Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ผลงานวิชาการ คศ.3 รอง

ผลงานวิชาการ คศ.3 รอง

Published by S.rit2565, 2023-07-31 10:29:12

Description: ผลงานวิชาการ คศ.3 รอง

Search

Read the Text Version

รายงานการพัฒนาระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 นายสุรยิ ง ปอ้ งศรี ตำแหนง่ รองผูอ้ ำนวยการโรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) วิทยฐานะรองผอู้ ำนวยการชำนาญการ โรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาเพชรบูรณ์ เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร

ก ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียน โรงเรยี นอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ ปกี ารศึกษา 2565 ช่ือผศู้ กึ ษา นายสรุ ยิ ง ปอ้ งศรี ปที ีศ่ ึกษา พ.ศ. 2565 บทคดั ยอ่ รายงานการพฒั นาระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรยี นโรงเรยี นอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รายงานกระบวนการพัฒนา ระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี น โรงเรียนอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ 2) รายงานผลการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้นักเรียนได้รับการช่วยเหลือ ส่งเสริมพัฒนาเต็ม ศักยภาพเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้มีประสิทธิภาพตามกรอบ การศึกษา 5 องค์ประกอบ คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริม การป้องกัน และแก้ไข และการส่งต่อโดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศ กำกับ ติดตาม วิธีดำเนินการ ศึกษาค้นคว้าใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติการ สังเกต และการสะท้อนผล ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาในวงรอบท่ี 1 และในวงรอบท่ี 2 ใช้ประชากรกลมุ่ เดยี วกนั คือ 1) ผู้ศึกษา จำนวน 1 คน จำแนกเป็น ผู้รายงานในฐานะรองผู้อำนวยการสถานศึกษา 2) กลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 19 คน 3) กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย นักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปที ี่ 1-6 จำนวน 12 หอ้ ง ๆ ละ 4 คน รวมจำนวน 48 คน ผู้ปกครองนักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษา ปีที่ 1-6 ทไี่ ด้โดยการสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 48 คน รวมจำนวน 116 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังน้ี 1) แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การพัฒนาระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน 4) แบบประเมิน 5) แบบ บันทึกการนิเทศ กำกับ ติดตาม 6) แบบบันทึกประจำวัน ข้อมูล โดยการหา ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าตามวิธี ของครอนบาค (Cronbach) ด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS for Windows V.11 สถิติที่ใช้ คือ ค่า ร้อยละ Percentage) ค่าเฉล่ียเลขคณติ (Mean) และ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการดำเนินการในการพัฒนา ในวงรอบท่ี 1 จากการศึกษา และพัฒนาระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรยี น โรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ (สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ในวงรอบที่ 1 จากการวิเคราะหส์ ภาพ ปัญหาการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ คือ ครูประจำช้ันซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ยังไม่เข้าใจข้ันตอนวิธีการดำเนินการท้ัง 5 องค์ประกอบ และการใช้เคร่อื งมือในการปฏิบัตงิ านระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครปู ระจำชั้นบางคนยังขาด ความตระหนักถึงความสำคัญของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการกระตุ้นและสร้าง ความตระหนักในความสำคัญของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพ่ือให้มีทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน มีความสุขท่ีจะ พฒั นานกั เรยี นในทุก ๆ ด้าน ขาดการสนับสนุน การติดตาม การตรวจสอบอย่างจริงจงั จากฝ่ายรบั ผิดชอบ และฝ่ายบริหาร ซึ่งปัญหาที่เด่นชัด คือ ครูประจำช้ันไม่สะดวกในการใช้ระเบียนสะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล นักเรยี น ไม่เข้าใจและไม่แปลผลข้อมูลของนักเรียนที่ได้จากแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) ทำให้ได้ผลการ

ข คดั กรองนักเรยี นทไี่ ม่ถูกต้องตรงกบั ความเป็นจริง และการแก้ไขปญั หาของนกั เรียนไม่ไดท้ ำอย่างจรงิ จัง และเป็น ระบบ โดยเฉพาะปัญหาจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน นำมาสู่การวางแผนการสร้างเครื่องมือ การพัฒนาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น 2. ผลการดำเนินการพัฒนา ในวงรอบท่ี 2 การพัฒนาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน โรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ในวงรอบที่ 2 ได้ดำเนินการโดยผู้ศึกษา ได้พบปัญหา ข้อบกพร่องจากการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในวงรอบที่ 1 และได้นำข้อบกพร่องนั้นมาแก้ไข พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ท้ัง 5 ข้ันตอน คือ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2) ด้านการคัด กรองนักเรียน 3) การสง่ เสริมและพัฒนานักเรียน 4) การป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ไข 5) การส่งต่อนักเรียน จัด กิจกรรมการนิเทศ กำกับ ติดตาม พบว่า ครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษา ร่วมกับครูแนะแนว และผู้ปกครอง ได้ดำเนินการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุกข้ันตอน และนำข้อมูลจากคอมพิวเตอร์มาใช้ในการ พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทำให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น และผลการปฏิบัติงานของผู้ศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองในการดำเนินการพัฒนาระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ผลการปฏิบัติงานของผู้ศึกษา ครูผู้สอนและ บุคลากรทางการศึกษา นักเรยี น และผู้ปกครอง อยใู่ นระดบั มาก ( = 4.05, S.D.= 0.72)

ค กิตติกรรมประกาศ การรายงานการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 เลม่ น้ี สำเร็จลงไดด้ ้วยดี โดยไดร้ ับความอนุเคราะห์จาก ผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างพัฒนา) คณะครู นักเรียน และ ผปู้ กครอง ของโรงเรยี นอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่ไี ดใ้ หค้ วามร่วมมอื ในการ ดำเนินงานจนประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ขอขอบพระคุณ นางสาวอุบล หมายเทียมกลาง ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลศรี เทพ(สว่างวัฒนา) นายคมสัน คุ้มทรัพย์ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ โรงเรียนอนุบาลศรี เทพ(สว่างวัฒนา) ท่ีกรุณาให้คำแนะนำ ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ติดตาม การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณ นางปิณิดา ถาโคตรจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเข็มทอง นางสาวรุ่งทิพย์ สกุลณี ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านตะกดุ ไผ่ นายสทิ ธิพงษ์ พราหมจร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพุขาม นางชตุ ินันท์ ผกานวน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขายางโป่ง และนายสมปอง กา้ นสันเทียะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้าน บมุ ะกรดู สำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ที่ให้ความกรุณาเป็นผเู้ ช่ียวชาญ ที่ ได้เสียสละเวลาให้คำปรึกษา ช่วยตรวจสอบ กลั่นกรอง แนะนำ ปรับปรุง แก้ไขเคร่ืองมือในการเก็บ รวบรวมขอ้ มูล และขอขอบคุณคณะครูบคุ ลากรทางการศกึ ษาของโรงเรียนออนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) ทกุ ๆ ท่านที่ให้ความร่วมมือในการจดั ทำผลงานทางวชิ าการในครงั้ นี้ คุณความดีและประโยชน์ที่พึงมีจากเอกสารเล่มนี้ ขอมอบเป็นเคร่ืองบูชาแด่บิดา มารดา ที่รัก เคารพและบูชาย่งิ รวมทงั้ ขอบพระคณุ คุณครู อาจารย์และผ้มู ีพระคณุ ทุกท่าน เป็นอยา่ งสูง มา ณ โอกาสนี้ สุรยิ ง ป้องศรี รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวัฒนา)

ง สารบญั หน้า บทคดั ย่อ.................................................................................................................................. ก กิตตกิ รรมประกาศ................................................................................................................... ค สารบัญ..................................................................................................................................... ง สารบญั ตาราง........................................................................................................................... จ สารบญั ภาพประกอบ............................................................................................................... ช บทที่ 1 บทนำ.............................................................................................................. 1 1. ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา…………………………………………………… 1 2. วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา............................................................................... 5 3. ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ……………………………………………………………………… 5 4. ขอบเขตของการศกึ ษา……………………………………………………………………………. 6 5. นยิ ามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………… 7 6. กรอบแนวคิดในการศึกษา………………………………………………………………………. 9 7. ผลทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ……………………………………………………………………………….. 10 บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง……………………………………………………………… 11 1. ระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น…………………………………………………………………… 11 2. การวิจยั เชิงปฏบิ ัตกิ าร....................................................................................... 36 3. การประชมุ เชงิ ปฏบิ ัตกิ าร (Workshop)……………………………………………………. 41 4. การสมั ภาษณ์.................................................................................................... 42 5. การสังเกต…………………………………………………………………………………………….. 50 6. การนิเทศ กำกบั ติดตาม………………………………………………………………………… 54 7. ขอ้ มูลทวั่ ไปของโรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์………………………………………………………………………………….. 58 8. งานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง............................................................................................ 59 บทท่ี 3 วิธดี ำเนินการศึกษา......................................................................................... 72 1. ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง............................................................................... 72 2. ขัน้ ตอนการศึกษา.............................................................................................. 72 3. เครอื่ งมือทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ............................................................. 77 4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล....................................................................................... 81 5. การแปรค่าข้อมลู ............................................................................................... 83 6. การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................... 84

จ สารบัญ(ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………… 89 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมลู ………………………………………. 89 2. การดำเนนิ การพฒั นา ในวงรอบที่ 1………………………………………………………… 89 3. การสะท้อนผลการพฒั นา ในวงรอบที่ 1…………………………………………………… 105 4. การดำเนินการพฒั นา ในวงรอบท่ี 2………………………………………………………… 107 5. การสะท้อนผลการพัฒนา ในวงรอบท่ี 2…………………………………………………… 116 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………….. 118 1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา……………………………………………………………………… 118 2. สรุปผลการศกึ ษา…………………………………………………………………………………… 118 3. อภปิ รายผลการศกึ ษา........................................................................................ 121 4. ขอ้ เสนอแนะ…………………………………………………………………………………………. 124 บรรณานุกรม.................................................................................................................... 125 ภาคผนวก......................................................................................................................... 131 ภาคผนวก ก รายชอ่ื ผู้เชย่ี วชาญ………………………………………………………………….. 132 ภาคผนวก ข เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู …………………………………….. 144 ภาคผนวก ค ผลการหาค่าความสอดคล้องของแบบทดสอบ(IOC)…………………… 161 ภาคผนวก ง การหาคา่ ความเชือ่ มั่น และอำนาจจำแนก แบบประเมินพฤติกรรม 169 ภาคผนวก จ คะแนนประเมินความคดิ เห็นและการปฏิบตั งิ านระบบการดูแล ช่วยเหลือนกั เรยี น............................................................................. 186 ภาคผนวก ฉ การเผยแพร่ผลงานทางวชิ าการ………………………………………………… 190 ภาคผนวก ช ประวตั โิ ยย่อของผศู้ ึกษา................................................................... 201 ภาคผนวก ซ รูปภาพกิจกรรม................................................................................ 203 • ชุดท่ี 1 รูปภาพกจิ กรรมการประชุม……………………………………. 204 • ชุดท่ี 2 รปู ภาพกิจกรรมการออกเยี่ยมบ้านนกั เรียน.................. 214 • ชดุ ที่ 3 รูปภาพกจิ กรรมสรปุ ผลการออกเยย่ี มบา้ น……………….. 220 • ชดุ ท่ี 4 รูปภาพกจิ กรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และ กจิ กรรมทางศาสนา………………………………………… 231 • ชดุ ที่ 5 รปู ภาพกิจกรรมมอบทุนการศึกษา................................ 242 • ชดุ ท่ี 6 รปู ภาพจราจร……………………………………………………….. 248 • ชุดท่ี 7 รปู ภาพนำนกั เรยี นฝกึ ทำเหรีญโปรยทาน....................... 251

ฉ สารบญั ตาราง หน้า ตารางที่ 1 แสดงแผนปฏิบตั กิ ารการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี น โรงเรยี นอนุบาลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปีการศกึ ษา 2565 …………………………………………………………………………………. 85 ตารางท่ี 2 แสดงผลการประเมนิ ความคิดเหน็ ของผูศ้ ึกษา ครผู สู้ อนและบคุ ลากรทางการ ศกึ ษา นักเรยี น และผู้ปกครอง หลงั จากการประชุมปฏบิ ตั กิ าร(Workshop) ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน โรงเรยี นอนุบาลศรเี ทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอ ศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 …………………………………………… 94 ตารางที่ 3 แสดงผลการประเมินการปฏบิ ัตงิ านของผูศ้ กึ ษา ครูผ้สู อนและบคุ ลากรทางการ ศึกษา นกั เรยี น และผปู้ กครอง การดำเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี น โรงเรยี น อนบุ าลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 ในวงรอบที่ 1......................................................................... 103 ตารางที่ 4 แสดงผลการประเมนิ การปฏบิ ัตงิ านของผู้ศกึ ษา ครผู สู้ อนและบคุ ลากรทางการ ศกึ ษา นักเรียน และผปู้ กครอง การดำเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี น โรงเรยี น อนบุ าลศรีเทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปกี ารศึกษา 2565 ในวงรอบที่ 2 ...................................................................... 114 .

ช สารบัญภาพประกอบ หน้า ภาพประกอบท่ี 1 กรอบแนวคิดในการศกึ ษา………………………………………………………………… 9 ภาพประกอบที่ 2 ขน้ั ตอนการนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล…………………………………………. 17 ภาพประกอบที่ 3 กระบวนการระบบการดแู ลช่วยเหลอื นักเรียน…………………………………….. 18 ภาพประกอบท่ี 4 การป้องกัน ชว่ ยเหลอื และแก้ไข………………………………………………………. 20 ภาพประกอบที่ 5 การจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ และพัฒนานักเรยี น…………………………………………. 21 ภาพประกอบที่ 6 กระบวนการดำเนนิ งานเพ่ือแก้ไขปัญหานักเรยี นของครแู นะแนว /ผู้ที่เกยี่ วข้อง…………………………………………………………………………………… 22 ภาพประกอบที่ 7 ขนั้ ตอนการศึกษา การพฒั นาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลอื นักเรียน 76

บทท่ี 1 บทนำ 1. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา ในสถานการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ซ่ึงแพร่กระจายไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย มนุษย์เราจำเป็นต้องป้องกันตัวเพ่ือให้มีชีวิตรอดด้วยการปรับเปล่ียน พฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ผิดไปจากวิถีเดิม ประกอบกับปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์ยุคไทยแลนด์ 4.0 และ การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ีแทรกซึมสู่วิถีชีวิต ของผู้คนในสังคมทุกรูปแบบ ทำให้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับความเปล่ียนแปลงที่ เกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว รุนแรง และเต็มไปด้วยสถานการณ์ปัญหาท่ีมีความสลับซับซ้อน นอกจากนี้การไหลบ่า ของวัฒนธรรมต่างชาติ ท่ีเข้ามาสู่สังคมไทย ด้วยกระบวนการทางทุนนิยม และบริโภคนิยม ในขณะที่ วัฒนธรรมด้ังเดิมนับวันแต่จะอ่อนแอลง ทำให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหย่ือของสถานการณ์ความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมดังกล่าว จนนำไปสู่การมีพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ และความ ล้มเหลวหลายด้าน ท้ังทางด้านการเรียน ความไม่ม่ันคงในอนาคต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน พื้นฐาน, 2557 ก : คำนำ) สภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลของการ พฒั นาส่ือและเทคโนโลยีการส่ือสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยก้าวตามไม่ทัน จึงเกิดภาวะความ ไม่สมดุลกับสภาพที่เป็นอยู่ เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ปกครองนักเรียนต้องอพยพแรงงานไปทำงานต่างจังหวัด ปล่อยให้บุตร ธิดา อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย หรือไม่ก็ญาติพ่ีน้อง ไม่มีเวลาดูแลและให้ความรักความอบอุ่น อย่างใกล้ชิด ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี ประพฤติในทางเส่ือมเสีย อยู่ในภาวะเส่ียงอย่างน่าเป็นหว่ ง เช่น ปัญหานักเรียนนักเลง โสเภณีเด็ก เด็กวัยรุ่นไม่เรียนหนังสือก่อกวนสร้างความรำคาญ ทะเลาะวิวาท บาง รายถูกกดดันให้เกิดความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉา การเรียกร้องความสนใจจากเพ่ือน จากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง นักเรียน ได้เรียนรู้จากสื่อลามก มีผลทำให้การดำเนินงานด้านวินัยนักเรียนยุ่งยากและขาด ประสิทธิภาพจากตัวอย่างข่าวในสังคม พบว่า นักเรียน นักเลง ปาหิน-ขวดใส่รถเมล์ สาวท้อง-หญิงชราเจ็บ เพราะเหน็ นักเรียนโรงเรยี นคอู่ ริน่ังมาด้วย ตำรวจตามรวบตัวทำประวัติ (หนังสือพมิ พ์ข่าวสด, 12 มกราคม 2565 : http://www.khaosod.co.th) นักเรียนชายช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 รับอาสาเป็นตัวกลางเคลียร์ ปัญหาให้เพื่อนร่วมช้ันท่ีทะเลาะกัน แต่ตัวเองกลับเป็นฝ่ายไปมีเร่ืองเสียเองเลยถูกดักแทงตาย (หนังสือพิมพ์ข่าวสด, 23 มิถุนายน 2565 : http:// www.khaosod.co.th) นักเรียนระดับช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ก่อเหตุสลด แทงโหดฆ่าแท็กซี่ เลียนแบบเกมโจร GTA โดยวางแผนลวงไปส่งในซอย เปลี่ยวแลว้ แทงไมย่ ั้ง (หนังสอื พมิ พข์ ่าวสด, 4 สงิ หาคม 2565 : http://www.khaosod.co.th) จะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนท่ีมีพฤติกรรมขาดคุณธรรม จริยธรรม และสร้างปัญหาให้กับสังคม เป็นส่ิงสะท้อนให้ตระหนักถึงการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนของพฤติกรรม โดยเร่ิมต้นท่ีระบบการศึกษาใน การพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียน ท่ามกลางภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ความผันผวนทางการเมือง ความผุกร่อน ทางวัฒนธรรมและศีลธรรม ความพ่ายแพ้ในสนามแข่งขันท่ีต้องวัดกันด้วยคุณภาพและสมรรถภาพคนไทย สงั คมไทยเร่ิมต่ืนตัวท่ีจะติดตามความเปลี่ยนแปลง ทั้งทางบวกและทางลบของประเทศชาติอย่างใกล้ชิด เมื่อใดก็ตามท่ีคนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนและอ่อนล้า ขาดสิทธิและโอกาสในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และการทำมาหากิน เสียงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงคณุ ภาพของการศึกษาก็ย่ิงดังก้องขึ้นตามลำดับและ

2 เร่งรบี ให้เกดิ การปฏิรูปโดยพลัน รฐั ได้ทุ่มเทงบประมาณ เพื่อจดั การศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชนได้แสดงความมุ่งม่ันในการปรับปรุงกระบวนการศึกษาทุก ด้านสามารถสนองตอบตอ้ งการของชวี ิต สังคม และก้าวทันต่อความก้าวไกลของสงั คมโลก แต่สภาพปจั จบุ ัน การจดั หลักสูตรและการเรียนการสอนยงั ไมบ่ รรลุเป้าหมายที่พงึ ประสงค์ การพัฒนานักเรียนให้เปน็ บุคคลท่ีมีคุณภาพทั้งดา้ นร่างกาย จติ ใจ สติปัญญา ความสามารถ มี คุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตท่ีเป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวัง โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษาน้ัน นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนแล้ว การป้องกัน การช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ทเ่ี กิดขึ้นกับนักเรียน ที่เป็นส่ิงสำคัญประการหน่ึงของการพัฒนา เน่ืองจากสภาพสังคมท่ีเปลีย่ นแปลง ไปอย่างมาก ท้ังด้านการส่ือสาร เทคโนโลยีตา่ ง ๆ ซึ่งนอกจากจะสง่ ผลกระทบตอ่ ผู้คนในเชิงบวกแล้ว ใน เชิงลบก็มีปรากฏเช่นกัน เป็นต้นว่าปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาการแข่งขันใน รูปแบบต่าง ๆ ก็เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของทุกคนท่ีเก่ียวข้อง ดังน้ัน ภาพความสำเร็จท่ี เกิดจากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามความมุ่งหวัง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เก่ียวข้องทุกฝ่าย ทุกคนโดยเฉพาะบุคลากร ครูทุกคนในโรงเรียน ซึ่งมีครูที่ปรึกษาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิดด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์ และภาคภูมิใจในบทบาทที่ มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโต งอกงามเป็นบุคคลท่ีมีคุณค่าของสังคมต่อไป (กรมสุขภาพจิต, 2556 : 1) การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพท้ัง ร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และวิถีชีวิตท่ีเป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวัง โดย ผ่านกระบวนการทางการศึกษาน้ัน นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริม สนับสนุนนักเรียนแล้ว การ ป้องกันและการช่วยเหลือปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นกับนักเรียนก็เป็นส่ิงสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนา เนื่องจากสภาพสังคมท่ีเปล่ียนไปอย่างมากท้ังด้านการส่ือสาร เทคโนโลยีต่าง ๆ ซ่ึงนอกจากจะส่งผล กระทบต่อผู้คนในเชิงบวกแล้ว ในเชิงลบก็ปรากฏเช่นกัน เช่นปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว ซ่ึงก่อเกิด ความทุกข์ ความวิตกกงั วล ความเครยี ด การปรับตวั ที่ไมเ่ หมาะสม หรืออื่น ๆ ท่ีเป็นผลเสยี ต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกายของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ภาพความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไป ตามความมุ่งหวังน้ัน จึงต้องอาศัยความรว่ มมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกคน โดยเฉพาะการทำงานอย่าง เป็นระบบทม่ี ีกระบวนการทำงาน เพ่ือการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียนอย่างใกลช้ ดิ ด้วยความรักและเมตตาท่มี ี ต่อศิษย์ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิการ (กนิษฐ์ฎา แก้วจินดา และฉลอง ชาตรูประชีวิน : 2560) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยงานท่ีรับผิดชอบการจัดการเรียนในระดับ การศึกษาข้ันพื้นฐาน ได้กำหนดนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งในสังกัด ดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมีเป้าหมายให้พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีศักยภาพท่ีจะเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต ซ่งึ นอกจากจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนโดยตรงแล้ว ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงกลไก และสภาพแวดล้อมท่ีจะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มท่ี เพื่อเตรียมคนให้มีคุณภาพ สามารถคิด วิเคราะห์ป้องกันและแก้ปัญหาท่ีอาจจะเกิดขึ้นกับตนเอง ครอบครัวและสังคมได้ (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน, 2557 : 3) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 (2545 : 5, 13) ได้กำหนดความมงุ่ หมายและหลักการจดั การศึกษาต้องเป็นไปเพือ่ พฒั นาคนไทยให้เปน็ มนษุ ย์ ทส่ี มบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรแู้ ละคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมีความสุข (มาตรา 6) และแนวการจดั การศึกษายังให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนทุกคน

3 โดยยึดหลักว่า ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญ ท่ีสุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ (มาตรา 22) ในการจัดการศึกษาต้อง เน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับการศึกษา ซ่ึงหน่ึงในนั้นท่ีกำหนดให้ดำเนินการ คือ เรื่องความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มาตรา 23 (5) ท้ังน้ี จากการจัดกระบวนการเรียนให้คำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้รู้จักคิดเป็น ทำเป็น รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมท่ีดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา อีกท้ังมีการ ประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพ่ือพัฒนาผู้เรียนตาม ศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักและมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต กำหนดนโยบายแผนงาน โดยใช้กระบวนการทางการศึกษา มีวัตถุประสงค์ท่ี สำคัญ คือ นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาเต็มศักยภาพเป็นคนท่ีสมบูรณ์ ท้ังด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีครูประจำชั้น หรือครูท่ีปรึกษาเป็นบุคคลกรหลักในการดำเนินงาน มีภารกิจหลักท่ีเป็นหัวใจของการดำเนินงาน 5 กิจกรรม ประกอบไปด้วย การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การ ปอ้ งกันและแก้ไขและการส่งตอ่ (สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน, 2557 : 36) ซ่ึงจะส่งผลต่อ การพั ฒ นาประเทศในอนาคต จึงมีนโยบายสำคัญที่จะต้องร่วมมือทุ กฝ่ายทั้งในและนอก กระทรวงศึกษาธิการ แก้ไขปญั หานี้ วธิ ีการหนงึ่ คอื นำระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียนมาดำเนินการอยา่ ง จริงจังอีกคร้ัง เน่ืองจากการติดตามประเมินผล พบว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้นเป็นแนว ทางการพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลท่ีมีคุณภาพ ต้องเป็นการดําเนินงานโดยบุคลากรทุกฝ่ายและครูทุก คนในโรงเรียนเป็นผู้เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนนักเรียนช่วยป้องกันและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและ ส่งเสริมพัฒนาการนักเรียนทุกด้านท้ังร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม รวมท้ังส่งเสริมและแก้ไข พฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาของนักเรียน ช่วยเหลือดูแลนักเรียนให้มองเห็นคุณค่าความสําคัญของตนเอง รู้ และปฏิบัติตนได้อย่างชาญฉลาด ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมต่อไป รวมท้ังมีคุณธรรม จริยธรรมและมีวิถีชีวิตท่ีเป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวัง (นัฏพันธ์ ดิศเจริญ,2565) และการเตรียมคนให้ พร้อมเพ่ือให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จึงเป็นส่ิงสำคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ เป็น กำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ (สุรศักด์ิ ปานเฮ, 2558 : 6-12) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้อง กับความต้องการของสังคม ย่อมเป็นรากฐานอันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ เจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเตรียมเด็กและเยาวชนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ โดยการพัฒนา ความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ การรู้จักควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติตามข้อตกลง กฎระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ย่อมนำมาซ่ึงความสงบสุขแห่งตนและความ ม่ันคงของชาติ การพัฒนานักเรียนให้เปน็ บุคคลท่ีมคี ุณภาพท้ังด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามท่ีสังคมมุ่งหวัง โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานั้น นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนแล้ว การป้องกันและการช่วยเหลือแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดกับนักเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากสภาพสังคมท่ีเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ทั้งด้านการ สือ่ สารเทคโนโลยี ปัญหาเศรษฐกจิ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาครอบครวั ปญั หาการแขง่ ขันทุก รูปแบบที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด ซึ่งล้วนแต่เป็นผลเสียต่อสุขภาพกายและ สขุ ภาพจิตของทกุ คน จนนำไปส่กู ารเกิดปญั หาและสภาวะวกิ ฤติทางสังคม

4 ดงั น้ัน ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน ให้มีความสมบูรณ์พร้อมอย่างเป็นองค์รวม ทั้ง ด้านร่างกายสติปัญญา ความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนให้มีทักษะในการดำรงชีวิต จึง จำเป็นท่ีทุกโรงเรียนต้องรับผดิ ชอบในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตผู้เรียนและแก้วิกฤติสังคม จึงควรนำระบบ การดูแล ช่วยเหลือนักเรียนมาประยุกต์ใช้และพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ผู้บริหาร สถานศึกษาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อบรรลุจุดหมายของการศึกษาซ่ึง จำเป็นตอ้ งมีศกั ยภาพ สมรรถภาพและคุณลกั ษณะทเ่ี อือ้ ตอ่ การจัดการศึกษา ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาจำเปน็ ต้อง มีความรู้ความสามารถและคุณธรรม จริยธรรม เพื่อดำเนินการให้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมาย และ จุดมุ่งหมายของการบริหาร ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ท่ีมุ่งหวังให้การจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งทางร่ายกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข (สมิหลา สอนโพธ์ิ, 2562, น.189) เด็กนับเป็นทรัพยากรที่มีค่า ซ่ึงจะเจริญเติบโตเป็นปัจจัยการผลิต เป็นผู้กำหนดอนาคตใน สงั คม สถาบนั ครอบครัว พ่อ แม่หรอื ผใู้ ห้การเล้ียงดูเป็นสิ่งที่มีอทิ ธพิ ลมากที่สุดต่อรูปแบบของพฤติกรรม เด็กถึงวัยรุ่น เพราะเป็นสิ่งแวดล้อมแรกที่ใกล้ชิด การอบรมเลี้ยงดูท่ีเหมาะสม จะทำให้เด็กพัฒนาการ ทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ สังคม และบุคลิกภาพที่ดี (สุนันท์ พรมดี, 2558 : 4) การศึกษาเป็น ส่ิงจำเป็นสำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูงสุด หากทรัพยากรมนุษย์ได้รับการพัฒนา จนถึงระดับสูงสุดแล้วการพัฒนาอื่นก็จะสามารถกระทำได้อย่างราบรื่น (สำนักงานคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติ, 2557 : 7) และการทีจ่ ะพัฒนาผู้เรียนให้เปน็ ทรัพยากรบุคคลท่ีมีคุณภาพท้ังด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา ความสามารถด้านต่างๆ เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงาม ตลอดจนมีวิถีชีวิตท่ีเป็นสุข ในสังคมท่ีมีการเปลีย่ นแปลงได้นั้น นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสรมิ สนับสนุนนกั เรียนแล้ว การปอ้ งกัน และการช่วยเหลอื แกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ขนึ้ กบั ผู้เรยี น ดังนั้น การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้เป็นคนดีพร้อมกันไปด้วย ทั้งเก่งทั้งดีให้รู้เท่าทัน ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างมีความสุข ร้เู ท่าทันและสามารถปรับตัวได้ โดยการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน แบบบูรณาการควบคู่กับระบบ การเรียนการสอนให้เป็นวิถีชีวิตการปฏิบัติงานของครู เพ่ือพัฒนาศักยภาพนักเรียนอย่างเป็นองค์รวม ความจำเป็นในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งให้กับนักเรียน จึงเป็นสิ่งหน่ึงที่จะช่วยป้องกันและแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียน การมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ชัดเจน จึงเป็นส่ิงสำคัญที่จะช่วยพัฒนา นกั เรียนและป้องกันไม่ให้นักเรยี นเกิดปัญหาต่าง ๆได้ โดยต้องดำเนินการไปควบคู่กับระบบการจัดการเรียน การสอน ซ่ึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทุกฝ่าย ทั้งครู ผู้ปกครองและชุมชน ท่ีจะช่วยดูแลเอาใจ ใส่นักเรียนอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมนักเรียน หรือลูกหลานของตัวเองอยู่เสมอ ซ่ึงจะทำให้ทราบถึง ความเปล่ียนแปลงและสามารถหาวิธีการป้องกันหรือแก้ปัญหาได้ทันการณ์เน่ืองจากทุกปัญหาของนักเรียน ล้วนมีสาเหตุและไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์ที่มีผลในเชิงลบต่อพฤติกรรม ของนักเรยี นท้ังด้านความคิด ความรู้สึกและการกระทำ หากไม่ได้รบั การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามระบบ ท่ีดีและต่อเนื่อง ปัญหาก็จะลุกลามมากข้ึนจนมีความสลับซับซ้อนยากต่อการแก้ไข ในท่ีสุดเม่ือนักเรียน อยู่ท่ีโรงเรียนก็จะมีครูช่วยทำหน้าที่ดังกล่าว แทนพ่อแม่ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยดำเนินงานตามกระบวนการ ของระบบดแู ลช่วยเหลอื นักเรยี น 5 ประการ คือ 1) รู้จกั นักเรยี นเป็นรายบุคคล 2) การคัดกรองนกั เรียน 3) การส่งเสริมนักเรียน 4) การป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียน 5) การส่งต่อนักเรียน กรมสามัญศึกษา (2559 : 5) มีการทำงานรว่ มกนั เปน็ ทมี ของครูทกุ คนในแตล่ ะระดบั และผเู้ กยี่ วข้องทุกคน (วไิ ลวรรณ ใจแกว้ และสมศักดิ์ สดี ากลุ ฤทธ,ิ์ 2558 : 2-3)

5 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2557 : 35) จึงได้กำหนดเป็นนโยบายให้สถานศึกษา ในสังกัดทุกโรงเรียนได้จัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีทักษะในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็วได้อย่างมีความสุข มีความร้สู ึกรักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อ่ืน มีทักษะในการตัดสินใจ การแก้ปัญหาที่อาจเกิดข้ึนในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาโรงเรียนกลยุทธ์ที่ 3 พัฒนา โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กวัยเรียน กลยุทธ์แผนงานข้อท่ี 2 พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (โรงเรียน อนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จากการสำรวจสภาพปัญหาของโรงเรียนในการ ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัด เพชรบรู ณ์ พบว่า มีการดำเนินงานระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียนอยู่ในกรอบแนวปฏบิ ัติเดิมของโรงเรียน คือ ดำเนินการแก้ปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดข้ึนเท่าน้ัน และเน่ืองจากโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่เป็นระบบ อีกท้ังครูผู้รับผิดชอบและผู้ท่ี เกี่ยวข้องขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทำให้นักเรียนมีปัญหาพฤติกรรมท่ีไม่พึง ประสงค์ที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน ทั้งการหนีเรียน มาสาย ขาดเรียนบ่อย การแต่งกายไม่ เรียบร้อย ขาดการดูแลเอาใจใส่ช่วยเหลือจากครูประจำชั้นไม่ติดต่อประสานงานกับผู้ปกครอง ตลอดจน ปญั หาท่ีผู้ปกครองมีฐานะยากจน นักเรียนมีปัญหาพฤติกรรมเบ่ียงเบนไปจากพฤตกิ รรมท่ไี ม่พงึ ประสงค์ ซึ่ง จดั อยใู่ นกล่มุ ทเ่ี ส่ยี งและมปี ญั หาในด้านต่าง ๆ มากมาย จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้ศึกษาในฐานะรองผู้อำนวยการ สถานศึกษาได้ทราบและเข้าใจปัญหาท่ีเกิดข้ึน จึงเห็นว่าหากการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือ นกั เรียนของโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์ ปีการศกึ ษา 2565 มี การดำเนินงานอย่างเป็นระบบตามกรอบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแล้ว จะส่งผลให้งานระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนมีประสิทธิภาพ บังเกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนและชุมชน ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจ ศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 โดยการมีสว่ นร่วมจากคณะครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา กรรมการ สถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ผู้นำชุมชนและนักเรียน ซึ่งผลทีไ่ ด้รับจากการศึกษา จะสง่ ผลให้โรงเรียน มแี นวทางในการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง และอยู่ร่วมกับสังคม ไดอ้ ย่างมคี วามสขุ ตลอดไป 2. วตั ถุประสงคข์ องการศึกษา 1. เพ่ือรายงานกระบวนการพัฒนาระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรยี น โรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ (สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จังหวดั เพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 2. เพ่อื รายงานผลการพฒั นาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี นให้นักเรยี นไดร้ บั การช่วยเหลือ และส่งเสรมิ พฒั นาเต็มศักยภาพ เปน็ คนท่ีสมบูรณ์ทัง้ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา 3. ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ 3.1 เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่าง วฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 ท่ีผ่านกระบวนการมีส่วนรว่ ม ซง่ึ สามารถใช้เป็น แนวทางในการกำหนดเปน็ กลยทุ ธ์พัฒนาคุณภาพการบรหิ ารจดั การศึกษา

6 3.2 บุคลากรผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโรงเรียนมีความตระหนักและเห็นความสำคัญใน การดำเนนิ การพฒั นาระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น โรงเรยี นอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอ ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ตลอดจนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางท่ีเหมาะสม เพ่ือ ดำเนินการพฒั นาระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียนในโรงเรยี น 3.3 เป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับโรงเรียนในการแก้ปัญหานักเรยี น ตามการดำเนินงาน ระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน โรงเรยี นอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศกึ ษา 2565 3.4 เป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรบั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และหนว่ ยงานอื่นทเี่ ก่ียวข้อง ในการกำหนดนโยบาย สง่ เสรมิ ให้โรงเรียนดำเนนิ การพัฒนาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ (สว่างวฒั นา) 3.5 เปน็ ข้อมูลสารสนเทศสำหรับโรงเรียนอ่นื ท่จี ดั การศึกษาในระดับการศกึ ษา ข้ันพน้ื ฐาน ในการนำแนวทางดงั กลา่ วไปประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะสมกับบริบทในการจัดการศึกษาได้อยา่ ง มีประสิทธภิ าพ 3. ขอบเขตของการศึกษา 3.1 เน้ือหาการศึกษา การศึกษาคร้ังนี้เป็นการศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียน อนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ใช้หลักการวิจัย ปฏิบัติการ(Action Research Principle) ตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็กเท็กการ์ด (Kemmis and McTaggart, 1988 : 11-15) โดยดำเนนิ การเปน็ 2 วงรอบ (Spiral) แตล่ ะวงรอบประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้ อนผล (Reflection) ตามกรอบนโยบายระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา ข้ันพน้ื ฐาน พ.ศ. 2552 จำแนกเป็น 5 ขน้ั ตอน ดังน้ี 3.1.1 การรจู้ ักนักเรยี นเป็นรายบุคคล 3.1.2 การคัดกรองนักเรียน 3.1.3 การส่งเสริมและพฒั นานักเรยี น 3.1.4 การป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ไข 3.1.5 การส่งตอ่ นักเรยี น 3.2 พ้นื ทก่ี ารศึกษา ในการศึกษาครงั้ น้ี ได้กำหนดเขตพื้นท่ี คือ โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอ ศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์ สำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเพชรบูรณ์ เขต 3 3.3 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 3.3.1 ประชากร ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 22 คน ผ้ปู กครองและนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1-6 จำนวน 500 คน

7 3.3.2 กลุ่มตัวอยา่ ง ประกอบด้วย คณะครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1-6 โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 116 คน 3.4 ระยะเวลาการศกึ ษา การศึกษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาไดก้ ำหนดระยะเวลาดำเนินการ ปีการศกึ ษา 2565 เร่มิ ต้งั แตว่ ันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถงึ วนั ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 4. นิยามศพั ท์เฉพาะ การศกึ ษาคร้ังนี้ ผศู้ กึ ษาได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะ ไว้ดังนี้ 4.1 การพฒั นาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน หมายถึง การดำเนนิ การยกระดบั กระบวนการ ดำเนนิ การช่วยเหลือนักเรียนใหม้ ขี ้ันตอนชดั เจนโดยมีวิธีการ และเคร่อื งมอื ท่มี มี าตรฐาน มคี ุณภาพ และมี หลักฐานการทำงานทต่ี รวจสอบได้ มีครูประจำชนั้ เป็นบุคลากรหลักในการดำเนนิ งาน และบคุ ลากรทุก ฝ่ายทเ่ี ก่ยี วข้องท้งั ในและนอกสถานศึกษา ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ าร ครู นักเรยี น กรรมการสถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน โรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวัฒนา) ผปู้ กครองนกั เรียน และชุมชน มีส่วนรว่ มในการดำเนินงาน ซึ่งมี กระบวนการระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรียน ในขอบข่ายงาน 5 ขน้ั ตอน ดังน้ี 4.1.1 การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล หมายถึง การศึกษาค้นคว้าข้อมูลพ้ืนฐาน นิสัย ความเป็นมา พฤติกรรม เพ่อื ทราบรายละเอียดทเี่ กี่ยวกบั ตัวนักเรียน 4.1.2 การคดั กรองนักเรียน หมายถึง การพิจารณาหาข้อมลู เก่ยี วกับตัวนักเรียนเพื่อ จัดเปน็ กลุ่มปกติและกลุ่มเส่ยี ง กลุ่มมปี ัญหา แบ่งออกเป็น 4 กล่มุ 1) กลมุ่ ปกติ หมายถึงนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอ ศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 ที่ไดร้ ับการวิเคราะห์ข้อมลู ด้านต่าง ๆ ตามเกณฑก์ ารคัด กรองของโรงเรยี นแลว้ อยู่ในเกณฑป์ กติ 2) กลุม่ เสี่ยง หมายถึง นักเรยี นโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอ ศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ทไี่ ดร้ ับการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในดา้ นต่าง ๆ ตามเกณฑ์คดั กรอง นักเรียนของโรงเรียนแล้ว อยู่ในกล่มุ เสย่ี ง 3) กลมุ่ มปี ญั หา หมายถงึ นกั เรียนโรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอ ศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 ทไ่ี ด้รบั การวิเคราะห์ขอ้ มูลในด้านต่าง ๆ ตามเกณฑ์คดั กรอง นกั เรยี นของโรงเรียนแล้ว อยู่ในกล่มุ มีปัญหา 4) กลุ่มมคี วามสามารถพเิ ศษ หมายถงึ นักเรยี นโรงเรียนอนุบาล ศรีเทพ(สว่างวัฒนา)อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 ทไี่ ด้รบั การวเิ คราะหข์ ้อมลู ในด้าน ต่าง ๆ ตามเกณฑค์ ดั กรองนักเรียนของโรงเรียนแลว้ อยใู่ นกลมุ่ มคี วามสามารถพิเศษ 4.2 การสง่ เสรมิ นักเรยี น หมายถึง การสนับสนนุ ให้นกั เรยี นทุกคนท่ีอยใู่ นความดูแล ของครูทป่ี รึกษา ไมว่ า่ กลุ่มปกติ หรอื กลุม่ เสีย่ ง กลมุ่ มีปญั หา ใหม้ คี ุณภาพดขี น้ึ 4.3 การป้องกันและแก้ไขปัญหา หมายถึง เอาใจใส่อย่างใกล้ชดิ หาวิธปี ้องกันปัญหาและ แก้ปญั หาทีเ่ กิดแล้วโดยมีวิธแี ก้ปญั หาอยา่ งถูกวธิ ี 4.4 การส่งต่อ หมายถึง การที่มีการแก้ปัญหานักเรียนบางคนแล้ว พฤตกิ รรมไมด่ ีขน้ึ จำเป็นต้องส่งไปยังผเู้ ชยี่ วชาญเฉพาะดา้ นต่อไป

8 4.5 การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง การปฏิบัติงาน ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ตามกรอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพื้นฐาน 5 ขั้นตอน คือ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2) การคัดกรองนักเรียน 3) การ สง่ เสริมและพัฒนานกั เรยี น 4) การปอ้ งกนั ช่วยเหลอื และแก้ไขปญั หา และ 5) การสง่ ตอ่ นักเรยี น 4.6 ปัญหาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง ข้อขัดข้องหรือ อุปสรรคในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 4.7 ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย ท่ีมีต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 4.8 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง คณะบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับนักเรียน โดยท่ีผู้เรียน มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังน้ี 4.8.1 ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งต้ังตาม พระราชบัญญัติระเบยี บข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึง่ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการหรือ ปฏิบัติงานเกี่ยวเน่ืองกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ การบริหารการศึกษา และปฏิบัติงาน อนื่ ๆ ในโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 4.8.2 ครูผู้สอน หมายถึง บุคลคลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซึ่งทำหน้าท่ีหลักทางด้านการเรียนการสอนและ ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพจังหวัด เพชรบูรณ์ ปกี ารศึกษา 2565 4.8.3 คณะกรรมการสถานศึกษา หมายถึง คณะบุคคล ตัวแทนศิษย์เก่า ตัวแทน องค์กรชุมชน ตวั แทนสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และผูท้ รงคุณวฒุ ิที่ได้รับการสรรหาและแตง่ ตั้ง เป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพจังหวัด เพชรบูรณ์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2546 4.8.4 ผูป้ กครอง หมายถึง บิดา มารดา หรือผู้รับผิดชอบอบรมเล้ยี งดนู ักเรยี น ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอนุบาลศรเี ทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 4.8.5 นักเรียน หมายถึง บุคคลท่ีกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรยี นอนบุ าลศรีเทพ (สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 4.9 การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการวิจัยท่ีต้องการทราบข้อเท็จจริง ในการแก้ปัญหา และการดำเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลือนักเรยี น ของครูในโรงเรียนอนุบาลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 โดยใช้กระบวนการศึกษาของครูในโรงเรียนร่วมกัน ทำงานและตัดสินใจอย่างมีพันธะต่อกัน เพ่ือมุ่งม่ันให้เกิดการเปล่ียนแปลงท่ีดีขึ้น โดยใช้การปฏิบัติใน 4 ขน้ั ตอน คอื 1) การวางแผน 2) การปฏบิ ัตกิ าร 3) การตรวจสอบ ติดตาม และ 4) การสะท้อนผลกลบั ของ การปฏิบตั กิ าร

9 4.10 กลยุทธ์ท่ีใช้ในการพัฒนา หมายถงึ วิธีการ กจิ กรรมทจี่ ัดขึ้น เพ่อื ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนทกั ษะในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน ประกอบด้วย 4.10.1 การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) หมายถึง การประชุมของ กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูล ในการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา เก็บข้อมูลด้านการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน ประชมุ เพื่อวเิ คราะห์ 4.10.2 การนิเทศ กำกับ ติดตาม หมายถึง การติดตามผลการปฏิบัติงานของ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลโดยการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ ปกี ารศึกษา 2565 4.11 PAOR หมายถงึ กระบวนการ ประกอบดว้ ย 4 ขั้นตอน ดงั น้ี ขน้ั ตอนที่ 1 ข้ันวางแผน (Planing) ขัน้ ตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติ(Action) ขนั้ ตอนที่ 3 ขั้นสงั เกตการณ์ (Observation) ขนั้ ตอนท่ี 4 ขัน้ สะท้อนผล (Reflection) การพฒั นาระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนบุ าลศรีเทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ซ่ึงได้ศึกษาเอกสารจากการอบรม สัมมนา และรวบรวมจาก ประสบการณ์ จงึ ไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ ในการศึกษา ดงั นี้ 6. กรอบแนวคดิ ในการศกึ ษา ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม สภาพปัจจบุ ันและปัญหา กกาารรพพัฒัฒนนาารกะาบรบดกำเานรนิดงแู าลนชรว่ ะยบเหบลกอืารดแู ล ผลการพฒั นา กกาารรพพัฒฒั นนาากกาารรดดำำเเนนินินงงาานน นกั เรียน ช่วยเหลือนกั เรียน ดำเนินงาน ระรบะบบกบากราดรแู ดลูแชลว่ ชยว่ เหยเลหอื ลือ 1.1ก.ารกราู้จรกั รนจู้ ักกั เนรียกั นเรเยีปน็นเรปา็นยรบาุคยคบลุคคล ระบบดแู ล นกั เรียน นกั เรยี น 2.2ก.ารกคาดั รกครดั อกงรนอกั งเนรียักนเรยี น ช่วยเหลือนักเรยี น 3.3ก.ารกสาง่ รเสรง่ มิเสแรลมิ ะแกลาะรกพาัฒรพนฒัานนกั าเรยี น โรงเรยี นอนบุ าล 4. การนปกั้อเงรกยี ันนช่วยเหลือและแกไ้ ขปัญหา ศรเี ทพ(สว่าง 5.4ก.ารกสา่งรตป่ออ้นงกั กเันรียชนว่ ยเหลอื และแก้ไข วัฒนา)อำเภอผศรี เทพ จงั หวัด ปัญหา เพชรบรู ณ์ 5. การสง่ ต่อนักเรียน โดยวธิ ีการวิจยั PAOR : Planning(P)/Action(A) /Observation(O)/Reflection(R) ภาพประกอบท่ี 1 กรอบแนวคิดในการศกึ ษา

10 7. ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ 7.1 มีกระบวนการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ (สว่างวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ซ่ึงสามารถ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการกำหนดเป็นกลยุทธ์พฒั นาคุณภาพการบริหารจัดการศึกษา 7.2 บุคลากรผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโรงเรียนมีความตระหนักและเห็นความสำคัญในการ ดำเนินการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ตลอดจนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางท่ีเหมาะสม เพ่ือดำเนินการ พฒั นาระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียนในโรงเรยี น 7.3 เป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับโรงเรียนในการแก้ปัญหานักเรียน ตามการดำเนินงานระบบ การดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 7.4 เป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และหน่วยงานอื่นท่เี ก่ียวข้อง ในการกำหนดนโยบาย ส่งเสริม ให้โรงเรียนดำเนินการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ใหม้ ีประสทิ ธภิ าพต่อไป 7.5 เป็นข้อมลู สารสนเทศสำหรับโรงเรียนอ่นื ท่ีจัดการศกึ ษาในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ใน การนำแนวทางดงั กล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกบั บรบิ ทในการจดั การศึกษาได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง รายงานการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งน้ี ผู้รายงานได้ศึกษาหลักการ แนวคิด จาก เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบการศกึ ษาวิเคราะห์ ซึ่งมรี ายละเอียดตามลำดบั ดังน้ี 1. ระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน 2. การวิจยั เชิงปฏบิ ัติการ(Active research) 3. การประชมุ เชิงปฏบิ ัติการ (Workshop) 4. การสมั ภาษณ์ 5. การสังเกต 6. การนเิ ทศ กำกับ ตดิ ตาม 7.ข้อมลู ทั่วไปของโรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์ 8. งานวิจยั ทเี่ กีย่ วข้อง 1. ระบบการดแู ลช่วยเหลอื นักเรียน 1.1 วกิ ฤตด้านเด็กและเยาวชนในปจั จุบัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2558 ข : 3-7) ได้กล่าวถึงวิกฤตด้านเด็ก และเยาวชนในปัจจุบัน ว่า เด็กและเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากปัญหา และสภาพแวดล้อมที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคม ทำให้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากเด็กและเยาวชนในอดีต แม้ว่าผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และคนทำงานด้านเด็กจะใช้ความรักความปรารถนาดีอย่ างมากมาย เพียงใดก็ตามไม่อาจพิทักษ์ปกป้องและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัย หรือมีพฤติกรรมตามท่ี สังคมคาดหวังได้ จากการประมวลสถิติข้อมูลสถานการณ์ปัญหาเด็ก และเยาวชนของหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า เด็กและเยาวชนทั้งท่ีเป็นนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอื่น ๆ ส่วนหนึ่งมักมี พฤติกรรมที่ ไมพ่ งึ ประสงค์ ดังนี้ 1.1.1 ตกเปน็ ทาสของเกมคอมพวิ เตอร์ส่ือ Social ต่าง ๆจนถึงข้นั หมกมุ่น และเรยี นรู้ พฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมกบั เกม กบั สอื่ Socail จนนำไปส่กู ารประพฤตปิ ฏิบัตทิ ี่ก่อใหเ้ กดิ ความสญู เสยี แก่ตนเอง ชมุ ชน และสงั คม 1.1.2 นิยมประลองความเร็วโดยการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ มีพฤติกรรมการใช้ รถจกั รยานยนต์ท่ผี ิดกฎหมาย เปน็ นักซ่ิงวัยใสและเปน็ สก็อย (สาวนอ้ ยซ้อนทา้ ยหนุ่มนกั ซิ่ง) 1.1.3 ใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหาและข้อขัดแย้ง ทะเลาะวิวาทจับกลุ่มรวมตัว กันสร้างความป่นั ปว่ นในชมุ ชนไปจนถึงการยกพวกตกี ัน ทะเลาะวิวาทกัน 1.1.4 มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นพ่อแม่ต้ังแต่อายุยังน้อยหรือพ่อแม่วัยใส มี เพศสมั พนั ธ์โดยไม่รู้จักวธิ ีป้องกันตนเอง ขาดความรบั ผดิ ชอบ 1.1.5 เข้าถึงสารเสพติดได้ง่าย เริ่มจากการใช้บุหรี่ เหล้า ยาบ้า ยาไอซ์ ยาเลิฟ สาร อนั ตราย ทแ่ี พร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน

12 1.1.6 ขาดหลักยึดเหน่ียวทางจิตใจ ไม่เห็นความสำคัญของหลักศาสนา ค่านิยมความเป็น ไทย ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวค่อนข้างลดน้อยลง มีความเปราะบาง ติดเพื่อน ติดสื่อ ติดโทรศัพท์ และให้ความสำคัญต่อวัตถมุ ากกว่าความมีคุณธรรม จรยิ ธรรม หรอื ขาดการแสดงความน้ำใจซ่ึงกนั และ กัน นอกจากนี้เด็กและเยาวชนยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสังคม เช่น ติดการพนัน นิยมเส่ียงโชค การมั่วสุมอยาบมุข ไม่ชอบไปโรงเรยี น หนีเรียน ทำร้ายรงั แกกันเอง หมกมุ่นกับสื่อที่ไม่ สร้างสรรค์ นิยมบริโภคอาหารกรุบกรอบ อาหารทไ่ี มเ่ ป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เครียด ซมึ เศร้า มองโลกใน แง่ร้าย ไม่สนใจต่อปัญหาสังคม อย่างไรก็ตามที่ทำให้เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เป็น ผลมาจากปจั จยั เส่ยี งต่าง ๆ ดังนี้ 1) ปจั จยั เสีย่ งจากสภาพครอบครวั ครอบครัวเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมของเด็กและ เยาวชน พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กและเยาวชนเป็นผลจากการเลี้ยงดูด้วยวิธีการไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้แสดงออกในทางท่ีไม่ถูกต้อง ปล่อยปละละเลย เรียนรู้การใช้ความรุนแรงจากสมาชิกใน ครอบครัวครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง ปล่อยให้อยู่ตามลำพัง หรือกับปู่ ย่า ตา ยาย ผู้ปกครองบีบ บังคับ กดดัน และคาดหวังในตัวเด็กมากเกินกว่าความจำ หรือเกินความเป็นจริง ไม่มีบรรยากาศท่ี สร้างความรัก ความอบอุ่น ความสมัครสมานสามัคคี เติบโตในท่ามกลางความสับสนไม่มีความหวัง ขาด การอบรมบม่ นสิ ยั และไมม่ ีเปา้ หมายในชวี ิต 2) ปัจจัยเส่ียงจากโรงเรียน โรงเรียนถือเป็นบ้านหลังท่ีสองของเด็ก เป็นสถานบ่มเพาะ เป็นบ่อเกิดของคุณ งาม ความดี หรือคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพ ความรู้ ความสามารถของเด็ก และเยาวชนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทางสังคม แต่โรงเรียนจำนวนไม่น้อยยังขาดความพร้อม ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนท่ีสมบูรณ์ตามความมุ่งหวังของสังคม จากการติดตาม พบว่า โรงเรียน สว่ นใหญ่ขาดการดูแล เอาใจใส่นกั เรียนอย่างจริงจัง ขาดวธิ ีการท่ีเหมาะสมตอ่ การพทิ ักษ์ ปกปอ้ ง คมุ้ ครอง และให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างเท่าเทียมและท่ัวถึง ถูกต้องและเป็นธรรม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความถนัด ความสนของนักเรียน ให้ความสำคัญกฎ ระเบียบ มากกวา่ ชีวิต จติ ใจของนักเรยี น พัฒนานักเรียนโดยไม่คำนงึ ถึงองคร์ วม ตลอดถงึ การจัดการกับปัญหา ของนักเรียนโดยขาดการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน และยังเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา พฤตกิ รรมนักเรียน 3) ปจั จยั จากชุมชนและสงั คม ความล้มเหลวจากชีวิตเด็กและเยาวชนเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และต้นทุน ทางความรู้สึกของผู้ปกครองอยา่ งประเมนิ คา่ ไม่ได้ สงั คมไทยยงั ละเลยต่อการจัดระเบียบแบบแผน ในชุมชน ชุมชนอ่อนแอขาดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในสังคมต่างคนต่างอยู่ เอาหูไปนาเอาตา ไปไร่ ปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน ยอมรับการเติบโตและขยายตัวทาง เศรษฐกิจที่ไม่สร้างสรรค์ ให้คุณค่าทางด้านวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ ปล่อยปะละเลยปัญหาของเด็กและ เยาวชน ไม่ให้ความสำคัญต่อท่าทีของเด็กและเยาวชน มองเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาด้วยทัศนะ และทา่ ทีท่ีตอกย้ำซำ้ เตมิ

13 4) ปัจจัยเสี่ยงจากเพือ่ น เพ่อื นเป็นปัจจยั ท่ีสำคัญในชีวติ ของเด็กและเยาวชนเป็นธรรมชาตทิ เ่ี ดก็ และเยาวชนทุก คนต้องมีแต่เพื่อนท่ีมีดาบสองคมอาจทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยก้าวพลาด เช่น เพื่อนมีนิสัย เกเร เป็นอันธพาล เสเพล การคบเพ่ือนท่ีมีพฤติกรรมโน้มเอียงไปในทางก้าวร้าว เส่ียงภัย มั่วสุม เบี่ยงเบน หรือการได้รับแรงบีบค้ัน กดดัน ข่มขู่หรือการไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพ่ือน ซึ่ง สภาพการณด์ งั กล่าว ล้วนส่งผลตอ่ พฤติกรรมของเดก็ และเยาวชนทั้งสิน้ 5) ปัจจัยเสย่ี งจากบคุ ลิกหรือตัวนักเรียน เด็กและเยาวชนแต่ละคนมีภาวะด้านพัฒนาการแตกต่างกันมีบุคลิกภาพภายในและ ภายนอก ตามสภาพความเปน็ ตัวตนท่ีมีลักษณะเฉพาะ เช่น มขี ้อจำกดั เก่ียวกับพฒั นาการทางสมองและ การรับรู้ ไม่มีความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของตนเอง ขาดทักษะในการคิด บกพร่องทางการ เรียนรู้ ปฏิเสธค่านิยมหลักศาสนาท่ีคนส่วนใหญ่นับถือ ไม่มีทักษะในการสื่อสาร ปฏิเสธไม่เป็น ควบคุม อารมณแ์ ละความเครยี ดไม่ได้ รวมทัง้ การมีปญั หาด้านสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ 1.2 ความหมายของการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรยี น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2557 : 4) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการดูแล นกั เรียนและระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน ดงั นี้ 1.2.1 การดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ การส่งเสริม พัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหา เพื่อให้ นกั เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกนั ทางจิตใจที่เข้มแข็ง คุณภาพ ชวี ติ ทีด่ ี มีทักษะการดำรงชีวิต และรอดพ้นจากวิกฤตทิ ง้ั ปวง 1.2.2 ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง กระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน ท่ีมีขั้นตอนชัดเจน พร้อมทั้งวิธีการและเครื่องมือท่ีมีมาตรฐาน คุณภาพ และมีหลักฐานการทำงานท่ี ตรวจสอบได้โดยมีครูประจำช้ัน/ครูท่ีปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานและบุคลากรทุกฝ่าย ท่ี เก่ียวข้องท้ังในและนอกสถานศึกษา อันได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร และครูทกุ คนมสี ว่ นรว่ ม โดยมวี ตั ถปุ ระสงคด์ ังนี้ 1) เพ่อื ให้โรงเรยี นมีระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรียนโดยมีกระบวนการ วิธีการและ เครือ่ งมือทม่ี คี ุณภาพ และมมี าตรฐานสามารถตรวจสอบได้ 2) เพื่อส่งเสริมให้ครูประจำช้ัน ครูท่ีปรึกษา บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หนว่ ยงานและองค์กรภายนอก มีส่วนร่วมในการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน 3) เพื่อให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือ และส่งเสริมพัฒนาเต็มตามศักยภาพ เปน็ คนทีส่ มบูรณ์ทง้ั ด้านรา่ งกาย อารมณ์ สังคมและสติปญั ญา ววิ ัฒน์ ชูจิต (2556 : 13) กล่าววา่ การดแู ลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง การส่งเสริม การป้องกัน และการแก้ไขปัญหา โดยมีวธิ กี ารและเครือ่ งมือสำหรบั ครูทีป่ รกึ ษาและบคุ ลากรท่ีเก่ียวขอ้ ง เพ่อื ใชใ้ น การดำเนินงานพฒั นานกั เรียนให้มีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ และปลอดจากสารเสพติด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2557 ก : 1) กล่าวว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน เป็นกระบวนการดำเนินงานท่ีมีแบบแผนขั้นตอนชัดเจนในการส่งเสริม พัฒนา ป้องกันและ แก้ไขปัญหา เพ่ือให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ บนพ้ืนฐานของความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมรบั ผดิ ชอบ รว่ มคิด รว่ มปฏบิ ตั ิ ร่วมพัฒนา รว่ มแกป้ ญั หาจากผูเ้ กยี่ วขอ้ งทุกฝ่าย สรุปได้ว่า การดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง การส่งเสริม การป้องกัน และการแก้ไขปัญหา การส่งต่อ โดยมกี ารดำเนินอย่างเป็นกระบวนการ วิธีการและเคร่ืองมือสำหรับครูท่ีปรึกษาและบุคลากรท่ี

14 เกี่ยวข้องเพ่ือใช้ในการดำเนินงานพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประกอบด้วย การ รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสรมิ นักเรียน การป้องกัน และแก้ไขปัญหา การ ส่งตอ่ 1.3 วัตถุประสงค์ของการดำเนนิ งานระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน กรมสุขภาพจิต (2556 : 13) ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรยี น ไว้ดงั น้ี 1.3.1 เพ่ือให้การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน เป็นไปอย่างมี ระบบและมีประสิทธิภาพ 1.3.2 เพือ่ ให้โรงเรยี น ผ้ปู กครอง หนว่ ยงานท่เี กีย่ วข้อง หรือชมุ ชนมกี ารทำงาน ร่วมกนั โดยผา่ นกระบวนการทำงานทช่ี ดั เจน พร้อมด้วยเอกสาร หลักฐานการปฏบิ ตั งิ าน สามารถ ตรวจสอบ หรอื รบั การประเมินได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2557 ก : 1) มุ่งหวังพื้นฐานและแนวทาง การดำเนนิ การการชว่ ยเหลือนักเรยี นอย่างเปน็ ระบบ ในประเดน็ สำคัญ ดงั นี้ 1) การปรับเปล่ียนบทบาท เจตคตขิ องผบู้ รหิ าร ครแู ละบุคลากรทางการศึกษา ให้มงุ่ ไปส่คู วามรับผิดชอบในการดูแลพัฒนาการของนักเรยี นอย่างเป็นองค์รวม (Educating the Whole Child) 2) การวางระบบท่ีจะสร้างความม่ันใจว่านักเรียนทุกคน มีครู-อาจารย์อย่างน้อย หนึ่งคน ที่จะดูแลทุกข์สขุ ของนักเรียนอยา่ งใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยเชื่อมประสานการดำเนินงานทุก ส่วนท่ัวทัง้ โรงเรียน 3) การสนับสนุนให้ครู-อาจารย์ ได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้ปกครอง เพอื่ ให้การดูแลทางบ้าน โรงเรยี น และชุมชน เชอ่ื มประสานกัน 4) การส่งเสริมให้ผู้ปกครองรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายเพ่ือช่วยกันเฝ้าระวัง ดูแล ชว่ ยเหลอื สนับสนนุ บตุ รหลาน 5) การประสานสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนชุมชน ผู้ปกครอง และผู้ชำนาญในสาขา ต่าง ๆ เพ่ือให้มีการส่งต่อและรับช่วงการแก้ไข ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในรูปแบบสห วทิ ยาการและสหวิชาชีพ สรุปได้วา่ วัตถุประสงค์ของการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรียน คือ การดูแลช่วยเหลอื นกั เรยี นให้มีคณุ ภาพอยา่ งเป็นระบบ คอื การรจู้ ักนกั เรียนเป็นรายบคุ คล การคัดกรองนักเรยี น การ สง่ เสริมนักเรยี น การป้องกันและแก้ไขปญั หา และการสง่ ต่อ 1.4 ความสำคญั และความจำเปน็ ของระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรยี น สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2554 : 23) กล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดไว้ในมาตรา 43 ว่ารัฐจะต้องจัดการศึกษาให้กับนักเรียน 12 ปี อย่างเสมอภาค กันและไม่เก็บค่าใช้จ่าย และนโยบายเก่ียวกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไดก้ ำหนดความมุง่ หมายและหลกั การจัดการศึกษา วา่ ต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งรา่ ยกายจิตใจสติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวฒั นธรรมในการ ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข (มาตรา 6) และแนวการจัดการศึกษายังให้ความสำคัญแก่ ผู้เรียนทุกคน โดยยึดหลักว่า ทุกคนมีความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้และถือว่าผู้เรียนมี ความสำคัญท่ีสุด ตอ้ งส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนมีการพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ (มาตรา 22) ใน

15 การจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญท้ังความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการ ตามความ เหมาสมของแต่ละระดับการศึกษา ซ่ึงเรื่องท่ีกำหนดให้ดำเนินการคือเร่ืองความรู้และทักษะในการ ประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข (มาตรา 23 ข้อ (5) ทั้งนี้การจัดกระบวนการเรียนให้ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้ผู้เรียนรู้จกั ประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปญั หา ให้รจู้ ัก คิดเป็น ทำเป็น รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมท่ีดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุก วิชา อีกท้ังมีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพ่ือร่วม พัฒนาผเู้ รียนตามศักยภาพ (โรงเรยี นสตรวี ดั อัปสรสวรรค,์ ม.ป.ป. : 2) กรมสุขภาพจิต (2556 : 3) ได้กล่าวถึงประโยชน์และคุณค่าของระบบการดูแลช่วยเหลือ นกั เรยี น ดงั น้ี 1. นกั เรยี นไดร้ บั การดแู ลอย่างท่ัวถงึ และตรงตามสภาพปัญหา 2. สัมพนั ธภาพระหว่างครูและนักเรยี นเปน็ ไปดว้ ยดีและอบอ่นุ 3. นักเรียนรู้จกั ตนเอง ควบคุมตนเองได้ มีการพฒั นาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่ง เป็นรากฐานในการพัฒนาความเก่ง (IQ) คุณธรรม จริยธรรม (MQ) และความมุ่งม่ันท่ีจะเอาชนะ อปุ สรรค (AQ) 4. นกั เรยี นเรยี นรู้อยา่ งมีความสุข และได้รับการสง่ เสริมพฒั นาเต็มตามศักยภาพอยา่ ง รอบด้าน 5. ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการคุณภาพนักเรียนอย่างเข้มแข็ง จริงจัง ด้วยความเสียสละ และเอาใจใส่ 1.5 หลกั การเกี่ยวกับระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น เพอ่ื ใหก้ ารดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนประสบผลสำเรจ็ นั้น สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน (2557 : 9-12) ได้กำหนดกลยทุ ธ์การดำเนินงาน โดยมีหลกั การดังนี้ 1.5.1 การบริหารเชิงระบบ การดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน สังกัด สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน นั้นเป็นการบริหารคณุ ภาพเชิงระบบตามแนวคิดของเดมมิ่ง (PDCA) โดยมขี น้ั ตอนในการดำเนินการดังตอ่ ไปน้ี 1) การวางแผน (Planning) เป็นการวางระบบซ่ึงเป็นองค์ประกอบแรกท่สี ำคัญ ที่สดุ จะต้องกำหนดขน้ั ตอนการทำงานเปน็ กระบวนการ แต่ละขน้ั ตอนมวี ธิ ีการปฏบิ ัติเป็นมาตรฐาน และการบนั ทกึ การทำงานเป็นปจั จุบนั ข้อมูลจากบนั ทกึ นจ้ี ะนำไปสกู่ ารตรวจสอบประเมินตนเองและให้ ผอู้ นื่ ตรวจสอบได้และเปน็ สารสนเทศทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ คุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วดั ของระบบ ย่อยท่ีส่งผลถึงคณุ ภาพของโรงเรยี นท้งั ระบบ 2) การดำเนินงาน (Doing) เปน็ การปฏิบตั ิรว่ มกันของทุกคนโดยใชก้ ระบวนการ วธิ ีการ และบันทึก บุคคลภายในองค์กรท่ีรบั ผดิ ชอบในระบบย่อยต่าง ๆ จะปฏิบตั ิและบนั ทึกต่อเนอ่ื งและ เปน็ ปัจจบุ นั 3) การตรวจสอบและประเมินผล (Checking) เป็นการประเมินตนเองโดยร่วมกัน ประเมนิ หรอื ผลัดเปล่ยี นกนั ประเมินภายใน ระหว่างบคุ คล ระหวา่ งทมี ยอ่ ยในโรงเรียน

16 4) การปรับปรุงพัฒนา (Action) เป็นการนำผลการประเมินมาแก้ไข พัฒนา ซึ่งอาจจะแก้ไข พัฒนาในส่วนทเี่ ปน็ กระบวนการ วธิ กี าร ปัจจัย หรือการบันทึกให้ดีข้นึ จนระบบคุณภาพหรือวงจรคุณภาพ เป็นวฒั นธรรมการทำงานขององค์กรอย่างยั่งยนื 1.5.2. การทำงานเป็นทมี การทำงานในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศกึ ษา นน้ั การดำเนนิ งานต้องมกี ารกระทำเป็นทีมจะทำตามลำพังไมไ่ ด้ ดังนัน้ จึงแบง่ ทีมดำเนนิ การดังนี้ 1) ทีมนำ ได้แก่ คณะผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งจะเปน็ ผ้วู ิเคราะหจ์ ุดอ่อนจดุ แขง็ จดั ทำแผนกลยุทธ์ควบคุม กำกบั ตดิ ตาม และสนับสนนุ เสริมสรา้ งพลังร่วม เพอื่ ให้การดำเนินงานเปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ทีมสนับสนุน เป็นทีมหลักในการสนับสนุนด้านวิชาการและอ่ืนๆให้เกิดการสร้าง ระบบคุณภาพขึ้น ทีมสนับสนุนจะเป็นใครขึ้นกับการพัฒนาระบบว่ามีจุดเน้นที่ระบบใด เช่น ทีมระบบ การดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรียน หวั หนา้ ทมี คือ รองผู้บริหารสถานศกึ ษาที่ไดร้ ับมอบหมาย 3) ทีมทำ เป็นทีมท่ีสมาชิกรับผิดชอบการทำงานโดยตรง เช่น ระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียน คือ ทีมระดับช้ัน ครูประจำช้ัน ครูท่ีปรึกษา มีบทบาทหน้าท่ีในการพัฒนาคุณภาพ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ใหม้ ีคุณภาพ 1.5.3 การแลกเปล่ียนเรียนรู้ จะทำให้เราได้รับทราบถึงจุดอ่อนในการดำเนินงานของตน เพื่อให้เกิดแนวทางที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพสูงข้ึน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำได้ท้ังภายในโรงเรียนและ ระหว่างโรงเรียนโดยมีบรรยากาศการทำงานท่ีเป็นกันเอง ไม่ใช่การสั่งการหรือบังคับบัญชา ทำให้ ผู้ปฏิบตั ิงานในแตล่ ะสว่ นเกิดความรูส้ ึกทด่ี ี ไม่ตอ้ งกงั วลเร่ืองการตรวจสอบจากผบู้ ังคบั บัญชา

17 1.5.4 การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนางาน ช่วยส่งเสริม สนับสนุนและให้ข้อมูลย้อนกลับ ท่ีจะนำไปใช้ปรับปรุงงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนต่อไป สำหรับการดำเนินงานระบบการช่วยเหลือนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ ควรดำเนนิ การในระบบตามภาพประกอบท่ี 2 ขนั้ ตอน แนวปฏบิ ัติ 1. การวางแผน (P) 1. แตง่ ตั้งคณะกรรมการ 2. การดำเนินงาน (D) 2. กำหนดวตั ถุประสงค์ เป้าหมาย 3. การตรวจสอบ (C) ตัวชว้ี ัดความสำเรจ็ เคร่ืองมือวธิ กี าร 3. กำหนดแผนงาน/ปฏทิ นิ ดำเนนิ การตามแผนท่กี ำหนดไวด้ ว้ ยวิธกี าร หลากหลายตามสภาพจริง 1. ตรวจสอบตดิ ตาม 2. ประเมินวิเคราะห์ 4. การปรับปรุงและพัฒนางาน (A) นำผลการประเมนิ มาปรับปรุงและดำเนินการ ตามแผนใหม่อยา่ งต่อเน่ือง ภาพประกอบที่ 2 ข้ันตอนการนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมินผล ทมี่ า : สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (2557 : 12) 1.6 การดำเนินงานระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน กรมสุขภาพจิต (2556 : 9-40) กล่าวว่า กระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การ ส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งต่อ สอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2558 ข : 17-34) กำหนดการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน มีครูประจำช้ัน/ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลัก ในการดำเนินงาน มีภารกิจหลักที่เปน็ หวั ใจของกระบวนการพัฒนา 5 กิจกรรม คือ 1. การรจู้ ักนักเรียนเป็นรายบคุ คล 2. การคัดกรองนกั เรียน 3. การสง่ เสริมและพฒั นานกั เรียน 4. การปอ้ งกนั ชว่ ยเหลอื และแก้ไข 5. การส่งตอ่ นกั เรยี น

18 กระบวนการระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น ปรากฏดงั ภาพประกอบท่ี 3 การรูจ้ ักนกั เรียนเปน็ รายบคุ คล การคัดกรองนักเรยี น ครปู ระจำชั้น/ กลมุ่ ปกติ กลุ่มเส่ยี ง กลมุ่ มี ครูทป่ี รึกษา ปัญหา การส่งเสรมิ และพฒั นา การปอ้ งกัน ชว่ ยเหลอื และแก้ไข นกั เรยี น แก้ไข ไม่ดขี ึ้น ดีขน้ึ พฤติกรรม การสง่ ต่อ ไมด่ ขี ้นึ ดขี ึ้น ครูแนะแนว/ รับนักเรยี นต่อจากครปู ระจำช้ัน/ครทู ป่ี รกึ ษา ผทู้ เี่ กี่ยวขอ้ ง ดีขน้ึ พฤติกรรม ไม่ดีข้ึน สง่ ต่อภายนอกโรงเรยี น ภาพประกอบที่ 3 กระบวนการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น ทมี่ า : สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน (2557 : 36)

19 1.6.1 การรจู้ กั นกั เรียนเป็นรายบุคคล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2558 ข : 18) กล่าวไว้ว่า ด้านความ หลากหลายของนักเรียนแต่ละคน ซ่ึงมีพ้ืนฐานความเป็นมาของชีวิตท่ีแตกต่างกัน ผ่านการหล่อหลอมให้ เกดิ พฤติกรรมหลากหลายรปู แบบ ท้ังด้านบวกและด้านลบ ดงั นัน้ การรจู้ ักข้อมูลที่จำเปน็ เก่ียวกับตัวนักเรียน จึงเป็นสิ่งสำคัญท่ีจะช่วยให้ครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษา มีความเข้าใจนักเรียนมากขึ้น สามารถนำข้อมูลมา วิเคราะห์ เพื่อการคัดกรองนักเรียนเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างถูกทาง ซ่ึงเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีได้จากเคร่ืองมือท่ีหลากหลาย ตาม หลักวชิ าการ มิใช่การใช้ความรู้สกึ หรือการคาดเดา โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหานักเรยี น ซึง่ จะทำให้ ไม่เกิดข้อผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียนหรือเกิดได้น้อยท่ีสุด ข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียน ครูประจำ ช้ัน/ครทู ่ีปรกึ ษา ควรมขี ้อมูลเกย่ี วกับนกั เรยี น ดังน้ี 1) ดา้ นความสามารถ เชน่ ด้านการเรยี น ดา้ นความสามารถพิเศษ/อจั ฉรยิ ะ 2) ด้านสุขภาพ เชน่ ดา้ นร่างกาย/ความพิการ ดา้ นจติ ใจ-พฤตกิ รรม 3) ดา้ นครอบครัว เชน่ ด้านเศรษฐกจิ ดา้ นการค้มุ ครองสวัสดิภาพ 4) ด้านสารเสพตดิ 5) ดา้ นความปลอดภัย 6) พฤติกรรมทางเพศ 7) ด้านอ่ืนๆท่ีครูพบเพิ่มเติม ซึ่งมีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน 1.6.2 การคัดกรองนกั เรยี น สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2558 ข : 19-20) กลา่ วไวว้ า่ การคัดกรอง นกั เรียนเปน็ การพจิ ารณาข้อมูลเกยี่ วกบั นักเรยี นเพ่ือจัดกลุม่ นักเรียน ซึง่ เป็นประโยชนอ์ ยา่ งยิง่ ในการ หาวธิ กี ารทเ่ี หมาะสมในการดูแลช่วยเหลือนกั เรียนให้ตรงกบั สภาพปัญหา และความต้องการจำเป็นดว้ ย ความรวดเร็วและถูกตอ้ งแม่นยำ ระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียนการแบ่งกลุ่มนักเรียนตามการคัด กรองเป็น 2, 3 หรอื 4 กลมุ่ ก็ได้ ตามขอบข่ายเกณฑ์การคดั กรองทโี่ รงเรยี นไดจ้ ดั ทำขนึ้ เช่น ในกรณี ทโ่ี รงเรียนแบ่งนกั เรียนออกเป็น 4 กลุ่ม อาจนิยามกลุ่มได้ ดังน้ี 1) กลุ่มปกติ หมายถึง นักเรียนท่ีไม่มีพฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อวิถี ชีวติ ประจำวนั ของตนเอง หรือสงั คมสว่ นรวมในด้านลบ 2) กลุ่มเส่ียง หมายถึง นักเรียนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติ เช่น เก็บตัว แสดงออกเกินขอบเขต การปรับตัวทางเพศไม่เหมาะสม ทดลองส่ิงเสพติด ผลการเรียนเปลี่ยนแปลงไป ในทางลบ ดา้ นลบ 3) กลุ่มมีปญั หา หมายถึง นักเรยี นมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาชดั เจน มีผลกระทบต่อวิถี ชวี ติ ประจำวนั ของตนเองหรอื ต่อสงั คม สว่ นรวมในด้านลบ 4) กลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ มีความเป็นอัจฉริยะ แสดงออกซึ่งความสามารถอันโดดเด่น ดา้ นใดดา้ นหนึ่งหรือหลายด้าน อยา่ งเป็นทีป่ ระจักษเ์ ม่ือเทยี บกับผู้มีอายุระดับเดียวกัน ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ ม เดยี วกนั ซึ่งโรงเรยี นต้องส่งเสริมใหน้ กั เรียนไดพ้ ัฒนาศักยภาพความสามารถพเิ ศษนัน้ จนถงึ ข้ันสงู สุด

20 1.6.3 การป้องกัน ช่วยเหลอื และแก้ไข ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูประจำชั้น ครูท่ีปรึกษา ควรให้ความเอาใจใส่กับนักเรียน ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่สำหรับนักเรียนกลุ่มเส่ียงมีปัญหานั้นจำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่ อย่างใกล้ชิดและหาวิธีการช่วยเหลือ ท้ังการป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหา โดยไม่ปล่อยปละละเลย นักเรียน จนกลายเปน็ ปัญหาของสังคม การปอ้ งกนั ชว่ ยเหลอื และแก้ไขปัญหาใหก้ ับนกั เรียนมีหลายเทคนิควิธกี าร ดังน้ี 1) การให้การปรึกษาเบอื้ งต้น 2) การจดั กิจกรรมเพือ่ ปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหา 3) การตดิ ตาม ดแู ลชว่ ยเหลอื การปอ้ งกัน ชว่ ยเหลือ และแก้ไข ปรากฏดงั ภาพประกอบที่ 4 การป้องกัน ชว่ ยเหลอื และแก้ไข กจิ กรรมในชน้ั เรยี น กจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร กจิ กรรมซ่อมเสรมิ การให้การปรึกษา สื่อสารผู้ปกครอง ภาพประกอบท่ี 4 การป้องกัน ช่วยเหลอื และแกไ้ ข ทม่ี า : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2557 : 49)

21 1.6.4 การส่งเสริมและพฒั นานกั เรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรยี น เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนท่ีอยู่ในความดูแลของ ครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษาให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้ นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มปกติกลายเป็นนักเรียนกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มมีปัญหาและเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่ม เสีย่ ง/มปี ัญหากลบั มามพี ฤติกรรมดีขน้ึ ตามท่โี รงเรียนหรือชมุ ชนคาดหวงั การสง่ เสรมิ และพฒั นานกั เรียน ดังภาพประกอบท่ี 5 กิจกรรมสง่ เสริมพฒั นานกั เรยี น กิจกรรมโฮมรมู กิจกรรมพฒั นาผูเ้ รียน โครงการพเิ ศษตา่ ง ๆ การประชมุ ผู้ปกครองช้ันเรยี น (Classroom meeting) ภาพประกอบท่ี 5 การจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ และพฒั นานกั เรยี น ที่มา : สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน (2557 : 45) ข้อควรตระหนักในการดำเนนิ กจิ กรรม 1) การจัดกจิ กรรม Classroom meeting (ประชมุ ผู้ปกครองชั้นเรียน) ครูประจำชั้น/ครูที่ปรกึ ษา ควรระมัดระวงั คำพดู ที่ก่อใหเ้ กิดความรู้สกึ ทางลบหรือการตอ่ ตา้ นจากผ้ปู กครอง เชน่ การตำหนนิ กั เรียน หรือผู้ปกครอง การแจง้ ข้อบกพร่องของนกั เรยี นในทีป่ ระชุม 2) ครปู ระจำชัน้ /ครทู ี่ปรกึ ษา ควรใชค้ ำพดู ทแ่ี สดงถึงความเขา้ ใจในตวั นกั เรียนแสดง ถึงความห่วงใย เอาใจใส่ของครทู ีม่ ีต่อนกั เรียนทกุ คน 3) ครปู ระจำชั้น/ครูที่ปรึกษาควรนำกจิ กรรมท่ีจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ปกครอง ตระหนักใน ความรบั ผดิ ชอบและตอ้ งการปรับปรงุ แก้ไขในส่วนที่บกพร่องของนักเรยี นรว่ มกบั โรงเรียน 4) การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนักเรียน ควรเป็นกิจกรรมหลากหลาย ตามความสนใจของนักเรยี น เชน่ ดนตรี กฬี า ศิลปะ เป็นต้น 1.6.5 การสง่ ต่อนกั เรยี น ในการปอ้ งกนั ช่วยเหลือและแกไ้ ขปัญหาของนกั เรียนโดยครูประจำชน้ั /ครทู ีป่ รึกษา ตามกระบวนการการป้องกันและช่วยเหลือนักเรียนน้ันในกรณีท่ีปัญหายากต่อการชว่ ยเหลือ หรือชว่ ยเหลือ แล้วนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีข้ึน ก็ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กรณีท่ีมีเด็กมีความสามารถพิเศษ หรือเด็กอัจฉริยะ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กด้อยโอกาส ก็ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือ หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนและช่วยเหลืออย่างถูกทาง และรวดเรว็ ขึน้ การสง่ ต่อ แบ่งเปน็ 2 แบบ คือ

22 1) การส่งต่อภายใน ครูประจำชั้น/ครูท่ีปรึกษาส่งต่อไปยังครูแนะแนว หรือผู้เกี่ยวข้อง ที่สามารถให้ความช่วยเหลือนักเรียนได้ ท้ังนีข้ น้ึ อยูก่ ับสภาพปัญหา และความต้องการของนักเรียน 2) การส่งต่อภายนอก เป็นการส่งนักเรียนไปให้ผู้เช่ียวชาญเฉพาะทางหรือองค์กรที่ เก่ียวข้องได้ช่วยเหลือพัฒนานักเรียน กรณีที่เกินความสามารถของโรงเรียน โดยครูแนะแนวหรือ ผู้เก่ียวข้องเป็นผู้ดำเนินการส่งต่อและมีการติดต่อรับทราบผลการช่วยเหลือเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง การ ดำเนินการส่งต่ออย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพจึงมีกระบวนการ การดำเนินงานระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนของครูแนะแนวและผู้เกี่ยวข้อง แนวการปฏิบัติของครูแนะแนว/ครูฝ่ายปกครอง/ครูฝ่าย วิชาการ/งานพยาบาลท่ีรับนักเรียนจากการส่งต่อของครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษา การดำเนินงานระบบการ ดแู ลช่วยเหลือนักเรียน เมอื่ ครปู ระจำชั้น/ครูทีป่ รึกษาได้ดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนเบื้องตน้ แลว้ พบกรณีทย่ี ากต่อ การแก้ไข จึงดำเนินการส่งต่อให้ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง ครูฝา่ ยวชิ าการหรืองานพยาบาล ดำเนนิ การดูแล ชว่ ยเหลอื นักเรียนต่อ ดงั ภาพประกอบที่ 6 รับนักเรยี นตอ่ จากครปู ระจำชน้ั /ครูทีป่ รึกษา สง่ ต่อภายใน ใหก้ ารปรกึ ษา/ช่วยเหลือ ส่งกลบั ครปู ระจำ ช้ัน/ครูท่ีปรึกษาให้ พฤติกรรม ดีขึ้น ดแู ลช่วยเหลอื ตอ่ ไป ไมด่ ขี ึ้น ประชุมปรึกษารายกรณี (Case Conference) พฤติกรรม ดขี ้นึ ไมด่ ขี ้ึน/ยากต่อการช่วยเหลือ ส่งต่อภายนอก สง่ ตอ่ ผู้เช่ยี วชาญภายนอก ภาพประกอบท่ี 6 กระบวนการดำเนินงานเพอ่ื แก้ไขปญั หานักเรียนของครแู นะแนว/ผ้เู กี่ยวข้อง ทม่ี า : สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน (2557 : 53)

23 ครูแนะแนวหรือฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง รับนักเรียนส่งต่อจากครูประจำชั้น/ครูท่ีปรึกษาดำเนินการ ใหก้ ารปรกึ ษา ช่วยเหลอื และประสานกับครูประจำชัน้ /ครูท่ีปรึกษา เพ่อื แจง้ ผลการช่วยเหลือ ถ้านักเรียนมีพฤติกรรมดีขึ้น ก็จะอยู่ในความดูแลของครูประจำช้ัน/ครูที่ปรึกษา แต่ถ้ายังไม่ดีข้ึน ก็นำเข้าที่ประชุมปรึกษารายกรณี (Case Conference) เพื่อร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาของนักเรียน จนพฤติกรรมดขี ึ้นก็ส่งกลบั ไปอยู่ในความดูแลของครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษา บางกรณี แม้จะเข้าท่ีประชุมปรึกษารายกรณีแล้วยังไม่ดีขึ้น ยากต่อการช่วยเหลือ ผู้ท่ีเกี่ยวข้อง อาจเป็นฝา่ ยปกครองหรือฝ่ายแนะแนว กด็ ำเนนิ การส่งต่อไปยังผู้เชย่ี วชาญภายนอก เพอ่ื หาสาเหตุและแก้ไขต่อไป 1.7 การประกันคณุ ภาพระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียน กรมสามัญศึกษา (2559 : 1-3) กล่าวว่า การจัดการศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา คุณภาพนักเรียนให้มีความสมบรู ณพ์ รอ้ มทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรมและการ ดำรงชีพอยใู่ นสงั คมได้อย่างเป็นสขุ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาตพิ ทุ ธศกั ราช 2542 ที่ มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข อันเกิดจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท้ังโรงเรียน ชุมชน สังคม และครอบครัวของนักเรียน แต่ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน เปล่ียนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อวิธีการดำรงชีวิตของผู้คนให้มีความซับซ้อนมากขึ้น หลายครอบครัวจึงมีเวลาดูแล อบรม ส่ังสอนลูกหลานลดน้อยลง และตัวนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนท่ีมี ประสบการณ์ในชีวิตไม่มากนักความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำให้เกิดปัญหาท้ังกับตนเองและสังคมได้ง่าย ดังนั้น ความจำเป็นในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง การมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับระบบการเรียนการสอน ซ่ึงการนำระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ได้อาศัยการทำงานท่ีมีหลักการบริหารจัดการ อยา่ งเปน็ ระบบ (P D C A) ดังน้ี 1.7.1 ขั้นการเตรียมการวางแผนดำเนินงาน (Plan) เป็นขั้นท่ีมีการแต่งต้ัง คณะกรรมการวิเคราะห์สภาพความพรอ้ มพืน้ ฐานของโรงเรียน และจัดทำแผนปฏิบัติการ 1.7.2 ขั้นการปฏิบัติการวางแผน (Do) เป็นข้ันที่มีการสร้างความตระหนักและความ เขา้ ใจ กบั ครแู ละบคุ ลากรในโรงเรียน แล้วดำเนนิ การตามแผนปฏบิ ตั ิงานท่ีจดั ทำขนึ้ โดยเฉพาะการดำเนินงาน ของ ผรู้ ่วมศึกษาคน้ คว้าในกระบวนการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี นท้งั 5 ประการ 1.7.3 ขั้นการกำกับ ติดตาม ประเมิน และรายงาน (Cheek) เป็นขั้นท่ีมีการติดตาม ประเมินผลเพือ่ ทบทวนการดำเนนิ งานทผี่ ่านมา 1.7.4 ข้ันการปรับปรุงดำเนินการให้ได้มาตรฐาน (Act) เป็นข้ันท่ีมีการนำผลการ ประเมินคุณภาพภายในมาใช้ในการปรับปรุง และพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีการ จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน เพอ่ื เป็นข้อมูลสารสนเทศในการพฒั นาต่อไป 1.7.5 ขั้นตอนการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเก่ียวกับระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนจุดประสงค์ของการประกนั คุณภาพระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น คือ 1) เพ่ือพฒั นาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน ใหเ้ ป็นระบบทมี่ ีประสิทธภิ าพ และมี ประสทิ ธผิ ล 2) เพื่อส่งเสริมให้ครูทุกคนในโรงเรียน ชุมชน และองค์กรภายนอกมีส่วนร่วม ในการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน

24 3) เพ่ือให้ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม ให้เกิดความมั่นใจในความเอาใจใส่ดูแล ชว่ ยเหลือนกั เรยี นของโรงเรยี น การประกนั คณุ ภาพระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรียน จึงเป็นการใชห้ ลกั การบริหาร จัดการท่ีเปน็ ระบบ (P.D.C.A.) เป็นฐานการดำเนนิ งาน ซ่ึงมีองคป์ ระกอบหลกั 2 ประการ คือ 1. การควบคุมคณุ ภาพ ประกอบดว้ ยการดำเนนิ งาน 2 ขัน้ ตอน คือ 1.1 วางแผนการดำเนินงาน (Plan) กำหนดมาตรฐานคุณภาพระบบการดูแลช่วย เหลือ นักเรียนท้ังด้านผลผลิต (Output) กระบวนการ (Process) และปัจจัย (Input) ซ่ึงเป็นกรอบแนวทางใน การพฒั นาระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี นให้มีคณุ ภาพตามระบบการประกันคณุ ภาพ 1.2 การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐาน (Do) เป็นการดำเนนิ งานเพื่อพัฒนาปัจจัยท่ีเกีย่ วข้อง ในการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแผนท่ีกำหนด โดยเฉพาะครูที่ปรึกษาและครูท่ี เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมครู การ พฒั นาเครื่องมือที่ใชใ้ นการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น 2. การตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงคณุ ภาพ เป็นการดำเนินงานเพื่อประกันคุณภาพภายในโดยการประเมินภายในของโรงเรียน (การประเมินเพ่ือทบทวน) ของคณะครูท่ีทำหน้าที่ประเมิน เมื่อสิ้นภาคเรียน เพ่ือการติดตามผล ตรวจสอบ คุณภาพการดำเนินงาน (Check) และนำผลมาปรับปรุงดำเนินการได้มาตรฐาน (Act) พัฒนาระบบการดูแล ช่วยเหลอื นกั เรียนอยา่ งตอ่ เนื่อง 1.8 การดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียนของสถานศึกษา แนวทางปฏิบัติของสถานศึกษา การนำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้าสู่โรงเรียน มี แผนการดำเนินงานที่ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ และนำไปปฏิบัติอย่างต่อเน่ืองเป็นเวลา 1 รอบปี ซึ่งมี ความสำคญั ตอ่ ประสิทธิภาพของระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี น ดังมรี ายละเอียดการดำเนินการตอ่ ไปนี้ 1.8.1 เตรียมการและวางแผนดำเนนิ งาน กจิ กรรมที่ 1 แต่งต้งั คณะกรรมการ วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อใหไ้ ดค้ ณะกรรมการตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรยี น 2. เพ่ือให้ได้ผู้รบั ผดิ ชอบการดำเนนิ งานในระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น วิธีดำเนินการ ผู้บริหารและคณะผู้รับผิดชอบระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินการแต่งตงั้ คณะกรรมการ ดังน้ี 1. ประชุมหารอื เพื่อกำหนดโครงสร้างบุคลากรในระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรียน ของโรงเรยี น 2. แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ) คณะกรรมการประสานงาน (ทมี สนบั สนุน) และคณะกรรมการดำเนนิ งาน (ทีมทำ) 3. กำหนดบทบาท หน้าท่ีของคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการประสานงาน และคณะกรรมการดำเนินงานในการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น กิจกรรมที่ 2 วิเคราะห์สภาพความพร้อมพื้นฐานของโรงเรียนและจัดทำ แผนปฏบิ ตั ิ

25 วัตถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือให้ทราบสภาพพื้นฐานของโรงเรียนท่ีเกี่ยวข้องกับระบบการดูแลช่วยเหลือ นกั เรียนเพอ่ื ใช้เป็นข้อมูลสำหรบั วางแผนดำเนนิ งาน 2. เพือ่ ให้ได้แผนปฏิบัตงิ านระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี นของโรงเรยี น ตลอดปี การศกึ ษา 2565 วิธีดำเนินการ คณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ) และ/หรือคณะกรรมการ ประสานงาน (ทมี สนับสนนุ ) ดำเนินการดงั น้ี 1. วเิ คราะห์สภาพพืน้ ฐานของโรงเรียน โดยใชแ้ บบประเมินหรือแบบสำรวจการ ดำเนินระบบการดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน หรอื แบบสอบถามความพรอ้ มพื้นฐานของโรงเรียน ที่โรงเรยี นจดั ทำ ข้นึ เอง เพอื่ ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อนในดา้ นต่าง ๆ ของโรงเรียนท่มี ีผลต่อการช่วยเหลือนักเรียน และ ข้อเสนอแนะของครูรวมทั้งผู้เก่ียวข้องในโรงเรยี นเก่ียวกับการดำเนินงานตามระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี น 2. วิเคราะห์ข้อมูลท่ไี ด้เพอ่ื ใช้เปน็ แนวทางในการจัดทำโครงการแผนปฏบิ ัติงานระบบ การดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนของโรงเรียน และการจดั กจิ กรรมหรือโครงการ เพ่ือสนับสนุนให้ระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรยี นมปี ระสิทธิภาพมากข้ึน 1.8.2 ปฏิบตั ิตามแผน กิจกรรมท่ี 3 สร้างความตระหนกั และความเข้าใจกบั บุคลากร วัตถุประสงค์ 1. เพ่ือให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียน ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของ ระบบการดูแลช่วย เห ลื อนั กเรีย น โดย มีค รูป ระจ ำช้ัน /ครูที่ ป รึกษ าเป็ น บุ ค ล ากร ห ลั ก ใน ก ารดูแ ล ช่วยเหลือนักเรยี น 2. เพื่อให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียนมีความเข้าใจในบทบาทภาระหน้าที่ของ การดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น 3. เพื่อให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียนเข้าใจข้ันตอน วิธีการดำเนินงานและมีการ ประสานความรว่ มมือกับผูเ้ กยี่ วข้องในโรงเรียนในการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น วิธีดำเนินการ คณะกรรมการประสานงานดำเนินการ สร้างความเข้าใจกับ บคุ ลากรโดยอาจจดั ในลกั ษณะ 1. ประชุมช้ีแจงและสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรในโรงเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดทศั นคตทิ ีด่ ีตอ่ ระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน มคี วามยินดีรว่ มมอื ร่วมใจในการทำงาน เพอื่ ชว่ ยเหลอื นกั เรยี น 2. ฝึกอบรมบุคลากรโดยเฉพาะครูประจำชั้น/ครูท่ีปรึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ เทคนิคหรอื ทกั ษะตา่ ง ๆ ในการดูแลช่วยเหลือนกั เรยี นเบื้องต้น 3. ประชาสมั พันธ์งานการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียนใหก้ ับบุคลากรและหนว่ ยงาน ทเี่ กย่ี วขอ้ งทราบอยา่ งต่อเนอ่ื ง 4. ประเมินผลการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับบุคลากรในการดูแลช่วยเหลือนกั เรียน และนำผลการประเมนิ มาเป็นข้อมูลในการพัฒนาบุคลากรต่อไป

26 กิจกรรมที่ 4 ดำเนนิ การตามระบบการดแู ลช่วยเหลอื นักเรียน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ครูได้ดำเนินงานการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามระบบการดูแล ชว่ ยเหลอื นกั เรยี นที่กำหนดไว้ 2. เพอื่ ใหน้ ักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครูประจำชั้น/ครทู ่ีปรึกษาอย่างท่ัวถึง และตรงตามสภาพของนักเรยี น วธิ ีดำเนนิ การ 1. ครปู ระจำชน้ั /ครูทปี่ รึกษาดำเนนิ ดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน ตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรยี น ดังรายละเอียดในตอนที่ 2 ซ่งึ สรปุ สาระสำคัญได้ ดังน้ี 1.1 การรจู้ กั นักเรียนเป็นรายบุคคล ซง่ึ อย่างน้อยตอ้ งครอบคลุมด้านความสามารถ ด้านสขุ ภาพ และดา้ นครอบครวั 1.2 การคดั กรองนักเรยี นโดยแบง่ กลุ่มนักเรยี นเป็น 3 กลมุ่ คอื กลมุ่ ปกติ กลุ่มเส่ยี ง กลุ่มมีปญั หา 1.3 การสง่ เสริมนักเรยี นทกุ คนทอ่ี ยใู่ นความดแู ลด้วยการจดั กจิ กรรม ดังน้ี 1.3.1 กิจกรรมโฮมรูม (Homeroom) 1.3.2 กจิ กรรมประชุมผปู้ กครองชัน้ เรยี น (Classroom meeting) 1.4 การป้องกัน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของนักเรียนในกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหา ดว้ ยวธิ ีการ ดงั นี้ 1.4.1 ให้การปรึกษาช่วยเหลือ 1.4.2 จัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการป้องกัน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหานักเรียน คือ กิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมเสริมหลักสูตร กิจกรรมเพ่ือนช่วยเพ่ือน (Buddy) กิจกรรมซ่อมเสริม และกิจกรรมการสอื่ สารกับผู้ปกครอง 1.5 การส่งเสริมนกั เรียนไปรบั การชว่ ยเหลอื จากครอู ่ืน ๆ เช่น ครแู นะแนว หรือฝ่ายปกครอง เปน็ ต้น 1.6 บันทึกหลกั ฐานการปฏิบัตงิ าน และควรบนั ทกึ ทุกขน้ั ตอน 1.7 สรุปผลการปฏิบตั งิ าน รายงานหวั หน้าระดบั 1.8 กำกับ ตดิ ตาม ประเมินและรายงาน กิจกรรมที่ 5 ประเมนิ เพ่ือทบทวน วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อทราบผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคที่มีในแต่ละระดับ และนำข้อมูล ไปใชใ้ นการทบทวนและปรบั ปรุงระหว่างการดำเนนิ งาน 2. เพ่ือให้ได้รายงานผลการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในแต่ละระดับชั้นสำหรบั การจัดทำ สรปุ รายงานของโรงเรยี นต่อไป

27 วธิ ดี ำเนินการ 1. คณะกรรมการอำนวยการแต่งตั้งผู้ทำหน้าท่ีประเมินคุณภาพระบบการดูแล ชว่ ยเหลอื นกั เรยี น และการดำเนินงานของครใู นแตล่ ะระดับช้นั 2. ดำเนินการประเมินแต่ละระดับชั้น โดยผทู้ ่ีได้รับคำสั่งแต่งตั้งหรอื ผู้แทนครูใน แต่ละระดับซึ่งได้รับการอบรมหรือมีความรู้ทักษะในการประเมิน โดยดำเนินการประเมินสลับระหว่าง ระดับชั้น 3. นำผลดังกล่าวมาปรบั ปรุงประสทิ ธิภาพการดำเนนิ งานใหด้ ียิ่งข้นึ 4. ดำเนินการประเมินคุณภาพระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและการดำเนินงาน ของครใู นแตล่ ะระดบั ภาคเรยี นละ 1 คร้ัง 5. ผู้ทำหนา้ ท่ีประเมนิ จัดทำรายงานการประเมินคุณภาพของแตล่ ะระดับ สง่ คณะกรรมการประสานงาน เพ่อื รายงานผู้บริหารโรงเรียนตอ่ ไป กิจกรรมที่ 6 ประเมินผลเพ่ือพัฒนาและสรุปรายงาน วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อให้ได้รายงานสรุปการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในแต่ละภาค เรยี นและปีการศกึ ษา 2. เพ่ือเป็นข้อมูลในการปรับปรุง พัฒนาระบบ วิธีการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือ นกั เรยี นของโรงเรียนใหม้ ีประสทิ ธภิ าพมากย่ิงข้นึ วิธีดำเนินการ 1. ครูประจำชั้น/ครูที่ปรึกษาแต่ละคนจัดทำรายงานการดำเนินงานเสนอหัวหน้าระดับ (ประธานคณะกรรมการดำเนนิ งาน) ทุกส้นิ ภาคเรยี น 2. คณะกรรมการดำเนินงานแต่ละระดับจัดทำรายงานสรุปเป็นระดับเสนอ คณะกรรมการประสานงาน 3. คณะกรรมการประสานงานสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากหัวหน้าระดับ และจากการประเมินเพื่อทบทวนของแต่ละระดับมาจัดทำรายงานเป็นภาพรวมของโรงเรียนเสนอ คณะกรรมการอำนวยการ 4. คณะกรรมการอำนวยการดำเนินการ ดังนี้ 4.1 ประชมุ พจิ ารณา รายงานคณะกรรมการประสานงานในข้อ 3 เพื่อการปรับปรุง และพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การดูแลช่วยเหลือ นกั เรียนของโรงเรยี นใหผ้ ู้เก่ียวขอ้ งทราบ 4.2 นิเทศ กำกับ ติดตาม การดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานและ คณะกรรมการดำเนินงานทุกระดับอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการประชุมติดตามผลอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย ภาคเรยี นละ 1 คร้ัง

28 1.9 บทบาทหน้าทขี่ องครทู ี่ปรึกษาและผูท้ ี่เก่ียวข้องในการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน การดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นมีความสำคัญตอ่ การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของนกั เรียนทุกคนให้ เติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชวี ติ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จำต้องอาศัยความร่วมมือจาก บคุ คล และหนว่ ยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน ดังน้ี 1.9.1 บทบาทหนา้ ท่ีของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เป็นหน่วยงานกลางท่ีมีบทบาทหน้าที่ ในการกำหนดนโยบายการดำเนนิ งาน และสง่ เสริมสนับสนนุ ใหผ้ ปู้ ฏิบัติ คอื สถานศึกษาสามารถดำเนนิ งาน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีบทบาทหน้าท่ีและแนวทางการดำเนินงาน ไดแ้ ก่ 1) กำหนดนโยบายและหนว่ ยงานทีร่ ับผิดชอบในการดำเนินงานดา้ นการดแู ลชว่ ยเหลือ นักเรยี นของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน 2) ประสานงานกบั หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เป็นเครอื ข่ายการดำเนนิ งานดูแลช่วยเหลือนกั เรียน 3) สง่ เสรมิ สนับสนุนให้สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา เกดิ การพฒั นาองคค์ วามรู้ ส่กู ารปฏิบัติด้านการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น 4) ส่งเสริม สนบั สนนุ ช่วยเหลือใหส้ ำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา สถานศึกษาสามารถ ดำเนินงานการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) สง่ เสริมใหส้ ำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา มีระบบนิเทศ ติดตาม ประเมนิ ผล และรายงานความก้าวหนา้ ของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 1.9.2 บทบาทหนา้ ทีข่ องสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นหน่วยงานทสี่ นบั สนนุ และส่งเสรมิ ระบบการดแู ล ชว่ ยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสงั กัด รวมท้ังการประสาน ติดตาม และประเมินผลการปฏบิ ัติงาน จึงมี บทบาทหนา้ ท่ีและแนวทางการดำเนนิ งาน ดังน้ี 1) นำนโยบายดา้ นการดแู ลช่วยเหลือนักเรียนสูก่ ารปฏบิ ัติ 2) ส่งเสรมิ สนับสนุนใหส้ ถานศกึ ษา เกดิ การพัฒนาองค์ความรู้และความสามารถ ในการปฏิบตั ิด้านการดแู ลช่วยเหลือนักเรยี น 3) สนบั สนุน ชว่ ยเหลือใหส้ ถานศึกษา สามารถดำเนนิ งานการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน ได้อย่างเปน็ ระบบและมีประสิทธิภาพ 4) ประสานงานกับหนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวข้อง เพ่ือร่วมมือกันดำเนินงานดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน 5) ตดิ ตาม ประเมนิ ผล และรายงานระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน 1.9.3 บทบาทหน้าท่ขี องสถานศึกษา สถานศึกษาประกอบดว้ ยบุคคลตา่ งๆ ท่ีจะทำให้การดำเนินงานตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรยี นประสบผลสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย 1) บทบาทหนา้ ทขี่ องผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาในฐานะที่เป็นผ้นู ำสูงสุดในสถานศึกษาย่อมสามารถบรหิ าร จัดการและให้ความสำคญั ในการดำเนินงานระบบการดแู ลช่วยเหลอื นกั เรียนให้ประสบผลสำเรจ็ จึง ควรมีบทบาทหนา้ ท่แี ละแนวทางดำเนินงาน ดงั น้ี (1) บริหารจดั การใหม้ ีระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี นของสถานศึกษาให้ ชดั เจนและมปี ระสิทธิภาพ

29 (2) ประสานงานระหวา่ งสถานศึกษากบั หนว่ ยงาน และบุคคลภายนอก เชน่ ผปู้ กครอง เครือขา่ ยผปู้ กครอง องค์กรตา่ ง ๆ เช่น สาธารณสุขอำเภอโรงพยาบาล สถานีตำรวจ (3) กำกบั นเิ ทศ ตดิ ตาม ประเมนิ ผล สนับสนุนและให้ขวญั กำลังใจในการดำเนินงาน 2) บทบาทหนา้ ท่ีของครูแนะแนว หน้าทีแ่ ละความรับผดิ ชอบของครูท่ีปรึกษาไว้เป็นแนวทางในการปฏิบตั ิในด้าน ต่าง ๆ ดังน้ี ดา้ นการปกครอง 1. พบนกั เรยี นเข้าแถวทุกวัน เพื่อดูแลความเปน็ ระเบียบเรียบร้อย การเข้าแถว รอ้ งเพลงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ และอบรมหนา้ แถว ตรวจสภาพท่ัวไป 2. หาโอกาสพบนักเรียนในชั้นของตนเสมอ เพ่ือความใกล้ชดิ ประสานประโยชน์ 3. ควบคุม ดแู ล อบรมนักเรียนในชนั้ ให้ปฏิบัตติ ามระเบยี บของโรงเรยี นติดตาม แกไ้ ขข้อบกพร่อง ผดิ พลาด หรือพฤติกรรมบางอย่าง 4. ทำตวั เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรยี นด้านการแต่งกาย ประพฤตปิ ฏิบตั ทิ ่ีเหมาะสม 5. ติดตอ่ ฝ่ายปกครอง ฝา่ ยแนะแนว และผปู้ กครองอยู่เสมอ 6. รายงานผบู้ รหิ ารเม่ือมีเหตุอนั จะก่อใหเ้ กิดความเสียหาย ด้านวชิ าการ 1. จดั ทำบญั ชีรายชอื่ นกั เรยี นใหเ้ ป็นปัจจุบัน 2. จัดทำสมดุ รายงานประจำตวั นกั เรียนให้เรียบร้อยถูกตอ้ ง และแจง้ ผู้ปกครองนักเรียน ตามกำหนดเวลา โดยเน้นผลการเรียนการสอนและด้านอืน่ ๆ 3. ตดิ ตามการเรยี นการสอน ตรวจดูผลการเรยี นอย่างใกล้ชดิ 4. มีแฟ้มพิเศษประจำช้ัน เพ่ือเก็บรวบข้อมูล สถติ ิ 5. ตดิ ตามนักเรยี นท่ีขาดเรยี นอย่างใกล้ชิด และแจ้งผูป้ กครองนกั เรียนทราบ ดา้ นธุรการและบริการ 1. ใหค้ ำปรึกษาแกน่ ักเรียนในการจัดกิจกรรมของช้นั เรียน 2. ตรวจดูแลความสะอาด ความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยของห้องเรียน 3. การเปล่ียนแปลงเกย่ี วกบั ช่ือ สกลุ ทอ่ี ยูแ่ ละใหผ้ ้ปู กครองแจง้ โรงเรยี นทราบ 4. ติดตามดูแลพสั ดุ ครุภณั ฑ์ในห้องเรียน 5. ตดิ ตามดแู ลนักเรยี นด้านกิจกรรมนักเรยี น การเรยี นลกู เสอื ชมุ นุมตา่ ง ๆ โดยสง่ เสรมิ ให้นักเรยี นไดร้ ่วมกิจกรรม 6. เปน็ ตัวแทนของโรงเรยี นดา้ นงานธุรการ เชน่ เก็บเงนิ การกศุ ล ส่งจดหมายแจ้ง ขา่ วสารแก่ผู้ปกครอง

30 3) บทบาทหนา้ ท่ีของครู (1) บทบาทหน้าทข่ี องครปู ระจำชัน้ /ครทู ่ีปรกึ ษา ครูประจำชนั้ /ครูท่ีปรึกษาเปน็ ผทู้ ี่อยู่ใกลช้ ดิ กบั นักเรยี นมากท่ีสุดและเป็นบุคลากร หลกั ในการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน จงึ ควรมีบทบาทหน้าทีแ่ ละแนวทางในการดำเนินงาน - รู้จักนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล - คัดกรอง จำแนกกลุม่ นักเรียน - จดั กจิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือสง่ เสรมิ และพัฒนา - จัดกิจกรรมปอ้ งกนั แกไ้ ข และช่วยเหลอื - ส่งต่อนักเรยี น - รายงานผล (2) บทบาทหนา้ ท่ีของครูประจำวชิ า/ครูทว่ั ไป ครเู ปน็ ผู้ทีม่ ีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผเู้ รยี นใหบ้ รรลตุ ามจุดมุ่งหมายของ หลกั สูตร มหี นา้ ทีจ่ ัดกิจกรรมการเรียนรู้และการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น จึงควรมีบทบาทหน้าท่ีและแนวทาง ดำเนินงานดูแลนักเรยี นและให้คำปรึกษาเบอื้ งต้นแกน่ ักเรียน 4) บทบาทหน้าทขี่ องนักเรียน นักเรยี นเป็นบคุ คลทม่ี ีบทบาทสำคัญในระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน ทั้งเปน็ ผู้รบั การชว่ ยเหลอื และให้ความช่วยเหลือแกส่ ถานศกึ ษา เพ่ือให้การดำเนนิ งานระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นเปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมบี ทบาทหน้าท่ี และแนวทางดำเนินงานของนกั เรียน และ สนับสนนุ การดำเนนิ งานระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน 5) บทบาทหน้าท่ขี องคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานเป็นองค์คณะบุคคลท่ปี ระกอบด้วย ตัวแทนจากหลายฝ่ายทีเ่ กีย่ วข้อง ซง่ึ มสี ่วนในการพัฒนาการศกึ ษา จึงควรมีบทบาทหน้าท่แี ละแนวทาง ดำเนินงาน คอื ให้การสนับสนุนด้านการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น 6) บทบาทหน้าทขี่ องผปู้ กครองและชุมชน ผ้ปู กครอง ชุมชนเป็นบุคคลและกลุ่มบุคคลท่ีอยู่ใกล้ชิดกับนักเรยี นในพ้ืนท่ีมากที่สุด ที่จะให้การเอาใจใส่ดูแลนักเรียนได้อย่างดี ซึ่งประกอบด้วยผู้ปกครอง เครือข่ายผู้ปกครอง/ชมรม/ สมาคมผูป้ กครอง และบุคคลในชมุ ชน (1) บทบาทหน้าท่ขี องผู้ปกครอง/เครือข่ายผปู้ กครอง ผู้ปกครอง/เครือข่ายผู้ปกครองเป็นบุคคลและคณะบุคคลท่ีอยู่ใกล้ชิดกับนักเรียน จึงควรมีบทบาทหนา้ ทแ่ี ละแนวทางดำเนนิ งาน - อบรมดูแลและเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงชีวิตครอบครัว มีความรักความ ขา้ ใจและใหค้ วามอบอุ่น - สนับสนุนให้ความร่วมมือวางแผนร่วมกับสถานศึกษาในการแลกเปล่ียน ข้อมูล ที่เป็นประโยชนต์ ่อการสง่ เสริม พัฒนา ป้องกัน และแกไ้ ขปญั หานกั เรยี น - เป็นทีป่ รกึ ษาหรอื แนะแนวทางการดำเนินชีวิตทดี่ แี ก่นักเรยี น

31 (2) บทบาทหน้าทข่ี องชมุ ชน ชุมชนเป็นสังคมท่ีมีอิทธิพลต่อค่านิยม และพฤติกรรมของเด็ก บุคคลทุกคนใน ชมุ ชนลว้ นมีส่วนร่วมในการดแู ลช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนให้นกั เรียนไดพ้ ัฒนาตนเองในแนวทางท่ี เหมาะสม จึงควรมีบทบาทหน้าที่และแนวทางดำเนินงาน คือ สนับสนุนการดำเนินงานระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรยี น (3) บทบาทหน้าทขี่ องหนว่ ยงานที่เก่ยี วข้อง หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนประกอบด้วยบุคคล องค์กร ต่าง ๆ ท้ังจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มี ความสำคัญตอ่ การส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เป็นไปอยา่ งมีคุณภาพ จึง ควรมบี ทบาทหนา้ ทีแ่ ละแนวทางดำเนนิ งาน - ให้คำปรกึ ษาแนะนำเกย่ี วกับพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กวยั ตา่ ง ๆ - สอดส่องดูแลให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ทั้งด้านความปลอดภัย และการแก้ปญั หาพฤติกรรม - ร่วมมือกับสถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมนักเรียนให้ได้รับการพัฒนา ตามศกั ยภาพของแตล่ ะบคุ คล - เป็นแหล่งการเรียนรู้และฝึกงานและเพ่ิมพนู ประสบการณ์ แกน่ กั เรยี น ตามความรู้ ความสามารถ ความสนใจและความถนัด - ติดตามผล สะท้อนปัญหา และแสดงความคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์ต่อการ ดำเนินงานดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี น - ให้ความร่วมมือและแลกเปล่ียนเรียนรู้ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ ทเ่ี ป็นประโยชนแ์ ละนา่ สนใจ - ให้การสนับสนุนเครือข่ายในการพัฒนาและขยายผลการดำเนินงาน ตลอดจนการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี นอย่างต่อเนือ่ ง การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้บรรลุผลท่ีตั้งไว้ จำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้อง อาศัยการมีส่วนร่วมของทุกส่วนในสังคม และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัตงิ านให้สอดคล้องไปใน ทิศทางเดียวกันอย่างมีคุณภาพ การประสานงาน และการสร้างความร่วมมือร่วมใจในการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา สถานศึกษาควรประสานความร่วมมือท้ังจากภาครัฐและภาคเอกชน ซ่ึงมคี วามสามารถใหก้ ารสนบั สนุนและให้ความร่วมมอื ไดเ้ ปน็ อย่างดี 1.10 หลักจติ วทิ ยาท่เี กยี่ วกับการดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน ในการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรียนน้ันครูท่ีปรึกษาหรือผู้เกย่ี วข้องทุก คนควรมีความรู้เก่ียวกับจิตวิทยาทางการศึกษาและทางด้านแนะแนวในส่วนน้ีที่เก่ียวข้องพอสมควร หลักจติ วิทยาท่เี กย่ี วข้อง และนำมาใชใ้ นการดำเนนิ งานระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี น ดังน้ี 1.10.1 ทฤษฏคี วามแตกต่างระหวา่ งบคุ คล มนุ ษย์ มีความเชื่ อในเร่ืองความแตกต่ างระหว่ างบุ คคลมาตั้ งแต่ สมั ยพลาโตและ อริสโตเติล เมอื่ มีการศึกษาค้นคว้าเร่ืองราวของมนุษย์ ตามระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ก็ยง่ิ ทำให้เช่ือ วา่ มนุษย์มคี วามแตกต่างกันจรงิ ย่ิงเม่ือใชเ้ ครอ่ื งมอื ที่มมี าตรฐานในการศึกษาค้นควา้ กย็ ิง่ ทำใหม้ ีความ ม่นั ใจได้มากย่ิงข้ึน โดยพบว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สตปิ ัญญา ตลอดจนความสามารถ ความถนดั เจตคติ ค่านิยม ความตอ้ งการ ความสนใจ

32 จตพุ ร เพ็งชัย (2556 : 59-60 อา้ งถึงในวิวัฒน์ ชจู ิต, 2556 : 42) ไดส้ รปุ ว่า ปัจจยั สำคัญที่มี อทิ ธิพลทำใหบ้ คุ คลมลี ักษณะแตกต่างกัน ตามหลกั ชวี วิทยาและจิตวทิ ยา คอื พันธุกรรมและสง่ิ แวดลอ้ ม ดังนี้ 1. ด้านพันธุกรรม พันธุกรรมมนุษย์ที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน คือ ลักษณะท่ีได้รับ การถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ได้แก่ เชื้อชาติ เพศ กลุ่มเลือด ความบกพร่องบางอย่างทางร่างกาย บคุ ลกิ ภาพ สตปิ ัญญา และความสามารถทมี่ ีมาแตก่ ำเนิด โดยสรุปแต่ละอยา่ งได้ ดงั น้ี 1.1 เช้ือชาติ ผู้คนจะมีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ในด้านลักษณะของ รปู ร่าง โครงกระดูก ขนาดของร่างกาย หนา้ ตา ผิวพรรณ สีผม สีตา เปน็ ตน้ 1.2 เพศ เพศหญิงและเพศชาย จะมลี กั ษณะประจำเพศของตน ทำให้มีความแตกต่างกัน ทั้งรปู รา่ ง นสิ ยั ใจคอ ความคดิ เห็น ความสามารถในการทำงาน การควบคุมอารมณ์ และอื่น ๆ 1.3 ความบกพร่องบางอย่างทางร่างกาย ซึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากบรรพบุรษุ เชน่ ตาบอดสี โรคเบาหวาน โรคลมชกั 1.4 สติปัญญา ความสามารถในการเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ ทำให้คนเราแตกต่างกันในด้าน ความคิด ความเข้าใจ ความสามารถในการวิเคราะห์แก้ไขปญั หา และการตดั สนิ ใจ เป็นต้น 1.5 ความสามารถที่มาแต่กำเนิด เป็นความถนัดเฉพาะตัวหรือเรียกกันว่า พรสวรรคแ์ ตล่ ะคนรับการถ่ายทอดมาจากผใู้ ห้กำเนดิ 2. ด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมทำให้บุคคลแตกต่างกัน เช่น สภาวะท่ีอยู่ในครรภ์ สภาพทางภูมศิ าสตร์ สภาพภมู ิอากาศของแตล่ ะท้องถิ่น อาหารการกนิ การศกึ ษาอบรม ประสบการณแ์ ละ การเรียนรู้ของแต่ละคน การอบรมเล้ียงดูในครอบครัว ลำดับที่ในการเกิด ฐานะทางเศรษฐกิจ ระบบของสังคม และวัฒนธรรมของแตล่ ะชาติ อบุ ัติเหตุและสื่อมวลชน ดงั น้ี 2.1 สภาวะการอยู่ในครรภ์ มีผลต่อการเจริญเติบโตและบุคลิกภาพในเวลาต่อมา เช่น ถ้ามารดาดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี อารมณ์ดี เด็กจะเจรญิ เติบโตแข็งแรงดีในทางตรงข้าม หากแม่ดื่มสุรา หรือสูบบุหร่เี ด็กก็จะได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย อาหารการกิน คนท่ีรู้จักรับประทานอาหารดีมี ประโยชน์ต่อร่างกาย ตามหลักโภชนาการก็ย่อมมีร่างกายท่ีสมบูรณ์ แข็งแรง หากขาดสารอาหาร รา่ งกายก็ไมเ่ จรญิ เติบโตเท่าทีค่ วรและอ่อนแอลงด้วย 2.2 การศึกษาอบรม มีอทิ ธพิ ลทำให้คนเราแตกตา่ งกัน คนที่ได้รบั การศึกษาดีจะเป็นคนที่ มีคุณภาพ ส่วนคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาทำให้ความสามารถทางสติปัญญาไม่พัฒนาเท่าท่ีควร การอบรม เลี้ยงดู มีผลต่อการเจริญเติบโต ทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา มีผลต่อการปรับตัว ความ ประพฤติและลักษณะนิสัยลำดับที่การเกิด ทำให้คนเราแตกต่างกันได้หลายอย่าง ลูกคนกลางจะช่วย ตนเองได้ดีกว่าลูกคนแรก แต่ลูกคนแรกส่วนใหญ่จะมีความรับผิดชอบสูงในขณะท่ีลูกคนเล็กมักจะ ชว่ ยเหลอื ตนเองไมไ่ ด้ เพราะจะมีคนอนื่ คอยช่วยเหลืออย่เู สมอ เปน็ ตน้ 2.3 ระบบของสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ ประเพณีของแต่ละท้องถ่ิน ดนตรี นาฏศิลป์ประจำชาติ มารยาทในสังคม ฯลฯ มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต แนวคิด และอุดมคติทำให้ พฤติกรรมของคนแต่ละสังคมแตกต่างกัน สือ่ มวลชน สอื่ มวลชนทุกประเภทมีอิทธิพลต่อเจตคติความ ต้องการความสนใจศลี ธรรม และคา่ นยิ มของคนในสังคมนนั้ ๆ เปน็ อย่างมาก สรุปไดว้ า่ บคุ ลมคี วามแตกต่างในด้านตา่ ง ๆ คือ 1. ความแตกต่างทางด้านร่างกาย พันธุกรรมของมนุษย์เป็นตัวกำหนดร่วมกับอาหาร และส่งิ แวดล้อม เชน่ เพศ โครงสร้างของร่างกาย สว่ นสงู น้ำหนกั หนา้ ตา สีผวิ พรรณ และผม

33 2. ความแตกต่างด้านอารมณ์ การเลี้ยงดูเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้คนเราแสดงออกทาง อารมณอ์ ย่างหลากหลาย และความสามารถในการควบคมุ พฤติกรรมในขณะท่ีเกิดอารมณ์ จะเห็นไดว้ า่ วัยรุ่น มีปัญหาดา้ นอารมณม์ ากกวา่ วัยอน่ื ๆ 3. ความแตกต่างทางสงั คม คือ พ้ืนฐานการดำเนินชีวิตของครอบครัว ในการวางแผน การศกึ ษา การประกอบอาชีพ การเลือกคคู่ รอง การคมุ กำเนิด สภาพเศรษฐกจิ เปน็ ตน้ 4. ความแตกต่างทางสติปัญญา คือ ความแตกต่างของบุคคลในการเรียนรู้ คิด วิเคราะห์ ตดั สนิ ใจแก้ไขปัญหาไดช้ ้าหรือเรว็ 5. ความแตกต่างในความถนัด คือ ความชอบ เอาใจใส่ท่ีจะฝึกฝนให้ตนเอง มีความรู้ ความสามารถยง่ิ ขน้ึ 6. ความแตกต่างด้านบุคลิกภาพ คือ กริยาท่าทางในการแสดงออกต่อสาธารณชน รวมถึงการแต่งกายที่เหมาะสมตามโอกาสและสถานท่ี 1.10.2 จติ วทิ ยาวยั ร่นุ เน่ืองจากนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาเป็นเด็กที่อยู่ในวัยท่ีเรียกกันว่า “วัยรุ่น” ซึ่ง เป็นวัยทม่ี ลี ักษณะตา่ ง ๆ ท่ีน่าสนใจศึกษา เราจงึ ควรศกึ ษาเดก็ วยั นเ้ี ปน็ พิเศษ เพราะว่า 1) วัยรุ่นเป็นวัยท่ีเป็นหัวเล้ียวหัวต่อจากวัยเด็กมาสู่วัยผู้ใหญ่ เด็กวัยรุ่นจึงมี ผู้ปกครอง บิดา มารดา ยังคงให้ความเอาใจใส่ดูแลราวกับเขาเป็นเด็ก ๆ ยังไม่ปล่อยให้เขาทำอะไร อย่างอิสรเสรีและบางคร้ังเขาก็คิดว่าเป็นผู้ใหญ่มีร่างกายเติบโตเหมือนผู้ใหญ่ทุกอย่างและได้รับการ บอกเล่าให้ประพฤติตนอย่างผู้ใหญ่ ไม่สามารถจะทำให้อะไรบางอย่างท่ีเคยทำเม่ือเป็นเด็ก ฉะนั้นวัยรุ่น จึงมปี ญั หาในการปรับตวั มาก บางคนกลายเปน็ เด็กเกเร เป็นโรคจิต บางคนถงึ กบั ติดยาเสพติดก็มี 2) วัยรุ่นเป็นวัยที่เริ่มมีความรู้สึกทางเพศ เด็กวัยรุ่นต้องการความรู้ต้องการ คำแนะนำในเร่อื งการปรับตวั ทางเพศท่เี หมาะสม 3) วัยรุ่นเป็นวัยที่เด็กต้องการเตรียมตัวสำหรับอาชีพ เขาจะต้องทำการศึกษา สำรวจ ทดสอบความรู้ ความสามารถ และความสนใจของตนเองในการท่จี ะเลือกอาชพี 4) วัยรุ่นเป็นวัยท่ีมีการพัฒนาการท้ังทางร่างกายและสังคม จิตใจ และอารมณ์ท่ี เป็นลักษณะไม่เหมือนกับวัยอ่ืน ๆ จึงเป็นวัยที่ผู้ปกครองและครูจะต้องศึกษาทำความเข้าใจเพ่ือ ประโยชน์ในการช่วยแนะนำทางให้เขามีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมอันจะเป็นประโยชน์แก่ตัวของ เขาเองและสงั คมของเขาต่อไป ประยูรศรี มณสี ร (2555 : 6-8) ให้ความหมายของวยั รุ่น ไวว้ ่า เปน็ วัยที่มีการพัฒนาต่อเน่ือง ในชีวิตมนุษย์ระหว่างความเป็นเด็กกับการเป็นผู้ใหญ่ เป็นวัยที่น่าต่ืนเต้น มีพลังสูงเต็มไปด้วยความเข้มข้น เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยท่ีมีปัญหามาก เป็นวัยท่ีร่างกายมีความเจริญเติบโตเร็ว แขนขายาวเก้งก้าง ร่างกายสูงใหญ่ทงั้ ขนาด น้ำหนัก สัดส่วน และอวยั วะภายในเจรญิ เติบโตอยา่ งรวดเรว็ เช่น กระเพาะ อาหารขยายใหญ่ มหี น้าอก มสี ะโพก มีลูกกระเดือก มหี นวดเครา เป็นต้น ในด้านอารมณ์ วัยรนุ่ จะมี อารมณ์รุนแรง วู่วาม หุนหันพลันแล่นหรือที่เรียกว่า เป็นวัยพายุและความเครียด (Storm and Stress) เป็นวัยต้องการเพื่อน แต่ต้องการคบเพื่อนเพียง 1-2 คน หรือเพียงคนเดียว รักความเป็นอิสระ ต้องการ การยอมรับ และความอบอนุ่ เป็นต้น เน่ืองจากวัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นวัยแห่งการสร้างเสริม เด็กวัยนี้จะมีความร้สู ึกว่ากำลังเปลี่ยนแปลง มีความคดิ อย่างเป็นอิสระเริ่มคดิ พ่ึงพาตนเอง ช่วยเหลือตนเอง ตอ่ ต้านผู้ใหญ่ อยากทดลอง โต้เถียง ก้าวร้าว เกิดการขัดแย้งในใจเสมอ จึงตัดสินใจรวดเร็ว การท่ีร่างกาย ของเขาเจรญิ เตบิ โตอย่างรวดเรว็ น้ี ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ควรอธิบายให้เขาเข้าใจยอมรับสภาพของรา่ งกาย

34 ท่ีเจริญเติบโตรวดเร็วน้ี คาดหวัง สร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานแบบผู้ใหญ่ให้วัยรุ่นถือปฏิบัติ แต่แท้จริงแล้ว วัยรุ่นในระยะแรกจะมีร่างกายเจริญเติบโตแบบผู้ใหญ่ แต่ยังคงความเป็นเด็กอยู่ในการทำความเข้าใจเรื่อง ต่าง ๆ ยังต้องอาศัยความเห็นอกเห็นใจ กำลังใจ การช่วยเหลือ แนะนำท่ีถูกต้องจากผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก เพ่ือ ช่วยลดปัญหาท้ังทางบ้านและที่โรงเรียน ทำให้เกิดสงบสุขในสังคมมากข้ึน ในด้านการพัฒนาการทาง อารมณ์ ซ่ึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหน่ึงของวัยรุ่นจะเห็นว่าวัยรุ่นจะมีความเชื่อม่ันในตนเองสูงมาก ไม่ ยอมพึ่งพาความคดิ เห็นผใู้ ดง่าย ๆ ในเวลาเดยี วกันก็อาจเปน็ คนโอบออ้ มอารี ชอบช่วยเหลอื บางคร้งั ก็ มีความเห็นแก่ตัวแบบเด็ก ๆ ทั้งสองเพศชอบขัดแย้งละต่อต้านผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้ปกครอง และครูก็ควรท่ี ได้เข้าใจในเร่ืองเกย่ี วกับอารมณข์ องวัยรุ่นด้วย จตพุ ร เพ็งชัย (2556 : 136-142) ไดส้ รปุ ถงึ พฤตกิ รรมที่เปน็ ปัญหาของวยั รุ่นไว้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมก้าวร้าว เช่น การทะเลาะวิวาท ทุบตี ต่อย ท้าทาย ทำลายข้าวของคน อ่นื และของตนเอง พูดจาไมส่ ุภาพ อวดดี นิสัยหยาบคาย 2. พฤตกิ รรมพูดปด เด็กทมี่ ีพฤตกิ รรมเช่นนม้ี ักจะแสดงว่าตนเปน็ ผ้บู ริสุทธไ์ิ ม่รู้เรอ่ื งใน เหตุการณ์ยุ่งยากท่ีเกิดข้ึนกับการพูดปดของเขา เด็กพวกน้ีจะไม่ยอมรับผิดจนกว่าจะอับจนปัญญาที่ จะแก้ตัวต่อไป 3. พฤตกิ รรมเลินเล่อสะเพร่า เด็กพวกน้ีจะทำงานไมเ่ รียบร้อย ขาดสมาธิ ทำขา้ วของแตกหัก วางของระเกะระกะ หลงลมื บอ่ ย ๆ จนทำใหเ้ กดิ ความเสยี หาย 4. พฤตกิ รรมหนโี รงเรยี น หมายถงึ การทเ่ี ด็กไปโรงเรียนแล้วไมย่ อมเขา้ ห้องเรียน หลบไปอยตู่ ามทีต่ า่ ง ๆ ในโรงเรยี นหรอื ไม่ไปโรงเรยี น ไปอยู่ตามสถานท่ีเริงรมย์ ไปอยู่บา้ นเพอื่ นหรือ ไปจับกลมุ่ กบั เด็กอืน่ ๆ นอกโรงเรียน 5. พฤติกรรมชอบขโมย ไม่ซื่อสัตย์ เด็กพวกนี้มีนิสัยชอบหยิบฉวยของคนอื่นมาเป็น ของตนเอง ท้งั ๆ ท้ังทข่ี องขโมยบางอย่างตนก็มอี ยู่แลว้ แต่เพราะเกิดความตอ้ งการทันที จึงหยิบฉวย ของคนอื่นตามความต้องการของตน เมื่อถูกจับได้ก็จะพูดปดไม่ยอมรับ หรือบางที พบว่า มีนิสัยไม่ซ่ือสัตย์ ถา้ มกี ารสอบก็จะมีการลอกตำราเข้าไป 6. พฤติกรรมอันธพาล เช่น รุกรานคนอื่น ใช้กำลังทำร้ายคนอื่น เล่นการพนัน ใชว้ าจาหยาบคาย เปน็ พฤติกรรมทเ่ี ปน็ ภยั ตอ่ สังคมและตนเอง 7. พฤติกรรมท่ีเกิดจากปมด้อย หมายถึง มีพฤติกรรมแปลก ๆ อันเกิดจากปมด้อยของ ตนเอง เช่น ร่างกายแคระแกรน็ หรอื ใหญโ่ ตเกินเพื่อนตา่ ง ๆ 8. พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ หมายถึง พฤติกรรมของเด็กท่ีไม่สนใจเพศตรงข้าม หรือมคี วามประพฤตแิ ตง่ กายเปน็ เพศตรงขา้ ม ประยูรศรี มณีสร (2555 : 127-128) ได้สรุปปัจจัยต่าง ๆ ท่ีมีอิทธิพลในการปรับตัวทาง สังคมของวัยร่นุ ได้ ดังนี้ 1. ครอบครัว ถ้าเด็กมีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัว ถูกดูหมิ่นอยู่เสมอ เด็กจะเข้าใจว่าตนเองเปน็ บุคคลทีไ่ ม่เหมาะสม และไร้ความสามารถในหม่พู ่ีนอ้ งความสมั พันธ์ชนิดน้ีจะ ถ่ายทอดสืบเน่ืองไปสู่การเป็นสมาชิกที่ไม่ดีของกลุ่ม ด้วยพ่อแม่ท่ีเข้มงวด การคบเพ่ือนของลูก จะขัดขวางความสมั พันธก์ ับเพื่อน ๆ เช่น อนุญาตให้เพือ่ นมาสังสรรค์ทบ่ี ้านได้ หรือให้ไปรว่ มเข้าค่าย กิจกรรมตา่ ง ๆ เป็นตน้

35 2. โรงเรียน เด็กหลายคนมีความยุ่งยากใจจากโรงเรียน มีความรู้สึกไม่อบอุ่น อาย ไม่ ม่ันคง ทำให้เกิดความทุกข์ ซึ่งเป็นผลร้ายต่อบุคลิกภาพ ตรงข้ามกับเด็กที่มีความรู้สึกว่าโรงเรียนเต็ม ไปด้วยเกียรติยศและศักด์ิศรี ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ม่ันใจ อิทธิพลที่เด็กได้รับเร่ิมจากครู การ ปฏิบัติของครูต่อตัวเขาจะเป็นการกระตุ้นหรือย่ัวยุให้เกิดแรงจูงใจ กิจกรรมเสริมหลักสูตรทำให้วัยรุ่นรู้จัก ประเมนิ ตนเอง หาความสำเร็จ เกิดความภูมใิ จ ม่นั ใจและมีความสุขการสนทนากบั เพื่อนอย่างสนิทสนม จะทำ ใหว้ ัยรุ่นกระจ่างในปญั หา ชว่ ยให้เขาทราบความจริงวา่ ผู้อนื่ มองตนเองอยา่ งไร ทำให้ประเมินตนเองได้ตรง กับความเป็นจรงิ มากข้ึน 3. ฐานะทางสังคม วัยรุ่นที่ได้รับการยอมรับทางสังคม ย่อมมีความม่ันใจในตนเอง ไม่เคร่งเครียด กล้าแสดงออก มีอิสระในการคิด การทำงาน ซึ่งทำให้เขายอมรับตนเอง ตรงกันข้าม หากไม่ได้รับการยอมรับทางสังคมจะรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ชอบตนเอง มักโกรธเคือง อิจฉานำไปส่คู วามวิตก กังวล และทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะแสดงออกให้สังคมยอมรับสูง ถ้าต้องการให้วัยรุ่นได้รับทักษะต่าง ๆ ทางสังคมมปี ระสทิ ธิภาพ จะตอ้ งใหเ้ ขาได้รับโอกาสอยา่ งแท้จริงในการมีสว่ นรว่ มในการทำหนา้ ท่ีพลเมืองท่ี ดขี องสังคม ครอบครวั โอกาสทางสงั คมต่อไปนม้ี ีอทิ ธิพลตอ่ การปรับตัวของวัยรุ่น 3.1 การขาดโอกาสทางสังคม 3.2 การขาดการแนะนำจากผูใ้ หญ่ คอื ผู้ปกครอง และครู 3.3 ขาดตัวแบบที่เหมาะสม 3.4 พื้นเดิมไม่ดี เกิดจากการปรับตัวไม่ดีต้ังแต่วัยเด็ก โดยอาจเลียนแบบท่ีไม่ดี จากพอ่ แม่ ผู้ปกครอง ครูมาก่อน ประยรู ศรี มณีสร (2555 : 197) ได้เสนอแนะการแก้ไขปญั หาของวยั ร่นุ ได้ ดงั น้ี 1. อาศัยความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่ายในการแก้ปัญหา ได้แก่ พอ่ แม่ ผู้ปกครอง ครู ญาตพิ ่ีน้อง เพ่ือนฝูง จนถงึ จิตแพทย์ 2. ใชว้ ธิ กี ารและเครือ่ งมอื ต่าง ๆมาชว่ ยในการศึกษาหาข้อมูลหรอื ทีม่ ขี องปญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั วัยรนุ่ 3. การจัดกจิ กรรมต่าง ๆ ท่เี กี่ยวกบั การเรยี นการสอน เพ่ือกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจ และบรรลุผลสำเร็จ ตลอดจนการจดั กจิ กรรมเก่ยี วกับการเล่น การพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งต้องอาศัย ความร่วมมอื จากหลาย ๆ ฝา่ ย เชน่ จากโรงเรียน ทางบ้าน ชมุ ชน และสื่อมวลชน เป็นต้น สำหรบั ในด้านการจดั การเรียนการสอนนน้ั ประสาท อศิ รปรีดา (2538 : 331-334) ไดส้ รปุ แนวการสร้างเสริมแรงจูงใจในการเรียนไว้ ดงั นี้ 1. การสรา้ งเสริมความเช่ือมัน่ และการคาดหวงั เชิงบวกในการเรยี น แก่เดก็ 1.1 ให้เขาเร่ิมเรียนในส่ิงท่ีมีความยากในระดบั ท่ีเขาสามารถทำได้แลว้ ค่อย ๆ เลื่อน ข้ึนไปเรียนในส่ิงทมี่ คี วามยากมากขึ้น 1.2 กำหนดจุดมุ่งหมายของบทเรียนให้ชัดเจน และแน่ใจว่าสามารถสอนเด็ก ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจดุ ม่งุ หมายน้นั ได้ 1.3 เนน้ การเปรยี บเทยี บกับตวั เอง มากกว่าเปรียบเทยี บกับผู้อน่ื 1.4 สอื่ ใหเ้ ดก็ ได้รบั ทราบว่า ความสามารถในการเรียนเปน็ สงิ่ ที่สามารถพัฒนาและ ปรับปรุงใหด้ ีขึ้นได้

36 1.5 เสนอแม่แบบ (Model) หรอื แบบฉบบั ทด่ี ีแกเ่ ดก็ 2. การให้เด็กเหน็ คุณค่าในสง่ิ ทีเ่ รยี น 2.1 ครูควรเตรยี มกจิ กรรมการสอนท่ีสอดคลอ้ งกับความสนใจของเด็ก 2.2 การกระตนุ้ ความอยากรู้อยากเห็น 2.3 การทำบทเรยี นใหส้ นกุ 2.4 การสอนเนอื้ หาทแี่ ปลกใหม่ และใชว้ ธิ ีการท่ีหลากหลาย 2.5 เน้นใหเ้ หน็ ว่าเนอื้ หาทีเ่ รียนในปจั จุบนั สามารถนำไปใช้ ในชีวติ จรงิ ได้อย่างไร 2.6 การให้รางวลั 3. การชว่ ยให้เด็กเกดิ ความมุ่งมัน่ และใส่ใจสิง่ ที่เรียน 3.1 เปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ไดต้ อบสนองให้มาก 3.2 เปิดโอกาสใหเ้ ดก็ ทำจนเสรจ็ 3.3 หลีกเล่ียงการให้ความสำคญั ของคะแนน และไมเ่ น้นการแขง่ ขนั 3.4 ใหเ้ วลาในการทำงานมากขึ้นในงานที่ยาก ๆ ไม่ควรลดความยากของงานลง 3.5 เสนอแม่แบบ (Model) ทีด่ ใี ห้แกเ่ ดก็ 3.6 สอนกลเม็ดในการเรยี นใหแ้ กเ่ ด็ก สรปุ ไดว้ ่า ระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น เป็นระบบที่จัดข้ึน เพื่อการการพัฒนานักเรยี นให้ นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวังไว้ โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษาน้ัน นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริมสนบั สนุนนกั เรยี นแล้วการป้องกันและการช่วยเหลือแก้ปัญหา ต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อผู้คนในเชิงบวกแล้วในเชิงลบก็มีปรากฏเช่นกัน เป็นต้นว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ปัญหาครอบครัว ซึ่งก่อให้เกิด ความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด มีการปรับตัวท่ีไม่เหมาะสมหรืออื่น ๆ ท่ีเป็นผลเสียต่อ สุขภาพจิตและสุขภาพกายของทุกคนท่ีเกี่ยวข้อง ดังนั้น ภาพความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนา นักเรียนให้เป็นไปตามท่ีมุ่งหวัง โดยการดำเนินงานด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากครูทุกคนโดยต้องมีกระบวนการทำงานท่ีเป็นระบบ มีหลักฐานการปฏิบัติงานที่มี เทคนิควิธกี ารหรือการใช้เคร่ืองมือต่าง ๆ ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มเสี่ยง ทีต่ ้องใช้ความร่วมมือจากทกุ ฝ่ายท้ังทางตรงและทางอ้อม ไมว่ ่าจะเป็นครู นกั เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสงั คม อันจะสร้างสังคมที่ดี น่าอยู่ปลูกฝังเยาวชนของชาตใิ ห้เปน็ คนดีของสงั คมทีย่ ่งั ยนื 2. การวิจัยเชิงปฏิบตั กิ าร 2.1 ความหมายของการวจิ ัยเชิงปฏบิ ัติการ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ คืออะไร มีวิธีการดำเนินการอย่างไร เป็นท่ีน่าสนใจท่ีจะทำความรู้จัก และความเข้าใจและนำวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ในการจัดการศึกษาอย่างไร ความหมายของ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ รากฐานการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาจากแนวคิดของ เคร็ทเลวิน (Lewin : 1946 อ้างถึงใน ฐิตินันท์ สารเนตร, 2550 : 12) ได้ศึกษาปัญหาของชนกลุ่มน้อยในสหรัฐอเมริกา ระยะเพิ่งยุติ สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้กระบวนการศึกษาในลกั ษณะกลุ่มร่วมกันทำงานและตัดสินใจอย่างมีพันธะต่อ กัน เพื่อมุ่งมั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น (a group activities, group decision and

37 commitment to improvement) และใช้การปฏิบัติการ 3 ขั้นตอน คือ การวางแผน การ ปฏบิ ัติการ และการสะท้อนผลการปฏบิ ัติ เคมมิสและแม็กแท็กการ์ด(Kemmis and McTaggart, 1988:15) ได้กล่าวถึง กระบวนการวจิ ยั เชงิ ปฏิบัติการว่าประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ข้นั วางแผน ขั้นปฏบิ ัติการ ข้ันสังเกตการณ์และขั้นสะท้อนการปฏบิ ัติ มรี ายละเอียดดงั นี้ ข้นั ท่ี 1 ขัน้ วางแผน (Planning) เร่ิมต้น ด้วยการสำรวจปัญหาท่ีสำคัญระหว่างครูและนักเรียน ผู้ปกครองและ/หรือผู้บริหาร เพื่อให้ได้ปัญหา ท่ีสำคัญ ตลอดจนการแยกแยะรายละเอียดของปัญหานั้น เกี่ยวกับลักษณะของปัญหา เป็นปัญหา เก่ียวกับใคร มแี นวทางแก้ปัญหาอย่างไร เชน่ ครูต้องเปลี่ยนวธิ ีสอน นักเรยี นตอ้ งทำงานเป็นกลุ่มเป็น ต้น ในข้ันตอนการวางแผนจะมีการปรึกษาร่วมกันระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ สภาพปัญหาในชั้นเรียนอย่างครอบคลุมทุกแง่ทุกมุม ขั้นท่ี 2 ขั้นปฏิบัติการ (Action) หลังจากท่ี ร่วมกันวางแผนเสร็จส้ินถึงขั้นลงมือปฏิบัติตามแผนการดำเนินงาน โดยใช้การวิเคราะห์ปัญหา อปุ สรรคท่เี กิดขึน้ ร่วมกนั ของทมี งานเพื่อทำการแก้ไข ปรับปรุง ฉะนัน้ แผนที่กำหนดควรมีการยืดหยุ่น ปรับแก้ได้โดยผู้วิจัยต้องใช้วิจารณญาณ และการตัดสินใจที่เหมาะสม และมุ่งปฏิบัติเพ่ือให้เกิดการ เปล่ียนแปลงตามข้ันตอนท่ีกำหนดไว้ ขั้นท่ี 3 ขั้นสังเกตการณ์(Observation) เป็นการสังเกตการ เปลีย่ นแปลงท่ีเกิดขึน้ ขณะท่ีดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอนที่วางไว้โดยการจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทัง้ หมดท่ีคาดหวังและไมค่ าดหวงั โดยสังเกตกระบวนการปฏิบัติ(The Action Process) และผลของ การปฏิบัติ (The Effects of Action) ขั้นท่ี 4 ขั้นการสะท้อนการปฏิบัติ(Reflect) เป็นข้ันสุดท้าย ของวงจรการทำวจิ ัยเชิงปฏิบัติการ คือการประเมนิ ผลหรือตรวจสอบการปฏิบตั ิงาน หรือสงิ่ ทเ่ี ป็นข้อ ปฏิบัติของข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการ ผู้ร่วมวิจัยกับผู้เก่ียวข้องควรนำข้อมูลที่ได้ รวบรวมไว้จากเครื่องมือต่าง ๆมาตรวจสอบปัญหาที่เกิดข้ึนในแง่มุมต่าง ๆที่สัมพันธ์กับสภาพสังคม หรือส่ิงแวดล้อมโดยผ่านการอภิปรายปัญหา การประเมินโดยกลุ่มทำให้ได้แนวทางในการพัฒนา ขั้นตอนของการดำเนินกิจกรรมและเป็นข้อมูลพ้ืนฐานนำไปสู่การปรับปรุง และการวางแผนปฏิบัติ ต่อไป สุภาเพ็ญ จริยะเศรษฐ์ (2542 : 13) กล่าวถึง การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ว่า เป็นการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาหรือปรับปรุงงานที่ดำเนินการอยู่ใน หรือพัฒนาทักษะใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ ท่ีนำมาใช้แก้ปัญหาการปฏิบัติงาน ที่เป็นอยู่ในขณะน้ัน แตกต่างจากการวิจัยประยุกต์ ทั่วไปที่ว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการจะศึกษาเฉพาะหน่วยงาน ผลการวิจัยไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่ม อนื่ หรือประชากรอื่น เช่น การวิจัยเชิงปฏิบตั ิการเพอ่ื แก้ปัญหาในชน้ั เรียน เกษม สาหร่ายทิพย์ (2543 : 33) กล่าวถงึ การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการ เป็นการวิจัยเชงิ ประยกุ ต์ ท่ีมุ่งหาความรู้ ความจริงเพ่ือนำไปใช้ประโยชน์ หรือประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ใน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงโดยเฉพาะ ความรู้ความจริงท่ีได้จากการวิจัย ไม่สามารถนำไปใช้ อา้ งองิ ให้กวา้ งขวางขนึ้ ได้ สุวิมล ว่องวาณิช (2544 : 11) ได้สรุปความหมายของการวิจัยปฏิบัติการในช้ันเรียนว่า เป็นการวิจัยท่ีทำโดยครูผู้สอนในห้องเรียน เพ่ือแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนในห้องเรียน และนำผลมาใช้ใน การปรบั ปรงุ การเรียนการสอน เพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุดกบั ผเู้ รียน เป็นการวจิ ัยทต่ี ้องทำอยา่ งรวดเรว็ นำ ผลไปใช้ทันทีและสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของตนเองให้ท้งั ตนเอง และกลุ่มผู้ร่วมงานใน โรงเรยี นไดม้ ีโอกาสอภปิ ราย และเปล่ยี นความคิดเห็นในแนวทางที่ไดป้ ฏบิ ตั ิ และผลท่ีเกดิ ขนึ้ เพ่ือพัฒนา การเรียนการสอนต่อไป

38 ประวิต เอราวรรณ์ (2545 : 1-18) กล่าวว่า การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าร่วมกันอย่างเป็นระบบของกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน เพื่อทำความเข้าใจต่อ ปัญหาหรือข้อสงสัยที่กำลังเผชิญอยู่และให้ได้แนวทางการปฏิบัติหรือวิธีการแก้ไขปรับปรุง ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน ซ่ึงถ้าเป็นในโรงเรียน ก็คือ การวิจัยที่เกิดข้ึนในโรงเรยี นและช้ัน เรียน โดยที่ครูพยายามปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตน จากการส่องสะท้อนตนเอง การหา ข้อสรุปเพื่อแก้ปัญหาท่ีกำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งการใช้ความเข้าใจในมโนทัศน์ของตนเองมากกว่าของ ผเู้ ชีย่ วชาญ บุบผา อนันต์สุชาตกิ ลุ (2549 : 7) ได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาโดยใชก้ ารวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ าร การวิจัยเชิงปฏิบัติการได้ออกแบบวิธีการวิจัยให้มีการปฏิบัติการแก้ปัญหาผนวกเข้าไปด้วย ทำให้มี ศักยภาพในการพฒั นาอันเปน็ ลักษณะเฉพาะท่ีแตกต่างจากวธิ วี ิจยั แบบอ่นื ๆ สรุปได้ว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นรูปแบบของการวิจัยท่ีประชาชนซ่ึงเคยเป็นประชากร ของการวิจัย กลบั บทบาทมาเปน็ ผู้ร่วมในการทำวิจยั โดยเข้ามามีบทบาทมีส่วนรว่ มตลอดกระบวนการวิจยั 2.2 จดุ มงุ่ หมายของการวิจยั เชงิ ปฏิบัตกิ าร จดุ มงุ่ หมายสำคัญของการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ คอื มีความมุง่ หมายที่จะปรับปรุงประสทิ ธิภาพ ของการปฏิบัติงานประจำให้ดีขึ้น โดยการนำงานที่ปฏิบัติอยู่มาวิเคราะห์หาสาเหตุสำคัญของปัญหา อันเป็นเหตุให้การปฏิบัติงานน้ันไม่ประสบผลสำเร็จเท่าท่ีควร จากนั้นจะใช้แนวคิดทฤษฎีและประสบการณ์ การปฏิบัติงานที่ผ่านมา ค้นหาข้อมูลและวิธีการท่ีคาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ แล้วนำวิธีการ ดังกล่าว ไปทดลองใช้กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ัน ๆ เช่น ทดลองใช้กับครูผู้ร่วมสอน เมื่อต้องการมี ความร่วมมือในการทำงานมากข้ึน การวิจัยเชิงปฏิบัติการไม่จำเป็นต้องมีกลุ่มตัวอย่าง เพราะหน่วยงาน หรือห้องเรยี นซง่ึ มขี นาดตัวอย่างไม่ใหญ่นัก และที่สำคญั การวิจัยประเภทนี้ไมต่ ้องการผลท่ีได้ไปอ้างอิงถึง คนอ่ืน ๆ ด้วย เน่ืองจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ตัวแปร หรือบริบทไม่ เหมือนกนั ประวติ เอราวรรณ์ (2545 : 5-6) ไดก้ ลา่ วว่าการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการ เปน็ การเปิดโอกาส ให้ผูป้ ฏบิ ตั งิ านและผู้เก่ียวข้องได้ใชค้ วามสามารถ หรือควบคุมสภาพการณท์ เี่ ปน็ อยู่ดว้ ยตัวเอง มโน ทศั นพ์ นื้ ฐานทีส่ ำคญั ของการวิจยั เชิงปฏบิ ัติการสรุปได้ 7 ประการ คือ 1. การวิจัยปฏิบัติการเป็นการเชื่อโยง 2 เรื่องเข้าด้วยกัน คือ แนวคิด (Ideal) ซ่ึงเป็น ทฤษฎี (Theory) ด้านตา่ ง ๆ อยู่บนหอคอยงาช้าง (Ivory Tower) ไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Practical) ซ่งึ อยลู่ า่ ง ๆ ระดับรากหญา้ (Grass Root) 2. ผู้ปฏิบัติงาน คือ นกั วจิ ัย (Practitioners as a Researcher) ซงึ่ อยู่ในองคก์ รหรอื ชมุ ชน ที่กำลังเผชญิ สภาพการณก์ ารปฏบิ ัติงานท่เี ป็นปัญหาหรอื ข้อสงสยั ท่คี ลุมเครอื ไม่กระจ่าง 3. เปา้ หมาย คือ 3.1 เพือ่ แก้ปัญหา (To solve problem) และ 3.2 เพอื่ ปรับปรงุ การปฏบิ ตั ิงานแบบมืออาชีพ (To Improve professional practice) 4. หัวใจสำคัญที่แฝงอยู่ในกระบวนการ (Process) ของการวิจัยปฏิบตั ิการ คือ การมีส่วนร่วม (Participation) แ ล ะ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ กั น (Collaboration) เพ่ื อ น ำ ไป สู่ ค ว าม เก่ี ย ว พั น กั น (Involvement) ของผ้เู ก่ียวข้อง (Participants) ในองค์กรหรือชุมชนทีด่ ำเนินการวิจยั

39 5. การมสี ว่ นรว่ ม (Participation) ในการวจิ ยั ปฏบิ ัติการ คือการรว่ มกนั ตระหนักในปัญหา (Awareness) วางแผน (Plan) ตดั สนิ ใจ (Decision Making) ลงมือปฏิบตั ิ (Practice) ส่องสะท้อนตวั เอง (Reflection) และรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) 6. เป็นกระบวนการศึกษาค้นคว้าแบบวิวัฒน์ (Evolving) คอ่ ย ๆ พฒั นาขน้ึ เป็น ลำดบั จากจุดเลก็ ๆ (Small Scale) ของคนกลุ่มหนง่ึ ในประเด็นปัญหาที่ไม่ใหญโ่ ตซับซ้อนเกินไป 7. จุดเดน่ ข้อหน่ึงของการวิจัยปฏบิ ตั ิการ คือ ผ้ปู ฏิบตั ิงานในฐานะนกั วจิ ยั เมื่อไดท้ ำวจิ ัย แล้ว ผลวิจัยจะตอบสนองความต้องการของตนเองทำใหอ้ ยากศึกษาค้นคว้าและปรบั ปรุงพฒั นางาน ต่อไป (Self – Reflective inquiry) อรัญญา สุธาสิโนบล (2544 : 67-68) กล่าวว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีลักษณะที่สำคัญ หลายประการ ดงั น้ี 1. เริม่ ต้นจากความตอ้ งการปรบั ปรงุ งานให้ดีขึน้ โดยค้นพบปญั หาทเ่ี กดิ ข้ึนจากการ ปฏิบตั งิ านของผปู้ ฏิบตั เิ อง 2. มงุ่ แก้ไขปัญหาเฉาะจุด เฉพาะเรอ่ื ง 3. เปน็ การวิจยั เชิงพัฒนา เพอ่ื ปรบั ปรงุ ผลการปฏบิ ัตงิ าน 4. เป็นการวจิ ัยเพ่อื ประเมนิ ตนเองของผปู้ ฏิบัตงิ านอยา่ งต่อเนื่อง 5. เป็นการวิจัยซ่ึงผปู้ ฏบิ ตั เิ ป็นผูท้ ปี่ ระสบปัญหาเองยอ่ มจะดำเนนิ การปัญหาท่มี ากย่งิ ขึ้น 6. เป็นการวจิ ัยเพ่ือวเิ คราะห์งานวางแผนเพ่ือปรับปรุงงานนัน้ ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากยงิ่ ขนึ้ 7. เก่ียวข้องนวตั กรรม การเปลยี่ นแปลง และวิธี 8. เป็นการวิจัยท่ีมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ เพื่อให้ทราบ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนระหวา่ งการปฏบิ ัติงาน อนั จะนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานในระยะต่อไป 9. เป็นการวิจยั ท่ีดำเนินการภายใต้สง่ิ แวดล้อมทางสังคมทีป่ กติ 10. มีการบันทกึ ข้อมูลที่ได้จากการวจิ ัยเป็นระยะอย่างตอ่ เนื่อง 11. เครอื่ งท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู จะต้องเหมาะสม สอดคล้องกบั เร่อื งท่ีทำ 12. เป็นการวิจัยทไี่ ม่ยึดแบบแผน เน่อื งเปน็ การวิจัยท่ีมงุ่ แก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เฉพาะเรือ่ งทจี่ ะแกไ้ ขเท่าน้นั 13. การดำเนินการวจิ ยั มีการทดสอบสมมตุ ิฐาน โดยการปฏบิ ตั จิ ริง 14. การประเมินผลการวิจยั มุ่งพิจารณาของเขตวิธีการแกป้ ัญหา หรือกระบวนการวิจัย และนำผลการวิจัยมาใชป้ รับปรุงงานไดเ้ ฉพาะเรอ่ื ง 2.3 กระบวนการดำเนินการวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั ิการ เน่ืองจาก การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีข้อตกลงเบือ้ งตน้ (Basic assumption) ว่าเป็นการใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สืบค้นปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ซ่ึงเก่ียวข้องกับผลการปฏิบัติงานใน โรงเรียน ดังน้ันจะต้องมีการจัดกระบวนการสืบค้นหาความรู้ เทคนิค อย่างมีเหตุผล การวิจัยจึงเน้น กระบวนการคิด วางแผนลำดับขั้นตอนของการเรียนรู้ท่ีได้จากการคิดและการปฏิบัติจริง ซ่ึงเป็นลักษณะของ การใช้ลำดับขั้นตอนของจิตวิทยาการเรียนรู้ มากกว่าการใช้ลำดับความคิดเชิงจิตวิทยา ซึ่งบอกความเป็น เหตุ เป็นผลต่อกัน กระบวนการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ มีขน้ั ตอนท่สี ำคญั ในการดำเนินการต่างกนั อรัญญา สุธาสิโนบล (2544 : 68) กล่าวถึงกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการว่า เป็นการ วิจยั ทม่ี ลี ักษณะเป็นวงจร จะประกอบดว้ ย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขน้ั วางแผน หมายถงึ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา และวางแผนแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กดิ ขนึ้

40 2. ข้ันปฏิบัติ หมายถึง การประเมินผลการกระทำ หรือการปฏิบัติโดยใช้วิธีการและ เทคนคิ ต่าง ๆ ทเี่ หมาะสม 3. ขั้นประเมินผล หมายถึง การประเมินผลการกระทำหรือการปฏิบัติโดยใช้วิธีการ และเทคนคิ ต่าง ๆ ทเี่ หมาะสม 4. ขนั้ สะท้อนผลย้อนกลับ หมายถึง การสะทอ้ นถงึ ผลการประเมนิ กระบวนการ สวุ ิมล วอ่ งวาณิช (2547 : 13) กล่าวถึง ข้ันตอนของการวจิ ัยปฏิบตั ิการซ่ึงมีกระบวนการ ดำเนินงานในลักษณะของการหมุนรอบตัวเป็นข้ันแบบเกลียวสว่าน ซ่ึงประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และสะท้อนผล (Reflect) อย่างรอบคอบเป็นระบบ นำไปสู่ การปรับปรงุ แก้ไขปฏิบตั งิ านต่อไป วงจรการวจิ ัยปฏบิ ตั ิการน้เี รยี กย่อ ๆ วา่ วงจร PAOR ฐติ นิ นั ท์ สารเนตร (2550 : 15) ไดล้ ำดบั ข้ันตอนไว้ ดังนี้ 1. การจำแนกหรือพจิ ารณาปัญหาท่ปี ระสงคจ์ ะปรกึ ษา ผู้วจิ ยั และกล่มุ ที่ทำการวจิ ัย จะต้องศึกษารายละเอยี ดปญั หาที่จะศกึ ษาอยา่ งชัดแจง้ ปญั หาท่เี กดิ ข้ึนในหอ้ งเรียน ซ่ึงจะทำการวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารจะต้องมีทฤษฎรี องรับในเรื่องท่ีเก่ยี วข้องกับปัญหานัน้ การวเิ คราะหส์ ภาพปัญหา (The mastic concern) ควรพิจารณาให้ครบ 4 องคป์ ระกอบตอ่ ไปน้ี คือ ปญั หาท่เี กยี่ วกบั ครู นกั เรียน เนอื้ หาวิชา และสภาพแวดล้อม 2. เลอื กปญั หาสำคญั ท่ีเปน็ สาระควรแก้ การศกึ ษาวิจัยเลือกโดยอาศยั ทฤษฎีมาร่วม พิจารณาลกั ษณะของปญั หา แลว้ สรา้ งสมมุติฐาน (Hypothesis) ของการวจิ ัยในรปู แบบของข้อความ ตอ้ งการทจี่ ะประเมินท่แี สดงความสมั พันธข์ องปัญหากับหลกั การ หรือกับทฤษฎีพน้ื ฐานที่เก่ยี วขอ้ ง กบั ปัญหานน้ั 3. เลือกเคร่ืองมือดำเนินการวิจัยท่ีจะช่วยให้ได้คำตอบของปัญหาตามสมมุติฐานท่ีต้ังไว้ เคร่ืองมือที่จะใช้มี 2 ลักษณะ คือ เครื่องมือท่ีใช้ในการทดลองปฏิบัติหรือฝึกหัดตามวิธีการ เช่น อุปกรณ์ การเรียนการสอน แบบฝึกหัด เป็นต้น และเคร่ืองมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลท่ีได้จากการปฏิบัติ เช่น แบบทดสอบ แบบสงั เกตพฤติกรรม เปน็ ตน้ 4. บันทึกเหตกุ ารณ์อย่างละเอียด ในแต่ละขั้นตอนของการวิจัย ทั้งส่วนท่ีเป็นความก้าวหน้า และส่วนที่เป็นอุปสรรคตามวงจรของการปฏิบัติการ คือ ขั้นตอนในการวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะทอ้ นผลการปฏิบตั ิ การเก็บสะสมข้อบันทึกไวเ้ พอื่ ใช้ในการปรับปรุงวงจรปฏิบัตติ ่อไปและ เป็นการรวบรวมขอ้ มูล วิเคราะห์หาคำตอบของสมมุตฐิ าน 5. วเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธด์ ้านตา่ ง ๆ ของขอ้ มลู ท่ีรวบรวมไว้ สว่ นใหญจ่ ะเกยี่ วขอ้ ง กบั ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การตรวจสอบรายละเอียดของข้อมลู เพื่อให้แนใ่ จความถูกต้อง แสดง รายละเอียด อธบิ ายสถานการณ์ จดั หมวดหม่แู ละแยกประเภทของกลุม่ ขอ้ มูลตามหวั ข้อทเี่ หมาะสม เปรียบเทยี บข้อแตกต่างและคล้ายคลงึ ของข้อมูลแต่ละประเภท โดยวเิ คราะห์อย่างลึกซ้ึงกับกลุ่มผ้วู ิจัย 6. ตรวจสอบข้อมูลท่ีกลุ่มผู้วิจัยได้พิจารณาไว้แล้วอีกครั้งหนึ่ง เพ่ือสรุปหาคำตอบที่ เป็นสาเหตุ ผล วิธีแก้ปัญหานั้นตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และจะก่อประโยชน์สูงสุดโดยสรุป ประมวลเป็นหลักการ (Proposition) หรือ (Theory) ทั้งนี้ต้องอาศัยหลักตรรกวิทยาโดยวิธีอุปนัย (Inductive) และความรเู้ ชงิ ทฤษฎขี องผูว้ ิจยั จรูญ มะณี (2552 : 67-68) ได้กล่าวในเชิงการพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติงานในโรงเรียน มวี ิธกี ารดำเนนิ การตามวงจรของการวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ าร มี 4 ขั้นตอน คอื

41 1. ขั้นวางแผน (Plan) เริ่มตน้ ด้วยการกำหนดปัญหาร่วมกันระหว่างครูภายในโรงเรียน เพ่ือให้ได้ปัญหาที่สำคัญท่ีต้องการแก้ไขตลอดจนการแยกแยะรายละเอียดของปัญหา และนำปัญหาน้ัน มากำหนดแนวทางในการแก้ไขวา่ จะต้องแก้ไขอะไร อยา่ งไร ต้องปฏบิ ัติอยา่ งไร 2. ขั้นปฏิบัติการ (Action) เป็นข้ันนำแนวคิดที่กำหนดเป็นกิจกรรมในขั้นตอนการวางแผน มาดำเนินการ โดยการวิเคราะห์วิจารณ์ปัญหาและอุปสรรคท่ีเกิดข้ึน เพื่อทำการปรับปรุง แก้ไขและ การกำหนดแผนควรจะมกี ารยดื หยุ่นปรบั ได้ 3. ข้ันสังเกตการณ์ (Observe) เป็นข้นั ตรวจสอบการเปลีย่ นแปลงท่เี กิดขึ้นด้วยความรอบคอบ ซึง่ อาจเปน็ ส่งิ ทเี่ กิดขึ้น ท้ังท่ีคาดหวงั และไม่คาดหวงั โดยอาศัยเครอื่ งมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเข้าชว่ ย 4. ข้ันสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflect) เป็นขั้นสุดท้ายของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นการประเมนิ การทำงาน ตรวจสอบกระบวนการในการแก้ไขปญั หา หรอื ส่งิ ทีเ่ ป็นข้อจำกดั สรุปว่า การทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีความสำคัญอยู่ท่ีลักษณะปัญหาที่จะทำการวิจัย การใช้วิธีการที่เหมาะสม ทักษะของครูในการนำกระบวนการไปใช้เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา กิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมใดที่ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา โดยคิดค้นวิธีการลงมือปฏิบัติ แกป้ ัญหานน้ั สามารถแก้ปัญหาได้อย่างสมบรู ณห์ รือแก้ไขได้ในระดับหน่ึง ครไู ด้ความรูใ้ หม่นับว่าเป็น การวิจัยปฏิบัติการ วิจัยรายบุคคล หรือรายกรณี การทำวิจัยแก้ปัญหาผู้เรียน การวิจัยพัฒนาการสอน พฒั นาสือ่ การเรยี นการสอน 3. การประชุมเชิงปฏิบัตกิ าร (Workshop) การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ทางการศึกษา ถือเป็นการประชุมกลุ่มบุคลากรใน โรงเรียน เพ่ือทำงานร่วมกันในปัญหาต่าง ๆ โดยใช้การอภิปรายกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลได้ ทำงานตามปัญหาของตนเอง โดยการช่วยเหลือของท่ีปรึกษา การประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถจัดให้ เหมาะสมกับสภาพการณ์และปัญหาตามความต้องการของครูและคำนึงถึงความต้องการของครูเป็น สำคัญ สุภารัตน์ บำรุงสวัสดิ์, 2551 : 34) ให้ความหมาย การประชุมเชิ งปฏิบัติการ (Workshop) หมายถึง กล่มุ คนจำนวน 12 คน หรือมากกวา่ นัน้ มีความสนใจ หรอื มปี ัญหาร่วมกนั มาพบปะ กันเพ่ือใช้เวลาในการปรับปรุงความสามารถ ความเข้าใจ และความชำนาญของแต่ละคน โดยการศึกษา วิจัยแลกเปล่ียนความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากผู้เช่ียวชาญ มีผู้ให้ความมายความสำคัญและแนวคิด ของการประชมุ เชิงปฏบิ ัติการ ดังนี้ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ (2544 : 657-658) กล่าวไว้ว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เป็นวิธีการฝึกอบรมท่ีเร่ิมมีผู้นิยมใช้มากขึ้น โดยผู้เข้าประชุมมาปฏิบัติการซ่ึงตามปกติจะมี ประมาณ 10-25 คน มีความสนใจหรือมีปัญหาในการปฏิบัติงานทค่ี ล้ายคลึงกันมาร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ หาทางแก้ไขปัญหาหรือร่วมกันทดลองหาวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้และทักษะในการ ทำงาน โดยดำเนินการจะต้องจัดเตรียมโครงการ วิทยากร ข้อมูล รวมทั้งสถานที่ วัสดุท่ีจำเป็น และสิ่ง อำนวยความสะดวกตา่ ง ๆ ไวใ้ ห้พร้อม และผู้เข้าประชุมปฏิบัติการทุนคนต้องมีส่วนร่วมอยา่ งแท้จรงิ สมคิด บางโม (2546 : 92) กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เป็นการ ฝกึ อบรมท่ีให้ผู้รับการฝึกอบรมได้ปฏิบัติจริง โดยทั่วไปจะมีการบรรยายให้ความร้พู ้ืนฐานก่อนแล้ว จึงให้ลงมือ ปฏิบัติ อาจเป็นการฝึกการใช้เคร่ืองมือใหม่ ๆ ประชุมเพื่อช่วยกันสร้างคู่มอื หรือประชุมเพ่ือสร้างอุปกรณ์ ตา่ ง ๆ เปน็ ตน้ การปฏิบัตินยิ มใหร้ ว่ มกันเปน็ กลุ่มยอ่ ย ๆ มากกว่าปฏบิ ตั ิเป็นกลุ่มใหญ่ หรือรายบุคคล

42 สมเกียรติ เกิดปรางค์ และนุตประวีณ์ เลิศกาญจนวัติ (2545 : 27) กล่าวว่า การ ประชุมเชิงปฏิบัติการ เป็นการประชุมที่ประกอบด้วยจำนวนสมาชิกขนาดกลาง และมีความยืดหยุ่น อาจ แบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 1-5 กลุ่ม ซ่ึงจำนวนกลุ่มข้ึนอยู่กับเนื้อเร่ืองความพร้อม และจำนวน ของวิทยากร การประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การบรรยายทางทฤษฎี และการนำทฤษฎีมา ทดลองปฏิบัติ ตลอดจนแก้ไขปรับปรุง เพื่อหาข้อสรุปและนำความรทู้ ่ีได้รับจากภาคทฤษฎีและจาก การทดลองปฏบิ ัตไิ ปใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ สุภารตั น์ บำรุงสวสั ดิ์ (2551 : 34) ได้กลา่ วถงึ วัตถุประสงคข์ องการประชมุ เชิงปฏิบตั กิ าร ดังนี้ 1. เพื่อทำความเข้าใจปญั หา 2. เพอื่ สำรวจปญั หา 3. เพอ่ื พยายามหาขอ้ แกไ้ ขปญั หา 4. เพอ่ื ศกึ ษาปญั หาด้วยการสอบถาม 5. เพ่ือพจิ ารณาด้วยการสอบถาม 6. เพอื่ สง่ เสริมความรว่ มมอื ระหว่างบุคคล 7. เพ่อื สง่ เสริมการศกึ ษา รวมถึงการแก้ปญั หาและค้นคิดวิธีการต่าง ๆ สรุปว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นเทคนิคการฝึกอบรมที่นิยมใช้กันมากในสถาบันการศึกษา เน่ืองจากการประชุมเชงิ ปฏิบัติการเน้นทั้งทางด้านวิชาการ ทฤษฎี และด้านการปฏิบตั ิ วัตถุประสงค์ ในการประชุมเพ่ือฝึกปฏิบัติให้ผู้รับการอบรมเกิดทักษะกำหนดแนวทางในการปฏิบัติงาน แก้ไขปัญหา ขอ้ ขัดขอ้ งในการปฏบิ ัติงาน และรว่ มกำหนดแนวทางในการปรับปรุง และพัฒนางานให้บรรลุเปา้ หมาย ทีต่ ้งั ไว้ 4. การสมั ภาษณ์ การสัมภาษณ์ ผู้ศึกษาได้ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์มาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเก็บ รวบรวมขอ้ มูล 4.1 ความหมายและประโยชนข์ องการสมั ภาษณ์ การสัมภาษณ์ท่ีดีควรดำเนินไปเหมือนเป็นการสนทนาท่ัว ๆ ไป ต่างกันแต่ว่าเป็นการสนทนาท่ีมี จุดหมายปลายทางชัดเจน การถามและการตอบดำเนินไปในท่วงทำนอง และบรรยากาศของการ “คุย กนั ” ของคนสองคนท่ีมีความสนใจรว่ มกัน ได้มนี ักการศึกษาหลายท่านได้กลา่ วถึง การสัมภาษณไ์ วด้ ังนี้ Kvale (1996) ได้ให้ความหมายของ การสัมภาษณ์ คือ การเข้าใจความหมายของสิ่งที่ สัมภาษณ์บอกว่า การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพพยายามที่จะครอบคลุมทั้งข้อเท็จจริงและความหมาย ระดับถึงแม้วา่ มนั จะมักจะยากมากที่จะสัมภาษณเ์ ก่ียวกบั ความหมายระดับ McNamara (1999) ได้กล่าวไว้ว่า การสัมภาษณ์มีประโยชน์อย่างย่ิง สำหรับการรับเร่ืองราว เบ้ืองหลังท่ีประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม ผู้สัมภาษณ์สามารถติดตามในเชิงลึกข้อมูลรอบท่ีหัวข้อ การสัมภาษณ์ อาจจะเป็นประโยชน์ในการติดตามผลไปยังผู้ตอบแบบสอบถามบางอย่าง เพ่ือตอบแบบสอบถาม เช่น เพ่ือการตรวจสอบของพวกเขาการตอบสนอง 4.2 ประเภทของคำถามในการสัมภาษณ์ คำถามในการสัมภาษณ์ อาจจำแนกเปน็ หลายชนิด ตามจุดมุ่งหมายของการถาม และ ลักษณะข้อมูลทีต่ ้องการ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook