Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ผลงานวิชาการ คศ.3 รอง

ผลงานวิชาการ คศ.3 รอง

Published by S.rit2565, 2023-07-31 10:29:12

Description: ผลงานวิชาการ คศ.3 รอง

Search

Read the Text Version

43 เจมส์ สแปลดเลย์ (James Spradley, 1979 อ้างถึงในรัตนะ บัวสนธ์, 2541 : 68) จำแนก คำถามในการสมั ภาษณเ์ ชิงคณุ ภาพออกเปน็ 3 ชนดิ โดยถือลักษณะของขอ้ มลู ทีต่ ้องการเป็นเกณฑ์ คือ 1. คำถามทต่ี ้องการข้อมลู เชงิ พรรณนา (descriptive questions) เป็นคำถามที่ขอใหผ้ ้ตู อบ เลา่ หรือบรรยายเรื่องราว หรือประสบการณ์ในชวี ิตของเขา เหตุการณ์ที่เขาไดป้ ระสบ หรือความรสู้ กึ นึก คิดของเขา เช่น “ตอนท่ีคณุ อายุ 20 ปี น้นั เกิดอะไรข้นึ กับครอบครัวของคณุ บ้าง?” 2. คำถามที่ม่งุ ความเขา้ ใจโครงสร้าง (structural question) คำถามประเภทนี้ ตอ้ งการคำตอบที่บอกว่า โครงสรา้ งของสิ่งต่าง ๆ ในโลกของผู้ตอบเป็นอยา่ งไร ผูต้ อบ “จดั การ” สิ่งตา่ ง ๆ ในโลกของเขาอยา่ งไร เช่น “อย่างไรเรียกวา่ เป็นผใู้ หญ่?” “เวลาอยู่ต่อหนา้ เจา้ นาย พวกพนักงาน ของบริษทั น้เี ขาวางตัวกันอย่างไร?” “หนว่ ยงานของคุณแบ่งออกเปน็ แผนกตา่ ง ๆ อะไรบ้าง?” 3. คำถามท่มี ุ่งหาความแตกตา่ ง (contrasting question) คำถามประเภทนตี้ ้องการรูว้ ่า ผู้ตอบกำหนดความแตกต่างหรือขอบเขตของส่ิงต่าง ๆ ในโลกของเขาอย่างไร เชน่ “เปน็ ผูใ้ หญก่ ับบรรลุ นติ ภิ าวะเหมอื นกนั หรือเปล่า?” “เวลาอยตู่ ่อหน้าเจา้ นายกับอยใู่ นหม่เู พ่ือนร่วมงาน พวกพนักงานวางตัว อย่างเดยี วกันหรือเปล่า?” “หน่มุ สาวกบั วยั รนุ่ ตา่ งกนั ตรงไหน?” รูบินและรบู ิน (Rubin and Rubin, 1995 อา้ งถึงในรัตนะ บัวสนธ์, 2541 : 72) กล่าวถึง การสัมภาษณ์ เชิงคุณภาพใชค้ ำถามหลกั ๆ อย่เู พียง 3 ชนดิ เท่านนั้ คอื 1. คำถามหลัก (Main questions) เปน็ คำถามท่ีทำหน้าทต่ี งั้ ประเดน็ สำหรับการสัมภาษณ์ ประเด็นท่ีต้ังข้ึนมานี้ ความจริงก็คือคำถามท่ีเตรยี มไว้ในแนวคำถาม (interview guide) นั่นเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คำถามท่เี ตรียมไว้ในแนวคำถามกค็ ือคำถามหลัก คำถามหลกั ข้อหนึ่งก็คือประเด็นหนึ่ง แนวคำถามคือรายการที่เตรียมไว้เพ่ือถามในเวลาสัมภาษณ์ ประกอบด้วยหัวข้อและ คำถามที่จดั ลำดับไว้พอเปน็ แนวทาง คำถามที่อยูภ่ ายใต้แตล่ ะหัวข้อน้ันถ้ากล่าวตามการจำแนกของ รู บินและรูบิน (Rubin and Rubin) ก็คือ คำถามหลักน่ันเอง คำถามหลักภายใต้หัวข้อหนึ่ง ๆ จะมีความ เชื่อมโยงภายในเป็นเร่ืองเดียวกันหรือมิฉะน้ันก็เป็นด้านสำคัญ ๆ ของเรื่องเดียวกัน เช่น ในการสัมภาษณ์ เยาวชนท่เี คยอยใู่ นสถานพนิ จิ และคุ้มครองเด็ก คำถามหลักในหวั ข้อหนึ่งของแนวคำถามอาจเป็น ดังน้ี 1.1 การให้ความดแู ลเด็กในสถานพนิ ิจเป็นอย่างไร? 1.2 สงั คมของเดก็ ทอี่ ย่ใู นสถานพนิ ิจเป็นอย่างไร? 1.3 พวกเดก็ ท่ีอยู่ในสถานพนิ จิ ติดต่อกับครอบครวั และเพ่ือนที่อยขู่ ้างนอกของเขา อยา่ งไร? คำถามหลักท้ังสามข้อนี้มุ่งข้อมูลคนละประเด็น คำถามแรกต้องการทราบถึง การดูแลพ้ืนฐาน ในสถานพินิจ คำถามที่สองต้องการทราบสังคมของเด็กท่ีอยู่ในสถานพินิจและคำถาม สุดท้ายมุ่งประเด็น เรื่องการจัดการกับการถูกพรากจากสังคมในอดีตของเด็กในสถานพินิจ คำถามหลักแต่ละข้อนี้อาจมี คำถามชนดิ อื่นตามมาอีกข้อละหลายคำถาม ความสำคัญของคำถามหลักก็คอื เป็นคำถามทีต่ ้ังเร่ืองหรือเปิด ประเดน็ สำหรับให้คำถามอ่ืน ๆ ในประเดน็ ทเ่ี กยี่ วข้องกันนั้นตามมาได้ 2. คำถามเพ่ือขอรายละเอียดและความชัดเจน (Probes) คำถามประเภทน้ีจะถาม หลังจากที่ผู้ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามหลักแล้ว แต่คำตอบยังไม่ชัดเจนพอ อาจจะขาดรายละเอียด หรือ คำตอบอาจมีประเด็นใหม่ที่น่ารู้น่าติดตาม หน้าที่สำคัญของคำถามประเภทน้ีคือ ช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ได้ ข้อมลู ที่เป็นรายละเอียดลงลึกในเร่ืองน่ัน ๆ มากข้ึน ช่วยให้ได้ความชัดเจนเพิ่มข้ึนและแสดงให้ผตู้ อบ เห็นว่าส่ิงที่เขาพูดกำลังมีผู้รับฟังด้วยความสนใจ คำถามประเภทนี้อาจแยกย่อยออกไปได้อีกหลาย ชนดิ ตามจดุ ประสงค์ของการถาม คือ

44 2.1 คำถามเพ่ือขอรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น “พอจะบอกรายละเอยี ดของเร่อื งนี้ ได้ไหม?” 2.2 คำถามเพื่อใหผ้ ู้ตอบพูดต่อในส่ิงท่ีเขากำลังพูดอยู่ เช่น “แลว้ ไงต่อไปครบั ?” หรือ “ตอ่ จากนน้ั อะไรเกิดขน้ึ ครับ” 2.3 คำถามเพื่อขอความกระจ่างในสิง่ ที่ยงั คลมุ เครือ เชน่ “ผมไม่แน่ใจวา่ เขา้ ใจ ส่ิงที่ คณุ กำลงั พดู ถึง ชว่ ยอธิบายชดั ๆ อีกทีได้ไหมครับ?” 2.4 คำถามท่ีแสดงความสนใจต่อส่งิ ท่ผี ตู้ อบกำลังพูดถงึ เช่น “น่าสนใจดีนะ” หรือ “เหรอครบั แลว้ ไงตอ่ ไป?” 2.5 คำถามเพื่อให้ผู้ตอบบอกส่งิ ทเ่ี ขากำลังพดู ถึงอยู่ใหส้ มบูรณ์ เช่น “คุณบอกวา่ คณุ พูดกบั เขาอย่างน้ี แลว้ เขาว่าอยา่ งไร?” หรือ “คุณหมายความวา่ มีเหตผุ ลบางอย่างในเรื่องนใ้ี ช่ไหม? บอกได้ไหมวา่ เหตุผลน้นั คืออะไร?” 2.6 คำถามเพื่อหาหลกั ฐานสนับสนนุ วา่ ผู้ตอบมีความม่ันใจในสิ่งที่เขาพูดหรอื ตีความมากน้อยเพียงใด เช่น “คณุ แน่ใจแคไ่ หนว่าสิ่งเหล่าน้เี กดิ ข้ึนตามลำดบั ท่ีคุณว่ามา?” เปน็ ไปได้ ไหมวา่ คณุ อาจจะเขา้ ใจผิดในเรื่องน้ี?” 3. ถามเพื่อตามประเด็น (Follow-up questions) เป็นคำถามทมี่ ุ่งจะเพิ่มมติ ิท้ังทาง กวา้ งและทางลึกของเร่ืองท่ีศกึ ษาให้มากขึ้น โดยการหยิบเอาเร่อื งใหมท่ ีเ่ พ่ิงได้พบ (ทราบ) จากการสัมภาษณ์ ขน้ึ มาเปน็ ประเดน็ ถามต่อ จดุ มุ่งหมายกเ็ พื่อจะได้ข้อมลู เกีย่ วกบั หัวข้อท่ีทำการวิจยั ใหล้ ึกลงไป คำถามเพ่ือตามประเด็นนีม้ ักเป็นคำถามทค่ี ิดขนึ้ มาเฉพาะหน้าและถามทันทีขณะท่ีกำลงั สัมภาษณอ์ ยู่ แตถ่ ้าเหน็ วา่ เร่ืองนั้นสำคัญและมีประเด็นท่ีน่าศึกษามาก จะเกบ็ เอาไว้ถามในการสัมภาษณ์อกี ครั้งหนง่ึ ต่างหากไปเลยก็ได้ (ถ้าการสัมภาษณซ์ ำ้ สามารถทำได้) ในกรณีที่ถามทันทีในการสัมภาษณ์นั้น ส่ิงที่ต้องทำก็เพียงแต่คอยจับตาดูประเด็นใหม่ๆ ท่ีน่าสนใจ ซ่ึงอาจจะเกิดขึ้นในคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ ถ้าเห็นว่าประเด็นนั้นมีความสำคัญและเข้ากับ เรื่องท่ีศึกษาก็หยิบเร่ืองน้ันมาถามต่อในการสัมภาษณ์นั้นได้เลย นักวิจัยสามารถถามคำถามเพื่อตาม ประเด็นในลักษณะนี้ได้ไม่จำกัด จนแน่ใจว่าได้ความรู้เก่ียวกับเรื่องนั้นเป็นท่ีพอใจแล้ว คำถามเพ่ือ ตามประเดน็ เช่นน้ีต้องอาศยั “ความไว” ในตวั ผ้สู มั ภาษณ์ ซ่ึงต้องมีความรูด้ ีในเรื่องท่ีทำการสัมภาษณ์ และ เป็นนักฟังที่ดี สามารถจับประเด็นพร้อมทั้งวิเคราะห์ส่ิงท่ีได้ฟังได้อย่างรวดเร็ว แล้วตัดสินใจถามใน ประเดน็ ใหม่นนั้ ทนั ทที ่ีได้โอกาสคำถามชนิดนจี้ ึงเปน็ คำถามสดไม่มีการเตรียมมาก่อน ในกรณีท่ีเห็นว่าควรทำการสัมภาษณ์ต่างหากสำหรับประเด็นใหม่นั้น นักวิจัยต้องแจ้งให้ ผู้ตอบทราบถึงความสนใจท่ีจะขอสัมภาษณ์อีก และขอนัดผู้ให้สัมภาษณ์คนเดิม เพ่ือทำการสัมภาษณ์ซ้ำ ต้องเตรียมแนวคำถามใหม่สำหรับการสัมภาษณ์น้ัน เช่นเดียวกับในการสัมภาษณ์ท่ัวไป นักวิจัยเชิง ชาตพิ ันธ์ุวรรณนา มกั ทำการสัมภาษณซ์ ้ำในลักษณะเชน่ นี้ กบั ผู้ให้สัมภาษณ์คนเดียวกนั เพ่อื ความถูกต้อง แม่นยำ ตรง และความนา่ เชอื่ ถอื ของข้อมูล 4.3 การตัง้ คำถามในการสัมภาษณ์ สเตนาร์ เคล (Steinar Kvale, 1996 อ้างถึงในรัตนะ บัวสนธ์, 2541 : 82) จำแนก การตั้งคำถามในการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพออกเป็น 9 ชนิด ตามลักษณะและหน้าที่เฉพาะของคำถามนั้น ๆ ดังน้ี 1. ถามเพื่อนำเข้าสู่ประเด็น (Introducing questions) คำถามประเภทนี้ เป็น คำถามเพ่ือเปิดเรือ่ งหรอื เปดิ ประเด็นในการสมั ภาษณ์มลี กั ษณะเป็นคำถามเชิงพรรณนา คือ ขอให้ผู้ตอบเล่า

45 เรื่องราวหรือประสบการณ์ของเขา เพ่ือให้คำถามอ่ืน ๆ ตามมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น “พอจะจำ ช่วงเวลาที่คุณเป็นวัยรุน่ ไดไ้ หม ตอนน้ันความสัมพันธ์ระหวา่ งคุณกับพ่อแม่เป็นอย่างไร?” หรือ “ช่วยเล่า ช่วงเวลาที่คุณถูกเกณฑ์ทหารให้ฟังหน่อยได้ไหม ชีวิตช่วงน้ันเป็นอย่างไร” โดยปกติการสัมภาษณ์เร่ืองหนึ่ง ๆ มักจะมีประเด็นท่ีจะถามหลายประเด็น แนวคำถามจะกำหนดประเด็นเหล่าน้ี เพื่อการถาม ตามลำดับ คำถามเพื่อนำเขา้ สูป่ ระเด็นมจี ุดมุ่งหมายและทำหนา้ ท่ีเช่นเดียวกับคำถามหลัก ตามการจำแนก ของ รูบนิ และรบู นิ (Rubin and Rubin) ดังกลา่ วข้างตน้ 2. ถามเพื่อตามประเด็น (Follow – up questions) คำตอบของผูใ้ ห้สัมภาษณ์อาจมี ประเดน็ ที่ทำใหน้ ักวจิ ยั ร้สู กึ กระหายอยากรูเ้ ร่ืองน้นั มากขึ้น การถามประเภทนี้ เป็นการ “ตามเร่ือง” ท่ผี ู้ตอบเพ่ิงพูดมา ผู้สัมภาษณ์อาจขอให้เขาเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมตรง ๆ เช่น “คุณบอกว่าคุณออก จากบ้านพ่อแม่ไปอยู่ท่อี ่ืนท้ังแต่อายุ 15 ปี เลา่ รายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า ตอนน้ันไปอยู่ทีไ่ หนทำอะไร?” คำถามประเภทนี้จะถามเม่ือเห็นว่ามีประเด็นที่เข้าข่ายกับหัวข้อการวิจัยเกิดข้ึน ในระหว่างการ สัมภาษณแ์ ละนกั วจิ ัยต้องรูร้ ายละเอยี ดของเรื่องน้ัน 3. ถามเพื่อขอรายละเอยี ดและความชัดเจน (Probing questions) เปน็ การถามที่มุ่ง ขอข้อมลู เพ่มิ เติม ทั้งในแนวกว้างและแนวลึกเพื่อความชดั เจน มีลักษณะเปน็ การซักต่อ แต่การซักแบบ น้ีจะไม่เจาะจง คอื ไม่เสนอทศิ ทางของคำตอบ เพียงแตถ่ ามแบบกลาง ๆ เช่น “ชว่ ยบอกรายละเอียดอกี ได้ ไหม ว่าเกิดอะไรขนึ้ กบั คุณหลังจากหนอี อกจากบา้ นไปแลว้ ?” หรือ“พอจะให้ ตัวอยา่ งเพ่ิมเติมใน เรอ่ื งน้ีอีกได้ไหม?” เปน็ ตน้ 4. ถามเพื่อขอข้อมูลท่ีเจาะจง (Specifying questions) เป็นการถามเพ่ือตาม ประเด็นอีกประเภทหน่ึง ผู้ตอบจะถูกขอให้ให้ข้อมูลท่ีเจาะจงเฉพาะเร่ือง เช่น “เม่ือเกิดเรื่องนั้นข้ึน อย่างน้ันแล้วคุณคิดอย่างไร?”หรือ “ตอนที่คุณรู้สึกอารมณ์เสียมากขึ้นเร่ือย ๆ น้ัน คุณควบคุมตัวเอง อย่างไร?” บางทีในการสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแบบท่ัว ๆ ไป ไม่ได้จำกัดว่าเป็นเร่ืองของใคร ผู้ สัมภาษณอ์ าจอยากถามคำถามทเ่ี จาะจงข้ึนมา 5. ถามจี้ไปที่เร่ืองใดเร่ืองหน่ึงตรง ๆ (Direct questions) เป็นการถามเพ่ือตามจ้ีเอา ข้อมูลเรื่องใดเร่ืองหนึ่งซ่ึงผู้ตอบยังไม่ได้พูดถึง เช่น ในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บัง หลวงในวงราชการ หลงั จากฟังผตู้ อบพดู ถึงการกระทำแบบต่าง ๆ ท่เี ขาคิดว่า เป็นการฉอ้ ราษฎรบ์ ังหลวงมา หมดแล้ว ผู้สัมภาษณ์อาจต้ังคำถามตรง ๆ ว่า “คุณคิดว่าการอู้เวลาทำงานเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือเปล่า?” หรือ “เมื่อก้ีน้ีคุณพูดถึงการแข่งขัน คุณกำลังคิดถึงการแข่งขันแบบไหน แบบนักกีฬา หรือแบบเอาเป็นเอาตายกันเลย?” คำถามประเภทนี้ควรรอเอาไว้จนกว่าจะแน่ใจว่า ผู้ตอบคงไม่พูด ออกมาเองแลว้ เว้นแต่จะถูกถามจี้ไปตรง ๆ 6. ถามเจาะเอาขอ้ มลู ทางอ้อม (Indirect questions) ในบางครัง้ อาจเปน็ การลำบากท่ีจะถาม ถึงบางส่ิงบางอย่างตรง ๆ จากผู้ตอบ นักวิจัยอาจจะถามอ้อม ๆ เพื่ออนุมานจากคำตอบว่าเร่ืองจริง ๆ น่าจะเป็นอย่างไร เช่น ในการถามถึงความคิดเห็นต่อเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ถ้าถามตรง ๆ ว่า “คุณคิดอย่างไรเก่ียวกับเรื่องนี้” คำตอบท่ีได้อาจจะเป็นคำตอบประเภท “ตอบตามอุดมคติ” ซ่ึงอาจ ไมส่ ะท้อนความคดิ เห็นจริง ๆ ของผู้ตอบ นักวิจัยอาจจะเลี่ยงไปถามคำถามโดยออ้ ม เช่น “ในวงเพ่ือนสนิทของคุณ เขาคิดอย่างไรกับเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน?” คำตอบอาจจะสะท้อนความคิดเห็นของผู้ตอบต่อเร่ืองน้ัน ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องระมัดระวังในการสรุปเอาเช่นน้ัน เพราะอาจจะถูกหรือผิดได้เท่า ๆ กัน ทางท่ีดี เพื่อลดความเสย่ี งในการสรุปควรตามดว้ ยการถามใหผ้ ู้ตอบให้ข้อมลู เจาะจง (ในข้อ 4 ข้างต้น) อกี เช่น “คุณเหน็ ด้วยกับเพอ่ื น ๆ ของคุณไหมในเรอ่ื งน้ี?”

46 7. ถามเพ่ือรักษาโครงสร้างของการสัมภาษณ์ (Structuring questions) โครงสร้างในท่ีนี้ หมายถึงระดบั ความเครง่ ครัดในการถาม ว่าควรจะดำเนินไปตามลำดับท่ีกำหนดไว้ในแนวคำถามมาก น้อยเพียงใด โครงสร้างมักจะขึ้นอยู่กับชนิดของการวิจัยและการออกแบบการวิจัย ถ้าเป็นการวิจัยแบบ แสวงหาประเด็น (exploratory research) ก็ไม่ค่อยเคร่งครัดในโครงสร้างมากนัก แต่ถ้าเป็นการวจิ ัยเพ่ือ หาคำอธิบายหรือเพ่ือทดสอบสมมติฐานหรือแนวความคิดอะไรบางอย่าง ก็มักจะเข้มงวดในโครงสร้างมาก หน่อย การถามคำถามควรดำเนินไปตามลำดับเร่ืองท่ีกำหนดไว้ในแนวคำถามให้มากท่ีสุดเท่าที่จะ เป็นได้ 8. ถามแบบตีความ (Interpreting questions) ในคำถามประเภทน้ี ผู้สัมภาษณ์จะ ตีความสิ่งที่ผู้ตอบพูดมา แล้วเอาส่ิงท่ีตีความออกมาน้ันมาเป็นคำถาม เพื่อให้ผู้ตอบช่วยยืนยันว่าที่ นักวิจัยตีความนั้นถูกต้องหรือไม่ ที่ต้องตีความส่ิงท่ีเขาพูดก่อนแล้วจึงถามก็เพ่ือความเข้าใจชัดเจน และ เพ่ือให้แน่ใจว่า นักวิจัยเข้าใจประเด็นของผู้ตอบได้ถูกต้อง เช่น “ถ้าอย่างน้ัน ท่ีคุณพูดมาทั้งหมดน้ีก็ หมายความว่า ….. ใช่ไหม?” การถามเช่นนค้ี ล้ายกบั การถามนำ ต่างแต่วา่ น่ไี ม่ใชก่ ารชีน้ ำคำตอบ เพียงแต่ขอให้ผู้ตอบชว่ ย ยืนยันความเข้าใจของนักวจิ ยั ทม่ี ีตอ่ คำตอบของเขาเท่านั้น 9. ถามด้วยการเงียบ (Silence) ในการสนทนานั้น การเงียบในจังหวะเวลาท่ี เหมาะสม ก็เป็นการถามคำถามท่ีดีอย่างหน่ึง เพราะฉะน้ันแทนท่ีจะ “ยิงคำถาม” ต่อเน่ืองโดยไม่ หยุดจนผู้ตอบอาจไม่มีเวลาตั้งตัว ในบางจังหวะผู้สัมภาษณ์อาจจะเพียงแต่เงียบอยู่ พร้อมกับสบตา ผู้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะเป็นคำถาม หรือน่ิงเงียบอยู่สักครึ่งนาทีหรือ 1 นาที รอให้ฝ่ายผู้ตอบพูด ข้ึนมาเอง การเงียบทำให้ผู้ตอบมีเวลาคิด และทำให้เขารสู้ ึกว่าผู้สัมภาษณ์กำลังรอคำตอบจากเขาอยู่ เป็น การกดดันเขาโดยสุภาพ ไม่ช้าเขาก็จะทำลายความเงียบขึ้นมาเอง การเงียบพร้อมกับสบตาผู้ตอบใน จังหวะที่เหมาะสมนั้นมนี ัยเท่ากับถามว่า “มอี ะไรอีกไหมครบั ?”“แล้วไงต่อไปครบั ?” “อยา่ งงนั้ เหรอ ไม่น่า เชือ่ นะ? ” หรือ “แลว้ คุณคดิ ยังไงเก่ยี วกับเรือ่ งน้ลี ะครบั ?” การถามชนิดต่าง ๆ ท่กี ล่าวมาข้างต้น มีจดุ มุ่งหมายและจังหวะเวลาที่เฉพาะแตกต่างกัน ผู้สัมภาษณ์เท่าน้ันจะบอกได้ว่า ในจังหวะใดควรใช้คำถามประเภทใดแต่ไม่ว่า ผู้สัมภาษณ์จะใช้คำถาม ประเภทใดก็ตาม จะต้องกำหนดไว้ในใจเสมอว่าการถามคำถาม ในการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพที่ดีนั้น คือ การถามท่ีให้ได้ความรู้ (ข้อมูล) ตรงตามท่ีต้องการและไม่ทำให้เสียพลวัตของปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ตอบกับผู้สัมภาษณ์ทั้งสองเรื่องน้ีเป็นเคร่ืองช้ีวัดความสำเร็จของการสัมภาษณ์อย่างสำคัญ แม้คำถามจะดี แต่ถ้าการถามไม่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ท่ีดี ทำให้ผู้ตอบไม่ให้ความร่วมมือ การสัมภาษณ์ก็ยากท่ีจะ ประสบความสำเร็จ 4. การสมั ภาษณ์ ประเภทการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์อาจจะสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล หรือสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม การสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย อาจแบง่ ออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดงั น้ี 4.1 การสัมภ าษณ์แบบมีโครงสร้าง หรือการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ (Structured interview or formal interview) ลักษณะของการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เป็นการ สัมภาษณ์ที่มีคำถามและข้อกำหนดแน่นอนตายตัว จะสัมภาษณ์ผู้ใดก็ใช้คำถามแบบเดียวกัน มีลำดับ ขั้นตอนเรียงเหมือนกัน สำหรับการต้ังคำถามแบบนี้ เป็นไปในทำนองเดียวกันกับการต้ังคำถามใน แบบสอบถาม คือ มีทงั้ คำถามทต่ี ้องการคำตอบเฉพาะเจาะจง และคำถามท่ใี หต้ อบไดต้ ามความตอ้ งการ การ สัมภาษณแ์ บบนมี้ กั จะกระทำในเง่ือนไขต่อไปน้ี

47 4.1.1 ผวู้ ิจยั ต้องการข้อมลู เปรยี บเทยี บระหวา่ งบคุ คลเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นการ สัมภาษณจ์ ะตอ้ งใช้คำถามทเ่ี หมอื น ๆ กัน เพือ่ ใหแ้ นใ่ จไดว้ ่า ความแตกต่างของข้อมลู ที่ได้รบั ไมใ่ ชผ่ ลสบื เนือ่ งมาจากการตงั้ คำถามทแี่ ตกตา่ งกัน 4.1.2 ผวู้ จิ ัยมักมีการเลอื กกลุ่มตัวอย่าง ตามหลกั การวิจัย เพ่ือใหไ้ ดต้ วั อยา่ งท่ี เหมาะสมกบั ความต้องการ 4.1.3 ผวู้ จิ ัยจำเป็นทีต่ ้องมีความรพู้ ื้นฐานเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชมุ ชนท่ีตนจะ ศึกษาพอสมควร เพื่อท่จี ะต้ังคำถามทต่ี รงกับสภาพความเป็นจริง และสามารถตีความหมายของข้อมลู ได้ 4.1.4 เรอ่ื งท่ีศกึ ษาจะเป็นเรื่องเฉพาะเรื่องใดเรื่องหน่ึง มิใชต่ ้องการที่จะเก็บข้อมลู เกยี่ วกบั วัฒนธรรมทง้ั หมด 4.1.5 ผูท้ ่สี มั ภาษณม์ ักจะมิใชต่ ัวผูว้ เิ คราะหข์ ้อมลู เองอาจใช้ผชู้ ่วยนกั วจิ ยั 4.1.6 ผูส้ ัมภาษณ์ มักจะใชแ้ บบสมั ภาษณ์ในการสมั ภาษณ์ และบันทึกข้อมลู ท่ี เตรียมไวล้ ว่ งหน้า 4.1.7 ผู้สัมภาษณ์มักจะไม่ได้อยู่ร่วม และสังเกตการณ์ในชุมชนเป็น เวลา ยาวนาน การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างหรือการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการน้ี จะได้ผลเต็มที่ก็ต่อเม่ือผู้ สัมภาษณ์เตรียมการล่วงหนา้ ไว้อย่างดี เพ่ือให้ได้ข้อเทจ็ จริงใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยปกตินักวิจัย เชิงคุณภาพ มักไม่ใชว้ ธิ ีการสัมภาษณ์ชนิดนี้ เป็นวิธีการหลัก เพราะไมช่ ่วยให้ได้ข้อมูลทลี่ ึกซึ้งและความรสู้ ึก นึกคิดของคนในชุมชน 4.2 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal interview) การสัมภาษณ์แบบนี้เป็น วิธีการท่ีนิยมใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ และในทางมนุษย์วิทยา และเป็นแบบท่ีมักจะควบคู่กันไปกับการ สังเกตแบบมีส่วนร่วม มักจะใช้กับการวิจัยทางชาติพันธุ์วรรณา ซ่ึงต้องการข้อมูลที่ยังไม่มีผู้รวบรวมมา ก่อน ข้อมูลที่ได้มาจากการสัมภาษณ์แบบน้ี จะถูกนำมาศึกษาวิเคราะห์ เพ่ือให้เห็นภาพ และเข้าใจ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในการสัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์แบบนี้ ตัวผู้วิจัยหรือผู้วิเคราะห์ ข้อมูลมักจะเป็นผู้สัมภาษณ์เองจึงรู้ว่า ต้องการข้อมูลแบบใด เพื่อวัตถุประสงค์ใด ฉะนั้นจึงตั้งคำถามใน ขณะท่ีสมั ภาษณ์ได้ โดยอาจจะเตรียมแนวคำถามกว้าง ๆ มาล่วงหนา้ การสัมภาษณ์แบบนี้ อาจแบ่งออกได้ เปน็ 4 แบบยอ่ ย ดังนี้ 4.2.1 การสัมภาษณ์โดยเปิดกว้างไม่จำกัดคำถาม การสัมภาษณ์แบบนี้มีความยืดหยุ่น มาก เพราะมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ มีอิสระที่จะอธิบายแนวความคิดของตัวเองไปเร่ือย ๆ ในบางครั้งผู้ สัมภาษณ์เพียงแต่กล่าวนำ ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ทราบแนวความต้องการแล้ว ควรให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เล่าเรื่องโดย อิสระจะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มองเห็นสภาพ และความยุ่งยากของปัญหาได้ ดังน้ัน การสัมภาษณ์แบบนี้จึง เหมาะที่จะใช้กับเรื่องท่ีผู้วิจัยยังไม่มีแนวคิดเฉพาะเจาะจง ข้อมูลที่ได้รับ หากแต่มีแนวความคิดทางด้าน ทฤษฎีในเร่ืองนั้น ๆ ชัดเจนดีแล้ว การสัมภาษณ์ในลักษณะนี้มีข้อคำนึงอยู่ว่า ขอ้ เท็จจริงที่ได้ อาจจะไม่ มีความหมายหรือความน่าเชอื่ ถือเท่าไรนกั ผู้วิจัยไมร่ ้จู ักตีความโดยอาศยั ทฤษฎีต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ นักวิจัยจะต้องพัฒนาตนเองข้ึนมาอีกอันหน่ึงก็คือ การตีความหมายของข้อเท็จจริง ซ่ึงก็ข้ึนอยู่กับ แนวทางวิจยั 4.2.2 การสัมภาษณ์แบบมีความสนใจเฉพาะ (Focus interview) หรือการ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In depth interview) การสัมภาษณ์แบบน้ี หมายถึง การสัมภาษณ์ท่ีมีจุด สนใจอยู่แล้ว จึงพยายามหันความสนใจของผู้ถูกสัมภาษณ์ให้เข้าสู่จุดท่ีสนใจ ทั้งนี้เพราะในบางครั้งผู้

48 สัมภาษณอ์ าจจะไม่ต้องการทราบเหตุผล หรือข้อเท็จจรงิ ในเรอื่ งใดเรื่องหน่ึงทกุ ข้ันตอน เพราะอยู่นอกเหนือ ขอบเขตของการวิจัยในขณะนั้น จึงเลือกสัมภาษณ์เอาแต่จุดท่ีต้องการ ฉะน้ันลักษณะท่ีสำคัญของการ สัมภาษณ์แบบนี้จึงอยู่ที่ว่าผู้วิจัยจะต้องรู้อยู่ก่อนแล้วว่าต้องการข้อมูลอะไร ชนิดใด เม่ือเห็นวา่ ผู้ถูกสัมภาษณ์ พูดนอกเร่ือง หรอื นอกเหนือ จากจดุ ท่สี นใจ ก็พยายามดงึ โยงเขา้ หาประเดน็ ทต่ี ้องการจะสมั ภาษณ์ อย่างไรก็ตามการทำเชน่ น้ีข้นึ อยู่กับ ประสบการณแ์ ละความชำนาญของผูส้ มั ภาษณ์เป็นสว่ นใหญ่ เพราะจะต้องรวบรัด หรือตดั บท โดยไมใ่ ห้ผู้ ถกู สมั ภาษณเ์ กดิ ความรสู้ กึ ไม่สบายใจ และไม่อยากจะใหค้ วามร่วมมอื 4.2.3 การตะล่อมกล่อมเกลา (Probe) หมายถึง การซักถามที่ล้วงเอาส่วนลึกของความ ต้องคิดออกมา คือ การสัมภาษณ์อย่างชนิดที่จะต้องล้วงเอาความจริงจากผู้ถูกสัมภาษณ์ให้มากที่สุด เท่าท่ีจะมากได้ ผู้วิจัยก็จะพยายามใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่จะล้วงเอาข้อมูลออกมาให้ได้ โดยรุก ผู้ตอบด้วยวิธี ต่างๆ เช่น ต้ังคำถามจากเหตุการณ์สมมุติให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามว่าส่ิงที่น่าจะเป็นหรือ ควรจะเป็น ในเหตุการณ์ที่กำลังซักถามกันอยู่ คืออะไร เพื่อบังคับให้ผู้ตอบต้องเปรียบเทียบที่ปรากฏ กับสภาพที่ควรจะเป็น หรืออาจต้ังคำถามโดยตีขลุมสรุปความว่า เหตุการณ์ท่ีเกิดน้ันเป็นอย่างไร เพอื่ ให้ผูต้ อบแสดงปฏกิ ริ ิยาโดยไม่ทนั ระวงั ตวั 4.2.4 การสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูล (Key informant interview) หมายถึง การ สัมภาษณ์ โดยกำหนดตัวผู้ตอบบางคนเป็นการเฉพาะเจาะจง เพราะผู้ตอบน้ันมีข้อมูลที่ดีเป็นพิเศษ เหมาะสมกับความต้องการของผู้วิจัย เราเรียกบุคคลนี้ว่า “ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ” ผู้วิจัยจะต้องหาให้พบว่า ในสนามที่ตนทำการวิจยั อยู่นั้น ใครบ้างเป็นผู้ให้ขอ้ มูลสำคัญที่ตนควรไปสมั ภาษณ์แบบใดก็ได้ ตามท่ี ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยปกติผู้นำชุมชนในสนามที่ทำการวิจัย มักเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ดี เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาส แต่ก็ไม่เสมอไปเพราะผู้นำบางคนก็ห่างเหินกับชุมชน บางครั้งเราจะพบว่า บคุ คลอนื่ เปน็ ผูใ้ ห้ข้อมูลสำคัญไดด้ ีกวา่ ผนู้ ำชุมชน 4.3 ขัน้ ตอนของการสัมภาษณ์ 4.3.1 การเตรยี มสัมภาษณ์ โดยเฉพาะแบบเปน็ ทางการมขี ั้นตอน ต่อไปน้ี 1) ควรเลือกกลุ่มตวั อย่างทีไ่ ปสมั ภาษณ์คือใคร มจี ำนวนเท่าไรโดยเฉพาะ ในการสัมภาษณแ์ บบเป็นทางการ 2) เตรยี มงานขน้ั ต้นเกี่ยวกบั กลุม่ ตัวอยา่ ง ไดแ้ ก่ รายชือ่ ท่ีอยู่ ลักษณะของกล่มุ ตัวอย่างทุกคน 3) วางแผนสมั ภาษณ์ โดยเตรยี มคำถามไวล้ ่วงหน้า และกำหนดเวลาในการสมั ภาษณ์ ใหเ้ หมาะสม 4) ทดสอบแบบสัมภาษณ์ และผู้สัมภาษณ์โดยฝึกซ้อมสัมภาษณ์บุคคลอื่นที่มิใช่ ผู้ตอบก่อน เพ่ือได้แก้ไขคำถามให้สมบูรณ์ถูกต้อง ควรมีตัวอย่างคำถามหลาย ๆ ชุด เพ่ือไว้ใช้สับเปล่ียนกัน ตามความเหมาะสม 5) เตรยี มอปุ กรณจ์ ดบันทึกใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์ 6) ติดตอ่ กับผถู้ กู สมั ภาษณโ์ ดยนัดหมายเวลาไว้ล่วงหนา้ 4.3.2 ข้ันเรมิ่ การสัมภาษณ์ มีขน้ั ตอนคือ 1) แนะนำตนเองตอ่ ผู้ถูกสัมภาษณค์ วรใหค้ วามสำคัญและยกยอ่ งผู้ถูกสัมภาษณ์ 2) สรา้ งบรรยากาศใหร้ ู้สกึ เปน็ กนั เองด้วยการสนทนาทกั ทายอธั ยาศยั อนั ดี

49 3) บอกวัตถุประสงค์ในการมาสัมภาษณ์ พร้อมทั้งให้คำม่ันสัญญาวา่ จะเก็บข้อมูล ไว้ เป็นความลับ 4) ถ้าจำเป็นต้องจดบันทึกหรือใช้เคร่ืองบันทึกเสียง ต้องแจ้งให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ทราบ และขออนญุ าตทุกครง้ั 5) พดู คยุ เป็นการอุ่นเครอื่ งกอ่ น ทีจ่ ะเร่ิมสัมภาษณ์จรงิ 4.3.3 ข้นั สัมภาษณ์ นกั วิจยั ควรปฏิบัติดงั นี้ 1) ใชค้ ำถามท่เี ตรียมไว้ลว่ งหน้าเปน็ แนวทางในการสมั ภาษณ์ 2) ควรเป็นนักฟังท่ีตั้งใจฟัง และติดตามรู้จักป้อนคำถามให้เหมาะสมกับจังหวะของ ผู้ตอบ และมเี ทคนิคในการชกั ประเดน็ เพ่ิมเติมในขณะสัมภาษณ์ 3) ใชภ้ าษาทสี่ ภุ าพเข้าใจง่าย ระวังเปน็ พิเศษในกรณีท่ผี ู้วิจัยไม่รู้ภาษาของผู้ตอบดีพอ และในกรณที ต่ี ้องใชล้ า่ ม 4) ทำใหผ้ ้สู มั ภาษณ์รสู้ ึกว่า เรอ่ื งทจ่ี ะเปิดเผยระหวา่ งการสัมภาษณ์ เปน็ เรอ่ื งพเิ ศษ เฉพาะตัว เพ่ือท่จี ะทำให้ผใู้ ห้สมั ภาษณ์เกิดความเต็มใจที่จะให้ข้อเทจ็ จรงิ ต่าง ๆ 5) โดยทว่ั ไปแล้ว ก่อนจะสัมภาษณค์ วรหาทางตดิ ตอ่ กับผใู้ ห้สมั ภาษณ์ โดยผา่ นผู้ที่ รู้จกั กบั ผูใ้ ห้สมั ภาษณห์ รือมีจดหมายแนะนำตัวผู้สมั ภาษณ์ เพื่อให้ผ้สู ัมภาษณ์เป็นกนั เองกับผสู้ มั ภาษณ์ 4.3.4 ข้ันบนั ทึกข้อมลู และสนิ้ สดุ การสัมภาษณ์ ควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ 1) จดบันทกึ ขอ้ มูลตามเป็นจริง และจดเฉพาะใจความสำคัญ 2) รบี ทำบันทึกการสัมภาษณ์ใหส้ มบรู ณห์ ลงั จากการสัมภาษณ์เสร็จส้ินในทนั ที 3) รวบรวมข้อมูลและเอกสารต่างๆ ที่ได้จากการสัมภาษณ์แนบไว้กับบันทึกการ สมั ภาษณ์ดว้ ย 4) ถ้าพิจารณาเห็นว่าการจดบันทึกทำให้ผู้ตอบมีปฏิกิริยา ซ่ึงจะเป็น ผลเสียต่อ การสมั ภาษณ์ ตอ้ งงดการจดบันทึกแลว้ ใชค้ วามจำแทน 4.4 ขอ้ ดแี ละขอ้ เสียของการสมั ภาษณ์ 4.4.1 ข้อดี 1) การสมั ภาษณ์ เปน็ การติดตอ่ โดยตรงระหวา่ งผใู้ ห้สมั ภาษณ์กบั ผสู้ มั ภาษณ์ และสามารถทำความเข้าใจในข้อมลู ไดต้ รงกนั ระหวา่ งผสู้ ัมภาษณ์กบั ผู้ถูกสมั ภาษณ์ ถา้ ไม่เขา้ ใจก็จะแกไ้ ขได้ ทนั ที 2) การสัมภาษณ์สามารถใชก้ บั บุคคลทุกระดบั การศึกษา ไมว่ ่าผนู้ นั้ จะอ่านออก เขยี นได้หรือไมก่ ต็ าม ซ่ึงดีกวา่ ใช้แบบสอบถาม เพราะแบบสอบถามใช้ไดก้ ับคนท่มี ีระดับการศึกษาดี เทา่ นนั้ 3) การสัมภาษณ์มลี ักษณะยดื หยุ่นได้มาก สามารถดัดแปลง และแก้ไขหรือถาม จนกวา่ ผ้ตู อบจะเข้าใจคำถาม 4) ช่วยแกป้ ัญหาเรอ่ื งการไดร้ ับแบบสอบถามคืนน้อย คือสัมภาษณเ์ ท่าไร ก็ไดเ้ ทา่ นนั้ ไม่สญู หายเหมอื นกบั การส่งแบบสอบถามไปให้กรอก 5) ในขณะที่สัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์สามารถใช้วิธีสังเกตการณ์ร่วมด้วย เพื่อดูว่าผู้ตอบ ตอบด้วยความจรงิ หรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับฐานะความเป็นอยู่ รายได้ ทรัพย์สินหน้สี นิ และการประเมนิ ทรัพย์สนิ

50 6) การวิจัยทางสังคมศาสตร์ เป็นเรื่องของการเสาะแสวงหาความจริงทางด้าน พฤติกรรมของมนุษย์ที่เก่ียวกับความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ จิตใจ ความคิดเห็น ทัศนคติ และค่านิยม ฉะนนั้ การรวบรวมขอ้ มูลโดยการสนทนาดว้ ยการสัมภาษณ์ จงึ เปน็ วธิ ที ่ีดที ีส่ ุด 4.4.2 ขอ้ เสยี 1) การสัมภาษณต์ อ้ งใช้เวลาและสนิ้ เปลอื งค่าใชจ้ ่ายมาก 2) ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์จะเชื่อถือได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ และความเต็มใจของผู้ถูกสมั ภาษณ์ 3) ผลสำเรจ็ ของการสัมภาษณข์ น้ึ อยกู่ ับความสามารถและเทคนคิ ของผสู้ มั ภาษณ์ 4) การสัมภาษณ์ขึ้นอยู่กับสถานภาพทางอารมณ์ บางครั้งอาจเกิดความบิดเบือน ในข้อมูลที่ได้มา 5) การสัมภาษณ์ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทันทีทันใด และความจำของผู้ถูกสัมภาษณ์ ทำให้ขอ้ มลู อาจจะผดิ พลาดได้ สรุป การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นหลัก เพ่ือรวบรวมข้อมูลการ สัมภาษณ์ ใช้ได้ท่ัวไปโดยไม่จำกัดคุณสมบัติของผู้ตอบ มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ซักถามได้ ตลอดจนสามารถสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้ตอบด้วย การสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ การสัมภาษณ์ แบบเป็นทางการ และการสัมภาษณ์แบบไมเ่ ปน็ ทางการ 5. การสงั เกต สุภางค์ จันทวานิช (2547) กล่าวถึง การสังเกต เป็นวิธีการเฝ้าดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเอาใจ ใส่ และกำหนดไว้อย่างมีระเบียบวิธี เพื่อวิเคราะห์หรือหาความสัมพันธ์ของสิ่งท่ีเกิดขึ้นในการวิจัยเชิง คุณภาพ ผู้วิจัยจะสนใจสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลท่ีมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ซ่ึง เคล่ือนไหวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การสังเกตเป็นวิธีการเบ้ืองต้นในการเก็บข้อมูลเก่ียวกับ พฤติกรรมของบุคคล โดยอาศัยประสาทสัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง จุดเด่นของการเก็บข้อมูลจากการ สังเกต คอื ทำให้รู้พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกมาทเ่ี ปน็ ธรรมชาติ เป็นข้อมลู ท่ไี ด้มาตามสภาพความเปน็ จรงิ ซึ่ง ขอ้ มูลปฐมภูมทิ นี่ ่าเช่ือถือมาก 5.1 ประเภทการสังเกต 5.1.1 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) เป็นการสังเกตท่ีผู้วิจัยเข้า ไปเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนร่วมโดยตรงกับกิจกรรม หรือเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นในการเก็บข้อมูลภาคสนาม ผู้วิจัย จะต้องปรับตัวให้เข้ากับชุมชน หรือกลุ่มคนที่ต้องการศึกษา วิธีการเก็บข้อมูลแบบนี้ นักวิจัยหรือผู้ช่วย นักวิจัยจะต้องเข้าไปทำความคุ้นเคยกับชุมชน และใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชน ผู้วิจัยจะต้องใช้กระบวนการ สงั เกต การซักถาม และจดบันทึกข้อมูลจากความเป็นจริง เนอ่ื งจากพฤติกรรมทางสงั คมของกล่มุ เป้าหมาย ท่ีแสดงออกเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ก็มีข้อด้อย คือ ผู้วิจัยอาจจะมีความผูกพันกับผู้ที่ให้ข้อมูลใน ฐานะที่เปน็ ผรู้ ู้จกั ค้นุ เคย อาจทำให้เกดิ อคติในการนำเสนอข้อมูล 5.1.2 การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non - Participant observation) เป็นการสังเกตที่ผู้วิจัย ไมไ่ ด้เข้าไปมีสว่ นรว่ มกบั ชุมชนโดยตรง แตจ่ ะใช้วิธีสังเกตอยู่วงนอก วิธีสังเกตแบบไมม่ ีส่วนร่วม จะใช้เวลา ในการเก็บข้อมูลน้อยกว่าวิธีแรก แต่จะขาดข้อมูลเชิงลึกที่อยู่เบ้ืองหลังของปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนใน ชมุ ชน อยา่ งไรก็ตามในการวจิ ัยเชงิ คุณภาพ ผวู้ ิจยั อาจใช้วธิ ีการสังเกตแบบไม่มีสว่ นร่วมในการเก็บข้อมูลใน ระยะแรก เพื่อศึกษาเหตุการณ์โดยทั่ว ๆ ไป จากนั้นจึงใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมหลังจากท่ีรู้จัก

51 ชมุ ชนมากขึ้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงควรเลือกเทคนิคการสงั เกตแต่ละวิธี ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ ทเ่ี กดิ ขึ้น 5.1.3 หลักการเก็บข้อมูลจากการสังเกต วีรยา ภัทรอาชาชัย (2549) ได้กล่าวถึง การเก็บข้อมูลโดยใช้เทคนิคการสังเกตที่ดี จะตอ้ งมกี ารวางแผนการสังเกต และมีหลักเกณฑ์ ดงั น้ี 1. กำหนดวัตถุประสงค์ใหแ้ น่นอนว่าจะเก็บข้อมลู อะไร 2. วางแผนการสังเกตอย่างมีข้นั ตอนและเปน็ ระบบ 3. จดบนั ทึกเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้ึน โดยจดข้อมลู สาระสำคัญในขณะทำการสังเกต ส่วนรายละเอยี ดค่อยบนั ทึกภายหลัง 4. ให้ความสำคญั ความถกู ต้องของเหตกุ ารณ์ ควรตรวจสอบข้อมลู ที่สำคัญซำ้ อีก 5. พยายามขจัดอคตแิ ละความรู้สึกสว่ นตัวออกจากเหตุการณ์ 6. บันทกึ เพ่ิมเตมิ เกีย่ วกบั เบ้ืองหลังของเหตุการณ์ท่ีเกดิ ขน้ึ ตลอดจนสภาพการณ์ และสภาวะแวดลอ้ มต่าง ๆในขณะเกิดเหตุการณ์ 5.1.4 กรอบในการสังเกตในการวิจัยภาคสนาม อมรา พงศาพิชญ์ (2546 : 17) ได้เสนอแนะว่า ผู้วิจัยจะต้องสังเกตปรากฏการณ์ทางสังคม ที่เกิดข้นึ เพอื่ นำขอ้ มลู มาประกอบการเขยี นรายงานการวจิ ัย กรอบท่ีนักวิจัยใชใ้ นการสงั เกต มีดังนี้ 1. สังเกตการณ์กระทำ ได้แก่ การสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจำวันของ บุคคล หรือกลุ่มบุคคลในชุมชน นับตั้งแต่การกินอยู่ อาหาร เครื่องแต่งกาย สภาพท่ีอยู่อาศัย และการ ดำเนินชีวติ ในสังคม 2. สังเกตแบบแผนของการกระทำ ได้แก่ การสังเกตกระบวนการ หรือข้ันตอนของ กิจกรรมในชุมชน เช่น กระบวนการเรียนรู้ ประเพณี พิธีกรรม การประกอบอาชีพ ทั้งน้ีในแต่ละกิจกรรม ผู้วิจัยจะต้องสังเกตแบบแผนของพฤติกรรม เพื่อให้เห็นถึงสถานภาพ และบทบาทของบุคคลที่เข้าร่วม กจิ กรรมเพอื่ วิเคราะหค์ วามสัมพันธข์ องบคุ คลในสงั คม 3. สงั เกตความหมายของการกระทำ ได้แก่ การทำความเขา้ ใจสถานการณ์ และปรากฏการณ์ ท่ีเกดิ ขึน้ วา่ หมายถึงอะไร เช่น สัญลกั ษณใ์ นพิธีกรรมต่างๆ โลกทัศน์ ค่านยิ ม และบรรทัดฐานของ สงั คมทีก่ ำลงั ศึกษาเพื่อนำข้อมูลไปตคี วามและวิเคราะหส์ ภาพสังคมต่อไป 4. สังเกตความสัมพนั ธ์ ได้แก่ การศึกษาความสัมพนั ธ์ของบคุ คลในสังคม ซ่ึงสามารถ เช่อื มโยงความสัมพันธ์ของบุคคลหรอื กลุ่มต่างๆในสงั คม เพ่ือนำไปสู่การวเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งและกลไก ของสงั คม รวมทงั้ วเิ คราะห์เง่ือนไข ปจั จยั ท่ีทำใหเ้ กดิ ความสงบเรยี บรอ้ ย หรอื ปัญหาความขดั แย้งใน สงั คม 5. สงั เกตการมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมในชุมชน เปน็ การศกึ ษาการมีสว่ นรว่ มของบุคคลใน ชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนไดส้ ่วนเสีย (Stakeholder) ทีเ่ ข้าไปรว่ มกิจกรรมต่างๆ ของชมุ ชน รวมท้ัง การยอมรบั ของสังคมทีม่ ีต่อบุคคลเข้ารว่ มกิจกรรม 6. สังเกตสภาพสังคม คือ การศึกษาสภาพท่ีเป็นองค์รวม (Holistic) ของชุมชน ได้แก่ สภาพทางกายภาพ สภาพทางเศรษฐกจิ สังคม และวฒั นธรรม เชน่ สภาพทางภมู ิศาสตร์ ประวตั ศิ าสตรช์ ุมชน การอพยพและการต้ังถ่ินฐาน การพัฒนาการทางสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรม การปรับตัวของชุมชนในกระแสการเปล่ียนแปลงทางสังคม เช่น ครอบครัว เครือญาติ กลุ่มการผลิต กลุ่มอำนาจในท้องถิน่ เป็นต้น

52 5.1.5 บทบาทของผู้สังเกตการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยและผู้วิจัยร่วมจะต้องเข้าไป มีส่วนร่วม เป็นสมาชิกของกลุ่มสังคม ในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่สังเกตพฤติกรรม หรือการจัดกิจกรรมของสมาชิกใน ชุมชน แล้วบันทึกส่ิงท่ีได้พบเห็นไว้อย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีบันทึกย่อในขณะสังเกต หลังจากน้ันให้บันทึก รายละเอียดต่าง ๆ โดยเร็ว แต่ไม่จำเป็นต้องบันทึกรายละเอียดต่อหน้าผู้ถูกสังเกต เพราะอาจทำให้ผู้ถูก สังเกตเกิดความระแวงสงสัยในพฤติกรรมของผู้วิจัย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเสแสร้งแสดงไม่ตรงกับ ความเหน็ จรงิ บทบาทของผสู้ งั เกตแบ่งออกเป็น 4 แบบ คอื 1) ผสู้ ังเกตเขา้ ร่วมโดยสมบูรณ์ (Complete participant) เป็นการที่ผู้สังเกตจะใช้ ชีวิตประจำวันร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ของสังคม โดยจะไม่ยอมเปิดเผยตนเองว่า เป็นผู้เข้าไปสังเกตหรือเป็น นักวิจยั การเขา้ ร่วมเป็นสมาชิกของสังคมจะทำให้ผู้สังเกตปรับบทบาทของตนเอง ให้เป็นส่วนหน่งึ ของสงั คม เพ่ือรับรู้รับทราบสิ่งต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนในสังคม เทคนิคการสังเกตวิธีน้ี ผู้วิจัยจะต้องไม่มีการจดบันทึก ข้อมูลต่าง ๆ ในขณะสังเกตหรือต่อหน้าผู้ถูกสังเกต จะต้องใช้วิธีจดจำแล้วค่อยบันทึกเหตุการณ์ภายหลัง ซึง่ อาจทำให้ได้ข้อมลู ไม่ครบถว้ นสมบูรณ์ 2) ผู้สังเกตเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกต (Participant as observer) ผู้วิจัยหรือผู้วิจัย ร่วม จะต้องเปิดเผยตวั เองเม่ือเข้าไปศกึ ษาขอ้ มูลในชุมชนในขณะเดยี วกนั ก็พยายามทำความสัมพันธ์กบั สมาชกิ ของ ชมุ ชน ในระยะแรกผูว้ ิจัยจะถูกชาวบ้านมองในลักษณะของคนแปลกหน้า หรือผู้มาเยอื น ดงั นั้นจะตอ้ ง ไม่ทำตนให้เป็นบุคคลโดดเด่น หรือเป็นจุดสนใจของชาวบ้าน พยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคม นับต้ังแต่ การแต่งกาย เส้ือผ้า อาหาร ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตประจำวัน จะต้องอยู่ในสภาพใกล้เคียงหรือกลมกลืน กับคนในชุมชน ต่อมาชาวบ้านจะเร่ิมยอมรับอย่างมีเง่ือนไข และเร่ิมให้ข้อมูลบางลักษณะที่ไม่กระทบต่อ สถานะของผู้ให้ข้อมูล เม่ือผู้วิจยั ไดร้ ับการยอมรับจากสมาชิกในชุมชนมากขึ้น ก็จะได้รับความไว้วางใจ และสามารถเกบ็ ข้อมลู ทอี่ ยูด่ ้านหลงั ฉากของชมุ ชนไดม้ ากข้นึ 3) ผสู้ งั เกตเข้าร่วมในฐานะผู้เข้าร่วม (Observer as participant) ผู้วจิ ยั ทเี่ ข้าไปสังเกตการณ์ และเก็บขอ้ มูลในระยะเวลาสั้น ๆ ในฐานะท่ีเป็นคนนอกเขา้ ไปเก็บข้อมลู โดยไม่มคี วามสัมพนั ธ์กับคนใน ชุมชนมากนัก จำเป็นจะต้องแนะนำตนเองอย่างเปิดเผย เพ่ือให้คนในชุมชน หรือผู้ให้ข้อมูลทราบว่าเป็น ใคร นำข้อมลู ไปทำอะไร 4) ผู้สังเกตโดยสมบูรณ์ (Complete observer) วิธีสังเกตแบบน้ีผู้สังเกตจะไม่มี ความสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้ถูกสังเกตเลย เทคนิคการสังเกตแบบน้ีมักใช้บ่อยในการสังเกตผ่านกระจก โดยที่ผู้ถูกสังเกตจะไม่รู้ตัวว่ามีคนคอยสังเกตพฤติกรรม นิยมใช้การสังเกตในห้องทดลอง เช่น การสังเกต พฤตกิ รรมคนไข้โรคจิตในโรงพยาบาลประสาท เปน็ ตน้ 5.1.6 การจดบันทึกภาคสนามการบันทึกภาคสนามข้อมูลท่ีไดจ้ ากการสังเกตเป็นวธิ ีการสำคัญใน การเก็บข้อมูล เพื่อทำให้การวจิ ัยนั้นสมบูรณ์ย่ิงข้ึน การจดบันทึกจึงทำเพื่อเป็นการป้องกนั การลืม ช่วยตั้ง สมมุติฐานช่ัวคราวในการวิเคราะห์ข้อมูลในสนาม ช่วยเรียบเรียงความคิด ในการวางแผนงานต่อไป ชว่ ยสรปุ ข้อมูลเป็นระยะ ๆ การจดบันทึกเป็นการสนับสนุนให้การวิจัยมีคุณภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งคุณภาพ ในการสังเกตด้วย ยิ่งในกรณีที่มีการสังเกตพฤติกรรม หรือกลุ่มบุคคลหลายอย่างในเวลาเดียวกัน การใช้เพียง ความจำอย่างเดียวอาจจะทำให้ข้อมูลคลาดเคล่ือนได้ การจดบันทึกจึงต้องทำอย่างมีระบบ และเป็น ขัน้ ตอน คือ 1) บันทึกย่อ ในการสงั เกตนกั วิจัยจะร้สู ึกได้เองวา่ ไมค่ วรจดบันทึกใหเ้ ห็นโจง่ แจ้ง เพราะอาจจะทำให้ผถู้ ูกสงั เกตรู้สึกว่า กำลังถูกสงั เกตและบันทึก ซ่ึงจะมีผลให้เขาหยุดคิดหรือมีปฏิกิรยิ า ทไ่ี ม่เปน็ ธรรมชาตไิ ด้นั้น ถ้าจำเป็นต้องบันทึกก็ควรบนั ทกึ เฉพาะข้อความท่ีสำคญั ๆ หรอื ใช้คำยอ่ ใน

53 เหตุการณท์ ผี่ สู้ ังเกตไม่สามารถจดอะไรไดเ้ ลย เพราะสถานการณ์ไมเ่ อ้ือ ก็จำเป็นต้องใช้ความจำ นักวิจัย เชิงคุณภาพจึงต้องฝึกฝนในการจำ การจดโนต้ อยา่ งเปดิ เผยจะกระทำก็ต่อเมอ่ื นักวจิ ยั แสดงตวั อยา่ ง เปิดเผยว่าเปน็ นักศึกษา นักสัมภาษณ์ และผู้ถกู สงั เกตคาดหวังวา่ จะมีการจดบันทกึ 2) บนั ทกึ ภาคสนาม นอกจากการจดข้อความสำคญั แลว้ นักวจิ ัยจะตอ้ งใหเ้ วลา กับการทำบันทึกภาคสนาม โดยจดั เวลาเฉพาะให้เป็นพิเศษวันละ 1-2 ชั่วโมง เพอ่ื บนั ทกึ เหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดข้นึ ในช่วงทผี่ ่านมาอาจทำบนั ทึกทุกวนั ก่อนนอน หรือถา้ งานวจิ ยั เปน็ งานที่ต้องทำกลางคืน กค็ วรให้เวลาตอนเช้าของวันรุ่งข้นึ สำหรบั เขียนบันทึก ประเด็นอยูท่ ่วี า่ การทำบันทึกภาคสนามควรทำ ทุก ๆ 24 ชั่วโมง ถา้ จะทิ้งช่วงขา้ ม 1-2 วัน กค็ วรจะเป็นกรณพี เิ ศษจรงิ ๆ นักวิจัยจะตอ้ งจัดระบบ และทำตารางเวลาจัดหาสถานที่ เพ่ือน่ังทำบนั ทกึ ภาคสนามเปน็ ประจำทุกวนั 5.1.7 ข้อแนะนำในการบนั ทกึ (สภุ างค์ จนั ทวานชิ , 2547) 1) ควรบนั ทกึ เหตุการณ์หลงั จากท่สี ังเกตเหน็ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้อยา่ รีรอ เพราะอาจจะลืมข้อมูลสำคญั บางประเด็น 2) เวลาในการจดบนั ทกึ อาจยาวพอกันกบั เวลาที่ใช้ในการสงั เกต จงึ ควรแบ่งเวลา การจดบนั ทึกไวใ้ หม้ ากพอ 3) ควรวาดแผนผงั ประกอบการจดบันทึกวา่ เหตุการณ์ที่ไปสังเกตสภาพทางกายภาพ เกดิ ขึน้ เช่นไร มีใครเกี่ยวข้องอยูต่ รงไหนของเหตุการณจ์ ะชว่ ยใหจ้ ำได้ดีขึน้ 4) ในขณะสงั เกตควรจดส้นั ๆ กันลืม แล้วนำมาขยายเพ่ิมเติมในตอนหลัง ซ่ึงมักจะ เปน็ เวลากลางคืน บางครง้ั ผู้วิจัยไม่สามารถจดต่อหน้าผถู้ ูกสงั เกตได้ ควรหลบมาจดในที่เงยี บ ๆ หรอื ใน ท่ีลับ เชน่ ในหอ้ งนอนสว่ นตวั 5) ดูบรรยากาศของเหตุการณ์ท่ีจะอำนวยในการจด เช่น เหตุการณ์ขัดแย้ง หรือ เศร้า ไมค่ วรจดบันทึกพร้อมกบั เหตกุ ารณ์ 6) ในชนบทบางแห่งที่ใช้แสงไฟจากตะเกียง ในการจดบันทึกยามกลางคืนอาจจะเป็น จุดสนใจของชุมชน บางครั้งผู้ถูกสังเกตอาจจะสนใจสมุดบันทึกที่นักวิจัยถืออยู่ในมือนักวิจัยควรให้ อา่ นบันทึกส้นั ๆ ทไี่ มม่ อี นั ตราย เพอ่ื ใหห้ ายสงสยั 7) บันทึกภาคสนามท่ีเขียนแล้ว ควรมีอย่างน้อยสองสำเนา เพื่อประโยชน์ในการเขียน เรียบเรยี งในโอกาสต่อไป ควรเก็บไว้ในที่มดิ ชดิ โดยเก็บแยกกนั แหง่ ละชดุ และไมค่ วรพกติดตวั 8) พึงระลึกเสมอว่า การจดบันทึกแต่ละครั้งจะไม่ได้ข้อมูลครบถ้วน “เบ็ดเสรจ็ ” นักวจิ ัยตอ้ งเพมิ่ ข้อมูลตา่ ง ๆ ใหค้ รบถ้วนตามท่ีต้องการ สรุปว่า การสังเกตเป็นวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นข้อมูล โดยใช้ประสาทสัมผัส ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ การสังเกต หรือฝ้าดูเหตุการณ์พฤติกรรมของผ้ถู ูกสังเกต เพื่อให้ไดข้ ้อมลู ตาม วัตถุประสงค์ของผู้สังเกต คือ การพิจารณาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นเพื่อค้นหาความจริงจาก ปรากฏการณต์ ่าง ๆ โดยอาศยั ประสาทสมั ผัสทั้ง 5 ของผสู้ ังเกตโดยตรง 6 การนิเทศ กำกับ ติดตาม 6.1 การนเิ ทศ

54 6.1.1 ความหมายของการนิเทศ ได้มีนักการศกึ ษาได้ใหค้ วามหมายของการนเิ ทศไวห้ ลายทศั นะ ดงั น้ี เสถยี ร เที่ยงธรรม (2544 : 37) ได้สรปุ ไว้ว่า การนิเทศการศกึ ษา เนน้ กระบวนการ ทำงานรว่ มกนั ของบุคลากรทางการศกึ ษาอย่างเปน็ ระบบ เพื่อพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้มี คุณภาพและประสทิ ธิภาพสูงสุด อันจะสง่ ผลตอ่ ตัวนกั เรียนในทีส่ ดุ สนธยา เมืองคำ (2547 : 39-47) ไดส้ รุปไวว้ ่า 1. การนเิ ทศภายในโรงเรียน หมายถงึ กจิ กรรม กระบวนการทผ่ี บู้ ริหารและบคุ ลากร ในโรงเรียนร่วมมือกนั จัดขึน้ เพ่ือพฒั นาการปฏิบตั ิงานของครใู นทุกดา้ น รวมท้ังให้ครูเกิดความก้าวหน้าใน วิชาชพี และสัมฤทธ์ผิ ลสูงสดุ ในการเรียนของนกั เรยี น 2. กิจกรรมการนิเทศ หมายถึง แนวปฏิบัตทิ จ่ี ดั ให้มขี ้ึนในลกั ษณะตา่ ง ๆ ในแต่ละงาน ของนเิ ทศการศึกษา เพือ่ ชว่ ยให้งานนิเทศการศึกษาดำเนนิ งานไปด้วยดี และบรรลวุ ัตถุประสงค์ 3. ชนิดของกิจกรรมการนิเทศ การระดมสมอง คือ การเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาหรือ เสนอความคิดเหน็ ของสมาชิกในกลมุ่ โดยวิธีคิดแบบปัจจุบันทนั ด่วนเท่าที่ความคิดของสมาชิกคนใดคน หนึ่งจะคิดขึ้นมาได้ในขณะน้ัน โดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์มีเพียงเสนอความคิดเห็นน้ันนำเสนอจะถูก บนั ทึกไว้ การระดมสมองจะดำเนนิ ไปไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพสูงสุด 6.1.2 กระบวนการนิเทศการศึกษา สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 24) ได้กำหนดรูปแบบ กระบวนการนิเทศการศึกษาไว้ 5 ขน้ั ตอน ดงั น้ี ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ เป็นข้ันเร่ิมต้นท่ีจะได้ข้อมูล จากการศกึ ษา เพ่ือไปประกอบการตดั สนิ ใจวางแผน และกำหนดทางเลือกต่อไป ขัน้ ท่ี 2 วางแผนและกำหนดทางเลือก การวางแผน คือ การพจิ ารณาและตัดสนิ ใจ อยา่ งมเี หตผุ ลตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ในการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายทพ่ี ึงประสงค์ ซ่ึง รวมถึง การกำหนดการเลอื กปฏิบัติรายละเอียดขั้นตอนการทำงานอย่างมีระบบ ที่สะดวกแก่การ ปฏบิ ัตแิ ละเป็นทางเลอื กทด่ี ีที่สุด ขั้นท่ี 3 การสร้างส่อื เครื่องมอื และการพัฒนาวธิ กี าร ขัน้ ที่ 4 การปฏิบัตกิ ารนิเทศ สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คอื 1. การนเิ ทศดว้ ยตนเอง 2. การนิเทศทางอ้อม หมายถึง การนิเทศด้วยการใช้ส่ือ เคร่ืองมือนิเทศ บุคลากร ข้ันที่ 5 การประเมินผลและรายงานผล เป็นข้ันตอนการตรวจสอบการปฏิบัติงานรวบรวม ปญั หาในแต่ละข้ันตอน เพ่อื หาทางแก้ไขการประเมนิ ขั้นสดุ ท้ายเปน็ การเปรยี บเทยี บผลงาน กรมสามัญศึกษา (2559 : 44) ได้กล่าวถึงการนิเทศภายในโรงเรียนนั้นมุ่งเน้น 3 กระบวนการ จะต้องเนน้ กระบวนการนน้ั ๆ อย่างเท่าเทยี มกนั และผู้บรหิ ารจงึ มหี น้าทีใ่ นการนเิ ทศภายในโรงเรยี น ภารกิจหลกั ของผ้บู รหิ ารโรงเรียน คอื บริหารงานท่ีรับผดิ ชอบ 4 ประการ ได้แก่ 1. งานบรหิ ารวชิ าการ 2. งานบริหารงานบุคคล 3. งานบรหิ ารแผนและงบประมาณ 4. งานบริหารทั่วไป 6.1.3 หลกั การนเิ ทศภายในโรงเรียน

55 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน (2557 : 24-25) ได้กำหนดหลักการ การ ดำเนินการนเิ ทศภายในโรงเรยี น โดยสรุป ดงั นี้ 1. การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นภาระของผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหาร หัวหน้าหมวด วชิ า และคณะครูอาจารย์ภายในโรงเรียน มีหนา้ ท่นี เิ ทศกนั เอง 2. ประสานความร่วมมอื ระหว่างเครอื ขา่ ยการนิเทศระดบั เขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา ระดับกลมุ่ โรงเรียนและแหล่งวิทยาการ ให้บริการช่วยเหลอื งานวิชาการของโรงเรียนอย่างมปี ระสิทธิภาพและ คลอ่ งตัว 3. การนิเทศภายในโรงเรยี นจะไดผ้ ลดี ขนึ้ อยกู่ ับความสมั พนั ธท์ ี่ดีระหวา่ งครดู ว้ ยกนั ไดร้ ับ ขวญั และกำลังใจจากผู้บรหิ าร ยอมรับในความรู้ความสามารถของผู้ให้การนิเทศ พร้อมท้ังผรู้ ับการนเิ ทศ ภายในโรงเรยี นใหก้ ารสนบั สนุนด้วย จรี ะ งอกศลิ ป์ (2550 : 596) ได้กลา่ วถงึ หลกั การนเิ ทศภายในไว้ ดงั น้ี 1. การนเิ ทศภายในโรงเรยี นเปน็ กระบวนการพัฒนาโรงเรียนอย่างเปน็ ระบบและตอ่ เน่ือง ตาม ขั้นตอนกระบวนการนเิ ทศ 2. ผ้นู ิเทศ คือ ผู้ร่วมคิด รว่ มทำ และสนับสนุนข้อมลู ความรู้ เพื่อให้บุคลากรในโรงเรียน สามารถพัฒนาตนเองและพัฒนางานไดด้ ว้ ยตนเอง จนสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ได้ผลดี ย่ิงข้นึ 3. การนิเทศภายในโรงเรยี นต้องสอดคลอ้ งกับความต้องการจำเปน็ ของการพฒั นาผูเ้ รียน ครู และโรงเรยี น โดยเนน้ การนเิ ทศใหท้ วั่ ถงึ ต่อเน่อื งและมีคุณภาพ 4. เปา้ หมายของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น คือ การสง่ เสริมและสนับสนนุ หรือใหค้ วาม ช่วยเหลือครูในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน และกิจกรรมเสริมสร้างใหป้ ระสบผลสำเร็จในการพัฒนา ผ้เู รียนใหม้ คี ุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ กลา่ วคือ เปน็ คนเกง่ คนดีและมีความสุข 6.1.4 ประโยชน์ของการนเิ ทศภายในโรงเรียน สุทธนู ศรีไสย์ (2545 : 8-9) ได้กล่าวถึง การนิเทศภายในโรงเรียนจะเกี่ยวข้องกับการ พัฒนาให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการดำเนินการจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเจตคติ ความเช่ือ ความ รบั ผดิ ชอบ การเร้า หรอื กระตุ้นให้ครูผู้สอน ได้มกี ารปรับปรุงตนเอง ตลอดจนแนวความคิดของครูผูส้ อน ในการปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลทำให้ครูผู้สอนได้รับประโยชน์โดยตรงโดยสรุป ดงั น้ี 1. ครผู ้สู อนมคี วามเช่ือม่นั ในตนเอง 2. ครผู ู้สอนสามารถประเมนิ ผลการทำงานของตนเองได้ 3. ครผู ู้สอนสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณซ์ งึ่ กนั และกัน 4. ช่วยกระตุน้ ใหค้ รูผ้สู อนใหม้ ีการวางแผนจดั ทำจุดมุง่ หมาย และแนวปฏบิ ตั ิไปพร้อม ๆ กนั 5. เป็นกระบวนการท่ีทา้ ทายความสามารถของครใู ห้มีความคิดเชงิ นามธรรมสูง ในขณะปฏิบัติงาน 6.2 ความหมายของการกำกบั ตดิ ตาม การกำกบั ตดิ ตาม (Monitoring) นกั วิชาการไดใ้ ห้ความหมายไวห้ ลายทา่ น ดังน้ี

56 สำนักงานสถาบั นราชภัฎ (2545 : 133) ได้ให้ ความหมาย การกำกับ ติดตาม (Monitoring) หมายถึง กระบวนการของการวัด หรือการตรวจสอบ หรือศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปัจจัย เบ้ืองต้น (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) ท่ีเกิดข้ึนในช่วงของการดำเนินงาน ตามโครงการ ตุลา มหาสุธานท์ (2545 : 247-248) ให้ความหมาย การกำกับ ตดิ ตามเปน็ กระบวนการเฝ้า ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ให้ดำเนินไปในภายใต้แผนที่วางไว้อย่างถูกต้อง ไม่ให้คลาดเคล่ือน หรือเบ่ียงเบน ไปจากเป้าหมายท่ีต้ังไว้ หรือเพ่ือเป็นหลักประกันว่าองค์การจะบรรลุเป้าหมายในทิศทางท่ีต้องการ ตามที่วางแผนไว้ รวมทั้งแก้ไขการดำเนินการท่ีคลาดเคลื่อนหรือเบ่ียงเบนไปจากมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ กำหนดไว้ ระบบการกำกับ ตดิ ตาม เปน็ กระบวนการสุดท้ายของหน้าท่ีการบริหารงาน ที่ผู้บริหารทกุ คนใน องค์การต้องปฏิบัติ ทั้งนี้ เม่ือมีการวางแผน ซึ่งเป็นหน้าท่ีประการแรกสุด ในการบริหารองค์การและ หากผูบ้ รหิ ารในองค์การ ปรารถนาจะให้องค์การดำเนินงานไปในทศิ ทางที่ถูกตอ้ งตามแผนงานที่วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควร มรี ะบบการกำกบั ตดิ ตามปฏบิ ัตงิ านของบุคลากรในองค์การ การกำกับ ตดิ ตามการปฏิบัติงานมีจดุ มุง่ หมาย เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจในการดูแลให้กิจกรรมด้านการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการจัด องค์การ การชี้นำในสง่ิ ทีถ่ กู ตอ้ งไปในทิศทางทีต่ ้องการ ตลอดจนทนั เวลาและสถานทตี่ อ้ งการ 6.3 แนวคิดพื้นฐานเกีย่ วกับการกำกับ ติดตาม การกำกับ ติดตาม เป็นหน้าท่ีของผู้บริหารท่ีเก่ียวข้องในทุกระดับสายการบังคับบัญชา โดยผู้บริหารระดับต้นจะเก่ียวข้องกับด้านการปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับกลางจะเกี่ยวข้องด้านยุทธวิธี หรือด้าน เทคนคิ และผบู้ รหิ ารระดบั สูงจะเกี่ยวข้องด้านกลยทุ ธ์ ไดแ้ ก่ 6.3.1 การกำกับ ติดตาม ด้านปฏิบัติการ จะเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับต้น ในการ กำกับ ติดตามผู้ใต้บงคับบัญชา ซ่ึงเป็นพนักงานในองค์การในระดับปฏิบัติการน้ีจะสัมพันธ์กับการ ผลติ และการบริหารอันเป็นระดบั พื้นฐานที่เป็นสายงานหลกั และจำเป็นต่อความอย่รู อดขององค์การ 6.3.2 การกำกับ ติดตามระดับยุทธ์วิธี เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในผลิตภัณฑ์ของ องค์การผู้บริหารระดับกลาง จะเป็นผู้รับชอบเฝ้าดูแลและติดตามความเคล่ือนไหวของปัจจัยต่าง ๆ ในการ ดำเนนิ งาน เพ่ือประเมินความสัมพันธ์ 6.3.3 การกำกับติดตามระดับกลยุทธ์ เก่ียวข้องกับประสิทธิภาพของผู้บริหาร ระดับสูง ที่จะสามารถจดั การปญั หาทางสภาวะแวดล้อมท่ีเผชิญหนา้ กับองค์การอยู่ โดยผ้บู ริหารระดับสูง มีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ผู้บริหารจะต้องพยายามพยากรณ์ในอนาคตเก่ียวกับ เง่ือนไขสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เพ่ือจะได้สามารถปรับเปล่ียนแผนหรือยุทธศาสตร์ขององค์การได้อย่าง ทนั ทว่ งที 6.4 ความสำคัญของการกำกบั ตดิ ตามโครงการ จากความหมายของการกำกับ ติดตาม จะเห็นได้ว่าการกำกับ ติดตาม เป็นส่ิงที่จำเป็นและ มีความสำคัญตอ่ การดำเนินงานตามแผนท่กี ำหนดไว้ สำนักงานสถาบนั ราชภัฎ (2545 : 52) ได้กล่าวถงึ ความสำคัญของการตดิ ตาม กำกับ โครงการ ดังนี้

57 1. การตดิ ตาม กำกับช่วยให้โครงการบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ทั้งน้ี เนื่องจากวัตถุประสงค์และเป้าหมายถือได้ว่าเป็นหัวใจของโครงการ ในการดำเนินงานตามโครงการท่ีวางไว้ถา้ ไม่ ยดึ วัตถุประสงค์และเปา้ หมายเป็นหลักแล้ว ทำใหไ้ มท่ ราบว่า จะทำโครงการไปทำไม เพอ่ื อะไร เม่ือเปน็ เช่นนี้ การติดตาม กำกับโครงการจะช่วยประคับ ประคองให้โครงการท่ีกำลังปฏิบัติประสบผลสำเร็จลุล่วง และบรรลุสิ่งท่ีม่งุ หวังดังกลา่ ว จงึ ถอื ได้ว่า การติดตาม กำกับ เป็นกิจกรรมหรือภารกิจที่สำคัญยิ่งของ ผ้รู ับผิดชอบโครงการ 2. การติดตาม กำกับช่วยให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์เต็มท่ีหรือเป็นไปอย่างคุ้มค่า ผู้รับผิดชอบโครงการที่ดีจะต้องควบคุมกำหนดเวลา และการใช้ทรัพยากรทุกประเภทของโครงการ โดยการเสนอแนววิธีการปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะสามารถลดเวลาและปริมาณของทรัพยากรอื่น ๆ ลงไปได้มาก และทำให้สามารถเอาทรัพยากรที่ลดลงดังกล่าวไปใช้ประโยชน์กับโครงการอ่ืน ๆ ได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าผู้รับผิดชอบโครงการใช้การติดตาม กำกับโครงการ จะช่วยให้การใช้ทรัพยากรของ โครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการที่จะนำเอาระบบการติดตาม กำกับ ท่ีมี ประสิทธิภาพมาใช้น้ันจะต้องพิจารณาให้ดีว่าการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ของโครงการมีการลดลงจริง เพราะโดยหลักการถ้าหากว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพ่ิม เพื่อการติดตามมากกว่าการสูญเสียเพราะไม่มี การติดตาม กำกับแล้ว ก็ควรปล่อยให้โครงการดำเนินไปโดยไม่ต้องนำเอาวิธีการติดตาม กำกับ ดังกลา่ วไปใช้ 3. การติดตาม กำกับให้ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการทุกฝ่ายได้เห็นเป้าหมายจุดประสงค์ หรือมาตรฐานของการดำเนินงานได้ชัดเจนข้ึน โดยทั่วไปแล้วโครงการต่าง ๆ มักจะมีการกำหนด จุดประสงค์หรือเป้าหมายไว้อย่างหลวม ๆ หรือใช้ถ้อยคำท่ีคอ่ นข้างจะมคี วามเป็นนามธรรมสูง เช่น คำว่า “พัฒนา” “ขยาย” “ปรบั ปรุง” “กระตุ้น” ฯลฯ ซ่ึงบางครง้ั ทำให้ผูป้ ฏบิ ัติงานหรือแม้กระทั่งผ้บู รหิ ารบางคน มองไม่เห็นเป้าหมายชัดเจน และเม่ือไม่เข้าใจถึงเป้าหมายและจุดมุ่งหมายแล้วก็ไม่อาจปฏิบัติงานให้บรรลุถึง ความคาดหวังของโครงการ (จุดประสงค์) ได้เมื่อมีการติดตาม กำกับ แล้วจะต้องมีการทำให้จุดประสงค์ และเป้าหมาย รวมทัง้ มาตรฐานต่าง ๆ ชดั เจนข้ึน 4. การติดตาม กำกับ มีส่วนในการควบคุมคุณภาพของงานในโครงการ ท้ังนี้ เพราะการ ติดตาม กำกับโครงการจะตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานทุกส่วนของโครงการอย่างมีระบบโดยใช้ หลักการทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะหถ์ ึงปัจจัยทุกชนิดท่ีใช้ในการดำเนินงาน หรอื บางครั้งท่ีเราเรียกกัน ว่า “ปัจจัยเบ้ืองต้น” “กระบวนการ” ตลอดจน “ผลผลิต” ดังนั้น การติดตาม กำกับ ควรนำไปใช้ทุก ขั้นตอน เพื่อไม่ให้งานในส่วนใดมีปัญหาหรือไม่มีคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งพบกับการ ดำเนินงาน หรือแม้กระทั่งผลงานไม่มีคุณภาพ ผู้รับผิดชอบโครงการต้องมีการศึกษาโดยใช้ข้อมูล ยอ้ นกลับ (Feedback) ให้มกี ารดำเนินงานใหม่จนกว่างานน้นั จะได้มาตรฐานตามตอ้ งากร จงึ ถอื ว่าติดตาม กำกบั ชว่ ยในการควบคุมคุณภาพของโครงการ 5. การติดตามกำกบั ช่วยปอ้ งกันอุปสรรคและความเสียหายที่อาจเกิดขนึ้ ได้ ท้ังน้ี การติดตาม กำกับให้ผู้รับผิดชอบโครงการได้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค ข้อดี ข้อเสีย ตลอดจนแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขในการดำเนินการในโครงการ ซ่ึงข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ผู้รับผิดชอบโครงการได้มีการวางแผน หรือกำหนดแนวทางการดำเนินโครงการต่อไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ และไม่มีปัญหาตามมา 6. การติดตามกำกับช่วยกระตุ้นจูงใจและสร้างขวัญและกำลังใจ ให้ผู้ปฏิบัติงานในโครงการ ติดตาม กำกับ ไม่ใช่กระบวนการจับผิด เป็นการแนะนำช่วยเหลือให้การดำเนินงานบรรลุถึงผลสำเร็จ

58 ดังน้ันผู้ท่ีทำหน้าที่ติดตาม กำกับท่ีดี มักได้รับการต้อนรับจากผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความ กระตอื รอื ร้น และมขี วัญกำลงั ใจในการปฏิบัติงานมากขน้ึ สรุปวา่ การนิเทศการศกึ ษา เน้นกระบวนการทำงานร่วมกันของบุคลากรทางการศึกษา อย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดและ ระบบการกำกับ ติดตาม เป็นกระบวนการสุดท้ายของหน้าท่ีการบริหารงาน ที่ผู้บริหารทุกคนในองค์การ ต้องปฏิบตั ิ 7. ข้อมูลทวั่ ไปของโรงเรียนอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรยี นอนุบาลศรเี ทพ(สว่างวฒั นา)ตง้ั อยูเ่ ลขที่ 242หมู่ 2ตำบลสระกรวดอำเภอศรีเทพจงั หวดั เพชรบรู ณ์ สำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาเพชรบูรณ์ เขต3โทร05679905โทรสาร056799716 E-Mail: [email protected] เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึง ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 เนื้อท่ี 16 ไร่ 1 งาน เขตบริการของโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) รับผิดชอบจัดการศึกษาในเขตพ้ืนที่บริการ 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2,4,5,6 และหมู่ที่ 15 ตำบลสระกรวด อำเภอศรเี ทพจังหวดั เพชรบรู ณ์ ระดับชั้นอนบุ าลปีท่ื 1-3จำนวน109คนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1-6จำนวน387 คนรวมนักเรียนทั้งส้นิ 494คนข้าราชการครู 19ผู้อำนวยการโรงเรยี น1รองผู้อำนวยการโรงเรยี น1ธุรการโรงเรียน1 คนแมบ่ า้ น1 คน ผ้ปู กครองนักเรยี นสว่ นใหญน่ ับถือศาสนาพุทธ ประเพณีศิลปวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ แหล่งเรียนรู้ โดยท่ัวไป ได้แก่ วัดสว่างสามัคคี สถานประกอบการต่าง ๆ ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อศรีเทพ ประเพณีแห่เทียนจำนำพรรษา ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีวันลอยกระทง ผู้ปกครองนักเรียน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รอ้ ยละ 55 คา้ ขาย ร้อยละ 25 รับจ้างร้ อยละ 15 ประกอบอาชีพ อ่ืน ๆ รอ้ ยละ 5 นับถือพระพุทธศาสนา ร้อยละ 99 รายได้ ประชากรเฉลี่ยครอบครัวละ 36,000 บาทต่อปี การพัฒนาและการปฏิรูปการศึกษาจะต้องยึดหลักการมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจและความ ต้องการของทุกภาคส่วน ในสังคมมีความสอดคล้องกับทิศทางพัฒนาและเพ่ิมศักยภาพการแข่งขัน ของประเทศ รวมทั้งเป็นไปตามกระบวนการของสภาปฏริ ูปแห่งชาติและสภานิติบัญญัติแหง่ ชาติและ แนวนโยบายของคณะรฐั มนตรีเพอ่ื ใหก้ ารดำเนนิ งานเปน็ ท่ียอมรับและเกดิ ความม่ันคงย่งั ยนื ในระบบ การศึกษาของไทยโรงเรียนอนุบาลศรีเทพสวา่ งวัฒนาจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจและเป้าหมายใน การปฏบิ ัติดงั นี้ วสิ ยั ทศั น์ (Vission) โรงเรียนอนบุ าลศรีเทพสวา่ งวัฒนามงุ่ การพฒั นาให้นกั เรียนเรยี นอยา่ งมคี วามสุขเรียนดมี ี ความร้มู คี วามสามารถมีความคดิ รเิ รมิ่ สร้างสรรคม์ รี ะเบียบวินัยมมี ารยาททดี่ ีมีสขุ ภาพพลานามัย แขง็ แรงทง้ั ทางร่างกายและจิตใจสามารถใชเ้ ทคโนโลยใี นชวี ติ ประจำวนั พัฒนาตนเองให้ทนั ตอ่ การ เปลีย่ นแปลงของสงั คมโลกและดำเนินตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง พันธกจิ (Mission) 1. พัฒนาคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดบั ตามหลักสูตรและสง่ เสริมความสามารถ ด้านเทคโนโลยเี พ่ือเป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้ 2. ปลูกฝงั คุณธรรมและความสำนึกในความเป็นชาติไทยและวธิ ีชีวิตตามหลักปรชั ญาของ เศรษฐกิจพอเพียง

59 3. พฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาระดบั ประถมศึกษาและผเู้ รียนได้รบั การพัฒนาเต็ม ตามศกั ยภาพ 4. พฒั นาครแู ละบุคลากรทางการศึกษาใหส้ ามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอยา่ งมี ประสทิ ธภิ าพ 5. พัฒนาการบริหารจดั การศึกษาให้มปี ระสทิ ธภิ าพเน้นการมีส่วนรว่ มในการสง่ เสรมิ สนบั สนนุ การจดั การศึกษา เปา้ ประสงค์ (Goal) 1. นกั เรียนทกุ คนไดร้ ับการพฒั นาคณุ ภาพตามมาตรฐานการ การศึกษาและส่งเสรมิ ความสามารถด้านเทคโนโลยีเพอื่ เปน็ เครือ่ งมือในการเรยี นรู้ 2. นักเรียนได้รับการปลกู ฝงั คุณธรรมจรยิ ธรรมความสำนึกในความเป็นชาติไทยและวิถชี วี ิต ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3. พัฒนาคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษาระดับประถมศึกษาและผเู้ รยี นไดร้ บั การพฒั นาตาม ศกั ยภาพ 4. ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ 5. โรงเรยี นมีการบริหารจดั การได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพโดยชมุ ชนมีสว่ นร่วมในการส่งเสริม สนับสนนุ การจัดการศึกษา 8. งานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง 8.1 งานวจิ ัยในประเทศ อันธนา มงคล (2548 : 142) ได้ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จังหวัดกาฬสินธ์ุ ผลการศึกษาพบว่า ครูที่ปรึกษามีความพึงพอใจ ในการปฏิบตั ิงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก โดยความ พึงพอใจท่ีมีค่ามากที่สุดในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ อัตมโนทัศน์ ลักษณะมุ่งอนาคต ความสำเร็จของงานในหน้าท่ี ความ รบั ผิดชอบในงานนโยบายและการบริหารงาน การนิเทศ ติดตามและประเมินผล สัมพันธภาพระหว่างครูกับ ผู้บริหาร สัมพันธภาพระหว่างครูกับเพ่ือนร่วมงาน สัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน แ ละ สมั พันธภาพระหวา่ งครูกับผู้ปกครอง อนันต์ เพยี นเกาะ (2548 : 1-225) ไดศ้ ึกษาการพัฒนาการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา ได้แก่ การประชุมปฏิบัติการและการนิเทศแบบมีส่วนร่วม วิธดี ำเนินการศึกษาค้นคว้าโดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) จำนวน 2 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน (Planning) การ ปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 11 คน ผลการศึกษาค้นคว้าดำเนินงานมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ ความเข้าใจเพ่ิมขึ้นเก่ียวกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้ง 5 ข้ันตอน คือการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งต่อ แต่ยังขาดความมั่นใจ ในการนำไปใชด้ ำเนินการ 4 กจิ กรรม คือ การวางแผนการดำเนินงาน การตรวจสอบ และการปรับปรุง ผลการ ดำเนินงานพบว่า โดยรวมกลยุทธ์การนิเทศแบบมีส่วนร่วมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยสรุปการ

60 พัฒนาการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนกั เรียนโดยใช้กลยทุ ธ์ คือ การประชุมเชิงปฏบิ ตั ิการและการนิเทศ แบบมีส่วนร่วมทำให้ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีการปรับปรุงการดำเนินงานทุกข้ันตอน มีการดำเนินงาน อย่างเป็นระบบ นักเรยี นได้รบั การเอาใจใสจ่ ากครดู ีข้นึ เปน็ ทพี่ งึ พอใจของนักเรยี น ดังน้ัน การนำกลยุทธ์ไป ใช้ในการดำเนินงานควรคำนึงถึงความยืดหยุ่นของแผน โครงการ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ขององค์กร พูนทรัพย์ ธงชัย (2549 : 119-127) ได้ศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยใช้กระบวนการ วิจยั ปฏิบัตกิ าร ประกอบด้วย 4 ขัน้ ตอน คือ การวางแผน (Planning) การปฏบิ ัติ ตามแผน (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า สภาพ ปัญหาก่อนการพัฒนานักเรียนบางส่วนมีพฤติการณ์ก้าวร้าวท้ังทางกาย และทางวาจา โดยนักเรียนชอบ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทตัวต่อตัว และการชักชวนบุคคลภายนอกมาก่อการทะเลาะวิวาทในโรงเรียน นักเรียนพูดจาไม่สุภาพ กลั่นแกล้ง รังแก ขู่เข็ญ บีบบังคับผู้อ่อนแอกว่า ทำให้การจัดการเรียนรู้ไม่มี ประสิทธิภาพ ส่งผลเสียต่อการเรียน เม่ือดำเนินการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนท่ีมีพฤติกรรม ก้าวร้าวในวงรอบท่ี 1 โดยใช้กลยุทธ์ การอบรมคุณธรรม จริยธรรม การเย่ียมบ้าน และการให้การปรึกษา มองในภาพรวมแล้วนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมดีข้ึน มีวินัยในตนเองมากขึ้น ขยันมาโรงเรียน เอาใจใส่ต่อการเรียนมีพฤติกรรมการพูดจาที่สภุ าพอ่อนโยน ร่วมกิจกรรมกับเพ่ือน ๆ แตย่ ังมนี ักเรียนอีก 3 คน ที่ ต้องนำมาพัฒนาในวงรอบท่ี 2 โดยใช้กลยุทธ์เดิม ผลปรากฏว่า กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น มี วินัยข้ึน พูดจาไพเราะ และร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียนเป็นอย่างดี การพัฒนาระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนท่ีมีพฤติกรรมก้าวร้าว โดยใช้กลยุทธ์การจัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม กิจกรรม เยี่ยมบ้าน และกิจกรรมให้คำปรึกษาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการพัฒนา ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวให้เป็นผู้ท่ีมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคม ต่อไป ภคพชร อนุกูลประชา (2549 : 88-105) ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนปิยะมหาราชราชาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โดยใช้กลยุทธ์การ อบรมเชิงปฏิบัติการ และการศึกษาดูงาน โดยใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ตาม แนวคิดของเคมมิส (Kemmis) เป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การ ปฏิบัติตามแผน (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) พบว่าวงรอบที่ 1 ใช้ กลยุทธ์การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการศึกษาดูงาน ปรากฏว่า กลุ่มเป้าหมายได้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในกระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี นทุกขน้ั ตอน แต่ยังมีปัญหา ในเรื่องความสามารถ ความชำนาญในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จึงได้ร่วมกันลง ความเห็นว่าควรจะดำเนนิ การจัดให้มกี ารอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการในวงรอบที่ 2 ต่อไป ผลการดำเนินการใน วงรอบที่ 2 กลุ่มเป้าหมายเกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถนำรูปแบบและวิธีการที่กรมสุขภาพจิต กำหนดไว้มาจัดเก็บข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียนได้ถูกต้องคือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัด กรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งต่อ จนทำให้การดำเนินการ ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกรมสุขภาพจิตและกรมสามัญศึกษาได้กำหนดไว้ แนวทางการดำเนินงานไปในแนวทางเดียวกัน จนทำให้การใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเกิดการ พัฒนาย่ิงข้ึน จนทำใหไ้ ม่มีนักเรียนทจ่ี ะส่งต่อให้หน่วยงานอ่นื ๆ ตอ่ ไป

61 สุวิทย์ พละวงศ์ (2549 : 104-111) ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โรงเรียนเมยวดีพิทยาคม อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคดิ ของ Kemmis และ McTaggart ดำเนนิ การเป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบดว้ ย การวางแผน (Planning) การปฏิบตั ิ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ผลการศึกษาพบว่า สภาพก่อนการดำเนินการศึกษาค้นคว้า โรงเรียนดำเนินตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนไม่เป็นระบบที่ต่อเน่ือง ถูกต้องตามกระบวนการ ข้ันตอนแนวปฏิบัติของกรม สขุ ภาพจิตกำหนดไว้เน่ืองจากครูท่ีปรึกษาขาดความรู้ความเข้าใจในข้ันตอนการดำเนินงานระบบการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน หลังจากได้จัดให้มีการประชุมปฏิบัติการและการนิเทศในวงรอบท่ี 1 ทำให้ครูท่ี ปรึกษาเกิดการพัฒนาตนเองจนก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำรูปแบบ และวิธีการที่ หลากหลายมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียน เพื่อให้การดำเนินงานตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนท้ัง 5 ข้ันตอน ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ยังมีจุดอ่อนท่ีควรนำไป ปรับปรุงและพัฒนาให้ดีข้ึน คือ ครูที่ปรึกษาควรมีการประสานงานกับ ฝ่ายปกครองนักเรียนอยู่ตลอดเวลา เพ่ือให้ทราบถึงข้อมูลนักเรียนท่ีเป็นกลุ่มเส่ียงได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าจึงได้ประชุมร่วมกันและมีความเห็นตรงกันว่าควรจะมีการดำเนินการประชุม ปฏิบัติการในวงรอบที่ 2 ผลการดำเนินการวงรอบท่ี 2 ทำให้ครูที่ปรึกษาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเกิดความรู้ ความเขา้ ใจ และสามารถนำรูปแบบและวธิ ีการที่กรมสุขภาพจิตกำหนดไว้ มาใช้จดั เก็บข้อมูลพื้นฐาน ของนักเรียนได้ถูกต้องตามรูปแบบและวิธีการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ครบทุก ข้ันตอน สง่ ผลให้ระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียนเป็นไปอยา่ งถกู ตอ้ งตามขั้นตอนท่ีกำหนดไว้ อาทิฐยา วรนิตย์ (2549 : 101-121) ได้ศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น โรงเรียนชุมชนบ้านแฮด ก่ิงอำเภอบ้านแฮด สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 โดยใช้กลยุทธ์ ในการพัฒนา คือ แนวคิดเชิงระบบ ได้แก่ การบริหารงานเชิงระบบ การออกแบบระบบคุณภาพและการ ประกันคุณภาพของระบบ โดยใช้หลกั การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) 4 ข้ันตอน 2 วงรอบ แต่ละ วงรอบประกอบด้วย ขั้นการวางแผน (Planning) ขั้นการปฏิบัติการ (Action) ข้ันการสังเกต (Observation) และขั้นการสะท้อนผล (Reflection) ผลการวิจัยกลุ่มผู้ร่วมวิจัยได้ดำเนินการตาม การบริหารเชิงระบบ โดยกำหนดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของบุคลากรเป็น 3 ทีม คือ ทีมนำ ประกอบด้วย ผูบ้ ริหารและผชู้ ่วยผู้บรหิ าร ทีมพัฒนาคณุ ภาพ ประกอบดว้ ย ครูแนะแนว เลขานุการฝ่าย การบริหารและครูหัวหน้าช่วงช้ัน ทีมทำ ประกอบด้วย ครูประจำช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จากการร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยทีมนำ และทีมพัฒนาคุณภาพ ทำให้ได้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเป็น 5 ข้ันตอน คือ การรู้จัก นักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา การส่งเสริมและพัฒนา นักเรียน และการส่งต่อ ซึ่งผลการประเมินการบริหารคุณภาพระบบภายหลังสิ้นสุดการดำเนินงานใน วงรอบที่ 1 ในภาพรวม 3 ด้าน ตามลำดับ ดังน้ี คือ การบริการคุณภาพระบบระดับควรปรับปรุง ด้าน กระบวนการระดับพอใช้ และในวงรอบที่ 2 มีผลการดำเนินงาน คือ การบริหารคุณภาพระดับดี ด้าน กระบวนการระดับดีและด้านผลลัพธ์ระดบั ดี อภิศักด์ิ อินธิสาร (2549 : 89-130) ได้ศึกษาพัฒนาการปฏิบัติงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของครูที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนจันทรุเบกษาอนุสรณ์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ผลการศึกษาวงรอบที่ 1 ใช้กลยุทธ์การประชุมเชิง ปฏิบัติการ พบว่า ครูท่ีปรึกษามีความรู้ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนบรรลุ

62 เปา้ หมาย 4 กิจกรรม ไดแ้ ก่ การรจู้ ักนักเรยี นเป็นรายบุคคล การคดั กรองนักเรียน การสง่ เสริมนักเรียน และ การส่งต่อ และไม่บรรลุเป้าหมาย 1 กิจกรรม ได้แก่ การป้องกันและการแก้ไขปัญหา กลุ่มผู้ร่วมศึกษา ค้นคว้า ได้ร่วมกันประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาประเด็นที่ยังไม่บรรลุผล และได้ กำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาการปฏิบัติงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูท่ีปรึกษาช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์การประสานเครือข่ายผู้ปกครองและการนิเทศ ทำให้ครูท่ีปรึกษา มั่นใจการจัดกิจกรรมและนักเรียนรู้สึกว่าครูเป็นกันเองและสนุกกับการเรียน การป้องกันและการแก้ไข ปัญหา จึงบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยพบว่าครูที่ปรึกษาได้จัดแบ่งกลุ่มนักเรียนในห้องเรียนและให้ คำปรกึ ษากบั นักเรียนกล่มุ เสยี่ งและกลมุ่ มปี ัญหาโดยประสานงานกบั ผู้ปกครองนกั เรยี น นาตยา โสชาตรี (2550 : 53) ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โรงเรียนบ้านนาตับเต่า กิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น โดยใช้กระบวนการเทียบเคียง สมรรถนะ พบว่า การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาตับเต่า โดยใช้ กระบวนการเทียบเคียงสมรรถนะ มีโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม เป็นโรงเรียนตัวอย่างท่ีดี สามารถ ดำเนินการพัฒนางานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อใช้ในการดำเนินการในปกี ารศึกษา 2550 ได้ รวมท้ังสามารถ นำกระบวนการเทยี บเคียงสมรรถนะไปใช้ในการพฒั นางานดา้ นอ่ืนของโรงเรียนตอ่ ไป ไพรนิ ทร์ โฉมพูดดี (2551 : บทคดั ย่อ) ได้รายงานการพฒั นาการดำเนินงานตามระบบการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนน้ำสวยวิทยา อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย การศึกษาค้นคว้าครั้งน้ี มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนน้ำสวยวิทยา อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้ดีย่ิงขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 คน ดำเนินการโดยใช้กลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การประชุมระดมสมอง กิจกรรมการพัฒนา การกำกับ ตดิ ตามผล ตามกรอบเน้ือหา 2 เนอ้ื หา ได้แก่ การป้องกันและแกไ้ ขปัญหานักเรียน การส่ง ตอ่ นักเรยี น ใชห้ ลักวิจัยปฏิบัติการ 2 รอบ ประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติการตามแผน การสังเกต และการสะท้อนผล มีกลุ่มผู้ศึกษาค้นคว้า 5 คน ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้า ครูที่ปรึกษาช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 และชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 ครูแนะแนว ผู้ปกครองนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต ซ่ึงมีการตรวจสอบข้อมูล โดยใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบ 3 เส้า (Triangulation Technique) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เน้ือหาและนำเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลใช้โดยการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ สภาพก่อนการพัฒนาการ ดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนน้ำสวยวิทยา อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย พบว่า นกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 คน มคี ุณลักษณะไม่พึงประสงค์ โดยมพี ฤตกิ รรมเสย่ี ง ดื่มสุรา 2 คน สูบบุหรี่ 10 คน หลังจากได้ดำเนินการพัฒนาในวงรอบท่ี 1 ผลปรากฏว่า ด้านการป้องกันและ แก้ไขนักเรียน ด้านการส่งต่อนักเรียน โดยภาพรวมแล้ว สามารถแก้ไขปัญหาไดใ้ นระดับหนึ่ง โดยยังมีประเด็น ท่ีมีปัญหา คือ นักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 4 คน แต่ที่ต้องการได้รับการพัฒนาอย่าง ต่อเน่ืองอีก และมีปัญหาในบางกิจกรรมท่ีไม่น่าพอใจ ซึ่งจะต้องทำการพัฒนาต่อในวงรอบที่ 2 โดยใช้ กลยุทธ์ กิจกรรมการพัฒนา และการกำกับติดตามผล ผลการพัฒนาปรากฏว่า นักเรียนในกลุ่มเสี่ยง ลดลงเหลอื เพียง 1 คน ท่ตี ้องไดร้ บั การพัฒนาอยา่ งตอ่ เน่ือง รัตนาพร พลลาภ (2551 : บทคัดย่อ) ได้รายงานการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร การศึกษาครั้งนี้มี ความมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร

63 อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ตามกรอบการศึกษา 4 องค์ประกอบ คือ การรู้จักนักเรียนเป็น รายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริม การป้องกันและแก้ไข การส่งต่อ โดยใช้การวิจัยปฏิบัตกิ าร (Action Research) 2 วงรอบ ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) การพัฒนาระบบโดยใช้โครงสร้างของระบบประกอบด้วย สว่ นสำคญั 3 ประการ คอื ปัจจัยนำเขา้ (Input) กระบวนการ (Process) และผลงานหรือผลผลิต (Product) กลมุ่ ผ้รู ว่ มศกึ ษาค้นคว้ามจี ำนวน 8 คน ประกอบด้วยผูศ้ กึ ษาคน้ คว้าครูกลุม่ กิจการและพัฒนานักเรยี นจำนวน1 คนครูหัวหน้าระดบั ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย จำนวน 2 คน ครทู ป่ี รกึ ษาช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3, 4, 5 และ 6 กลุ่มผใู้ ห้ขอ้ มูลจำนวน 16 คน ประกอบดว้ ย รองผู้อำนวยการกลุ่มกจิ การและพัฒนานักเรยี น ครูแนะ แนว ครูหัวหน้าระดับชนั้ นักเรยี น หัวหน้า และรองหัวหน้าจำนวน 12คน เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมิน แบบตรวจสอบรายการ การตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลสามเส้า (Triangulation Technique) และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าเชิงบรรยาย (Narrative Form) พบว่า ปัญหาท่ีพบในการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร อำเภอเมือง มุกดาหาร จังหวัดมกุ ดาหาร คือ ครูยงั ไม่เข้าใจระบบการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น ไม่มี เทคนิควิธีการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียน ขาดความมั่นใจในการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียนปัญหา ของนักเรียนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องเป็นระบบและต่อเนื่อง มีอุปสรรคในการทำงานเป็นช่วง ๆ เน่ืองจากการดำเนินงานขาดความชัดเจนไม่มีบทบาท ผู้รับผิดชอบงานอย่างชัดเจน ภายหลังจากการ พัฒนาในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา คือ การประชุมปฏิบัติการ และการนิเทศ เทคนิคการให้ คำปรึกษา พบว่า ครูกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยเฉพาะมีความ เข้าใจในเร่ืองเทคนิคการให้คำปรึกษาได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มั่นใจว่าเมื่อมีสถานการณ์จริงจะปฏิบัติการให้ คำปรึกษาได้หรือไม่ และไม่เข้าใจ เทคนิคการให้ข้อสรุป และข้อมูลย้อนกลับว่ามีลักษณะอย่างไรที่จะ มน่ั ใจได้ว่าครูท่ีให้การปรึกษา จะตัดสินใจสรุปและย้อนกลับข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เพอื่ ความม่ันใจในการ ปฏิบัติงาน ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าจึงได้ประชุมดำเนินการให้มีการนิเทศแบบมีส่วนร่วม เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ใน วงรอบที่ 2 โดยมีผู้นิเทศเป็นคณะกรรมการนิเทศของโรงเรียน จากการประชุมสรปุ ผลการพัฒนา พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียนได้ดีข้ึนและเมื่อ วางระบบการทำงานให้ชัดเจนทุกข้ึนตอน ครูสามารถปฏิบัติงานได้ตามบทบาทหน้าที่ได้ชัดเจนถูกต้อง และรวดเร็ว เป็นผลดีต่อการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน ให้บรรลุ เปา้ หมายท่ีต้งั ไวไ้ ด้ เดชา จนั ทรอ์ าภาท (2552 : บทคดั ย่อ) ได้รายงานการพัฒนาบุคลากรในการดำเนินงานระบบการ ดแู ลช่วยเหลือนกั เรียนโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม อำเภอห้วยแถลง จงั หวัดนครราชสีมา การศึกษาค้นคว้านี้ มคี วามมงุ่ หมาย เพ่ือพฒั นาบคุ ลากรใหม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจ และความสามารถในการดำเนนิ งานตามระบบ การดูแลช่วยเหลอื นักเรียน โรงเรียนหว้ ยแถลงพิทยาคม โดยใชก้ ารวิจยั ปฏิบตั กิ าร (Action Research) ซงึ่ ดำเนินการพัฒนา 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มผ้รู ่วมศึกษาค้นควา้ และให้ขอ้ มูลมี จำนวน 4 คน ประกอบดว้ ย ผู้ศึกษาค้นควา้ ครูที่ปรกึ ษานักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3/2 ครทู ีป่ รึกษา นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 และครูที่ปรึกษานักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/7 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพ่ิมเติม ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียน นักเรียน เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์ การสังเกต และการนิเทศ การจดั กระทำ และตรวจสอบข้อมลู แบบสามเส้า (Triangulation Technique) และนำ

64 เสนอผลการศึกษาค้นคว้าเชิงพรรณนา ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การพัฒนาบุคลากรในการดำเนินงาน ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในวงรอบท่ี 1 โดยใช้กลยุทธ์ศึกษาเอกสารประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศ ทำให้ครูท่ีปรึกษาส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นและสามารถดำเนินการตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนได้ดี แต่ยังมีบางส่วนที่พบข้อบกพร่อง จึงต้องได้รับการพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กล ยุทธ์การประชุม ปรึกษาหารือ และการนิเทศ ทำให้ครูท่ีปรึกษาได้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถจัด กิจกรรมการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ สามารถป้องกันและ แก้ไขปัญหาท่ีเกิดกับนักเรียนได้อย่างทันท่วงที จากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้บริหารหรือผู้ท่ีมีหน้าท่ี รบั ผิดชอบในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ควรให้ความสำคัญในการปฏิบัติงาน นิเทศ กำกับ ติดตามอย่างต่อเนื่อง ครูที่ปรึกษาต้องประสานร่วมมือ แลกเปล่ียนการทำงานอย่างสม่ำเสมอและ ต้องประสานร่วมมอื กับผ้ปู กครองอยา่ งใกลช้ ดิ เพือ่ ให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายแห่งความสำเร็จทตี่ ง้ั ไว้ รุ่งรัตน์ เชื้อไทย (2552 : บทคัดย่อ) ได้รายงานการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแล ชว่ ยเหลือนักเรยี นในโรงเรียนวนั ครู 2502 อำเภอคง จงั หวัดนครราชสมี า การศึกษาค้นควา้ ในครัง้ นี้ มีความ มงุ่ หมายเพ่ือพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนวันครู 2502 อำเภอคง จังหวัด นครราชสีมา โดยใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research Principle) ตามแนวคิดของ เคมมิส และแม็กเท็กการ์ด (Kemmis and McTaggart) โดยดำเนินการ 2 วงรอบ (Spiral) แต่ละวงรอบประกอบด้วย การ วางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มผู้รว่ มศึกษาคน้ คว้ามจี ำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผศู้ ึกษาค้นคว้า รองผอู้ ำนวยการโรงเรียน หวั หน้าฝ่าย ปกครอง ครูฝ่ายปกครอง กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 13 คน ประกอบด้วยครูประจำช้ันและครูที่ปรึกษาระดับ อนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 3 วิทยากร จำนวน 3 คน ผู้เช่ียวชาญ จำนวน 3 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินผล แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต บันทึกการประชุม แบบบันทึก รายการศูนย์ข่าวสาร การตรวจสอบขอ้ มูลใช้เทคนิคการตรวจสอบขอ้ มูลหลายมิติ นำเสนอผลการศึกษา ค้นคว้าโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น ในวงรอบท่ี 1 โดยใช้กลยุทธ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการ จัดกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ การปฏิบัติตาม กรอบแผนงานการนิเทศ โดยใช้แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผล การรณรงค์ จัดกิจกรรม เสียงตามสายกิจกรรมติดป้ายโปสเตอร์ ทำให้ครูสว่ นใหญ่มีความรู้สามารถในการพัฒนาการดำเนินงานตาม ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แต่มีครูส่วนน้อยยังไม่สามารถดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน จงึ มกี ารพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธก์ ารประชมุ เชิงปฏิบัตกิ าร จัดกจิ กรรมการอบรมให้ ความรู้ การปฏิบัติตามกรอบแผนงาน ผลการดำเนินงาน ทำให้ครูมีผลการดำเนินงานตามระบบการดูแล ช่วยเหลอื นักเรียนได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ สมานมติ ร ดอกขจร (2552 : บทคดั ย่อ) ได้รายงาน การพฒั นาการดำเนนิ งานตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านคอนน้อย อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา การศึกษาค้นคว้าคร้ังน้ี มีความมุง่ หมายเพอื่ พัฒนาการดำเนนิ งานตามระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี นของโรงเรียนบ้านคอนนอ้ ย อำเภอโนนสงู จังหวดั นครราชสมี า โดยใชห้ ลักการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการ (Action Research) ตามแนวคดิ ของ เคมมิส และแม็กแท็กการ์ด (Kemmis and McTaggart) ดำเนินการเป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบ ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อน ผล (Reflection) กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า 3 คน ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้า ครูวิชาการโรงเรียน และครูประจำชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษา จำนวน 62 คน กลุ่มผใู้ ห้ขอ้ มูล จำนวน 24 คน ประกอบดว้ ย ผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียนช้ันประถมศึกษาปี

65 ท่ี 1-6 จำนวน 10 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 10 คน ครูระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 3 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบ ประเมิน การตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคตรวจสอบข้อมูลแบบหลายมิติ วิเคราะห์และนำเสนอผลการศึกษา ค้นคว้าโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแล ชว่ ยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านคอนน้อย ในวงรอบท่ี 1 โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการและการ นิเทศงาน ทำให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ครูที่ปรึกษาและครูประจำชั้น มีความรู้ความเข้าใจการ ดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน แต่ยังขาดทักษะการดำเนินงานในบางขั้นตอน โดยเฉพาะขั้นตอนการคัดกรองนักเรียน ยังดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย กลุ่มผู้ร่วมศึกษา ค้นคว้าจึงได้ดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์การนิเทศงาน ทำให้เกิดการเปล่ียนแปลง การดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามข้ันตอนต่าง ๆ ดีข้ึนดังนี้ 1) การรู้จักนักเรียนเป็น รายบุคคล จัดทำระเบียนสะสมและมีข้อมูลพ้ืนฐานเก่ียวกับนักเรียนแต่ละคน ในรูปแบบและวิธีการท่ี เหมาะสม ถูกต้องสมบรู ณ์เป็นปัจจุบนั 2) การคัดกรองนักเรยี น มกี ารเกบ็ ขอ้ มูลให้เปน็ ปจั จุบันเกยี่ วกบั ตัว นักเรียนจากข้อมูลพื้นฐานในระเบียนสะสม และตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียน 3) การส่งเสริม นักเรียน โดยดำเนินการจัดกิจกรรมสนับสนุน ส่งเสรมิ ให้นักเรียนทุกคน เพ่ือให้นักเรียนสามารถอยู่รว่ มกับ สังคมได้อย่างปกติสุข 4) การป้องกันและการแก้ไขปัญหา จัดทำรูปแบบและวิธีการกำหนดแนวทาง และวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน เช่น การให้คำปรึกษาเบื้องต้นและการจัดกิจกรรมเพ่ือ ป้องกันและแก้ไขปัญหา ทำให้นักเรียนไม่เป็นกลุ่มเส่ียงอีกต่อไป 5) การส่งต่อ โรงเรียนดำเนินการ ป้องกันและแกไ้ ขปญั หาให้แกน่ ักเรยี นอย่างรวดเรว็ ทนั ที ทำให้ไม่มีนักเรียนท่ีเปน็ ปัญหาท่จี ะตอ้ งสง่ ต่อให้ หนว่ ยงานภายนอกอื่นดแู ลแกไ้ ขปัญหา สุนันท์ โพธิบาย (2552 : บทคัดย่อ) ได้ประเมินผลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน ขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 มีความมุ่งหมาย เพ่ือ ประเมินการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้รูปแบบซีโปเปรียบเทียบความคิดเห็นของ นักเรียนระดับช่วงชั้นท่ี 2-3 ต่อระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ท่ีครูนำไปปฏิบัติและเปรียบเทียบความ คิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ต่อการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูแนะแนว ครทู ี่ปรึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และนักเรียนชว่ งช้นั ที่ 2-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ปี การศึกษา 2551 จำนวน 921 คน เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวิจัยไดแ้ ก่ แบบสอบถามชนดิ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับ คือ ฉบับท่ี 1 สำหรับผ้บู ริหารสถานศึกษา ครูแนะแนว และครูท่ีปรึกษา จำนวน 50 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.26-0.85 ค่าความเช่ือมั่นท้ังฉบับเท่ากับ 0.86 ฉบับที่ 2 สำหรับนักเรียนระดับ ช่วงชั้นท่ี 2-3 จำนวน 25 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (r) ต้ังแต่ 0.33-0.83 ค่าความเช่ือม่ัน ท้ังฉบับ เท่ากับ 0.87 และฉบับที่ 3 สำหรับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 20 ข้อ ค่าอำนาจจำแนก (r) ต้ังแต่ 0.34-0.81 คา่ ความเช่ือม่ันทง้ั ฉบับเท่ากบั 0.96 สถติ ิที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบยี่ งเบน มาตรฐาน การทดสอบด้วยสถติ แิ ละการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวจิ ยั ปรากฏ ดังน้ี 1. ผลการปฏบิ ัตงิ านระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น ในแตล่ ะด้าน ดงั นี้ 1.1 ด้านปัจจัยพ้ืนฐานสภาวะแวดล้อม โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทาง การศึกษามีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ความ เหมาะสมของวัตถุประสงค์ ความตอ้ งการจำเปน็ และความเป็นไปไดข้ องโครงการ

66 1.2 ดา้ นกระบวนการปฏิบตั ิระหวา่ งดำเนินโครงการ โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษา มีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ช่วงเวลาดำเนินงาน ระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี น และกจิ กรรมการดำเนนิ งานระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน 1.3 ด้านผลผลิตของโครงการ โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีผล การปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ท่านเห็นว่าระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา กับครูที่ปรึกษาและครูแนะแนวให้การดูแลช่วยเหลือ นักเรียนอย่างท่ัวถึงและใกล้ชิด และท่านมีความพึงพอใจต่อระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ โรงเรยี น 2. ผลการดำเนินการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำแนกตามขนาดของ สถานศึกษา 2.1 นักเรียนในโรงเรยี นขนาดเล็กมีความคิดเห็นด้วยเกีย่ วกบั ระบบการดแู ลชว่ ยเหลือ นกั เรียนทค่ี รูนำไปปฏบิ ตั สิ ูงกว่านกั เรยี นในโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ ที่ระดบั .05 2.2 คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานในโรงเรยี นขนาดกลาง มีส่วนร่วมในการ ดำเนินงานระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียนสูงกวา่ คณะกรรมการในโรงเรยี นขนาดใหญอ่ ยา่ งมีนยั สำคัญ ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 อภิชัย พลพาน (2552 : 94-95) ได้ศึกษาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน อำเภอผาขาว สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเลย เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ทั้งในภาพรวมและรายด้าน โดยด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ ด้าน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน รองลงมาคือ ด้านการป้องกัน ช่วยเหลือและแก้ไข และด้านท่ีมีการปฏิบัติ ต่ำสุด คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2) ปัญหาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย ทั้งในภาพรวมและรายด้าน โดยด้านท่ีมีปัญหาสูงสุด คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล รองลงมา คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านที่มีปัญหาต่ำสุด คือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน 3) การเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จำแนกตามตำแหน่งหน้าท่ี ผู้บริหารสถานศึกษาและ ครูผู้สอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมไม่ แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีอยู่ 1 ด้าน คือ ด้านการสง่ ต่อนักเรยี นสว่ นดา้ นอื่น ๆ ไมแ่ ตกตา่ งกัน วิวัฒน์ ชูจิต (2556 : บทคัดย่อ) ได้รายงานการพัฒนาบุคลากรด้านระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โรงเรียนคำยางพิทยาคม อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา บคุ ลากรในการดำเนินงานระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน ท้ัง 4 ด้าน คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน ดา้ น การส่งเสริมนักเรียน ด้านการป้องกันแก้ไขปัญหานักเรียน และด้านการส่งต่อ โดยใช้กระบวนการ ประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายในของโรงเรียนคำยางพิทยาคม อำเภอบ้านม่วง จังหวดั สกลนคร โดยใช้วิธีการวิจัยปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การ วางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ผู้ร่วม ศกึ ษาค้นคว้าครั้งน้ี ได้แก่ บุคลากรภายในโรงเรยี นคำยางพิทยาคม ท่ีสมัครใจร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน

67 5 คน เคร่ืองมือที่ใช้มี 3 ประเภท ประกอบด้วย แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต การจัด กระทำ และตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Technique) และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีพรรณนา ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า การดำเนินงานระบบการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียนของบุคลากรในโรงเรียนคำยางพิทยาคม ในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์การประชุม เชิงปฏิบัติการและการนิเทศ ทำให้ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจและสามารถดำเนินงาน ระบบการดูแลช่วยเหลือได้ท้ัง 4 ด้าน คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งเสริมนักเรียน ด้านการ ป้องกันแก้ไขปัญหานักเรียน และด้านการส่งต่อ แต่ยังขาดความถูกต้อง และการสรุปรายงานผลการ ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้ง 4 ด้าน ไม่เป็นรูปแบบเดียวกัน จึงได้พัฒนาในวงรอบท่ี 2 โดยใช้กลยุทธ์ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปล่ียนความคิดเห็น และการนิเทศ จนทำให้บุคลากรเกิด ความรู้ ความเขา้ ใจ สามารถดำเนนิ งานระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี นทั้ง 4 ดา้ น ได้อยา่ งถูกต้อ 8.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ กันเดอร์สัน (Gunderson, 2000 : 1995-A) ได้ศึกษาการใช้การประชุมสร้างสรรค์ใน โรงเรียนซึ่งเรียกชื่อเฉพาะว่า การประชุมกลุ่มครอบครัวในการศึกษาแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนหนีเรียน โดยให้ผู้ปกครองท่ีมีลูกหลานหนีเรียนได้เข้าร่วมประชุม ปรึกษาหารือ วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกลุ่ม ครอบครัวประกอบด้วย กลุ่มเส่ียงต่ำ กลุ่มเส่ียงปานกลาง และกลุ่มเสี่ยงสูง โดยกลุ่มเส่ียงต่ำเป็นกลุ่ม นักเรียนท่ีเคยได้รับการลงโทษจากโรงเรียน กลุ่มเสี่ยงปานกลาง นักเรียนเคยได้รับการลงโทษจาก โรงเรียนบ้างและกลุ่มเส่ียงสูง นักเรียนเคยได้รับการลงโทษจากโรงเรียนอย่างรุนแรง ในการประชุม ผู้ปกครองนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม การประชุมมีลักษณะเป็นกันเองยอมรับฟังซ่ึงกันและกัน ทุกคนมีสิทธิ แสดงความคิดเห็นในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการหนีเรียนของนักเรียน ผู้ปกครองได้รวมพลัง สร้างสรรค์ครอบครัวและให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน โรงเรียนได้ให้โอกาสครอบครัวต่าง ๆ เสนอ แนวคิดที่เป็นประโยชน์อันจะนำไปสู่ข้อสรุปเพื่อเป็นแนวปฏิบัติของทางโรงเรียนต่อไป กระบวนการ ประชุมผู้ปกครอง ซึ่งเป็นกระบวนการท่ีเรียบง่าย ผลการดำเนินการเป็นพลวัตร มีผลทางบวกต่อ นักเรียน ครอบครัว และโรงเรียน และยังมีผลสำคัญต่อการมาโรงเรียนของนักเรียน ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา ดังกลา่ วมปี ระสิทธิภาพดีกวา่ รูปแบบการแก้ไขปัญหาหนีเรียนที่ใชก้ ันอย่ใู นปจั จุบัน เรเมอร์ (Raemer, 2000 : 448-A) ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของระดับโรงเรียน พบว่า การวิจัยเกี่ยวกับการสืบสวนความเป็นมาของการเปล่ียนแปลงขององค์กรที่บริการสนับสนุน นักเรียนในระดับประถมศึกษา ซึ่งการสนับสนุนภายในระยะเวลา 5 ปี มีองค์กรประกอบอะไรบ้างท่ี จะใช้เป็นเคร่ืองประกันว่าจะได้รับการสนับสนุนต่อไป รูปแบบซ่ึงได้รวบรวมส่ิงใหม่ ๆ ของการบริการได้ ออกแบบประกอบไปด้วย จุดรวมความคิดในห้องเรียนรวบรวมข้อปฏิบัติ การใช้อำนาจข้าราชการ การแยกประเภทนักเรียน วิธีปฏิบัติของผู้เรียนของนักเรียนท้ังหมด คำส่ังท่ีสองได้วางเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ กฎข้อบังคับ และความประพฤติ เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุน ในช่วงเวลาท่ีกำหนด และเป็นสิ่งสำคัญที่นักศึกษาจะต้องเข้าใจแนวทางของการเปลย่ี นแปลง จากการศกึ ษาได้ค้นพบคุณลกั ษณะ ของการสัมภาษณ์ครู ผู้บริหารซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือเกี่ยวกับการสอนของครูสอนพิเศษ และครูที่ สอนปกติได้บ่งชี้ถึงวัฒนธรรมของโรงเรียน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในชั้นเรียน นอกจากน้ันยังได้เตรียมให้ครูช่วยเหลือ ผู้ประสบการณ์ประกอบกับความเชื่อครู ครูไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ ผู้บริหารไม่ให้ความร่วมมือแนะนำช่วยเหลือครูเช่ือว่า การสอนเฉพาะทางจะช่วยให้นักเรียนเรียนได้ดีกว่า สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรเป็นบทเรียนท่ีสำคัญที่สุด ควรมีข้อมูลเป็นปัจจุบันมีการฝึกพัฒนาทักษะ

68 ผู้บริหารจะต้องมีความหนักแน่น มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน เช่ือมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการช่วยเหลือ ต้องได้รับความรว่ มมอื จากบคุ ลากร อัล–ตันซิจิ (Al–Tanciji, 2001 : 200) ได้ศึกษาการเข้าเก่ียวข้องผู้ปกครองในประเภทต่าง ๆ ในโรงเรียนประเทศสหรัฐอาหรับเอมเิ รดส์ และได้กำหนดว่าการเขา้ เกยี่ วขอ้ งของผปู้ กครองชว่ ยให้ เกิดความสำเร็จของ“โรงเรยี นดีเด่น” หรือไม่ เพ่อื ตอบคำถามการวิจัยน้จี ึงไดท้ ำการสมั ภาษณ์อาจารยใ์ หญ่ ครู และผู้ปกครอง จากโรงเรียนดีเด่น และโรงเรียนธรรมดาในเมืองดูเพีย รัฐชาร์จงห์ และเมืองรัส อัล- คยามาห์ โรงเรียนดีเด่นเหล่านี้ได้รับรางวัลสำหรับการปฏิบัติงานดีเด่น เพ่ือทำการเปรียบเทียบ จึงได้ เลือกโรงเรียนธรรมดาจากการต้ังระดับที่เหมือน ๆ กันกับโรงเรียนดีเด่นมาศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 70 คน ผล การศึกษาพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปฏิบัติการเข้าเก่ียวข้องของผู้ปกครองประเภทแรก คือ การทำ หน้าที่ผู้ปกครองท่ีบ้าน โรงเรียนติดต่อกับผู้ปกครอง แต่ผู้ปกครองไม่ก่ีคนตอบกลับมา ผู้ปกครองไม่กี่ คนช่วยบุตรหลานของตนด้านการเรยี นไม่ได้ นอกจากน้ีเมื่อบุตรหลานโตข้ึนผู้ปกครองชอบให้บุตรหลานเป็น อิสระมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นผู้ปกครองไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียนข้ึนอยู่กับโอกาส ถ้ากิจกรรมเป็นการเฉลิม ฉลองการเข้าร่วมอาจจะมีสูง แต่ถ้ากิจกรรมเป็นการบรรยาย ผู้ปกครองอาจจะเข้าร่วมน้อยมาก ผู้ปกครองทั่วไปไม่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจในการส่งบุตรหลานของตน และมักจะไม่ช่วยโรงเรียนให้ ไดร้ ับการสนบั สนนุ จากองค์กรชุมชนด้วย ทีด (Teed, 2002 : 1715-A) ได้ศึกษาการพบนักเรียนเพ่ือรู้จักความต้องการทางด้าน อารมณ์และสังคมของนักเรียน : ครูประถมกับความเข้าใจในการให้คำปรึกษาในชั้นเรียน พบว่า ลักษณะพเิ ศษของเดก็ มีลกั ษณะเหมือนกัน คือ ครอบครัวหย่าร้าง ครอบครัวขนาดใหญ่ ผู้ปกครองติด สารเสพตดิ เดก็ มคี วามรุนแรงถูกทารณุ ทางเพศ ถกู ทอดทิง้ พิการ เดก็ สขุ ภาพไมด่ ตี อ้ งใชย้ าบำบัด ส่ิง เหล่าน้ีเป็นแรงกดดันอย่างมากและมีผลกระทบต่อชีวิตเด็ก จึงจำเป็นอย่างย่ิงท่ีครูต้องเอาใจใส่ต่อ ปัญหาและความต้องการของนักเรียนในเรื่องต่าง ๆ นอกเหนือจากการเรียนการสอนตามปกติ การศึกษา พบว่า ครูได้ใช้วิธีการให้คำปรึกษาที่หลากหลายวิธีในชั้นเรียน วิธีที่ใช้มากที่สุดคือ การรู้จัก นกั เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อเปน็ มาตรการปอ้ งกนั รักษา ฟ้ืนฟไู ดอ้ ีกด้วย แม็กกี (Mackey, 2003 : 1146-A) ไดศ้ ึกษาผลกระทบของอดุ มการณ์ในการควบคมุ อัตราการออก โรงเรียนกลางคันของนักเรียน ตามการรับรู้ของคณะบริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับ 4-A ในรัฐเทกซัส ผลงานวิจัยที่ผ่านมาช้ีให้เห็นว่า ผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการปรับบรรยากาศโรงเรียน ซ่ึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักเรียน ในการเรียนต่อหรือจะออกกลางคัน การศึกษาคร้ังน้ีจึงมุ่งหาความสัมพันธ์ของอุดมการณ์ ในการควบคุมนักเรียนจากสมาชิก คณะบริหาร จำนวน 14 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับ 4-A จำนวน 22 โรง ในรัฐเทกซัสที่มีต่ออัตรา การออกโรงเรียนกลางคันในวิทยาเขตเหล่าน้ี ผลการศกึ ษา พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่าง อุดมการณ์ในการควบคุมนักเรียนกับอัตราการออกโรงเรียนกลางคันของนักเรียน การรักษาให้ นกั เรียนยังเรียนอยใู่ นโรงเรียนนั้น ขนึ้ อยู่กบั ความสัมพันธ์ระหวา่ งบรรยากาศกับการออกโรงเรยี นกลางคนั อยา่ ง ชัดเจน ผู้บริหารจึงควรเป็นแบบอย่างบทบาทในทางบวก ในการยุติข้อท้วงติง ท่ีดูหมิ่นดูแคลน และ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณะครูกับนักเรียน ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ส่งเสริมชี้นำโดยใช้การ ฝึกอบรมครูประจำการประสบการณ์ฝึกอบรมความสนใจ เรื่อง มนุษยธรรมให้มากย่ิงข้ึนอันจะทำให้การ ปรับปรงุ บรรยากาศทางสงั คมของโรงเรยี นดขี ึ้น กูดแมน และคนอน่ื ๆ (Goodman and others, 2003 : 11178-A)ได้ศกึ ษาการใชแ้ บบคดั กรอง นักเรียนเป็นรายบุคคล (SDQ) เพื่อคัดกรองนักเรียนที่ความผิดปกติทางจิตใจ เยาวชนในชุมชนท่ีรวบรวม

69 ขอ้ มูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ปกครอง ครู เพ่ือนเยาวชน พบว่า ทุกกลุ่มให้ความเห็นว่าเป็นความผิดปกติ ทางจิตใจท่ีเกิดขึ้นเฉพาะบุคคล และเป็นความแปรปรวนทางอารมณ์ของบุคคล โดยมีเหตุมาจากพฤติกรรม ส่วนบุคคล พฤติกรรมอยู่ไม่สุข/อยู่ไม่น่ิง พวกซึมเศร้า และพวกที่มีพฤติกรรมท่ีมิพึงประสงค์อื่น ๆ ความกลัวสง่ิ ของ หรอื สัตว์ เฉพาะบคุ คลถูกทอดทิง้ ในวยั เด็ก และพฤตกิ รรมการกนิ ไมเ่ หมาะสม ทำให้การคัดกรองเยาวชนที่ผิดปกติทางจิตใจมีความแม่นยำและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมมากกวา่ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากครูและเพ่ือนเยาวชน มาสซาเร (Massare, 2004 : 3151-A) ได้ศึกษาพฤติกรรมนกั เรียนเก่ียวกับระเบียบว่าด้วย เครอื่ งแต่งกายของนักเรียน ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง ในการสวมเครื่องแบบโรงเรียน จากการศึกษา เอกสารสำคญั เกี่ยวกับนกั เรียนในด้านวนิ ยั การเข้าเรียน และตามนโยบายเครื่องแบบโรงเรียน จากแบบ สอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert) สำรวจผู้บริหาร จำนวน 133 คน ครู และผู้ปกครอง จำนวน 1,336 คน กลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง พบว่าโดยภาพรวมโรงเรียนทท่ี ำการศึกษาที่มีนโยบายเกี่ยวกบั ระเบยี บว่าด้วยเครื่องแต่งกาย หลังจากได้ นำนโยบายเคร่ืองแบบโรงเรียนไปใช้ ทำให้ปัญหาด้านการทำร้ายร่างกาย การทะเลาะวิวาท ไม่เคารพ เพ่ือน และการสั่งพักการเรียนลดลง และการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยอย่างย่ิง และ สนับสนุนให้นักเรียนใช้เคร่ืองแบบโรงเรียน ผู้บริหาร โรงเรยี น และครู สนับสนุนและรับรองคุณภาพ สำหรับเคร่ืองแบบโรงเรียน จากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 กลุ่ม เห็นว่าพฤตกิ รรมทปี่ รับปรุงดีขน้ึ เท่าที่เปน็ ไป ไดก้ ารศึกษาโรงเรียนทั้ง 3 โรง ในรัฐนิวเจอร์ซีเ่ ป็นรูปแบบการศึกษาที่สามารถใช้แทนได้จากกลุ่มโรงเรียนกลุ่ม หนึ่ง เพอ่ื กำหนดผลกระทบของนโยบายเคร่ืองแบบโรงเรียนทีม่ ีผลตอ่ นกั เรียนของกลมุ่ โรงเรียนน้ัน วอลตัน (Walton, 2007 : unpaged) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือ นกั เรียน เพื่อพัฒนาระดับผลคะแนนในแบบทดสอบตามมาตรฐานของรัฐซ่ึงใช้ในโรงเรียนประจำอำเภอ พบว่า การวิจัยคร้ังน้ีทำการทดสอบประสิทธิภาพของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพ่ือติดตามผล ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการของนักเรียน ในช่วงปีการศึกษาที่โรงเรียนพยายามเพ่ิมระดับคะแนนใน แบบทดสอบซงึ่ ใชใ้ นการประเมินท่ัวไป ผลการวิจัยพบวา่ โรงเรียนทใ่ี ช้ระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียนมีผล การปฏิบัติงานที่ดีกว่าโรงเรียนในกลุ่มควบคุมซึ่งต้ังอยู่ในเขต 8 พ้ืนที่ อย่างมีนัยสำคัญทางด้านสถิติ และ ยังพบว่า จำนวนครูในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองคิดเป็นร้อยละ 74 ชอบที่โรงเรียนของพวกเขาใช้ระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียน และคิดว่าน่าจะมีการเสนอแนะให้โรงเรียนอ่ืน ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ระบบการดูแล ชว่ ยเหลอื นักเรยี น ไดน้ ำไปใชใ้ นโรงเรียนของตนเองด้วยนอกจากน้ียังพบวา่ จำนวนครใู นโรงเรียนท่ีเป็นกลุ่ม ควบคุม คิดเป็นร้อยละ 81 กล่าวด้วยความม่ันใจว่าพวกเขารู้ว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่ไม่ได้ใช้ระบบการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต คือ ควรเป็นการศึกษาแบบระยะยาว ใช้ความ รว่ มมือกับทางอำเภอมากข้ึนและใช้กลุ่มประชากรทห่ี ลากหลายมากขึน้ นอกจากน้ียังมีขอ้ เสนอแนะว่าควรทำ การวิจัยเพ่ือทดสอบผลกระทบของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยขยายผลจากนักเรียนกลุ่ม หน่ึงไปยังกลุ่มอ่ืน ๆ ต่อกันไปตามลำดับและควรทำการทดสอบการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น ถึงโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยจึงสามารถสรุปได้ว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน คือ เคร่ืองมือที่ใช้แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนมีความปรารถนาท่ีจะเฝ้าตดิ ตามผลการปฏิบัติงานของ นักเรียนตลอดช่วงระยะเวลาที่พวกเขาทำการศึกษาเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียน โดยมีความคาดหวังว่าจะ สามารถช่วยยกระดบั คะแนนในการทดสอบปลายภาคการศึกษาใหเ้ พ่ิมสงู ขึ้น คอสเซ่ (Kosse, 2007 : unpaged) ได้ศึกษาความสมบูรณ์ในการติดตามประเมินผลดำเนินงาน ของคณะทำงานดา้ นการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น การศึกษาความสัมพนั ธ์ขององคป์ ระกอบที่มีตอ่ ผลสัมฤทธิ์ท่ี

70 เกิดข้ึนกับนักเรียน พบว่า การวิจัยครั้งนี้ทำการสำรวจว่าในการดำเนินงานของคณะทำงานด้านการดูแล ช่วยเหลือนักเรียน มีการเน้นองค์ประกอบด้านการแก้ปัญหาไว้ในระดับใด ผู้วิจัยจึงทำการประเมิน ความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธ์ิที่เกิดขึ้นกับนักเรียน และองค์ประกอบในการดำเนินงานของคณะทำงาน ด้านการดูแลช่วยเหลือนกั เรยี น กลุม่ ตัวอยา่ งของผู้เข้ารว่ มในการวจิ ยั คร้ังนี้ คือ โรงเรยี น 4 แหง่ ซง่ึ ต้ังอยู่ใน Midwestern Plains ผลคะแนนเฉล่ียด้านความสมบูรณ์ ในภาพรวมขององค์ประกอบทั้ง 8 ด้าน เปิดเผย ให้เห็นว่า กระบวนการทำงานของคณะทำงาน ด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีความสมบูรณ์ใน ระดับปานกลาง จากการวิเคราะห์ผลในส่วนของผลสัมฤทธ์ิท่ีเกิดข้ึนกับนักเรียนพบว่า การดำเนินงาน ของคณะทำงานด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีผลกระทบในด้านบวกต่อผลสัมฤทธิ์ท่ีเกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากน้ี ยังพบว่า มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงในด้านบวกระหว่างความสมบูรณ์ด้านกระบวนการดำเนินงาน ระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียนและผลสัมฤทธทิ์ ่ีดขี ึ้นกับนักเรียน รวมท้ังยังพบด้วยวา่ มีความสมั พันธ์ กันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผลสัมฤทธ์ิท่ีเกิดขึ้นกับนักเรียน และการจัดอันดับความสำคัญให้กับ องค์ประกอบด้านการแก้ปัญหาในการดำเนินงาน ของคณะทำงานดา้ นการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน 4 ดา้ น จาก องคป์ ระกอบทมี่ ีทง้ั หมด 8 ดา้ น วิลเล่ียม (Williams, 2008 : unpaged) ได้ศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นกั เรียน เรือ่ ง การศึกษาการรับรูด้ า้ นการบริหารจัดการองคก์ รและการรับรูด้ ้านทฤษฎี เก่ียวกบั การสร้างส่วน เชื่อมต่อกับเรื่องสุขภาพของเยาวชน พบว่า การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยแบบกรณีศึกษา ด้านการ ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อทำการอธิบายและประเมินโมเดล 3 แบบ ของการ ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่ การใช้รูปแบบทีม การดำเนินงานโดยอาจารย์ท่ี ปรึกษาและรูปแบบการดำเนินงานโดยรวมหลาย ๆ วิธี จุดประสงค์ของการวิจัย คือ เพื่อสำรวจความ แตกต่างด้านโครงสรา้ งของโมเดลท้ัง 3 แบบ ซ่ึงถูกนำมาใช้ในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนในรัฐนิวแฮมเชียร์และเพ่ือสำรวจว่า นโยบายของรัฐในปัจจุบันมีความขาดแคลนด้านใด โครงการขอรับโครงการใดที่ได้รับการประกาศจัดต้ังเงินกองทุนอย่างเป็นทางการ และมีโครงการ ใดบ้างที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพเชิง พฤติกรรมศาสตร์ ผลการวิจัย มีความแตกต่างกันในพฤติกรรมด้านการเช่ือมต่อองค์ประกอบย่อยในแต่ ละโมเดลและพบว่าความแตกต่างนีม้ ีความเด่นชัดท่ีสุดในการบรหิ ารกระบวนการดา้ นการตดิ ตามผล และยังมีผลกระทบต่อนักเรยี นทรี่ บั บริการระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรยี นดว้ ย บิดเดิล (Biddle, 2009 : unpaged) ได้ศึกษาผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มเส่ียงฆ่าตัวตาย การวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีชอบและเข้าร่วมในระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนเป็นผลเนื่องมาจากการมีความคิดฆ่าตัวตาย การแสดงท่าทางหรือพยายามที่จะละเมิด นโยบายด้านการใช้ยาเสพย์ตดิ และสารประเภทแอลกอฮอล์ลดลง รวมท้ังระดับการถูกส่ังพักการเรียน ลดลง อย่างไรกต็ ามจากการรายงานของนกั เรยี นท่ชี อบและเข้าร่วมในระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี นเพื่อ แก้ปัญหาการคิดฆ่าตัวตายและปัญหาอ่ืนๆ สามารถทำให้ทำนายรูปแบบการละเมิดนโยบายด้านการใช้ ยาเสพย์ติดและสารประเภทแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง และพบว่ารูปแบบการบริการที่มีค่านัยสำคัญ ทางด้านสถิติสูงท่ีสุดในการทำนายผลการลดระดับการละเมิดนโยบายด้านการ ใช้ยาเสพย์ติดและสาร ประเภทแอลกอฮอล์ รวมท้ังการลดระดับการถูกสั่งพักการเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงคิดค่าตัวตาย คือ ส่วนท่ีได้รับการประเมินโดยหนว่ ยงานทีไ่ ด้รับอนุญาตให้ทำการจัดหายาเสพย์ติดและสารประเภทแอลกอฮอล์ไว้ ใช้ไดอ้ ยา่ งถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังพบวา่ การวางระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนไว้ในโรงเรียนอื่นและ การบริการสำหรับเด็กและเยาวชนท่ีจัดข้ึนโดยหน่วยงานของชุมชน มีความสัมพันธ์ในระดับสูง กับการ

71 ลดระดบั การละเมิดนโยบายด้านการใชย้ าเสพยต์ ิด และสารประเภทแอลกอฮอล์ ผลการวิจยั ครง้ั น้ี ต้องไดร้ ับ การถ่ายทอดไปสู่บุคลากรและผู้เก่ียวข้องอ่ืนๆ ท่ีมีความสำคัญต่อโรงเรียน ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยใน อนาคต คือ ควรทำการศึกษาวิจยั ในระดับเขตซ่ึงแบ่งตามสภาพของเมืองและสภาพทางเศรษฐกิจ เพศ และเช้ือ ชาติ รวมท้ังยังจำเป็นต้องมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนใน ภายหลงั ด้วย ยิ่งไปกว่าน้นั ควรทำการเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นกบั นักเรยี นที่เข้าร่วมในระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนกับนักเรียนท่ีไม่ต้องการใช้บริการจากระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วย จึงสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ล่าสุด คือ การเปลี่ยนให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการป้องกันสำหรับ นกั เรยี น จากการศกึ ษา งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ ง ทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ สรุปวา่ จากสภาพสังคม ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้มีผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เก่ียวกับครอบครัว เช่น ปัญหาการหยา่ รา้ งของครอบครัว เด็กและเยาวชนถกู ทอดทิ้ง ขาดการดูแลเอาใจใส่ เด็กประสบปัญหา ในการดำเนินชีวิต ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ดังน้ัน จำเป็นอย่างย่ิงท่ีเด็กจะต้องได้รับ การพัฒนาศักยภาพท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ได้รับความรัก ความอบอุ่น ได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ในสังคม และครูในสถานศึกษา ให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมต่อไป ระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน เป็นยุทธศาสตร์ท่ีสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของครูและนักเรียนโดยครูเป็นผู้คอยช่วยเหลือ แนะนำร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้นักเรียนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลอื ตนเองได้

บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การรายงานการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอ ศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ผศู้ กึ ษาไดน้ ำเสนอข้อมลู ตา่ งๆ ในการศกึ ษา ตามลำดบั ดงั นี้ 1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 2. ขนั้ ตอนการศกึ ษา 3. เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 5. การแปลค่าขอ้ มูล 6. การจัดกระทำและการวเิ คราะหข์ ้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประกอบด้วย 1.1.1 ผ้ศู ึกษา หมายถึง รองผู้อำนวยการสถานศกึ ษา โรงเรียนอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวฒั นา) 1.1.2 กลุ่มเป้ามาย หมายถึง ครูผู้สอนและบคุ ลากรทางการศกึ ษา จำนวน 20 คน 1.1.3 นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 48 คน 1.1.4 ผูป้ กครองนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1-6 จำนว 48 คน 1.2 กลุ่มตัวอยา่ ง จำนวน 116 คน ประกอบดว้ ย 1.2.1 นักเรียน เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับบริการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 12 ห้อง ๆ ละ 4 คน รวม จำนวน 48 คน ทไี่ ด้โดยการสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive sampling) 1.2.2 ผู้ปกครอง เป็นผู้ปกครองนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1-6 ท่ีได้รับบริการระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 12 ห้อง ๆ ละ 4 คน รวม จำนวน 48 คน ที่ได้โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) 2. ขน้ั ตอนการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ใช้หลกั การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัติการ (Action Research Principle) ตามแนวคิดของ เคมิสและแม็กเท็กการ์ท เป็นกระบวนการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการว่าประกอบด้วย 4 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ ข้ันวางแผน ข้ัน ปฏิบัติการ ขั้นสังเกตการณ์ และขั้นสะท้อนการปฏบิ ัติ โดยดำเนนิ การเป็น 2 ในวงรอบ (Spiral) คอื ในวงรอบท่ี 1 ต้ังแต่วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันท่ี 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565 และวงรอบที่ 2 ต้ังแต่วันท่ี 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 แต่ละวงรอบ ประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การ ปฏบิ ตั ิ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) 2.1 ขัน้ การวางแผน (Planning) 2.1.1 สภาพปัจจบุ ัน 1) วิธีศึกษาสภาพปัจจุบันคร้ังนี้ ดำเนินการตามข้ันตอนของหลักการวิจัย ปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็กการ์ท (Kemmis and McTaggart, 1988: 15) กระบวนการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการวา่ ประกอบดว้ ย 4 ขั้นตอน ไดแ้ ก่ ขัน้ วางแผน(Planning)

78 ขน้ั ปฏิบัตกิ าร(Action) ขั้นสงั เกตการณ(์ Observation) และขน้ั สะท้อนการปฏบิ ัต(ิ Reflect) เป็นกระบวนการในการพัฒนาการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของรองผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรยี นอนุบาลศรีเทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ 2) สภาพปัญหาของกระบวนการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของรอง ผูอ้ ำนวยการสถานศกึ ษาโรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ โดยดำเนนิ การตามวงจร ในวงรอบที่ 1 ทัง้ 5 ข้ันตอน คือ 1) การรจู้ กั นกั เรยี นรายบุคคล 2)การคดั กรองนักเรียน 3) การส่งเสริมนักเรียน 4) การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหานักเรยี น 5) การส่งต่อ และเมื่อ ไดผ้ ลการดำเนนิ การในวงรอบที่ 1 อยา่ งไร จงึ สะทอ้ นผล และนำไปปฏิบตั เิ พ่ือปรับปรงุ แก้ไขในวงรอบที่ 2 ตอ่ ไป 2.1.2 ประชุมครูประจำชั้น / ครูท่ีปรึกษา และกลุ่มเป้าหมาย เพ่ือวางแผนพัฒนาระบบ การดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น เพอ่ื ดำเนนิ การ ดังนี้ 1) วเิ คราะหแ์ ยกแยะรายละเอียดของปญั หาการดำเนินงานตามระบบดูแล ช่วยเหลอื นกั เรยี น ทัง้ 5 ข้ันตอน คอื 1) การรู้จักนักเรียนรายบุคคล 2) การคัดกรองนักเรียน 3) การสง่ เสรมิ นกั เรียน 4) การปอ้ งกันและแก้ไขปญั หานักเรยี น 5) การส่งตอ่ 2) ปญั หาทเ่ี ด่นชัด คอื ครปู ระจำช้ัน / ครทู ป่ี รกึ ษาไมส่ ะดวกในการใช้ระเบียนสะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียน ไม่เข้าใจและไม่แปรผลข้อมูลของนักเรียนที่ได้จากแบบประเมิน พฤติกรรมเด็ก (SDQ) ทำให้ได้ผลการคัดกรองนักเรียนที่ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงและการแก้ไขปัญหา ของนักเรยี นไม่ไดท้ ำอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยเฉพาะปัญหาจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนกั เรียน นำมาสูก่ ารวางแผนการสร้างเครอ่ื งมือ การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดแู ลช่วยเหลือนักเรียน 2.1.3 แนวทางการดำเนนิ งาน 1) เปา้ หมายและกลยทุ ธ์ท่ใี ช้ในการพฒั นา ผู้ศึกษาได้นำผลการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการในการพัฒนา ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรเี ทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 แล้วนำข้อมูลจากการสำรวจร่วมกันมาวิเคราะห์ เพ่ือกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนา โดย ใช้การปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR ใน 4 ข้ันตอน คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติการ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะทอ้ นผล (Reflection) 2) การวางแผนปฏิบัตกิ าร (Action Plan) กลุม่ เปา้ หมายได้นำข้อมูลจาก สภาพ ปจั จุบนั ปญั หา เป้าหมาย และกลยุทธ์ ทีใ่ ชใ้ นการพฒั นามาจัดทำแผนปฏิบัตกิ าร 2.2 ขัน้ ปฏิบตั กิ าร (Action) ดำเนินการดงั น้ี กลมุ่ เป้าหมายได้นำแผนปฏิบัติการไปสู่การปฏิบตั ิตามลำดับกิจกรรมทั้งหมดตาม แผนปฏบิ ตั กิ าร มีระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมต้ังแตว่ นั ท่ี 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึงวนั ท่ี 31 มนี าคม พ.ศ. 2566 2.2.1 การประชุมเชงิ ปฏิบตั ิการ (Workshop) เพ่ือให้กล่มุ เปา้ หมายมีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับการดำเนนิ งานระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน มีสว่ นร่วมในการพัฒนา การวางแผน การ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ หาแนวทางในการพฒั นาดำเนนิ งานระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี นทุกข้ันตอน อยา่ งมี ประสิทธภิ าพมขี ั้นตอน คือ การกำหนดเป้าหมาย และวางแผนเตรียมการประชุมเชิงปฏบิ ตั ิการ จดั เตรียม สถานท่ี ประสานงานฝ่ายต่าง ๆ ในการจดั การประชุม

79 2.2.2 การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ ประกอบด้วย การ รู้จักนักเรียนรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน และการสง่ ตอ่ มีการปฏบิ ตั ิงาน ดังน้ี 1) นำเอาปัญหาการดำเนนิ งานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มาวิเคราะหถ์ ึง สาเหตขุ องการเกิดปัญหา ผลกระทบทีเ่ กิดขึน้ ในด้านตา่ ง ๆ 2) วางแผนในการดำเนินงานการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้มแี ผนงาน/โครงการและกิจกรรม/แนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน 3) ดำเนนิ การจดั กิจกรรมตามโครงการ/กิจกรรม โดยประสานงานกับประชาชน ผู้ปกครอง และนักเรียน เพ่ือร่วมมือกันในการพฒั นาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4) กำหนดมาตรการในการนเิ ทศ กำกับ ติดตาม ผลการดำเนินงานการพัฒนา การ ดำเนนิ งานระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรียน 5) พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรยี นของโรงเรียน เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 2.3 ข้นั ตอนการสังเกต (Observation) 2.3.1 ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูล หลักฐานจากการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน ตามกรอบการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2557 ทั้ง 5 องค์ประกอบ คือ การรู้จักนักเรียนรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกัน และแกไ้ ขปัญหานักเรียน และการส่งต่อนักเรียน ตามข้ันตอนของการปฏิบัติงานตามแผน (Action Plan) เพื่อ นำไปเปน็ ข้อมูลในการสะท้อนผลบรรลุหรือไม่แตล่ ะกิจกรรมทก่ี ำหนดไว้ ดงั น้ี กิจกรรมท่ี 1 การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยใช้แบบบันทึกการประชุม แบบ สัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมนิ กิจกรรมท่ี 2 ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย 5 องค์ประกอบ ตามกรอบการดำเนนิ งานระบบการดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน ดงั นี้ กจิ กรรมที่ 2.1 การรู้จักนกั เรียนเปน็ รายบุคคล โดยใช้แบบสมั ภาษณ์ แบบ สงั เกต แบบประเมิน แบบการสงั เกต กิจกรรมท่ี 2.2 การคัดกรองนักเรยี น โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบ ประเมนิ แบบการสังเกต กิจกรรมที่ 2.3 การสง่ เสริมนกั เรยี น โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบ ประเมิน แบบการสังเกต กจิ กรรมท่ี 2.4 การป้องกนั และแก้ไขปัญหา โดยใช้แบบสมั ภาษณ์ แบบ สังเกต แบบประเมิน แบบการสังเกต กิจกรรมที่ 2.5 การส่งตอ่ นกั เรยี น โดยใชแ้ บบสมั ภาษณ์ แบบสังเกต แบบ ประเมนิ แบบการสงั เกต

80 กิจกรรมที่ 3 การนเิ ทศ กำกบั ตดิ ตามโดยใชแ้ บบบันทึกการนิเทศ กำกบั ติดตาม 2.3.2 นำข้อมูลที่ไดจ้ ากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์จดั หมวดหมู่ ทำความเข้าใจและ ตรวจสอบขอ้ มลู โดยใชว้ ธิ ีการตรวจสอบขอ้ มูลแบบสามเสา้ (Triangulation) เพ่อื นำไปสนบั สนุนข้อสรปุ (Supported Evidence) ทเ่ี กดิ ขึน้ ในข้ันตอนการปฏิบัตติ ามแผน 2.4. ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) ผู้ศึกษาได้นำข้อมูลท่ีรวบรวมท่ีได้จากการปฏิบัติ กิจกรรมกระบวนการการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มาวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล ที่รวบรวมได้ จากการปฏิบัติกจิ กรรมนัน้ ๆ วา่ กิจกรรมใดบรรลุเป้ามายหรือไม่บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างไร เพื่อ นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการปรับเปล่ียนแผนใหม่ ท้ังท่ีต้องปรับปรุงแก้ไข และท่ีต้องส่งเสริมและพัฒนา อย่างต่อเน่ือง จะทำให้ได้แผนใหม่ท่ีปรับแล้ว (Revised Plan) เพ่ือนำไปสู่การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ในวงรอบต่อไปดังที่ปรากฏอยู่ในภาพประกอบที่ 7 คือ

81 การพัฒนาการดำเนนิ งานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี น 1) การรจู้ กั นักเรยี นรายบคุ คล 2) การคัดกรองนักเรียน 3) การส่งเสรมิ นักเรียน 4) การป้องกันและแก้ไขปญั หานกั เรยี น 5) การสง่ ต่อ การปฏบิ ัติการวจิ ยั เชงิ ปฏิบตั ิการโดยการวจิ ัย P A O R วงรอบท่ี 1 วงรอบท่ี 2 ภาพประกอบท่ี 7 ขน้ั ตอนการศึกษา การพัฒนาการดำเนนิ งานระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียน

82 3. เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู การศึกษาการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อพัฒนาผู้ศึกษาให้มีความรูค้ วาม เข้าใจและสามารถปฏบิ ัติหน้าที่ตามกระบวนการพฒั นาระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน ได้เครอ่ื งมือที่ ใชใ้ นการเก็บรวบรวมมีรายละเอยี ดดงั ต่อไปนี้ 3.1 ประเภทเครอื่ งมือมี 6 ประเภท ประกอบดว้ ย 3.1.1 แบบบนั ทกึ การประชุม 3.1.2 แบบสัมภาษณ์ จำนวน 3 ฉบับ ดงั นี้ 1) แบบสมั ภาษณ์ครู 2) แบบสมั ภาษณ์นกั เรยี น 3) แบบสมั ภาษณผ์ ้ปู กครอง 3.1.3 แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 3.1.4 แบบประเมิน จำนวน 2 ฉบบั ดังน้ี 1) แบบประเมินฉบับท่ี 1 แบบประเมินความคิดเห็นการประชุมปฏิบัติการ (Workshop) 2) แบบประเมินผลการปฏบิ ัตงิ านระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน 3.1.5 แบบบนั ทึกการนิเทศ กำกับ ตดิ ตาม 3.1.6 แบบบันทึกประจำวัน 3.2 ลักษณะของเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ร่วมศึกษาใช้เครื่องจำแนกตาม ลักษณะของการใช้งาน ดงั น้ี 3.2.1 แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) การพัฒนาระบบการดูแล ชว่ ยเหลือนกั เรยี น โรงเรยี อนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศกึ ษา 2565 ใช้บันทึกข้อมูลด้านสภาพปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ผลการประชุมการระดมความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะตา่ ง ๆ ในการพฒั นาการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี นกับผู้ศึกษา และกล่มุ เปา้ หมายหลัก 3.2.2 แบบสัมภาษณ์ 1) แบบสัมภาษณ์ครู (ฉบับท่ี 1) การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ใช้สัมภาษณ์เพ่ือเก็บ ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 เพ่ือนำผลการสัมภาษณ์ไปปรับปรุง การพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ตอ่ ไป กับครูผู้สอนและบคุ ลากรทางการศึกษา จำนวน 20 คน 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียน (ฉบับท่ี 2) การพัฒนาการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียน อนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ใช้สัมภาษณ์ เพื่อเก็บ ขอ้ มลู เก่ียวกับการพัฒนาระบบการดแู ลช่วยเหลอื นักเรยี น โรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 เพ่ือนำผลการสัมภาษณ์ไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มี ประสทิ ธภิ าพต่อไปกบั นกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 12 หอ้ ง ๆ ละ 4 คน รวมจำนวน 48 คน

83 3) แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง (ฉบับท่ี 3) การพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ใช้สัมภาษณ์ เพ่ือเก็บข้อมูลเก่ียวกับการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 กับนักเรียน ระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1-6 จำนวน 12 หอ้ ง ๆ ละ 4 คน รวมจำนวน 48 คน 3.2.3 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน เร่ือง การพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแล ชว่ ยเหลอื นักเรียน โรงเรียนอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปกี ารศึกษา 2565 เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พฤติกรรมท่ีมีปัญหาของนักเรียน เพื่อการ พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัด เพชรบรู ณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 3.2.4 แบบประเมนิ 1) แบบประเมิน ฉบับท่ี 1 แบบประเมินความคิดเห็นการประชุมปฏิบัติการ (Workshop) ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ใช้สำหรับประเมินความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการ (Workshop) ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 ใช้เก็บขอ้ มูลกับผู้ศกึ ษา และกลุ่มเป้าหมายหลกั 2) แบบประเมิน ฉบับท่ี 2 แบบประเมินผลการปฏิบัติงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 โดยครูประจำชั้น/ ครูที่ปรึกษา ประเมินตนเอง ผู้ศึกษาและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประเมินเพ่ือให้ทราบถึงระดับการปฏิบัติงานทุก ข้ันตอนในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัด เพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 3.2.5 แบบบันทึกการนิเทศ กำกับ ติดตาม การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรยี นอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ ปีการศกึ ษา 2565 ใชส้ ำหรับบันทึกผล การนิเทศ กำกับ ติดตาม การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 3.2.6 แบบบันทึกประจำวันการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียอนุบาล ศรีเทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 เพื่อบันทึกส่วนตัวของ ผู้ศึกษาโดย บนั ทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเกดิ จากการสังเกต การสัมภาษณ์ ในการประชุม การแสดงความคิดเห็น ปฏิกริ ิยา การแปลความหมาย การสะทอ้ นความรู้สึกและอื่นๆ ของการพัฒนาระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรียน โรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 3.3 วิธีสรา้ งและหาคุณภาพเคร่อื งมือมีข้ันตอนการสร้างแบง่ ออกได้ ดงั น้ี 3.3.1 แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบตั ิการ 1) ศึกษาหลักการและวธิ กี ารสร้างแบบบนั ทึกการประชุมเชิงปฏบิ ตั ิการ (Workshop) 2) กำหนดกรอบ ข้อคำถามในการสมั ภาษณ์ จำนวน 3 ด้าน คือ (1) สภาพปญั หา (จากการระดมความคิดเหน็ ในการสนทนา) (2) ความต้องการ การพัฒนา (นโยบาย/หน่วยงาน/ครู/นักเรียน)

84 (3) แนวทางการปฏิบัติ (จากการระดมความคดิ เห็นในการสนทนา) 3) เขียนแบบประเมนิ ฉบับรา่ ง 4) นำแบบบนั ทกึ การประชมุ เชงิ ปฏบิ ัติการไปใหผ้ ูเ้ ช่ยี วชาญ 5 ทา่ น ตรวจสอบ ความครอบคลมุ และสอดคลอ้ งของเนื้อหา ผูเ้ ชีย่ วชาญ ประกอบด้วย (1) นางปิณิดา ถาโคตรจันทร์ ผอู้ ำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นบ้านเข็ม ทอง สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ เขต 3 (2) นางสาวรุ่งทพิ ย์ สกุลณี ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นบ้านตะกุด ไผ่ สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 (3) นายสทิ ธพิ งษ์ พราหมจร ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นบ้านพุ ขามสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ เขต 3 (4) นางชุตนิ ันท์ ผกานวน ผอู้ ำนวยการชำนาญการพเิ ศษ โรงเรียนบา้ นเขา ยางโปรง่ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 (5) นายสมปอง กา้ นสันเทยี ะ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียน บา้ นบุมะกรดู สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 5) ดำเนินการปรับปรุง แก้ไขเคร่ืองมือ ตามข้อเสนอแนะของผเู้ ช่ียวชาญเพอ่ื ความ สมบูรณ์ 6) จดั พิมพ์เครื่องมือฉบับสมบูรณเ์ พ่ือใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 3.3.2 แบบสมั ภาษณ์ 1) ศกึ ษาหลักการและวธิ ีการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์ จากหนงั สือการวิจยั เบอื้ งต้นของ บุญชม ศรี สะอาด (2543 : 76-77) และหนังสือวดั ผลการศึกษาของสมนึก ภัททิยธนี (2546 : 34-37) 2) กำหนดกรอบ ขอ้ คำถามในการสมั ภาษณ์ ดังนี้ (1) ฉบบั ที่ 1 สัมภาษณค์ รู กำหนดข้อคำถาม จำนวน 10 ขอ้ (2) ฉบับที่ 2 สัมภาษณน์ กั เรียน กำหนดข้อคำถาม จำนวน 6 ข้อ (3) ฉบับที่ 3 สัมภาษณผ์ ้ปู กครอง กำหนดข้อคำถาม จำนวน 6 ข้อ 3) เขยี นแบบประเมินฉบบั รา่ ง 4) นำเสนอผูเ้ ชี่ยวชาญ 5 ทา่ น ตรวจสอบความครอบคลุมและความสอดคล้องของเนื้อหา โดยผเู้ ชยี่ วชาญเป็นชดุ เดียวกนั กับแบบบนั ทึกการประชมุ เชิงปฏิบัตกิ าร 5) ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ ตามข้อเสนอแนะของผเู้ ชี่ยวชาญเพ่ือความ สมบรู ณ์ 6) นำไปทดลองใช้กบั ครู นักเรียน ผูป้ กครอง โรงเรยี นอนบุ าลศรเี ทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ที่ไม่ใช่กล่มุ ตัวอย่าง และแกไ้ ขตามข้อเสนอแนะ 7) จัดพิมพ์เครื่องมอื ฉบับสมบรู ณ์ เพอื่ ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู สำหรับสะทอ้ นผล การปฏบิ ตั งิ านต่อไป 3.3.3 แบบสังเกต 1) ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการพฒั นาระบบการดูแลชว่ ยเหลือ นกั เรียน 2) ศกึ ษาขอ้ มลู พื้นฐานการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรยี น

85 3) ดำเนนิ การสร้างแบบสมั ภาษณ์ฉบับร่าง ตามขอบเขตการศึกษาของสำนักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน 5 องค์ประกอบ คือ การรู้จกั นักเรียนเปน็ รายบคุ คล การคัดกรอง นักเรยี น การส่งเสริมนกั เรยี น การป้องกนั แก้ไขปัญหา การส่งต่อ 4) นำเครือ่ งมือที่สร้างขึ้นเสนอผู้เช่ียวชาญ 5 ทา่ น ตรวจสอบความถูกตอ้ งโดย ผเู้ ชย่ี วชาญเป็นชดุ เดยี วกนั กับแบบบันทกึ การประชุมเชงิ ปฏบิ ัติการ 5) นำแบบสัมภาษณ์ท่ีไดป้ รบั ปรงุ แก้ไขตามขอ้ เสนอแนะ 6) นำไปทดลองใช้กบั ครูนกั เรียน ผปู้ กครองโรงเรียนอนบุ าลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง และแกไ้ ขตามข้อเสนอแนะ 7) จัดพมิ พเ์ ครือ่ งมือฉบับสมบรู ณเ์ พื่อใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลต่อไป 3.3.4 แบบประเมนิ 1) ศึกษารูปแบบการสร้างแบบประเมนิ มาตราส่วนประมาณค่า ชนิด 5 ระดับ (บุญชม ศรี สะอาด, 2543 : 50-57) 2) วิเคราะห์ลกั ษณะของข้อมูลทตี่ ้องการโดยกำหนดเป็นขอ้ มลู ดังน้ี (1) แบบประเมินฉบบั ที่ 1 สำหรับประเมนิ ความคดิ เหน็ ของผู้เข้ารว่ มประชุม ปฏิบัตกิ าร ระบบการดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน จำนวน 14 ข้อ (2) แบบประเมินฉบับท่ี 2 สำหรับประเมินผลการปฏิบัติ ครูประจำช้ัน/ครูที่ปรึกษา ประเมินตนเอง และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประเมินเพ่ือให้ทราบถึงระดับการปฏิบัติงานทุกข้ันตอนในระบบ การดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี นจำนวน 5 องคป์ ระกอบ จำนวน 30 ข้อ (3) เขยี นแบบประเมินฉบบั ร่าง (4) นำแบบประเมนิ ไปให้ผเู้ ช่ียวชาญ 5 ทา่ นตรวจสอบความครอบคลมุ และ สอดคลอ้ งของเนือ้ หา โดยผเู้ ชย่ี วชาญเป็นชุดเดียวกันกับแบบบนั ทกึ การประชมุ เชงิ ปฏิบตั กิ าร (5) นำแบบประเมินไปทดลองใช้กับครู ผู้ปกครอง นักเรียน โรงเรียอนุบาลศรีเทพ (สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 116 คน ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพ่ือตรวจสอบความ ถูกตอ้ ง หาคณุ ภาพด้านความเชอ่ื มน่ั และค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถาม ฉบับที่ 1 มีค่าความเชื่อมัน่ เทา่ กับ 0.9159 และมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.52-0.73 ฉบับท่ี 2 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.9582 และมีค่าอำนาจจำแนกรายขอ้ ระหว่าง 0.53-0.74 (6) ตรวจสอบแก้ไขแบบประเมนิ หลังการทดลองใช้ เพื่อนำไปใช้ในการ เก็บข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.3.5 แบบบันทึกการนเิ ทศ กำกับ ติดตาม (1) ศกึ ษารปู แบบการสรา้ งแบบบนั ทึกการนเิ ทศ กำกบั ตดิ ตาม (2) วเิ คราะห์ลักษณะของข้อมลู ทีต่ ้องการ โดยกำหนดเปน็ ข้อมลู (3) เขยี นแบบประเมินฉบบั รา่ ง (4) นำเสนอผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความครอบคลมุ และความสอดคลอ้ งของ เน้อื หา โดยผู้เชย่ี วชาญเปน็ ชดุ เดียวกันกบั แบบบันทึกการประชมุ เชิงปฏบิ ัติการ (5) ตรวจสอบ แก้ไขแบบประเมนิ เพ่ือนำไปใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มูลของกลุ่ม ประชากรต่อไป

86 3.3.6 แบบบันทกึ ประจำวัน 1) ศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎีเก่ียวกับการสร้างเครือ่ งมือแบบบนั ทึก ประจำวัน 2) กำหนดโครงรา่ งของแบบบนั ทึก เลือกข้อเน้ือหาท่จี ะใช้บันทึกให้มีความ สอดคลอ้ งกับเปา้ หมาย และข้อมลู ที่ต้องการ 3) นำเสนอผ้เู ชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความครอบคลุมและความสอดคล้องของ เนอื้ หา โดยผเู้ ชย่ี วชาญเป็นชดุ เดียวกันกบั แบบบนั ทึกการประชมุ เชิงปฏิบตั ิการ 4) นำแบบบันทึกกลับมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะใหม้ ีความถูกต้องสมบูรณ์ 5) พมิ พ์แบบบันทึกฉบับสมบูรณ์ เพ่ือใชใ้ นการเก็บข้อมลู ต่อไป 4. การเก็บรวบรวมข้อมลู เริ่มดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู ในระหวา่ งวนั ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึงวนั ท่ี 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 วงรอบท่ี 1 ระหว่างวนั ท่ี 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันที่ 10 ตลุ าคม พ.ศ. 2565 วงรอบท่ี 2 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565 ถึงวนั ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 1. การประชุมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ (Work Shop) การประชุมเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ครูผู้สอนและบุคลากรทางการ ศึกษา จำนวน 20 คน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย นักเรียน จำนวน 48 คน ผู้ปกครอง จำนวน 48 คน รวมจำนวน 116 คน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มตัวอย่าง มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการ ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีส่วนร่วมในการพัฒนา การวางแผน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หา แนวทางในการพัฒนาดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วง ระหวา่ งวันที่ 22-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 2. การสมั ภาษณ์ (Interview) 2.1 การสัมภาษณ์ครู เพ่ือเก็บข้อมูลเก่ียวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรเี ทพ(สวา่ งวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ปีการศึกษา 2565 และนำผล การสัมภาษณ์ไปปรบั ปรุง การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพโดยทำการสัมภาษณเ์ ป็นระยะ ดงั น้ี 2.1.1 ระยะเร่มิ ตน้ ก่อนดำเนินการพัฒนา ได้สมั ภาษณ์ในชว่ งระยะวันที่ 20-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 2.1.2 ระยะที่สอง ระยะระหว่างดำเนินการพัฒนา ได้สัมภาษณ์ในวงรอบท่ี 1 ช่วง ระยะวันท่ี 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึง วันท่ี 16 มิถุยนายน 2565 และในวงรอบที่ 2 ช่วงระยะวันที่ 7-23 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565 2.1.3 ระยะท่ีสาม ระยะหลังการดำเนนิ งาน ได้สัมภาษณ์ในวงรอบที่ 2 ชว่ งระยะวันท่ี 1-20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 2.2 การสัมภาษณน์ ักเรยี น เพื่อเก็บข้อมลู เกย่ี วกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรยี นโรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์ ปกี ารศกึ ษา 2565 และนำผล การสมั ภาษณ์ไปปรับปรงุ การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ โดยสมั ภาษณค์ วามคดิ เห็นของนักเรียนเกยี่ วกับ

87 การดำเนินงานตามระบบการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น โดยการสัมภาษณ์นักเรยี นโดยการส่มุ นกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1-6 ห้อง ๆ ละ 4 คน รวมจำนวน 48 คน ทำการสัมภาษณเ์ ป็นระยะ ดงั นี้ 2.2.1 ระยะเรมิ่ ตน้ ก่อนดำเนินการพัฒนา ได้สัมภาษณ์ในชว่ งระยะวันที่ 20-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 2.2.2 ระยะที่สอง ระยะระหว่างดำเนินการพัฒนา ได้สัมภาษณ์ในวงรอบท่ี 1 ช่วง ระยะวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึง วันท่ี 16 มิถุนายน 2565 และในวงรอบที่ 2 ช่วงระยะวันท่ี 7 -23 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565 2.2.3 ระยะทีส่ าม ระยะหลงั การดำเนนิ งาน ได้สมั ภาษณ์ในวงรอบท่ี 2 ชว่ งระยะวนั ที่ 1-20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 2.3 การสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการดูแล ชว่ ยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สวา่ งวฒั นา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปกี ารศึกษา 2565 และนำผลการสัมภาษณ์ไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ โดยสัมภาษณ์ความพึงพอใจของ ผู้ปกครอง เก่ียวกับการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง โดยการสุ่มผู้ปกครองนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1-6 ห้อง ๆละ 4 คน รวมจำนวน 48 คน ทำการ สมั ภาษณเ์ ป็นระยะ ดังน้ี 2.3.1 ระยะเรมิ่ ตน้ ก่อนดำเนินการพฒั นา ไดส้ ัมภาษณ์ในช่วงระยะ วันท่ี 20-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 2.3.2 ระยะท่สี อง ระยะระหวา่ งดำเนนิ การพัฒนา ไดส้ ัมภาษณใ์ นวงรอบท่ี 1 ชว่ ง ระยะวันท่ี 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึงวันท่ี 16 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2565 และในวงรอบท่ี 2 ชว่ งระยะวนั ท่ี 7-23 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565 2.3.3 ระยะทสี่ าม ระยะหลงั การดำเนินงาน ได้สมั ภาษณ์ในวงรอบท่ี 2 ช่วงระยะวนั ท่ี 1-20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 3. บันทึกการสังเกต (Observation) บันทึกการสังเกต สร้างขึ้นจากแนวคิดของ ลอฟแวนด์ (สุภางค์ จันทวานิช 2547 : 44-67) มีจุดหมายการบันทึก เพ่ือศึกษาพฤติกรรม โดยผู้ศึกษาและกลุ่มเป้าหมาย โดยสังเกต กลมุ่ เป้าหมาย สังเกตหลงั การจดั กิจกรรม การศึกษาเอกสาร การประชุมปฏบิ ัตกิ ารและการนิเทศภายใน ระยะ ระหวา่ งดำเนนิ การพฒั นา วันท่ี 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถงึ วนั ที่ 10 ตลุ าคม พ.ศ. 2565 4. แบบประเมนิ 4.1 แบบประเมนิ ฉบบั ท่ี 1 สำหรบั ประเมนิ ความคดิ เห็นของผเู้ ข้าร่วมประชุม ปฏิบตั กิ าร ระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น จำนวน 14 ข้อ ชว่ งระหวา่ งวนั ท่ี 20-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 4.2 แบบประเมินฉบับที่ 2 สำหรับประเมินผลการปฏิบัติงานของครูประจำชั้น/ครูท่ี ปรกึ ษา ประเมินตนเอง ผู้รว่ มศึกษาและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประเมินเพื่อให้ทราบถึงระดับการปฏิบัติงานทุกข้ันตอนใน ระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรียน จำนวน 5 องค์ประกอบ จำนวน 30 ข้อ ระยะระหว่างดำเนินการพัฒนาวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถงึ วนั ท่ี 10 ตลุ าคม พ.ศ. 2565

88 5. บันทึกการนิเทศ กำกับ ติดตาม บันทึกการนิเทศ กำกบั ติดตาม เพ่อื บันทึกข้อมูลเกย่ี วกับการนิเทศ กำกับ ตดิ ตามของ กลุ่มเป้าหมายค้นคว้าและคณะครูเก่ียวกับกระบวนการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียน อนบุ าลศรเี ทพ(สว่างวฒั นา) อำเภอศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ 10 ตลุ าคม พ.ศ. 2565 6. แบบบันทึกประจำวนั เป็นบันทึกส่วนตัวของผู้ศึกษา ใช้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ จากการสังเกต การสัมภาษณ์ ใน การประชุม การแสดงความคิดเห็น ปฏิกิริยา การแปลความหมาย การสะท้อนความรู้สึกและอื่นๆ ของการ ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัด เพชรบรู ณ์ โดยดำเนนิ การตลอดปกี ารศกึ ษา 2565 5. การแปลค่าขอ้ มลู 5.1 ผู้เชี่ยวชาญเพ่ือตรวจสอบความสอดคล้องของแบบประเมินค่าเฉล่ียต้ังแต่ 0.50 ถึง 1.00 โดย เกณฑ์การให้คะแนน + 1 เม่อื แน่ใจ 0 เม่ือไม่แน่ใจ - 1 เมื่อแน่ใจวา่ ประเมินนั้นไมส่ อดคลอ้ ง 5.2 ระดบั ความคิดเห็นการประชมุ ปฏิบัตกิ าร (Workshop) ตามวธิ ขี อง ลิเคิรท์ (Likert อ้างถงึ ในบุญชม ศรสี ะอาด, 2543 : 99) มีการปฏิบตั ิมากท่ีสุด ให้คะแนนเปน็ 5 มีการปฏบิ ตั ิมาก ใหค้ ะแนนเป็น 4 มกี ารปฏิบัตปิ านกลาง ใหค้ ะแนนเป็น 3 มกี ารปฏบิ ัติน้อย ใหค้ ะแนนเป็น 2 มีการปฏบิ ัตนิ อ้ ยท่ีสดุ ใหค้ ะแนนเป็น 1 กำหนดความหมายของคา่ คะแนนเฉลีย่ โดยใช้เกณฑ์ ดงั น้ี คา่ เฉลย่ี 4.51-5.00 หมายถึง มกี ารปฏิบตั มิ ากทส่ี ุด ค่าเฉลีย่ 3.51-4.50 หมายถงึ มกี ารปฏิบตั ิมาก คา่ เฉล่ีย 2.51-3.50 หมายถงึ มีการปฏิบตั ิปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถงึ มกี ารปฏิบัติน้อย ค่าเฉลีย่ 1.00-1.50 หมายถึง มีการปฏิบตั นิ ้อยทีส่ ดุ 5.3 ระดับผลการการปฏิบตั ิงานระบบการดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น มีการปฏิบตั ิมากทีส่ ดุ ให้คะแนนเปน็ 5 มีการปฏิบตั มิ าก ใหค้ ะแนนเปน็ 4 มกี ารปฏิบตั ิปานกลาง ใหค้ ะแนนเป็น 3 มกี ารปฏิบัตินอ้ ย ใหค้ ะแนนเป็น 2 มกี ารปฏิบตั ินอ้ ยทสี่ ดุ ใหค้ ะแนนเปน็ 1 กำหนดความหมายของคา่ คะแนนเฉล่ยี โดยใช้เกณฑ์ ดังน้ี ค่าเฉล่ยี 4.51-5.00 หมายถงึ มกี ารปฏบิ ัตมิ ากทสี่ ุด ค่าเฉล่ีย 3.51-4.50 หมายถึง มีการปฏบิ ตั ิมาก ค่าเฉล่ยี 2.51-3.50 หมายถงึ มีการปฏิบตั ปิ านกลาง

89 คา่ เฉล่ยี 1.51-2.50 หมายถึง มีการปฏบิ ัตนิ ้อย ค่าเฉล่ีย 1.00-1.50 หมายถึง มกี ารปฏบิ ตั ิน้อยทีส่ ดุ 6. การจดั กระทำและการวิเคราะหข์ ้อมลู การจัดกระทำข้อมูล ผู้ศึกษาดำเนินการโดยนำข้อมูลท่ีรวบรวมจากแบบสัมภาษณ์ แบบ สังเกต แบบประเมินความพึงพอใจ แบบบันทึกประจำวัน ผลการวิเคราะห์เอกสาร มาวิเคราะห์โดยยึดหลัก สามเส้า (Triangulation) ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านข้อมูล (Data Triangulation) ด้านผู้ศึกษา (Investigator Triangulation) และด้านวิธีการ (Methodological Triangulation) จากการดำเนินกิจกรรมแต่ละกิจกรรม ตามกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา)อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2565 ตามแต่ละประเภทของเคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแต่ละประเภท โดยดำเนนิ การจดั กระทำตามขั้นตอน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาดำเนินการศึกษาและทำความเขา้ ใจข้อมูลท่ีรวบรวมมาได้ทั้งหมด หลาย ๆ ครั้ง (Read and Re-read) แล้วนำเสนอผลการแปลความหมายในรูปแบบของการบรรยาย (Narrative Form) และใชส้ ถติ พิ ้ืนฐานของบุญชม ศรสี ะอาด (2543) วิเคราะหร์ ะดบั การปฏบิ ตั ิ ดังน้ี 6.1 คา่ เฉลย่ี X คำนวณจากสตู ร X = X N เมอื่ X แทน ค่าเฉลยี่  X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน N แทน จำนวนคนทงั้ หมด 6.2 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Division) S.D. = N X2 − ( X)2 N(N −1) เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแตล่ ะคน N แทน จำนวนคะแนนหรือจำนวนคนทั้งหมด แทน ผลรวม 

ตารางท่ี 1 แสดงแผนปฏิบัติการการพฒั นาระบบการดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี น ปกี ารศึกษา 2565 กิจกรรม เปา้ หมายกจิ กรรม ระยะเว 1. การประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร เพือ่ ใหก้ ลมุ่ ผู้ใหข้ ้อมลู มีความรู้ความ 20-2 (Workshop) เขา้ ใจ เกย่ี วกบั การดำเนนิ งานระบบ พฤษภา ดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน มสี ่วนร่วม 256 ในการพฒั นาการวางแผน การแลก เปลีย่ นเรียนรู้หาแนวทางในการ พัฒนาดำเนนิ งานระบบดูแล ชว่ ยเหลือนักเรยี นทกุ ขนั้ ตอนอย่าง มีประสิทธิภาพ

น โรงเรียนอนุบาลศรีเทพ(สว่างวัฒนา) อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ วลา ผูเ้ กยี่ วขอ้ งกบั วิธีการเกบ็ เคร่ืองมือท่ีใช้เก็บ แหลง่ ขอ้ มลู หรอื การดำเนนิ งาน รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมลู ผ้ใู หข้ อ้ มูล 27 - กลุ่มผูใ้ ห้ข้อมลู - บันทึก - แบบบนั ทึก - กลมุ่ ผูใ้ หข้ ้อมลู าคม สำคัญ การประชุม การประชุม สำคัญ 65 - การสมั ภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ - การสงั เกต - แบบสังเกต - สอบถาม - แบบประเมนิ 85

ตารางที่ 1 (ต่อ) กจิ กรรม เปา้ หมายกจิ กรรม ระยะเว 2. ระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น 16 2.1 การรูจ้ กั นักเรยี นเป็นรายบคุ คล เพอ่ื การรู้จกั นักเรียน พฤษภา เปน็ รายบุคคล 2565 ถงึ 10 ตุลาค 2565 2.2 ด้านการคดั กรองนกั เรียน เพื่อการคดั กรองนกั เรียน 16 พฤษภา 2565 ถึง 10 ตุลาค 2565

วลา ผู้เกยี่ วขอ้ งกบั วิธีการเกบ็ เครอ่ื งมอื ที่ใช้เก็บ แหล่งข้อมลู หรือ การดำเนนิ งาน รวบรวมข้อมูล รวบรวม ข้อมูล ผ้ใู หข้ อ้ มูล - กลุ่มผรู้ ว่ ม - การสัมภาษณ์ - แบบสมั ภาษณ์ - กล่มุ ผใู้ หข้ อ้ มลู าคม ศึกษา - การสังเกต - แบบสงั เกต สำคัญ 5 - กลุ่มผู้ให้ขอ้ มูล - การประเมนิ - แบบประเมิน สำคญั - การสงั เกต - แบบสังเกต คม 5 - กลุ่มผู้ให้ข้อมลู - การสัมภาษณ์ - แบบสมั ภาษณ์ - กลมุ่ ผ้ใู ห้ขอ้ มลู สำคัญ าคม สำคัญ - การสงั เกต - แบบสงั เกต 5 - ประชาชน - การประเมิน - แบบประเมนิ - การสังเกต - แบบสังเกต คม 5 86

ตารางที่ 1 (ต่อ) กิจกรรม เป้าหมายกจิ กรรม ระยะเวลา 2.3 ด้านการสง่ เสรมิ นักเรยี น เพอ่ื การสง่ เสรมิ นักเรียน 1 2.4 ดา้ นการปอ้ งกันแก้ไขปัญหา เพ่อื การปอ้ งกันแก้ไข พฤศจิกายน ปัญหานกั เรยี น 2565 ถงึ 31 มนี าคม 2566 1 พฤศจิกายน 2565 ถงึ 31 มนี าคม 2566

า ผูเ้ กย่ี วข้องกับ วธิ กี ารเกบ็ เคร่ืองมอื ที่ใชเ้ กบ็ แหล่งขอ้ มลู หรอื การดำเนนิ งาน รวบรวมขอ้ มูล รวบรวม ข้อมลู ผู้ให้ขอ้ มลู - กลุม่ ผใู้ ห้ข้อมูล - การสัมภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ - กลมุ่ ผ้ใู ห้ขอ้ มลู - การสงั เกต - แบบสังเกต สำคญั น สำคัญ - การประเมิน - แบบประเมนิ - การสังเกต - แบบสังเกต - ประชาชน ม - กลุ่มผใู้ หข้ อ้ มูล - การสัมภาษณ์ - แบบสมั ภาษณ์ - กลุ่มผ้ใู ห้ขอ้ มลู น สำคญั - การสงั เกต - แบบสังเกต สำคัญ - การประเมนิ - แบบประเมนิ - ประชาชน - การสงั เกต - แบบสังเกต ม 87

ตารางท่ี 1 (ต่อ) กิจกรรม เป้าหมายกจิ กรรม ระยะเวลา 2.5 ดา้ นการส่งต่อ เพอ่ื การส่งต่อนกั เรยี น 1 3. การนิเทศ กำกับ ตดิ ตาม ท่มี ปี ัญหาซำ้ ซ้อน พฤศจิกายน 2565 ถงึ 31 มนี าคม 2566 เพ่ือให้ผู้ศกึ ษา (Research 1 Participants) ไดม้ สี ่วนร่วม พฤศจิกายน ในการนเิ ทศ กำกับ ติดตาม 2565 ร่วมคิด ร่วมพัฒนา ส่งเสริม ถึง และสนับสนุน การดำเนนิ งาน 31 มีนาคม ระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน 2566

ผเู้ กีย่ วขอ้ งกับ วธิ กี ารเกบ็ เครอ่ื งมอื ที่ใชเ้ ก็บ แหลง่ ข้อมูลหรอื การดำเนินงาน รวบรวมข้อมูล รวบรวม ขอ้ มูล ผ้ใู หข้ ้อมูล - กลุ่มผใู้ หข้ อ้ มลู - การสัมภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ - กลมุ่ ผใู้ หข้ อ้ มลู น สำคญั - การสงั เกต - แบบสังเกต สำคัญ - การประเมนิ - แบบประเมิน - การสังเกต - แบบสังเกต ม - ผู้ศึกษา - บันทกึ - แบบบนั ทกึ - ผู้ศึกษา น การนเิ ทศ การนเิ ทศ ม 88


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook