ผลกระทบทางด้านเศรษฐกจิ และสังคมของกลุ่มผปู้ ระกอบอาชพี ในพ้ืนทตี่ ลาดชุมชน วัดสมานรตั นาราม จังหวัดฉะเชงิ เทรา ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโรคโควิด 19 นางสาวทิติภา ตงั ศริ ิ และคณะ การศกึ ษาวิจยั ฉบับนเ้ี ปน็ สว่ นหนึ่งของการศกึ ษาหลักสตู รปริญญาตรี สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครนิ ทร์ ปีการศึกษา 2564
ผลกระทบทางด้านเศรษฐกจิ และสงั คมของกลุ่มผปู้ ระกอบอาชีพในพื้นทต่ี ลาดชมุ ชน วดั สมานรัตนาราม จงั หวัดฉะเชิงเทรา ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโรคโควิด 19 โดย นางสาวทติ ิภา ตงั ศริ ิ รหัสนักศึกษา 62003171009 นางสาวนฤมล จนั ทรอ์ นิ ทร์ รหัสนักศึกษา 62003171010 นางสาววลิ าศิณี สวัสด์ิมาก รหสั นกั ศึกษา 62003171013 นายเอกกวี วรรณโมลี รหัสนักศึกษา 62003171019 นายจิตรกร เวชสถล รหสั นกั ศกึ ษา 62003171026 นายธนบตั ร ทองจนั ทร์ รหสั นกั ศกึ ษา 62003171029 นายปริเยศ รอดเเก้ว รหัสนักศกึ ษา 62003171034 การศึกษาวจิ ัยฉบับนี้เป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษาหลักสตู รปริญญาตรี สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครินทร์ ปกี ารศึกษา 2564
ก ชื่อเร่ืองวิจัย : ผลกระทบทางดา้ นเศรษฐกิจและสังคมของกล่มุ ผปู้ ระกอบอาชพี ในพ้นื ที่ตลาดชมุ ชน วดั สมานรตั นารามจังหวัดฉะเชิงเทรา ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโรคโควิด 19 คณะผู้จดั ทำ : นางสาวทติ ภิ า ตังศิริ : นางสาวนฤมล จันทร์อนิ ทร์ : นางสาววลิ าศิณี สวสั ดิม์ าก : นายเอกกวี วรรณโมลี : นายจติ รกร เวชสถล : นายธนบตั ร ทองจันทร์ : นายปรเิ ยศ รอดเเก้ว ปรญิ ญา : คณะครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ท่ีปรกึ ษาวิจยั : อาจารย์ศิตภทั ร ศิริฉัตรเดชา ปีการศกึ ษา : 2564 บทคดั ยอ่ การศึกษา “ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนที่ตลาด ชุมชนวัดสมานรัตนารามจังหวัดฉะเชิงเทรา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19” มี วัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพ่ือศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมถึงการปรับตัวเพ่ือ แก้ไขปัญหาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนที่ตลาด ชุมชนวัดสมานรัตนาราม (2) เพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของกลุ่มผปู้ ระกอบอาชีพในพ้ืนทตี่ ลาดชมุ ชนวัดสมานรตั นารามตาม วิถีการดำเนินชีวิตใหม่ New normal ในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยคร้ังนี้ ใช้วิธีการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience sampling) จากกลุ่มผู้ประกอบอาชีพจำนวน 234 ร้าน เป็นจำนวน 50 ร้าน ประกอบด้วย อาชีพอิสระด้านการค้าขาย และ อาชีพอิสระด้านบริการ การ ดำเนินการวิจัยคร้ังนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการวิจัยเชิงปริมาณ และใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเป็น เคร่อื งมอื ในการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ ผลการวจิ ัยพบว่า ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนท่ีตลาดชุมชน วัดสมานรัตนารามจังหวัดฉะเชงิ เทรา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในภาพรวมอยู่ ในระดับปานกลางโดยรายได้ลดลง รายจ่ายเพ่ิมขึ้น การออมลดลง และหนี้สินเพิ่มขึ้น ผลกระทบ ทางด้านสังคมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนที่ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามจังหวัดฉะเชิงเทรา ใน
ข สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประกอบไปด้วย การ เดินทางไปในสถานท่ีต่างๆ ต้องใช้ความระมัดระวัง ปัญหาในการเดินทางมาค้าขาย ปัญหาในการ ติดต่อสัมพันธ์กับผู้อ่ืน และปัญหาด้านสุขภาพจิต ปัญหาด้านสุขภาพกาย ปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุ (การดูแลสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาล) ปัญหาในการดูแลเด็ก (การดูแลสุขภาพและการ เรียนออนไลน์) และปัญหาในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ใน ด้านการปรบั ตัวพบว่า กลุ่มผปู้ ระกอบอาชีพในพื้นท่ีตลาดชุมชนวัดสมานรตั นารามจังหวัดฉะเชิงเทรา มีการปรับตัวที่ดี ท้ังการปรับตัวในการดูแลสุขภาพมากขึ้น การเว้นระยะห่างทางสังคม การควบคุม การใช้จ่ายและลดการใช้จ่ายท่ีไม่จำเป็น การระมัดระวังและดูแลเด็กและผู้สูงอายุ และปรับตัวในการ ประกอบอาชีพโดยการปรับเปล่ียนรูปแบบการค้าขายเป็นรูปแบบออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ของตนเอง และประกอบอาชีพเสริมเพิ่มเติม นอกจากน้ียังมีการเข้าร่วมโครงการเยียวยาต่างๆของ ทางรัฐบาลและโครงการช่วยเหลือของทางวัดสมานรัตนาราม ซ่ึงพฤติกรรมการปรับตัวเหล่านี้ ส่วนมากเป็นไปตามแนวทางการดำเนินชีวิตใหม่ แต่มีพฤติกรรมท่ีควรเพิ่มเติม คือการเพิ่มช่องทาง การคา้ ขายสู่แพลตฟอร์มสำหรับการค้าขายโดยตรง การวางแผนการออมและการลงทนุ และการเพิ่ม ความเข้มงวดในการดูแลสขุ ภาพ และการเว้นระยะหา่ งทางสังคม
ค กิตตกิ รรมประกาศ การศึกษาวิจัยเล่มน้ีสำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจากอาจารย์ศิตภัทร ศิริฉัตรเดชา อาจารย์ที่ ปรึกษาวิจัยท่ีได้ให้ความกรุณาเสียสละเวลาในการช้ีแนะเสนอแนวทางในการเลือกหัวข้อวิจัย ให้ คำปรึกษา และคำแนะนําต่าง ๆ ในการแก้ไขข้อบกพร่องด้วยความเอาใจใส่อย่างดีย่ิง ผู้วิจยั ตระหนัก ถงึ ความตง้ั ใจจรงิ และความทุม่ เทของอาจารยแ์ ละขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู ไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์วิทยา เต่าสา อาจารย์ธนเทพ ศิริพัลลภ อาจารย์สุทธิษา สมนา และ อาจารย์ จีรุทม์ อารมณ์ชื่น ผู้ซ่ึงกรุณาได้ให้ความช่วยเหลือเสียสละเวลาเพื่อให้คำปรึกษา ให้ความรู้ คำแนะนํา และข้อคิดเห็นท่ีมีคุณค่า ตลอดจนตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ และดำเนินการวิจัย ฉบับนี้จนเสร็จสมบูรณ์คณะผู้วิจัยรู้สึกซาบซ้ึงในความกรุณาของท่านเป็นอย่างยิ่ง และขอกราบ ขอบพระคณุ ท่านเป็นอย่างสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี ขอกราบขอบพระคุณทางวัดสมานรัตนาราม เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม และกลุ่มผู้ ประกอบอาชีพในพื้นท่ีตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ีกรุณาให้ความอนุเคราะห์ ขอ้ มลู สำหรบั การศึกษาวิจัยและใหค้ วามรว่ มมอื ในการตอบแบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์ในคร้ังนี้ สุดท้ายน้ีหากมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดประการใดคณะผู้วิจัยขออภัยเป็นอย่างสูงใน ข้อบกพร่อง และคณะผู้วิจัยหวังว่าวิจัยเล่มนี้คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับองค์กรหรือ หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องตลอดจนผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดเก่ียวกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและ สังคมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนที่ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามจังหวัดฉะเชิงเทรา ใน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 คณะผวู้ จิ ยั 21 เมษายน 2565
สารบญั ง บทคัดยอ่ หน้า กติ ตกิ รรมประกาศ ก สารบญั ค สารบัญตาราง ง สารบญั รูป ช บทที่ 1 บทนำ ซ 1.1 ทมี่ าและความสำคัญ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจยั 3 1.3 ขอบเขตการวิจัย 3 1.4 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 4 1.5 ประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั 5 1.6 ตัวแปรในการวจิ ัย 5 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วข้อง 2.1 แนวคิดและทฤษฎีท่เี ก่ียวขอ้ ง 7 2.2 วรรณกรรมปริทัศน์ 18 2.3 งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง 38
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย 43 3.1 รูปแบบการศึกษา 43 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 44 3.3 เคร่อื งมือท่ีใช้ในการดำเนินวิจัย 45 3.4 การสรา้ งเครื่องมือวิจยั 45 3.5 วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 46 3.6 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสถติ ิท่ใี ช้ 46 3.7 ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล 47 3.8 กรอบแนวคิดการที่ใช้ในการศกึ ษา 49 บทท่ี 4 ผลการวิจยั 4.1 ข้อมลู ทัว่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถามของกลุ่มผูป้ ระกอบอาชีพ 51 ในพ้นื ท่ตี ลาดชมุ ชนวัดสมานรัตนาราม จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา 58 4.2 ขอ้ มูลเกย่ี วกบั เศรษฐกิจ 4.3 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสงั คมในสถานการณ์การแพร่ระบาด 63 ของโรคโควิด 19 4.4 การปรับตัวของกลมุ่ ผ้ปู ระกอบอาชีพในพืน้ ทีต่ ลาดชุมชนวัดสมานรตั นาราม 67 ในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 4.5 การปรบั ตัวในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของกลุ่มผ้ปู ระกอบอาชีพในพื้นที่ตลาดชมุ ชนวัดสมานรัตนาราม ตามแนวทางการดำเนินชวี ติ วิถใี หม่ (New normal)
สารบญั (ต่อ) ฉ บทท่ี 5 สรปุ ผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ หน้า 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภปิ รายผล 70 5.3 อปุ สรรค 76 5.4 ข้อเสนอแนะ 81 81 บรรณานกุ รม 82 ภาคผนวก 88 ภาคผนวก ก แบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์ 96 ภาคผนวก ข รูปการลงพ้นื ทเี่ กบ็ ข้อมลู 103 ภาคผนวก ค ประวัตผิ ้วู ิจัย
ช สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 2.1 ตารางสรปุ มาตรการปอ้ งกันควบคุมโรคโควิด 19 28 ในประเทศไทย การควบคมุ โรคกระทรวงสาธารณสุข ตารางท่ี 2.2 สรปุ มาตรการกระต้นุ ช่วยเหลือทางเศรษฐกจิ ในประเทศไทย 34 ถงึ เดือนพฤษภาคม 2564 ตารางที่ 3.1 ตารางแสดงระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 47 ตารางที่ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถามของกลมุ่ ผู้ประกอบอาชีพ 49 ในพ้ืนที่ตลาดชมุ ชนวดั สมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตารางท่ี 4.2 แสดงการเปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย การออม และหน้สี นิ โดยเฉลีย่ 58 กอ่ นและหลังโควดิ 19 ระบาดของกลมุ่ ผปู้ ระกอบอาชีพในพืน้ ทีต่ ลาด ชุมชนวดั สมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตารางที่ 4.3 ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโรคโควิด 19 60 ตารางท่ี 4.4 ผลกระทบทางสังคมจากสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 62
ซ สารบญั รูป รูป หนา้ รูปที่ 1.1 แผนทว่ี ัดสมานรตั นาราม จงั หวัดฉะเชงิ เทรา 4 รปู ที่ 2.1 แผนผังทฤษฎีการปรบั ตัวของรอย 11 รูปท่ี 2.2 จำนวนแรงงานกลุ่มเปราะบางท่มี ีความเสยี่ งต่อการถกู ลด 20 ชั่วโมงการทำงาน ออกจากงานหรือกลมุ่ วา่ งงานชั่วคราวจาก มาตรการเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม จำแนกตามสาขาการผลิต รปู ที่ 4.1 การเปรียบเทียบรายไดต้ ่อเดอื นกอ่ นและหลงั โควิด 19 ระบาด 52 รูปท่ี 4.2 การเปรียบเทยี บรายจ่ายต่อเดือนก่อนและหลังโควดิ 19 ระบาด 53 รูปที่ 4.3 การเปรียบเทียบการออมตอ่ เดือนก่อนและหลังโควดิ 19 ระบาด 54 รปู ท่ี 4.4 การเปรยี บเทยี บหน้ีสนิ ในระบบก่อนและหลังโควิด 19 ระบาด 55 รูปท่ี 4.5 เปรียบเทยี บหน้ีสนิ นอกระบบก่อนและหลงั โควดิ 19 ระบาด 57 รปู ที่ 4.6 แผนผงั การปรบั ตวั ของกลุ่มผปู้ ระกอบอาชีพในพ้ืนทต่ี ลาดชุมชน 67 วดั สมานรัตนารามตามแนวทางการดำเนินชีวิตวถิ ใี หม่ (New normal) รปู ท่ี 4.7 แนวทางการแก้ไขปัญหาในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 69 ของกลมุ่ ผูป้ ระกอบอาชีพในพ้ืนทีต่ ลาดชมุ ชนวัดสมานรัตนารามตามแนวทาง การดำเนินชวี ิตวิถใี หม่ (New normal) รปู ท่ี 5.1 การเปรยี บเทียบรายได้ รายจ่าย การออม และหน้ีสินโดยเฉล่ยี ก่อน 71 และหลงั โควดิ 19 ระบาดของกล่มุ ผปู้ ระกอบอาชพี ในพนื้ ท่ีตลาดชุมชน วัดสมานรตั นารามจังหวัดฉะเชิงเทรา
บทที่ 1 บทนำ ทมี่ าและความสำคญั โรคโควิด 19 เป็นโรคติดเช้ือทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสโคโรนา ซ่ึงมีชื่อทางการว่า SARS- CoV-20 ทำให้เกิด ไข้ ไอและอาจมีอาการปอดอักเสบเริ่มพบผู้ป่วยคร้ังแรกเม่ือเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่เมืองอู่ฮ่ัน เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ภาคกลางของประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีผู้คน หนาแนน่ จงึ เกิดการระบาดใหญไ่ ด้รวดเร็ว (คณะแพทยศาสตรโ์ รงพยาบาลรามาธิบดี, 2563) ต่อมาประเทศจีนและองค์การอนามัยโลก ได้ออกมาระบุว่า ไวรัสชนิดดังกล่าว คือ SARS- CoV-2 เรยี กว่า COVID-19 เป็นโรคทางเดนิ หายใจทีเ่ กิดจากไวรสั โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และพบ การแพร่เช้ือจากคนสู่คน ผา่ นละอองฝอยขนาดเลก็ องค์การอนามยั โลก (WHO) จึงได้ประกาศให้การ ระบาดน้ีเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 และใน วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคโควิด 19 เป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) เน่ืองจากพบผู้ติดเชื้อในหลายประเทศทั่วโลก มีจำนวนผู้ป่วยเพ่ิมข้ึนนอกเหนือจาก ประเทศจีนเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เช่น เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน สเปน ฝรั่งเศส (งานโรคติดต่อ อุบัตใิ หม่ กล่มุ พฒั นาวิชาการโรคติดต่อ, 2564) สำหรับประเทศไทย จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโควิด 19 กรมควบคุม โรค ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ต้ังแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563 และเริ่มคัดกรองหาผู้ติด เชื้อที่ช่องทางเข้าออกประเทศและพบผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย เมือ่ วนั ที่ 12 มกราคม พ.ศ.2563 (สยมพร ศริ นิ าวนิ , 2563) ส่วนผู้ที่ติดเชื้อท่ีรับเชื้อในประเทศไทยรายแรก มีการรายงานเมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 โดยรับเช้ือจากคนที่ติดเชื้อที่มาจากประเทศจีน (งานโรคติดต่ออุบัติใหม่ กลุ่มพัฒนาวิชาการ โรคตดิ ต่อ, 2564) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 น้ันส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ไทยเป็นอย่างมาก โดยจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำนักงานสถิตแิ ห่งชาติ, 2563) ใน ด้านผลกระทบทางสงั คมพบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 50.2 มีความกังวลเกี่ยวกบั สถานการณก์ าร แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และการแพร่ระบาดของโรคส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งใน ด้านการเดินทางไปยงั สถานท่ีต่างๆ การรับบรกิ ารทางการแพทย์ รวมถงึ การซื้อข้าวของเครื่องใช้ จ่าย ตลาด นอกจากนี้ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 46.21 ไม่พร้อมสำหรับการ เรียนออนไลน์โดยสาเหตุหลักคือ การไม่มีคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และรองลงมาคือผู้ปกครอง ไมม่ เี วลาในการชว่ ยเหลอื บตุ รหลานในการเรยี นออนไลน์
2 ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ด้านเศรษฐกิจจาก การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มากกว่าคร่ึงมีรายได้ลดลง และร้อยละ 33 มีค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14 มีหนี้สินในระบบเพ่ิมขึ้น ร้อยละ 14.5 ตกงานเลิกจ้าง ร้อยละ 69.7 ได้รับ ผลกระทบด้านอาชีพและการจ้างงาน อีกทั้งผู้ประกอบการรายเล็กได้รับผลกระทบโดยยอดขายลด น้อยลงร้อยละ 21.8 และร้อยละ 12.6 ตอ้ งปดิ กิจการ ในขณะทร่ี ้อยละ 12.9 โดนพักงานหรือเลิกจ้าง โดยไม่ได้เงนิ (สำนักงานสถติ แิ ห่งชาติ, 2563) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกพ้ืนที่ท่ีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโค วิด 19 เป็นอย่างมาก โดยมีรายงานผู้ติดเช้ือสะสม 31,956 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 282 ราย (ข้อมูล ณ วันท่ี 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ) นอกจากน้ีจังหวัดฉะเชิงเทรายังถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมการแพร่ ระบาดเขม้ งวดท่ีสุด (ไทยรฐั ออนไลน์, 2564) โดยมาตรการการควบคุมโรคท่ีใช้อยู่ขณะน้ี ตั้งแต่การลดการเดินทาง การเข้าออกพื้นที่ การ ใช้มาตรการ Social distancing มีการปิดสถานที่ ปิดสถานการค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปิด เมือง ฯลฯ ส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจการค้า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรม ทอ่ งเทีย่ วโรงแรม ร้านอาหาร โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งกบั อุตสาหกรรมการท่องเท่ยี ว (ยง ภู่วรวรรณ, 2563) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และมาตรการควบคุมโรคท่ีถูกประกาศใช้ นัน้ ส่งผลให้นักทอ่ งเท่ียวลดลงอย่างเห็นได้ชัด สถานที่ท่องเท่ียวหลายแห่งประกาศปิดรับนกั ท่องเที่ยว หรืองดกจิ กรรมตา่ งๆ วัดสมานรัตนาราม ตั้งอยู่ตำบลก้อนแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นสถานที่ ท่องเท่ียวสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นวัดท่ีมีองค์พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุขท่ีใหญ่ ทสี่ ุดในประเทศไทย สูง 16 เมตร ยาว 22 เมตร มีการสร้างสถาปัตยกรรม ปฏมิ ากรรม และรปู เคารพ ที่เป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไว้สักการะบูชา นอกจากสิ่ง ศักดิ์สิทธ์ิแล้ววัดแห่งนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น ล่องเรือชมแม่น้ำบางปะกง ร้านค้าทั้งร้านขายของฝาก ร้านขายสินค้าการเกษตรในพื้นท่ี ร้านอาหารต่างๆ ท้ังร้านนั่งกินและร้านซ้ือกลับบ้าน ซ่ึงกิจกรรม เหล่านีเ้ ป็นกิจกรรมท่มี ีตลอดทกุ วัน และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนท่ี โดยจากการสำรวจ ของสำนักงานสถิติจังหวดั ฉะเชิงเทรา (สำนักงานสถิติจังหวัดฉะเชิงเทรา, 2560) วัดสมานรัตนารามมี ผู้เดินทางท่องเที่ยวในสัปดาห์ของการสำรวจรวม 89,748 คน และพบว่านักท่องเท่ียวร้อยละ 98 มี พฤติกรรมซื้ออาหารและเคร่ืองด่ืมในบริเวณวัด นักท่องเท่ียวร้อยละ 86.5 มีพฤติกรรมซ้ือของฝาก/ ของที่ระลึกภายในวัด โดยกอ่ นเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ค่าใช้จา่ ยเฉล่ียต่อคน ของผู้มาท่องเท่ียววัดสมานรัตนาราม อยู่ที่ 571.92 บาท ซึ่งมากกว่าแหล่งท่องเท่ียวอันดับหนึ่งถึง
3 201.06 บาท และถือว่าเป็นสถานท่ีท่องเที่ยวประเภทวัดท่ีมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของผู้มาท่องเที่ยว มากทส่ี ดุ ในจงั หวัดฉะเชิงเทรา แต่จากสถานการณ์โควิด แม้วัดสมานรัตนารามจะไม่มีประกาศการงดการเข้ากราบไหว้หรือ ห้ามจัดกิจกรรม แต่ในช่วงท่ีมีการออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด นักท่องเท่ียวท่ี เดินทางมาท่องเที่ยววัดสมานรัตนารามลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยจำนวนนักท่องเท่ียวได้ลดลงกว่า 95% (สาคร เคเบิลทีวี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา, 2563) ซ่ึงส่งผลให้ร้านค้าหลายร้านต้องทยอยปิด ตัวลงหรือพักกิจการช่ัวคราว กลุ่มผู้ค้าทเี่ ปิดกจิ การก็ไมส่ ามารถขายสินค้าไดต้ ามปกติได้เนื่องจากไม่มี นักท่องเที่ยว กลุ่มผู้ค้าประเภทร้านอาหารนั่งทานในร้านไม่สามารถเปิดให้บริการให้ลูกค้านั่งทานใน ร้านได้ตามปกติ กจิ การภายในวดั บางสว่ นลดจำนวนพนักงานลง จากสถานการณ์ท่ีกล่าวมาขา้ งต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจต่อผลกระทบที่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพ ในพ้ืนที่ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามได้รับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั้ง ในทางเศรษฐกจิ และสงั คม รวมถึงการแก้ปัญหาจากผลกระทบท่ีเกดิ ขน้ึ จากการแพร่ระบาดของโรคโค วิด 19 เพอื่ ให้ทราบถงึ แนวทางการแก้ไขปญั หาของกลุ่มผูป้ ระกอบอาชีพในพ้ืนท่ีตลาดชมุ ชนวดั สมาน รัตนาราม และเสนอเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา ท่ีเหมาะสมเมื่อเกิดสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ ส่งผลกระทบในลักษณะเดียวกนั ในอนาคต วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมถึงการปรับตัวเพ่ือแก้ไขปัญหาใน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนท่ีตลาดชุมชนวัดสมาน รัตนาราม 2. เพ่อื เสนอแนวทางการแก้ปญั หาทางเศรษฐกิจและสงั คมในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของ โรคโควิด 19 ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามตามวิถีการดำเนินชีวิต ใหม่ New normal ขอบเขตการวจิ ยั ในการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิดของกลุ่มผู้ประกอบ อาชพี ในพนื้ ทตี่ ลาดชุมชนวดั สมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทราครัง้ น้ี มขี อบเขตในการวิจัย ดังนี้ 1. ขอบเขตดา้ นเน้ือหา การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคโควิด 19 ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนที่ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม จังหวัด ฉะเชงิ เทรา
4 2.ขอบเขตด้านพืน้ ท่ี การวิจัยคร้ังน้ีมีเนื้อหาเก่ียวกับการศึกษาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการ แก้ปัญหาที่เหมาะสมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม จังหวัด ฉะเชิงเทรา ต้ังแตบ่ รเิ วณทางเขา้ วัดสมานรตั นารามจนถึงบริเวณภายในวัด ดงั รูปที่กำหนด รปู ที่ 1.1 แผนที่ตลาดชุมชนวดั สมานรตั นาราม จงั หวดั ฉะเชิงเทรา 3. ขอบเขตด้านประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด 19 ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพื้นท่ีตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม ซ่ึงมีจำนวนท้ังส้ิน 234 ร้าน โดยสมุ่ เลือกกลุม่ ตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience sampling) จำนวน 50 ร้าน 4. ขอบเขตด้านเวลา การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิดของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ ในพื้นท่ีตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทราในคร้ังนี้ ได้ดำเนินการศึกษาในช่วงต้ังแต่ การศึกษาในภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศกึ ษา 2564 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม หมายถึง พ้ืนท่ีท่ีมีการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคต้ังแต่ บรเิ วณทางเข้าวดั สมานรัตนารามจนถึงบรเิ วณภายในวัด ดังรปู ทีก่ ำหนด 2. กลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนท่ีตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม หมายถึง กลุ่มผู้ประกอบ อาชพี ทั้งอาชีพอิสระในพืน้ ที่ตลาดชมุ ชนวดั สมานรตั นาราม
5 ประโยชน์ที่ได้รบั 1. ได้ทราบถึงข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจและสงั คมรวมถงึ ทางการแก้ปญั หาทางเศรษฐกิจ ในสถานการณโ์ ควิด 19 ของผ้ปู ระกอบอาชพี ในพืน้ ทตี่ ลาดชุมชนวดั สมานรัตนาราม 2. ได้ทราบถึงแนวทางการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในสถานการณ์โควิด 19 ของ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพื้นท่ีตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามที่เหมาะสม เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ส่งผล กระทบในลักษณะเดียวกันน้ใี นอนาคต ตวั แปรในการวิจยั ตวั แปรตน้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมถึงการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด 19 ทส่ี ่งผลต่อกลุ่มผูป้ ระกอบอาชีพในพ้นื ท่ตี ลาดชุมชนวดั สมานรัตนาราม - ผลกระทบทางเศรษฐกจิ - รายได้ - รายจ่าย - หนีส้ ิน - การประกอบอาชีพ - ผลกระทบทางสงั คม - การดแู ลเด็กและผ้สู งู อายุ - สุขภาพกายและสขุ ภาพจติ - การเดินทาง การปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาการปรับตัวเพ่ือแก้ไขปัญหาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด 19 ของกลุ่มผ้ปู ระกอบอาชีพในพื้นที่ตลาดชุมชนวดั สมานรัตนาราม ตัวแปรตาม แนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ ในพื้นท่ี ตลาดชุมชน วัดสมานรตั นาราม จงั หวัดฉะเชิงเทราตามวิถกี ารดำเนนิ ชวี ิตใหม่ New normal
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง การศึกษาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพในพ้ืนที่ ตลาดชุมชนวัดสมานรัตนารามจังหวัดฉะเชิงเทรา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 คณะผวู้ จิ ัยได้นำเอาแนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้องมาเปน็ แนวทางในการศึกษา ดงั น้ี 2.1 แนวคิดและทฤษฎที เี่ กี่ยวขอ้ ง 2.1.1. แนวคิดผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสังคม 2.1.1.1 ความหมายของผลกระทบ 2.1.1.2 ความหมายของผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2.1.1.3 การประเมนิ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2.1.1.4 ความหมายของผลกระทบทางสงั คม 2.1.1.5 การประเมนิ ผลกระทบทางสงั คม 2.1.1.6 การประเมนิ ผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสงั คม 2.1.2 แนวคิดทฤษฎีการปรบั ตวั 2.1.2.1 ทฤษฎกี ารปรับตวั ของรอย 2.1.2.2. ทฤษฎกี ารปรับตวั ของแมคคี 2.1.2.3 New normal 2.2 วรรณกรรมปรทิ ัศน์ 2.2.1 การประกอบอาชีพ 2.2.1.1 ความหมายของการประกอบอาชพี 2.2.1.2 ความหมายของการประกอบอาชพี อสิ ระ 2.2.1.3 ประเภทของการประกอบอาชพี 2.2.2 ผลกระทบทางด้านเศรษฐกจิ และสงั คมของโควดิ 19 ในประเทศไทย 2.2.2.1 ผลกระทบทางดา้ นเศรษฐกจิ ของโควิดในประเทศไทย 2.2.2.2 ผลกระทบทางด้านสังคมของโควิดในประเทศไทย 2.2.3 มาตรการควบคุมโรคโควิด 19 และมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมใน ประเทศไทย 2.2.3.1 มาตรการควบคุมโรคโควิด 19 แตล่ ะระยะในประเทศไทย 2.2.3.2 มาตรการปอ้ งกนั ควบคมุ โรคโควิด 19 ในประเทศไทย 2.2.3.3 มาตรการทางดา้ นเศรษฐกจิ และสังคมในประเทศไทย 2.3 งานวจิ ยั ที่เกยี่ วข้อง
7 2.1 แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ กีย่ วข้อง 2.1.1. แนวคดิ ผลกระทบทางเศรษฐกจิ และสงั คม 2.1.1.1 ความหมายของผลกระทบ นกั วชิ าการหลายท่านได้กลา่ วถึงความหมายของผลกระทบ หมายถึง ผลท่ีจะเกดิ ข้ึน หรือคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำที่ส่งผลท้ังทางบวกและทางลบ เกิดจากการต้ังใจหรือไม่ต้ังใจ และอาจเกิดข้ึนกับกลุ่มเป้าหมายหรือมิใช่เป้าหมาย จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อบุคคล ชุมชน สังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม (ถวลั ยร์ ัฐ วรเทพพุฒิพงษ์, 2541; กิง่ กาญจน์ เหลารักวงษ์, 2548 และ ปาริชาติ สงั ขทิพย์, 2554 ) สรุปไดว้ า่ ผลกระทบหมายถึง ผลทีเ่ กดิ ข้นึ จากการกระทำเรือ่ งใดเรื่องหน่ึง ท่จี ะสง่ ผล กระทบทางบวกหรือทางลบทำให้เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ เปล่ยี นแปลงไป 2.1.1.2 ความหมายของผลกระทบทางเศรษฐกจิ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2544) ได้ให้ความหมายของเศรษฐกิจและความ เกย่ี วเน่ืองถึงผล กระทบไว้ว่า เป็นความหมายท่รี วมความถึงกิจกรรมหรือ การผลิตต่าง ๆ ของมนุษย์ท่ี เกี่ยวข้องกับทรัพยากรท่ีมีอันมีค่าและมีอย่างจำกัด เพ่ือนำมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยมีพื้นท่ีและเครือข่ายทางสังคม มีการแลกเปล่ียนสินค้าและแจกจ่าย บริการตามอุปสงค์และ อุปทานระหว่างผู้มีส่วนด้วยกัน และเศรษฐกิจน้ันจะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น รายได้ การผลิต เงินออม การจำหน่ายและการบริโภคใช้สอยส่ิงต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งเมื่อมีอุบัติภัยเกิดข้ึนทำให้ กิจกรรมต่าง ๆ ดังกล่าว มกี ารเปล่ยี นแปลงไปจากเดมิ นอกจากนั้น พัชรี โพธิหัง (2550) ผลกระทบท่ีเป็นตัวเงินท่ีเกิดขึ้นทั้งทางตรงและ ทางอ้อมในพ้ืนท่ีซึ่งเป็นผลพวงมาจากการดำเนินกิจกรรมนิคมอุตสาหกรรม ขยายผลโดยผ่าน กระบวนการทำการของตวั ทวคี ณู การหมนุ เวียนของระบบเศรษฐกิจในวงแคบและกว้างออกไป สรุปได้ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ หมายถึง ผลกระทบท่ีส่ งผลต่อการผลิต การจำหน่ายและรายไดใ้ นการใชจ้ ่ายส่งิ ของอุปโภคและบรโิ ภคทม่ี ีการเปล่ียนแปลงไป 2.1.1.3 การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกจิ ผู้วิจัยได้กำหนดการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจตามการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ ของสำนกั งานสถติ ิแห่งชาติ ปี 2564 ทม่ี ีการเกบ็ รวบรวม ข้อมลู เก่ียวกับรายได้ คา่ ใช้จ่าย ภาวะหน้สี ิน ของครัวเรือน ส่วนในด้านการออมผู้วิจัยได้กำหนดตามกองบัญชีรายได้ประชาชาติสำนักงาน คณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ โดยแบ่งออกเป็น 4 ดา้ น ดังน้ี 1) ด้านรายได้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2564) ได้แบ่งประเภทด้านรายได้ ออกเปน็ ดังน้ี
8 1.1) รายได้จากการทำงาน หมายถึง รายได้ท่ีต้องทำงานจึงจะได้มา เช่น เงนิ เดอื น รายได้จากการค้าขาย รายได้ของนักแสดง ผูใ้ ชแ้ รงงาน รายได้จากการใหบ้ รกิ าร และอืน่ ๆ 1.2) รายได้จากแหล่งอื่น หมายถึง รายได้ที่มิได้เกิดจากการดำเนินงาน ตามปกติของกิจการ ซึ่งไม่ใช่รายได้ท่ีเกิดจากการขายสินค้าหรือบริการ เงนิ ช่วยเหลือ เช่น เงินได้จาก ประกันชีวิต เงินช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอกครัวเรือน เงินเยียวยาโควิด เงินชดเชยออกจากงาน เงิน ชดเชยโควิด เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การเพิ่มเงินสงเคราะห์ ผู้สูงอายุและการเพิ่มเงินสงเคราะห์ผู้ พิการที่ยากจน เป็นต้น 1.3) รายได้ไม่เป็นตัวเงิน รวมเงินท่ีรัฐอุดหนุน เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละคร่ึง โครงการเราชนะ นมโรงเรยี น อาหารกลางวันโรงเรียน เงนิ จากรัฐทีเ่ ข้าแอปเป๋าตัง การลดค่าน้ำประปา และคา่ ไฟฟา้ เปน็ ตน้ 1.4) รายได้ไม่ประจำและจากทรัพย์สิน รายได้จากทรัพย์สิน คือ รายได้ ที่มาจากทรัพย์สิน ไม่ได้เกิดจากการทำงานโดยตรง เช่น รายได้จากการถือหุ้น การให้เชา่ บ้าน อาคาร ทีพ่ ัก หรือเชา่ สถานที่ ค่าสิทธบิ ตั ร คา่ ลขิ สทิ ธิ์ เปน็ ต้น (สำนักงานสถิตแิ หง่ ชาติ, 2564) 2) ด้านรายจ่าย สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2564) ได้แบ่งประเภทของค่าใช้จ่าย ออกเป็น 2 ประเภทคือค่าใช้จ่ายเพือ่ การอุปโภคบริโภค และค่าใช้จา่ ยทไี่ ม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค ซึ่งมีรายละเอยี ด ดังนี้ 2.1) คา่ ใชจ้ ่ายเพ่ือการอปุ โภคบรโิ ภค มีทง้ั หมด 11 ประเภท คือ - อาหารและเครือ่ งดื่ม - เครอ่ื งดม่ื ทีม่ แี อลกอฮอล์ - ยาสูบ หมาก ยานตั ถ์ุ และอ่ืน ๆ - ที่อยู่อาศยั เคร่ืองแตง่ บ้าน และค่าใชจ้ า่ ยอ่นื ๆ - เคร่ืองนุง่ ห่มและรองเทา้ - ค่าใชจ้ า่ ยสว่ นบุคคล - เวชภัณฑแ์ ละค่าตรวจรกั ษาพยาบาล - การเดนิ ทางและการส่ือสาร - การศึกษา - การบันเทงิ การอ่านหนงั สือและกิจกรรมทางศาสนา - การจัดงานพธิ ี ในโอกาสพิเศษ 2.2) ค่าใช้จ่ายท่ีไม่เก่ียวกับการอุปโภคบริโภค ได้แก่ ภาษี/ธรรมเนียม/ ค่าปรับ ค่าสมาชิก กล่มุ อาชีพ เงนิ /สง่ิ ของที่สง่ ใหบ้ ุคคลนอกครัวเรือน บริจาคเงิน/ส่งิ ของใหแ้ กอ่ งคก์ ร ตา่ งๆ เงินทำบุญ/เงินช่วยเหลืออ่ืน ๆ ค่าเบี้ยประกนั ภัย/ทรัพย์สิน/ประกันชีวิต/เงินฌาปนกิจศพ/เงิน
9 สมทบประกันสังคม ค่าซ้ือสลากกินแบ่ง/หวยของรัฐ/และการพนันอื่น ๆ ค่าเบี้ยจ่าย/ดอกเบ้ียแชร์ และคา่ ใช้จา่ ยอื่น ๆ 3) ด้านหน้ีสิน สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2564) แบ่งประเภทด้านหนี้สินออกเป็น 2 ประเภทดงั นี้ 3.1) หน้ีในระบบ เป็นหนี้ท่ีลูกหน้ีทำกับสถาบันทางการเงินหรือธนาคาร ที่ มีกฎหมายรับรองและควบคุมลูกหน้ีได้มีการทำสัญญากู้ยืมไว้เพื่อเป็นหลักฐานการกู้ ลูกหน้ีได้รับเงิน ครบถว้ นตามสญั ญาท่กี ำหนด และเจ้าหน้ีเรยี กเก็บดอกเบีย้ ตามท่ีกฎหมายกำหนด 3.2) หน้ีนอกระบบ เป็นหน้ีท่ีเกิดจากลูกหน้ีไม่สามารถกู้กับสถาบันการเงิน หรือธนาคารได้จึงใชบ้ รกิ ารหนนี้ อกระบบ 4) ด้านการออม กองบัญชีรายได้ประชาชาติสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ (2564) ได้จัดรูปแบบการออมเปน็ 2 ประเภท ดงั นี้ 4.1) การออมในรูปแบบทรัพย์สินถาวร เป็นการออมโดยการนำรายได้ท่ี เหลือจากการบริโภคใช้จ่ายโดยการซื้อทรัพย์สินถาวรซ่ึงเป็นการถือครองทรัพย์สินประเภทนี้จะถือ ค ร อ ง เพื่ อ ป้ อ ง กั น ค ว า ม เส่ี ย ง ท่ี จ ะ เกิ ด ขึ้ น แ ม้ ว่ า จ ะ มี ส ภ า พ ค ล่ อ ง น้ อ ย ม า ก แ ต่ ใน ข ณ ะ เดี ย ว กั น กส็ ามารถหาผลตอบแทนไดโ้ ดยเฉพาะการถือครองทีด่ นิ แต่โดยเฉพาะทด่ี ิน ส่วนใหญ่แล้ววตั ถปุ ระสงค์ ของการออมในรปู แบบทรัพย์สินถาวรคอื เพือ่ ปอ้ งกนั ความเส่ียงและให้มีความมั่นคงในอนาคต สำหรับ ทรัพยส์ ินถาวรท่ีนิยมถือไว้ เช่น ทดี่ นิ อาคาร เคร่ืองจกั รหรอื เครื่องมือ สิ่งของมีค่า 4.2) การออมในรูปแบบทรัพย์สินในทางการเงิน เป็นอีกรูปแบบหน่ึงของ การออมคือ การเก็บเงินเป็นทรัพย์สินในทางการเงิน โดยเหตุผลของการออมไว้ในรูปแบบทรัพย์สิน ทางการเงินท่ีแตกต่างกันไป เช่น สภาพคล่องสูงเพราะเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย ใหผ้ ลตอบแทนการเสยี่ งน้อยเป็นต้น เชน่ เงินฝาก ดอกเบี้ยประกันชวี ติ กองทุนเลย้ี งชีพ 2.1.1.4 ความหมายของผลกระทบทางสังคม นักวิชาการได้กล่าวถึงความหมาย ผลกระทบทางสังคม หมายถึง ผลกระทบท่ีส่งผล ให้มนุษย์ต้องปรับเปล่ียนวิถีการดำรงชีวิต การทำงานหรือบทบาทต่าง ๆ ซึ่งการเปล่ียนแปลง อาจส่งผลเชิงบวกหรือเชิงลบได้ Park, Burdge and Vanclay (1996) (อ้างใน อาภาภรณ์ หาโส๊ะ, 2560) นอกจากน้ัน Fredline, Jago and Deery (2003) (อ้างใน อาภาภรณ์ หาโส๊ะ, 2560) ไดใ้ ห้ความหมายเพิ่มเติมของผลกระทบทางสังคมในอีกมมุ มองหนึ่งว่าเปน็ “ผลกระทบใด ๆ ที่ อาจมผี ลต่อคุณภาพชวี ิตของประชาชนท้องถนิ่ ”
10 สรุปได้ว่า ผลกระทบทางสังคมหมายถึง เหตุการณ์ต่าง ๆ ท่ีทำให้มนุษย์ต้อง ปรับเปล่ียนการดำรง ชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งอาจเกิดเป็นผลกระทบที่เป็นท้ังทางบวกและ ทางลบก็ได้ 2.1.1.5 การประเมินผลกระทบทางสงั คม แวนเคลย์และคณะ (Vanclay et al., 2000) ได้กล่าวไว้ว่าผลกระทบทางสังคมอาจ ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในหัวขอ้ หนงึ่ หัวขอ้ ใดหรอื มากกว่าหน่งึ หวั ขอ้ ดังต่อไปนี้ 1) วิถีชวี ิต พื้นฐานการดำเนินชีวิตการทำงาน การละเลน่ รวมถึงการติดต่อ ซ่ึงกนั และกนั ในชีวติ ประจำวันแต่ละวนั 2) วัฒนธรรม จารตี ประเพณีคา่ นยิ มของกลมุ่ ภาษาท่ีใช้ในการสื่อกันในกลุ่ม และภาษาท้องถนิ่ 3) ชุมชน ความร่วมมือเป็นน้ำหน่ึงใจเดียวกัน การให้บริการและส่ิงอำนวย ความสะดวกภายในชุมชน 4) ส่ิงแวดล้อม เรื่องคุณภาพของอากาศและน้ำ อาหารการกิน ฝุ่นละออง และเร่ืองเสียง ความพอเพียงของอนามัยของชุมชน ส่ิงเหล่านี้เป็นส่ิงที่ชุมชนต้องสามารถเข้าถึงและ ควบคมุ ได้ 5) สุขภาพและความเป็นอยู่ท่ีดี หมายถึง “ความสมบูรณ์ทางกายและมี สุขภาพจิตดี มีสภาพสังคมที่ดีไม่มีโรคภยั ไขเจ็บมาเบียดเบียน” โดยสรุปคือหมายถงึ ปัจเจกชนทีอ่ าศัย ในสังคมน้นั 6) ความวิตกกังวลและความปรารถนาท่ีจะได้ ในเร่ืองเก่ียวกับความ ปลอดภัย ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของชุมชนและความปรารถนาท่ีชุมชนต้องการให้เป็นเพื่อ อนาคตของบุตรหลานของตน โดยจากการวิเคราะห์ศึกษาข้อมูลในพ้ืนที่ของผู้ประกอบอาชีพในตลาดชุมชน วัดสมานรัตนาราม และแนวคิดผลกระทบทางสังคมของแวนเคลย์และคณ ะผู้วิจัยจึงได้ ออกแบบแนวทางการประเมินผลกระทบทางสังคม ที่เกิดข้ึนกับผู้ประกอบอาชีพในตลาดชุมชน วดั สมานรตั นาราม ในหัวข้อดงั ต่อไปน้ี 1) วิถชี วี ิต ศกึ ษาในด้าน - การดแู ลเด็กและผูส้ งู อายุ - การตดิ ตอ่ ซึ่งกันและกนั - การเดนิ ทาง
11 2) สุขภาพและความเป็นอย่ทู ด่ี ี ศึกษาในด้าน - สุขภาพกายและสขุ ภาพจติ 2.2.2 แนวคิดทฤษฎกี ารปรบั ตวั 2.2.2.1.ทฤษฎกี ารปรับตวั ของรอย Roy & Andrews (1999) รอยได้ให้ความหมายของมนุษย์ว่า เป็นบุคคลเดียว ครอบครัว กลุ่ม องค์กร และชุมชนเป็นระบบการปรับตัวแบบองค์รวม (Holistic adaptation system) ระบบของมนุษย์เป็นทั้งหมดในหนึ่งเดียวแสดงถึงพฤติกรรมการมีความหมายของมนุษย์ มีความสามารถในการคิด มีสติ และมีความหมายซึ่งจะมีการพิจารณาอยา่ งมีประสิทธภิ าพเพ่ือที่จะทำ การเปล่ียนแปลงคนและสิ่งแวดล้อมจะมีรูปแบบและมีความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทั้งภายในและ ภายนอก รูปที่ 2.1 แผนผงั ทฤษฎีการปรับตัวของรอย 1) สง่ิ แวดลอ้ ม/สิ่งเรา้ (Environment/Stimuli) ส่งิ แวดล้อม หมายถงึ ส่ิงท่ีอยู่ รอบ ๆ ทั้งภายในและภายนอกบคุ คล ซ่งึ สง่ ผลต่อการปรับตัวของบคุ คลทั้งทางตรงและทางอ้อมในที่นี้ จะเรียกสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อบุคคลนี้ว่า “สิ่งเร้า (Stimuli)” ส่ิงเร้า (Stimuli) หมายถึง ส่ิงท่ีกระตุ้น ให้บุคคลมีการตอบสนอง หรือ เป็นสิ่งที่เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบบุคคลกับส่ิงแวดล้อม สิง่ เรา้ ทงั้ ภายในและภายนอกแบง่ ออกเปน็ 3 ชนิด ได้แก่ 1.1) สิ่งเร้าตรง (Focal stimuli) หมายถึง ส่ิงท่ีมากระทบบุคคลโดยตรง และสง่ ผลให้บุคคลนั้นมีการตอบสนองต่อส่ิงนั้นในทันทีทันใด เช่นการเกิดโรค หรือการเจบ็ ป่วยในคน เช่น โรคมะเร็งเต้านม โรคไต ฯลฯ
12 1.2) ส่ิงเร้าร่วม (Contextual stimuli) เป็นสิ่งเร้าท่ีอยู่เบ้ืองหลังแต่ เสริมสร้างหรอื มีส่วนร่วมให้สิ่งเร้าตรงมีผลกระทบต่อบุคคลมากขึ้นหรือลดลง เช่น การรักษาด้วยรังสี ในผปู้ ว่ ยมะเร็งหรอื การลา้ งไตในผปู้ ่วยไตวายเรอ้ื รัง 1.3) สง่ิ เร้าแฝง (Residual stimuli) หมายถึง ส่ิงเรา้ ท่มี ากระทบบคุ คลแล้ว ไม่ทราบปัจจัยที่มากระทบต่อบุคคลชัดเจนแต่อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลโดยไม่ทราบหรือระบุความ รุนแรงได้แน่ชัด เช่น ความเช่ือในการรักษาด้วยยาผีบอกในคนไข้มะเร็งระยะสุดท้าย ความเช่อื ทบ่ี อกต่อกันมาเรอื่ งการกนิ สมนุ ไพรเพอื่ ขบั นำ้ ในคนไข้โรคไตวายเรื้อรัง เป็นตน้ 2) กระบวนการเผชิญปัญหา (Coping process) กระบวนการเผชิญปัญหาของ บุคคลแบ่งเป็น 2 กลไก ได้แก่ กลไกการควบคุม (Regulator subsystem) เป็นกลไกท่ีควบคุมการ ทำงานของร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ด้วยสมอง ได้แก่ ระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบ ภูมิคุ้มกัน ระบบเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย และ กลไกการคิดรู้ (Cognator subsystem) เป็นกลไกที่อยู่ ภายใต้การควบคุมของสมองในการส่ังการ ได้แก่ อารมณ์ การรับรู้ การเรียนรู้ การรับข้อมูล การตัดสินใจเป็นต้น ท้ังสองระบบนี้จะทำงานร่วมกันเสมอเพ่ือให้ร่างกายมีการปรับตัวรูปแบบ การปรบั ตัว (Mode of adaptation) 3) รปู แบบการปรบั ตวั (Mode of adaptation) 3.1) การปรับตัวด้านร่างกาย (Physiological mode) เป็นความสัมพันธ์ ระหว่างกระบวนการทางด้านรา่ งกายและสารเคมีท่ีเกี่ยวข้องกนั ในเรื่องการทำหน้าท่ีและกจิ กรรมของ ร ะ บ บ อ วั ย ว ะ โด ย จ ะ เป็ น ก า ร ท ำ ง า น ข อ งเซ ล ล์ เนื้ อ เยื่ อ อ วั ย ว ะ แ ล ะ ร ะ บ บ ต่ า ง ๆ ในร่างกายของบุคคลเป็นการปรับตัวเพ่ือดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงด้านร่างกาย (Physiologic integrity) ก า ร ป ร ะ เมิ น พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ป รั บ ตั ว ด้ า น ร่ า ง ก า ย เป็ น ก า ร ป ร ะ เมิ น พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ เก่ี ย ว ข้ อ ง กั บ ความต้องการพ้ืนฐานด้านร่างกายสามารถประเมินได้จากการสังเกต การวัด การตรวจร่างกาย การตรวจพิเศษ การสัมภาษณ์และการรายงานด้วยตนเอง พฤติกรรมการปรับตัวด้านน้ีจะสนองตอบ ต่อความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ 5 ด้าน คือความต้องการออกซิเจน ภาวะโภชนาการการขับถ่าย กิจกรรมและการพักผ่อน การป้องกัน และกระบวนการที่ซับซ้อน 4 ประการคือการรับความรสู้ ึก น้ำและอิเลคโตรไลท์ การทำหน้าท่ีของระบบประสาทและการทำหน้าที่ ของระบบตอ่ มไรท้ ่อ 3.2) การปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์ (Self-concept mode) การปรับตัว ด้านอัตมโนทัศน์ (Self- concept mode) เป็นการปรับตัวเพื่อความมั่นคงทางจิตใจและ จติ วิญญาณ อัตมโนทัศน์เป็นความเช่ือและความรสู้ ึกที่บุคคลมีต่อตนเองในช่วงเวลาหน่ึง เกิดจากการ รับรู้ภายในตนเองและการรับรู้จากปฏิกิริยาของ บุคคลอ่ืนท่ีมีต่อตนเองอัตมโนทัศน์มีผลสะท้อนต่อ พฤติกรรมทแี่ สดงออกของแต่ละบุคคล แบ่งเปน็ 2 แบบย่อยคือ
13 3.2.1) อตั มโนทัศนด์ ้านรา่ งกาย (Physical self) เปน็ ความรสู้ ึก ของตนเองต่อร่างกายเกี่ยวกับรูปร่างหนา้ ตาการทำหนา้ ที่ของอวยั วะต่างๆ ภาวะสุขภาพ และ สมรรถภาพทางเพศอัตมโนทัศน์ด้านร่างกายแบง่ เปน็ 2 ส่วน คือ การรับความรู้สึกของร่างกาย (Body sensation) เป็น การปรับตัวเก่ยี วกับ ความร้สู กึ ของ บคุ คลที่มตี ่อภาวะสขุ ภาพ สมรรถภาพการทำงานของอวยั วะต่างๆ และสมรรถภาพทางเพศของตน หากบุคคลใดมีสภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นสิ่งเร้าท่ีทำให้ บคุ คลตอ้ งมีการปรับตัวตอบสนอง พฤติกรรมที่แสดงถึงการปรบั ตัวที่ไม่มีประสทิ ธภิ าพ คือการมีความ บกพร่องทางเพศความรู้สึกสูญเสยี เปน็ ตน้ ภาพลักษณ์ (Body image) เป็นการมอง การรับรู้และ ยอมรับภาพท่ีปรากฏของตน เช่น ขนาด รูปร่าง ท่าทาง หากบุคคลใดมีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ของตน เช่น มีความพิการเกิดข้ึน อาจทำให้เกิดปัญหาในการปรับตัวคือการรับรู้ภาพลักษณ์ของตน เปล่ียนแปลงไปในทางลบหรือไมส่ ามารถยอมรับภาพลักษณ์ทเ่ี ปลยี่ นไปของตนเองได้ 3.2.2) อั ต ม โน ทั ศ น์ ด้ าน ส่ ว น บุ ค ค ล (Personal self) เป็ น ความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับความคาดหวังค่านิยม อุดมคติการให้คุณค่า ปณิธานที่ตนเองยึดถือ แบง่ เปน็ ส่วนย่อยดงั น้ี ความมั่นคงในตนเอง (Self-consistency) เป็นความรสู้ ึก มั่นคงเหนียวแน่นไม่เปล่ียนแปลงของบุคคล ในการคงไว้ซึ่งลักษณะและดุลยภาพของตนเมื่อตกอยู่ใน สถานการณ์ต่าง ๆ หากความร้สู ึกนี้ถูกคุกคามจะก่อให้เกิดความรู้สึกไมแ่ น่ใจในความมั่นคงของตนเอง ทำให้เกดิ ความกลวั และวติ กกงั วล อุดมคติแห่งตน (Self-idea) เป็นส่งิ ท่ีบุคคลมุ่งหว่ งท่ีจะทำ หรือมุ่งหวังที่จะเป็น ซึ่งเป็นพ้ืนฐานของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตน หวังไว้หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่หวังไว้ได้อาจแสดงพฤติกรรมการปรับตัวที่ไม่มี ประสิทธิภาพคือรู้สึกไร้คุณค่า รู้สึกว่าตนเองสูญเสียพลังอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ หมดกำลงั ใจท้อแทส้ ิน้ หวัง เป็นตน้ ศี ล ธ ร ร ม จ ร ร ย า แ ล ะ จิ ต วิ ญ ญ า ณ แ ห่ ง ต น (Moral-ethical-spiritual self) เกี่ยวข้องกับความเชื่อในด้านศีลธรรมจรรยา ศาสนา และค่านิยม ของบุคคลซึ่งบุคคลจะใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินการกระทำของตนหรือส่ิงที่อยู่รอบตัวว่าผิดหรือถูก พฤติกรรมท่ีแสดงถงึ การปรับตวั ไมม่ ปี ระสิทธิภาพในดา้ นน้ี คือรูส้ ึกผิดตำหนิหรอื โทษตนเอง 3.3) การปรบั ตวั ดา้ นบทบาทหนา้ ท่ี (Role function mode) เป็นการปรับตัวเพื่อตอบสนองทางด้านความมั่นคงหรือได้รับการ ยอมรับในสังคม (Social integrity) เป็นการกระทำหน้าที่ตามความคาดหวังของสังคม บทบาท
14 ตำแหน่งหน้าท่ีของบุคคลที่เก่ียวข้องกับบุคคลอ่ืน เป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์ หน่ึง ๆ โดยบุคคลจะต้องปรับตัวตามบทบาทหน้าที่ตามที่สังคมคาดหวังไว้อย่างเหมาะสม หากไม่ สามารถปรับตัวในด้านบทบาทหน้าท่ีได้จะเกิดปัญหาคือการไม่สามารถแสดงบทบาทใหม่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (Ineffective role transition) การแสดงบทบาทไม่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง (Role distance) ความขัดแย้งในบทบาท (Role conflict) และความล้มเหลวในบทบาท (Role failure) การแสดงบทบาทน้ีจะสัมพันธ์กับความรู้สึกต่อบทบาทตามที่รอยได้แบ่งบทบาทของบุคคล ออกเป็น 3 ประเภท คอื 3.3.1) บทบาทปฐมภูมิ (Primary role) บทบาทนี้เป็นตัวกำหนด พฤติกรรมของบุคคลเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น บทบาทนี้เป็นไปตามการเจริญเติบโตของบุคคลหรือขั้น พัฒนาการแตล่ ะวยั เชน่ บทบาทการเปน็ เดก็ วัยเรียน บทบาทในการเป็นผสู้ งู อายุ 3.3.2) บทบาททุติยภูมิ (Secondary role) เป็นบทบาทที่สัมพันธ์ กับบทบาทปฐมภูมิ บุคคลหน่ึงอาจมีบทบาททุติยภูมิได้หลายบทบาท ท้ังบทบาทในครอบครัว เช่น บทบาทการเป็นบุตรของบิดา มารดา บทบาทการเป็นพี่หรือเป็นน้องและบทบาทตามอาชีพ เช่น บทบาทการเป็นพอ่ ค้า แม่ค้า 3.3.3) บทบาททุติยภูมิ (Tertiary role) เป็นบทบาทชั่วคราวที่ บุคคลน้ันได้รับบทบาทน้ีมีส่วนเก่ียวข้องกับระยะเวลาและระยะพัฒนาการของบุคคล เช่น บทบาท การเป็นผู้ปว่ ย บทบาทการเป็นประธานการประชุม เป็นตน้ ทั้งนี้บทบาทจะประกอบไปด้วยพฤตกิ รรม ของบุคคล 2 พฤติกรรม ได้แก่ พฤติกรรมการกระทำ (Instrumental behavior) และพฤติกรรม ความรู้สึก (Expressive behavior) 3.3.4) การปรับตัวด้านการพ่ึงพาระหว่างกัน (Interdependent mode) เป็นการปรับตัวเพื่อความม่ันคงทางสังคมในด้านความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างบุคคลหรือ กลุ่มคน โดยมุ่งประเด็นไปที่การมีปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมทีเ่ ก่ียวข้องกบั การให้และรบั ความ รกั ความนับถือและการยกย่องซึ่งกันและกันอย่างเต็มใจ ความต้องการพื้นฐานในการปรับตัวด้านนี้มี 3 องค์ประกอบ คือการได้รับความรักอย่างเพียงพอการได้รับการเรียนรู้และการเจริญเติบโตตาม พัฒนาการและการได้รับการตอบสนองความต้องการในเรื่องแหล่งประโยชน์ของบุคคลเพื่อที่จะให้ บรรลุถงึ ความร้สู ึกมนั่ คงในความสัมพันธ์ระหวา่ งกัน บุคคลท่ีสามารถปรบั ตัวด้านการพง่ึ พาระหวา่ งกัน (Interdependence) ได้ อย่ างเห ม าะส ม จะต้ องมี ค วาม สม ดุ ลระห ว่างการพ่ึ งพ าต น เอ ง (Independence) และการพ่ึงพาผู้อ่ืน (Dependence) รวมท้ังต้องมีพฤติกรรมการเป็นผู้ให้ (contributive behaviors) และพฤติกรรมการเป็นผู้รับ (Receiving behaviors) อย่างเหมาะสมจึง จะทำให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้ด้วยความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยโดยชนิด ของความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคลแบ่งได้เปน็ 2 ลักษณะ คอื
15 3.3.4.1) บุคคลท่ีมีความสำคัญ (Significant others) เป็นผู้ที่มีความสำคัญหรือมีความหมายต่อชีวิตของบุคคลนั้นมีมากท่ีสุด ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกใน ค รอ บ ค รัว เช่ น บิ ด า ม ารด า ส ามี ภ รรย า บุ ต ร เป็ น ต้ น ค ว าม สั ม พั น ธ์ข อ งบุ ค ค ล ท่ีมีความสำคัญ นั้ น จ ะมีการให้ ความรักความเคารพนั บถือแล ะการ ย กย่ องซึ่งกัน แล ะกัน มากกว่า ความสมั พันธก์ บั บุคคลในกลมุ่ อน่ื ในสงั คม 3.3.4.2) ร ะ บ บ ส นั บ ส นุ น ( Support systems) ประกอบด้วยบุคคลอื่น ๆ กลุ่มคนหรือองค์กรต่าง ๆ ท่ีมีความเก่ียวข้องในการท่ีจะช่วยให้บรรลุถึง เป้าหมายการพ่งึ พาระหวา่ งกันของบุคคลแตจ่ ะมีระดบั ความสัมพันธ์นอ้ ยกวา่ บุคคลที่มคี วามสำคัญ โดยพฤติกรรมการปรับตัวท้ัง 4 ด้านนี้เป็นผลจากการทำงานภายในของ กระบวนการปรับตัวด้วยการประสานงานกันระหว่างกลไกการควบคุมและกลไก การคิดรู้แสดง ออกเป็นพฤติกรรมการปรับตัวทั้ง 4 ด้าน ซ่ึงพฤติกรรมแต่ละด้านจะมีความเก่ียวพันซ่ึงกันและกัน ภายในกระบวนการปรับตัวของบุคคล โดยผลลัพธ์จากการปรับตัวด้านใดด้านหน่ึงอาจมีผลกระทบ หรอื กลายเป็นส่งิ เร้าต่อการปรับตวั อีกดา้ นหน่ึงหรอื ทุก ๆ ด้านก็ได้หรือสง่ิ เรา้ ชนิดหนงึ่ อาจมีผลต่อการ ปรับตัวหลาย ๆ ด้านในเวลาเดียวกัน พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมาจึงเป็นผลจากการประสาน เกยี่ วข้องกนั ของทกุ สว่ นในกระบวนการปรบั ตัวซึ่งแสดงให้เห็นถึงบคุ คลเป็นระบบการปรับตวั ท่ีมคี วาม เป็นองค์รวม 4) พฤติกรรมการปรับตัว (Behavior) พฤติกรรมการปรับตัว หมายถึง ผลลัพธ์ ของการปรับตัวเป็นการแสดงออกหรือตอบสนองของบุคคลเมื่อได้รับส่ิงเร้าจากส่ิงแวดล้อม แบ่งได้ เป็น 2 แบบ ได้แก่ พฤตกิ รรมการปรับตวั สำเรจ็ (Adaptive response) เป็นพฤติกรรมการตอบสนอง ในเชิงบวก ส่งเสริมให้เกิดความแข็งแกร่งของบุคคล มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย การมีชีวิตอยู่รอด (Survival) การเจริญเติบโต (Growth) สามารถสืบเผ่าพันธ์ุให้คงอยู่ มีความก้าวหน้า สามารถ ปรับเปลี่ยนส่ิงแวดล้อมให้เป็นไปตามท่ีต้องการได้ (Mastery) และพฤติกรรมการปรับตัวที่ไม่มี ประสิทธิภาพ ( Ineffective responses) เป็นการตอบสนองพฤติกรรมต่อสิ่งเร้าในแบบที่ไม่ ส่งเสริมให้เกิดความแข็งแกร่งของระบบแต่ทำให้ระบบเสียสมดุล ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการ ปรับตวั อยา่ งหนง่ึ อย่างใดได้ จากการวิเคราะห์ศึกษาทฤษฎีการปรับตัวของรอย ผู้วิจัยจึงได้กำหนดประเด็น การศึกษาการปรับตัวของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระในตลาดชุมชนวัดสมานรัตนาราม ตามรูปแบบ การปรบั ตัวดังประเด็นต่อไปน้ี การปรับตัวด้านอัตมโนทศั น์ (Self-concept mode) ศึกษาการปรับตวั ในด้าน การดูแลสุขภาพและการเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม
16 การปรบั ตวั ด้านบทบาทหน้าที่ (Role function mode) ศกึ ษาการปรบั ตวั ใน บทบาทการดแู ลครอบครวั และด้านการประกอบอาชพี การปรับตัวด้านการพ่ึงพาระหว่างกัน (Interdependent mode) ศึกษาการ ปรบั ตวั ในการเขา้ รับการชว่ ยเหลือจากหนว่ ยงานที่เกยี่ วข้อง 2.2.2.2.ทฤษฎกี ารปรบั ตัวของแมคคี แมคคีและคณะ (Mckee et al., 1989) (อ้างใน อาภาภรณ์ หาโส๊ะ, 2560) ได้กล่าว ว่า การปรับตัวในบริบทของผู้ประกอบการน้ัน คือ กระบวนการท่ีผู้ประกอบการใช้ในการประมวล ข้อมูลต่าง ๆ จากสภาพแวดล้อมภายนอก และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพ่ือปรับตัว การปรับตัวมีความ เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การแข่งขัน และการวางกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ต่าง ๆ ไม่มีผู้ประกอบการใดที่สามารถอยู่รอดได้ตลอดโดยไม่มีการปรับตัว ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคม ซึ่งระดับของการปรับตัวขึ้นอยู่กับปัจจัย แวดล้อมต่าง ๆ การปรับตัวมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจในหลาย ๆ มิติ เช่น การผลิตสินค้า บริการ การตลาด ช่อง ทางการจัดจำหน่าย บุคลากร การเงิน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ นอกจากนั้นการปรับตัว นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของกิจการในบริบทของผู้ประกอบการขนาดเล็กแล้ว การ ปรับตัวข้ึนอยู่กับความเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อม ซ่ึงผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปล่ียนแปลงการ จดั การหลาย ๆ อย่าง เชน่ กลยุทธก์ ารแขง่ ขัน โครงสรา้ ง องค์กร 2.2.2.3 การดำเนนิ ชีวิตวถิ ใี หม่ New Normal New Normal ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยบิลล์ กรอส (Bill Gross) ผู้ก่อต้ังบริษัท บริหารสินทรัพย์ชาวอเมริกันโดยตอนนั้นเขาใช้อธิบายถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกหลังจากเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจแฮมเบอรเ์ กอร์ ในสหรฐั อเมริกา ช่วงระหวา่ งปี 2007-2009 สาเหตุที่ต้องใช้คำว่า “New Normal\" เพราะเดิมทีวิกฤติเศรษฐกิจจะมีรูปแบบ ค่อนข้างตายตัวและเป็นวงจรเดิมคือเมอื่ เศรษฐกิจเตบิ โตไปได้ช่วงระยะหน่ึงจะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็น วิกฤติทางเศรษฐกิจและหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไม่นานเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟ้ืนตัว แล้วก็กลับมา เตบิ โตได้ดอี กี ครงั้ สง่ิ เหล่าน้ีคือส่งิ ทีเ่ กิดข้นึ เป็นปกติ จนเรียกได้วา่ เปน็ ‘เรอ่ื งปกติ’ (Normal) กไ็ ด้ โดยก่อนสถานการณ์โควิด 19 ในแง่การพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจ ประเทศไทย ได้เผชิญวิกฤติมาหลายคร้ัง แตโ่ ควิด 19 ถอื ปรากฏการณ์ท่ีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล เพราะ เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการปรับเปล่ียนพฤติกรรมอยา่ งรนุ แรงในระยะสน้ั และหลาย พฤติกรรมจะอยู่ถาวรกลายเป็น New Normal ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีหลายองค์กรกำลังศกึ ษาอยู่เน่ืองจากโควิด 19 เปน็ โรคอุบัติใหมท่ ่เี รายงั ไมร่ จู้ ักมาก่อน ส่งผลตอ่ วิถีชวี ติ การทำงาน การดำเนนิ ชวี ิตประจำวัน การ เกิดขึ้นและการดำเนินโควิด 19 คร้ังนี้ จึงเป็นสถานการณ์ที่หลายคนคาดว่าคงจะยาวนานพอสมควร จนทำให้เกิดการเปลยี่ นแปลงอย่างถาวรในหลายพฤติกรรมของผู้คน ความไม่แน่นอนและการคาดเดา
17 สถานการณ์ไม่ได้ ประกอบกับการได้รับข้อมูลข่าวสารถึงผลกระทบต่างๆ อาจก่อให้เกิดความเครียด ความกลวั ในจิตใจของคนไทยได้ทกุ เพศทุกวัย (กรมสขุ ภาพจิต, 2563) เทรนด์พฤติกรรมแบบ New Normal กับชีวิตวิถีใหม่ของคนไทยเว็บไซต์ธรรมนิติ (ธรรมนิติ, 2565) ได้เผยแพร่ข้อมูลการสำรวจของซุปเปอร์โพลและนำเสนอแนวทางชีวิตวิถีใหม่ของ คนไทยไว้ มีดังนีค้ อื 1) การใช้เทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีควบคู่กับอินเทอร์เน็ตจะ เข้ามามีบทบาทกบั การใช้ชีวติ มากขนึ้ ทจ่ี ากเดิมมีมากอยู่แล้ว แต่ในสงั คมยุค New Normal สง่ิ เหล่านี้ จะเข้าไปอยู่ในแทบทุกจังหวะชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การเรียนออนไลน์ การทำงานที่บ้าน การประชุม ออนไลน์ การซื้อสินค้าออนไลน์ การทำธุรกรรม และการเอนเตอร์เทนชีวิตรูปแบบต่างๆ อย่างดูหนัง ฟงั เพลง 2) การเว้นระยะห่างทางสังคมผู้คนในสังคมจะเห็นความสำคัญของการเว้น ระยะห่างท่ีเป็นแนวทางการใช้ชีวิตช่วงวิกฤติโควิด 19 และจะดำเนินชีวิตแบบน้ันต่อไป โดยรักษา ระยะหา่ งทางกายภาพเพิ่มขึ้น และใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการส่ือสารและการใช้ชีวิตลดการ ปฏสิ ัมพันธ์การไปในสถานที่สาธารณะ และเนน้ การทำกจิ กรรมทีบ่ ้านมากขึ้น 3) การดูแลใส่ใจสุขภาพท้ังตัวเองและคนรอบข้าง โดยเกิดความคุ้นชินจาก ช่วงวิกฤติโควิด 19 ที่ต้องดูแลด้านสุขภาพและความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อดังน้ันพฤติกรรม การใช้หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์และการล้างมืออย่างถูกวิธีและหมั่นสังเกตตัวเองเมื่อไม่สบาย จะยังคงมีต่อไป รวมถึงการหันมาใส่ใจสุขภาพ การออกกำลังกาย และการทำประกันสุขภาพจะมี แนวโนม้ มากขึน้ 4) การใช้เงินเพื่อการลงทุน ยุค New Normal เป็นจังหวะที่ผู้คนยัง ระมดั ระวังการลงทนุ ใหม่ๆ และลดการใชจ้ ่ายฟ่มุ เฟือย เพราะแนวโนม้ เศรษฐกิจยงั ไม่แนน่ อน 5) การสร้างสมดุลชีวิต การมีโอกาสได้ทำงานที่บ้านลดจำนวนวันการเข้า ออฟฟิศหรือการลดการพบปะผู้คนในสังคมแล้วหันมาใช้ชีวิตและทำงานท่ีบ้านทำให้ผู้คนมองเห็น แนวทางท่จี ะสร้างสมดลุ ชวี ิตระหว่างอยู่บ้านมากข้ึนและจะเป็นแนวทางในการปรับสมดลุ ชีวติ ระหว่าง เวลาสว่ นตวั การงานและสงั คมให้สมดลุ มากย่ิงขึ้น
18 2.2 วรรณกรรมปริทศั น์ 2.2.1 การประกอบอาชพี 2.2.1.1 ความหมายของการประกอบอาชพี การประกอบอาชีพ หมายถึง การทำงานของบุคคลในสังคม ซึ่งมีการทำเป็นประจำ และต้องอาศัยความชำนาญหรือความถนัดเฉพาะด้าน เพ่ือหารายได้หรือผลตอบแทนต่างๆ เช่น การ แลกเปล่ียน การได้รับการยกย่องให้มีชื่อเสียง เป็นต้น โดยผลตอบแทนท่ีได้จะนำไปใช้จ่ายเพ่ือให้มี คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน ซึ่งรัฐบาลก็จะนำภาษีท่ีเก็บจากบุคคลที่ประกอบอาชีพมาเป็น รายไดห้ รอื ค่าใชจ้ ่ายในการพฒั นาประเทศเช่นกนั (พิศมยั บณุ ยโสภณ, 2557) สรุปได้ว่า การประกอบอาชีพ หมายถึง การทำงานท่ีต้องอาศัยความชำนาญหรือ ความถนัดเฉพาะด้านเพ่อื หารายไดห้ รือผลตอบแทนมาเลีย้ งชีพ 2.2.1.2 ความหมายของการประกอบอาชีพอิสระ นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความหมายของการประกอบอาชีพอิสระ หมายถึง อาชีพที่เป็นเจ้าของกิจการด้วยตนเองท้ังกิจการขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่มีรายได้เป็นของตนเองเป็น อาชีพท่ีสุจริต ซ่ึงมุ่งหวังกำไรจากกิจการที่ตนเองดำเนินการและสามารถขยายกิจการเพ่ิมได้ (สุรเดช วเิ ศษสุรกาน, 2530 และ นวรตั น์ ปลืม้ สติ, 2554) นอกจากน้ี กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน (2559) ให้ความหมายของการ ประกอบอาชีพอิสระ หมายถึงการประกอบการของตนเองเป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงและไม่ต้องกลัวที่จะ พบกับรายได้ที่ไม่แน่นอน มีได้ในทุกลักษณะงานไม่ว่างานนั้นจะเป็นประเภทเกษตรกรรม คหกรรม ศลิ ปกรรม พาณชิ ยกรรม หรืออตุ สาหกรรม เปน็ ต้น สรุปได้ว่า การประกอบอาชีพอิสระ หมายถึง การประกอบอาชีพของบุคคลท่ีเป็น ธรุ กิจหรอื กิจการของตนเองและเปน็ อาชีพท่สี ุจริตสามารถหารายได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีลักษณะงานหลาย รูปแบบเช่น การทำเกษตรกรรม การค้าขาย โดยเป็นงานท่ีเน้นการจำหน่ายหรือการให้บริการเพื่อ มงุ่ หวงั ผลกำไรจนสามารถขยายธุรกจิ หรือกจิ การของตนเองได้ 2.2.1.3 ประเภทของการประกอบอาชพี กรมการจดั หางาน กระทรวงแรงงาน (2559) ได้แบง่ ประเภทของการประกอบอาชีพ อสิ ระไวด้ ังน้ี 1) อาชีพอิสระสามารถแบ่งประเภทได้ 2 ลักษณะคือ 1.1) อาชีพอิสระท่ีทำได้ตามลำพัง เช่น การทำงานประดิษฐ์ การ วาดภาพ การรับจดั ดอกไม้การเปิดรา้ นซ่อมเคร่ืองไฟฟ้า การเปดิ ร้านซกั อบ รดี การเลีย้ งสตั ว์ เปน็ ตน้ 1.2) อาชีพอิสระที่ต้องมีผู้ช่วยหรือลูกมือ เช่น การเปิดร้านขาย อาหาร การเปดิ รา้ นอินเทอรเ์ นต็ การเปิดร้านขายหนงั สือ เป็นตน้
19 นอกจากน้ี เจยี รนยั ทรงชัยกลุ (2533) แบง่ ประเภทอาชพี อิสระออกเปน็ 4 ประเภท ดังนี้ 1) อาชีพอิสระด้านการค้าปลีก เช่น ขายพวงมาลัย เครื่องประดับ ของใช้ ในครวั เรือน เสอื้ ผ้าสำเร็จรูป ผกั ผลไม้ เคร่ืองด่มื ของขบเคีย้ ว สลากกินแบง่ รฐั บาล 2) อาชีพอิสระด้านบริการ เช่น ตัดหญ้า ตกแต่งสนาม จัดดอกไม้ ถา่ ยสำเนาเอกสาร ซ่อมเส้อื ผ้าและรองเทา้ 3) อาชีพอิสระด้านเกษตรกรรม เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ไม้ดอก ไมป้ ระดบั 4) อาชีพอิสระด้านหัตถกรรมและธุรกิจในครัวเรือน เช่น ทำขนม ของเล่น สำหรับเดก็ ของท่ีระลึก ไม้กวาด พรมเชด็ เท้า นอกจากนี้ ประเภทของอาชีพอิสระ ทบวงมหาวิทยาลัย (2526) ได้จัดหมวดหมู่ของอาชีพท่ี เป็นผูป้ ระกอบอาชีพอสิ ระไว้ 3 ประการคอื 1) ประเภทค้าขาย ได้แก่ ขายของชำ ขายข้าวแกง ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขายของเล่นสำหรับเด็ก ขายเครื่องเขียนแบบเรียน ขายผักผลไม้ ขายอุปกรณ์การเกษตรและขาย เคร่ืองสำอาง 2) ประเภทบริการได้แก่ รับจ้างทั่วไป รับเหมาก่อสร้างท่ัวไป เสริมสวย รบั ย้อมผา้ ขบั รถสง่ ผู้โดยสาร รับซอ่ มจกั รยานและจกั รยานยนต์ 3) ประเภทเกษตรกรรม ได้แก่ ทำไร่ ทำนา และกรดี ยาง จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า ประเภทของการประกอบอาชีพสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ ตามวัตถุประสงค์ท่ีแตกต่างกันออกไป เช่น แบ่งตามความสามารถ แบ่งตามความถนัดของแต่ละ บุคคล เป็นตน้ ดังนั้นผวู้ จิ ัยไดท้ ำการแบ่งกลุ่มของการประกอบอาชีพออกเป็น ดงั น้ี 1) กลุม่ อาชพี อสิ ระดา้ นคา้ ขาย ไดแ้ ก่ 1.1) ด้านการค้าปลีก เช่น ร้านอาหาร ร้านเคร่ืองดื่ม ร้านเส้ือผ้า ร้านเคร่อื งประดับ 1.2) ด้านเกษตรกรรม เช่น ร้านผลไม้ ร้านผัก ร้านต้นไม้และ สมุนไพร 1.3) ด้านหัตถกรรมและธุรกิจในครัวเรือน เช่น ร้านของเล่น สำหรบั เดก็ รา้ นของทีร่ ะลกึ 2) กลุม่ อาชพี อสิ ระดา้ นบรกิ าร ได้แก่ บรกิ ารลอ่ งเรือ บริการให้อาหารช้าง
20 2.2.2 ผลกระทบทางดา้ นเศรษฐกจิ และสงั คมของโควิด 19 ในประเทศไทย 2.2.2.1 ผลกระทบทางดา้ นเศรษฐกิจของโควดิ ในประเทศไทย ในการระบาดระลอกแรกน้ัน ผลกระทบจากมาตรการต่าง ๆ ท่ีภาครัฐท่ีออกมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการล็อกดาวน์หรือการหยุดชะงักลง แม้ว่าจะมีการใช้จ่ายภาครัฐผ่านมาตรการ เยียวยาเพ่ือประคับประคองเศรษฐกจิ ก็ตาม ซ่ึงสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าการระบาดของโรคโควิด 19 กระทบต่อการจ้างงานแรงงานใน 9 สาขาการผลิต ครอบคลุมแรงงานมากกว่า 8 ล้านคน ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบแรงงานในภาคเกษตรอีกหลายล้านคน โดยแรงงานในภาคการท่องเท่ียวและภาคบริการท่ีเกี่ยวเน่ือง เช่น การค้าภัตตาคารและโรงแรม ค่อนข้างได้รับผลกระทบที่รุนแรง โดยแรงงานส่วนใหญ่อยู่ปิดเมือง มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม การจำกดั เวลาปิด-เปิด และนงั่ ในรา้ นอาหาร ส่งผลให้ธรุ กิจหลายประเภทตอ้ งนอกระบบประกันสังคม จึงไม่ไดร้ ับสิทธิประโยชนก์ รณวี ่างงานจากระบบประกนั สงั คมตามมาตรา 33 รปู ภาพที่ 2.2 จำนวนแรงงานกลุ่มเปราะบางที่มคี วามเส่ียงตอ่ การถูกลดช่ัวโมงการทำงาน ออกจาก งานหรอื กลุ่มว่างงานชว่ั คราว จากมาตรการเว้นระยะหา่ งทางสงั คม จำแนกตามสาขาการผลิต นอกจากน้ีจากรายงานการสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด 19 ด้านเศรษฐกิจ (23 เมษายน – 17 พฤษภาคม 2563) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มากกว่าครึ่งมีรายได้ลดลง และร้อยละ 33 มีค่าใช้จ่ายเพ่ิมข้ึน ร้อยละ 14 มีหน้ีสินในระบบเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.5 ตกงาน/เลิกจ้าง ร้อยละ 69.7 ได้รับผลกระทบด้านอาชีพและการจ้างงาน อีกท้ัง ผ้ปู ระกอบการรายเล็กได้รับผลกระทบโดยยอดขายลดน้อยลงร้อยละ 21.8 และร้อยละ 12.6 ต้องปิด กิจการ ในขณะท่ี ร้อยละ 12.9 โดนพักงานหรือเลิกจ้าง โดยไม่ได้เงิน นอกจากนั้น ผลกระทบทาง เศรษฐกิจต่อครัวเรือนที่มีต่อกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม ได้แก่ เด็กเล็ก คนพิการและคนป่วย ได้รับ ผลกระทบมากกว่ากลุ่มอ่ืน ซึ่งครัวเรือนที่มีกลุ่มเปราะบางมาก จะได้รับผลกระทบด้านรายได้ที่ลดลง มากกว่ากลุ่มท่ีเปราะบางน้อย มีรายจ่ายเพ่ิมข้ึนมากกว่า มีหน้ีสินมากกว่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มเปราะบางมากจะมีหนี้นอกระบบน้อยกวา่ ครวั เรือนท่ีไมม่ ีกลุ่มเปราะบาง
21 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของช่วงปลายปี 2563 จะดูดีแต่เม่ือพิจารณาในบางกลุ่มธุรกิจ พบว่ายังคงมีผลกระทบท่ีมีความรุนแรงต่อเน่ืองโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเท่ียวจากต่างประเทศ แม้ว่าภาครัฐจะมีการสนับสนุนมาตรการการท่องเที่ยวในประเทศ แต่ยังค่อนข้างจำกัด และพบว่า ธุรกิจท่ีเก่ียวข้องกับการท่องเที่ยวเริ่มปิดกิจการ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของคนที่ทำงานในภาคการ ท่องเท่ียวเป็นแรงงานนอกระบบโดยมากกว่าร้อยละ 70 ของการจ้างงาน ในภาคการท่องเท่ียวอยู่ใน กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นภาคย่อยที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปิดกิจการ ส่วนแบ่ง ของภาคการท่องเที่ยวในการจ้างงานรวมมีสัดส่วนสูงข้ึนในเขตเมือง ดังนั้นจึงมีแนวโน้มเผชิญการ ว่างงานสูงกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายเพ่ือการบริโภคอ่อนตัวลงโดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประมาณการ ว่าการระบาดระลอกสองจะกระทบแรงงาน จำนวน 4.7 ล้านคนโดยในจำนวนน้ี 1.1 ล้านคนมีความ เส่ียงที่จะตกงาน และอีก 3.6 ล้านคนมีความเส่ียงท่ีรายได้จะลดลงอย่างมากนอกจากน้ียังพบว่าเงิน ออมโดยรวมที่เคยเพิ่มขน้ึ หลังการระบาดระลอกแรก (ส่วนหน่ึงอาจมาจากการได้รับเงินช่วยเหลือจาก ภาครัฐ) มีแนวโน้มลดลงท่ามกลางการระบาดระลอกใหม่ (ระลอกสอง) ซึ่งอาจแสดงถึงความสามารถ ในการรองรบั ผลกระทบน้อยลงสำหรบั ประชาชนบางกลมุ่ ภาคการส่งออก มูลค่าการส่งออกของไทยท้ังปี 2563 หดตัวร้อยละ 6 ซ่ึงต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี นับต้ังแต่วิกฤติ hamburger ในปี 2552 แต่จากตัวเลขเดือนธันวาคม 2563 พบว่า มูลค่าการ ส่งออกกลับมา ขยายตัวได้อีกครั้งร้อยละ 4.7 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 22 เดือน นอกจากนี้ การส่งออกเดือน เมษายน 2564 ขยายตัวร้อยละ 13.1 เม่ือเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2563 การนำเข้าขยายตัวร้อยละ 29.8 ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2564 ขยายตัวร้อยละ 4.78 การนำเข้าขยายตัว 13.85% โดยเป็นการขยายตัวจากกลุ่มสินค้าเกษตรและ อตุ สาหกรรมเกษตร ได้แก่ ยางพารา ผักและผลไมส้ ด ผลติ ภัณฑ์ มนั สำปะหลงั เปน็ ต้น การระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกสาม ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นมาน้ัน มีความ รุนแรงอยา่ งมากธนาคารโลกได้ประเมินการเตบิ โตทางเศรษฐกิจของไทยในปี พ.ศ. 2564 คาดว่าน่าจะ ปรับลดลงจาก ร้อยละ 3.4 ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนมีนาคม ลงมาเป็นร้อยละ 2.2 โดยศูนย์วิจัย กสิกรไทยคาดการณ์ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติท่ีจะเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวในไทยในช่วงคร่ึงปีหลัง 2564 จากประมาณ 2.5-6.5 แสนคนจะเหลือเพียง 1.5 แสนคน เนอ่ื งจากสถานการณก์ ารแพร่ระบาด ของโรคโควิด 19 ในประเทศท่ียังพบจำนวนผู้ติดเชื้อสูงทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการ ควบคุมการระบาดในประเทศ ซึ่งไม่เอ้อื ต่อกิจกรรมการทอ่ งเทีย่ ว สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ผลกระทบจากโควิด 19 ระบาดในระลอกที่ 3 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศลดลงอีก ครั้ง โดยเฉพาะการบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนท่ีลดลงร้อยลง 2.5 ถึงแม้ GDP ไตรมาสที่ 2/2564 ขยายตัวร้อยละ 7.5 จากการลดลงร้อยละ 2.6 ในไตรมาสท่ี 1/2564 ก็ตาม
22 และช่วงไตรมาส 3 สถานการณ์โควิด 19 มีความรุนแรงและกระจายไปในวงกว้างมากขึ้น ทำให้มีการ บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ในพ้ืนที่สีแดงเข้ม จำนวน 29 จังหวัด ซ่ึงคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า ร้อยละ 77 ของ GDP ท้งั ประเทศ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ จงึ ไดร้ ับผลกระทบ และทรุดตวั ลงไปดว้ ย นอกจากน้ี การจ้างงานได้รับผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะกิจการในภาคบริการและกิจการ โดยข้อมูลการจ้างงานในไตรมาสท่ี 2 ของปี 2564 ได้แก่ 1) ผวู้ า่ งงาน/เสมอื นว่างงาน (ผ้มู งี านทำไมถ่ ึง 4 ชม. ต่อวัน) มีจำนวน 3.0 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเปน็ 3.4 ล้านคนในส้ินปี 2564 ซ่ึงเพ่ิมขึ้นกว่า ช่วงก่อนการระบาดกว่า 1 ล้านคน 2) ผู้ว่างงานระยะยาว (เกิน 1 ปี) 1.7 แสนคน เพิ่มข้ึนกว่าช่วง ก่อนการระบาดถึงกว่า 3 เท่าตัว 3) ตัวเลขผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 2.9 แสนคน เพ่ิมข้ึนจากช่วงก่อนการระบาดถึง 8.5 หมื่นคน และ 4) แรงงานย้ายถ่ินกลับภูมิลำเนาท่ีเพิ่มข้ึนจาก ภาคบริการ/อุตสาหกรรมในเขตเมือง กลับไปยังภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำกว่า จำนวน 1.6 ล้านคน สูงกว่าค่าเฉลย่ี ช่วงกอ่ นการระบาดกวา่ 1 ล้านคน 2.2.2.2 ผลกระทบทางด้านสงั คมของโควดิ ในประเทศไทย สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดในการระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่ เดอื นมีนาคม 2563 เป็นต้นมา คือ กลุ่มประชาชนท่ีมีรายได้น้อย รวมถึงกลุ่มเปราะบางอน่ื ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการและคนเจ็บป่วย ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียรายได้ ทั้งจากการถูกเลิกจ้าง งานน้อยลง และกลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ ไปถึงการลดลงของคุณภาพชีวิต การไม่สามารถเข้าถึง การศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง หรือการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงผล จากการมตี น้ ทนุ ทางสังคมและเศรษฐกิจทแี่ ตกตา่ งกัน ผลการสำรวจผลกระทบท่ีเกิดจากการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมโรคระบาด เก่ียวกับผลกระทบทางสังคม ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สถาบันวิจัยเพ่ือการ พัฒนาประเทศไทย และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ประเทศไทย พบว่า มากกวา่ รอ้ ยละ 80 ของครัวเรือนเปราะบางได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุม ของรฐั โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือการเดินทางเขา้ รบั บริการทางการแพทยท์ ี่ยากขึ้น ซึ่งคาดว่าเกดิ ได้ จากหลายสาเหตุ เช่น ความหวั่นเกรงความเสี่ยงในการเดินทางออกนอกท่ีพักอาศัย ต้นทุนที่เพิ่มข้ึน จากการโดยสารรถรับจ้างแทนรถสาธารณะรวมท้ังการปิดให้บริการของสถานพยาบาลบางแห่งท่ีต้อง รองรับผู้ติดเช้ือโควิด 19 เป็นต้น นอกจากนี้ในกลุ่มครัวเรือนที่มีเด็กเล็กจะมีปัญหาที่เพ่ิมเติมคือการ ไม่มีเวลาดูแลของผู้ปกครองหรือขาดผู้ดูแลเด็กเล็กจากการที่โรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กปิดให้บริการ อีกทั้งความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์พบว่าเกือบครึ่งหน่ึงของผู้ตอบ (ร้อยละ 46.2) ไม่พร้อมเรียนในระบบออนไลน์เนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์ในการเรียน เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต (คิดเป็นร้อยละ 23.5 ของครัวเรือนที่ไม่มีความพร้อม) และจากการท่ผี ู้ปกครอง ไมม่ ีเวลาในการช่วยเหลือในการเรียนออนไลน์ (คิดเป็นร้อยละ 18.6)
23 การระบาดท่ีลากยาวและรุนแรงมากขึ้นในระลอกใหม่ (ระลอกสอง) ส่งผลกระทบ ด้านสังคมซ้ำอีกคร้ังกับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยกลุ่มเปราะบางได้รับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่ากลุ่มอ่ืนตั้งแต่ระลอกแรก โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้หา รายได้หลักในครอบครัวของกลุ่มเปราะบางมักทำงานนอกระบบ ขาดความม่ันคงของการทำงานและ รายได้อยู่แล้วต้ังแต่ก่อนเกิดการระบาดจึงมักเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกกระทบรุนแรงในแง่การสูญเสีย รายได้ส่วนด้านสังคมก็ถูกกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นเช่น เด็กในครอบครัวยากจนมีความสามารถ ในการเรียนรู้ออนไลน์น้อยกว่าเด็กฐานะดี ผู้ปกครองก็มีความพร้อมและความสามารถในการเรียน ร่วมกับลูกน้อยกว่า ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวในครอบครัวเปราะบางทุกประเภทก็เข้าถึงบริการทาง การแพทยล์ ดลงมากกว่า เปน็ ต้น นอกจากน้ี การสำรวจกลุ่มคนไร้บ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงสถานการณ์การ แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 พบว่ามีแนวโน้มเกิดคนไร้บ้านหน้าใหม่เพ่ิมขึ้นร้อยละ 20-30 หรือ ประมาณ 300-400 คน จากเดิมท่ีมีคนไร้บ้านอยู่ราว 1,500 -1,600 คน โดยสาเหตุหลักมาจากภาวะ เศรษฐกิจท่ีได้รับผลกระทบต่อเน่ืองจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ผู้ประกอบการปิดกิจการ เลิกจ้าง ซ่ึงกลุ่มที่มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ เม่ือถูกเลิกจ้างไม่มีรายได้ ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าท่ีอยู่อาศัย ทำให้บางส่วนต้องกลายมาเป็นคนไร้บ้าน สอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงา ที่พบว่ากลุ่มคนไร้ บา้ นทง้ั หนา้ เกา่ และหน้าใหม่ สว่ นใหญ่เขา้ ไม่ถงึ การชว่ ยเหลือเยียวยาจากภาครฐั สว่ นการช่วยเหลือทม่ี ี ก่อนหน้าน้ี เช่น การเปิดศูนย์พักพิงให้กับคนไร้บ้าน ไม่มีความต่อเนื่องและไม่ตรงกับความต้องการท่ี แท้จริงของพวกเขา การมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้า-ออก มีปัญหาจากอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และไม่ได้ ส่งเสริมให้มีการจ้างงาน เพราะสำหรับคนไร้บ้าน ส่ิงต้องการเป็นอันดับแรกคือการจ้างงาน เพื่อมี รายได้เลย้ี งชพี และเช่าทอี่ ยอู่ าศัย ทำให้คนท่ีเคยเข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิง ตัดสินใจออกมาเป็นคนไร้บ้านอีกคร้ัง เพ่ือ ออกจากข้อจำกัด และผลักดันตัวเองออกจากการเป็นคนไร้บ้านได้ นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลคนไร้ บ้านของแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพ่ือการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน ในช่วง การระบาดระลอกสาม ระหว่างวันที่ 3–8 พฤษภาคม 2564 ใน 4 จังหวัด พบว่าคนไร้บ้าน กว่าร้อย ละ 43 เลือกที่จะใช้สิทธิการรักษานอกระบบ ซ่ึงส่วนหน่ึงมาจากการไม่มีสถานะที่จะเข้าถึงระบบ ประกันสขุ ภาพได้ และมากกว่าร้อยละ 58 ไมเ่ คยเข้าถึงโครงการทรี่ ัฐออกมาตรการมาเยียวยาได้เลย กลุ่มผู้สูงอายุได้รับผลกระทบในหลายเรื่องเช่นการดูแลตนเอง (การตัดผม การออก กำลังกาย) การซ้ือข้าวของเครื่องใช้ การจ่ายตลาด การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ การเขา้ รับบริการ ทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วย โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุท่ีได้รับผลกระทบดังกล่าวในภาพรวมคิดเป็น ร้อยละ 70.1 – 91.8 และสัดส่วนของผู้สูงอายุท่ีได้รับผลกระทบดังกล่าวในระดับ “มาก”คิดเป็นร้อย ละ 28.2 – 40.9 นอกจากน้ีมาตรการปิดสถานที่ดูแลผู้สูงอายุส่งผลต่อการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
24 กลุ่มผู้มีภาวะพึ่งพิงท่ีต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด ทำให้ผู้สูงอายุอาจไม่ได้รับการดูแล อยา่ งตอ่ เนอ่ื งและสร้างภาระการดแู ลใหแ้ ก่ครอบครัวผสู้ งู อายไุ ด้ เด็กและเยาวชน เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางท่ีได้รับผลกระทบมากท่ีสุดกลุ่มหน่ึง ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางศึกษา ได้ติดตามศึกษาปรากฏการณ์ “การสูญเสีย การเรียนรู้” (Learning Loss) หรือ “Covid Slide” เป็นปรากฏการณ์การสูญเสียการเรียนรู้ในช่วง โควดิ ของเด็กนักเรียน การสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์โควดิ กรณีปิดเรียนเปน็ ระยะเวลานานจะ พบว่าเดก็ ขาดการเรียนรู้ทงั้ ในรูปแบบนามธรรมและรูปธรรม ยิ่งจะทำใหพ้ ัฒนาการของเดก็ ช้ามากขึ้น นอกจากนี้ พบว่าการระบาดระลอกใหม่ (ระลอกสอง) จะก่อให้เกิดความเหล่ือมล้ำทางการศึกษาใน 2 ประเด็น คือ ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา และ ภาวะถดถอยด้านการเรียนรู้ โดยจะยิ่ง ขยายช่องว่างความเหล่ือมล้ำทางการศึกษาระหว่างเมืองและชนบทอีกมากกว่า 2 ปีการศึกษาและ จากข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ รายงานว่าเด็กที่อาศัยอยู่โดยไม่มีพ่อแม่ใช้เวลากับโซเชียลมีเดีย กิจกรรมออนไลน์ (ร้อยละ 88) ดูทีวี (ร้อยละ 85) เล่นเกมท้ังออฟไลน์และออนไลน์ (ร้อยละ 52) มากกวา่ ชว่ งก่อนโรคโควดิ 19 ระบาด เทยี บกับเด็กทม่ี ีชีวติ อยกู่ บั ผู้ปกครองอย่างน้อยหนง่ึ คน จากข้อมูลดังกล่าว กลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มที่สะท้อนให้เห็นผลความเหลื่อมล้ำทาง สังคม ปัญหาความยากจนปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และการที่ไม่สามารถเข้าถึงหลักประกัน หรือสวัสดิการใดๆ มารองรับ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นอกจากนี้ โครงการวิจัยคนจนเมืองที่เปล่ียนไปในสังคมเมืองทีก่ ำลังเปล่ยี นแปลงภายใต้การสนับสนุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้ทำการศึกษาใน เดือนเมษายน 2563 พบวา่ ผู้ท่ีไดร้ ับผลกระทบอย่างรุนแรงจากนโยบายและมาตรการของรัฐคอื กลุ่ม ลกู จ้าง แรงงานอสิ ระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนจนเมืองซึ่งต้องตกงานแต่ไม่ไดร้ ับการช่วยเหลือหรือ เยียวยาจากทางภาครัฐอย่างทันท่วงที และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นอีกส่วนท่ีได้รับผลกระทบอย่าง รุนแรงด้วยเช่นกัน 2.2.3 มาตรการควบคมุ โรคโควิด 19 กับเศรษฐกิจและสงั คมในประเทศไทย 2.2.3.1 มาตรการควบคมุ โรคโควดิ 19 แตล่ ะระยะในประเทศไทย 1) ระยะท่ีพบผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ (เดือนมกราคม) ประเทศไทยเร่ิมตรวจ คัดกรองอุณหภูมิผู้เดินทางที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันท่ี 3 มกราคม พ.ศ. 2563 หลังจากที่ประเทศจนี ประกาศแจง้ เตือนว่าพบการระบาดของโรคปอดอกั เสบไม่ทราบสาเหตุในเมืองอู่ ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ทำให้สามารถตรวจจับผู้ป่วยชาวจีนรายแรกท่ี นำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วต้ังแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563 หลังจากน้ันพบผู้ป่วยใน กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนท่ีเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยตลอดเดือนมกราคม มาตรการควบคุมโรคใน ระยะน้ี จึงเน้นการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางท่ีมาจาก
25 ประเทศจีน รวมทั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และมาเก๊า การรักษาและแยกผู้ป่วยในห้องแยกโรคของ โรงพยาบาล และการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเพ่ือตรวจหาการติดเชื้อและนำมาแยกโรคใน โรงพยาบาลทุกราย จะพบว่าติดเช้ือโดยมีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินท่ีกระทรวง สาธารณสุข 2) ระยะที่พบการแพร่โรคในประเทศไทยในวงจำกัด (ปลายเดือนมกราคม – ต้น เดอื นมนี าคม) วนั ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมรี ายงานผปู้ ่วยชาวไทยรายแรก อาชีพขับ รถแท็กซ่ี ซ่งึ ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปตา่ งประเทศ แต่มีประวัติขับรถแท็กซี่ให้บริการกับผู้ป่วยชาวจีน หลังจากน้ันเป็นต้นมา เร่ิมพบผู้ป่วยท่ีติดเช้ือภายในประเทศไทยเพ่ิมขึ้น ในกลุ่มอาชีพเส่ียงสูงที่ต้อง ทำงานใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ ขับรถสาธารณะ มัคคุเทศก์ พ นักงานขายของ นอกจากน้ียังมีคนไทยที่ป่วยภายหลังกลบั จากเดินทางไปท่องเทยี่ วต่างประเทศ การป่วยด้วยโรคโควิด 19 ในคนไทยเหล่าน้ี ทำให้เกิดการแพรเ่ ช้ือต่อไปยังผู้สมั ผัสใกลช้ ิด โดยเฉพาะคนในครอบครัวอย่างไร ก็ตามกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ได้ทำการค้นหาและติดตามผู้สัมผัสอย่าง รวดเร็ว จนสามารถควบคุมให้การระบาดยังอยู่ในวงจำกัดได้ มาตรการในระยะนี้ ขยายการเฝ้าระวัง โรคและคัดกรองอาการเพ่ิมเติม ในคนไทยท่ีมีประวัตสิ ัมผัสกับชาวต่างชาติ เน้นการส่ือสารความเส่ียง และเฝ้าระวังเชิงรุกใน 8 จังหวัดเส่ียงสูงเน่ืองจากเป็นแหล่งท่องเท่ียว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ กระบ่ี ภูเก็ต ประเทศไทยได้กำหนดให้โรค โควิด 19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อวันท่ี 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เพ่ือใช้บังคับในการแยกโรคและกักกันผู้สัมผัส มีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวง ต่าง ๆ มากข้ึน ท้ังในด้านการคัดกรองที่ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ การเฝ้าระวัง กลุ่มอาชีพ เส่ยี ง การเตรียมความพร้อมทางด้านทรัพยากรและเวชภัณฑ์ รวมทั้งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ จึงได้ มีการแต่งต้ังคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ แห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2563 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีกรรมการจาก กระทรวงต่าง ๆ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัย เพ่ือร่วมกันควบคุม และแกไ้ ขปญั หาโรคโควิด 19 3) ระยะท่ีพบการแพร่โรคในประเทศไทยในวงกว้างหลายจังหวัด (กลางเดือน มีนาคม - เมษายน) เดือนมนี าคม - เมษายน พ.ศ.2563 พบการระบาดของโรคโควิด 19 ในวงกว้างใน ภูมิภาคเอเชียหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และแพร่ระบาดต่อไปยังภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศไทยกลับมาพบผู้ป่วยในชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาว ยุโรป และคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศอีกคร้ัง นอกจากนี้ยังมีชาวไทยที่เดินทางไปร่วมพิธี ทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้วกลับมามีอาการป่วยจำนวนมาก ในระยะน้ีพบกลุ่ม คนไทยป่วยจำนวนมากใน 2 เหตกุ ารณ์ ได้แก่ การแพรร่ ะบาดในสถานบนั เทิง และการแพร่ระบาดใน
26 สนามมวย 3 แห่ง ทั้งสองเหตุการณ์ทำให้เกิดการแพร่ระบาดไปสู่คนใกล้ชิดทั้งในครอบครัวสถานที่ ทำงาน และสถานศึกษา และแพร่กระจายไปในจังหวัดอ่ืน ๆ ทั่วประเทศ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็วประมาณ 150 - 200 รายต่อวันทำให้รัฐบาลต้องมีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เม่ือวันท่ี 12 มีนาคม พ.ศ. 2563 เพ่ือ บูรณาการมาตรการระหว่างหน่วยงาน และรวมศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรและการส่ือสาร สาธารณะ รวมทั้งการจัดตั้งสถานท่ีกักกันเพ่ือสังเกตอาการสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ มีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 เมื่อวันท่ี 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 และออกประกาศที่สำคัญเพ่ือการป้องกันควบคุมโรค ได้แก่ การปิดพรมแดน ระหว่างประเทศโดยเฉพาะท่าอากาศยาน การเล่ือนวันหยุดและงดจัดงานเทศกาลสงกรานต์ การชะลอการเดินทางขา้ มจงั หวัด การจำกัดเวลาเขา้ ออกเคหสถาน และการปดิ สถานทตี่ ่าง ๆ 4) ระยะผ่อนปรนมาตรการ (เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563) หลังจากมีการ ออกประกาศต่าง ๆ ประเทศไทยพบจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในเดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา ผู้ป่วยที่พบเกือบท้ังหมดเป็นผู้ท่ีเดินทางกลับมาจากพ้ืนที่ระบาดและอยู่ในสถานที่กักกัน เพ่ือสังเกตอาการ ศบค. จึงได้ดำเนินการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจ สังคม และ เศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินกิจการและกิจกรรรมต่าง ๆ ได้ การจัดทำมาตรการผ่อนปรนนี้เป็นระยะ ต่าง ๆ ทั้งส้ินจำนวน 7 ระยะ ตามความเส่ียงของประเภทกิจการและกิจกรรมทางสังคม ก่อนเปิดแต่ ละภาคส่วนต้องมีการประเมินกจิ การและกิจกรรมตา่ ง ๆ โดยการผอ่ นปรนทัง้ 5 ระยะ มดี ังนี้ ระยะที่ 1 (3 พฤษภาคม 2563) ผ่อนปรนกจิ การหรือกิจกรรมท่ีมีความเสี่ยงต่อ การแพร่ระบาดของโรคไปในหลายพื้นท่ีและการแพร่เชื้อสถานท่ีอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่มีความจำเป็นต่อ การดำเนินชีวิต และเป็นกิจกรรมท่ีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในเกณฑ์สูง ได้แก่ ร้านอาหารท่ัวไป ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซ้ือ ตลาดสด ตลาดนัด ร้านเสริมสวย สถานท่ีออก กำลังกายในท่ีโล่งแจ้งสถานท่ีให้บริการดูแลรักษาสัตว์ ขนส่งสาธารณะ ทางราง ทางบก ทางน้ำและ อากาศ ระยะที่ 2 (16 พฤษภาคม 2563) ผ่อนปรนกิจการหรือกิจกรรมที่มีความเส่ียง ต่อการแพรร่ ะบาดของโรคไปในหลายพ้ืนทีแ่ ละการแพรเ่ ช้ือสถานท่ีอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และมีความ จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในเกณฑ์สูง ได้แก่ ภัตตาคาร ศูนย์อาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกและค้าส่ง สถานบริการ สถานสงเคราะห์สำหรับเด็กและ ผ้สู งู อายุ การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวดี ทิ ัศน์ หอ้ งประชุมในโรงแรมหรอื ศนู ย์ประชุม คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สถานท่ีออกกำลังกายฟิตเนส สระว่ายน้ำ สวนพฤกษศาสตร์ พิพธิ ภัณฑ์ โบราณสถาน หอ้ งสมดุ หอศลิ ป์
27 ระยะท่ี 3 (1 มิถุนายน 2563) ผ่อนปรนกิจการหรือกิจกรรมท่ีมีความเส่ียงต่อ การแพร่ระบาดของโรคไปในหลายพ้ืนท่ีและการแพร่เช้ือสถานที่อยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง และมี ความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุมสถานท่ีจัดนิทรรศการสนามพระเครื่อง ร้านเสริมสวย แต่งผมและสระผม คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สถานท่ีสักหรือเจาะผิวหนัง สปา ร้านนวด ค่ายมวย สนามฟุตบอล ฟุตซอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล โบว์ล่ิง สเก็ต สถานที่ลีลาศ สถานท่ีกีฬา ทางนำ้ โรงละคร โรงภาพยนตร์ สวนสตั ว์ ระยะท่ี 4 (15 มิถุนายน 2563) ผ่อนปรนกิจการหรือกิจกรรมที่มีความเส่ียงต่อ การแพร่ระบาดของโรคไปในหลายพน้ื ท่ีและการแพร่เชื้อสถานที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมีความจำเป็นต่อ การดำเนินชีวิต และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ได้แก่ ขยายขนาดการจัด กิจกรรมท่ีได้ผ่อนปรนไปในระยะที่ 1-3 เช่น อนุญาตให้จัดประชุมได้ในขนาดใหญ่ข้ึน อนุญาตให้ ดื่มแอลกอฮอล์ในภตั ตาคาร ศูนยอ์ าหารหรือโรงแรมได้ เป็นต้น ระยะท่ี 5 (1 กรกฎาคม 2563) ผ่อนปรนกิจการหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อ การแพร่ระบาดของโรคไปในหลายพนื้ ท่ีและการแพร่เชื้อสถานท่ีอยู่ในเกณฑ์สูง และมีความจำเป็นต่อ การดำเนินชีวิต และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ได้แก่ สถานบันเทิงคล้ายผับ บาร์ คาราโอเกะ ร้านเกมและรา้ นอนิ เทอรเ์ น็ต สถานประกอบกจิ การอาบอบนวด โรงนำ้ ชา ระยะท่ี 6 ( 31 กรกฎาคม 2563) ผ่อนปรนกิจการการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม กระทำได้ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การถ่ายทำรายการ โทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ สถานท่ีใช้เครื่องเล่น เช่น บ้านลม บ้านบอล สนามชนโค ชนไก่ กัดปลา การเดินทางเข้าประเทศของคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญถ่ินที่อยู่ในราชอาณาจักร ผู้มีใบอนุญาต การทำงานตลอดจนคู่สมรสและบุตร ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาประเทศไทยตามข้อตกลง พิเศษ (special arrangement) ระยะท่ี 7 (31 สิงหาคม 2563) ให้สถาบันการศึกษาและกวดวิชาจัดการเรียน การสอนครบทุกชั้นทุกห้องครบเต็มจำนวน การแข่งขันกีฬาให้มีผู้ชมได้ พาหนะเพื่อการขนส่งทางบก และทางน้ำบรรทุกได้เตม็ ความจุมาตรฐาน (กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ , 2563)
28 2.2.3.2 มาตรการป้องกนั ควบคมุ โรคโควิด 19 ในประเทศไทย เน่ืองจากมีความเป็นไปได้มากท่ีโรคโควิด 19 จะยังระบาดต่อเนื่องในหลายประเทศ ทั่วโลกอีกเป็นเวลาหลายเดือน หรือเป็นปีและประเทศไทยยังมีความเส่ียงต่อการกลับมาระบาดซ้ำ ดงั น้นั มาตรการป้องกนั ควบคุมโรคในระยะถัดไป จะแตกต่างจากการป้องกนั ควบคมุ โรคในระยะแรกที่ เป็นการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินโดยใช้โครงสร้างบัญชาการเหตุการณ์เฉพาะ ซ่ึงมีการระดมกำลังคนและ ทรัพยากรจำนวนมาก จนเกิดการหยุดหรือชะลอการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขอ่ืน ๆ ไป หลังจากน้ี ในการบริหารจัดการปัญหาโควิด 19 ในระยะยาว จึงควรคำนึงถึงการใช้กำลังคนและทรัพยากรท่ีมี การบูรณาการไปกับระบบปกติและปรับเพิ่มข้ึนเท่าท่ีจำเป็นตามระดับความรุนแรงของการแพร่ ระบาด โดยมีมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 ในภาพรวมของประเทศ และระดับจังหวัดที่ พจิ ารณาตามระดบั ความรนุ แรงของการแพร่ระบาด ดังนี้ 1) มาตรการสาธารณสุขภาพรวมของประเทศมอี งค์ประกอบมาตรการสำคัญดงั นี้ 1.1) การป้องกัน (prevention) 1.2) การกกั กนั (quarantine) 1.3) การเฝา้ ระวงั และคน้ หา (surveillance) 1.4) การตดิ ตามสอบสวนและควบคมุ โรค (trace) 1.5) การดูแลรกั ษาและปอ้ งกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล (treat) ตารางท่ี 2.1 ตารางสรปุ มาตรการปอ้ งกันควบคุมโรคโควดิ 19 ในประเทศไทย การควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2563) มาตรการสำคัญ หน่วยงานหลกั ฝั่ง สธ. หน่วยงานหลกั ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ฝ่ังอนื่ ๆ 1. มาตรการปอ้ งกัน ประกอบด้วย 1.1 การสกดั กนั้ การนำเช้อื เข้าจากตา่ งประเทศ/จุดผา่ นแดน 1.2 การป้องกันในประเทศทง้ั สำหรับประชากรเสีย่ งสูงและเปราะบาง และประชาชนทั่วไป 1.1 การสกดั กน้ั การนำเข้า ติดตามวิเคราะห์ กรม คร. กต. มท. ผลประเมนิ ความ เชือ้ จากตา่ งประเทศ /จดุ สถานการณ์ ในแตล่ ะ ตม. คค. เส่ยี งการนำเชื้อเข้า ผ่านแดน ประเทศ สนบั สนุนข้อมูล กก. จากต่างประเทศ เพอ่ื พิจารณาอนญุ าตระงับ การเดนิ ทางเขา้ ประเทศ ไทย
29 ตารางท่ี 2.1 (ต่อ) คดั กรองทีด่ า่ นควบคมุ โรค กรม คร. กต. มท. ผู้เดินทางจาก ระหว่างประเทศทั้งด่าน สสจ. ตม. คค. ต่างประเทศได้รับ อากาศ กก. การคดั กรองทกุ คน ด่านบก และด่านเรอื และสามารถ พัฒนาศักยภาพและ กรม คร. ตดิ ตามได้ มาตรฐาน สสจ. กต. มท. สตม. ดา่ นควบคุมโรค ดา่ นกักกันโรค ทงั้ ทางบก 1.2 การปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื ด่านเรือและดา่ นอากาศ กรมคร. กรม ในประเทศ การกำหนดมาตรการใน อนามัย ประชากรกลมุ่ เส่ียง/กล่มุ สป.สธ.สสจ. เปราะบาง สถานทีเ่ สีย่ ง และ กรม คร. เหตุการณ์ท่จี ะทำใหม้ กี าร กรมอนามยั ระบาดในวงกว้าง กรม การคงวถิ ีชีวติ พฤตกิ รรม สขุ ภาพจติ และสภาพแวดลอ้ มท่ี สป.สธ.สสจ. ปลอดภัย กรม คร. กรมอนามยั การสอื่ สารความเสยี่ งและ กรม สรา้ งความรอบรู้กบั สุขภาพจติ ประชาชนอย่างต่อเนื่อง สป.สธ.สสจ.
30 ตารางท่ี 2.1 (ต่อ) 2. มาตรการการกักกันโรค จดั ตง้ั และขยายการบรหิ าร สป.สธ. มท. กห. - ผเู้ ดนิ ทางจาก คกก.ต.จงั หวดั พืน้ ทีร่ ะบาดได้รับ จดั การstate กรม คร. และ คณะทำงาน การกกั ตวั จนครบ ประจำชอ่ งทาง กำหนด- SQ, quarantine, alternative กรม ASQ และ LQ รง. อก. อว. OQ ปฏบิ ตั ติ าม state quarantine , วทิ ยาศาสตร์ รฐั วิสาหกิจ มาตรฐาน คลนิ กิ เอกชน local quarantine และ ฯ ผปู้ ระกอบการ - ผู้ป่วย ARI ท่เี ข้า ตามนยิ ามไดร้ บั organization สสจ. การส่งตรวจหา เชอ้ื quarantine ในทกุ จังหวดั - ผู้ป่วยปอด อักเสบ 3. มาตรการเฝา้ ระวัง คน้ หา และตรวจหาผู้ตดิ เชื้อ รนุ แรงไม่ทราบ สาเหตุไดร้ ับการ เฝ้าระวงั ผูป้ ่วยและผตู้ ดิ เชอื้ เฝา้ ระวังผปู้ ่วยท่ี สป.สธ. กรม ตรวจหาเชื้อทกุ ราย สถานพยาบาลทุกระดับ คร. ประชากร เปา้ หมาย และตรวจจับผู้ปว่ ยในสถาน กรมการ ได้รบั การสง่ ตรวจหาเชื้อ ประกอบการ แพทยฯ์ มีระบบเฝา้ ระวัง เฝ้าระวงั เชงิ รกุ ในชมุ ชนใน กรม คร. มท. กห. สดั ส่วน ILI พ้นื ท่เี สย่ี ง ประชากรกล่มุ สสจ. ใน คกก.ต.จังหวดั ครอบคลุม เสย่ี งเชน่ เรือนจำ จังหวัดเสี่ยง สถานพยาบาลทุก สงู หรอื พบ อว. จงั หวัด ตดิ ตามสดั ส่วน ILI ใน การระบาด ผปู้ ว่ ยนอก กรม คร. สสจ.
31 ตารางที่ 2.1 (ต่อ) 4. มาตรการตดิ ตาม สอบสวนและควบคุมโรค กรม คร. คกก.ต.จงั หวัด ผู้สมั ผสั เส่ยี งสูง ตดิ ตามและกักกนั ผ้สู มั ผัส กรม ไดร้ ับการกักกนั เสี่ยงสงู เพือ่ สังเกตอาการ วิทยาศาสตรฯ์ ตดิ ตามครบ 14 และเกบ็ ตัวอย่างสง่ ตรวจ สสจ. วนั และเก็บ ตวั อย่างส่งตรวจ ค้นหาผู้ป่วยเชิงรกุ ในพืน้ ที่ กรม คร. คกก.ต.จงั หวดั ประชากร กลมุ่ เปา้ หมาย ที่พบการระบาด สสจ. ได้รบั การติดตาม วเิ คราะหส์ ถานการณ์ สป.สธ. อว. ผลการประเมิน ประเมนิ ความเสี่ยงของ กรม คร. ความเส่ยี งท่ีทัน การแพร่ระบาดในประเทศ สสจ. กรม ปชส. ตอ่ และในพนื้ ท่ี มท ศธ สถานการณ์และ คกก.ต.จังหวัด การคาดการณ์ สรา้ งสขุ อนามยั ส่วน กรมอนามัย สถานการณ์ บคุ คล สสจ. ล่วงหน้า ประชาชนมี พฤติกรรมป้องกัน โรคทีพ่ ึงประสงค์ บรหิ ารจัดการสถานที่เกดิ สป.สธ. มท. รง. กก. อต. สถานท่เี กิดการ การระบาดและสถานท่ี กรม คร. ศธ. รฐั วิสาหกิจ ระบาดและ เสยี่ ง สสจ. สถานที่ ภายใตพ้ รบ.โรคตดิ ตอ่ คกก.ต.จังหวัด เสย่ี งได้รบั การ ควบคมุ โรคตาม ความเหมาะสม
32 ตารางท่ี 2.1 (ต่อ) 5. การดูแลรกั ษาผ้ปู ว่ ยและป้องกันการติดเช้ือในโรงพยาบาล ขยายการตรวจทาง กรม อว.คกก.ต. หอ้ งปฏบิ ตั ิการ สามารถรายงาน หอ้ งปฏิบัตกิ าร ให้ วิทยาศาสตร์ฯ จังหวดั ผลไดภ้ ายใน 6 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกจงั หวดั สสจ. ชดุ ทดสอบเร็ว Lab ภาคสนาม พฒั นา/จดั หาวิธีการ กรม อว. พณ. ตรวจใหม่ ที่รวดเรว็ วทิ ยาศาสตร์ฯ และประหยัดย่ิงขึ้น อย. ทกุ สถานพยาบาลมีARI ทุก อว. กห. ผปู้ ว่ ยสงสยั ได้รบั clinic ท่ีไดม้ าตรฐาน สถานพยาบาล การตรวจจบั อยา่ ง มีARI รวดเรว็ ไมม่ ีHCWs clinic ท่ไี ด้ สมั ผัสโรค มาตรฐาน จดั ระบบดแู ลรกั ษา กรมการ ผปู้ ว่ ยโดยปอ้ งกันการ แพทย์ แพรเ่ ช้อื ในโรงพยาบาล สสจ. ตาม Universal precaution บรหิ ารจัดการทรัพยากร สป.สธ. อว. มท. พณ. มกี ารประมาณการ อก. ลว่ งหน้า จัดหา และเวชภณั ฑใ์ ห้ กรมการ และกระจาย ทรพั ยากร เพยี งพอต่อจำนวน แพทย์ อย่างเหมาะสม ผปู้ ว่ ย รวมทงั้ ยาตา้ น สสจ. ไวรัสและ PPE อย. GPO
33 2.2.3.3 มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและสงั คมในประเทศไทย รายงานผลการทบทวนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของ โรคโควิด 19 ในระดับโลก และในประเทศไทย(โศภิต นาสืบ, 2564) ระบุไว้ว่าภาพรวมมาตรการ ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยนับต้ังแต่การระบาดโรคโควิด 19 ต้ังแต่ต้นปี 2563 เป็น ต้นมารัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมการแพร่ระบาด ตั้งแต่การปิดเมืองและการรักษา ระยะห่างทางสังคม มาตรการที่นำมาใช้โดยสรุปก็คือห้ามเข้าพ้ืนที่เส่ียงต่อการติดต่อโรค ห้ามเดิน ทางเข้า - ออก ประเทศ การตงั้ จุดตรวจ จดุ สกัด ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาทีก่ ำหนด ปิดสถานที่ ท่องเที่ยว สนามกีฬา ปิดสถานบริการ อาทิ ร้านนวดแผนไทย สถานบันเทิง ห้ามเดินทางข้ามเขต จังหวัด มาตรการกักตัว 14 วัน ห้ามชุมนุมหรือม่ัวสุมหรือจัดกิจกรรมที่มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวน มาก รวมถึงการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศในช่วงเวลา 22.00 - 04.00 น. หรือท่ีเรียกว่ามาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ” โดยในระยะแรกน้ันได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดีท้ังใน ด้านการพยายามอยู่บ้านและการมีพฤติกรรมป้องกันตนเองจากการติดเช้ือและแพร่กระจายโรค ถงึ แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะได้รบั ผลกระทบต่อรายได้ซ่ึงจากการสำรวจ พบวา่ รอ้ ยละ 52.1 ของ ผู้ตอบแบบสอบถามมีรายได้ลดลงในช่วงมาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ เมื่อเทียบกับก่อนมี มาตรการกลุ่มอาชีพท่ีมีรายได้ลดลงในช่วงมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพ่ือชาติ เม่ือเทียบกับก่อนมี มาตรการมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอาชีพทำการเกษตร (ร้อยละ 88.9) อาชีพอิสระ (ร้อยละ87.6) ธุรกิจ ส่วนตวั /คา้ ขาย (ร้อยละ 87.2) นกั เรียน/ นักศึกษา (รอ้ ยละ 78.0) และรบั จา้ งรายวนั (รอ้ ยละ 71.7) นอกจากนี้ยังได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมาเป็นระยะ เพ่ือบรรเทา ความเดือดร้อนของประชาชน เช่น มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโรคโควิด 19 ต่อ เศรษฐกิจไทยท้ังทางตรงและทางอ้อม ระยะ 1-3 มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและ ผู้ประกอบการธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในระลอกใหม่ (ระลอกสอง) อาทิเช่น โครงการเราชนะ คนละครึ่ง เรารักกัน เราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น เพ่ือช่วยเหลือดูแลค่าครองชีพ การดำเนินมาตรการทางการเงนิ การคลัง เช่น การลดอัตราดอกเบย้ี การลดสนิ เชอ่ื ธรุ กิจ เป็นต้น อีกทั้ง เพื่อเป็นการลดผลกระทบของการว่างงานยังมีโครงการจ้างงานระยะส้ันของภาครัฐ (public work) เกิดข้ึนเปน็ จำนวนมากเช่น โครงการสร้างงานช่วั คราวพรอ้ มกับการฝึกฝนปฏิบตั งิ านจริงของกระทรวง การอุดมศึกษาฯ จำนวน 1 หมื่นอัตรา โครงการจ้างงานในระดับชุมชนของกรมชลประทานอีกกว่า 8 หม่ืนอัตราเป็นต้น
34 ตารางท่ี 2.2 สรปุ มาตรการกระตุน้ ชว่ ยเหลือทางเศรษฐกจิ ในประเทศไทยถงึ เดือนพฤษภาคม 2564 (โศภิต นาสืบ, 2564) มาตรการ รายละเอียด มาตรการดูแลและเยยี วยา ระยะท่ี 1 (4 มนี าคม 2563) : วงเงินหนง่ึ แสนล้านบาท โดยใหค้ วามชว่ ยเหลือ ผลกระทบจากโรคโควิด 19 ทางการเงนิ แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการลดภาระทาง ต่อเศรษฐกจิ ไทยทัง้ ทางตรง ภาษีและการดำเนนิ มาตรการเยียวยากล่มุ เปราะบางรายละ 1,000 บาท เปน็ และทางอ้อมระยะ 1-3 เวลา 3 เดอื น ผู้ถอื บัตรสวสั ดิการแหง่ รัฐ รายละ 3,000 บาท และการแจกเงิน ชว่ ยเหลอื 5,000 บาท สำหรับแรงงานและลูกจา้ งสถานประกอบการที่ได้รบั ผลกระทบ รวมถึงผปู้ ระกอบอาชีพอสิ ระที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกนั สงั คม ระยะท่ี 2 (24 มนี าคม 2563) : วงเงนิ 1.17 แสนล้านบาทเพอื่ เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพ มาตรการช่วยเหลอื ในระยะท่ี 1 ระยะที่ 3 (7 เมษายน 2563) : วงเงนิ 1.9 ล้านลา้ นบาท ดังรายการตอ่ ไปนี้ (ก) เงนิ ก้หู น่งึ ลา้ นลา้ นบาท เพ่ือใช้ดงั นี้ 1) 4.5 หม่ืนล้านบาท ในดา้ นการรกั ษาพยาบาล 2) 5.55 แสนล้านบาทสำหรับความช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยใหแ้ ก่ ประชาชน เกษตรกร และผปู้ ระกอบการทไ่ี ดร้ ับผลกระทบ 3) 4 แสนล้านบาท สำหรบั การฟ้นื ฟเู ศรษฐกจิ (30) วงเงนิ 5 แสนลา้ นบาท เพ่ือเพมิ่ สภาพคล่องภาคธุรกิจ โดยใชส้ นบั สนุนงบประมาณแกธ่ นาคารพาณชิ ย์ เพอ่ื ปล่อยกใู้ ห้แก่บริษัททป่ี ระสบปัญหาสภาพคลอ่ ง (ค) วงเงิน 4 แสนลา้ นบาท เพื่อดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน โดยจดั ตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของ การระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ มาตรการบรรเทา วันท่ี 19 มกราคม 2564 มตคิ ณะรฐั มนตรีมีมติอนุมตั ิโครงการ “เราชนะ” ผลกระทบต่อประชาชนและ จำนวน 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดอื น รวมคนละ 7,000 บาท ไดแ้ ก่ กลุม่ ผถู้ ือ ผ้ปู ระกอบการธรุ กิจ บัตรสวัสดิการแหง่ รฐั และกลุ่มคนที่ไดร้ บั สิทธคิ นละคร่งึ วงเงนิ โครงการรวม จากการแพรร่ ะบาดของโรค 210,200 ล้านบาท โควิด 19 ในระลอกใหม่ (ระลอกสอง)
35 ตารางที่ 2.2 (ต่อ) วนั ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 มตคิ ณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โครงการ ม.33 เรารักกนั คนละ 4,000 บาท จ่าย ใหอ้ าทิตยล์ ะ 1,000 บาท วงเงิน 4 หมืน่ ล้าน วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 มติคณะรฐั มนตรี มมี าตรการตา่ ง ๆ เชน่ โครงการเรา ชนะ จำนวนกลุ่มเปา้ หมาย 32.9 ลา้ นคน วงเงิน 67,000 ล้านบาทโครงการ ม. 33 เรารกั กัน จำนวนกลุ่มเปา้ หมาย 9.27 ล้านคนวงเงิน 18,500 ล้าน บาท โครงการเพิม่ กำลังซื้อให้แก่ผมู้ บี ตั รสวสั ดิการแห่งรฐั ระยะท่ี 3 จำนวน กลุ่มเปา้ หมาย13.65 ล้านคน โครงการเพ่ิมกำลังซ้ือให้แก่ผู้ทต่ี ้องการความ ช่วยเหลอื เปน็ พิเศษ จำนวนกลุ่มเปา้ หมาย 2.5 ลา้ นคน นอกจากน้ี ยงั มี มาตรการกระตนุ้ กำลังซื้อของประชาชนในกลมุ่ ที่มรี ายได้ปานกลางและรายได้ สงู ไดแ้ ก่ โครงการคนละครง่ึ ระยะที่ 3 โครงการ “ยงิ่ ใช้ยงิ่ ได้” โดยรัฐ สนบั สนนุ e - Voucher ใหก้ บั ประชาชนที่ใช้จ่ายซือ้ สินค้า ค่าอาหาร เคร่ืองดื่ม และคา่ บริการกับผปู้ ระกอบการทจ่ี ดทะเบยี นภาษมี ลู ค่าเพ่ิม วนั ที่ 20 กรกฎาคม 2564 มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำเนินงานการจา่ ยเงิน เยยี วยาผู้ประกนั ตน ม. 33-39 และ ม.40 กล่มุ ประชาชนท่ีได้รับผลกระทบจาก การประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ใน 10 จงั หวัด ใน 9 กิจการ ประกอบด้วย กรงุ เทพมหานคร นครปฐม นนทบรุ ี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา จะมีการโอนเงนิ เขา้ บัญชนี ายจา้ ง ลกู จ้าง ผา่ น บญั ชีพร้อมเพย์ วันท่ี 6 สงิ หาคม 2564 กองทนุ เพื่อความเสมอภาค กองทนุ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาอนุมัตวิ งเงิน 2,000 ลา้ นบาท ทางการศกึ ษา (เม่อื 1 พฤษภาคม 2563) เพื่อสนับสนนุ ค่าอาหารบุตรของแรงงานทีม่ รี ายได้ ต่ำเป็นจำนวนกว่า 750,000 คน เงนิ สมทบกองทนุ ลดอัตราเงนิ สมทบเขา้ กองทนุ ประกนั สังคมสำหรบั นายจ้างและลูกจ้างเป็น ประกันสงั คม เวลา 3 เดือน ในชว่ งเดือนกนั ยายน - พฤศจกิ ายน 2563 และสำหรับงวด ค่าจา้ งในเดือน มถิ นุ ายน - สงิ หาคม 2564
36 ตารางที่ 2.2 (ต่อ) วันท่ี 26 มกราคม 2564 มตคิ ณะรัฐมนตรี ช่วยเหลือทัง้ นายจ้างและ ลกู จา้ ง ผูป้ ระกนั ตนในระบบตามมาตรา 33 โดยลดเงนิ สมทบประกันสงั คมใน สว่ นลูกจา้ งลงเหลือร้อยละ 0.5 ในเดอื นกมุ ภาพนั ธ์-มนี าคม 2564 เพ่ือ ช่วยลกู จ้างในระบบประกันสังคม 12 ล้านคน ประกันสุขภาพ หน่วยงานประกันสงั คมของไทยให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่า รกั ษาพยาบาลจากการ ตดิ เช้ือโควดิ 19 ทกุ รายการ การหักค่าเบีย้ ประกนั สขุ ภาพเพื่อลดหย่อนภาษเี พ่มิ ขนึ้ เปน็ 25,000 บาท จากเดมิ 15,000 บาท โดยมผี ลต้งั แต่ 1 มกราคม - 31 ธนั วาคม 2563 สิทธิประโยชน์กรณี แรงงานที่อยูภ่ ายใต้การคุม้ ครองของกองทุนประกนั สงั คม ไดร้ บั เงิน ว่างงาน ทดแทนกรณีวา่ งงานเพิม่ ขน้ึ โดยผ้ปู ระกนั ตน ม. 33 ท่ีไดร้ ับผลกระทบ จากสถานการณโ์ ควดิ 19 สามารถยน่ื รับสทิ ธิว่างงานเหตุสุดวิสัย รอ้ ยละ 50 ของค่าจา้ งไมเ่ กิน 30 วัน เงินอุดหนุนชว่ ยจ่าย วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ่ ม สามารถขอรบั เงินอดุ หนุนชว่ ยจา่ ยเงนิ ค่าจา้ ง คา่ จ้างได้ ต้ังแต่เดือนเมษายน - กรกฎาคม 2563 ให้แก่ลูกจ้างซง่ึ เปน็ สมาชิกสำนักงานประกนั สงั คมและได้รบั เงนิ เดือนไมเ่ กินเดือนละ 15,000 บาท ความชว่ ยเหลือเฉพาะภาคการ โครงการสนิ เชื่อดอกเบย้ี ต่ำสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการ ทอ่ งเทย่ี ว ท่องเทย่ี วเปน็ วงเงนิ สูงถึงหนึ่งแสนล้านบาทโดยสามารถขอพักชำระหนี้ได้ สำหรบั ผูท้ ไ่ี ม่ต้องการเงินกองทนุ เดอื นเมษายน 2563 – ธันวาคม 2564
37 ตารางที่ 2.2 (ต่อ) การดำเนินมาตรการทาง มาตรการทางการคลงั อนุมัติ (เม่ือ 30 เมษายน 2563) เปน็ 3 ระยะ โดยมี การเงนิ การคลัง มลู ค่า เทา่ กบั ร้อยละ 8.9 ของผลิตภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ สำหรับมาตรการ ดงั นี้ ก) การใช้จา่ ยด้านสาธารณสขุ ข) การชว่ ยเหลอื แรงงาน เกษตรกร และผ้ปู ระกอบการที่ได้รบั ผลกระทบจากโรคโควดิ 19 ค) การ ชว่ ยเหลอื บุคคลและธุรกจิ ในรูปแบบสนิ เช่ือดอกเบ้ียต่ำ ง) การลด ค่านำ้ และค่าไฟฟา้ รวมทัง้ การลดเงนิ สมทบเขา้ กองทนุ ประกนั สังคมของลูกจา้ งและนายจ้าง ข) อนุมตั วิ งเงนิ กู้เพ่ิมเตมิ โดยในวันที่ 19 เมษายน 2564 มีประกาศ ราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศเป็นพระราชกำหนด วงเงนิ หน่งึ ลา้ นลา้ นบาท สำหรับค่าใชจ้ า่ ย ดา้ น สาธารณสขุ เก่ียวข้องกบั โรคโควิด 19 และการชดเชยผไู้ ดร้ ับผลกระทบ วงเงินสี่แสนลา้ นบาทเพื่อช่วยฟนื้ ฟเู ศรษฐกจิ สว่ นต่างๆ ที่ได้รบั ผลกระทบ จากสถานการณ์การแพร่ระบาด วนั ที่ 20 พฤษภาคม 2564 ประกาศราช กิจจานุเบกษา การกระตุ้นทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย วนั ที่ 25 มีนาคม 2563 ลดอัตราดอกเบยี้ นโยบายเหลือรอ้ ยละ 0.75 วนั ที่ 20 พฤษภาคม 2563 ลดอัตราดอกเบ้ยี นโยบายเหลือร้อยละ 0.50 (ข้อมลู เดือนสิงหาคม 2564 ยงั คงอัตราดอกเบ้ยี ร้อยละ 0.50) มาตรการทางการเงิน เพ่ือช่วยเหลอื ธรุ กจิ ไดแ้ ก่ (ก) เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้แก่ สถาบนั การเงิน เริ่มต้ังแต่วันท่ี19 เมษายน 2563 และออกมาตรการ สินเชอื่ ฟนื้ ฟูเพิ่มเตมิ วนั ท่ี 19 เมษายน 2564และ ข) การผ่อนปรนเงอ่ื นไข การชำระหนส้ี ำหรบั ธรุ กิจ มาตรการพักชำระหนี้ ณ วันที่ 21 มิถนุ ายน 2564 ได้ให้ความชว่ ยเหลือจนถงึ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ตามความสมัคร ใจ และเปิดโอกาสให้ลกู หนีส้ ามารถทำการปรบั ปรุงโครงสร้างหนไ้ี ดเ้ พ่ือให้ สอดคลอ้ งกบั ความสามารถในการชำระหนี้
38 ตารางที่ 2.2 (ต่อ) มาตรการส่งเสรมิ เสถียรภาพภาคการเงิน ต้ังแต่วันท่ี 19 เมษายน 2563 ได้แก่ ก) การจัดตั้งกองทุนเพือ่ รักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตรา สารหน้ี โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ข) ธนาคารแหง่ ประเทศไทยเขา้ ซ้อื พนั ธบัตรรฐั บาลในส่วนที่เกนิ จาก 100 ลา้ นบาท ในเดอื นมนี าคม 2563 ค) การลดหรือยกเลิกการออกพนั ธบัตร ของธนาคารแห่งประเทศไทยและ ง) การจัดตงั้ สง่ิ อำนวยความสะดวก พิเศษเพื่อดแู ลสภาพคลอ่ งของกองทนุ รวมผา่ นช่องทางธนาคาร วนั ที่ 5 พฤษภาคม 2564 มติคณะรฐั มนตรมี มี าตรการช่วยเหลอื และ บรรเทาผล กระทบการแพร่ระบาดระลอกใหม่ (ระลอกสอง) อนุมัตวิ งเงินรวม 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย สินเชอ่ื สู้ภยั โควิด 19 มาตรการพักชำระ หนีส้ ถาบนั การเงนิ เฉพาะกิจ และรายงานมาตรการการคลัง มาตรการ การเงิน และมาตรการอื่นๆ เชน่ มาตรการลดภาษีที่ดินและสง่ิ ปลูกสรา้ ง ขยายกำหนดเวลาการจัดเกบ็ ภาษีท่ีดนิ เปน็ ตน้ 2.3 งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง จากการศึกษางานวิจัยผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม กรณีศึกษาวัดสมานรัตนาราม สามารถพบรูปแบบงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องในเรื่องผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จากที่ได้ศึกษา พบว่าจิราวรรณ ทองประจวบโชค และคณะ (2564) ได้ศึกษาเร่ืองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร ประเภทการประมงน้ำจืด จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในพ้ืนท่ีจังหวัดอ่างทอง สุภารัตน์ ทองปลิว และกัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์ (2564) ได้ศึกษา เรื่องผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ต่อประชาชนจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรณีศึกษา ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก สุพัตรา รุ่งรัตน์ และคณะ (2563) ได้ศึกษา เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด 19 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมือง ยะลา เสาวลักษม์ กิตติประภัสร์ (2563) ได้ศึกษา เรื่องผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) จากเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ธิดาพร สันดี (2564) ได้ศึกษา
39 เร่ืองผลกระทบและการปรับตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในกลุ่มอาชีพนักดนตรี กนกวรา พวงประยงค์ (2564) ได้ศึกษาเรื่อง สถานการณ์ผลกระทบ ความต้องการการช่วยเหลือและ การปรับตัวของคนวัยทำงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19: การศึกษาเชิงประจักษ์ใน กรุงเทพมหานคร วิเชียร มันแหล่ และคณะ (2564) ได้ศึกษา เรื่อง ผลกระทบและการปรับตัวของ ประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 จงั หวัดนครศรธี รรมราช ผลจากการวิจัยการศึกษาผลกระท บทางด้านเศรษฐกิจและสังคม กรณี ศึกษ า วัดสมานรัตนาราม ซึ่งงานวิจัยของ จิราวรรณ ทองประจวบโชค และคณะ (2564) ได้ศึกษา เรื่องผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับเกษตรกรประเภทการประมงน้ำจืด จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในพ้ืนที่จังหวัดอ่างทอง ได้ผลการวิจัยว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 45 ปี ข้ึนไป ระดับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. มีรายได้ ไม่เกิน 10,000 บาท และมีระยะเวลา ในการประกอบอาชีพ มากกว่า 10 ปี ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับเกษตรกรประเภทการประมงน้ำจืดจาก การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในพื้นท่ีจังหวัดอ่างทอง อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับได้ดังต่อไปนี้ ด้านเศรษฐกิจ ด้านภาคเกษตร ด้านเทคโนโลยีข้อมูล ระบบโลจิสติกส์และปัญหาหน้ีสินครัวเรือน เกษตรกร ด้านสังคม และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยในการขบั เคล่ือนการพัฒนา ภาคเกษตรหลงั การระบาดของโควิด 19 ที่เกิดข้ึนกับเกษตรกรประเภทการประมงน้ำจืดจากการแพร่ ระบาดของโรคโควิด 19 อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับได้ดังต่อไปนี้ ด้านเทคโนโลยี ด้านธรรมชาติ ดา้ นมนุษย์ และด้านสงั คม เกษตรกรทีม่ รี ายได้ที่แตกต่างกนั มีผลกระทบท่ีเกดิ ขน้ึ กับเกษตรกรประเภท การประมงน้ำจืดที่แตกต่างกัน และปัจจัยในการขับเคล่ือนการพัฒนาภาคเกษตร ด้านมนุษย์ ด้านสังคม และด้านเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กับผลกระทบทเ่ี กิดขนึ้ กับเกษตรกรประเภทการประมง น้ำจืด จากการแพร่ระบาดของโรคโควดิ 19 ในพนื้ ท่จี ังหวดั อ่างทอง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุภารัตน์ ทองปลิว และกัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์ (2564) ได้ศึกษา เรอื่ งผลกระทบทางด้านเศรษฐกจิ และสังคมต่อประชาชนจากการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรณีศึกษาตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ได้ผลวิจัยว่า 1. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนจากการแพร่ระบาดของ โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตำบลนครไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบ พบว่าประชาชนที่มีเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ต่างกันมีความ คิ ด เห็ น ต่ อ ผ ล ก ร ะ ท บ ท างด้ า น เศ รษ ฐ กิ จ แ ล ะ สั งค ม จ าก ก า รแ พ ร่ ร ะ บ าด ข อ งโร ค ติ ด เช้ื อ ไว รั ส โคโรน า 2019 (COVID-19) ตำบลนครไท ย ไม่แตกต่างกัน จึงป ฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. แนวทางการแก้ไขผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า 1. หลักทางปฏิบัติสำหรับ
40 ครอบครัว ลดการติดต่อสร้างพ้ืนที่ปลอดภัย เปล่ียนการรวมญาติใด ๆ ให้เป็นการรวมญาติผ่าน ออนไลน์ หลีกเล่ียงที่ชุมชนและสถานท่ีสาธารณะ 2. หลักทางปฏิบัติสำหรับชุมชน ตั้งจุดคัดกรอง บังคับใช้มาตรการกักตัว 14 วัน คัดกรองอาการถึงบ้าน เก็บข้อมูลผู้ท่ีต้องการความช่วยเหลือ 3. แนวทางปฏิบัติสำหรับบรษิ ัท ห้างร้าน และการค้าปลีก ส่งเสริมความเข้าใจวา่ ด้วยการแพรก่ ระจาย และวิธีป้องกันไวรัสโคโรนา ประสานให้มีการตรวจหาไวรัสโคโรนา จำกัดจำนวนบุคคล มีเจ้าหน้าท่ี พร้อมเครื่องวัดอุณหภูมิจัดเตรียมหน้ากาก แอลกอฮอล์เจลให้ และลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจาก สถานที่การห้ามไม่ให้ผู้ท่ีมีอาการหวัด พัฒนาและบังคับใช้วิธีบริการลูกค้าโดยไม่ต้องมีการพบปะ ติดต่อกันโดยตรง ซึง่ สอดคล้องกับงานวจิ ัยของ สพุ ัตรา รุ่งรัตน์ และคณะ (2563) ได้ศึกษา เรอื่ งผลกระทบทาง เศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด 19 ของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองยะลา ได้ผลวิจัย ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) ในภ าพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีการปรับตัวโดยการสวม หน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้รับเช้ือโควิด 19 ล้างมือด้วยสบู่ก่อนและหลังปรุงอาหาร พกแอลกอฮอล์ เจลบางคร้ังและเว้นระยะ เพ่ือลดระยะเวลาการอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่เห็นว่าวิธีดังกล่าวช่วยลด โอกาสการระบาดของโรคโควิด 19 ได้ปานกลาง และยังไม่เช่ือม่ันในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการ แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข แนวทางในการแก้ปัญหา ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยการช่วยเหลือเงินเยียวยา การส่งเสริมสร้างอาชีพการใช้มาตรการ ช่วยเหลือเก่ียวกับค่าครองชีพ แนวทางในการแก้ปัญหาผลกระทบทางสังคมทั้งแนวทางดูแลด้วยตัว ประชาชนเอง ได้แก่ การดูแลสุขภาพลดการพบปะในสถานทส่ี าธารณะทกุ คนในสงั คมต้องเข้าใจซงึ่ กัน และกัน ส่วนแนวทางการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนโดยภาครัฐได้แก่ การแจกหน้ากากอนามัยให้ ทั่วถึง ส่งเสริมให้คนในชุมชนหันมาออกกำลังกายการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลการปฏิบัติเพ่ือดูตนเอง การสรา้ งความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั การรกั ษาโรคและปรบั ปรงุ เร่ืองการรกั ษาทางการแพทย์ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ เสาวลักษม์ กติ ติประภัสร์ (2563) ได้ศึกษา เรื่องผลกระทบจาก การระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ผล วิจัยว่าการระบาดของเช้ือโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและคนจน มาก โดยเฉพาะในช่วงท่ีมีการปิดเมือง (lockdown) ท่ีผลกระทบมีขนาดมากท่ีสุด และเม่ือหลังจากมี การเปิดเมืองหรือคลายล็อกแล้วผลกระทบก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของรายได้ การตกเกณฑ์ เป็นคนจนใหม่ การตกงาน การเป็นหน้ี ซึ่งตัวแปรต่าง ๆ ไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับไปเหมือนระดับเดิม ก่อนมีการระบาดก่อนการล็อกดาวน์ได้ โดยรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลง ดา้ นเศรษฐกิจสังคม ใน 3 ช่วงเวลา คือ 1. กอ่ นมีการล็อกดาวน์ 2. ช่วงทมี่ กี ารล็อกดาวน์ และ 3. ช่วงคลายลอ็ กดาวน์ตั้งแต่มี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120