ภมู ปิ ัญญาจากมาตภุ ูมขิ องบา้ นดงเจรญิ
1 ประวัติหมบู่ า้ น บ้านดงเจริญต้ังขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณปีพุทธศักราช 2310 บ้านดงต้ังขึ้นโดยบุคคลสองกลุ่ม ซ่ึงแยกมาจากหมู่บ้านโพนทัน มาตั้งทับเลี้ยงช้าง เล้ียง วัว เลี้ยงควาย และท้าไร่ท้านา เพราะทางตะวันตกหมู่บ้านดง มีค้าน้าซับธรรมชาติซึ่ง เรียกว่า ค้ามะยง มีน้าอุดมสมบูรณ์ไหลเอ่อล้นอยู่ตลอดปีเหมาะแก่การท้านา และเลี้ยง สัตว์ บุคคลสองกลุ่มน้ีมาตั้งบ้านอยู่คุ้มส่วนเหนือ และคุ้มส่วนใต้ของหมู่บ้าน ด้านเหนือ หมู่บ้านขึ้นไปหลายกิเมตรจะเป็นดงใหญ่ ดงสูงพ้ืนดินแดงเป็นแนวยาว ขนานจากทิศ ตะวันตกไปทางทิศตะวันออก คือจากต้าบลย่อ ผ่านต้าบลทุ่งมน ต้าบลโพนทัน ต้าบล เหล่าไฮ ไปถึงเขตต้าบลกู่จานไปจดล้าเซบายที่บ้านสร้างถ่อ อ้าเอหัวตะพาน เมื่อบุคคล สองกลมุ่ ท่ีแยกมาจากบ้านโพนทันมาตั้งหมู่บ้านนี้ข้ึนจึงให้ชื่อว่า บ้านดงค้า เป็นคร้ังแรก ต่อมามีหลายครอบครัวจากอ้าเภอขุหลุ อพยพครอบครัวเข้ามาอยู่หลายครัวเรือนและ อพยพจากอ้าเภอเขื่องใน อ้าเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ อ้าเภอม่วงสามสิบ มาอยู่ร่วม ด้วยอีกหลายครัวเรือน มาอยู่ร่วมกันได้ 50-60 ครอบครัว ทางต้าบลโพนทัน จึงตั้งให้ เป็นหมู่บ้านท่ี 5 ของต้าบล ตั้งก้วนบ้านหรือผู้ใหญ่บ้านขึ้นปกครอง และตั้ง คณะกรรมการหมู่บ้านมีท้าวนามมะวงษ์ ท้าวหลวงเทพ ท้าวขุมพินิจ ท้าวพรมวงศา หมื่นจันทะศร เป็นต้น ตอนน้ีคงเป็นสมัยกรุงศรอยุธยาแตกแล้ว ต้ังกรุงรัตนโกสินทร์ข้ึน จงึ มฉี ายานามต้งั เปน็ ขนุ หม่นื พนั ทนาย ซง่ึ เปน็ ราชทินนามทท่ี างการตง้ั ให้
2 ต่อมาทางราชการให้ส้ารวจ เพ่อื จ้าท้าเป็นท้าเนียบหมู่บ้าน ผู้ปกครองหมู่บ้านจึงบอกช่ือ บ้านว่า บา้ นดง เพราะตั้งอยชู่ ายดงใหญด่ ังกล่าว ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช 2464 มี พระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้น ดงเหนือ ดงใต้ สมวงษ์ สืบวงษ์ ขึ้นในหลายหมู่บ้าน ส่วนนามสกุลอื่น นั้นเป็นครอบครัวที่อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ หรือผู้เข้ามาเป็นลูกเขยใน หม่บู ้านนี้ สมยั ตอมาหมู่บา้ นชุมชนนใ้ี หญ่โตขนึ้ จึงต้ังหมูบ่ า้ นท่ี5 และหมบู่ ้านที่7 รวมทั้ง หมู่บ้านที่10 ขน้ึ ในหมูบ่ ้านดงน้ีราษฎรใน3หมู่ น้ี ต่างก็ท้าอาชีพ ท้านา ท้าไร่ ไร่ฝ่าย ไร่ป่าน ไร่ปอ ไร่เผือก ไร่มัน ไร่แตงโม ไร่ข้าวโพด ท้า กันมาเปน็ หลายสบิ ปี
3 จนทางราชการตั้งสภาตา้ บลโพนทนั หมบู่ ้านดงจึงไมค่ อ่ ยไดง้ บประมาณทจี่ ะน้ามาใช้ใน การพัฒนาหมูบ่ ้านดง บ้านแหลงหนู บ้านค้าแหลมเท่าท่ีควร ชาวบ้านจึงร่วมใจกันขอตั้ง ต้าบลดงเจริญข้ึนได้ท้าการส้ารวจพ้ืนที่จ้านวนประชากร จ้านวนครัวเรือน ไร่นา สวน และทรพั ยากรอนื่ ๆ แล้วด้าเนนิ การย่ืนค้าร้องขอแยกหม่บู า้ นจากต้าบลโพนทนั และขอต้ัง หมู่บ้านเพิ่มอีกสองหมู่บ้าน ที่บ้านดงและบ้านแหล่งหนูรวมท้ังหมดเป็นเจ็ดหมู่บ้านโดย ย่ืนค้าร้องไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันท่ี 25 ตุลาคม 2531 ต่อมากระทรวงมหาดไทย ได้อนุมัติให้ต้ังต้าบลดงเจริญขึ้นเม่ือวันท่ี 15 ตุลาคม 2535 นามบ้านดงมีพยางค์เดียวจึงขอต้ังต้าบลเป็นสองพยางค์ คือต้าบลดงเจริญ ก็ได้รับการ อนุมัติเป็น บ้านดง ต้าบลดงเจริญ มาจนถึงปัจจุบัน ต้าบลดงเจริญมีท้ังหมดเจ็ดหมู่บ้าน คือหมู่ 1 2 3 อยทู่ บี่ ้านดง หม่ทู ่ี 4 อย่ทู ี่บ้านค้าแหลม หมู่ท่ี 5 อยู่ที่บ้านพรพลูสุข หมู่ที่ 6 7 อยู่ที่บ้านแหลงหนู ของต้าบลดงเจริญนี้จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์การบริหาร ส่วนตา้ บลดงเจริญในปจั จบุ ันนี้
๔ วถี ชี วี ิต วิถีชีวิตของชาวบ้านในบ้านดงเจริญที่มีมาแต่ช้านาน เป็นการใช้ชีวิตท่ีเรียบง่ายตาม ชนบทมาตง้ั แต่สมัยอดตี จากค้าบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านท่านเล่าว่า อดีตนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตมีความเป็นอยู่ท่ีเรียบง่าย ทั้งการกิน การท้าอาชีพ คนในหมู่บ้านเปรียบ เหมือนพี่น้องกันคือทุกคนในละแวกเดียวกันจะรู้จักกันหมด เวลาได้อะไรมากินจะผลัด แบ่งกันไปทานตลอด ความเป็นอยู่ในหมู่บ้านผู้คนจะพากันต่ืนเช้าเตรียมอาหารเพื่อนใส่ บาตร เมื่อเป็นวันพระจะรวมตัวกันไปท้าบุญที่วัด และจะเตรียมตัวกันไปท้างานที่ไร่ใน ทุกๆวัน บ้านเรือนของคนในหมู่บ้านในสมัยอดีตจะเป็นบ้านไม้ ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะ เป็นบ้านปูนก่ึงบ้านไม้ การหาของกินเพื่อน้ามารับประทานจะเป็นของจากธรรมชาติ เน่ืองจากชาวบ้านอยู่ติดกับป่า ของที่หามารับทานจะเป็นของป่าส่วนมาก เป็นการใช้ ชีวติ ทแ่ี สนสบายและเงยี บสงบมาก
5 ประเพณี ประเพณีลอยกระทง การ ลอยกระทงในเมอื งไทย มมี าต้ังแต่ครัง้ กรุงสุโขทยั เรยี กวา่ การลอยพระประทีป หรอื ลอยโคม เป็นงานนกั ขตั ฤกษ์ร่นื เริงของประชาชนท่วั ไป ตอ่ มานางนพมาศหรอื ทา้ ว ศรจี ฬุ าลกั ษณ์สนมเอกของพระร่วง ไดค้ ดิ ประดิษฐ์ดดั แปลงเปน็ รปู กระทงดอกบวั แทน การลอยโคม การลอยกระทงหรอื ลอยโคมในสมยั นางนพมาศ กระทา้ เพื่อเป็นการ สกั การะรอยพระพทุ ธบาทท่ีแม่นา้ นมั มทานที ซง่ึ เปน็ แม่น้าสายหนึง่ อยใู่ นแคว้น ทกั ขิณาบถของประเทศอนิ เดีย ปจั จุบนั เรยี กว่าแมน่ า้ เนรพุทท อันที่จรงิ ลอยกระทงเปน็ ประเพณขี อขมาธรรมชาติมาแตด่ กึ ด้าบรรพ์ เพราะชาวบ้านทัว่ ไปรู้จากประสบการณว์ ่า ถงึ เดือนสบิ เอ็ด (หรอื ราวเดอื นตลุ าคม) นา้ จะขนึ้ นองหลาก,พอถงึ เดอื นสบิ สอง (หรือราว เดือนพฤศจิกายน) น้าจะทรงตวั คอื ไมข่ ึน้ ไมล่ ง,ครน้ั เดอื นอา้ ย (หรอื ราวเดอื นธนั วาคม) ต่อเดือนย่ี (หรือราวเดอื นมกราคม) น้าจะลดลง กจิ กรรมวันลอยกระทง 1.น้ากระทงไปลอยตามแม่น้าลา้ คลอง หรอื ตามแหล่งน้าทีม่ กี ารจดั พิธี 2.ใหก้ ารสนบั สนนุ กิจกรรมตา่ ง ๆ ในวันลอยกระทง เชน่ การประกวดกระทง ประกวด นางนพมาศ การละเลน่ พืน้ เมือง เชน่ ร้าวงเพลงเรือ เพือ่ สบื สานวฒั นธรรมไทย 3.จดั นทิ รรศการ หรอื พธิ ลี อยกระทง เพอื่ เผยแพร่และอนรุ กั ษ์ประเพณไี ทย 4.จัดรณรงค์ให้มีการใชว้ สั ดุจากธรรมชาตมิ าทา้ กระทง เพอ่ื ไมใ่ ห้เกิดมลภาวะแก่แม่นา้ ลา้ คลอง
6 เหตุผลในการลอยกระทง 1.เพอ่ื ขอขมาแกพ่ ระแมค่ งคา เพ่ือบูชารอยพระพุทธบาทและบูชาเทพเจ้า ตามคติความ เชื่อ 2.เพอ่ื รักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้ มิใหส้ ญู หายไปตามกาลเวลา 3.เพอื่ ร้ถู งึ คุณคา่ ของน้าหรือแม่น้าล้าคลอง อนั เปน็ ส่งิ จา้ เปน็ สา้ หรบั การดา้ รงชีวิต
7 ประเพณสี งกรานต์ เมือ่ ครงั้ กอ่ น พิธสี งกรานต์ เปน็ พิธีกรรมทเ่ี กิดขึน้ ภายในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้ เรือนเคียง แต่ในปัจจุบันได้มีการเปล่ียนแปลงให้พิธีสงกรานต์น้ันเป็นเทศกาลสงกรานต์ โดยได้ขยายออกไปสู่คมเป็นวงกว้างมากขึ้น และมีแนวโน้มท่ีจะเปล่ียนทัศคติ ตลอดจน ความเช่อื ไป แตเ่ ดมิ ในพธิ สี งกรานต์จะใช้ น้า เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของ พิธี แกก้ นั กบั ความหมายของฤดรู อ้ น ชว่ งเวลาทพ่ี ระอาทิตย์เคล่อื นเข้าสู่ราศีเมษ ในวันนี้ จะใช้น้ารดให้แก่กันเพื่อความชุ่มช่ืน มีการขอพรจากผู้ใหญ่ มีการร้าลึกและกตัญญูต่อ บรรพบรุ ุษท่ีลว่ งลบั ตอ่ มาในสงั คมไทยสมยั ใหม่เกดิ เปน็ ประเพณีกลับบ้านในชว่ งเทศกาล สงกรานต์ นับว่าวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว อีกท้ังยังมีประเพณีท่ีสืบทอดมาต้ังแต่ ดง้ั เดิม อยา่ ง การสรงน้าพระท่ีน้ามาซึ่งความเป็นสิริมงคล เพ่ือให้เป็นการเร่ิมต้นปีใหม่ที่ มคี วามสุข กิจกรรมวันสงกรานต์ การทาบุญตกั บาตร นบั ว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง อีกทัง้ ยงั เปน็ การอทุ ิศ ส่วนกศุ ลน้นั ให้แก่ผู้ท่ีลว่ งลบั ไปแล้ว การท้าบญุ ในลกั ษณะน้ีมกั จะมกี ารเตรยี มไว้ล่วงหน้า เม่ือถึงเวลาท้าบุญก็จะน้าอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัดโดยจัดเป็นที่รวม ส้าหรบั การท้าบญุ ในวันเดียวกันนี้หลังจากที่ได้ท้าบุญเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการก่อเจดีย์ ทรายอันเป็นประเพณที ี่สา้ คัญในวนั สงกรานต์อีกดว้ ย การรดนา นบั ได้วา่ เปน็ การอวยพรปีใหม่ให้แก่กันและกัน น้าที่น้ามาใช้รดหัวในการนี้มัก เป็นน้าหอมเจอื ดว้ ยน้าธรรมดา การสรงนาพระ เป็นการรดน้าพระพุทธรูปท่ีบ้านและที่วัด ซ่ึงในบางที่ก็จะมีการจัดให้ สรงน้าพระสงฆ์เพิ่มเติมด้วย
8 การบงั สกุ ุลอัฐิ สา้ หรบั เถ้ากระดูกของญาติผู้ใหญ่ทไี่ ด้ลว่ งลบั ไปแลว้ มกั ท้าที่เกบ็ เป็น ลกั ษณะของเจดีย์ จากน้ันจะนมิ นตพ์ ระไปบงั สกุ ุล การรดนาผู้ใหญ่ คือการท่ีเราไปอวยพรผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพนับถือ อย่าง ครูบา อาจารย์ มักจะนัง่ ลงกบั ท่ี จากน้ันผู้ท่ีรดกจ็ ะเอาน้าหอมเจือกับน้าธรรมดารดลงไปท่มี อื ผู้ หลักผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พรผู้ท่ีไปรด หากเป็นพระก็อาจน้าเอาผ้าสบงไปถวายเพ่ือให้ ผลัดเปลี่ยนด้วย แต่หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง หรือผ้าขาวม้าไปให้เปลี่ยน มี ความหมายกบั การเริ่มต้นสิง่ ใหม่ๆ ในวนั ปใี หม่ไทย การดาหวั มีจุดประสงค์คล้ายกบั การรดนา้ ของทางภาคกลาง สว่ นใหญจ่ ะพบเห็นการด้า หัวได้ทางภาคเหนือ การด้าหัวท้าเพ่ือแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสว่า ไม่ว่าเป็น พระ ผูส้ งู อายุ ซึง่ จะมกี ารขอขมาในส่ิงที่ได้ล่วงเกิน หรือเป็นการขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ ใช้ในการดา้ หวั หลกั ๆ ประกอบด้วย อาภรณ์ มะพรา้ ว กลว้ ย สม้ ป่อย เทียน และดอกไม้ การปล่อยนกปลอ่ ยปลา ถือวา่ การลา้ งบาปทเี่ ราได้ท้าไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้ กลายเปน็ ดี มีแต่ความสขุ ความสบายในวนั ขึ้นปใี หม่ การขนททรายเข้าวัด ในทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาคให้พบ แตค่ วามสุข ความเจรญิ เงนิ ทองไหลมาเทมาดจุ ทรายท่ขี นเขา้ วัด แต่ก็มีบางพื้นท่ีมีความ เชื่อว่า การน้าทรายที่ติดเท้าออกจากวัดเป็นบาป จึงต้องขนทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เกิด บาป
9 ผลติ ภณั ฑ์เดน่ ของตาบล แตงแคนตาลปู แอปเปลิ้ การเตรยี มแปลงและวิธกี ารปลกู ไถดินใหล้ ึกประมาณ 30-40 ซม ตากดนิ ทงิ้ ไว้7-10 วันเพ่อื ฆ่าเชื้อโรค แลว้ ทา้ การไถพรวน 2-3 รอบ ใส่ปุ๋ยคอกเก่า ใช้ปูนขาว ในแปลงปลูก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกแปลงให้สูง ลักษณะการปลูกจะท้าเป็นแปลงแบบเล้ือย ใช้ขนาด แปลงกว้าง เตรียมแปลงคู่เหมือนกับปลูกแตงโม ความยาวตามลักษณะของพ้ืนท่ีปลูก เว้นรอ่ งระหว่างแปลงเพื่อเป็นช่องทางเดินและระบายน้าในแปลงกว้างประมาณ 30 ซม การใส่ปุ๋ยจะเป็นปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกสลับกันแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงละสามเดือน การ จ้าห น่า ยผล ผลิ ตบ างส่ วน จะส่ งไ ปยั ง ตล าด ขาย ส่ง สิน ค้าก าร เกษ ตร ที่ส้ าคัญ ใน ภา ค ตะวนั ออกเฉียงเหนอื เช่น ตลาดวารินเจริญศรี ตลาดพรรณรวี ตลาดเมืองทอง ตลาดย่า โม
10 ผ้าห่มไหมพรม กลุ่มสตรีทอผ้าห่มไหมพรม หมู่ที่1 บ้านดง ต้าบลดงเจริญ อ้าเภอค้าเขื่อนแก้ว จังหวัด ยโสธร เป็นผ้าห่มท่ีทอดว้ ยก่กี ระตกุ จากเสน้ ใยฝ้ายและไหมพรมมีหลายสีหลายลายสวน งาม ฝีมอื ประณีต
๑๑ สถานที่สาคญั โรงเรียนบ้านดงเจริญ โรงเรยี นบา้ นคา้ แหลม
12 โรงเรยี นบ้านแหลง่ หนู วัดบา้ นดง วัดปา่ ดงพะยอ ม
๑๓ แหลง่ เรยี นรู้ ศูนย์การศกึ ษาตามอัธยาศยั ตา้ บล หน่วยงานกอ.รมน.-กศน. ด้าน/ประเภท/ชนิดเกษตรกรทฤษฎใี หม่ ปที ีจ่ ัดตั้ง2559 ศาลาประชาคม หมู่ 4 คา้ แหลม ต้าบลดงเจริญ อา้ เภอคา้ เขื่อนแกว้ จังหวัดยโสธร ศูนย์พัฒนาเดก็ เลก็ ต้าบลดงเจริญ
14 ภูมปิ ระเทศ ต้าบลดงเจริญเปน็ ที่ราบลุม่ ท่งุ นาสลับปา่ โปรง มีสภาพของดินเป็นดินร่วนปนทรายไม่อุ้ม น้า ฤดูแลง้ มสี ภาพอากาศที่ร้อนจัดเนื่องจากว่าแหล่งน้าธรรมชาติไม่สามารถท่ีจะกักเก็บ กักน้าได้ตลอดฤดู ดินถูกน้าเซาะล้างหน้าดินพังทลายและมีสภาพที่เส่ือมคุณภาพไม่ สามารถที่จะท้าการปลูกพืชได้
15 ลักษณะภมู ิอากาศ ฤดรู อ้ น จะมอี ากาศทร่ี ้อนจัดมีสภาพพืน้ ท่ีทีแ่ ห้งแลง้ มาก อณุ หภูมิเฉลีย่ สูงประมาณ ` 39-40 องศาเซลเซียส ฤดหู นาว จะมีอากาศทห่ี นาวจัด อุณหภูมเิ ฉลย่ี โดยประมาณ 20 องศาเซลเซยี ส ฤดูฝน เริ่มจากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ปริมารน้าฝนเฉลี่ยต่อปีโดยประมาณ 1310 มิลลเิ มตร
16 ลกั ษณะบา้ นเรือนในชมุ ชน บ้านเรือนตั้งแต่สมัยอดีตจะเป็นบ้านแบบไทยเดิมคือท้าจากไม้ ใบจากมุงหลังคา ส่วนมากจะเป็นบ้านยกสูง มีที่โล่งด้านล่างบ้านเอาไว้ใช้เป็นท่ีนั่งเล่นและพ้ืนท่ีท้า ประโยชน์อ่ืนๆ และส่วนปัจจุบันบ้านของชาวบ้านส่วนมากจะเป็นบ้านไม้กึ่งปูน คือเป็น ปนู ช้นั ลา่ งและเปน็ ไมช้ ัน้ บน แลว้ บา้ นก็จะเปลี่ยนไปตามยคุ สมัย
17 การแตง่ กายในชมุ ชน การแตง่ กายของคนในชุมชนสมยั อดตี นัน้ ชาวบ้านจะแต่งเป็นแบบพ้ืนบ้านเก่าๆ ผู้ชาย ก็จะนุ่งกางเกงเปิดขา ผู้หญิงก็จะนุ่งผ้าถุงเสื้อธรรมดา เวลาท้ากิจกรรมต่างๆก็จะแต่ง ประมาณนี้ถ้าไม่ได้ออกไปท้างาน ถ้าออกไปท้างานก็จะแต่งเป็นเสื้อท่ีมีแขนยาวทั้งชาย หญงิ และจะมีหมวกดว้ ย เม่ือสมัยใหม่การแต่งกายเร่ิมเปลี่ยนไปผู้ชายเริ่มใส่เสื้อมากขึ้น กางเกงเป็นผ้าแบบดขี ึน้ ผหู้ ญงิ ก็จะมีการใส่กางเกงตามยุคสมัยเส้ือผ้าก็จะเปลี่ยนตามไป ดว้ ย
18 พืชนยิ มปลูกในชมุ ชน พืชแรกท่ีนิยมปลูกจะเป็นฝ้าย และมีข้าว ปอ เผือก มันส้าปะหลัง ข้าวโพด เพราะเป็น พชื ที่ปลกู งา่ ยและเหมาะกับพนื้ ที่และสภาพอากาศของชมุ ชน
19 แหลง่ ทมี่ า นายจริ วฒั น์ ใหญล่ ้า นายบุญเพ็ง ใหญล่ ้า นางบวั สอน ถึงแสง
20 จัดท้าโดย นางสาวกมลทพิ ย์ ใหญล่ ้า เลขท1่ี 2 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/5 เสนอ คุณครอู นชุ ัย หัวดอน โรงเรยี นคา้ เขื่อนแกว้ ชนปู ถัมภ์ สา้ นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต28
Search
Read the Text Version
- 1 - 21
Pages: