พระราชกาหนด การกู้ยมื เงนิ ทเี่ ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗
พระราชกาหนด การก้ยู มื เงนิ ท่ีเป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ภูมิพลอดลุ ยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วนั ท่ี ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็ นปี ที่ ๓๙ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยท่ีเป็ นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินท่ีเป็ นการฉ้อโกง ประชาชน อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๕๗ ของรั ฐธรรมนูญแห่ ง ราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกาหนดขึ้นไว้ ดงั ต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชกาหนดนีเ้ รียกว่า “พระราชกาหนดการกู้ยมื เงนิ ที่เป็ น การฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗” มาตรา ๒[๑] พระราชกาหนดนใี้ ห้ใช้บงั คบั ต้งั แต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกจิ จานุเบกษาเป็ นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกาหนดนี้ “ก้ยู ืมเงิน”[๒] หมายความว่า รับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าในลักษณะของการรับฝาก การกู้ การยืม การจาหน่ายบัตรหรือส่ิงอ่ืนใด การ รับเข้าเป็ นสมาชิก การรับเข้าร่วมลงทุน การรับเข้าร่วมกระทาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในลักษณะอนื่ ใด โดยผู้ก้ยู มื เงนิ หรือบุคคลอื่นจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน หรือตก ลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ให้ก้ยู มื เงนิ ท้ังนี้ ไม่ว่าจะเป็ นการรับเพือ่ ตนเอง หรือรับในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้กู้ยืมเงินหรือของผู้ให้กู้ยมื เงิน หรือในฐานะ อื่นใด และไม่ว่าการรับหรือจ่ายเงิน ทรัพย์สิน ผลประโยชน์อน่ื ใด หรือผลประโยชน์ ตอบแทนน้นั จะกระทาด้วยวธิ ีการใด ๆ “ผลประโยชน์ ตอบแทน”[๓] หมายความว่ า เงิน ทรัพย์สิ น หรือ ผลประโยชน์อน่ื ใดทีผ่ ู้ก้ยู มื เงนิ หรือบุคคลอน่ื จ่ายหรือจะจ่ายให้แก่ผู้ให้ก้ยู มื เงนิ เพอ่ื การ ก้ยู มื เงนิ ท้ังนี้ ไม่ว่าจะจ่ายในลกั ษณะดอกเบยี้ เงนิ ปันผล หรือลกั ษณะอน่ื ใด “ผู้กู้ยืมเงนิ ” หมายความว่า บุคคลผู้ทาการกู้ยืมเงนิ และในกรณีท่ีผู้กู้ยืม เงนิ เป็ นนติ บิ ุคคล ให้หมายความรวมถึงผ้ซู ึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยมื เงิน ในฐานะผู้แทนของนิตบิ ุคคลน้นั ด้วย “ผู้ให้กู้ยืมเงิน” หมายความรวมถึง บุคคลซ่ึงผู้ให้กู้ยืมเงินระบุให้เป็ น บุคคลท่ีได้รับต้นเงนิ หรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผ้กู ้ยู มื เงนิ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งต้ังให้ปฏิบัติการ ตามพระราชกาหนดนี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกาหนดนี้ มาตรา ๔[๔] ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทา ด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลต้ังแต่สิบคนขึน้ ไปว่า ในการกู้ยืมเงินตนหรือ บุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการก้ยู มื เงนิ ในอตั ราทส่ี ูงกว่าอตั ราดอกเบยี้ สูงสุดทสี่ ถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบีย้ เงนิ
