44 เปา้ หมายที่ 3 สรา$ งหลกั ประกันว/าคนมชี วี ติ ทม่ี สี ขุ ภาพดีและสง/ เสริมสวสั ดภิ าพสำหรับทุกคนในทกุ วยั (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) ข#อเสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวิจยั สู6การพฒั นาเด็กอยา6 งย่งั ยืน 1. ชมรมผEูสูงอายุในประเทศไทยควรกำหนดวสิ ยั ทัศน%โดยใชEแนวคิดผูEสูงอายุพฤตพลงั (Active Aging) ขององคก% ารอนามัยโลก 2. การคEนหาตEนแบบผEูสงู อายุสุขภาวะดใี นชมรมผEสู งู อายุแต@ละทอE งถ่นิ จะเปZนตัวอยา@ งอันดีตอ@ การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในผูสE ูงอายุ ซงึ่ สามารถจบั ตEองไดEและเกดิ ความภาคภมู ใิ จและเห็นคุณค@าใน ตนเอง 3. การบูรณาการความรว@ มมือของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงมนษุ ย% กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสขุ และกระทรวงอุดมศกึ ษา วทิ ยาศาสตรว% จิ ยั และนวตั กรรม เพอื่ พฒั นาชมรม ผูEสูงอายุคุณภาพและไดรE ับรางวลั ระดบั ชาติจะมบี ทบาทสำคัญต@อกำหนดวิสัยทศั น% การวางแผน ดำเนินงาน การตอบโจทยส% มาชกิ การเลอื กตัวชว้ี ัด การวางแผนการตลาด และการหาพันธมติ ร ของ ชมรมผูEสงู อายุ 4. การประสานงานและดำเนินงานผา@ น 3 ภาคี ไดEแก@ ชมรมผEูสูงอายุ โรงเรยี นผEูสงู อายุ และศนู ยพ% ฒั นา คณุ ภาพชวี ิตและสง@ เสรมิ อาชีพผEสู ูงอายุจะเสริมพลงั ซึง่ กนั และกันและบรรลวุ ิสัยทศั น%ของภาค
45 การศกึ ษาสภาวการณ์และปัจจยั ที่มผี ลต่อสขุ ภาวะกาย จิต สังคม และความสามารถการคดิ เชิงบริหารของ ผู้สูงอาย:ุ ชมรมผูส้ งู อายแุ ห่งประเทศไทยในพระบรมราชนูปถมั ภ์สมเดจ็ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี อาจารย์ ดร.ศรลั ขนุ วทิ ยา การวิจัยทำการศึกษาสถานการณ%และปeจจัยส@งเสริมสุขภาวะกาย จิต สังคม และความสามารถของการ คิดเชิงบริหารของสมองในผEูสูงอายุ กลุ@มเปhาหมายคือผEูสูงอายุจากชมรมผEูสูงอายุแกนนำเขEมแข็งสังกัดสมาคม สภาผูEสูงอายุแห@งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ%สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยแบ@งออกเปZน ภาคเหนือ ภาคกลาง/กรุงเทพมหานคร ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และภาคใตE จำนวน 20 ชมรม ผEูสูงอายุเขEาร@วมโครงการวิจัยจำนวน 643 ราย แบ@งเปZนผEูสูงเพศชายจำนวน 166 คน (รEอยละ 25.8) และผูEสูงอายุเพศหญิงจำนวน 477 คน (รEอยละ 74.2) กลุ@มผูEสูงอายุ 61-70 ปP มีจำนวนรEอยละ 66.8 กล@ุม ผูEสูงอายุ 71-80 ปP มีจำนวนรEอยละ 28.6 และกล@ุมผูEสูงอายุ 81-90 ปP จำนวนรEอยละ 4.6 เมื่อวิเคราะห% อัตราส@วนระหว@างเพศพบว@ามีจำนวนผEูสูงอายุเพศหญิงสูงกว@าเพศชาย 3 เท@า และมีแนวโนEมอายุยืนกว@าเพศ ชาย อีกท้ังการวิจัยพบขEอมูลสำคัญคือ ผEูสูงอายุยังคงทำงานรEอยละ 86.4 และไม@ไดEทำงานรEอยละ 15.6 ขEอมูล การวิจัยครั้งนี้แสดงถึงกลุ@มผEูสูงอายุจากชมรมผูEสูงอายุมีศักยภาพในการทำงานเพื่อสรEางรายไดEใหEกับตนเองหรือ ครอบครัวไดE ความสามารถเชิงปฏิบัติกิจวัตรประจำในกลุ@มผูEสูงอายุพบว@า กล@ุมผEูสูงอายุอยู@ในเกณฑ%ปกติรEอยละ 98.9 ซ่ึงสอดคลEองกับขEอมูลรEอยละการทำงานในกลุ@มผูEสูงอายุ แสดงถึงผEูสูงอายุกล@ุมน้ีสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำ ไดEและยังคงทำงานประกอบอาชีพไดE ส่ิงท่ีน@าสนใจคือ กล@ุมผEูสูงอายุตอนปลาย (อายุ 81-90 ปP) จำนวน 24 ราย (รEอยละ 82.8) จากจำนวนท้ังหมด 29 ราย สามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานไดEตามปกติ ซึ่งการ วิจัยพบปeจจัยเง่ือนไขอันไดEแก@ ผEูสูงอายุมีความพยายามทำส่ิงต@างๆ ดEวยตนเอง ผEูสูงอายุออกกำลังกาย ผEูสูงอายุเขEาร@วมกิจกรรมทางศาสนา การมีผEูดูแล (ญาติ) การเยี่ยมบEานเปZนประจำทุกเดือนโดยเพ่ือนสมาชิก และผูEนำชมรม อีกท้ังการมีการตรวจสุขภาพและเย่ียมบEานเปZนประจำทุกเดือนจากโรงพยาบาลส@งเสริมสุขภาพ ตำบล ปจe จัยเหล@านสี้ ง@ ผลทำใหEผูสE งู อายรุ สูE ึกอบอน@ุ รEสู ึกถงึ การมีตวั ตน และการมคี ณุ ค@าของตนเอง ภาวะโภชนาการในกลุ@มผูEสูงอายุพบว@า มีกล@ุมผEูสูงอายุภาวะโภชนาการผอมรEอยละ 4.7 ภาวะโภชนาการ อยู@เกณฑ%ปกติรEอยละ 33.5 น้ำหนักเกินรEอยละ 25.3 และอEวนรEอยละ 36.5 ขEอมูลท่ีน@าสนใจคือ กลุ@มผูEสูงอายุมี ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอEวนรEอยละ 61.8 ท่ีสำคัญผEูสูงอายุเพศหญิงมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอEวนสูงกว@า เพศชาย 3 เท@า ความสามารถในการมองเห็นในกล@ุมผEูสูงอายุพบว@า ผEูสูงอายุมองเห็นชัดเจนรEอยละ 57.0 และเห็นไม@ ชัดเจนรEอยละ 43.0 ขEอมูลที่น@าสนใจคือ สัดส@วนของความสามารถในการมองเห็นปกติต@อไม@ปกติอย@ูที่ 1.3:1 ส@วนความมสามารถในการไดEยินปกติรEอยละ 80.1 และไม@ปกติรEอยละ 19.9 สัดส@วนของความสามารถในการ ไดEยินปกติต@อไม@ปกติอย@ูท่ี 4:1 ส@วนขEอมูลดEานการเจ็บป‰วยพบว@า ผEูสูงอายุมีภาวะความดันโลหิตสูงรEอยละ 43.7 เปZนโรคเบาหวานรEอยละ 17.7 เปZนโรคหัวใจรEอยละ 6.7 และเปZนโรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป‰งพอง หอบ
46 หืด ปอดอักเสบรEอยละ 4.5 ขEอมูลท่ีน@าสนใจคือ โรคความดันโลหิตสูงยังเปZนโรคท่ีพบอันดับหน่ึงในกลุ@ม ผสEู งู อายุ ผูEสูงอายุออกกำลังกายสม่ำเสมอรEอยละ 43.4 ออกกำลังกายเปZนบางครั้งรEอยละ 49.6 และไม@ออกกำลัง กายรEอยละ 7.0 กิจกรรมการออกกำลังกายของชมรมผูEสูงอายุต@างๆ ทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใตE ในภาพรวมพบว@า ประธานหรือกรรมการบริหารชมรมเปZนผูEนำในการเลือก ทา@ ออกกำลงั กายและระยะเวลาทีเ่ หมาะสมกบั ผสูE งู อายุ โดยสว@ นใหญ@แลEวผูสE ูงอายอุ อกกำลังกายรวมรEอยละ 93 ซง่ึ เปนZ ผลดีต@อการมีสขุ ภาพท่แี ข็งแรงและชว@ ยเหลอื ตนเองไดE การทำงานอดิเรกในกล@ุมผEูสูงอายุพบว@า ผEูสูงอายุทำงานอดิเรกสม่ำเสมอรEอยละ 47.3 ทำงานอดิเรก บางครั้งรEอยละ 40.5 และไม@ทำงานอดิเรกรEอยละ 12.3 กิจกรรมการทำงานอดิเรกของชมรมผEูสูงอายุต@างๆ ทั้ง ใน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใตE ในภาพรวมพบว@าการทำงานอดิเรกในผูEสูงอายุ จะคำนึงถึงสุขภาพของผูEสูงอายุที่สามารถทำไดE เช@น ถักทอเคร่ืองน@ุงห@ม งานสาน วาดรูป จัดดอกไมE และแปร รูปอาหาร โดยส@วนใหญ@เปZนการทำงานเพ่ือสรEางรายไดE สิ่งที่น@าสนใจจากการสัมภาษณ%คือ ผูEสูงอายุส@วนใหญ@ สนใจทำงานอดิเรกท่ีก@อเกิดรายไดE และตEองการเรียนรูEส่ิงใหม@ ซึ่งขEอมูลสำรวจพบผูEสูงอายุทำงานอดิเรกรEอยละ 87.8 ซึ่งเปนZ ผลดตี อ@ การมีสขุ ภาพทแ่ี ขง็ แรงและเปนZ การสรEางรายไดE ผูEสูงอายุไม@สูบบุหรี่รEอยละ 91.1 ผEูสูงอายุสูบบุหร่ีบางครั้งรEอยละ 6.1 และสูบบุหร่ีสม่ำเสมอรEอยละ 2.8 สิ่งท่ีน@าสนใจจากการสัมภาษณ%พบว@า ผูEสูงอายุส@วนใหญ@ท่ีไม@สามารถเลิกสูบบุหร่ีไดE (รEอยละ 13.1) ใหEขEอมูลไป ในทิศทางเดียวกันคือ “ตั้งใจเลิกสูบบุหรี่ไดEระยะแรก แต@เม่ือเวลาผ@านไปก็กลับมาสูบเหมือนเดิม เลิกไม@ไดE จริงๆ” ซ่ึงเมื่อทำการวิเคราะห%ความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองดEานการยับยั้งพฤติกรรมในกล@ุม ผEูสูงอายุท่ีไม@สามารถเลิกสูบบุหรี่ไดE การวิจัยพบรEอยละ 50 ของผEูสูงอายุกล@ุมน้ีมีระดับคะแนนอย@ูในเกณฑ% สมควรไดรE บั การส@งเสรมิ ความสามารถการคิดเชงิ บรหิ ารของสมองดาE นการยับย้ังพฤตกิ รรม ผูEสูงอายุไม@ด่ืมสุรารEอยละ 83.8 ดื่มสุราบางคร้ังรEอยละ 14.5 และดื่มสุราสม่ำเสมอรEอยละ 1.7 ส่ิงที่ น@าสนใจคือ กลุ@มท่ีไม@ด่ืมสุราเม่ือทำการวัดความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองดEานการยับยั้งพฤติกรรม มี ระดับคะแนนอย@ูในเกณฑ%ดีปกติรEอยละ 76.3 แสดงถึงผูEสูงอายุที่ไม@ดื่มสุราจะมีพฤติกรรมความยับยั้งช่ังใจต@อ สง่ิ ทีเ่ ปZนอนั ตรายกับสุขภาพไดเE ปZนผลดี การเขEาร@วมกิจกรรมชุมชน สังคม ในพื้นที่ของผูEสูงอายุพบว@าทำไดEสม่ำเสมอรEอยละ 64.6 ทำไดEบางครั้ง รEอยละ 26.4 และไม@สามารถทำไดEรEอยละ 9.0 พบว@ากลุ@มผูEสูงอายุไดEรับแหล@งสนับสนุนดEานการเงินจาก ครอบครัวรEอยละ 25.2 และไดEรับจากรัฐบาลหรือชุมชนรEอยละ 58.5 การไดEเขEาร@วมกิจกรรมกับชุมชนและการ มแี หลง@ การเงินทีม่ น่ั คงส@งผลต@อการมสี ขุ ภาพกาย จิต และสงั คมท่ดี ไี ดE การเขEาร@วมกิจกรรมชุมชน สังคม ในพื้นท่ีของผูEสูงอายุมีความสอดคลEองกับขEอมูลขภาพจิตของผEูสูงอายุ การวิจัยพบว@าผูEสูงอายุมีสุขภาพจิตปกติรEอยละ 94.8 มีความเศรEาเล็กนEอยรEอยละ 4.2 และมีความเศรEาปาน กลางรEอยละ 1.0 ขEอมูลท่ีน@าสนใจคือ เมื่อสอบถามผูEสูงอายุถึงการเขEาร@วมกิจกรรมกับชมรมผEูสูงอายุเปZน อย@างไร ส@วนใหญ@ไดEรับคำตอบในทิศทางเดียวกันคือ มีความสุขท่ีไดEทำกิจกรรมและไดEพบปะเพ่ือนสมาชิกอย@ู
47 เสมอ ทำใหEไม@รEูสึกอEางวEางและโดดเดี่ยว อึกทั้งโรงเรียนผูEสูงอายุมีการสอนการทำอาชีพเสริมเพ่ือสรEางรายไดE ทำใหรE ูสE กึ ว@าตนเองมคี ุณคา@ และเปนZ ท่ีพ่งึ ของครอบครวั ไดEอกี ทางหนึ่ง เมื่อทำการประเมินความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองในกลุ@มผEูสูงอายุ การวิจัยพบว@าผEูสูงอายุมี ระดับความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองอย@ูเกณฑ%ดีรEอยละ 2.4 อย@ูเกณฑ%ปกติรEอยละ 64.4 และควร ไดEรับการส@งเสริมรEอยละ 33.2 และเม่ือประเมินองค%ประกอบดEานต@างๆ การวิจัยพบขEอมูลที่สำคัญคือ ผูEสูงอายุ ควรไดEรับการส@งเสริมความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองดEานความจำขณะทำงานรEอยละ 48.7 ดEานการ ปรับเปล่ียน (ความยืดหยุ@นทางความคิด) รEอยละ 45.6 และการวางแผนรEอยละ 33.3 (3 ลำดับแรกท่ีควรใหE การส@งเสรมิ ในผEสู ูงอายุ) เม่ือวิเคราะห%ปeจจัยที่ส@งเสริมความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองพบว@า ผEูสูงอายุเพศหญิงมีทักษะ ความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองดีกว@าผEูสูงอายุเพศชายเพศ ผูEสูงอายุในกล@ุมอายุตอนตEน (60-70 ปP) และตอนกลาง (71-80ปP) มีทักษะความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองดีกว@าผูEสูงอายุตอนปลาย (80 ปPข้ึน ไป) การมีสถานภาพสมรส สุขภาพจิตปกติ ไม@เจ็บป‰วยดEวยโรคเร้ือรังเช@น โรคความดันโลหิตสูง การรับประทาน อาหารและผักผลไมEเพียงพอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเขEาร@วมกิจกรรมชุมชนสม่ำเสมอ และการมี แหล@งสนับสนุนการเงินมากกว@า 1 ช@องทาง จะส@งผลดีต@อทักษะความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองใน ผสEู งู อายุ จากผลการวิจัยทําให้ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางการบริหารจัดการชมรมผู้สูงอายุใน การส่งเสริมสขุ ภาวะกาย จติ สงั คม และความสามารถการคดิ เชิงบริหารของสมอง สรุปดงั น้ี 1. วิสัยทัศน%ของชมรมผEูสูงอายุ การวิจัยพบว@าการกำหนดวิสัยทัศน%ของชมรมผEูสูงอายุน้ันโดยส@วนใหญ@ ไดEรับการปลูกฝeงมาจากแนวคิด Active Aging ขององค%การอนามัยโลก ซึ่งไดEใหEแนวคิดของ Active aging ไวEวา@ การเปZนผสEู งู อายทุ ม่ี ีพลงั และศักยภาพอย@ใู นภาวะพฤตพลังนน้ั จะมีองค%ประกอบ 3 ประการไดEแก@ 1.1 การพึ่งพาตนเองไดEหรอื คงภาวะสุขภาพทีด่ ีทีส่ ดุ ของตนเองในแต@ละชว@ งชีวิตใหไE ดE 1.2 การมีสว@ นร@วมกบั สังคมใหนE านที่สุดเทา@ ทจ่ี ะทำไดE 1.3 การสราE งหลักประกนั และความม่ันคงใหตE นเองตามอัตภาพ โดยองค%ประกอบการเปZนผูEสูงอายุท่ีมีภาวะพฤฒิพลังน้ันควรจะเปZนกระบวนการที่เหมาะสม เพื่อนำไปส@ู สุขภาพดี การมีส@วนร@วมในสังคม และการมีหลักประกันที่จะเสริมสรEางคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ ดังน้ันชมรมผEู สูงส@วนใหญ@จึงกำหนดวิสัยทัศน%เพื่อพัฒนาผEูสูงอายุใหEตอบโจทย% “ผEูสูงอายุภาวะพฤตพลัง” ซ่ึงวิสัยทัศน% ดงั กลา@ วจะเปZนปeจจัยสำคัญที่ส@งผลต@อการสง@ เสริมสขุ ภาวะกาย จิต และสงั คมในผูEสูงอายุ 2. แผนการดำเนินงานของชมรมผูEสูงอายุท่ีวางเปhาหมายการทำงาน 6 ดEานสำคัญ ไดEแก@ กิจกรรม ส@งเสริมสุขภาพกาย การส@งเสริมสุขภาพจิต การส@งเสริมกิจกรรมทางสังคมและพัฒนาศักยภาพสมาชิก การ ส@งเสริมกิจกรรมดEานสวัสดิการและการเก้ือกูลสมาชิก การส@งเสริมกิจกรรมดEานการระดมทุนและการมีส@วน ร@วมกับชุมชน การมีแผนงานท้ังระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนการกำหนดตัวช้ีวัดของแต@ละชมรมจะเปZน ปeจจยั สำคญั ท่สี @งผลต@อการส@งเสริมสุขภาวะกาย จติ และสงั คมในผสูE งู อายุ
48 3. คณะทำงานของชมรมผูEสูงอายุ การวิจัยพบว@าประธานและผEูบริหารชมรมมีบทบาทสำคัญต@อการ กำหนดวิสัยทัศน%ของชมรมผูEสูงอายุ แผนการดำเนินงานของชมรมผEูสูงอายุ การตอบโจทย%สมาชิก การเลือก ตัวช้ีวัด การหาแหล@งสนับสนุนทางการเงิน การหาพันธมิตรการทำงาน และการทบทวนผลการทำงานชมรม ผEูสูงอายุ การมีประธานและผูEบริหารชมรมท่ีเขEมแข็งและกวEางขวางมีผลต@อการส@งเสริมสุขภาวะกาย จิต และ สงั คมในผสEู ูงอายุ 4. การใหEความสำคัญกับลักษณะวัฒนธรรมและความสนใจของสมาชิกในการจัดกิจกรรมต@างๆ ตาม เปhาหมายการทำงานทั้ง 6 ดEาน เปZนสิ่งที่เอ้ือต@อการเกิดความสำเร็จต@อการทำงาน เพราะผEูสูงอายุในชมรมมี ส@วนร@วมในการคิดออกแบบ มีสิทธิ์ในการเสนอความคิดเห็น และตกลงร@วมกันในการดำเนินงาน โดยยึดหลัก ใหEมีความสอดคลEองกับวัฒนธรรมทEองถ่ินและสะดวกต@อการนำไปปฏิบัติจริง การใหEความสำคัญกับลักษณะ วัฒนธรรมและความสนใจของสมาชิกจึงเปZนปeจจัยสำคัญท่ีส@งผลต@อการส@งเสริมสุขภาวะกาย จิต และสังคมใน ผEสู ูงอายุ 5. การคEนหาตEนแบบผูEสูงอายุสุขภาพดีในแต@ละทEองถิ่นจะเปZนตัวอย@างอันดีต@อการเปล่ียนแปลง พฤติกรรมในผูEสูงอายุ โดยสามารถจับตEองไดEและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง แนวทางการการคEนหาตEนแบบ ผEูสุงอายุสุขภาพดีจะช@วยใหEการผEูสูงอายุมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตและสังคมดี อีกท้ังจะส@งผลทักษะ ความสามารถการคดิ เชิงบรหิ ารของสมองในดาE นความจำขณะทำงานทโี่ ดดเด@นดEวย 6. กิจกรรมการส@งเสริมสุขภาพจิตแก@ผEูสูงอายุ ชมรมส@วนใหญ@มีการมีการจัดกิจกรรมส@งเสริม สุขภาพจิตและกิจกรรมนันทนาการตามตัวช้ีวัด จากการทำกิจกรรมกลุ@ม การวิจัยพบว@าปeจจัยสำคัญอย@างหน่ึง ท่ีส@งเสริมสุขภาพจิตในผูEสุงอายุคือ กิจกรรมทางศาสนา ทุกชมรมผEูสูงอายุจะมีกิจกรรมทางศาสนาเปZนแหล@ง ศูนย%รวมจิตใจและสรEางสัมพันธภาพทางสังคมในกลุ@มผEูสูงอายุ การที่ผEูสูงอายุมีสุขภาพจิตดีจะส@งผลต@อทักษะ ความสามารถการคิดเชิงบรหิ ารดEานการควบคมุ อารมณ% 7. กิจกรรมทางสังคมและพัฒนาศักยภาพสมาชิก ชมรมทั้งหมดไดEสนับสนุนใหEสมาชิกรวมท้ัง ครอบครัวเขEาร@วมกิจกรรมตามเทศกาลหรือ ในวันสำคัญต@างๆ อย@างสม่ำเสมอซึ่งเปZนไปตามตัวชี้วัด ผEูสูงอายุ ส@วนใหญ@จะเขEาร@วมกิจกรรม ยกเวEน ผEูที่ติดบEานติดเตียงท่ีไม@สามารถเขEาร@วมกิจกรรมไดE ดEานการพัฒนา ศักยภาพสมาชิกของชมรมรวมทั้งดEานการศึกษา ชมรมส@วนใหญ@มีการส@งเสริมการเรียนรEูของสมาชิกในดEาน ต@างๆ ท่ีเปZนประโยชน%ตามความตEองการของสมาชิก โดยเนEนกิจกรรมสรEางรายไดEตามภูมิปeญญาทEองถิ่น โดย วิทยากรจะมาจากทั้งแหล@งภายนอกและจากสมาชิกชมรม อีกทั้งชมรมแต@ละแห@งมีการจัดตั้งโรงเรียนผูEสูงอายุ โดยแนวทางหลักสูตรจะตอบสนองความตEองการของสมาชิกเปZนหลัก แนวทางดังกล@าวส@งเสริมสุขภาพสังคม และทักษะการคิดเชงิ บริหารดาE นความจำขณะทำงานและการวางแผนอกี ดวE ย 8. กิจกรรมดEานสวัสดิการและการเก้ือกูลสมาชิก ชมรมท้ังหมดมีการจัดสวัสดิการและมีการเกื้อกูล สมาชิกตามตัวช้ีวัดที่กำหนด ไดEแก@ การช@วยเหลือและเยี่ยมเยียนเมื่อสมาชิกเจ็บป‰วย และการช@วยเหลือ ครอบครัวเม่ือสมาชิกเสียชีวิตและ มีการช@วยเหลือเม่ือสมาชิกเดือดรEอน โดยส@วนใหญ@จะมีสวัสดิการและ กองทุนฌาปนกิจ ส@วนกิจกรรมการออมนั้น ชมรมไดEสนับสนุนใหEสมาชิกมีการออมเงินโดยเขEาร@วมกับกองทุน เงินออมทดี่ ำเนนิ การในแตล@ ะหมบู@ าE น แนวทางดงั กล@าวส@งเสรมิ สขุ ภาพจติ และสงั คมในผูสE ูงอายุ
49 9. กิจกรรมดEานการระดมทุนและการมีส@วนร@วมกับชุมชน ชมรมส@วนใหญ@มีการระดมทุนทั้งจาก สมาชิกและจากเครือข@ายหรือหน@วยงานต@างๆ ท่ีมีส@วนเก่ียวขEองในการดำเนินงานของชมรมโดยเฉพาะจากทั้ง ภาครัฐและเอกชน องค%การบริหารส@วนตำบลหรือเทศบาล สำนักงานพัฒนาสังคมและความม่ันคงมนุษย% จังหวัด สาขาสมาคมสภาผูEสูงอายุแห@งประเทศไทยฯ ประจำจังหวัด ซึ่งตEองทำในรูปของโครงการและมีแผน กจิ กรรมและตวั ช้ีวัด โดยแนวดงั กล@าวจะชว@ ยสง@ เสริมสุขภาวะกาย จติ และสังคมในผูสE งู อายุ 10. แหล@งทรัพยากรท่ีสนับสนุนการดำเนินงานของชมรม ชมรมท้ังหมดจะมีหน@วยงานซึ่งส@วนใหญ@เปZน หน@วยงานภาครัฐสนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบต@างๆ โดยหน@วยงานหลัก ไดEแก@ อบต. หรือเทศบาล จะใหE การสนับสนุนดEานงบประมาณตามโครงการท่ีชมรมขอรับการสนับสนุนและสนับสนุนบุคลากร รพ.สต. ดูแล ดEานสุขภาพและใหEคำปรึกษาในการดำเนินกิจกรรมในแต@ละชมรม สิ่งที่น@าสนใจและเปZนรากเหงEาของคนไทย น่ันคือ วัดเปZนแหล@งศูนย%รวมจิตใจ นอกจากวัดจะส@งเสริมดEานจิตใจแลEว ยังเปZนแหล@งสนับสนุนดEานสถานที่ สำหรับการจัดกิจกรรมต@างๆ ในหลายๆ ชมรม นอกจากนี้ยังมีหน@วยงานอ่ืนๆ เปZนแหล@งสนับสนุนอีกดEวย โดย ขึ้นอยู@กบั บริบทของแต@ละชมรมผูEสูงอายุ 11. การดำเนินงานผ@าน 3 กลไก ไดEแก@ ชมรมผูEสูงอายุ โรงเรียนผEูสูงอายุ และศูนย%พัฒนาคุณภาพชีวิต และส@งเสริมอาชีพผูEสูงอายุ โครงการวิจัยพบว@ากลไกดังกล@าวมีหนEาท่ีดำเนินงานที่เกี่ยวขEองกับการพัฒนา คุณภาพชีวิตของผูEสูงอายุโดยตรง เพียงแต@มีความแตกต@างกันดEานตัวชี้วัด วิธีการและหน@วยงานที่สนับสนุน ซึ่ง ถEาชมรมผEูสูงอายุในพ้ืนท่ีใดสามารถเชื่อมการดำเนินงานผ@าน 3 กลไกดังกล@าว จะสามารถดำเนินงานดEานการ สง@ เสรมิ สุขภาวะกาย จติ สังคม และความสามารถการคดิ เชิงบริหารของสมองไดเE ปนZ ผลดี
50 8 ข-อเสนอแนะเชิงนโยบาย โครงการวจิ ัย ผลของหลักสตู รพฒั นาอาจารยส์ าขาปฐมวยั ศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภฏั ตอ่ ความรู้ความเขา้ ใจ การรับรู้ความสามารถของตนเองและทักษะการสอนวชิ า สมองและการเรียนร้ขู องอาจารย์สาขาปฐมวัยศกึ ษา ในมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ
51 เปา้ หมายท่ี 4 สรา้ งหลักประกันว่าทกุ คนมกี ารศึกษาทีม่ คี ณุ ภาพอยา่ งครอบคลมุ และเทา่ เทียม และ สนับสนุนโอกาสในการเรยี นรู้ตลอดชีวติ (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ขอ# เสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวจิ ัยสู6การพัฒนาเด็กอย6างยั่งยืน 1. จัดใหEมีแผนยุทธศาสตร%แบบมีส@วนร@วม (Participatory Strategic Plan) ในการเพิ่มคุณภาพบุคลากร ดาE นปฐมวยั ในจดั การศกึ ษาแก@เด็กบนฐานความรูขE อง สมอง จิตใจ และความสัมพนั ธ% 2. ขยายการจัดอบรมหลักสูตรการฝกอบรมอาจารย%สาขาการศึกษาปฐมวัยในสาระวิชาสมองและการ เรยี นรสEู ำหรับเด็กปฐมวยั ไปส@อู าจารย%ในหลักสตู รการศึกษาปฐมวัยในมหาวทิ ยาลยั ทั่วประเทศ 3. ขยายการจัดอบรมความรูเE รอ่ื งสมองและการเรยี นรEูใหEแกค@ รปู ฐมวัยในศนู ยเ% ด็กเลก็ และโรงเรียน 4. จัดใหEมีการนำหลักการบูรณาการสมองและการเรียนรEูเพื่อการเปล่ียนแปลงไปสรEางเคร่ืองมือส@งเสริม และประเมินคุณภาพครปู ฐมวัย 5. จัดใหEมีมาตรการสรEางแรงจูงใจใหEแก@ผEูมีส@วนไดEส@วนเสีย และผูEที่เกี่ยวขEองกับเด็กปฐมวัยทุกระดับ ใหE เปZนวิชาชพี ท่ีสำคญั ของประเทศ
52 โครงการวิจยั ผลของหลกั สตู รพฒั นาอาจารย`สาขาปฐมวัยศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏต/อ ความร$ู ความเข$าใจ การรบั รคู$ วามสามารถของตนเองและทักษะการสอนวชิ าสมองและการ เรยี นรูข$ องอาจารยส` าขาปฐมวยั ศกึ ษาในมหาวิทยาลยั ราชภฏั ผช$ู /วยศาสตราจารย` ดร.ปนดั ดา ธนเศรษฐกร การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค%เพื่อศึกษาผลของหลักสูตรพัฒนาอาจารย%สาขาปฐมวัยศึกษาใน มหาวิทยาลัยราชภัฏต@อความรูE ความเขEาใจ การรับรูEความสามารถของตนเองและทักษะการสอนวิชาสมองและ การเรียนรEูของอาจารย%สาขาปฐมวัยศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยโครงการพัฒนาข้ึนจากสถาบันอาร%แอลจี และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ไดEทำการตกลงในการทำโครงการความร@วมเพื่อพัฒนาหลักสูตรดEานการส@งเสริม ทักษะสมองส@วนหนEา (Executive Functions - EF) และพัฒนาอาจารย%สาขาปฐมวัยศึกษาในมหาวิทยาลัย ราชภัฏ ภายใตEการสนับสนุนงบประมาณของ สสส. ในการจัดทำค@ูมือและพัฒนาหลักสูตรสำหรับอาจารย% สาขาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห@ง โดยจะนำผลจากการวิจัยคร้ังนี้ไปผลักดันใหEเกิดการพัฒนา หลักสูตรดEานการส@งเสริมทักษะสมองส@วนหนEา ใหEองค%ความรูEน้ีปeกฝeงหมุดเปZนความรูEฐานรากดEานการพัฒนา เดก็ อย@างเปZนองค%รวมต@อไป อาจารย%มหาวิทยาลัยราชภัฏท่ีเขEาร@วมโครงการ แบ@งออกเปZนสองร@ุน ร@ุนที่หน่ึงมีจำนวน 38 คนและร@ุน ที่สองมีจำนวน 91 คน การประเมินแบ@งออกเปZน 5 ช@วง โดยสามช@วงแรก เปZนการประเมินผลอาจารย% มหาวิทยาลัยราชภัฏท่ีเขEาร@วมโครงการอบรมฯ และช@วงท่ี 4 และ 5 เปZนการติดตามประเมินผลจากนักศึกษา หลักสูตรปฐมวัยชั้นปPที่ 1 ไดEเรียนรEูสาระวิชาสมองและการเรียนรูEจากอาจารย%ท่ีเขEารับการอบรมและนำไปสอน ดังน้ี 1) ช@วงท่ี 1 เปZนการประเมินความรEูความเขEาใจเร่ืองสาระวิชาสมองกับการเรียนรEู และการรับรูE ความสามารถของตนเองในการสอนสาระวิชาสมองและการเรียนรูE ของอาจารย% มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏท่ีเขEารบั การอบรมในโครงการฯ ก@อนการอบรม 2) ช@วงที่ 2 เปZนการประเมินความรEูความเขEาใจเรื่องสาระวิชาสมองกับการเรียนรูE และการรับรูE ความสามารถของตนเองในการสอนสาระวิชาสมองและการเรียนรEู ของอาจารย% มหาวทิ ยาลัยราชภัฏทเี่ ขาE รบั การอบรมในโครงการฯ หลงั การอบรม 3) ช@วงที่ 3 เปZนการติดตามประเมินทักษะการสอนของอาจารย%มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในสาระ วิชาสมองและการเรียนรEูตามหลักการบูรณาการสมองและการเรียนรEูเพื่อการเปลี่ยนแปลง ใหกE บั นักศกึ ษาหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย ชนั้ ปทP ี่ 1 ในหอE งเรียนจริง 4) ช@วงท่ี 4 เปZนการติดตามประเมินผลความรEูความเขEาใจเรื่องสมองกับการเรียนรูE และการรับรูE ความสามารถของตนเองในการจัดประสบการณ%เรียนรูEเพ่ือส@งเสริมทักษะสมอง EF เด็ก
53 ปฐมวัย ของนักศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยช้ันปPที่ 1 ก@อนการเรียนรูEวิชาสมองกับการ เรยี นรEู 5) ช@วงที่ 5 เปZนการติดตามประเมินผลความรูEความเขEาใจเร่ืองสมองกับการเรียนรูE และการรับรูE ความสามารถของตนเองในการจัดประสบการณ%เรียนรEูเพื่อส@งเสริมทักษะสมอง EF เด็ก ปฐมวัย ของนักศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยช้ันปPที่ 1 หลังการเรียนรEูวิชาสมองกับการ เรียนรูE ผลการวิจัยพบว@า ก@อนและหลังการทดลอง อาจารย%ผูEเขEาร@วมโครงการ มีคะแนนความรEู ความเขEาใจ เรื่องสาระวิชาสมองกับการเรียนรEู และการรับรEูความสามารถของตัวเองในการสอนสาระวิชาสมองกับการ เรียนรEู แตกต@างกันอย@างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .001 โดยมีคะแนนความรEู ความเขEาใจ และการรับรEู ความสามารถของตนเองหลังการอบรม มากกว@า คะแนนก@อนอบรม นอกจากนี้ยังพบว@า อาจารย%ผEูเขEาร@วม โครงการ มีทักษะในการสอนตามหลักการทำงานของสมอง EF มากข้ึน มีการใหEความสำคัญกับการมีส@วนร@วม ของผูEเรยี นมากขนึ้ และการเรยี นการสอนเนนE การลงมือปฏิบัตติ ลอดท้งั ภาคการศึกษา ที่สำคัญเม่ือติดตามผลจากการเปลี่ยนแปลงความรูE ทักษะ และการรับรูEความสามารถของตนเองของ อาจารย%ผูEเขEาร@วมโครงการ จากการประเมินความรูE ความเขEาใจ และการรับรEูความสามารถของตนเองของ นักศึกษาชั้นปPท่ี 1 ท่ีไดEเรียนรูEวิชาสมองกับการเรียนรEู พบว@า ก@อนและหลังการเรียนรูEวิชาสมองกับการเรียนรEู นักศึกษาช้ันปPที่ 1 ท่ีไดEเรียนกับอาจารย%ผEูเขEาร@วมโครงการ มีคะแนนความรEู ความเขEาใจเร่ืองสาระวิชาสมองกับ การเรียนรูE และการรับรEูความสามารถของตัวเองในการจัดประสบการณ%เรียนรูEเพื่อส@งเสริมทักษะสมอง EF เด็ก ปฐมวัย แตกต@างกันอย@างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยนักศึกษา มีคะแนนความรEู ความเขEาใจ และ การรบั รูEความสามารถของตนเองหลงั การเรียนรEู มากกว@า คะแนนกอ@ นการเรยี นรEูวิชาสมองกับการเรยี นรEู การออกแบบหลักสูตรการฝกอบรมอาจารย%สาขาการศึกษาปฐมวัยในสาระวิชาสมองและการเรียนรูE สำหรับเด็กปฐมวัย ใชEหลักการบูรณาการสมองและการเรียนรEู เพื่อการเปล่ียนแปลง รวมไปถึงความสัมพันธ%ท่ีดี ระหว@างผEูสอน และผEูเรียน เปZนแนวทางในการออกแบบโครงร@างของหลักสูตรฯ ซ่ึงเปZนแนวทางการสอนท่ี บูรณาการท้ังเน้ือหา กระบวนการสอน และการประเมิน โดยเปhาหมายของหลักสูตรฯ คือ ผูEเขEาอบรมเกิดการ เปล่ียนแปลงทั้งทางดEานความรูE ดEานทักษะ และดEานเจตคติ ดังนั้นตัวชี้วัดความสำเร็จของการอบรมคร้ังนี้ จึงมี แบบทดสอบดEานความรEู ความเขEาใจเรื่องการจัดประสบการณ%เรียนรEูตามหลักบูรณาการสมองและการเรียนรูE เพอื่ การเปลยี่ นแปลงในการศกึ ษาปฐมวัย ก@อนการอบรมและหลงั การอบรมเปนZ ตวั ชวี้ ัดดาE นความรEู ความเขEาใจ ส@วนตัวช้ีวัดดEานเจตคติ ใชEแบบประเมินการรับรEูความสามารถของตนเองในการวางแผน และจัด กระบวนการสอนในสาระวิชาสมองและการเรียนรEูสำหรับเด็กปฐมวัย รวมถึงการสะทEอนบอกความรEูสึกถึง ความสำคัญในวิชาชีพของตนเองในฐานะอาจารย%สาขาการศึกษาปฐมวัย และเจตคติที่มีต@อนักศึกษาสาขา การศกึ ษาปฐมวัย เปนZ ระยะ ๆ ตลอดการอบรม สำหรับตัวชี้วัดดEานทักษะในการวางแผนการจัดกระบวนการสอนตามหลักการทำงานของสมอง EF และกระบวนการเรียนรูEแบบ PL มาบูรณาการร@วมกันเปZนวิธีการสอน ใชEการเป-ดเวทีใหEผูEเขEาอบรมสาธิตการ
54 ประยุกต%ใชEเนื้อหาความรEูดEานสมองในการวางแผนการจัดการเรียนการสอน และกระบวนการทวนแผนการ จัดการเรียนการสอนท่สี อดคลEองตามหลักการบูรณาการฯ ผลที่ไดEรบั ปรากฏเปZนหลักฐานประจกั ษ%แสดงถงึ การบรรลเุ ปhาหมายของการอบรมครั้งนี้ คือ 1. ผEูเขEาอบรมสะทEอนบอกไดEว@าการเรียนรูEท่ีทำใหEตนเองเกิดการเปล่ียนแปลง เกิดจากการไดEรับ ประสบการณ%ตรงในการใชEทักษะสมอง EF ของตนเองในการเขEาร@วมกิจกรรมและกระบวนการ ของวิทยากร 2. ผูEเขEาอบรมสามารถออกแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีสะทEอนถึงความเช่ือม่ันในศักยภาพของ ตนเอง และความเช่ือม่ันในศักยภาพของนักศึกษาช้ันปPที่ 1 ว@าจะสามารถเกิดการเรียนรEูเพ่ือการ เปลี่ยนแปลงไดEจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนตามหลักบูรณาการฯ ท่ีผูEเขEาอบรมไดE รว@ มกนั ออกแบบเอง 3. ผEูเขEาอบรมแสดงใหEเห็นถึงความสามารถในการออกแบบกิจกรรม กระบวนการเรียนการสอน และการทบทวนแผนการจัดการเรียนการสอน บนฐานของหลักการเดียวกัน คือ หลักการบูรณา การสมองและการเรียนรEูเพื่อการเปลี่ยนแปลง และ เปhาหมายเดียวกัน คือ การจัดประสบการณ% เรียนรEูท่ีมีคุณภาพเพียงพอใหEนักศึกษาสามารถเกิดการเรียนรูEเพื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดEาน ความรEู ทักษะ และเจตคติ เกิดการเตบิ โตทางความคดิ พัฒนาไปส@กู ารเปนZ ครปู ฐมวยั ทีม่ คี ณุ ภาพ จากผลการวจิ ัยสามารถนำไปส<ขู อ2 เสนอแนะเชงิ นโยบายไดด2 งั นี้ 1. จัดใหEมีแผนยุทธศาสตร%แบบมีส@วนร@วม (Participatory Strategic Plan) ในการจัดใหEมีการเพ่ิม คุณภาพบุคลากรการศึกษาปฐมวัย 3 ดEาน ไดEแก@ การจัดการศึกษาบนฐานความรูEของ สมอง จิตใจ และ ความสัมพันธ%, ดEานการตระหนักถึงความสำคัญ และ ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรูEตามแนวทาง ของสมองกับการเรยี นรูEเพื่อการเปล่ยี นแปลง และ ความสามารถในการส@งเสริมทกั ษะสมอง EF เด็กปฐมวัย 2. จัดใหEมีการออกแบบการทำงานแบบบูรณาการดEานการเพมิ$ คุณภาพบุคลากรการศึกษาปฐมวัย 3 ดEาน ไดEแก@ การจัดการศึกษาบนฐานความรูEของ สมอง จิตใจ และความสัมพันธ%, ดEานการตระหนักถึง ความสำคัญ และ ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรูEตามแนวทางของสมองกับการเรียนรูEเพ่ือการ เปล่ียนแปลง และ ความสามารถในการส@งเสริมทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัย ระหว@างหน@วยงานที่เก่ียวขEองกับ การพัฒนาบุคลากรการศึกษาปฐมวัย เช@น กระทรวงการอุดมศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั รกรรม, คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั และ ทกุ มหาวทิ ยาลยั ทม$ี หี ลกั สตู รทเ$ี กย$ี วขอ้ งกบั การพฒั นา และ การศกึ ษาเดก็ ปฐมวยั 3. จดั ใหม้ ี “โครงสรา้ ง และระบบการบรหิ ารเชงิ บูรณาการ (Matrix Organization)” ในการเพม$ิ คุณภาพบุคลากรการศึกษาปฐมวัย 3 ดEาน ไดEแก@ การจัดการศึกษาบนฐานความรูEของ สมอง จิตใจ และ ความสัมพันธ%, ดEานการตระหนักถึงความสำคัญ และ ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรEูตามแนวทาง ของสมองกับการเรียนรEูเพ่ือการเปล่ียนแปลง และ ความสามารถในการส@งเสริมทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัย ท$ี
55 เชอ$ื มโยงกนั ของทุกภาคสว่ นทเ$ี กย$ี วขอ้ งทงัb ระดบั ประเทศ ระดบั กระทรวง ระดบั กรม ระดบั จงั หวดั ระดบั อาํ เภอ ระดบั ตาํ บล และระดบั ชมุ ชน 4. จดั ใหม้ ี “หน่วยงานและเจา้ หน้าทม$ี าปฏบิ ตั งิ านตามตาํ แหน่ง สายงาน และคาํ บรรยายลกั ษณะ งาน (JD) ภายใต้โครงสร้าง และระบบการบรหิ ารเชิงบูรณาการ (Matrix Organization)” ในการเพิ$ม คุณภาพบุคลากรการศึกษาปฐมวัย 3 ดEาน ไดEแก@ การจัดการศึกษาบนฐานความรEูของ สมอง จิตใจ และ ความสัมพันธ%, ดEานการตระหนักถึงความสำคัญ และ ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรEูตามแนวทาง ของสมองกับการเรยี นรเEู พ่อื การเปลย่ี นแปลง และ ความสามารถในการส@งเสริมทกั ษะสมอง EF เดก็ ปฐมวยั 5. เตรียมความพรEอมในการผลิตครูปฐมวัย ใหEมีความสามารถ 3 ดEาน ไดEแก@ การจัดการศึกษาบน ฐานความรูEของ สมอง จิตใจ และความสัมพันธ%, ดEานการตระหนักถึงความสำคัญ และ ความสามารถในการจัด กระบวนการเรียนรูEตามแนวทางของสมองกับการเรียนรEูเพ่ือการเปลี่ยนแปลง และ ความสามารถในการ ส@งเสริมทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัย โดยการปรับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และการนำหลักสูตรการฝกอบรม อาจารย%สาขาการศึกษาปฐมวัยในสาระวิชาสมองและการเรียนรูEสำหรับเด็กปฐมวัย เปZนหนึ่งในวิชาหลักใน หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย 6. ขยายการจัดอบรมหลักสูตรการฝกอบรมอาจารย%สาขาการศึกษาปฐมวัยในสาระวิชาสมองและการ เรยี นรสูE ำหรบั เด็กปฐมวยั ไปส@อู าจารย%ในหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั ในมหาวิทยาลยั ท่วั ประเทศ 7. ขยายการจัดอบรมความรEูเรื่องสมองและการเรียนรEูใหEแก@ครูปฐมวัยในศูนย%เด็กเล็ก และโรงเรียน อนุบาล 8. จัดใหEมีการนำหลักการบูรณาการสมองและการเรียนรEูเพ่ือการเปล่ียนแปลงไปสรEางเครื่องมือ สง@ เสรมิ และประเมนิ คุณภาพครปู ฐมวัย 9. จัดใหEมีมาตรการสรEางแรงจูงใจใหEแก@ผูEมีส@วนไดEส@วนเสีย และผูEท่ีเก่ียวขEองกับเด็กปฐมวัยทุกระดับ ใหEเปZนวชิ าชีพทีส่ ำคัญของประเทศ
56 9 ข-อเสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวิจัยการพัฒนาศกั ยภาพศูนยพ์ ัฒนาเดก็ เล็กของ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน เพือ่ ส่งเสรมิ พฒั นาการกลมุ่ เด็ก ทีม่ ีความเปราะบางทางสังคมดว้ ยระบบ Inclusive Care
57 เป้าหมายท่ี 4 สรา้ งหลกั ประกันวา่ ทุกคนมกี ารศึกษาทีม่ คี ุณภาพอยา่ งครอบคลุมและเท่าเทียม และ สนับสนุนโอกาสในการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ข#อเสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวิจยั สก6ู ารพฒั นาเด็กอยา6 งยง่ั ยนื
58 โครงการวจิ ัยการพัฒนาศักยภาพศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ ขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น เพ่ือสง่ เสรมิ พัฒนาการกลุ่มเดก็ ทีม่ ีความเปราะบางทางสงั คมดว้ ยระบบ Inclusive Care รองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดศิ ักดิ์ ผลิตผลการพมิ พ์ ปัจจุบันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในระดับสากลมุ่งเน้นการตอบสนองต่อหลักการการพัฒนาที่ ยั่งยืน (Sustainable Development) ซ่ึงครอบคลุมถึงการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต ประชากรในแต่ ละกลุ่มอย่างเหมาะสม บนหลักการความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน หนึ่งในประเด็นสําคัญท่ีประเทศไทยกําลัง เผชิญและทวีความรุนแรงมากข้ึนเป็นลําดับ คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของ เด็กเปราะบางทางสังคม ได้แก่ เด็กในครอบครัวยากจน เด็กเร่ร่อน เด็กท่ีอยู่ในสภาพยากจน ลําบาก เด็กพิการ เด็กถูกทารุณกรรม เด็กกลุ่ม ชาติพันธ์ุ/ไร้สถานะทํางาน และเด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งสาเหตุสําคัญส่วนหน่ึงเป็นผลมาจาก สถานการณ์และบริบทแวดล้อมทางสังคมเศรษฐกิจและสังคม เช่น ความยากจน การแตกแยกหย่าร้าง การ ต้ังครรภ์ไม่พร้อม ปัญหายาเสพติด ภาวะความเครียดของมารดา ที่ส่งผลกระทบไปยังสุขภาพของเด็กในครรภ์ การเล้ียงเด็กด้วยสมาร์ทโฟน ขาดการพูดคุยหรือ ปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเด็กให้เหมาะสมกับพัฒนาการใน แต่ละช่วงวัย และขาดการดูแลเอาใจใส่จาก พ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นต้น โครงการการพัฒนาศักยภาพศูนย์พัฒนา เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เพ่ือส่งเสริมพัฒนาการ กลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคมด้วย ระบบ Inclusive Care เพื่อนําร่องดําเนินการส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีขีดความสามารถในการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็กและเยาวชนท่ี มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนรู้ให้เป็นไปตาม มาตรฐานการพัฒนาศูนย์ สมานใจปฐมวัยสาธิต หมายถึง การพัฒนาโครงการนําร่องของ trauma informed early childhood education and care โดยโครงการ นําร่องนําเด็กที่มีประวัติ trauma ชัดเจนจากบ้านพักเด็กและฉุกเฉินเข้าสู่การเรียนร่วมของศูนย์พัฒนาเด็ก ปฐมวัยของสถาบันแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว ซ่ึงเป็นศูนย์เด็กที่ใช้แนวทางการสอนแบบ play based learning และ positive behavioral-emotional intervention and support อยู่เดิม หลังจากได้ แนวทางการพัฒนาศูนย์เด็กปฐมวัยไปสู่ trauma informed early childhood education and care จะ นําสู่การขยายผล 3 ทางไดแ้ ก่ 1. การขยายเครือข่ายศูนย์ปฐมวัย หรือ โรงเรียนอนุบาลนําร่อง ประจําภาคต่าง ๆ ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย และ โรงเรียนอนุบาล ที่ทํางานร่วมกับบ้านพักเด็กและครอบครัวในแต่ละจังหวัด หรือ ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย และ โรงเรยี นอนุบาลทีด่ แู ลเด็กทุกคนดว้ ยแนวทาง trauma informed ECEC 2. จดั ตั้งศูนย์ฝกึ อบรม trauma informed ECEC 3. ช้ีนําโยบาย ปรบั มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จากผลการวิจัย และการทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง สามารถสรุป แนวทางการดําเนินงานและ แนวทางการขยายผล ได้ดงั นี้
59 เด็กท่ไี ดร้ บั เหตกุ ารณเ์ ลวรา้ ยในชวี ิตได้รับผลกระทบทางด้านจติ ใจอารมณ์และการเปลี่ยนแปลง ระบบ ประสาทจากภาวะความเครียดสูงและส่งผลต่อพัฒนาการทุกดา้ นรวมถึงการควบคมุ อารมณ์ ความจาํ การ ประมวลผลทางปญั ญา ทกั ษะทางสังคมและสขุ ภาพกาย ภาวะความเครียดสงู และการบาดเจบ็ ทางใจนีส้ ามารถ บ่อนทาํ ลายความสามารถของเด็กในการเรียนรู้ ในการสรา้ งความสมั พันธ์ และการทํางานอย่างเหมาะสมกบั กล่มุ เพอ่ื น รวมถงึ การพัฒนาทักษะด้านภาษาและการส่อื สาร การจดั ระเบยี บของเน้อื หา การเลา่ เรอ่ื ง ความสามารถในการเขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหว่างสาเหตแุ ละ ผลกระทบในมมุ มองของผู้อนื่ นอกจากมมุ มองของตัวเองและความสามารถในการบริหารจัดการ (EF) ดงั นัน้ การพฒั นา พฤติกรรมและอารมณ์เชงิ บวก ร่วมกับความไวในการตรวจพบเด็กท่มี บี าดแผลทางใจ จึงควรเป็นบรรทัดฐานของการดูแลและเรยี นรู้ ของเดก็ ปฐมวยั คนทุกชน้ั เรยี น มากกวา่ ทจ่ี ะเปน็ การดแู ลเฉพาะเดก็ บางกลมุ่ เพื่อบําบัดเทา่ นน้ั กรอบแนวคดิ เพอ่ื นําไปสู่การขยายผล โดยที่ระบบการคุ้มครองเด็กควรทํางานอย่างสอดรับกัน ท้ังในระดับส่วนกลาง ได้แก่ กรรมการสิทธิ มนุษยชน คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ในระดับส่วน ภูมิภาคได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัว พัฒนาสังคมและความม่ันคง มนุษย์จังหวัด NGO ต่าง ๆ อาสาสมัคร พัฒนาสังคม ตลอดจนระบบการศึกษา ในระดับส่วนกลาง ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรในระดับส่วน ภูมิภาค ได้แก่ องค์กรท้องถ่ิน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เขตการศึกษา โรงเรียน ระบบสุขภาพกลุ่มโรคไม่ติดต่อ และ ความรุนแรง กระทรวงสาธารณสุข ในระดับส่วนภูมิภาคได้แก่ สาธารณสุข จังหวัดต่าง ๆ ฝ่ายเวชศาสตร์ ชมุ ชน โรงพยาบาลตา่ ง
60 10 ขอ- เสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวิจัยทีมบูรณาการสุขภาพ การเรียนรู้พัฒนา และ การคุ้มครองเด็ก เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ กลุ่มเด็กยากจน และมีความขาดแคลนแบบพหุปัจจยั
61 เปา้ หมายท่ี 3 สรา$ งหลกั ประกันวา/ คนมชี วี ติ ท่มี ีสขุ ภาพดแี ละสง/ เสริมสวัสดภิ าพสำหรบั ทกุ คนในทกุ วัย (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) ขอ# เสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวจิ ยั สู6การพัฒนาเดก็ อย6างย่งั ยนื
62 โครงการวิจยั ทมี บรู ณาการสขุ ภาพ การเรยี นรูพ้ ัฒนา และการคมุ้ ครองเดก็ เพ่อื การสร้างเสรมิ สขุ ภาวะ กลุ่มเดก็ ยากจน และมีความขาดแคลนแบบพหุปจั จัย รองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดศิ กั ด์ิ ผลิตผลการพมิ พ์ การศึกษาน้ีได้ศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะสุขภาพและความยากจนขาดแคลน โดยศึกษากลุ่ม ตัวอย่างท่ี ได้รับการชี้เป้าโดยชุมชนเองตามความรับรู้สภาพความยากจนขาดแคลนของชุมชน จากพื้นท่ี 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรปราการ และนครปฐม รวม 458 คน ผลการศึกษาพบ ความสัมพันธ์ของความยากจนรายได้ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ความขาดแคลนพหุ ปัจจัย 4 มิติ หรือ มากกว่าในท้ังหมด 9 มิติ ภาวะวิกฤตครอบครัว 2 ข้อหรือมากกว่า ใน 5 ข้อ มีความสัมพันธ์ กับการเลี้ยงดูท่ีไม่บรรลุผลสุขภาวะ 2 ข้อหรือมากกว่า โดยความยากจนรายได้ที่น้อยกว่า 3,000 บาทเพิ่ม ความเส่ียง 2.4 เท่า ความขาดแคลนพหุปัจจัย 4 หรือมากกว่าเพิ่มความเสี่ยง 1.8 เท่า และภาวะวิกฤต ครอบครัว 2 หรือมากกว่า เพ่ิมความเส่ียง 2.6 เท่า เมื่อจัดกลุ่มที่มีความเส่ียงสูงเข้าด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มที่มี ปัจจัยภาวะวิกฤตครอบครัว หรือไม่มีภาวะวิกฤต ครอบครัวแต่ต้องมีปัจจัยความยากจนสองด้านร่วมกัน ได้แก่ ยากจนรายได้และขาดแคลนพหุปัจจัย เป็นกลุ่มเส่ียงสูง จะพบว่ากลุ่มน้ีมีความเส่ียงสูงกว่ากลุ่มที่มีปัจจัยความ เสี่ยงต่ําถึงสามเท่า ได้แก่ กลุ่มท่ีไม่มีภาวะวิกฤตครอบครัว ไม่มีท้ังความยากจนรายได้และความขาดแคลนพหุ ปัจจัย หรือมีความยากจนรายได้หรือความขาดแคลนพหุปัจจัยเพียงด้านใดด้านหน่ึง ในการศึกษานี้ได้จัดต้ังทีม ทีมบูรณาการสุขภาพ การเรียนรู้พัฒนา และการคุ้มครองเด็ก เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะกลุ่มเด็กยากจน และ มีความขาดแคลนแบบพหุปัจจัย โดยผู้นําชุมชน อพม. อสม และครูในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในพ้ืนท่ี ทีมบูรณา การถูกพัฒนารวม 39 ทีมใน 4 จังหวัด ทีมบูรณาการได้รับการอบรมในหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเล้ียงดู เด็กแรกเกิดและการสร้างเสริมสุขภาพและส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย สําหรับชุมชน การดูแลเด็กที่ได้รับ ประสบการณ์เลวร้าย สิทธิเด็กและการคุ้มครอง และการส่งต่อ เพ่ือสมรรถนะแห่งตนให้สูงขึ้นทําให้บุคลากรใน ทีมมีความมั่นใจในการประเมินและสร้างเสริมสุขภาพกลุ่มเด็กยากจนก่อนลง เย่ียมในพ้ืนท่ีท่ีตนเองรับผิดชอบ รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะกลุ่มเด็กยากจนและขาดแคลนแบบพหุปัจจัยโดยทีมบูรณาการสุขภาพ ประกอบด้วย 4 ขนั้ ตอน ดงั นี้ 1) การวินิจฉัยปัญหาความต้องการทางสุขภาพและพัฒนาการโดยการเยี่ยม บ้านโดยทีมบูรณาการ สุขภาพรว่ มกับเจ้าหน้าท่ีผเู้ กย่ี วข้องในการดูแลเด็กทค่ี รอบครัวยากจน 2) การวางแผน ปฏิบัติการ โดย ทีมบรู ณาการสขุ ภาพทม่ี ีสมาชกิ ในหลายรปู แบบ 3) การปฏิบัติการช่วยเหลือโดยสมาชิกทีม บูรณาการแต่ละด้านและเชื่อมต่อหน่วยงานพื้นที่และ ส่วนกลางท่ีเก่ียวข้องในแต่ละด้าน รวมท้ังการให้ความรู้ คําแนะนํา เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดูแล ตนเองของครอบครวั 4) การประเมินผลโดยทีมพัฒนา รูปแบบลงพื้นท่ีร่วมกับทีมบูรณาการสุขภาพ ได้ติดตามกลุ่มเส่ียงสูง ดังกล่าวจํานวน 101 รายจาก 183 ราย โดยทีมบูรณาการสุขภาพ การเรียนรู้ พัฒนา และการคุ้มครองเด็ก
63 พบว่าเพียงร้อยละ 38 ของเด็กในกลุ่มเส่ียงสูงนี้เท่าน้ันท่ีได้รับการลงทะเบียนเข้าสู่ โครงการเงินอุดหนุนทารก แรกเกิดของรัฐบาลและได้เงิน 600 บาทต่อเดือนจนถึงอายุ 6 ปี ร้อยละ 69 ของกลุ่มเส่ียงสูงได้รับการดูแลท่ี ไม่บรรลผุ ลสุขภาวะมากกว่า 2 ใน 6 ด้าน ร้อยละ 73 ไม่ได้รับการดูแลทางอารมณ์ท่ีเหมาะสมโดยมีท้ังการดูแล แบบละเลยหรือทําร้ายทางอารมณ์และร่างกาย ร้อยละ 65 ต้องอยู่ในครอบครัวที่มีการแตกแยก หย่าร้าง หรือ ตายจาก ร้อยละ 55 อยู่ในครอบครัวที่มีความรุนแรง ร้อยละ 26 อยู่ในครอบครัวที่มีการเสพหรือค้ายาเสพติด ร้อยละ 31 อยู่ในครอบครัวที่มีการติดคุก ผลการประเมินพัฒนาการพบว่า ร้อยละ 24 มีพัฒนาการล่าช้า ร้อย ละ 9 มีพัฒนาการล่าช้ามาก แม้เด็กจะต้องอยู่ในครอบครัวท่ีมีความไม่พร้อมมาก เพียงใด แต่ร้อยละ 64 ของ เด็กกลุ่มน้ีก็ยังถูกเล้ียงดูโดยครอบครัว ไม่ได้ใช้บริการศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย หรือ บริการอ่ืนใดที่ให้การดูแล เด็กปฐมวยั ทดแทนครอบครัว ในการประเมินผลหลังการสร้างเสริมสุขภาวะกลุ่มเด็กยากจนและขาดแคลนแบบพหุปัจจัยโดยทีม บูรณาการสุขภาพการเรียนรู้พัฒนาและการคุ้มครองเด็ก พบว่า ปัจจัยส่งเสริมการทํางานของทีมได้แก่ การ เตรียมทีมด้วยโปรแกรมการสร้างเสริมความรู้ความสามารถของงานแต่ละด้านและสร้างความรับรู้ ความสามารถ ที่แตกต่างกันของคนในทีมจะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของทีม บุคลากรในทีมบูรณาการสุขภาพฯ ท่ีมีจุดแข็งแตกต่างกัน ได้แก่ ครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีจุดเด่นในการค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยงและส่งเสริมสติปัญญา การเรียนรู้และจิตใจของเด็กได้ดี บุคลากรทางสาธารณสุข เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข มีจุดเด่น คือความ เชี่ยวชาญในการเย่ียมบ้าน ทําให้เด็กได้รับการติดตามท่ีต่อเนื่องส่งต่อ ปัญหาทางสุขภาพได้ สําหรับอาสาสมัคร พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ (อพม.) หรือ ผู้นําชุมชน จุดเด่นคือ ทําให้เด็กได้เข้าถึงสิทธ์ิสวัสดิการ นั้น ๆ โดยง่าย การลงพ้ืนท่ีปฏิบัติการเย่ียมบ้านมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้งจะเห็นผลการเปล่ียนแปลงที่ชัดเจน ขึ้น และยิ่งมีทีมวิชาชีพ เช่น บุคลากรสุขภาพ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบําบัด นักคุ้มครอง เด็ก เสริมทีมเป็นบางครั้งของการเย่ียมย่ิงเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลกลุ่มเส่ียงสูงดีย่ิงข้ึน การส่งเสริมผู้ดูแลเด็ก ให้มีความสนใจในการดูแลเด็กให้ใกล้ชิดอย่างสนุกสนาน สนใจกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก โดยแนะนําการ ประดิษฐ์ของเล่น ฝึกการเล่นกับเด็ก การเล่านิทาน โดยสนับสนุนอุปกรณ์ ของเล่น หนังสือบางส่วนเป็น จุดเร่ิมต้น จะทําให้การสอนผู้ดูแลเด็กโดยทีมบูรณาการ และการสอนเด็กโดยผู้ดูแลเด็กง่ายน่าสนใจ การ สนับสนุนให้กระบวนทํางานของทีมบูรณาการสุขภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีกระบวนการพัฒนาอยางเป็น ระบบ (PDCA cycle) จะทําให้กลุ่มเด็กยากจนและครอบครัวได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงและย่ังยืน การ แก้ปัญหาเด็กในครอบครัวยากจน โดยเฉพาะครอบครัวมีภาวะวิกฤตร่วมด้วย ต้องเสริมด้วย นโยบายการ สนับสนุนของภาครัฐและภาคท้องถ่ินที่มีความเข้าใจและปฏิบัติอย่างจริงจัง พลังการดูแลในชุมชน โดย อาสาสมัครต่าง ๆ ร่วมกับศูนย์สุขภาพรูปแบบต่าง ๆ และศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยในชุมชนเป็นพลังเสริมท่ีนับได้ ว่าเป็นทุนท่สี าํ คญั ของชมุ ชน ในการดแู ลเด็กกลมุ่ เปราะบางนี้ แนวคิดในการขยายผลได้แก่
64 1. ผลักดันนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐและภาคท้องถ่ินในการจัดต้ังทีมบูรณาการเพ่ือการพัฒนา และคุ้มครองเด็กปฐมวัยและใช้กลไกการคัดกรองกลุ่มเส่ียงสูง การเย่ียมบ้านต่อเนื่องในกลุ่มเสี่ยง เป็นกลยุทธ สําคญั 2. ผลักดันโครงสร้างเพ่ือเสริมพลังการดูแลในชุมชน ให้มีศูนย์สุขภาพรูปแบบต่าง ๆ และศูนย์พัฒนา เด็กปฐมวัยรูปแบบต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อครอบคลุมเดก็ ปฐมวัยทกุ กลุ่มอายตุ ้ังแต่แรกเกดิ ถึง 6-8 ปี 3. ผลักดันการสร้างนวัตกรรมการดูแลเด็กปฐมวัยรูปแบบต่าง ๆ เช่น เคร่ืองมือ คู่มือกระบวนการ การ ฝึกอบรมเพ่ือสร้างความรู้ ความตระหนัก ทักษะการดูแลและป้องกันเด็กยากจน ขาดแคลน เด็กได้รับ ประสบการณ์เลวร้ายในชีวิต แก่ผู้ดูแลเด็ก ผู้บริหารชุมชน อาสาสมัครชุมชน ครู พ่ีเล้ียงในศูนย์พัฒนาเด็กและ ชุมชน หรือศูนย์สุขภาพหรือศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาอื่น ๆ ที่ถูกจัดต้ังสําหรับเด็กปฐมวัยและครอบครัวใน ชมุ ชน 4. สําหรับศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยท่ีเป็นโครงสร้างที่ถูกจัดต้ังอย่างเป็นระบบในชุมชนในปัจจุบัน ต้อง เป็นโดยเป็นจุดเช่ือมโยงทีมบูรณาการในพื้นที่เพ่ือทํางานกับเด็กปฐมวัยยากจน โดยได้รับการ สนับสนุนเชิง นโยบายและการลงทนุ ทง้ั ในระดบั ท้องถิ่นและระดับประเทศ
65 11 ข-อเสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวจิ ัยโครงการ การสังเคราะหแ์ นวทางการพฒั นา ระบบการดแู ลสุขภาวะและสง่ เสริมการเรยี นรเู้ ดก็ ปฐมวัยสู่ การพัฒนาท่ียั่งยืน
66 เป้าหมายที่ 11 ทาํ ใหเ้ มืองและการต้ังถิน่ ฐานของมนษุ ยม์ ีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมติ า้ นทานและย่ังยืน (Make cities and human settlements inclusive, safe, resilient and sustainable) ขอ# เสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวิจัยสก6ู ารพฒั นาเด็กอยา6 งยง่ั ยืน
67 โครงการวิจยั โครงการ การสงั เคราะหแ์ นวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาวะและสง่ เสรมิ การเรยี นรเู้ ดก็ ปฐมวยั สกู่ ารพัฒนาท่ยี ั่งยืน รองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดศิ ักดิ์ ผลิตผลการพมิ พ์ งานวิจัยน้ีเป็นการสังเคราะห์ “แนวทางการพัฒนาศักยภาพระบบการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมเรียนรู้ เด็กปฐมวัยสู่การพัฒนาท่ีย่ังยืน” โดยทบทวนวรรณกรรมสร้างจินตภาพ “ระบบการดูแลสุขภาวะและการ ส่งเสริมการเรียนรู้ ปฐมวัยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” หลังจากนั้นวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน จากเอกสารเชิงนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ มาตรฐาน และกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งวิเคราะห์จากการปฏิบัติท่ีมี อยู่จรงิ ในพื้นท่ี และผปู้ ระกอบวิชาชีพ นาํ มาเปน็ ปจั จยั นําเขา้ สู่การสงั เคราะห์ จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า การพัฒนาจุดเริ่มต้นของชีวิต (early life development) และ การพัฒนาปฐมวัย (early childhood development) ครอบคลุมต้ังแต่ตวั อ่อนในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 8 ปี หรือเทียบเท่าการพัฒนาสมอง 3000 วันแรกของชีวิตมีผลต่อศักยภาพ และสุขภาพตลอดชีวิตของมนุษย์ ระบบการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัยเพื่อการพัฒนาที่ย่ังยืน (ECCE towards SD) จึงเป็น มากกว่าการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา (preschool education) โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือการพัฒนาสุขภาวะ แบบองค์รวมท้ังร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม และความปลอดภัย สร้างรากฐานท่ีมั่นคงสําหรับการ เรียนรู้ตลอดชีวิต มีความเป็นไปได้ท่ีระบบ ECCE towards SD จะช่วยสร้างพลเมืองในอนาคตที่มีศักยภาพ พร้อมรับการเปล่ียนแปลงของสังคมโลก มีความเอื้ออาทร และมีความรับผิดชอบ ดังน้ัน ECCE towards SD จึงเป็นหน่ึงในการลงทุนเพ่ือส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความเสมอภาคของสังคม (social equity) และการอยู่ร่วมกันในสังคม (social cohesion) ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่าย สําหรับโครงการเยียวยาคนและสังคมใน ภายหลัง สําหรับเด็กที่ด้อยโอกาสทางสังคม (disadvantaged children) ECCE towards SD มีบทบาท สาํ คญั ในการชดเชยข้อดอ้ ยในครอบครัว ประคบั ประคอง ปอ้ งกัน และฟนื้ ฟูบาดแผลทางใจของเดก็ แนวทางการพัฒนาศักยภาพระบบการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมเรียนรู้เด็กปฐมวัยสู่การพัฒนาท่ี ย่งั ยนื ” ประกอบด้วย 2 ประเดน็ หลกั ไดแ้ ก่ 1. การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยทุกประเภท เพ่ือให้เด็กได้รับการดูแลสุขภาวะและส่งเสริม การเรียนรู้ที่มีคุณภาพทุกคน (practice-based capacity for all children) การพัฒนาความสามารถของ ผู้ดูแลเด็กในการให้ “การดูแลสุขภาวะ การคุ้มครองความปลอดภัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัย” ท่ีมี คุณภาพ โดยครอบคลุมผู้ดูแลเด็กปฐมวัยต้ังแต่แรกเกิดจนถึงวัยก่อนเข้าสู่ประถมศึกษา หรือ 6-8 ปี ไม่ว่าจะ เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้รับจ้างเล้ียงเด็ก ผู้ประกอบการ nursery ครูหรือผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย หรือโรงเรียนอนุบาล จะต้องได้รับการฝึกอบรม รับรองความสามารถในการดูแลเด็กตามมาตรฐานการดูแล สุข ภาวะ การคุ้มครองความปลอดภัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัย รวมทั้งได้รับการสนับสนุนให้เข้าสู่ กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเน่ือง ได้รับการบันทึกข้อมูลติดตามการทํางาน ประเมินผล และจะต้องเข้าสู่ วงจรการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นระบบ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ สิทธิประโยชน์ทั้งด้านอุปสงค์
68 และอุปทาน เพ่ือให้ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยทุกประเภทสามารถจัดการดูแลครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน ทุกช่วงเวลา ของวันบนวิธีการดูแลท่ีมีมาตรฐานเดียวกัน กลไกการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะอย่างย่ิงการพัฒนาต่อเน่ืองใน ระหว่างการปฏิบัติงาน (Inservice training) การศึกษาพบว่า การพัฒนาบุคลากรก่อนการทํางาน (preservice training) การเรียนรู้ต่อเน่ืองของบุคลากรระหว่างการทํางาน (In-service training) การลด อัตราส่วนผู้ดูแลเด็กต่อเด็ก จํานวนเด็กต่อกลุ่ม มีผลต่อปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้ดูแลเด็กกับเด็ก แม้ไม่พบ ความสัมพันธ์ท่ีชัดเจนโดยตรงกับผลของพัฒนาการเด็ก อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ต่อเน่ืองของบุคลากรระหว่าง การทํางาน (In-service training) มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนโดยตรงกับผลของพัฒนาการเด็กท่ีมากกว่าการ พฒั นาบุคลากรก่อนการทาํ งาน (preservice training) แนวทางการพัฒนาศกั ยภาพของระบบ (ECCE system capacity) ประกอบด้วย 1. การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยทุกประเภท เพ่ือให้เด็กได้รับการดูแลสุขภาวะและส่งเสริม การเรียนรู้ที่มีคุณภาพทุกคน (practice-based capacity for all children) ครอบคลุมผู้ดูแล เดก็ ปฐมวยั ต้ังแต่แรกเกดิ จนถึงวัยก่อนเขา้ สู่ประถมศกึ ษาหรือ 6-8 ปี • ขับเคล่ือนบรรทัดฐานสังคม โดยหลักการที่สําคัญได้แก่ “เด็กปฐมวัยทุกคนต้องมีพ่อแม่หรือ ผู้ดูแลทดแทน ตลอดทุกช่วงเวลาของวัน และต้องเป็นผู้ดูแลที่สามารถให้ความรักความอบอุ่น สร้าง ความสัมพันธ์เชิงบวกกับเด็ก ดูแลสุขภาวะองค์รวม ปกป้องคุ้มครองภัย ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความยืดหยุ่น และการควบคุมตนเอง” • รัฐและเอกชนโดยหน่วยการศึกษา หน่วยท่ีเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาวะและการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย ต้องส่งเสริมการฝึกอบรม จัดเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยทุกคนต้ังแต่ ผู้ดูแลเด็ก แรกเกิดจนถึงวัยก่อนเข้าสู่ประถมศึกษาหรือ 6-8 ปี ได้แก่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้รับจ้างเล้ียงเด็ก ผู้ประกอบการ nursery ครูหรือผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย หรือโรงเรียนอนุบาล ให้มีคุณภาพ มาตรฐานในการให้การดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม คุ้มครองความปลอดภัย และส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่อง ตลอดชวี ติ • รัฐและเอกชนโดยหน่วยการศึกษา หน่วยที่เก่ียวข้องกับการดูแลสุขภาวะและการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย ต้องจัดให้มีการรับรองความสามารถในการดูแลเด็กตามมาตรฐานการดูแลสุขภาวะ การคุ้มครองความ ปลอดภัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัย และรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณดําเนินการจัดบริการแก่ผู้ดูแล เด็กทม่ี ีมาตรฐานหรอื จัดสิทธปิ ระโยชนแ์ กผ่ ู้ต้องการรบั บรกิ าร • หน่วยการศึกษา หน่วยวิชาการต้องสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ผ่านงานวิจัยเพื่อนําไปสู่การ ปฏิบัตทิ ี่มีคุณภาพ • รัฐและเอกชนโดยหน่วยการศึกษา หน่วยท่ีเก่ียวข้องกับการดูแลสุขภาวะและการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย ท้ังส่วนกลางและท้องถ่ินจัดให้มีระบบข้อมูล ติดตาม ประเมินผล และการพัฒนาคุณภาพโดยให้ ความสําคัญกับผู้ดูแลเด็กปฐมวัยทุกประเภท ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือเครือญาติ หรือผู้ดูแลเด็กทดแทนอ่ืน ๆ
69 ผู้รับจ้างเล้ียง เด็กตามบ้าน ผู้ประกอบการ nursery ครูหรือผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย หรือโรงเรียน อนบุ าล และสร้างกฎเกณฑท์ ี่เหมาะสมกับการพัฒนาแตล่ ะกลมุ่ 2. การพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการและการปรับเปล่ียนระบบบริการมุ่งสู่เป้าหมาย (System management-based capacity) ประกอบด้วย 2.1 การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติของผู้มีส่วนได้เสียให้เห็นความสําคัญของระบบ ECCE towards SD เพื่อนําสู่การเปล่ียนแปลงนโยบาย การออกแบบ และการกํากับระบบ (knowledge- based capacity) • ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ ECCE ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถ่ิน เช่น ผู้กําหนด นโยบาย ผู้นําชุมชน ผู้ออกแบบระบบ ผู้ให้ทุนระบบ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “ระบบ การดูแลสุขภาวะ และการส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัย สู่การพัฒนาท่ียั่งยืน” มีเจตคติท่ีดีในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย เข้าใจกรอบแนวคดิ การพฒั นาสจู่ ินตภาพของระบบและเห็นความสําคญั ของการลงทนุ พัฒนาระบบ 2.2 ขบั เคลอ่ื นการใชพ้ ระราชบัญญตั ิการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย พ.ศ. 2562 • รัฐต้องลงทุนในการสร้างกระบวนการการส่ือสารความรู้ท่ีสามารถขับเคลื่อนให้ผู้มีส่วนได้ส่วน เสียที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ ECCE ท้ังในระดับประเทศ และระดับท้องถ่ิน มีความรู้ความเข้าใจ และ ยอมรับ “พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562” ท่ีกําหนดให้รัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้อง จัดบริการมุ่งสู่ผลลัพธ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยต้ังแต่ที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ตลอดจนช่วงปฐมวัยไว้ในมาตรา 5 ของ พรบ. ได้แก่ - มารดาได้รบั การดแู ลในระหวา่ งตงั้ ครรภ์เพ่อื ใหบ้ ตุ รท่อี ยใู่ นครรภม์ สี ุขภาวะและพฒั นาการทด่ี ี - เด็กปฐมวัยอยรู่ อดปลอดภัยและได้รบั ความคุ้มครองใหพ้ น้ จากการลว่ งละเมิดไม่ว่าในทางใด - เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการท่ีดีรอบด้านท้ังทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์สังคม และสติปัญญาให้ สมกบั วัย - เด็กปฐมวัยมีทักษะพ้ืนฐานในการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต สามารถเรียนรู้อย่างสอดคล้อง กบั หลกั การพฒั นาศักยภาพของแตล่ ะบคุ คลและความต้องการจําเปน็ พเิ ศษ - เด็กปฐมวัยมีอุปนิสัยใฝ่ดีมีคุณธรรม มีวินัยใฝ่รู้มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถซึมซับสุนทรียะ และวฒั นธรรมท่หี ลากหลายได้ - เด็กปฐมวัยเคารพคุณค่าของบุคคลอื่น มีจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเสมอภาค และมจี ติ สาํ นึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก • ขับเคลื่อนการทําแผนพัฒนาปฐมวัยฉบับต่อไป ที่จะออกมาภายหลัง พระราชบัญญัติการ พัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ให้มีความสอดคล้องกับเน้ือหาของ พรบ. มุ่งสู่ผลลัพธ์การพัฒนาเด็กปฐมวัย ตงั้ แต่ท่ียงั เปน็ ตวั อ่อนในครรภต์ ลอดจนช่วงปฐมวัยไว้ในมาตรา 5 ของ พรบ. • ขับเคล่ือนการจัดทํา “มาตรฐานและแนวปฏิบัติท่ีดีเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย” ตามที่ กําหนดไว้ใน “พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562” ทดแทน “มาตรฐานสถานพัฒนาเด็ก
70 ปฐมวัยแห่งชาติ” ฉบับที่รัฐมนตรีได้เห็นชอบในวันท่ี 2 มกราคม ปี 2562 โดยให้ครอบคลุมจุดอ่อนทั้งระบบ การดูแลสุขภาวะและส่งเสริมเรียนรู้เด็กปฐมวัยอายุตํ่ากว่าสามปีและระบบการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมเรียนรู้ เด็กปฐมวยั กลมุ่ เปราะบาง • ขับเคลื่อนจัดทําสมรรถนะและตัวช้ีวัดการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้สอดคล้องกับ “มาตรฐานและ แนวปฏิบัติท่ีดีเก่ียวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย” ที่ถูกปรับแก้จุดอ่อน ทั้งการดูแลกลุ่มอายุตํ่ากว่าสามปีและกลุ่ม เดก็ พิเศษ พิการ และกลุ่มเปราะบาง 2.3 พัฒนากลไกนโยบาย ECCE ระดับท้องถิ่น ในมาตรา 6 “พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย พ.ศ. 2562” กําหนดใหม้ ีการพัฒนากลไกความรว่ มมือระดับท้องถิ่น โดยให้ “หน่วยงานของรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง มีภารกิจร่วมกันดําเนินการเพื่อให้มีการ พัฒนาเด็กปฐมวัย และดําเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีเก่ียวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย” การพัฒนากลไกระดับตําบลแบบบูรณาการภายใต้ ความรู้ ความเข้าใจ เจตคติท่ีถูกต้องของผู้มีส่วนได้เสีย จะ นําไปสคู่ วามสาํ เร็จของการจัดบรกิ ารตามจนิ ตภาพของระบบ กลไกนโยบาย ECCE ทอ้ งถน่ิ ที่สาํ คญั ได้แก่ • ด้านนโยบาย - พัฒนากลไกการบูรณาการภาคีการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัยในพื้นท่ี โดย จัดต้ัง “คณะกรรมการเด็กปฐมวัยระดบั ตาํ บล” • ด้านการพฒั นาศกั ยภาพระบบและผดู้ แู ลเด็ก - จัดทําแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับตําบล (local strategic plan for ECCE) ครอบคลุมการ พัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็ก แผนการสนับสนุนทรัพยากร การจัดสิทธิประโยชน์ มาตรฐานการ ปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล และการพัฒนาคุณภาพ โดยต้องครอบคลุมการพัฒนาเด็กแรก เกิดถึง 6 หรือ 8 ปี โดยเฉพาะต้องมีความชัดเจนในการจัดบริการกลุ่มเด็กแรกเกิดถึงสามปี การ ดแู ลกลุ่มเปราะบางซึง่ เปน็ จดุ ออ่ นของระบบ ECCE สว่ นกลาง • พัฒนาระบบข้อมูลปฐมวัยระดับตําบลโดยเช่ือมโยงทุกหน่วยในพื้นที่ และเช่ือมต่อกับ ฐานข้อมูลระดับชาติที่มีการลงทุนอยู่แล้ว เป็นระบบฐานข้อมูลปฐมวัยระดับตําบล (integrated data system in local level) สามารถใช้ร่วมกันได้ทุกหน่วยงาน โดยฐานข้อมูลระดับตําบลต้องสามารถติดตาม “ภูมิหลัง เดก็ และครอบครวั กระบวนการและผลลัพธก์ ารดูแล” ของเด็กปฐมวยั ได้ทกุ คน 2.4 แก้ไขจุดอ่อนของระบบการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมเรียนรู้เด็กปฐมวัยอายุต่ํากว่าสามปี โดย ผู้กาํ หนดนโยบาย ผู้ออกแบบระบบ ผบู้ รหิ ารระบบดาํ เนนิ การ • ด้านนโยบาย - ขับเคลื่อนให้ผู้กําหนดนโยบาย ผู้บริหารระบบให้ความสําคัญกับการจัดบริการมุ่งสู่ผลลัพธ์การ พัฒนาเด็กปฐมวัย “ต้ังแต่ที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ตลอดจนช่วงปฐมวัย” มาตรา 5 ของ “พระราชบัญญตั ิการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั พ.ศ. 2562”
71 - ปรับปรุงแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งในระดับชาติและระดับท้องถ่ิน มาตรฐาน-สมรรถนะ-ตัวชี้วัด การดูแลสุขภาวะและการส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัยให้ครอบคลุมเด็กแรกเกิดถึง 6 หรือ 8 ปีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะต้องมีความชัดเจนในการจัดบริการกลุ่มเด็กแรกเกิดถึงสามปี ได้แก่ การดูแลในครัวเรือนโดย ครอบครวั พเ่ี ลี้ยงเดก็ ทร่ี บั จา้ งตามบา้ น และบา้ นรับเลยี้ งเดก็ ขนาดเล็ก - พัฒนาส่งเสริมความรับผิดชอบต่อครอบครัวของบุคลากรภายในองค์กร โดยการส่งเสริมการ เลี้ยงดูลูกโดยแม่อย่างน้อย 6 เดือน และส่งเสริมการจัดห้องเล้ียงดูเด็กในองค์กรขนาดใหญ่ ในรูปแบบท่ีมีการ เล้ยี งดูร่วมระหวา่ งแมก่ บั ผดู้ แู ลเดก็ หรือโดยผู้ดูแลเด็กเอง โดยเป็นไปตามมาตรฐาน • ด้านการพัฒนาศกั ยภาพผดู้ แู ลเดก็ ปฐมวัยอายตุ ํา่ กว่า 3 ปี - ออกแบบระบบให้กลุ่มผู้ดูแลเด็กปฐมวัยอายุตํ่ากว่าสามปี “ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และผู้ ประกอบวิชาชีพผู้เลี้ยงดูเด็กตามบ้านและบ้านรับเล้ียงเด็กขนาดเล็กในชุมชน” เป็น (เปรียบเสมือนเป็น) วิชาชีพ “ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในระบบ” ที่สามารถให้การดูแลเด็กให้บรรลุเป้าหมายด้านสุขภาวะองค์รวม การ เรียนรู้ต่อเน่ืองตลอดชีวิต และการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย ตามมาตรฐาน (รายละเอียดดังกล่าวใน ข้อ 1 practice-based capacity for all children) - หน่วยฝึกอบรม พัฒนาระบบ/หลักสูตรการฝากอบรมพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้รับจ้างเล้ียงเด็ก และ จัดการ ฝากอบรมเพ่ือให้กลุ่มผู้ดูแลเด็กน้ีบรรลุมาตรฐานความรู้เบื้องต้น รวมทั้งจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลต่อเนื่องให้เป็นไปตามแนวทางเพ่ือบรรลุเป้าหมาย (pre-service and in-service training) โดยเฉพาะอย่างย่ิงให้ความสําคัญกับผู้ดูแลเด็กท่ีมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง ประเภทตา่ งๆ • ด้านการสนบั สนนุ ทรพั ยากรและจัดสิทธิประโยชน์ - สนับสนุนการเลี้ยงดูโดยมารดา โดยชดเชยรายได้มารดาท้ังที่อยู่ในระบบแรงงานและนอก ระบบแรงงาน ต้ังแต่แรกคลอดถึงอย่างน้อยเมื่อทารกอายุ6 เดือน ซ่ึงตรงกับนโยบายนมแม่ที่ต้องการให้มารดา ให้นมบุตร ถึงอายุ 6 เดือน ในปัจจุบันรัฐชดเชยรายได้มารดาเฉพาะมารดาที่ทํางานในระบบ และชดเชยถึงอายุ 3 เดือน รวมท้ังสนับสนุนเงินอดุ หนนุ เล้ียงดบู ตุ ร 600 บาทตอ่ เดอื นถึงอายุ 6 ปเี ฉพาะกลมุ่ คนยากจน - สนับสนุนการจัดบริการการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัยท่ีอายุน้อยกว่าสาม ปี ผ่านผู้ให้บริการทั้งประเภทครัวเรือนและประเภทบ้านรับเลี้ยงเด็กขนาดเล็กผ่านการประเมินความรู้ ความสามารถเช่นเดียวกับการสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยหรือโรงเรียนอนุบาลท่ีจัดบริการให้กลุ่มเด็กอายุ มากกว่า 3 ปี (รัฐสนับสนุนอาหารกลางวัน นม งบประมาณการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านผู้ให้บริการ) โดยรัฐอาจ ผูกเงื่อนไขการใช้บริการน้ีกับโครงการเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตรซึ่งปัจจุบันเป็นแบบไม่มีเง่ือนไข (รัฐสนับสนุน 600 บาทตอ่ เดอื นถงึ อายุ 6 ปเี ฉพาะกลมุ่ คนยากจน) • ด้านการพฒั นามาตรฐานการดูแลและระบบข้อมูล - ปรับปรุง “มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ” ฉบับที่รัฐมนตรีได้เห็นชอบในวันท่ี 2 มกราคม ปี 2562 ให้เป็น “มาตรฐานการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนรู้ปฐมวัย” โดยเพ่ิมเติมใน
72 รายละเอียดของมาตรฐานการดูแลเด็กปฐมวัยในกลุ่มการดูแลในครัวเรือน โดยพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และผู้ ประกอบวิชาชีพผู้เล้ียงดูเด็กตามบ้านและกลุ่มบ้านรับเลี้ยงเด็กขนาดเล็กในชุมชน ท้ังด้านการบริหาร ด้าน บริการ และด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเป้าหมายจินตภาพเด็กท่ีพึงประสงค์เดียวกัน ได้แก่ สุขภาวะองค์รวม ทักษะการเรียนรู้ ตลอดชวี ิต และการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย - ปรับปรุงระบบข้อมูลปฐมวัย (ECD) ให้ครอบคลุม กลุ่มผู้ดูแลเด็กปฐมวัยอายุตํ่ากว่าสามปี “ทั้ง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และผู้ประกอบวิชาชีพผู้เลี้ยงดูเด็กตามบ้านและบ้านรับเลี้ยงเด็กขนาดเล็กในชุมชน” ให้มี คุณภาพ เช่นเดียวกับกลุ่มบ้านรับเลี้ยงเด็กท่ีมีเด็กมากกว่า 6 คน ศูนย์พัฒนาปฐมวัย หรือโรงเรียนอนุบาล ทั้ง ข้อมูลสว่ นของผู้ให้บรกิ าร ผรู้ บั บริการ กระบวนการบรกิ าร และผลลพั ธก์ ารบริการ 2.5 พัฒนาระบบการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมเรียนรู้เด็กปฐมวัยกลุ่มเปราะบาง ท้ังกลุ่มที่ยังอยู่ นอกระบบศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยและโรงเรียนอนุบาล และกลุ่มที่เข้าสู่ในระบบแล้ว พบว่าการลงทุนในระบบ ECCE ได้ผลลัพธ์ท่ีดีที่สุดในกลุ่มเด็กท่ีมีภูมิหลังถูกเลี้ยงดูไม่เหมาะสมหรือมีภาวะความยากจน อย่างไรก็ตาม ความยากลําบากของการจัดบริการให้แก่เด็กปฐมวัยกลุ่มเปราะบางอยู่ที่การขาดผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กท่ีมี ศักยภาพท่ีจะร่วมเป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือนําพาเด็กมาเช่ือมต่อกับระบบที่ถูกจัดไว้ให้ กลไกที่สําคัญ ในการจดั ระบบ ECCE สําหรบั เด็กกลมุ่ น้ีประกอบดว้ ย • ด้านนโยบาย - ขับเคล่ือนให้ผู้กําหนดนโยบาย ผู้บริหารระบบเห็นความสําคัญของการเชื่อมโยงงานการ คุ้มครองเด็กกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยตาม “พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562” ท่ีกําหนดให้รัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องจัดบริการมุ่งสู่ผลลัพธ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้อยู่รอดปลอดภัยและได้รับความ คุ้มครองใหพ้ น้ จากการลว่ งละเมิดไม่ว่าในทางใด - ระบบคุ้มครองเด็กท้องถิ่น ต้องครอบคลุมงานการคัดกรองระดับความเสี่ยงต่อการได้รับการ เลี้ยงดไู ม่เหมาะสมในเดก็ ปฐมวยั ทุกคน และดําเนินการแทรกแซงในกรณกี ลมุ่ ความเส่ยี งสงู • ด้านการพัฒนาศักยภาพผดู้ ูแลเดก็ ปฐมวัยอายุตํ่ากว่า 3 ปี - ลงทุนพัฒนาพ่อแม่ หรือผู้ดูแลทดแทนในครัวเรือนกลุ่มเสี่ยงสูง ให้เป็น ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยใน ระบบ ตามมาตรฐาน - การฝึกอบรมกระบวนการเยย่ี มบา้ น คัดกรองกลุ่มเสีย่ งสูงต่อการได้รบั การเลีย้ งดไู มเ่ หมาะสม – การพัฒนาระบบคัดกรองเด็กปฐมวัยกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการได้รับการดูแลและการพัฒนาไม่ เหมาะสมในระดับตําบล โดยต้องเร่ิมต้นต้ังแต่การคัดกรองมารดากลุ่มเส่ียงสูงเพื่อให้การดูแลกลุ่มตัวอ่อนใน ครรภ์มารดา ระบบคัดกรองกลุ่มเด็กมีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ (adverse childhood experiences) การพัฒนาระบบคัดกรองกลุ่มเด็กพิการ เด็กพิเศษ เด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเชื่อมโยงกับระบบการลงทะเบียน เด็กพกิ าร และเด็กพิเศษ – การฝึกอบรมการดูแลเด็กพิเศษ เด็กมีปัญหาพัฒนาการ เด็กมีความพิการ การจัดการเรียนร่วม (inclusive education and care)
73 - การฝึกอบรมการดูแลเด็กมีบาดแผลทางใจ มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ (trauma informed education and care) - การฝึกอบรม การคมุ้ ครองเดก็ (child protection) - ฝึกอบรมผู้ดูแลเด็กทุกประเภทให้มีความรู้ ทักษะการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนรู้ เด็ก ปฐมวัยกลมุ่ เปราะบาง • ด้านการสนับสนุนทรพั ยากรและจัดสทิ ธิประโยชน์ - พัฒนาสิทธิประโยชน์เพ่ือการจัดบริการคัดกรองกลุ่มเส่ียงสูงต่อการได้รับการเล้ียงดูไม่ เหมาะสม รวมท้ัง การดาํ เนนิ กจิ กรรมของทมี บูรณาการในการเยี่ยมบา้ น - พัฒนาสิทธิประโยชน์เชิงอุปสงค์ อุปทาน เพ่ือจัดการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนในกลุ่ม เด็กพิเศษ เด็กมีปัญหาพัฒนาการ เด็กมีความพิการ การจัดการเรียนร่วม (inclusive education and care) เด็กมีบาดแผลทางใจ มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ (trauma informed education and care) เด็กที่ ต้องรับการคมุ้ ครอง (child protection) - การจัดชุดสิทธิประโยชน์อย่างมีเงื่อนไขแก่กลุ่มเด็กเสี่ยงสูงเพ่ือรับการดูแลสุขภาวะและส่งเสริม การเรียนรู้ปฐมวัยโดยผูกเง่ือนไขกับการรับบริการจากผู้ให้บริการท่ีมีคุณภาพได้รับการรับรอง สิทธิประโยชน์ ของมารดาต้ังครรภ์ท่ีเป็นกลุ่มเปราะบาง สิทธิประโยชน์ของเด็กกลุ่มเปราะบางในการรับบริการการเล้ียงดู เสริมในช่วงอายุแรกเกิดหรือหลังสามเดือนที่ผู้ดูแลเด็กต้องกลับไปทํางานจนถึงอายุสามปีก่อนเข้าศูนย์พัฒนา เด็กปฐมวัย สิทธิประโยชน์ของเด็กกลุ่มเปราะบางในการรับบริการพิเศษด้วยนวัตกรรมครอบครัว นวัตกรรม การพัฒนาเด็ก เพื่อการแก้ไขปัญหาการได้รับประสบการณ์ ไม่พึงประสงค์ (adverse childhood experience: ACE) ความเครียดเป็นพิษ (toxic stress) ของเด็กการติดตามเย่ียมบ้าน ให้คําแนะนํา ให้ การ ฝึกอบรม ฝกึ การใช้เครอ่ื งมอื ต่าง ๆ • ด้านการพัฒนามาตรฐานการดแู ลและระบบข้อมลู – พัฒนาพื้นที่ร่วมเด็กและครอบครัว (co child-family space) ในชุมชนเพื่อให้แม่นําเด็กกลุ่ม เส่ียงสูงมาเล่นเพ่ือส่งเสริมพัฒนาการและประเมินสุขภาวะ รวมท้ังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีผู้ดูแลเด็ก ปฐมวัย ในชุมชนเปน็ ผู้ชว่ ยเหลือ - พัฒนาระบบบริการที่ให้ความสําคัญกับการคุ้มครองเด็ก (child protection) การดูแลเด็กที่มี บาดแผลทางใจ การดูแลเด็กท่ีได้รับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์หรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม (trauma informed education and care) - พัฒนาระบบบริการที่มุ่งเป้าเพื่อลดความเหล่ือมลํ้าของสังคม โดยเอื้อกลุ่มเด็กจากครอบครัว ยากจนใหเ้ ข้าถงึ ได้ โดยการสนับสนนุ การจดั บรกิ ารหรือจัดสิทธปิ ระโยชนผ์ ู้รบั บรกิ าร - พัฒนาระบบบริการเพ่ือเด็กทั้งมวล เอื้อต่อการเข้าถึงของกลุ่มเด็กทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก พเิ ศษ เด็กพกิ าร เด็กเปราะบางแบบต่าง ๆ (inclusive education and care)
74 - พัฒนารูปแบบการเรียนร่วม การดูแลร่วมเพื่อเด็กท้ังมวล (inclusive child care) และรูปแบบ การดแู ลร่วมโดยคาํ นงึ ถึงเดก็ ท่มี บี าดแผลทางใจ (trauma informed ECCE) - พัฒนามาตรฐาน การคัดกรองเดก็ กลมุ่ เสี่ยงสูงต่อการได้รบั การเลยี้ งดไู มเ่ หมาะสม - พัฒนามาตรฐานการจัดการดูแลสุขภาวะและส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกับเด็กพิเศษ เด็กมีปัญหา พัฒนาการ เด็กมีความพิการ การจัดการเรียนรว่ ม (inclusive education and care) เด็กมีบาดแผลทางใจ มี ประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ (trauma informed education and care) เด็กที่ต้องรับการคุ้มครอง (child protection) - พฒั นาระบบขอ้ มูล การคดั กรองเด็กกลมุ่ เสยี่ งสูงต่อการได้รบั การเลย้ี งดูไมเ่ หมาะสม - พัฒนาระบบข้อมูลเด็กพิเศษ เด็กมีปัญหาพัฒนาการ เด็กมีความพิการ การจัดการเรียนร่วม (inclusive education and care) ในระบบ ECD - พฒั นาระบบขอ้ มลู เดก็ มีบาดแผลทางใจ มปี ระสบการณช์ วี ิตไม่พึงประสงค์ (trauma informed education and care) ในระบบ ECD - พัฒนาระบบขอ้ มูลเดก็ ที่ตอ้ งรับการคมุ้ ครอง (child protection) ในระบบ ECD
75 12 ข-อเสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวิจัยพัฒนาแบบทดสอบความถนัดสําหรับเยาวชน และหลักสตู รคา่ ยเยาวชนตามความถนัดของผเู้ รียน
76 เป้าหมายท่ี 4 สรา้ งหลกั ประกนั วา่ ทกุ คนมกี ารศึกษาท่ีมคี ณุ ภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทยี ม และ สนับสนนุ โอกาสในการเรียนรตู้ ลอดชีวติ (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ข#อเสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวจิ ยั สู6การพัฒนาเดก็ อย6างยง่ั ยืน 1. โรงเรียนนำแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูEที่สอดคลEองกับหลักพหุปeญญา ท่ีสามารถส@งเสริมใหEเด็ก แต@ละคนมีความแตกต@างกัน ทั้งในดEานความสามารถ และลักษณะการเรียนรEู หรือลักษณะเฉพาะของ แต@ละคนและเกิดความแตกต@างท่ีหลากหลาย (Diversity) ทำใหEสามารถนำมาใชEใหEเกิดประโยชน%แก@ ส@วนรวมไดE อยา@ งเตม็ ศกั ยภาพ 2. โรงเรียนนำชุดทดสอบและแบบประเมินความถนัดตามหลักการพหุปeญญาท้ัง 8 ดEาน สำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนตEนที่มีค@าคุณภาพของชุดทดสอบท่ีอยู@ในระดับที่นำไปใชEประเมินนักเรียนเพื่อใหEรEู ความถนดั หลกั และความถนดั รองเพ่ือเตรยี มตัวดEานการศกึ ษาและความพรอE มดEานอาชีพ
77 โครงการวจิ ยั พฒั นาแบบทดสอบความถนัดสําหรับเยาวชน และหลักสตู รค่ายเยาวชน ตามความถนัดของผเู้ รียน ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรินทร์ เสรี ในการพัฒนาประเทศ การเตรียมความพร้อมเด็กเยาวชนท่ีมีศักยภาพการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความ ต้องการทรัพยากรบุคคลท่ีมีคุณภาพของตลาดแรงงานเป็นสิ่งสําคัญในการพัฒนาและเพ่ิมขีดความสามารถใน การแข่งขันให้แก่ประเทศ การพัฒนาเด็กเยาวชนให้สามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพตามความถนัดและเชี่ยวชาญ ของตนเอง และตอบสนองต่อความต้องการบุคลากรในวิชาชีพต่าง ๆ ของแต่ละพื้นท่ี มีทักษะชีวิตท่ีจําเป็นใน ศตวรรษท่ี 21 สอดคล้องกับวิชาชีพ มีคุณธรรมจริยธรรม และสามารถปรับตัวให้เท่าทัน กับการเปลี่ยนแปลง รอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจําเป็นต้องได้รับการออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดรับกับ การพัฒนาศักยภาพดังกล่าว โดยต้องให้เด็กและเยาวชนได้รู้ถึงความชอบ ความถนัด และปลดปล่อยศักยภาพ ของตนเองออกมาได้อย่างเต็มท่ีตั้งแต่ช่วงต้นของการเรียนรู้และมุ่งสู่ทิศทางการประกอบอาชีพ ผ่านการจัดค่าย เยาวชนตามความถนัดของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ให้เข้าถึงทักษะท่ีจําเป็นในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพ ในศตวรรษท่ี 21 รวมไปถึงทักษะสําคัญท่ีใช้ในการเรียนรู้และการทํางาน เช่น ทักษะการแก้ปัญหาเชิงซ้อน ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการบริหาร จัดการบุคคล ทักษะการสื่อสารและทํางาน ร่วมกับผู้อื่น การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ทักษะการตัดสินใจ ทักษะมุ่งเน้นการให้บริการ ทักษะการ เจรจาต่อรอง ทักษะการปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ รวมถึงการชี้แนะแนวทางให้เด็กและเยาวชนมีเจตคติท่ีดีต่อการ เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซ่ึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้มี ความรู้ความสามารถ สอดคล้องกับความถนัด มีทักษะชีวิตที่จําเป็นในศตวรรษท่ี 21 เพ่ือนําไปสู่การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับความถนัดเชี่ยวชาญของตนเอง โดยผลการวิจัยสามารถนําไปสู่ข้อเสนอแนะ เชงิ นโยบายไดด้ งั ต่อไปน้ี 1. โรงเรียนนําแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักพหุปัญญา ที่สามารถส่งเสริมให้ เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ท้ังในด้านความสามารถ และลักษณะการเรียนรู้ หรือลักษณะเฉพาะของแต่ ละคนและเกิดความแตกต่างท่ีหลากหลาย (Diversity) ทําให้สามารถนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ อยา่ งเต็มศกั ยภาพ 2. โรงเรียนนําชุดทดสอบและแบบประเมินความถนัดตามหลักการพหุปัญญาท้ัง 8 ด้าน สําหรับ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นท่ีมีค่าคุณภาพของชุดทดสอบท่ีอยู่ในระดับท่ีนําไปใช้ประเมินนักเรียนเพ่ือให้รู้ ความถนดั หลักและความถนดั รองเพอื่ เตรยี มตัวด้านการศกึ ษาและความพร้อมด้านอาชพี
78 13 ขอ- เสนอแนะเชงิ นโยบาย โครงการวิจยั สFงเสรมิ และประเมินทกั ษะการคดิ เชิงบรหิ าร (EF) ในเด็กปฐมวัยโดยครผู Fานกจิ กรรมการเรียนรใูJ นหอJ งเรียน
79 SDG เปา้ หมายที่ 3 สร2างหลกั ประกนั ว<าคนมชี ีวิตท่ีมสี ขุ ภาพดีและส<งเสริมสวัสดภิ าพสำหรับทุกคนในทุกวัย (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) เปา้ หมายท่ี 4 สรา้ งหลักประกนั วา่ ทุกคนมกี ารศึกษาทมี่ ีคณุ ภาพอย่างครอบคลุมและเทา่ เทยี ม และสนับสนนุ โอกาส ในการเรียนรู้ตลอดชวี ิต (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong) ขอ# เสนอแนะเชิงนโยบายจากงานวจิ ัยสูก6 ารพัฒนาเด็กอย6างยัง่ ยืน 1. ครแู ละพอ< แม< เฝา‚ ระวังติดตาม และประเมนิ ทกั ษะ EF เด็กอย<างตอ< เนื่อง 2. ให2ความรค2ู วามเข2าใจพอ< แม<และครใู นการฟ~น} ฟูและสง< เสริมทกั ษะ EF แกเ< ด็ก 3. เปƒดโอกาสให2เด็กได2วางแผนในการทำกิจกรรม ลงมือทำเอง โดยคอยติดตามการทำกิจกรรมอยู< ห<างๆ ให2เดก็ ได2เรยี นรแู2 ละแกป2 ญZ หาเอง ช<วยเมื่อจำเปนx ใหเ2 ด็กไดร2 2ูสกึ สำเรจ็ และชมแชย 4. หลีกเลี่ยงการตีตรา ลงโทษอย<างรุนแรงทั้งร<างกายและจิตใจเพราะความเครียดส<งผลให2 ความสามารถในการเรยี นรข2ู องเดก็ ลดลง 5. จัดพื้นที่การเรียนรู2แก<เด็กและครอบครัว (Family and Child Space) ใช2เวลาคุณภาพทำ กิจกรรมรว< มกับเดก็ ทั้งในบ2าน โรงเรียน และชมุ ชน 6. สร2างระบบการสง< เสรมิ สง< ต<อ และติดตามเปxนระยะในเดก็ ทมี่ คี วามบกพร<องEFและเด็กกลุ<มเส่ยี ง
80 โครงการวิจยั ส/งเสริมและประเมินทักษะการคดิ เชงิ บรหิ าร (EF) ในเด็กปฐมวยั โดยครู ผ/านกจิ กรรมการเรียนร$ใู นหอ$ งเรยี น อาจารย0 ดร. นุชนาฎ รักษี ทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Function - EF) การคิดขั้นสูงเกี่ยวกับกระบวนการ ทางสมองท่ีนำความจำจากประสบการณ%ในอดีตมาเชื่อมต@อกับสถานการณ%ปeจจุบันเพ่ือเปZนขEอมูลในการ ตัดสินใจ วางแผน การจัดลำดับความสำคัญ การริเร่ิมลงมือทำงาน การยืดหยุ@นและปรับเปล่ียนเพื่อแกEปeญหา ดEวยวิธีใหม@ๆ และการควบคุมยับย้ังอารมณ% เพ่ือใหEบรรลุเปhาหมายที่กำหนดไวE หรือทำกิจกรรมไดEสำเร็จตาม ที่ตั้งไวE การศึกษาครั้งน้ีจึงมีวัตถุประสงค%เพื่อส@งเสริมและประเมินทักษะ EF และพัฒนาการท้ังดEานร@างกาย ภาษา การเรียนรEูปรับตัว และอารมณ%สังคม เด็กปฐมวัยในหEองเรียนโดยครู โดยจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฎิบัติ การใหEครูมีความรEูความเขEาใจในทักษะ EF และพัฒนาการเด็ก (Child Development) ตระหนักเห็น ความสำคัญของบทบาทตนเองในการนำความรูEไปประเมิน ส@งเสริม และติดตาม EF และพัฒนาการเด็กเปZน ระยะที่โรงเรียน รวมทั้งใหEความรEูกับพ@อแม@เพ่ือส@งเสริมเด็กที่บEานอีกทาง โดยศึกษานำร@องในเด็กปฐมวัยท่ีมี อายุระหว@าง 3-6 ปP จำนวน 136 คน ท่ีกำลังศึกษาอยู@ในศูนย%พัฒนาเด็กเล็กวัดหEวยโป‰ง เขตเทศบาลเมืองมาบ ตาพดุ และศูนย%พัฒนาเด็กเลก็ เทศบาลตาบลมาบข@าพัฒนา เขตเทศบาลตาบลมาบข@าพฒั นา จังหวัดระยอง ในการประเมินประสิทธิผลการส@งเสริมเด็กในระยะเวลา 2 เดือน สรุปในภาพรวมพบว@าการศึกษาของ พ@อแม@ รEอยละ 43.6 นEอยกว@าหรือเท@ากับระดับมัธยมศีกษาตอนตEน, รEอยละ 33.1 รายไดEนEอยกว@าหรือเท@ากับ 10,000 บาท, ในการเล้ียงดูลูกพบว@า รEอยละ 77.9 ทำกิจกรรมร@วมกับลูก 1 ครั้ง/สัปดาห% และไม@พบครอบครัว ท่ีทำกิจกรรมร@วมกับลูกทุกวันหรือสัปดาห%ละ 2-3 และ3-4 คร้ัง, เด็ก รEอยละ 31.6 ดูทีวีมากกว@า 2 ช.ม/วัน, รูปแบบการเล้ียงดูของพ@อแม@ยังขาดความรEูความเขEาใจ รEอยละ 11.8 ใหEลูกทำคำสั่งพ@อแม@ทุกอย@าง และรEอยละ 8.7 ดุว@าอย@างรุนแรงหรือลงโทษ ในสถารการณ%ที่ลูกดื้อไม@ยอมทำตามท่ีบอก, รEอยละ 5.9 พบความรุนแรงใน ครอบครัว และพบว@า พ@อแม@มีการใชEสมุดสุขภาพเพียง รEอยละ 63.3 ดEานสุขภาพ เด็กมีภาวะโภชนาการสม ส@วน รEอยละ 62.5, อEวน รEอยละ 8.8, ค@อนขEางผอม รEอยละ 9.6 ในส@วนพัฒนาการ Child Development พบว@าในภาพรวมก@อนการส@งเสริมของเด็กทั้ง 2 กล@ุม พบว@ามีพัฒนาการสงสัยล@าชEาถึง รEอยละ 74.4 และสมวัย เพียง รEอยละ 25.6 ส@วนหลังการส@งเสริมพบว@ามีเด็กมีพัฒนาการสมวัยเพ่ิมขึ้นจาก รEอยละ 25.6 เปZน รEอยละ 53.3 ในกลุ@มทดลอง เด็กมีพัฒนาการปกติสมวัยเพ่ิมขึ้นจาก รEอยละ 13.5 เปZน รEอยละ 36.0 ซึ่งเพิ่มข้ึนหลัง การส@งเสริม รอE ยละ 22.5 ดEานทักษะ EF ประเมินดEวยแบบประเมิน MU-EF 101 ก@อนการส@งเสริมท้ัง2กลุ@ม พบว@า ในกล@ุม ทดลองท่ีครูไดEทำกิจกรรมส@งเสริมในหEองเรียนกับเด็กนั้นหลังการส@งเสริมเด็กมีทักษะ EF ในระดับปกติ เพ่ิมข้ึน จาก รEอยละ 48.4 เปZน รEอยละ 86.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังการส@งเสริมถึง รEอยละ 38.1 เพิ่มขึ้นมากกว@ากล@ุมควบคุม และมีทักษะ EF ดEานการยับย้ังชั่งใจดีขึ้น เม่ือทำการเปรียบเทียบทักษะ EF ระหว@างกลุ@มทดลองที่ไดEรับการ ส@งเสริม กับกลุ@มควบคุมพบว@า คะแนนเฉลี่ยทักษะEF ภาพรวมในกล@ุมทดลอง หลังไดEรับการส@งเสริมสูงกว@า
81 กล@ุมก@อนควบคุมอย@างมีนัยสำคัญที่ 0.05 และคะแนนเฉล่ียทักษะEF ดEานการยับย้ังชั่งใจ ในกลุ@มทดลองหลัง ไดรE บั การส@งเสรมิ สงู กวา@ กลุ@มกอ@ นควบคมุ อย@างมนี ัยสำคัญที่ 0.05 นอกจากน้ันพบว@าครูที่ไดEรับการอบรมมีความรูEความเขEาใจ EF มี EF ที่ดี มีทัศนคติและความตั้งใจใน การส@งเสริมเด็ก สามารถเขียนแผนการสอนและทำกิจกรรมส@งเสริม EF และ Development เด็กในหEองเรียน ไดE รวมท้ังสามารถประเมินทักษะ EF เด็กไดE นอกจากน้ันในการศึกษาครั้งน้ีพบเด็กกลุ@มเส่ียงท่ีพบว@ามีปeญหา ทั้งดEานร@างกาย สติปeญญา และจิตใจ และคณะวิจัยไดEศึกษาถึงปeจจัยเชิงลึกที่ส@งผลกระทบต@อพฤติกรรม พัฒนาการและ EF ของเด็ก โดยใหEคำแนะนำการส@งเสริมแก@ครู และพ@อแม@ในการส@งเสริมเบ้ืองตEน รวมทั้ง แนะนำการส@งต@อหน@วยงานสุขภาพในพื้นท่ีเพื่อการประเมินและฟcdนฟูโดยนักวิชาชีพอย@างทันท@วงทีและต@อเน่ือง ความสำเร็จในการศึกษานำร@องครั้งน้ีเกิดข้ึนจาก collaboration model ความร@วมมือจากท้ังหน@วยงาน ทEองถ่ินทั้งเทศบาลและคุณครูศูนย%พัฒนาเด็กเล็กหEวยโป‰งและมาบข@าพัฒนา หน@วยงานดEานวิชาการ (สถาบัน ทางชาติเพ่ือการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล) และหน@วยงานภาคเอกชนท้ังบริษัทรักลูก เลิร%นนิ่ง กร¯ุปและบริษัทดาว เคมิคอล ที่ใหEการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานในจังหวัดนำร@องเมืองระยองผาสุก เพ่ือนำไปสู@การพัฒนาเด็กและเยาวชนใหEเติบโตเปZนผEูใหญ@ที่มีศักยภาพในการทำงาน รองรับการเติบโตทาง เศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แผนยุทธศาสตร%ภายใตEไทยแลนด% 4.0 เพราะการพัฒนา คุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัยในวันน้ี เพื่อนำไปสู@การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ที่มีความสำคัญต@อการพัฒนา ประเทศในระยะยาวตอ@ ไป งานวิจัยน้ีไดEจัดทำขEอเสนอจากงานวิจัยสู@การพัฒนาเด็กอย@างยั่งยืน ในเวทีประชุมวงผูEว@าราชการ จังหวัดระยอง ในวันท่ี 27 มี.ค 2562 คณะวิจัยของสถาบันไดEไปนำเสนอคืนขEอมูลผลงานวิจัย”โครงการ ส@งเสริมและประเมิน EFเด็กโดยครูผ@านกิจกรรมในหEองเรียน พ้ืนที่นำร@องจังหวัดระยอง” ในเวทีประชุมวงผEูว@า ราชการจังหวัดระยอง ที่มีหัวหนEาส@วนงานต@างๆและมีวาระที่นำไปส@ูการขยายผลโครงการพัฒนา EF เด็กโดย ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน จากพื้นท่ีนำร@องใหEครอบคลุมทั้งจังหวัด โดยการบูรณาการความร@วมมือจากท้ัง ภาครัฐ (พมจ ระยอง) ร@วมกับ ภาคเอกชน และภาคชุมชนสาธารณะ โดย NICFD จะร@วมมือในดEานวิชาการ และนำไปส@ูการขยายผลอีก 18 โรงเรียนในจังหวัดระยอง จากงานวิจัยน้ีมีขEอเสนอจากวิจัยส@ูหน@วยงานทุกภาค ส@วนนำไปขับเคล่อื นเพ่อื การพัฒนาเด็กต@อไป ข2อเสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวจิ ัยส<กู ารพฒั นาเด็กอย<างยั่งยืน 1. สรEางความตระหนักใหEพ@อแม@ ครู เห็นความสำคัญในบทบาทของตนเองในเปhาหมายการพัฒนาเด็กใหE เก@ง ดี มีความสุข 2. พ@อแม@ ครู ใหEความรกั ความอบอน@ุ และความไววE างใจ มีสัมพนั ธภาพทด่ี ีกบั เด็ก 3. พ@อแม@ ครูและชุมชน มีการเฝhาระวังติดตามพัฒนาการตามวัย พัฒนาการ EF อย@างต@อเนื่องเปZนระยะ เพ่ือการพัฒนาและฟcdนฟูไดทE นั ท@วงที 4. ใหคE วามรคูE วามเขEาใจพ@อแม@และครใู นการสง@ เสริมพัฒนาการตามวัย และทักษะ EF แกเ@ ด็ก 5. สง@ เสรมิ ใหพE อ@ แม@ใชสE มดุ สุขภาพในการประเมิน ตดิ ตามและส@งเสริมพัฒนาการลกู
82 6. ใหEความรูEพ@อแม@ในเร่ือง การบรหิ ารจัดการการเงินของครอบครัว 7. สรEางความตระหนัก และใหEความรEูพ@อแม@ ครูในเร่ือง การดูแลความปลอดภัยในเด็ก Child Safety และสราE งสภาพแวดลEอมทป่ี ลอดภัย/ เมืองปลอดภัย สำหรบั เด็ก 8. สง@ เสริมภาวะโภชนาการ ลดปญe หาเด็กอวE น และปญe หาคอ@ นขEางผอม 9. ควรจัดสภาพสภาพแวดลอE ม วสั ดุ อปุ กรณท% เี่ อ้อื และใหโE อกาสใหEเดก็ ไดEเลอื ก ตัดสินใจ 10. พอ@ แม@ ครู ใชEเวลาคุณภาพ ทำกิจกรรมกับเด็กทกุ วัน และตงั้ เปhาหมายในการทำกจิ กรรมใหEชัดเจน 11. เป-ดโอกาสใหEเด็กไดEวางแผนในการทำกิจกรรม ลงมือทำเอง โดยคอยติดตามการทำกิจกรรมอย@ูห@างๆ ใหเE ดก็ ไดเE รยี นรEแู ละแกปE ญe หาเอง ช@วยเมอ่ื จำเปZน ใหEเดก็ ไดรE Eูสกึ สำเรจ็ และชมแชย 12. หลีกเลี่ยงการตีตรา ลงโทษอย@างรุนแรงทั้งร@างกายและจิตใจเพราะความเครียดส@งผลใหEความสามารถ ในการเรยี นรูขE องเด็กลดลง และสอนใหเE ด็กเขาE ใจอารมณ%ตนเองและผอEู ืน่ 13. ส@งเสริมพัฒนาการตามวัย และทักษะ EF แก@เด็กผผา@ นกิจกรรมประจำวัน กิจวัตรประจำตวั 14. การใชEส่ือ ท้ังสื่อส่ิงพิมพ% ส่ือโฆษณา ส่ือออนไลน%ต@าง ๆ และ campaign advertising ในการกระตุก ใจใหEตระหนัก และใหEความรEูต@าง ๆ เช@น “ไม@แนะนำใหEเด็กอายุนEอยกว@า 2 ปP ใชEอุปกรณ%เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารทุกชนิด”, “ไม@แนะนำใหEเด็กอายุนEอยกว@า 6 ปP ใชEอุปกรณ%เทคโนโลยี สารสนเทศและการส่ือสารโดยลำพัง”, “ไม@ควรใหEเด็กดูทีวีเล@นเกมมากเกินไปเพราะส@งผลต@อ พฒั นาการลา@ ชาE ” 15. จัดพื้นที่การเรียนรEูแก@เด็กและครอบครัว (Family and Child Space) ใหEทำกิจกรรมร@วมกันอย@าง สราE งสรรคท% ง้ั ในบาE น โรงเรยี น ชุมชน บรษิ ัทเอกชน โรงงาน ใหEเด็กไดEเรยี นรูใE นทุกพื้นที่ 16. สราE งระบบการสง@ เสรมิ สง@ ต@อ และตดิ ตามเปนZ ระยะในเดก็ กลุม@ เสย่ี งต@าง ๆ
83
84 14 ขอ- เสนอแนะเชิงนโยบาย โครงการวจิ ยั ความสัมพันธขH องโรคอว# นและความสามารถการคดิ เชิงบริหารของสมองในเด็กวยั เรียน
85 เป้าหมายท่ี 3 สร$างหลกั ประกันวา/ คนมีชีวิตท่ีมีสขุ ภาพดีและสง/ เสรมิ สวัสดิภาพสำหรบั ทุกคนในทกุ วัย (Ensure healthy lives and promote well-being for all at all ages) เปา้ หมายที่ 4 สรา้ งหลกั ประกันวา่ ทกุ คนมกี ารศกึ ษาทม่ี คี ุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และ สนบั สนนุ โอกาสในการเรยี นรู้ตลอดชวี ิต (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ขอ# เสนอแนะเชงิ นโยบายจากงานวิจยั ส6ูการพัฒนาเด็กอยา6 งยง่ั ยนื โครงการวิจัยคEนพบ “เด็กที่เปZนโรคอEวนจะมีคvวามเสี่ยงต@อทักษะความสามารถการคิดเชิงบริหารของ สมองลดลงและสมควรไดEรับการส@งเสริม” ดังนั้น การบูรณาการความร@วมมือของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร%วิจัยและนวัตกรรม เพ่ือ ประเมินภาวะโภชนการและประเมินทักษะการคิดเชิงบริหารของสมองเปZนประจำทุกภาคการศึกษา จะไดE ขEอมูลในเฝhาระวังติดตาม และเขEาไปส@งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพสมองของเด็กไทยใหEไดEรับความเท@าเทียม กัน
86 โครงการวิจยั ความสมั พนั ธข` องโรคอว$ นและความสามารถการคิดเชิงบรหิ ารของสมอง ในเดก็ วยั เรยี น อาจารย์ ดร. ศรลั ขุนวิทยา เด็กที่ไดEรับการดูแลและส@งเสริมใหEมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง รูEจักปhองกันตนเองจากโรค พฤติกรรมที่ไม@พึงประสงค%และสิ่งอันตราย เช@น สารเสพติด จะส@งผลใหEเด็กมีพัฒนาการทางกายสมวัยและ พรEอมรับการเรียนรEูอย@างมีศักยภาพ และเมื่อกล@าวถึงการเรียนรูEของเด็กนั้น นอกจากพัฒนาการดEานสติปeญญา (Intelligence) ท่ีตEองใหEความสำคัญแลEว ยังตEองมีการพัฒนาความสามารถในดEานอื่นๆร@วมดEวย โดยเฉพาะ ความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมอง (Brain executive function) ซึ่งเปZนความสามารถในการควบคุม ความคิดและการตัดสินใจที่ส@งผลทำใหEเกิดการกระทำส่ิงต@างๆไดEสำเร็จตามเปhาหมาย อีกท้ังความสามารถการ คิดเชิงบริหารของสมองมีความสำคัญอย@างมากต@อความสำเร็จทั้งในดEานการเรียนและการทำงานเมื่อเด็ก เจริญเติบโตถึงวัยทำงาน ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพสมองในวัยเด็กนั้นมีความสำคัญและควรทำควบคู@กับการ สง@ เสรมิ สุขภาพโดยเฉพาะการควบคมุ ภาวะโภชนาการ ขEอมูลจากระบบสารสนเทศสนับสนุนดEานการส@งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดลEอม กรม อนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปP พ.ศ. 2563 บ@งชี้ถึงเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปP จำนวน 3,694,661 คน มีภาวะ เร่ิมอEวนและอEวนจำนวน 215,267 คน หรือ รEอยละ 5.83 ซ่ึงหากไม@มีแนวทางการควบคุมที่ดี เด็กกลุ@มน้ีจะ เติบโตเปZนวัยรุ@นและผEูใหญ@ท่ีมีภาวะเสี่ยงดEานสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงานในอนาคต จากขEอมูล วิชาการดังกล@าว โครงการวิจัยจึงสนใจศึกษาความสัมพันธ%ของโรคอEวนและความสามารถการคิดเชิงบริหารของ สมองในเด็กวัยเรยี นและมีผลการวจิ ยั สรุปไดดE ังนี้ การวิจัยคร้ังน้ีเปZนการศึกษาแบบ cross sectional study ทำการศึกษาในเด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปP จำนวน จำนวน 428 คน เม่ือแบ@งกลุ@มตามภาวะโภชนาการ การวิจัยพบกล@ุมเด็กผอม จำนวน 33 คน (รEอยละ 7.7 ) กลุ@มเด็กปกติ จำนวน 261 คน (รEอยละ 60.9) กล@ุมเด็กภาวะน้ำหนักเกิน จำนวน 60 คน (รEอย ละ 14.1 ) และ กลุ@มเด็กอEวน จำนวน 74 คน (รEอยละ 17.3) การวิจัยครั้งนี้พบว@า เด็กวัยเรียนส@วนใหญ@มี จำนวนเพศชายและเพศหญิงใกลEเคียงกัน โดยเปZนเพศชายรEอยละ 49.5 และเปZนเพศหญิงรEอยละ 50.5 ขEอมูล ท่ีน@าสนใจคือมีจำนวนเด็กชายอEวนสูงกว@าเด็กหญิงประมาณ 1.5 เท@า การวิจัยพบขEอมูลสำคัญดEานพฤติกรรม การบริโภคของกลุ@มตัวอย@างเด็กวัยเรียน โดยพบว@าพฤติกรรมการบริโภคขนมหวานและเคร่ืองดื่มรสหวาน เช@น ขนมเบเกอรี่ เคEก พาย โดนัท น้ำอัดลม โกโกEเย็น ชาเย็น และการทานอาหารว@างวันละ 2 คร้ัง (ช@วงสายและ บ@ายทุกวัน) เปZนประจำจะส@งผลต@อการเกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอEวน โดยเด็กนักเรียนที่อย@ูในกลุ@มภาวะ น้ำหนักเกินและโรคอวE นมีพฤติกรรมดังกลา@ วสงู ถึงรEอยละ 55.3
87 เม่ือทำการศึกษาความสัมพันธ%ระหว@างภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอEวนกับความฉลาดทาง สติปeญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ% (EQ) ในกล@ุมตัวอย@างเด็กวัยเรียน การวิจัยพบความสัมพันธ%แบบ ผกผันหรือเชิงลบระหว@างภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอEวนกับความสามารถทางสติปeญญาและความฉลาดทาง อารมณ% โดยสามารถอธิบายไดEว@าเด็กวัยเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอEวนมีแนวโนEมจะมีความสามารถ ทางสติปeญญาและความฉลาดทางอารมณ%ตำ่ กว@าเกณฑ%ปกติ เมื่อทำการศึกษาความสามารถการคิดเชิงบรหิ ารของสมองแบบองค%รวม (Global Executive Composite: GEC) ในกลุ@มตัวอย@างเด็กวัยเรียน มีขEอมูลน@าสนใจคือ เด็กวัยเรียนมีความสามารถดังกล@าวอยู@ เกณฑป% กติรEอยละ 51.9 และรEอยละ 48.1 อยู@ในเกณฑ%ควรไดEรับการส@งเสริม อีกท้ังเมื่อทำการวิเคราะห%ปeจจัยที่ ส@งผลต@อความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองในกลุ@มตัวอย@างเด็กวัยเรียนมีผลดังน้ี ปeจจัยดEานภาวะ โภชนาการปกติ ปeจจัยดEานความฉลาดทางสติปeญญา (IQ) ปกติ ปeจจัยดEานความฉลาดทางอารมณ% (EQ) ปกติ ปeจจัยดEานการไม@มีโรคประจำตัว การทำกิจกรรมวาดรูประบายสี กิจกรรมดนตรี การทำกิจกรรมเล@นกับเพ่ือน การออกำลังกายและการเขEานอนอย@างเพียงพอ (10-12 ชม.) ส@งผลดีต@อทักษะความสามารถการคิดเชิงบริหาร ของสมอง ในทางตรงขEามปeจจัยดEานภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอEวน ปeจจัยดEานการมีโรคประจำตัว การ ทำกิจกรรมเล@นเกมคอมพิวเตอร%/ไอแพด/แทบเลตเปZนประจำ จะส@งผลทางลบต@อต@อความสามารถการคิดเชิง บรหิ ารของสมองเด็กวัยเรยี น จากผลการวิจัยคร้ังน้ี โครงการวิจัยจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพ่ือเฝhาระวังทางสาธารณสุข และทางการศกึ ษาสําหรับเดก็ วัยเรียนดังนี้ 1. การวิจัยคร้ังนี้แสดงถึงภาวะน้ำหนักเกินและโรคอEวนยังคงเปZนส่ิงท่ีควรเฝhาระวังทาง สาธารณสุขและถEาไม@มีมาตรการควบคุมที่เปZนรูปธรรม เด็กกล@ุมน้ีจะเติบโตเปZนวัยรุ@นและวัยผEูใหญ@ที่มีภาวะ เส่ียงทางสุขภาพในอนาคต อีกทั้งเมื่อวิเคราะห%ความสัมพันธ%ระหว@างภาวะน้ำหนักเกินและโรคอEวนกับ ความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองในเด็กวัยเรียนแลEว การวิจัยพบความสัมพันธ%แบบผกผันหรือเชิงลบ ซึ่งบ@งช้ีถึง “เด็กที่เปxนโรคอ2วนจะมีความเสี่ยงต<อทักษะความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองที่ลดลง และสมควรได2รับการส<งเสริม” ดังน้ันหน@วยงานดEานสาธารณสุขและการศึกษาจึงควรประเมินคัดกรองภาวะ โภชนการและทักษะการคิดเชิงบริหารของสมองเปZนประจำทุกภาคการศึกษาเพ่ือใชEเปZนขEอมูลเฝhาระวังและ ติดตามสุขภาพกายและสมองในเด็กวัยเรียน อีกท้ังจะมีประโยชน%ต@อการออกแบบกิจกรรมส@งเสริมในกลุ@มเด็กที่ สมควรไดEรับการพฒั นาอีกดวE ย 2. ขEอมูลการวิจัย แสดงถึงปeจจัยท่ีส@งผลต@อความสามารถการคิดเชิงบริหารของสมองในเด็กมี ทั้งทางดEานบวกและดEานลบ ดังนั้นผEูปกครอง โรงเรียน หน@วยงานที่เกี่ยวขEองควรตระหนักถึงปeจจัยที่ควร ส@งเสริมและปeจจัยใดที่ควรควบคุม ซ่ึงการวิจัยพบว@า การส@งเสริมพฤติกรรมการลดความอEวนในเด็กวัยเรียน สามารถช@วยควบคมุ พฤติกรรมและเจตคติการลดน้ำหนกั ในเด็กที่มนี ้ำหนักเกนิ มาตรฐานไดE
88 ขอขอบคุณ คณะทํางานเล่มข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการวิจัย ปี 2563-2564 ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ เขยี นงานวชิ าการท่ีเป้นประโยชน์ตอ่ การพัฒนาเด็กและครอบครัวไทยอย่างย่งั ยนื รองศาสตราจารย์ นายแพทยอ์ ดศิ ักดิ์ ผลิตผลการพมิ พ์ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. อธิวัฒน์ เจ่ียวิวรรธน์กลุ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงแกว้ ตา นพมณีจํารัสเลิศ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. บญั ญตั ิ ยงย่วน ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ปนดั ดา ธนเศรษฐกร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชั รนิ ทร์ เสรี อาจารย์ ดร. นุชนาฎ รักษี อาจารย์ ดร. ศรลั ขุนวิทยา อาจารย์ ดร. นนทสรวง กลีบผ้ึง สถาบันแหง่ ชาติเพื่อการพฒั นาเดก็ และครอบครวั มหาวิทยาลัยมหดิ ล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พทุ ธมณฑล จ.นครปฐม 73170 โทร. 0-2441-0602-8 โทรสาร. 0-2441-0167 www. cf.mahidol.ac.th Website Facebook
89
Search