ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรูแบบสบื เสาะหาความร(ู 5E) เรื่อง โครงสรา งและหนา ท่ีของพืชดอก รายวชิ า ชวี วิทยาเพ่มิ เติม ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 5 ชุดที่ 1 เน้ือเยื่อพชื นางณัฐฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู วทิ ยฐานะ ครชู ํานาญการพเิ ศษ กลมุ สาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร โรงเรียนรตั นบุรี อาํ เภอรตั นบุรี จงั หวดั สุรินทร สํานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 33 ชุดกิจกรรมการเรียนรู ชดุ ที่ 1 เนื้อเยอื่ พืช โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
ก คาํ นาํ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความร(ู 5E) เรือ่ ง โครงสรา งและหนาท่ีของพืชดอก จดั ทําขึ้นเพอ่ื ใชในการประกอบการเรียนการสอน วทิ ยาศาสตร รายวชิ า ชวี วิทยาเพิ่มเติม ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร ซึ่งเปนชดุ กิจกรรมท่ีเนน ใหนักเรียนไดลงมอื ปฏบิ ตั ิจริง สงเสรมิ ทกั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร กระบวนการสบื เสาะหาความรู ทักษะการสบื คน ขอมลู กระบวนการคดิ อยางมีเหตุผล และการนาํ ความรูไปใชประโยชน โดยครทู ําหนา ท่ีเปน ผูใหคาํ ปรกึ ษา แนะนํา และคอยอํานวย ความสะดวก ตลอดจนติดตามผลการศกึ ษาอยางใกลชิด การจดั ทําชุดกิจกรรมการเรยี นรแู บบสบื เสาะหาความรู (5E) เรอื่ ง โครงสรา งและหนา ที่ของพชื ดอก ไดจดั ทําทั้งหมด 6 ชดุ ดงั นี้ ชดุ ท่ี 1 เน้ือเย่ือพืช ชดุ ท่ี 2 โครงสรา งและหนา ท่ีของราก ชุดท่ี 3 โครงสรางและหนา ทีข่ องลําตน ชดุ ที่ 4 โครงสรา งและหนา ที่ของใบ ชดุ ที่ 5 การแลกเปลี่ยนแกส และการคายนํ้าของพืช ชุดท่ี 6 การลาํ เลยี งนํ้า สารอาหารและอาหารของพืช สาํ หรบั ชุดนี้เปน ชดุ ที่ 1 เนื้อเย่อื พชื มีจดุ ประสงคเ พอื่ ใหนกั เรียนสามารถสบื คน ขอมลู เก่ยี วกับ โครงสรา ง และหนา ทข่ี องเน้อื เยื่อเจรญิ และเนื้อเย่ือถาวร และสามารถอธบิ าย จาํ แนกลักษณะของเน้ือเยือ่ พืชแตละชนดิ ได ผจู ดั ทําขอขอบพระคณุ ทานผูอํานวยการโรงเรยี นรตั นบุรี ผเู ชยี่ วชาญ และคณะครูทุกทา น ท่ใี หคาํ แนะนาํ จนทํา ใหช ุดกิจกรรมการเรยี นรแู บบสบื เสาะหาความรู(5E) เรื่อง โครงสรา งและหนาที่ของพชื ดอก สาํ เรจ็ ลุลวงไปดวยดี หวังเปน อยา งยิง่ วา ชดุ กิจกรรมการเรยี นรนู ี้ จะสงผลใหน กั เรยี นมี ทกั ษะกระบวนการคิด กระบวนการทาง วิทยาศาสตร ควบคูก ับการพัฒนาจติ วทิ ยาศาสตร สามารถนํา ความรูท่ไี ดไปประยุกตใ ชอยา งมีเหตผุ ล มีคณุ ธรรม และดําเนนิ ชวี ติ อยูในสงั คมไดอยา งมีความสขุ ณฐั ฏิกานต ทองเกษม ชุดกิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เน้ือเย่อื พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
ข สารบัญ เรอ่ื ง หนา - ผังมโนทัศนหนวยการเรียนรู เรื่อง โครงสรางและหนาทีพ่ ืชดอก 1 2 - คาํ แนะนําในการใชชดุ กิจกรรม - ผงั ข้ันตอนการใชช ุดกิจกรรมการเรยี นรูแบบสืบเสาะหาความร(ู 5E) 3 เรื่อง โครงสรางและหนาที่ของพืชดอก 4 - มาตรฐานการเรียนรู 4 - ผลการเรียนรู 4 - จดุ ประสงคการเรียนรู 4 - สมรรถนะสาํ คัญ 5 - แบบทดสอบกอ นเรียน ชุดท่ี 1 เนือ้ เยื่อพืช 8 - กระดาษคําตอบแบบทดสอบกอนเรยี นชุดที่ 1 เน้ือเยอ่ื พืช 9 - ขน้ั สรา งความสนใจ (Engagement) 10 11 - บตั รกิจกรรมท่ี 1 เซลลพ ืชกับสตั วตางกนั อยางไร(Plant & Animal cell) 12 - ขั้นสํารวจและคน หา (Exploration) 26 - บัตรเนอื้ หาท่ี 1 เนื้อเย่ือพชื (Plant tissues) - ขัน้ อธิบายและลงขอสรปุ (Explanation) 27 - บัตรกิจกรรมท่ี 2 เนื้อเย่ือเจรญิ และเนื้อเยอื่ ถาวร 29 30 (Meristematic & Permanent) 33 - ขั้นขยายความรู (Elaboration) 34 - บัตรกจิ กรรมท่ี 3 ศึกษาความรเู พ่ิมเติมจากวีดีทัศนเ ร่อื งเนอ้ื เยอื่ พชื 35 - ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 38 - บัตรคําถาม เร่ือง เน้อื เย่อื พืช (Plant tissue) 39 - แบบทดสอบหลังเรยี น ชุดที่ 1 เน้อื เย่ือพืช - กระดาษคําตอบแบบทดสอบหลังเรียนชดุ ท่ี 1 เนื้อเย่อื พชื - บรรณานุกรม ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เน้ือเยือ่ พชื โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
1 ผังมโนทศั นห นว ยการเรียนรู เรื่อง โครงสรางและหนา ที่ของพชื ดอก ชุดที่ 6 การ ชดุ ท่ี 1 เน้ือเยื่อ ชดุ ท่ี 2 ลําเลยี งนาํ้ พืช โครงสรางและ สารอาหารและ หนา ทขี่ องราก อาหารของพชื โครงสรางและ ชุดที่ 5 การ หนาทข่ี อง ชุดท่ี 3 แลกเปลย่ี นแกส พืชดอก โครงสรา งและ และการคายนํ้า ชดุ ท่ี 4 ของพืช หนาท่ขี อง โครงสรางและ ลาํ ตน หนา ท่ขี องใบ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู ชดุ ท่ี 1 เน้ือเยื่อพืช โดยครูณัฐฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
2 คําแนะนาํ ในการใชชุดกิจกรรม ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรู (5E) เรือ่ ง โครงสรา งและหนา ทีข่ องพืชดอก ชุดที่ 1 เนื้อเย่อื พชื เปนชุดกิจกรรมทจี่ ัดทาํ ข้ึนเพือ่ ใชในการประกอบการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร รายวิชา ชวี วิทยาเพ่มิ เตมิ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 นกั เรียนสามารถศึกษาไดดวยตนเอง ใหนกั เรยี นอานคาํ แนะนาํ และปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามขนั้ ตอน ดังตอไปนี้ 1. ใหนกั เรยี นอา นคาํ ชี้แจงเก่ียวกบั ชดุ กิจกรรมการเรียนรูใหเขาใจกอนลงมือศึกษาชุดกิจกรรมการเรยี นรู 2. ใหน กั เรียนแบงกลุมออกเปน 6 กลมุ กลุมละ 5-6 คน โดยคละความสามารถนักเรียนในกลุมทง้ั สาม ระดบั คือ เกง ปานกลาง ออน และคละเพศ 3. นักเรยี นทําแบบทดสอบกอนเรียนประจําชดุ กิจกรรมการเรยี นรแู บบสืบเสาะหาความรู (5E) เรื่อง โครงสรางและหนาท่ีของพชื ดอก ชดุ ที่ 1 เน้อื เยื่อพืช จาํ นวน 10 ขอ โดยทาํ ลงใน กระดาษคาํ ตอบที่ครูแจก ให 4. นกั เรียนแตละกลมุ รว มกนั ศึกษาผลการเรยี นรูและจุดประสงคการเรยี นรู 5. นักเรยี นลงมือปฏิบัตกิ ิจกรรม จากชดุ กิจกรรมการเรียนรูแ บบสบื เสาะหาความรู(5E) เร่ือง โครงสรา งและหนา ที่ของพชื ดอก ชุดที่ 1 เน้ือเย่ือพืช ดังนี้ ขน้ั ที่ 1 ขน้ั สรางความสนใจ (Engagement) ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั สํารวจและคนหา (Exploration) ขัน้ ท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงขอสรุป (Explanation) ขน้ั ท่ี 4 ข้ันขยายความรู (Elaboration) ขน้ั ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 6. เมือ่ นกั เรียนทํากิจกรรมครบทง้ั 5 ขั้นตอนแลว จึงลงมือทําแบบทดสอบหลังเรยี นจํานวน 10 ขอ เพอ่ื วัดความรคู วามเขาใจอกี คร้งั แลว ตรวจคาํ ตอบ เพื่อเปรยี บเทียบความกาวหนา ทางการเรียน 7. หากมขี อ สงสยั ใหปรกึ ษาครูผสู อนไดท นั ที ชุดกิจกรรมการเรยี นรู ชุดที่ 1 เนอ้ื เย่ือพชื โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
3 ผังขัน้ ตอนการใชชดุ กิจกรรมการเรียนรูแ บบสืบเสาะหาความร(ู 5E) เร่อื ง โครงสรา งและหนา ทข่ี องพืชดอก รายวิชา ชีววทิ ยาเพิ่มเติม รหสั วชิ า ว32242 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 ศึกษาคาํ แนะนาํ ในการใชชดุ กจิ กรรม ไมผานเกณฑ ศกึ ษามาตรฐานการเรยี นรู ผลการเรียนรู จุดประสงการเรยี นรู และสมรรถนะสําคญั ทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น ปฏิบัติตามชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชดุ ท่ี 1 เนอ้ื เยอ่ื พชื ทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น นกั เรยี นไดร ะดับคณุ ภาพดมี ากถอื วาผา นเกณฑ ศึกษาชุดกิจกรรมการเรียนรูช ดุ ถัดไป ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนอ้ื เยือ่ พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
4 มาตรฐานการเรยี นรู - สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรช วี ภาพ สาระชวี วทิ ยา 3. เขา ใจสวนประกอบของพชื การแลกเปล่ียนแกส และคายนํา้ ของพชื การลาํ เลียง ของพืช การสงั เคราะหด วยแสง การสืบพันธุของพชื ดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการตอบสนองของพืช รวมทั้ง นาํ ความรูไปใชป ระโยชน ผลการเรยี นรู อธิบายเกี่ยวกบั ชนิดและลกั ษณะของเน้ือเยื่อพชื และเขียนแผนผงั เพอ่ื สรปุ ชนิดของเน้อื เยอื่ พชื จุดประสงคการเรยี นรู 1. ดานความรู (K) 1.1 อธิบายลักษณะและหนาที่และระบบุ ริเวณที่พบเน้ือเย่ือเจริญและเนือ้ เย่ือถาวรของ พชื ดอกได 1.2 เขยี นแผนผังเพือ่ สรุปชนดิ ของเนื้อเย่อื พืชดอกได 2. ดา นทักษะกระบวนการ (P) 2.1 ทักษะกระบวนการกลุม 3. ดานคุณลกั ษณะอันพึงประสงค (A) 3.1 มีวนิ ยั 3.2 ใฝเรยี นรู 3.3 มุง ม่นั ในการทาํ งาน สมรรถนะที่สําคญั 1. การส่ือสาร 2. การคดิ 3. การใชท ักษะชีวติ 4. การใชเทคโนโลยี ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดที่ 1 เน้ือเยื่อพืช โดยครูณัฐฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
5 แบบทดสอบกอนเรียน ชุดที่ 1 เนื้อเยื่อพืช คาํ ชแี้ จง 1. แบบทดสอบนี้เปนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ จํานวน 10 ขอ ขอละ 1 คะแนน คะแนนเตม็ 10 คะแนน 2. ใชเวลาในการทําแบบทดสอบ 10 นาที 3. ใหน กั เรียนทําเคร่ืองหมาย X เลอื กคาํ ตอบที่ถูกทีส่ ุดเพียงคําตอบเดียวลงในกระดาษคําตอบ ที่กาํ หนดให 1. ขอใดไมใชลกั ษณะของเนอื้ เย่ือเจรญิ ก. มีการแบง เซลลอ ยตู ลอดเวลา ข. มีขนาดเซลลใหญแ ละแข็งแรง ค. มผี นงั บางและเซลลมขี นาดเล็ก ง. มีขนาดเซลลเลก็ และนิวเคลยี สขนาดใหญ 2. ขอใดไมไ ดเปน ผลมาจากเนื้อเย่ือเจรญิ ก. ตน ไผมปี ลอ งที่ยาวขึน้ ข. ตน ลําไยมีรากขนาดใหญม ากขึ้น ค. ตน มะมวงมีการขยายขนาดออกทางดา นขาง ง. การเกดิ เซลลข นรากในเมลด็ ถว่ั เขียวที่กาํ ลงั งอก 3. เนอ้ื เยื่อถาวรเชิงเดย่ี วท่ผี นังเซลลม สี ารซเู บอรินมาพอก สามารถพบไดในเน้ือเยื่อใด ก. Epidermis ข. Endodermis ค. Vascular bundle ง. Pith ชุดกิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ท่ี 1 เนอื้ เย่ือพชื โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
6 4. อาหารทีพ่ ืชสรางข้ึนมักนาํ ไปสะสมท่ีเซลลช นิดใด ก. Sclerid ข. Sieve tube ค. Parenchyma ง. Spongy cell 5. ผลสาล่ีและฝร่งั พบเน้ือเย่ือชนิดใดมากท่สี ุด ก. Sclerid ข. Parenchyma ค. Collenchyma ง. Chlorenchyma 6. ตนสักลาํ เลยี งน้ําตาลท่ีไดจากการสังเคราะหด วยแสงทางเซลลใดของเน้ือเยื่อลําเลยี งอาหาร ก. Sieve tube ข. Phloem fiber ค. Companion cell ง. Phloem parenchyma 7. ไมยนื ตน มีการลาํ เลียงน้ําและแรธ าตทุ างเนอื้ เยื่อลาํ เลยี งนาํ้ ผานเซลลช นดิ ใดไดดที สี่ ุด ก. Vessel member ข. Companion cell ค. Sieve tube member ง. Xylem parenchyma 8. ขอ ใดเปนเนื้อเย่ือถาวรเชงิ เด่ยี วท้งั หมด ก. Xylem - Phloem ข. Tracheid – Vessel ค. Parenchyma - Collenchyma ง. Sieve tube member - Vessel ชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชดุ ที่ 1 เนื้อเยอ่ื พชื โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
7 9. Vessel มลี ักษณะเปนอยางไร ก. เปนเซลลท่ีตายแลว มผี นงั บาง ข. เปนทอสน้ั ๆ มาตอ กนั และยังมีชีวติ อยู ค. เปนเซลลเดยี วคลายทอประปา แตผนังเซลลบาง ง. เปนเซลลหลายเซลลท่ผี นงั ตอนปลายเปดหากัน ผนงั เซลลห นา 10. เซลลใ ดตอ ไปนี้เปนเซลลท ีย่ งั คงมชี ีวิตอยแู ตไมม นี วิ เคลียส ก. Tracheid ข. Parenchyma ค. Vessel member ง. Sieve tube member ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนือ้ เยือ่ พชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
8 กระดาษคําตอบแบบทดสอบกอนเรยี น ชุดท่ี 1 เน้ือเยื่อพืช ชือ่ .....................................................................ชน้ั .............เลขท.ี่ ........... คําชี้แจง ใหนกั เรยี นทําเคร่ืองหมาย X เลือกคําตอบทีถ่ กู ทีส่ ดุ เพียงคําตอบเดียวลงในกระดาษคําตอบทก่ี ําหนดให ขอ ก ข ค ง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 คะแนนท่ีได ขอสอบ งายมากเลย ใชไหมคะ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู ชุดที่ 1 เนอ้ื เย่ือพืช โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
9 ขน้ั สรา งความสนใจ (Engagement) บัตรคําสงั่ 1. ใหน ักเรยี นแตละกลุม เปรยี บเทียบความแตกตา งของเชลลพ ชื และเซลลส ตั ววา มลี ักษณะทแ่ี ตกตางกนั อยางไร และโครงสรางท่ีเราสามารถพบไดในเซลลพืชแตไมพบในเซลลสตั ว 2. ใหนกั เรยี นแตล ะกลมุ ชวยกันอภปิ รายวา ลักษณะและโครงสรา งของเซลลพ ชื ทตี่ างไปจากเซลลสัตวน ัน้ ทําใหพ ืชมลี ักษณะทีต่ างไปจากสง่ิ มีชวี ติ อืน่ ๆ อยางไร 3. ใหนกั เรียนแตล ะกลุมชวยกันวเิ คราะหวาการที่พชื มลี กั ษณะท่ตี างไปจากส่ิงมชี วี ิตชนิดอื่นนนั้ ทําใหพชื มคี วามสาํ คัญตอ ส่งิ มชี ีวติ ชนดิ อน่ื ๆ อยา งไร ชุดกจิ กรรมการเรียนรู ชุดที่ 1 เนอื้ เยอื่ พืช โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
10 บตั รกิจกรรมที่ 1 เซลลพ ชื กับสตั วต างกันอยางไร (Plant & Animal cell) ก. เซลลส ัตว ข. เซลลพืช ทีม่ า http://2.bp.blogspot.com/-(ออนไลน),2558 คําสัง่ จากภาพเซลลพืชและเซลลส ัตว จงตอบคาํ ถามตอไปนี้ 1. เซลลพชื และเซลลส ตั วม ลี ักษณะแตกตางกนั อยางไร .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 2. โครงสรา งใดบางท่ีพบในเซลลส ตั วแตไ มพบในเซลลพ ืช .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 3. โครงสรางใดบางท่พี บในเซลลพชื แตไมพบในเซลลสตั ว .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 4. จากโครงสรา งในขอ 3 ทําใหพืชมีลกั ษณะสําคัญที่ตา งไปจากสงิ่ มชี ีวิตอน่ื ๆ อยา งไร .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 5. จากลกั ษณะสาํ คัญของพืชในขอ ท่ี 4 ทําใหพืชมคี วามสําคัญกับสง่ิ มีชวี ิตชนดิ อื่นๆ อยา งไร .................................................................................................................................................................................... .. ................................................................................................................................................................................. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู ชุดท่ี 1 เน้อื เยือ่ พชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
11 ข้นั สาํ รวจและคนหา (Exploration) บัตรคําสั่ง 1. ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายวา เนื้อเยื่อเจริญและเนอื้ เย่อื ถาวร อยูทส่ี วนใดของ โครงสรา งของพชื ประกอบดว ยเน้อื เยือ่ อะไรบาง มลี ักษณะและหนา ท่อี ยางไร 2. นักเรียนแตละกลมุ สืบคน ขอมูลจาก บัตรเนอื้ หาท่ี 1 เนอื้ เย่ือพืช (Plant tissues) ชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชดุ ที่ 1 เนื้อเย่อื พืช โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
12 บตั รเนอ้ื หาที่ 1 เนื้อเยอ่ื พืช (Plant tissues) พืช (Plant) คอื ส่ิงมชี ีวติ หลายเซลลท ปี่ ระกอบขึน้ มาจากเซลลยูคาริโอต มผี นังเซลลเปนสารประกอบ พวกเซลลโู ลส มคี ลอโรฟล ลท ่ีเปน สารสีเขยี ว สามารถสงั เคราะหด ว ยแสงไดมชี วงชีวิตท่ีเปน ระยะเอม็ บริโอ ตลอดจนมีวงชีวติ แบบสลบั (Alternation ) เน้ือเย่อื พชื คอื กลมุ ของเซลลพืชชนดิ เดียวกันหรือตางชนิดกันทม่ี าทํางานรวมกนั ภายใตโครงสรา ง หรอื อวยั วะตางๆ ของพชื เชน ราก ลําตน ใบ เปน ตน ในกลุมพืชดอก (Angiosperm) มกี ารจัดจาํ แนก เนอ้ื เย่ือพชื ออกเปนหลายชนิด โดยมีการกาํ หนดเกณฑต างๆ ข้นึ มา เพื่อใชในการจดั จําแนกเน้ือเย่ือพืช สามารถแบง เปน 2 ประเภทใหญ คือ เนื้อเย่ือเจริญ (Meristematic tissue) และ เนือ้ เย่ือถาวร (Permanent tissue) โดยใชเ กณฑการแบงเซลลใ นการจดั จาํ แนกดังน้ี - ถาเน้ือเยือ่ ใดมีการแบง เซลลแบบไมโทซสิ ไดตลอดเวลา จัดเปนเนื้อเยื่อเจรญิ - แตถาเนื้อเย่ือใดหยุดการแบงเซลล จัดเปน เน้ือเยื่อถาวร 1. เนอ้ื เย่ือเจริญ (Meristem tissue) เปน เน้ือเยื่อทปี่ ระกอบดวยเซลลทม่ี ีการแบงตัว แบบไมโทซสิ อยตู ลอดเวลา แตละเซลลในเนือ้ เยื่อน้ี เรยี กวา เซลลเริม่ ตน (Initial cell) มกั พบทีบ่ ริเวณปลายยอด และปลายรากของพืช ลกั ษณะของเซลลใ นเนอ้ื เยอ่ื เจรญิ 1. เปน เซลลท่ียงั มีชีวิตอยู มีนิวเคลยี สขนาดใหญเกอื บเต็มเซลล 2. ผนงั เซลลบาง มีความยืดหยนุ สงู มีแวคิวโอลขนาดเลก็ หรือไมมีเลย 3. เซลลเรียงชิดติดกนั จนไมม ีชองวางระหวางเซลล 4. เซลลท ่ีเกิดขึน้ จากการแบงตัวของเนื้อเยอ่ื เจริญจะยังคงรักษาลักษณะความเปน เน้ือเยื่อเจรญิ เอาไว เนือ้ เยื่อเจริญจาํ แนกตามบริเวณท่พี บ แบงออกเปน 3 ชนิดดังนี้ 1.เน้ือเยอ่ื เจรญิ สวนปลาย (Apical meristem) 2.เนื้อเย่อื เจรญิ ดานขา ง (Laterral meristem) 3.เน้ือเยอ่ื เจรญิ เหนือขอ (Intercalary meristem) ชุดกิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนื้อเยอื่ พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
13 1.เนอ้ื เยื่อเจรญิ สว นปลาย (Apical meristem) เปนเนื้อเย่อื ที่พบไดท ่ีบรเิ วณปลายยอด หรือปลายกิ่ง ของพืช เรียกวา เนอ้ื เย่ือเจรญิ ปลายยอด (Shoot apical meristem; SAM) และเนอ้ื เยอ่ื เจรญิ ที่พบทป่ี ลายราก เรยี กวา เนื้อเยื่อเจรญิ ปลายราก (Root apical meristem; RAM) โดย เน้ือเยื่อเจรญิ สว นปลายเปนเนือ้ เยื่อท่ี ทาํ หนา ท่ีในการแบงเซลลแ บบไมโทซสิ เพ่อื เพ่มิ จํานวนเซลลท าํ ใหส วนปลายยอดและปลายรากของพชื มีการยดื ยาว รูปเน้อื เย่ือเจริญสวนปลาย (apical meristem) (ก) เน้ือเย่อื เจริญสวนปลายยอด (Shoot apical meristem ; SAM) (ข) เน้ือเยือ่ เจริญสวนปลายราก (root apical meristem ; RAM) ทม่ี า : ส่อื การสอนชีววิทยาโดยความรวมมือระหวา งสาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั (ออนไลน) , 2558 ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนือ้ เย่อื พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
14 2. เนื้อเยอ่ื เจรญิ ดานขาง (Lateral meristem) เปน เน้ือเย่ือเจรญิ ที่อยูท างดา นขา งของลําตนและราก มกี ารแบง เซลลอ อกทางดา นขางทําใหเกดิ การเจริญเตบิ โตทุติยภูมิ (Secondary growth) ซ่งึ เปนการเตบิ โต ทท่ี าํ ใหพชื มีการขยายขนาดออกทางดา นขาง หรือมีเสนรอบวงของลําตน ก่ิงกา น และรากเพิ่มมากข้ึน เนื้อเยอื่ เจรญิ ดา นขางแบงไดเปน 2 ชนิด คือ 1.แคมเบยี มทอลาํ เลยี ง (vascular cambium) แทรกอยูระหวาง ไซเล็ม และโฟลเอ็ม มีหนาท่ี สรา ง Secondary xylem และ Secondary pholem พบในพืชใบเลีย้ งคูท ุกชนดิ และพชื ใบเลีย้ งเด่ยี วบางชนดิ 2 .คอรกแคมเบยี ม (cork cambium) ทาํ หนาท่ีสรา งคอรก เพ่ือทําหนา ทีแ่ ทนเซลลเอพิเดอรมิส ชุดกิจกรรมการเรียนรู ชดุ ท่ี 1 เนื้อเยือ่ พชื โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
15 ที่มา : สื่อการสอนชีววิทยาโดยความรวมมือระหวา งสํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย (ออนไลน) , 2558 3.เนอ้ื เย่อื เจรญิ เหนอื ขอ (Intercalary meristem) เนื้อเยือ่ เจริญชนดิ นจ้ี ะอยูบรเิ วณเหนือขอของพืช ใบเลยี้ งเดยี่ ว ทําใหป ลองยืดยาวข้นึ ซึ่งมฮี อรโมนจบิ เบอเรลลนิ (Gibberellins) เขามาเกี่ยวของสว นใหญพ บใน พชื ใบเลย้ี งเด่ยี ว โดยเฉพาะพืชตระกูลหญา เชน ไผ ขา ว หญา คมบางกลม เปน ตน ชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชุดท่ี 1 เนอื้ เยือ่ พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
16 2. เนอื้ เยอ่ื ถาวร (Permanent tissue) เปน เน้ือเย่ือที่เตบิ โตและเปลย่ี นแปลงมาจากเน้ือเยอ่ื เจรญิ ประกอบดวยเซลลท เี่ จรญิ เตบิ โตเต็มท่ี หยดุ การแบง ตวั จึงทําใหเซลลม รี ูปรางคงท่ี แตละเซลลท ําหนา ท่ีเฉพาะอยา ง จึงทําใหล กั ษณะรปู รางของเซลลและองคป ระกอบภายในเซลล แตกตางกันไปตามแตชนิดและหนาท่ีของเซลลนน้ั ๆ เนื้อเย่ือถาวรบาง ชนิดอาจเปลีย่ นแปลงสภาพและสามารถกลับมาแบงเซลลเ หมือนเนื้อเย่ือเจรญิ ไดอ กี ครง้ั เรียกวา การเปลยี่ นกลบั เปนเนื้อเย่ือเจรญิ (Dedifferentiation) เมือ่ สภาวะบางอยา งเปลี่ยนไป เชน เม่ือเกิดบาดแผลที่ ลาํ ตน เซลลพาเรงคมิ า (Parenchyma) ในชัน้ คอรเทกซ(Cortex) ก็จะแบงตัวเพื่อสรา งเนอ้ื เย่ือขน้ึ มาทดแทน จากน้ันก็กลายเปนเน้ือเยอื่ ถาวรเหมอื นเดมิ ลกั ษณะท่สี าํ คัญของเนอ้ื เยอ่ื ถาวร - ประกอบดว ยเซลลที่เจรญิ เติบโตเต็มทแี่ ลว และหยดุ การแบง เซลล - เซลลม กี ารเปล่ยี นแปลงรปู รางเพ่ือทาํ หนาที่เฉพาะ ท่ีแตกตางกันออกไป - มกี ารสะสมสารตา งๆ ภายในเซลล และเพิ่มความหนาใหแกผนงั เซลล เน้ือเยื่อถาวรที่จําแนกตามชนิดของเซลลทีม่ าประกอบกนั แบงไดเปน 2 กลมุ คือ 1. เนอ้ื เยื่อถาวรเชงิ เด่ยี ว (Simple permanent tissue) 2. เนอ้ื เยื่อถาวรเชิงซอน (Complex permanent tissue) เน้อื เยือ่ ถาวรเชิงเดย่ี ว (Simple permanent tissue) เปนเนอื้ เยื่อถาวรท่ีประกอบดวยเซลลช นิด เดยี วกันลวนๆ ไดแก เนื้อเย่อื ชัน้ ผวิ (Epidermis) พาเรงคิมา (Parenchyma) คอลเลงคมิ า (Collenchyma) และ สเกลอเลงคิมา (Sclerenchyma) 1. เนื้อเย่ือชัน้ ผิว (Epidermis) เปน เน้ือเยื่อถาวรเชิงเดยี่ ว ท่อี ยูดานนอกสดุ ของอวยั วะตางๆ ของพชื เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญกําเนิดผิว ประกอบดวยเซลลเอพิเดอรม สิ (Epidermal cell) เรียงตวั เบียดกนั แนน แถวเดยี วจนไมมชี อ งวางระหวา งเซลล แตในพืชบางชนดิ อาจมีเนื้อเยื่อช้นั ผวิ ทเ่ี รยี งตวั มากกวาหนึ่งช้ัน (Multiple epidermises) เชน มะเด่ือ บีโกเนีย เปน ตน หนาทีข่ องเน้อื เยื่อช้ันผวิ 1. ปองกนั อนั ตรายใหแกเนื้อเยอ่ื ที่อยูขางในและชว ยเสริมความแข็งแรง 2. ผนังเซลลด านนอกมสี ารคิวตนิ (Cutin) เคลือบเพ่ือปองกันการระเหยของนํ้า และชว ยปอ งกนั ไมใหนํ้าซึมเขาไปขางในเรยี กวาชนั้ ควิ ติเคลิ (Cuticle) 3. เกิดการแลกเปลี่ยนแกส การคายนา้ํ ท่บี รเิ วณปากใบ (Stoma) 4. ดดู นํ้าและเกลือแรเขา สูราก โดยเฉพาะท่ีขนราก (Root hair) ชุดกจิ กรรมการเรียนรู ชุดที่ 1 เนือ้ เย่ือพืช โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
17 รปู แสดงเนื้อเยื่อผิว (Epidermis) (ก) ภาคตดั ขวางของลาํ ตน พชื (ข) ปากใบ จากการลอกผิวใบ (ค) เซลลข นราก (Root hair) (ง) ผนังเซลลดานนอกของเซลลผ ิวทเี่ คลือบควิ ตนิ หนา(สแี ดง) ทม่ี า : ส่ือการสอนชีววิทยาโดยความรวมมอื ระหวา งสาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย (ออนไลน), 2558 2. เน้ือเยอ่ื พาเรงคิมา (Parenchyma) เปนเน้ือเยื่อถาวรเชิงเด่ยี ว ทีป่ ระกอบดวยเซลลพาเรงคมิ า (Parenchyma cell) จํานวนมาก สามารถพบไดแ ทบทุกสวนของพืช โดยเฉพาะท่ีชัน้ คอรเทกซ ไสไม (Pith) ของ รากและลาํ ตนและในแพลเิ ซดมโี ซฟล ล (Palisade mesophyll) กับสปองจมี โี ซฟลล (Spongy mesophyll) ของใบ เซลลพ าเรงคมิ าเปนเซลลทย่ี งั มีชวี ติ อยู ผนังเซลลบางสวนใหญเปน ผนงั เซลลป ฐมภมู ิ (Primary cell wall) มรี ปู รา งหลายแบบ มลี กั ษณะ หลายเหล่ยี ม หรอื กลมรี เซลลอ ยกู นั แบบหลวมๆ มีชองวา งระหวางเซลล ภายใน เซลลมแี วควิ โอลใหญเกือบ เต็มเซลล ถึงแมพาเรงคิมาจะเปน เนื้อเยือ่ ถาวรแตยงั สามารถกลบั มาแบงเซลล ได เหมือนเน้ือเยือ่ เจริญอีก สว นมากพบตรงบริเวณท่ีมีรอยแผล ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนื้อเยอ่ื พืช โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
18 รูปแสดงเนื้อเยื่อพาเรงคิมา (Parenchyma) (ก) ภาคตดั ขวางของลําตน (ข) ตัดตามขวางของใบ (ค) พาเรงคมิ า รปู หลายเหลย่ี มเกือบกลม (ง) พาเรงคมิ ารูปรางคลายดาว (P=Parenchyma) ทีม่ า : สอื่ การสอนชีววิทยาโดยความรวมมือระหวา งสาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐานและ คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ออนไลน) , 2558 หนาทีข่ องเน้ือเยอ่ื พาเรงคมิ า 1. สะสมสารภายในเซลล เชน นาํ้ แปง โปรตนี และไขมัน เปนตน (Storage parenchyma) 2. เกิดการสงั เคราะหด วยแสงไดห ากมเี มด็ คลอโรพลาสตอ ยูภายในเซลล (Chlorenchyma) 3. ชวยในการหายใจ (Parenchyma) 4. เปนตอมสรา งสารบางอยา ง เชน นํ้ามันหอมระเหย 5. สามารถเปลยี่ นสภาพกลับมาเปน เน้อื เยื่อเจรญิ ไดง ายทสี่ ดุ ในบรรดาเน้อื เย่ือถาวร ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เน้อื เยอื่ พชื โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
19 รปู แสดงเน้ือเยือ่ พาเรงคมิ าชนิดตางๆ (ก) Chorenchyma (ข) – (ค) Reserved parenchyma หรือ Storage parenchyma (ง) Xylem ท่ีมา : สื่อการสอนชีววิทยาโดยความรวมมอื ระหวา งสํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานและ คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั (ออนไลน), 2558 3. เน้ือเย่ือคอลเลงคิมา (Collenchyma) เปน เนอื้ เยื่อถาวรเชงิ เด่ียวท่ีพบในช้ันคอรเท็กซ (Cortex) ของลาํ ตนและใบ มีลักษณะเปน แถบ ตอเนอื่ งกนั ในแนววงกลมหรืออยูเปน หยอมๆ ถัดจากเนอ้ื เยื่อชัน้ ผวิ เขามา เชน ทีก่ า นใบ เสนกลางใบ ลาํ ตน สวนในรากไมค อ ยพบ เนื้อเย่ือนีป้ ระกอบดวยเซลลคอลเลงคมิ า (Collenchyma cell) ซ่งึ เปน เซลลท่ีมชี วี ติ มี รปู รางคลา ยเซลลพาเรงคมิ า ผนงั เซลลมีความหนาไมส ม่าํ เสมอ เนื่องจากมกี ารสะสม สารเพคติน (Pectin) และสารอืน่ ๆ บรเิ วณเหลย่ี มหรือมมุ ของเซลลแ ตไ มม ีลิกนนิ หนาที่ของเน้ือเยอ่ื คอลเลงคิมา ชว ยทาํ ใหสว นตา งๆ ของพืชเหนยี วและมคี วามแขง็ แรงสามารถคงรูปอยูได และสามารถปอ งกนั แรงเสยี ดทานได ดว ย ตลอดจนสามารถกลับมาเปน เนื้อเยื่อเจรญิ ไดอกี ดวย ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ท่ี 1 เนอื้ เย่ือพืช โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
20 รูปแสดงเน้อื เย่ือคอลเลงคมิ า (ก)–(ข) ภาคตัดขวางของลาํ ตนหมอนอ ย (ค)-(ง) ภาคตัดขวางของใบหมอนอ ย (C=Collenchyma) ที่มา : สื่อการสอนชีววิทยาโดยความรวมมอื ระหวางสาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั (ออนไลน), 2558 4. เน้อื เยอื่ สเกลอเลงคมิ า (Sclerenchyma) เปนเน้ือเยื่อถาวรเชงิ เดีย่ วทป่ี ระกอบดวยเซลลท่ีตายแลว เมื่อเซลลเจริญเตบิ โตเต็มที่ไซโทพลาซมึ และนวิ เคลยี สจะสลายไป ผนงั เซลลหนามาก มีทัง้ ผนงั เซลลปฐมภูมแิ ละ ผนงั เซลลท ุติยภูมิ ซ่ึงผนังเซลลท ุติยภูมิท่ีหนาตัวขน้ึ มาเน่ืองมาจากมีการสะสมสารลิกนนิ (Lignin) จนทําให ชอ งในเซลล (Lumen) แคบลงจนเกอื บ มองไมเห็น นอกจากนี้ผนังเซลลด า นขางของสเกลอเรงคมิ าเซลลม ีรู (Pit) ที่ใชตดิ ตอ หรือแลกเปล่ียนสารกับเซลลข างเคยี ง โดยมกี ารจาํ แนกสเกลอเรงคิมาเซลล ออกเปน 2 ชนิดตามรูปราง ของเซลล คอื เซลลเสน ใย (Fiber) และ สเกลอรีด (Sclereid) 1. เซลลเสนใย (Fiber) เปน เซลลที่มีรปู รางเรียวยาว ปลายแหลม มีชองในเซลลขนาดเลก็ ผนังเซลลหนา เพราะวามสี ารลิกนินสะสมอยูม าก เซลลม คี วามเหนียวและยืดหยนุ ได (Elasticity) มกั รวมกนั อยูเปน กระจกุ ๆ ไมค อยพบอยู แบบโดดๆ สามารถพบไดในชั้นคอรเท็กซ ไซเล็ม และโฟลเอ็ม ของทั้งในลําตนและราก ชุดกิจกรรมการเรียนรู ชุดท่ี 1 เนื้อเย่อื พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
21 หนา ทีข่ องเซลลเสนใย เซลลเ สน ใยมีหนา ทช่ี วยใหความแข็งแรงแกพืช ชวยพยงุ ลําตนใหตั้งตรงแขง็ แรงและมี ประโยชนทางดานเศรษฐกิจ คอื การนาํ เสนใยมาแปรรปู ในเชงิ อุตสาหกรรม เชน การผลิตกระดาษ เสอื้ ผา เสน เชือก เปน ตน 2. สเกลอรีด (Sclereid) หรือ เซลลส โตน (Stone cell) เปนเซลลทีม่ ีรปู รางหลายเหลีย่ ม สนั้ กวา เซลลเสนใย ผนงั หนากวาเซลลเ สน ใยมาก เพราะผนังเซลลมีลกิ นนิ สะสมอยูจํานวนมาก มรี ู (Pit) ทผี่ นังเซลล จํานวนมาก ทําใหเห็นเปน รอยแตกแยกเปน สาขามากมาย ซงึ่ เปน เอกลกั ษณข องสเกลอรีด มชี อ งในเซลลแ คบ พบสเกลอรดี ตามสวนตา งๆของพืช เชน บริเวณคอรเทก็ ซของลําตน บริเวณใจกลางของลําตน (Pith) ปนอยูในเนื้อผลไม เชน ผลสาลี่ ฝรั่ง นอยหนา รูปแสดงเนื้อเย่ือสเกลอเรงคมิ า (Sclerenchyma) (ก)ภาคตัดขวางเซลลเสน ใย (Fiber) (ข) ภาคตัดขวางเซลลส เกลอรีด (Sclereid) (ค) เสน ใย (ง)-(ฉ) สเกลอรีด (ลูกศรช)้ี ที่มา : สอ่ื การสอนชีววิทยาโดยความรวมมือระหวางสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย (ออนไลน) , 2558 ชุดกิจกรรมการเรียนรู ชุดท่ี 1 เนื้อเยอ่ื พืช โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
22 เนอื้ เย่ือถาวรเชิงซอ น (Complex permanent tissue) เปนเน้ือเยอ่ื ถาวรทป่ี ระกอบขึ้นดวยเซลลหลายชนดิ อยูรวมกันเปนกลมุ ทีเ่ รียกวา มดั ทอลําเลยี ง (Vascular bundle) ซึ่งประกอบดวยไซเลม็ (Xylem) และโฟลเอม็ (Phloem) 1. ไซเลม็ (Xylem) เปนเน้ือเยอ่ื ท่ที าํ หนาท่ีลําเลียงน้าํ และแรธ าตุ จากรากไปยังสว นตางๆ ของพืช มคี วามซบั ซอนท้ังในดา นโครงสราง และชนดิ ของเซลลท พ่ี บ เซลลท ่ีพบไดปกติในเน้ือเย่ือลาํ เลียงนํ้า แบง ไดเปน 3 กลุมดังนี้ 1. เซลลทอ ลาํ เลียงนํ้า (Tracheary element) ทาํ หนา ท่ีหลักในการลาํ เลยี งนํา้ และชวยให ความแขง็ แรงกับ โครงสรางของพชื แบง เปน 2 ชนดิ คือ เทรคดี (Tracheid) และเซลลเวสเซล (Vessel member) 1.1 เทรคดี (Tracheid) เปน เซลลที่มีรูปรางยาว ปลายแหลม เม่อื เซลลเจริญเต็มทแ่ี ลว จะตาย ทําใหเกิดชองวางขนาดใหญ ตรงกลางเซลล ผนังเซลลหนาพบในพืชพวก เฟรน และกลมุ จิมโนสเปรม สวนพืชดอก พบนอ ยหรือไมพบเลย 1.2 เซลลเวสเซล (Vessel member) เปน เซลลที่มเี สน ผา นศูนยก ลางกวา ง แตข นาดสนั้ กวา เซลลเทรคดี เม่ือเจรญิ เตบิ โตเตม็ ทีแ่ ลว เซลลจะตาย ตรงกลางเซลลมชี อ งภายในเซลลข นาดใหญ ปลายเซลล คอ นขางตัดตรงเปนแผน มรี ู (Perforation plate) พบในพืชดอกเทา น้นั เซลลเวสเซลหลายๆ เซลลม าเรยี งตอ กัน กลายเปนทอ เรียกวา “เวสเซล” (Vessel) ทาํ หนาที่หลกั ในการลาํ เลยี งนํ้าใหกับพืชชนั้ สูง ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู ชุดท่ี 1 เนอื้ เยอ่ื พืช โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
23 รปู แสดงโครงสรา งเนอ้ื เยื่อทอลําเลียง (ก) ภาคตดั ขวางลาํ ตนแสดงตาํ แหนงของมดั ทอลําเลียง (Vascular bundle) (ข) เซลลท ่ีพบในเน้ือเย่อื ลาํ เลียง (ค) เทรคดี (Tracheid) (ง) เซลลเวสเซล (Vessel member) ทมี่ า : สอื่ การสอนชีววิทยาโดยความรวมมอื ระหวางสาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ออนไลน), 2558 2. เซลลเสนใย (Xylem fiber) เปน เซลลทผ่ี นงั เซลลหนา และหนากวาเซลลเสน ใยท่ัวไป รูปรา งยาว ปลายเซลล เรียวแหลม เมอ่ื เจรญิ เติบโตเตม็ ท่ีเซลลจ ะตาย เปนเซลลท ่ีทาํ หนา ทช่ี วยเสริมความแข็งแรงใหก ับ เนื้อเย่ือไซเล็ม 3. เซลลพาเรงคิมา (Xylem parenchyma) เปนเซลลท ีม่ ชี ีวิต รปู รางคลายเซลลพ าเรงคมิ าท่ัวๆ ไป เรยี งตัวกันตามยาวของตนพชื เมอ่ื อายมุ ากข้ึนผนงั เซลลก็จะหนาขน้ึ และเปน ผนงั เซลลแบบทุตยิ ภูมิ เปน เซลลทท่ี ํา หนาท่สี ะสมแปง นํา้ ตาล และสารอ่นื ๆ 2. โฟลเอม็ (Phloem) เปนเนื้อเยอ่ื ท่ีทาํ หนา ทลี่ ําเลียงอาหารท่ีไดจากกระบวนการสงั เคราะหด วยแสงหรือ จากการสลาย อาหารท่ีสะสม สง ไปยังสว นตางๆ ของพืช เชน ราก ลําตน เพื่อเก็บหรอื นําไปใชในสว นของปลาย ยอดและ ปลายราก ท่กี ําลังเจรญิ เตบิ โต เซลลท ่ีพบไดปกติในเนื้อเยือ่ ลําเลยี งอาหาร แบงไดเ ปน 4 กลุมดังน้ี ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนอ้ื เยือ่ พชื โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
24 1. เซลลลําเลียงอาหาร (Sieve element) เปนเซลลท ่ที ําหนา ทีใ่ นการลาํ เลียงอาหารทไี่ ดจาก การสังเคราะหด วยแสง หรอื จากแหลงสะสมไปยัง สวนตา งๆ ของพืช แบง เปน 2 ชนดิ คือ 1.1 เซลลต ะแกรง (Sieve cell) เปนเซลลเ ดย่ี วๆ รปู รา งเรยี วยาว ปลายทัง้ สองดา นโคงมน มขี นาด ยาวมาก ผนงั เซลลม ีรูพรุน เรียกวา “sieve area” กระจายอยทู ่ัวไปตามผนังดา นขา งของเซลล มีหนาที่เปน ทางผา นของสารตา งๆ ในการลาํ เลียงอาหาร เพ่ือสง ตอใหก บั เซลลอ ื่นๆ 1.2 เซลลทอลาํ เลียงอาหาร (Sieve tube member) เปนเซลลท่ีมีชีวิตอยู รูปรางเปน ทรงกระบอกยาว บริเวณปลายท้ัง 2 ดา นของซีฟทิวบเมมเบอรจะเปน บริเวณทมี่ ีรูพรนุ จํานวนมากคลา ย แผน ตะแกรงเรียกวา “ซีฟเพลต” (Sieve plate) ซึง่ เปนแผน ทีม่ รี ูพรุน ทาํ ใหไซโทพลาสซึมภายในผา นไปมา ระหวา งเซลลท ีอ่ ยูต ิดกันได 2. เซลลประกบ (Companion cell) เปน เซลลท่ีอยูขางเซลลท อ ลําเลียงอาหาร โดยมตี น กาํ เนิดมาจาก เซลลแมเดียวกนั เปน เซลลท ีม่ ชี ีวติ และมนี วิ เคลยี ส รปู รา งผอมยาว เปน เหล่ียมและมีขนาดเล็ก ทาํ หนาทส่ี ราง พลังงานใหกบั เซลลทอ ลําเลียงท่ตี ายแลวและท่ตี อ งการพลงั งาน ในพืชเมลด็ เปลือยและพืชท่มี ที อ ลําเลียงอาหาร กลุมอ่นื ๆ จะไมพบเซลลป ระกบแตพ ืชเมล็ดเปลือยกลุมสน อาจพบเซลลท ี่มลี ักษณะคลายเซลลป ระกบ เรยี กวา Albuminous cell 3. เซลลพาเรงคิมา (Phloem parenchyma) เปนเซลลม ชี วี ติ เซลลเ รยี งตัวตามยาว ผนังเซลลบาง และมี Simple pit สวนใหญมีลกั ษณะคลา ยกบั พาเรงคมิ าเซลลท่วั ไป ภายในเซลลมักพบวามกี ารสะสม ผลึกแทนนิน เมลด็ แปง หรือน้าํ ยางตา งๆ เอาไว 4. เซลลเสนใย (Phloem fiber) มีรูปรา งยาว หวั ทายแหลม ผนงั เซลลม ีสารพวกลิกนิน และมี Simple pit มักอยูรวมกันเปนกลุม ทาํ หนาทีช่ วยเพิ่มความแข็งแรงใหก บั เนื้อเยื่อลาํ เลียงอาหาร ชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชุดที่ 1 เนื้อเยอื่ พืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
25 รปู แสดงทอ ลาํ เลยี งอาหาร (ก) ภาคตัดขวาง (ข) ภาคตัดตามยาว (ค) ภาคตดั ขวางลาํ ตนหมอนอย (ง) ภาคตดั ขวางลาํ ตนกก (จ) ภาคตัดขวางลําตน ตะขบ ทม่ี า : สือ่ การสอนชีววิทยาโดยความรวมมอื ระหวางสํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานและ คณะวทิ ยาศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย (ออนไลน) , 2558 ชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชุดท่ี 1 เนอื้ เยอ่ื พืช โดยครูณัฐฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
26 ขั้นอธบิ ายและลงขอสรปุ (Explanation) บัตรคาํ สัง่ 1. นักเรียนแตละกลุมอา นบตั รกจิ กรรมที่ 2 เน้อื เย่ือเจริญและเน้อื เยอ่ื ถาวร (Meristematic & Permanent tissue) แลวรวมกันปฏิบัติกจิ กรรม และ บันทึกขอ สรุปลงในแบบบันทึกกจิ กรรม 2. นักเรียนรายงานผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมตามบัตรกิจกรรม จํานวน 1 กลมุ อกี 5 กลุม ใหซกั ถาม ประเดน็ ทยี่ ังสงสัย (หากมีกลุมไหนที่มีประเด็นทีแ่ ตกตาง จากกลุมท่นี ําเสนอ ใหออกมานาํ เสนอ เพ่ิมเตมิ ) ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ท่ี 1 เนอื้ เยอื่ พชื โดยครูณัฐฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
27 บตั รกิจกรรมท่ี 2 เนอื้ เย่อื เจรญิ และเนอื้ เย่ือถาวร (Meristematic & Permanent) คําช้ีแจง จงศึกษาแผนภาพท่ีกาํ หนดใหพ รอมชวยกนั ระดมความคดิ สบื คน ขอมูลวาภาพทเี่ ห็น (บริเวณที่ ลกู ศรช)้ี เปนเน้ือเย่ือหรอื เซลลช นิดใด มีลกั ษณะสาํ คญั อะไรท่บี งบอกวาเปน เนื้อเยื่อชนิดนัน้ และสามารถ พบเหน็ ไดใ นสวน ใดของพชื เชน ราก (Root) ลาํ ตน (Stem) ใบ (Leaf) รปู ภาพ ชนดิ ของเนื้อเย่อื ลักษณะสําคญั บริเวณท่ีพบ ชุดกจิ กรรมการเรียนรู ชุดท่ี 1 เนอ้ื เยือ่ พชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
28 รปู ภาพ ชนดิ ของเนือ้ เย่อื ลกั ษณะสําคัญ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนอ้ื เยื่อพชื โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
29 ข้ันขยายความรู (Elaboration) บตั รคาํ ส่งั ใหนกั เรยี นไดศึกษาความรเู พ่ิมเตมิ จากวีดที ัศนเรื่องเน้อื เยื่อพชื (สอ่ื การสอนภายใน โครงการจัดทาํ สอ่ื การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละคณติ ศาสตร ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย โดย ความรว มมือระวาง สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั ) แลวรว มกัน อภิปรายและสรุปความรทู ี่ไดรบั เพ่ิมเติม ชุดกจิ กรรมการเรียนรู ชดุ ท่ี 1 เนื้อเย่อื พชื โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
30 บัตรกจิ กรรมที่ 3 ศกึ ษาความรเู พ่มิ เติมจาก วีดีทศั นเ รือ่ งเนอื้ เยอ่ื พชื คําชแี้ จง ใหนกั เรยี นศกึ ษาความรูเพิม่ เตมิ จากวีดีทศั น เร่ือง เนอ้ื เย่ือพืช (สอ่ื การสอนภายในโครงการจัดทาํ สอื่ การสอนวทิ ยาศาสตรและคณิตศาสตร ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดย ความรว มมือระวา งสํานกั งาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวทิ ยาลัย จาก https://www.youtube.com/watch?v=vNuqpKo3A5Q แลว รวมกนั อภปิ ราย และสรุปความรูท่ีไดรบั เพิ่มเตมิ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดท่ี 1 เน้ือเย่อื พชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
31 ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดท่ี 1 เน้อื เยื่อพชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
32 ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดท่ี 1 เน้อื เยื่อพชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
33 ข้ันประเมิน (Evaluation) บัตรคําสง่ั ใหนักเรยี นระดมความคดิ ทีไ่ ดท้ังหมดจากการทํากจิ กรรมท่ีผานมาแลว นํามาใชใน การตอบคําถามจากบัตรคําถาม เร่ือง เนอ้ื เยอ่ื พชื (Plant tissue) เพ่อื ตรวจสอบความรู ความเขาใจจากการทาํ กจิ กรรมการเรยี นรูทั้งหมด ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดท่ี 1 เนอ้ื เย่อื พืช โดยครูณัฐฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรัตนบุรี
34 บตั รคําถาม เรอ่ื ง เนอื้ เยือ่ พชื (Plant tissue) คําช้ีแจง ใหน ักเรียนระดมความคดิ ทั้งหมดเพื่อทําบตั รคาํ ถามตอ ไปน้ี ตอนที่ 1 จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ 1. เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) หมายถึงอะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เนอ้ื เยื่อถาวร (Permanent tissue) หมายถึงอะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เนื้อเย่ือเจริญชนดิ ใดที่ทาํ ใหพชื มคี วามสงู เพิม่ ขนึ้ และเน้ือเยื่อเจรญิ ชนดิ ใดทีท่ ําใหพืชมีขนาดท่ีใหญข้ึน …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เนือ้ เยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue) หมายถึงอะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. เนือ้ เย่ือถาวรเชิงซอน (Complex permanent tissue) หมายถึงอะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตอนที่ 2 จงเติมคาํ ลงในผังมโนทัศนต อ ไปน้ีใหสมบรู ณ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู ชุดที่ 1 เนอื้ เย่อื พืช โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
35 แบบทดสอบหลงั เรียน ชุดที่ 1 เนื้อเย่ือพืช คําชี้แจง 1. แบบทดสอบน้ีเปน แบบทดสอบแบบเลือกตอบ จาํ นวน 10 ขอ ขอละ 1 คะแนน คะแนนเตม็ 10 คะแนน 2. ใชเวลาในการทาํ แบบทดสอบ 10 นาที 3. ใหน กั เรยี นทําเครื่องหมาย X เลือกคําตอบที่ถูกที่สุดเพยี งคาํ ตอบเดียวลงในกระดาษคาํ ตอบ ทีก่ ําหนดให 1. เนอ้ื เย่ือถาวรเชิงเด่ยี วท่ีผนังเซลลม ีสารซเู บอรนิ มาพอก สามารถพบไดในเนอ้ื เยื่อใด ก. Epidermis ข. Endodermis ค. Vascular bundle ง. Pith 2. อาหารที่พชื สรา งขึ้นมักนาํ ไปสะสมท่ีเซลลช นิดใด ก. Sclerid ข. Sieve tube ค. Parenchyma ง. Spongy cell 3. Vessel มลี ักษณะเปนอยางไร ก. เปน เซลลท่ีตายแลว มผี นงั บาง ข. เปน ทอส้ันๆมาตอกนั และยังมีชีวิตอยู ค. เปน เซลลเดยี วคลายทอ ประปา แตผนังเซลลบ าง ง. เปนเซลลหลายเซลลทผี่ นงั ตอนปลายเปดหากัน ผนงั เซลลห นา ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดที่ 1 เนื้อเย่อื พชื โดยครูณัฐฏิกานต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
36 4. ขอ ใดไมใชล กั ษณะของเนื้อเย่ือเจรญิ ก. มีการแบง เซลลอ ยตู ลอดเวลา ข. มีขนาดเซลลใหญและแข็งแรง ค. มผี นงั บางและเซลลมีขนาดเล็ก ง. มีขนาดเซลลเลก็ และนิวเคลยี สขนาดใหญ 5. ผลสาล่แี ละฝรัง่ พบเนื้อเย่ือชนดิ ใดมากที่สุด ก. Sclerid ข. Parenchyma ค. Collenchyma ง. Chrorenchyma 6. ไมยนื ตน มกี ารลาํ เลยี งนา้ํ และแรธ าตุทางเนื้อเยื่อลาํ เลียงนาํ้ ผา นเซลลช นดิ ใดไดด ที ี่สุด ก. Vessel member ข. Companion cell ค. Sieve tube member ง. Xylem parenchyma 7. ขอ ใดไมไดเปน ผลมาจากเนื้อเย่ือเจริญ ก. ตน ไผมปี ลอ งทย่ี าวขน้ึ ข. ตนลาํ ไยมรี ากขนาดใหญม ากขั้น ค. ตนมะมวงมกี ารขยายขนาดออกทางดานขาง ง. การเกิดเซลลขนรากในเมลด็ ถ่วั เขยี วท่กี ําลงั งอก 8. ตน สักลาํ เลียงน้ําตาลท่ไี ดจากการสังเคราะหด วยแสงทางเซลลใดของเน้ือเยื่อลาํ เลียงอาหาร ก. Sieve tube ข. Phloem fiber ค. Companion cell ง. Phloem parenchyma ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู ชุดที่ 1 เนอื้ เยื่อพืช โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
37 9. เซลลใดตอไปน้ีเปนเซลลท่ยี งั คงมชี ีวิตอยแู ตไ มม ีนิวเคลยี ส ก. Tracheid ข. Parenchyma ค. Vessel member ง. Sieve tube member 10. ขอใดเปนเนอ้ื เย่ือถาวรเชิงเด่ียวทั้งหมด ก. Xylem - Phloem ข. Tracheid – Vessel ค. Parenchyma - Collenchyma ง. Sieve tube member – Vessel ชดุ กิจกรรมการเรียนรู ชุดที่ 1 เนอ้ื เยือ่ พชื โดยครูณัฐฏกิ านต ทองเกษม ตําแหนง ครู โรงเรยี นรัตนบุรี
38 กระดาษคาํ ตอบแบบทดสอบหลังเรียน ชุดท่ี 1 เนื้อเยื่อพชื ช่ือ.....................................................................ชัน้ .............เลขท่.ี ........... คําชี้แจง ใหนกั เรยี นทําเครื่องหมาย X เลือกคําตอบที่ถกู ทส่ี ดุ เพียงคาํ ตอบเดียวลงในกระดาษคําตอบทก่ี ําหนดให ขอ ก ข ค ง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 คะแนนท่ไี ด ตั้งใจ ทําขอสอบ นะคะ ชุดกิจกรรมการเรยี นรู ชดุ ท่ี 1 เน้อื เยือ่ พชื โดยครูณฐั ฏกิ านต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรียนรตั นบุรี
39 บรรณานุกรม ชวนพิศ นนั ตา.โครงสรา งและหนาทขี่ องพืชดอก รายวิชาชีววิทยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5.ชดุ กิจกรรม การเรยี นรูแบบสืบเสาะหาความรู(5E).นา น : โรงเรียนสตรีศรีนาน, 2558. ประสงค หลาํ สะอาด และจิตเกษม หลําสะอาด. ชวี วิทยา ม.5 เลม4, กรงุ เทพฯ : พ.ศ. พฒั นา, ม.ป.ป., หนา 2-9. มานติ คดิ อยู. คมู ือประกอบการสอนวทิ ยาศาสตรและคณิตศาสตร ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย ชีววิทยา, คณะวิทยาศาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2554 มลู นธิ ิ สอวน, ชีววิทยา 2, กรงุ เทพฯ : ดา นสุทธาการพิมพ, 2553, หนา 209-212. สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. หนังสอื เรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ ชีววิทยา เลม 3, กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ สกสค. ลาดพราว, 2554, หนา 1-6. สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. คูมือครูรายวิชาเพ่ิมเติมชีววิทยา เลม 3, กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ สกสค. ลาดพราว, 2554, หนา 1-6. สมบญุ เตชะภิญญาวัฒน. ชีววทิ ยาพชื (PLANT BIOLOGY). จามจุรีโปรดักท: ศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2556 สมาน แกวไวยทุ ธ. รวมโจทยขอสอบเขามหาวิทยาลัย ชีววทิ ยา. อมรการพิมพ: ไฮเอ็ดพบั ลิชชิง่ , 2554 แหลงเรียนรูอนิ เทอรเนต็ (Internet) http://2.bp.blogspot.com/ (ออนไลน), 2558 http://www.myfirstbrain.com (ออนไลน), 2558 http:// www.phschool.com (ออนไลน), 2558 http://www.ppk.ac.th (ออนไลน) , 2558 http://www.promma.ac.th (ออนไลน) , 2558 https://www.youtube.com/watch?v=vNuqpKo3A5Q (ออนไลน), 2558 www.meritnation.com (ออนไลน) , 2558 www.nana-bio.com (ออนไลน), 2558 ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู ชดุ ที่ 1 เนอ้ื เยอ่ื พชื โดยครูณฐั ฏิกานต ทองเกษม ตาํ แหนง ครู โรงเรยี นรตั นบุรี
Search
Read the Text Version
- 1 - 42
Pages: