การเขยี นคาํ ประพันธ์ ครูตะวัน ชัยรัต
คาํ ประพันธ ภาษาไทยเปนภาษาประจาํ ชาตไิ ทย และเปนภาษาที่แสดงออกถึงเอกลักษณ ความเปน ไทย ภาษาไทยมคี วามงาม และมี สุนทรียภาพทางภาษาทแ่ี ตกตางจากชนชาติ อื่น เพราะภาษาไทยบทรอ ยกรองที่มีความ ไพเราะ สละสวย มีสมั ผสั บังคบั ท่ถี ูกตอง ตามหลักฉนั ทลักษณ
ความหมายของ \"คาํ ประพันธ\" คาํ ประพนั ธ หมายถงึ การนาํ เอา ถอยคํามาเรยี งรอยตอ กัน จนเกดิ ความ ไพเราะสละสลวย และมีสมั ผัสบงั คับถูกตอง ตามฉนั ทลักษณไทย ฉนั ทลกั ษณ หมายถงึ รูปแบบ หรือขอ กําหนด ขอ บังคบั ในการแตงคําประพันธ แตล ะชนิด เชน คําประพันธป ระเภทโคลงส่ี สุภาพ บงั คับเสยี งวรรณยกุ ตเอก และ วรรณยกุ ตโ ท
ประเภทของคําประพันธ คาํ ประพนั ธ สามารถแบงออกได 2 ประเภท คือ คําประพนั ธแ บบดงั้ เดิม และคาํ ประพนั ธแ บบรวมสมยั 1. คาํ ประพนั ธแ บบด้ังเดมิ คือ คํา ประพันธท ่มี าตง้ั แตโ บราณ เปน คาํ ประพันธท ่ี แตงโดยยึดรูปแบบฉนั ทลกั ษณอ ยางเครง ครดั ประกอบดว ย กลอน กาพย โคลง ฉันท รา ย และลิลติ ลลิ ิต หมายถงึ การนาํ เอาคําประพนั ธ 2 ชนดิ มาแตง รวมกนั คือ โคลง กับ ราย
ประเภทของคาํ ประพันธ 2. คําประพันธแบบรวมสมยั คอื คาํ ประพนั ธร ูปแบบใหมไ ดร บั อิทธพิ ลมาจาก ชนชาตติ ะวันตก ต้งั แตส มัย รัชกาลที่ 6 เปน ตนมา คาํ ประพนั ธแบบรว มสมยั อาจจะ แตงโดยไมเครง ครัดฉันทลกั ษณ หรืออาจจะ คิดรปู แบบฉันทลักษณขน้ึ ใหม เรียกวา กลอน เปลา
ประเภทของคําประพนั ธ กลอนเปลา หรอื กลอนอสิ ระ หมายถึง คําประพันธท ไ่ี มม ขี อ บังคับทางฉนั ทลกั ษณ บทกวี นิพนธท ่วั ไป ท่ีแตง ดวยฉันทลกั ษณแ บบตา งๆ เชน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน ฯลฯ นอกจาก 2 คาํ น้แี ลว ยังมคี นเรยี กดวยคาํ อ่นื ๆ อีก เชน กลอนไรฉันทลักษณ กลอนเปลอื ย เรยี งรอย ถอ ยคํา คํารอย เปนตน ทม่ี คี ําวา กลอน อยูดวย แสดง วายังอยากใหร ูว า เปน งานประพันธท ไี่ มใชร อยแกว สวนท่ไี มต อ งการใชค ําวา กลอน กค็ งเพราะเห็นวา เปน ขอเขียนทไ่ี มม อี ะไรใกลเคยี งกบั กลอนเลย แตเ ปนการ เอาคาํ มาเรียงรอ ยกันใหมลี ลี าจังหวะและความหมาย ตามทผี่ แู ตงตอ งการ
ตวั อยา งกลอนเปลา
ตวั อยา งกลอนเปลา
คําประพนั ธแ บบดั้งเดิม คาํ ประพนั ธแ บบดั้งเดิม ประกอบดวย กลอน กาพย โคลง ฉันท รา ย และลิลิต 1. กลอน คือ คําประพนั ธไ ทยที่ ฉนั ทลักษณป ระกอบดวยลกั ษณะบงั คบั 3 ประการคือ คณะ จาํ นวนคํา และสัมผัส ไมม ี บงั คับเอกโทและครุลหุ กลอนท่นี ิยมแตงไดแก กลอนส่ี กลอนหก กลอนแปด และกลอน สภุ าพ (คณะ คือ แบบบงั คับที่วางเปน กาํ หนด กฎเกณฑไ วว า คําประพันธช นดิ นัน้ จะมีก่ี วรรค ก่ีคาํ หรอื มีเอกโท ครุลหุ)
คาํ ประพันธแ บบด้ังเดมิ กลอนสภุ าพ - กลอน 1 บท มี 2 บาท - กลอน 1 บท มี 4 วรรค (เรยี กวา วรรค สดับ รบั รอง สง ) - กลอน 1 วรรค มีจํานวนคาํ 7-9 คาํ - การสมั ผัส คอื คาํ สดุ ทายของวรรค สดับ จะสมั ผสั กับคําที่ 3 หรอื 5 ของวรรครับ และคําสดุ ทายของวรรครบั จะสมั ผสั กบั คาํ สดุ ทายของวรรครอง และคําสดุ ทายของรอง จะสัมผสั กบั คําที่ 3 หรือ 5 ของวรรคสง
ตวั อยางแผนผงั กลอนแปด
คาํ ประพันธแ บบด้ังเดิม 2. กาพย คือ คําประพันธช นิดหน่ึงที่ บังคับจาํ นวนคาํ และสัมผสั จดั วรรคตางจากก ลอนและไมบังคบั เสยี งวรรณยกุ ตทา ยวรรค ไมม ีบงั คบั เอก-โทเหมอื นโคลง และไมมีบังคบั ครุและลหเุ หมือนฉันท กาพยท ีน่ ิยมแตง ไดแก กาพยยานี 11 กาพยฉบงั 16 กาพย สรุ างคนางค 28
คาํ ประพนั ธแบบดั้งเดิม กาพยย านี 11 - กาพย 1 บท มี 2 บาท (เรยี กวาบาท เอก บาทโท) - กาพย 1 บาท มจี าํ นวนคํา 11 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 6 - การสัมผัส คือ คําสดุ ทา ยของวรรคแรก จะสัมผสั กับคาํ ท่ี 3 ของวรรคท่ี 2 และคาํ สุดทายของวรรคท่ี 2 จะสมั ผสั กับคําสุดทาย ของวรรคที่ 3
ตวั อยางแผนผังกาพยยานี 11
คําประพันธแบบด้ังเดิม 3. โคลง คือ คาํ ประพันธท ่ีนิยมแตงใน สมยั กรุงศรีอยธุ ยา คาํ ประพนั ธป ระเภทโคลง จะบงั คับฉันทลักษณเ สยี งวรรณยุกตเอก และ วรรณยกุ ตโ ท และโคลงท่นี ิยมแตงไดแ ก โคลง ดน้ั โคลงกระทู โคลงสี่สุภาพ
คําประพันธแบบดงั้ เดิม โคลงส่ีสภุ าพ - โคลง 1 บท มี 4 บาท - โคลง 1 บาท มจี ํานวนคํา 30 คาํ ไมรวมคําใน วงเล็บ - คําในวงเล็บ คอื คาํ สรอ ย จะมีหรอื ไมม ีกไ็ ด เชน พอเฮย แมนา พ่ี - โคลงสส่ี ุภาพบังคับเสียงวรรณยุกตเ อก และ วรรณยกุ ตโท (เอก 7 โท 4) - การสมั ผัส คอื คาํ สุดทา ยของบาทที่ 1 จะสัมผัส กับคําสุดทายของวรรคแรก ในบาทท่ี 2 และคาํ สุดทา ย ของวรรคแรก ในบาทที่ 3 สวนคาํ สุดทายของบาทท่ี 2 จะสมั ผสั กบั คาํ สุดทายของวรรคแรก ในบาทท่ี 4
ตวั อยางแผนผังโคลงสี่สภุ าพ
คําประพนั ธแบบดง้ั เดิม 4. ฉนั ท คือ รอ ยกรองในภาษาไทย ทบ่ี ังคบั เสยี งหนัก - เบาของพยางค ที่เรียกวา ครุ - ลหุ ฉันทใ นภาษาไทยรับแบบมาจาก ประเทศอินเดีย ตาํ ราฉันทท ่เี กา แกที่สุดของ อินเดียเปน ภาษาสันสกฤต คือ ปง คลฉันทศาสตร ฉันทภ าษาบาลเี ลมสาํ คัญ ทีส่ ุดไดแ ก คมั ภรี วตุ โตทยั ปกรณ ฉันททนี่ ิยม แตง ไดแก อินทรวเิ ชยี รฉนั ท 11 วสันตดิลกฉนั ท 14
คาํ ประพันธแ บบดั้งเดมิ ครุ คือ เสียงหนกั พยางคทีผ่ สมดวยสระ เสียงยาว และมีตวั สะกดทกุ มาตรา แมน มี รา ย ปน ไป ลหุ คอื เสียงเบา พยางคที่ผสมดวยสระ เสียงสน้ั ไมม ตี วั สะกด เชน ฉะ นิ นะ ก็ และ
ตวั อยา งแผนผงั อินทรวเิ ชยี รฉนั ท 11
คําประพันธแ บบดั้งเดิม 5. ราย คือ คําประพนั ธประเภทรอ ย กรองแบบหนง่ึ ทีแ่ ตง งายทส่ี ดุ และมี ฉันทลกั ษณนอ ยกวารอ ยกรองประเภทอน่ื ถา พจิ ารณาใหด จี ะพบวา รายมีลกั ษณะใกลเ คยี ง กับคําประพนั ธประเภทรอยแกว มาก เพยี งแต กําหนดท่คี ลองจองและบงั คบั วรรณยกุ ตใน บางแหง รายมสี ่ปี ระเภท เรยี งลาํ ดับตามการ กําเนดิ จากกอ นไปหลงั ได ดงั น้ี รายยาวราย โบราณ รา ยดนั้ และรายสภุ าพ
ตวั อยางแผนผงั รายยาว
Search
Read the Text Version
- 1 - 23
Pages: