พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 97 กระบวนพระยาแรกนา พร้อมด้วยนางเทพี วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่ีมา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญข้ึนมา ในระยะแรกนั้น พระยาแรกนา คือ อธิบดีกรมการข้าวโดยต�ำแหน่ง ส่วนเทพีทั้งสี่คนนั้น พิจารณาคัดเลือกจากภรรยาข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตร ภายหลัง พระยาแรกนา คือ ปลัดกระทรวงโดยต�ำแหน่ง 55 ส่วนเทพีท้ังสี่ได้พิจารณาคัดเลือก 55 ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๑๒ คอื อธบิ ดกี รมการขา้ ว ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๒๕ คอื ปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๒๖ คอื รองปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๒๗ - ๒๕๒๘ คอื อธบิ ดกี รมสง่ เสรมิ การเกษตร ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ - ๒๕๓๐ คอื อธบิ ดกี รมวชิ าการเกษตร ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๓๓ คอื อธบิ ดกี รมสง่ เสรมิ การเกษตร ตำ� แหนง่ พระยาแรกนา ใน พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๖๒ คอื ปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรอื รองปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
98 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: จากข้าราชการหญิงโสดในสังกัดกระทรวงเกษตร มีต�ำแหน่งต้ังแต่ข้าราชการพลเรือน สามัญชั้นโทข้ึนไป 56 (ต่อมาระบุว่าเป็นข้าราชการระดับ ๓ - ๔ สังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์) ส�ำหรับคู่เคียงน้ันบางคร้ังก�ำหนดให้มี ๖ คู่ (๑๒ คน) บางคร้ัง ๘ คู่ (๑๖ คน) เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญช้ันเอกจากกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตร (ต่อมาระบุว่าเป็นข้าราชการชายระดับ ๕ - ๖ จากกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์) ขบวนแห่ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 56 กระทรวงเกษตรและสหกรณ,์ งานพระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั และงานแสดงนทิ รรศการ “วนั เกษตรกร” พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๖ (ม.ป.ท., ๒๕๑๖), ๒.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 99 พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีท�ำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหาร พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงอธิษฐาน เพอ่ื ความอดุ มสมบรู ณข์ องพชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหารแหง่ ราชอาณาจกั รไทย และไดพ้ ระราชทาน พันธุ์ข้าวซ่ึงทรงปลูกในบริเวณสวนจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต กับพันธุ์พืช ชนิดต่างๆ เข้าร่วมในพระราชพิธี ส�ำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวนี้ใช้หว่านในพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้จัดส่งให้จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกร ให้เป็นสิริมงคลตามพระราชประสงค์ต่อไป 57 เมล็ดพันธุ์ข้าวท่ีแจกจ่ายแก่เกษตรกร ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นมา ทางราชการได้ก�ำหนดให้วันพระราชพิธี พืชมงคล เป็น “วันเกษตรกร” ประจ�ำปี ดังนั้น จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในส่วนกลางได้มีการประกวดพันธุ์ข้าว ท่ัวประเทศ และการจัดแสดงนิทรรศการทางการเกษตร ณ บริเวณท้องสนามหลวง ส่วนในต่างจังหวัดได้จัดให้มีงานวันเกษตรกร โดยมีการประกวดและการจัดนิทรรศการ เช่นเดียวกัน 58 57 กระทรวงเกษตรและสหกรณ,์ งานพระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั และงานแสดงนทิ รรศการ “วนั เกษตรกร” พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙ (ม.ป.ท., ๒๕๑๙), ๒ - ๓. 58 เรอ่ื งเดยี วกนั , ๓.
100 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชด�ำเนินมาทรงเป็นประธาน ในพระราชพธิ นี ท้ี กุ ปสี บื มามไิ ดข้ าด 59 โดยในระยะหลงั แมจ้ ะไมไ่ ดเ้ สดจ็ พระราชด�ำเนนิ มาเป็นประธานในพระราชพิธีด้วยพระองค์เอง ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพล ราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งด�ำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชด�ำเนินไปทรงปฏิบัติ พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ แ ท น พ ร ะ อ ง ค ์ เ พ่ื อ เ ส ริ ม ส ร ้ า ง ข วั ญ ก� ำ ลั ง ใ จ แ ล ะ สิ ริ ม ง ค ล แก่เหล่าเกษตรกร เม่ือพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพติ ร พระวชริ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ขน้ึ ครองราชสมบตั ิ ไดท้ รงสบื สาน และรกั ษา พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยเสด็จพระราชด�ำเนินมาทรงเป็น ประธานในพระราชพิธีด้วยพระองค์เอง จนถึง พ.ศ. ๒๕๖๓ ประเทศไทยและนานา ประเทศท่ัวโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ท�ำให้ต้องด�ำเนินมาตรการต่างๆ ทางด้านสาธารณสุข ไม่สามารถ ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญได้เต็มตามรูปบูรพประเพณี กระทรวงเกษตรและสหกรณจ์ งึ ขอพระราชทานพระบรมราชานญุ าตประกอบพธิ ปี ลกุ เสก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพืชพันธุ์ต่างๆ ในวันอาทิตย์ท่ี ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยน�ำพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานในฤดูท�ำนาปี ๒๕๖๒ และพันธุ์พืช ต่างๆ มาเข้าประกอบพิธี พร้อมทั้งพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวนั จนั ทรท์ ่ี ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เพอ่ื ความเปน็ สริ มิ งคลและสรา้ งขวญั กำ� ลงั ใจ แก่เกษตรกรทุกสาขาท่ัวประเทศ 60 59 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และวนั เกษตรกร ปี ๒๕๖๒, (ม.ป.ท., ๒๕๖๒), ๒๑. 60 ฐานเศรษฐกจิ , “วนั พชื มงคล” จรดพระนงั คลั แรกนาขวญั บำ� รงุ ขวญั เกษตรกรไทย, เขา้ ถงึ เมอ่ื ๒๖ มถิ นุ ายน ๒๕๖๓, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://www.thansettakij.com/content/433720
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 101 ๑ ๒ ๓ ๑. ธรรมาสน์ศิลาประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ประทับน่ังองค์ใหญ่ พระคันธารราษฎร์จีน พระบัวเข็ม และพระโคอุสุภราช พร้อมด้วยกระบุงทองกระบุงเงินบรรจุข้าวเปลือก พันธุ์พระราชทานใต้ธรรมาสน์ศิลา พืชพันธุ์ชนิดต่าง ๆ บนพาน เผือกและมันเทศ ในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒. พืชพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ท่ีใช้ในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน วันอาทิตย์ท่ี ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓. เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานท่ีใช้ในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ท่ีมา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
102 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: พิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลอง สวนจิตรลดา ในวันจันทร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ท่ีมา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากการสัมภาษณ์พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) ได้ข้อมูลเพ่ิมเติมว่า ในปัจจุบัน พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ซง่ึ เปน็ พธิ พี ราหมณน์ น้ั ไดป้ ระกอบพระราชพธิ บี รเิ วณมณฑลพธิ ที อ้ งสนามหลวง เรมิ่ ตน้ พิธีพราหมณ์ต้ังแต่เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. มีการปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ ท�ำน�้ำมนต์ รวมทั้งประพรมน�้ำมนต์ที่คันไถและพระโค โดยมีการตั้งโรงพิธีประดิษฐานเทวรูปส�ำคัญ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอุมาภควดี พระมหาวิฆเนศวร พระลักษมี พระพลเทพ พระโคอุสุภราช เทพี พระอินทร์ พระภูมิเทวี โดยเทวรูป ๗ องค์อัญเชิญ มาจากเทวสถาน ส�ำหรับพระนคร (โบสถ์พราหมณ์) คือ พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอมุ าภควดี พระมหาวฆิ เนศวร พระลกั ษมี และพระภมู เิ ทวี นอกจากน้ี ยังมีเทวรูปที่อัญเชิญมาจากพระบรมมหาราชวัง ได้แก่ เทพี พระอินทร์ พระพลเทพ และพระโคอุสุภราช 61 61 สัมภาษณ์ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล), ประธาน คณะพราหมณ,์ ๑๔ สงิ หาคม ๒๕๖๓.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 103 เทวรูปในโรงพิธี ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พ.ศ. ๒๕๖๕ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พระโคอุสุภราช พระพลเทพ จัดเป็นรูปแบบ ท่ีมา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของเทพารักษ์ที่เรียกเป็นสามัญว่า เจว็ด หรือพระภูมิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปสลักจากไม้ หรือเขียนลายรดน�้ำ น�ำไปประดิษฐานไว้ ในศาลเพอื่ สักการะ เซ่นสรวงบชู า ส่วนใหญ่ ออกแบบเป็นภาพเทวดาถือพระขรรค์ แตพ่ บวา่ มกี ารทำ� เปน็ รปู เทวดาสองพระหตั ถ์ พระหัตถ์หนึ่งถือหนังสือแบบสมุดไทยด�ำ อีกพระหัตถ์หน่ึงถือแส้ หรือถือพระขรรค์ เทพารักษ์น้ีชาวไทยนับถือว่าเป็นพระภูมิ เจ้าท่ี มีหน้าที่เป็นผู้รักษาทะเบียนมนุษย์ ที่อยู่ในท้องท่ีของพระภูมิ หากต้ังบูชา
104 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: อยู่ในศาล เรียกว่า เจว็ดศาลพระภูมิ 62 ส�ำหรับพระภูมิหรือเทพารักษ์ท่ีอัญเชิญมา ประดิษฐานภายในบริเวณสถานที่ประกอบการพระราชพิธีต่างๆ หรือรักษาหน่วยงาน ของราชการจะมีลักษณะท่าทางและเครื่องอุปโภคที่ทรงถือเป็นไปตามภาระ ที่รับผิดชอบ เช่น พระภูมิที่ประดิษฐานในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ มีนามว่าพระพลเทพ ทรงยืน มีเครื่องอุปโภค คือ คันไถที่ทรงจับด้วยพระหัตถ์ขวา และอยู่ในท่าก�ำลังไถนา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัวและรวงข้าว ลักษณะดังกล่าว ส่ือถึงความหมายท่ีเป็นมงคลในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 63 พระโค เป็นสัตว์ศักด์ิสิทธ์ิในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู หมายถึง เทวดา ผู้ท�ำหน้าท่ีเป็นพาหนะของพระอิศวร เปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข็ง อีกทั้งเป็นสัตว์เล้ียงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแล ซึ่งเปรียบได้ถึงความ อดุ มสมบรู ณ์ ดงั นนั้ ในการประกอบพระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั จงึ ไดก้ �ำหนด ใหม้ พี ระโคเพศผเู้ ขา้ รว่ มพระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั เสมอมาตง้ั แตร่ ชั กาลท่ี ๑ เพ่ือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์ โดยใน พ.ศ. ๒๕๖๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานท่ีรับหน้าที่ ในการคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยศูนย์วิจัย การผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สังกัดส�ำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิต ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะด�ำเนินการคัดเลือกโคเพื่อเป็นพระโคตามหลักเกณฑ์ 64 ดังน้ี “จะต้องเป็นโคท่ีมีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูง ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร ความยาวล�ำตัวไม่น้อยกว่า ๑๒๐ เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า ๑๘๐ เซนติเมตร โคท้ังคู่ จะต้องมีสีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่ายไม่ดุร้าย เขามีลักษณะโค้ง สวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใส 62 ณัฏฐภัทร จันทวิช, “พระพลเทพถือคันไถส�ำหรับการพระราชพิธีพืชมงคล และจรดพระนงั คลั ,” ศลิ ปากร ๕๔, ๓ (พฤษภาคม - มถิ นุ ายน ๒๕๕๔): ๑๑๓. 63 เรอ่ื งเดยี วกนั : ๑๒๑. 64 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และวนั เกษตรกร ปี ๒๕๖๒ (ม.ป.ท., ๒๕๖๒), ๒๓.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 105 หูไม่มีต�ำหนิ หางยาวสวยงามดี มีขวัญหน้า ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้องตามลักษณะที่ดี มีขาและกีบข้อเท้าแข็งแรง มองดู ด้านข้างล�ำตัวจะเป็นสี่เหล่ียม” 65 นอกจากนี้การต้ังช่ือพระโคที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มักจะต้ังช่ือท่ีมีความหมายท่ีดีและเป็นมงคล ท้ังพระโคแรกนาขวัญ และพระโคส�ำรอง เพ่ือความสมบูรณ์ของผลิตผลทางการเกษตร และความเจริญก้าวหน้าในการท�ำ เกษตรกรรม อน่ึง พระโคคู่เอกก็อาจจัดไว้เป็นพระโคส�ำรองในปีถัดไป หรือกลับมา เป็นพระโคแรกนาขวัญคู่เอกได้ตามความเหมาะสม ดังรายชื่อพระโคแรกนาขวัญ และพระโคส�ำรอง ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๓๖ - ๒๕๖๒ คือ พ.ศ. พระโคแรกนาขวัญ พระโคส�ำรอง ๒๕๓๖ เพชร พลอย ม่ิง มงคล ๒๕๓๗ เพชร พลอย ม่ิง มงคล ๒๕๓๘ รุ่ง โรจน์ เพชร พลอย ๒๕๓๙ รุ่ง โรจน์ เพชร พลอย ๒๕๔๐ รุ่ง โรจน์ เพชร พลอย ๒๕๔๑ รุ่ง โรจน์ เพชร พลอย ๒๕๔๒ เพชร ทอง โรจน์ พลอย ๒๕๔๓ เพชร ทอง เทิด ทูน ๒๕๔๔ โรจน์ ทอง เทิด ทูน ๒๕๔๕ เทิด ทูน โรจน์ ทอง ๒๕๔๖ โรจน์ ทอง ล้�ำ เลิศ ๒๕๔๗ เทิด ทูน ล�้ำ เลิศ ๒๕๔๘ เทิด ทูน ล้�ำ เลิศ ๒๕๔๙ ล้�ำ เลิศ เทิด ทูน ๒๕๕๐ เทิด ทูน โรจน์ เลิศ 65 เรอ่ื งเดยี วกนั , ๒๓ - ๒๔.
106 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: พ.ศ. พระโคแรกนาขวัญ พระโคส�ำรอง ฟ้า ใส ๒๕๕๑ เทิด ทูน เทิด ทูน ๒๕๕๒ ฟ้า ใส เทิด ทูน ๒๕๕๓ ฟ้า ใส เทิด ทูน ๒๕๕๔ ฟ้า ใส เทิด ทูน ๒๕๕๕ ฟ้า ใส มั่น คง ๒๕๕๖ ฟ้า ใส ม่ัน คง ๒๕๕๗ ฟ้า ใส เพิ่ม พูล ๒๕๕๘ เลิศ ฟ้า พอ เพียง ๒๕๕๙ เพ่ิม พูล พอ เพียง ๒๕๖๐ เพ่ิม พูล เพ่ิม พูล ๒๕๖๑ พอ เพียง พอ เพียง 66 ๒๕๖๒ เพิ่ม พูล - - ๒๕๖๓ - ๒๕๖๔ - - เพิ่ม พูล ๒๕๖๕ พอ เพียง พระโคแรกนาขวัญ พ.ศ. ๒๕๖๕ พระโคส�ำรอง พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่ีมา: https://www.moac.go.th/royal_ ท่ีมา: https://www.moac.go.th/royal_ ploughing-cow ploughing-cow 66 เรอื่ งเดยี วกนั , ๔๗.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 107 กระบือ เป็นสัตว์ท่ีปรากฏการใช้เฉพาะพิธีเร่ิมนาขวัญเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ และ พ.ศ. ๒๔๕๓ ที่ทุ่งพญาไทเท่าน้ัน ไม่ปรากฏการใช้กระบือในพระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีเพียงการน�ำกระบือมาเทียมไถเหล็กแบบใหม่ ใช้ไถนาถวายทอดพระเนตรภายหลังจากการใช้พระโคในการไถจ�ำนวน ๙ รอบ และกนิ เลยี้ งเสยี่ งทายเรยี บรอ้ ยแลว้ ในพระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั พ.ศ. ๒๔๕๔ (ตรงกับรัชกาลที่ ๖) รายละเอียดได้กล่าวไปแล้วในเนื้อหาตอนต้นของบทที่ ๓ ส�ำหรับ กระบือที่น�ำมาใช้ในพิธีเริ่มนาขวัญเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ชื่อ “ทองย้อย” ซ่ึงเป็นการตั้งช่ือ ที่มีความหมายที่ดีและเป็นมงคลเช่นเดียวกับการตั้งชื่อพระโคที่ใช้ในพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ คันไถ เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการเตรียมดินก่อนปลูกข้าว และถูกน�ำมาใช้ ประกอบพิธีไถหว่านในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งคันไถที่ใช้ในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๕) สร้างข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเกษตรกรผู้เล้ียงโคนมหนองโพ จังหวัด ราชบุรี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ชุดคันไถประกอบด้วย ๔ ส่วนส�ำคัญ คันไถ ท่ีมา: https://www.moac.go.th/royal_ploughing-beam
108 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: คือ ๑) คันไถ ขนาดความสูงวัดจากพ้ืนถึงเศียรนาค ๒.๒๖ เมตร และยาวจากเศียรนาค ถึงปลายไถ ๖.๕๙ เมตร ทาสีแดงชาด หัวคันไถท�ำเป็นเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทองตลอดคัน และปลายไถหุ้มผ้าขาว ขลิบทองส�ำหรับมือจับ ๒) แอกเทียมพระโค ยาว ๑.๕๕ เมตร ตรงกลางประดับด้วย รูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้าน แกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกท้ังสองด้านส�ำหรับเทียมพระโค พร้อมเชือกกระทาม ๓) ฐานรอง เป็นท่ีส�ำหรับรองรับคันไถพร้อมแอก ท�ำด้วย ไม้เนื้อแข็ง ทาด้วยสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทอง ทงั้ ดา้ นหวั ไถและปลายไถ และ ๔) ธงสามชาย เปน็ ธงประดบั คนั ไถตดิ ตงั้ อยบู่ นเศยี รนาค ท�ำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับเป็นเคร่ืองสูงชนิดหน่ึงเพ่ือประดับพระเกียรติ ธงสามชายมีลักษณะ เป็นรูปสามเหลี่ยม ฐานยาว ๔๑ เซนติเมตร สูง ๕๐ เซนติเมตร และเสาธงยาว ๗๒ เซนติเมตร 67 ในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๕ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการจัดพิธีบวงสรวง คันไถในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพ่ือความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญก�ำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีบวงสรวงคันไถในงานพระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี ๒๕๖๕ โดยมีนายเข้มแข็ง ยุติธรรมด�ำรง อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ อาคาร จัดเก็บคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร กรุงเทพมหานคร โดยพิธีบวงสรวงคันไถ จัดข้ึน เมื่อวันท่ี ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๑๑.๓๐ น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชา เครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ พราหมณ์กล่าวน�ำค�ำอธิษฐานจิต จากนั้นประธานปักธูป บนเคร่ืองสังเวยบวงสรวงคันไถ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้บริหารปักธูป 67 กระทรวงเกษตรและสหกรณ,์ กระทรวงเกษตรฯ จดั พธิ บี วงสรวงคนั ไถในพระราชพธิ ี พืชมงคลฯ, เข้าถึงเม่ือ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๕, เข้าถึงได้จาก https://www.moac.go.th/news- preview-441191792999
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 109 บนเคร่ืองสังเวยบวงสรวงคันไถ ล�ำดับต่อมาประธานโปรยข้าวตอกดอกไม้บริเวณ ปะร�ำพิธีที่ต้ังคันไถ พราหมณ์ประพรมน�้ำเทพมนตร์ และเจิมแป้ง ประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรน�ำมาลัยมาคล้องคันไถ ผู้บริหารที่ร่วมในพิธีน�ำมาลัย มาวางบนพานหนา้ คนั ไถ เปน็ อนั เสรจ็ พธิ ี โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณไ์ ดม้ อบหมาย ให้กรมส่งเสริมการเกษตร จัดเก็บ ดูแลรักษา ซ่อมแซมปรับปรุงคันไถ ตลอดจน จัดเตรียมคันไถเพ่ือเข้าร่วมวันซ้อมย่อย วันซ้อมใหญ่ และวันงานพระราชพิธี มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในช่วงเดือนเมษายนก่อนพระราชพิธีของทุกปี จะด�ำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงคันไถให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน และจัดพิธี บวงสรวงคันไถ 68 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพิธีบวงสรวงคันไถ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่มา: https://www.moac.go.th/news-preview-441191792999 68 กระทรวงเกษตรและสหกรณ,์ กระทรวงเกษตรฯ จดั พธิ บี วงสรวงคนั ไถในพระราชพธิ ี พืชมงคลฯ, เข้าถึงเม่ือ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๕, เข้าถึงได้จาก https://www.moac.go.th/news- preview-441191792999
110 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ:
นายทองเปลว กองจันพทระรร์ าปชลพัดิธกีพรืชะกมทางรรคเวลปงจลเรีย่กดนษพผตร่าะรนนแจังลาคกะัลอสแดหรีตกกสนรู่ปาณั จขจว์ ุบัญัน: 111 ผู้ท�ำหน้าที่พระยาแรกนา เจิมคันไถ ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่ีมา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
112 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: แผนผังบรเิ วณงานพระราชพิธพี ืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวญั ประจ�ำปี ๒๕๖๕
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 113 ลานแรกนา คือ บริเวณพ้ืนท่ีหลักที่ใช้ประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นท่ีส�ำหรับ การไถหว่าน มีลักษณะเป็นรูปวงรี มีการประดับตกแต่งด้วยฉัตร และธงต่างๆ โดยรอบ ลานแรกนามีการตั้งกระโจมผู้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ รายละเอียดดังแผนผังบริเวณงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจ�ำปี ๒๕๖๕ W SN E
114 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: การมีส่วนรว่ มของประชาชน การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในพระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั เห็นได้จากเหตุการณ์หลังจากเสร็จส้ินพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะมี ประชาชนจ�ำนวนมากท่ีมาเข้าร่วมพระราชพิธี เข้ามาเก็บเมล็ดข้าวไปใช้เจือ ในพันธุ์ข้าวปลูกของตน ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นาบ้าง เอาไปคละปนลงไว้ในถุงเงิน ให้เกิดประโยชน์งอกงามบ้าง การที่ประชาชนเข้ามาเก็บเมล็ดข้าวนี้ มีมาแล้วตั้งแต่ ในรชั กาลท่ี ๔ เนอื่ งจากเมอื่ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหามงกฎุ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชได้ทรงให้ไปตรวจสอบ ดูว่าหลังจากเสร็จส้ินพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้วมีข้าวงอกบ้างหรือไม่ ปรากฏว่าไม่พบเมล็ดข้าวเหลืออยู่จนงอกเลย แม้กระทั่งการแรกนาหัวเมือง ที่เพชรบุรี ก็ทรงให้ต�ำรวจไปค้นหาเมล็ดข้าวว่ามีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มี เมล็ดข้าวหลงเหลืออยู่เลย 69 จนถึงปัจจุบันประชาชนก็ยังนิยมเก็บเมล็ดข้าว ในพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิรมิ งคลดงั เช่นในอดีต แสดงให้เหน็ ว่าพระราชพธิ ีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นอีกพระราชพิธีหน่ึงท่ีประชาชนมีส่วนร่วม และยังได้รับ ความนิยมจากประชาชนไม่เสื่อมคลาย ในรัชกาลท่ี ๑๐ เมื่อประเทศไทยและนานา ประเทศท่ัวโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ท�ำให้ต้องด�ำเนินมาตรการต่างๆ ทางด้านสาธารณสุข การจัด พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ใน พ.ศ. ๒๕๖๕ จึงต้องลดจ�ำนวน ผเู้ ขา้ รว่ มพระราชพธิ ี จงึ ใชว้ ธิ กี ารแจกเมลด็ พนั ธพ์ุ ระราชทานผา่ นการลงทะเบยี นออนไลน์ ซ่ึงเมื่อลงทะเบียนออนไลน์แล้วสามารถเดินทางไปรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ที่ สำ� นกั งานเกษตรจงั หวดั หรอื สำ� นกั งานเกษตรอำ� เภอใกลบ้ า้ น โดยจะไดร้ บั เมลด็ พนั ธข์ุ า้ ว พระราชทานคนละ ๒ ซอง แต่ทั้งนี้ก็ยังปรากฏภาพประชาชนเข้ามาเก็บเมล็ดข้าว ภายหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 69 หอพระสมดุ วชริ ญาณ, เรอ่ื งพระราชพธิ พี ชื มงคลแลจรดพระนงั คลั พระราชนพิ นธ์ ในรชั กาลที่ ๕, ๔๔.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 115 ประชาชนเข้ามาเก็บเมล็ดข้าวไปใช้เจือในพันธุ์ข้าวปลูกของตน ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นา และเอาไปคละปนในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงาม ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันท่ี ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มา: ส�ำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ประชาชนเข้ามาเก็บเมล็ดข้าวไปใช้เจือในพันธุ์ข้าวปลูกของตน ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นา และเอาไปคละปนในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงาม ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
116 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: การมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มมากข้ึน นับต้ังแต่รัชกาลที่ ๕ - รัชกาล ที่ ๖ ท่ีมีการจัดงาน “การแสดงกสิกรรมและพาณิชการ” ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้มี สว่ นรว่ มในพระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั ดว้ ยการสง่ พนั ธข์ุ า้ ว แมก้ ระทง่ั พืชชนิดอ่ืน และเคร่ืองจักร เครื่องยนต์ต่างๆ ท่ีเป็นอุปกรณ์ในการกสิกรรม และหัตถกรรมมาจัดแสดงและเข้าร่วมการประกวด ผลปรากฏว่าประชาชนได้ส่ง พันธุ์ข้าวมาแสดงเป็นจ�ำนวนมาก ซ่ึงส่วนมากเป็นพันธุ์ข้าวท่ีมีคุณภาพดี และมีลักษณะ ตามท่ีตลาดโลกต้องการ แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเข้าใจในการคัดเลือกพันธุ์ข้าว มากขึ้น แม้กระทั่งพืชชนิดอื่น และเคร่ืองจักร เครื่องยนต์ต่างๆ ที่เป็นอุปกรณ์ ในการกสิกรรมและหัตถกรรม ซ่ึงมีผู้น�ำมาจัดแสดงนั้นล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ ในการประกอบอาชีพของประชาชน แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา อาชีพของตน เมอ่ื มกี ารกำ� หนด “วนั เกษตรกร” ขน้ึ เปน็ ประจำ� ทกุ ปี ใหต้ รงกบั วนั พระราชพธิ ี พืชมงคล นับต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นมา จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในส่วนกลางได้มีการประกวดพันธุ์ข้าว ท่ัวประเทศ และการจัดแสดงนิทรรศการทางการเกษตร ณ บริเวณท้องสนามหลวง ส่วนในต่างจังหวัดได้จัดให้มีงานวันเกษตรกร โดยมีการประกวดและการจัดนิทรรศการ เช่นเดียวกัน การก�ำหนดวันเกษตรกรข้ึนน้ี เป็นการให้ความส�ำคัญกับเกษตรกร และท�ำให้เกษตรกรท้ังในส่วนกลางและต่างจังหวัดได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อีกทั้งเกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ ได้เข้าร่วมในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และรับพระราชทานรางวัล ในวันนั้นด้วย การจัดงาน “การแสดงกสิกรรมและพาณิชการ” รวมถึงการจัดงาน “วันเกษตรกร” ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความส�ำคัญกับประชาชน มุ่งเน้นให้ ประชาชนสนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหน่ึงในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และสนใจในการพัฒนาการประกอบอาชีพของตนเอง ด้วยการจัดประกวดพันธุ์ข้าว อีกท้ังมีการให้ความรู้แก่ประชาชนด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 117 ภาพสะท้อนสังคมจากพระราชพิธแี ละพระราชอ�ำนาจ ของพระมหากษัตรยิ ์ท่ีแฝงอยู่ในพระราชพิธี สภาพสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลท่ี ๕ - รัชกาลท่ี ๑๐ มีลักษณะผสมผสานระหว่างความเช่ือทางเหตุผลนิยม โดยมีโลกทัศน์โน้มน�ำ ไปในทางวทิ ยาศาสตรม์ ากขนึ้ กวา่ ในชว่ งสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ แตย่ งั คงรกั ษาโลกทศั น์ แบบเดิมไว้ควบคู่กันไปด้วย คือ พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเช่นเดิม แม้มีบางช่วงเวลาที่จัดเพียง พระราชพิธีพืชมงคลก็ตาม แต่ก็ยังรักษาพระราชพิธีน้ีไว้ เพื่ออนุรักษ์ขนบธรรมเนียม อันดีงาม และขวัญก�ำลังใจของชนในชาติ พระราชกระแสของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แสดงถึง ความส�ำคัญของการฟื้นฟูพระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั ขน้ึ ใหม่ และใหพ้ จิ ารณา เหตผุ ลเก่ียวกับการประกอบพระราชพิธีน้ี ดังความตอนหนึ่งที่ว่า “คนไทยบางคนอาจเห็นเป็นเรื่องไม่เหมาะสมกับกาลสมัย และเป็นเรื่องไม่สอดคล้องกับวิทยาการบางอย่าง เพราะการท�ำนาย เก่ียวกับเรื่องพระยาแรกนาหยิบผ้านุ่งก็ดี หรือเกี่ยวกับพระโคกินของ อย่างน้ันอย่างน้ี ดูจะไม่มีหลักวิชาการแต่อย่างใด แต่อย่าลืมว่า เป็นประเพณีท�ำมาในสมัยโบราณ ซ่ึงเป็นสมัยท่ีวิทยาศาสตร์ ยงั ไมเ่ จรญิ กา้ วหนา้ เหมอื นสมยั นี้ ยอ่ มไดผ้ ลทางจติ ใจและทางบำ� รงุ ขวญั ของประชาชนโดยเฉพาะแกช่ าวนาซงึ่ เปน็ คนหมมู่ าก ทเ่ี ราจดั ทำ� ในสมยั นี้ เพราะเป็นประเพณีท่ีได้ผลดีในอดีตมาแล้ว เราจึงรักษาไว้จึงควรจะได้ พิจารณาท�ำความเข้าใจแก่คนไทยและชาวต่างประเทศในข้อนี้ด้วย” พระมหากษัตริย์ทรงน�ำองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกแบบใหม่เข้ามาใช้ ในการเกษตรกรรมด้วยการท�ำให้ราษฎรอยู่ดีกินดี เป็นพระราชกรณียกิจท่ี พระมหากษัตริย์ทรงให้ความส�ำคัญอย่างมาก ดังเช่นในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพัฒนาการเกษตรในด้านต่างๆ ควบคู่กับการประกอบ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้แก่ การชลประทาน การส่งเสริม
118 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการท�ำนาข้าว เป็นต้น นอกจากน้ีในช่วงรัชกาลที่ ๕ - รัชกาลท่ี ๑๐ นี้ มีการจัดการประกวดพันธุ์ข้าว เพื่อให้ประชาชนเอาใจใส่ในการ พัฒนาพันธุ์ข้าว อีกท้ังชนช้ันน�ำมีความสนใจองค์ความรู้ในด้านการเกษตร เริ่มจาก องค์ความรู้เร่ืองท�ำนาท่ีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงพระนิพนธ์ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นถึงความคิดของชนชั้นน�ำ ได้ชัดเจนในเรื่องการน�ำองค์ความรู้มาใช้ในการเกษตรกรรม องค์ความรู้เหล่าน้ี ก็ได้ถ่ายทอดสู่ประชาชนในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตราธิการพิมพ์หนังสือ เก่ียวกับการแนะน�ำและช้ีแจงเรื่องเพาะปลูก เรื่องเล้ียงไหม ท�ำไหม และเรื่องทอผ้า ส�ำหรับแจกประชาชน และการจัดแสดงนิทรรศการทางการเกษตร เป็นต้น ด้านเศรษฐกิจ สมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที่ ๑๐ น้ัน ข้าวเป็นสินค้าที่มีความส�ำคัญในทางเศรษฐกิจตลอดมา เกือบจะเป็นสินค้าหลัก ในการส่งขายต่างประเทศ และเป็นอาหารหลักในประเทศ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ในช่วงเวลานี้จึงทรงให้ความส�ำคัญกับการพัฒนาข้าวในด้านต่างๆ ทั้งกระบวนการ เพาะปลูก การผลิต และสายพันธุ์ เห็นได้จากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงท�ำนาทดลองอย่างที่พระองค์เคยทอดพระเนตรในต่างประเทศ เม่ือครั้ง เสด็จประพาสยุโรปครั้งหลัง พ.ศ. ๒๔๕๐ อีกท้ังโปรดให้จังหวัดรายงานสถิติน้�ำฝน จัดประกวดพันธุ์ข้าวครั้งแรกที่ธัญญบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ และน�ำเคร่ืองจักรไถนา มาทดลองเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงความเอาพระราชหฤทัยใส่เป็นอย่างมาก ท่ีจะทรงพัฒนาการท�ำนาของไทยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอ ต่อความต้องการของตลาด นอกจากน้ีในรัชกาลที่ ๕ - รัชกาลท่ี ๖ ทรงให้ความส�ำคัญ กับพันธุ์ข้าว ซ่ึงเป็นสินค้าส�ำคัญท่ีสุดของประเทศ โดยการปรับปรุงและขยายงาน ประกวดให้กว้างขวางออกไปกว่าแต่ก่อน คือ ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวต่างๆ จากทุกมณฑลมาแสดง นอกจากน้ียังมีการแสดงอื่นๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการกสิกรรม และหัตถกรรม เป็นต้น ในรัชกาลท่ี ๙ โปรดให้ท�ำแปลงนาทดลองในสวนจิตรลดา พระราชทานพันธุ์ข้าวซึ่งทรงปลูกในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต กับพันธุ์พืช ชนิดต่างๆ เข้าร่วมในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และแจกจ่าย แก่เกษตรกร ทรงให้การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวของสถาบัน และส่วนราชการต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ฯลฯ
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 119 ในดา้ นการปกครอง พระมหากษตั รยิ ท์ รงปกครองประชาชนผา่ นพระราชพธิ ี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ น่ันคือเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มาแต่อดีตจนปัจจุบันโดยมีข้าวเป็นหลัก พระมหากษัตริย์จึงทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงให้ความส�ำคัญแก่การปลูกข้าวอย่างยิ่ง และพระราชทานก�ำลังใจแก่เกษตรกร ผ่านพระราชพิธี ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างในด้านการพัฒนาเกษตรกรรม ทรงน�ำความรู้ด้านเกษตรกรรมมาเผยแพร่ให้แก่ประชาชนจากการทดลอง ด้วยพระองค์เอง และวิทยาการ ตลอดจนเทคโนโลยีแบบใหม่จากการค้นคว้าวิจัย ของนกั วชิ าการในประเทศและตา่ งประเทศ เพอ่ื ใหป้ ระชาชนสามารถปรบั ตวั และพฒั นา อาชีพด้านเกษตรกรรมให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ พระมหากษัตริย์ หลายพระองค์จึงทรงท�ำนา และท�ำการเกษตรอ่ืนๆ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชน นอกจากน้ีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสนับสนุนให้ประชาชนท�ำพิธีท�ำขวัญข้าว เน่ืองจากเป็นการรักษา ประเพณีดั้งเดิมไว้มิให้สูญหาย โดยโปรดให้มีพิธีท�ำขวัญข้าวเป็นประจ�ำในแปลงนา สาธิตบริเวณสวนจิตรลดา เพ่ือเป็นตัวอย่างและชักจูงให้ประชาชนรักษาประเพณี ดั้งเดิมไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประธานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญมิได้ใช้พระราชอ�ำนาจตามคติโบราณเท่านั้น แต่ใช้พระบารมีในการสร้าง สิริมงคล ขวัญ ก�ำลังใจ และพระราชทานความรู้ในการพัฒนาการเกษตร พระบารมี ดงั กลา่ วคอื การทท่ี รงศกึ ษาสง่ั สมความรดู้ ว้ ยพระองคเ์ อง และสง่ เสรมิ ผอู้ น่ื ใหเ้ กดิ การวจิ ยั พัฒนาและปฏิบัติท้ังเร่ืองเกษตรกรรมโดยตรงและปัจจัยอ่ืนที่เก่ียวข้องหรือสนับสนุน จึงเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงพัฒนาด้านดิน น�้ำ และด้านอื่นๆ ท่ีจะสนับสนุน การเกษตรกรรมตลอดมาด้วย ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาด้านน�้ำก็มีการพัฒนา ขุดคูคลอง ระบบชลประทานต่างๆ ต้ังแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา และสิ่งท่ีท่ัวโลกยกย่อง คอื โครงการพระราชดำ� รฝิ นหลวงของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โครงการพระราชด�ำริฝนหลวงเกิดข้ึนจาก พระราชดำ� รสิ ว่ นพระองค์ ในคราวทพ่ี ระองคเ์ สดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปทรงเยยี่ มประชาชน ในพน้ื ทแ่ี หง้ แลง้ ทรุ กนั ดาร ๑๕ จงั หวดั ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ระหวา่ งวนั ที่ ๒ - ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของประชาชน
120 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: และเกษตรกรที่ขาดแคลนน�้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร เม่ือเสด็จพระราชด�ำเนิน กลับถึงกรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กท่ีมีช่ือเสียงเข้าเฝ้าฯ แล้วพระราชทาน แนวพระราชด�ำริน้ันแก่ ม.ร.ว. เทพฤทธ์ิ เทวกุล จาก พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ท้ังด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปร สภาพอากาศซึ่งทรงรอบรู้และเช่ียวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จนมั่นพระราชหฤทัย จึงพระราชทานแนวพระราชด�ำริน้ีแก่ ม.ร.ว. เทพฤทธ์ิ เทวกุล ผู้เช่ียวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ขณะนั้นในปีถัดมา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาลู่ทางท่ีจะท�ำให้ เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ท�ำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรกเม่ือวันท่ี ๑ - ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว. เทพฤทธ์ิ เทวกุล เป็นผู้อ�ำนวยการโครงการและหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลอง เป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่ เป็นพ้ืนที่ทดลองเป็นแห่งแรก จากการ ติดตามผลโดยการส�ำรวจทางภาคพ้ืนดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจา จากประชาชนว่าเกิดฝนตกลงสู่พ้ืนท่ีทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็น นิมิตหมายบ่งช้ีให้เห็นว่าการบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ 70 จึงท�ำให้เกิด โครงการฝนหลวงขึ้นและคงอยู่ถึงปัจจุบัน 70 กรมฝนหลวงและการบนิ เกษตร, ความเปน็ มาของโครงการพระราชดำ� รฝิ นหลวง, เขา้ ถงึ เมอ่ื ๒๖ เมษายน ๒๕๖๕, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://www.royalrain.go.th/royalrain/Editor_Page. aspx?MenuId=15
บทสรุป วฒั นธรรมประเพณีในท้องถ่ินต่าง ๆ ของประเทศไทยท่ีเก่ียวขอ้ งสัมพันธก์ ับ พระราชพิธพี ืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวญั พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญซ่ึงคงอยู่จนถึงปัจจุบันนั้น มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมประเพณีพ้ืนถ่ินของชาวบ้านในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ได้แก่ ประเพณีแฮกนา ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามความเช่ือท่ีมีความหมาย เดียวกับแรกนาในภาคกลาง การแฮกนา (แรกนา) เป็นการเร่ิมต้นลงมือท�ำนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาแม่โพสพ เพ่ือความเป็นสิริมงคลและเส่ียงทาย นอกจากน้ี การแฮกนาในภาคเหนือมีท้ังการแฮกนาโดยรวม และการแฮก ตามขั้นตอนการปลูกข้าว ได้แก่ แฮกไถ แฮกหว่าน แฮกปลูก แฮกเก่ียว และแฮกตี (นวด) 1 แฮกนาโดยรวมเป็นพิธีที่ส�ำคัญ นิยมจัดขึ้นในช่วงก่อนจะเริ่มไถนา ในฤดูกาลนั้น ๆ ปกตินิยมท�ำกันในเดือนมิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคม การก�ำหนดวัน 1 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าว แหล่งก�ำเนิดวัฒนธรรมไทย (ม.ป.ท., ม.ป.ป.), ๒๐.
124 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: ต้องมีการหาฤกษ์ยาม ส่วนมากนิยมให้เป็นวันอาทิตย์หรือวันพฤหัสบดี แต่มักจะดู วันทางจันทรคติด้วย ถือกันว่าวันท่ีแรกนาดี คือ วันข้ึน ๓ ค่�ำ หรือ ๔ ค่�ำ หรือ แรม ๖ ค�่ำ หรือ ๗ ค่�ำ เป็นต้น เม่ือได้ฤกษ์แล้วจะมีการต้ังราชวัติฉัตรธงข้ึนในท่ีนา ต้ังท้าวทั้ง ๔ ตามประเพณี 2 มีการจัดอาหารคาวหวาน กล้วย อ้อย หมาก พลู บุหรี่ และขา้ วเปลอื ก วางบนรา้ นสงู เพยี งตา กลางรา้ นปกั ไมไ้ ผร่ วกลำ� ยาว ความยาวของไมไ้ ผ่ ข้ึนอยู่กับจ�ำนวนที่นา หากที่นามากไม้ไผ่จะยาวมากขึ้นตามไปด้วย เพ่ือให้มองเห็น ได้ไกลและเพ่ือการปกป้องคุ้มครอง ปลายไม้แขวนไว้ด้วยเฉลว มีสร้อยสังวาลลูกโซ่ ท�ำจากไม่ไผ่ ติดปลายสังวาลด้วยปลา ๒ ตัว ซึ่งปลา ๒ ตัวนี้ คือ ปลาก้ัง และปลาไนด�ำ เนื่องจากปลาท้ังสองชนิดนี้เป็นปลาในต�ำนานเรื่องพระแม่โพสพของภาคเหนือ หรือบางแห่งอาจใช้ปลาช่อน เพราะปลาช่อนเป็นเคร่ืองหมายของน�้ำที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนในต�ำนานของภาคกลางและภาคใต้ถือว่าเป็นปลากรายทองและปลาส�ำเภา ซึ่งเป็นพาหนะของพระแม่โพสพ เฉลวและสายโซ่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามจ�ำนวนท่ีนา เช่นกัน จากนั้นจะเชิญพ่อนา 3 มาประกอบพิธีอ่านโองการบวงสรวงเทพารักษ์ท่ีปกปัก รักษาแดนนา พระแม่โพสพ และพระแม่ธรณี โดยมีผู้เข้าร่วมพิธี คือ คนในครอบครัว และผู้ที่ท�ำนาร่วมกัน ซ่ึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี เสร็จจากการบวงสรวงแล้ว จะมกี ารเสย่ี งทาย โดยดจู ากลกั ษณะของสร้อยสงั วาล คอื ถา้ สร้อยสังวาลยาวดีแสดงวา่ ปีนนี้ ำ้� ท่าจะสมบูรณ์ แตถ่ า้ สรอ้ ยสังวาลสัน้ แปลวา่ ปีนีน้ ำ�้ นอ้ ย ฝนไมต่ กตอ้ งตามฤดูกาล นอกจากนี้ ยังมีการเสี่ยงทายด้วยเมล็ดข้าว โดยเอาเมล็ดข้าวเปลือกที่อยู่บนร้านพิธี มานับ หากนับได้เลขคู่แสดงว่าผลผลิตของข้าวในนาจะให้ผลเต็มท่ี แต่หากนับได้เลขคี่ แสดงว่าข้าวกล้าในนาจะให้ผลไม่ดีนัก เสร็จพิธีแล้วจะน�ำเมล็ดข้าวที่ใช้ท�ำการเสี่ยงทาย 2 ท้าวท้ัง ๔ หมายถึง ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ อันเป็นเทวดาประจ�ำทิศต่าง ๆ คือ ท้าวธตรฐ รักษาโลกด้านทิศบูรพาหรือทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหก รักษาโลกด้านทิศทักษิณหรือทิศใต้ ท้าววิรูปักษ์ รักษาโลกด้านทิศประจิมหรือทิศตะวันตก ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณ รักษาโลก ด้านทิศอุดรห3ร ือจทาิศกเหหนนังือสนืออพกจจนาากนนุก้ีทรามงศภัพาทค์ลเห้านนือนยาังเฉบพูชาาพะคระ�ำอทิน่ีปทรารก์ แฏลใะนพใบระลแามน่ธใรหณ้คีดว้วายมหมาย ของค�ำว่า “พ่อนา” คือ ชาวนา สันนิษฐานได้ว่า “พ่อนา” อาจเป็นเจ้าของที่นา หรือผู้อาวุโส ท่ีมีความรู้ และสามารถอ่านโองการบวงสรวงเทพารักษ์ที่ปกปักรักษาแดนนา พระแม่โพสพ และพระแม่ธรณีได้
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 125 ไปหว่านลงในปริมณฑลของราชวัติพอเป็นพิธี และน�ำเฉลวไปปักตามมุมของที่นา พร้อมกับปลูกต้นเอื้องหมายนา เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงเขตในการท�ำนาของปีน้ัน จากนั้นจะเป็นการหาวันท่ีเหมาะสมเป็นมงคลส�ำหรับการท�ำพิธีอื่น ๆ ที่เก่ียวข้องต่อไป ได้แก่ แฮกไถ แฮกหว่าน แฮกปลูก แฮกเก่ียว และแฮกตี (นวด) จนกว่าจะเสร็จส้ิน กระบวนการท�ำนา 4 จากภาพรวมของประเพณีการแฮกนาของภาคเหนือจะเห็นว่า มีความคล้ายคลึงกับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ท้ังการบวงสรวง บูชาเพ่ือเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงมีการเส่ียงทาย ต่างกันเพียง การแฮกนา (แรกนา) เป็นประเพณีราษฎร์ท่ีประชาชนเป็นผู้ประกอบพิธี ในขณะท่ี พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นประเพณีหลวงที่พระมหากษัตริย์ และทางราชการจดั พระราชพธิ นี ข้ี น้ึ มาเพอื่ เปน็ การบำ� รงุ ขวญั และกำ� ลงั ใจใหแ้ กเ่ กษตรกร ภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพิธีแฮกนา หรือแรกนาภายในอุโบสถวัดป่าแดด ต�ำบลท่าผา อ�ำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 4 ชมรมฮักต๋ัวเมือง ส�ำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ล้านนา ค�ำเมือง : แฮกนา, เข้าถึงเม่ือ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๓, เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly. com/column/article_107257
126 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีประเพณีแฮกนา หรือแรกนาเช่นเดียวกัน เปน็ พธิ ที ตี่ อ้ งทำ� กอ่ นการทำ� นา โดยชาวอสี านมคี วามเชอื่ วา่ พธิ กี รรมนจ้ี ะทำ� ใหต้ น้ กลา้ ขา้ ว ในนาสมบูรณ์ดี ซ่ึงพิธีแฮกนานิยมท�ำในเดือน ๖ ภายหลังประเพณีบุญบั้งไฟ และบญุ เลย้ี งบา้ น(ไหวศ้ าลปตู่ า)ซง่ึ ชาวบา้ นจะหาวนั ดที จี่ ะประกอบพธิ ีซงึ่ จะเปน็ วนั ขน้ึ ๑คำ่� หรอื แรม ๑ ค�่ำ ก็ได้ ในอดตี นิยมแฮกนาด�ำในวันอาทติ ย์ และแฮกนาหวา่ นในวนั จนั ทร์ แต่ในปัจจุบันได้ยึดโยงกับวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ คือ นิยมท�ำในวัน พระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั ชาวอสี านมคี วามเชอ่ื วา่ “ตาแฮก” คอื ผดู้ แู ลพทิ กั ษ์ รกั ษาไรน่ า (ผไี รผ่ นี า) พธิ แี ฮกนาจงึ เรมิ่ จากการเลอื กตำ� แหนง่ “ตาแฮก” คอื บรเิ วณแปลงนา ที่ถูกก�ำหนดให้ท�ำพิธี มีลักษณะวงกลมมีน�้ำขังคล้ายปลักควาย จะล้อมบริเวณตาแฮก เปน็ รปู สเ่ี หล่ยี มและทำ� ศาลเล็ก ๆ ไว้ทีม่ มุ พรอ้ มปกั ไม้ไผ่ไวส้ ำ� หรับใสต่ อกที่สานเปน็ รูป คล้ายรวงข้าว และรูปสัตว์น้�ำ (ปลา กุ้ง) เพ่ือขอให้ท่ีนามีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อถึง วนั แฮกนา ผู้อาวุโสในครอบครวั จะนำ� พงหวาน ๔ พง (ผลไม้และขนมหวาน) และพงโจ้ ๔ พง (หมาก พลู บหุ ร)่ี รวมทงั้ ขา้ ว ไขต่ ม้ ไมป่ อกเปลอื ก และสรุ า มาวางเซน่ ไหวท้ ตี่ าแฮก เพื่อบอกกล่าวเจ้าท่ีขอความคุ้มครองในการท�ำนา ให้ข้าวอุดมสมบูรณ์ หลังจาก เล้ียงตาแฮกแล้ว จึงไถแฮกนาได้ ส�ำหรับไข่ต้มไม่ปอกเปลือกใช้เสี่ยงทายได้ คือ ถ้าไข่ เป็นน�้ำทายว่าปีนั้นน้�ำจะท่วม ถ้าไข่เป็นผงทายว่าปีน้ันฝนจะแล้ง ถ้าไข่เน่าหรือมีกล่ิน หรือเป็นสีด�ำทายว่าศัตรูพืชจะมารบกวน ถ้าไข่งามดีทายว่าปีน้ันท�ำนาจะได้ผลดี นอกจากน้ีอาจใช้ไก่ต้มท้ังตัว (ไม่เอาเคร่ืองในออก) เป็นเคร่ืองเซ่นไหว้และเสี่ยงทาย แทนไข่ต้มได้ โดยดูว่าถ้าคางไก่บิดเบี้ยวโค้งงอแสดงว่าตาแฮกกินเคร่ืองเซ่นไหว้ ปีน้ัน ข้าวจะอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าคางไก่ตรงไม่บิดเบี้ยวแสดงว่าตาแฮกไม่รับเครื่องเซ่นไหว้ ปีนัน้ จะท�ำนาไม่ได้ผล 5 ส่วนภาคใต้ก็มีประเพณีแรกนาขวัญเช่นเดียวกัน การท�ำนาจะเลือกวัน และฤกษ์ที่ดี หลังจากพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเสร็จส้ิน แต่ไม่นิยมวันพุธ เนื่องจากถือว่าเป็นวันเน่าเปื่อย ต้นข้าวจะเสียหาย การท�ำพิธีแรกนาน้ี ชาวนา จะน�ำหมาก พลู ธูป เทียน ไปอาราธนาเจ้าที่เป็นการบอกกล่าวก่อนเริ่มท�ำนา ขอให้ การทำ� นาราบรน่ื เสรจ็ จากการอาราธนาเจา้ ทแี่ ลว้ จงึ ไถโดยเวยี นขวา ๓ รอบ เปน็ เสรจ็ พธิ ี 6 5 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าว แหล่งก�ำเนิดวัฒนธรรมไทย (ม.ป.ท., ม.ป6.ป .เ),รื่อ๔ง๕เด-ีย๔ว๖ก.ัน, ๕๔.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 127 ความเปล่ียนแปลงของพระราชพิธจี ากอดีตสู่ปจั จุบนั (การเปล่ียนผ่านจากอดีตสู่ปจั จุบนั ) พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีกรรมส�ำคัญ ส�ำหรับประเทศที่มีการปลูกข้าวเป็นหลักของการเกษตรกรรมเช่นประเทศไทย ข้าวเป็นอาหารหลักและเป็นพืชเศรษฐกิจที่ท�ำรายได้ให้แก่ประเทศ ดังนั้น การท่ี ประเทศไทยมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาต้ังแต่สมัยโบราณ องค์พระประมุข ได้ทรงเล็งเห็นความส�ำคัญของข้าวและการเกษตรกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีเพ่ือเป็นสิริมงคล ขวัญและก�ำลังใจแก่เกษตรกร เป็นพระราชพิธี ส�ำคัญประจ�ำปี และถือเป็นพระราชกรณียกิจส�ำคัญ ท่ีจะต้องเสด็จพระราชด�ำเนิน ไปทรงเป็นประธาน หรือพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ รายละเอียดของพระราชพิธี มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มีพื้นฐานเก่ียวข้องกับคติความเชื่อทั้งในเรื่องผี และความเช่ือทางศาสนา โดยในช่วงแรกเก่ียวข้องกับความเช่ือเร่ืองผี ต่อด้วยความเชื่อ ในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ต่อมามีการเพ่ิมความเชื่อทางศาสนาพุทธเข้าไปด้วย การผสมผสานความเช่ือที่หลากหลายนี้เป็นส่วนหน่ึงท่ีท�ำให้พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญเหมาะสมกับวิถีของสังคมไทย พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นสัญลักษณ์ของ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกร ในสมัยโบราณเชื่อกันว่า แวน่ แคว้นใดท่อี งคพ์ ระประมุขจัดพระราชพธิ แี รกนาข้นึ ได้นั้น แสดงวา่ มีพระราชอ�ำนาจ มาก หมายความว่าทรงบริหารบ้านเมืองประสบผลส�ำเร็จ บ้านเมืองสงบสุข ร่มเย็น ม่ันคง เป็นปึกแผ่น และมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรและพืชพันธุ์ธัญญาหาร นั่นคือสิ่งที่พระมหากษัตริย์และประชาชนร่วมกันสรรค์สร้าง ต่อมาพระราชพิธีน้ี ไม่ได้เป็นการประกาศพระราชอ�ำนาจแก่ชาติอ่ืน แต่เพื่อสร้างขวัญและก�ำลังใจ แก่เกษตรกร ยืนยันให้เห็นการสนับสนุนขององค์พระประมุขและหน่วยงาน ท่ีเก่ียวข้องท่ีมีต่อเกษตรกรเพ่ือการพัฒนาที่ยั่งยืน วันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในยุคหลัง จวบจนปัจจุบัน แสดงให้เห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวไทยต่อคติธรรม
128 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: ของพระราชพธิ ีและความมุง่ หวังในการพฒั นาทางการเกษตร การเข้ารว่ มในพระราชพิธี ก็ดี การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชจากลานแรกนาก็ดี มีนัยแห่งการเสริม สร้างสิริมงคลแก่ชีวิตของตนประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือเช่ือว่าเพื่อเพิ่ม ความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพันธุ์ธัญญาหารที่จะผลิตต่อไป ท่ีส�ำคัญก็คือเกษตรกร ผู้ส่งผลิตผลเข้าประกวดและมารับพระราชทานรางวัลในแต่ละปี ก็แสดงถึง ความบันดาลใจท่ีเขาเหล่าน้ันได้รับจากงานพระราชพิธีและพระบรมราชูปถัมภ์ ด้านการพัฒนาการเกษตร จึงประสบความส�ำเร็จได้ประกาศเกียรติยศของตน และประเทศชาติไปพร้อมกัน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจึงเป็น พระราชพิธีท่ีแสดงถึงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับประชาชน และประกาศให้นานาประเทศเห็นว่าการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม และการพัฒนาน้ันสามารถด�ำเนินการไปด้วยกันได้
๒ภาค เร่อื งพระราชพิธพี ืชมงคลแลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธใ์ นรชั กาลท่ี ๕
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 131 ค�ำช้แี จง เอกสาร “เร่ืองพระราชพิธีพืชมงคลแลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๕” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ พระราชทานพระบรมราชาธิบายรวมอยู่ในหนังสือเร่ืองพระราชพิธีสิบสองเดือน จัดพิมพ์เผยแพร่ “เรื่องพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล” คร้ังแรก ในรูปแบบหนังสือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ ที่ระลึกในการเร่ิมนา ณ ทุ่งหลวงต�ำบลพญาไท และพิมพ์ครั้งที่ ๒ “เรอื่ งพระราชพธิ พี ชื มงคลแลจรดพระนงั คลั ” เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๕ เพอ่ื แจกในการพระราชพธิ ี จรดพระนังคลั แรกนาขวัญ เจ้าพระยาพลเทพฯ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการประสงค์ จะพิมพ์หนังสือพระราชพิธีพืชมงคลแลพระราชพิธีจรดพระนังคัล ซ่ึงพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ จึงขอให้กรรมการหอพระสมุดฯ ช่วยตรวจต้นฉบับ และประสงค์จะให้เรียบเรียงเร่ืองแรกนาขวัญอันได้มีต่อมา ภายหลงั เวลาทที่ รงพระราชนพิ นธเ์ พม่ิ เตมิ การจดั พมิ พค์ รง้ั น้ี (พ.ศ. ๒๕๖๕) เพอ่ื เผยแพร่ องค์ความรู้อันทรงคุณค่า กรมศิลปากร โดยส�ำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ มอบหมายให้นางสาวรุ่งนภา สงวนศักด์ิศรี นักอักษรศาสตร์ช�ำนาญการ พิจารณา ด�ำเนินการตรวจสอบช�ำระและท�ำหน้าท่ีบรรณาธิการ โดยก�ำหนดแนวทางดังน้ี ๑. เนอ้ื หา บรรณาธกิ ารไดส้ อบคน้ ตน้ ฉบบั ทเ่ี คยจดั พมิ พเ์ ผยแพร่ โดยยดึ ฉบบั พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๖๕ เปน็ หลกั ในการตรวจสอบชำ� ระ เนอ่ื งจากมเี นอ้ื หาทคี่ รบถว้ น และมีการจัดท�ำเชิงอรรถ พร้อมทั้งกรรมการหอพระสมุดฯ ช่วยตรวจต้นฉบับ และเรียบเรียงเร่ืองต�ำนานการแรกนาขวัญต่อความที่ทรงพระราชนิพนธ์ โดยได้สืบค้น ในราชกจิ จานเุ บกษาและการสมั ภาษณ์ อนั ทำ� ใหเ้ หน็ ถงึ ความนา่ เชอื่ ถอื ของขอ้ มลู อกี ทง้ั มกี ารนำ� เอกสารท่เี กยี่ วขอ้ งตา่ งๆ ซงึ่ ปรากฏในสว่ นท้ายของหนงั สอื ฉบบั พิมพค์ ร้ังแรก เมอื่ พ.ศ. ๒๔๖๓ ทร่ี ะลกึ ในการเรมิ่ นา ณ ทงุ่ หลวงต�ำบลพญาไท มาแนบไวใ้ นสว่ นทา้ ยดว้ ย ทั้งนี้ บรรณาธิการต้องการรักษาต้นฉบับเดิมให้มากท่ีสุด เรียบเรียงเป็นภาษาปัจจุบัน ส�ำหรับข้อความท่ัวไปเท่าที่จ�ำเป็น เพ่ือง่ายต่อความเข้าใจ ยกเว้นชื่อเฉพาะต่างๆ ยังคงรักษาอักขรวิธีตามต้นฉบับ ดังน้ัน ผู้อ่านอาจพบการสะกดของช่ือเฉพาะต่างๆ ท่ีต่างจากในปัจจุบัน และมีค�ำบางค�ำที่บรรณาธิการคงการสะกดไว้ตามรูปศัพท์เดิม ทั้งท่ีไม่ใช่ชื่อเฉพาะ เนื่องจากต้องการให้เห็นว่าในอดีตมีการใช้รูปศัพท์ดังกล่าว เพ่อื ประโยชน์และความรู้ทางด้านอักษรศาสตร์
132 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: ๒. เชิงอรรถ บรรณาธิการได้คงเชิงอรรถตามฉบับพิมพ์ครั้งท่ี ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ และพิจารณาจัดท�ำเชิงอรรถอธิบายความเพิ่มเติม โดยค้นคว้า จากเอกสารต่างๆ ที่เก่ียวข้อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการอ่านเอกสาร อีกท้ังได้อธิบายความเพ่ิมเติม เช่น สถานท่ี และเครื่องใช้ในพระราชพิธี เป็นต้น ทั้งนี้ เชิงอรรถอธิบายความเพ่ิมเติมท่ีเรียบเรียงใหม่น้ี จะลงท้ายเชิงอรรถว่า - สวป. (หมายถึง ส�ำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์) ส่วนเชิงอรรถเดิม จะคงไว้ ตามฉบับพิมพ์คร้ังท่ี ๒ โดยไม่มีการเพิ่มเติมใดๆ เอกสารเรื่องพระราชพิธีพืชมงคลแลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๕ เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ท่ีมีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี ท�ำให้เห็นถึงรายละเอียดต่างๆ ของประเพณีหลวง และแสดงถึง ความส�ำคัญของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่มีต่อสังคมไทย รวมทั้งสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย อันจะเป็น ประโยชน์ทางวิชาการต่อคนรุ่นหลังในการศึกษาค้นคว้าต่อไป บรรณาธกิ ารหวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ วา่ การตรวจสอบชำ� ระเอกสารเรอื่ งพระราชพธิ ี พืชมงคลแลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ในการศึกษาค้นคว้า และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญให้แก่คนทั่วไปในวงกว้าง บรรณาธิการ
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 133
134 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ:
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 135 พระบรมราชาธบิ าย เร่อื งพระราชพิธพี ืชมงคล แลจรดพระนังคัล การพระราชพิธีกล่าวเป็นสองชื่อ แต่เน่ืองกันเป็นพิธีเดียวน้ี คือปัน ในวนั สวดมนต์ เปน็ วนั พระราชพธิ พี ชื มงคล ทำ� ขวญั พชื พรรณตา่ งๆ มขี า้ ว 1 เปลอื ก เปน็ ตน้ จรดพระนังคัลเป็นพิธีเวลาเช้า คือลงมือไถ ถ้าจะแบ่งเป็นคนละพิธีก็ได้ ด้วยพิธี พืชมงคลไม่ได้ท�ำแต่ในเวลาค�่ำวันสวดมนต์ รุ่งข้ึนเช้าก็ยังมีการเลี้ยงพระต่อไปอีก การจรดพระนังคัลน้ันเล่า ก็ไมไ่ ด้ทำ� แต่วันซึ่งลงมือแรกนา เรมิ่ พระราชพิธีเสยี แต่เวลาคำ่� วันสวดมนต์พิธีพืชมงคลน้ันแล้ว พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีสงฆ์ท�ำท่ีท้องสนามหลวง ในพระนคร พระราชพิธีจรดพระนงั คัลเป็นพิธพี ราหมณ์ ท�ำทท่ี ุ่งซ่มป่อยนอกพระนคร 2 พิธีทั้งสองน้ันก็นับว่าท�ำพร้อมกันในคืนเดียว วันเดียวกัน จึงได้เรียกชื่อติดกันว่า พระราชพิธีพืชมงคลแลจรดพระนังคัล ฤกษ์การพระราชพิธีน้ี ต้องหาฤกษ์วิเศษกว่าฤกษ์อื่นๆ คือ ก�ำหนดสี่อย่าง ฤกษ์นั้นอย่าให้ต้องวันผีเพลียอย่างหน่ึง ให้ได้ศุภดิถีอย่างหนึ่ง ให้ได้บุรณฤกษ์ อย่างหน่ึง ให้ได้วันสมภเคราะห์อย่างหน่ึง ต�ำราหาฤกษ์น้ีเป็นต�ำราเกร็ด เขาส�ำหรับ ใช้เร่ิมที่จะลงมือแรกนา หว่านข้าว ด�ำข้าว เกี่ยวข้าว ขนข้าว ข้ึนยุ้ง แต่ที่เขาใช้กันน้ัน ไม่ต้องหาฤกษ์อย่างอ่ืน ให้แต่ได้ส่ีอย่างนี้แล้ว ถึงจะถูกวันอุบาศน์โลกวินาศก็ใช้ได้ แต่ฤกษ์จรดพระนังคัลอาศัยประกอบฤกษ์ดีตามธรรมเนียมด้วยอีกชั้นหน่ึง ตามแต่ จะได้ลงวันใดในเดือนหกดิถีซ่ึงนับว่าผีเพลียนั้น ข้างข้ึนคือ ๑,๕,๗,๘,๙,๑๐,๑๑,๑๕ ข้างแรม ๑,๕,๖,๗,๘,๑๐,๑๓,๑๔ เป็นใช้ไม่ได้ ศุภดิถีนั้นก็คือดิถีตาว่างซึ่งไม่เป็นผีเพลีย 1 ค�ำว่า “ข้าว” ในเอกสารต้นฉบับใช้ว่า “เข้า” และเร่ืองพระราชพิธี 2 ในส่วนท้ายของเอกสารน้ีมีการใช้ว่า “ทุ่งส้มป่อยนาหลวง” พืชมงคลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี ๕ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ ใช้ว่า “ทุ่งส้มป่อย นอกพระนคร” ซ่ึงสถานที่ต้ังอยู่บริเวณราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสนามม้านางเลิ้ง ซ่ึงปิดตัวลงไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๑ และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง เป็นสวนสาธารณะ ในนาม “อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” - สวป.
136 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: นั้นเอง บุรณฤกษ์น้ันคือ ๒,๔,๕,๖,๘,๑๑,๑๔,๑๗,๒๒,๒๔,๒๖,๒๗ วันสมภเคราะห์นั้น คือ วันจันทร์ วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ กับก�ำหนดธาตุอีกอย่างหน่ึง ตามวัน ที่โหรแบ่งเป็น ปถวี อาโป เตโช วาโย ให้ได้ส่วนสัดกันแล้วเป็นใช้ได้ จะพรรณนา ที่จะหาฤกษ์น้ีก็จะยืดยาวไป เพราะไม่มีผู้ใดที่จะต้องใช้อันใด การแรกนาท่ีต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมมีมา แต่โบราณ เช่น ในเมืองจีน ส่ีพันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ลงทรงไถนาเอง เป็นคราวแรก พระมเหษีเลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้ ทม่ี ปี รากฏอยใู่ นการแรกนานี้ กม็ อี ยเู่ สมอเปน็ นจิ ไมม่ เี วลาเวน้ วา่ ง ดว้ ยการซง่ึ ผเู้ ปน็ ใหญ่ ในแผ่นดินลงมือท�ำเองเช่นน้ี ก็เพ่ือจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรชักน�ำให้มีใจหม่ัน ในการท่ีจะท�ำนา เพราะเป็นส่ิงส�ำคัญท่ีจะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุ ของความตั้งม่ันแลความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครท้ังปวง แต่การซ่ึงมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่าง เหมือนอย่างชาวนาท้ังปวงลงมือไถนาของตัว ตามปรกติ ก็ด้วยความหวาดหว่ันต่ออันตราย คือ น้�ำฝนน้�ำท่ามากไปน้อยไป ด้วงเพลี้ย แลสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นเหตุอันตราย ไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ แลมี ความปรารถนาท่ีจะให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นก�ำลัง จ่ึงได้ต้องแส่หาทางท่ีจะแก้ไข แลทางท่ีจะอุดหนุน แลท่ีจะเส่ียงทายให้รู้ล่วงหน้าจะได้เป็นท่ีมั่นอกม่ันใจ ก็การท่ีแก้ไข เยียวยาน้�ำฝนน้�ำท่า ซ่ึงเป็นของเป็นไปโดยฤดูปรกติเป็นเอง โดยอุบายลงแรงลงทุน อย่างไรไม่ได้ จึงต้องอาศัยค�ำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นท่ีตั้งบ้าง ท�ำการซ่ึงไม่มีโทษ นับว่าเป็นการสวัสดิมงคล ตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง 3 บูชาเซ่นสรวง ตามท่ีมาทางไสยศาสตร์บ้าง 4 ให้เป็นการช่วยแรงแลเป็นที่ม่ันใจตามความปรารถนา ของมนุษย์ซ่ึงคิดไม่มีท่ีสุด 3 สูจิบัตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า จากข้อความที่ว่า “อาศัยค�ำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นท่ีตั้งบ้าง ท�ำการซ่ึงไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคล ตามซ่ึงมาในพระพุทธศาสนาบ้าง” น้ัน ทรงหมายถึง พิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ที่กระท�ำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม - สวป. 4 สูจิบัตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า จากข้อความท่ีว่า “บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง” นั้น ทรงหมายถึง พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ - สวป.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 137 ก็ธรรมเนียมการแรกนาซึ่งมีมาในสยามแต่โบราณตามท่ีค้นได้ในหนังสือ ต่างๆ คือ ในหนังสือนพมาศ 5เม่ือคร้ังกรุงศุโขไทยนั้น มีข้อความว่า “ในเดือนหก พระราชพิธีไพศาข จรดพระนังคัล พราหมณ์ประชุมกันผูกพรตเชิญเทวรูปเข้าโรงพิธี ณ ท้องทุ่งละหานหลวงหน้าพระต�ำหนักห้าง เขาก�ำหนดฤกษ์แรกนาว่าใช้วันอาทิตย์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเคร่ืองต้นอย่างเทศ 6 ทรงม้าพระท่ีน่ังพยุหยาตราเป็นกระบวน เพ็ชรพวง พระอรรคชายาแลพระราชวงษานุวงษ์ พระสนมก�ำนัลเลือกแต่ท่ี ตอ้ งพระราชหฤทยั ขน้ึ รถประเทยี บตามเสดจ็ ไปในกระบวนหลงั ประทบั ทพี่ ระตำ� หนกั หา้ ง จึ่งโปรดให้ออกยาพลเทพธิบดีแต่งตัวอย่างลูกหลวง มีกระบวนแห่ประดับด้วย กรรฉง่ิ 7บงั สรู ย ์ 8พราหมณเ์ ปา่ สงั ขโ์ ปรยขา้ วตอกนำ� หนา้ ครน้ั เมอ่ื ถงึ มณฑลทอ้ งละหาน ก็น�ำพระโคอุศุภราชมาเทียมไถทอง พระครูพิธีมอบยามไถแลประฏักทอง 9 ให้ออกยา พลเทพเป็นผู้ไถที่หนึ่ง พระศรีมโหสถซึ่งเป็นบิดานางนพมาศเองแต่งตัวเครื่องขาว อยา่ งพราหมณ์ ถอื ไถเงนิ เทยี มดว้ ยพระโคเสวตรพระพรเดนิ ไถเปน็ ทส่ี อง พระวฒั นเศรษฐี แต่งกายอย่างคหบดี ถือไถหุ้มด้วยผ้ารัตกัมพลแดง เทียมด้วยโคกระวิล ท้ังไม้ประฏัก พระโหราลั่นฆ้องไชยประโคมดุริยางคดนตรี ออกเดินไถเวียนซ้ายไปขวา ชีพ่อพราหมณ์ปรายข้าวตอกดอกไม้ บันฦๅเสียงสังข์ไม้บัณเฑาะว์น�ำหน้าไถ ขุนบริบูรณ์ ธัญญานายนักงานนาหลวงแต่งตัวนุ่งเพลาะคาดราตคตสวมหมวกสาน ถือกระเช้า โปรยปรายหว่านพืชธัญญาหารตามทางไถจรดพระนังคัลถ้วนสามรอบ ในขณะนั้น 5 หนังสือเร่ืองนางนพมาศ หรือต�ำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สันนิษฐานโดยทางโวหาร ว่าแต่งขึ้นในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ ๒ - รัชกาลท่ี ๓ - สวป. 6 พระเจ้าแผ่นดินทรงเคร่ืองต้นอย่างต่างประเทศ - สวป. 7 เครื่องประกอบยศของเจ้านาย ขุนนาง และราชพาหนะ มีรูปร่างคล้ายสัปทน ขนาดเล็ก บุด้วยผ้าต่างสีต่างชนิดกันตามชั้นยศ ระบายรอบอย่างน้อย ๒ ชั้น ยาวปรกลงมามากกว่า สัปทน ส�ำรับหน่ึงมี ๔ คัน ใช้ส�ำหรับตั้งแต่งประจ�ำมุมท้ัง ๔ ของผู้ครองยศ หรือถือเข้ากระบวนแห่ เช่น แห่พระยาแรกนา หรือแห่ช้างส�ำคัญ ในเนื้อหาน้ีใช้ถือเข้ากระบวนแห่พระยาแรกนา โดยอาจใช้ว่ากระชิง กระฉ่ิง กะชิง กันฉ่ิง หรือกันชิง ก็ได้ - สวป. 8 เครื่องสูงอย่างหน่ึงส�ำหรับใช้ในริ้วขบวนพิธีแห่ เป็นเครื่องบังแดดขนาดใหญ่ รูปใบโพมีด้าม9 ทป�ำัจดจ้วุบยันผ้าเขปียักนหวัก่าท“อปงรขะวตาักงท-อสงว” ป- .สวป.
138 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: มกี ารมหรศพ ระเบง 10ระบำ� โมงครุ่ม 11หกคเมนไต่ลวด ลอดบ่วงร�ำแพนแทงวไิ สย 12 ไก่ป่า ช้าหงษ์รายรอบปริมณฑลท่ีแรกนาขวัญ แล้วจึงปล่อยพระโคทั้งสามอย่าง ออกกินเลี้ยงเสี่ยงทายของห้าส่ิง แล้วโหรพราหมณ์ก็ท�ำนายตามต�ำหรับไตรเพท ในขณะนนั้ พระอรรคชายากด็ ำ� รสั สง่ั พระสนมใหเ้ ชญิ เครอ่ื งพระสพุ รรณภาชนม์ ธปุ ายาศ ขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัวเสวย ราชมัลก็ยกมธุปายาศ 13เล้ียงลูกขุนท้ังปวง” เป็นเสร็จ การพระราชพิธีซึ่งมีมาในเรื่องนพมาศ ท่ีมีมาในกฎมณเฑียรบาลว่า “เดือนไพศาขจรดพระนังคัล เจ้าพระยา จนั ทกมุ ารถวายบงั คม ณ หอพระ ทรงพระกรณุ ายนื่ พระขรรค ์ 14 พระพลเทพถวายบงั คม 10 ปจั จบุ นั เขยี นวา่ “ระเบง็ ” เปน็ การละเลน่ ของหลวง แสดงเรอื่ งราวจากเทพนยิ าย ผเู้ ลน่ เปน็ กษตั รยิ ์ แตง่ กายเหมอื นกนั ทกุ คน นงุ่ สนบั เพลา นงุ่ ผา้ เกย้ี ว สวมเสอ้ื คอตง้ั แขนยาว ปลอ่ ยชายไว้ นอกผ้านุ่ง มีผ้าคาดพุง ศีรษะสวมเทริด มือถือธนู นอกจากน้ีผู้เล่นเป็นพระกาลแต่งกายได้ ๒ แบบ คอื เครอ่ื งแตง่ ตวั เหมอื นผเู้ ลน่ เปน็ กษตั รยิ ์ สวมเสอ้ื ครยุ ทบั ศรี ษะสวมลอมพอก หรอื แตง่ ตวั ยนื เครอ่ื ง ทรงเครอ่ื งเหมอื นกษตั รยิ ใ์ นละครรำ� แตไ่ มส่ วมเสอ้ื - สวป. 11 โมงครุ่ม คือ การละเล่นของหลวงที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา การแต่งตัวของผู้เล่น เหมอื นกบั ระเบง็ มอื ถอื ไมก้ ำ� พด คอื กระบองสน้ั แตม่ ดี า้ มยาว มกี ลองประกอบการเลน่ ผเู้ ลน่ แบง่ ออก เปน็ กลมุ่ กลมุ่ ละ ๔ คน กลมุ่ หนง่ึ มโี มงครมุ่ ๑ ใบ อยตู่ รงกลาง ดา้ นหนา้ มผี เู้ ลน่ ๑ คน มายนื ตรงหนา้ คอยตโี หมง่ บอกทา่ ทางใหผ้ เู้ ลน่ ทำ� ตาม เมอ่ื ผตู้ โี หมง่ ใหส้ ญั ญาณผเู้ ลน่ เขา้ ประจำ� ทแี่ ลว้ คนตโี หมง่ จะรอ้ ง “อหี ลดั ถดั ทา” และตโี หมง่ ๒ ที แลว้ บอกทา่ ตา่ งๆ ผเู้ ลน่ จะทำ� ทา่ ตามทสี่ งั่ และรอ้ งวา่ “ถดั ถดั ทา่ ถดั ทา่ ท่าถัด” จนกว่าคนตีโหม่งจะให้สัญญาณเปลี่ยนท่า ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุดยืนอยู่กับที่ ด้วยวิธีร้องบอกว่า “โมงครุ่ม” ตีโหม่ง ๒ ที ผู้เล่นจะใช้ไม้ก�ำพดตีหนังกลองดังครุ่มๆ สมเด็จพระเจ้า บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศท์ รงพระนพิ นธท์ า่ รำ� โบราณไวใ้ นสาสน์ สมเดจ็ การเลน่ เชน่ นบี้ างทา่ นเรยี ก “อหี ลดั ถดั ทา” ทเ่ี รยี กวา่ โมงครมุ่ สนั นษิ ฐานวา่ เรยี กตามเสยี งโหมง่ และเสยี งกลอง ทด่ี งั - สวป. 12 ปจั จบุ นั เขยี นวา่ “แทงวสิ ยั ” เปน็ การละเลน่ ของหลวง ผเู้ ลน่ แตง่ ตวั คลา้ ยกบั ตวั เสย้ี วกาง ของจีน มือถือหอกหรือทวน ผู้เล่นจะใช้หอกหรือทวนร�ำสู้กันตามท�ำนอง และจังหวะของปี่พาทย์ ทบ่ี รรเลงป ระ1ก3อ บป-ัจจสุบวปัน.เขียนว่า “ข้าวมธุปายาส” คือ ข้าวหุงด้วยน้�ำนมเจือน�้ำผ้ึง ใช้เป็นของหวาน ในงานรนื่ เรงิ - สวป. 14 พระแสงขรรค์เป็นหน่ึงในพระราชศาสตราวุธ และเป็นสัญลักษณ์ของอาชญาสิทธ์ิ ของพระเจ้าแผ่นดิน เท่ากับว่าพระองค์พระราชทานพระราชอาชญาสิทธ์ิให้พระยาแรกนาท�ำหน้าที่ แทนพระองค์ - สวป.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 139 สง่ั อาญาสทิ ธิ ทรงพระกรณุ าลดพระบรมเดชมไิ ดไ้ ขหนา้ ลออง มไิ ดต้ รสั คดถี อ้ ยความ มไิ ด้ เบกิ ลกู ขนุ มไิ ดเ้ สดจ็ ออก สว่ นเจา้ พระยาจนั ทกมุ ารมเี กยชา้ งหนา้ พทุ ธาวาศขดั แหข่ นึ้ ชา้ ง แต่น้ันให้สมโภชสามวัน ลูกขุนหัวหมื่นพันนา นาร้อยนาหม่ืนกรมการในกรมนาเฝ้า แลขุนหม่ืนชาวศาลท้ังปวงเฝ้าตามกระบวน” ได้ความในกฎมณเฑียรบาลแต่เท่านี้ เป็นข้อความรวมๆ ลงไปกว่าหนังสือนพมาศหลายเท่า การท่ีไปแรกนาไปท�ำอย่างไร กไ็ มไ่ ดก้ ลา่ วถงึ วธิ ที จ่ี ดั การพระราชพธิ นี เ้ี หน็ จะไมเ่ หมอื นกนั กบั ทศ่ี โุ ขไทยเลย ดเู ปน็ ตา่ งครู กันทีเดียว ข้างศุโขไทยดูการพระราชพิธีน้ีเป็นการคล้ายออกสนามใหญ่ เจ้าแผ่นดิน ยังถืออ�ำนาจเต็ม ออกยาพลเทพเป็นแต่ผู้แทนที่จะลงมือไถนา ส่วนข้างกรุงเก่า ยกเอา เจ้าพระยาจันทกุมารเป็นผู้แทนพระองค์ มอบพระแสงอาญาสิทธิให้ ส่วนพระพลเทพ คงเป็นต�ำแหน่งเสนาบดีผู้ออกหมายตามกระทรวง เจ้าแผ่นดินนั้นเป็นเหมือนหนึ่ง ออกจากอ�ำนาจจ�ำศีลเงียบเสียสามวัน การท่ีท�ำเช่นน้ีก็เห็นจะประสงค์ว่าเป็นผู้ได้รับ สมมติสามวัน เหมือนอย่างเป็นพระเจ้าแผ่นดินไปแรกนาเองดูขลังมากขึ้น ไม่เป็นแต่ การแทนกนั เลน่ ๆ ตา่ งวา่ แตว่ ธิ อี นั นเ้ี หน็ จะไดใ้ ชม้ าจนตลอดปลายๆ กรงุ เกา่ ดว้ ยไดเ้ หน็ ในจดหมายเหตุขุนหลวงหาวัด ความนั้นก็ลงรอยเดียวกันกับกฎมณเฑียรบาล เป็นแต่ตัดความไปว่าถึงเวลาไปท�ำพิธีชัดเจนขึ้น คือว่าพระอินทกุมารฉลองพระองค์ ส่วนพระมเหษีนั้นนางเทพีฉลองพระองค์ ขี่เรือคฤหสองตอนไปถึงทุ่งแก้วขึ้นจากเรือ พระอินทกุมารสวมมงกุฎอย่างเลิศ ขี่เสล่ียงเงิน นางเทพีสวมมงกุฎอย่างเลิศไม่มียอด ขี่เสล่ียงเงิน แห่มีสัประทนบังสูรย์เครื่องยศตาม บรรดาคนตามน้ันเรียกว่ามหาดเล็ก มีขุนนางเคียงถือหวายห้ามสูงต่�ำ ครั้นเม่ือถึงโรงพิธีแล้ว พระอินทกุมารจับคันไถ เทียมโคอุศุภราช โคกระวิล พระยาพลเทพถือเชือกจูงโค นางเทพีหาบกระเช้า ข้าวหว่าน ครั้นไถได้สามรอบแล้ว จึงปลดโคออกกินข้าวสามอย่าง ถ่ัวสามอย่าง หญ้าสามอย่าง ถ้ากินสิ่งใดก็มีค�ำท�ำนายต่างๆ ซึ่งช่ือผู้แรกนาแปลกกันไปกับ ในกฎมณเฑียรบาล ข้างหนึ่งเป็นจันทกุมาร ข้างหน่ึงเป็นอินทกุมาร ข้างหนึ่งเรียก เจ้าพระยา ข้างหน่ึงเรียกพระ การท่ีชื่อแปลกกันนั้นได้พบในจดหมายขุนหลวงหาวัด นี้เอง เม่ือว่าถึงพระราชพิธีเผาข้าวว่าพระจันทกุมารเป็นผู้ได้รับสมมติไปท�ำพิธี เพราะฉนั้นต้องเข้าใจว่า มีท้ังพระอินทกุมาร พระจันทกุมารเป็น ๒ คน ท่ีในการ พระราชพิธีจรดพระนังคัล ข้างหนึ่งว่าพระอินทกุมาร ข้างหนึ่งว่าพระจันทกุมาร ก็เห็นจะเป็นไขว้ชื่อกันไปเท่าน้ัน ฤๅบางทีก็จะผลัดเปล่ียนเป็นคนนั้นแรกนาบ้าง
140 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: คนนี้แรกนาบ้าง แต่ยศท่ีเรียกว่าเจ้าพระยาฤๅพระอย่างใดจะเป็นแน่นั้น ตามที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านทรงพระราชด�ำริเห็นว่าจะเป็นเจ้าราชินิกุล ค�ำที่เรียกว่า พระๆ น้ีดูใช้ทั่วไปในชื่อเจ้านาย อย่างเช่นชั้นแรกๆ พระเทียรราชา พระราเมศวร พระมหินทราธิราช อีกชั้นหน่ึงในเวลาเดียวกันนั้น เช่น พระศรีเสาวราช พระเหล่าน้ีเป็นลูกหลวงเอกทั้งนั้น ในชั้นหลังๆ มีเจ้า เติมหน้า ก็ดูเป็นเหมือน กับจะเรียกน�ำติดปากไปพอให้รู้ว่าเป็นพระราชตระกูล มิใช่พระขุนนาง เช่น เจ้าพระพิไชยสุรินทร การซ่ึงเห็นว่าพระอินทกุมารฤๅจันทกุมารจะเป็นราชินิกุลนั้น ด้วยได้รับยศใหญ่กว่าเจ้าพระยาพลเทพ แต่เม่ือค้นดูในต�ำแหน่งนาพลเรือนที่มีชื่อ เจา้ ราชนิ กิ ลุ หลายคน กไ็ มม่ ชี อ่ื สองชอื่ นี้ มแี ตช่ อ่ื พระอนิ ทรมนตรี มสี รอ้ ยวา่ ศรจี นั ทกมุ าร อยคู่ นหนง่ึ ถา้ จะคดิ วา่ ตำ� แหนง่ พระอนิ ทกมุ ารพระจนั ทกมุ ารน้ี จะเปน็ ต�ำแหนง่ พระอนิ ทร มนตรี ศรีจันทกุมารคน ๑ พระมงคลรัตนราชมนตรี ถ้าจะเติมศรีอินทกุมารเข้าอีกคน ๑ ก็จะเข้าคู่กันได้ชอบกลอยู่ เพราะกรมสรรพากรน้ีได้บังคับบัญชาการตลาดทั้งปวง ดูแต่ก่อนเป็นต�ำแหน่งใหญ่ การแรกนาน้ีเกี่ยวข้องอยู่กับกรมสรรพากรบ้าง เช่น หมายรับสั่งทุกวันนี้ก็ยังใช้ว่า อนึ่งให้คลังมหาสมบัติสรรพากรใน หมายบอกก�ำนัน ตลาดบกตลาดเรือกรุงเทพฯ เป็นต้น ที่อ้างถึงน้ีใช่จะว่าความตามรูปหมายท่ีใช้ อยู่ทุกวันนี้ เพราะรูปหมายทุกวันน้ีเป็นแต่ให้เป็นผู้ประกาศให้ลูกค้ารู้ ท่ีจะว่าเด๋ียวนี้ ประสงค์จะให้รู้ว่าการเกี่ยวข้องกับกรมสรรพากรบ้าง แลกรมสรรพากรแต่ก่อน เป็นกรมใหญ่ บางทีต�ำแหน่งจันทกุมารอินทกุมารน้ีถึงเป็นราชินิกุล จะได้บังคับบัญชา กรมสรรพากรบ้างดอกกระมัง หลวงอินทรมนตรีจึงมีสร้อยศรีจันทกุมารติดท้ายอยู่ แต่ต�ำแหน่งมงคลรัตน์น้ัน ไม่มีอินทกุมารหายไป ธรรมเนียมสร้อยช่ือของเก่ากรมใด มักจะใช้สร้อยชื่อเรื่องเดียวกันไปท้ังชุด เช่น กรมช้างใช้สร้อยช่ือสุริยชาติ เป็นต้น 15 ถ้าสร้อยชื่อจันทกุมาร 16เป็นของกรมสรรพากร ก็คงจะเป็นกรมสรรพากรแรกนา แต่เม่ือคิดอีกอย่างหน่ึงฤๅจะเป็นผู้ใดผู้หน่ึงซ่ึงควรจะแรกนาแล้ว โปรดให้ไปแรกนา 15 เร่ืองพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ มขี อ้ ความตอ่ ทา้ ยวา่ “ตลอดทงั้ จางวางแลเจา้ กรม” - สวป. 16 เร่ืองพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล พระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี ๕ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ มขี อ้ ความตอ่ ทา้ ยวา่ “อนิ ทกมุ าร” - สวป.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 141 เหมอื นอยา่ งชน้ั หลงั ๆ ไมว่ า่ ต�ำแหนง่ ใด ถา้ ผใู้ ดไปแรกนา กเ็ รยี กผนู้ นั้ เปน็ พระอนิ ทกมุ าร ฤๅพระจันทกุมารจะได้ดอกกระมัง แต่ในช้ันหลังครั้งขุนหลวงหาวัดน้ีเรื่องให้อ�ำนาจ จนถึงยื่นพระขรรค์เห็นจะเลิกเสียแล้วจึงไม่ได้กล่าวถึง ดูก็จะได้รับยศคล้ายๆ ขุนนาง แรกนาอยู่ทุกวันนี้ ยังมีอีกเร่ืองหนึ่งซึ่งเป็นค�ำพูดกันมาชุมๆ คู่กันกับพระยาพลเทพยืนชิงช้า ตีนตกต้องริบตะเภาเข้ามาวันนั้นต้องเป็นของพระยาพลเทพ ในการแรกนาน้ีตะเภา เข้ามาก็เป็นของผู้แรกนาเหมือนกัน แต่มีวิเศษออกไปท่ีเรื่องว่าได้ก�ำตากด้วย เร่ืองก�ำตากน้ีมีค�ำพูดกันจนถึงเป็นค�ำพูดเล่น ถ้าผู้ใดจะแย่งเอาส่ิงของของผู้ใด เปน็ การหยอกๆ กนั กเ็ รยี กวา่ กำ� ตากละ เรอื่ งกำ� ตากนไี้ ดค้ น้ พบในจดหมายขนุ หลวงหาวดั ว่าระหว่างพิธีสามวันน้ัน ถ้าเป็นพ่อค้าเรือแลเกวียนแลพ่อค้าส�ำเภา จักมาแต่ทิศใดๆ ทั้ง ๘ ทิศ ถ้าถึงในระหว่างพิธีน้ัน พระอินทกุมารได้เป็นสิทธิ อนึ่งทนายบ่าวไพร่ ของพระอนิ ทกมุ าร ในสามวนั นนั้ จะไปเกบ็ ขนอนตลาดแลเรอื จา้ งในทศิ ใดๆ กไ็ ดเ้ ปน็ สทิ ธิ เรียกว่าทนายก�ำตาก มีข้อความของเก่าจดไว้ดังน้ี พิเคราะห์ดูเห็นว่า ข้อที่ว่าเกวียน แลเรือส�ำเภามาถึงในวันน้ันเป็นสิทธิ ดูเหมือนหน่ึงบรรดาสินค้าซึ่งมาในเกวียน แลส�ำเภานั้นจะต้องริบเป็นของพระอินทกุมารท้ังสิ้น แต่ที่จริงนั้นมุ่งหมายจะว่าด้วย ค่าปากเรือแลค่าเกวียนซึ่งเป็นภาษีขาเข้าอย่างเก่า การท่ีอนุญาตให้นั้นอนุญาต ค่าปากเรือแลค่าเกวียนในส่วนท่ีมาถึงวันน้ันให้เป็นรางวัล แต่ก็คงจะไม่เป็นประโยชน์ ท่ีได้เสมอทุกปี เพราะการค้าขายแต่ก่อนมีน้อยที่จะหาส�ำเภาล�ำใดแลเกวียนหมู่ใด ให้มาถึงเฉพาะในวันพระราชพิธีนั้นได้เสมอทุกปีคงหาไม่ได้ คงจะมีผู้ได้จริงๆ สักครั้งหนึ่งสองคร้ัง เพียงห้าชั่งหกช่ัง ก็จะนับว่าเป็นเศรษฐีปลื้มกันเต็มที จึงได้นิยม โจทย์กันไม่ส้ินสุดจนถึงทุกวันนี้ ส่วนประโยชน์ท่ีได้จริงๆ เป็นของเสมออยู่น้ัน คงจะเป็นค่าตลาดค่าเรือจ้างส่วนวันนั้น เป็นยกพระราชทานให้ผู้แรกนาเก็บค่าตลาด ที่กล่าวนี้ คือที่เก็บอยู่อย่างเก่า พึ่งมาเลิกเสียในรัชกาลท่ี ๔ นายอากรตลาดน้ัน มักจะเป็นผู้หญิงท่ีเป็นคนค้าขายท�ำมาหากิน รับผูกจากพระคลังไปเก็บ เช่น ในแผ่นดิน พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั มที า้ วเทพากรคนหนงึ่ เปน็ ผไู้ ปเกบ็ ทา้ วเทพากรนนั้ ก็นับว่าเป็นเศรษฐี เป็นท่ีนับถือชื่อเสียงเล่ืองลือเหมือนอย่างเจ้าสัวคนหนึ่ง ถ้าใคร อยากจะส�ำแดงตัวว่าเป็นผู้มีเช้ือแถวแลทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ เมื่อไต่ถามว่าเป็นลูกใคร หลานใคร ถ้าเก่ียวข้องเป็นญาติลูกหลานของท้าวเทพากร ถึงห่างเท่าใดก็ต้องอ้างว่า
142 กพารระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: เป็นลูกหลานของท้าวเทพากร ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาดังนี้ แล้วผู้ท่ีฟังน้ันก็เข้าใจ ซึมซาบ 17ว่าเป็นคนมั่งค่ังบริบูรณ์ พิกัดเก็บอากรตลาดนั้น เก็บตามแผงลอยร้านหนึ่ง เก็บวันละเฟื้อง แต่ผู้ซ่ึงเก็บอากรนั้นไม่ใคร่จะเก็บตามพิกัด ด้วยเวลาน้ันใช้ซ้ือขายกัน ด้วยเบี้ย มักจะตักตวงเอาเหลือเกินกว่าพิกัด ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด�ำเนินไปตลาดท้ายสนม ด�ำรัสถามพวกชาวร้านด้วยเรื่อง เสียอากรตลาด ทรงเห็นว่าราษฎรท่ีมีของสดเล็กน้อยมาขายต้องเสียอากร นายตลาด เก็บแรงเหลือเกิน จึงได้โปรดให้เลิกอากรตลาดเสีย เปลี่ยนเป็นภาษีเรือโรงร้านตึกแพ อากรตลาดซึ่งเก็บอย่างแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นอากร ในแบบซ่ึงมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า การซ่ึงว่าทนายของผู้แรกนาไปเท่ียวเก็บอากร ขนอนตลาดได้เป็นสิทธิทุกแห่งน้ัน ก็คือยกอากรที่เก็บร้านละเฟื้องในส่วนวันนั้น พระราชทานให้แก่ผู้แรกนาไปเก็บเอาเอง จึงได้มีหมายให้คลังมหาสมบัติสรรพากร หมายบอกก�ำนันตลาดบกตลาดเรือ ให้ประกาศป่าวร้องให้ลูกค้ารู้จงท่ัวกัน คือให้รู้ว่า ก�ำหนดวันนั้นให้เสียอากรแก่ผู้แรกนา ถ้าเรือส�ำเภาเข้ามาก็ให้เสียค่าปากเรือค่าจังกอบ แก่ผู้แรกนา เมื่อได้พระราชทานอนุญาตเช่นน้ี ผู้แรกนาก็แต่งทนายออกไป เทยี่ วเกบ็ อากร ผู้แรกนาเองก็เป็นเวลานานๆ จะไดค้ รง้ั หน่ึง มุ่งหมายอยากจะไดใ้ หม้ าก ทนายซ่ึงไปน้ันเล่าก็อยากจะหาผลประโยชน์ของตัวเป็นล�ำไพ่บ้าง เก็บอากร จึงได้รุนแรงล้นเหลือเกินพิกัดไปมากนุ่ง 18ย่ิงกว่าท่ีนายตลาดนุ่งอยู่แต่ก่อน จนลูกค้า ชาวตลาดทั้งปวงพากันกลัวเกรง เม่ือจะเอาให้มากผู้ที่จะให้ก็ไม่ใคร่จะยอมให้ ข้างผู้ที่ จะเอาก็ถืออ�ำนาจท่ีได้อนุญาตไป โฉบฉวยเอาตามแต่ท่ีจะได้ จนกลับเป็นวิ่งราว 17 คำ� วา่ “ซมึ ซาบ” คำ� อธบิ ายศพั ทใ์ นหนงั สอื พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น ใหค้ วามหมายวา่ “ความนยิ มในคตอิ ยา่ งหนง่ึ อยา่ งใด อนั เปนคตทิ ผี่ ดิ แลควรจะคดิ เหน็ ได้ แตห่ ลงเชอ่ื วา่ ถกู ตอ้ ง ถา้ วา่ ใคร ซึมซาบ ก็หมายว่าเปนผู้เชื่อถือคติเช่นนั้น อุปรมาเหมือนคติอันนั้นซึมซาบอยู่ในสันดานเสียแล้ว ทำ� อยา่ งไร ๆ18ก ไ็ มคถ่ ำ� อวนา่ อ“นองุ่ ก”ไคดำ� ”้ อ-ธสบิ วาปย.ศพั ทใ์ นหนงั สอื พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น ใหค้ วามหมายวา่ “คดโกง มาแตต่ เิ ตยี นภกิ ษอุ ลชั ชี วา่ เปนแตค่ ฤหษั ฐน์ งุ่ เหลอื ง มใิ ชพ่ ระใชส่ งฆ์ แตแ่ รกมกั ใชแ้ ตเ่ ฉภาะทเ่ี นอื่ งดว้ ย ภิกษุอลัชชี ดังเช่นเห็นพระสงฆ์ จะไต่ถามกันว่า ภิกษุองค์น้ันองค์น้ีเปนอลัชชีหรือไม่ มักถามกันว่า นงุ่ หรอื ไมน่ งุ่ คำ� วา่ “นงุ่ ” จงึ เลยเปนคำ� แผลง” - สวป.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 143 กลายๆ คำ� ทวี่ า่ กำ� ตากจงึ ไดเ้ ปน็ ทก่ี ลวั กนั จนถงึ เอามาพดู เปน็ ยดู ี 19 ในเวลาทจ่ี ะแยง่ ของ อันใดจากกันว่า ก�ำตาก แต่ส่วนค�ำก�ำตากเองนั้นดูก็เป็นภาษาไทยแท้ แต่แปล ไม่ออกว่าอะไร มีท่านผู้หนึ่งได้แปลโดยการเดา ลองคิดดูเห็นว่าค�ำ ก�ำ นั้น แปลว่าถือ ตากแปลว่าของที่ต้ังเปิดเผยไว้ ดังค�ำท่ีเรียกว่า เอาของผึ่งตากเป็นต้น คือจะถือเอา ใจความว่า ร้านตลาดที่เวลาออกอยู่เปิดอยู่ เอาพัสดุสินค้าออกต้ังวาง เพื่อจะซ้ือขาย แลกเปลี่ยนกัน โบราณาจารย์จะเรียกว่าตากดอกกระมัง ค�ำว่าก�ำนั้น ก็คือทนาย ของพระยาไปเท่ียวฉกฉวยส่ิงของตามร้านตลาด ก็ต้องเอามือก�ำมาจึงได้ของ กค็ ำ� สองคำ� นเี้ ขา้ เปน็ สมาส จงึ เปน็ กำ� ตาก ความเหน็ ไดก้ ลา่ วดงั นี้ ขา้ พเจา้ ยงั ไมเ่ หน็ ด้วย ได้คิดเดาแปลลองดูเองบ้าง สงสัยว่าค�ำตากน้ันจะเรียกลากยาวไป บางทีจะเป็นตัก ดอกกระมัง ด้วยแต่ก่อนมาการซ้ือขายกันในตลาดใช้เบี้ยหอย ตลาดแผงลอยเช่นนี้ มกั มกี ระจาดกระบงุ ไวค้ อยรบั เบยี้ จากผทู้ มี่ าซอ้ื แลทอนเงนิ ทอนเบยี้ กนั ในทๆี่ ไวเ้ บย้ี เช่นนั้น มักมีถ้วยน�้ำพริกปากไปล่ จอกทองเหลืองคว่�ำครอบอยู่ท่ีกลางกองเบ้ีย ส�ำหรับใช้ตักตวง เม่ือเวลาพระยาผู้แรกนาได้รับอนุญาตให้เก็บเงินค่าอากรตลาด ในวันแรกนา ก็ไปเก็บอากรนั้นด้วยเบี้ยจากกระบุงกระจาดที่ไว้เบี้ยน้ัน แต่การที่ พระราชทานอนุญาตเช่นนั้น เม่ือแรกอนุญาตก็คงจะยกเงินอากรให้แก่นายตลาด ชาวตลาดต้องเสียแก่พระยาผู้แรกนาฝ่ายเดียว แต่คร้ันภายหลังมานายอากรตลาด ก็คงจะผลัดเปลี่ยนกันไป เจ้าพนักงานก็คงจะผลัดเปลี่ยนกันไป เม่ือการจืดๆ ลงมา ภายหลัง เงินอากรก็จะไม่ได้ยกให้นายตลาด นายตลาดจะยอมเสียว่าเล็กน้อย ไม่ต้องลดเงินหลวงลง เพราะมีก�ำไรอยู่มากแล้ว เจ้าพนักงานก็ไม่ต้องเป็นธุระอันใด ต่อไปในเรื่องที่จะยกเงินอากรให้ในวันนั้น จนเลยลืมไม่มีใครรู้ว่าเคยลด ข้างส่วน นายอากรท่ีจะมาเก็บอากรตลาดใหม่ต่อไป ก็ไม่รู้สึกว่าวันน้ันเป็นวันจะต้องยกเว้น อันใด รู้สึกแต่ถือว่าเงินหลวงต้องเสียเต็มไม่ได้ยกเว้นให้ ก็คงเก็บตลาดอยู่ในเวลา ท่ีแรกนาน้ันมิได้ยกเว้น แต่ส่วนทนายของพระยาผู้ซึ่งแรกนา ท่ีเคยได้ประโยชน์รู้ว่า 19 ค�ำว่า “ยูดี” ค�ำอธิบายศัพท์ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ให้ความหมาย ว่า “ประชด มาแต่ชื่อหนังสือพิมพ์ตลกของอังกฤษฉบับ ๑ ช่ือ ยูดี หนังสือพิมพ์ยูดีน้ันมักประชด รัฐบาล ใครพูดจาประชดประชัน จึงว่า “พูดราวกับหนังสือยูดี” ด้วยเหตุนี้ค�ำว่า “ยูดี” จึงมักใช้ ในความอยา่ งวา่ ประชด”- สวป.
144 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: เป็นธรรมเนียมได้ประโยชน์มาก็ออกเที่ยวเก็บตลาด ฝ่ายชาวตลาดจะเถียงว่าได้เสีย อากรแล้วไม่ยอมให้พวกทนายนั้นก็คงไม่ฟังล้วงมือลงไปก�ำเอาถ้วยเอาจอกตักเบี้ย ในกระบุงเอาไปพอแก่ท่จี ะฉกล้วงเอาได้ ขา้ งฝา่ ยชาวตลาดจะไปรอ้ งฟ้องว่ากล่าวอนั ใด ก็ป่วยการ ได้ไม่เท่าเสีย เพราะเบ้ียที่ทนายพระยามาเอาไปนั้นก็เพียงก�ำหนึ่งตักหนึ่ง จะเสียค่าธรรมเนียมย่ิงกว่านั้นหลายเท่า จึงตกลงใจว่าเบี้ยก�ำหนึ่งตักหน่ึงช่างเถิด คร้ันต่อมาภายหลังผู้ท่ีไม่ทราบต้นเหตุ เห็นถึงวันแรกนาแล้ว พวกทนายของพระยา มาเที่ยวก�ำเที่ยวตักเบี้ยตามร้าน ก็เรียกว่าพวกก�ำพวกตักมา ต้องเสียเบี้ยก�ำเบ้ียตัก ลงเป็นธรรมเนียมว่า วันน้ันแล้วเป็นต้องเสียอากรอีกชั้นหน่ึง ร้านละก�ำละตักหนึ่ง ครน้ั ค�ำท่เี รียกว่าพวกทนายก�ำทนายตกั เรยี กชนิ ๆ ปากเขา้ ก็ขเี้ กยี จซ้�ำทนายอีกครัง้ หน่งึ คงเรียกแต่ทนายก�ำตัก ก็เมื่อนานมาค�ำที่พูดอยู่ชินๆ ปากของผู้ท่ีเข้าใจแล้ว หมายว่า ไม่เป็นอัศจรรย์อันใด ไม่ได้แปลให้กันฟังต่อๆ ไปไม่มีผู้รู้มีนนิง 20 คือความหมายเดิม ว่ากระไร ผู้ท่ีพูดตามๆ มาก็พูดไปอย่างน้ันไม่เข้าใจค�ำแปลว่ากระไรเลย เข้าใจว่าทนาย ก�ำตักนั้นเป็นภาษาส�ำหรับพูดแปลว่าแย่งเบี้ยในร้าน ก็อย่างเดียวกันกับค�ำท่ีพูดกันอยู่ ทุกวันน้ีว่าโคมลอย 21ก็ดี ว่านุ่งก็ดี ก็มีมีนนิงอาจท่ีจะช้ีแจงชักเร่ืองได้ยืดยาว ถ้าไม่ได้จดหมายช้ีแจงไว้นานไป ภายหน้าพูดกันอยู่ยังไม่จืด ก็คงจะต้องเข้าใจว่า โคมลอยน้ันแปลว่าเหลว นุ่งแปลว่าโกงฉ้อ ค�ำพูดเช่นนี้เป็นค�ำล้อหน่อยๆ หนึ่ง ไม่ได้แปลที่มาแห่งค�ำเรียกนั้นไว้ก็เลยไม่มีผู้ใดทราบได้ อน่ึงค�ำส้ันกับค�ำยาวมักจะ เรียกกลายๆ กันไปได้ เช่น ค�ำว่าไก่ ท้าวสุภัติการ (นาก) ที่ตายในเร็วๆ น้ี เรียกว่า ก่ายเสมอ ค�ำอื่นๆ ท่ีผู้อื่นๆ เรียกเช่นน้ีมีมาก หลายค�ำหลายคน ก็ค�ำที่เรียกว่า ก�ำตักน้ี จะเรียกยาวออกไปว่าก�ำตากได้บ้างดอกกระมัง เมื่อผู้ท่ีพูดค�ำลากยาวเช่นนี้ ได้เขียนหนังสืออันใดลงไว้ ว่าก�ำตาก ก�ำตาก ถึงแม้ว่าผู้ท่ียังเรียกก�ำตักอยู่ตามเดิมบ้าง 20 เปน็ คำ� ภาษาองั กฤษ Meaning. 21 โคมลอย ค�ำอธิบายศัพท์ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนให้ความหมายว่า “เหลวไหล มลู เหตขุ องศพั ทน์ ม้ี าแตห่ นงั สอื พมิ พต์ ลกขององั กฤษอยา่ ง ๑ เรยี กชอื่ วา่ ฟนั ใชร้ ปู โคมลอย เปนเครื่องหมายอยู่หลังใบปก หนังสือพิมพ์น้ันเล่นตลกเหลวไหลไม่ขบขันเหมือนหนังสือพิมพ์ตลก อยา่ งอนื่ คอื ปนั ช เปนตน้ จงึ เกดิ คำ� ตกิ นั เมอื่ ใครเหน็ เลน่ ตลกไมข่ บขนั จงึ วา่ ราวกบั หนงั สอื พมิ พฟ์ นั บา้ ง วา่ เปนโคมลอย (เครอื่ งหมายของหนงั สอื นนั้ ) บา้ ง จะพดู ใหส้ น้ั จงึ คงไวแ้ ตโ่ คม ความทหี่ มายกก็ วา้ งขวาง ออกไปจากไมข่ บขนั จนแปลวา่ เหลวไหล” - สวป.
พระราชพิธีพืชกมางรคเลปจลรีย่ ดนพผร่าะนนจังาคกัลอแดรีตกสนู่ปาั จขจวุบัญัน: 145 เรียกก�ำตากตามหนังสือบ้าง จะเกิดถุ้งเถียงกันขึ้น ก็คงจะต้องอ้างเอาหนังสือ เป็นหลักฐานว่าเป็นถูก เมื่อไม่มีผู้ใดรู้ความมุ่งหมายของค�ำนั้น จะชี้แจงตัดสินว่า อย่างไรถูกอย่างไรผิด ก็คงต้องตกลงตามหนังสือจึงได้ปรากฏมาว่าทนายก�ำตาก เก็บก�ำตาก เสียค่าก�ำตาก ได้ก�ำตาก ความที่ว่ามาท้ังน้ี เป็นเรื่องเดาท้ังสิ้น ผิดถูกอย่างไรขอโทษที แต่เร่ืองก�ำตากน้ีจะได้มียกอากรหลวงพระราชทานมาเพียงใด ก็ไม่ปรากฏ เป็นแต่ความนิยมของคนท่ีพูดกันอยู่จนถึงทุกวันน้ี แต่ที่กรุงเทพฯ น้ี ถึงแต่ก่อนมาก็ไม่ปรากฏว่าได้ยกอากรพระราชทาน ค่าปากเรือค่าจังกอบก็ไม่ได้ยินว่า พระราชทาน ได้ยินแต่เล่ากันว่า พวกทนายของพระยาเที่ยวเก็บเท่ียวชิงเบ้ียตามตลาด เมื่อไม่ได้เบ้ียส่ิงของอันใดก็ใช้ได้ เรียกว่าไปเก็บก�ำตาก เรือส�ำเภาล�ำใดมาถึงก็ลงไป เที่ยวเก็บฉกๆ ฉวยๆ เช่นนี้ เป็นเก็บก�ำตากเหมือนกัน อาการที่ทนายของพระยา ไปท�ำนัน้ ตามทเี่ ข้าใจกันวา่ ในวันนั้น พระยาไดเ้ ปน็ เจ้าแผน่ ดินแทนวันหน่ึง ถึงบ่าวไพร่ จะไปเท่ียววิ่งราวแย่งชิงกลางตลาดยิสารก็ไม่มีความผิด เป็นโอกาสท่ีจะนุ่งได้วันหน่ึง ก็นุ่งให้เต็มมือ ฝ่ายผู้ที่ถูกแย่งชิงนั้นก็เข้าใจเสียว่าฟ้องร้องไม่ได้ ด้วยเป็นเหมือน วันปล่อยผู้ร้ายวันหน่ึง ไม่มีใครมาฟ้องร้องว่ากล่าว เป็นแต่บ่นกันพึมๆ พ�ำๆ ไปต่างๆ จนเป็นเร่ืองที่ส�ำหรับเอามาพูดเล่น ใครจะแย่งของจากผู้ใดก็เรียกว่าก�ำตากละ แต่ที่แท้ ธรรมเนียมก�ำตากนี้ ก็ได้เลิกเสียช้านานหลายสิบปีมาแล้ว แต่การท่ีคนมากๆ ด้วยกัน ไม่ชอบความประพฤติเช่นนั้นก็ยังเล่ากันต่อมา จนถึงช้ันเราได้รู้เรื่องดังน้ี ส่วนผู้ท่ี แรกนาในทุกวันน้ี แต่เดิมมาได้พระราชทานเบี้ยเล้ียง ๑๐ ต�ำลึง ครั้นเม่ือเกิดภาษี โรงร้านตึกแพข้ึน โปรดให้หักเงินภาษีเป็นค่าเลี้ยงเกาเหลาในการแรกนาอีกช่ังหนึ่ง คร้ันถึงพระยาอภัยรณฤทธิ 22 แรกนาออดแอดไปว่าก�ำลังวังชาไม่มีต่างๆ จึงได้ตกลง เป็นให้เงินเสียคราวละ ๕ ช่ังสืบมา 22 พระยาอภยั รณฤทธิ (แยม้ บณุ ยรตั พนั ธ)์ุ ภายหลงั เปน็ พระยาสหี ราชฤทธไิ กร ไดแ้ รกนา ตอ่ เจา้ พระยาภธู ราภยั ผบู้ ดิ า ดว้ ยเปน็ ตระกลู พราหมณม์ าแตก่ รงุ เกา่ ฯ
146 พการระเรปาลชีย่พนิธผีพ่าืชนมจงาคกลอจดรีตดสพู่ปรั จะจนุบังันคัลแรกนาขวัญ: การแรกนาที่ในกรุงเทพฯ นี้ มีเสมอมาแต่ปฐมรัชกาลไม่ได้ยกเว้น แต่ถือว่า เป็นต�ำแหน่งเจ้าพระยาพลเทพคู่กันกับยืนชิงช้า เจ้าพระยาพลเทพแรกนายืนชิงช้า ผเู้ ดยี วไมไ่ ดผ้ ลดั เปลยี่ น ครนั้ ตกมาภายหลงั เมอ่ื เจา้ พระยาพลเทพปว่ ย กโ็ ปรดใหพ้ ระยา ประชาชีพแทนบ้าง แลเม่ือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ยืนชิงช้าก็โปรดให้แรกนาด้วย ในครง้ั แผน่ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เกอื บจะตกลงเปน็ ธรรมเนยี มวา่ ผใู้ ด ยนื ชงิ ชา้ ผนู้ น้ั เปน็ ผแู้ รกนาดว้ ย ครน้ั มาถงึ แผน่ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เจ้าพระยาพลเทพ (หลง) แรกนา เผอิญถูกคราวฝนแล้งราษฎรไม่เป็นที่ชอบใจติเตียน หยาบคายตา่ งๆ ไป 23 จงึ โปรดใหเ้ จา้ พระยาภธู ราภยั แรกนา ถกู คราวดกี เ็ ปน็ การตดิ ตวั เจ้าพระยาภูธราภัย ได้แรกนามาจนตลอดสิ้นชีวิต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจา้ อยู่หัวทรงยกยอ่ งวา่ เป็นผแู้ รกนาดี แลรับส่ังว่าต่อไปภายหน้า ถึงเจา้ พระยาภธู ราภัย จะป่วยไข้แรกนาไม่ได้ ก็จะโปรดให้ในวงษ์ญาติพวกน้ันเป็นผู้แรกนา เมื่อเจ้าพระยา ภธู ราภยั ถงึ อสญั กรรมแลว้ จงึ ไดใ้ หพ้ ระยาอภยั รณฤทธเิ ปน็ ผแู้ รกนา ตามพระกระแสเดมิ มาจนถึงปีนี้ พระยาอภัยรณฤทธิป่วยแรกนาไม่ได้ จึงได้ให้พระยาภาสกรวงษ์ ท่ีเกษตราธิบดี ผู้เจ้าของต�ำแหน่งเป็นผู้แรกนา การแรกนาทก่ี รงุ เทพฯ นไ้ี มไ่ ดเ้ ปน็ การหนา้ พระทนี่ งั่ เวน้ ไวแ้ ตม่ พี ระราชประสงค์ จะทอดพระเนตรเมื่อใด จึงได้ทอดพระเนตร เล่ากันว่าเม่ือแผ่นดินพระบาทสมเด็จ พระพทุ ธเลศิ หลา้ 24 ขณะเมอ่ื ทรงปฏสิ งั ขรณว์ ดั อรณุ ในปมี ะแมเบญจศกศกั ราช ๑๑๘๕ เสด็จพระราชด�ำเนินทอดพระเนตรการทุกวัน คร้ันเมื่อถึงพระราชพิธีจรดพระนังคัล จะใครท่ อดพระเนตร จงึ โปรดใหย้ กการพระราชพธิ มี าตงั้ ทป่ี รกหลงั วดั อรณุ ซงึ่ ในขณะนนั้ ยังเป็นที่ทุ่งนาไม่ได้เผาศพฝังศพในที่นั้น ครั้นมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทอดพระเนตรแรกนาทที่ งุ่ ซม่ ปอ่ ยครงั้ หนง่ึ ภายหลังโปรดให้มีการแรกนาท่ีกรุงเก่าแลท่ีเพ็ชรบุรี ได้เสด็จพระราชด�ำเนิน ทอดพระเนตรพระยาเพ็ชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพพนมขวดคร้ังหนึ่งสองคร้ัง ในแผน่ ดนิ ปจั จบุ นั นี้ กไ็ ดเ้ สดจ็ พระราชด�ำเนนิ ทอดพระเนตรแรกนาทท่ี งุ่ ซม่ ปอ่ ยครง้ั หนง่ึ การพระราชพิธีจรดพระนังคัลแต่ก่อนมีแต่พิธีพราหมณ์ ไม่มีพิธีสงฆ์ ครั้นมาถึง 23 ในระหวา่ งปกี นุ พ.ศ. ๒๔๐๖ จนปฉี ลู พ.ศ. ๒๔๐๘ ฝนแลง้ ตดิ ตอ่ กนั ถงึ ๓ ปี 24 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั - สวป.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208