphalangeal joint (PIP), metacarpophalangeal (MCP) joint, wrist, elbow, knee, ankle, metatarsophalangeal (MTP) joint. 3. Arthritis of hand joints At least one area swollen in a wrist, MCP or PIP joint. 4. Symmetric arthritis Simultaneous involvement of the same joint areas (as defined in item 2) on both sides of the body (bilateral involvement of PIPs, MCPs, or MTPs is acceptable without absolute symmetry). 5. Rheumatoid nodule Subcutaneous nodules, over bony prominences, or extensor surfaces, or in juxta-articular regions, observed by a physician. 6. Serum rheumatoid factor Demonstration of abnormal amounts of serum RF by 7. Radiographic changes any method for which the result has been positive in <5% of normal control subjects. Radiographic changes typical of rheumatoid arthritis on posteroanterior hand and wrist radiographs, which must include erosions or unequivocal bony decalcification localized in or most marked adjacent to the involved joints (osteoarthritic changes alone do not qualify)
144 ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยแต่ละหวั ขอ้ จะมีการใหค้ ะแนน หากมคี ะแนนรวมมากกว่า 6 ก็จะสนับสนุนการวนิ ิจฉัย RA (ดังตารางที่ 6.4) ตารางท่ี 6.4 แสดงการให้คะแนนในการวินจิ ฉยั RA โดยเกณฑข์ อง EULAR/ACR หัวข้อ คะแนน 1. ลักษณะและจานวนข้อท่ีตรวจพบการอกั เสบ* - ขอ้ ขนาดกลาง-ใหญ่จานวน 1 ขอ้ 0 - ขอ้ ขนาดกลาง-ใหญ่จานวน 2-10 ขอ้ 1 - ขอ้ ขนาดเลก็ 1-3 ขอ้ 2 - ขอ้ ขนาดเลก็ 4-10 ข้อ 3 - ข้อขนาดใดกไ็ ด้มากกว่า 10 ข้อ (ตอ้ งมีข้อขนาดเลก็ อย่างน้อย 1 ขอ้ ) 5 2. การตรวจ autoantibody - RF และ anti-CCP antibodies-negative 0 - RF หรอื anti-CCP antibodies-positive, low titer (มากกว่า 1 เทา่ แตไ่ มเ่ กิน 3 เท่า 2 ของคนปกต)ิ - RF หรอื anti-CCP antibodies-positive, high titer (มากกว่า 3 เทา่ ของคนปกติ) 3 3. ระยะเวลาท่ีมขี ้ออักเสบ - น้อยกว่า 6 สปั ดาห์ 0 - มากกว่า 6 สปั ดาห์ 1 4. ระดบั คา่ การอกั เสบในเลือด - ESR และ CRP ปกติ 0 - ESR หรือ CRP สูงกวา่ ปกติ 1 * ขอ้ เล็กไดแ้ ก่ ข้อมอื ขอ้ นิ้วมือ และนิ้วเท้า (PIP, MCP, MTP ยกเวน้ 1st MTP, DIP, CMC joints) * ขอ้ กลาง-ใหญ่ ได้แก่ ข้อไหล่ ศอก สะโพก เข่า ขอ้ เทา้ การประเมินการกาเริบของโรค การรักษามีจุดมุ่งหมายทาให้โรคสงบ (disease remission) หรือให้มีการกาเริบของโรค (disease activity) นอ้ ยท่ีสุด ซ่ึงหมายถึงการทาลายข้อท่ีลดลงในอนาคตด้วย จากหลายการศึกษาพบว่า การติดตามการกาเริบของโรค (disease activity) อย่างเป็นระบบสม่าเสมอ โดยแต่ละคร้ังห่างกัน ไม่เกนิ 3 เดือน รวมถึงมีการปรับยาอย่างเหมาะสม ทาให้ผลการรักษาในแง่หน้าท่ีของข้อดีขึ้น การทาลาย ขอ้ จากภาพถา่ ยทางรงั สีลดลง(14-15)
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 145 องคป์ ระกอบท่ีใชใ้ นการตดิ ตามการกาเรบิ ของโรค 1. จานวนข้อที่บวมและกดเจ็บ (Tender joint count: TJC and swollen joint count: SJC) ตรวจร่างกายดูว่ามีข้อบวมจาก synovitis หรือ effusion หรือไม่ และดูว่าผู้ปุวยมีอาการปวดร่วมด้วย หรอื ไม่ โดยทุกข้อท่ีมีช่อื เดยี วกันจะนับเปน็ 1 ขอ้ เทา่ น้ัน ขนาดของข้อและความรุนแรงของการบวม หรือปวดไมม่ ีผลตอ่ การให้คะแนน 2. อาการปวดที่นิยมใช้กันในแบบสอบถาม RA คือ visual analog scale (VAS) ซึ่งเป็น เสน้ ตรงแนวนอนยาว 100 มลิ ลเิ มตร, 0 แสดงวา่ ไม่ปวดเลย และ 100 คือ ปวดมากท่ีสดุ 3. การประเมินโรคโดยรวมโดยผู้ปุวยและแพทย์ผู้รักษา (Patient and evaluator global assessment, PGA และ EGA) เพื่อให้ผู้ปุวยและแพทย์ผู้รักษาประเมินการกาเริบของโรคโดยรวม ซง่ึ ใช้ VAS เช่นกัน 4. ค่าการอักเสบ ESR และ CRP เป็นท่ีนิยมมากท่ีสุด เพราะทาได้ง่ายและราคาไม่แพงมาก นอกจากนี้ ยังพบวา่ มคี วามสมั พนั ธ์กบั การกาเรบิ ของโรคและการทาลายข้อในภาพถ่ายทางรังสดี ว้ ย (16-18) คา่ ท่ีนิยมใช้ในการประเมนิ การกาเริบของโรค โดยการนาคา่ ต่างๆ จากองค์ประกอบข้างต้นมาคานวณ ค่าเหล่านี้พบว่ามีความสัมพันธ์กับ การกาเริบของโรค, มีประโยชน์ในการติดตามผู้ปุวย, และบอกพยากรณ์โรค พบว่าผู้ที่ตอบสนองดี ใน 3 เดอื นแรกมกั มพี ยากรณ์โรคทด่ี ีกว่า(19) ตารางท่ี 4 แสดงค่าตา่ งๆ ทบี่ ง่ บอกการกาเรบิ ของโรค 1. Disease Activity Score (DAS) สูตรการคานวณ DAS มีความยุ่งยากมากและต้องนับ ขอ้ จานวน 44 ขอ้ จึงไม่เปน็ ท่นี ยิ มใช้ ปจั จบุ นั ทนี่ ยิ มใช้ คอื DAS 28 ซงึ่ จะใชข้ ้อมลู ดงั น้ี 1.1. จานวนข้อท่ีปวดและบวม โดยการนับขอ้ ท้งั หมด 28 ข้อ ได้แก่ ขอ้ ไหล่ ข้อศอก ขอ้ มอื ข้อ MCP, ข้อ PIP และขอ้ เขา่ 1.2. ค่าการอกั เสบ (ESR หรือ CRP) 1.3. Patient global health assessment (GH) นาคะแนนทไี่ ดเ้ ข้าสตู รคานวณ DAS 28 = 0.56 x (TJC 28) + 0.28 x (SJC 28) + 0.70 x lognat (ESR) + 0.014 x GH หรือ DAS 28 = 0.56 x (TJC 28) + 0.28 x (SJC 28) + 0.36 x lognat (CRP+1) + 0.014 x GH + 0.96
146 ขอ้ อักเสบรมู าตอยด์ ปจั จบุ นั มเี ครือ่ งคดิ เลขท่ีใช้คานวณค่า DAS 28 โดยเฉพาะ ทาให้สะดวกในการใชง้ านมากข้ึน ค่า DAS 28 น้อยกว่า 2.6 แสดงว่าโรคอยู่ในระยะสงบ ค่าอย่รู ะหว่าง 2.6-3.2 แสดงว่าโรค กาเริบเล็กน้อย ค่าอยู่ระหว่าง 3.2-5.1 แสดงว่าโรคกาเริบปานกลาง ค่ามากกว่า 5.1 แสดงว่าโรค กาเรบิ มาก 2. Simplified Disease Activity Index (SDAI) เป็นค่าที่มี sensitivity และspecificity สูงกวา่ คา่ อน่ื ๆ ท่ใี ช้ในการพยากรณ์การกาเรบิ ของโรค(20) คานวณได้ดงั นี้ SDAI = SJC 28 + TJC 28 + PGA (0-10) + EGA (0-10) + CRP (mg/L) ค่า SDAI น้อยกว่า 3.3 แสดงว่าโรคอยู่ในระยะสงบ ค่าอยู่ระหว่าง 3.3-11 แสดงว่าโรค กาเริบเล็กน้อย ค่าอยู่ระหว่าง 11-26 แสดงว่าโรคกาเริบปานกลาง ค่ามากกว่า 26 แสดงว่าโรคกาเริบ มาก 3. Clinical Disease Activity Index (CDAI) วัดค่าโดยไม่ต้องใช้ค่าทางห้องปฏิบัติการ มี ความสัมพันธ์กับค่าที่ใช้วัดการกาเริบของโรคอ่ืนๆ, การทาลายข้อจากภาพถ่ายทางรังสี, และ function ของผูป้ ุวย สามารถนามาใช้ดูการตอบสนองต่อยา(21-22) คานวณได้จากสูตร CDAI = SJC 28 + TJC 28 + PGA (0-10) + EGA (0-10) ค่า CDAI น้อยกว่า 2.8 แสดงว่าโรคอยู่ในระยะสงบ ค่าอยู่ระหว่าง 2.8-10 แสดงว่าโรค กาเริบเล็กน้อย ค่าอยู่ระหว่าง 10-22 แสดงว่าโรคกาเริบปานกลาง ค่ามากกว่า 22 แสดงว่าโรคกาเริบ มาก ตารางที่ 6.5 แสดงการกาเรบิ ของโรคโดยการประเมนิ ดว้ ย DAS28, SDAI และ CDAI Disease remission DAS 28 SDAI CDAI Low disease activity <2.6 <3.3 <2.8 Moderate disease activity 2.6-3.2 3.3-11 2.8-10 High disease activity 3.2-5.1 11-26 10-22 >5.1 >26 >22
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 147 การรกั ษาแผนปจั จบุ ัน RA เป็นโรคเร้ือรัง ก่อให้เกิดความเจ็บปวด พิการและทุพพลภาพได้ ถ้าผู้ปุวยไม่มีความรู้ และความเขา้ ใจเกยี่ วกับการดาเนินโรค อาจจะทาให้ท้อแท้ หมดหวัง ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ก่อนการรักษาควรอธิบายให้เข้าใจถึงตัวโรค ความสาคัญของการรับประทานยาและพบแพทย์อย่างสม่าเสมอ รวมถึงการสรา้ งความสัมพนั ธอ์ ันดรี ะหว่างแพทย์กบั ผปู้ ุวยด้วย ยาที่ใชใ้ นการรกั ษาแบ่งเป็น 2 กลมุ่ คอื 1. ยาลดอาการปวดและอักเสบของข้อ ได้แก่ ยาสเตียรอยด์และยาในกลุ่ม non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ท้ังกลุ่มที่เป็น traditional NSAIDs และ selective COX-2 inhibitors 2. ยาลดการทาลายข้อและปรับเปลี่ยนการดาเนินโรค (Disease modifying antirheumatic drug: DMARDs) ยากลุ่มน้ีจะชะลอการทาลายข้อ อาจไม่มีฤทธ์ิแก้ปวดโดยตรง ระยะเวลาในการ ออกฤทธจ์ิ ะนานเป็นสัปดาห์หรือเดือน (ตารางท่ี 6.6) ยาในกลมุ่ นแี้ บ่งเป็น 2.1 ยาสเตยี รอยด์ เปน็ ยาทอ่ี อกฤทธท์ิ ัง้ ลดอาการปวดและอกั เสบของข้อ รวมท้ังชะลอ การทาลายข้อด้วย(23) โดยท่ัวไปมักให้ในขนาดต่าคือ 5-10 มิลลิกรัมต่อวันในช่วงแรกของการรักษา เพ่ือรอให้ยา DMARDs ออกฤทธ์ิ ข้อเสีย คือ เมื่อให้ยาแล้วมักจะหยุดยาได้ยาก และมีผลข้างเคียง ทาให้เกดิ โรคกระดกู พรนุ เพมิ่ ระดบั นา้ ตาลในเลอื ด และเพ่ิมความเสยี่ งต่อการเกดิ โรคหลอดเลือดหวั ใจ 2.2 Synthetic หรือ traditional DMARDs คือสารสังเคราะห์ทอี่ อกฤทธโิ์ ดยการยบั ยั้ง การทางานของ folic pathway หรอื purine pathway แบง่ เปน็ 2 กลุ่มคือ A. ยาท่มี ีหลกั ฐานวา่ ชว่ ยชะลอการทาลายขอ้ โดยอาจใช้เดี่ยว (monotherapy) หรือใช้ร่วมกัน (combination therapy) ได้แก่ methotrexate, sulfasalazine, antimalarial drugs (hydroxychloroquine และ chloroquine), leflunomide, cyclosporine และ injectable gold B. ยาท่ีไม่มหี ลกั ฐานวา่ ช่วยชะลอการทาลายข้อ แต่มีการใช้รักษา RA ในผู้ปุวยที่ ไมต่ อบสนองต่อยาอน่ื ๆ หรือไมส่ ามารถทนต่อยาอ่ืนๆ ได้ คือ azathioprine และ cyclophosphamide 2.3 Biologic DMARDs คือสารท่ีได้มาจาก biologic molecules เชน่ antibodies หรอื receptor inhibitors โดยออกฤทธ์ิที่ signaling pathways cytokines และ receptor ต่างๆ ท่ีอยู่ใน กลไกการเกิด RA, แบง่ เป็นกลมุ่ ตามกลไกการออกฤทธิ์ไดด้ ังนี้
148 ข้ออักเสบรมู าตอยด์ A. Tumor necrosis factor alpha (TNF- α) inhibitors ได้แก่ infliximab, etanercept, adalimumab, certolizumab และ golimumab B. B cell depleting agent ได้แก่ rituximab C. T lymphocyte co-stimulation modulator ได้แก่ abatacept D. Interleukin-1 receptor inhibitor ไดแ้ ก่ anakinra E. Interleukin-6 receptor inhibitor ไดแ้ ก่ tocilizumab ตารางท่ี 6.6 แสดงสรปุ การบรหิ ารยา ผลขา้ งเคยี ง และการตดิ ตามผปู้ วุ ยทใ่ี ช้ยา DMARDs DMARD การบรหิ ารยา ผลขา้ งเคียงท่ีพบบ่อย การเริม่ และการ ติดตาม Methotrexate 7.5-25 มก./สัปดาห์ คลน่ื ไส้ อาเจียน เอ็นไซม์ เรม่ิ ตน้ : CBC, LFT, Sulfasalazine ทางปาก ฉีดเข้ากลา้ ม ตับผดิ ปกติ อ่อนเพลยี Cr, chest x-ray, หรอื ฉีดเขา้ ใตผ้ วิ หนัง ผมร่วง แผลในปาก HBsAg, anti HCV กดไขกระดกู เพิ่มความ 2-3 กรมั /วนั เส่ียงในการตดิ เชอื้ ติดตาม: CBC, Cr, OT, ทางปาก PT ทุก 8-12 สัปดาห์ คลน่ื ไส้ อาเจียน เอน็ ไซม์ ตับผดิ ปกติ เปน็ ผน่ื เร่ิมตน้ : CBC, LFT, G-6-PD ติดตาม: CBC, OT, PT ทุก 8-12 สปั ดาห์ Hydroxychloroquine 6.5 มก./ กก./วนั Maculopathy, ผิวสคี ลา้ เริ่มต้น & ตดิ ตาม: ตรวจตาทกุ 1 ปี Chloroquine 4 มก./กก.ตอ่ /วนั Maculopathy, ผวิ สคี ลา้ เริ่มตน้ & ตดิ ตาม: ตรวจตาทกุ 6 เดือน Leflunomide 10-20 มก./วัน คลืน่ ไส้ เอน็ ไซม์ตับผดิ ปกติ เรม่ิ ต้น: CBC, LFT, ออ่ นเพลยี กดไขกระดูก Cr, chest x-ray, เพม่ิ ความเสยี่ งในการตดิ เช้ือ HBsAg, anti HCV ติดตาม: CBC, Cr, OT, PT ทกุ 8-12 สปั ดาห์
กรมพัฒนาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 149 DMARD การบรหิ ารยา ผลข้างเคียงที่พบบ่อย การเรมิ่ และการ Injectable gold ตดิ ตาม Infliximab 1 มก./ กก./ สปั ดาห์ Injection reaction เรมิ่ ตน้ : CBC, LFT, Etanercept ฉีดเขา้ กลา้ ม dermatitis, Cr, UA Rituximab membranous nephropathy, ติดตาม: CBC Tocilizumab กดไขกระดกู ทุก 8-12 สปั ดาห์ UA กอ่ นฉีดทุกคร้ัง 3-10 มก / กก. เข้า Reactivation of latent เรม่ิ ตน้ : CBC, LFT, หลอดเลอื ดดา สัปดาห์ที่ TB, เพิม่ ความเสยี่ งในการ Cr, chest x-ray, 0, 2, 6 และ ทุก 8 ตดิ เช้อื แบคทเี รยี และเชือ้ - HBsAg, anti HCV สปั ดาห์ ฉวยโอกาส และ tuberculin skin test 25 มก. ฉดี ใตผ้ วิ หนัง สปั ดาหล์ ะ 2 คร้งั หรอื 50 ติดตาม: CBC มก. ฉีดใตผ้ ิวหนงั สัปดาห์ ทุก 12 สัปดาห์ ละครัง้ 500-1,000 มก. เข้า Injection reaction, เพิ่ม เริ่มตน้ : CBC, LFT, หลอดเลอื ดดา สปั ดาห์ที่ ความเสย่ี งในการติดเชื้อ Cr, chest x-ray, 0, 2 และ ทกุ 6-12 แบคทีเรียและเชื้อฉวย - HBsAg, anti HCV เดือน โอกาส, Progressive และ tuberculin skin test multifocal leukoencephalopathy ตดิ ตาม: CBC ทกุ 12 สัปดาห์ 4-8 มก / กก. เข้าหลอด Injection reaction เรม่ิ ตน้ : CBC, LFT, เลือดดา ทุก 4 สปั ดาห์ เพม่ิ ความเสีย่ งในการตดิ - Cr, chest x-ray, เชือ้ แบคทีเรยี และเชอ้ื ฉวย- HBsAg, anti HCV โอกาส, neutropenia, และ tuberculin skin dyslipidemia, เอน็ ไซม์ test ตับผิดปกติ ตดิ ตาม: CBC, lipid profile, LFT ทกุ 12 สปั ดาห์
150 ขอ้ อักเสบรมู าตอยด์ การรักษา RA ตามแนวทาง ของ EULAR ปี 2010 สรุปได้ 15 ข้อดงั น้ี(24) 1. ควรเร่ิม synthetic DMARDs ให้เร็วที่สุดหลังจากวินิจฉัยว่าเป็น RA เน่ืองจากหลาย การศึกษาพบวา่ การเรมิ่ ยา DMARDs ช้าให้ผลการรกั ษาไมด่ ีเท่าการเร่มิ ยาเรว็ 2. จุดมุ่งหมายในการรักษา คือ ให้โรคอยู่ในระยะสงบ (disease remission) หรือมีการ กาเริบน้อย (low disease activity) ภายในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยใช้เกณฑ์ DAS, DAS 28, SDAI หรือ CDAI ในการวดั ระดับการกาเริบ จึงควรติดตามอาการอยา่ งใกล้ชดิ และปรับยาทุก 1-3 เดือน 3. ควรเร่ิม methotrexate เป็นยา DMARDs ตัวแรกในการรักษา เนื่องจากหลายการศึกษา ยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการรักษา RA ท้ังใช้เดี่ยวหรือร่วมกับยา biologic agents นอกจากผปู้ วุ ยมอี าการนอ้ ยมากหรอื มีข้อหา้ ม 4. ผู้ปุวยที่มขี อ้ หา้ มในการใชย้ า methotrexate หรอื ทนต่อยาไม่ได้ อาจพจิ ารณาใช้ leflunomide, sulfasalazine หรือ gold ชนดิ ฉดี เปน็ DMARDs ตัวแรก 5. ผู้ปุวยท่ีไม่เคยได้รับยา DMARDs มาก่อน อาจพิจารณาเริ่ม synthetic DMARDs เพียง ชนิดเดียวแทนการให้หลายชนิดร่วมกัน แม้ว่าในหลายการศึกษาพบว่า การเร่ิมให้ DMARDs หลายๆ ชนิดพร้อมกันมีประสิทธิผลดีกว่าการให้ methotrexate เพียงชนิดเดียว แต่การศึกษา ดงั กล่าวมีการใชย้ าสเตยี รอยด์ขนาดท่ีไม่เทา่ กัน จงึ ไม่อาจสรุปผลได้ นอกจากนี้ หากให้ยาหลายชนิด พร้อมกนั แล้วไมส่ ามารถทาใหโ้ รคสงบได้ ก็จะไม่ทราบว่ายาใดท่ีไมม่ ีประสิทธผิ ลในการรักษา 6. การให้ยาสเตียรอยด์ขนาดต่า (<10 มิลลิกรัมต่อวัน) ถึงปานกลาง ร่วมกับการให้ยา synthetic DMARDs ชนิดเดียวหรือหลายชนิด มีประโยชน์ในระยะแรก แต่ควรลดยาและหยุดให้ เรว็ ท่สี ดุ เท่าที่จะควบคมุ โรคได้ 7. ถ้าให้ synthetic DMARDs ตัวแรกแล้วไม่สามารถทาให้โรคสงบหรือกาเริบน้อยลง ให้ พจิ ารณาว่าผู้ปวุ ยมปี ัจจัยทท่ี าใหพ้ ยากรณ์โรคเลวหรอื ไม่ ไดแ้ ก่ 7.1 มี autoantibody ในเลอื ดไมว่ ่าจะเปน็ RF หรอื anti-CCP antibodies ในปรมิ าณสูง 7.2 ยังคงมีการกาเริบของโรคมาก (high disease activity) จากการวัดดว้ ย DAS, DAS 28, SDAI หรือ CDAI 7.3 มี erosion ของข้อต้งั แตร่ ะยะแรก
กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 151 แผนภูมิที่ 6.1 แสดงการรักษา RA ตามแนวทางของ EULAR 2010 (คัดลอกจาก EULAR recommendations for the management of rheumatoid arthritis with synthetic and biological disease modifying antirheumatic drugs. Ann Rheum Dis. 69(6): p. 964-75.)
152 ขอ้ อักเสบรูมาตอยด์ ถ้าผู้ปุวยมีปัจจัยดังกล่าว ให้พิจารณาใช้ยา biologic agents ร่วมกับการให้ synthetic DMARDs เดิม ถ้าผู้ปุวยไม่มีปัจจัยดังกล่าว ให้หยุดยาเดิมและเร่ิม synthetic DMARDs ชนิดใหม่ โดย อาจเลือกใช้ leflunomide, sulfasalazine หรือ gold ชนิดฉดี 8. กรณีผู้ปุวยไม่ตอบสนองต่อยา methotrexate หรือ synthetic DMARDs อื่นๆ ควร พจิ ารณาเริ่มยา biologic agents โดยเริ่มจากการให้ยา TNFα inhibitor ก่อน เช่น etanercept, adalimumab, certolizumab, golimumab หรือ infliximab ร่วมกบั methotrexate เป็นตน้ 9. กรณีผปู้ วุ ยไม่ตอบสนองต่อยา TNF α inhibitor อาจพิจารณาใหย้ า TNF α inhibitor ตัวอน่ื ๆ หรือเปล่ียนยากลมุ่ biologic agents ใหม่ เชน่ adalimumab, rituximab หรอื abatacept เปน็ ตน้ 10. กรณีทไ่ี มต่ อบสนองหรอื มขี อ้ ห้ามในการใช้ยาดงั กลา่ วขา้ งตน้ อาจพจิ ารณาให้ azathioprine หรือ cyclosporine ร่วมกับ synthetic DMARDs อ่ืนๆ หรืออาจใช้ azathiclosporine, cylosporine หรือ cyclophosphamide เดี่ยวๆ ก็ได้ สาหรับยา D-penicillamine, minocycline, auronofin, tacrolimus และ chlorambucil ยังไมม่ ีข้อมลู การศกึ ษาท่ียนื ยันถึงประสทิ ธผิ ลท่ชี ัดเจน จึงไม่แนะนาให้ใช้ 11. ควรตดิ ตามผู้ปุวยอยา่ งใกลช้ ดิ และสม่าเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มปี จั จัยเสี่ยงตอ่ พยากรณโ์ รคทีเ่ ลว 12. เม่อื ผู้ปุวยเข้าส่รู ะยะสงบแล้ว ให้พิจารณาหยุดยาสเตียรอยดก์ ่อน หากโรคยงั สงบต่อนาน 12 เดือน ใหพ้ ิจารณาลดยา biologic agents ต่อ โดยอาจลดขนาดยาหรือยืดระยะเวลาการฉีดออกไป 13. เมื่อหยุดยาสเตียรอยด์และ biologic agents แล้วโรคยังอยู่ในระยะสงบเป็นเวลานาน อาจ พิจารณาลดยา synthetic DMARDs และตดิ ตามดูอาการอย่างใกล้ชิด ควรให้ข้อมูลกับผู้ปุวยว่าการ หยุดยา synthetic DMARDs อาจทาให้โรคกาเริบได้ และการรักษาโรคให้อยู่ในระยะสงบอีกคร้ัง อาจทาได้ยากขนึ้ (25-26) 14. ผปู้ ุวยที่มีอาการรนุ แรงมากและมีปจั จยั เสี่ยงต่อการเกดิ พยากรณโ์ รคทีเ่ ลว อาจพจิ ารณา เริ่มการรักษาด้วย methotrexate ร่วมกบั ยา biologic agents เลย 15. ในการปรับยา ควรคานึงถงึ disease activity, ความรุนแรงของการทาลายข้อจากการ ตรวจร่างกายและภาพถา่ ยทางรังสี, โรคประจาตัวอ่ืนๆ รวมท้งั ความปลอดภัยด้วย อย่างไรก็ดี แนวทางของ EULAR 2010 อาจยังไม่สามารถนามาใช้ในประเทศไทยได้เต็มท่ี เนื่องจากยา biologic agents มีราคาแพงมาก และประเทศไทยยังมีความชุกของเชื้อวัณโรคมากกว่า RA, สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทยได้เสนอแนวทางการใช้ยา TNFα inihibitor ในการรักษา RA ในปี พ.ศ. 2549 โดยข้อบ่งชใ้ี นการใหย้ าคือ(27)
กรมพัฒนาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 153 1. ผปู้ วุ ยตอ้ งมีการอักเสบของโรคโดย 1.1 จานวนขอ้ ท่บี วมและกดเจบ็ มากกวา่ 6 ขอ้ 1.2 สูญเสยี ความสามารถในการทากจิ วัตรประจาวัน ประเมนิ โดย Thai HAQ(28) ≥ 1.0 1.3 ระยะเวลาที่ฝืดตึงข้อ ≥ 45 นาที หรือ ESR ≥ 28 มิลลิเมตรต่อช่ัวโมง หรือ CRP ≥ 10 มลิ ลกิ รมั ตอ่ ลติ ร 2. ไม่ตอบสนองต่อยา DMARDs อย่างนอ้ ย 3 ชนิดในขนาดเตม็ ที่ หรือขนาดทใ่ี ชใ้ นการรักษา กรณที นตอ่ ยาขนาดเตม็ ทไ่ี มไ่ ด้ (ตารางที่ 6.7) ตารางท่ี 6.7 แสดงปรมิ าณยาขนาดเตม็ ที่และขนาดที่ใช้ในการรกั ษา RA ยา ขนาดเตม็ ท่ี ขนาดทใี่ ชใ้ นการรักษา Hydroxychloroquine 6.5 mg/kg/day 200-400 mg/day Chloroquine 4 mg/kg/day 125-250 mg/day Sulfasalazine 40 mg/kg/day in divided dose 2 gm/day in divided dose Injectable gold 40 mg/week 40 mg/week Penicillamine 500-750 mg/day 500-750 mg/day Azathioprine 2 mg/kg/day in divided dose 50 mg/day Methotrexate 0.3 mg/kg/week (max 20 mg/day) 7.5 mg/week Cyclosporin A 5 mg/kg/day 2.5-5 mg/kg/day Leflunomide 20 mg/day 10-20 mg/day ผู้ปุวยต้องได้รับยา DMARDs อย่างน้อย 6 เดือน โดยเป็นขนาดเต็มท่ีอย่างน้อย 2 เดือน หาก ไม่สามารถทนต่อยาไดห้ รือมีผลขา้ งเคียง ตอ้ งรับยาขนาดที่ใชใ้ นการรักษาอย่างน้อย 2 เดือน สรปุ RA เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ผู้ปุวยจะมีข้ออักเสบพร้อมกันหลายๆ ข้อ ทาให้ข้อผิดรูปและ เกิดความพิการตามมา ผู้ปุวยบางรายอาจมีอาการแสดงในอวัยวะอื่นๆ นอกจากข้อได้ สาเหตุของการเกิดโรค ยังไม่เป็นท่ีทราบแน่ชัด การวินิจฉัยใช้อาการทางคลินิกเป็นหลัก ร่วมกับตรวจหา RF, anti-CCP antibodies, และภาพถา่ ยทางรงั สี ปจั จบุ นั การรักษาได้พัฒนาไปมากท้ังการใช้ยาลดอาการอักเสบ, synthetic DMARDs, และ biologic agents การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและแนวทางการรักษาเป็น สิ่งสาคัญ เพราะเป็นโรคเร้ือรังและเห็นผลในการรักษาช้า ผู้ปุวยอาจหมดกาลังใจและท้อแท้ ควรเร่ิมยา
154 ขอ้ อักเสบรมู าตอยด์ DMARDs ให้เร็วท่ีสุดและปรับยาทุก 1-3 เดือน โดยมีจุดมุ่งหมายให้โรคอยู่ในระยะสงบหรือกาเริบ นอ้ ยทส่ี ุด ร่วมกบั ตดิ ตามผลขา้ งเคยี งจากยาอย่างสมา่ เสมอ องค์ความรตู้ ามศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนจนี โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis: RA) จัดอยู่ในกลุ่ม “Bi syndrome” ซึ่ง เปน็ ความผิดปกติท่ีครอบคลุมโรคปวดข้อ ปวดกล้ามเน้ือ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบทุกชนิด โรคแต่ละชนิด จะมีรายละเอยี ดของสาเหตุ พยาธิสภาพ อาการ และพยากรณโ์ รคทต่ี ่างกัน ในระยะหลังมกี ารแยกโรคน้ีออกมาเป็น Wan Bi คือ stubborn Bi syndrome (โรคปวดข้อท่ี ควบคมุ ยาก) คาที่เหมาะสมกับนิยามของโรคน้ี คือ ขอ้ ต่อที่มีอาการปวดมาก (Li jie) ตามหลักการแพทย์แผนจีน สุขภาพท่ีดีเกิดจากความสมดุลและการประสานกันของระบบ เส้นลมปราณ มกี ารไหลเวยี นช่ีไปตามเสน้ ลมปราณ เพอื่ ไปควบคุมอวัยวะต่างๆ ใหท้ างานเป็นปกติ สาเหตแุ ละกลไกการเกดิ โรค สาเหตุของการเกดิ โรค RA มหี ลายปจั จยั คอื 1. ปัจจัยภายใน ร่างกายอ่อนแอ เจิ้งช่ีพร่อง ทาให้ตับและไตพร่อง สารจิงและเลือดไม่พอ ตบั พร่องสง่ ผลตอ่ เสน้ เอน็ ไตพรอ่ งส่งผลต่อกระดูกต่างๆ; ยนิ และเลอื ดพร่องจะเกิดความร้อนภายใน ทาให้จินเย่แห้งเกิดเป็นเสมหะ ความร้อนและเสมหะจะอุดกั้นช่ีและเลือดท่ีมาหล่อเล้ียงข้อต่อ เกิดอาการบวม ตึง อักเสบ และผิดรูป เป็นวัฎจักรที่ทาให้โรคนี้เรื้อรัง นอกจากนี้ ยังอาจพบ ม้ามพร่องดว้ ย 2. ปจั จัยภายนอกจากเสียชี่รุกราน ลม ความเย็น และความชื้น ทาให้เส้นลมปราณอุดตัน การ ไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัด เกิดภาวะเลือดค่ัง มีความร้อนสะสมและเสมหะตกค้าง ทาให้ปวดข้อ งอและเหยียดข้อลาบาก; ลมทาให้เกิดอาการปวดข้อท่ีเคล่ือนย้าย แผ่กระจายไปหลายข้อ; ความเย็น ทาให้ชี่และเลือดติดขัด จะมีอาการปวดข้อต่อและเอ็นหดร้ัง เคลื่อนไหวลาบาก มีอาการปวดมากข้ึน เมื่อถูกความเย็น อาการดีข้ึนเม่ือได้รับความอุ่น; ความช้ืนทาให้หนืด ยึดติด หนักเน้ือตัว เฉ่ือยชา บวม ตึง ข้อที่อักเสบจะฝืดขัดเคล่ือนไหวได้ยาก อาจมีไข้; ล้ินซีด ฝูาขาวบางหรืออาจหนา ชีพจรลอย (fu), เล็ก (xi), แน่น (jin), และอ่อน (ruo) ถ้าเสียช่ีเหล่านี้รุกรานอย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิด
กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 155 ความร้อนอุดกั้นการไหลเวียนของช่ีและเลือด โดยเฉพาะเส้นลมปราณของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ถ้ายงั ไม่ไดร้ บั การรักษาจะแผ่ขยายไปทัว่ รา่ งกาย 3. การเสียสมดลุ ของอารมณ์ทั้งเจ็ด อารมณโ์ กรธ คิดมาก กงั วล สง่ ผลให้การไหลเวียนของช่ี ติดขัด ปกติช่ีจะให้พลังอุ่นร่างกาย เลือดจะส่งอาหารและความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงท้ังร่างกาย เมือ่ ช่ีติดขดั จะมผี ลตอ่ ระบบไหลเวยี นของเลือด เกิดภาวะเลือดคั่ง ทาให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง จงึ ควรแนะนาผปู้ ุวยให้ตระหนักวา่ อารมณ์เหลา่ นีม้ ีผลทาให้โรคกาเรบิ ได้ 4. การเสียสมดุลการทางานและการพักผ่อน การตรากตราทางานทาให้หยางชี่พร่อง ส่งผล ให้ภูมิต้านทานร่างกายพร่อง ลม ความเย็น และความช้ืน จึงรุกรานได้ง่าย; การมีกิจกรรมทางเพศที่ มากเกนิ ควร ทาให้จิงชี่ลดลง มผี ลตอ่ ภมู ิต้านทานของร่างกาย; ขณะเดียวกัน การพักผ่อนมากเกินไป จะมีผลให้หน้าท่ีของม้ามและกระเพาะอาหารผิดปกติ การลาเลียง-แปรสภาพสารอาหารบกพร่อง ทาให้การสรา้ งชี่และเลือดลดลง; การดารงชวี ติ ท่ีขาดการออกกาลงั กายจะมีผลใหก้ ารไหลเวียนของช่ี และเลือดติดขัด มีผลต่อตับและไต และส่งผลให้เส้นเอ็นและกระดูกทั่วร่างกายอ่อนแอ; การอุดกั้น ของช่ี เลือด และจนิ เย่ ก่อให้เกิดเสมหะตกค้างโดยเฉพาะในข้อต่อ จึงควรแนะนาผู้ปุวยให้ปรับสมดุล การใชช้ ีวิตใหเ้ หมาะสม ซึง่ จะส่งผลดตี ่อสุขภาวะองคร์ วมและทาให้ RA สงบ การรกั ษาแบ่งตามระยะของโรค 1. ระยะแรก โรคยังคงอยู่ในเส้นลมปราณหลัก ให้เน้นการขจัดเสียชี่ต่างๆ คือ ขับไล่ลม ระบายความชื้น สลายความเยน็ กระตนุ้ การไหลเวียนของชี่และเลอื ด 2. ระยะเรื้อรัง เสียช่ีเข้าไปในแขนงของเส้นลมปราณ (ลั่ว) ให้เน้นการบารุงชี่และเลือด หล่อเลยี้ งยิน กระตนุ้ การไหลเวียนช่ีและเลอื ด สลายเลอื ดคั่ง อุน่ หยาง 3. ระยะท้าย มีอาการท้ังแกร่งและพร่อง พยาธิสภาพเข้าไปลึกถึงกระดูก จาเป็นต้องบารุง ตับและไตให้เกิดจิง เสริมม้าม อุ่นหยาง บารุงหยวนชี่ ซ่ึงเป็นการรักษาท่ีต้นเหตุ ขจัดความร้อน ระบายความชืน้ ขบั เสมหะ สลายความเย็น และกระตุ้นการไหลเวยี นของเลือดแกเ้ ลือดค่ัง
156 ขอ้ อักเสบรูมาตอยด์ การฝงั เขม็ ระบบเสน้ ลมปราณ หลักการรักษา: บารุงตับและไต เสริมความแข็งแรงให้เส้นเอ็นและกระดูก ทะลวงเส้นลมปราณ ทตี่ ิดขดั ลดอาการปวด จดุ หลกั : - Dazhu (BL 11) เปน็ จดุ อิทธพิ ลของกระดกู ทะลวงเส้นลมปราณ ลดอาการปวด - Shenshu (BL 23) บารงุ ตบั และไต ทาใหก้ ระดกู แขง็ แรง - Zusanli (ST 36) บารงุ มา้ มและกระเพาะอาหาร เพ่อื สร้างชี่และเลอื ด - Sanyinjiao (SP 6) บารงุ ม้ามและแก้ชี่ตดิ ขดั จดุ เฉพาะท:่ี อาการทข่ี ้อนิว้ มอื เพ่มิ Sifeng (EX-UE 10) อาการท่ี MCP เพมิ่ Baxie (EX-UE 9), Hegu (LI 4), Sanjian (LI 3), Houxi (SI 3) อาการที่ข้อมือ เพ่ิม Yangchi (TE 4), Yangxi (LI 5), Daling (PC 7), Hegu (LI 4), Waiguan (TE 5) อาการทข่ี อ้ ศอก เพิ่ม Quchi (LI 11), Chize (LU 5), Shaohai (HT 3), Shousanli (LI 10) อาการที่ข้อไหล่ เพ่ิมจุด Jianyu (LI 15), Jianliao (TE 14), Jianzhen (SI 9), Jugu (LI 16), Quchi (LI 11) อาการ metatarsal อกั เสบ เพิม่ Bafeng (EX-LE 10), Neiting (ST 44), Taichong (LV 3) อาการท่ขี ้อเทา้ เพิม่ Kunlun (BL 60), Taixi (KI 3), Qiuxu (GB 40), Jiexi (ST 41), Rangu (KI 2) อาการที่เข่า เพิ่ม Dubi (ST 35), Neixiyan (EX-LE 4), Xiyan (EX-LE 5), Liangqiu (ST 34), Weizhong (BL 40), Xiyangguan (GB 33), Ququan (LV 8), Yanglingquan (GB 34) อาการที่ขอ้ สะโพก เพ่มิ Huantiao (GB 30), Juliao (GB 29), Yanglingquan (GB 34) อาการที่ข้อต่อกระดูกสันหลัง เพิ่ม Dazhui (GV 14), Shenzhu (GV 12), Yaoyangguan (GV 3), Huatuojiaji (EX-B 2), จดุ Ashi
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 157 จดุ เสรมิ ตามเปียนเจ้งิ : 1. ชนดิ ลมเยน็ ชื้น(风寒湿) หลักการรักษา: ขับลม สลายความเย็น ระบายความชื้น และทะลวงเส้นลมปราณ เพิ่ม Dazhui (GV 14), Qihai (CV 6), Guanyuan (CV 4), Shenque (CV 8) การขับไล่ลมให้ปักเข็มค่อนข้างตื้นและ กระตุ้นแบบระบาย การสลายความเย็นและความช้ืนควรใช้ร่วมกับการลนยาหรือเข็มอุ่นที่ Guanyuan (CV 4), Qihai (CV 6), Shenque (CV 8) 2. ชนดิ ลมชื้นรอ้ น(风湿热) หลักการรักษา: ขจัดความร้อน ระบายความชื้น ขับไล่ลม และทะลวงเส้นลมปราณ เพ่ิม Dazhui (GV 14), Shenzhu (GV 12), Quchi (LI 11) ทั้ง 3 จุด ให้ปักโดยไม่ต้องคาเข็ม ข้อที่อักเสบอาจ คาเข็มรอบๆ ข้อ 10-15 นาที กระตุ้นและถอนเข็มแบบระบาย กรณีเหง่ือออกมาก ให้เพิ่มการบารุง จุด Hegu (LI 4) และระบาย Fuliu (KI 7) กรณีมีอาการหงุดหงิดมากจากความร้อนท่ีหัวใจ ให้เพ่ิม Shenmen (HT 4) 3. ชนิดตบั และไตพร่อง(肝肾阴虚) หลักการรักษา: เสริมชี่และบารุงเลือด เพ่ิม Ganshu (BL 18), Shenshu (BL 23), Zusanli (ST 36) กระตุ้นเขม็ แบบบารุงโดยไม่คาเข็ม กรณีเหง่ือออกเวลาหลับและมีไข้ ให้เพิ่ม Yinxi (HT 6) กับ Dazhui (GV 14) จุดทเี่ สริมชี่ ใช้เข็มอุน่ หรอื ลนยาทุกวัน สรุปแนวทางการรักษา ให้เร่ิมต้นรักษาเสมหะและเลือดคั่งไปพร้อมกัน สาเหตุของโรคอาจเกิด จากเสียช่ี 2-3 ตัวร่วมกัน การดาเนินโรคก็จะเป็นพลวัตร ดังนั้น การเปี้ยนเจิ้งแต่ละระยะเป็น สิ่งสาคัญ รวมทั้งการใช้เวชปฏิบัติท่ีเป็น best practice (holistic approach) ท้ังแนวทางแพทย์แผน ปัจจบุ นั และแพทย์แผนจีน ในการแนะนาใหผ้ ู้ปวุ ยปรบั จิตใจ การพักผ่อน การออกกาลังกาย การฝึกช่ีกง เพือ่ ปรับสมดลุ ร่างกาย
158 ขอ้ อักเสบรูมาตอยด์ การฝงั เข็มแนว Tung's acupuncture(33),(34) ตารางท่ี 6.8 แสดงการฝังเขม็ รกั ษาอาการปวดจาก RA ตาแหนง่ ตา่ งๆ Point Tung's acupuncture 11.16 Huoxi (Fire Knee) Knee pain , arthritis, rheumatic heart disease 11.19 Xinchang (Heart normal) Rheumatic heart disease 33.15 Tianshi (Heavenly scholar) Arm pain 33.16 Quling (Curved Mound) Inflammation of the elbow joint 88.01 Tongguan (Penetrating Gate) Limp pain, rheumatic heart disease 88.02 Tongshan (Penetrating Mountain) Limp pain, rheumatic heart disease 88.03 Tongtian (Penetrating Heaven) Limp pain, rheumatic heart disease 88.09 Tongshen (Penetrating Kidney) Renal rheumatism ตารางท่ี 6.9 แสดงการฝงั เขม็ รักษาอาการปวดจาก RA ดว้ ย Daoma Needling Technique Point Indication 33-13 “Bowel Division Three Needles” 44-06 “Shoulder three needles” Rheumatoid arthritis 88-01 “Passing Through the Kidney “Impediment” (bi-wind damp cold Three Needles” rheumatism) in the shoulder 88-02 “Thigh Three Thoroughfares” “Kidney viscus nature wind-damp disease” (rheumatism), edema of the extremities, shoulder pain and fatigue Rheumatic heart disease, pain in the four extremities, carpal tunnel syndrome and knee pain
กรมพัฒนาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 159 33-13 “Bowel Division Three 44-06 “Shoulder three needles” Needles” 88-01 “Passing Through the Kidney 88-02 “Thigh Three Three Needles” Thoroughfares” ภาพที่ 6.7: แสดงภาพจดุ ฝงั เข็มตาม Tung's acupuncture(33),(34)
160 ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาพท่ี 6.8: แสดงภาพจุดฝงั เข็มตาม Daoma Needling Technique(35) การรักษาวิธีอื่นๆ 1. การฝังเขม็ หู เลือกจุดท่ีสัมพันธ์กับอาการ ร่วมกับ adrenal gland (TG 2p) และ Shenmen (TF 4) อาจ คาเขม็ 20-30 นาที หรอื ตดิ เม็ดผักกาดแล้วกดจนรสู้ ึกรอ้ น 1-2 นาทตี ่อจดุ ท้งิ ไว้ 3-5 วัน ข้อพึงระวัง: หญิงตั้งครรภ์ช่วง 2-5 เดือน ไม่ควรฝังเข็มหู เพราะอาจแท้งได้ สาหรับช่วง 5-9 เดือน ให้ หลีกเล่ยี งจดุ uterus, ovary, endocrine, lumbosacral vertebrae และ abdomen 2. การลนยา การลนยาและเข็มอุ่นจะช่วยให้ชี่ไหลเวยี นดีขึ้น ทะลวงเสน้ ลมปราณท่ีติดขัด บารุงเลือด และ แก้ภาวะเลือดค่ัง รายที่โรคค่อนข้างดื้อต่อการรักษา อาจลนยาชนิดเกิดแผลเป็น โดยใช้โกฐขนาด เมล็ดถั่วเหลือง 10-20 cones ลน 3 วนั ติดตอ่ กนั เปน็ 1 รอบการรักษา - การลนยาแบบนกจิก ทา 15-20 นาทีต่อจุดทุกวนั , 10 วันเป็น 1 รอบการรักษา - การลนยาแบบคั่นขิง ใชโ้ กฐขนาดเมล็ดถวั่ 3–6 cones ทุกวนั , 10 วนั เป็น 1 รอบการรกั ษา
กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 161 การวจิ ัยการฝงั เขม็ รกั ษา RA ในวารสารการแพทย์ฝังเข็ม ปีท่ี 8 ฉบับที่ 1(36) ได้วิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยฝังเข็มในการรักษา RA ทวั่ โลก (world literature review) มงี านวิจัยหลายฉบับซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ (37-44) การฝงั เข็มมผี ลลดอาการปวดได้มากพอควร งานวิจยั เปรยี บเทียบผลการลดอาการปวดระหวา่ งกลุ่มวจิ ัยกับกลุ่มหลอก ได้ผลไม่แตกต่าง กันอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ จงึ สรุปวา่ ผลลดอาการปวดเกิดจาก strong placebo effect มงี านวิจยั บางชนิ้ ที่พบว่ากลมุ่ ที่ไดร้ ับการฝังเขม็ มีคา่ patient global evaluation และ doctor global evaluation ดขี น้ึ มีหลายงานวิจัยทพ่ี บวา่ คา่ ESR และ CRP ลดลง ปัญหาการฝังเข็มรักษาที่ผลจากงานวิจัยไม่ดีเท่าท่ีควร เกิดจากการออกแบบการศึกษาที่ ต่างกัน รวมถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษา การคัดเลือกผู้ปุวย ความแตกต่างในเทคนิคการฝังเข็ม ได้แก่ การเต๋อชี่ ตาแหน่งจุด จานวนจุด วิธีการกระตุ้น ระยะเวลาที่คาเข็ม จานวนครั้งของการ ฝังเข็ม จุดฝังเข็มที่ใช้ เทคนิคการปักเข็มหรือการกระตุ้นเข็ม ตลอดจนเคร่ืองมือที่ใช้ในการกระตุ้นเข็ม เน่ืองจากจุดฝังเข็มมีสรรพคุณสองทิศทาง จุดเดียวกันให้ผลการรักษาต่างกัน ขึ้นกับสภาพร่างกายและ เทคนิคการกระตุ้นเข็มแบบบารุงหรือระบาย มีการใช้เข็มอุ่น ลนยา การฉีดสารสกัดสมุนไพรเข้าจุด ฝังเข็มร่วมดว้ ยหรือไม่ ตลอดจนเทคนคิ ท่ตี ่างกันของการฝังเขม็ หลอก (sham)
162 ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอกสารอ้างอิง 1. Chaiamnuay P, Darmawan J, Muirden KD, Assawatanabodee P. Epidemiology of rheumatic disease in rural Thailand: a WHO-ILAR COPCORD study. J Rheumatol. 1998;25(7): 1382-7. 2. Balbir-Gurman A, Yigla M, Nahir AM, Braun-Moscovici Y. Rheumatoid pleural effusion. Semin Arthritis Rheum. 2006; 35(6): 368-78. 3. Dawson JK, Fewins HE, Desmond J, Lynch MP, Graham DR. Fibrosing alveolitis in patients with rheumatoid arthritis as assessed by high resolution computed tomography, chest radiography, and pulmonary function tests. Thorax. 2001; 56(8): 622-7. 4. Goldberg J, Pinals RS, Felty syndrome. Semin Arthritis Rheum. 1980; 10(1): 52-65. 5. Masi AT, Maldonado-Cocco JA, Kaplan SB, Feigenbaum SL, Chandler RW. Prospective study of the early course of rheumatoid arthritis in young adults: comparison of patients with and without rheumatoid factor positivity at entry and identification of variables correlating with outcome. Semin Arthritis Rheum. 1976; 4(4): 299-326. 6. Schellekens GA, Visser H, de Jong BA, van den Hoogen FH, Hazes JM, Breedveld FC, van Venrooij WJ. The diagnostic properties of rheumatoid arthritis antibodies recognizing a cyclic citrullinated peptide. Arthritis Rheum. 2000; 43(1): 155-63. 7. Nielen MM, van Schaaedenburg D, Reesink HW, van de Stadt RJ, van der Horst- Bruinsma IE, de Koning MH, Habibuw MR, Vandenbroucke JP, Dijkmans BA. Specific autoantibodies precede the symptoms of rheumatoid arthritis: a study of serial measurements in blood donors. Arthritis Rheum. 2004; 50(2): 380-6. 8. Arnett FC, Edworthy SM, Bloch DA, McShane DJ, Fries JF, Cooper NS, Healey LA, Kaplan SR, Liang MH, Luthra HS. The American Rheumatism Association 1987 revised criteria for the classification of rheumatoid arthritis. Arthritis Rheum. 1988; 31(3): 315-24. 9. Saraux A, Berthelot JM, Chalès G, Le Henaff C, Thorel JB, Hoang S, Valls I, Devauchelle V, Martin A, Baron D, Pennec Y, Botton E, Mary JY, Le Goff P, Youinou P. Ability of the American College of Rheumatology 1987 criteria to predict rheumatoid arthritis in patients with early arthritis and classification of these patients two years later. Arthritis Rheum. 2001; 44(11): 2485-91. 10. Emery P, Evidence supporting the benefit of early intervention in rheumatoid arthritis. J Rheumatol Suppl. 2002; 66: 3-8.
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 163 11. Quinn MA, Conaghan PG, Emery P. The therapeutic approach of early intervention for rheumatoid arthritis: what is the evidence? Rheumatology (Oxford). 2001; 40(11): 1211-20. 12. van Dongen H, van Aken J, Lard LR, Visser K, Ronday HK, Hulsmans HM, Speyer I, Westedt ML, Peeters AJ, Allaart CF, Toes RE, Breedveld FC, Huizinga TW. Efficacy of methotrexate treatment in patients with probable rheumatoid arthritis: a double-blind, randomized, placebo-controlled trial. Arthritis Rheum. 2007; 56(5): 1424-32. 13. Ruderman EM, Silman AJ, Aletaha D, Hawker GA, Weinblatt ME. ACR clinical symposium: rheumatoid arthritis: ideal management from start to finish-integrating new ACR/EULAR criteria. Philadelphia: 2009. 14. Goekoop-Ruiterman YP, de Vries-Bouwstra JK, Allaart CF, van Zeben D, Kerstens PJ,Hazes JM, Zwinderman AH, Ronday HK, Han KH, Westedt ML, Gerards AH, van Krugten MV, Breedveld FC,Dijkmans BA. Clinical and radiographic outcomes of four different treatment strategies in patients with early rheumatoid arthritis (the BeSt study): a randomized, controlled trial. Arthritis Rheum. 2005; 52(11): 3381-90. 15. Grigor C, Capell H, Stirling A, McMahon AD, Lock P, Vallance R, Kincaid W, Porter D. Effect of a treatment strategy of tight control for rheumatoid arthritis (the TICORA study): a single-blind randomised controlled trial. Lancet. 2004; 364(9430): 263-9. 16. Dawes PT, Fowler PD, Clarke S, Fisher J, Lawton A, Shadforth MF. Rheumatoid arthritis: treatment which controls the C-reactive protein and erythrocyte sedimentation rate reduces radiological progression. Br J Rheumatol. 1986; 25(1): 44-9. 17. Mallya RK, de Beer FC, Berry H, Hamilton ED, Mace BE, Pepys MB. Correlation of clinical parameters of disease activity in rheumatoid arthritis with serum concentration of C- reactive protein and erythrocyte sedimentation rate. J Rheumatol. 1982; 9(2): 224-8. 18. van Leeuwen MA, van Rijswijk MH, Sluiter WJ, van Riel PL, Kuper IH, van de Putte LB, Pepys MB, Limburg PC. Individual relationship between progression of radiological damage and the acute phase response in early rheumatoid arthritis. Towards development of a decision support system. J Rheumatol. 1997; 24(1): 20-7. 19. Aletaha D, Funovits J, Keystone EC, Smolen JS. Disease activity early in the course of treatment predicts response to therapy after one year in rheumatoid arthritis patients. Arthritis Rheum. 2007; 56(10): 3226-35. 20. Soubrier M, Zerkak D, Gossec L, Ayral X, Roux C, Dougados M. Which variables best predict change in rheumatoid arthritis therapy in daily clinical practice? J Rheumatol. 2006; 33(7): 1243-6.
164 ขอ้ อักเสบรูมาตอยด์ 21. Aletaha D, Smolen J. The Simplified Disease Activity Index (SDAI) and the Clinical Disease Activity Index (CDAI): a review of their usefulness and validity in rheumatoid arthritis. Clin Exp Rheumatol. 2005; 23(5 Suppl 39): S100-8. 22. Aletaha D, Nell VP, Stamm T, Uffmann M, Pflugbeil S, Machold K, Smolen JS. Acute phase reactants add little to composite disease activity indices for rheumatoid arthritis: validation of a clinical activity score. Arthritis Res Ther. 2005; 7(4): 796-806. 23. Kirwan JR. The effect of glucocorticoids on joint destruction in rheumatoid arthritis. The Arthritis and Rheumatism Council Low-Dose Glucocorticoid Study Group. N Engl J Med. 1995; 333(3): 142-6. 24. Smolen JS, Landewé R, Breedveld FC, Dougados M, Emery P, Gaujoux-Viala C, Gorter S, Knevel R, Nam J, Schoels M, Aletaha D, Buch M, Gossec L, Huizinga T, Bijlsma JW, Burmester G, Combe B, Cutolo M, Gabay C, Gomez-Reino J, Kouloumas M, Kvien TK, Martin-Mola E, Mclnnes L, Pavelka K, van Riel P, Scholte M, Scott DL, Sokka T, Valesini G, van Vollenhoven R, Winthrop KL, Wong J, Zink A, van der Heijde D. EULAR recommendations for the management of rheumatoid arthritis with synthetic and biological disease-modifying antirheumatic drugs. Ann Rheum Dis. 2010 Jun; 69(6): 964-75. 25. ten Wolde S, Breedveld FC, Hermans J, Vandenbroucke JP, van de Laar MA, Markusse HM, Janssen M, van den Brink HR, Dijkmans BA. Randomised placebo-controlled study of stopping second-line drugs in rheumatoid arthritis. Lancet. 1996; 347(8998): 347-52. 26. ten Wolde S, Hermans J, Breedveld FC, Dijkmans BA. Effect of resumption of second line drugs in patients with rheumatoid arthritis that flared up after treatment discontinuation. Ann Rheum Dis. 1997; 56(4): 235-9. 27. แนวทางการใช้ anti-tumor necrosis factor-alpha therapies ในโรครมู าติก. กรุงเทพฯ: สมาคมรูมา ตซิ ่ัมแห่งประเทศไทย; 2549. 28. Osiri M, Deesomchok U, Tugwell P. Evaluation of functional ability of Thai patients with rheumatoid arthritis by the use of a Thai version of the Health Assessment Questionnaire. Rheumatology (Oxford). 2001; 40(5): 555-8. 29. Zijlstra FJ, van den Berg-de Lange I, Huygen FJ, Klein J. Anti-inflammatory actions of acupuncture. Mediators Inflamm. 2003 Apr; 12(2): 59-69. 30. Raud J, Lundeberg T, Brodda Jansen G, Theodorssen E, Hedqvist P. Potent anti- inflammatory action of calcitonine gene-related peptide. BiochemBiophys Res Commun. 1991; Nov 14; 180(3):1429-35.
กรมพัฒนาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 165 31. Efthimiou P, Kukar M. Complementary and alternative medicine use in rheumatoid arthritis: proposed mechanism of action and efficacy of commonly used modalities. Rheumatol Int. 2010 Mar: 30(5): 571-86. 32. Yim YK, Lee H, Hong KE, Kim YI, Lee BR, Son CG, Kim JE. Electro-acupuncture at acupoint ST36 reduces in inflammation and regulates immune activity in collagen induced arthritic mice. Evid Based Complement Alternat Med. 2007 Mar; 4(1):51-7. 33. Lee M. Master Tong's acupuncture: an ancient alternative style in modern clinical practice. 5th ed. Colorado: Blue Poppy Press; 2002. 34. Young WC. Tung's acupuncture. Taipei: Chih-Yuan Book Store; 2005. 35. Maher JH. Advanced Tung style acupuncture: the Dao Ma needling technique of master Tung Ching-Chang. Oklahoma: RBC; 2005 36. พรฑติ า ชัยอานวย. ศาสตรก์ ารฝงั เขม็ : บทบาทในการรกั ษาโรคขอ้ อกั เสบรูมาตอยด์. วารสารการแพทย์ ฝงั เข็ม สมาคมแพทยฝ์ ังเขม็ และสมุนไพร. 2553; 8(1): 1-12. 37. Taibi DM, Bourguignon C. The role of complementary and alternative therapies in managing rheumatoid arthritis. Fam Community Health. 2003; 26(1):41–52 38. Guidelines for clinical research on acupuncture. Manila: World Health Organization regional office for the western pacific; 1995. 39. WHO traditional medicine strategy 2002–2005. Geneva: World Health Organization; 2002. 40. David J, Townsend S, Sathanathan R, Kriss S, Doré CJ. The effect of acupuncture on patients with rheumatoid arthritis: a randomized, placebo-controlled cross-over study. Rheumatology.1999; 38: 864–9. 41. Man SC, Baragar FD. Preliminary clinical study of acupuncture in rheumatoid arthritis. J Rheumatol. 1974; 1(1):126-9. 42. Camerlain M, Leung CY, Santerre A, Munan L, Myhal D. Evaluation of acupuncture in rheumatoid arthritis. Union Med Can. 1981; 110: 1041–4. 43. Lao L. Acupuncture techniques and devices. J Altern Complement Med.1996; 2 (1): 23-5. 44. Chen XH, Yao WM, Zou CP, Xu HB. Observation on therapeutic effect of muscular needling combined with scarring moxibustion on active stage of rheumatoid arthritis. Zhongguo Zhen Jiu. 2009. Nov; 29(11): 884-6.
แพท้ อ้ งรนุ แรง 7 Hyperemesis gravidarum 妊娠恶阻 พญ.สรรเสริญ สิริพงศด์ ี โรงพยาบาลนครปฐม
168 แพท้ อ้ งรนุ แรง แพท้ อ้ งรนุ แรง Hyperemesis gravidarum พญ.สรรเสรญิ สริ พิ งศ์ดี แพ้ท้อง (morning sickness) เป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือรู้สึกไม่สบายในบางเร่ือง ทพ่ี บไดเ้ ป็นปกติส่วนใหญข่ องหญิงต้ังครรภ์ หญิงต้ังครรภ์ประมาณ 3 ใน 4 อาจมีอาการแพ้ท้อง ไม่มากก็นอ้ ย ส่วนใหญ่จะพบในหญิงครรภ์แรก หรือผู้ท่ีมีอารมณ์อ่อนไหว อาการจะเป็นมากในช่วง สัปดาห์ที่ 5-6 ของการตั้งครรภ์ และจะเป็นอยู่จนกระทั่งสัปดาห์ท่ี 14-16 หลังจากนั้นจะค่อยๆ ดขี ้ึนไปไดเ้ อง ภาวะแพ้ท้องรุนแรง (hyperemesis gravidarum) เป็นภาวะคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ในหญิงต้ังครรภ์ พบได้ประมาณร้อยละ 0.3-2 ของหญิงตั้งครรภ์ ซ่ึงพบในช่วงไตรมาสแรกและ อาการจะหายไปช่วงอายุครรภ์ 14-16 สัปดาห์, ร้อยละ 5 ของหญิงที่มีภาวะแพ้ท้องรุนแรงจะมี อาการคงอยู่ตลอดการตั้งครรภ์ อาการเหมือนกับแพ้ท้อง (morning sickness) ท่ัวไป แต่มีความรุนแรง มากกว่า ทา้ ใหเ้ กิดภาวะขาดนา้ อย่างรุนแรง เกดิ ความผดิ ปกตขิ องสมดุลเกลือแร่ หรือเกิดสารคีโตนได้ สาเหตุ ยังไมท่ ราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นผลจากร่างกายมีระดับฮอร์โมนของการต้ังครรภ์ที่สูงข้ึน อย่างรวดเร็ว หญิงที่ตั้งครรภ์แฝดหรือครรภ์ไข่ปลาอุกอาจมีอาการแพ้ท้องได้มาก นอกจากนี้ ยังพบวา่ อารมณแ์ ละจติ ใจมีสว่ นเก่ยี วข้องด้วยอยา่ งมาก คนท่อี ารมณ์อ่อนไหวจะมีอาการแพ้ท้อง รนุ แรงไดม้ าก 1. การเพิ่มระดับฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (HCG) ในช่วงไตรมาส แรกของการต้ังครรภ์สมั พันธ์กบั อาการแพท้ ้องรนุ แรง 2. ในขณะต้ังครรภ์ ต่อมไทรอยด์โตข้ึนร้อยละ 50 มีการหล่ังฮอร์โมน thyroxine (T4) เพ่ิมขึน้ และไปกระตุน้ การหล่งั ฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (HCG) เพิม่ ข้นึ
กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 169 3. ในขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมน progesterone เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดของ หลอดอาหารคลายตัว ท้าให้เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้อาเจียน นอกจากน้ี ยังมีผลให้กระเพาะ อาหารเคลือ่ นไหวนอ้ ย สง่ อาหารสลู่ า้ ไส้ชา้ ลง และการเคล่ือนไหวของล้าไส้เล็กลดลง 4. การติดเช้ือ Helicobacter pylori มีผลให้เกิด peptic ulcer และเป็นสาเหตุของ การเกิดภาวะแพ้ท้องรุนแรง จากการศึกษาพบว่า ร้อยละ 90.5 ของหญิงต้ังครรภ์ท่ีแพ้ท้องรุนแรง มกี ารติดเชื้อ Helicobacter pylori 5. ปัจจัยด้านจิตใจ หญิงตั้งครรภ์บางคนมีปัญหาด้านจิตใจ ส่งผลให้อาการแพ้ท้อง รนุ แรงขึน้ ในทางกลับกนั อาการแพท้ อ้ งรุนแรงก็เป็นสาเหตุท้าให้เกิดปญั หาด้านจิตใจ ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ภาวะ hyperemesis gravidarum ส่งผลให้ทารกมีน้าหนักตัว นอ้ ยกวา่ อายุครรภ์ และอาจมผี ลท้าใหค้ ลอดกอ่ นอายคุ รรภ์ 37 สัปดาห์ ผลกระทบต่อมารดา ภาวะ hyperemesis gravidarum ส่งผลให้มารดาเกิดภาวะขาดอาหาร วติ ามิน และเกลือแร่ อกี ท้งั มีผลต่ออารมณ์ การท้างาน และสมั พนั ธภาพกับค่สู มรส อาการและอาการแสดงของโรค หญิงต้ังครรภ์จะมีอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน และคลื่นไส้อาเจียน ส่วนใหญ่มีอาการมาก ช่วงตื่นนอนตอนเช้า (ช่วงกลางวันและตอนเย็นก็เป็นได้) บางรายอาจมีเพียงบ้วนน้าลายบ่อย เบื่ออาหาร หรืออยากอาหารบางอย่าง อาจไวต่อกลิ่น การแพ้ท้องที่อาเจียนรุนแรงมาก ก่อใหเ้ กิดอาการและอาการแสดงทร่ี ุนแรง คอื - ภาวะขาดน้าและพลังงาน (calories) เช่น ปริมาณปัสสาวะลดลง, poor skin turgor, ชีพจร เต้นเร็ว ความดนั โลหติ ต่า้ หน้ามดื เป็นลม เวียนศีรษะ สับสน เป็นตน้ - ความผิดปกติของสมดุลกรดด่าง เกลือแร่ และวิตามิน อาจพบ ketone ในปัสสาวะ ซ่ึงบ่งถึง มีการเผาผลาญไขมันจากการได้รับ calories และ protein ไม่เพียงพอ, ketone ในร่างกายมารดา อาจส่งผ่านรกไปสู่ทารก ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการระบบประสาทของทารก ดังน้ัน ภาวะแพ้ท้อง รนุ แรงจึงเปน็ ภาวะท่ีตอ้ งได้รับการแก้ไขโดยเร็ว - ภาวะขาดวิตามินบี 1 (thiamine deficiency) พบประมาณร้อยละ 60 ของผู้ป่วย hyperemesis gravidarum อาจมีความรุนแรงมากจนท้าให้เกิด Wernicke’s encephalopathy ได้ จึงแนะน้าแนวทางในการป้องกันภาวะน้ี โดยให้ thiamine วันละ 100 มิลลิกรัมทางหลอดเลือด หรือกลา้ มเนื้อ ในผู้ป่วยท่มี ีอาการอาเจยี นรนุ แรงนานมากกว่า 3-4 สัปดาหข์ น้ึ ไป
170 แพท้ อ้ งรุนแรง - ค่า liver function test (LFT) อาจเพ่ิมขึ้นได้เล็กน้อย (มากกว่า 4 เท่าของค่าปกติ) และจะกลบั สคู่ ่าปกตหิ ลังจากรกั ษา hyperemesis gravidarum จนหายแลว้ - ผู้ป่วยที่อาเจียนมากๆ อาจเกิดการฉีกขาดของเย่ือบุช้ันในหลอดอาหาร (Mallory Weiss tear) ทา้ ใหอ้ าเจยี นเปน็ เลอื ดสดๆ ได้ - ผู้ป่วยที่มีอาการ hyperemesis gravidarum จนกระทั่งเข้าสู่ไตรมาสท่ี 3 ของการตั้งครรภ์ จะมอี ุบตั ิการณ์ของทารกแรกเกดิ นา้ หนักตวั ต้า่ กว่าเกณฑเ์ พ่มิ ขน้ึ การตรวจทางหอ้ งปฏิบัตกิ าร มวี ตั ถปุ ระสงค์ 2 ประการ คอื 1. เพื่อประเมินความรนุ แรงเน่อื งจากการคลน่ื ไส้อาเจยี นมาก โดยตรวจ urine ketone, electrolytes, อาจพบระดับเกลือแร่และสมดุลกรดด่างในเลือดผิดปกติ เช่น ระดับ sodium หรือ potassium ต้า่ เป็นต้น 2. เพื่อวินิจฉยั แยกโรค ไดแ้ ก่ - CBC, LFT, BUN/Cr, thyroid function test, urinalysis - การตรวจครรภ์ด้วยคลนื่ เสียงความถ่สี งู ultrasound (transabdominal/transvaginal) พบว่าการต้ังครรภ์แฝดและการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการแพ้ท้องรุนแรง (hyperemesis gravidarum) ดังนัน้ จึงตอ้ งตรวจครรภ์ดว้ ยคล่ืนเสยี งความถีส่ ูงทกุ ราย เกณฑ์ในการวนิ จิ ฉัย การวินิจฉัย hyperemesis gravidarum อาศัยอาการทางคลินิกและผลตรวจทาง ห้องปฏิบัติการ คือ คล่ืนไส้อาเจียนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน น้าหนักตัวลดมากกว่าร้อยละ 5 ของ น้าหนกั เดิมหรอื ลดลงมากกวา่ 3 กิโลกรัม และตรวจพบ ketone ในปสั สาวะ (ketonuria) นอกจากน้ี อาจใช้แบบสอบถาม Pregnancy Unique Quantification of Emesis (PUQE) Score มาประเมิน clinical outcome เช่น อัตราการนอนโรงพยาบาล ความรุนแรง ของอาการ เป็นต้น ปัจจุบันมีการพัฒนา modified PUQE score ขึ้นมา เพื่อใช้ประเมิน clinical outcome ได้ตลอดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถบอกคุณภาพชีวิตและ ความรุนแรงของอาการในระยะยาวได้มากข้นึ กว่าเดิม
กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 171 การวนิ ิจฉยั แยกโรค แบง่ เป็น 2 กลมุ่ 1. กลมุ่ โรคที่เกยี่ วข้องกับการตั้งครรภ์ ได้แก่ - การตั้งครรภ์ไขป่ ลาอกุ - การตัง้ ครรภ์แฝด - ภาวะความดันโลหติ สงู ขณะตัง้ ครรภ์ 2. กลุ่มโรคทไ่ี มเ่ กี่ยวข้องกับการตัง้ ครรภ์ ได้แก่ - ระบบทางเดินอาหาร เช่น ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ไส้ต่ิงอักเสบ ถุงน้าดีอักเสบ ล้าไสเ้ ลก็ อดุ ตนั - ระบบทางเดินปสั สาวะ เช่น กรวยไตอกั เสบ - ระบบต่อมไรท้ อ่ เชน่ ไทรอยดเ์ ปน็ พษิ , diabetic ketoacidosis - ระบบประสาท เช่น เนอ้ื งอกในสมอง, migraine เปน็ ตน้ แนวทางการดูแลรกั ษา หลักการรักษา hyperemesis gravidarum คือ การรักษาประคับประคองและรักษาตาม อาการ โดยแก้ไขภาวะขาดน้า ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่และกรดด่าง รวมทั้งป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนของโรค ผปู้ ว่ ยทีม่ ีภาวะขาดนา้ และมี ketonuria ควรรบั ไว้รักษาในโรงพยาบาล 1. การลดอาการคลื่นไส้ แนะน้าให้หลีกเล่ียงอาหารทอด อาหารมัน อาหารกลิ่นแรง ทอี่ าจกระต้นุ ใหค้ ลื่นไส้ ให้รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แตบ่ อ่ ยๆ 2. ใหไ้ ด้รบั อาหารประมาณ 1,800–2,300 แคลอรี่ต่อวนั หรือรับประทานอาหารเพ่ิมขึ้น จากก่อนต้ังครรภ์ 300 แคลอร่ี/วัน เป็นอาหารไขมันต้่า คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง มีวิตามิน และเกลือแร่ (โซเดียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม) เพ่ือทดแทนท่ีสูญเสียไปพร้อมกับการอาเจียน Fullerton และ Anderson แนะน้าให้รับประทานขนมปังหรือขนมปังกรอบก่อนลุกจากที่นอน ในตอนเช้า 3. ด่ืมน้าระหว่างม้ืออาหารแทนการดื่มน้าขณะรับประทานอาหาร หรือให้สารน้าทาง หลอดเลอื ดด้าเพียงพอกบั ความตอ้ งการของรา่ งกาย เพอ่ื ทดแทนน้าท่เี สยี ไปกับการอาเจียน 4. นอนพักผ่อนให้มากๆ ไม่ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที ไม่นอนราบหลังอาหารทันที ให้รอประมาณ 30 นาที
172 แพท้ อ้ งรนุ แรง 5. หลีกเลยี่ งอาหารและสิ่งแวดลอ้ มทีก่ ระตุ้นให้เกิดการอาเจียนได้ง่าย 6. ให้ยารกั ษาตามอาการ เชน่ ยาแก้อาเจียน หรือยาแกแ้ พ้ เปน็ ต้น การให้สารน้า การให้สารน้าเป็นส่วนท่ีมีความส้าคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วย ชนิดของสารน้าที่แนะน้า คือ 0.9%NaCl โดยควรหลีกเลี่ยงสารน้าที่มี dextrose และสารน้าท่ีมีความเข้มข้นของ NaCl สูง เช่น 3%NaCl แม้ว่าผู้ป่วยจะมีระดับโซเดียมในเลือดต่้ามากก็ตาม เน่ืองจากการแก้ไขโซเดียม ที่เรว็ เกินไป จะทา้ ใหเ้ กดิ ภาวะ central pontine myelinolysis ได้ การให้ยาแกค้ ลน่ื ไส้อาเจียน - การศึกษาชนิด cohort และ case-control จ้านวนมากพบว่า การได้รับ pyridoxine ร่วมกับ doxylamine ในผู้ป่วย hyperemesis gravidarum มีความปลอดภัย โดยเฉพาะความ ปลอดภยั ต่อทารกในครรภ์(1) - ยา antihistamine มีผลยับย้ังการหล่ัง histamine ที่ histamine receptor และมีผล ต่อ vestibular system ซึ่งลดการกระตุ้นที่ vomiting center จึงลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ มีการศึกษาความปลอดภัยของยา antihistamine ในหญิงตั้งครรภ์ ไม่พบหลักฐานแสดงว่า ยามพี ษิ ต่อทารกในครรภ์(2) - มีรายงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การให้ metoclopramide ร่วมกับ diphenhydramine ได้ผลในการลดอาการคลน่ื ไส้อาเจียนในผปู้ ่วย hyperemesis gravidarum ไดด้ ี(3) - ยากลุ่ม phenothiazines เช่น prochlorperazine และ chlorpromazine เป็น กลุ่ม dopamine antagonist แก้อาการคล่ืนไส้โดยการยับยั้งที่ chemoreceptor trigger zone ผ่านทาง gastrointestinal tract D2 receptor ยากลุ่มนี้มีรายงานการเกิดโรคเพดานโหว่ ความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อแขนขา และความผิดปกติของหัวใจในทารก ดังน้ัน จึงควร หลกี เลีย่ งยา phenothiazine(4) - ยา domperidone มีฤทธิ์ยับย้ังท่ี central chemoreceptor trigger zone แต่ยังไม่มี รายงานดา้ นความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 173 การใหว้ ติ ามิน - รายงานของ American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) พบวา่ การรับประทานวติ ามนิ รวมตัง้ แตเ่ ร่มิ ตง้ั ครรภ์จะชว่ ยบรรเทาความรนุ แรงของอาการแพ้ท้องได้(5) - ผูป้ ว่ ย hyperemesis gravidarum ที่มีอาการนานมากกว่า 3 สัปดาห์ข้ึนไป ควรให้ thiamine ทดแทน ปริมาณยาท่ีแนะน้าคือ รับประทานวันละ 50 มิลลิกรัม หรือให้ทางหลอดเลือดด้า วันละ 100 มิลลิกรัม หรืออาจให้วิตามินรวมผสมในสารน้า 1 คร้ังต่อสัปดาห์ จนกระท่ังผู้ป่วย กลบั มารบั ประทานอาหารไดเ้ ป็นปกติ - การศึกษาการให้ pyridoxine หรือวิตามินบี 6 ขนาด10-25 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ปริมาณสงู สุด 100 มิลลิกรมั ตอ่ วัน พบวา่ มคี วามปลอดภยั และมีประสทิ ธผิ ลดี การให้ corticosteroid ปจั จบุ นั ยังเปน็ ข้อถกเถยี งเรื่องประโยชน์ของการให้ steroid องคค์ วามรู้ตามศาสตร์การแพทยแ์ ผนจีน เป็นภาวะท่ีหญิงต้ังครรภ์ได้ 2–3 เดือน แล้วมีอาการคล่ืนไส้ อาเจียน วิงเวียน อ่อนเพลีย เบ่ืออาหาร หรืออาเจียนหลังทานอาหาร การแพทย์แผนจีนจัดอยู่ในกลุ่มอาการ “โอว่ ทู่ (อาเจียน)” เกิดจากชี่กระเพาะอาหารไมส่ ามารถไหลลงลา่ ง จงึ เกิดอาการอาเจยี น สาเหตแุ ละกลไกการเกดิ โรค 1.ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ(脾胃虚弱) โดยชี่ของม้ามและกระเพาะอาหารพร่องเป็นพื้นฐาน เม่ือตั้งครรภ์ไม่มีประจ้าเดือนมา เลือดไม่สามารถระบายออกจากทะเลแห่งเลือดได้ ท้าให้ช่ีในเส้นชงเกิดการค่ัง แล้วย้อนขึ้นไป รุกรานกระเพาะอาหาร ท้าให้ชี่กระเพาะอาหารไม่สามารถไหลลงได้ จงึ เกิดอาการอาเจียน
174 แพท้ อ้ งรนุ แรง 2. ตบั และกระเพาะอาหารไม่ประสานกัน(肝胃不和) ขณะต้ังครรภ์มีอารมณ์ซึมเศร้า ขี้โมโห ช่ีตับไม่กระจายออก จึงไปรุกรานชี่กระเพาะ อาหาร ท้าให้การท้าหน้าท่ีของตับและกระเพาะอาหารไม่ประสานกัน ช่ีกระเพาะอาหารไม่สามารถ ไหลลงลา่ ง แต่ย้อนกลบั ขน้ึ บน จึงเกิดอาการอาเจยี น การวินิจฉยั แยกกลมุ่ อาการ 1. ม้ามและกระเพาะอาหารออ่ นแอ(脾胃虚弱) ช่วง 2-3 เดือนแรกของการต้ังครรภ์ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาเจียนทันทีหลัง รับประทานอาหาร หรืออาเจยี นมแี ต่น้าลาย ท้องตึง จุกแน่น อ่อนเพลีย ง่วงนอน ล้ินซีด ฝ้าขาว ชีพจร ผ่อน (huan) ลนื่ (hua) และไมม่ แี รง 2. ตบั และกระเพาะอาหารไม่ประสานกัน(肝胃不和) ในชว่ งแรกของการตั้งครรภ์ จะอาเจียนเปน็ น้ารสขมหรือเปรี้ยว แน่นทอ้ ง ปวดชายโครง เรอ ปากขม ถอนหายใจบ่อย โมโหง่าย วิงเวียน ตึงกระบอกตา ฝ้าลิ้นเหลืองเล็กน้อย ชีพจร ตึง (xian) และ ล่ืน (hua) การฝงั เขม็ รักษา 1. มา้ มและกระเพาะอาหารอ่อนแอ หลักการ เสริมม้าม ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ลดชี่ไหลย้อน เพื่อระงับอาเจียน เลือก จุดฝังเข็มบนเส้นเร่ิน, เส้นกระเพาะอาหารและม้ามเป็นหลัก คือ Zhongwan (CV 12), Neiguan (PC 6), Zusanli (ST 36) และ Gongsun (SP 4) ใช้วิธีกระตุน้ แบบบา้ รุงหรือแบบกลางๆ ความหมายของการใช้จุด Zhongwan (CV 12) เปน็ จุดอทิ ธิพลของอวัยวะฝู่ เป็นจุดบนเส้นเริ่น เมื่อร่วมกับจุด Zusanli (ST 36) ซ่ึงเป็นจุดเหอล่างของเส้นกระเพาะอาหาร จะช่วยเสริมม้ามและปรับชี่กระเพาะอาหาร ให้สมดุล ทา้ ให้ช่ีกระเพาะอาหารไหลกลบั ลงลา่ ง แล้วอาการอาเจยี นหายไป Neiguan (PC 6) กับ Gongsun (SP 4) ล้วนเป็นจุดล่ัวและปาม่ายเจียวฮุ่ย ซ่ึงช่ีจะติดต่อ ไปยังเส้นอินเหวยกับเส้นชง และเชื่อมกันท่ีกระเพาะอาหาร ช่วยขยายทรวงอก แก้ช่ีติดขัดบริเวณ กระบังลม และปรบั ช่ีกระเพาะอาหารใหไ้ หลลง
กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 175 2. ตับและกระเพาะอาหารไม่ประสานกัน หลักการ: กระจายชี่ตับ ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ลดช่ีไหลย้อน เพ่ือระงับอาเจียน เลือกจุดฝังเข็มบนเส้นกระเพาะอาหารและตับเป็นหลัก คือ Zhongwan (CV 12), Zusanli (ST 36), Neiguan (PC 6), Tanzhong (CV 17) และ Taichong (LR 3) ใช้วิธีกระตุ้นแบบกลางๆ หรือระบาย เสน้ ตบั อธิบาย เนื่องจากชี่ตับแกร่ง แต่ม้ามอ่อนแอ จึงเลือก Zhongwan (CV 12) และ Zusanli (ST 36) เพอื่ เสริมม้าม ปรบั สมดลุ กระเพาะอาหาร Taichong (LR 3) เป็นจุดหยวนของเส้นตับ ช่วยควบคุมหยางตับ ปรับสมดุลชี่ตับให้ กระจายออก ลดการค่ังของชี่ ลดช่ีไหลย้อน จงึ ระงับอาเจียน Neiguan (PC 6) เปน็ จุดลัว่ ของเส้นเยอ่ื ห้มุ หัวใจ ลดอาการอึดอัดแน่นอก สงบกระเพาะ อาหาร ลดชี่ไหลย้อน เม่ือใชร้ ่วมกบั Zhongwan (CV 12) จะช่วยควบคุมช่ีท่ไี ปซานเจียว Tanzhong (CV 17) เป็นจุดอทิ ธพิ ลของช่ี ช่วยปรบั การไหลเวยี นของช่ี และลดช่ีไหลยอ้ น ในช่วงตงั้ ครรภร์ ะยะแรก ควรเลือกใช้จ้านวนจุดน้อย และกระตุ้นเข็มด้วยความนุ่มนวล เพอื่ ไมใ่ ห้รบกวนชี่ของทารกในครรภ์ทย่ี งั ไม่ค่อยม่ันคง การฝังเข็มหู เลอื กจดุ stomach, spleen, liver, shenmen การดแู ลสุขภาพ ผู้ป่วยควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ท้าจิตใจให้สบาย งดอาหารฤทธิ์เย็น อาหารดิบๆ ไม่สุก หรอื อาหารหวานมัน ควรรับประทานอาหารคร้ังละนอ้ ยๆ แต่บอ่ ย
176 แพท้ อ้ งรนุ แรง เอกสารอา้ งอิง 1. Quinlan D, Hill A. Nausea and vomiting of pregnancy. Am Fam Physician.2003; 8(1):121-8. 2. Seto A, Einarson T, Koren G. Pregnancy outcome following first trimester exposure to antihistamines: a meta-analysis. Am Perinatol.1997; 14(3):119-24. 3. Lacasse A, Lagoutte A, Ferreira E, Berard A. Metoclopramide and diphenhydramine in the treatment of hyperemesis gravidarum: effectiveness and predictors of rehospitalisation. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol.2009 Mar; 143(1):43-9. 4. Gill SK, Einarson A. The safety of drugs for the treatment of nausea and vomiting of pregnancy. Expert Opin Drug Saf. 2007 Nov; 6(6):685-94. 5. Goodwin TM. Nausea and vomiting of pregnancy: ACOG practice bulletin 52. American College of Obstetricians and Gynecologists. Obstet Gynecol. 2004; 103: 803-15. 6. Bondok RS, ElSharnouby NM, Eid HE , AdbElmaksoud AM. Pulsed steroid therapy is an effective treatment for intractable hyperemesis gravidarum. Crit Care Med.2006 Nov; 34(11): 2781-3.
ปวดประจาเดือน 8 Dysmennorhea 8 痛经 นพ.สมชยั โกวิทเจริญกุล โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตยี น
178 ปวดประจาํ เดอื น ปวดประจาเดือน Dysmenorhea นพ.สมชยั โกวิทเจรญิ กลุ อุบตั ิการณ์ ความชุกของภาวะปวดประจําเดือนเท่ากับร้อยละ 25-90 โดยร้อยละ 67.2-90 ของผู้ป่วย มีอายุ 18 ปีข้ึนไป อุบัติการณ์จะลดลงผกผันกับอายุท่ีเพิ่มข้ึน(2,3) ไม่พบความแตกต่างทาง เช้ือชาติ ผ้ทู เี่ คยต้งั ครรภ์หรอื มบี ุตรแล้วมกั จะปวดประจาํ เดือนน้อยลง(4) ชนิดของภาวะปวดประจาเดือน แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ชนิด(1) 1. ปวดประจาเดอื นชนดิ ปฐมภมู ิ (primary dysmenorrhea) ปวดประจําเดือนโดยตรวจไม่พบพยาธิสภาพหรือความผิดปกติใดๆ ในอุ้งเชิงกราน มกั สมั พนั ธ์กบั รอบเดอื นทม่ี กี ารตกไข่ 2. ปวดประจาเดอื นชนดิ ทตุ ยิ ภูมิ (secondary dysmenorrhea) ปวดประจําเดือนโดยมสี าเหตจุ ากพยาธิสภาพของอวัยวะภายในหรือภายนอกองุ้ เชงิ กราน โรคท่เี ป็นสาเหตุทพ่ี บบ่อย ไดแ้ ก่ endometriosis, leiomyoma uteri, adenomyosis, ovarian cyst, pelvic congestion(5) , และผู้ปว่ ยทใี่ ช้หว่ งคุมกาํ เนดิ copper IUD(6-7) อาการและอาการแสดง(1) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดประจาํ เดือนหลังจากมีประจําเดือนคร้ังแรก(menarche) แล้ว 1-3 ปี เพราะเริ่มเป็นรอบเดือนท่ีมีการตกไข่อย่างสมบูรณ์ จึงเกิดภาวะปวดประจําเดือน อาการปวดอาจเกิดก่อนประจาํ เดอื นมา 2-7 วัน หรือขณะกาํ ลงั มีประจําเดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะ ปวดมากในวันแรกหรือวันท่ีสองซึ่งเป็นวันที่มีประจําเดือนมามาก และจะค่อยๆ ทุเลาลงเม่ือ ประจําเดือนมาน้อยลง ความรุนแรงของอาการปวดประจําเดือน เร่ิมต้ังแต่ปวดหน่วงๆ ปวดแสบๆ ปวดตึงท้องน้อยเล็กน้อยจนถึงปวดมาก อาจมีอาการปวดบีบรัดอย่างรุนแรง ผู้ป่วยอาจปวด บริเวณสะดือ ปวดท้องน้อยข้างใดข้างหน่ึงหรือทั้ง 2 ข้าง บางคร้ังอาจปวดร้าวไปหลังหรือ
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 179 หน้าขา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล่ืนไส้อาเจียน ปวดศีรษะโดยเฉพาะอย่างย่ิงปวดแบบ ไมเกรน วิงเวียน ทอ้ งเสยี ท้องผูก ออ่ นเพลยี และเป็นลมหน้ามืดร่วมด้วย พยาธิกาเนดิ (1,8) เย่ือบุมดลูกถูกกระตุ้นให้หนาข้ึนเป็น proliferative endometrium โดยเอสโตรเจน, หลังจากมีการตกไข่ โปรเจสโตรเจนจาก corpus luteum จะเปลี่ยน proliferative endometrium เป็น secretory endometrium ซ่ึงเย่ือบุมดลูกจะหนาตัว บวม และบรรจุแน่นด้วยไกลโคเจน เพ่ือเตรียมให้ตัวอ่อนท่ีจะเกิดการปฏิสนธิมาฝังตัวและเกิดภาวะตั้งครรภ์ แต่ถ้าไม่มีการตั้งครรภ์ corpus luteum จะฝ่อไป ปรมิ าณโปรเจสโตรเจนจะลดลง เยื่อบมุ ดลูกทหี่ นาตัวจะสลายตัวและ หลั่ง lysosomal enzyme phospholipase A2 ออกมาย่อย phospholipid ในผนังเซลเย่ือบุ โพรงมดลูก เกิด arachidonic acid ซึ่งเป็น free fatty acid อันเป็นสารต้ังต้นในการสร้าง prostaglandins ทําใหม้ ี prostaglandins และ inflammatory mediators ออกมา สาร 2 ตัว นจี้ ะกระตุ้นกลา้ มเนอ้ื มดลกู ให้บีบรัดตวั จนเกดิ อาการปวดประจําเดือนขึ้น ขณะที่มดลูกหดรัดตัว เลอื ดที่ไปเลี้ยงเยอ่ื บุโพรงมดลกู จะมีปรมิ าณลดลง ประกอบกบั มกี ารหดตัวและขดเป็นเกลียวของ หลอดเลอื ดแดง ทาํ ให้เยอ่ื บุโพรงมดลกู ขาดเลือดไปเล้ยี ง แล้วหดตัวบางลงและสลายตัวหลุดลอก ออกมา การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก นอกจากจะบีบไล่เลือดและเน้ือเยื่อท่ีตายผ่านปาก มดลูกออกมาแล้ว ยังทําให้เน้ือเยื่อของอวัยวะข้างเคียงมดลูกขาดออกซิเจนไปเล้ียงด้วย ดังน้ัน การบีบรัดของมดลูกร่วมกับการขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมดลูกและอวัยวะ ข้างเคียง รวมท้ังมีรายงานวิจัยพบว่า vasopressin ในเลือดเพิ่มข้ึนระหว่างรอบเดือนที่มีไข่ตก เป็นกลไกทาํ ใหเ้ กิดภาวะปวดประจาํ เดือน ภาวะปวดประจําเดือนยังอาจเกิดจากปลายประสาทสัมผัสอักเสบ ทําให้ไวต่อการกระตุ้น จาก prostaglandin เพิม่ ข้นึ ปัจจัยอ่ืนท่ีอาจพบร่วม ได้แก่ รูเปิดปากมดลูกตีบ ทําให้ประจําเดือน ผ่านไม่สะดวก ขาดการออกกําลังกาย ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติ ปัญหาทางด้านจิตใจ ความเครยี ดวติ กกังวล การวินจิ ฉัยโรค (1) 1) ประวัติการปวดประจําเดือนที่เป็นอุปสรรคต่อการดําเนินชีวิตประจําวันของผู้ป่วย ความรุนแรงของการปวดประจําเดือนไม่สามารถตรวจวัดเป็นระดับได้ ส่วนใหญ่จึงให้ผู้ป่วย
180 ปวดประจาํ เดอื น ประเมินระดับความเจ็บปวดของตนเอง นอกจากน้ี อาจอาศัยประวัติการรับประทานยาแก้ปวด วา่ มีการเปล่ยี นแปลงชนดิ และขนาดยาเทา่ ใด 2) การตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจภายในเพื่อหาพยาธิสภาพ รวมทั้งการตรวจ มะเร็งปากมดลกู (Pap smear test) 3) การตรวจด้วยคล่ืนเสียงความถ่ีสูง (ultrasonography), CT scan, คลื่นแม่เหล็ก (MRI) การส่องกล้องตรวจ (laparoscopic diagnosis) การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (hysteroscopy) หรือ fractional uterine curettage ในรายท่สี งสัยเปน็ secondary dysmenorrhea 4) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ CBC, ESR, C-reactive protein, tumor markers หรอื urine analysis การวนิ จิ ฉยั แยกโรค(1) 1. Secondary dysmenorrhea ไดแ้ ก่ endometriosis, adenomyosis, leiomyoma uteri, pelvic inflammatory disease, ovarian tumor, copper IUD insertion และ ปากมดลูกตีบตัน 2. Congenital anomalies of genital organs เช่น bicornuate uteri, septate uterus, transverse vaginal septum เป็นต้น 3. Pelvic congestion syndrome 4. Psychopathogenic dysmenorrhea การรักษาแผนปัจจบุ นั 1. การใหย้ าระงับปวด non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS) 1.1 ยากลุ่ม COX-1 inhibitor(9) ได้ผลดีในการระงับอาการปวดประจําเดือน ถึงร้อยละ 70-100 โดยยับยั้งหรือต้านฤทธิ์สาร prostaglandin(9) ส่วนใหญ่ใช้ในผู้ที่ไม่ต้องการ คุมกําเนิด เน่ืองจากยาไม่ยับย้ังการตกไข่ โดยให้ผู้ป่วยรับประทาน 1-3 วันก่อนมีประจําเดือนและ ขณะมีประจาํ เดือน ยากลุ่มน้ีมีผลข้างเคียง คือ - ผลต่อระบบทางเดินอาหาร มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยท่ีเป็นโรคกระเพาะอาหารจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากยามีฤทธิ์ยับยั้ง ทั้ง COX-1 และ COX-2 ทําให้ prostaglandins ที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารและลําไส้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212