ให้กู้ยมื ของสถาบันการเงนิ จะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคล น้ันจะนาเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงนิ รายน้ันหรือรายอ่ืนมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยมื เงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลน้ันไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายท่ีจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพยี งท่จี ะนามาจ่ายในอัตราน้ัน ได้ และในการน้ันเป็ นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้ก้ยู ืมเงินไป ผู้น้ันกระทาความผิดฐาน ก้ยู มื เงนิ ท่ีเป็ นการฉ้อโกงประชาชน ผ้ใู ดไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกจิ เก่ยี วกับปัจจัยชาระเงินต่างประเทศ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปล่ียนเงิน ดาเนินการ หรือให้พนักงาน ลกู จ้าง หรือบุคคลใดดาเนนิ การโฆษณา ประกาศหรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนโดย (๑) ซือ้ หรือขายเงนิ ตราสกลุ ใดสกลุ หนงึ่ หรือหลายสกลุ หรือ (๒) เก็งกาไรหรืออาจจะได้รับผลประโยชน์จากการเปล่ียนแปลงของ อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ให้ถือว่าผู้น้ันกระทาความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็ นการฉ้อโกง ประชาชนด้วย มาตรา ๕ ผู้ใดกระทาการ ดงั ต่อไปนี้ (๑) ในการก้ยู มื เงนิ หรือจะก้ยู มื เงนิ (ก) มีการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าว ด้วยวธิ ีอนื่ ใด หรือ (ข) ดาเนนิ กจิ การก้ยู มื เงนิ เป็ นปกติธุระ หรือ (ค) จดั ให้มีผ้รู ับเงนิ ในการก้ยู มื เงนิ ในแหล่งต่าง ๆ หรือ (ง) จัดให้มีบุคคลต้ังแต่ห้าคนขึน้ ไป ไปชักชวนบุคคลต่าง ๆ เพอื่ ให้มี การให้ก้ยู มื เงนิ หรือ (จ) ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกินสิบคนซึ่งมีจานวนเงินกู้ยืม รวมกันต้ังแต่ห้าล้านบาทขึน้ ไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยดอกเบยี้ เงนิ ให้ก้ยู มื ของสถาบนั การเงนิ และ
(๒) ผู้น้ัน (ก) จ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่าย ผลประโยชน์ตอบแทน ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราท่ีสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดท่ี สถาบันการเงนิ ตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบีย้ เงนิ ให้ก้ยู มื ของสถาบันการเงนิ จะพงึ จ่าย ได้ หรือ (ข) ไม่ยอมปฏิบตั ติ ามคาส่ังของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗ (๑) (๒) หรือ (๓) หรือกจิ การของผู้น้ันตามที่ผู้น้ันได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี ตามมาตรา ๗ ไม่ปรากฏหลกั ฐานพอที่จะเชื่อได้ว่า เป็ นกจิ การที่ให้ผลประโยชน์ตอบ แทนพอเพยี งท่จี ะนามาจ่ายให้แก่ผู้ให้ก้ยู มื เงนิ ท้ังหลาย ผ้นู ้ันต้องระวางโทษเช่นเดยี วกบั ผู้กระทาความผดิ ฐานกู้ยมื เงินท่ีเป็ นการ ฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา ๔ ท้ังนี้ เว้นแต่ผู้น้ันจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า กจิ การของ ตนหรือของบุคคลท่ตี นอ้างถึงน้นั เป็ นกจิ การที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพยี งที่จะ นามาจ่ายตามที่ตนได้กล่าวอ้าง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ ผลประโยชน์ตอบ แทนพอเพียง ก็จะต้องพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเน่ืองจากสภาวการณ์ทาง เศรษฐกจิ ทผ่ี ดิ ปกติอนั ไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุอนั สมควรอย่างอน่ื มาตรา ๖ เพ่อื ประโยชน์ในการคานวณอตั ราผลประโยชน์ตอบแทนตาม มาตรา ๔ และมาตรา ๕ ในกรณที ีผ่ ู้ก้ยู มื เงนิ ได้จ่ายหรือจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนที่ มิใช่เป็ นตัวเงิน ให้คานวณมูลค่าของผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวออกเป็ นจานวน เงนิ ในกรณที ่ีพฤติการณ์แห่งการก้ยู ืมเงินไม่เปิ ดช่องให้คานวณผลประโยชน์ ตอบแทนเป็ นจานวนเงินแน่นอนได้ ให้ประมาณการจากอตั ราผลประโยชน์ตอบแทน ข้ันตา่ ท่ีคาดว่าผู้ให้ก้ยู มื เงนิ จะได้รับ หากจะมกี ารจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนน้ัน[๕]
มาตรา ๗ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ใดได้กระทาความผิดตาม มาตรา ๔ หรือกระทาการตามมาตรา ๕ (๑) หรือ (๒) (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมี อานาจดงั ต่อไปนี้ (๑) มีหนังสือเรียกให้ผู้น้ันหรือบุคคลใดท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าจะ เป็ นประโยชน์แก่การตรวจสอบถึงการก้ยู มื เงนิ มาให้ถ้อยคา (๒) ส่ังให้บุคคลดงั กล่าวตาม (๑) รายงานสภาพกิจการของตนตลอดจน สินทรัพย์และหนสี้ ินท้ังหมดของตน (๓) สั่งให้บุคคลดังกล่าวตาม (๑) นาบัญชี เอกสาร หรือหลกั ฐานอ่ืนอัน เกยี่ วกบั การก้ยู มื เงนิ มาตรวจสอบ (๔) เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึน้ ถึงพระอาทิตย์ ตกหรือในเวลาทาการของสถานท่นี ้นั เพอื่ ทาการตรวจสอบหรือค้นบัญชี เอกสาร หรือ หลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวตาม (๑) ในการนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจส่ัง บุคคลทอ่ี ยู่ในสถานท่นี ้นั ให้ปฏิบตั กิ ารเท่าทจี่ าเป็ นเพอื่ ประโยชน์ในการตรวจสอบหรือ ค้น ตามควรแก่เรื่อง และให้มีอานาจยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานเหล่าน้ัน มา ตรวจสอบได้ การเรียกหรือการสั่งตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า เจ็ดวนั นบั แต่วนั ได้รับหนังสือเรียกหรือคาส่ัง เว้นแต่ในกรณจี าเป็ นเร่งด่วน เมื่อได้เข้าไปและลงมือทาการตรวจสอบหรือค้นตาม (๔) แล้ว ถ้ายัง ดาเนินการไม่เสร็จ จะกระทาการต่อไปในเวลากลางคนื กไ็ ด้ มาตรา ๘ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าท่ีมีเหตุอนั ควรเชื่อว่า ผู้ก้ยู มื เงนิ ผู้ใดที่เป็ น ผู้ต้องหาว่ากระทาความผิดตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ มีหนี้สินล้นพ้นตัวตาม กฎหมายว่าด้วยการล้มละลาย หรือมสี ินทรัพย์ไม่พอชาระหนีส้ ิน และเห็นสมควรให้มี การดาเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้น้ันไว้ก่อนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของ ประชาชนผู้ให้กู้ยืมเงิน ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลงั มอี านาจสั่งยดึ หรืออายัดทรัพย์สินของผู้น้ันไว้ก่อนได้ แต่จะยึดหรือ อายัดทรัพย์สินไว้เกินกว่าเก้าสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีมีการฟ้ องคดีต่อศาลตาม มาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ ให้คาสั่งยดึ หรืออายัดดงั กล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะ ส่ังเป็ นอย่างอนื่ เมื่อได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ใดไว้ตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อ พนกั งานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเช่ือว่าผู้กู้ยืมเงินที่เป็ นผู้ต้องหาว่ากระทาความผิดตาม มาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลาย หรือมี สินทรัพย์ไม่พอชาระหนสี้ ิน แต่ยงั ไม่สมควรส่ังยดึ หรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้พนกั งานเจ้าหน้าทส่ี ่งเร่ืองให้พนกั งานอยั การเพอ่ื พจิ ารณาดาเนินคดีล้มละลายต่อไป ตามมาตรา ๑๐ การยดึ หรืออายดั ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้นาบทบัญญัติตามประมวล รัษฎากรทเ่ี กย่ี วกบั การยดึ หรืออายดั ทรัพย์สินมาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๙ เม่ือพนักงานอัยการได้ฟ้ องคดีอาญาแก่ผู้ใดในความผิดตาม มาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ ถ้าผู้ให้ก้ยู มื เงนิ ร้องขอ ให้พนกั งานอยั การมีอานาจเรียกต้นเงิน คนื ให้แก่ผู้น้ันได้ และจะเรียกผลประโยชน์ตอบแทนท่ีเป็ นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย ให้แก่ผู้น้ันด้วยก็ได้ ในการนี้ ให้นาบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้ องคดแี พ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ คดอี าญาตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญามาใช้บังคบั โดยอนุโลม มาตรา ๑๐ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนผู้ให้กู้ยืมเงิน ให้ พนกั งานอยั การมอี านาจฟ้ องผู้ก้ยู มื เงนิ ที่เป็ นผู้ต้องหาว่ากระทาความผิดตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ เป็ นบุคคลล้มละลายได้ เม่ือ (๑) เป็ นผ้มู ีหนีส้ ินล้นพ้นตวั หรือมสี ินทรัพย์ไม่พอชาระหนีส้ ินได้ (๒) เป็ นหนีผ้ ู้ให้กู้ยืมเงนิ รายหน่ึงหรือหลายรายเป็ นจานวนไม่น้อยกว่า หนง่ึ แสนบาท และ
(๓) หนนี้ ้นั อาจกาหนดจานวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนีน้ ้ันจะถึงกาหนด ชาระโดยพลนั หรือในอนาคตกต็ าม การฟ้ องคดลี ้มละลายตามวรรคหน่ึง ให้ดาเนินกระบวนพจิ ารณาไปตาม กฎหมายว่าด้วยการล้มละลาย โดยให้ถือว่าพนักงานอัยการมีฐานะ และสิทธิหน้าที่ เสมือนเจ้าหนีผ้ ู้เป็ นโจทก์ และให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ค่าฤชาธรรมเนียม หรือ การต้องวางเงนิ ประกนั ต่าง ๆ ตามกฎหมายดงั กล่าว ในการพจิ ารณาคดลี ้มละลาย ถ้าศาลพจิ ารณาได้ความจริงตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมคี าส่ังพทิ กั ษ์ทรัพย์ลูกหนเี้ ดด็ ขาด ในการพิพากษาคดีล้มละลายตามมาตรานี้ ให้ศาลมีอานาจ กาหนด หลักเกณฑ์เกย่ี วกับส่วนแบ่งทรัพย์สินของเจ้าหนี้ในลาดบั (๘) ของมาตรา ๑๓๐ แห่ง พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ เพือ่ ให้เกิดความเป็ นธรรมแก่เจ้าหนี้ ท้ังหลาย โดยให้คานึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนท่ีเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืมเงินแต่ละรายได้รับ มาแล้วก่อนมกี ารดาเนนิ คดลี ้มละลายประกอบด้วย มาตรา ๑๑ ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราชกาหนดนี้ ให้พนักงาน เจ้าหน้าทเ่ี ป็ นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในการปฏิบัติหน้าท่ี พนักงานเจ้าหน้าท่ีต้องแสดงบัตรประจาตัวต่อ บุคคลทเ่ี กยี่ วข้อง บตั รประจาตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็ นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกาหนด โดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๑๑/๑[๖] ในกรณีที่มีการจับกุมผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ ให้ผู้แจ้งเบาะแสการกระทาความผิดมีสิทธิได้รับเงนิ สินบนและให้เจ้า พนักงานผู้ตรวจค้นหรือจับกุมผู้กระทาความผิดมีสิทธิได้รับเงินรางวัล โดยให้
พนักงานอัยการร้ องขอต่ อศาลสั่ งจ่ ายเงินสิ นบนและเงินรางวัลจากค่ าปรับท่ีผู้กระทา ความผดิ ได้ชาระต่อศาลเมอ่ื คดถี งึ ที่สุด การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลให้จ่ายเป็ นจานวนรวมกันแล้วร้อยละ ยส่ี ิบห้าของค่าปรับทไี่ ด้ชาระต่อศาล หลักเกณฑ์และวิธีการขอรับเงินสินบนและเงินรางวัล การกาหนดส่วน แบ่งในระหว่างผู้มีสิทธิหลายราย และการจ่ายเงนิ สินบนและเงนิ รางวัลให้เป็ นไปตาม ระเบียบท่ีกระทรวงการคลงั กาหนด มาตรา ๑๒ ผู้ใดกระทาความผดิ ตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ ต้องระวาง โทษจาคุกต้ังแต่ห้าปี ถึงสิบปี และปรับต้ังแต่ห้าแสนบาทถึงหน่ึงล้านบาท และปรับอีก ไม่เกนิ วนั ละหน่ึงหม่นื บาทตลอดเวลาทย่ี งั ฝ่ าฝื นอยู่ มาตรา ๑๓ ผ้ใู ดขดั ขวาง ไม่ปฏบิ ตั ติ ามคาส่ัง หรือไม่อานวยความสะดวก แก่พนกั งานเจ้าหน้าทีซ่ ่ึงปฏบิ ัติหน้าทตี่ ามมาตรา ๗ (๔) หรือมาตรา ๘ ต้องระวางโทษ จาคุกไม่เกนิ หน่งึ ปี และปรับไม่เกนิ หน่ึงแสนบาท มาตรา ๑๔ ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกหรือ คาส่ังของพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา ๗ (๑) (๒) หรือ (๓) หรือไม่ยอมตอบคาถาม เมอื่ ซักถาม ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกนิ สามเดอื น และปรับไม่เกนิ สามหม่ืนบาท มาตรา ๑๕[๗] ในกรณีท่ีผู้กระทาความผดิ ตามพระราชกาหนดนีเ้ ป็ นนิติ บุคคล กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลอ่ืนใดซ่ึงรับผิดชอบในการดาเนินงานของนิติ บุคคลน้ัน ต้องรับโทษตามท่ีบัญญัติไว้สาหรับความผดิ น้ัน ๆ ด้วย เว้นแต่จะพสิ ูจน์ได้ ว่าตนมไิ ด้มสี ่วนในการกระทาความผดิ ของนติ ิบุคคลน้นั
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่พนักงานหรือลูกจ้างของนิติบุคคลซึ่ง ปรากฏพยานหลกั ฐานว่ามพี ฤติกรรมเป็ นผู้รับผิดชอบในการดาเนินงานของนิติบุคคล ด้วย มาตรา ๑๕/๑[๘] ผ้ใู ดต้องคาพพิ ากษาถึงทีส่ ุดให้ลงโทษตามมาตรา ๔ หรือ มาตรา ๕ ถ้าได้กระทาความผดิ น้ันซ้าอีกในระหว่างรอการลงโทษหรือรอการกาหนด โทษอยู่ก็ดี หรือภายในเวลาห้าปี นับแต่วนั พ้นโทษก็ดี หากศาลจะพพิ ากษาลงโทษคร้ัง หลงั กใ็ ห้เพมิ่ โทษท่ีจะลงแก่ผ้นู ้นั อกี หนงึ่ เท่าของโทษทศ่ี าลกาหนดสาหรับความผิดคร้ัง หลงั มาตรา ๑๕/๒[๙] ในกรณีคนต่างด้าวต้องคาพิพากษาถึงท่ีสุดว่ากระทา ความผิดตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ ให้เนรเทศผู้น้ันออกนอกราชอาณาจักรตาม กฎหมายว่าด้วยการเนรเทศ ถ้าผู้น้ันจะต้องรับโทษกใ็ ห้รับโทษก่อน มาตรา ๑๖ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดได้ กระทาความผิดตามมาตรา ๓๔๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก่อนวันท่ีพระราช กาหนดนี้ใช้บังคับ และการกระทาของผู้น้ันมีลักษณะเข้าองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ และให้นาบทบัญญัติมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ มาใช้ บังคบั มาตรา ๑๗ การก้ยู มื เงนิ ทม่ี ลี กั ษณะเข้าองค์ประกอบความผดิ ตามมาตรา ๔ หรือมาตรา ๕ ซึ่งมีสัญญาหรือข้อตกลงการก้ยู มื เงนิ ท่ไี ด้กระทาไว้ก่อนวนั ที่พระราช กาหนดนี้ใช้บังคับ ให้สัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวเท่าท่ีมีผลผูกพันได้โดยชอบด้วย กฎหมาย ยงั คงมีผลใช้ได้ต่อไปตามเงอ่ื นไขดงั ต่อไปนี้
(๑) ถ้าสัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวไม่มีระยะเวลาสิ้นสุด ให้สัญญาหรือ ข้อตกลงน้ันมีผลผูกพันได้ต่อไป และให้สิ้นสุดลงเมื่อครบหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราช กาหนดนใี้ ช้บงั คบั เว้นแต่ค่สู ัญญาจะตกลงกนั ให้สัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลง ก่อนกาหนดน้ัน หรือคู่สัญญาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจะใช้สิทธิเรียกให้ชาระหนีห้ รือชาระหนี้ หรือบอกเลกิ สัญญาหรือข้อตกลง ตามสิทธขิ องตนก่อนกาหนดน้นั (๒) ถ้าสัญญาหรือข้อตกลงดงั กล่าวมีระยะเวลาสิ้นสุดภายในหน่ึงปี นับ แต่วนั ทพี่ ระราชกาหนดนีใ้ ช้บังคบั ให้สัญญาหรือข้อตกลงน้ันสิ้นสุดลงตามทไ่ี ด้สัญญา หรือตกลงไว้น้ัน เว้นแต่คู่สัญญาจะตกลงกันให้สัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลง ก่อนกาหนดน้ัน หรือคู่สัญญาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจะใช้สิทธิบอกเลกิ สัญญาหรือข้อตกลง ตามสิทธิของตนก่อนกาหนดน้นั (๓) ถ้าสัญญาหรือข้อตกลงดงั กล่าวมรี ะยะเวลาสิ้นสุดภายหลังหน่ึงปี นับ แต่วันที่พระราชกาหนดนีใ้ ช้บังคบั ให้สัญญาหรือข้อตกลงดงั กล่าวสิ้นสุดลงเม่ือครบ กาหนดหนึง่ ปี นับแต่วนั ท่ีพระราชกาหนดนีใ้ ช้บังคับ เว้นแต่คู่สัญญาจะมาจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามวรรคสองภายในกาหนดเก้าสิบวันนับแต่วันท่ีพระราช กาหนดนี้ใช้บังคับ ก็ให้ข้อสัญญาหรือข้อตกลงน้ันสิ้นสุดลงตามที่ได้จดทะเบียนไว้ อย่างไรกต็ าม ไม่เป็ นการตดั สิทธคิ ู่สัญญาที่จะตกลงกนั ให้สัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าว สิ้นสุดลงก่อนกาหนดน้ัน หรือคู่สัญญาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือ ข้อตกลงตามสิทธิของตนก่อนกาหนดน้นั หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนสัญญาหรือข้อตกลงตาม (๓) ของ วรรคหนึ่ง ให้เป็ นไปตามที่รัฐมนตรีกาหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใน กรณีท่ีมีการย่ืนคาขอจดทะเบียนโดยคู่สัญญาฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ ายเดียว พนักงานเจ้าหน้าท่ีจะจดทะเบียนให้ได้ต่อเมื่อได้มีหนังสือสอบถามไปยงั คู่สัญญาอีก ฝ่ ายหนง่ึ และค่สู ัญญาอกี ฝ่ ายหนึ่งน้นั ได้ให้ความยนิ ยอมและยอมรับข้อความในสัญญา หรือข้อตกลงทน่ี ามาขอจดทะเบียนน้นั แล้ว
ในการรับจดทะเบียน ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เหน็ ว่าสัญญาหรือข้อตกลงใด กระทาขึ้นหลังวันที่พระราชกาหนดนี้ใช้บังคับ ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอานาจสั่ง ปฏิเสธการจดทะเบียนพร้อมท้ังให้เหตุผลต่อผู้ขอจดทะเบียน ถ้าผู้ขอจดทะเบียนไม่ เห็นด้วย ให้มีสิทธิไปร้องขอต่อศาลภายในกาหนดสิบห้าวันนับแต่วันท่ีได้รับทราบ คาสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพอื่ ให้ศาลมีคาวินิจฉัยแสดงว่าสัญญาหรือข้อตกลงน้ัน ได้กระทาขึน้ ก่อนวนั ที่พระราชกาหนดนีใ้ ช้บังคับ และให้นาบทบัญญัติตามประมวล กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่งมาใช้บงั คบั โดยอนุโลม บทบญั ญตั มิ าตรานี้ มีผลใช้บังคบั ในทางแพ่งและไม่มีผลเป็ นการลบล้าง ความผดิ อาญาแต่อย่างใด มาตรา ๑๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชกาหนดนี้ และให้มีอานาจแต่งต้ังพนักงาน เจ้าหน้าท่เี พอ่ื ปฏิบัตกิ ารตามพระราชกาหนดนี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประจวบ สุนทรางกรู รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกาหนดฉบับนี้ คือ เน่ืองจากขณะนี้ ปรากฏว่า มีการกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนท่ัวไป โดยมีการจ่ายดอกเบี้ย หรือผลประโยชน์อย่างอ่ืนตอบแทนให้สูงเกนิ กว่าประโยชน์ท่ีผู้ก้ยู ืมเงนิ หรือผู้รับฝาก เงนิ จะพงึ หามาได้จากการประกอบธุรกจิ ตามปกติ โดยผู้กระทาได้ลวงประชาชนท่ีหวงั จะได้ ดอกเบี้ยในอัตราสู งให้ นาเงินมาเก็บไว้ กับตนด้ วยการใช้ วิธีการจ่ ายดอกเบี้ยใน อัตราสูงเป็ นเคร่ืองล่อใจ แล้วนาเงนิ ท่ีได้มาจากการก้ยู ืมหรือรับฝากเงินรายอ่ืน ๆ มา จ่ายเป็ นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ฝากเงินรายก่อน ๆ ใน ลักษณะต่อเน่ืองกัน ซึ่งการกระทาดังกล่าวเป็ นการฉ้อโกงประชาชน เพราะเป็ นที่ แน่นอนอยู่แล้วว่า ในที่สุดจะต้องมีประชาชนจานวนมากไม่สามารถได้รับต้นเงิน กลับคืนได้ และผู้กู้ยืมเงินหรือผู้รับฝากเงินกับผู้ท่ีร่วมกระทาการดังกล่าวจะได้รับ ประโยชน์จากเงินท่ีตนได้รับมา เพราะผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ฝากเงินไม่สามารถบังคับ หรือติดตามให้มีการชาระหนี้ได้ อนึ่ง กิจการดังกล่าวนี้มีแนวโน้มจะขยายตัว แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว หากปล่อยให้มีการดาเนินการต่อไปย่อมจะก่อให้เกิด ผลร้ายแก่ประชาชนทั่วไป และจะเป็ นอนั ตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ สมควรท่ีจะมีกฎหมายเพอ่ื ปราบปรามการกระทาดงั กล่าว กบั สมควรวางมาตรการเพือ่ คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนท่ีอาจได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง และ โดยที่เป็ นกรณีฉุกเฉินที่มีความจาเป็ นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทาง เศรษฐกจิ ของประเทศ จึงจาเป็ นต้องตราพระราชกาหนดนี้ ประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกาหนดการกู้ยืมเงินท่ีเป็ นการ ฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.๒๕๒๗[๑๐] พระราชบัญญตั ิแก้ไขเพิม่ เติมพระราชกาหนดการก้ยู ืมเงนิ ที่เป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๓๔[๑๑]
มาตรา ๒ พระราชบญั ญตั ินีใ้ ห้ใช้บังคบั เม่อื พ้นกาหนดสามสิบวนั นับแต่ วนั ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็ นต้นไป หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คอื เนื่องจากปรากฏว่ามี บุคคลประกอบกิจการโดยวธิ ีชักจูงให้ผู้อ่ืนส่งเงนิ หรือผลประโยชน์อย่างอ่ืนให้แก่ตน และให้ผู้น้ันชักจูงผู้อื่นตามวิธีการที่กาหนด และแสดงให้ผู้ถูกชักจูงเข้าใจว่า ถ้าได้ ปฏิบัติตามจนมีบุคคลอ่ืนอีกหลายคนเข้าร่วมต่อ ๆ ไปจนครบวงจรแล้วผู้ถูกชักจูงจะ ได้รับกาไรมากกว่าเงินหรือประโยชน์ท่ีผู้น้ันได้ส่งไว้ ดังเช่นที่บางคนเรียกว่า แชร์ ลูกโซ่ ในท่ีสุดการดาเนินการเช่นน้ันจะมิได้เป็ นไปตามคาชักจูง แต่กลบั จะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ประชาชนผู้หลงเช่ือ เพ่ือป้ องกันและปราบปรามการกระทาน้ัน สมควรแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชกาหนดการกู้ยืมเงินที่เป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ให้ครอบคลุมถึงการกระทาดงั กล่าว จงึ จาเป็ นต้องตราพระราชบัญญัตนิ ี้ พระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพิ่มเติมพระราชกาหนดการกู้ยืมเงนิ ท่ีเป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕[๑๒] มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินีใ้ ห้ใช้บังคบั ต้ังแต่วนั ถัดจากวันประกาศใน ราชกจิ จานุเบกษาเป็ นต้นไป หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คอื โดยที่ในปัจจุบันได้มี การหลอกลวงประชาชนให้นาเงนิ เข้ามาร่วมลงทุนในธุรกจิ ซือ้ ขายเงินตราต่างประเทศ หรือเกง็ กาไร ซ่ึงนอกจากจะทาให้เกดิ ความเสียหายแก่ประชาชนท่ีถูกหลอกลวงแล้วยงั เกดิ ความเสียหายต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่บทบัญญัติของพระราชกาหนดการก้ยู ืม เงนิ ทเ่ี ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ ในปัจจุบันไม่อาจใช้บังคับครอบคลุมแก่ การกระทาดังกล่าวได้ จึงสมควรแก้ไขเพม่ิ เติมองค์ประกอบความผิดฐานกู้ยมื เงินท่ี
เป็ นการฉ้อโกงประชาชน และกาหนดให้การโฆษณา หรือประกาศ หรือการกระทาใด ๆ ให้ประชาชนนาเงินเข้ามาร่วมลงทุนลกั ษณะดงั กล่าว เป็ นความผดิ ฐานกู้ยมื เงินที่เป็ น การฉ้อโกงประชาชนด้วย ประกอบกบั สมควรเพ่ิมเติมบทบัญญัติในเรื่องการคานวณ ผลประโยชน์ ตอบแท นความรั บผิดของพนักงานหรื อลูกจ้ างของนิติบุ คคลผู้กระทา ความผดิ ผู้กระทาความผิดต้องรับโทษหนักขึน้ เม่ือมีการกระทาความผดิ ซ้า และการ เนรเทศผู้กระทาความผิดซ่ึงเป็ นคนต่างด้าว รวมท้ังให้มีการจ่ายเงินสินบนและเงิน รางวัลเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทาความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึน้ จึงจาเป็ นต้อง ตราพระราชบญั ญัตนิ ี้ องั ศุมาล/ี ผ้จู ดั ทา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖ อดุ มลกั ษณ์/ผ้ตู รวจ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖
[๑] ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๐๑/ตอนที่ ๑๖๔/ฉบับพเิ ศษ หน้า ๑/๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ [๒] มาตรา ๓ นิยามคาว่า “กู้ยืมเงิน” แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไข เพม่ิ เตมิ พระราชกาหนดการก้ยู มื เงนิ ทเ่ี ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๓๔ [๓] มาตรา ๓ นิยามคาว่ า “ผลประโยชน์ ตอบแทน” แก้ ไขเพ่ิมเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกาหนดการกู้ยืมเงินท่ีเป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๓๔ [๔] มาตรา ๔ แก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบญั ญตั แิ ก้ไขเพม่ิ เติมพระราชกาหนดการ ก้ยู มื เงนิ ทเ่ี ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ [๕] มาตรา ๖ วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราช กาหนดการก้ยู มื เงนิ ทเี่ ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ [๖] มาตรา ๑๑/๑ เพม่ิ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพม่ิ เติมพระราชกาหนดการกู้ยืม เงนิ ทเ่ี ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ [๗] มาตรา ๑๕ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมพระราช กาหนดการก้ยู มื เงนิ ทเี่ ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ [๘] มาตรา ๑๕/๑ เพมิ่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพมิ่ เติมพระราชกาหนดการกู้ยมื เงนิ ทเ่ี ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ [๙] มาตรา ๑๕/๒ เพมิ่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพม่ิ เติมพระราชกาหนดการกู้ยืม เงนิ ทเ่ี ป็ นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ [๑๐] ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๐๒/ตอนท่ี ๖๗/ฉบับพเิ ศษ หน้า ๑๑/๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘ [๑๑] ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๐๘/ตอนที่ ๑๒๙/ฉบับพเิ ศษ หน้า ๑๑/๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๔ [๑๒] ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๒๒ ก/หน้า ๑/๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๕
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: