Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สรุปนักธรรมโท

สรุปนักธรรมโท

Published by takfcpb4, 2021-08-30 21:25:09

Description: Summary_DhammaToe_v64

Search

Read the Text Version

ตอบ คอื สาวกของพระพทุ ธเจา้ ท่ที า่ นไดต้ รสั รูม้ รรคผลตามพระพทุ ธเจา้ ฯ เป็นไดท้ งั้ บรรพชิตและคฤหสั ถ์ ฯ (ปี 60) สมั มาสมั พทุ ธะ ปัจเจกพทุ ธะ และอนพุ ทุ ธะ ต่างกนั อยา่ งไร ? ตอบ สมั มาสมั พทุ ธะ ตรสั รูเ้ องโดยชอบ และสอนผอู้ ่ืนใหร้ ูต้ าม ปัจเจกพทุ ธะ ตรสั รูเ้ ฉพาะตน ไม่สอนผอู้ น่ื ใหร้ ูต้ าม อนพุ ทุ ธะ ตรสั รูต้ ามท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงส่งั สอน และสามารถสอนผอู้ ่ืนใหร้ ูต้ าม ฯ (ปี 52) พระสาวกสงฆผ์ ไู้ ดช้ อ่ื วา่ อนพุ ทุ ธะมคี วามสาคญั อยา่ งไร? ตอบ มคี วามสาคญั คือพระสาวกสงฆจ์ ดั เป็นรตั นะประการหน่ึงในรตั นะ ๓ ซ่งึ เป็นผมู้ ศี ีลและทิฏฐิเสมอกนั ถา้ ไมม่ ีพระสาวกสงฆเ์ ป็นผรู้ ูธ้ รรม และรบั ปฏบิ ตั ิธรรม ความตรสั รูข้ องพระพทุ ธเจา้ กไ็ มส่ าเรจ็ ประโยชนแ์ ละพระสาวกสงฆน์ นั้ ไดเ้ ป็นกาลังใหญ่ของพระศาสนา ในอนั ชว่ ย ประกาศพระธรรม ประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาขึน้ เพ่อื ประโยชนส์ ขุ แก่ชนเป็นอนั มาก (ปี 49) อนพุ ทุ ธบคุ คล คือใคร? ทา่ นเหล่านน้ั มคี วามสาคญั ตอ่ พระศาสดาอย่างไร ? ตอบ คือ สาวกผตู้ รสั รูต้ ามพระพทุ ธเจา้ ฯ มคี วามสาคญั อยา่ งนี้ แมพ้ ระศาสดาไดต้ รสั รูแ้ ละทรงแสดงธรรม แต่เม่ือขาดผรู้ ูธ้ รรมและรบั ปฏิบตั ิ ความตรสั รูข้ องพระองคก์ ็ไมส่ าเรจ็ ประโยชน์ ฯ (ปี 43) อนพุ ทุ ธบคุ คลคอื บคุ คลพวกไหน? ไดช้ ่ือว่าอยา่ งนนั้ เพราะเหตไุ ร? อนพุ ทุ ธบคุ คล เป็นนกั บวชหรือบคุ คลท่วั ไป? ตอบ คอื บคุ คลผเู้ ป็นสาวกของพระพทุ ธเจา้ ไดช้ ่ืออยา่ งนนั้ เพราะเป็นผรู้ ูต้ ามพระพทุ ธเจา้ ฯ เป็นนกั บวชกม็ ี เป็นบคุ คลท่วั ไปก็มี ฯ พระเจา้ พมิ พสิ าร • ปกครองเมอื งราชคฤห์ แควน้ มคธ • บรรลโุ สดาบนั เพราะไดฟ้ ัง อนปุ พุ พีกถาและอรยิ สจั ๔ • ทรงถวายพระราชอทุ ยาน เพ่อื สรา้ งวดั แห่งแรกของพระพทุ ธศาสนา ช่อื วา่ “วดั เวฬวุ นั ” ทรงถวายดว้ ยวิธีการทรงจบั พระเตา้ ทองเต็ม ดว้ ยนา้ หล่งั ลงถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั นนั้ แกพ่ ระภิกษุสงฆม์ พี ระพทุ ธเจา้ เป็นประธาน (ปี 55) การท่พี ระเจา้ พิมพิสารเขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ เป็นเหตใุ หพ้ ระองคไ์ ดร้ บั อนตุ ตรยิ ะอะไรบา้ ง? ตอบ ไดอ้ นตุ ตรยิ ะ ๓ อยา่ ง คือ ๑.พระองคไ์ ดเ้ ฝา้ เป็นทสั สนานตุ ตรยิ ะ ๒.ไดท้ รงสดบั ธรรม เป็นสวนานตุ ตรยิ ะ ๓.ไดธ้ รรมจกั ษเุ หน็ ธรรมนน้ั เป็นลาภานตุ ตรยิ ะฯ (ปี 52) พระเจา้ พมิ พิสารทรงถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั แด่พระภกิ ษุสงฆม์ พี ระพทุ ธเจา้ เป็นประธาน เพราะทรงพจิ ารณาเห็นอยา่ งไรและทรง ถวายดว้ ยวธิ ีการอยา่ งไร? ตอบ เพราะทรงเห็นว่า พระราชอทุ ยานเวฬวุ นั เป็นท่ไี ม่ไกลไมใ่ กลน้ กั แตบ่ า้ นบรบิ รู ณด์ ว้ ยทางเป็นท่ไี ปและเป็นท่มี า ควรท่ีผมู้ ีธุระจะพงึ ไปถงึ กลางวนั ไม่เกล่ือนกลน่ ดว้ ยหม่คู น กลางคนื เงียบเสียงท่จี ะออื้ องึ กกึ กอ้ ง ปราศจากลมแตช่ นท่เี ดนิ เขา้ ออกสมควรเป็นท่ี ประกอบกิจของผตู้ อ้ งการท่สี งดั และควรเป็นท่หี ลกี ออกเรน้ อย่ตู ามวิสยั สมณะ ควรเป็นท่เี สดจ็ อยขู่ องพระศาสดาดงั นี้ และทรงถวายดว้ ย วิธีการทรงจบั พระเตา้ ทองเตม็ ดว้ ยนา้ หล่งั ลงถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั นนั้ แก่พระภกิ ษุสงฆม์ พี ระพทุ ธเจา้ เป็นประธาน ฯ (ปี 47) ในคราวท่เี สดจ็ ไปโปรดพระเจา้ พมิ พสิ าร ณ ลฏั ฐิวนั มพี ระสาวกตามเสด็จไปเป็นจานวนมาก ผทู้ ่เี ป็นหวั หนา้ ของพระสาวกเหลา่ นนั้ คอื ใคร? และท่านมีส่วนสาคญั ในการประกาศพระศาสนาในครงั้ นน้ั อย่างไร? ตอบ คือ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ ทา่ นเป็นท่เี คารพนบั ถือของมหาชน ไดป้ ระกาศความไม่มแี ก่นสารแหง่ ลทั ธิเกา่ ของตน และความทต่ี นเป็น สาวกของพระพทุ ธองค์ ทาใหพ้ ระเจา้ พมิ พิสารพรอ้ มดว้ ยบรวิ าร ๑๒ ส่วน นอ้ มจิตลงสดบั พระธรรมเทศนาเร่ืองอนปุ พุ พกี ถาและอรยิ สจั ๔ พระเจา้ พมิ พสิ ารพรอ้ มดว้ ยบรวิ าร ๑๑ สว่ น ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม อกี ๑ สว่ น ตงั้ อยใู่ นไตรสรณคมน์ ฯ 2|P a g e

มูลเหตขุ อบวช • พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ไดด้ วงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบนั จงึ ขอบวช • พระอรุ ุเวลกสั สปะ เหน็ วา่ ลทั ธิของตนหาแก่นสารไม่ได้ ไดค้ วามสลดใจ จงึ ขอบวช • พระรฐั บาล บวชเพราะศรทั ธา • พระนนั ทะ บวชเพราะจาใจ • พระวกั กลิ บวชเพราะหลงไหลในรูป • พระมหากจั จายนะ ท่านไดร้ บั มอบหมายจากพระเจา้ จณั ฑปัชโชตใหไ้ ปทลู เชิญพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ กรุงอชุ เชนี จึงทลู ลาบวชดว้ ย ครนั้ ไดเ้ ขา้ เฝา้ ฟังธรรมแลว้ บรรลพุ ระอรหตั จึงทลู ขอบวช • บวชเพราะเบ่ือหนา่ ย คือ พระยสะ พระมหากสั สปะ • บวชเพราะเพ่อื น คือ พระภทั ทยิ ศากยะ พระวมิ ละ พระสพุ าหุ พระปณุ ณชิ พระควมั ปติ และเพ่อื นชาวชนบทอกี ๕๐ คน ฯ (ปี 61) จงระบชุ ่ือพระสาวกผทู้ ่บี วชเพราะเหตตุ ่อไปนี้ ? ๑. บวชเพราะศรทั ธา ๒. บวชเพราะจาใจ ๓. บวชเพราะหลงใหลในรูป ตอบ ๑. บวชเพราะศรทั ธา คือ พระรฐั บาล ๒. บวชเพราะจาใจ คอื พระนนั ทะ ๓. บวชเพราะหลงใหลในรูป คอื พระวกั กลิ ฯ (ปี 56) พระสาวกผบู้ วชเพราะเบอื่ หนา่ ย บวชเพราะเพ่อื น คือใคร? ตอบ บวชเพราะเบื่อหนา่ ย คอื พระยสะ พระมหากสั สปะ ฯ บวชเพราะเพ่อื น คือ พระภทั ทิยศากยะ พระวมิ ละ พระสพุ าหุ พระปณุ ณชิ พระควมั ปติ และเพ่ือนชาวชนบทอกี ๕๐ คน ฯ (ตอบองคใ์ ดองคห์ นึ่งกใ็ ห้ และตอบองคอ์ น่ื ถา้ ถูกกค็ วรให)้ เอตทคั คะ แปลวา่ ผู้เลศิ (ใหท้ อ่ งไปสอบ) • พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ผรู้ ตั ตญั ญู (แปลวา่ ผรู้ ูร้ าตรนี าน ...หมายถงึ ผมู้ ีอายมุ าก ผมู้ ีประสบการณม์ าก) • พระอรุ ุเวลกสั สปะ ผมู้ ีบรวิ ารมาก • พระมหากสั สปะ ผเู้ ลศิ ในทางถือธดุ งค์ • พระปณุ ณมนั ตานีบตุ ร ผเู้ ลศิ ในทางธรรมกถึก • พระสารบี ตุ ร ผเู้ ลิศในทางมีปัญญามาก • พระโมคคลั ลานะ ผมู้ ฤี ทธิม์ าก • พระโสณกฏุ ิกณั ณะ ผแู้ สดงธรรมดว้ ยถอ้ ยคาอนั ไพเราะ (ผมู้ วี าจาไพเราะ) • พระราหลุ ผใู้ ครใ่ นการศกึ ษา • พระราธะ ผมู้ ีปฏิภาณ คือ มญี าณแจม่ แจง้ ในธรรมเทศนา • พระโมฆราช ผทู้ รงจวี รเศรา้ หมอง • พระอบุ าลี ผทู้ รงพระวนิ ยั • พระอานนท์ ผเู้ ลศิ ในทางพหสู ตู มี ๕ ดา้ น คอื เป็นพหสู ตู มีสติ มคี ติ มีความเพียร และเป็นพทุ ธอปุ ัฏฐาก • พระอนรุ ุทธะ ผเู้ ลศิ ในทางทิพยจกั ขญุ าณ (ตาทพิ ย)์ • พระมหากจั จายนะ ผเู้ ลศิ ในทางผอู้ ธิบายเนอื้ ความย่อใหพ้ สิ ดาร 3|P a g e

• พระรฐั บาล ผเู้ ลศิ ในทางผบู้ วชดว้ ยศรทั ธา • พระวกั กลิ ผเู้ ลิศในทางสทั ธาธิมตุ คอื ผพู้ น้ กิเลสดว้ ยศรทั ธา • พระโสณโกฬวิ ิสะ ผเู้ ลศิ ในทางมคี วามเพยี รปรารภแลว้ • พระกาฬทุ ายี ผเู้ ลศิ ทางยงั ตระกลู ใหเ้ ลอ่ื มใส ...ออกนกั ธรรมเอก อาจจะนามาออกนกั ธรรมโทก็ไดใ้ หเ้ ตรยี มไปดว้ ย • พระพาหยิ ทารุจีรยิ ะ ผเู้ ลิศทางมขี ปิ ปาภิญญาตรสั รูเ้ รว็ ...ออกนกั ธรรมเอก อาจจะนามาออกนกั ธรรมโทก็ไดใ้ หเ้ ตรยี มไปดว้ ย • กสิ าโคตมเี ถรี ในทางทรงไวซ้ ง่ึ จวี รอนั เศรา้ หมอง (ภกิ ษุณี) • กณุ ฑลเกสีเถรี ในทางขิปปาภิญญา หรือ ตรสั รูเ้ รว็ (ภกิ ษุณี) • ภทั ทกาปิลานเี ถรี ในทางระลกึ ไดซ้ ่งึ ปพุ เพนวิ าส (ภกิ ษุณี) • ภทั ทากจั จานาเถรี ในทางถงึ ซง่ึ อภิญญาอนั ใหญ่แลว้ (ภิกษุณี) • โสณาเถรี ในทางมคี วามเพยี รปรารภแลว้ (ภกิ ษุณ)ี • มหาปชาบดโี คตมเี ถรี ผรู้ ตั ตญั ญู (ภิกษุณี) • ธรรมทินนาเถรี ผเู้ ลิศในทางธรรมกถกึ (ภกิ ษุณี) • อบุ ลวรรณาเถรี ผเู้ ลศิ ในทางมีฤทธิ์ (ภิกษุณ)ี • ปฏาจาราเถรี ผเู้ ลศิ ในทางทรงวนิ ยั (ภกิ ษุณี) • เขมาเถรี ผเู้ ลศิ ในทางมีปัญญา (ภิกษุณี) ...ออกนกั ธรรมเอก อาจจะนามาออกนกั ธรรมโทไดใ้ หเ้ ตรียมไปดว้ ย • จติ ตคฤหบดี ผเู้ ลิศในทางธรรมกถึก (ฝ่ายอบุ าสก) ...ออกนกั ธรรมเอก อาจจะนามาออกนกั ธรรมโทไดใ้ หเ้ ตรียมไปดว้ ย • นางขชุ ชตุ ตรา ผเู้ ลิศในทางธรรมกถกึ (ฝ่ายอบุ าสกิ า) ...ออกนกั ธรรมเอก อาจจะนามาออกนกั ธรรมโทไดใ้ หเ้ ตรยี มไปดว้ ย (ปี 62) พระโมฆราช และ พระอบุ าลี ไดร้ บั การยกย่องว่าเลิศในทางไหน ? ตอบ พระโมฆราช ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นผทู้ รงจวี รเศรา้ หมอง พระอบุ าลี ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นผทู้ รงพระวินยั ฯ (ปี 58) พระเถระและพระเถรีผมู้ ชี ่ือต่อไปนี้ ไดร้ บั เอตทคั คะในทางไหน ? ก. พระมหากจั จายนะ ข. พระโมฆราช ค. พระราหลุ ง. ปฏาจาราเถรี จ. อบุ ลวรรณาเถรี ตอบ ก. พระมหากจั จายนะ เป็นเอตทคั คะในทางอธิบายคายอ่ ใหพ้ สิ ดาร ข. พระโมฆราช เป็นเอตทคั คะในทางทรงจีวรเศรา้ หมอง ค. พระราหลุ เป็นเอตทคั คะในทางผใู้ ฝ่ใจศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ง. ปฏาจาราเถรี เป็นเอตทคั คะในทางทรงวนิ ยั จ. อบุ ลวรรณาเถรเี ป็นเอตทคั คะในทางมีฤทธิ์ ฯ (ปี 57) ภิกษุ ภิกษุณี ผเู้ อตทคั คะในทางเป็นพระธรรมกถึก คอื ใคร? ตอบ ภกิ ษุ คอื พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รฯ ภิกษุณี คือนางธรรมทนิ นาเถรีฯ พระพทุ ธเจ้าอปุ สมบทให้ • พระอญั ญาโกณฑญั ญะ พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ “จงเป็นภิกษมุ าเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดีแลว้ จงประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ถดิ เพ่ือทาทส่ี ุด ทุกขโ์ ดยชอบ” เพราะทา่ นเป็นโสดาบนั อยู่ 4|P a g e

• พระยสะ พระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ “จงเป็นภกิ ษุมาเถดิ ธรรมอนั เรากล่าวดีแลว้ จงประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ถดิ ” เพราะทา่ นบรรลพุ ระอรหตั ต์ แลว้ • พระมหากสั สปะ อปุ สมบทดว้ ยวธิ ีพิเศษ คอื อปุ สมบทดว้ ยวิธีรบั พระโอวาท ๓ ขอ้ • พระนางมหาปชาบดโี คตมี อปุ สมบทดว้ ยวิธีพเิ ศษ คือ อปุ สมบทดว้ ยวิธีรบั ครุธรรม ๘ บรรลุ เพราะฟังธรรมจากพระพทุ ธเจา้ • พระอญั ญาโกณฑญั ญะ บรรลพุ ระอรหตั ตเ์ พราะฟัง อนตั ตลกั ขณสตู ร • ยสกลุ บตุ ร บรรลพุ ระอรหตั ตเ์ พราะฟัง อนุปพุ พกี ถา ๕ (ทาน ศีล สวรรค์ โทษแห่งกาม อานิสงสข์ องการออกบวช) และอรยิ สัจ ๔ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวนั แขวงเมอื งพาราณสี • ชฎลิ ๓ (พระอรุ ุเวลกัสสปะ พระนทกี สั สปะ พระคยากสั สปะ) บรรลพุ ระอรหตั ตเ์ พราะฟัง อาทิตตปรยิ ายสตู ร • พระมหากสั สปะไดร้ บั อปุ สมบทแลว้ นาน ๘ วนั จึงบรรลพุ ระอรหตั ต์ พระสตู ร / พระธรรมคาสอน • ธมั มจกั รกปั ปวัตตนสตู ร วา่ ดว้ ยสงิ่ ท่ีบรรพชติ ไมค่ วรเสพหรือส่วนสุด ๒ อย่าง คือ ๑.กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค ๒.อตั ตกิลมถานโุ ยค , มชั ฌิมาปฏิปทา ขอ้ ปฏิบตั อิ นั เป็นทางสายกลางอรยิ มรรคมีองค์ 8 และอริยสัจ ๔ => แสดงแก่ พระปัญจวคั คยี ์ • อนตั ตลกั ขณสูตร วา่ ดว้ ยเร่ือง ขนั ธ์ ๕ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ไม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ ม่นั ถือม่นั => แสดงแก่ พระปัญจวคั คยี ์ • อาทติ ตปรยิ ายสูตร วา่ ดว้ ยเรือ่ ง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วญิ ญาณ ผสั สะ และเวทนาซ่งึ เกดิ ตามลาดบั เป็นของรอ้ น รอ้ นเพราะไฟคอื ความกาหนดั ความโกรธ ความหลง และรอ้ นเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ร่าไร ราพนั ความคบั แคน้ ใจ => แสดงแก่ ชฎลิ ๓ พ่นี อ้ ง พรอ้ มดว้ ยบรวิ าร ๑,๐๐๐ คน • เวทนาปรคิ คหสตู ร มใี จความวา่ “ใหพ้ จิ ารณารา่ งกาย ซง่ึ มีความแตกทาลายไมย่ ่งั ยนื และแสดงผลเสียของการยดึ ม่นั พรอ้ มกบั ตรสั ใหล้ ะเลิกทฏิ ฐิอยา่ งนน้ั เสีย” => แสดงแก่ ทีฆนขปรพิ าชก ณ ถา้ สกุ รขาตา เขาคิชฌกฏู แขวงเมืองราชคฤห์ ฯ (ปี 58) พระธรรมเทศนาท่ไี ดช้ ่ือวา่ อาทติ ตปรยิ ายสตู ร เพราะเหตไุ ร ? พระพทุ ธองคท์ รงแสดงแก่ใคร ? ตอบ เพราะแสดงสภาวธรรมเป็นของรอ้ น อนั เหมาะแก่บรุ พจรรยาของผฟู้ ัง ฯ แกพ่ วกปรุ าณชฎิล ฯ (ปี 56) พระศาสดาทรงแสดงอาทิตตปรยิ ายสตู รโปรดพวกปรุ าณชฎลิ เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะเป็น พระสตรู ท่เี หมาะแกบ่รุ พจรรยาของพวกปรุ าณชฎิล ผอู้ บรมมาในการบชู าเพลิง ฯ (ปี 51) อนตั ตลกั ขณสตู ร และ อาทติ ตปรยิ ายสตู ร วา่ ดว้ ยเรื่องอะไร? ทรงแสดงแก่ใคร? ตอบ อนตั ตลกั ขณสตู ร วา่ ดว้ ยเรอื่ ง ขนั ธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ไม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ ม่นั ถือม่นั ทรง แสดงแกพ่ ระปัญจวคั คีย์ อาทิตตปรยิ ายสตู ร วา่ ดว้ ยเรื่อง สิง่ ทง้ั ปวงเป็นของรอ้ น รอ้ นเพราะไฟคอื ราคะโทสะโมหะ ฯ ทรงแสดงแกช่ ฎิล ๓ พ่นี อ้ ง พรอ้ มดว้ ยบรวิ าร ๑,๐๐๐ คน ฯ (ปี 48) คาท่มี ีอยใู่ นธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู รตอ่ ไปนี้ ไดแ้ กอ่ ะไร? ก. ส่วนสดุ ๒ อย่าง ข. มชั ฌิมาปฏิปทา ตอบ ก. ส่วนสดุ ๒ อยา่ ง คือ ๑. กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค ความหมกมนุ่ อย่ใู นกาม ๒. อตั ตกิลมถานโุ ยค ความทาตนใหล้ าบาก 5|P a g e

ข. มชั ฌิมาปฏปิ ทา ไดแ้ ก่ขอ้ ปฏบิ ตั สิ ายกลาง คือ มรรคมอี งค์ ๘ ฯ พระปัญจวคั คีย์ (โกณฑัญญะ วปั ปะ ภทั ทยิ ะ มหานามะ อสั สชิ) (ปี 62, 60, 44) พระปัญจวคั คยี ไ์ ดส้ าเรจ็ เป็นพระอรหนั ต์ ดว้ ยพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ความย่อวา่ อย่างไร ? ตอบ ช่ือ อนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ ความยอ่ วา่ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา ฯ (ปี 54) ภิกษุผรู้ ตั ตญั ญู ย่อมมีคณุ สมบตั ิเช่นไร จึงพน้ จากคาตาหนิว่า โตเพราะกินขา้ ว เฒา่ เพราะบวชนาน? ตอบ ย่อมเป็นผเู้ กา่ แก่ ไดพ้ บเหน็ และสนั ทดั ในกจิ การของคณะ ย่อมอาจจดั อาจทาใหส้ าเรจ็ ดว้ ยตนเองหรอื บอกเล่าแนะนาผอู้ ่ืน เป็นเจา้ แบบเจา้ แผนดจุ ผรู้ กั ษาคลงั พสั ดุ (ปี 52) เอหภิ ิกขอุ ปุ สมั ปทาท่ีประทานแกพ่ ระปัญจวคั คีย์ และพระยสะตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? ตอบ ตา่ งกนั คอื ท่ปี ระทานแก่พระปัญจวคั คยี ม์ คี าวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ ส่วนท่ปี ระทานแก่พระยสะไมม่ คี าวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ เพราะพระยสะไดถ้ งึ ท่สี ดุ ทกุ ขแ์ ลว้ ฯ (ปี 52) พระปัญจวคั คยี อ์ งคไ์ หนบา้ งไดศ้ ษิ ยด์ มี คี วามสาคญั ตอ่ พระศาสนา ศษิ ยน์ น้ั ช่อื อะไรและเป็นผเู้ ลศิ ในทางดา้ นใด? ตอบ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ไดพ้ ระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รเป็นศษิ ยเ์ ป็นผเู้ ลิศในทางธรรมกถกึ พระอสั สชไิ ดพ้ ระสารีบตุ รเป็นศษิ ย์ เป็นผเู้ ลศิ ในทางมีปัญญามาก ฯ (ปี 52) พระปัญจวคั คยี ไ์ ดบ้ รรลเุ ป็นพระอรหนั ตพ์ รอ้ มกนั แต่พระอญั ญาโกณฑญั ญะไดร้ บั ยกยอ่ งเป็นปฐมสาวก เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะพระอญั ญาโกณฑญั ญะเป็นผไู้ ดด้ วงตาเหน็ ธรรมก่อนและไดร้ บั อปุ สมบทก่อนองคอ์ นื่ (ปี 51) ปัญจวคั คยี ท์ ง้ั ๕ ทา่ น ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมกอ่ นหลงั กนั อยา่ งไร? ตอบ ทา่ นโกณฑญั ญะ ไดด้ วงตาเห็นธรรมเป็นองคแ์ รก ต่อมาท่าน วปั ปะและท่านภทั ทยิ ะจงึ ได้ และตอ่ มาทา่ นมหานามะและท่านอสั สชิจึงไดต้ ามลาดบั ฯ (ปี 47) พระวาจาวา่ ท่านจงเป็นภิกษุมาเถดิ ธรรมอนั เรากลา่ วดีแลว้ ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบเถดิ ดงั นี้ คาวา่ ท่สี ดุ ทกุ ข์ คอื อะไร? ผทู้ าท่สี ดุ ทกุ ขไ์ ดก้ อ่ นกวา่ ผอู้ ่ืนคอื ใคร? ดว้ ยพระธรรมเทศนาอะไร? ตอบ คือ พระอรหตั ผล ฯ คอื พระภิกษุปัญจวคั คยี ์ ฯ ดว้ ยพระธรรมเทศนาช่ือว่า อนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ • พระอัญญาโกณฑญั ญะ (ปี 63) โกณทญั ญพราหมณ์ มีเหตจุ งู ใจอะไร จงึ ไดอ้ อกบวชตามพระมหาบรุ ุษ ? ตอบ เพราะเคยเขา้ รว่ มทานายพระลกั ษณะของพระมหาบรุ ุษโดยเช่ือม่นั วา่ จะไดต้ รสั รูเ้ ป็นพระพทุ ธเจา้ แน่นอน จึงออกบวชตามดว้ ยหวงั วา่ เม่ือพระมหาบรุ ุษตรสั รูแ้ ลว้ จกั ทรงเทศนาโปรดตนใหร้ ูต้ าม ฯ (ปี 61) พระอนพุ ทุ ธองคแ์ รก คอื ใคร ? ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมเพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คือพระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ เพราะฟังธรรมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร ฯ (ปี 59) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทาท่ปี ระทานแกพ่ ระโกณฑญั ญะ และพระยสะต่างกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? ตอบ ตา่ งกนั คอื ท่ปี ระทานแกพ่ ระโกณฑญั ญะมีคาวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ สว่ นท่ปี ระทานแกพ่ ระยสะไมม่ คี าวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ เพราะพระยสะไดถ้ งึ ท่สี ดุ ทกุ ขแ์ ลว้ ฯ (ปี 58) อนพุ ทุ ธองคแ์ รก คอื ใคร ? สาเรจ็ เป็นพระอรหนั ตเ์ พราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ ช่ืออนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 55) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ กบั พระอรุ ุเวลกสั สปะทลู ขอบวชในพระศาสนาโดยมมี ลู เหตุความเป็นมาตา่ งกนั อยา่ งไร? 6|P a g e

ตอบ ตา่ งกนั อย่างนี้ พระอญั ญาโกณฑฑญั ญะไดธ้ รรมจกั ษุ คือดวงตาเห็นธรรม ท่ที า่ นกล่าววา่ เป็นพระโสดาบนั มีศรทั ธาในพระศาสนา ม่นั คงแลว้ จงึ ขอบวช ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะไดป้ รชี าหย่งั เหน็ วา่ ลทั ธิของตนหาแกน่ สารไมไ่ ดห้ ลงถือตนวา่ เป็นผวู้ เิ ศษ แต่หาเป็นเชน่ นนั้ ไม่ ได้ ความสลดใจจึงลอยบรขิ ารชฏลิ ของตนเสียแลว้ จงึ ขอบวช ฯ (ปี 55) พระวาจาท่ตี รสั ใหอ้ ปุ สมบทแกพ่ ระอญั ญาโกณฑญั ญะ และพระยสะเหมือนกนั หรือตา่ งกนั ? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เหมอื นกนั ตรงท่ที รงรบั เขา้ ส่พู รหมจรรย์ วา่ “จงเป็นภกิ ษุมาเถดิ ธรรมอนั เรากลา่ วดแี ลว้ จงประพฤติพรหมจรรยเ์ ถดิ ” ต่างกนั ท่พี ระอญั ญาโกณฑญั ญะ มพี ระพทุ ธดารสั ตอ่ ทา้ ยวา่ “เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ” เพราะท่านยงั ไมบ่ รรลพุ ระอรหตั ต์ ส่วนพระยสะ ไม่มคี าว่า “เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ” เพราะทา่ นบรรลพุ ระอรหตั ตแ์ ลว้ ฯ (ปี 54) พระอญั ญาโกณฑญั ญะสาเรจ็ เป็นพระอรหนั ตห์ ลงั จากบวชเป็นพระภกิ ษุแลว้ กี่วนั ? สาเรจ็ เพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ ๕ วนั ฯ ช่อื อนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 53) พระอญั ญาโกณฑญั ญะมมี ลู เหตจุ งู ใจอะไร จงึ ไดอ้ อกบวชตามอปุ ัฏฐากพระมหาบรุ ุษขณะบาเพญ็ ทกุ รกิรยิ า? ตอบ เพราะไดเ้ คยเขา้ รว่ มทานายพระลกั ษณะของพระมหาบรุ ุษโดยเช่ือม่นั วา่ จะตรสั รูเ้ ป็นพระพทุ ธเจา้ จงึ ตามอปุ ัฏฐากดว้ ยหวงั วา่ เม่ือพระ มหาบรุ ุษตรสั รู้ จกั ทรงเทศนาโปรด ฯ (ปี 50) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ช่ือเดมิ วา่ อะไร? เกดิ ท่ไี หน? เรยี นจบอะไร ? ทาไมจงึ ไดช้ ่ืออญั ญาโกณฑญั ญะ ? ตอบ ช่ือเดิมวา่ โกณฑญั ญะ ฯ เกิดท่บี า้ นพราหมณช์ ่ือโทณวตั ถุ อย่ไู มห่ า่ งจากกรุงกบลิ พสั ดุ์ ฯ เรียนจบไตรเพทและรูต้ าราทานายลกั ษณะ ฯ เพราะอาศยั พระอทุ านวา่ อญฺญาสิ ท่ีแปลวา่ ไดร้ ูแ้ ลว้ ท่พี ระผมู้ ีพระภาคเจา้ ทรงเปลง่ เม่ือทา่ นโกณฑญั ญะไดด้ วงตาเห็นธรรม ฯ (ปี 49) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ใครค่ รวญดตู ามประวตั ิ ความเช่ือถือของทา่ นหนกั ไปทางไหน ในตาราทายลกั ษณะหรอื ในอตั ตกิลมถานโุ ยค ปฏบิ ตั ิ? ขอฟังเหตผุ ล ตอบ เหน็ ว่าหนกั ไปในอตั ตกิลมถานโุ ยคปฏบิ ตั ิ เหตผุ ลคอื เดิมทา่ นเช่ือตาราแน่ใจ จึงบวชตามและเฝา้ อปุ ัฏฐาก ครนั้ เห็นทรงเลิกทกุ รกิรยิ า กส็ นิ้ หวงั น่กี เ็ พราะเช่ือม่นั ในอตั ตกลิ มถานโุ ยคปฏิบตั วิ า่ เลิกเสยี เป็นอนั ไมส่ าเรจ็ เม่ือพระองคต์ รสั บอกวา่ สาเรจ็ แลว้ ก็ คดั คา้ นไม่เช่ือถือ อาการท่คี ดั คา้ นและพดู ถอ้ ยคาท่แี สดงอคารวะนนั้ เป็นเคร่ืองยืนยนั ความเห็นดงั กลา่ ว ฯ (ปี 46) อนพุ ทุ ธองคแ์ รกสาเรจ็ เป็นพระภิกษุดว้ ยพระพทุ ธดารสั วา่ อย่างไร? อนพุ ทุ ธองคน์ น้ั ไดเ้ ป็นพระโสดาบนั และไดเ้ ป็นพระอรหนั ต์ เพราะ ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาอะไร? ตอบ ดว้ ยพระพทุ ธดารสั วา่ “ ทา่ นจงเป็นภกิ ษุมาเถิด ธรรมอนั เรากล่าวดแี ลว้ ทา่ นจงประพฤตพิ รหมจรรย์ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบเถดิ ” ฯ ไดเ้ ป็นพระโสดาบนั เพราะไดฟ้ ังธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร และไดเ้ ป็นพระอรหนั ต์ เพราะไดฟ้ ังอนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 43) พระโกณฑญั ญะไดเ้ กดิ ความรูเ้ ห็นอยา่ งไรกอ่ น จงึ นบั วา่ เป็นปฐมอรยิ สาวก? ท่านไดร้ บั เกยี รตยิ ศเป็นพิเศษเพราะเหตนุ อี้ ยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ไดเ้ กิดความรูเ้ หน็ วา่ ส่งิ ใดส่งิ หนึ่งมคี วามเกดิ ขึน้ เป็นธรรมดา สง่ิ นน้ั ทง้ั มวลมคี วามดบั ไปเป็นธรรมดา คอื ไดด้ วงตาเห็นธรรม (ธรรมจกั ษุ) แลว้ ทลู ขอบวชกบั พระพทุ ธองค์ จงึ นบั ไดว้ า่ เป็นปฐมอรยิ สาวกในพระศาสนา ฯ เม่ือท่านเกดิ ความรูเ้ หน็ ดงั นี้ พระบรมศาสดาจงึ ทรงเปลง่ อทุ าน วา่ \"อญฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ ญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” แปลว่า โกณ ฑญั ญะไดร้ ูแ้ ลว้ หนอๆ แต่นน้ั มา ทา่ นมนี ามวา่ อญั ญาโกณฑญั ญะ ขอ้ นีเ้ ป็นเกียรติยศพเิ ศษสาหรบั ทา่ นผเู้ ป็นปฐมอรยิ สาวก ฯ • พระอสั สชิ (ปี 57) พระอสั สชไิ ดแ้ สดงธรรมแก่อปุ ตสิ สปรพิ าชก มใี จความยอ่ วา่ อยา่ งไร? ตอบ มใี จความย่อว่า “ธรรมใดเกิดแตเ่ หตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตแุ ห่งธรรมนน้ั และความดบั แหง่ ธรรมนนั้ พระศาสดาตรสั สอนอย่างน”ี้ ฯ (ปี 53) มารยาทดมี ีความสารวมย่อมเป็นศรีของสมณะ สามารถจะปลกู ศรทั ธา เลื่อมใสใหเ้ กิดแกผ่ พู้ บเหน็ น่เี ป็นปฏิปทาจรยิ าวตั รของพระ สาวกรูปใด? จงเล่าประวตั ิของทา่ นโดยยอ่ ตอบ ของพระอสั สชเิ ถระ ฯ ท่านเป็นหนงึ่ ในพระปัญจวคั คยี ์ ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาจนไดบ้ รรลพุ ระอรหตั แลว้ ไดเ้ ป็นกาลงั ในการประกาศพระ ศาสนา อปุ ติสสปรพิ าชกพบเหน็ แลว้ เกดิ ความเล่ือมใส ขอฟังธรรมจากทา่ น แลว้ ไดเ้ ขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนา ฯ 7|P a g e

(ปี 51) อปุ ติสสปรพิ าชกเล่ือมใสในพระพทุ ธศาสนาเพราะไดฟ้ ังธรรมจากใคร? มใี จความวา่ อยา่ งไร? ตอบ จากพระอสั สชิ ฯ มใี จความว่า พระศาสดาทรงแสดงความเกดิ แห่งธรรมทงั้ หลาย เพราะเป็นไปแหง่ เหตุ และความดบั แห่งธรรมเหลา่ นน้ั เพราะดบั แหง่ เหตุ พระศาสดาตรสั อยา่ งนี้ ฯ (ปี 48) ความเป็นผสู้ ารวมกิรยิ าอาการใหเ้ รียบรอ้ ยดงี ามสมความเป็นสมณะ เป็นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาไดท้ างหนง่ึ ในขอ้ นมี้ ีปฏิปทาของ พระสาวกองคใ์ ดเป็นตวั อยา่ ง? จงเลา่ ประวตั ิโดยสงั เขปมาประกอบ ตอบ พระอรหนั ตสาวกทกุ รูปลว้ นเป็นผสู้ ารวมกิรยิ าอาการเรยี บรอ้ ยดงี ามทงั้ สนิ้ แตท่ ่ไี ดร้ บั ยกย่องเป็นพเิ ศษคอื พระอสั สชิเถระ ท่านมกี ิรยิ า อาการท่ีนา่ เลื่อมใส เป็นเหตใุ หอ้ ปุ ตสิ สปรพิ าชกเห็นแลว้ เกดิ ศรทั ธา เขา้ ไปหา ขอฟังธรรมจนไดบ้ รรลโุ สดาปัตตผิ ล ภายหลงั ยงั ชกั ชวนสหาย ของตนเขา้ มาบวชในพระธรรมวนิ ยั ไดเ้ ป็นกาลงั สาคญั ชว่ ยพระศาสดาเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จรญิ รุง่ เรืองกวา้ งขวางและม่นั คงอยา่ ง รวดเรว็ ฯ (ปี 44) คาถามวา่ \" ผมู้ อี ายุ อนิ ทรยี ข์ องท่านหมดจดผอ่ งใส ท่านบวชจาเพาะใคร ใครเป็นศาสดาผสู้ อนของทา่ น ทา่ นชอบใจธรรมของใคร \" เป็นคาถามของใคร? ใครเป็นผตู้ อบ? ตอบวา่ อยา่ งไร? ตอบ อปุ ตสิ สปรพิ าชก ฯ พระอสั สชิเป็นผตู้ อบ ตอบวา่ \" ผมู้ อี ายุ เราบวชจาเพาะพระมหาสมณะ ผเู้ ป็นโอรสศากยราชออกจากศากยสกลุ ทา่ นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของทา่ น \" ยสกุลบตุ ร (ปี 63, 54) พระพทุ ธองคท์ รงแสดงอนปุ พุ พกี ถาแกใ่ ครเป็นคนแรก? อนปุ พุ พกี ถานนั้ กล่าวถงึ เรอ่ื งอะไร ? ตอบ แสดงแก่ยสกลุ บตุ รเป็นคนแรก ฯ กลา่ วพรรณนาทานการให้ แลว้ พรรณนาศีลความรกั ษากายวาจาเรยี บรอ้ ย พรรณนาสวรรคค์ ือกาม คณุ ท่บี คุ คลใครซ่ ่งึ จะพงึ ไดพ้ งึ ถงึ ดว้ ยกรรมอนั ดคี อื ทานและศลี พรรณนาโทษแห่งกาม และพรรณนาอานิสงสแ์ หง่ ความออกไปจากกาม ฯ (ปี 62, 53) ยสกลุ บตุ รไดฟ้ ังธรรมจากพระศาสดาเป็นครงั้ แรก ณ ท่ไี หน ? ธรรมนน้ั มีช่ือวา่ อะไร ? ตอบ ณ ป่าอิสปิ ตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี ฯ อนปุ พุ พีกถาและอรยิ สจั ๔ ฯ (ปี 60, 46) อนปุ พุ พกี ถา คอื อะไร ? ทรงยกขนึ้ แสดงดว้ ยพระพทุ ธประสงคอ์ ยา่ งไร ? พระสาวกผไู้ ดฟ้ ัง อนปุ พุ พีกถา ครงั้ แรกคอื ใคร? ณ ท่ี ไหน? ตอบ คือ ถอ้ ยคาท่กี ล่าวโดยลาดบั ฯ ดว้ ยพระพทุ ธประสงคเ์ พ่อื ฟอกจติ กลุ บตุ รใหห้ า่ งไกลจากความยนิ ดีในกาม ควรรบั พระธรรม เทศนาใหเ้ กิดธรรมจกั ษุ เหมือนผา้ ท่ปี ราศจากมลทนิ ควรรบั นา้ ยอ้ มได้ ฉะนน้ั ฯ คอื ยสกลุ บตุ ร ฯ ณ ป่าอสิ ิปตนมฤคทายวนั ฯ (ปี 59) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทาท่ปี ระทานแกพ่ ระโกณฑญั ญะ และพระยสะตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? ตอบ ตา่ งกนั คือท่ปี ระทานแก่พระโกณฑญั ญะมีคาวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทุกขโ์ ดยชอบ สว่ นท่ีประทานแกพ่ ระยสะไมม่ คี าวา่ เพ่อื ทาท่ีสดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ เพราะพระยสะไดถ้ งึ ท่สี ดุ ทกุ ขแ์ ลว้ ฯ (ปี 58) “ท่นี ่วี ่นุ วายหนอ ท่นี ่ขี ดั ขอ้ งหนอ” เป็นคาอทุ านของใคร ? เพราะเหตใุ ดจงึ อทุ านอยา่ งนน้ั ? ตอบ ของยสกลุ บตุ ร ฯ เพราะเหน็ หม่ชู นบรวิ ารนอนหลบั มอี าการพิกลตา่ ง ๆ ดจุ ซากศพท่ที งิ้ อยใู่ นป่าชา้ เกดิ ความสลดใจ คดิ เบอื่ หนา่ ย ฯ (ปี 55) พระวาจาท่ตี รสั ใหอ้ ปุ สมบทแก่พระอญั ญาโกณฑญั ญะ และพระยสะเหมอื นกนั หรอื ตา่ งกนั ? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เหมือนกนั ตรงท่ที รงรบั เขา้ สพู่ รหมจรรย์ ว่า “จงเป็นภกิ ษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดแี ลว้ จงประพฤติพรหมจรรยเ์ ถิด” ต่างกนั ท่พี ระอญั ญาโกณฑญั ญะ มพี ระพทุ ธดารสั ต่อทา้ ยวา่ “เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ” เพราะทา่ นยงั ไม่บรรลพุ ระอรหตั ต์ ส่วนพระยสะ ไม่มคี าว่า “เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ” เพราะทา่ นบรรลพุ ระอรหตั ตแ์ ลว้ ฯ (ปี 52) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทาท่ปี ระทานแกพ่ ระปัญจวคั คีย์ และพระยสะต่างกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? 8|P a g e

ตอบ ตา่ งกนั คอื ท่ปี ระทานแกพ่ ระปัญจวคั คยี ม์ คี าว่า เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ สว่ นท่ปี ระทานแกพ่ ระยสะไม่มีคาวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ สว่ นท่ปี ระทานแก่พระยสะไมม่ ีคาวา่ เพ่อื ทาท่สี ดุ ทกุ ขโ์ ดยชอบ เพราะพระยสะไดถ้ งึ ท่สี ดุ ทกุ ขแ์ ลว้ ฯ (ปี 51) พระสาวกผสู้ าเรจ็ เป็นพระอรยิ บคุ คลเพราะฟังธรรมเทศนาเรื่องเดียวซา้ ๒ ครงั้ คอื ใคร? ธรรมเทศนาเรื่องอะไร? ตอบ คอื พระยสะ ฯ เรอ่ื ง อนปุ พุ พกี ถาและอรยิ สจั ๔ ฯ (ปี 50) เศรษฐีบิดาพระยสะออกติดตามหาพระยสะใหก้ ลบั บา้ น แตเ่ หตไุ ฉนเม่อื พบแลว้ จงึ มิไดน้ ากลบั ไปตามความประสงคเ์ ดิม? ตอบ เพราะ ไดท้ ราบว่า พระยสะบรรลเุ ป็นพระอรหนั ตแ์ ลว้ ไมค่ วรเพ่อื จะกลบั ไปครองเรอื นอกี ตอ่ ไป ควรจะออกบวชเป็นพระภิกษุ ฯ (ปี 49) พระยสะมมี ารดาบดิ าตงั้ ภมู ิลาเนาอยทู่ ่ไี หน? ออกบวชเพราะเหตไุ ร? ตอบ อยทู่ ่เี มอื งพาราณสี ใกลป้ ่าอสิ ิปตนมฤคทายวนั ฯ เพราะมคี วามเบือ่ หนา่ ยในการครองฆราวาส เน่อื งจากไดเ้ หน็ อาการของพวกชน บรวิ ารอนั วิปรติ ไปโดยอาการตา่ งๆ ไม่เป็นท่ตี งั้ แหง่ การยงั จิตใหเ้ พลิดเพลิน จึงไดเ้ ดินออกจากเรือนไปพบพระพทุ ธองคไ์ ดฟ้ ังพระธรรมเทศนา จนบรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ จึงไดอ้ อกบวช ฯ (ปี 47) พระพทุ ธเจา้ ทรงทาอิทธาภิสงั ขารแกใ่ ครเป็นครงั้ แรก? ทรงทาเช่นนน้ั ดว้ ยพระพทุ ธประสงคอ์ ย่างไร? ตอบ ทรงทาแก่ ยสกลุ บตุ รและบดิ าของยสกลุ บตุ รเป็นครงั้ แรก ฯ ดว้ ยพระพทุ ธประสงคเ์ พ่อื ใหย้ สกลุ บตุ รพจิ ารณาภมู ิธรรมอนั ตนไดเ้ หน็ แลว้ จนถึงไดบ้ รรลพุ ระอรหตั และใหบ้ ดิ าไดฟ้ ังธรรมแลว้ บรรลพุ ระโสดาปัตติผล ฯ ชฎิล ๓ (พระอรุ ุเวลกัสสปะ พระนทกี ัสสปะ พระคยากัสสปะ) (ปี 63, 55) ชฎิล ๓ พ่นี อ้ ง มชี ่อื อะไรบา้ ง? ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั ตเ์ พราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ พระนทกี สั สปะ พระคยากสั สปะฯ ฟังอาทติ ตปรยิ ายสตู ร ฯ (ปี 61) ชฎิล ๓ พ่นี อ้ ง ตงั้ อาศรมบชู าไฟอยู่ ณ สถานท่ใี ด ? ตอบ ๑. อรุ ุเวลกสั สปะ ตงั้ อาศรมอยทู่ ่ตี าบลอรุ ุเวลา ๒. นทกี สั สปะ ตงั้ อาศรมอยลู่ านา้ ออ้ มหรือคงุ้ แหง่ แม่คงคา ๓. คยากสั สปะ ตงั้ อาศรมอยทู่ ่ตี าบลคยาสสี ะ ฯ (ปี 56) พระศาสดาทรงแสดงอาทิตตปรยิ ายสตู รโปรดพวกปรุ าณชฎลิ เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะเป็น พระสตู รท่เี หมาะแก่บรุ พจรรยาของพวกปรุ าณชฎลิ ผอู้ บรมมาในการบชู าเพลงิ ฯ (ปี 52) ชฎิล ๓ พ่นี อ้ งตา่ งละลทั ธิของตน บวชเป็นภกิ ษุในพระพทุ ธศาสนาเพราะเหตใุ ด? ตอบ อรุ ุเวลกสั สปะ ถือตวั วา่ เป็นผวู้ เิ ศษ แต่พระพทุ ธเจา้ ทรงใชอ้ ทิ ธิปาฏิหารยิ แ์ ละอาเทสนาปาฏิหารยิ ท์ รมานจนถอนทฏิ ฐิมานะ ไดป้ รีชาหย่งั เหน็ ว่าลทั ธิของตนหาแก่นสารมไิ ด้ ตนมไิ ดเ้ ป็นผวู้ เิ ศษแตป่ ระการใด ไดค้ วามสลดใจ จงึ ทลู ขออปุ สมบท สว่ นนทีกสั สปะและคยากสั สปะ เหน็ พ่ชี ายถือเพศเป็นภิกษุ ถามทราบความวา่ พรหมจรรยน์ ปี้ ระเสรฐิ จงึ เขา้ ไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้ ทลู ขออปุ สมบท ฯ (ปี 51) อนตั ตลกั ขณสตู ร และ อาทติ ตปรยิ ายสตู ร วา่ ดว้ ยเรอื่ งอะไร? ทรงแสดงแก่ใคร? ตอบ อนตั ตลกั ขณสตู ร วา่ ดว้ ยเรอื่ ง ขนั ธ์ ๕ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ไม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ ม่นั ถือม่นั ทรง แสดงแก่พระปัญจวคั คยี ์ อาทิตตปรยิ ายสตู ร วา่ ดว้ ยเรือ่ ง สิ่งทงั้ ปวงเป็นของรอ้ น รอ้ นเพราะไฟคอื ราคะโทสะโมหะ ฯ ทรงแสดงแกช่ ฎิล ๓ พ่นี อ้ ง พรอ้ มดว้ ยบรวิ าร ๑,๐๐๐ คน ฯ (ปี 46) ชฎิล ๓ พ่นี อ้ ง ช่ืออะไรบา้ ง? ใครไดร้ บั ยกย่องวา่ เป็นผมู้ บี รวิ ารมาก? ทา่ นเหลา่ นน้ั พรอ้ มบรวิ ารไดบ้ รรลอุ รหตั เพราะฟังพระธรรมเทศนาอะไร? ใจความย่อวา่ อย่างไร? ตอบ ช่ือ อรุ ุเวลกสั สปะ นทีกสั สปะ และคยากสั สปะ ฯ อรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะฟังอาทติ ตปรยิ ายสตู ร ฯ 9|P a g e

ใจความย่อวา่ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วญิ ญาณ ผสั สะ และเวทนาซง่ึ เกดิ ตามลาดบั เป็นของรอ้ น รอ้ นเพราะไฟคอื ความกาหนดั ความโกรธ ความหลง และรอ้ นเพราะความเกดิ ความแก่ ความตาย ความโศก รา่ ไร ราพนั ความคบั แคน้ ใจ ฯ • พระอุรุเวลกัสสปะ (ปี 62, 49) ความเป็นผมู้ ีบรวิ ารมาก เป็นผลมาจากอะไร ? พระสาวกองคใ์ ดไดร้ บั การยกย่องว่าเลศิ ในทางนี้ ? ตอบ เป็นผลมาจากความรูจ้ กั เอาใจบรษิ ทั รูจ้ กั สงเคราะหด์ ว้ ยอามสิ บา้ ง ดว้ ยธรรมบา้ ง ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ (ปี 60) พระสาวกผไู้ ดร้ บั ยกย่องวา่ เป็นผมู้ บี รวิ ารมาก คือใคร ? ท่านทาอยา่ งไร จึงมีบรวิ ารมากอยา่ งนนั้ ? ตอบคือพระอรุ ุเวลกสั สปะฯ ทา่ นรูจ้ กั สงเคราะหบ์ รวิ ารดว้ ยอามสิ บา้ งดว้ ยธรรมบา้ งจึงเป็นท่รี กั ใครน่ บั ถือ สามารถยดึ เหน่ยี วนา้ ใจบรวิ ารไวไ้ ดฯ้ (ปี 59) พระพทุ ธเจา้ ทรงยกย่องใครวา่ เป็นผมู้ ีบรวิ ารมาก ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะเหตทุ ่ที ่านเป็นผรู้ ูจ้ กั เอาใจบรวิ าร รูจ้ กั สงเคราะหด์ ว้ ยธรรมบา้ ง ดว้ ยอามิสบา้ ง ผปู้ ระกอบดว้ ยคณุ สมบตั ินี้ ยอ่ มเป็นผสู้ ามารถควบคมุ บรวิ ารใหญ่ไวไ้ ด้ ฯ (ปี 55) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ กบั พระอรุ ุเวลกสั สปะทลู ขอบวชในพระศาสนาโดยมีมลู เหตคุ วามเป็นมาตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี้ พระอญั ญาโกณฑฑญั ญะไดธ้ รรมจกั ษุ คือดวงตาเหน็ ธรรม ท่ที า่ นกลา่ ววา่ เป็นพระโสดาบนั มศี รทั ธาในพระศาสนา ม่นั คงแลว้ จึงขอบวช ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะไดป้ รีชาหย่งั เห็นว่าลทั ธิของตนหาแกน่ สารไมไ่ ดห้ ลงถือตนวา่ เป็นผวู้ เิ ศษ แตห่ าเป็นเชน่ นนั้ ไม่ ไดค้ วามสลดใจจงึ ลอยบรขิ าร ชฏลิ ของตนเสยี แลว้ จงึ ขอบวช ฯ (ปี 53) พระสาวกผไู้ ดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นผมู้ บี รวิ ารมากคือใคร? ท่านมบี รวิ ารมากเพราะเหตไุ ร ? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะทา่ นรูจ้ กั เอาใจบรษิ ทั รูจ้ กั สงเคราะหด์ ว้ ยอามิสบา้ ง ดว้ ยธรรมบา้ ง ฯ (ปี 50) พระอรุ ุเวลกสั สปะบวชเป็นพระภกิ ษุในพระพทุ ธศาสนา เพราะเหตใุ ด? พระพทุ ธองคท์ รงพาท่านไปกรุงราชคฤหด์ ว้ ย เพราะทรงมีพทุ ธ ประสงคอ์ ย่างไร? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะเหน็ อภินหิ ารของพระพทุ ธองคห์ ลายประการ จนถอนทฏิ ฐิมานะของตน เหน็ ว่าลทั ธิของตนหาแกน่ สารมิได้ และตนก็ มไิ ดเ้ ป็นผวู้ ิเศษ ไดค้ วามสลดใจ จงึ ทลู ขออปุ สมบทฯ ทรงมีพทุ ธประสงคจ์ ะปลกู ศรทั ธาแกม่ หาชน เพราะทา่ นเป็นท่นี บั ถือของมหาชนมานานฯ (ปี 49) ความเป็นผมู้ ีบรวิ ารมาก เป็นผลมาจากอะไร? และดอี ยา่ งไร? พระสาวกองคใ์ ดไดร้ บั การยกย่องว่าเลิศในทางนี?้ ตอบ เป็นผลมาจากความรูจ้ กั เอาใจบรษิ ัท รูจ้ กั สงเคราะหด์ ว้ ยอามสิ บา้ ง ดว้ ยธรรมบา้ ง ฯ ดีอย่างนคี้ อื ภกิ ษุผปู้ ระกอบดว้ ยคณุ สมบตั เิ หน็ ปานนี้ ยอ่ มเป็นผอู้ นั บรษิ ัทรกั ใครน่ บั ถือ สามารถควบคมุ บรษิ ทั ไวอ้ ยู่ เป็นผอู้ นั จะพงึ ปรารถนา ในสาวกมณฑล ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ (ปี 48) พระสาวกผไู้ ดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เป็นผมู้ บี รวิ ารมาก คอื ใคร? เพราะทา่ นมคี ณุ ธรรมอะไร? ตอบ คือ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะทา่ นรูจ้ กั สงเคราะหบ์ รวิ ารดว้ ยอามิสบา้ ง ดว้ ยธรรมบา้ ง จงึ เป็นท่รี กั ใครน่ บั ถือ สามารถยดึ เหนย่ี วนา้ ใจ บรวิ ารไวไ้ ด้ ฯ (ปี 44) พระสาวกรูปใดท่ีไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เป็นยอดแหง่ ภกิ ษุผมู้ ีบรวิ ารมาก? ความเป็นผมู้ บี รวิ ารมากนนั้ เป็นผลเกดิ จากอะไร? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เกดิ จากเหตุ คอื ความรูจ้ กั เอาใจบรษิ ัท รูจ้ กั สงเคราะหด์ ว้ ยอามสิ บา้ ง ดว้ ยธรรมบา้ ง ฯ พระสารีบตุ ร (อปุ ตสิ สะ) / พระโมคคลั ลานะ(โกลติ ะ) • พระสารีบตุ ร เกิดท่ีหม่บู า้ นอปุ ตสิ คาม ตาบลนาลนั ทา กรุงราชคฤห์ แขวงมคธ บรรลโุ สดาปัตติผล เพราะฟังธรรมจากพระอสั สชิ 10 | P a g e

หลงั บวชได้ ๑๕ วนั บรรลอุ รหตั ตผล เพราะฟังเวทนาปรคิ คหสตู ร ณ ถา้ สกุ รขาตา ภเู ขาคิชฌกฏู กรุงราชคฤห์ ท่านนพิ พานท่ีบา้ นเกิด ตาบลนาลนั ทา กรุงราชคฤห์ แขวงมคธ อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ วท้ ่เี จดยี ใ์ กลซ้ ุม้ ประตแู ห่งวดั เชตวนั • พระโมคคลั ลานะ เกิดท่หี ม่บู า้ นโกลิตคาม ตาบลโกลิตคาม กรุงราชคฤห์ แขวงมคธ บรรลโุ สดาปัตตผิ ล เพราะฟังธรรมจากอปุ ติสสะ หลงั บวชได้ ๗ วนั บรรลอุ รหตั ตผล ณ บา้ นกลั ลวาลมตุ ตคาม แขวงมคธ(กอ่ นพระสารบี ตุ ร ๘ วนั ) ทา่ นนิพพานหลงั พระสารีบตุ ร ๑๕ วนั ณ ตาบลกาฬศลิ า แขวงมคธ อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ วท้ ่เี จดียใ์ กลซ้ ุม้ ประตแู ห่งวดั เวฬวุ นั (ปี 63 ,59, 43) พระพทุ ธองคท์ รงยกย่องพระสารีบตุ รค่กู บั พระโมคคลั ลานะโดยอปุ มาไวอ้ ย่างไร? ท่ตี รสั อปุ มาไวอ้ ยา่ งนนั้ เพราะเหตไุ ร? ตอบ พระพทุ ธองคต์ รสั อปุ มาวา่ พระสารบี ตุ รเปรยี บเหมอื นมารดาผใู้ หท้ ารกเกดิ พระโมคคลั ลานะเปรียบเหมอื นนางนมผเู้ ลยี้ งทารกนนั้ ท่เี กิดแลว้ ฯ ท่ตี รสั อปุ มาไวอ้ ยา่ งนนั้ เพราะพระสารีบตุ รยอ่ มแนะนาใหต้ งั้ อยใู่ นโสดาปัตติผล พระโมคคลั ลานะยอ่ มแนะนาใหต้ งั้ อยใู่ นคณุ เบอื้ งบนท่สี งู กวา่ นน้ั ฯ (ปี 62, 60, 48) ธรรมเสนาบดี และ นวกมั มาธิฏฐายี เป็นนามของพระสาวกองคใ์ ด ? เพราะเหตไุ รจงึ มีนามเช่นนนั้ ? ตอบ ธรรมเสนาบดี เป็นนามของพระสารบี ตุ รเถระ เพราะทา่ นเป็นกาลงั สาคญั ยงิ่ ในการประกาศพระพทุ ธศาสนา ฯ นวกมั มาธิฏฐายี เป็นนามของพระโมคคลั ลานเถระ เพราะทา่ นเป็นผสู้ ามารถกากบั ดแู ลการกอ่ สรา้ ง ฯ (ปี 61) พระสาวกองคใ์ ด เม่ือทราบวา่ พระอาจารยข์ องตนอย่ใู นทศิ ใด กน็ อนหนั ศีรษะไปทางทศิ นนั้ ? การปฏบิ ตั เิ ช่นนน้ั จดั เป็นคณุ ธรรมอะไร? ตอบ พระสารีบตุ ร ฯ จดั เป็นกตญั ญู ฯ (ปี 60, 52) “คนเหลา่ นที้ ง้ั หมดยงั ไมท่ นั ถงึ ๑๐๐ ปี กจ็ กั ไมม่ เี หลือจกั ล่วงไปหมด ดกู ารเล่นไม่มีประโยชนอ์ ะไร ควรขวนขวายหาธรรมเครอ่ื งพน้ ดีกวา่ ” น่เี ป็นคาพดู ของใครพดู กะใคร? ตอบ ของอปุ ตสิ สมาณพ พดู กะโกลติ มาณพ ฯ (ปี 58) โกลิตะถามอปุ ติสสะว่า “ดทู ่านไมส่ นกุ เหมอื นในวนั อ่นื วนั นดี้ ใู จเศรา้ ทา่ นเป็นอยา่ งไรหรือ ?” อปุ ตสิ สะตอบว่าอยา่ งไร ? ตอบ ตอบวา่ “โกลิตะ อะไรท่คี วรดใู นการเล่นนมี้ ีหรือ ? คนเหล่านที้ งั้ หมดยงั ไม่ทนั ถงึ ๑๐๐ ปี ก็จกั ไม่มเี หลือ จกั ลว่ งไปหมด ดกู ารเล่นไม่มี ประโยชนอ์ ะไร ควรขวนขวายหาธรรมเครื่องพน้ ดีกว่า” ฯ (ปี 58) พระโอวาทวา่ “เราจกั ไมช่ งู วง เขา้ ไปสสู่ กลุ ” พระพทุ ธองคต์ รสั แกพ่ ระสาวกองคใ์ ด ? ท่ไี หน ? ตอบ แก่พระมหาโมคคลั ลานะ ฯ ท่บี า้ นกลั ลวาลมตุ ตคาม แควน้ มคธ ฯ (ปี 56) พระสาวกรูปใดไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาว่าเป็นผกู้ ตญั ญกู ตเวที? จงแสดงตวั อยา่ งมาสกั ๒ เรือ่ ง ตอบ พระสารบี ตุ รเถระ ฯ เรอ่ื งท่ี ๑ พระสารีบตุ รนบั ถือพระอสั สชเิ ป็นอาจารย์ เม่ืออาจารยอ์ ย่ใู นทิศใด กอ่ นจะนอน ท่านจะนมสั การและนอนหนั ศีรษะไปทางทศิ นนั้ เรอ่ื งท่ี ๒ พระสารบี ตุ รระลกึ ถงึ อปุ การะของราธพราหมณท์ ่เี คยถวายภกิ ษาแก่ทา่ นทพั พีหน่งึ ฯ (ปี 54) พระสารีบตุ รไดร้ บั การสรรเสรญิ ว่าเป็นผกู้ ตญั ญกู ตเวที จงเล่าเรอ่ื งมาประกอบสกั ๑ เร่ือง เพ่อื ยนื ยนั คากล่าวนี้ (ใหต้ อบเพยี ง ๑ เรื่อง) ตอบ เร่ืองท่ี ๑ พระสารบี ตุ รนบั ถอื พระอสั สชเิ ป็นอาจารย์ เม่ืออาจารยอ์ ยใู่ นทิศใด กอ่ นจะนอน ทา่ นจะนมสั การและนอนหนั ศรี ษะไปทางทิศ นน้ั ฯ เรอ่ื งท่ี ๒ ราธพราหมณเ์ สยี ใจมรี า่ งกายซูบซดี เพราะไม่ไดอ้ ปุ สมบทตามปรารถนาพระศาสดาทรงทราบความแลว้ ตรสั ถามภกิ ษุทง้ั หลาย ว่า มใี ครระลกึ ถงึ อปุ การะของราธะไดบ้ า้ ง, พระสารีบตุ รทลู วา่ ราธพราหมณเ์ คยถวายภกิ ษาแก่ทา่ นทพั พหี นง่ึ พระศาสดาตรสั สรรเสรญิ วา่ เป็นผู้ กตญั ญดู นี กั อปุ การะเพยี งเทา่ นกี้ ็ยงั จาได้ ฯ 11 | P a g e

(ปี 54) ความเห็นวา่ พระขีณาสพตายแลว้ ดบั สญู เป็นความเหน็ ผดิ ความเหน็ ท่ถี กู ตอ้ งเป็นอยา่ งไร? ตอบ ความเหน็ ท่ถี กู ตอ้ งว่า พระขณี าสพตายแลว้ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ท่ไี ม่เทย่ี งดบั ไป ฯ (ปี 49) เม่ือเอย่ ถงึ พระสารีบตุ ร ทาใหน้ กึ ถงึ พระสาวกอกี องคห์ นงึ่ คอื ใคร? ทา่ นไดบ้ รรลพุ ระอรหตั และนพิ พานท่ไี หน? ก่อนหรอื หลงั พระสารี บตุ รกี่วนั ? ตอบ คอื พระโมคคลั ลานะ ฯ ท่านไดบ้ รรลพุ ระอรหตั ท่ีบา้ นกลั ลวาลมตุ ตคาม แขวงมคธ ก่อนพระสารบี ตุ ร ๘ วนั และนิพพานท่ี ตาบลกาฬศลิ า แขวงมคธ หลงั พระสารีบตุ ร ๑๕ วนั ฯ (ปี 47) เม่ือครงั้ พระพทุ ธเจา้ ประทบั อยทู่ ่เี มืองเทวทหะ รบั ส่งั กบั พระภิกษุผเู้ ขา้ เฝา้ เพ่อื ทลู ลาไปปัจฉาภมู ชิ นบท ใหไ้ ปลาพระเถระรูปใด? และ ทรงยกย่องพระเถระรูปนนั้ วา่ อยา่ งไร? ตอบ รบั ส่งั ใหไ้ ปลาพระสารีบตุ รเถระ ฯ ทรงยกย่องทา่ นวา่ เป็นผมู้ ปี ัญญา อนเุ คราะหเ์ พ่อื นบรรพชติ ฯ (ปี 47) บคุ คลประเภทท่วี ่า ธมั มปั ปมาณิกา ผถู้ ือธรรมเป็นประมาณ มอี ธิบายอย่างไร? ในขอ้ นมี้ ีตวั อยา่ งแสดงไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ มอี ธิบายว่า บคุ คลประเภทนถี้ ือธรรมเป็นสาคญั ชอบใจเฉพาะขอ้ ปฏบิ ตั ิ เห็นผทู้ ่ตี งั้ อยใู่ นสงั วรมีมรรยาทเรียบรอ้ ย และไดฟ้ ังธรรมอนั ท่านแสดงมงุ่ กลา่ วเฉพาะขอ้ ปฏบิ ตั ิ ยอ่ มเลือ่ มใส ฯ ตวั อยา่ งเชน่ พระสารบี ตุ รไดเ้ ห็นพระอสั สชิ และไดฟ้ ังธรรมของทา่ นแลว้ จึงเกิดความเลอ่ื มใส ฯ (ปี 46) พระสารีบตุ รไดบ้ รรลอุ รหตั ผลชา้ กวา่ บรวิ าร เพราะเหตไุ ร? พระโมคคลั ลานะ นิพพานท่ไี หน? อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ วท้ ่ไี หน? ตอบ เพราะท่านเป็นผมู้ ปี ัญญามาก ตอ้ งใชบ้ รกิ รรมใหญ่ ซง่ึ เปรยี บดว้ ยการเสดจ็ ไปขา้ งไหน ๆ แหง่ พระราชา ตอ้ งตระเตรยี มราชพาหนะและ ราชบรพิ ารท่จี าเป็น จงึ ชา้ กวา่ การไปของคนสามญั ฯ นิพพานท่ีตาบลกาฬศิลา แขวงมคธ ฯ อฐั ิธาตขุ องท่านบรรจไุ วท้ ่เี จดียใ์ กลซ้ มุ้ ประตแู หง่ เวฬวุ นาราม ฯ (ปี 45) พระพทุ ธองคท์ รงสง่ สาวกออกไปประกาศพระศาสนา เพราะทรงเห็นประโยชนอ์ ะไร? พระอสั สชไิ ดแ้ สดงธรรมแก่อปุ ติสสปรพิ าชก มใี จความยอ่ วา่ อยา่ งไร? ตอบ ทรงเห็นประโยชนเ์ กือ้ กลู แกม่ หาชน เพ่ือใหเ้ ห็นธรรมและตงั้ อยใู่ นสมั มาปฏิบตั ิอนั เป็นปัจจยั แหง่ ความสขุ ความสงบ ฯ มใี จความย่อวา่ \"พระศาสดาทรงแสดงความเกดิ แห่งธรรมทงั้ หลาย เพราะเป็นไปแห่งเหตุ และความดบั แหง่ ธรรมเหลา่ นน้ั เพราะดบั แหง่ เหตุ พระศาสดาตรสั อย่างน\"ี้ ฯ (ปี 45) ปัญหาวา่ \"พระขณี าสพตายแลว้ เป็นอะไร\" ใครเป็นผถู้ าม? ใครเป็นผตู้ อบ? และตอบวา่ อยา่ งไร? ขอ้ ความวา่ \"ท่านควรสาเหนยี กใจอย่างนวี้ า่ เราจกั ไมพ่ ดู คาอนั เป็นเหตุ เถียงกนั ถือผดิ ต่อกนั \" ใครพดู กบั ใคร? ท่ไี หน? ตอบ พระสารีบตุ รเป็นผถู้ าม พระยมกะเป็นผตู้ อบ และตอบวา่ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ท่ไี ม่เท่ยี ง ดบั ไปแลว้ ฯ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ ตรสั แกพ่ ระโมคคลั ลานะ ท่บี า้ นกลั ลวาลมตุ ตคาม แขวงมคธ ฯ (ปี 43) การพบกนั ของพระอสั สชแิ ละอปุ ตสิ สปรพิ าชกมีผลตอ่ พระพทุ ธศาสนาอยา่ งไร ? พระสารีบตุ รมปี ัญญาเลิศกวา่ พระสาวกทง้ั หลายนน้ั มอี ะไรเป็นเครื่องยนื ยนั ? ตอบ มีผลเกดิ ขึน้ ดงั นคี้ อื ๑. อปุ ติสสปรพิ าชกไดค้ วามเลือ่ มใสในวตั รของพระอสั สชิ ๒. อปุ ติสสปรพิ าชกไดฟ้ ังธรรมแลว้ ไดด้ วงตาเห็นธรรม ๓. อปุ ตสิ สปรพิ าชกไดช้ กั ชวนเพ่อื นไปบวช ฟังธรรมแลว้ ไดบ้ รรลธุ รรม ๔. พระพทุ ธองคไ์ ดอ้ คั รสาวกเบอื้ งซา้ ยเบอื้ งขวา ฯ มีพระพทุ ธดารสั ตรสั ยกย่องพระสารบี ตุ รว่า เป็นยอดแหง่ พระสาวกผมู้ ีปัญญาและตรสั สรรเสรญิ วา่ พระสารีบตุ รสามารถแสดงธรรมจกั ร และ จตรุ ารยิ สจั ไดก้ วา้ งขวางพิสดารแมน้ กบั พระองค์ ประกอบกบั พระธรรมเทศนาท่ที า่ น ไดแ้ สดงไวใ้ นโอกาสนน้ั ๆ สอ่ งใหเ้ หน็ ถงึ อจั ฉรยิ ภาพ อย่างแทจ้ รงิ ของทา่ นในดา้ นนี้ ฯ 12 | P a g e

พระมหากสั สปะ (ปี 63, 59) พระสาวกองคใ์ ด เป็นผมู้ กั นอ้ ยสนั โดษอยา่ งย่ิง ? ท่านทาใจอยา่ งไร ? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ ทาใจอยา่ งนี้ คือ เม่ือแสวงหาไม่ได้ ก็ไมส่ ะดงุ้ ตกใจ เม่ือแสวงหาไดแ้ ลว้ กไ็ มก่ าหนดั ยินดใี นปัจจยั ๔ นน้ั ฯ (ปี 62, 48) พระโอวาทท่พี ระศาสดาทรงประทานในการใหอ้ ปุ สมบทแกพ่ ระมหากสั สปะมกี ่ีขอ้ ? อะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๓ ขอ้ ฯ คอื ๑. เราจกั เขา้ ไปตงั้ ความละอาย และความยาเกรงอยา่ งแรงกลา้ ไวใ้ นภิกษุทงั้ ท่เี ป็นเถระปานกลาง และผใู้ หม่ ๒. เราจกั เงย่ี หลู งฟังธรรม อนั ประกอบดว้ ยกศุ ล และพิจารณาเนอื้ ความแหง่ ธรรมนน้ั ๓. เราจกั ไม่ละสติท่ีไปในกาย ฯ (ปี 61) พระมหากสั สปะโดยปกตถิ ือธดุ งคก์ ี่อยา่ ง ? อะไรบา้ ง ? ตอบ ถือธดุ งค์ ๓ อย่าง ฯ คือ ๑. ใชผ้ า้ บงั สกุ ลุ จวี รเป็นวตั ร ๒. ถือเท่ยี วบิณฑบาตเป็นวตั ร ๓. ถือการอย่ปู ่าเป็นวตั ร ฯ (ปี 60, 51) พระมหากสั สปเถระเป็นประธานในการทาสงั คายนาครงั้ แรกท่ไี หน? ใชเ้ วลานานเทา่ ไร? ตอบ ท่ถี า้ สตั ตบณั ณคหู า เวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ ฯ ใชเ้ วลา ๗ เดอื น ฯ (ปี 58) พระมหากสั สปเถระ ชกั ชวนภกิ ษุสงฆท์ าสงั คายนารวบรวมพระธรรมวินยั ตงั้ ไวเ้ ป็นแบบฉบบั เพ่อื สมกบั พระพทุ ธพจนท์ ่ไี ดป้ ระทานไว้ เม่ือครงั้ ปรนิ ิพพาน พระพทุ ธพจนน์ น้ั ใจความวา่ อยา่ งไร ? ตอบว่าธรรมกด็ ี วนิ ยั ก็ดี อยา่ งใด อนั เราไดแ้ สดงไวแ้ ลว้ ไดบ้ ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ ธรรมวินยั นนั้ จกั เป็นศาสดาของทา่ นทง้ั หลาย ในเม่ือเราลว่ งไปแลว้ ฯ (ปี 56) การทาสงั คายนากอ่ ใหเ้ กดิ คณุ ประโยชนแ์ กพ่ ระศาสนาอยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ใหเ้ กดิ คณุ ประโยชนอ์ ยา่ งนี้ กาจดั และปอ้ งกนั อลชั ชไี ด้ ทาความเหน็ พทุ ธศาสนกิ ใหถ้ กู ตอ้ งและปฏิบตั ิถกู ตอ้ งได้ และทาใหพ้ ระศาสนา ม่นั คงและแพรห่ ลายยง่ิ ขนึ้ ฯ (ปี 56) อปุ สมบทวธิ ีพเิ ศษดว้ ยการรบั พระโอวาท ๓ ขอ้ และดว้ ยการรบั ครุธรรม ๘ ขอ้ ทรงประทานใหแ้ ก่ใคร? และท่านนน้ั ๆ ไดร้ บั การยกย่อง เป็นเอตทคั คะในทางไหน? ตอบ การรบั พระโอวาท ๓ ขอ้ ทรงประทานแก่พระมหากสั สปะ การรบั ครุธรรม ๘ ขอ้ ทรงประทานแกพ่ ระนางมหาปชาบดโี คตมี ฯ พระมหากสั สปะไดร้ บั ยกยอ่ งเป็นเอตทคั คะในทางทรงธดุ งคคณุ พระนางมหาปชาบดโี คตมี ไดร้ บั ยกย่องเป็นเอตทคั คะในทางรตั ตญั ญู ฯ (ปี 55) อนพุ ทุ ธท่เี ป็นสาวกสาวกิ าของพระศาสดา ซ่งึ ไดร้ บั การอปุ สมบทดว้ ยวิธีพเิ ศษมีบา้ งหรอื ไม?่ ถา้ มี คือใคร? อปุ สมบทดว้ ยวธิ ีใด ตอบ มี ฯ คือ พระมหากสั สปะ อปุ สมบทดว้ ยวิธีรบั พระโอวาท ๓ ขอ้ , พระนางมหาปชาบดโี คตมี อปุ สมบทดว้ ยวิธีรบั ครุธรรม ๘ ประการ ฯ (ปี 54) พระมหากสั สปะไดร้ บั อปุ สมบทแลว้ นานเทา่ ไรจงึ บรรลพุ ระอรหตั ? พระโอวาทขอ้ วา่ “เราจะไมล่ ะสตทิ ่ไี ปในกาย คือพจิ ารณารา่ งกายเป็นอารมณ”์ สงเคราะหเ์ ขา้ ในธรรมขอ้ ใดบา้ ง? ตอบ ๘ วนั ฯ สงเคราะหเ์ ขา้ ใน กายคตาสติ และ วิปัสสนาญาณ เป็นตน้ ฯ (ปี 53) พระพทุ ธโอวาทวา่ เราจะไม่ละสตทิ ่ไี ปในกาย คือพจิ ารณารา่ งกายเป็นอารมณ์ ดงั นี้ พระองคต์ รสั กะสาวกรูปใด? พระสาวกรูปนน้ั เป็นเอตทคั คะในทางใด? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ เป็นเอตทคั คะในทางถือธดุ งค์ ฯ (ปี 49) พระสาวกผปู้ รารภเหตวุ ่า “ผอู้ ยคู่ รองเรอื นตอ้ งคอยน่งั รบั บาป เพราะการงานท่ผี อู้ ่ืนทาไม่ดี” แลว้ มีใจเบ่ือหนา่ ยสละทรพั ยส์ มบตั ิออก บวชคอื ใคร? ท่านไดร้ บั ยกย่องจากพระศาสดาวา่ เป็นผเู้ ลิศในทางไหน? เพราะเหตใุ ด? ตอบ คอื พระมหากสั สปะ ฯ ท่านไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เป็นผเู้ ลศิ ในทางถือธดุ งค์ เพราะทา่ นถือธุดงค์ ๓ อยา่ งเป็นประจา คอื ทรงผา้ บงั สกุ ลุ จีวรเป็นวตั ร ๑ เท่ยี วบณิ ฑบาตเป็นวตั ร ๑ อยปู่ ่าเป็นวตั ร ๑ ฯ (ปี 47) พระมหากสั สปะออกบวชเพราะมคี วามเห็นอย่างไร? ทา่ นไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เลิศในทางไหน? 13 | P a g e

ตอบ เพราะมคี วามเห็นวา่ ผอู้ ยคู่ รองเรือนตอ้ งคอยน่งั รบั บาปเพราะการงานท่ผี อู้ น่ื ทาไมด่ ี และเหน็ ว่าฆราวาสคบั แคบ เป็นทางมาแห่งกเิ ลสธุลี จึงมใี จเบื่อหนา่ ยสละสมบตั ิ ออกบวชอทุ ศิ พระอรหนั ตใ์ นโลก ฯ ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นเลิศแหง่ ภิกษุผทู้ รงธุดงค์ ฯ (ปี 45) พระมหากสั สปะไดร้ บั การอปุ สมบทดว้ ยวธิ ีใด? พระมหากสั สปะโดยปกตถิ ือธดุ งคอ์ ะไรบา้ ง? ตอบ ดว้ ยวธิ ีรบั พทุ ธโอวาท ๓ ขอ้ ฯ ถือธดุ งค์ ๓ อยา่ ง คอื ๑. ทรงผา้ บงั สกุ ลุ จวี รเป็นวตั ร ๒. ถือเท่ียวบิณฑบาตเป็นวตั ร ๓. ถือการอย่ปู ่าเป็นวตั ร ฯ (ปี 44) พระศาสดาทรงยกยอ่ งพระสาวกรูปใดวา่ มธี รรมเคร่ืองอยเู่ สมอดว้ ยพระองค?์ พระองคท์ รงปฏบิ ตั ติ อ่ พระสาวกรูปนน้ั โดยพระอาการ อยา่ งไร ? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ ทรงรบั ผา้ สงั ฆาฏขิ องท่านไปทรง และประทานผา้ สงั ฆาฏขิ องพระองคใ์ หแ้ ก่ทา่ น ฯ พระอานนท์ • บวชพรอ้ มกนั กบั พระเจา้ ภทั ทยิ ราช เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจา้ ชายภคุ เจ้าชายกมิ พลิ ะ เจ้าชายเทวทัต และอุ บาลี รวมแลว้ ทงั้ หมด ๗ คน (ปี 50) พรขอ้ วา่ ถา้ จกั ไมโ่ ปรดใหข้ า้ พระองคอ์ ยใู่ นท่ปี ระทบั ของพระองค์ และขอ้ วา่ ถา้ พระองคจ์ ะเสดจ็ ไปสทู่ ่นี มิ นตท์ ่ขี า้ พระองคร์ บั ไว้ พระ อานนทท์ ลู ขอเพ่ือประโยชนอ์ ะไร? ตอบ ขอ้ ตน้ เพ่อื ป้องกนั คาตเิ ตยี นวา่ พระอานนทบ์ ารุงพระศาสดาเพราะเหน็ แกล่ าภ ขอ้ หลงั เพ่อื ปอ้ งกนั คนกล่าววา่ พระอานนทบ์ ารุงพระศาสดาไปทาอะไร เพราะพระองคไ์ มท่ รงอนเุ คราะหแ์ มด้ ว้ ยกิจเทา่ นี้ ฯ (ปี 46) พระอานนทไ์ ดบ้ รรลโุ สดาปัตตผิ ลเพราะไดฟ้ ังโอวาทจากใคร? และไดบ้ รรลอุ รหตั ผลเม่ือไร? ทา่ นบรรลอุ รหตั ผลและนพิ พาน ตา่ งจากพระสาวกองคอ์ ืน่ อย่างไร? ตอบ จากพระปณุ ณมนั ตานีบตุ ร ฯ บรรลอุ รหตั ผลก่อนวนั รุง่ ขนึ้ จะทาปฐมสงั คายนา ฯ การบรรลอุ รหตั ผลของทา่ นในขณะท่กี าลงั เอนกายศีรษะยงั ไม่ถึงหมอนเทา้ ยกขนึ้ ในระหวา่ งอริ ยิ าบถ ๔ ท่านนิพพานบนอากาศ กลางแมน่ า้ โรหิณีแลว้ อธิษฐานใหส้ รรี ะของทา่ นแยกเป็น ๒ ภาค ใหต้ กลงทฝ่ี ่ังแม่นา้ ฝ่ังละภาค ฯ พระอนุรุทธเถระ (ปี 46) จงตอบคาถามเก่ียวกบั พระอนรุ ุทธเถระ ดงั ตอ่ ไปนี้ ก. ท่านเป็นโอรสของใคร? ข. เกี่ยวเน่อื งกบั พระบรมศาสดาอยา่ งไร? ค. ท่านออกบวชพรอ้ มกบั ใครบา้ ง? ง. ไดร้ บั ยกย่องจากพระบรมศาสดาอยา่ งไร? ตอบ ก. ของพระเจา้ ศากยะพระนามวา่ อมิโตทนะ พระมารดาไมป่ รากฏพระนาม ฯ ข. เป็นพระโอรสของพระเจา้ อาของพระบรมศาสดา จงึ นบั เป็นพระอนชุ าของพระบรมศาสดา ฯ ค. พรอ้ มกบั พระอบุ าลี พระภทั ทิยะ พระภคุ พระกิมพิละ พระอานนท์ และพระเทวทตั ฯ ง. เป็นผเู้ ลศิ ในทางมจี กั ษุทพิ ย์ ฯ กลุ่มศษิ ยข์ องพราหมณพ์ าวรมี ี ๑๖ คน (เขา้ ไปทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ ) • พระอชติ ะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑ • พระปุณณกะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๓ 14 | P a g e

• พระอทุ ยะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑๓ • พระโมฆราช ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑๕ • ปิ งคยิ มาณพ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจา้ เป็นคนท่ี ๑๖ (ปี 61) ปิงคยิ มาณพฟังพยากรณป์ ัญหาจากพระบรมศาสดาแลว้ ไดบ้ รรลธุ รรมชนั้ ไหน ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ ไดด้ วงตาเห็นธรรม ฯ เพราะความฟ้งุ ซา่ นดว้ ยความคดิ ถงึ อาจารยใ์ นขณะฟังพระธรรมเทศนา จงึ ไม่อาจทาจติ ใหส้ นิ้ อาสวะ ฯ (ปี 58) บรรดาศิษย์ ๑๖ คน ศิษยค์ นใดนาพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธองคไ์ ปบอกแกพ่ ราหมณ์ พาวรผี เู้ ป็นอาจารย์ ? พราหมณพ์ าวรี ฟังพระธรรมเทศนานนั้ แลว้ ไดบ้ รรลธุ รรมชนั้ ไหน ? ตอบ ปิงคิยมาณพ ฯ ชน้ั เสขภมู ิ ฯ (ปี 57) มาณพทง้ั ๑๖ คนผทู้ ลู ถามโสฬสปัญหากะพระพทุ ธองค์ เป็นศิษยข์ องใคร? ท่านตงั้ สานกั อยทู่ ่ไี หน? ตอบ ของพราหมณพ์ าวรี ฯ อยทู่ ่ฝี ่ังแม่นา้ โคธาวารี ระหว่างเมอื งอสั สกะและเมืองอาฬกะ ฯ (ปี 56) ปัญหาว่า โลกคือหมสู่ ตั วอ์ นั อะไรปิดบงั ไวจ้ ึงหลงอยใู่ นท่มี ดื ดงั นี้ ใครเป็นผถู้ าม? และพระศาสดาทรงพยากรณว์ า่ อยา่ งไร? ตอบ อชติ มาณพเป็นผถู้ าม ฯ ทรงพยากรณว์ า่ โลกคือหมสู่ ตั ว์ อนั อวชิ ชาคอื ความไมร่ ูแ้ จง้ ปิดบงั ไว้ จึงหลงดจุ อยใู่ นท่มี ดื ฯ (ปี 55) “หมมู่ นษุ ยใ์ นโลกนี้ อาศยั อะไรจึงบชู ายญั บวงสรวงเทวดา” น่เี ป็นปัญหาของใคร? และไดร้ บั พทุ ธพยากรณว์ ่าอยา่ งไร? ตอบ เป็นปัญหาของปณุ ณกมาณพ ฯ ไดร้ บั พทุ ธพยากรณว์ า่ หมมู่ นษุ ยเ์ หลา่ นน้ั อยากไดข้ องท่ตี นปรารถนาอาศยั ของท่มี ชี ราทรุดโทรม จงึ บชู ายญั บวงสรวงเทวดา ฯ (ปี 54) อาจารยผ์ ผู้ กู ปัญหาใหศ้ ษิ ย์ ๑๖ คนไปทลู ถามพระพทุ ธเจา้ ช่อื อะไร? ทง้ั อาจารยแ์ ละศษิ ยฟ์ ังพทุ ธพยากรณแ์ ลว้ ไดบ้ รรลผุ ลอะไร? ตอบ พราหมณพ์ าวรีฯ ปิงคิยมาณพไดด้ วงตาเหน็ ธรรม ฯ ศิษยอ์ กี ๑๕ คน ไดบ้ รรลเุ ป็นพระอรหนั ตฯ์ สว่ นอาจารยไ์ ดบ้ รรลเุ สขภมู ิฯ (ปี 53) พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมโปรดพระโมฆราชดว้ ยเร่อื งอะไร? มคี วามหมายอย่างไร? ตอบ ดว้ ยเร่อื งสญุ ญตานปุ ัสสนาฯ มีความหมายว่า ใหพ้ ิจารณาเหน็ โลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าเป็นตวั ตนของเราเสยี ฯ (ปี 52) คาถามวา่ “ขา้ พเจา้ จกั พจิ ารณาเหน็ โลกอย่างไร มจั จุราชจงึ จกั ไม่แลเห็น” ใครเป็นผถู้ าม พระศาสดาทรงพยากรณไ์ วอ้ ยา่ งไร? ตอบ พระโมฆราชเป็นผทู้ ลู ถาม พระศาสดาทรงพยากรณว์ า่ ทา่ นจงเป็นคนมสี ติ พจิ ารณาเหน็ โลกโดยความเป็นของวา่ งเปลา่ ถอนความตาม เห็นวา่ ตวั ของเราเสียทกุ เม่ือเถดิ ท่านจกั ขา้ มล่วงมจั จรุ าชเสยี ไดด้ ว้ ยอบุ ายอยา่ งนี้ ทา่ นพจิ ารณาเหน็ โลกอยา่ งนแี้ ล มจั จรุ าชจงึ ไม่แลเห็น ฯ (ปี 51) “โลกมอี ะไรผกู พนั ไว้ อะไรเป็นเครอ่ื งสญั จรของโลกนน้ั ท่านกล่าวกนั วา่ นิพพานๆ ดงั นี้ เพราะละอะไรได?้ ” ปัญหานใี้ ครทลู ถาม? ตอบ อทุ ยมาณพเป็นผทู้ ลู ถาม ฯ (**หมายเหตุ พระพทุ ธเจา้ ไดพ้ ยายากรณไ์ วว้ ่า ความเพลิดเพลินผกู พนั ไว้ ความตรกึ เป็นเครือ่ งสญั จร เพราะละตัณหา) (ปี 50) พระโมฆราชทลู ถามปัญหาพระพทุ ธองคเ์ ป็นคนท่เี ทา่ ไร? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เป็นคนท่ี ๑๕ ฯ เพราะครงั้ แรกเห็นวา่ ท่านอชติ มาณพเป็นผใู้ หญ่กวา่ จงึ ยอมใหถ้ ามก่อน แตเ่ ม่ือปรารภจะทลู ถามเป็นคนท่ี ๒ และคนท่ี ๙ ถกู พระพทุ ธองคท์ รงหา้ มไวใ้ หร้ อกอ่ น จึงไดโ้ อกาสทลู ถามเป็นคนท่ี ๑๕ ฯ (ปี 44) พระรฐั บาล และพระนนั ทะ ออกบวชเพราะเหตใุ ด? พระโมฆราช และพระอบุ าลี ไดร้ บั การยกย่องวา่ เลิศในทางไหน? ตอบ พระรฐั บาล ออกบวชเพราะศรทั ธา พระนนั ทะ ออกบวชเพราะจาใจ ฯ พระโมฆราช ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นผทู้ รงจวี รเศรา้ หมอง พระอบุ าลี ไดร้ บั ยกย่องวา่ เป็นผทู้ รงพระวนิ ยั ฯ พระมหากัจจายนะ (ปี 59, 49) พระสาวก ผอู้ ธิบายภทั เทกรตั ตสตู รท่ที รงแสดงโดยยอ่ ใหพ้ ิสดาร คือใคร? ท่านไดร้ บั การสรรเสรญิ จากพระศาสดาวา่ อย่างไร? ตอบ คอื พระมหากจั จายนะ ฯ ทา่ นไดร้ บั สรรเสรญิ จากพระศาสดาวา่ เป็นผฉู้ ลาดในการอธิบายคาท่ยี อ่ ใหพ้ สิ ดาร ฯ 15 | P a g e

(ปี 56) พระมหากจั จายนะไดร้ บั มอบหมายจากพระพทุ ธเจา้ ใหไ้ ปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาแทนพระองค์ ณ เมอื งใด และไดผ้ ลเป็นอย่างไร? ตอบ ณ เมอื งอชุ เชนี ฯ ไดร้ บั ผล คอื พระเจา้ จณั ฑปัชโชตและชาวพระนครเล่อื มใสในพระพทุ ธศาสนา ฯ (ปี 54) พระสาวกผแู้ สดงความไมต่ ่างกนั แหง่ วรรณะ ๔ เหลา่ คือใคร? แสดงแกใ่ คร? ท่ไี หน? พระสตู รนนั้ ช่อื อะไร ? ตอบ พระมหากจั จายนะเป็นผแู้ สดง ฯ แกพ่ ระเจา้ มธรุ ราช อวนั ตบี ตุ ร ฯ ท่คี นุ ธาวนั แขวงมธุรราชธานี ฯ สตู รนนั้ ช่ือวา่ มธรุ สตู ร ฯ (ปี 53) พระมหากจั จายนะเคยไดร้ บั มอบหมายจากพระพทุ ธเจา้ ใหไ้ ปเผยแผ่พระศาสนาแทนพระองคเ์ ม่ือครงั้ ไหน? ไดผ้ ลอยา่ งไร? ตอบ เม่ือ ครงั้ ท่ที า่ นบรรลพุ ระอรหตั และอปุ สมบทเป็นภิกษุแลว้ ไดท้ ลู เชิญพระพทุ ธเจา้ ใหเ้ สดจ็ ไปกรุงอชุ เชนี เพ่อื ประกาศพระศาสนาตามพระราช ประสงค์ ของพระเจา้ จณั ฑปัชโชต แต่พระพทุ ธเจา้ รบั ส่งั ใหท้ า่ นไปแทน ฯ พระเจา้ จณั ฑปัชโชตและชาวพระนครเลือ่ มใสในพระพทุ ธศาสนา ฯ (ปี 51) การบวชของพระมหากจั จายนะ มคี วามเป็นมาอยา่ งไร? ตอบ มคี วามเป็นมาอยา่ งนี้ ทา่ นไดร้ บั มอบหมายจากพระเจา้ จณั ฑปัชโชตให้ ไปทลู เชิญพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ กรุงอชุ เชนี จงึ ทลู ลาบวชดว้ ย ครนั้ ไดเ้ ขา้ เฝา้ ฟังธรรมแลว้ บรรลพุ ระอรหตั จงึ ทลู ขอบวช ฯ (ปี 48) พระมหากจั จายนะ นพิ พานก่อนหรือหลงั พระพทุ ธเจา้ ? มอี ะไรเป็นขอ้ อา้ ง? ตอบ พระมหากจั จายนะ นิพพานหลงั พระพทุ ธเจา้ มมี ธรุ สตู รเป็นขอ้ อา้ ง โดยมใี จความ ตอนหนง่ึ ในพระสตู รนน้ั วา่ พระเจา้ มธรุ ราชตรสั ถาม วา่ เด๋ียวนี้ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ นนั้ เสดจ็ อยู่ ณ ท่ไี หน พระมหากจั จายนะทลู ว่า พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ปรนิ ิพพานแลว้ ฯ พระรัฐบาล (ปี 60, 50) ธรรมเุ ทศ มีอะไรบา้ ง ? ใครแสดงแกใ่ คร? ตอบ มี ๑. โลกคอื หมสู่ ตั ว์ อนั ชรานาเขา้ ไปใกล้ ไม่ย่งั ยนื ๒. โลกคอื หม่สู ตั ว์ ไม่มีผปู้ ้องกนั ไมเ่ ป็นใหญ่จาเพาะตน ๓. โลกคือหม่สู ตั ว์ ไมม่ อี ะไรเป็นของ ๆ ตน จาตอ้ งละทงิ้ สง่ิ ทงั้ ปวงไป ๔. โลกคอื หมสู่ ตั ว์ พรอ่ งอยเู่ ป็นนิตย์ ไม่รูจ้ กั อิม่ เป็นทาสแหง่ ตณั หา ฯ พระรฐั บาลแสดงถวายพระเจา้ โกรพั ยะ (ปี 55) จงระบชุ ่ือพระสาวกผทู้ ่บี วชเพราะเหตตุ อ่ ไปนี้ ๑. บวชเพราะศรทั ธา ๒. บวชเพราะจาใจ ๓. บวชเพราะหลงไหลในรูป ตอบ ๑.บวชเพราะศรทั ธา คอื พระรฐั บาล ๒.บวชเพราะจาใจ คือ พระนนั ทะ ๓.บวชเพราะหลงไหลในรูป คอื พระวกั กลิ ฯ (ปี 55) ขอ้ ธรรมวา่ “โลกคอื หมสู่ ตั วอ์ นั ชรานาเขา้ ไปใกล้ ไม่ย่งั ยืน” เรยี กว่าธรรมอะไร? ใครแสดงวา่ ใคร? ตอบ เรยี กวา่ ธรรมเุ ทศ ฯ พระรฐั บาลแสดงถวายแก่พระเจา้ โกรพั ยะ ฯ (ปี 44) พระรฐั บาล และพระนนั ทะ ออกบวชเพราะเหตใุ ด? พระโมฆราช และพระอบุ าลี ไดร้ บั การยกย่องวา่ เลิศในทางไหน? ตอบ พระรฐั บาล ออกบวชเพราะศรทั ธา พระนนั ทะ ออกบวชเพราะจาใจ ฯ พระโมฆราช ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นผทู้ รงจีวรเศรา้ หมอง พระอบุ าลี ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เป็นผทู้ รงพระวินยั ฯ (ปี 43) ธรรมเุ ทศคอื อะไรบา้ ง? ใครแสดงแกใ่ คร? ตอบ ธรรมเุ ทศ คอื ๑. โลกคอื หม่สู ตั วอ์ นั ชรานาเขา้ ไปใกล้ ไม่ย่งั ยนื ๒. โลกคือหมสู่ ตั วไ์ ม่มีผปู้ อ้ งกนั ไม่เป็นใหญจ่ าเพาะตน ๓. โลกคอื หม่สู ตั วไ์ ม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จาตอ้ งละสง่ิ ทง้ั ปวงไป ๔. โลกคือหมสู่ ตั วพ์ รอ่ งอยเู่ ป็นนติ ย์ ไมร่ ูจ้ กั อิ่ม เป็นทาสแหง่ ตณั หา พระรฐั บาลแสดงถวายพระเจา้ โกรพั ยะ 16 | P a g e

พระราหลุ (ปี 61) พระสาวกองคใ์ ด กอบทรายเต็มมอื แลว้ ปรารถนาวา่ \"ขอใหเ้ ราไดร้ บั โอวาทคาส่งั สอนแตส่ านกั พระทศพล และพระอปุ ัชฌายอ์ าจารย์ เทา่ เม็ดทรายในกามอื นเี้ ถดิ \" ? และท่านเป็นเลิศในดา้ นใด ? ตอบ พระราหลุ ฯ เป็นเลศิ ในดา้ นเป็นผใู้ ครใ่ นการศกึ ษา ฯ (ปี 46) การศกึ ษาเป็นการพฒั นาชีวิตและสงั คมใหก้ า้ วหนา้ และกา้ วไกล จึงอยากทราบวา่ พระเถระองคใ์ ด ไดร้ บั การยกย่องว่า เป็นผใู้ ฝ่ใจในการศกึ ษา? ทา่ นไดร้ บั การยกย่องเช่นนน้ั เพราะมปี ฏิปทาอย่างไร? ตอบ พระราหลุ เถระ ฯ มีปฏิปทาอยา่ งนคี้ ือ ท่านตืน่ ขึน้ แตเ่ ชา้ แลว้ กอบเอาทรายมาเตม็ กามอื แลว้ ปรารถนาว่า ขอใหเ้ ราไดร้ บั โอวาทคาส่งั สอน แต่สานกั พระทศพลและพระอปุ ัชฌายอ์ าจารยเ์ ทา่ เม็ดทรายในกามือเถดิ แลว้ ตงั้ ใจศกึ ษา ตงั้ ใจปฏิบตั ิอย่างจรงิ จงั ดว้ ยปฏิปทาเชน่ นแี้ ล จึง ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เป็นผใู้ ฝ่ใจในการศกึ ษา ฯ (ปี 45) ราหลุ กมุ าร ไดบ้ รรพชาเป็นสามเณรเพราะเหตใุ ด? พระราหลุ ไดร้ บั ยกย่องวา่ เลศิ ในทางใด? ตอบ เพราะพระมารดาใหไ้ ปขอราชสมบตั กิ บั พระพทุ ธองค์ ซ่งึ เป็นพระราชบดิ า ดงั นนั้ พระองคจ์ งึ ทรงประทานทรพั ยอ์ นั เป็นโลกตุ ตระ โดย มอบหมายใหพ้ ระสารีบตุ ร เป็นพระอปุ ัชฌาย์ บรรพชาใหร้ าหลุ กมุ าร ดว้ ยการรบั สรณคมน์ ๓ ฯ ไดร้ บั ยกยอ่ งว่าเลิศกว่าภกิ ษุทง้ั หลายผใู้ ครศ่ กึ ษาพระธรรมวนิ ยั ฯ พระราธะ (ปี 63, 45) พระสาวกผไู้ ดร้ บั การอปุ สมบทดว้ ยญตั ติจตตุ ถกรรมวาจาเป็นองคแ์ รกคือใคร? ทา่ นไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เลศิ กวา่ ภิกษุทง้ั หลาย อย่างไร? ตอบ พระราธะ ฯ ไดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เลศิ กว่าภิกษุทง้ั หลายผมู้ ปี ฏภิ าณ คอื ญาณแจม่ แจง้ ในธรรมเทศนา ฯ (ปี 43) พระสาวกรูปใดไดร้ บั การบวชดว้ ยญตั ตจิ ตตุ ถกรรมเป็นรูปแรก? พระสาวกรูปนน้ั ไดร้ บั ยกยอ่ งเป็นเลศิ ในทางไหน? ตอบ พระราธะ ฯ ในทางมีปฏภิ าณ คอื ญาณแจม่ แจง้ ในพระธรรมเทศนา ฯ พระนันทะ / พระวักกลิ / พระอบุ าลี • พระอบุ าลี บวชพรอ้ มกนั กบั พระเจา้ ภทั ทยิ ราช เจา้ ชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจา้ ชายภคุ เจา้ ชายกมิ พลิ ะ เจา้ ชาย เทวทตั และอุบาลี รวมแลว้ ทง้ั หมด ๗ คน (ปี 57) การท่เี จา้ ศากยะทลู ขอใหพ้ ระอบุ าลีผเู้ ป็นชา่ งกลั บกบวชกอ่ น เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะประสงคจ์ ะละมานะของตน ฯ (ปี 55) จงระบชุ ่ือพระสาวกผทู้ ่บี วชเพราะเหตตุ อ่ ไปนี้ ๑. บวชเพราะศรทั ธา ๒. บวชเพราะจาใจ ๓. บวชเพราะหลงไหลในรูป ตอบ ๑.บวชเพราะศรทั ธา คือ พระรฐั บาล ๒.บวชเพราะจาใจ คือ พระนนั ทะ ๓.บวชเพราะหลงไหลในรูป คอื พระวกั กลิ ฯ (ปี 44) พระรฐั บาล และพระนนั ทะ ออกบวชเพราะเหตใุ ด? พระโมฆราช และพระอบุ าลี ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางไหน? ตอบ พระรฐั บาล ออกบวชเพราะศรทั ธา พระนนั ทะ ออกบวชเพราะจาใจ ฯ พระโมฆราช ไดร้ บั ยกย่องวา่ เป็นผทู้ รงจวี รเศรา้ หมอง พระอบุ าลี ไดร้ บั ยกย่องวา่ เป็นผทู้ รงพระวินยั ฯ พระโสณโกฬวิ ิสะ (ผเู้ ลิศในทางมคี วามเพียรปรารภแลว้ ) (ปี 59) พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมอปุ มาดว้ ยพณิ ๓ สาย แกใ่ คร ? ดว้ ยทรงพระประสงคใ์ ด ? ตอบ แก่พระโสณโกฬวิ ิสะ ฯ ดว้ ยทรงพระ ประสงคจ์ ะใหท้ า่ นทาความเพยี รพอประมาณ เพราะท่านทาความเพยี รอยา่ งยง่ิ เดนิ จงกรมจนเท้าแตก ฯ (ปี 57) พระพทุ ธองคท์ รงแสดงโทษแหง่ ความเพยี รท่ตี งึ เกนิ ไปและหยอ่ นเกนิ ไปแก่พระโสณโกฬวิ ิสะว่าอยา่ งไร? 17 | P a g e

ตอบ ทรงแสดงวา่ ความเพียรท่ตี งึ เกินไปเป็นไปเพ่ือความฟ้งุ ซา่ น ท่หี ย่อนเกนิ ไปเป็นเพ่อื ความเกียจครา้ น ฯ เป็ นศิษยเ์ ป็ นอาจารยก์ นั (ปี 50) ในอสตี มิ หาสาวก มีองคไ์ หนบา้ งมคี วามสมั พนั ธเ์ ป็นศิษยแ์ ละอาจารยก์ นั ? จงบอกมาสกั ๒ คู่ ตอบ (ตอบเพยี ง ๒ ค)ู่ พระอญั ญาโกณฑญั ญะกบั พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร พระอสั สชิกบั พระสารีบตุ ร พระสารบี ตุ รกบั พระราธะ พระสารีบตุ รกบั พระราหลุ พระมหากจั จายนะกบั พระโสณกฏุ ิกณั ณะ ฯ ภกิ ษุณี (ปี 55) อนพุ ทุ ธท่เี ป็นสาวกสาวกิ าของพระศาสดา ซ่งึ ไดร้ บั การอปุ สมบทดว้ ยวิธีพเิ ศษมบี า้ งหรือไม่? ถา้ มี คือใคร? อปุ สมบทดว้ ยวธิ ใี ด? ตอบ มี ฯ คือ พระมหากสั สปะ อปุ สมบทดว้ ยวธิ ีรบั พระโอวาท ๓ ขอ้ , พระนางมหาปชาบดโี คตมี อปุ สมบทดว้ ยวิธีรบั ครุธรรม ๘ ประการ ฯ (ปี 45) พระนางปชาบดีโคตมี ยนิ ดรี บั ครุธรรม ๘ ขอ้ มาปฏิบตั ิ อปุ มาเหมอื นอะไร? พระเถรีผมู้ ชี ่อื ตอ่ ไปนไี้ ดร้ บั เอตทคั คะในทางไหน? ก. กิสาโคตมเี ถรี ข. กณุ ฑลเกสเี ถรี ค. ภทั ทกาปิลานเี ถรี ง. ภทั ทากจั จานาเถรี จ. โสณาเถรี ตอบ เปรียบเหมอื นหญงิ หรือชายท่ยี งั รุน่ สาวรุน่ หน่มุ กาลงั รกั แตง่ กาย อาบนา้ สระเกลา้ แลว้ ไดพ้ วงดอกอบุ ล พวงมะลิ หรอื พวงลาดวนแลว้ จะ พึงรบั ดว้ ยมือทง้ั ๒ แลว้ ตงั้ ไวบ้ นศีรษะดว้ ยความยินดีฉนั นนั้ ฯ ก. ในทางทรงไวซ้ ง่ึ จวี รอนั เศรา้ หมอง ข. ในทางขิปปาภญิ ญา หรอื ตรสั รูเ้ รว็ ค. ในทางระลกึ ไดซ้ ง่ึ ปพุ เพนิวาส ง. ในทางถึงซ่งึ อภิญญาอนั ใหญ่แลว้ จ. ในทางมีความเพยี รปรารภแลว้ ฯ พระโสณกฏุ กิ ัณณะ (ปี 44) พระศาสดาทรงทราบความขดั ขอ้ งจากพระสาวกรูปใด จงึ ไดท้ รงพระอนญุ าตใหส้ งฆป์ ัญจวรรคทาการอปุ สมบทในปัจจนั ตชนบทได?้ ท่านไดร้ บั ยกย่องวา่ เลศิ ทางไหน? ตอบ พระโสณกฏุ ิกณั ณะ ฯ เป็นผมู้ ีวาจาไพเราะ ฯ ปรพิ าชกทฆี นขะ (ปี 44) ทิฏฐิแสดงความเหน็ วา่ \" ส่ิงทงั้ ปวงไม่ควรแก่ขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้ ไมช่ อบใจทง้ั หมด \" ใครพดู กบั ใคร? ตามทฏิ ฐิแสดงความเหน็ นนั้ มคี า กลา่ วตอบวา่ อยา่ งไร ? ตอบ ปรพิ าชกทีฆนขะ อคั คเิ วสสนโคตร ทลู กบั พระศาสดา ฯ มีพระดารสั ตอบวา่ \" อคั คเิ วสสนะ ถา้ อยา่ งนน้ั ความเห็นอยา่ งนนั้ กต็ อ้ งไมค่ วรแก่ท่าน ทา่ นกต็ อ้ งไมช่ อบความเหน็ อย่างนนั้ \" ฯ คนแรก/คนสุดท้าย • ผถู้ งึ รตั นะ ๒ คือ ตปสุ สะ และภลั ลกิ ะ • ผถู้ ึงรตั นะ ๓ คือบิดาของยสะ ฯ • พระพทุ ธองคท์ รงแสดงอนปุ พุ พกี ถาแกใ่ ครเป็นคนแรก คือ ยสกลุ บตุ ร 18 | P a g e

• ผทู้ ่ีถวายผา้ วสั สิกสาฎก (ผา้ อาบนา้ ฝน) เป็นคนแรก คือ นางวสิ าขา • สามเณรรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา คือ สามเณรราหลุ ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั เพราะฟังธรรมจากพระพทุ ธองค์ • ภิกษุณีรูปแรกพระพทุ ธศาสนา คอื พระนางมหาปชาบดโี คตมี (ปี 63, 57) สามเณรรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา คือใคร? ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั เพราะฟังธรรมจากใคร? ตอบ สามเณรราหลุ ฯ จากพระพทุ ธองค์ ฯ (ปี 61) พระอนพุ ทุ ธองคแ์ รก คอื ใคร ? ไดด้ วงตาเห็นธรรมเพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คือพระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ เพราะฟังธรรมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร ฯ (ปี 59) สตรคี นแรกท่ไี ดอ้ ปุ สมบทในพทุ ธศาสนาคอื ใคร ? อปุ สมบทดว้ ยวิธีใด ? ตอบ คือ พระมหาปชาบดโี คตมี ฯ ดว้ ยวธิ ีรบั ครุธรรม ๘ ประการ ฯ (ปี 58) อนพุ ทุ ธองคแ์ รก คอื ใคร ? สาเรจ็ เป็นพระอรหนั ตเ์ พราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คือ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ ช่ืออนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 57) อบุ าสกผปู้ ระกาศตนถงึ รตั นะ ๒ และรตั นะ ๓ วา่ เป็นสรณะคนแรก คอื ใคร? ตอบ ผถู้ งึ รตั นะ ๒ คอื ตปสุ สะ และภลั ลิกะ ผถู้ ึงรตั นะ ๓ คือบดิ าของยสะ ฯ (ปี 53) พทุ ธบรษิ ทั ๔ ผเู้ ป็นอรยิ สาวก มลี าดบั การเกดิ ขึน้ กอ่ นหลงั กนั อยา่ งไร? บคุ คลแรกของแตล่ ะบรษิ ัทนน้ั คือใคร? ตอบ มีลาดบั อยา่ งนี้ คอื ภิกษุ อบุ าสก อบุ าสิกา และภิกษุณี ฯ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ เป็นคนแรกของภิกษุบรษิ ทั บิดาของพระยสะ เป็นคนแรกของอบุ าสกบรษิ ทั มารดาและภรรยาของพระยสะ เป็นคนแรกของอบุ าสิกาบรษิ ัท พระนางปชาบดโี คตมี เป็นคนแรกของภิกษุณีบรษิ ัท ฯ ความหมายและความสาคัญของศาสนพธิ ี (ปี 62, 49, 45) ศาสนพธิ ี คืออะไร? การศกึ ษาศาสนพิธีใหเ้ ขา้ ใจ มีประโยชนอ์ ยา่ งไร? ตอบ คือ พธิ ีทางศาสนา ฯ มปี ระโยชนค์ ือ ๑. ทาใหเ้ ขา้ ใจเรื่องของศาสนพธิ ีไดโ้ ดยถกู ตอ้ ง ๒. ทาใหเ้ หน็ เป็นเร่อื งสาคญั ไม่ไรส้ าระ ๓. ทาใหป้ ฏิบตั ิไดถ้ กู ตอ้ งไมผ่ ดิ เพยี้ นจากขนบธรรมเนยี มประเพณี ฯ (ปี 44) กศุ ลพธิ ี และบญุ พธิ ี คอื พธิ ีเช่นไร? ตอบ กศุ ลพิธี คอื พธิ ีกรรมตา่ งๆอนั เก่ียวดว้ ยการอบรมความดีงามทางพระพทุ ธศาสนาเฉพาะตวั บคุ คล เชน่ พิธีรกั ษาอโุ บสถศลี เป็นตน้ บญุ พธิ ี คือพิธีทาบญุ งานมงคล และงานอวมงคล ฯ • ทานพิธี ไดแ้ ก่ พธิ ีถวายผา้ วสั สิกสาฎก (ผา้ อาบนา้ ฝน) พิธีถวายเสนาสนะกฎุ ีวิหาร พิธีทอดผา้ ป่า พธิ ีถวายผา้ อจั เจกจวี ร ผา้ จานา พรรษา (ปี 59, 55) การถวายผา้ วสั สกิ สาฎกนนั้ มีมลู เหตมุ าจากอะไร? ใครเป็นผถู้ วายคนแรก? ตอบ มมี ลู เหตมุ าจากเดิมยงั ไมม่ พี ทุ ธานญุ าตใหภ้ กิ ษุมผี า้ วสั สิกสาฎก ภกิ ษุทง้ั หลายจงึ เปลือยกายอาบนา้ นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ าทราบเรอ่ื ง นนั้ แลว้ เหน็ วา่ ไม่สมควรแก่เพศสมณะ จงึ ทลู ขอพระพทุ ธานญุ าต เพ่อื ถวายผา้ อาบนา้ ฝนแก่ภิกษุทง้ั หลาย ฯ (ปี 58) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ ก. ปาฏปิ คุ คลิกทาน ข. เภสชั ทาน ค. สลากภตั ง. ผา้ วสั สิกสาฎก จ. ผา้ อจั เจกจวี ร ฯ 19 | P a g e

ตอบ ก. ปาฏิปคุ คลิกทาน คือทานท่ถี วายเจาะจงเฉพาะรูปนน้ั รูปนี้ ข. เภสชั ทาน คือการถวายเภสชั ๕ ไดแ้ ก่ เนยใส เนยขน้ นา้ มนั นา้ ผงึ้ นา้ ออ้ ย ค. สลากภตั คือภตั ตาหารท่ีทายกทายกิ าถวายตามสลาก ง. ผา้ วสั สกิ สาฎก คือผา้ ท่ีอธิษฐานสาหรบั ใชน้ ่งุ ในเวลาอาบนา้ ฝน หรืออาบนา้ ท่วั ไป จ. ผา้ อจั เจกจวี ร คือผา้ จานาพรรษาท่ที ายกรบี ดว่ นถวายกอ่ นวนั ออกพรรษา (ปี 54) วหิ ารทานคาถา ซ่งึ เป็นบทอนโุ มทนาพเิ ศษ เร่มิ ตน้ ดว้ ย สตี อณุ ฺห ปฏหิ นฺติ ฯลฯ นิยมใชส้ วดเม่ือใด? ตอบ เม่ือทายกถวายเสนาสนะมี โบสถ์ วิหาร กฎุ ี เป็นตน้ ฯ (ปี 48) ผา้ ป่าคอื ผา้ อะไร ? คาพจิ ารณาผา้ ป่าวา่ อย่างไร ? ตอบ คอื ผา้ บงั สกุ ลุ จีวร ไดแ้ ก่ผา้ เปื้อนฝ่นุ ท่ไี มม่ เี จา้ ของหวงแหน ทงิ้ อย่ตู ามป่าดงบา้ ง ตามป่าชา้ บา้ ง ตามถนนหนทางและหอ้ ยอยตู่ ามก่ิงไม้ บา้ ง ท่สี ดุ จนกระท่งั ท่เี ขา อทุ ิศไวแ้ ทบเทา้ รวมเรยี กวา่ “ผา้ ป่า” ฯ คาพจิ ารณาผา้ ป่าวา่ อิม ปสกุ ลู จวี ร อสสฺ ามกิ มยฺห ปาปณุ าติ หรือว่า อมิ วตฺถ อสฺสามกิ ปสกุ ลู จีวร มยหฺ ปาปณุ าติ ฯ (ปี 48) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ ? ก. ปาฏิปคุ คลกิ ทาน ข. เภสชั ทาน ค. สลากภตั ต์ ง. ผา้ วสั สกิ สาฎก จ. ผา้ อจั เจกจวี ร ตอบ ก. คอื ทานท่ถี วายเจาะจงเฉพาะรูปนนั้ รูปนี้ ข. คอื การถวายเภสชั ๕ ไดแ้ ก่ เนยใส เนยขน้ นา้ มนั นา้ ผงึ้ นา้ ออ้ ย ค. คือภตั ตาหารท่ที ายกทายกิ าถวายตามสลาก ง. คือผา้ ท่อี ธิษฐานสาหรบั ใชน้ งุ่ ในเวลาอาบนา้ ฝน หรืออาบนา้ ท่วั ไป จ. คอื ผา้ จานาพรรษาท่ที ายกรีบด่วนถวายก่อนกาหนดกาล ฯ (ปี 47) สลากภตั หมายถงึ อะไร? ตอบ หมายถงึ ภตั ตาหารท่ที ายก ทายกิ าถวายตามสลาก ฯ (ปี 45) ผา้ วสั สกิ สาฎก ใครเป็นผถู้ วายคนแรก? การถวายผา้ วสั สกิ สาฎกนน้ั มีมลู เหตมุ าจากอะไร? ตอบ นางวิสาขา มหาอบุ าสกิ า ฯ มีมลู เหตมุ าจากเดิมยงั ไมม่ พี ทุ ธานญุ าตใหภ้ กิ ษุมผี า้ อาบนา้ ฝน ภกิ ษุทงั้ หลายจงึ เปลอื ยกายอาบนา้ นาง วิสาขามหาอบุ าสิกาทราบเรือ่ งนนั้ แลว้ เห็นวา่ ไม่สมควรแกเ่ พศสมณะจงึ ทลู ขอพระพทุ ธานญุ าต เพ่อื ถวายผา้ อาบนา้ ฝนแกภ่ ิกษุทง้ั หลาย ฯ (ปี 44) ผา้ ป่า และผา้ อจั เจกจวี ร ไดแ้ ก่ผา้ เช่นไร? การทอดผา้ ป่ากาหนดกาลเวลาทอดไวห้ รือไม่? ตอบ ผา้ ป่า หมายถึงผา้ เปื้อนฝ่นุ ท่ไี ม่มีเจา้ ของหวงเเหน ทงิ้ อย่ตู ามป่าดงบา้ ง ตามป่าชา้ บา้ ง ตามถนนหนทางและหอ้ ยยอ้ ยอยตู่ ามก่ิงไมบ้ า้ ง ฯ ผา้ อจั เจกจวี ร หมายถงึ ผา้ จานาพรรษาท่ที ายกรีบดว่ นถวายก่อนกาหนดกาล คอื ถวายก่อนออกพรรษา ฯ ไมม่ กี าหนดกาลเวลา มศี รทั ธาเม่ือไรก็ถวายได้ ฯ (ปี 43) ผา้ วสั สิกสาฎกคือผา้ เช่นไร? ผา้ จานาพรรษาคือผา้ เช่นไร? ตอบ คือ ผา้ สาหรบั ภิกษุใชน้ ่งุ ในเวลาอาบนา้ ฝนหรืออาบนา้ ท่วั ไป เรยี กกนั ว่า ผา้ อาบนา้ ฝนบา้ ง ผา้ อาบบา้ ง ผา้ นเี้ กิดขนึ้ เฉพาะฤดกู าลท่ที รง อนญุ าตเป็นบรขิ ารพเิ ศษช่วั คราว อธิษฐานไวใ้ ชไ้ ดต้ ลอด ๔ เดือนฤดฝู น พน้ จากเขตนนั้ เป็นธรรมเนยี มใหว้ ิกปั ฯ คือ ผา้ ท่ที ายกถวายแก่ภกิ ษุผอู้ ยจู่ าพรรษาครบ ๓ เดอื น เวน้ ผา้ กฐิน ฯ • บุญพิธี ไดแ้ ก่ พธิ ีทาบญุ ตกั บาตรเทโวโรหณะ งานมงคล และงานอวมงคล พธิ ีแสดงธรรมเทศนา (เทศนม์ หาชาต)ิ พธิ ีสวดแจง พิธี สวดพระอภธิ รรม พธิ ีสวดมาตกิ า สามญั อนโุ มทนา วเิ สสอนโุ มทนา งานมงคล ไดแ้ ก่ งานทาบญุ ตอ่ นามหรือตอ่ อายุ 20 | P a g e

งานอวมงคล ไดแ้ ก่ การทาบญุ อฐั ิ (ปี 60) วนั ท่พี ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงจากสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ เรียกวา่ วนั อะไร ? ตรงกบั วนั อะไร ? ตอบ เรยี กวา่ วนั เทโวโรหณะ ฯ ตรงกบั วนั มหาปวารณา เพ็ญเดือน ๑๑ ฯ (ปี 54) วนั เทโวโรหณะ คือวนั อะไร? เน่อื งดว้ ยวนั นนั้ มบี ญุ พิธีอะไรท่ที ากนั มาจนถงึ บดั นี?้ ตอบ คอื วนั ท่พี ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงจากเทวโลก หลงั จากท่เี สด็จขนึ้ ไปจาพรรษาในดาวดงึ สพภิ พถว้ นไตรมาส โบราณเรียกอกี อย่างหนึง่ ว่า วนั พระเจา้ เปิดโลก ฯ มีการทาบญุ ตกั บาตรแด่พระพทุ ธเจา้ พรอ้ มทงั้ พระสงฆ์ จนเป็นประเพณีทาบญุ ตกั บาตรท่เี รยี กว่า ตกั บาตรเทโวโรหณะ มา จนถึงปัจจบุ นั นี้ ฯ (ปี 53) คาวา่ เจรญิ พระพทุ ธมนตก์ บั สวดพระพทุ ธมนตใ์ ชต้ า่ งกนั อยา่ งไร? การทาบญุ ฉลองอฐั ิจดั เขา้ ในอย่างไหนใน ๒ อยา่ งขา้ งตน้ ? ตอบ เจรญิ พระพทุ ธมนตใ์ ชใ้ นงานมงคล สวดพระพทุ ธมนตใ์ ชใ้ นงานอวมงคล ฯ จดั เขา้ ในการสวดพระพทุ ธมนต์ ฯ (ปี 53) งานทาบญุ ต่อนามหรือตอ่ อายุ คอื งานทาบญุ เชน่ ไร? ตอบ คืองานทาบญุ ท่คี ณะญาตขิ องผกู้ าลงั ป่วยหนกั จดั ขึน้ เพ่อื ใหผ้ ปู้ ่วยหายป่วย และเพ่อื ให้ผปู้ ่วยไดม้ ีโอกาสบาเพญ็ กศุ ลในบนั้ ปลายแห่ง ชวี ิตของตน หรือ เป็นความประสงคข์ องผจู้ ะทาบญุ ต่ออายเุ องเพ่อื ความเป็นสริ มิ งคลแกช่ ีวติ ฯ (ปี 51) ในงานมงคลท่ที ากนั อยา่ งสามญั ท่วั ไป นยิ มเจรญิ พระพทุ ธมนตด์ ว้ ย บทสวดมนตท์ ่รี วมเรียกสนั้ ๆ วา่ อะไร? และตอ้ งมีบทอนื่ มา ประกอบอีก เรยี กว่าอะไร? ตอบ เรยี กวา่ เจด็ ตานาน ฯ เรียกวา่ ตน้ ตานาน และทา้ ยตานาน ฯ (ปี 51) เทศนม์ หาชาติ คอื การเทศนเ์ รอื่ งอะไร? มีกี่กณั ฑ?์ จบเทศนม์ หาชาตแิ ลว้ นยิ มเทศนต์ อ่ ดว้ ยเรอ่ื งอะไร? ตอบ เรอ่ื งเวสสนั ดรชาดก ฯ มี ๑๓ กณั ฑ์ ฯ เรื่อง จตรุ ารยิ สจั จกถา ฯ (ปี 50) วนั เทโวโรหณะ คือวนั อะไร? เน่อื งดว้ ยวนั นน้ั มีบญุ พิธีอะไรท่ที ากนั มาจนถงึ บดั นี?้ ตอบ คอื วนั ท่พี ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงจากเทวโลก หลงั จากท่เี สดจ็ ขนึ้ ไป จาพรรษาในดาวดงึ สพภิ พถว้ นไตรมาส โบราณเรียกอกี อยา่ งหน่งึ วา่ วนั พระเจา้ เปิดโลก ตรงกบั วนั ขนึ้ ๑๕ ค่า เดอื น ๑๑ ฯ มกี ารทาบญุ ตกั บาตรแดพ่ ระพทุ ธเจา้ พรอ้ มทงั้ พระสงฆใ์ นวนั รุง่ ขนึ้ จนเป็นประเพณีทาบญุ ตกั บาตรท่เี รยี กว่าตกั บาตรเทโวโรหณะ มาจนถงึ ปัจจบุ นั นี้ ฯ (ปี 47) คาตอ่ ไปนหี้ มายถงึ อะไร? ก. เทศนม์ หาชาติ ข. ทาบญุ อฐั ิ ค. สามญั อนโุ มทนา ง. วเิ สสอนโุ มทนา จ. สลากภตั ตอบ ก. หมายถงึ เทศนาเรอ่ื งพระเวสสนั ดรชาดก ข. หมายถงึ ทาบญุ หลงั จากการปลงศพปรารภผลู้ ว่ งลบั แลว้ ค. หมายถงึ การอนโุ มทนาท่นี ิยมใชป้ ฏบิ ตั ิกนั ท่วั ไปเป็นปกติ ง. หมายถงึ การอนโุ มทนาดว้ ยบทสวดสาหรบั อนโุ มทนาเป็นพเิ ศษ เฉพาะทาน เฉพาะกาล เฉพาะเรอ่ื ง จ. หมายถงึ ภตั ตาหารท่ที ายก ทายิกาถวายตามสลาก ฯ (ปี 47) ประเพณีการเทศนแ์ จงและการสวดแจงอาศยั เคา้ มลู มาจากเร่อื งอะไร? นยิ มเทศนใ์ นงานอะไร? ตอบ อาศยั เคา้ มลู มาจากเร่ืองการทาปฐมสงั คายนา ซง่ึ เป็นการรวบรวมพระธรรมวินยั จดั ไวเ้ ป็นหมวดหมู่ เรยี กว่า พระไตรปิฎก ดงั นน้ั การ เทศนแ์ จงจงึ เป็นการแสดงธรรมแจกแจงวตั ถแุ ละหวั ขอ้ ในพระไตรปิฎก ในการทาปฐมสงั คายนา มกี ารกสงฆจ์ านวน ๕๐๐ รูป การสวดแจงจงึ นิยมนิมนตพ์ ระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ใหเ้ ทา่ จานวนการกสงฆใ์ นครงั้ นั้น ฯ นยิ มเทศนใ์ นงานฌาปนกจิ ศพ ฯ (ปี 45) งานทาบญุ ต่อนามคอื งานทาบญุ เช่นไร? ตอบ คอื งานทาบญุ ท่คี ณะญาตขิ องผกู้ าลงั ป่วยหนกั จดั ขึน้ เพ่อื ใหผ้ ปู้ ่วยหายป่วย และเพ่อื ให้ ผปู้ ่วยไดม้ ีโอกาสบาเพญ็ กศุ ลในบนั้ ปลายแหง่ ชวี ติ ของตน ฯ (ปี 45) ในพธิ ีทาบญุ ตกั บาตรเทโวโรหณะ พระพทุ ธรูปท่จี ะประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม นยิ มพระพทุ ธรูปปางอะไร? ตอบ นิยมพระพทุ ธรูปปางอมุ้ บาตร ถา้ ไม่มจี ะเป็นพระพทุ ธรูปปางอะไรก็ได้ ฯ 21 | P a g e

(ปี 44) วนั เทโวโรหณะ คอื วนั อะไร? มชี ่อื เรียกอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ วนั อะไร? ตอบ คือวนั ท่พี ระองคเ์ สด็จลงจากเทวโลก เรยี กอกี อยา่ งหน่ึงวา่ วนั พระเจา้ เปิดโลก ฯ (ปี 44) พธิ ีสวดพระอภธิ รรมมีก่ีอยา่ ง? อะไรบา้ ง? การสวดมาตกิ าคอื การสวดเรือ่ งอะไร? ตอบ มี ๒ อยา่ งคอื ๑. สวดประจายามหนา้ ศพ ๒. สวดหนา้ ไฟในขณะฌาปนกจิ ฯ คอื การสวดบทมาตกิ าของพระอภธิ รรมเจด็ คมั ภรี ห์ รือท่เี รยี กว่า \" สตั ตปั ปกรณาภธิ รรม \" ซ่งึ มกี ารบงั สกุ ลุ เป็นท่สี ดุ เป็นประเพณีนยิ มจดั ให้ พระสงฆส์ วดในงานทาบญุ หนา้ ศพอยา่ งหนงึ่ เรยี กโดยโวหารทางราชการในงานหลวงวา่ \" สดบั ปกรณ์ \" แตร่ าษฎรสามญั ท่วั ไปเรยี กวา่ \" สวด มาตกิ า \" ฯ (ปี 43) คาวา่ สวดมาตกิ าหรือสดบั ปกรณ์ หมายถงึ อะไร? คาทง้ั สองนน้ั ใชต้ ่างกนั อยา่ งไร? ตอบ หมายถงึ การสวดบทมาตกิ าของพระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ หรือท่เี รยี กวา่ สตั ตปั ปกรณาภธิ รรม ซ่งึ มกี ารบงั สกุ ลุ เป็นท่สี ดุ เป็นประเพณีนยิ ม จดั ใหพ้ ระสงฆส์ วดในงานทาบญุ หนา้ ศพอยา่ งหนง่ึ ฯ คาวา่ สวดมาติกา ใชใ้ นงานศพราษฎรสามญั ท่วั ไป สว่ นคาวา่ สดบั ปกรณ์ ใชเ้ รียกโดย โวหารทางราชการในงานหลวง (ศพหรืออฐั ิของเจา้ นายตงั้ แต่ชน้ั หมอ่ มเจา้ ขนึ้ ไป) ฯ • กศุ ลพิธี คือ พธิ ีบาเพญ็ กศุ ล ไดแ้ ก่ พธิ ีอาราธนาศลี อโุ บสถ พิธีกรรมวนั ธรรมสวนะ พธิ ีทาวตั รสวดมนต์ พิธีสงั ฆอโุ บสถ พิธีเขา้ พรรษา พิธีออกพรรษา พิธีทาสามจี ิกรรม (ปี 63, 56) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ การเขา้ พรรษา การออกพรรษา ฯ ตอบ การเขา้ พรรษา หมายถงึ การท่ภี ิกษุผกู ใจวา่ จะอยู่ ณ ท่ใี ดท่หี นึง่ ตลอดเวลา ๓ เดือนในฤดฝู น ไมไ่ ปคา้ งแรมให้ล่วงราตรใี นท่แี หง่ อื่น ระหวา่ งผกู ใจนน้ั เวน้ แต่ไปดว้ ยสตั ตาหกรณียะ ฯ การออกพรรษา หมายถงึ กาลท่สี นิ้ สดุ กาหนดอยจู่ าพรรษาของภิกษุตามพระวนิ ยั บญั ญัติ มี พธิ ีเป็นสงั ฆกรรมพเิ ศษโดยเฉพาะ เรียกโดยภาษาพระวินยั ว่า ปวารณากรรม คือการทาปวารณาของสงฆผ์ อู้ ยรู่ ว่ มกนั ตลอดเวลา ๓ เดอื น ฯ (ปี 63, 61, 57, 48) วนั ธรรมสวนะ คือวนั อะไร? ทรงอนญุ าตใหม้ ใี นวนั ใดบา้ ง? ตอบ คอื วนั กาหนดประชมุ ฟังธรรม หรอื ท่เี รยี กวา่ \"วนั พระ\" ฯ ในวนั ๘ ค่าและวนั ๑๔ คา่ หรือ ๑๕ ค่าของปักษ์ทงั้ ขา้ งขนึ้ และขา้ งแรมฯ (ปี 62, 49) การทาวตั รสวดมนต์ มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร ? จงอธิบาย ตอบ เป็นอบุ ายสงบใจ ไมใ่ หค้ ิดว่นุ วายตามอารมณไ์ ดช้ ่วั ขณะท่ที าเม่ือทา ประจาวนั ละ๒เวลา ทงั้ เชา้ เย็น ครงั้ ละครง่ึ ช่วั โมง หรอื ๑ ช่วั โมงเป็นอย่างนอ้ ย ก็เทา่ กบั ไดใ้ ชเ้ วลาสงบจิตได้ วนั ละไมต่ ่ากวา่ ๑ ใน ๒๔ ช่วั โมงฯ (ปี 61) สามจี ิกรรม หมายถึงอะไร ? มกี ่ีแบบ ? อะไรบา้ ง ? ตอบ หมายถงึ การขอขมาโทษกนั ใหอ้ ภยั กนั ทกุ โอกาส ไม่วา่ จะมโี ทษขดั ขอ้ งหมองใจกนั หรือไมก่ ็ตาม ถงึ โอกาสท่คี วรทาสามจี ิกรรมกนั แลว้ ทกุ รูปไมพ่ งึ ละโอกาสเสีย ฯ มี ๒ แบบ ฯ คือ ๑. แบบขอขมาโทษ ๒. แบบถวายสกั การะ ฯ (ปี 60) กศุ ลพิธี คืออะไร ? พิธีทาสามีจิกรรม หมายถงึ อะไร ? ตอบ คือ พิธีบาเพญ็ กศุ ล ฯ หมายถงึ การขอขมาโทษกนั ใหอ้ ภยั กนั ทกุ โอกาส ไม่วา่ จะมีโทษขดั ขอ้ งหมองใจกนั หรอื ไมก่ ต็ าม ถงึ โอกาสท่คี วร ทาสามจี ิกรรมกนั แลว้ ทกุ รูปไมพ่ งึ ละโอกาสเสีย ฯ (ปี 59) ธรรมเนยี มของสงฆท์ ่พี งึ ปฏิบตั ิชอบต่อกนั เพ่อื ความสามคั คี เรียกวา่ อะไร ? หมายถงึ อะไร ? ตอบ เรยี กวา่ สามจี กิ รรม ฯ หมายถงึ การขอขมาโทษ และการใหอ้ ภยั กัน ฯ (ปี 56) ศาสนพิธีเล่ม ๒ แสดงอโุ บสถกรรมไวก้ ี่ประเภท? อะไรบา้ ง?ตอบ ๓ ประเภทฯ คอื สงั ฆอโุ บสถ๑ ปารสิ ทุ ธิอโุ บสถ๑ อธิษฐานอโุ บสถ๑ฯ (ปี 49) การทาวตั ร คอื อะไร? ทาวตั รสวดมนต์ เพ่อื ความมงุ่ หมายใด? ตอบ คอื การทากจิ วตั รของภกิ ษุสามเณรและอบุ าสกอบุ าสกิ า เป็นการทากิจท่ตี อ้ งทาประจาจนเป็นวตั ร-ปฏบิ ตั ิ เรยี กสนั้ ๆ วา่ ทาวตั ร ฯ 22 | P a g e

ความมงุ่ หมายของการทาวตั รสวดมนตน์ ี้ บณั ฑติ ถือวา่ เป็นอบุ ายสงบจิต ไมใ่ หค้ ิดว่นุ วายตามอารมณไ์ ดช้ ่วั ขณะท่ที า เม่ือทาประจาวนั ละ ๒ เวลา ทง้ั เชา้ เย็นครงั้ ละครง่ึ ช่วั โมง หรอื ๑ ช่วั โมงเป็นอยา่ งนอ้ ย ก็เทา่ กบั ได้ ใชเ้ วลาสงบจติ ไดว้ นั ละไมต่ ่ากวา่ ๑ ใน ๒๔ ช่วั โมง ฯ (ปี 49) ในวนั อโุ บสถ พระธรรมกถึกใหศ้ ีล ๘ เป็นอโุ บสถศลี แตม่ ผี ศู้ รทั ธาจะรกั ษาเพียงศลี ๕ เทา่ นนั้ พงึ ปฏิบตั ิอย่างไร? ตอบ พึงปฏิบตั ิอย่างนี้ สมาทานเพียง ๕ ขอ้ ในระหวา่ งขอ้ ท่ี ๓ ซง่ึ พระธรรมกถกึ ใหด้ ว้ ยบทวา่ อพรฺ หมฺ จรยิ า ... พึงรบั สมาทานวา่ กาเมสุ มจิ ฉฺ า จารา... และรบั ต่อไปจนครบ ๕ ขอ้ เม่อื ครบแลว้ กก็ ราบ ๓ ครงั้ ลดลงน่งั ราบไม่ตอ้ งรบั ตอ่ ไป ฯ (ปี 47) การทาวตั ร และการสวดมนต์ ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ การทาวตั ร คือ การทากจิ วตั รท่ตี อ้ งทาประจา วนั ละ ๒ เวลา คอื เชา้ -เย็น จนเป็นวตั รปฏบิ ตั ิ มีการสวดบชู าพระรตั นตรยั และสวด พิจารณาปัจจยั ท่บี รโิ ภคเป็นตน้ ส่วนการสวดมนตค์ ือ การสวดพระพทุ ธมนตต์ า่ งๆ นอกเหนือจากบทสวดทาวตั รท่เี ป็นส่วนพระสตู รกม็ ี ท่เี ป็น สว่ นพระปรติ รก็มี ท่เี ป็นสว่ นเฉพาะคาถาอนั นยิ มกาหนดใหน้ ามาสวดประกอบในการสวดมนตเ์ ป็นประจากม็ ี ฯ (ปี 46) ศาสนพิธีเลม่ ๒ แสดงอโุ บสถกรรมไวก้ ่ีประเภท? อะไรบา้ ง? แตล่ ะประเภทต่างกนั อยา่ งไร? ตอบ แสดงไว้ ๓ ประเภทคือ สงั ฆอโุ บสถ ๑ ปารสิ ทุ ธิอโุ บสถ ๑ อธิษฐานอโุ บสถ ๑ ฯ มคี วามแตกตา่ งกนั ดงั นี้ ๑. สงั ฆอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมท่พี ระภกิ ษุตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ้ ไปประชมุ สวดพระปาฏิโมกข์ ๒. ปารสิ ทุ ธิอโุ บสถ คือ อโุ บสถกรรมท่ีพระภิกษุนอ้ ยกวา่ ๔ รูป มเี พียง ๓ รูป หรือ ๒ รูป รว่ มกนั ทาเป็นการคณะ ใหแ้ ตล่ ะรูปบอกความบรสิ ทุ ธิ์ ของตน ๆ ๓. อธิษฐานอโุ บสถ คือ อโุ บสถกรรมท่พี ระภิกษุรูปเดยี วทาเป็นการบคุ คล ดว้ ยการอธษิ ฐานความบรสิ ทุ ธิใ์ จของตนเอง ฯ (ปี 46) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ ก. การเขา้ พรรษา ข. การออกพรรษา ตอบ ก. การเขา้ พรรษา หมายถึง การท่ภี ิกษุผกู ใจว่า จะอยปู่ ระจาเสนาสนะในวดั ใดวดั หนง่ึ ตลอดเวลา ๓ เดือนในฤดฝู น ไม่ไปคา้ งแรมให้ ล่วงราตรใี นท่แี หง่ อ่ืน ระหวา่ งผกู ใจนน้ั เวน้ แต่ไปดว้ ยสตั ตาหกรณยี ะ ฯ ข. การออกพรรษา หมายถงึ กาลท่สี นิ้ สดุ กาหนดอยจู่ าพรรษาของภกิ ษุตามพระวินยั บญั ญัติ มีพธิ ีเป็นสงั ฆกรรมพิเศษโดยเฉพาะ เรยี กโดยภาษาพระวินยั ว่า ปวารณากรรม คือการทาปวารณาของสงฆผ์ อู้ ยรู่ ว่ มกนั ตลอดเวลา ๓ เดอื น ฯ (ปี 46) สามจี ิกรรม หมายถงึ อะไร? มเี ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? การเทศนใ์ นปัจจบุ นั นยิ มทากนั ก่ีลกั ษณะ? อะไรบา้ ง? ตอบ หมายถงึ การขอขมาโทษกนั ใหอ้ ภยั กนั ทกุ โอกาสไมว่ ่าจะมโี ทษขดั ขอ้ งหมองใจกนั หรือไมก่ ต็ าม ถงึ โอกาสท่คี วรทาสามจี ิกรรมกนั แลว้ ทกุ รูปไม่พึงละโอกาสเสีย ฯ มี ๒ แบบ คอื ๑. แบบขอขมาโทษ ๒. แบบถวายสกั การะ ฯ นยิ มทากนั ๔ ลกั ษณะ คอื ๑. เทศนใ์ นงานทาบญุ ๒. เทศนต์ ามกาลนิยม ๓. เทศนพ์ เิ ศษ ๔. เทศนม์ หาชาติ ฯ (ปี 43) ศาสนพธิ ีเล่ม ๒ แสดงอโุ บสถกรรมไวก้ ่ีประเภท? อะไรบา้ ง? แต่ละประเภทมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ มี ๓ ประเภท คอื สงั ฆอโุ บสถ ๑ ปารสิ ทุ ธิอโุ บสถ ๑ อธิษฐานอโุ บสถ ๑ มคี วามแตกตา่ งกนั ดงั นี้ ๑. สงั ฆอโุ บสถ คือ อโุ บสถกรรมท่พี ระภิกษุตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ้ ไป ประชมุ สวดพระปาฏิโมกข์ ๒. ปารสิ ทุ ธิอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมท่ีพระภกิ ษุนอ้ ยกวา่ ๔ รูป มเี พียง ๓ รูป หรือ ๒ รูป รว่ มกนั ทาเป็นการคณะ ใหแ้ ต่ละรูปบอกความบรสิ ทุ ธิ์ ของตน ๆ ๓. อธิษฐานอโุ บสถ คืออโุ บสถกรรมท่พี ระภกิ ษุรูปเดยี วทาเป็นการบคุ คลดว้ ยการอธษิ ฐานความบรสิ ทุ ธิ์ใจของตนเอง 23 | P a g e

• ปกิณกพิธี ไดแ้ ก่ บงั สกุ ลุ เป็น (ปี 50) บงั สกุ ลุ เป็น คอื อะไร? คาถาท่ใี ชบ้ งั สกุ ลุ เป็น วา่ อย่างไร? ตอบ บงั สกุ ลุ เป็น คอื บญุ กริ ยิ าท่เี จา้ ภาพประสงคจ์ ะบรจิ าควตั ถุเน่อื งดว้ ยกายของตน โดยเฉพาะผา้ อทุ ศิ สงฆใ์ หเ้ ป็นผา้ บงั สกุ ลุ ปกตนิ ิยมทา เม่ือป่วยหนกั เป็นการกาหนดมรณานสุ สติวธิ ีหน่ึง ฯ ว่า อจิร วตย กาโย ปฐวึ อธิเสสฺสติ ฉฑุ ฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถว กลิงคฺ ร ฯ บทอนุโมทนาคาถา (ปี 52) บท อทาสิ เม อกาสิ เม… และบท อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทนิ นฺ า… ใชต้ า่ งกนั อย่างไร? ตอบ อทาสิ เม อกาสิ เม… ใชใ้ นกรณีท่ศี พยงั อยู่ อยญฺจ โข ทกฺขณิ า ทนิ ฺนา… ใชใ้ นกรณีทาบญุ อฐั ิ ฯ • สามัญอนุโมทนา / วเิ สสอนุโมทนา (ปี 52) สามญั อนโุ มทนากบั วเิ สสอนโุ มทนา ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั อย่างนี้ สามญั อนโุ มทนา คือการอนโุ มทนาท่นี ยิ มใชป้ ฏิบตั กิ นั ท่วั ไปเป็นปกติ ไมว่ า่ งานใดกใ็ ชอ้ นโุ มทนาอย่างนน้ั ส่วนวิเสสอนุ โมทนา คอื การอนโุ มทนาดว้ ยบทสวดสาหรบั อนโุ มทนาเป็นพิเศษเฉพาะทาน เฉพาะกาล และเฉพาะเรอ่ื ง *** บทสวดตอ้ งทอ่ งไปสอบ ให้ฝึ กเขียนใหถ้ กู ต้อง • อุโบสถศลี ๑.ปาณาตปิ าตา เวรมณี สกิ ฺขาปท สมาทิยามิ ๒.อทินนฺ าทานา เวรมณี สิกขฺ าปท สมาทยิ ามิ ๓.อพฺรหฺมจรยิ า เวรมณี สกิ ฺขาปท สมาทยิ ามิ ๔.มสุ าวาทา เวรมณี สกิ ฺขาปท สมาทิยามิ ๕.สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฏฺฐานา เวรมณี สกิ ฺขาปท สมาทยิ ามิ ๖.วิกาลโภชนา เวรมณี สกิ ขฺ าปท สมาทยิ ามิ ๗.นจจฺ คตี วาทติ วสิ กู ทสฺสนา มาลาคนธฺ วเิ ลปนธารณมณฑฺ นวิภสู นฏฺฐานา เวรมณี สกิ ฺขาปท สมาทยิ ามิ ๘.อจุ ฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกขฺ าปท สมาทิยามิ (ปี 58) จงเขยี นอโุ บสถศีลขอ้ ท่ี ๓ มาดู ฯ ตอบ อพฺรหฺมจรยิ า เวรมณี สิกฺขาปท สมาทยิ ามิ ฯ (ปี 57) จงเขยี นคาถาทใ่ี ชใ้ นการบงั สกุ ลุ เป็น และบงั สกุ ลุ ตาย มาดู ตอบ คาถาท่ใี ชใ้ นการบงั สกุ ลุ เป็น วา่ อจิร วตย กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ โฺ ฑ อเปตวิญฺญาโณ นริ ตถฺ ว กลงิ คฺ ร คาถาท่ใี ชใ้ นการบงั สกุ ลุ ตายวา่ อนิจฺจา วต สงขฺ ารา อปุ ปฺ าทวยธมฺมิโน อปุ ปฺ ชชฺ ติ วฺ า นริ ุชฌฺ นฺติ เตส วปู สโม สโุ ข ฯ (ปี 55) จงเขยี นอโุ บสถศีล เฉพาะขอ้ ท่ี ๗ มาดู 24 | P a g e

ตอบ นจฺจคีตวาทิตวิสกู ทสสฺ นา มาลาคนธฺ วเิ ลปนธารณมณฺฑนวภิ สู นฏฺฐานา เวรมณี สกิ ขฺ าปท สมาทยิ ามิ ฯ (ปี 50) คาถาท่ใี ชบ้ งั สกุ ลุ เป็น วา่ อยา่ งไร? ตอบ อจิร วตย กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ โฺ ฑ อเปตวิญฺญาโณ นริ ตถฺ ว กลงิ คฺ ร ฯ (ปี 48) คาพิจารณาผา้ ป่าวา่ อยา่ งไร ? ตอบ อมิ ปสกุ ลู จีวร อสสฺ ามิก มยหฺ ปาปณุ าติ หรือวา่ อิม วตฺถ อสสฺ ามกิ ปสกุ ลู จวี ร มยหฺ ปาปณุ าติ ฯ (ปี 45) จงเขยี นคาบงั สกุ ลุ เป็น มาดู ตอบ อจริ วตย กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ ฺโฑ อเปตวญิ ฺญาโณ นิรตถฺ ว กลิงคฺ ร 25 | P a g e

ทบทวน วินัยมุข นักธรรมช้ันโท วินัย แบง่ ออกเป็น ๑. อาทพิ รหมจรยิ กาสกิ ขา สกิ ขาบทอนั มาในพระปาตโิ มกข์ ๒. อภสิ มาจาริกาสกิ ขา หรอื อภสิ มาจาร คือ ธรรมเนยี มของภกิ ษุ (สิกขาบทนอกพระปาตโิ มกข)์ ภิกษุผไู้ มเ่ ออื้ เฟื้อในอภิสมาจารมี โทษปรบั อาบตั ถิ ลุ ลัจจัยเป็นอยา่ งสงู แต่มนี อ้ ย ส่วนมากปรบั อาบตั ิทกุ กฏเป็นพนื้ (ปี 63, 61, 59) อภิสมาจาร คืออะไร ? ภิกษุผไู้ ม่เออื้ เฟื้อในอภิสมาจาร มีโทษอยา่ งไรบา้ ง? [บางปีขอ้ สอบกถ็ ามว่า ทา่ นปรับอาบตั ิ อะไรบ้าง? ใหต้ อบเหมือนขา้ งลา่ ง] ตอบ คือ ธรรมเนยี มหรอื มารยาทท่ดี งี ามของภกิ ษุ ฯ ปรบั อาบตั ิถลุ ลจั จยั เป็นอยา่ งสงู แต่มีนอ้ ย สว่ นมากปรบั อาบตั ทิ กุ กฏเป็นพนื้ ฯ (ปี 62, 60) สกิ ขาบทนอกพระปาฏโิ มกขเ์ รียกว่าอะไร ? ทรงบญั ญตั ไิ ว้ เพ่อื ประโยชนอ์ ะไร ? ตอบ เรยี กวา่ อภิสมาจาร ฯ ทรงบญั ญัตไิ วเ้ พ่อื ความเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ยของภิกษุ และเพ่อื ความงามของพระศาสนา เชน่ เดียวกบั ตระกลู ใหญ่ จาตอ้ งมขี นบธรรมเนยี ม และระเบยี บไวร้ กั ษาเกียรติ และความเป็นผดู้ ีของตระกลู ฯ (ปี 58) ภิกษุผปู้ ฏิบตั ิพระวนิ ยั ส่วนอภสิ มาจารใหด้ งี าม จะตอ้ งปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร ? ตอบ ตอ้ งปฏบิ ตั โิ ดยสายกลาง คอื ไมถ่ ือเครง่ ครดั อยา่ งงมงาย จนเป็นเหตทุ าตนใหล้ าบากเพราะเหตธุ รรมเนยี มเล็กๆ นอ้ ยๆ อนั ขดั ตอ่ กาลเทศะ และไมส่ ะเพรา่ มกั งา่ ย ละเลยต่อธรรมเนยี มของภกิ ษุ จนถงึ ทาตนใหเ้ ป็นคนเลวทราม ฯ (ปี 58) ภิกษุผลู้ ะเมดิ สิกขาบทนอกพระปาตโิ มกข์ ตอ้ งอาบตั อิ ะไรไดบ้ า้ ง ? ตอบ ตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั และ ทกุ กฏ ฯ (ปี 57) พระวนิ ยั แบ่งออกเป็นกี่อยา่ ง? อะไรบา้ ง? ตอบ แบง่ ออกเป็น ๒ อยา่ งคอื อาทิพรหมจรยิ กาสกิ ขา๑ อภิสมาจารกิ าสกิ ขา๑ ฯ (ปี 56) อภสิ มาจาร คืออะไร? เป็นเหตใุ หต้ อ้ งอาบตั ิอะไรไดบ้ า้ ง? ตอบ คือ ขนบธรรมเนยี มของภิกษุ ฯ อาบตั ิถลุ ลจั จยั และอาบตั ิทกุ กฏ ฯ (ปี 54) ภกิ ษุผปู้ ฏบิ ตั ิพระวินยั สว่ นอภสิ มาจารใหไ้ ดช้ ่ือวา่ เป็นผปู้ ฏบิ ตั ดิ ีงาม จะตอ้ งปฏิบตั อิ ยา่ งไร? ตอบ จะช่ือวา่ เป็นผปู้ ฏบิ ตั ดิ งี าม ตอ้ งปฏบิ ตั โิ ดยสายกลาง คอื ไม่ถอื เครง่ ครดั อยา่ งงมงาย จนเป็นเหตทุ าตนใหล้ าบากเพราะเหตธุ รรมเนียม เล็กๆ นอ้ ยๆ อนั ขดั ตอ่ กาลเทศะ และไม่สะเพรา่ มกั ง่าย ละเลยตอ่ ธรรมเนียมของภิกษุ จนถงึ ทาตนใหเ้ ป็นคนเลวทราม ฯ (ปี 53) อาทิพรหมจรยิ กาสิกขา กบั อภิสมาจารกิ าสิกขา ต่างกนั อย่างไร? ตอบ ตา่ งกนั ดงั นี้ อาทิพรหมจรยิ กาสกิ ขา ไดแ้ กข่ อ้ ศกึ ษาอนั เป็นเบอื้ งตน้ แหง่ พรหมจรรย์ อนั ไดแ้ กพ่ ระพทุ ธบญั ญตั ิท่ที รงตงั้ ไวใ้ หเ้ ป็นพทุ ธ อาณา เป็นสกิ ขาบทอนั มาในพระปาติโมกข์ เป็นขอ้ บงั คบั โดยตรงท่ภี ิกษุจะตอ้ งประพฤตปิ ฏิบตั ิโดยเครง่ ครดั สว่ นอภสิ มาจารกิ าสกิ ขา ไดแ้ กข่ อ้ ศกึ ษาอนั เน่อื งดว้ ยอภิสมาจาร คือมารยาทอนั ดี ท่ที รงบญั ญตั หิ รอื อนญุ าตไว้ อนั มานอกพระปาตโิ มกข์ เป็น ขนบธรรมเนียมอนั ดงี ามของหมคู่ ณะท่คี วรประพฤติ (ปี 52) สกิ ขาบทนอกพระปาติโมกขท์ ่เี รียกว่าอภิสมาจารแบง่ เป็น ๒ คอื เป็นขอ้ หา้ ม ๑ เป็นขอ้ อนญุ าต ๑ นน้ั คอื อยา่ งไร? ปรบั โทษแก่ผลู้ ว่ งละเมดิ ไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ ท่เี ป็นขอ้ หา้ มคือ กิรยิ าบางอยา่ งหรอื บรขิ ารบางประเภทไมเ่ หมาะแกส่ มณสารูป จงึ ทรงหา้ มไม่ใหก้ ระทาหรือใชบ้ รขิ ารเช่นนนั้ เช่น หา้ ม ไม่ใหไ้ วผ้ มยาว ไมใ่ หไ้ วห้ นวดเครายาว ไมใ่ หใ้ ชบ้ าตรไม้ เป็นตน้ ท่เี ป็นขอ้ อนญุ าต คอื เป็นการประทานประโยชนพ์ เิ ศษแก่พระภกิ ษุ เช่น ทรงอนญุ าตวสั สกิ าสาฎกในฤดฝู น เป็นตน้ ฯ ปรบั โทษโดยตรงมเี พยี ง ๒ คอื ถลุ ลจั จยั ๑ ทกุ กฏ ๑ แมใ้ นขอ้ ท่ที รงอนญุ าต เม่ือไมท่ าตาม กเ็ ป็นอาบตั ทิ ุกกฏ เพราะไม่เออื้ เฟื้อ ฯ (ปี 51) อภสิ มาจาร คอื อะไร? ปรบั อาบตั ิไดก้ ี่อย่าง? อะไรบา้ ง?ตอบ คอื ธรรมเนียมของภิกษุฯ ปรบั อาบตั ิได้ ๒ อยา่ งฯ คอื ถลุ ลจั จยั และทกุ กฏฯ (ปี 50) อภสิ มาจาร มรี ูปเป็น ๒ อย่าง อยา่ งหนงึ่ เป็นขอ้ อนญุ าต อกี อยา่ งหนง่ึ คืออะไร? และปรบั อาบตั ิอะไรไดบ้ า้ ง? 1|P a g e

ตอบ อกี อย่างหนึง่ คือ ขอ้ หา้ ม ฯ ปรบั อาบตั ิถลุ ลจั จยั และอาบตั ทิ กุ กฏ ฯ (ปี 49) อภสิ มาจาร คอื อะไร? ภกิ ษุลว่ งละเมิดจะเกดิ ความเสียหายอยา่ งไร? ตอบ คอื ธรรมเนยี มของภิกษุ ฯ ถา้ ลว่ งละเมิดแตบ่ างอยา่ งหรือบางครงั้ กเ็ สยี หายนอ้ ย แตถ่ า้ ลว่ งละเมดิ มากอย่างหรือเป็นนิตย์ ธรรมเนยี ม ยอ่ มกลายไปหรอื เส่ือมไป ภิกษุจะแตกเป็น ๒ พวก คอื เครง่ และไมเ่ ครง่ ฯ (ปี 48) ภกิ ษุผลู้ ะเมดิ สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกขต์ อ้ งอาบตั อิ ะไรไดบ้ า้ ง? ตอบ ตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั และ ทกุ กฏ ฯ (ปี 46) สกิ ขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ เรยี กว่าอะไร? มีกี่อย่าง? อะไรบา้ ง? ภิกษุลว่ งละเมดิ สกิ ขาบทนอกพระปาฏโิ มกขน์ น้ั ตอ้ งอาบตั ิโดยตรงอยา่ งไรบา้ ง? ตอบ เรยี กวา่ อภสิ มาจาร ฯ มี ๒ อย่าง คือ เป็นขอ้ หา้ ม ๑ เป็นขอ้ อนญุ าต ๑ ฯ ตอ้ งอาบตั ิโดยตรง ๒ อยา่ ง คอื ถลุ ลจั จยั ๑ ทกุ กฏ ๑ ฯ (ปี 45) อภสิ มาจารคืออะไร?แบ่งเป็นกี่ประเภท?อะไรบา้ ง? ขนั ธแ์ หง่ จีวรประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง? ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ คือธรรมเนียมของภิกษุ แบง่ เป็น ๒ ประเภทคอื เป็นขอ้ หา้ ม ๑ เป็นขอ้ อนญุ าต ๑ ฯ ประกอบดว้ ยมณฑล อฑั ฒมณฑล และอฑั ฒกสุ ิ ฯ ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไวว้ ่า จวี รผืนหนง่ึ ใหม้ ีขนั ธไ์ มน่ อ้ ยกวา่ ๕ เกนิ กวา่ นนั้ ใชไ้ ด้ แต่ใหเ้ ป็นขนั ธท์ ่เี ป็นค่ี คอื ๗, ๙, ๑๑ เป็นตน้ ฯ (ปี 44) พระวินยั แบง่ ออกเป็นก่ีอยา่ ง? อะไรบา้ ง? จะปฏิบตั พิ ระวนิ ยั อย่างไร จึงจะเรยี กไดว้ ่า พอดพี องาม? ตอบ แบ่งออกเป็น ๒ อยา่ งคอื อาทพิ รหมจรยิ กาสกิ ขาบท ๑ อภสิ มาจาร ๑ ฯ ตอ้ งปฏิบตั ิพระวนิ ยั โดยสายกลาง คอื ไม่ถือเครง่ ครดั อยา่ งงมงาย จนเป็นเหตตุ อ้ งทาตนใหเ้ ป็นคนลาบาก เพราะเหตธุ รรมเนยี มเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ อนั ขดั ตอ่ กาลเทศะ และไมส่ ะเพรา่ มกั งา่ ย ละเลยตอ่ ธรรมเนยี มของภิกษุ จนถึงทาตนใหเ้ ป็นคนเลวทราม จึงจะเรยี กไดว้ า่ พอดีพองาม (ปี 44) ภกิ ษุผไู้ มเ่ ออื้ เฟื้อในอภิสมาจารมโี ทษอยา่ งไรบา้ ง? ภิกษุเปลือยกายดว้ ยอาการอยา่ งไรบา้ ง ท่เี ป็นเหตใุ หต้ อ้ งอาบตั ิและไม่ตอ้ งอาบตั ิ? ตอบ มีโทษปรบั อาบตั ถิ ลุ ลจั จยั เป็นอย่างสงู แต่มีนอ้ ย สว่ นมากปรบั อาบตั ทิ กุ กฏเป็นพนื้ ถา้ เปลือยกายเป็นวตั รอยา่ งเดียรถีย์ ตอ้ งอาบตั ิถลุ ลจั จยั ถา้ เปลอื ยกายทากจิ แกก่ นั คือไหว้ รบั ไหว้ ทาบรกิ รรม ใหข้ อง รบั ของ เปลือยกายในเวลาฉนั และดม่ื ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ แตใ่ นเรือนไฟและในนา้ ไมต่ อ้ งอาบตั ิ ล่วงละเมิดพระวินัยแล้วไม่ต้องอาบตั ิ (ปี 55) ภิกษุแมล้ ว่ งละเมดิ พระวนิ ยั แลว้ ไมต่ อ้ งอาบตั ิ ไดร้ บั ยกเวน้ ทกุ สิกขาบท ไดแ้ ก่ภกิ ษุประเภทไหนบา้ ง? ตอบ ไดแ้ ก่ ภิกษุบา้ คล่งั จนไมม่ สี ตสิ มั ปชญั ญะ ภกิ ษุเพอ้ จนไมร่ ูส้ กึ ตวั ภกิ ษุกระสบั กระสา่ ย เพราะมเี วทนากลา้ จนถึงไมม่ ีสติ ฯ น่ังลงบนอาสนะ (ปี 56) ภกิ ษเุ ม่ือจะน่งั ลงบนอาสนะ ทรงใหป้ ฏบิ ตั ิอย่างไรก่อน? ท่ที รงใหป้ ฏิบตั ิอยา่ งนนั้ เพ่อื ประโยชนอ์ ะไร? ตอบ ทรงใหพ้ จิ ารณาก่อน อย่าผลนุ ผลนั น่งั ลงไป ฯ เพ่อื ว่าถา้ มีของอะไรวางอย่บู นนน้ั จะทบั หรือกระทบของนนั้ ถา้ เป็นขนั นา้ กจ็ ะหก เสีย มารยาท พงึ ตรวจดดู ว้ ยนยั นต์ า หรอื ดว้ ยมือลบู กอ่ น ตามแตจ่ ะรูไ้ ดด้ ว้ ยอยา่ งไร แลว้ จงึ ค่อยน่งั ลง ฯ สงั ฆกรรม ๓ ๑. การสวดปาฏิโมกข์ ตอ้ งการสงฆจ์ ตวุ รรค คอื ๔ รูป เป็นอย่างนอ้ ย ๒. อุปสมบทกรรมในปัจจนั ตประเทศ ตอ้ งการสงฆป์ ัญจวรรค คือ ๕ รูป เป็นอย่างนอ้ ย 2|P a g e

อุปสมบทกรรมในมธั ยมประเทศ ตอ้ งการสงฆท์ สวรรค คือ ๑๐ รูป เป็นอย่างนอ้ ย ๓. อัพภาณกรรม ตอ้ งการสงฆว์ สี ตวิ รรค คือ ๒๐ รูปเป็นอยา่ งนอ้ ย (ปี 55) สงั ฆกรรม ๓ อย่างนี้ คือ การสวดปาฏโิ มกข์ อปุ สมบทกรรมและอพั ภาณกรรม มจี ากดั จานวนสงฆอ์ ยา่ งนอ้ ยเทา่ ไรจงึ จะถกู ตอ้ งตาม พระวินยั ? ตอบ การสวดปาฏิโมกข์ ตอ้ งการสงฆจ์ ตวุ รรค คือ ๔ รูป เป็นอยา่ งนอ้ ย อปุ สมบทกรรมในปัจจนั ตประเทศ ตอ้ งการสงฆป์ ัญจวรรค คือ ๕ รูป เป็นอย่างนอ้ ย อปุ สมบทกรรมในมธั ยมประเทศ ตอ้ งการสงฆท์ สวรรค คอื ๑๐ รูป เป็นอย่างนอ้ ย อพั ภาณกรรมตอ้ งการสงฆว์ ีสตวิ รรค คือ ๒๐ รูปเป็นอยา่ งนอ้ ย ฯ กายบรหิ าร ๑๔ ธรรมเนยี มการดแู ลรกั ษารา่ งกายของภิกษุใหส้ ะอาดถกู สขุ อนามยั (ในสรุปนเี้ อามาเฉพาะทเี่ คยออกขอ้ สอบเทา่ นนั้ ) • อย่าพงึ ไวผ้ มยาว จะไวไ้ ดเ้ พยี ง ๒ เดอื น หรือ ๒ นิว้ • อย่าพงึ ไวเ้ ลบ็ ยาว พงึ ตดั เสยี ดว้ ยมีดเลก็ พอเสมอเนอื้ และอยา่ พึงขดั เล็บใหเ้ กลยี้ งเกลา แต่เลบ็ เปือ้ น จะขดั มลทนิ หรือจะแคะมลู เลบ็ ไดอ้ ยู่ นเี้ ป็นกิจท่คี วรทา • อยา่ พงึ เปลอื ยกายในท่ีหรือเวลาไม่สมควร ถา้ เปลือยกายเป็นวตั รเอาอย่างเดยี รถยี ์ ตอ้ งอาบตั ิถลุ ลจั จยั ถา้ เปลอื ยกายทากจิ แกก่ นั เช่นไหว้ รบั ไหว้ ทาบรกิ รรม ใหข้ อง รบั ของ และเปลอื ยกายในเวลาฉนั ในเวลาดม่ื ตอ้ งอาบตั ิทกุ กฏ แต่เปลือยกายในเรือนไฟและใน นา้ ไมต่ อ้ งอาบตั ิ • อย่าพึงนงุ่ หม่ ผา้ อยา่ งคฤหสั ถ์ หา้ มน่งุ ห่มเครือ่ งนงุ่ หม่ ของคฤหสั ถ์ เช่น กางเกง เสอื้ ผา้ โพก หมวก ผา้ น่งุ ผา้ ห่มสีต่าง ๆ ชนิดตา่ ง ๆ และหา้ มอาการนงุ่ หม่ ตา่ ง ๆ ท่ไี มใ่ ชข่ องภกิ ษุ • อย่าพึงผดั หนา้ อยา่ พึงไลห้ นา้ อยา่ งพงึ ทาหนา้ อย่าพงึ ยอ้ มหนา้ อย่าพึงเจมิ หนา้ อยา่ พงึ ยอ้ มตวั เวน้ ไวแ้ ต่อาพาธ. • อย่าพงึ ไวห้ นวดไวเ้ ครา คอื ตอ้ งโกนเสมอ หา้ มไมใ่ หแ้ ตง่ หนวด และหา้ มไมใ่ หต้ ดั หนวดดว้ ยกรรไกร (ปี 62, 54) เปลือยกายอยา่ งไรตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ? อยา่ งไรตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฎ? ตอบ เปลอื ยกายเป็นวตั รเอาอยา่ งเดยี รถีย์ ตอ้ งอาบตั ิถลุ ลจั จยั ฯ เปลือยกายทากจิ แกก่ นั เช่นไหว้ รบั ไหว้ ทาบรกิ รรม ใหข้ อง รบั ของ และเปลอื ยกายในเวลาฉนั ในเวลาดมื่ ตอ้ งอาบตั ิทกุ กฏ ฯ (ปี 59) ในกายบรหิ าร มขี อ้ ปฏิบตั เิ ก่ียวกบั หนวดและควิ้ ไวย้ า่ งไร ? ตอบ เกี่ยวกบั หนวด มีขอ้ ปฏบิ ตั ไิ วว้ า่ อยา่ พงึ ไวห้ นวดไวเ้ ครา คือตอ้ งโกนเสมอ หา้ มไมใ่ หแ้ ตง่ หนวด และหา้ มไมใ่ หต้ ดั หนวดดว้ ยกรรไกร ฯ เกี่ยวกบั ควิ้ ไม่ไดว้ างหลกั ปฏิบตั ไิ ว้ แตพ่ ระสงฆไ์ ทยนยิ มโกนพรอ้ มกบั ผม ฯ (ปี 57) การผดั หนา้ ไลห้ นา้ ทาหนา้ ทรงหา้ มและทรงอนญุ าตไวใ้ นกรณ๊ใด? ตอบ ทรงหา้ มในกรณีท่ที าเพ่อื ใหส้ วยงาม ทรงอนญุ าตในกรณีทอ่ี าพาธ เช่น เป็นโรคผวิ หนงั เป็นตน้ ฯ (ปี 57) ภิกษุเปลือยกายในกรณตี ่อไปนี้ ตอ้ งอาบตั อิ ะไรหรือไม่? ก. เปลือยเป็นวตั รอย่างเดียรถีย์ ข. เปลือยทากิจแก่กนั เช่นไหว้ รบั ไหว้ ค. เปลอื ยในเวลาฉนั ในเวลาดม่ื ง. เปลอื ยในเรอื นไฟ จ. เปลอื ยในนา้ ตอบ ก. ตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ข. และ ค. ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ ง. และ จ. ไม่ตอ้ งอาบตั ิ ฯ (ปี 56) ขอ้ วา่ อยา่ พงึ นงุ่ ห่มผา้ อย่างคฤหสั ถ์ นนั้ มีอธิบายอย่างไร? 3|P a g e

ตอบ มีอธิบายวา่ หา้ มน่งุ หม่ เครอื่ งนงุ่ ห่มของคฤหสั ถ์ เช่น กางเกง เสอื้ ผา้ โพก หมวก ผา้ นงุ่ ผา้ ห่มสตี ่าง ๆ ชนดิ ตา่ ง ๆ และหา้ มอาการนุ่งหม่ ต่าง ๆ ท่ไี มใ่ ชข่ องภิกษุ ฯ (ปี 52) มพี ระบญั ญตั ขิ อ้ หน่งึ ว่า อยา่ พึงนงุ่ ผา้ อยา่ งคฤหสั ถ์ อยา่ พงึ ห่มผา้ อยา่ งคฤหสั ถ์ ในกรณีท่ภี กิ ษุถกู โจรชงิ ผา้ น่งุ หม่ ไปหมด พงึ ปฏบิ ตั ิ อยา่ งไรจงึ จะถกู ตอ้ งตามพระวินยั ?ตอบ พึงปิดกายดว้ ยวตั ถอุ ย่างใดอย่างหน่ึงเป็นการช่วั คราว โดยท่ีสดุ แมใ้ บไมก้ ใ็ ชไ้ ด้ หา้ มมใิ หเ้ ปลอื ยกายฯ (ปี 51) มีขอ้ กาหนดในการไวผ้ มยาวของพระภิกษุอยา่ งไร? ในการโกนผม ภกิ ษุใชก้ รรไกรแทนมดี โกนไดห้ รอื ไม่? ตอบ ไวไ้ ดเ้ พยี ง ๒ เดอื น หรือ ๒ นวิ้ เป็นอยา่ งยงิ่ ฯ ไมไ่ ด้ เวน้ ไวแ้ ตอ่ าพาธ ฯ (ปี 50) ภกิ ษใุ ชเ้ ครอื่ งน่งุ ห่มของคฤหสั ถป์ กปิดกายแทนจวี ร จะผดิ หรอื ไม่ อยา่ งไร? ตอบ อาจจะผดิ หรือไมผ่ ิดแลว้ แต่กรณี ในกรณีท่ไี ม่มจี วี ร เชน่ จวี รถกู ไฟไหม้ ถูกโจรชงิ ไปหมด นงุ่ หม่ ผา้ ของคฤหสั ถไ์ ด้ หา้ มมิใหเ้ ปลอื ยกาย ถา้ ไม่ปกปิด ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ แตถ่ า้ ไม่มเี หตแุ ลว้ นงุ่ หม่ ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ ฯ (ปี 49) ภิกษุพงึ ปฏิบตั ิเกี่ยวกบั เลบ็ มือเล็บเทา้ ของตนอยา่ งไร จึงจะถกู ตอ้ งตามวินยั แผนกอภิสมาจาร? ตอบ พงึ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งนี้ คือ ไม่พึงไวเ้ ล็บยาว พงึ ตดั พอเสมอเนอื้ ไม่พึงขดั เล็บใหเ้ กลยี้ งเกลาดว้ ยม่งุ หมายใหเ้ กดิ ความสวยงาม แต่เล็บเปือ้ น จะ ขดั มลทนิ หรอื แคะมลู เลบ็ ไดอ้ ยู่ นเี้ ป็นกจิ ควรทา ฯ (ปี 48) พระพทุ ธองคท์ รงอนญุ าตใหภ้ กิ ษุไวผ้ มไดย้ าวท่สี ดุ เท่าไร? ไวไ้ ดน้ านท่สี ดุ เทา่ ไร? ตอบ ไมเ่ กิน ๒ นิว้ ฯ ไม่เกนิ ๒ เดือน ฯ (ปี 47) ในพระวินยั ส่วนอภิสมาจาร มพี ระพทุ ธบญั ญัตใิ หร้ กั ษาความสะอาดเกย่ี วกบั รา่ งกายไวอ้ ยา่ งไร? การเคยี้ วไมช้ าระฟันมปี ระโยชน์ อยา่ งไร ? ตอบ มีพระพทุ ธบญั ญตั วิ ่าดว้ ยกายบรหิ ารไวว้ ่า หา้ มไวผ้ มยาว ๑ หา้ มไวห้ นวดเครา ๑ หา้ มไวเ้ ล็บยาว ๑ หา้ มไวข้ นจมกู ยาว ๑ เม่ือ ถ่ายอจุ จาระแลว้ นา้ มีอยไู่ มช่ าระไม่ได้ ๑ อนญุ าตใหใ้ ชไ้ มช้ าระฟัน ๑ นา้ ดม่ื ใหก้ รองก่อน ๑ ฯ มีประโยชน์ คอื ๑. ฟันไม่สกปรก ๒. ปากไมเ่ หม็น ๓. เสน้ ประสาทรบั รสหมดจดดี ๔. เสมหะไม่หมุ้ อาหาร ๕. ฉนั อาหารมรี ส ฯ บรขิ าร • บริขารบริโภค สิ่งของจาเป็นท่ีภกิ ษุจะตอ้ งมี เช่น ไตรจวี ร(จีวร สงั ฆาฏิ สบง) บาตร ประคตเอว ผา้ ปนู อน ผา้ เชด็ หนา้ ผา้ เชด็ ปาก ผา้ นสิ ที นะ • บริขารอุปโภค สงิ่ ของเครื่องใชส้ อยเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ สาหรบั ภกิ ษุ เช่น เขม็ (รวมถงึ กลอ่ งเขม็ ) มดี โกน(รวมถงึ หินสาหรบั ลบั กบั เครอ่ื ง สะบดั ) เครือ่ งกรองนา้ (หรอื ผา้ กรองนา้ ) รม่ รองเทา้ • บริขารเสนาสนะ เครื่องใชน้ ่งั และนอนในท่อี ย่อู าศยั ของภกิ ษุ เชน่ ฟกู เตียง(ท่นี อน) หมอนหนนุ ศรี ษะ เตยี ง ฟกู ต่งั (เบาะ) (ปี 63, 61) บาตรท่ที รงอนญุ าต มีกี่ชนิด? อะไรบา้ ง? บาตรแสตนเลสจดั เขา้ ในชนดิ ไหน? ตอบ มี ๒ ชนดิ ฯ คือ ๑. บาตรดินเผา ๒. บาตรเหล็ก ฯ บาตรแสตนเลสจดั เขา้ ในบาตรเหล็ก ฯ (ปี 62, 56) บรขิ าร ๘ อยา่ งไหนจดั เป็นบรขิ ารบรโิ ภค อยา่ งไหนจดั เป็นบรขิ ารอปุ โภค ? ตอบ ไตรจวี ร บาตร ประคตเอว รวม ๕ อยา่ ง จดั เป็นบรขิ ารบรโิ ภค ฯ เขม็ มีดโกน และผา้ กรอกนา้ จดั เป็นบรขิ ารอปุ โภค ฯ (ปี 59) สงั ฆาฏิ บาตร ประคตเอว เข็ม มดี โกน อยา่ งไหนจดั เป็นบรขิ ารบรโิ ภค อย่างไหนจดั เป็นบรขิ าร อปุ โภค ? ตอบ สงั ฆาฏิ บาตร ประคตเอว จดั เป็นบรขิ ารบรโิ ภค เข็ม มดี โกน จดั เป็นบรขิ ารอปุ โภค ฯ (ปี 57) บาตรท่ที รงอนญุ าตใหใ้ ชม้ กี ี่ชนิด และกี่ขนาด? อะไรบา้ ง? ตอบ มี ๒ ชนดิ คือบาตรดนิ เผาและบาตรเหลก็ ฯ มี ๓ ขนาด คือขนาดเลก็ ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ฯ (ปี 56) บรขิ าร ๘ มีอะไรบา้ ง? ท่จี ดั เป็นบรขิ ารบรโิ ภคและบรขิ ารอปุ โภคมอี ะไรบา้ ง? 4|P a g e

ตอบ มี ไตรจวี ร คือผา้ นงุ่ ผา้ ห่มและผา้ ทาบ บาตร ประคดเอว เขม็ มีดโกนและผา้ กรองนา้ ฯ ไตรจวี ร บาตร ประคดเอว รวม ๕ อย่าง จดั เป็นบรขิ ารบรโิ ภค เขม็ มดี โกน และผา้ กรองนา้ จดั เป็นบรขิ ารอปุ โภค ฯ (ปี 49) ภิกษุพงึ ใชบ้ รขิ ารบรโิ ภคและเครอ่ื งอปุ โภคอยา่ งไร จึงจะดนู า่ เล่ือมใสของประชาชน? ตอบ การใชบ้ รขิ ารบรโิ ภคและเครอ่ื งอปุ โภคนนั้ ภิกษุควรรูต้ น้ เคา้ คือนสิ ยั ๔ ว่า ภกิ ษุย่อมนยิ มใชส้ อยบรขิ ารท่เี ป็นของปอนหรือของเรียบๆ ไม่ ใชข้ องดีท่ีกาลงั ตืน่ กนั ในสมยั อนั จะพงึ เรยี กวา่ โอ่โถง ความประพฤติปอนของภกิ ษุนยี้ ่อมทาใหเ้ กดิ ความเลอ่ื มใสแก่คนบางพวกท่เี รียกวา่ ลขู ประมาณ แปลวา่ มีของปอนเป็นประมาณ คอื มขี องปอนเป็นเหตนุ บั ถือ ฯ (ปี 49) ผา้ สงั ฆาฏิ คอื ผา้ อะไร? มีหลกั ฐานความเป็นมาอยา่ งไร? ตอบ คอื ผา้ สาหรบั ห่มกนั หนาวหรือหม่ ซอ้ นนอก ทรงอนญุ าตเพ่อื ใชใ้ นฤดหู นาว ฯ มเี รอ่ื งเลา่ วา่ ในฤดหู นาวจดั ทรงทดลองห่มจวี รผืนเดยี วอยใู่ นท่แี จง้ สามารถกนั ความหนาวไดย้ ามหนึ่ง ถา้ อยตู่ ลอดราตรี ตอ้ งผา้ ๓ ชน้ั จงึ พอกนั ความหนาวได้ จงึ ทรงอนญุ าตสงั ฆาฏิ ๒ ชน้ั เขา้ กบั อตุ ตราสงคช์ นั้ เดียว จะไดเ้ ป็น ๓ ชนั้ พอกนั ความหนาวดงั กล่าวได้ ฯ (ปี 47) บรขิ ารเหล่านคี้ ือ ไตรจวี ร ฟกู เตยี ง (ท่นี อน) หมอนหนนุ ศีรษะ เตยี ง ผา้ ปนู อน ผา้ เชด็ หนา้ ฟกู ต่งั (เบาะ) ผา้ นิสที นะ อยา่ งไหนจดั เป็น บรขิ ารเคร่อื งบรโิ ภค อยา่ งไหนจดั เป็นบรขิ ารเครอ่ื งเสนาสนะ? ตอบ ไตรจวี ร ผา้ ปนู อน ผา้ เชด็ หนา้ ผา้ นสิ ที นะ จดั เป็นบรขิ ารเครอื่ งบรโิ ภค ฟกู เตยี ง (ท่ีนอน) หมอนหนนุ ศีรษะ เตยี ง ฟกู ต่งั (เบาะ) จดั เป็นบรขิ ารเครื่องเสนาสนะ ฯ (ปี 46) บรขิ ารตอ่ ไปนไี้ ดแ้ ก่อะไรบา้ ง? ก. บรขิ ารเคร่ืองบรโิ ภค ข. บรขิ ารเครื่องอปุ โภค ตอบ ก. ไดแ้ ก่ ไตรจีวร ผา้ ปนู อน ผา้ เชด็ หนา้ เชด็ ปาก ผา้ นสิ ที นะ บาตร ฯ ข. ไดแ้ ก่ กล่องเข็ม เครื่องกรองนา้ มีดโกนพรอ้ มทงั้ ฝัก หนิ สาหรบั ลบั กบั เครอ่ื งสะบดั รม่ รองเทา้ ฯ ผา้ สาหรับทาจวี ร ทรงอนุญาตไว้ ๖ ชนดิ (ปี 58) ผา้ สาหรบั ทาจวี รนงุ่ หม่ นน้ั ทรงอนญุ าตไวก้ ชี่ นิด ? อะไรบา้ ง ? ตอบ ๖ ชนดิ ฯ คือ ๑. โขมะ ผา้ ทาดว้ ยเปลอื กไม้ ๒. กปั ปาสกิ ะ ผา้ ทาดว้ ยฝา้ ย ๓. โกเสยยะ ผา้ ทาดว้ ยใยไหม ๔. กมั พละ ผา้ ทาดว้ ยขนสตั ว์ ยกเวน้ ผมและขนมนษุ ย์ ๕. สาณะ ผา้ ทาดว้ ยเปลอื กป่าน ๖. ภงั คะ ผา้ ท่ที าดว้ ยของ ๕ อยา่ งนนั้ แตอ่ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ปนกัน ฯ (ปี 52) ผา้ สาหรบั ทาจวี รน่งุ หม่ นนั้ ทรงอนญุ าตไวก้ ี่ชนิด อะไรบา้ ง? ตอบ ทรงอนญุ าตไว้ ๖ ชนิด คอื ๑. โขมะ ผา้ ทาดว้ ยเปลอื กไม้ ๒. กปั ปาสิกะ ผา้ ทาดว้ ยฝา้ ย ๓. โกเสยยะ ผา้ ทาดว้ ยใยไหม ๔. กมั พละ ผา้ ทาดว้ ยขนสตั ว์ ยกเวน้ ผมและขนมนษุ ย์ ๕. สาณะ ผา้ ทาดว้ ยเปลอื กป่าน ๖. ภงั คะ ผา้ ท่ที าดว้ ยของ ๕ อยา่ งนนั้ แตอ่ ยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ปนกัน ฯ (ปี 44) พระพทุ ธองคท์ รงอนญุ าตผา้ สาหรบั ทาจวี รไวก้ ี่ชนดิ ? อะไรบา้ ง? วสั สิกสาฎกไดแ้ กผ่ า้ เช่นไร? มีจากดั ประมาณ กวา้ ง ยาว ไวอ้ ย่างไร? ตอบ ทรงอนญุ าตไว้ ๖ ชนิดคอื ๑. โขมะ ผา้ ทาดว้ ยเปลือกไม้ ๒. กปั ปาสกิ ะ ผา้ ทาดว้ ยฝา้ ย ๓. โกเสยยะ ผา้ ทาดว้ ยใยไหม ๔. กมั พละ ผา้ ทาดว้ ยขนสตั ว์ ยกเวน้ ผมและขนมนษุ ย์ ๕. สาณะ ผา้ ทาดว้ ยเปลือกป่าน ๖. ภงั คะ ผา้ ท่ที าดว้ ยของ ๕ อยา่ งนนั้ แต่อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ปนกัน ไดแ้ ก่ผา้ อาบนา้ ฝน มจี ากดั ประมาณยาว ๖ คบื กวา้ ง ๒ คบื ครง่ึ แห่งคืบพระสคุ ต 5|P a g e

รูปแบบการตดั เย็บจีวร (ปี 51) จวี รผืนหนึ่ง มกี าหนดจานวนขณั ฑไ์ วอ้ ยา่ งไร? ใน ๑ ขณั ฑป์ ระกอบดว้ ยอะไรบา้ ง? ตอบ กาหนดจานวนไวไ้ ม่นอ้ ยกวา่ ๕ ขณั ฑ์ แตใ่ หเ้ ป็นขณั ฑค์ ี่ คือ ๗, ๙, ๑๑ เป็นตน้ ฯ ประกอบดว้ ยมณฑล อฑั ฒมณฑล อฑั ฒกสุ ิ ฯ (ปี 45) อภิสมาจารคอื อะไร? แบง่ เป็นก่ีประเภท? อะไรบา้ ง? ขนั ธแ์ ห่งจวี รประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง? ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไวอ้ ย่างไร? ตอบ คอื ธรรมเนยี มของภิกษุ แบง่ เป็น ๒ ประเภทคือ เป็นขอ้ หา้ ม ๑ เป็นขอ้ อนญุ าต ๑ ฯ ประกอบดว้ ยมณฑล อฑั ฒมณฑล และอฑั ฒกสุ ิ ฯ ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไวว้ า่ จีวรผนื หนง่ึ ใหม้ ขี นั ธไ์ ม่นอ้ ยกวา่ ๕ เกินกวา่ นนั้ ใชไ้ ด้ แต่ใหเ้ ป็นขนั ธท์ ่ีเป็นค่ี คอื ๗, ๙, ๑๑ เป็นตน้ ฯ ขอ้ กาหนดในการใชผ้ ้า • ไตรจีวร ประกอบดว้ ย ๑.ผ้าสงั ฆาฏิ (ผา้ คลมุ ) ๒.ผา้ อุตตราสงค์ (จวี ร หรือ ผา้ หม่ ) ๓.อันตรวาสก (สบง หรอื ผา้ น่งุ ) (ปี 54) ผา้ ต่อไปนี้ คือ สงั ฆาฏิ อนั ตรวาสก นสิ ีทนะ ผา้ อาบนา้ ฝน ผา้ เชด็ ปาก ผา้ ถงุ บาตร ผนื ใดท่ที รงอนญุ าตใหอ้ ธิษฐานไดเ้ พยี งผืนเดยี ว? ตอบ สงั ฆาฏิ นสิ ที นะ อนั ตรวาสก และผา้ อาบนา้ ฝน ฯ วธิ อี ธษิ ฐาน ๑. การอธิษฐานด้วยกาย การใชม้ อื จบั หรอื ลบู บรขิ ารท่จี ะอธษิ ฐานแลว้ ทาความผูกใจตามคาอธิษฐานนน้ั ๆ ๒. การอธิษฐานด้วยวาจา การเปล่งคาอธิษฐานนน้ั ๆ ไม่ถกู ของดว้ ยกายก็ได้ (ปี 57) ภกิ ษุจะเปล่ียนไตรครอง พึงปฏบิ ตั ติ ามลาดบั อย่างไรบา้ ง? ตอบ ตอ้ งปัจจธุ รณค์ ือถอนอธษิ ฐานผืนเกา่ ก่อน แลว้ ทาพนิ ทแุ ละอธิษฐานผืนใหม่ ฯ (ปี 54) ผา้ บรขิ ารโจล ไดแ้ กผ่ า้ เชน่ ไร? การอธิษฐานดว้ ยกายกบั การอธิษฐานดว้ ยวาจาตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ไดแ้ ก่ ผา้ ท่ไี มใ่ ชข่ องใหญ่ถึงกบั น่งุ หม่ ได้ เชน่ ผา้ กรองนา้ ถงุ บาตร ย่าม ฯ การอธิษฐานดว้ ยกาย คอื การใชม้ ือจบั หรือลบู บรขิ ารท่จี ะอธิษฐานแลว้ ทาความผกู ใจตามคาอธิษฐานนนั้ ๆ ส่วนการอธษิ ฐานดว้ ยวาจา คือ การเปล่งคาอธษิ ฐานนนั้ ๆ ไม่ถกู ของดว้ ยกายก็ได้ ฯ (ปี 49) คาวา่ อธิษฐานในวินยั กรรม คืออะไร? ผา้ สงั ฆาฏผิ นื เดิมเก่าขาดใชไ้ ม่ไดจ้ ะเปล่ยี นใหม่ พงึ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร? ตอบ คือ การตงั้ บรขิ ารท่ที รงอนญุ าตสาหรบั ภิกษุเอาไวใ้ ชส้ าหรบั ตวั (เชน่ การตงั้ ใจใชจ้ วี รผนื นนั้ ไม่ใชผ้ นื อืน่ ) ฯ พงึ ทาพินทผุ า้ สงั ฆาฏิผนื ใหมว่ า่ อิม พนิ ทฺ กุ ปปฺ กโรมิ เราทาหมายดว้ ยจดุ นี้ แลว้ ปัจจทุ ธรณค์ อื ยกเลิกผา้ สงั ฆาฏิเดิมวา่ อมิ สงฆฺ าฏึ ปจจฺ ทุ ธฺ รามิ เรายกเลกิ ผา้ สงั ฆาฏผิ นื นี้ ตอ่ จากนนั้ อธิษฐานผา้ สงั ฆาฏิผนื ใหมว่ า่ อิม สงฺฆาฏึ อธิฏฺฐามิ เราตงั้ เอาไวซ้ ง่ึ ผา้ สงั ฆาฏผิ นื นี้ ฯ วธิ ีใช้วธิ ีรักษาบาตร (ปี 50) วิธีใชว้ ธิ ีรกั ษาบาตรท่ถี กู ตอ้ ง คอื อยา่ งไร? ตอบ คือ หา้ มไม่ใหใ้ ชบ้ าตรตา่ งกระโถน คือทงิ้ กา้ งปลา กระดกู เนอื้ หรืออนื่ ๆ อนั เป็นเดนลงในบาตร หา้ มไม่ใหล้ า้ งมอื หรอื บว้ นปากลงในบาตร จะเอามอื เปือ้ นจบั บาตรก็ไมค่ วร ฉนั แลว้ ใหล้ า้ งบาตร หา้ มไมใ่ หเ้ ก็บไวท้ ง้ั ยงั เปียก ใหผ้ ง่ึ แดดกอ่ น หา้ มไม่ใหผ้ ง่ึ ทง้ั ยงั เปียก ใหเ้ ช็ดจนหมดนา้ ก่อนจงึ ผงึ่ หา้ มไม่ใหผ้ งึ่ ไวน้ าน ใหผ้ ง่ึ สกั ครูห่ น่งึ ฯ (ปี 47) ในพระวินยั ทรงอนญุ าตบาตรไวก้ ี่ชนดิ ? อะไรบา้ ง? และมธี รรมเนียมระวงั รกั ษาบาตรอย่างกวดขนั ไวอ้ ย่างไร? 6|P a g e

ตอบ ทรงอนญุ าตไว้ ๒ ชนดิ คอื บาตรดนิ เผา (สมุ ดาสนทิ ) ๑ บาตรเหลก็ ๑ ฯ มีธรรมเนยี มระวงั รกั ษาบาตรอยา่ งกวดขนั คือ หา้ มไมใ่ หว้ างบาตร เกบ็ บาตรไวใ้ นท่ๆี บาตรจะตกแตก และในท่จี ะประทษุ รา้ ยบาตร, หา้ มคว่าบาตรไวท้ ่พี นื้ คมแข็งอนั จะประทษุ รา้ ยบาตร, หา้ มไม่ใหแ้ ขวนบาตร, หา้ มไมใ่ หใ้ ชบ้ าตรตา่ งกระโถน, หา้ มไมใ่ หเ้ กบ็ ไวท้ งั้ ยงั เปียก มีบาตรอยใู่ นมอื หา้ มไมใ่ หผ้ ลกั บานประตู เป็นตน้ ฯ นิสัย ความหมายของคา (ปี 57) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ ก. อปุ สมั ปทาจารย์ ข. อทุ เทสาจารย์ ค. สทั ธิวหิ ารกิ ง. อนั เตวาสิก จ. นสิ สยั มตุ ตกะ ตอบ ก. อาจารยผ์ ใู้ หอ้ ปุ สมบท ข. อาจารยผ์ สู้ อนธรรม ค. ภกิ ษุผพู้ ึง่ พิงอปุ ัชฌาย์ ง. ภกิ ษุผอู้ ิงอาศยั อาจารย์ จ. ภกิ ษุผพู้ น้ นิสสยั แลว้ ฯ (ปี 63, 56) คาวา่ ถือนิสยั หมายความวา่ อยา่ งไร? ภกิ ษุผเู้ ป็นนวกะจะตอ้ งถือนสิ ยั เสมอไปหรือไมป่ ระการไร? ตอบ หมายความวา่ ยอมตนอยใู่ นความปกครองของพระเถระผมู้ คี ณุ สมบตั ิควรปกครองตนได้ ยอมตนใหท้ า่ นปกครอง พ่งึ พิงพานกั อาศยั ท่าน ฯ ตอ้ งถือนสิ ยั เสมอไป แต่มขี อ้ ยกเวน้ ภิกษุผยู้ งั ไม่ตงั้ ลงเป็นหลกั แหล่ง คือภกิ ษุเดนิ ทาง ภิกษุผเู้ ป็นไข้ ภิกษุผพู้ ยาบาลผไู้ ดร้ บั ขอของ คนไขเ้ พ่อื ใหอ้ ยู่ ภิกษุผเู้ ขา้ ป่าเพ่อื เจรญิ สมณธรรมช่วั คราว และกรณีท่ใี นท่ใี ด หาทา่ นผใู้ หน้ สิ ยั มิได้ และมเี หตขุ ดั ขอ้ งท่จี ะไปอย่ใู นท่อี นื่ ไมไ่ ด้ จะ อย่ใู นท่นี นั้ ดว้ ยผกู ใจว่าเม่ือใดมีทา่ นผใู้ หน้ สิ ยั ไดม้ าอยู่ จกั ถือนิสยั ในท่าน ก็ใชไ้ ด้ ฯ (ปี 55) จงใหค้ วามหมายของคาตอ่ ไปนี้ อุปัชฌายะ สทั ธิวิหารกิ นสิ สยั ตอบ อปุ ัชฌายะ เป็นช่อื เรียกภกิ ษุผรู้ บั ใหพ้ งึ่ พงิ แปลว่าผฝู้ ึกสอนหรือผดู้ แู ล, สทั ธิวิหารกิ เป็นช่ือเรยี กภกิ ษุผพู้ ง่ึ พงิ แปลวา่ ผอู้ ย่ดู ว้ ย, นสิ สยั เป็นช่อื เรียกกิรยิ าท่พี ง่ึ พิง ฯ (ปี 49) พระอปุ ัชฌายแ์ ละสทั ธิวหิ ารกิ พงึ ปฏบิ ตั ิตอ่ กนั อยา่ งไร จงึ จะเกดิ ความเจรญิ งอกงามในพระธรรมวนิ ยั ? ตอบ พงึ ปฏบิ ตั ติ ามท่ีสมเดจ็ พระบรมศาสดาตรสั ส่งั ไวว้ า่ ใหพ้ ระอปุ ัชฌายแ์ ละสทั ธิวิหารกิ ตงั้ จติ สนิทสนมในกนั และกัน ใหพ้ ระอปุ ัชฌายส์ าคญั สทั ธิวหิ ารกิ ฉนั บตุ ร ใหส้ ทั ธิวิหารกิ นบั ถือพระอปุ ัชฌายฉ์ นั บดิ า เม่ือเป็นเชน่ นี้ ต่างจะมคี วามเคารพเช่ือฟังถกู กนั อยู่ ย่อมจะถงึ ความเจรญิ งอกงามไพบลู ยใ์ นพระธรรมวนิ ยั ฯ (ปี 47) จงใหค้ วามหมายของคาดงั ต่อไปนี้ ก. นสิ สยั ข. วตั ร ค. อปุ ัชฌายะ ง. อาจารย์ จ. สทั ธิวิหารกิ วตั ร ตอบ ก. นิสสยั คือ กิรยิ าท่พี ่ึงพิง ข. วตั ร หมายถึง ขนบคอื แบบอยา่ ง อนั ภกิ ษุควรประพฤตใิ นกาลนนั้ ๆ ในท่นี น้ั ๆ ในกจิ นน้ั แกบ่ คุ คลนนั้ ๆ ค. อปุ ัชฌายะ คือ ภิกษุผรู้ บั ใหส้ ทั ธิวหิ ารกิ พ่ึงพิง ง. อาจารย์ คือ ภิกษุผรู้ บั ใหอ้ นั เตวาสกิ พงึ่ พงิ จ. สทั ธิวหิ ารกิ วตั ร คือ หนา้ ท่อี นั อปุ ัชฌายะจะพงึ ทาแกส่ ทั ธิวหิ ารกิ ฯ อาจารยม์ ี ๔ ประเภท ๑. ปัพพัชชาจารย์ อาจารยใ์ นบรรพชา ๓. นิสสยาจารย์ อาจารยผ์ ใู้ หน้ สิ สยั ๒. อุปสมั ปทาจารย์ อาจารยใ์ นอปุ สมบท ๔. อทุ เทสาจารย์ อาจารยผ์ บู้ อกธรรม (ปี 57) จงใหค้ วามหมายของคาต่อไปนี้ ก. อปุ สมั ปทาจารย์ ข. อทุ เทสาจารย์ ค. สทั ธิวหิ ารกิ ง. อนั เตวาสิก จ. นิสสยั มตุ ตกะ ตอบ ก. อาจารยผ์ ใู้ หอ้ ปุ สมบท ข. อาจารยผ์ สู้ อนธรรม ค. ภิกษุผพู้ งึ่ พงิ อปุ ัชฌาย์ ง. ภิกษุผอู้ ิงอาศยั อาจารย์ จ. ภิกษุผพู้ น้ นสิ สยั แลว้ ฯ 7|P a g e

(ปี 53) ตามนยั แหง่ อรรถกถาอาจารยม์ กี ่ีประเภท? อะไรบา้ ง? คาขอนิสสยั อาจารยว์ า่ อยา่ งไร? ตอบ มี ๔ ประเภท ฯ คือ ๑. ปัพพชั ชาจารย์ อาจารยใ์ นบรรพชา ๒. อปุ สมั ปทาจารย์ อาจารยใ์ นอปุ สมบท ๓. นิสสยาจารย์ อาจารยผ์ ใู้ ห้ นสิ สยั ๔. อทุ เทสาจารย์ อาจารยผ์ บู้ อกธรรม ฯ ว่า อาจรโิ ย เม ภนฺเต โหหิ อายสฺมโต นสิ ฺสาย วจฉฺ ามิ ฯ (ปี 44) อาจารยท์ างพระวินยั ตามนยั อรรถกถามเี ท่าไร? อะไรบา้ ง? อาจารยเ์ หล่านน้ั ทาหนา้ ท่ตี า่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ มี ๔ คือ ปัพพชาจารย์ ๑ อปุ สมั ปทาจารย์ ๑ นิสสยาจารย์ ๑ อทุ เทสาจารย์ ๑ ทาหนา้ ท่ตี า่ งกนั คอื ปัพพชาจารย์ ทาหนา้ ท่ใี หส้ รณคมนเ์ ม่ือบรรพชา อปุ สมั ปทาจารย์ ทาหนา้ ท่สี วดกรรมวาจาเม่ืออปุ สมบท นิสสยาจารย์ ทาหนา้ ทใ่ี หน้ สิ ยั อทุ เทสาจารย์ ทาหนา้ ท่สี อนธรรม (ปี 44) คาวา่ ถือนิสยั หมายความวา่ อะไร? จงเขยี นคาขอนสิ ยั อาจารยพ์ รอ้ มทงั้ คาแปล ตอบหมายความวา่ ยอมตนอยใู่ นความปกครองของพระเถระผมู้ คี ณุ สมบตั ิควรปกครองตนได้ ยอมตนใหท้ า่ นปกครองพึง่ พงิ พานักอาศยั ทา่ นฯ คาขอนิสยั อาจารยว์ า่ ดงั นี้ \" อาจรโิ ย เม ภนเฺ ต โหหิ , อายสฺมโต นสิ สฺ าย วจฉฺ ามิ \" ซ่งึ แปลวา่ \" ขอทา่ นจงเป็นอาจารยข์ องขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้ จกั อยู่ อาศยั ทา่ น \" การประณาม (ปี 52) การประณาม ในพระวินยั หมายความวา่ อยา่ งไร? มพี ระพทุ ธานญุ าตใหอ้ ปุ ัชฌายท์ าการประณามสทั ธิวหิ ารกิ ผปู้ ระพฤตอิ ย่างไร? ตอบ หมายความวา่ การไล่สทั ธวิ หิ ารกิ หรอื อนั เตวาสกิ ผปู้ ระพฤติมชิ อบ ผปู้ ระพฤตดิ งั นี้ ๑. หาความรกั ใครใ่ นอปุ ัชฌายม์ ไิ ด้ ๒. หาความเล่ือมใสมิได้ ๓. หาความละอายมไิ ด้ ๔. หาความเคารพมไิ ด้ ๕. หาความหวงั ดีต่อมิได้ ฯ (ปี 45) อปุ ัชฌายป์ ระณามสทั ธวิ หิ ารกิ ผปู้ ระพฤติมชิ อบดว้ ยเหตอุ ะไรบา้ ง? อาการท่อี ปุ ัชฌายป์ ระณามสทั ธิวหิ ารกิ พึงทาอยา่ งไร? ตอบ ดว้ ยเหตดุ งั นี้ คือ หาความรกั ใครใ่ นอปุ ัชฌายม์ ไิ ด้ ๑ หาความเลื่อมใสมไิ ด้ ๑ หาความละอายมิได้ ๑ หาความเคารพมไิ ด้ ๑ หาความหวงั ดตี อ่ มิได้ ๑ ฯ พงึ พดู ใหร้ ูว้ ่าตนไลเ่ ธอเสีย ในบาลีแสดงไวว้ า่ เราประณามเธอ เธออยา่ เขา้ มา ณ ท่นี ี้ จงขนบาตรจวี รของเธอออกไปเสยี หรอื เธอ ไม่ตอ้ งอปุ ัฏฐากเราดงั นี้ หรอื แสดงอาการทางกายใหร้ ูอ้ ย่างนน้ั กไ็ ด้ ฯ นิสยั ระงับ / นิสัยมุตตกะ (ปี 62, 60) ภกิ ษุเช่นไรควรไดน้ ิสยั มตุ ตกะ ? ตอบ ภิกษุผคู้ วรไดน้ สิ ยั มตุ ตกะ คือ ๑. เป็นผมู้ ีศรทั ธา หริ ิ โอตตปั ปะ วิรยิ ะ สติ ๒. เป็นผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยศลี อาจาระ ความเห็นชอบ เคยไดย้ นิ ไดฟ้ ังมามาก มีปัญญา ๓. รูจ้ กั อาบตั ิ มใิ ช่อาบตั ิ อาบตั ิเบา อาบตั หิ นกั จาพระปาฏิโมกขไ์ ด้ แม่นยา ทงั้ มพี รรษาพน้ ๕ ฯ (ปี 59, 51) นสิ ยั ระงบั กบั นิสยั มตุ ตกะ มอี ธิบายอย่างไร? ตอบ นิสยั ระงบั หมายถึงการท่ภี ิกษุผถู้ ือนสิ ยั ขาดจากปกครอง เชน่ อปุ ัชฌายม์ รณภาพ เป็นตน้ นิสยั มตุ ตกะ หมายถึงภิกษุผไู้ ดพ้ รรษา ๕ แลว้ และมคี ณุ สมบตั พิ อรกั ษาตนไดเ้ ม่ืออย่ตู ามลาพงั ทรงพระอนญุ าตใหพ้ น้ จากนสิ ยั ฯ (ปี 58) ในบาลแี สดงเหตนุ สิ สยั ระงบั จากอปุ ัชฌายะไว้ ๕ ประการ มอี ะไรบา้ ง ? ตอบ มีอปุ ัชฌายะหลกี ไปเสีย ๑ สกึ เสยี ๑ ตายเสีย ๑ ไปเขา้ รีตเดยี รถียเ์ สยี ๑ ส่งั บงั คบั ๑ ฯ (ปี 54) ในบาลแี สดงเหตนุ ิสยั จะระงบั จากอปุ ัชฌายไ์ วเ้ ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? ตอบ แสดงไว้ ๕ ประการ ฯ คอื อปุ ัชฌายห์ ลกี ไปเสีย ๑ สกึ เสยี ๑ ตายเสีย ๑ ไปเขา้ รตี เดียรถีย์ ๑ ส่งั บงั คบั ๑ ฯ (ปี 45) ในบาลแี สดงเหตนุ สิ ยั จะระงบั จากอปุ ัชฌายไ์ วเ้ ท่าไร? อะไรบา้ ง? ภกิ ษุผคู้ วรจะไดน้ สิ ยั มตุ ตกะตอ้ งมีคณุ สมบตั อิ ยา่ งไรบา้ ง? 8|P a g e

ตอบ แสดงไว้ ๕ ประการคอื อปุ ัชฌายห์ ลกี ไปเสยี ๑ สึกเสยี ๑ ตายเสีย ๑ ไปเขา้ รีตเดียรถีย์ ๑ ส่งั บงั คบั ๑ ฯ มีคณุ สมบตั ิ คือ ๑. เป็นผมู้ ีศรทั ธา มีหิริ มีโอตตปั ปะ มวี ิรยิ ะ มสี ติ ๒. เป็นผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยศลี อาจาระ ความเห็นชอบ เคยไดย้ ินไดฟ้ ังมาก มปี ัญญา ๓. รูจ้ กั อาบตั ิ มใิ ช่อาบตั ิ อาบตั เิ บา อาบตั ิหนกั จาปาฏโิ มกขไ์ ดแ้ ม่นยา ทง้ั มีพรรษาได้ ๕ หรือยิง่ กวา่ ฯ ช้นั ภมู ขิ องภกิ ษุ (ปี 60) ภกิ ษุเชน่ ไร ช่อื วา่ นวกะ มชั ฌมิ ะ เถระ ? ตอบ ภกิ ษุมพี รรษาไม่ถึง ๕ ช่ือวา่ นวกะ ภิกษุมีพรรษาตงั้ แต่ ๕ ขนึ้ ไป แตย่ งั ไมถ่ งึ ๑๐ ตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ ธรรมตามพระวนิ ยั ช่ือวา่ มชั ฌมิ ะ ภกิ ษุมีพรรษาตงั้ แต่ ๑๐ ขนึ้ ไป ตอ้ งประกอบดว้ ยคณุ ธรรมตามพระวนิ ยั ช่ือวา่ เถระ ฯ (ปี 44) ภกิ ษเุ ช่นไร ช่อื วา่ นวกะ มชั ฌมิ ะ เถระ? วตั รอนั ภิกษุควรประพฤตใิ นคาวา่ วตฺตสมปฺ นโฺ น นน้ั คืออะไรบา้ ง? ตอบ ภิกษมุ พี รรษาไมถ่ ึง ๕ เรียกว่า นวกะ ภิกษุมีพรรษาตงั้ แต่ ๕ ขนึ้ ไป แตย่ งั ไมถ่ งึ ๑๐ เรยี กวา่ มชั ฌิมะ ภิกษุมพี รรษาตงั้ แต่ ๑๐ ขนึ้ ไป เรียกวา่ เถระ ฯ คอื ๑. กิจวตั ร ว่าดว้ ยกจิ อนั ควรทา ๒. จรยิ าวตั ร ว่าดว้ ยมารยาทอนั ควรประพฤติ ๓. วธิ ิวตั ร วา่ ดว้ ยแบบอยา่ ง ฯ วัตร แบบอยา่ งอนั ภิกษุควรประพฤติในกาลนนั้ ๆ ในท่นี นั้ ๆ ในกจิ นน้ั ๆ แกบ่ คุ คลนน้ั ๆ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คอื ๑. กิจวัตร ว่าดว้ ยกิจอนั ควรทา ๒. จริยาวตั ร วา่ ดว้ ยมารยาทอนั ควรประพฤติ ๓. วธิ วิ ัตร วา่ ดว้ ยแบบอยา่ ง (ปี 63, 61) วตั รอนั ภิกษุควรประพฤติในคาว่า วตฺตสมปฺ นฺโน นน้ั คอื อะไรบา้ ง ? ตอบ คือ ๑. กจิ วตั ร วา่ ดว้ ยกจิ อนั ควรทา ๒. จรยิ าวตั ร ว่าดว้ ยมารยาทอนั ควรประพฤติ ๓. วธิ ิวตั ร วา่ ดว้ ยแบบอยา่ ง ฯ (ปี 54) ภิกษุผไู้ ดช้ ่ือวา่ วตตฺ สมฺปนโฺ น ผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยวตั ร วตั รคอื อะไร? มอี ะไรบา้ ง? ตอบ วตั รคือแบบอยา่ งอนั ภิกษุควรประพฤตใิ นกาลนนั้ ๆ ในท่นี น้ั ๆ ในกจิ นน้ั ๆ แกบ่ คุ คลนน้ั ๆ ฯ มี ๑. กิจวตั ร วา่ ดว้ ยกจิ อนั ควรทา ๒. จรยิ าวตั ร วา่ ดว้ ยมารยาทอนั ควรประพฤติ ๓. วิธิวตั ร ว่าดว้ ยแบบอยา่ ง ฯ (ปี 51) ในคาว่า ภกิ ษุผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยวตั ร วตั รไดแ้ กอ่ ะไร? มีอะไรบา้ ง? ตอบ ไดแ้ ก่ ขนบ คือแบบอย่างอนั ภิกษุควรประพฤติในกาลนนั้ ๆ ในท่นี น้ั ๆ ในกจิ นน้ั ๆ แกบ่ คุ คลนนั้ ๆ ฯ มี ๑. กิจวตั ร วา่ ดว้ ยกจิ อนั ควรทา ๒. จรยิ าวตั ร วา่ ดว้ ยมารยาทอนั ควรประพฤติ ๓. วธิ ิวตั ร วา่ ดว้ ยแบบอยา่ ง ฯ (ปี 49) วิธิวตั ร คืออะไร? มคี วามสาคญั อยา่ งไร? ตอบ คือ วินยั ท่วี า่ ดว้ ยแบบอยา่ ง เชน่ แบบอยา่ งการห่มผา้ เป็นตน้ ฯ แบบอย่างนน้ั เป็นเหตใุ หภ้ ิกษุมคี วามประพฤตสิ ม่าเสมอกนั เชน่ นงุ่ หม่ เป็นแบบเดยี วกนั อนั โบราณทา่ นจดั ไวถ้ า้ เป็นแบบท่ลี ่วงเวลาและจะไมใ่ ชก้ ต็ อ้ งมวี ธิ ีใหมแ่ ทน ไมเ่ ชน่ นนั้ จะค่อยหลดุ ไปทลี ะอยา่ ง จนไม่มีอะไร เหลือเม่อื ถงึ เวลานนั้ พระสงฆก์ จ็ ะไมม่ อี ะไรท่ตี า่ งจากชาวบา้ น ฯ (ปี 48) วตั ร ๓ คืออะไรบา้ ง? ภิกษุเหยยี บผา้ ขาวอนั เขาลาดไวใ้ นท่นี ิมนตผ์ ดิ วตั รขอ้ ไหน? มีโทษใหเ้ กิดความเสียหายอย่างไร? ตอบ คือ กจิ วตั ร ๑ จรยิ าวตั ร ๑ วธิ ิวตั ร ๑ ฯ ผิดวตั รขอ้ จรยิ าวตั ร ฯ มโี ทษใหเ้ กดิ ความเสียหาย คอื เป็นการเสียมารยาทของพระ ไม่ระวงั กิรยิ า ทาใหผ้ า้ ขาวมีรอยเปื้อนสกปรกนา่ รงั เกียจ แมภ้ กิ ษุพวกเดยี วกนั จะน่งั ก็รงั เกยี จขยะแขยง เป็นท่ตี าหนิของบณั ฑิตทงั้ หลาย ฯ 9|P a g e

กิจวตั ร ๑๒ กจิ อนั ควรทา (ในสรุปนี้ นามาเฉพาะทเี่ คยออกขอ้ สอบเท่านนั้ ) • อปุ ัชฌายวตั ร ธรรมเนยี มท่สี ทั ธิวหิ ารกิ ควรปฏิบตั ติ ่อพระอุปัชฌาย์ • สัทธวิ หิ ารกิ วัตร ธรรมเนียมท่ีพระอปุ ัชฌายค์ วรปฏิบตั ติ ่อสทั ธิวหิ ารกิ • อาคันตกุ วตั ร ธรรมเนยี มท่ีพระอาคนั ตกุ ะควรปฏิบตั ิตอ่ พระเจา้ ถ่ิน • อาวาสกิ วตั ร ธรรมเนยี มท่พี ระเจา้ ถ่ินควรปฏบิ ตั ติ อ่ พระอาคนั ตกุ ะ • ปิ ณฑจาริกวัตร ธรรมเนยี มท่ภี ิกษุผเู้ ขา้ ไปบณิ ฑบาตในบา้ น • เสนาสนคาหกวตั ร ธรรมเนียมท่ภี กิ ษุผอู้ าศยั อย่ใู นเสนาสนะ • คลิ านุปัฏฐากวัตร ธรรมเนียมทภ่ี กิ ษุท่ที าหนา้ ท่ดี แู ลภกิ ษุผเู้ จบ็ ป่วย (ปี 62 ,60, 45) ภกิ ษุผเู้ ป็นอาคนั ตกุ ะ ไปส่อู าวาสอนื่ พึงประพฤตอิ ยา่ งไรจงึ จะถกู ธรรมเนียมตามพระวนิ ยั ? ตอบ พงึ ประพฤตดิ งั นี้ ๑. ทาความเคารพในเจา้ ของถ่ิน ๒. แสดงความเกรงใจเจา้ ของถ่ิน ๓. แสดงอาการสภุ าพตอ่ เจา้ ของถ่ิน ๔. แสดงอาการสนิทสนมกบั เจา้ ของถ่นิ ๕. ถา้ จะอยทู่ ่นี ่นั ควรประพฤตใิ หถ้ กู ธรรมเนียมของเจา้ ของถ่นิ ๖. ถือเสนาสนะแลว้ อยา่ ดดู าย เอาใจใสป่ ัดกวาดใหส้ ะอาดหมดจด ตงั้ เคร่อื งเสนาสนะใหเ้ ป็นระเบยี บ ฯ (ปี 59) วตั รคอื อะไร ? อปุ ัชฌายวตั รและสทั ธิวิหารกิ วตั ร ใครพงึ ทาแกใ่ คร ? ตอบ คือ แบบอยา่ งอนั ดงี ามท่ีภกิ ษุควรประพฤตใิ นกาลนน้ั ๆ ฯ อปุ ัชฌายวตั ร สทั ธิวิหารกิ พงึ ทาแก่อปุ ัชฌาย์ สทั ธิวิหารกิ วตั ร อปุ ัชฌายพ์ งึ ทาแกส่ ทั ธิวิหารกิ ฯ (ปี 58) ภกิ ษุผอู้ าพาธควรปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไร จงึ ไมเ่ ป็นภาระแกผ่ พู้ ยาบาล ? ตอบ ควรปฏิบตั ิตนใหเ้ ป็นผพู้ ยาบาลงา่ ย คอื ทาความสบายใหแ้ กต่ น (ไม่ฉนั ของแสลง) รูจ้ กั ประมาณในการบรโิ ภค ฉนั ยาง่าย บอกอาการไข้ ตามเป็นจรงิ แกผ่ พู้ ยาบาล เป็นผอู้ ดทนต่อทกุ ขเวทนา ฯ (ปี 55) ภิกษุผไู้ ดร้ บั เสนาสนะของสงฆใ์ หเ้ ป็นท่อี ย่อู าศยั ควรเอาใจใสร่ กั ษาเสนาสนะนนั้ อยา่ งไร? ตอบ ควรเอาใจใสร่ กั ษาดงั นี้ ๑. อย่าทาเปรอะเปื้อน ๒. ชาระใหส้ ะอาด ๓. ระวงั ไม่ใหช้ ารุด ๔. รกั ษาเคร่ืองเสนาสนะ ๕. ตงั้ นา้ ฉนั นา้ ใชไ้ วใ้ หม้ พี รอ้ ม ๖. ของใชส้ าหรบั เสนาสนะหนึง่ อยา่ เอาไปใชใ้ นท่อี ื่นใหก้ ระจดั กระจาย ฯ (ปี 50) สทั ธิวหิ ารกิ คือใคร? อปุ ัชฌายค์ วรมใี จเออื้ เฟื้อสทั ธิวหิ ารกิ ของตนอย่างไรบา้ ง? ตอบ คือ ภิกษุผพู้ ง่ึ พงิ ในการอปุ สมบท ภิกษุถือภกิ ษุรูปใดเป็นอปุ ัชฌาย์ ก็เป็นสทั ธิวหิ ารกิ ของภกิ ษุรูปนนั้ ฯ อปุ ัชฌายค์ วรมีใจเออื้ เฟื้อสทั ธิวหิ ารกิ ของตนอยา่ งนี้ คอื ๑. เอาใจใสใ่ นการศกึ ษาของสทั ธวิ หิ ารกิ ๒. สงเคราะหด์ ว้ ยบาตร จวี ร และบรขิ ารอืน่ ๆ ถา้ ของตนไมม่ กี ็ขวนขวายให้ ๓. ขวนขวายปอ้ งกนั หรือระงบั ความเส่ือมเสียอนั จกั เกดิ มีหรือไดม้ แี ลว้ แก่สทั ธิวหิ ารกิ ๔. เม่ือสทั ธิวหิ ารกิ อาพาธ ทาการพยาบาล ฯ (ปี 49) เม่ือภิกษุเพ่อื นสหธรรมกิ อาพาธ ทรงใหใ้ ครเป็นผพู้ ยาบาล? และทรงส่งั สอนปรารภภิกษุอาพาธไวว้ า่ อยา่ งไร? ตอบ ทรงใหภ้ ิกษเุ พ่อื นสหธรรมิกเอาใจใสร่ กั ษาพยาบาลกนั อยา่ ทอดธุระเสยี ฯ ทรงส่งั สอนปรารภภกิ ษุอาพาธไวว้ า่ ภิกษุทงั้ หลาย มารดาและบิดาของเธอทง้ั หลายไม่มี ถา้ พวกเธอจะไมพ่ ยาบาลกันเอง ใครเลา่ จะพยาบาล พวกเธอ ภกิ ษุใดปรารถนาจะอปุ ัฏฐากเรา ขอใหภ้ ิกษุนนั้ พยาบาลภิกษุไขเ้ ถดิ ฯ (ปี 48) ในพระวนิ ยั ส่วนอภิสมาจาร มพี ระพทุ ธบญั ญตั ิสาหรบั พระภิกษุผรู้ บั ถือเสนาสนะของสงฆ์ ควรเอาใจใสร่ กั ษาเสนาสนะดว้ ยอาการ อย่างไรบา้ ง? 10 | P a g e

ตอบ ควรเอาใจใส่รกั ษาอยา่ งนี้ คือ ๑. อยา่ ทาเปรอะเปือ้ น ๒. ชาระใหส้ ะอาด ๓. ระวงั ไมใ่ หช้ ารุด ๔. รกั ษาเครอ่ื งเสนาสนะ ๕. ตงั้ นา้ ฉนั นา้ ใชไ้ วใ้ หม้ พี รอ้ ม ๖. ของใชส้ าหรบั เสนาสนะหนึ่ง อย่าเอาไปใชใ้ นท่อี ่ืนใหก้ ระจดั กระจาย ฯ (ปี 47) กจิ วตั รท่สี ทั ธวิ หิ ารกิ ควรกระทาแก่พระอปุ ัชฌายะในขอ้ วา่ เคารพในทา่ น นนั้ ในบาลีท่านแสดงไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ ในบาลแี สดงการเดินตามทา่ น ไมใ่ หช้ ดิ นกั ไมใ่ หห้ า่ งนกั และไมพ่ ดู สอดในขณะท่ที า่ นกาลงั พดู เม่อื ท่านพดู ผิด ไมท่ กั หรอื คา้ นอย่างจงั ๆ พดู ออ้ มพอทา่ นไดส้ ติรูส้ กึ ตวั จงึ จะเป็นการดี ฯ (ปี 45) ภกิ ษุผเู้ ป็นอาคนั ตกุ ะ ไปสอู่ าวาสอ่ืน พึงประพฤตใิ หถ้ กู ธรรมเนียมอย่างไร? ภิกษุผเู้ ขา้ ไปรบั บิณฑบาตในละแวกบา้ น พงึ ประพฤตใิ หถ้ กู ธรรมเนียมอยา่ งไร? ตอบ พึงประพฤติดงั นี้ ๑. ทาความเคารพในเจา้ ของถ่ิน ๒. แสดงความเกรงใจเจา้ ของถ่นิ ๓. แสดงอาการสภุ าพตอ่ เจา้ ของถ่นิ ๔. แสดงอาการสนทิ สนมกบั เจา้ ของถ่นิ ๕. ถา้ จะอยทู่ ่นี ่นั ควรประพฤติใหถ้ กู ธรรมเนียมของเจา้ ของถ่นิ ๖. ถือเสนาสนะแลว้ อยา่ ดดู าย เอาใจใสป่ ัดกวาดใหส้ ะอาดหมดจด ตงั้ เครอ่ื งเสนาสนะใหเ้ ป็นระเบยี บ ฯ พงึ ประพฤตอิ ยา่ งนี้ ๑. น่งุ ห่มใหเ้ รียบรอ้ ย ๒. ถือบาตรในภายในจวี ร ๓. สารวมกิรยิ าใหเ้ รยี บรอ้ ย ๔. กาหนดทางเขา้ ทางออกแหง่ บา้ น ๕. รบั บิณฑบาตดว้ ยอาการสารวม ฯ จรยิ าวตั ร มารยาทอนั ควรประพฤติ (ในสรุปนี้ นามาเฉพาะทเี่ คยออกขอ้ สอบเทา่ นนั้ ) • หา้ มจบั ตอ้ งวตั ถอุ นามาส (ปี 63, 55) คาวา่ วตั ถเุ ป็นอนามาส คืออะไร ภิกษุจบั ตอ้ งวตั ถเุ ป็นอนามาสเป็นอาบตั อิ ะไร? ตอบ คอื สิ่งท่ภี ิกษุไม่ควรจบั ตอ้ ง ฯ ภกิ ษุจบั ตอ้ งมาตคุ าม เป็นอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส ถุลลจั จยั และทกุ กฏตามประโยค จบั ตอ้ งบณั เฑาะกด์ ว้ ย ความกาหนดั เป็นอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั นอกนนั้ เป็นวตั ถแุ ห่งอาบตั ทิ กุ กฏทง้ั หมด ฯ คารวะ กริ ยิ าท่แี สดงอาการออ่ นนอ้ มโดยสมควรแกก่ าล สถานท่ี กิจ และบคุ คล (ปี 63, 58) การลกุ ยืนขนึ้ รบั เป็นกิจท่ีผนู้ อ้ ยพึงทาแก่ผใู้ หญ่ จะปฏิบตั ิอยา่ งไรจึงไมข่ ดั ตอ่ พระวินยั ? ตอบ น่งั อย่ใู นสานกั ผใู้ หญ่ ไมล่ กุ รบั ผนู้ อ้ ยกวา่ ท่าน น่งั เขา้ แถวในบา้ น เขา้ ประชมุ สงฆ์ ในอาราม ไมล่ กุ รบั ท่านผใู้ ดผหู้ นง่ึ ฯ (ปี 62 ,60, 51) ภิกษุอย่ใู นกฎุ เี ดยี วกนั กบั ภิกษุผมู้ พี รรษามากกวา่ ควรปฏิบตั ติ นอยา่ งไรจงึ ช่ือว่าแสดงความเคารพทา่ นตามพระวินยั ? ตอบ ควรปฏิบตั ติ นอยา่ งนี้ คือ จะทาสง่ิ ใด ๆ ควรขออนญุ าตท่านก่อน เชน่ จะสอนธรรม จะอธิบายความ จะสาธยาย จะแสดงธรรม จะจดุ จะดบั ไฟ จะเปิดจะปิดหนา้ ตา่ งหา้ มมใิ ห้ ทาตามอาเภอใจ ฯ (ปี 56) ก่อนหนา้ ปรนิ ิพพาน ตรสั ส่งั ภิกษุทง้ั หลายใหแ้ สดงความเคารพดว้ ยการเรยี กกนั วา่ อยา่ งไร? ตอบ ตรสั ใหภ้ กิ ษุผอู้ ่อนพรรษากวา่ เรยี กผแู้ ก่พรรษากวา่ วา่ ภนั เต และใหภ้ ิกษุผแู้ กพ่ รรษากวา่ เรียกผอู้ อ่ นพรรษากวา่ วา่ อาวุโส ฯ (ปี 54) คารวะ คอื อะไร? การลกุ ขนึ้ ยืนรบั เป็นกิจท่ีผนู้ อ้ ยพงึ ทาแกผ่ ใู้ หญ่ แต่ควรเวน้ ในเวลาเช่นใดบา้ ง? ตอบ คอื กิรยิ าท่แี สดงอาการออ่ นนอ้ มโดยสมควรแก่กาล สถานท่ี กิจ และบคุ คล ฯ ควรเวน้ ในเวลาน่งั อยใู่ นสานกั ของผใู้ หญ่ ไม่ลกุ รบั ผนู้ อ้ ยกวา่ ทา่ น ในเวลาน่งั เป็นแถวในบา้ น ในเวลาเขา้ ประชมุ สงฆใ์ นอาราม ฯ (ปี 53) กริ ยิ าท่แี สดงความอ่อนนอ้ มตอ่ กนั และกนั เป็นความดีของหมู่ แต่ตอ้ งทาใหถ้ กู ตอ้ งตามกาลเทศะ ในขอ้ นคี้ วร งดเวน้ ในกรณีใดบา้ ง? จงบอกมาสกั ๕ ขอ้ 11 | P a g e

ตอบ ไดแ้ กใ่ นเวลาดงั ต่อไปนี้ (ตอบเพียง ๕ ขอ้ ) ๑. ในเวลาประพฤตวิ ฏุ ฐานวธิ ี คอื อย่กู รรม เพ่อื ออกจากอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส ๒. ในเวลาถกู สงฆท์ าอกุ เขปนียกรรม ท่ถี กู หา้ มสมโภคและสงั วาส (คอื ถกู ลงโทษหา้ มไมใ่ หส้ มาคมกบั ภิกษุอนื่ ) ๓. ในเวลาเปลอื ยกาย ๔. ในเวลาเขา้ บา้ นหรอื เดินอยตู่ ามทาง ๕. ในเวลาอยใู่ นทม่ี ืดท่แี ลไมเ่ หน็ กนั ๖. ในเวลาท่ที า่ นไม่รู้ คือนอนหลบั หรือขลกุ ขลยุ่ อยดู่ ว้ ยธุระอยา่ งหน่งึ หรือ ส่งใจไปอ่นื แมไ้ หว้ ท่านกค็ งไมใ่ สใ่ จ ๗. ในเวลาขบฉนั อาหาร ๘. ในเวลาถ่ายอจุ จาระ ถา่ ยปัสสาวะ ฯ (ปี 48) ภิกษุพบพระเถระในเวลาเขา้ บา้ นหรอื เดนิ อยตู่ ามทาง ควรปฏิบตั อิ ย่างไร?ตอบ ไม่ควรไหว้ ควรหลีกทาง ลกุ รบั และใหอ้ าสนะแก่ท่านฯ (ปี 46) การแสดงความเคารพไดแ้ กก่ ริ ยิ าเช่นไร? ภิกษุควรงดทาความเคารพกนั ในเวลาใดบา้ ง? จงตอบมา ๕ ขอ้ ตอบ ไดแ้ ก่ การกราบไหว้ การลกุ รบั การทาอญั ชลี การทาสามีจกิ รรม ฯ ในเวลาดงั ต่อไปนี้ (ตอบมา ๕ ขอ้ ) ๑. ในเวลาประพฤตวิ ฏุ ฐานวธิ ี คอื อยกู่ รรมเพ่อื ออกจากอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส ๕. ในเวลาอยใู่ นทม่ี ดื แลไม่เหน็ กนั ๒. ในเวลาถกู สงฆล์ งอกุ เขปนยี กรรม ๖. ในเวลาท่ที า่ นไม่รู้ ๓. ในเวลาเปลือยกาย ๗. ในเวลาขบฉนั อาหาร ๔. ในเวลาเขา้ บา้ นหรอื เดนิ อย่ตู ามทาง ๘. ในเวลาถ่ายอจุ จาระปัสสาวะ ฯ จาพรรษา • วธิ ีจาพรรษา (ปี 62, 45) ดถิ ีท่กี าหนดใหเ้ ขา้ จาพรรษาในบาลีกลา่ วไวเ้ ท่าไร ? อะไรบา้ ง ? ตอบ กลา่ วไว้ ๒ ฯ คือ ๑. ปรุ มิ ิกาวสั สปู นายกิ า วนั เขา้ พรรษาตน้ คือวนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ ๒. ปัจฉิมิกาวสั สปู นายกิ า วนั เขา้ พรรษาหลงั คือวนั แรม ๑ ค่า เดอื น ๙ ฯ (ปี 49) การจาพรรษาของภิกษุมวี ิธีอยา่ งไร? จงอธิบายพอเขา้ ใจ ตอบ การจาพรรษานนั้ ในบาลีกลา่ วเพยี งใหท้ าอาลยั คือ ผกู ใจวา่ จะอยใู่ นท่นี ี้ ๓ เดือน แต่ในบดั นมี้ ธี รรมเนียมท่ีประชมุ กนั กลา่ วคาอธิษฐาน พรอ้ มกนั วา่ อิมสฺมึ อาวาเส อิม เตมาส วสสฺ อเุ ปม แปลความวา่ เราเขา้ ถึงฤดฝู นในอาวาสนตี้ ลอด ๓ เดอื น ฯ (ปี 48) การอธิษฐานเขา้ พรรษา กบั การปวารณาออกพรรษา ทงั้ ๒ นี้ อย่างไหนกาหนดดว้ ยสงฆเ์ ท่าไร? และกาหนดเขตอย่างไร? ตอบ การอธิษฐานเขา้ พรรษาไมเ่ ป็นสงั ฆกรรมจงึ ไมก่ าหนดดว้ ยสงฆ์ แตเ่ ป็นธรรมเนียมปฏบิ ตั อิ ธิษฐานเขา้ พรรษาพรอ้ มๆ กนั จะอธษิ ฐานท่ี ไหนกไ็ ด้ แต่ทา่ นหา้ มไมใ่ หจ้ าพรรษาในท่ไี ม่สมควรเทา่ นน้ั เช่น ในโพรงไม้ บนคา่ คบไม้ ในตมุ่ หรือในกระท่อมผี เป็นตน้ ฯ และใหก้ าหนด บรเิ วณอาวาสเป็นเขต ฯ ส่วนการปวารณาออกพรรษาเป็นสงั ฆกรรม กาหนดดว้ ยสงฆต์ งั้ แต่ ๕ รูปขนึ้ ไป ฯ และกาหนดใหท้ าภายในเขตสีมา ถา้ ต่ากวา่ ๕ รูป ท่านใหป้ วารณาเป็นการคณะ ถา้ รูปเดยี วใหอ้ ธิษฐานเป็นการบคุ คล ฯ • สตั ตาหกรณียะ การหลกี ไปในระหว่างอยจู่ าพรรษาดว้ ยกรณยี ธรุ ะและกลับมาภายใน ๗ วนั โดยผกู ใจว่าจะกลบั มาภายใน ๗ วนั (ปี 63, 57) สตั ตาหกรณียะ คืออะไร? มวี ธิ ีปฏิบตั อิ ยา่ งไร? ตอบ คอื การหลกี ไปในระหว่างอยจู่ าพรรษาดว้ ยกรณียธุระและกลบั มาภายใน ๗ วนั ฯ ใหผ้ กู ใจวา่ จะกลบั มาภายใน ๗ วนั ฯ 12 | P a g e

(ปี 61) สตั ตาหกรณียะและสตั ตาหกาลิก มีอธิบายอย่างไร ? ตอบ สตั ตาหกรณียะ คือ กิจจาเป็นบางอยา่ งท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงอนญุ าตใหภ้ ิกษุผอู้ ยจู่ าพรรษาไปพกั แรมคนื ท่อี ่ืน แตต่ อ้ งกลบั มาภายใน ๗ วนั สตั ตาหกาลิก คือ เภสชั ๕ ท่รี บั ประเคนแลว้ เก็บไวบ้ รโิ ภคได้ ๗ วนั ฯ (ปี 60) ธุระเป็นเหตใุ หไ้ ปคา้ งแรมท่อี ื่นดว้ ยสตั ตาหกรณียะ ท่กี ลา่ วไวใ้ นบาลี มีกี่อยา่ ง ? อะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๔ อยา่ ง ฯ คือ ๑. สหธรรมิกหรือมารดาบดิ าเจ็บไข้ รูเ้ ขา้ แลว้ ไปเพ่ือพยาบาล ๒. สหธรรมิกกระสนั จะสกึ รูเ้ ขา้ แลว้ ไปเพ่อื ระงบั ๓. มีกจิ สงฆเ์ กิดขนึ้ เช่น วิหารชารุด ไปเพ่อื หาเครื่องทพั พสมั ภาระมาซอ่ มแซม ๔. ทายกตอ้ งการจะทาบญุ สง่ คนมานมิ นต์ ไปเพ่อื บารุงศรทั ธา แมก้ ิจอ่ืนท่อี นโุ ลมตามนี้ ทา่ นกอ็ นญุ าต ฯ (ปี 59) ภกิ ษุอยจู่ าพรรษาแลว้ มีเหตไุ ปท่อี ื่น ผกู ใจจะกลบั มาใหท้ นั ในวนั นน้ั แตก่ ลบั มาไม่ทนั เช่นนพี้ รรษาขาดหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด? ตอบ ถา้ ไปดว้ ยธรุ ะท่ที รงอนญุ าตใหไ้ ปดว้ ยสตั ตาหกรณียะ พรรษาไม่ขาด เพราะยงั อย่ใู นพระพทุ ธานญุ าตนนั้ เอง ทง้ั จิตคดิ จะกลบั กม็ ีอยู่ ถา้ ไปดว้ ย มใิ ชธ่ รุ ะทเ่ี ป็นสตั ตาหกรณียะ พรรษาขาด ฯ (ปี 58) ธุระเป็นเหตไุ ปดว้ ยสตั ตาหกรณียะท่ที ่านกลา่ วไวใ้ นบาลี มอี ะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๑. สหธรรมิกหรอื มารดาบดิ าเจ็บไข้ รูเ้ ขา้ ไปเพ่อื รกั ษาพยาบาล ๒. สหธรรมิกกระสนั จะสกึ รูเ้ ขา้ ไปเพ่อื ระงบั ๓. มีกิจสงฆเ์ กดิ ขนึ้ เป็นตน้ วา่ วหิ ารชารุดลงในเวลานน้ั ไปเพ่ือหาเครอ่ื ง ทพั พสมั ภาระมาปฏสิ งั ขรณ์ ๔. ทายกตอ้ งการจะบาเพญ็ กศุ ล ส่งมานมิ นต์ ไปเพ่ือบารุงศรทั ธาของเขา หรือแมธ้ รุ ะอ่ืนนอกจากนที้ ่เี ป็นกิจลกั ษณะ อนโุ ลมตามนี้ ฯ (ปี 56) วนั เขา้ พรรษาในบาลีกลา่ วไว้ ๒ วนั คือวนั เขา้ พรรษาตน้ และวนั เขา้ พรรษาหลงั ในแต่ละอยา่ งกาหนดวนั ไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ วนั เขา้ พรรษาตน้ กาหนดเม่ือพระจนั ทรเ์ พ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะลว่ งไปแลว้ วนั หน่งึ คือวนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ วนั เขา้ พรรษาหลงั กาหนดเม่ือพระจนั ทรเ์ พญ็ เสวยฤกษอ์ าสาฬหะนนั้ ลว่ งแลว้ เดอื น ๑ คือ วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๙ ฯ (ปี 50) ภกิ ษุอยจู่ าพรรษาแลว้ มีเหตใุ หไ้ ปท่อี นื่ คดิ วา่ จะกลบั มาทนั ภายในวนั นน้ั มิไดผ้ กู ใจสตั ตาหะไว้ แตม่ เี หตขุ ดั ขอ้ งใหก้ ลบั ถึงเมอ่ื อรุณขนึ้ เสยี แลว้ เชน่ นพี้ รรษาขาดหรือไม?่ เพราะเหตใุ ด? ตอบ ถา้ ไปดว้ ยธรุ ะท่ที รงอนญุ าตใหไ้ ปดว้ ยสตั ตาหกรณียะ พรรษาไม่ขาด ฯ เพราะยงั อยใู่ นพระพทุ ธานญุ าตนน้ั เอง ทงั้ จติ คดิ จะกลบั กม็ ีอยู่ ถา้ ไปดว้ ยมใิ ชธ่ ุระท่เี ป็นสตั ตาหกรณียะ พรรษาขาด ฯ (ปี 46) ทา่ นหา้ มไมใ่ หจ้ าพรรษาตลอด ๔ เดือนฤดฝู นนน้ั เพราะเหตไุ ร? อกี ๗ วนั จะถงึ วนั ปวารณา ภิกษทุ าสตั ตาหกรณียะไปปวารณาท่วี ดั อ่นื เธอจะไดร้ บั อานิสงสก์ ารจาพรรษาหรอื ไม่? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะตอ้ งการเดอื นทา้ ยฤดฝู นไวเ้ ป็นจวี รกาล คราวแสวงหาจวี ร คราวทาจวี ร เพ่อื ผลดั ผา้ ไตรจวี รเดมิ ฯ ไดร้ บั อานิสงสก์ ารจาพรรษาเหมอื นกนั เพราะวนั สดุ ทา้ ยแหง่ วนั จาพรรษาตกอยใู่ นวนั ท่ี ๗ ในท่อี ่นื บ่งใหก้ ลบั ใน ๗ วนั นนั้ เพราะยงั ไมส่ นิ้ กาหนดวนั จาพรรษา ฯ (ปี 45) สตั ตาหกรณียะ และ สตั ตาหกาลิก มีอธิบายอยา่ งไร ? ตอบ สตั ตาหกรณียะ คอื ภิกษุผอู้ ย่จู าพรรษาไปแรมคนื ท่อี ่นื ดว้ ยกจิ จาเป็นบางอยา่ ง แตก่ ลบั มาภายใน ๗ วนั เรียกวา่ ไปดว้ ยสตั ตาหกรณียะ หรอื สตั ตาหะ ฯ สตั ตาหกาลิก คือของท่รี บั ประเคนแลว้ เก็บไวบ้ รโิ ภคได้ ๗ วนั ฯ อานิสงสข์ องการจาพรรษา (ปี 55) ภกิ ษุอย่จู าพรรษาครบ ๓ เดือนจนไดป้ วารณา ย่อมไดอ้ านสิ งสแ์ ห่งการจาพรรษาอะไรบา้ ง? ตอบ ไดร้ บั อานสิ งส์ ๕ อยา่ ง คอื 13 | P a g e

๑. เท่ยี วไปไมต่ อ้ งบอกลาตามสิกขาบทท่ี ๖ แห่งอเจลกวรรคในปาจติ ตยิ กณั ฑ์ ๒. เท่ยี วจารกิ ไปไมต่ อ้ งถือเอาไตรจวี รไปครบสารบั ๓. ฉนั คณโภชน์ และปรมั ปรโภชนไ์ ด้ ๔. เกบ็ อตเิ รกจวี รไวไ้ ดต้ ามปรารถนา ๕. จวี รอนั เกิดขนึ้ ในท่นี น้ั เป็นของไดแ้ กพ่ วกเธอ ทง้ั ไดโ้ อกาสเพ่อื กรานกฐิน และรบั อานิสงส์ ๕ นน้ั เพ่มิ ออกไปอกี ๔ เดือนตลอดเหมนั ตฤดู ฯ (ปี 48) ภิกษุไมต่ อ้ งนาผา้ ไตรจวี รไปครบสารบั มีพระพทุ ธานญุ าตไวใ้ นกรณีใดบา้ ง? ตอบ ใน ๒ กรณี คือ ในกรณีเขา้ บา้ นมีพระพทุ ธานญุ าตไวอ้ ย่างนี้ คือ ๑. คราวเจบ็ ไข้ ๒. สงั เกตเหน็ ว่าฝนจะตก ๓. ไปส่ฝู ่ังแม่นา้ ๔. วิหารคือกฎุ ีคมุ้ ไดด้ ว้ ยดาล ๕. ไดร้ บั อานิสงสพ์ รรษา ๖. ไดก้ รานกฐิน ฯ ในกรณีตอ้ งไปคา้ งแรมท่อี ืน่ มพี ระพทุ ธานญุ าตไวอ้ ยา่ งนี้ คือ ๑. ไดร้ บั อานสิ งสพ์ รรษา ๒. ไดก้ รานกฐิน ฯ (ปี 44) ภิกษุผอู้ ยจู่ าพรรษาไม่ขาดย่อมไดอ้ านสิ งสเ์ ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? ภกิ ษุพึงประชมุ กนั สวดพระปาฏิโมกขใ์ นวนั เช่นไรบา้ ง? ตอบ ไดอ้ านิสงส์ ๕ คือ ๑. เท่ยี วไปโดยไม่ตอ้ งบอกลาตามสกิ ขาบทท่ี ๖ แหง่ อเจลกวรรค ๒. เท่ยี วจารกิ ไปไมต่ อ้ งนาไตรจวี รไปครบสารบั ๓. ฉนั คณโภชน์ และปรมั ปรโภชนไ์ ด้ ๔. เกบ็ อติเรกจวี รไวไ้ ดต้ ามปรารถนา ๕. จวี รท่เี กิดขนึ้ ในท่นี น้ั จกั เป็นของไดแ้ กพ่ วกเธอ ในวนั พระจนั ทรเ์ พ็ญ (ดถิ ีขนึ้ ๑๕ ค่า) วนั พระจนั ทรด์ บั (ดิถีแรม ๑๕ ค่า หรอื ๑๔ ค่า) และวนั สามคั คี อุโบสถ (สวดปาติโมกข)์ (ปี 63, 60) กาลงั สวดพระปาฏโิ มกขอ์ ยู่ มีภิกษุอน่ื เขา้ มา จะพงึ ปฏบิ ตั อิ ย่างไร ? ตอบ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งนี้ คือ ถา้ ภกิ ษผุ เู้ ขา้ มาใหมม่ ีจานวนมากกวา่ ตอ้ งเรม่ิ สวดใหมต่ งั้ แต่ตน้ ถา้ มจี านวนเท่ากนั หรอื นอ้ ยกวา่ สว่ นท่สี วดไปแลว้ ก็ ใหเ้ ป็นอนั สวดแลว้ ใหเ้ ธอผมู้ าใหมฟ่ ังสว่ นท่ยี งั เหลือต่อไป ฯ (ปี 59) สงฆส์ วดปาฏโิ มกขอ์ ยู่ ภกิ ษุอนื่ มาถงึ หรอื มาถงึ เม่ือสวดจบแลว้ พึงปฏิบตั ิอยา่ งไร? ตอบ พงึ ปฏิบตั อิ ย่างนี้ คอื ถา้ ภกิ ษุมาใหมม่ ากกวา่ ภิกษุท่ปี ระชมุ กนั อยู่ ตอ้ งสวดตงั้ ตน้ ใหม่ ถา้ เท่ากนั หรอื นอ้ ยกวา่ ส่วนท่สี วดไปแลว้ กแ็ ล้วไป ใหภ้ ิกษุท่มี าใหม่ฟังสว่ นท่ยี งั เหลอื อยู่ ถา้ สวดจบแลว้ จะมามากกวา่ หรอื นอ้ ยกวา่ ก็ไม่ตอ้ งสวดซา้ อีก ใหภ้ กิ ษุทม่ี าใหมบ่ อกปารสิ ทุ ธิในสานกั ภกิ ษุผฟู้ ังปาฏโิ มกขแ์ ลว้ ฯ (ปี 57) ทรงอนญุ าตใหส้ วดปาติโมกขย์ ่อเพราะเหตฉุ กุ เฉิน ๑๐ อยา่ ง จงบอกมาสกั ๕ อยา่ ง ตอบ ๑. พระราชาเสดจ็ มา (เลกิ สวดปาตโิ มกขเ์ พ่อื จะรบั เสด็จได)้ ๒. โจรมาปลน้ (เลกิ สวดปาตโิ มกขเ์ พ่อื หนภี ยั ได)้ ๓. ไฟไหม้ (เลิกสวดปาติโมกขเ์ พอ่ื ดบั ไฟหรอื เพ่อื ปอ้ งกนั ไฟได)้ ๔. นา้ หลากมา (เลกิ สวดปาตโิ มกขเ์ พ่อื หนีนา้ ได)้ สวดกลางแจง้ ฝนตก (กเ็ หมอื นกนั ) ๕. คมมามาก (เลกิ สวดปาตโิ มกขเ์ พ่อื จะรูเ้ หตุ หรือเพ่อื จะไดท้ าปฏิสนั ถาร ไดอ้ ย่)ู ๖. ผเี ขา้ ภกิ ษุ (เลิกสวดปาตโิ มกขเ์ พ่อื ขบั ผี ไดอ้ ย่)ู ๗. สตั วร์ า้ ยมเี สือเป็นตน้ เขา้ มาในอาราม (เลิกสวดปาตโิ มกขเ์ พ่อื ไลส่ ตั ว์ ไดอ้ ย่)ู ๘. งรู า้ ยเลอื้ ยเขา้ มาในท่ปี ระชมุ (ก็เหมอื นกนั ) ๙. ภกิ ษุอาพาธเกิดโรครา้ ยขนึ้ ในท่ชี มุ นมุ อนั เป็นอนั ตรายแก่ชีวติ (เลกิ สวดปาติโมกขเ์ พอ่ื ชว่ ยแกไ้ ขกไ็ ด)้ มอี นั เป็นตายในท่นี น้ั กเ็ หมือนกนั 14 | P a g e

๑๐. มีอนั ตรายแกพ่ รหมจรรย์ เชน่ มใี ครมาเพ่อื จบั ภิกษุรูปใดรูปหนง่ึ (เลกิ สวดปาติโมกข์ เพราะความอลหมา่ นกไ็ ด)้ ฯ (เลอื กตอบเพียง ๕ ขอ้ ) (ปี 56) ในวดั หนงึ่ มีภิกษุอย่กู นั ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป ๑ รูป เม่ือถงึ วนั อโุ บสถพงึ ปฏิบตั อิ ย่างไร? ตอบ มภี ิกษุ ๔ รูป พึงประชมุ กนั ในโรงอโุ บสถ สวดปาติโมกข์ มีภิกษุ ๓ รูป พึงประชมุ กนั ทาปารสิ ทุ ธิอโุ บสถ รูปหนึ่งสวดประกาศญัตตจิ บแลว้ แตล่ ะรูปพงึ บอกความบรสิ ทุ ธิ์ของตน มภี กิ ษุ ๒ รูป ไมต่ อ้ งตงั้ ญตั ติ พงึ บอกความบรสิ ทุ ธิ์แกก่ นั และกนั มภี ิกษุ ๑ รูป พึงอธิษฐาน หรือมีภิกษุตา่ กวา่ ๔ รูป จะไปทาสงั ฆอโุ บสถกบั สงฆใ์ นอาวาสอืน่ ก็ควร ฯ (ปี 54) ในวดั ท่ไี มม่ ีภกิ ษุผทู้ รงจาปาตโิ มกขไ์ ดจ้ นจบ ถงึ วนั อโุ บสถ สวดเทา่ ท่จี าได้ แลว้ ชกั สตุ บท (สวดยอ่ ) โดยอา้ งวา่ เกดิ เหตฉุ กุ เฉิน ถกู ต้อง หรือไม่? เพราะเหตใุ ด? ตอบ สวดปาตโิ มกขย์ ่อนน้ั ถกู ตอ้ งแลว้ แตจ่ ะอา้ งวา่ สวดย่อเพราะเกิดเหตฉุ กุ เฉินนนั้ ไมถ่ กู ตอ้ ง ฯ เพราะการสวดย่อเน่อื งจากจาไดไ้ ม่หมด ทรงอนญุ าตไวแ้ ผนกหนงึ่ ต่างหาก ไม่จดั เขา้ ในเหตฉุ กุ เฉิน ๑๐ ประการ ฯ (ปี 53) ในวดั หนง่ึ ถา้ มีภกิ ษจุ าพรรษา ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป หรือ ๑ รูป เม่ือถงึ วนั อโุ บสถพงึ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร? ตอบ ๔ รูปพึงประชมุ กนั ในโรงอโุ บสถสวดปาตโิ มกข์ ๓ รูปพึงประชมุ กนั ทาปารสิ ทุ ธิอโุ บสถดงั นี้ ประชมุ กนั ในโรงอโุ บสถแลว้ รูปหนึง่ สวดประกาศญัตติ จบแลว้ แต่ละรูปพึงบอกความบรสิ ทุ ธิ์ของตน ๒ รูปไมต่ อ้ งตงั้ ญตั ติ พงึ บอกความบรสิ ทุ ธิ์แกก่ นั และกนั ๑ รูปพงึ อธิษฐาน ฯ (ปี 51) การทาอโุ บสถสวดปาติโมกข์ นอกจากวนั พระจนั ทรเ์ พญ็ และพระจนั ทรด์ บั แลว้ ยงั ทรงอนญุ าตใหท้ าไดใ้ นวนั ใดอกี ? อโุ บสถเช่นนนั้ เรยี กว่าอะไร? ตอบ ในวนั ท่ภี ิกษุผแู้ ตกกนั ปรองดองกนั ได้ ฯ เรยี กวา่ สามคั คีอโุ บสถ ฯ (ปี 49) ในการทาอโุ บสถของภิกษุ การสวดปาฏิโมกข์ การบอกความบรสิ ทุ ธิ์และการอธษิ ฐาน ทรงใหท้ าไดใ้ นกรณีใด? ตอบ ในกรณีท่ภี ิกษุประชมุ กนั ตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ้ ไป ตรสั ใหส้ วดปาฏโิ มกข์ ถา้ มเี พยี ง ๓ รูป ๒ รูป เรียกวา่ คณะ ตรสั ใหบ้ อกความบรสิ ทุ ธิ์ของตนแกก่ นั และกนั ถา้ มีรูปเดยี วเรยี กวา่ บคุ คล ใหอ้ ธิษฐานใจ คอื คดิ วา่ วนั นเี้ ป็นวนั อโุ บสถของเรา ฯ (ปี 47) ในอาวาสแหง่ หนงึ่ มีภกิ ษุจาพรรษาแรก ๔ รูป พรรษาหลงั ๒ รูป เม่ือถงึ วนั ปวารณาแรก (เพญ็ เดือน ๑๑) และวนั ปวารณาหลงั (เพ็ญ เดอื น ๑๒) เธอทงั้ ๖ รูปนนั้ จะปฏิบตั ิอยา่ งไร? ตอบ เม่ือถงึ วนั ปวารณาแรก พงึ ประชมุ กนั ทงั้ ๖ รูปแลว้ ตงั้ สงั ฆญตั ติ ภิกษุผจู้ าพรรษาแรก ๔ รูปพึงปวารณา เม่อื เสรจ็ แล้วภิกษุอกี ๒ รูปพงึ ทาปารสิ ทุ ธิอโุ บสถในสานกั ภกิ ษุ ๔ รูปนน้ั เม่ือถงึ วนั ปวารณาหลงั พงึ ประชมุ กนั ๖ รูปเชน่ เดยี วกนั แลว้ ภกิ ษุผจู้ าพรรษาแรก ๔ รูป พึงตงั้ ญตั ติสวดปาฏิโมกข์ เม่ือจบแลว้ ภิกษุ ๒ รูป พงึ ปวารณาในสานกั ภิกษุ ๔ รูปนน้ั ฯ (ปี 46) ภิกษุพงึ ประชมุ กนั สวดพระปาฏโิ มกขใ์ นวนั เช่นไรบา้ ง? กาลงั สวดพระปาฏิโมกขค์ า้ งอยู่ หากมภี ิกษุอ่นื มาถงึ เขา้ จะปฏบิ ตั ิอยา่ งไร? ตอบ ในวนั พระจนั ทรเ์ พญ็ (ดถิ ีขนึ้ ๑๕ ค่า) วนั พระจนั ทรด์ บั (ดถิ ีแรม ๑๕ ค่า หรอื ๑๔ ค่า) และวนั สามคั คี ฯ ปฏบิ ตั ิอย่างนี้ คือ ถา้ ภิกษุผเู้ ขา้ มาใหมม่ ากกวา่ ภกิ ษุผชู้ มุ นมุ ตอ้ งสวดตงั้ ตน้ ใหม่ ถา้ เทา่ กนั หรอื นอ้ ยกวา่ ส่วนท่สี วดไปแลว้ กใ็ หเ้ ป็นอนั สวดแลว้ ใหเ้ ธอผมู้ าใหมฟ่ ัง ส่วนท่ยี งั เหลอื ตอ่ ไป ฯ (ปี 46) สงั ฆปวารณา คอื อะไร? คาบอกปารสิ ทุ ธิว่าอยา่ งไร? ตอบ คือ ปวารณาเป็นการสงฆ์ มีภกิ ษุประชมุ ตงั้ แต่ ๕ รูปขนึ้ ไป ฯ 15 | P a g e

ว่าดงั นี้ สาหรบั ผแู้ กพ่ รรษากว่าวา่ “ปรสิ ทุ ฺโธ อห อาวโุ ส ปรสิ ทุ โฺ ธติ ม ธาเรหิ” ว่า ๓ หน สาหรบั ผอู้ อ่ นพรรษากวา่ ว่า “ปรสิ ทุ ฺโธ อห ภนเฺ ต ปรสิ ทุ ฺโธติ ม ธาเรถ” วา่ ๓ หน ฯ (ปี 45) ผทู้ าและอาการท่ที า ในการทาอโุ บสถ มีอะไรบา้ ง?การทาอโุ บสถตอ้ งพรอ้ มดว้ ยองคอ์ ยา่ งไรบา้ ง? ตอบ ผทู้ ามี ๓ คือสงฆ์ คณะ และบคุ คล ฯ อาการท่ที ามี ๓ คือสวดปาฏโิ มกข์ บอกความบรสิ ทุ ธิ์ และอธิษฐาน ฯ พรอ้ มดว้ ยองค์ ๔ คือ ๑. วนั นนั้ เป็นวนั อโุ บสถท่ี ๑๔ หรอื ๑๕ หรอื วนั สามคั คี วนั ใดวนั หนึง่ ๒. ภกิ ษุผเู้ ขา้ ประชมุ ครบองคป์ ระชมุ คือตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ้ ไป ๓. พวกเธอไม่ตอ้ งสภาคาบตั ิ ๔. บคุ คลท่จี าตอ้ งเวน้ ไมม่ ใี นท่ปี ระชมุ นน้ั ฯ (ปี 44) ภกิ ษุผอู้ ยจู่ าพรรษาไม่ขาดย่อมไดอ้ านสิ งสเ์ ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? ภกิ ษุพึงประชมุ กนั สวดพระปาฏโิ มกขใ์ นวนั เชน่ ไรบา้ ง? ตอบ ไดอ้ านิสงส์ ๕ คอื ๑. เท่ยี วไปโดยไม่ตอ้ งบอกลาตามสิกขาบทท่ี ๖ แห่งอเจลกวรรค ๒. เท่ยี วจารกิ ไปไม่ตอ้ งนาไตรจีวรไปครบสารบั ๓. ฉนั คณโภชน์ และปรมั ปรโภชนไ์ ด้ ๔. เกบ็ อติเรกจวี รไวไ้ ดต้ ามปรารถนา ๕. จวี รท่เี กิดขนึ้ ในท่นี นั้ จกั เป็นของไดแ้ ก่พวกเธอ ฯ ในวนั พระจนั ทรเ์ พญ็ (ดถิ ีขนึ้ ๑๕ ค่า) วนั พระจนั ทรด์ บั (ดิถีแรม ๑๕ ค่า หรอื ๑๔ ค่า) และวนั สามัคคี ฯ • บุพพกรณแ์ ละบพุ พกจิ (ปี 58) บพุ พกรณแ์ ละบพุ พกจิ ในการทาอโุ บสถสวดปาตโิ มกข์ ตา่ งกนั อย่างไร ? ตอบ ตา่ งกนั อย่างนี้ บพุ พกรณเ์ ป็นกิจท่ภี กิ ษุพงึ ทากอ่ นแต่ประชมุ สงฆ์ มกี วาดบรเิ วณ ท่ปี ระชมุ เป็นตน้ สว่ นบพุ พกจิ เป็นกจิ ท่ภี กิ ษุพึงทากอ่ น แต่สวดปาตโิ มกข์ มีนาปารสิ ทุ ธิของภิกษุผอู้ าพาธมาเป็นตน้ ฯ (ปี 52) บพุ พกรณแ์ ละบพุ พกจิ ในการทาอโุ บสถตา่ งกนั อยา่ งไร? ในวดั ท่มี ภี ิกษุ ๓ รูป เม่ือถงึ วนั อโุ บสถ จะตอ้ งทาบพุ พกรณแ์ ละบพุ พกจิ หรอื ไม่ เพราะเหตไุ ร? ตอบ บพุ พกรณ์ คอื กรณียะอนั จะพงึ กระทาใหเ้ สรจ็ กอ่ นประชมุ สงฆ์ สว่ นบพุ พกจิ เป็นธรุ ะอันจะพงึ ทากอ่ นแตส่ วด ปาติโมกข์ ฯ บพุ พกรณน์ น้ั เป็นกรณียะ จะตอ้ งทาเพราะตอ้ งไปประชมุ กนั ตามกจิ สว่ นบพุ พกจิ นนั้ ไม่ตอ้ งทาเพราะภิกษุ ๓ รูปไม่ตอ้ งสวด ปาติโมกข์ ฯ (ปี 50) ในการทาอโุ บสถสวดปาตโิ มกขน์ นั้ มบี พุ พกจิ อะไรบา้ ง? และภกิ ษุอาจตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ดว้ ยเรื่องอะไรไดบ้ า้ ง? ตอบ บพุ พกจิ มดี งั นี้ ๑. นาปารสิ ทุ ธิของภิกษุผอู้ าพาธมา ๒. นาฉนั ทะของเธอมาดว้ ย ๓. บอกฤดู ๔. นบั ภกิ ษุ ๕. ส่งั สอนนางภกิ ษุณีฯ ในเร่อื งท่วี า่ รูอ้ ยวู่ า่ จะมีภิกษุอ่นื มารว่ มทาอโุ บสถดว้ ยอกี แตน่ กึ เสยี วา่ ช่างเป็นไร แลว้ สวด ปรบั อาบตั ิถลุ ลจั จยั ฯ องคป์ ระกอบของการสวดปาฏโิ มกข์ (ปี 47) การตงั้ ญตั ติกรรม ในเวลาทาอโุ บสถ มีคาวา่ ปตฺตกลฺล แปลวา่ ความพร่งั พรอ้ ม นนั้ หมายความวา่ อย่างไร? ตอบ หมายความวา่ การทาอโุ บสถกรรมนนั้ ตอ้ งประกอบดว้ ยองค์ ๔ คอื ๑.วนั นน้ั เป็นวนั อโุ บสถท่ี ๑๔ หรอื ๑๕ หรอื วนั สามคั คี วนั ใดวนั หน่ึง ๒. ภิกษุประชมุ ครบองคป์ ระชมุ ๓. พวกเธอไมต่ อ้ งสภาคาบตั ิ ๔. บคุ คลท่คี วรเวน้ ไมม่ ใี นท่ปี ระชมุ ฯ ปวารณา ๑. สังฆปวารณา ภิกษุทจ่ี าพรรษาในวดั เดียวกนั ตงั้ แต่ ๕ รูปขนึ้ ไป ทาปวารณาการสงฆ์ ๒. คณปวารณา ภกิ ษุทจ่ี าพรรษาในวดั เดียวกนั ๒-๔ รูปทาปวารณาเป็นการคณะ ๓. บคุ คลปวารณา ภกิ ษุแมจ้ ะจาพรรษาอยเู่ พียงรูปเดียว ในวนั ปวารณา ก็ตอ้ งทาการอธิษฐานปวารณา ถา้ ไมท่ าปรบั อาบตั ทิ กุ กฏ (ปี 62, 50) ปวารณา คืออะไร? มพี ระพทุ ธานญุ าตใหภ้ กิ ษุเชน่ ไรทาปวารณาได?้ และทาในวนั ไหน? 16 | P a g e

ตอบ คอื การบอกใหโ้ อกาสแก่ภกิ ษุทง้ั หลายเพ่อื ปรารถนาตกั เตือนว่ากลา่ วตนได้ ฯ มีพระพทุ ธานญุ าตใหภ้ กิ ษุผอู้ ย่จู าพรรษาถว้ นไตรมาสทาปวารณาแทนอโุ บสถ ฯ ในวนั ขนึ้ ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ ซง่ึ เป็นวนั เตม็ ๓ เดอื นแตว่ นั จาพรรษา ฯ (ปี 55) ปวารณามกี ี่อยา่ ง? อะไรบา้ ง? ในอาวาสหน่งึ มภี กิ ษุจาพรรษา ๓ รูป เม่ือถงึ วนั ปวารณา พงึ ปฏิบตั ิอยา่ งไร? ตอบ มี ๓ อยา่ ง คือ สงั ฆปวารณา คณปวารณา และบคุ คลปวารณา ฯ พึงทาคณปวารณา ฯ (ปี 52) ภกิ ษุจาพรรษาอย่ดู ว้ ยกนั ๕ รูป ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูปหรืออย่รู ูปเดยี ว ถงึ วนั ปวารณาพงึ ปฏิบตั อิ ย่างไร? ตอบ อยดู่ ว้ ยกนั ๕ รูปพงึ ทาปวารณาเป็นการสงฆ์ อยดู่ ว้ ยกนั ๔ รูป ๓ รูป ๒ รูป พึงทาปวารณาเป็นการคณะ อยรู่ ูปเดยี ว พงึ อธษิ ฐานเป็นการบคุ คล ฯ (ปี 51) ในวดั หนงึ่ มภี กิ ษจุ าพรรษา ๔ รูป เม่ือถงึ วนั ปวารณาออกพรรษาพึงทาอยา่ งไร? ถา้ มีภิกษุอาคนั ตกุ ะสตั ตาหะมาสมทบอกี ๕ รูป จะพงึ ปฏบิ ตั ิอย่างไร? ตอบ ในวนั มหาปวารณาพงึ ทาคณะปวารณา โดยรูปหน่ึงตงั้ ญตั ติแลว้ กล่าวปวารณาตามลาดบั พรรษา ฯ ถา้ มีภกิ ษุอาคนั ตกุ ะสตั ตาหะมาเพิม่ อกี ๕ รูป พงึ ทาปวารณาเป็นสงั ฆปวารณา แลว้ กลา่ วปวารณาตามลาดบั พรรษา ฯ (ปี 48) การอธิษฐานเขา้ พรรษา กบั การปวารณาออกพรรษา ทง้ั ๒ นี้ อยา่ งไหนกาหนดดว้ ยสงฆเ์ ทา่ ไร? และกาหนดเขตอย่างไร? ตอบ การอธิษฐานเขา้ พรรษาไม่เป็นสงั ฆกรรมจงึ ไมก่ าหนดดว้ ยสงฆ์ แต่เป็นธรรมเนียมปฏบิ ตั ิอธิษฐานเขา้ พรรษาพรอ้ มๆ กนั จะอธษิ ฐานท่ี ไหนก็ได้ แต่ท่านหา้ มไมใ่ หจ้ าพรรษาในท่ไี ม่สมควรเท่านนั้ เชน่ ในโพรงไม้ บนค่าคบไม้ ในตมุ่ หรอื ในกระท่อมผี เป็นตน้ ฯ และใหก้ าหนด บรเิ วณอาวาสเป็นเขต ฯ สว่ นการปวารณาออกพรรษาเป็นสงั ฆกรรม กาหนดดว้ ยสงฆต์ งั้ แต่ ๕ รูปขนึ้ ไป ฯ และกาหนดใหท้ าภายในเขตสมี า ถา้ ต่ากวา่ ๕ รูป ทา่ นใหป้ วารณาเป็นการคณะถา้ รูปเดยี วใหอ้ ธิษฐานเป็นการบคุ คล ฯ (ปี 47) ในอาวาสแห่งหนงึ่ มภี ิกษจุ าพรรษาแรก ๔ รูป พรรษาหลงั ๒ รูป เม่ือถึงวนั ปวารณาแรก (เพญ็ เดอื น ๑๑) และวนั ปวารณาหลงั (เพ็ญ เดือน ๑๒) เธอทง้ั ๖ รูปนนั้ จะปฏิบตั อิ ย่างไร? ตอบ เม่ือถงึ วนั ปวารณาแรก พงึ ประชมุ กนั ทง้ั ๖ รูปแลว้ ตงั้ สงั ฆญตั ติ ภิกษุผจู้ าพรรษาแรก ๔ รูปพงึ ปวารณา เม่อื เสรจ็ แลว้ ภิกษุอกี ๒ รูปพึง ทาปารสิ ทุ ธิอโุ บสถในสานกั ภกิ ษุ ๔ รูปนน้ั เม่ือถงึ วนั ปวารณาหลงั พงึ ประชมุ กนั ๖ รูปเช่นเดยี วกนั แลว้ ภิกษุผจู้ าพรรษาแรก ๔ รูป พงึ ตงั้ ญัตตสิ วดปาฏิโมกข์ เม่ือจบแลว้ ภิกษุ ๒ รูป พึง ปวารณาในสานกั ภิกษุ ๔ รูปนนั้ ฯ (ปี 45) วนั ปวารณา และอาการทก่ี ระทา คืออะไรบา้ ง? การตงั้ ญตั ตใิ นสงั ฆปวารณามีก่ีอย่าง? อะไรบา้ ง? ตอบ วนั ปวารณามี ๓ คือ จาตทุ ทสี ท่ี ๑๔ ค่า ๑ ปัณณรสี ท่ี ๑๕ ค่า ๑ สามคั คีวนั ท่ภี ิกษุสงฆพ์ รอ้ มเพรียงกนั ๑ ฯ อาการท่กี ระทามี ๓ คอื ปวารณาตอ่ ท่ปี ระชมุ ๑ ปวารณากนั เอง ๑ อธิษฐานใจ ๑ ฯ มี ๕ อยา่ ง คอื เตวาจกิ าญตั ติ ๑ เทววาจกิ าญตั ติ ๑ เอกวาจิกาญตั ติ ๑ สมานวสั สิกาญัตติ ๑ สพั พสังคาหิกาญัตติ ๑ ฯ (ปี 44) ภิกษจุ าพรรษา ๑ รูป ๒, ๓, ๔, ๕ รูป เม่ือถงึ วนั ปวารณาพงึ ปฏิบตั ิอย่างไร? เหตทุ ่ที าใหเ้ ล่ือนปวารณาไดม้ ีกี่อยา่ ง? อะไรบา้ ง? ตอบ พงึ ปฏิบตั ิอย่างนี้ ภิกษุ ๑ รูป พึงอธิษฐานเป็นการบคุ คล, ภิกษุ ๒, ๓, ๔ รูป พึงทาคณะปวารณา, ภิกษุ ๕ รูปขนึ้ ไปพงึ ทาสงั ฆปวารณา มี ๒ อย่างคอื ๑. ภกิ ษุจะเขา้ มาสมทบปวารณาดว้ ย ดว้ ยหมายจะคดั คา้ นผนู้ น้ั ผนู้ ี้ ทาใหเ้ กดิ อธิกรณข์ นึ้ ๒. อยดู่ ว้ ยกนั เป็นผาสกุ ปวารณาแลว้ ตา่ งจะจากกนั จารกิ ไปเสีย 17 | P a g e

อปุ ปถกริ ิยา การประพฤตินอกลนู่ อกทางของสมณะ ๑. อนาจาร ความประพฤติไมด่ ีไมง่ ามและการเลน่ ต่างๆ ท่ไี ม่เหมาะสมแกค่ วามเป็นบรรชติ ทา่ นปรบั อาบตั ิทกุ กฏ ๒. ปาปสมาจาร การประทษุ รา้ ยตระกลู หมายถงึ การประพฤติตวั ไมเ่ หมาะสมของภกิ ษุสามเณรตอ่ ชาวบา้ นท่ตี นคบคา้ สมาคมดว้ ย อาการ ๒ อยา่ งคือ ๑.อาการท่เี น่อื งดว้ ยการสมาคม ๒.อาการท่เี นอ่ื งดว้ ยการรุกรานหรอื ตดั รอน ๓. อเนสนา การหาเลยี้ งชพี ในทางท่ไี มเ่ หมาะสมของภิกษุสามเณร เป็นการกระทาท่ีไมบ่ รสิ ทุ ธิ์นา่ ตเิ ตยี น และนา่ รงั เกียจ มี ๒ ประเภท คอื การแสวงหาท่เี ป็นโลกวชั ชะ และการแสวงหาท่ีเป็นปัณณตั วิ ชั ชะ (ปี 63, 60) อเนสนาไดแ้ กอ่ ะไร ? มีอะไรบา้ ง ? ตอบ อเนสนา ไดแ้ ก่ กิรยิ าแสวงหาเลยี้ งชพี ในทางไม่สมควร ฯ มี ๒ อย่าง คอื ๑. การแสวงหาเป็นโลกวชั ชะ มีโทษทางโลก ๒. การแสวงหาเป็นปัณณตั ตวิ ชั ชะ มีโทษทางพระบญั ญัติ ฯ (ปี 62, 50) ดริ จั ฉานวชิ าไม่ดีอยา่ งไร พระศาสดาจงึ ตรสั หา้ มไว้ ไม่ใหบ้ อกไมใ่ หเ้ รยี น ? ตอบ เป็นความรูท้ ่เี ขาสงสยั วา่ ลวงหรือหลง ไม่ใช่ความรูจ้ รงิ จงั ผบู้ อกเป็นผลู้ วง ผเู้ รยี นก็เป็นผหู้ ดั เพ่อื จะลวงหรอื เป็นผหู้ ลงงมงาย ฉะนน้ั พระ ศาสดาจงึ ตรสั หา้ มไว้ ไมใ่ หบ้ อกไมใ่ หเ้ รยี น ฯ (ปี 61) ปาปสมาจาร คืออะไร ? ภกิ ษุช่ือวา่ กลุ ปสาทโก เพราะประพฤติอยา่ งไร ? ตอบ คือ ความประพฤตเิ ลวทราม เน่ืองดว้ ยการคบคฤหสั ถด์ ว้ ยการสมาคมอนั มิชอบ ฯ เพราะประพฤติพอดพี องาม ยงั ความเล่ือมใสนบั ถือของเขาใหเ้ กิดในตน เป็นศรีของพระศาสนา ฯ (ปี 59) ภกิ ษุไดช้ ่ือวา่ \"กลุ ปสาทโก ผยู้ งั ตระกลู ใหเ้ ล่อื มใส\" เพราะมปี ฏปิ ทาอยา่ งไร ? ตอบ เพราะมปี ฏิปทาอยา่ งนี้ คอื เป็นผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยอาจาระ ไม่ทอดตนเป็นคนสนทิ ของสกลุ โดยฐานเป็นคนเลว และอกี อย่างหนง่ึ ไม่รุกราน ตดั รอนเขา แสดงเมตตาจติ ต่อเขา ประพฤตพิ อดีพองาม ยงั ความเลอ่ื มใสนบั ถือของเขาใหเ้ กดิ ในตน ฯ (ปี 59) อนาจาร หมายถงึ อะไร ? เล่นอย่างไรบา้ ง จดั เป็นอนาจาร ? ตอบ อนาจาร หมายถงึ ความประพฤติไมด่ ไี มง่ าม และการเลน่ มปี ระการตา่ ง ๆ ฯ เล่นอย่างเดก็ เลน่ คะนอง เล่นพนนั เลน่ ปยู้ ่ีปยู้ า เล่นองึ คะนงึ จดั เป็นอนาจาร ฯ (ปี 58) อปุ ปถกริ ยิ า คอื อะไร ? มกี ี่อยา่ ง ? อะไรบา้ ง ? ตอบ คือการทานอกรีตนอกรอยของสมณะ ฯ มี ๓ อยา่ ง ฯ คอื อนาจาร ไดแ้ กค่ วามประพฤตไิ ม่ดไี มง่ าม ปาปสมาจาร ไดแ้ กค่ วามประพฤตเิ ลว ทราม และอเนสนา ไดแ้ กค่ วามหาเลยี้ งชีพไม่สมควร ฯ (ปี 56) ภิกษุไดช้ ่ือวา่ ผปู้ ระทษุ รา้ ยสกลุ กบั ภิกษุไดช้ ่ือวา่ ผยู้ งั สกลุ ใหเ้ ลอื่ มใส เพราะมีความประพฤตติ า่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี้ ภกิ ษุผปู้ ระทษุ รา้ ยสกลุ เป็นผปู้ ระพฤตใิ หเ้ ขาเสยี ศรทั ธาเล่อื มใส ประจบเขาดว้ ยกริ ยิ าทาตนอยา่ งคฤหสั ถ์ ใหข้ องกานลั แก่ สกลุ อย่างคฤหสั ถเ์ ขาทา ยอมตนใหเ้ ขาใชส้ อย หรือดว้ ยอาการเอาเปรียบโดยเชิงใหส้ ง่ิ ของเล็กนอ้ ยดว้ ยหวงั ไดม้ าก สว่ นภกิ ษุผยู้ งั สกลุ ใหเ้ ลอ่ื มใส เป็นผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยอาจาระ ไมท่ อดตนเป็นคนสนทิ ของสกลุ โดยฐานเป็นคนเลวไมร่ ุกรานตดั รอนเขา แสดงเมตตา จิต ประพฤติพอดพี องาม ทาใหเ้ ขาเล่ือมใสนบั ถือตน ฯ (ปี 56) อนามฏั ฐบณิ ฑบาต ไดแ้ กโ่ ภชนะเชน่ ไร? มขี อ้ หา้ มตามพระวนิ ยั ไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ ไดแ้ กโ่ ภชนะท่ภี กิ ษุไดม้ ายงั ไม่ไดห้ ยบิ ไวฉ้ นั ฯ มขี อ้ หา้ มไมใ่ หภ้ ิกษใุ หแ้ กค่ ฤหสั ถอ์ ่ืนนอกจากมารดาและบดิ า ฯ (ปี 54) ภิกษุไดร้ บั การสรรเสรญิ วา่ กุลปสาทโก ผยู้ งั ตระกลู ใหเ้ ล่ือมใส กบั ภิกษุผไู้ ดร้ บั การตาหนวิ า่ กลุ ทสู โก ผปู้ ระทษุ รา้ ยตระกลู เพราะมี ความประพฤตเิ ช่นไร? ตอบ ภกิ ษุผไู้ ดร้ บั การสรรเสรญิ วา่ กลุ ปสาทโก เพราะถงึ พรอ้ มดว้ ยอาจาระ ไม่ทอดตนเป็นคนสนิทของสกลุ โดยฐาน เป็นคนเลว ไม่รุกรานตดั รอนเขา แสดงเมตตาจติ ประพฤตพิ อดพี องาม ทาใหเ้ ขาเลือ่ มใสนบั ถือตน ส่วนภกิ ษุผไู้ ดร้ บั การตาหนวิ า่ กลุ ทสู โก ผู้ 18 | P a g e

ประทษุ รา้ ยสกลุ เพราะประพฤตใิ หเ้ ขาเสียศรทั ธาเล่ือมใส ประจบเขาดว้ ยกิรยิ าทาตนอยา่ งคฤหสั ถ์ ใหข้ องกานลั แก่สกลุ อยา่ งคฤหสั ถเ์ ขาทา กนั ยอมตนใหเ้ ขาใชส้ อย หรือดว้ ยอาการเอาเปรียบโดยเชิงใหส้ ง่ิ ของเลก็ นอ้ ยดว้ ยหวงั ไดม้ าก ฯ (ปี 53) อปุ ปถกริ ยิ า คืออะไร? ความประพฤติเช่นไรจดั เขา้ ใน อนาจาร ปาปสมาจาร อเนสนา? ตอบ คอื การทานอกรีตนอกรอยของสมณะ ฯ ความประพฤตไิ มด่ ีไมง่ าม และเลน่ มีประการตา่ ง ๆ จดั เขา้ ในอนาจาร ความประพฤตเิ ลวทราม จดั เขา้ ในปาปสมาจาร ความเลยี้ งชพี ไมส่ มควร จดั เขา้ ในอเนสนา ฯ (ปี 52) การทานอกรตี นอกรอยของสมณะท่เี รยี กวา่ อนาจาร ปาปสมาจาร และอเนสนา ไดแ้ ก่ความประพฤติเช่นไร รวมเรยี กวา่ อะไร? ตอบ อนาจาร ไดแ้ ก่ ความประพฤตไิ มด่ ี ไม่งาม และเลน่ มปี ระการตา่ งๆ ปาปสมาจาร ไดแ้ ก่ ความประพฤติเลวทราม อเนสนา ไดแ้ ก่ ความเลยี้ งชพี ไมส่ มควร รวมเรียกวา่ อปุ ปถกริ ยิ า ฯ (ปี 51) ภิกษุไดช้ ่ือวา่ “กลุ ทสู โก ผปู้ ระทษุ รา้ ยสกลุ ” เพราะประพฤติอย่างไร? ตอบ เพราะประพฤตใิ หเ้ ขาเสยี ศรทั ธาเลื่อมใส คอื เป็นผปู้ ระจบเขาดว้ ยกิรยิ าทาตนอย่างคฤหสั ถ์ ยอมตนใหเ้ ขาใชส้ อย หรอื ดว้ ยอาการ เอา เปรียบโดยเชงิ ใหส้ ่ิงของเล็กนอ้ ยดว้ ยหวงั ไดม้ าก ฯ (ปี 48) อเนสนา คืออะไร? ภิกษุทาอเนสนา ตอ้ งอาบตั ิอะไรไดบ้ า้ ง? ตอบ คอื กิรยิ าท่แี สวงหาเลยี้ งชพี ในทางไม่สมควร ฯ ปาราชกิ สงั ฆาทิเสส ปาจติ ตียแ์ ละ ทกุ กฏ ฯ (ปี 48) ความรูใ้ นการทาเสนห่ ใ์ หช้ ายหญิงรกั กนั จดั เป็นดิรจั ฉานวชิ าเพราะเหตไุ ร ? ตอบ เพราะเป็นความรูท้ ่ไี ม่เก่ียวกบั ธรรมวนิ ยั ของภิกษุ และเป็นความรูท้ ่ที าใหเ้ ขาสงสยั วา่ ลวง ทาใหเ้ ขาหลงงมงาย ไมใ่ ช่ความรูจ้ รงิ ผบู้ อก เป็นผลู้ วง ฝ่ายผเู้ รยี นเป็นผหู้ ดั เพอ่ื ลวง หรือเป็นผูห้ ลงงมงาย ฯ (ปี 46) ความประพฤตติ อ่ ไปนี้ จดั เขา้ ในอปุ ปถกริ ยิ าขอ้ ไหน ? ก. ชอบเล่นคะนอง รอ้ งราทาเพลง ข. ชอบดา่ วา่ เสียดสี เปรียบเปรยเขา ยยุ งใหเ้ ขาแตกกนั ตอบ ก. จดั เขา้ ในขอ้ อนาจาร ความประพฤติไม่ดไี มง่ าม ฯ ข. จดั เขา้ ในขอ้ ปาปสมาจาร ความประพฤตเิ ลวทราม ฯ (ปี 45) ภิกษุผเู้ ขา้ ไปในเจติยสถาน ควรปฏบิ ตั ิอย่างไร? ภิกษุไดช้ ่ือวา่ \"กลุ ปสาทโก ผยู้ งั ตระกลู ใหเ้ ลือ่ มใส\" เพราะมปี ฏปิ ทาอย่างไร? ตอบ ควรปฏิบตั อิ ย่างนี้ คือไม่กนั้ รม่ ไมส่ วมรองเทา้ ไม่หม่ คลมุ เขา้ ไป ไม่แสดงอาการดหู ม่นิ ตา่ งๆ เชน่ พดู เสียงดงั และน่งั เหยยี ดเทา้ เป็นตน้ ไม่ ถ่ายอจุ จาระปัสสาวะ และไม่ถม่ เขฬะในลานพระเจดยี ์ ฯ เพราะมปี ฏปิ ทาอย่างนี้ คอื เป็นผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยอาจาระ ไม่ทอดตนเป็นคนสนทิ ของ สกลุ โดยฐานเป็นคนเลว และอกี อยา่ งหนงึ่ ไมร่ ุกรานตดั รอนเขา แสดงเมตตาจิตตอ่ เขา ประพฤติพอดพี องาม ยงั ความเล่ือมใสนบั ถอื ของเขา ใหเ้ กดิ ในตน ฯ (ปี 45) ภิกษุไม่สงั วรในอปุ ปถกิรยิ า จะพงึ ไดร้ บั โทษอยา่ งไรบา้ ง? การแสวงหาเช่นไรจดั เป็นโลกวชั ชะ มีโทษทางโลก? เชน่ ไรจดั เป็นปัณณตั ติ วชั ชะ มโี ทษทางพระบญั ญตั ิ? ตอบ ปรบั เป็นอาบตั ทิ กุ กฏ และเป็นฐานท่สี งฆจ์ ะพึงลงโทษ ๔ สถาน อย่างใดอย่างหนง่ึ ตามโทษานโุ ทษ คือ ๑. ตชั ชนียกรรม ตาหนโิ ทษ ๒. นยิ สกรรม ถอดยศ คือถอดความเป็นผใู้ หญ่ ๓. ปัพพาชนยี กรรม ขบั ไล่จากวดั ๔. ปฏิสารณียกรรม ใหห้ วนระลกึ ถึงความผิด ฯ 19 | P a g e

การแสวงหาในทางบาป เช่นทาโจรกรรมและหลอกลวงใหเ้ ขาเช่ือถือ และในทางท่โี ลกเขาดหู มิน่ จดั เป็นโลกวชั ชะ ฯ การแสวงหาในทางผิด ธรรมเนยี มของภกิ ษุ แมไ้ ม่มโี ทษแกค่ นพวกอนื่ จดั เป็นปัณณตั ตวิ ชั ชะ ฯ (ปี 44) การทานอกรตี นอกรอยของสมณะ เรยี กวา่ อะไร? มีกี่อยา่ ง? อะไรบา้ ง? จงบอกความหมายของแต่ละอยา่ งดว้ ย ตอบ เรยี กวา่ อปุ ปถกริ ยิ า, มี ๓ อยา่ งคอื อนาจาร ๑ ปาปสมาจาร ๑ อเนสนา ๑ ความประพฤตไิ มด่ ไี มง่ าม และเลน่ มีประการตา่ ง ๆ จดั เขา้ ในอนาจาร ความประพฤตเิ ลวทราม จดั เขา้ ในปาปสมาจาร ความเลยี้ งชพี ไม่สมควร จดั เขา้ ในอเนสนา กาลกิ ๔ ของกินท่ภี ิกษุรบั ประเคนไวแ้ ลว้ และฉนั ไดใ้ นเวลาท่กี าหนด แบง่ ไว้ ๔ ประเภท ๑. ยาวกาลกิ ของท่ีรบั ประเคนไวแ้ ลว้ ฉันไดช้ ่วั คราว คือตงั้ แตเ่ ชา้ ถงึ เท่ยี งของวนั นนั้ ๒. ยามกาลิก ของท่รี บั ประเคนไวแ้ ลว้ ฉนั ไดช้ ่วั ระยะเวลาวนั หนงึ่ กบั คนื หน่ึง ๓. สตั ตาหกาลกิ ของท่รี บั ประเคนไวแ้ ลว้ เก็บไวฉ้ นั ไดใ้ นระยะเวลา ๗ วนั ไดแ้ ก่ เภสชั ๕ (เนยใส เนยขน้ นา้ มนั นา้ ผงึ้ นา้ ออ้ ย) ๔. ยาวชีวกิ ของท่รี บั ประเคนไวแ้ ลว้ เก็บไวฉ้ นั ไดต้ ลอดชวี ติ กาลิกระคนกนั มีกฎเกณฑโ์ ดยกาหนดอายตุ ามกาลิกท่ีมอี ายนุ อ้ ยท่สี ดุ ฯ เช่นยาผง เป็นยาวชวี กิ คลกุ กบั นา้ ผงึ้ ทเ่ี ป็นสตั ตาหกาลิก ตอ้ งถือ อายุ ๗ วนั เป็นเกณฑ์ (ปี 62, 50) ยาวกาลิก กบั ยาวชวี กิ ต่างกนั อย่างไร ? ตอบ ยาวกาลิก คือของท่ใี ชบ้ รโิ ภคเป็นอาหาร บรโิ ภคไดช้ ่วั คราว คือตงั้ แต่เชา้ ถงึ เท่ยี งวนั ไดแ้ ก่ โภชนะ ๕ นมสด นมสม้ ของขบเคยี้ ว เป็นตน้ ฯ ส่วนยาวชวี ิก เป็นของท่ใี หป้ ระกอบเป็นยา บรโิ ภคไดเ้ สมอไป ไมม่ จี ากดั เวลา แตเ่ ม่ือมีเหตจุ งึ บรโิ ภคได้ ไดแ้ ก่ รากไม้ นา้ ฝาดใบไม้ ผลไม้ ยาง ไม้ เกลือ เป็นตน้ ฯ (ปี 61) ภกิ ษุฉนั เนอื้ งู เนอื้ มนษุ ย์ ตอ้ งอาบตั ิอะไร ? ตอบ ฉนั เนอื้ งู ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ ฉนั เนอื้ มนษุ ย์ ตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ฯ (ปี 57) กาลิก ๔ ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง? โภชนะ ๕ เภสชั ๕ จดั เป็นกาลกิ อะไร? ตอบ ไดแ้ กย่ าวกาลกิ ยามกาลกิ สตั ตาหกาลกิ ยาวชวี ิก ฯ โภชนะ ๕ เป็นยาวกาลกิ เภสชั ๕ เป็นสตั ตาหกาลกิ ฯ (ปี 55) เภสชั ๕ มีอะไรบา้ ง จดั เป็นกาลิกอะไร? ตอบ เนยใส เนยขน้ นา้ มนั นา้ ผงึ้ นา้ ออ้ ย ฯ จดั เป็นสตั ตาหกาลิก ฯ (ปี 53) ยาวกาลกิ กบั ยาวชวี กิ ไดแ้ กก่ าลิกเชน่ ไร? กาลกิ ระคนกนั มกี ฎเกณฑก์ าหนดอายไุ วอ้ ยา่ งไร? จงยกตวั อยา่ ง ตอบ ยาวกาลกิ ไดแ้ กข่ องทใ่ี หบ้ รโิ ภคไดช้ ่วั คราว ตงั้ แต่เชา้ ถึงเทย่ี งวนั ยาวชีวกิ ไดแ้ ก่ของท่ใี หบ้ รโิ ภคไดเ้ สมอไป ไม่มีจากดั กาล ฯ กฎเกณฑก์ าหนดอายตุ ามกาลิกท่มี อี ายนุ อ้ ยท่ีสดุ ฯ เช่นยาผง เป็นยาวชวี กิ คลกุ กบั นา้ ผงึ้ ท่เี ป็นสตั ตาหกาลิก ตอ้ งถืออายุ ๗ วนั เป็นเกณฑ์ ฯ (ปี 53) คาวา่ อนั โตวฏุ ฐะ อนั โตปักกะ สามปักกะ หมายถงึ อะไร ? ตอบ อนั โตวฏุ ฐะ หมายถงึ ยาวกาลิกท่ภี ิกษุเก็บไวใ้ นท่อี ยขู่ องตน ฯ อนั โตปักกะ หมายถงึ ยาวกาลกิ ท่ภี กิ ษุหงุ ตม้ ภายใน (ท่อี ย่ขู องตน) ฯ สามปักกะ หมายถงึ ยาวกาลกิ ท่ภี ิกษุทาใหส้ กุ เอง ฯ (ปี 52) กาลิกคอื อะไร? มีอะไรบา้ ง? กาลกิ ระคนกนั มกี าหนดอายไุ วอ้ ยา่ งไร? จงยกตวั อยา่ ง ตอบ ของท่จี ะพึงกลนื ใหล้ ่วงลาคอลงไป มดี งั นี้ ยาวกาลกิ ยามกาลิก สตั ตาหกาลิก และยาวชวี กิ ฯ กาหนดอายตุ ามกาลกิ ท่มี อี ายสุ นั้ ท่สี ดุ เป็นเกณฑ์ เชน่ เอายาผงท่เี ป็นยาวชวี กิ ซง่ึ ไมจ่ ากดั อายคุ ลกุ บั นา้ ผงึ้ ท่เี ป็นสตั ตาหกาลกิ ซง่ึ มีกาหนดอายุ ไว้ ๗ วนั ดงั นตี้ อ้ งถืออายุ ๗ วนั เป็นเกฑ์ ฯ (ปี 51) กาลิก มีเทา่ ไร? อะไรบา้ ง? กลว้ ยดองนา้ ผงึ้ เป็นกาลกิ อะไร? 20 | P a g e

ตอบ มี ๔ ฯ ยาวกาลิก ยามกาลกิ สตั ตาหกาลิก ยาวชวี ิก ฯ เป็นยาวกาลิก ฯ (ปี 47) ภิกษุบิณฑบาตไดส้ บั ปะรดแลว้ นามาฉันรวมกบั นา้ ตาลทรายและเกลอื ซง่ึ รบั ประเคนไวแ้ ลว้ ๒ วนั จะตอ้ งอาบตั ิอะไรหรือไม่? เพราะ เหตไุ ร? ตอบ ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ เพราะนา้ ตาลทรายเป็นสตั ตาหกาลิก เกลือเป็นยาวชวี กิ เม่ือนามาฉนั รวมกบั สบั ปะรดซง่ึ เป็นยาวกาลกิ จงึ มี คตเิ ป็นยาวกาลิก ทาใหต้ อ้ งอาบตั ปิ าจติ ตีย์ เพราะฉนั ของเป็นสนั นิธิ ฯ (ปี 46) อทุ ทิสมงั สะ ไดแ้ กเ่ นอื้ เชน่ ไร? ภกิ ษุฉนั เนอื้ งู เนอื้ มนษุ ย์ ตอ้ งอาบตั ิอะไร? ตอบ อทุ ทิสมงั สะ ไดแ้ กเ่ นอื้ ท่เี ป็นกปั ปิยะโดยกาเนดิ และเขาทาใหส้ กุ แลว้ แตเ่ ป็นของท่เี ขาฆ่าเพ่อื ทาเป็นอาหารถวายพระภกิ ษุโดยตรง ฯ ภกิ ษุฉนั เนอื้ งู ตอ้ งอาบตั ิทกุ กฏ ฯ ฉนั เนอื้ มนษุ ย์ ตอ้ งอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ฯ (ปี 45) สตั ตาหกรณียะ และ สตั ตาหกาลกิ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ สตั ตาหกรณียะ คอื ภกิ ษุผอู้ ย่จู าพรรษาไปแรมคืนท่อี ื่นดว้ ยกจิ จาเป็นบางอยา่ ง แตก่ ลบั มาภายใน ๗ วนั เรยี กวา่ ไปดว้ ยสตั ตาหกรณียะ หรอื สตั ตาหะ ฯ สตั ตาหกาลิก คอื ของท่รี บั ประเคนแลว้ เก็บไวบ้ รโิ ภคได้ ๗ วนั ฯ ภัณฑะต่างเจ้าของ • ภัณฑสงฆ์ ๑. ครุภณั ฑ์ ทรพั ยส์ ินท่จี ดั เป็นของใหญ่โต ใชแ้ ลว้ ไมส่ นิ้ ไป คงอยใู่ นสภาพเดมิ ไดน้ าน ๒. ลหภุ ัณฑ์ ทรพั ยส์ ินท่จี ดั เป็นของเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ไดแ้ ก่ อาหารบิณฑบาต เภสชั และบรขิ าร (ปี 61) ลหภุ ณั ฑแ์ ละครุภณั ฑท์ ่เี ป็นของสงฆ์ คือของเชน่ ไร ? อย่างไหน แจกกนั ไดแ้ ละไมไ่ ด้ ? ตอบ ลหภุ ณั ฑ์ คือ ของเบา มบี ณิ ฑบาต เภสชั กบั บรขิ ารท่จี ะใชส้ าหรบั ตวั คือบาตร จีวร ประคดเอว เขม็ มดี พบั มดี โกน เป็นของทแ่ี จกกนั ได้ ครุภณั ฑ์ คอื ของหนกั ไมใ่ ช่ของสาหรบั ใชใ้ หส้ นิ้ ไป เป็นของควรรกั ษาไวไ้ ดน้ าน เป็นเครื่องใชใ้ นเสนาสนะ หรอื เป็นตวั เสนาสนะเอง ตลอดถงึ กฎุ แี ละท่ดี นิ เป็นของท่แี จกกนั ไมไ่ ด้ ฯ (ปี 60) ภตั ตทุ เทสกะ จวี รภาชกะ และอปั ปมตั ตกวิสชั ชกะ หมายถงึ ภกิ ษุ ผมู้ ีหนา้ ท่อี ะไร ? ตอบ ภตั ตทุ เทสกะ หมายถงึ ภิกษุผมู้ ีหนา้ ท่แี จกภตั ตาหาร ตลอดถึงรบั นมิ นตข์ องทายกแลว้ จดั สง่ พระไปให้ จวี รภาชกะ หมายถงึ ภกิ ษุผมู้ ีหนา้ ท่แี จกจวี ร อปั ปมตั ตกวิสชั ชกะ หมายถงึ ภิกษุผมู้ หี นา้ ท่แี จกเภสชั และบรขิ ารเลก็ นอ้ ย ฯ (ปี 47) ภณั ฑะเชน่ ไรท่จี ดั เป็นของสงฆ?์ กาหนดไวก้ ่ีประเภท? อะไรบา้ ง? บณิ ฑบาต กฎุ ี ท่ดี ิน จวี ร ประคดเอว และเสนาสนะ เป็นภณั ฑะประเภทไหน? ตอบ ภณั ฑะท่เี ขาถวายเป็นสาธารณะแกห่ ม่ภู ิกษุ ไม่เฉพาะตวั หรือภณั ฑะอนั ภกิ ษุรบั ก็ดี ปกครองหวงหา้ มไวก้ ด็ ดี ว้ ยความเป็นสาธารณะแก่ หม่ภู ิกษุ จดั เป็นของสงฆ์ ฯ กาหนดไว้ ๒ ประเภทคือ ครุภณั ฑ์ ๑ ลหภุ ณั ฑ์ ๑ ฯ บิณฑบาต จวี ร ประคดเอว จดั เป็นลหภุ ณั ฑ์ กฎุ ี ท่ดี ิน และเสนาสนะ จดั เป็นครุภณั ฑ์ ฯ (ปี 44) ลหภุ ณั ฑ์ และครุภณั ฑท์ ่เี ป็นของสงฆ์ คือของเชน่ ไร? อยา่ งไหนแจกกนั ได้ และไม่ได?้ วนิ ยั กรรม กบั สงั ฆกรรม ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ลหภุ ณั ฑ์ คอื ของเบา มบี ิณฑบาต เภสชั กบั บรขิ ารท่จี ะใชส้ าหรบั ตวั คอื บาตร จวี ร ประคดเอว เขม็ มีดพบั มดี โกน เป็นของท่แี จกกนั ได้ ครุภณั ฑ์ คอื ของหนกั ไม่ใช่ของสาหรบั ใชส้ นิ้ ไป เป็นของควรรกั ษาไวไ้ ดน้ าน เป็นเครื่องใชใ้ นเสนาสนะ หรอื เป็นตวั เสนาสนะเอง ตลอดถึงกฎุ ี และท่ดี ิน เป็นของท่แี จกกนั ไมไ่ ด้ ฯ ตา่ งกนั อยา่ งนี้ กรรมท่ีภิกษุแตล่ ะรูปหรอื หลายรูปจะพงึ กระทาตามพระวนิ ยั เชน่ การแสดงอาบตั ิ อธิษฐาน วิกปั เป็นตน้ เรียกว่าวินยั กรรม กรรมท่ภี ิกษุครบองคส์ งฆจ์ ตวุ รรคเป็นตน้ พงึ ทาเป็นการสงฆ์ เช่น อปโลกนกรรม ญัตตกิ รรม เป็นตน้ เรียกวา่ สงั ฆกรรม ฯ 21 | P a g e

• องคท์ เ่ี ป็ นลักษณะแห่งการถือวสิ าสะ ๑. เป็นผเู้ คยไดเ้ หน็ กนั มา ๔. ยงั มีชวี ติ อยู่ ๒. เป็นผเู้ คยคบกนั มา ๕. รูว้ ่าของนนั้ เราถือเอาแลว้ เขาจกั พอใจ ๓. ไดพ้ ดู กนั ไว้ (ปี 63, 59) ภณั ฑะของภิกษุผมู้ รณภาพ จะตกเป็นของใคร ? ภกิ ษุผอู้ ปุ ัฏฐากจะถือเอาดว้ ยวิสาสะไดห้ รอื ไม่ ? จงอธิบาย ตอบ ตกเป็นของสงฆ์ ฯ ไม่ได้ เพราะการจะถือเอาดว้ ยวสิ าสะ ตอ้ งถือเอาในเวลาท่เี จา้ ของภณั ฑะยงั มชี ีวติ อยู่ ฯ (ปี 57) ลกั ษณะถือวสิ าสะท่มี าในพระบาลมี ีอะไรบา้ ง? ตอบ มี ๑. เป็นผเู้ คยไดเ้ ห็นกนั มา ๒. เป็นผเู้ คยคบกนั มา ๓. ไดพ้ ดู กนั ไว้ ๔. ยงั มีชวี ิตอยู่ ๕. รูว้ ่าของนน้ั เราถือเอาแลว้ เจา้ ของจกั พอใจ ฯ (ปี 55) องคท์ ่เี ป็นลกั ษณะแหง่ การถือวิสาสะ คอื อะไรบา้ ง? เหน็ วา่ ขอ้ ไหนสาคญั ? ตอบ คอื เป็นผเู้ คยไดเ้ หน็ กนั มา ๑ เป็นผเู้ คยคบกนั มา ๑ ไดพ้ ดู กนั ไว้ ๑ ยงั มชี วี ิตอยู่ ๑ รูว้ า่ ของนนั้ เราถือเอาแลว้ เขาจกั พอใจ ๑ ฯ เห็นว่าขอ้ สดุ ทา้ ยสาคญั ฯ (ปี 45) ในบาลแี สดงลกั ษณะการถือวิสาสะไวอ้ ย่างไรบา้ ง? เหตทุ ่คี วรถือเป็นประมาณ ๕ ประการใหบ้ รขิ ารขาดอธษิ ฐาน มอี ะไรบา้ ง? ตอบ แสดงไวอ้ ยา่ งนี้ คอื ๑. เป็นผเู้ คยไดเ้ ห็นกนั มา ๒. เป็นผเู้ คยคบกนั มา ๓. ไดพ้ ดู กนั ไว้ ๔. ยงั มชี วี ติ อยู่ ๕. รูว้ ่าของนนั้ เราถือเอาแลว้ เจา้ ของจกั พอใจ ฯ มีดงั นี้ คือ ๑. ใหแ้ กผ่ อู้ ่นื ๒. ถกู โจรชิงเอาไปหรือลกั เอาไป ๓. มติ รถือเอาดว้ ยวสิ าสะ ๔. ถอนเสียจากอธิษฐาน ๕. เป็นช่องทะลุ ฯ วนิ ัยกรรม (ปี 61) จวี รท่วี ิกปั ไว้ เม่ือจะนามาใชต้ อ้ งทาอยา่ งไร ? ถา้ ไม่ทาเชน่ นน้ั ตอ้ งอาบตั อิ ะไร ? ตอบ จวี รท่วี กิ ปั ไว้ เม่ือจะนามาใชต้ อ้ งขอใหผ้ รู้ บั ถอนก่อน ฯ ตอ้ งอาบตั ปิ าจิตตยี ์ ฯ (ปี 53) วินยั กรรม กบั สงั ฆกรรม มคี วามหมายต่างกนั อยา่ งไร? การทาวนิ ยั กรรมนนั้ มจี ากดั บคุ คลและสถานท่บี า้ งหรอื ไมอ่ ย่างไร? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี้ กรรมท่ภี กิ ษุแตล่ ะรูปหรือหลายรูปจะพึงทาตามพระวนิ ยั เชน่ พนิ ทุ อธิษฐาน วิกปั จวี ร เป็นตน้ เรยี กว่าวินยั กรรม กรรมท่ภี กิ ษุครบองคเ์ ป็นสงฆ์ มจี านวนอยา่ งต่าตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ้ ไปจะพงึ ทา เชน่ อปโลกนกรรมเป็นตน้ เรียกวา่ สงั ฆกรรม ฯ จากดั บคุ คลและสถานท่ไี วด้ งั นี้ ๑. แสดงอาบตั ิ ตอ้ งแสดงแกผ่ เู้ ป็นภิกษุดว้ ยกนั ๒. อธิษฐาน ตอ้ งทาเอง ๓. วิกปั ตอ้ งวกิ ปั แกส่ หธรรมกิ ทง้ั ๕ คอื ภิกษุ ภิกษุณี นางสกิ ขมานา สามเณร สามเณรี รูปใดรูปหนึ่ง ๔. หา้ มไม่ใหท้ าในท่มี ดื แต่ทาในสีมาหรือนอกสีมาใชไ้ ดท้ งั้ นน้ั ฯ (ปี 52) การแสดงอาบตั ิ การอธิษฐาน การทาวกิ ปั ในทางพระวินยั เรียกว่าอะไร? การทากิจเหลา่ นจี้ ากดั บคุ คลไวอ้ ยา่ งไร? ตอบ เรยี กวา่ วินยั กรรม ฯ การแสดงอาบตั ิ จากดั ภกิ ษุผรู้ บั ตอ้ งเป็นภกิ ษุผมู้ ีสงั วาสเดยี วกนั การอธิษฐาน ใหท้ าเอง การทาวิกปั จากดั ผรู้ บั ตอ้ งทากบั สหธรรมิกทง้ั ๕ คือ ภิกษุ ภกิ ษุณี สามเถร สามเณรี สกิ ขมานา รูปใดรูปหนึง่ ฯ (ปี 46) วินยั กรรม คอื อะไร? มกี ี่อยา่ ง อะไรบา้ ง? การทาวินยั กรรมมีจากดั บคุ คลหรอื สถานท่ไี วอ้ ยา่ งไรบา้ ง? 22 | P a g e

ตอบ คอื การทากิจตามพระวินยั ฯ มี ๓ อยา่ ง คอื ๑. การแสดงอาบตั ิ ๒. การอธิษฐาน ๓. การวกิ ปั ฯ มจี ากดั บคุ คลหรือสถานท่ดี งั นี้ ๑. แสดงอาบตั ติ อ้ งแสดงแก่ภิกษผุ มู้ สี งั วาสเสมอกนั ๒. อธิษฐานตอ้ งทาเอง ๓. วกิ ปั ตอ้ งทาแก่สหธรรมกิ ทง้ั ๕ คือ ภกิ ษุ ภกิ ษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี รูปใดรูปหน่ึง ฯ ส่วนสถานท่หี า้ มไมใ่ หท้ าในท่มี ืด แต่ในท่นี อก สมี า ก็ทาได้ ฯ (ปี 44) ลหภุ ณั ฑ์ และครุภณั ฑท์ ่เี ป็นของสงฆ์ คอื ของเชน่ ไร? อยา่ งไหนแจกกนั ได้ และไมไ่ ด?้ วินยั กรรม กบั สงั ฆกรรม ตา่ งกนั อย่างไร? ตอบ ลหภุ ณั ฑ์ คอื ของเบา มีบณิ ฑบาต เภสชั กบั บรขิ ารท่จี ะใชส้ าหรบั ตวั คือบาตร จวี ร ประคดเอว เข็ม มดี พบั มดี โกน เป็นของท่แี จกกนั ได้ ครุภณั ฑ์ คือของหนกั ไม่ใชข่ องสาหรบั ใชส้ นิ้ ไป เป็นของควรรกั ษาไวไ้ ดน้ าน เป็นเคร่อื งใชใ้ นเสนาสนะ หรอื เป็นตวั เสนาสนะเอง ตลอดถึงกุฎี และท่ดี นิ เป็นของท่แี จกกนั ไม่ได้ ฯ ตา่ งกนั อยา่ งนี้ กรรมท่ีภกิ ษุแตล่ ะรูปหรือหลายรูปจะพึงกระทาตามพระวินยั เช่น การแสดงอาบตั ิ อธิษฐาน วกิ ปั เป็นตน้ เรยี กว่าวนิ ยั กรรม กรรมท่ภี ิกษุครบองคส์ งฆจ์ ตวุ รรคเป็นตน้ พงึ ทาเป็นการสงฆ์ เช่น อปโลกนกรรม ญตั ติกรรม เป็นตน้ เรียกวา่ สงั ฆกรรม ฯ การแสดงอาบัติ (ปี 61) สภาคาบตั ิ คอื อาบตั ิเช่นไร ? ตอบ คือ อาบตั ิท่ภี ิกษตุ อ้ งเหมือนกนั เพราะลว่ งละเมิดสิกขาบทเดยี วกนั หา้ มไมใ่ หแ้ สดง หา้ มไม่ใหร้ บั ใหแ้ สดงในสานกั ของภกิ ษุอนื่ ฯ (ปี 54) สภาคาบตั ิ คอื อาบตั ิเชน่ ไร? ภกิ ษุตอ้ งสภาคาบตั ิ จะพงึ ปฏิบตั อิ ย่างไร? ตอบ คือ อาบตั ทิ ่ีภิกษุตอ้ งวตั ถเุ ดยี วกนั เพราะล่วงละเมิดสกิ ขาบทเดยี วกนั ฯ เม่ือภิกษุตอ้ งสภาคาบตั ิ หา้ มไมใ่ หแ้ สดงอาบตั ินนั้ ต่อกนั หา้ มไม่ใหร้ บั อาบตั ขิ องกนั ใหแ้ สดงในสานกั ภกิ ษุอน่ื ถา้ สงฆต์ อ้ งสภาคาบตั ิทง้ั หมด ตอ้ งส่งภกิ ษุรูปหนง่ึ ไปแสดงในท่อี ื่น ภิกษุท่เี หลอื จึงแสดงในสานกั ของภิกษุนน้ั ฯ (ปี 48) สภาคาบตั ิ คืออาบตั เิ ชน่ ไร? ตอบ คือ อาบตั ิท่ีภกิ ษุตอ้ งเหมอื นกนั เพราะลว่ งละเมดิ สิกขาบทเดียวกนั ฯ มหาปเทส ๔ ขอ้ สาหรบั อา้ งใหญ่ ๑. ส่ิงใดไม่ไดท้ รงหา้ มไวว้ า่ \"ไม่ควร\" แต่อนโุ ลมเขา้ กบั สง่ิ ท่ี \"ไม่ควร\"(สงิ่ ท่หี า้ ม) ขดั กบั สง่ิ ท่ี \"ควร\"(สง่ิ ท่อี นญุ าต) ใหต้ ดั สินส่งิ นนั้ ว่า \"ไม่ ควร\"(หา้ มทา) ๒. สงิ่ ใดไม่ไดท้ รงหา้ มไวว้ า่ \"ไม่ควร\" แต่อนโุ ลมเขา้ กบั สง่ิ ท่ี \"ควร\"(สิง่ ท่อี นญุ าต) ขดั กบั สงิ่ ท่ี \"ไมค่ วร\"(สิ่งท่หี า้ ม) ใหต้ ดั สนิ ส่ิงนน้ั วา่ \"ควร\" (อนญุ าตใหท้ า) ๓. สิง่ ใดไมไ่ ดท้ รงอนญุ าตไวว้ า่ \"ควร\" แต่อนโุ ลมเขา้ กบั ส่งิ ท่ี \"ไมค่ วร\"(สิง่ ท่หี า้ ม) ขดั กบั สง่ิ ท่ี \"ควร\"(ส่ิงท่อี นญุ าต) ใหต้ ดั สนิ สง่ิ นน้ั วา่ \"ไม่ ควร\"(หา้ มทา) ๔. สง่ิ ใดไม่ไดท้ รงอนญุ าตไวว้ า่ \"ควร\" แตอ่ นโุ ลมเขา้ กบั สง่ิ ท่ี \"ควร\"(สิ่งท่อี นญุ าต) ขดั กบั สง่ิ ท่ี \"ไม่ควร\"(สง่ิ ท่หี า้ ม) ใหต้ ดั สินสงิ่ นน้ั วา่ \"ควร\" (อนญุ าตใหท้ า) (ปี 58) มหาปเทส แปลว่าอะไร ? ทรงประทานไวเ้ พ่อื ประโยชนอ์ ะไร ? ตอบ แปลวา่ ขอ้ สาหรบั อา้ งใหญ่ ฯ เพ่อื เป็นหลกั แห่งการวินจิ ฉยั ทง้ั ในทางธรรมทงั้ ในทางวินยั ฯ (ปี 47) มหาปเทส คืออะไร? นา้ ตาลสด มิไดท้ รงอนญุ าตไวโ้ ดยตรงใหภ้ กิ ษุฉนั ไดเ้ หมือนนา้ ออ้ ย แตฉ่ นั ไดเ้ พราะอะไร? จงตอบใหม้ หี ลกั 23 | P a g e

ตอบ คือ ขอ้ สาหรบั อา้ งใหญ่ ฯ แมม้ ิไดท้ รงอนญุ าตโดยตรงใหภ้ กิ ษุฉนั ไดก้ ็จรงิ แตเ่ พราะนา้ ตาลสดเป็นของมีรสหวาน สาเรจ็ ประโยชน์ เชน่ เดยี วกนั กบั รสหวานแห่งออ้ ย ช่ือวา่ เป็นของเขา้ กนั กบั รสหวานแห่งออ้ ย ดงั มรี ะบไุ วใ้ นมหาปเทศ ๔ ขอ้ วา่ สงิ่ ใดไมไ่ ดท้ รงอนญุ าตไวว้ า่ ควร แต่เขา้ กนั กบั ส่ิงเป็นกปั ปิยะ ขดั กนั ต่อส่งิ เป็นอกปั ปิยะ สงิ่ นน้ั ควร ฯ พุทธบัญญตั ทิ ที่ รงอนุญาตพเิ ศษ (ปี 53) ภิกษุจะฉนั สงิ่ ใด ๆ ตอ้ งรบั ประเคนกอ่ น มีกรณียกเวน้ เป็นพิเศษอะไรบา้ ง ท่ไี ม่ตอ้ งรบั ประเคนก่อนกฉ็ นั ได?้ ตอบ ยกเวน้ เป็นพิเศษเฉพาะภิกษุอาพาธถกู งกู ดั ใหฉ้ นั ยามหาวกิ ฏั ๔ คือมตู ร คถู เถา้ และดินได้ ฯ วิบตั ิ ๔ วบิ ตั ิของภกิ ษุ มี ๑. สีลวบิ ตั ิ ๒. อาจารวิบตั ิ ๓. ทิฏฐิวิบตั ิ ๔. อาชีววบิ ตั ิ (ปี 46) วบิ ตั ิของภกิ ษุในทางพระวนิ ยั มเี ทา่ ไร? อะไรบา้ ง? จงใหค้ วามหมายของวบิ ตั ิแตล่ ะอยา่ งนน้ั พอไดใ้ จความ ตอบ มี ๔ คอื ๑. สีลวิบตั ิ ๒. อาจารวบิ ตั ิ ๓. ทิฏฐิวิบตั ิ ๔. อาชวี วบิ ตั ิ ฯ ความเสียแหง่ ศีล ช่ือวา่ สีลวิบตั ิ ความเสยี มารยาท ช่ือวา่ อาจารวบิ ตั ิ ความเห็นผิดธรรมผดิ วนิ ยั ช่ือวา่ ทิฏฐิวิบตั ิ ความเสยี แหง่ การเลยี้ งชพี ช่ือวา่ อาชีววิบตั ิ ฯ อโคจร ๖ บคุ คลและสถานท่ที ่ไี ม่ควรไป ๑. หญิงแพศยา (โสเภณี) ๒. หญิงหมา้ ย ๓. สาวเทอื้ (โสด) ๔. ภกิ ษุณี ๕. บณั เฑาะก์ ๖. รา้ นสรุ า (ปี 60) ภกิ ษุผไู้ ดช้ ่ือวา่ โคจรสมั ปันโน ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยโคจร เพราะปฏิบตั ิอย่างไร ? ตอบ เพราะเวน้ อโคจร ๖ จะไปหาใครหรือจะไปท่ไี หน เลอื กบคุ คล เลือกสถานอนั สมควร ไปเป็นกจิ ลกั ษณะในเวลาอนั ควร ไมไ่ ปพรา่ เพรอื่ กลบั ในเวลา ประพฤตติ นไม่ใหเ้ ป็นท่รี งั เกียจของเพ่อื นสหธรรมิก ฯ (ปี 55) ภิกษุไดช้ ่ือวา่ อาจารโคจรสมั ปันโน ผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยมารยาทและโคจร เพราะประพฤติปฏบิ ตั เิ ชน่ ไร? ตอบ เพราะมคี วามประพฤตปิ ฏิบตั ิสภุ าพเรยี บรอ้ ยสมบรู ณด์ ว้ ยอภสิ มาจารกิ วตั ร เวน้ จากอโคจร คอื บคุ คลและสถานท่ที ่ไี มค่ วรไป ฯ (ปี 53) ภิกษุผไู้ ดช้ ่ือวา่ โคจรสมั ปันโนผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยโคจรเพราะปฏิบตั ิอยา่ งไร? ตอบ เพราะเวน้ อโคจร ๖ จะไปหาใครหรอื จะไปท่ไี หน เลือกบคุ คล เลือกสถานอนั สมควร ไปเป็นกจิ ลกั ษณะในเวลาอนั ควร ไม่ไปพรา่ เพรือ่ กลบั ในเวลา ประพฤตติ นไม่ใหเ้ ป็นท่ีรงั เกียจของเพ่อื นสหธรรมกิ เพราะการไปเทย่ี ว ฯ (ปี 52) ภกิ ษุผไู้ ดช้ ่ือวา่ ประดบั พระศาสนาใหร้ ุง่ เรืองเพราะประพฤติปฏิบตั ิเช่นไร? จงชแี้ จง ตอบ เพราะมคี วามประพฤตปิ ฏิบตั ิสภุ าพเรียบรอ้ ย สมบรู ณด์ ว้ ยอภิสมาจารกิ วตั ร เวน้ จากบคุ คลและสถานท่ไี มค่ วรไป คืออโคจร เป็นผไู้ ดช้ ่ือวา่ อาจารโคจรสมั ปันโน ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยมรรยาทและโคจรอนั เป็นคกู่ บั คณุ บทวา่ สีลสมั ปันโน ผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยศลี ฯ (ปี 50) อโคจร คืออะไร? มีอะไรบา้ ง? ตอบ คอื บคุ คลก็ดี สถานท่กี ็ดี อนั ภิกษุไมค่ วรไปสู่ ฯ มหี ญิงแพศยา ๑ หญิงหมา้ ย ๑ สาวเทอื้ ๑ ภิกษุณี ๑ บณั เฑาะก์ ๑ รา้ นสรุ า ๑ ฯ 24 | P a g e

สมบตั ิ ๔ สมบตั ขิ องภิกษุ มี ๑. สลี สมบตั ิ ๒. อาจารสมบตั ิ ๓. ทฏิ ฐิสมบตั ิ ๔. อาชวี สมบตั ิ ฯ (ปี 61) สมบตั ิของภิกษุในทางพระวนิ ยั มเี ท่าไร ? อะไรบา้ ง ? ตอบ มี ๔ ฯ คอื ๑. สลี สมบตั ิ ๒. อาจารสมบตั ิ ๓. ทิฏฐิสมบตั ิ ๔. อาชีวสมบตั ิ ฯ 25 | P a g e


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook