พระเมธีวี ัชั รประชาทร 43 (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๔๓ องค์ประกอบแห่งการดำเนินชีวิต ของมนุษย์ ที่มี๓ ด้าน คือ พฤติกรรม จิตใจ และ ปญั ญา เรยี กวา่ ไตรสกิ ขา ซง่ึ มสี าระสำคัญดังน้ี (๑) ศีล คือ การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรม ทางกายและวาจา ให้มีความสมั พันธ์กบั สิง่ แวดล้อมอย่างถูกต้อง (๒) สมาธิ หมายถึง การฝึกฝนพัฒนาในด้านจิตใจ มีความสำคัญอย่างย่ิง เพราะจิตใจเป็นฐานของพฤติกรรม เนื่องจากพฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึน้ จากความตั้งใจ หรือเจตนาและเป็นไปตามเจตจำนงและแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าจิตใจได้รับการ พัฒนาให้ดีงามแล้ว ก็จะควบคุมดูแลและนำพฤติกรรมไปในทางที่ดีงามด้วย แม้ ความสขุ ความทกุ ขใ์ นท่สี ุดกอ็ ยูท่ ่ใี จ (๓) ปัญญา หมายถึง การพัฒนาปญั ญา ซ่งึ มีความสำคัญสูงสดุ เพราะปัญญา เป็นตัวนำทาง และควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อย่างไรและ แค่ไหน ก็อยู่ที่ว่าจะมีปัญญาชี้นำหรือบอกทางให้เท่าใด และปัญญาเป็นตัวปลดปล่อย จิตใจ ให้ทางออกแก่จติ ใจ เช่น เมื่อจิตใจอึดอดั มปี ัญหาติดตันอยู่ พอเกิดปัญญารู้วา่ จะ ทำอยา่ งไร จติ ใจก็โล่งเป็นอิสระได๗้ ๘ ดังนั้นเรื่องของไตรสิกขา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็นเรื่องของการทำงาน ร่วมกันเป็นองค์รวมเกื้อกูลกันและกันไปเป็นลำดับ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเรื่องท่ี ต้องลงมือปฏิบัติผลอันสัมพันธ์กนั และเกื้อกลู ต่อการพฒั นาไปได้ ดังที่พระพุทธเจา้ ตรัส กับภิกษุวัชชีบุตรว่า“เมื่อใด เธอศึกษาอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และ อธิปัญญาสิกขา เมื่อนั้น เธอผู้ศึกษาอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขาอยู่ ก็จักละราคะ โทสะและโมหะได้ เพราะละราคะ โทสะ และโมหะได้ เธอจักไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล จกั ไมป่ ระพฤตสิ ่งิ ที่เลวทรามอกี ”๗๙ ไตรสิกขาเป็นระบบการพัฒนามนุษย์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มีขอบเขตครบคลุม มรรคทั้งหมด๘๐ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ หมวดคือ หมวดปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฐิ สัมมา ๗๘พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม , (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐-๒๓. ๗๙องฺ.ทุก. (บาลี) ๒๐/๘๕/๒๒๔, องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๘๕/๓๑๑. ๘๐พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๖๐๑.
44 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๔๔ สังกัปปะ หมวดสมาธิ ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ หมวดศีล ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ซึ่งมรรคทั้ง ๓ หมวดนั้นแบ่งออกตาม ปฏิบัติหรือการศึกษาได้๓ อย่าง คือ ศีลเป็นการควบคุมกายกับวาจา สมาธิ เป็นการ ฝึกอบรมใจให้ตั้งม่นั ใหจ้ ิตมนั่ คง และปญั ญา เป็นการฝึกอบรมจติ มคี วามรู้ คิดวิเคราะห์ พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ และเมื่อปฏิบัติ ตามขนั้ ตอนของมรรค ๘ ประการก็จัดได้วา่ เปน็ การพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาตาม แนวทางอริยสัจ ๔ ซึ่งมรรค ๘ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นส่วนหนึ่งในหลกั อริยสัจ ๔ ประการ ซง่ึ เปน็ หลักธรรมทค่ี รอบคลมุ คำสอนท้งั หมดในพระพุทธศาสนา๘๑ สรุปได้ว่า ไตรสิกขาเป็นหลักการพัฒนามนุษย์เป็นระบบ คือ การพัฒนา จะต้องเป็นแบบบูรณาการทางด้านร่างกาย คือ การประพฤติทางกาย วาจา โดยให้ยึด หลักของศีล เพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ แล้วดำเนินชีวิตไปตามทางสายกลาง เช่น การบริโภคปัจจัย ๔ ให้พอเหมาะกับการเลี้ยงดู เช่นตัวอย่างเรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งกาย และยารักษาโรค ส่วนทางด้านจิตใจ ต้องสร้างให้จิตยึดมีความมั่นคง บริสทุ ธ์ิแจ่มใสด้วยสมาธิ และเมื่อจติ มั่นคงไม่หวั่นไหวก็จะเป็นพ้ืนฐานของการพิจารณา สิ่งต่าง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง นั่นคือ ปัญญาได้เกิดขึ้น เพราะมีสัมมาทิฏฐิ ตัวอย่างของความเห็นหรือความเชื่อที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เช่น เชื่อว่าทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น และพร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติดี เข้าสู่การฝึกปฏิบัติตนตาม หลักไตรสิกขาชั้นต้น คือ ศีล พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่สมาธิ และจนถึงระดับสูงสุดคือ ปญั ญา ๘๑เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๘๙๓.
พระเมธีีวััชรประชาทร 45 (ประยููร นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. การจัดกบาทรศทึก่ี ษ๔าของคณบะสทงทฆ์ไ่ีท๔ย การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย การศึกษาพระปริยัตธิ รรม คอื กระบวนการเรียนการสอน การคน้ คว้าทำความ เข้าใจและจดจำคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งจารึกเป็นภาษาบาลีเป็นหลักในการศึกษา พระไตรปิฎก โดยที่การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ตั้งแต่ประโยค ๑-๒ จนถึง เปรียญธรรม ๙ ประโยค จะเป็นการศึกษาด้วยภาษาบาลีทั้งสิ้น การศึกษาพระปริยัติ ธรรมของคณะสงฆ์ไทยเรานัน้ อาจกล่าวได้ว่ามีมานานนับตัง้ แตภ่ ายหลังการสังคายนา ครั้งที่ ๓ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงจัดส่งพระภิกษุสงฆ์ไปประกาศพระพุทธศาสนา ในนานาประเทศ พระโสณะกับพระอุตตระ ได้นำเอาพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ยัง สุวรรณภูมิ คือ ประเทศไทย จนกระทั่งมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยล้านนาไทย และ ปรากฏว่ามีพระมหาเถรหลายรูปที่ศึกษาอยู่ในระดับแตกฉาน สามารถแต่งตำรับตำรา อธิบายธรรมะเป็นภาษาบาลีได้อย่างเชี่ยวชาญ โดยการศึกษาพระปริยัติธรรมใน ประเทศไทยแตล่ ะสมัยมดี ังนี้ ๔.๑ การจดั การศกึ ษาของคณะสงฆ์สมยั สโุ ขทัยและล้านนาไทย การศึกษาพระปริยัติธรรมในสมัยนั้น พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้บริหารและจัด การศึกษา คือเป็นครูผู้สอนกันเอง สมัยพ่อขุนรามคำแหง การปกครองคณะสงฆ์แบ่ง ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายคามวาสี และฝ่ายอรัญญาวาสี ทรงส่งเสริมให้มีการศึกษา พระพุทธศาสนาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก แม้พระองค์เองก็ทรงสั่งสอนประชาชนตาม หลกั ธรรม๘๒ ๘๒กรมวิชาการ, ประวัติการศึกษาคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ลาดพร้าว, ๒๕๒๗) ,หนา้ ๕๗-๖๐.
46 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๔๖ การศึกษาในสมัยนี้ เป็นการศึกษาจากพระไตรปิฎกแยกออกเป็นตอน ๆ คือ พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรมเป็นลำดับไป นอกจากนี้ยังมีศิลปศาสตร์สาขา ต่าง ๆ อีกหลายแขนงโดยมีพระมหาเถระ พระมหากษัตริย์ และราชบัณฑิต เป็น ครูผู้สอน สำหรับสถานที่ศึกษา ได้แก่ วัดและวัง บุตรหลานของขุนนางและราษฎร ทั่วไปจะเรียนที่วัด ส่วนวังจะเป็นที่ศึกษาของเจ้านาย บุตรหลานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์เท่านั้น ในด้านการบริหารจัดการนั้นจะอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ พระมหากษัตริย์ ทั้งด้านการจัดหาสถานที่ อุปกรณ์การเรียนการสอน และการจัดหา ครูผู้สอน ส่วนด้านการวัดผลการศึกษายังไม่มีระบบการวัดที่แน่นอน มักจะวัดจาก ความทรงจำและความสามารถเป็นพื้นผู้จบการศึกษาจะได้รับการยกย่องให้เป็น บัณฑติ ๘๓ ๔.๑.๑ หลกั สูตรการศกึ ษา การศึกษาสมัยนั้น ยังยึดหลักภาษาบาลี ศึกษาในเชิงหลักภาษาและเนื้อหา ธรรมะจากพระไตรปิฎก โดยแบง่ เป็นตอน ๆ อนั ดบั แรกศกึ ษาพระสุตตันตปิฎก เม่อื จบ แล้วกศ็ ึกษาพระวินัยปฎิ กและพระอภิธรรมปิฎกตามลำดับ ๔.๑.๒ สถานศกึ ษา สถานศึกษาในสมัยสุโขทัยและล้านนาไทย ใช้วัดและวังเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ วัดเป็นสำนักเรียนของบรรดาบตุ รหลาน ขุนนาง และราษฎรทั่วไป โดยมีพระภิกษุสงฆ์ เป็นครูสอน และจัดการศึกษา ส่วนวังเป็นสำนักราชบัณฑิต ซึ่งทำการสอนให้เฉพาะ เจ้านาย ขา้ ราชการ และเป็นทเี่ รียนธรรมของพระสงฆ์เท่าน้ัน ๔.๑.๓ การวดั ผลการศกึ ษา การวัดผลการศึกษาในสมยั สโุ ขทยั และลา้ นนาไทยนนั้ ยังไม่เด่นชัด เป็นแต่การ วดั ผลจากความทรงจำและความสามารถของพระภกิ ษุสงฆ์ ๔.๑.๔ การศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกบาลสี มัยสุโขทัย ๑. ด้านการบริหารหลักสูตรเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนพระปริยัติ ธรรมแผนกบาลีในสมัยนี้ไม่ปรากฏชัดเจนแต่คงได้แก่ภาษาบาลีพระไตรปิฎกและ ๘๓กรมการศาสนา, กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์ ๒๐๐ ปี ภาค ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๒๖), หนา้ ๔๕๓-๔๖๗.
พระเมธีีวััชรประชาทร 47 (ประยูรู นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๔๗ ศิลปศาสตร์ต่าง ๆ สำหรับครูผู้สอนก็คงเป็นพระมหาเถระพระมหากษัตริย์และราช บณั ฑิตผู้คงแก่เรยี นนน่ั เอง ๒. ด้านการเรียนการสอนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในสมัยนี้พระ เจ้าแผ่นดินทรงโปรดให้มีการเรียนการสอนขึ้นในสำนักพระราชวังปรากฏในศิลาจารึก สมัยพระเจ้าลิไทในประชุมพงศาวดารภาค ๑ ความว่าทรงเผดียง (ขอร้อง) สงฆ์ ทั้งหลายให้มาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมโดยมีสถานศึกษาพระปริยัติธรรมคือวัดและวัง เปน็ ศูนยก์ ลางกล่าวคือวดั เป็นสำนักเรียนของบรรดาบตุ รหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป โดยมพี ระภิกษุเป็นครูสอนและจัดการศึกษาและวังเปน็ สำนักราชบัณฑิตสอนแต่เฉพาะ เจ้านาย และบุตรหลานของข้าราชการท่เี รยี นธรรมของพระสงฆ์เท่านั้น ๓. ด้านสื่อการเรียนการสอนในยุคสมัยนี้สื่อการเรียนการสอนไม่ปรากฏเปน็ ที่ ชัดเจนแต่เข้าใจว่าสื่อที่สำคัญที่สุด คือครูผู้สอนหรือผู้บอกหนังสือ และตำราเรียนซึ่ง ได้แก่พระไตรปิฎกท่จี ารึกลงในใบลานเปน็ หลัก ๔. ด้านกิจกรรมการเรยี นการสอนในยุคสมัยนี้กิจกรรมการเรยี นการสอนคงจะ ไดแ้ กก่ ารบอกหนงั สือแบบปากต่อปาก และการรับส่งสูตรซ่งึ มีครูผู้สอนเป็นหลักในการ จดั การเรียนการสอน ๕. ด้านการวัดผลและประเมินผลการวัดผลการศึกษายังไม่มีระบบหรือ ระเบียบวิธีการวัดผลที่แน่นอนมักจะวัดผลจากความทรงจำ และความสามารถเป็น พืน้ ๘๔ ๔.๒ การจัดการศกึ ษาของคณะสงฆ์สมยั กรงุ ศรอี ยุธยา การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในยุคน้ี แรก ๆ ถูกปล่อยปละ ละเลยต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเห็นพระพุทธศาสนาถูกลัทธิ ภายนอกย่ำยี ประชาชนมัวเมาหลงใหลเห็นผิดเป็นชอบ จึงทรงรับบำรุง พระพุทธศาสนา ทรงโปรดจัดการศึกษาเลา่ เรียนพระปริยตั ิธรรมขึ้น เหมือนในครั้งกรงุ สุโขทัย ให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรม นับว่าเป็นการสอบไล่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกใน ประเทศไทย ต่อมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงใส่พระทัย ๘๔สำนักเรยี นวัดปากน้ำ, ประวัตคิ วามเปน็ มาของสำนักเรียนวดั ปากนำ้ ,พมิ พค์ รง้ั ที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : พมิ พท์ ี่ หจก.สตาร์กรปุ๊ , ๒๕๔๙) หนา้ ๓๔๑-๓๔๔.
48๔๘ กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. พฒั นาการพระพุทธศาสนา ทรงรวบรวมอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้มาอยู่รวมกันอีกคร้ัง หนึ่ง ทรงแต่งตั้งสมณศักดิ์และสถาปนาพระอารามหลายแห่ง ให้พระภิกษุสงฆ์ศึกษา เลา่ เรยี นคันถธุระและวปิ ัสสนาธรุ ะ พระพทุ ธศาสนาไดเ้ จรญิ รุ่งเรืองขน้ึ อกี วาระหนงึ่ ๘๕ การบริหารการศึกษาในยุคตน้ ๆ ไม่มอี ะไรแตกตา่ งจากสมยั สุโขทัย จนกระทั่ง ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์โปรดให้คณะสงฆ์รับภาระในการ เรียนการสอนอย่างจริงจัง มีการกำหนดหลักสูตร เวลาเรียน การประเมินผล และ กำหนดฐานะของผู้สอบได้ไว้เป็นการแน่นอน และกำหนดเอาพระบรมมหาราชวังเป็น สถานทเ่ี รยี นหลัก สว่ นวัดต่าง ๆ เป็นแหลง่ เรียนยอ่ ย โดยมพี ระองค์เองบ้าง ราชบณั ฑิต บ้าง พระมหาเถระบ้าง เปน็ ครผู ูส้ อน ขบวนการเรียนการสอน กำหนดเอาพระไตรปิฎก ที่จารึกลงในใบลานเป็นหนังสือเรียน การวัดผลและประเมินผลการเรียน ใช้การแปล ปากเปล่าต่อหน้าคณะกรรมการอย่างน้อย ๓ ท่าน โดยการสอบวัดผลแต่ละระดับช้ัน กำหนด ๓ ปี ต่อครั้ง ผู้สอบได้จะเรียกว่า “มหาบาเรียน” โดยแบ่งชั้นเป็น ๓ ชั้น คือ ชน้ั บาเรยี นตรี บาเรยี นโท และบาเรียนเอก๘๖ ๔.๒.๑ หลกั สตู รการศึกษา ในสมัยกรุงศรีอยธุ ยาสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชได้ทรงโปรดให้คณะสงฆ์เอา ภาระในการเรียนการสอนอย่างจริงจังโดยกำหนดหลักสูตร เวลาเรียน การประเมินผล และฐานะของผูส้ อบไล่ได้เป็นการแนน่ อน ใช้พระไตรปิฎกภาษาบาลีเป็นหลักสูตร โดย แบ่งเป็น ๓ ชัน้ เรียน คอื ๑. บาเรยี นตรี ตอ้ งแปลภาษาบาลจี บพระสูตร ๒. บาเรยี นโท ตอ้ งแปลภาษาบาลจี บพระสตู ร และพระวนิ ยั ๓. บาเรียนเอก ตอ้ งแปลภาษาบาลีจบพระสตู ร พระวินัย และพระอภิธรรม ผเู้ รยี นจบบาเรยี น ตรี-โท-เอก เรียกว่า “มหาบาเรียนบาลี” โดยใชอ้ ักษรย่อว่า “บ.บ.” ๘๕พระมหาวรัญญู วรญฺญู, ประวัติศาสตร์การศึกษาบาลีของคณะสงฆ์ในสยาม ประเทศ, (กรงุ เทพมหานคร : อาทรการพิมพ์, ๒๕๔๗), หน้า ๔๓-๔๙. ๘๖กรมการศาสนา, กระทรวงศึกษาธิการ, ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์ ๒๐๐ ปี ภาค ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๒๖), หน้า ๔๕๓-๔๖๗.
พระเมธีวี ััชรประชาทร 49 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๔๙ ๔.๒.๒ สถานศึกษา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมใช้บริเวณ พระบรมมหาราชวังเป็นที่เล่าเรียน ส่วนวัดวาอารามต่าง ๆ เป็นสถานที่ศึกษาเลา่ เรยี น ส่วนย่อยเท่านั้น ครูผู้สอน ได้แก่พระมหากษัตริย์บ้าง ราชบัณฑิตบ้าง พระเถระผู้มี ความเชี่ยวชาญในพระไตรปฎิ กบ้าง ๔.๒.๓ วดั ผลการศึกษา เริ่มแรกเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์ (หลักของภาษา) ใช้เวลาประมาณ ๒-๓ ปี จึง เรียนแปลพระไตรปิฎกที่จารึกในใบลานเป็นหนังสือแบบเรียน เมื่อมีความรู้ ความสามารถในการแปลได้ดีแล้ว ครูบาอาจารย์และเจ้าสำนักเรียนก็จะกราบทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศ การสอบไล่ความรู้ของพระภิกษุสามเณรข้ึน เรียกว่า “สอบสนามหลวง” หมายถึง การ สอบในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงยกย่องผู้สอบได้ให้มีสมณศักดิ์เป็น “มหา” นำหน้าช่ือ แล้วพระราชทานให้เป็นพระราชาคณะ เป็นเกียรติแก่พระพุทธศาสนาสืบไป สถานที่ สอบใช้พระบรมมหาราชวงั เป็นท่ีสอบ และใช้ระยะเวลาเรยี น ๓ ปี จงึ มีการสอบ ๑ ครง้ั ๔.๒.๔ วธิ ีสอบ เมือ่ พระเจา้ แผน่ ดินทรงประกาศให้มกี ารสอบพระปริยตั ธิ รรมขนึ้ แลว้ พระมหา เถระและราชบัณฑิตทั้งหลาย ก็แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็น ประธาน การสอบแปลผู้สอบต้องจับฉลากตามที่คณะกรรมการกำหนดให้ ถ้าจับได้ผูก ใดก็แปลผกู น้ัน โดยเร่มิ จากพระสูตรก่อน ตอ้ งแปลปากเปล่าต่อหนา้ คณะกรรมการ ผิด ศัพท์หรือประโยคได้เพียง ๓ ครั้ง ถ้ากรรมการทักท้วงเกิน ๓ ครั้ง ถือว่าตก ถ้าแปลได้ คลอ่ งเป็นท่นี ่าพอใจ ไมม่ กี ารทักทว้ ง ถือวา่ สอบได้ในประโยคนนั้ ๆ เม่อื ผา่ นพระสูตร ก็ ให้เกียรติคุณเป็น “บาเรียนตรี” เรียนพระวินัยปิฎกต่อไปอีก ๓ ปี สอบผ่านก็เป็น “บาเรียนโท” จากนั้นศึกษาพระอภิธรรมปิฎกอีก ๓ ปี สอบผ่านก็ได้รับยกย่องเป็น “บาเรยี นเอก”๘๗ ๘๗เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๕๕-๗๑.
50 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๕๐ ๔.๓ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์สมัยสมัยธนบุรี ไมป่ รากฏวา่ มีการสอบปริยตั ธิ รรมแต่อย่างใด เนอื่ งจากบ้านเมืองอยู่ในช่วงทำ ศึกสงครามตลอด พระมหาบาเรียนจึงไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ แต่เป็นท่ี แน่นอนว่าพระภิกษุสามเณรยังต้องศึกษาพระปริยัติธรรมและแสวงหาความรู้ในทาง พระพทุ ธศาสนาตามหน้าทอี่ ย่างมิได้บกพร่อง ๔.๓.๑ ดา้ นหลกั สูตร ในสมยั นไ้ี ดใ้ ช้พระไตรปฎิ กบาลจี ำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เปน็ ผูกใบลาน เป็นหลักในการกำหนดชั้นเรียนโดยแยกเป็นปิฎกดังนี้พระสุตตันตปิฎกจำนวน ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระวินัยปิฎกจำนวน ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระอภิธรรม ปิฎกจำนวน ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์และแบ่งช้ันเรียนออกเป็น ๓ ช้นั หรือ ๓ ประโยค ตามปิฎกทั้ง๓ ชั้นคือ ๑. บาเรียนตรี ต้องแปลจบพระสูตร ๒. บาเรียนโท ต้องแปลจบ พระวนิ ยั ๓. บาเรยี นเอก ต้องแปลจบพระอภิธรรม ๔.๓.๒ ด้านการเรียนการสอน กระบวนการเรียนการสอน นั้นกำหนดเอาพระไตรปิฎกที่จารึกลงในใบลาน เป็นหนังสือแบบเรียนและหนังสือขั้นมูลฐานในการเรียนคือ มูลกัจจายน์ เพื่อให้รู้เรื่อง อักขรวิธีก่อนเรียนพระไตรปิฎกครูผู้สอนได้แก่องค์พระมหากษัตริย์ผู้เป็นเอกอัคร ศาสนูปถัมภกเองบ้างราชบัณฑิตทั้งหลายบ้างพระเถระผู้ทรงความรู้พระไตรปิฎกบ้าง สถานที่จัดการเรียนการสอนพระปริยัตธิ รรมอยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวังเป็นหลกั ส่วนตามวัดตา่ ง ๆ กม็ ีการเรยี นการสอนบา้ งเป็นแหล่งยอ่ ย ๔.๔.๓ ด้านส่ือการเรียนการสอน ในยุคสมัยนี้สือ่ การเรยี นการสอนไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจนแต่เขา้ ใจว่าส่ือท่ีสำคัญ ที่สุดคือครูผู้สอนหรือผู้บอกหนังสือและตำราเรียนได้แก่พระไตรปิฎกที่จารึกลงใน ใบลานเปน็ หลัก ๔.๔.๔ ด้านกิจกรรมการเรยี นการสอน ในยคุ สมยั นก้ี จิ กรรมการเรียนการสอนคงจะได้แกก่ ารบอกหนังสือแบบปากต่อ ปากและการรับส่งสตู รซ่งึ มีครูผู้สอนเป็นหลักในการจัดการเรยี นการสอน
พระเมธีีวัชั รประชาทร 51 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๕๑ ๔.๔.๕ ดา้ นการวดั ผลและประเมินผล เม่อื พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวได้ทรงประกาศให้มีการสอบพระปริยัติธรรม ขึ้นแล้วพระมหาเถระและราชบัณฑิตทั้งหลายก็จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นโดยมีพระเจ้า แผ่นดินทรงเป็นประธานในการสอบในการสอบแปลนั้นใช้การแปลปากเปล่าต่อหน้า คณะกรรมการอย่างน้อย ๓ ท่านวิธีการในการดำเนินการสอบเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ กรรมการทกุ ทา่ นจะเข้าประจำที่โดยมีองค์พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประธานการสอบจะ เริ่มต้นด้วยการสอบพระสูตรก่อนซึ่งมีจำนวน ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ผู้สอบจะจับ สลากตามที่กรรมการกำหนดให้ถ้าจับได้ผูกใดก็ให้แปลผูกนั้นกรรมการจ ะให้โอกาสแก่ ผู้สอบแก้ตัวได้เพียง ๓ ครั้งเมื่อแปลผิดศัพท์หรือผิดประโยคซึ่งถ้ากรรมการทักเกิน๓ ครั้งถือว่าตกในประโยคนั้น ๆ ถ้านักเรียนรูปใดแปลได้คล่องเป็นที่พอใจของกรรมการ โดยไม่มีการทักถือว่าผ่านคือสอบได้ประโยคนั้น ๆ เช่นสอบได้พระสูตรก็ให้เกียรติคุณ เป็นบาเรียนตรีถ้านักเรียนยังมีความสามารถที่จะสอบต่อไปก็ให้เรียนพระวินัยซึ่งมี จำนวน ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขนั ธต์ ่อไปอกี ๓ปีถ้าสอบได้ก็ได้รบั เกียรติคุณเป็นบาเรียนโท และถ้าคิดจะสอบต่อไปก็เรียนพระอภิธรรมปิฎกซึ่งมีจำนวน ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ต่อไปอีก ๓ ปีถ้าสอบได้ก็ให้ได้รับเกียรติคุณเป็นบาเรียนเอกการสอบแต่ละครั้งจะใช้ ระยะเวลาเรียน ๓ ปีและมีการวัดผล ๑ ครั้งและการเรียนการสอนตลอดจนการวัดผล ในสมยั อยธุ ยาไดด้ ำเนนิ การมาด้วยวธิ ีการดังกล่าวจนส้ินสมยั ๘๘ ๔.๔ การจัดการศึกษาของคณะสงฆส์ มัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ (ยุค ร. ๑-๔) ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ระบบการจัดการศึกษายังคงมีรูปแบบคล้าย สมัยอยุธยาตอนปลาย ทั้งด้านสถานที่เรียน ครูผู้สอน แต่ได้มีการแก้ไขหลักสูตรการ เรยี นการสอนและการสอบใหม่ ในสมยั รัชการท่ี ๒ โดยจัดแบง่ หลกั สูตรให้กว้างออกไป เป็น ๙ ชั้น คือ ชั้นประโยค ๑ ถึงชั้นประโยค ๙ พร้อมทั้งจัดให้มีผู้รับผิดชอบเป็น สดั ส่วน และเปลี่ยนระบบการสอบจากปากเปล่าเปน็ สอบดว้ ยข้อเขยี น ในสมัยรัชการที่ ๗ โดยใช้คัมภีร์ประเภทอรรถกถาและฎีกา มาเป็นแบบเรียนและแบบสอบแทน พระไตรปิฎก และในปี พ.ศ.๒๔๕๔ คณะสงฆ์ได้จดั ให้มีการศกึ ษาพระปริยตั ธิ รรมแผนก ธรรมขน้ึ ควบค่กู บั แผนกบาลจี นกระทั่งถึงปัจจบุ ันน้ี ๘๘เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ ๓๔๔-๓๔๘.
52 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ไปพร้อมกับการพัฒนาบ้านเมือง ทรงอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์และราชบัณฑิต เป็นกรรมการชำระพระไตรปิฎก จารึกเป็นอักษรขอมขึ้น ใช้เวลา ๕ เดือน จึงเสร็จ สมบูรณ์ ซึง่ ถือวา่ เปน็ การทำสงั คายนาคร้ังแรกในกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ๔.๔.๑ หลักสตู ร ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้น การศึกษาพระปริยัติธรรม หลักสูตรยังใช้ พระไตรปิฎกเรียน ๓ ปี จึงมีการสอบ ๑ ครั้ง เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในยุค รัชกาลที่ ๒ ได้มกี ารปรับปรุงหลกั สูตรการเรียนการสอนข้นึ ใหม่ โดยจดั หลกั สูตรเป็น ๙ ชนั้ ดงั นี้ ๑. ประโยค ๑-๒-๓ ใช้คัมภีร์อรรถกถาธรรมบทเป็นแบบเรียน (แปล คราวเดียวกัน ๓ ประโยค) ๒. ประโยค ๔ ใช้คมั ภรี ์มังคลัตถทีปนี ภาคแรก ๓. ประโยค ๕ ใชค้ ัมภรี บ์ าลีมุตตกะ ๔. ประโยค ๖ ใชค้ ัมภรี ม์ งั คลัตถทีปนี ภาคสอง ๕. ประโยค ๗ ใชค้ ัมภรี ์อรรถกถาวินัยสมันตปาสาทิกา ๖. ประโยค ๘ ใช้คมั ภรี ป์ กรณว์ เิ สสวสิ ุทธิมรรค ๗. ประโยค ๙ ใช้คัมภีร์ฎีกาสารัตถทีปนี (ภายหลังเปลี่ยนเป็นฎีกา อภธิ ัมมัตถวภิ าวนิ ี) ๔.๔.๒ สถานศกึ ษา ยุครัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งมณเฑียรธรรมในวัด พระ ศรีรัตนศาสดาราม บางทีก็ใช้บ้านของขุนนางช้ันผู้ใหญ่ เป็นสถานท่ีศกึ ษาเลา่ เรียนพระ ปริยัตธิ รรมของพระสงฆแ์ ละเจา้ นาย ส่วนข้าราชการชนั้ ผนู้ ้อยให้ไปศึกษาตามวัดตา่ ง ๆ พอถึงยุครัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระอารามบ้าง ทรงสร้างเก๋งบริเวณพระที่น่ัง อมรินทร์วินิจฉัยภายในพระบรมมหาราชวังบ้าง เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน โปรดให้ เลี้ยงเพลพระภิกษุและพระราชทานรางวัลด้วย ภายหลังสถานที่ไม่เพียงพอจึงโปรดให้ ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นที่เล่าเรียนต่อมาในยุครัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเก๋งขึ้น ๔ หลัง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อใช้เป็นสถานที่ ศกึ ษาเล่าเรยี นเพิม่ เตมิ
พระเมธีวี ััชรประชาทร 53 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๕๓ ๔.๔.๓ การวัดผลการศกึ ษา สมยั กรงุ รตั นโกสินทร์ตอนตน้ การสอบพระปริยัตธิ รรมยงั เหมือนเดมิ เม่ือปลาย กรงุ ศรอี ยธุ ยา คือ เรียน ๓ ปี มกี ารสอบ ๑ ครงั้ ต่อมายคุ รชั กาลที่ ๓ เมอื่ นกั เรียนคนใด จะสอบ ก็ให้จับสลาก ถูกซองไหนก็ให้แปลซองนั้น ก่อนแปลกรรมการจะให้เวลา เล็กน้อยให้หายตื่นเต้น จึงเรียกเข้าไปแปลต่อหน้ากรรมการ ต้องแปลครั้งเดียวให้ผ่าน ๓ ประโยค จึงจะเป็น “บาเรียน” ถ้าเพียง ๒ ประโยค ถือว่าตก หรือถ้ากรรมการ ทักท้วงเกิน ๓ ครั้ง ก็นับว่าตก พระภิกษุสามเณรที่เรียนเก่งก็สามารถแปลสอบตั้งแต่ ประโยค ๑-๙ รวดเดยี วได้ ๔.๔.๔ สถานทแี่ ละเวลาในการสอบ การสอบพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร นับเป็นราชการแผ่นดิน ประเภทหนึ่งเพราะอยู่ในพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดินผู้ เป็นศาสนูปถัมภก ดังน้นั สว่ นใหญ่จงึ ใช้สถานที่สอบในพระบรมมหาราชวังเป็นหลัก การสอบสมยั น้ัน เริ่ม เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ทุกวัน เว้นวันโกนและวันพระ เวลาในการสอบนั้นไม่มี กำหนด แล้วแต่ผู้เข้าสอบแปลได้เร็วหรือช้า แต่โดยปกติให้เลิกเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. หรือ ๒๐.๐๐ น. การสอบแต่ละครั้งตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น ใช้เวลาประมาณ ๒-๓ เดอื น๘๙ ๔.๕ การจดั การศึกษาของคณะสงฆ์สมัยกรงุ รตั นโกสินทร์ (ยุค ร. ๕-๘) ในยุครัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า การศกึ ษาเป็นสิ่งสำคัญ จงึ ทรงสนับสนนุ การศึกษาทว่ั ไป สำหรบั พระภกิ ษุสงฆ์ได้ศึกษา เล่าเรียนทั้งด้านพระปริยัติธรรมและวิชาการสมัยใหม่ควบคู่กันไป ได้ทรงต้ัง สถาบันการศึกษาช้ันสูงทางคณะสงฆข์ ึ้น ๒ แห่ง คือ ทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลยั ข้นึ เมือ่ พ.ศ.๒๔๓๒ ทีว่ ดั มหาธาตุ ตอ่ มา พ.ศ.๒๔๓๙ จงึ ทรงพระราชทานนามใหมว่ ่า มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และใน พ.ศ.๒๔๓๖ ก็โปรดให้เปิดขึ้นอีกที่วัดบวรนิเวศวิหาร และได้ทรงพระทานนามว่า มหามกุฎราชวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยทั้ง ๒ แหง่ นี้ ก็ยงั ไมพ่ รอ้ มที่จะดำเนนิ การในรชั กาลน้ี ๘๙พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน) และคณะ, การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก บาลี, (กรุงเทพมหานคร : อาทรการพิมพ์, ๒๕๔๘), หนา้ ๔๗-๕๔.
54 SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๕๔ มาถงึ ยุครชั กาลท่ี ๖ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรง เปน็ ผู้อำนวยการศกึ ษาของคณะสงฆ์ ได้ร่วมมือกับพระเถระในยุคน้ัน (พ.ศ. ๒๔๕๔) จดั ให้มีการศึกษาพระธรรมวินัยในแบบภาษาไทย โดยคัดเลือกหัวข้อธรรมวินัยใน พระไตรปิฎก จัดเป็นหมวดหมู่เป็นชั้น ๆ ตามความหมายยากง่าย ทั้งน้ี เพื่อให้ผู้บวช เข้ามาใหมเ่ รียนได้งา่ ยขึน้ โดยแบ่งเป็น ๓ ช้ันเรียน คอื ชั้นตรี ช้ันโท ชัน้ เอก ผู้ท่ีเรียนจึง ได้ชื่อว่า นักธรรม พระเณรที่สอบได้ ก็เรียกกันว่า “พระนักธรรม” หลักสูตรนี้ต่อมา อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าสอบด้วยเรียกว่า “ธรรมศึกษา” สำหรับผู้ที่สอบบาลีได้เป็น เปรยี ญ และสอบนักธรรมได้อกี เรยี กว่า “เปรียญธรรม” ใชอ้ กั ษรยอ่ ว่า “ป.ธ.” อนึ่ง ผู้ ที่จะสอบบาลีนั้นจะต้องสอบนักธรรมให้ได้ก่อน ถ้าสอบนักธรรมตกบาลีก็โมฆะ คือ นักธรรมตรี มีสิทธิสอบได้ แค่ ประโยค ๑-๒-๓ นักธรรมโทมีสิทธิสอบประโยค ๔-๕-๖ สว่ นนักธรรมเอก มสี ทิ ธิสอบประโยค ๗-๘-๙ ๔.๕.๑ สถานทีส่ อบ เดิมทีใช้บริเวณวิหารคดรอบพระอุโบสถและตามพระอารามต่าง ๆ เป็น สถานที่ศึกษาเล่าเรียน ต่อมาเมื่อสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งขึ้นแล้ว จึงใช้เป็น สถานทีศ่ กึ ษาเลา่ เรยี นของพระภิกษุสงฆ์ ๔.๕.๒ การวดั ผลการศึกษา ยุคแรกการสอบพระปริยัติธรรมใช้เวลาศึกษา ๓ ปี สอบ ๑ ครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จงึ ได้กำหนดให้สอบปีละ ๑ ครง้ั ตลอดมา วิธีสอบพระปริยัติธรรมในสมัย รัชกาลที่ ๕ ยังคงใช้สอบแบบเดิม คือสอบด้วยปาก ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๕๕ ได้ เปลี่ยนแปลงมาสอบด้วยวิธีเขียนเฉพาะประโยค ๑ และประโยค ๒ ส่วนตั้งแต่ประโยค ๓ ขึ้นไป สอบแปลด้วยปากตามแบบเดิม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้ยกเลิกการ สอบแปลด้วยปาก เปลีย่ นมาสอบโดยวิธีเขียนทกุ ประโยค อนึ่งการสอบนั้น ตามประเพณีเดิมไม่ได้กำหนดด้วยนาฬิกา แต่ใช้เทียนเป็น สัญญาณกำหนด คือเมื่อเริ่มแปลเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ไปจนกระทั่งค่ำ แล้วจุด เทียนตั้งไวจ้ นกว่าเทียนจะหมดก็เปน็ อันเลิกสอบในวันนน้ั ถ้ายังแปลค้างอยกู่ ็เป็นอันตก หมด ต่อมาจึงยกเลิกการใช้เทียนเป็นสัญญาณ ให้ใช้นาฬิกาแทน และกำหนดให้ นักเรียนชนั้ ทีแ่ ปลธรรมบทรปู ละ ๖๐ นาที ให้แปลหนงั สือ ๓ ใบลานซึ่งจารกึ ดว้ ยอักษร ขอมเป็นภาษาไทย ซึ่งมีประมาณ ๓๐ บรรทัด ภายหลังเห็นว่ายากไป ไม่ทันเวลา จึง
พระเมธีีวัชั รประชาทร 55 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๕๕ ลดลงเหลือ ๒๐ บรรทัด ประโยคสูง ๙๐ นาที บางทีถ้าประโยคยากก็เพิ่มให้อีก ๓๐ นาที เป็นกรณีพเิ ศษก็มี”๙๐ ๔.๖ การจัดการศกึ ษาของคณะสงฆส์ มยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์ (ยุค ร.๙-๑๐) ปัจจุบันการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี มีแม่กองบาลีสนามหลวงเป็น ผูร้ บั ผิดชอบแบ่งเป็น ๙ ช้นั เหมือนอย่างสมยั พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ต่างกันแตเ่ พยี งหนงั สือประเภทการเรยี นการสอนเท่าน้นั และจะถือว่าเป็น “เปรียญธรรม” ได้ ก็ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยคถึง ๕ ประโยค และผู้ที่สอบได้เป็น พระก็ได้เป็น “มหา” ให้เรียกคำว่า “พระมหา” นำหน้าชื่อ การศึกษาทั้ง ๙ ชั้นน้ี จัด รวมเปน็ ๓ ชัน้ ได้อย่างเดิมโดยจัดเป็น ประโยค ป.ธ.๓ เป็นเปรยี ญตรี ประโยค ป.ธ.๔- ๕-๖ เปน็ เปรยี ญโท ประโยค ป.ธ.๗-๘-๙ เปน็ เปรยี ญเอก๙๑ การศึกษาพระปริยัติธรรมยุคนี้นับไดว้ ่าเป็นยุคท่ีทันสมัยแล้วสำนกั เรยี นบาลีมี ขึ้นทั่วราชอาณาจักรความนิยมต่อการเรียนพระบาลีมีมากขึ้นเนื่องมาจากการเทียบ หรือรับรองวิทยฐานะของผู้เรียนต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๔ ได้มีระเบียบองค์การศึกษาว่า ด้วยการจัดการศึกษา พุทธศักราช ๒๔๙๔ ขึ้นมาแทนฉบับเดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑๙๒การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีมีองค์กรของคณะสงฆ์ไทยคือกองบาลี สนามหลวงปัจจุบัน พระพรหมโมลี (สุชาติ ป.ธ.๙) วัดปากน้ำเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นแม่กองบาลีสนามหลวงกำกับดูแลการศึกษาของคณะสงฆ์โดย กำหนดนโยบายหลักสูตร และดำเนินการวัดผลการเรียนระดับประเทศที่เรยี กว่า“สอบ บาลีสนามหลวง”โดยมีกระบวนการเริ่มแต่การออกข้อสอบจัดสอบประกาศผลสอบ และออกหนังสืออันเป็นหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาพระปรยิ ัติธรรมให้กับผูท้ ี่สอบผ่าน ในแตล่ ะชัน้ ประโยค ซ่ึงการศึกษาพระปรยิ ตั ธิ รรมนมี้ กี ารบริหารจัดการศึกษา ดังน้ี ๙๐พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน) และคณะ, การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก บาลี,หนา้ ๕๘-๘๗. ๙๑เรอื่ งเดียวกัน, หนา้ ๘๙-๙๑,๓๖๗-๓๙๐. ๙๒เร่อื งเดียวกนั , หนา้ ๓๙๕.
56 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๕๖ ๔.๖.๑ ดา้ นการบรหิ ารหลกั สตู ร การศกึ ษาพระปรยิ ัติธรรมแผนกบาลีได้รบั การปรับปรงุ และพัฒนาโดยกองบาลี สนามหลวงซึ่งกำหนดหนังสือตำราเรียนรวมเป็นวิชาหลักได้ ๔ วิชา และแยกเป็น รายวชิ าย่อยได้ ๗ วชิ าในแตล่ ะช้นั ประโยคมไี มเ่ กนิ ๔ วิชาดงั นี้๙๓ ๑) วชิ าบาลีไวยากรณ์แยกเป็นวชิ าบาลีไวยากรณ์สำหรับชน้ั ประโยค ๑-๒ และ ชั้นประโยค ป.ธ.๓ ๒) วิชาบุรพภาคคือความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยและรูปแบบหนังสือราชการ สำหรับชนั้ ประโยค ป.ธ.๓ ๓) วิชาวากยสัมพันธ์เฉพาะประโยค ป.ธ.๓ ๔) วิชาแปลมคธเป็นไทยหรือแปลบาลเี ป็นไทยเป็นวิชาหลกั ที่ต้องเรียนทุกช้นั ประโยคแตกต่างกันโดยคมั ภีร์ทก่ี ำหนดให้เรียน ๕) วิชาแปลไทยเป็นมคธตั้งแต่ประโยค ป.ธ.๔ ถึงประโยค ป.ธ.๙ กำหนด คมั ภีรต์ ่าง ๆ ไปตามช้ัน ๖) วชิ าแตง่ ฉนั ท์ภาษาบาลีเฉพาะประโยค ป.ธ.๘ ๗) วชิ าแต่งไทยเปน็ มคธเฉพาะประโยค ป.ธ.๙ คัมภีร์ท่กี ำหนดสำหรบั การแปลในแต่ละช้นั ประโยคมดี ังน้ี ๑) ประโยค ๑-๒ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๔ ๒) ประโยค ป.ธ.๓ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ ๓) ประโยค ป.ธ.๔ มงั คลตั ถทปี นี ภาค ๑ ๔) ประโยค ป.ธ.๕ มงั คลตั ถทีปนี ภาค ๒ ๕) ประโยค ป.ธ.๖ สมันตปาสาทกิ า ภาค ๓ ๖) ประโยค ป.ธ.๗ สมนั ตปาสาทิกา ภาค ๑-๒ ๗) ประโยค ป.ธ.๘ วิสทุ ธิมรรค ๘) ประโยค ป.ธ.๙ อภิธมั มัตถวิภาวินี ๔.๖.๒ ดา้ นการเรยี นการสอน ๙๓ส่วนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ. เอกสารประกอบการประชุมพิจารณาร่างแผนยุทธศาสตร์และ แผนพฒั นาการศึกษาพระปรยิ ัตธิ รรม แผนกธรรมและบาลี ครัง้ ที่ ๔, (๒๕๕๔), หน้า ๔.
พระเมธีวี ัชั รประชาทร 57 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๕๗ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีกำหนดระดับการศึกษาไว้ ๘ ชั้นประโยค คือตั้งแต่ชั้นประโยค ๑-๒ ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยคโดยชั้นประโยคที่ถือว่าเป็น เปรยี ญคอื เปรยี ญธรรม๓ประโยคถึงเปรยี ญธรรม ๙ ประโยค จดั รวมเป็น ๓ ช้ันดังนี้ ๑) ชั้นบาลีไวยากรณ์ประโยค ๑-๒ ถึงประโยคป.ธ. ๓ เป็นชั้นเปรียญตรี(ใช้ เวลาเรียน ๓ ปี นบั จากชั้นบาลไี วยากรณ)์ ๒) ชั้นประโยค ป.ธ. ๔ -๕-๖ เป็นชั้นเปรียญโท (ใช้เวลาเรียน ๓ ปี นับจาก เปรยี ญตร)ี ๓) ชั้นประโยค ป.ธ.๗-๘-๙ เป็นชั้นเปรียญเอก (ใช้เวลาเรียน ๓ ปี นับจาก เปรียญโท) การศึกษาแผนกบาลีนี้รวมเวลาเรียนตั้งแต่ชั้นบาลีไวยากรณ์ถึงประโยคป.ธ.๙ ใช้เวลาเรียนอย่างน้อย ๙ ปี พระภิกษุสามเณรที่จะเข้ารับการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาแล้ว และจบนักธรรมชั้นตรี จึงมี สิทธ์ิสอบบาลีสนามหลวงชั้นประโยค ๑-๒ และประโยค ป.ธ.๓ จบนักธรรมชั้นโทจึงมี สิทธิ์สอบประโยค ป.ธ.๔-๖ และจบนักธรรมชั้นเอกจึงมีสิทธิ์สอบ ประโยค ป.ธ.๗-๙๙๔ เวลาเรียนแบ่งเป็น๓ภาคเรียนคือภาควิสาขะภาคพรรษาและภาคปวารณาในแต่ละวัน กำหนดเป็นสองรอบคือเริ่ม เวลา ๐๘.๓๐-๑๐.๓๐ น. และ เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๓๐ น. โดยเรียนสัปดาห์ละ ๕ วัน หยุดเรียนวันโกนกับวันพระสำหรับการเรียนการสอนใช้วิธี ท่องจำจากตำราและแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยหรือแปลจากภาษาไทยเป็น ภาษาบาลีโดยจะต้องมกี ารเตรียมตวั ก่อนเขา้ เรยี นทุกครั้งถา้ ไมเ่ ตรยี มตวั มาจะแปลไม่ได้ ดังนั้นการเรียนบาลีจึงใช้เวลาในการดูหนังสือที่ห้องพักมากกว่าเวลาเรียนในห้องเรียน ซึ่งวิชาที่ถือว่าเป็นหลักในการเรียนทุกระดับชั้นคือวิชาแปลมคธเป็นไทยส่วนวชิ าอืน่ ๆ นั้นแล้วแต่อาจารย์จะกำหนดว่าให้เรียนวันไหนก่อนการเรียนนักเรียนต้องเตรียมดู หนังสือมากอ่ นมฉิ ะนน้ั จะแปลไม่ไดห้ รือฟังรปู อืน่ แปลไมร่ ูเ้ ร่ืองซ่ึงลักษณะพิเศษประการ หน่ึงของการสอนวิชาแปลมคธเปน็ ไทยคอื ไม่ใช่ครูแปลแล้วให้นักเรียนนั่งฟังแต่นักเรียน จะต้องเป็นผู้แปลเองแล้วครูคอยฟังการแปลของนักเรียนหากผิดตรงไหนก็จะให้ คำแนะนำบอกความรู้เพิ่มเติมให้นักเรียนจะสอบผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่ที่ตัวเองถึงร้อย ละ ๘๐ ส่วนอีกร้อยละ ๒๐ จะได้รับจากครูดังนั้นถ้านักเรียนมีความขยนั หมั่นเพียรอยู่ ๙๔เรอื่ งเดียวกัน, หนา้ ๓.
58 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๕๘ เสมอ ๆ ก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก๙๕ในส่วนของสถานที่เรียนถ้าเป็นสำนัก เรียนขนาดใหญ่จะมีอาคารเรียนที่เป็นสัดส่วนแต่ถ้าเป็นขนาดเล็กมักเรียนตามศาลา การเปรียญหรือตามที่อื่น ๆ ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนได้สำหรับครูสอนพระ ปริยัติธรรมแผนกบาลีนั้นไม่มีการสอบบรรจุอย่างทางคฤหัสถ์แต่ถือหลักว่ามีความรู้ใน เนื้อหาที่จะสอนและมีศรัทธาที่จะสอนก็สามารถเป็นครูได้การเข้ามาเป็นครูก็ไม่ สลับซับซ้อนเพียงแต่สำนักเรียนทำเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวดั เพ่ือเสนอแต่งตั้งเท่านั้นและ ส่วนมากครบู าลีจะมีวุฒิประโยค ป.ธ.๓ ขน้ึ ไปโดยไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งมีความรู้ด้านครูมาก่อน สำนักเรียนในกรุงเทพมหานครครูส่วนมากมีวฒุ เิ ปรยี ญสูงและมีจำนวนมากจึงสามารถ เลือกได้แต่ในต่างจังหวัดหลายสำนักเรียนขาดแคลนครูบางแห่งมีครูสอนรูปเดียวแต่ ต้องสอน ๓-๔ ชั้น และสอนวันละหลายรอบดังนั้นจึงต้องใช้ระบบ“พี่สอนน้อง”คือทำ หน้าที่เป็นทั้งนักเรียนและครูซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของการเรียนการสอนไม่ สมบูรณ์ เพราะมีเวลาเตรียมตัวไม่เพียงพอขาดประสบการณ์ความรู้ไม่แตกฉานและขาดเทคนคิ การถ่ายทอดเป็นต้น๙๖จากปัญหาดังกล่าวกรมการศาสนาได้เข้ามาช่วยเหลือโดยการ จัดทำโครงการอบรมครูสอนแผนกบาลี ขึ้นซึ่งก็ได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่ เ พ ี ย ง พ อ ป ั จ จ ุ บ ั น ส ำ น ั ก ง า น แ ม ่ ก อ ง บ า ล ี ส น า ม ห ล ว ง ว ั ด ป า ก น ้ ำ เ ข ต ภ า ษ ี เ จ ริ ญ กรงุ เทพมหานคร ต้องการจะพัฒนาครูสอนบาลีให้มีศักยภาพด้านวิชาการมากย่ิงข้ึนจึง จ ัดให ้มีโ คร งการ “การ ป ร ะช ุมอบ ร มคร ูส อน พร ะป ร ิย ัติธ ร ร มแผ น กบ าลี ”โ ดย ได้ งบประมาณอุปถัมภ์จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและใช้ระยะเวลาครั้งละ ๑๕ วัน ซึ่งก็เป็นวิธีการพัฒนาครูอีกทางหนึ่งเพราะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการ พฒั นาการเรยี นการสอนอยา่ งยิง่ ๙๗ ๙๕พระมหาทองดี ป ฺ าวชิโร, การศึกษาพระปรยิ ัติธรรมแผนกบาล,ี (กรุงเทพมหานคร : อาทรการพิมพ์, ๒๕๔๕), หน้า ๑๒๕. ๙๖พระมหาแผน พนู พัด, รูปแบบเชงิ ระบบการบริหารงานทางวิชาการท่มี ีประสิทธิภาพ ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๓๔), หนา้ ๔๑. ๙๗พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติธมฺมรตโน) และคณะ, การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก บาล,ี (กรงุ เทพมหานคร : อาทรการพิมพ,์ ๒๕๔๘), หน้า ๑๖๙-๑๗๐.
พระเมธีวี ัชั รประชาทร 59 (ประยูรู นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๕๙ ๔.๖.๒ ดา้ นสื่อการเรียนการสอน สื่อและอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยสร้างความ สนใจในการเรียนการสอนและช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จมากยิ่งข้ึน ปญั หาในการศกึ ษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีคอื มีอปุ กรณ์การเรียนการสอนที่น้อยมาก ที่ใช้เป็นหลักคือตำราเรียนสมุดจดบันทึกกระดานดำชอล์ กหรือไวท์บอร์ดเทปบันทึก การแปลกระดาษเขียนตอบปัญหาสื่อการสอนยังคงเป็นแบบเดิมไม่มีสื่อใหม่ ๆ นอกจากหนังสือเรียนแม้ว่าในปัจจุบันนี้สำนักเรียนใหญ่ ๆ ที่มีทุนทรัพย์พอเพียง สามารถซื้อหาสื่อสมัยใหม่มาใช้ในการเรียนการสอนได้เช่นคอมพิวเตอร์เครื่องฉาย โปรเจคเตอร์สื่อดีวีดีหรือซีดีสื่อการเรียนการสอนแต่โดยภาพรวมแล้วยังถือว่ามีไม่ เพียงพอและไม่ทั่วถึงจึงทำให้การเรียนการสอนขาดประสิทธิภาพและในแต่ละปีจะมี นกั เรยี นทส่ี อบตกเป็นจำนวนมากทั้งน้ีเพราะการเรียนการสอนในรปู แบบเดิม ๆ นา่ เบ่ือ หน่ายไม่สร้างความสนใจใหก้ ับผู้เรยี นเท่าท่ีควร๙๘ ๔.๖.๓ ด้านกจิ กรรมการเรยี นการสอน การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในแต่ละสำนักเรียนสำนักศาสน ศกึ ษาและโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรมประจำจังหวัดจำเปน็ จะต้องมีกจิ กรรมท่ีช่วยส่งเสริม และสนับสนุนให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จตามที่ต้องการซึ่งกิจกรรมการ เรียนการสอนอาจมดี ังตอ่ ไปนี้ ๑. การจดั ทดสอบเพ่อื วดั ผลความรคู้ วามเขา้ ใจของนักเรียนเปน็ การภายใน ๒. การมอบรางวัลใหแ้ ก่นกั เรียนท่ีมผี ลการเรยี นดีและเขา้ เรียนอย่างสมำ่ เสมอ เพอ่ื สร้างแรงจูงใจในการเรยี น ๓. การจัดอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวงเพื่อสร้างทักษะและเพิ่มพูนความรู้ ความเขา้ ใจและความมน่ั ใจให้กบั ผเู้ รียน ๔. การผลติ ตำราคูม่ ือและเอกสารประกอบการเรยี นการสอน ๕. การจัดครพู เ่ี ลี้ยงสำหรับนักเรยี นบาลไี วยากรณ์เพอื่ รับท่องสตู ร ๙๘สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, รายงานการศึกษาเรื่อง แนวทางการจัด การศึกษาพระปริยัติธรรมตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทพมิ พด์ ีการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๔๖), หน้า ๓๑.
60 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๖๐ สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการเรียนการ สอนบาลีในยุคปัจจุบันคือการจัดอบรมพิเศษ (ติวเข้ม) ก่อนสอบสนามหลวงโดยมี วัตถุประสงค์ที่สำคัญคือเพื่อให้นักเรียนเตรียมความพร้อมและเกิดความ มั่นใจก่อนเข้า สอบ และเพื่อปลูกฝังความนิยมในการศึกษาภาษาบาลีให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้นสำนัก เรยี นที่เปิดอบรมก่อนสอบสนามหลวงที่มีช่ือเสยี งและมีพระภกิ ษสุ ามเณรนิยมสมัครเข้า อบรมเป็นประจำทุกปีได้แก่ สำนักเรียนวัดปากน้ำเขตภาษีเจริญ สำนักเรียนวัดอรุณ ราชวราราม สำนักเรียนวัดสรอ้ ยทอง สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม สำนักเรยี นวัดไร่ขงิ จังหวัดนครปฐม เป็นต้น ซึ่งการอบรมจะใชร้ ะยะเวลาประมาณ ๑๕-๓๐วัน รูปแบบจะ เป็นการแนะแนวเทคนิคและวธิ ีการสอบการเปิดเทปแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยและ การให้ผู้เข้าอบรมฝึกทำข้อสอบเป็นต้นเนื้อหาที่อบรมจะมุ่งเน้นปร ะโยคเก็งหรือ ขอ้ ความทคี่ าดว่าจะออกสอบสนามหลวงเป็นหลัก๙๙ ๔.๖.๔ ด้านการวดั ผลและประเมินผล การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีมีการวัดผลในระดับชั้นเรียนโดย สำนักเรียนสำนักศาสนศึกษาและโรงเรียนพระปริยัตธิ รรมประจำจังหวัดจะดำเนินการ จัดวัดผลการเรยี นในชัว่ โมงทมี่ กี ารเรียนการสอนแตก่ ารวดั ผลในลักษณะนเ้ี ป็นเพียงการ ทดสอบความรู้ของผู้เรียนเท่านั้นไม่ได้ใช้ในการตัดสินผลการเรียนหรือเลื่อนระดับชั้น ประโยคแต่อย่างใดเพราะจะมีการวัดผลประเมินผลระดับประเทศที่เรียกว่า“การสอบ บาลีสนามหลวง” โดยกองบาลีสนามหลวงเป็นผู้ดำเนินการประเมินผลการเรียนซึ่ง ปจั จบุ ันกำหนดการสอบบาลีสนามหลวงมีดังน้ี๑๐๐ ๑. ประโยค ๑-๒ ถึงประโยค ป.ธ.๕ กำหนดสอบสนามหลวงปีละ ๒ ครั้งและ ในกรณีที่นักเรียนรูปใดสอบไม่ผ่านในครั้งที่ ๑ สามารถสอบซ่อมในครั้งที่๒ภายในปี การศึกษาเดียวกันได้แต่ต้องสอบผ่านวิชาใดวิชาหนึ่งในการสอบครั้งที่๑จึงจะมีสิทธิ สอบคร้งั ที่ ๒ ๒. ประโยค ป.ธ.๖ ถึงประโยค ป.ธ.๙ กำหนดสอบสนามหลวงปีละ ๑ ครั้ง ถา้ นกั เรียนรูปใดสอบไม่ผา่ นก็จะตอ้ งเขา้ สอบใหมใ่ นปีการศึกษาถัดไป ๙๙สำนักงานเจ้าคณะภาค ๒, อบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง ภาค ๒, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕), หน้า ๒๕๘. ๑๐๐เรื่องเดียวกนั , หน้า ๔-๕.
พระเมธีีวัชั รประชาทร 61 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๖๑ สำหรบั การวดั ผลและการประเมินผลนั้นมีการตัดสนิ ผลการเรียนโดยใช้ผลการ สอบบาลีสนามหลวงเท่านั้นกล่าวคือผู้ท่ีสอบผ่านประโยคบาลสี นามหลวงจึงจะได้เลื่อน ชั้นประโยคในระดับสูงขึ้น ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นขั้นสุดท้ายของ กระบวนการเรียนการสอนเป็นการประเมินผลการจัดการศึกษาว่าได้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์หรือไม่โดยการสอบวัดผลจะมี ๒ ระดับคือระดับสถานศึกษาและ ระดับประเทศระดับสถานศึกษาหรือโรงเรียนเป็นการจัดสอบวัดผล เพื่อเตรียมความ พรอ้ มในการเขา้ สอบระดับประเทศของผเู้ รียนโดยครูผสู้ อนเปน็ ผจู้ ดั สอบวัดผลลักษณะ ข้อสอบจะอาศัยแนวข้อสอบของบาลีสนามหลวงแต่จะไม่มีผลในการเก็บคะแนนของ ผู้เรียนเป็นแต่เพียงต้องการหาข้อบกพร่องของผู้เรียนแล้วปรับให้สมบูรณ์ขึ้นเทา่ น้ันจะ ไม่มีผลต่อการสอบได้หรือสอบตกของผู้เรียนแต่อย่างใดผู้ที่สอบไม่ผ่านในสนาม โรงเรยี นเมื่อแก้ไขข้อบกพร่องแลว้ อาจสอบผ่านสนามหลวงกไ็ ด้สำหรบั วิธีดำเนินการจัด สอบบาลีสนามหลวงมีขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติที่ใช้เป็นแบบแผนซึ่งได้จัดทำมาโดย ลำดบั ดังต่อไปน้ี๑๐๑ ๑) กองบาลสี นามหลวงแตง่ ตัง้ คณะกรรมการออกข้อสอบ ๒) กองบาลสี นามหลวงจัดพมิ พ์ข้อสอบ ๓) เจ้าคณะภาคแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อนำข้อสอบจากส่วนกลางไปยัง สนามสอบบาลีสนามหลวงทกุ แหง่ โดย ประโยค ๑-๒ ถงึ ประโยค ป.ธ.๔ เปดิ สอบพร้อม กันทั่วประเทศส่วนประโยค ป.ธ.๕ ถึงประโยค ป.ธ.๙ กำหนดให้มีสนามสอบบาลี สนามหลวงเฉพาะกรุงเทพมหานครเทา่ นน้ั ๔) เจ้าคณะภาคจัดส่งใบคำตอบของนักเรียนไปยงั กองบาลสี นามหลวงทุก ชัน้ ประโยค ๕) กองบาลีสนามหลวงแต่งตงั้ พระภกิ ษุท่เี ปน็ ครูสอนพระปริยัติธรรมซึ่งมี วุฒิเปรียญธรรม ๖ ประโยคขึ้นไปเป็นกรรมการตรวจข้อสอบโดยนิมนต์คณะกรรมการ ไปประชุมตรวจขอ้ สอบพรอ้ มกนั ณ สถานทซี่ ่ึงแม่กองบาลีสนามหลวงกำหนดไว้ โดยใน ปัจจุบันนี้ คอื วดั สามพระยา กรุงเทพมหานครการตรวจขอ้ สอบใชเ้ วลา ๕ วัน นอกจากนี้ยังมีกระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนซึ่งทางกองบาลี สนามหลวงได้กำหนดวนั สอบวันตรวจและวันประกาศผลการสอบประจำปีทุกปีดงั น้ี ๑๐๑เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๕, ๑๐๖.
62 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๖๒ การสอบประโยคบาลีสนามหลวง สอบครง้ั ที่ ๑ ครั้งแรก ๑) สอบประโยค ป.ธ.๖-๗ เริ่มวันขึ้น ๒-๓ ค่ำเดือน ๓ ของทุกปี ๒) สอบประโยค ป.ธ.๘-๙ เริ่มวันขึ้น ๔-๖ คำ่ เดือน ๓ ของทกุ ปี ครั้งหลังสอบประโยค ๑-๒ และประโยค ป.ธ.๓-๕ เริ่มวันแรม ๑๐-๑๒ ค่ำ เดอื น ๓ของทกุ ปี การตรวจบาลีสนามหลวงครั้งที่ ๑ ตรวจพร้อมกันทุกประโยคเริม่ วันแรม ๒-๖ ค่ำ เดอื น ๔ของทกุ ปีและประกาศผลการสอบคร้งั ท่ี ๑ ในวันแรม ๖ ค่ำเดือน ๔ ของทุก ปี สอบคร้งั ที่ ๒ สอบประโยค ๑-๒ และประโยค ป.ธ.๓-๕ เริม่ วันแรม ๑๐-๑๒ คำ่ เดอื น ๕ การตรวจบาลีสนามหลวงครั้งที่ ๒ ตรวจพร้อมกันทุกประโยคเริ่มวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๖ ของทุกปี และประกาศผลการสอบครั้งที่ ๒ ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๖ ของ ทุกปี
พระเมธีวี ััชรประชาทร 63 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. บทที่ ๕ บทท่ี ๕ การจดั การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี การจัดการศึกษาพระปรยิ ัติธรรมแผนกบาลี ภาษาบาลีเป็นภาษาที่บันทึกธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งรวมอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีความสำคัญอย่างมากต่อการธำรงรักษา พระพุทธศาสนา ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ไม่ได้ทรงตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหน่ึง เปน็ ศาสดาแทนพระองค์ แต่พระองค์ไดท้ รงมอบหมายให้ชาวพุทธได้รู้กันว่า พระธรรม วินัยนั้นแหละเป็นพระศาสดาแทนพระองค์ ชาวพุทธจำนวนมากถึงกับจำพุทธพจน์ ภาษาบาลีได้ว่า “โย โว อานนฺท มยา ธมฺโ ม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺตฺโต โส โว มมจฺ จเยน สตฺถา”๑๐๒ แปลกว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้วและ บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนัน้ จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายโดยการ ที่เราล่วงลับไป๑๐๓ นี่คือพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ก่อนปรินิพพาน พระธรรมวินัยเป็นศาสดา แทนพระพุทธเจ้า และเป็นตัวแทนพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัยนี้ก็ประมวลอยู่ใน พระไตรปิฎก เมื่อรักษาพระไตรปิฎกไว้จึงเท่ากับเป็นการดำรงรักษาพระพุทธเจ้าไว้ และรักษาพระพทุ ธศาสนาดว้ ย ๕.๑ ความหมายของภาษาบาลี บาลีนั้นเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในยุคแรก ๆ ตามที่รักษาสืบทอดต่อ ๆ กนั มาแบบชาวพทุ ธ (ท่รี ักษาไวต้ ามตน้ ฉบับเดมิ , แต่มใิ ช่คงท่ี) อยา่ งหนึง่ เราจะพยายาม ให้คำตอบนั้นอันดับแรกจะให้คำตอบให้เป็นแหล่งความรู้แล้วขยายให้กว้างขึ้น ขอให้ เราสรุปทันทีว่าเราจะขยายคำตอบอย่างไร บาลีไม่ใช่ภาษาที่มีขอบเขตจำกัดอยู่เพียง ภาษาที่ใช้คัมภีร์พระบาลีเลย ชาวพุทธฝ่ายเถรวาทใช้บาลีสืบต่อกันมา ทั้งในอรรถกถา ทั้งหลาย งานวรรณกรรมอื่น ๆ พงศาวดารทั้งหลาย และงานทางวรรณกรรมอื่น ๆ ใน โอกาสท่ีเหมาะสม งานทั้งหมดไม่ได้สัมพนั ธ์กันอยา่ งใกล้เคยี งกับคัมภรี ์ในยุคต้น ๆ บาลี ๑๐๒ ท.ี ม. (บาลี) ๑๐/๒๑๖/๓๑๔. ๑๐๓ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔.
64๖๔ กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ได้ใช้เป็นภาษาพูด และเป็นอุปกรณ์ของการสื่อสารระหว่างนักปราชญ์ชาวพุทธ เหมอื นกนั จะอยา่ งไรกต็ าม ใคร ๆ สามารถจะกล่าวไดอ้ ยา่ งปลอดภัยว่า ดว้ ยข้อยกเว้น ที่ไม่สำคัญและบางทไี ม่ใช่ของแท้ ชาวพุทธฝา่ ยเถรวาทเทา่ นั้นใช้ภาษาบาลี และคัมภีร์ สว่ นมากท่เี ขียนเป็นภาษาบาลีมีความสัมพนั ธ์อย่างใกล้ชิดกับรูปแบบการสืบทอดต่อ ๆ กันมาทางศาสนา๑๐๔ ในอดีตกาลประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ภาษาถิ่นเป็นภาษาหนึ่งที่ใช้พูดกันใน แถบแคว้นมคธ เรียกว่า มคธภาสา ตามชื่อแคว้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติข้ึน พระองค์ได้ทรงใช้ภาษามคธในการประกาศพระพุทธศาสนา เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษามคธ จึงได้รับเกียรติและได้รับการยกย่องว่าเป็น “สัมพุทธะโวหารภาสา” (ภาษาอันเป็น โวหารของพระพุทธเจ้า) “อริยโวหารภาสา” (ภาษาอนั เปน็ โวหารของพระอรยิ ะ) “ยถา ภุ จจพรหมโวหารภาสา” (ภาษาบันทึกสภาวธรรม) ภาษาบาลีนี้มีความหมายว่า “ภาษาที่เป็นระเบียบแบบแผน” หรือ “ภาษาที่รักษาพุทธพจน์”๑๐๕ ภาษาบาลีมี ความหมาย แบ่งเป็น ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ๑. ภาษาบาลี หมาย ถึง เครื่องรักษาพระสัทธรรมซึ่งต้องเรียนเพื่อให้รู้และ ปฏบิ ัติตาม ๒. ภาษาบาลี หมาย ถงึ ขอบสระ คือ เครอ่ื งก้ันน้ำไมใ่ หไ้ หลไปทอี่ ่นื ๓. ภาษาบาลี หมาย ถึง บรรทัดหรือแนว คือ พระพุทธพจน์นั้นได้รับการร้อย หรือเขียนเปน็ แนวบรรทัดในยุคแรก ๆ ผูกเป็นคาถาเพื่อสะดวกแกก่ ารสวดหรือท่องจำ อยา่ งเป็นระเบยี บ๑๐๖ มติเกี่ยวกับปาลิ หรือ ปาฬิ (ไทย-บาลี) แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งวา่ บาลี ไม่ใช่ภาษาใดภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ อีกฝ่ายหนงึ่ วา่ บาลเี ป็นภาษาทมี่ ชี วี ิตอยู่ และใช้พูด กันก่อน หรือในพุทธกาล มติหลังนี้คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยมาก ๑๐๔ พระมหาเทียบ สิริญาโณ, “บาลีคืออะไร”, ในเก็บเพชรจากคัมภีร์พระไตรปิฎก, (กรงุ เทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๒๓๕-๒๓๖. ๑๐๕ พระธรรมโมลี (สมศักด์ิ อุปสโม), สัททนตี ิสตุ ตมาลา คัมภรี ์หลักบาลมี หาไวยากรณ์, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ทักอักษร, ๒๕๔๔), คำนำ. ๑๐๖ พระมหาปฐมพงษ์ งามล้วน, ประวัติภาษาบาลี ความเป็นมาและที่สัมพันธ์กับ ภาษาปรากฤตและสันสกฤต, (กรุงเทพมหานคร : รำไทยเพรสเซน็ เตอร์, ๒๕๓๔), หนา้ ๗.
พระเมธีีวัชั รประชาทร 65 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๖๕ อยู่แล้วว่า บาลี เป็นภาษาแน่นอน พระไตรปิฎกที่จารึกด้วยภาษาดังกล่าวก็มีเป็น หลกั ฐานอยู่ ฝ่ายหลังนจ้ี ะขดั แย้งกันอยบู่ า้ งกเ็ กยี่ วกบั ถ่นิ กำเนดิ ของภาษาบาลเี ท่านัน้ แตก่ ล่มุ ทเี่ ห็นว่า บาลไี ม่ใชภ่ าษาไดใ้ หเ้ หตุผลไวด้ งั น้ี คำว่า ปาลิ หรือ ปาฬิ แปลว่า รักษา ปา ธาตุ ฬิ ปัจจัย ศัพท์ว่า ปาฬิ แปลได้ หลายนยั เชน่ ๑. แปลวา่ ปาฬิธรรม (ปรยิ ตั ธิ รรม) ๒. แปลว่า ขอบสระ ๓. แปลวา่ แถว แนว ท่ีแปลวา่ ปาฬธิ รรม หรือปรยิ ตั ิธรรม เช่นตัวอย่างวา่ ปาฬยิ า อตฺถํ อุปปริกฺขนฺ ติ = พิจารณาอรรถแหง่ ปาฬิ (ปริยตั ิธรรม) ทแี่ ปลวา่ ขอบสระ เชน่ ตัวอย่างวา่ มหโต ตฬากสสฺ ปาฬิ = ขอบสระใหญ่ ที่แปลว่า แถว แนว เช่นตัวอย่างว่า ปาฬิยา นิสึทิสุ = นั่งเรียงแถว หรือน่ัง ตามลำดบั ท่แี ปลวา่ (ขอบ แถว แนว) น้ี ไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งยกธาตอุ ธบิ าย เพราะศพั ทว์ า่ ปาฬิ ก็แปลกันว่า ขอบ แถว แนว อยู่แล้ว แต่ศัพท์ว่า ปาฬิ ที่แปลว่า ปริยัติธรรม พึงทราบ อธิบายโดย ๓ นยั คือ ๑. ช่ือว่า ปาฬิ เพราะรกั ษาอรรถไว้ ๒. ชือ่ วา่ ปาฬิ เพราะเปรียบได้กับขอบสระใหญ่ ที่กัน้ นำ้ ไว้ภายหลงั ๓. ชือ่ วา่ ปาฬิ เพราะเปน็ ทำนบก้ันวจนประพันธ์อันยอดเยยี่ ม โดยช้ีแจงอรรถ แห่งศิลป์เปน็ ต้นอนั สงู สุด และเปน็ ดำรสั ทตี่ รัสไว้ โดยสภาวะนิรุกติ เป็นได้ใจความว่า คำว่า ปาฬิ หรอื ปาลิ ตามความหมายธรรมดา ก็ได้แก่ ขอบ แถว แนว นั่นเอง ครั้นต่อมามีผู้นำเอามาเรียกพระพุทธวจนะ ได้เปรียบเทียบกับสิ่ง เหล่านั้นว่าที่เรียกชื่ออย่างนั้น ก็เพราะเป็นวจนประพันธ์ที่มีระเบียบแบบแผน ถูกต้อง โดยนริ กุ ติ รักษาอรรถไว้ไม่ตกหลน่ เหมือนขอบจะใหญ่ทมี่ ่นั คงกนั น้ำไว้ฉะน้ัน ในชัน้ ต้น มคี ำวา่ บาลี คงหมายถึงเพยี งตำราหลัก หรือพระพุทธวจนะในพระไตรปฎิ ก ซึ่งต่างจาก อรรถกถา ทแ่ี ตง่ ขน้ึ มาภายหลังโดยใช้ภาษาเดยี วกนั น่นั เอง๑๐๗ ๑๐๗ เสนาะ ผดุงฉัตร, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดีบาลี, (กรุงเทพมหานคร : โรง พมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๒), หนา้ ๕๑-๕๓.
66 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๖๖ คำว่า บาลี เป็นที่วิพากษ์วจิ ารณ์ของนักศึกษาอย่างกว้างขวาง และได้ถกเถียง กันมาเป็นเวลาชา้ นาน เมื่อสรปุ แลว้ กแ็ ยกออกไดเ้ ป็น ๒ กลมุ่ คือ กลุ่มที่หนึ่ง เห็นว่า บาลีคือภาษา ภาษาหนึ่งที่ใช้พูดกันอยู่ในอินเดียสมัย พทุ ธกาล กลุ่มที่สอง เห็นว่า บาลีไม่ใช่ภาษาดังที่เข้าใจกันแต่เป็นคัมภีร์ของ พระพุทธศาสนาทเ่ี ขยี นด้วยภาษาใดภาษาหนงึ่ กลุ่มที่เห็นว่าบาลีคือภาษานั้น เห็นจะไม่เป็นที่สงสัยอะไร เพราะหนังสือตำรา ของพระพุทธศาสนาฝ่ายหีนยาน เช่น พระไตรปิฎก เป็นต้น เขียนด้วยภาษาบาลี ดังท่ี เราเข้าใจกันอยทู่ ุกวนั น้ี นแี้ ละว่าภาษาบาลีกค็ อื ภาษามคธน่นั เอง ส่วนกลุ่มที่เห็นว่า บาลีไม่ใช่ภาษานั้น ก็มีเหตุผลเช่นกัน ทั้งที่ท่านได้ให้ ความหมายไวโ้ ดยนัยต่าง ๆ กนั ดังน้ี ๑. บาลี หมายถึง ธรรมะ เช่นในประโยคว่า “ปาลิยา อตฺถํ อุปปริกฺขนฺติ” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลายย่อมเล่าเรียนซึ่งอรรถแห่งพระธรรม” คำว่า “ปาลิยา” ในที่นี้ แปลวา่ ธรรมะ หรือ พุทธพจน์ ซึง่ ไดแ้ ก่ ปาพจน์ หรือ ปริยัติ ๒. บาลี หมายถึง ระเบียบ แถว แนว ดังในประโยคว่า “ปาลิยา นิสึทีสุ” แปลวา่ ภิกษุ ท้ังหลายได้น่ังเขา้ แถวกนั (เป็นระเบียบ) ๓. บาลี หมายถึง ขอบสระ ดังในประโยคว่า “มหโต ตาฬกสฺส ปาลิ” แปลว่า “ขอบแหง่ สระใหญ่” ๔. บาลี หมายถึง พระไตรปิฎก ดังที่พระเรวตเถระกล่าวกับพระพุทธโฆษา จารย์ว่า “ปาลมิ ตฺตํ อธิ านตี ํ นตถฺ อิ ฏฐกถา อิธ ตถาจรยิ าวาทา จ ภินนฺ รปู า นวชิ ชฺ เร สีหลฏฐกถา สทุ ฺธษ มหนิ เฺ ทน มตีมตา สงคฺ ตี ิตตฺ ยมารุฬหํ สฺมาสมพฺ ุทฺธเทสติ ํ กตา สหี ลภาสาย สีหเลสุ ปวตตฺ ติ ตํ ตตฺถ คนฺตฺวา สุตวฺ า ตวฺ ํ มาคธานํ นริ ุตตฺ ยิ ํ ปริวตเฺ ตหิ สา โหติ สพพฺ โลกหิตาวหา” แปลวา่ …. “หนงั สอื ทีน่ ำจากลังกามาท่ีนี่ มเี ฉพาะไตรปฎิ กเทา่ นนั้
พระเมธีีวัชั รประชาทร 67 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๖๗ ตวั อรรถกถา และอาจรยิ วาทตา่ ง ๆ เรายงั ไม่มี แตใ่ นลงั กา มีอรรถกถาซึง่ พระมหินทเถระผู้มีปัญญารจนาขึน้ โดยอาศัย พระพุทธพจน์ อนั พระสมั มาสมั พุทธเจา้ ทรงแสดงแล้ว และนำเข้า สตู รการทำสังคายนาแล้ว ๓ ครั้ง อรรถกถาน้นั ภายหลงั ไดม้ ผี ้แู ปลเป็น ภาษาของชาวเกาะนนั้ เธอจงไปทีน่ ่นั สดบั ศกึ ษาแลว้ จงแปลอรรถกถา นั้นเปน็ ภาษามคธ ใหอ้ คั รฐานนัน้ มปี ระโยชน์แกช่ าวโลกทัง้ ปวงเถิด” คำว่า “ปาลิทตฺตํ” ในที่นี้ หมายถึง พระไตรปิฎก มิใช่หมายถึงภาษา ส่วนท่ี เป็นอรรถกถาเราเรียกวา่ “ปาลิวณฺณนา”๑๐๘ ภาษาบาลี เป็นภาษาท่ีรองรับคำสอนของพระพทุ ธเจ้าท้ังในสว่ นของพระธรรม ทงั้ ในสว่ นของพระวินัย พระพุทธศาสนาจะแพรห่ ลายขยายตัวออกไปได้ เพราะอาศัยผู้ ที่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และประพฤติปฏิบัติตาม๑๐๙ เป็นภาษาที่ใช้บันทึก พระไตรปิฎกเปน็ ลายลักษณ์อักษร๑๑๐ ทรงไว้ซึง่ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระสาวก ทง้ั หลายรวบรวมไวป้ รากฏเป็นพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ และเป็นภาษาท่ีพระพุทธเจ้า ทรงใช้แสดงพระธรรมเทศนา๑๑๑ เป็นภาษาที่ใช้จารึกพระพุทธพจน์หรือพระธรรมวนิ ัย ในคัมภรี ์พระไตรปฎิ ก และเปน็ การสืบตอ่ อายพุ ระพทุ ธศาสนา๑๑๒ สนามหลวงแผนกบาลี ไดก้ ล่าวถึงความสำคัญของภาษาบาลีไว้ว่า เป็นภาษาท่ี ใช้จารึกพระไตรปิฎก ผู้ประสงค์จะเข้าใจในพระไตรปิฎกต้องมีความรู้บาลีดี คณะสงฆ์ ไทยได้รู้ซึ้งถึงความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้กำหนดให้มกี ารศึกษาภาษาบาลตี ัง้ แต่อดีตกาล เพอื่ ใช้ภาษาบาลเี ป็นกุญแจไขพระไตรปฎิ กอันเป็นหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ๑๐๘ พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๔), หน้า ๔๒๙-๔๓๑. ๑๐๙ พระพิพัฒน์ปริยัติสุนทร, อนุโมทนากถา ในสำนักเรียนวัดเทพลีลากับการจัด การศกึ ษาพระปริยัตธิ รรม, (กรงุ เทพมหานคร : สำนักเรยี นวดั เทพลีลา, ๒๕๔๘), หนา้ ก. ๑๑๐ พระสุธีธรรมานุวตั ร (เทยี บ สริ ริ าโณ), บาลีคอื อะไร, (กรงุ เทพมหานคร : มหาจุฬาลง กรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๘), หนา้ ๑๖๖. ๑๑๑ รังษี สุทนต์, อักษรเขียนภาษาบาลี, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลัย, ๒๕๔๘), หน้า ๒๘๕. ๑๑๒ พระครูปลัดสวุ ฒั นจรยิ คุณ, อบรมบาลีก่อนสอบ ปีที่ ๕ ภาค ๒, (กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), คำปรารถ.
68๖๘ กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตน และนำมาชี้แจงแสดงแก่ประชาชนผู้สนใจในหลักคำ สอนของพระสมเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นการศึกษาบาลี จึงมีความจำเป็นอย่าง ยิ่งที่พระภิกษุสามเณรทุกรูปจะต้องศึกษา จึงมีคำพูดที่กล่าวกันโดยทั่วไปว่า บวชเรียน ศึกษา สบื อายุ พระพทุ ธศาสนา๑๑๓ สรุปได้ว่า ความหมายของภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาบันทึกพระธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ เป็นภาษาท่เี ป็นระเบยี บแบบแผน หรือเป็นภาษา ที่รักษาพุทธพจน์เอาไว้ไม่ให้คลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งรวมอยู่ใน คมั ภีร์พระไตรปิฎก ๕.๒ แนวคิดเกีย่ วกับจัดการศึกษาพระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกบาลี การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เป็นหัวใจของการศึกษาของ คณะสงฆ์ นอกจากจะเป็นการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นการสืบต่ออายุ พระพุทธศาสนาไว้อีกด้วย โดยเฉพาะการศึกษาภาษาบาลี เพราะถา้ ไมร่ ภู้ าษาบาลีแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้และเข้าใจ พระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก ถ้าขาดความรู้ใน พระไตรปิฎก และไม่มีการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกแล้ว พระพุทธศาสนาก็จะต้องมี อันเส่ือมสญู ไปด้วย๑๑๔ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ระบุไว้ว่า การ จัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปญั ญา ความรู้ และคุณธรรม มจี รยิ ธรรมในการดำรงชวี ติ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้ อย่างมีความสุข นอกจากนี้ในมาตรา ๙ ยังได้กล่าวถึง การจัดระบบ โครงสร้าง และ กระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ เอกชน องคก์ รเอกชน องคก์ รวิชาชพี สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบนั สงั คมอ่ืน ๆ ในหมวด ๔ ตง้ั แต่ มาตราที่ ๒๒ ถงึ มาตรา ๓๐ กล่าวถงึ การจดั การศกึ ษาไวด้ ังนี้ ๑๑๓ สนามหลวงแผนกบาลี, เรอื่ งสอบบาลี, (กรุงเทพมหานคร : อาทรการพมิ พ์, ๒๕๔๘), หนา้ ๓-๘. ๑๑๔ พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.๙) และคณะ, การศึกษาพระปริยัติ ธรรมแผนกบาลี, (กรงุ เทพมหานคร : อาทรการพิมพ,์ ๒๕๔๘), หน้า ๓๖.
พระเมธีีวััชรประชาทร 69 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๖๙ การจัดการศึกษาต้องเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน การสอนประสบการณก์ ารเรยี นรูใ้ ห้ยึดหลัก ดงั น้ี ๑. การจัดการศึกษาต้องเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดกิจกรรมการเรียน การสอน การสอนประสบการณก์ ารเรียนรู้ให้ยึดหลกั ดังนี้ ๑.๑ ผูเ้ รียนทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเอง ดังนั้นต้อง จัดสภาวะแวดล้อมบรรยากาศรวมทั้งแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ให้หลากหลาย เพื่อเอื้อต่อ ความสามารถของแต่ละบคุ คล เพือ่ ให้ผู้เรยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ ท่ีสอดคล้อง กับความถนัด และความสนใจเหมาะสมแก่วัยและศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้การ เรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและเป็นการเรียนรู้กันและกัน อันก่อให้เกิดการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง สถานศึกษากับผู้ปกครอง บุคคล ชุมชน และทกุ สว่ นของสังคม ๑.๒ ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด การเรียนการสอนมุ่งเน้นประโยชน์ ของผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ ทำได้ คิดเป็น ทำเปน็ มนี ิสัยรกั การเรยี นรูแ้ ละเกิดการใฝ่เรียนรอู้ ยา่ งตอ่ เนื่องตลอดชวี ิต ๒. มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะที่พึงประสงค์ให้กับผู้เรียนโดยเน้นความรู้ คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และบูรณาการความรู้ในเรื่องต่าง ๆ อย่างสมดุล รวมทั้งการ ฝึกทักษะและกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ใช้ ความรู้ ใหผ้ เู้ รียนมคี วามร้แู ละประสบการณใ์ นเรื่องตา่ ง ๆ ดงั นี้ ๒.๑ ความรเู้ รอ่ื งเกย่ี วกบั ตนเองและความสัมพันธข์ องตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครวั ชมุ ชน ชาติ และสงั คมโลก รวมถงึ ความร้เู กีย่ วกับประวัติศาสตร์ ความ เป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข ๒.๒ ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้ัง ความรู้ ความเขา้ ใจและประสบการณ์ เรอื่ งการจดั การ การบำรงุ รกั ษา การใช้ประโยชน์ จากทรพั ยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ มอย่างสมดุลยั่งยืน ๒.๓ ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญา ไทย และการรูจ้ ักประยุกต์ใช้ภูมปิ ญั ญา
70 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๗๐ ๒.๔ ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษาเน้นการใช้ ภาษาไทยอยา่ งถูกต้อง ๒.๕ ความรู้และทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดำรงชีวติ อย่างมี ความสุข ๓. กระบวนการเรียนรู้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนด แนวทางในการจัดการกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังน้ี ๓.๑ จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและ ความถนัดของผู้เรยี น โดยคำนงึ ถงึ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล ๓.๒ ให้มีการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ สถานการณ์ และการประยกุ ตค์ วามรมู้ าใช้ เพือ่ ปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา ๓.๓ จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการ ปฏบิ ตั ิใหท้ ำได้ คิดเปน็ รักการอ่าน และเกดิ การใฝร่ ูอ้ ย่างต่อเนื่อง ๓.๔ จดั การเรยี นการสอนโดยผสมผสานสาระความรดู้ า้ นต่าง ๆ อยา่ ง ได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ไว้ในทุกวิชา ๓.๕ สง่ เสริมสนบั สนนุ ใหผ้ ู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรู้ รวมทั้ง สามารถใชก้ ารวจิ ัยเป็นสว่ นหน่งึ ของกระบวนการเรียนรู้ ๓.๖ ผู้เรียนและผู้สอนเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอน และแหลง่ วทิ ยาการประเภทต่าง ๆ ๓.๗ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ที่มีการประสานความ รว่ มมือกับบิดามารดา ผปู้ กครอง และบคุ คลในชุมชนทกุ ฝา่ ย เพ่อื ร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศกั ยภาพ ๔. การส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรใู้ นพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดบทบาทในการสง่ เสริมการเรยี นรู้ของรัฐและสถานศกึ ษาตา่ ง ๆ ดังน้ี ๔.๑ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์
พระเมธีีวัชั รประชาทร 71 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๗๑ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา และนันทนาการ แหลง่ ขอ้ มลู และแหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งพอเพียงและมปี ระสทิ ธิภาพ ๔.๒ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดหลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การ ดำรงชวี ิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศกึ ษา ๔.๓ ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่จัดทำสาระหลักสูตรในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ผู้มีปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ เพือ่ เป็นสมาชิกของครอบครวั ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ ๔.๔ หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ ต้องมีลักษณะหลากหลาย เหมาะสมกับแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของบุคคล สาระของหลักสูตรทัง้ ท่ี เป็นวิชาการ วิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม ๔.๕ ให้สถานศกึ ษาร่วมกบั บุคคล ครอบครวั ชุมชน และองค์กรชุมชน องค์กรส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัด กระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหา ความรู้ข้อมูลข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนา ชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มี การเปลย่ี นแปลงประสบการณก์ ารพฒั นาระหว่างชุมชน ๔.๖ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มี ประสทิ ธภิ าพ รวมทง้ั การส่งเสริมใหผ้ สู้ อนสามารถวิจยั เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ท่ี เหมาะสมกับผเู้ รยี นในแตล่ ะระดับการศึกษา๑๑๕ ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุถึง วธิ กี ารประเมินผลการจัดกระบวนการเรยี นรู้ไว้ว่า ใหส้ ถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน ๑๑๕ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน), พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒, แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) ๒๕๔๕, (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน), ๒๕๔๗), หนา้ ๑๒-๑๖.
72 SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๗๒ โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบ ควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความ เหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา นอกจากนั้นการประเมินผลผู้เรียนยงั ตอ้ งเกย่ี วข้องกบั หลกั การสำคัญคอื ๕.๑ ใช้วิธกี ารทห่ี ลากหลายในการประเมนิ ผเู้ รยี น ๕.๒ ใชว้ ธิ กี ารทีห่ ลากหลายในการจดั สรรโอกาสเข้าศกึ ษาตอ่ ๕.๓ ใช้วิธีการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสม กับผเู้ รียน ๕.๔ มงุ่ การประกันคุณภาพโดยสถานศึกษาทำการประเมินผลภายใน ทกุ ปี และรายงานการประเมนิ ตอ่ ตน้ สงั กัดและสาธารณชน ๕.๕ สถานศึกษาได้รับการประเมินภายนอกอย่างน้อย ๑ ครั้ง ทุก ๕ ปี ในส่วนของการจัดการศึกษาโดยสถาบันพระพุทธศาสนา ตามมาตรา ๕ แห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็น พระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ บุคคลมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร ออกกฎกระทรวงไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงน้ี โรงเรียน หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก สามัญศกึ ษา สำนักศาสนศึกษา หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติ ธรรม แผนกธรรม หรือพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ตามที่มหาเถรสมาคมประกาศ กำหนด สำนักเรียน หมายความว่า สถานศึกษาที่จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก ธรรม หรือพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ซึ่งเป็นสำนักเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและ สำนักเรียนคณะจังหวัดตามทม่ี หาเถรสมาคมประกาศกำหนด
พระเมธีวี ัชั รประชาทร 73 (ประยูรู นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๗๓ ข้อ ๒ ให้สถาบันพระพุทธศาสนามีสิทธิ์ที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่พระภิกษุ และสามเณร ในโรงเรยี น สำนกั ศาสนศกึ ษา และสำนกั เรียน การจัดตั้งยุบรวมเลิกและการดำเนินการของโรงเรียน สำนักศาสนศึกษาหรือ สำนกั เรียนให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ และวิธกี ารที่มหาเถรสมาคมประกาศกำหนด ข้อ ๓ การจัดการศึกษาขั้นพืน้ ฐานโดยสถาบันพระพทุ ธศาสนา แบ่งเป็นระดับ ดงั ต่อไปนี้ ๑) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาในระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนต้น และระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ๒) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ที่ได้จัดให้แก่พระภิกษุและสามเณร ซึ่งมีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่าระดับ ประถมศึกษาปีที่หก หรือเทียบเท่า และได้ศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดโดยคำแนะนำของมหาเถร สมาคม ซง่ึ เป็นการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ทแ่ี บ่งเปน็ ระดับดงั ตอ่ ไปน้ี ก) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมเป็นการศึกษาในระดับ มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ข) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี (เปรียญธรรม ๓ ประโยค) เป็น การศกึ ษาในระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย ขอ้ ๔ ใหโ้ รงเรียนสำนกั ศาสนศึกษา และสำนักเรียนไดร้ ับการสนับสนุนในด้าน วชิ าการ และเงินอุดหนุนจากรฐั สำหรับการจัดการศึกษา ข้อ ๕ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่โรงเรียนสำนักศาสนศึกษา หรือสำนักเรียนตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุน และให้ข้อเสนอแนะการจัด การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา พระปริยัติธรรมแผนกธรรม และพระ ปริยตั ธิ รรมแผนกบาลี ข้อ ๖ ให้มีคณะกรรมการโรงเรียน คณะกรรมการสำนักศาสนศึกษา และ คณะกรรมการสำนักเรียน ทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดการศึกษาของโรงเรียนสำนัก ศาสนศกึ ษาและสำนักเรียนแลว้ แต่กรณี ให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน และมหาเถรสมาคม รวมท้ังส่งเสริมและ สนบั สนนุ ระบบการประกนั คณุ ภาพภายในเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษา
74 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๗๔ องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนการประชุม และการดำเนินงานของคณะกรรมการ โรงเรียน คณะกรรมการสำนักศาสนศึกษา และคณะกรรมการสำนักเรียน ให้เป็นไป ตามระเบียบทมี่ หาเถรสมาคมกำหนด สรุปได้ว่า การศึกษาพระปริยัติธรรมที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คนัถธุระ เป็น หน้าที่ของ พระอุปัชฌาย์ อาจารย์จะต้องสั่งสอนแก่สัทธิวิหาริก และอันเตวาสิกของ ตน พระมหากษัตริย์ผูเ้ ปน็ ประมุขของชาติ ทรงให้อุปถัมภ์การศึกษาของคณะสงฆ์ โดย จัดให้มีการสอบไล่ความรู้ทางพระปริยัติธรรมของ พระภิกษุและสามเณร ยกย่องผู้มี ความรู้ความสามารถให้ปรากฏด้วยการพระราชทานวิทยฐานะ สมณศักดิ์ ตลอดจนให้ การถวายความอปุ ถัมภ์ทางด้านจตปุ ัจจัย ทุนการศกึ ษา เพอื่ ให้การสนับสนุน พระภิกษุ สามเณรผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ตามเกณฑ์ที่กำหนด ให้ดำรงคงอยู่ใน พระพุทธศาสนา ด้วยดี เพื่อสืบทอดอายุกาลของศาสนาต่อไปอย่างถูกต้อง และมี คุณภาพตามหลกั พระธรรมวนิ ยั ๕.๓ แนวทางการจดั การศึกษาพระปริยตั ธิ รรมแผนกบาลใี นปัจจบุ นั การศกึ ษาพระปริยัตธิ รรมแผนกบาลี๑๑๖ เปน็ การจดั การศึกษาด้ังเดิมของคณะ สงฆ์ไทยเป็นหลักสูตรสำหรับพระภิกษุสามเณร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศึกษาหลักพุทธ ธรรมในพระไตรปิฎก ซึ่งจารึกเป็นภาษาบาลี และเพื่อได้เรียนรู้ภาษาที่รักษาพระพุทธ พจน์ โดยเมื่อมีความเข้าใจภาษาบาลีอย่างลึกซึ้งแล้วก็สามารถที่จะศึกษา ค้นคว้า หลักธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจน ถกู ต้อง อันจะเปน็ ประโยชนเ์ ก้ือกูลอย่าง สำคัญในการถ่ายทอด ทำการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีองค์กรของคณะสงฆ์ไทยคือกองบาลีสนามหลวง เป็นผู้บริหารจัดการศึกษา โดยการกำหนดนโยบาย กำหนดหลักสูตร และดำเนินการวัดและประเมินผล ระดับประเทศ ที่เรียกว่า สอบพระปริยัติธรรมสนามหลวงแผนกบาลี หรือสอบบาลี สนามหลวง มีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การออกข้อสอบ จัดสอบ ประกาศผลสอบ และออก หนงั สือสำคัญรบั รองใหก้ ับผูท้ ส่ี อบผา่ นในแต่ละช้นั ประโยค ๑๑๖ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, เอกสารประกอบการประชุมสัมมนาครูสอน พระปรยิ ตั ธิ รรม ประจำปี ๒๕๕๔, หนา้ ๙.
พระเมธีีวััชรประชาทร 75 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๗๕ ในปัจจุบันการศึกษาภาคปริยัติธรรมแผนกบาลี ได้ดำเนินการจัดการตาม พระราชบัญญัติคณะกรรมการการศึกษาส่ง พ.ศ. ๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีหลักสูตร และวิธีปฏิบตั ิพร้อม ทั้งคุณภาพรวมถึงการสอบวัดผลและอื่น ๆ และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทุกระดับช้ัน เป็นผู้ควบคุมดูแลในระดับสำนักเรียน และสำนักศาสนศึกษา รูปแบบการบริหาร การศึกษาก็ยังคงเป็นรูปแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยโบราณ คือกระบวนการศึกษาจะ เน้นการสอบวัดผลความรู้โดยมีกองบาลีสนามหลวงเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการสอบ วัดผล ส่วนกระบวนการเรียนการสอนเป็นหน้าที่ของแต่ละสำนักเรียนจะดำเนินการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง การสอบ คือ นักเรียนสามารถเก็บวิชาที่สอบได้แล้วเป็นเวลา ๒ ปี แต่นำรองเฉพาะ ประโยค ๑ - ๒ ก่อน ยังคงเค้าโครง รูปแบบ หลักสูตร และวิชาการเช่นเดิม เมื่อสอบ ผ่านวิชาใดแล้ว สนามหลวงแผนกบาลี จะเก็บวิชานั้นไว้ในปีต่อไป ไม่ต้องสอบวิชานั้น อีก คงสอบเฉพาะวิชาที่ออกสอบไม่ผา่ นเทา่ นัน้ โดยมขี ้อกำหนดดังน้ี ๑. ในเบื้องแรก ผู้สอบต้องสอบให้ครบ ๒ วิชา ทำปัญหาข้อสอบครบถ้วน ต้งั แต่ต้นจนจบในทกุ วิชา ๒. ตอ้ งสอบได้ผา่ นเกณฑท์ ่กี องบาลีสนามหลวงกำหนดไว้จงึ จะเก็บวิชานัน้ ได้ ๓. ในวิชาที่สอบได้นั้นจะเก็บไว้ ๒ ปี เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้เป็นยกเลิก ทัง้ หมด ๔. เมื่อสอบได้ผ่านเกณฑ์ที่กองบาลีสนามหลวงกำหนดครบทั้ง ๒ วิชาภายใน เวลาท่กี ำหนดเทา่ น้ันจึงจะถอื ว่าสอบผ่านชั้นประโยค ๑ - ๒ ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ กองบาลีสนามหลวงได้ยกเลิก การเก็บวิชาที่สอบผ่านแล้วเป็นเวลา ๒ ปี และให้มีการสอบครั้งที่ ๒ โดยที่กองบาลี สนามหลวงได้อาศัยมติของมหาเถรสมาคมที่ ๔๖๔/๕๒๔๗ ในการประชุมมหาเถร สมาคมครง้ั ท่ี ๒๖ เมอื่ วนั ที่ ๓๐ เดอื นกนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ มมี ตเิ หน็ ชอบ ๒ เร่อื ง คือ ๑. การยกเลกิ การเก็บวิชาทส่ี อบผา่ นแล้วเปน็ เวลา ๒ ปี ชั้นประโยค ๑-๒ ๒. การสอบครั้งที่ ๒ สำหรับผู้สอบผ่านแล้ว ๑ วิชา (ยกเว้นวิชาบุรพภาค ป.ธ.๓) ในปีนั้น ตั้งแต่ฉันประโยค ๑-๒ ถึงประโยค ป.ธ.๕ โดยกำหนดให้มีการสอบ ตามปกติ ๑ ครั้ง และมีการสอบครั้งที่ ๒ ( สอบซ่อม) ในวิชาที่ไม่ผ่านในปีเดียวกันน้ัน เมื่อสอบครั้งที่ ๒ แล้ว ผลปรากฏว่าสอบไม่ผ่านในวิชาที่เหลือให้ถือว่าสอบไม่ผ่าน
76 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๗๖ ทั้งหมดในปีนั้นในปีต่อไปต้องสอบใหม่ทุกวิชา หรือนักเรียนที่สอบครั้งที่ ๑ ผ่านแล้ว อีก ๑ วิชา ไม่เข้าสอบในการสอบครั้งที่ ๒ ในปีนั้นก็ให้ถือว่าสอบไม่ผ่านทั้งหมด การ ดำเนินการในเรื่องการสอบบาลีสนามหลวงดังกล่าวยังดำเนินการตั้งแต่นั้นมาจนถึง ปจั จบุ ัน๑๑๗ วุฒิการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ชั้นเปรียญธรรม ๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙ ประโยค (อักษรย่อว่า ป.ธ. เช่น ป.ธ.๖) โดยผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก บาลีในแต่ละชั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตเิ ป็นผดู้ ำเนินการออกหนังสือสำคัญ รับรองการศึกษาให้ โดยมีลายมือชื่อนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ มอบหมายให้เป็นผู้กำกับดูแลการบริหารงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และลายมือชื่อของแม่กองบาลีสนามหลวงประทับไว้เป็นสำคัญ สมตามนัยที่เป็น การศึกษาและการสอบสนามหลวงที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ทุกประการ สำหรับช้ัน ประโยค ๑-๒ (ป. ๑-๒) ในหนังสือสำคัญรับรองการศึกษา หรือประกาศนียบัตร จะมี รายชื่อของแม่กองบาลีสนามหลวงและของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติประทับไว้เป็นสำคัญ หนังสือสำคัญรับรองการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนก บาลีของชั้นประโยค ๑-๒ และเปรียญธรรม ๓-๔-๕-๖-๗-๘ ประโยค เรียกว่า ประกาศนียบัตร และของชนั้ เปรยี ญธรรม ๙ ประโยค เรียกว่า ปริญญาบัตร๑๑๘ หลักสูตรการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ในปัจจุบันใช้หนังสือ ตำราเรยี นรวมเปน็ วิชาหลักได้ ๔ วิชา แยกเป็นรายวิชาย่อยได้ ๗ วิชา ในแต่ละประโยค มไี ม่เกนิ ๔ วิชา ต้งั แต่ ระดบั ชน้ั ประโยค ๑-๒ ถงึ ประโยค ป.ธ. ๙ ท่ีใชอ้ ยู่ในปจั จุบนั มี ดงั น้ี หลักสูตรการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในปัจจุบันใช้หนังสือ ตำราเรียนรวมเปน็ วชิ าหลักได้ ๔ วชิ า แยกเป็นรายวิชาย่อยได้ ๗ วชิ า ในแต่ละประโยค ๑๑๗ สนามหลวงแผนกบาลี, เรื่องสอบบาลี พ.ศ. ๒๕๔๖, (กรุงเทพมหานคร : อาทรการ พิมพ,์ ๒๕๔๖), หน้า ๙๐. ๑๑๘ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, พิธีมอบรางวัลสำนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมดีเด่น ปีการศึกษา ๒๕๕๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สํานักงานพระพุทธศาสนา แหง่ ชาติ, ๒๕๕๓), หนา้ ๖๖-๖๗.
พระเมธีีวัชั รประชาทร 77 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๗๗ มีไม่เกิน ๔ วิชา ตั้งแต่ระดับชั้นประโยค ๑ - ๒ ถึง ประโยค ป.ธ. ๙ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบนั มดี งั น้ี ๑. หลักสตู รชนั้ ประโยค ๑-๒ มี ๒ วชิ า ๑.๑) วิชาแปลมคธเป็นไทย ทั้งการแปลโดยพยัญชนะและแปลโดย อรรถ ใชห้ ลกั สูตรหนงั สือธัมมปทฏั ฐกถาภาค ๑-๔ ๑.๒) วิชาบาลีไวยกรณ์ ใช้หลักสูตรหนังสือบาลีไวยากรณ์ จำนวน ๔ เล่ม ได้แก่ ๑. นาม-อัพยยศัพท์ ๒. อาขยาต-กิตก์ ๓.สมาส-ตัทธิต ๔. สมัญญาภิธาน- สนธิ ๒. หลกั สูตรช้ันประโยค ๓ มี ๔ วิชา ๒.๑) วิชาแปลมคธเป็นไทย ทั้งการแปลโดยพยัญชนะและแปลโดย อรรถ ใชห้ ลกั สูตรหนังสอื ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ ๒.๒) วิชาสมั พันธ์ไทย ใช้หลกั สตู รหนงั สือธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ ๒.๓) วิชาบาลีไวยกรณ์ ใช้หลักสูตรหนังสือบาลีไวยากรณ์ จำนวน ๔ เล่ม ได้แก่ ๑. นาม-อัพยยศัพท์ ๒. อาขยาต-กิตก์ ๓.สมาส-ตัทธิต ๔. สมัญญาภิธาน- สนธิ ๒.๔) วิชาบุรพภาค ข้อเขียนภาษาไทย โดยแก้ไขให้ถูกต้องตาม ระเบียบ ลกั ษณะ วรรคตอน การย่อหน้า และหลกั ภาษาไทยตามสมัยนิยม หลักสตู รให้ หนังสอื ที่ควรรู้เชน่ จดหมายทางราชการ ประกาศ เป็นต้น ๓. หลักสูตรชั้นประโยค ๔ มี ๒ วชิ า ๓.๑) วิชาแปลไทยเปน็ มคธใชห้ ลกั สตู รหนงั สือธมั มปทัฏฐกถา ภาค ๑ ๓.๒) วชิ าแปลมคธเป็นไทยใช้หลกั สูตรหนังสือมังคลัตถทีปนี ภาค ๑ ๔. หลกั สตู รชนั้ ประโยค ๕ มี ๒ วชิ า ๔.๑) วิชาแปลไทยเป็นมคธใช้หลักสูตรหนังสือธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒-๔ ๔.๒) วิชาแปลมคธเปน็ ไทยใชห้ ลักสตู รหนงั สอื มงั คลตั ถทปี นี ภาค ๒ ๕. หลักสตู รชน้ั ประโยค ๖ มี ๒ วชิ า ๕.๑) วิชาแปลไทยเป็นมคธ ใช้หลักสูตรหนังสือธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘ ๕.๒) วชิ าแปลไทยเปน็ มคธ ใช้หลกั สูตรสมนั ตปาสาทกิ า ภาค ๓
78 กSaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๗๘ ๖. หลกั สูตรชั้นประโยค ๗ มี ๒ วชิ า ๖.๑) วิชาแปลไทยเป็นมคธ ใชห้ ลักสตู รหนงั สือมงั คลตั ถทีปนี ภาคท่ี ๑ ๖.๒) วชิ าแปลไทยเปน็ มคธ ใชห้ ลักสูตรหนงั สอื สมนั ตปาสาทกิ า ภาคท่ี ๑-๒ ๗. หลักสตู รชั้นประโยค ๘ มี ๓ วิชา ๗.๑) วิชาแต่งฉันท์ภาษามคธ แต่งฉันท์เป็นภาษามคธ ๖ ฉันท์ใน จำนวน ๖ ฉันท์ ได้แก่ ปัฐยาวัตร อินทรวิเชียร อุเปนทรวิเชียร อินทรวงศ์ วังสัฏฐะ และ วสนั ตดลิ ก ขอ้ ความหรือข้อสอบแลว้ แต่กรรมการจะกำหนดให้ ๗.๒) วชิ าแปลไทยเปน็ มคธใชห้ ลกั สูตรหนงั สือสมนั ตปาสาทิกาภาค ๑ ๗.๓) วิชาแปลมคธเป็นไทย ใชห้ ลักสูตรหนงั สอื วิสทุ ธิมรรค ๘. หลกั สูตรช้นั ประโยค ๙ มี ๓ วชิ า ๘.๑ วิชาแต่งไทยเป็นมคธ แต่งมคธจากภาษาไทยล้วน ข้อความ แล้วแต่กรรมการ จะกำหนดให้ ๘.๒) วิชาแปลไทยเป็นมคธ ใชห้ ลักสูตรหนังสอื วิสทุ ธิมรรค ๘.๓) วชิ าแปลมคธเป็นไทย ใชห้ ลักสูตรหนงั สือภธิ ัมมตั ถวภิ าวนิ ี๑๑๙ การจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมบาลีของคณะสงฆ์ไทย และจัดระบบ การเรียน การสอนโดยกำหนดเวลาการเปิด-ปิดภาคเรียน พระปริยัติธรรมแผนกบาลี ออกเปน็ ๓ ภาค คอื ๑. ภาควิสาขะ เรมิ่ ตงั้ แต่ ขนึ้ ๑ ค่ำ เดอื น ๖ จนถงึ ขนึ้ ๙ คำ่ เดอื น ๘ ๒. ภาคพรรษา เริ่มตั้งแตแ่ รม ๙ ค่ำ เดอื น ๑๒ จนถึง ขนึ้ ๑๓ คำ่ เดือน ๑๑ ๓. ภาคปวารณา เริ่มตั้งแต่ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ จนถึง แรม ๑๓ ค่ำ เดอื น ย่ี (๒) การเรียนในแตล่ ะสัปดาห์ (วาร) จะถอื เอาวันข้างขน้ึ -แรม/เดือน ทางจันทรคติ เป็นเกณฑ์ กล่าวคือ เรียนตั้งแต่ ๑-๖ ค่ำ และตั้งแต่ ๘-๑๓ ค่ำ ปิดเรียนประจำสัปดาห์ คือ วันโกน-วันพระ (๗- ๘ ค่ำ และ ๑๔-๑๕ ค่ำ) และมีการปิดเรียนในช่วงเทศกาล ๑๑๙ สนามหลวงแผนกบาลี, เรื่องสอบบาลีของสนามหลวงแผนกบาลี, (กรุงเทพมหา นคร : อาทรการพิมพ์, ๒๕๕๔), หน้า ๑๑๗-๑๑๘.
พระเมธีีวััชรประชาทร 79 (ประยููร นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๗๙ สำคัญ เช่น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันสอบธรรม สนามหลวง วันสำคัญของชาติ เช่น วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ นอกจากนี้ อาจจะ ปิดเรยี นในเทศกาลสำคัญของทางวัด เช่น วนั เทศนม์ หาชาติ วันรบั กฐนิ เปน็ ต้น๑๒๐ องค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอนอีกอย่างหนึ่ง คือ สื่อการเรียนการ สอน การเรียนการสอนจะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรจำเป็นจะต้อง อาศัยสื่อการเรียนการสอนหรือวัสดุอุปกรณ์การสอน สื่อการเรียนจึงมีบทบาทสำคัญ ต่อการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จากการได้เห็น สอื่ วัสดทุ ผ่ี ้สู อนนำมาเปรียบเทยี บ ทำใหผ้ ู้เรียนไดร้ ับประสบการณท์ ี่เปน็ รปู ธรรม การใช้ สื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนให้มีประสิทธิภาพนั้น ครูผู้ใช้สื่อต้องมีความรู้ ความสามารถ และทักษะพื้นฐานประกอบกันหลายด้านเกี่ยวกับการใช้สื่อ เช่น การ เลือกสื่อการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเลือกสื่อท่ี สมั พันธก์ ับจุดมุง่ หมายและเร่อื งทจี่ ะสอน สื่อตอ้ งเหมาะสมกบั ความรูแ้ ละประสบการณ์ ของผู้เรียน เหมาะสมกับวัย และระดับชั้นของผู้เรียน ที่สำคัญสื่อนั้นต้องน่าสนใจ ทันสมัยและไม่ซบั ซอ้ น หรือจะเป็นส่ือท่ีเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนมีสว่ นรว่ มในการผลิตกไ็ ด้ ในส่วนของครูผู้สอนจะต้องเข้าใจลักษณะของสื่อการสอนชนิดต่าง ๆ ว่าเร้า ความสนใจของผูเ้ รียน ในปจั จบุ นั การเรยี นการสอนภาษาบาลี โดยส่วนใหญ่สือ่ การสอน จะเป็นตำราเรยี นเปน็ หลัก และเทปบันทกึ เสียงแปลหนงั สือ ส่วนทเ่ี ป็นสอ่ื เทคโนโลยีก็มี บ้างบางสำนักเรียน โดยเฉพาะสำนักเรียนที่ใหญ่ ๆ มีจำนวนนักเรียนมาก และสำนัก เรียนมีงบประมาณเพียงพอ ในปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนวิชาภาษาบาลีนั้น ส่วน ใหญ่ครูผู้สอนไม่ได้นำสื่อการสอนมาประกอบการเรียนการสอนมากนัก ส่วนใหญ่จะ เป็นหนังสือเรียนในวิชานั้น ๆ เช่น หนังสือบาลีไวยากรณ์ หนังสือธรรมบท เป็นต้น นอกนั้นก็เป็นเทปเสียงวิชาแปลมคธเป็นไทย คือ สำนวนที่บูรพาจารย์ได้จัดทำ ออกจำหน่ายเป็นวิทยาทานบ้าง จัดทำไว้ใช้ภายในสำนักเรียนของตนเองบ้าง นักเรียน ต้องฟังเทปและแปลในใจตามไปด้วย สื่อเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ แผ่นซีดี ประกอบการสอน เปิดผ่านโปรเจคเตอร์ อธิบายถึงวิธีแปล วิธีเดินประโยค อธิบายถึง ศัพท์ที่แปลยาก แต่ก็มีน้อยมาก บางสำนักเรยี นที่มที ุนมากหรือมีหนว่ ยงานสนับสนนุ ก็ ๑๒๐ พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.๙) และคณะ, การศึกษาพระปริยัติ ธรรมแผนกบาลี, หน้า ๑๖๓-๑๖๔.
80 SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๘๐ หาจัดซื้อมาเพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอน แต่ส่วนใหญ่ยังอาศัยการเรยี นตามหนงั สอื เช่นเดมิ ๑๒๑ สื่อการศึกษา ประกอบด้วย อุปกรณ์ วัสดุ และวิธีการที่ใช้เป็นตัวกลางใน กระบวนการเรียนการสอน ใช้สื่อสารเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ๑๒๒ จึงนับได้ว่าสื่อการสอนเป็นตัวกลางที่ใช้เป็นเครื่องมือหรือ ชอ่ งทางสำหรบั ทำให้การสอนของผู้สอนส่งไปถึงผเู้ รยี น ทำให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรียนรู้ตาม วัตถปุ ระสงคห์ รือจดุ มงุ่ หมายที่ผู้สอนวางไวไ้ ด้เปน็ อย่างดี๑๒๓ สรุปได้ว่า การจัดการศึกษานั้นมีจุดมุ่งหมายคือเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลักสูตรที่ใชในอดีตคือพระไตรปิฎก สวนในปจจุบันมีงานวิจัยชี้ใหเห็นถึง ปญหาและ รปู แบบการ บริหารงานวชิ าการ โดยเฉพาะโครงสรา้ งการบริหารงานวิชาการท่ีเกี่ยวกับ สภาพการจัดการศึกษา การบริหาร การเรียนการสอน หลักสูตร และผลการเรียนพระ ปริยัติธรรมแผนกบาลีหรือความคิดเห็น ที่ตองการใหมีการปรับปรุงการเรียนการสอน พระปรยิ ตั ิธรรมแผนกบาลขี องพระภิกษสุ ามเณรตอไป ๑๒๑ พระมหาอดุ ร อุตตฺ โร (มากดี), สมรรถนะการปฏบิ ัตงิ านของครูสำนกั เรยี นพระปริยัติ ธรรม แผนกบาลี ตามหลักกัลยาณมิตร, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา พทุ ธบรหิ ารการศกึ ษา, (บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๗), หน้า ๑๑๒-๑๑๓. ๑๒๒ อำนวย เดชชัยศรี, สื่อการศึกษาพื้นฐาน, (กรุงเทพมหานคร : ฟิสิกส์เซนเตอร์, ๒๕๔๒), หน้า ๑. ๑๒๓ กิตานันท์ มลิทอง, เทคโนโลยีการศึกษา และนวัตกรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๘๙.
พระเมธีีวััชรประชาทร 81 (ประยูรู นนฺฺทิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. บทที่ ๖ บทท่ี ๖ การจัดการศึกษา การจดั การศกึ ษพาพรระะปปรริยิยัตธิตั รริธมรแรผนมกแธผรรนม กธรรม การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เป็นการศึกษาพระธรรมวินัยใน ภาษาไทยเพื่อเรียนรู้พระพุทธศาสนาสำหรับพระภิกษุสามเณร ผู้เป็นกำลังสำคัญของ พระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระธรรมวินัยได้สะดวกและทั่วถึงอันจะเป็นพื้นฐาน นำไปสู่สัมมาปฏิบัติตลอดจนเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป ปัจจุบัน การศึกษาแผนกธรรม เน้นการพัฒนาศาสนทายาทให้มีความรู้และคุณภาพ สามารถ ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้ด้วยดี ทั้งถือว่าเป็นกิจการของคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งทีส่ ำคัญยง่ิ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งอดตี จนถึงปัจจุบนั หน่วยงาน ทีร่ ับผิดชอบคือ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง และกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ การศึกษาประเภทนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ นักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอก และยังมีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม สำหรับคฤหัสถ์ เรียกว่า ธรรมศึกษา มี ๓ ชั้น คือ ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท และธรรมศึกษาชนั้ เอก ๖.๑ ความเปน็ มา ประวตั คิ วามเป็นมาของสำนักศาสนศกึ ษาพระปรยิ ัติธรรม แผนกธรรม ในสมัย รชั กาลท่ี ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ทรงเสดจ็ ขึน้ เถลงิ ถวัลย์ราชสมบตั ิ พ.ศ.๒๔๕๓ การศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อพระสงฆ์ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง โดย การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมควบคู่กับการศึกษาฝ่ายเปรียญธรรม เป็นต้นเหตุ ให้มีการจัดการให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เนื่องจากได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ เกณฑ์ชายฉกรรจ์เข้ารับราชการทหารเพ่ือ ป้องกันประเทศชาติ บรรดาชายที่มีอายุสมควรที่จะเข้ารับราชการทหารได้ ก็ได้มี โอกาสที่จะได้มีส่วนช่วยป้องกันรกั ษาพระราชอาณาเขตทั่วหนา้ กัน ในพระราชบัญญัติ นั้นมียกเว้นเฉพาะพระภิกษุทั่วไป ไม่ต้องถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหาร สำหรับสามเณรเว้น โดยเอกเทศ เฉพาะแต่สามเณรรู้ธรรม เพื่อไม่ให้มีโอกาสแก่บรรดาชายหนุ่มที่มีนิสัย
82 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๘๒ และปรารถนาจะเลา่ เรียนพระปริยัตธิ รรม ได้อยู่ศกึ ษาเล่าเรียนไดช้ ่ัวเวลาท่ีศึกษาอยู่ใน เพศบรรพชิต แต่ในขณะเดียวกันการที่จะยกเว้นราชการแก่ผู้ที่มุ่งในการศึกษาพระ ธรรมวินัย อันชื่อว่าสามเณรรู้ธรรมนั้น ยังไม่มีขีดคั่นว่า มีความรู้เพียงใดจึงจะชื่อว่า สามเณรรู้ธรรม ทางฝ่ายบ้านเมืองจึงได้ขออาราธนาพระเถรานุเถระปรึกษาหารือ กำหนดองค์ของสามเณรรธู้ รรมใหเ้ ปน็ ไปเพื่อเป็นแนวทางปฏิบตั ิ เรื่องนี้มหาเถรสมาคม โดยมสี มเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงเปน็ ประธาน ได้ประชุม มหาเถรสมาคมไดพ้ ิจารณากำหนดองคส์ ามเณรรู้ธรรม ดงั ต่อไปน้ี๑๒๔ ๑. กำหนดองค์ความรู้ของสามเณรรู้ธรรม ให้กำหนดตามสมควรแก่ ความรู้ทต่ี ้องการในมณฑลนน้ั ๆ มุ่งหาประโยชนพ์ ระศาสนาเป็นที่ตง้ั ๒. องค์ของสามเณรในกรุงเทพมหานครนั้น รู้มคธภาษา กรรมการสอบ เห็นว่า ใชไ้ ด้ ชื่อว่ารู้ธรรมของสามเณร ๓. สามเณรที่ไม่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา ถือว่าแม้สึกเข้ารับราชการ กไ็ ม่เป็นเหตเุ สือ่ มเสียการขา้ งวดั ต่อมาอีกระยะหนึ่ง มหาเถรสมาคมได้ประชุมเป็นครั้งที่ ๒ โดย คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่า หลักสูตรที่กำหนดขึ้นสำหรับองค์ของสามเณรผู้รู้ ธรรมนั้น หากหนักไปข้างมคธภาษาก็จะเป็นการหนักแก่สามเณรผู้จะเรียน ทั้งสอบไล่ ไดแ้ ลว้ จะจัดว่าเปน็ ผู้มีรกู้ ็ยังไม่ไดแ้ ละจะจดั ในหวั เมอื งก็ไมไ่ ดท้ ่ัวไป ที่ประชุมจงึ ได้อนุมัติ หลักสตู รสำหรับสอบความรู้ตามท่ีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงเสนอ ดงั ต่อไปน้ี๑๒๕ ๑. นวกภูมิ หมายถงึ นวกภมู ิเป็นความรสู้ ำหรับนวกภมู ภิ กิ ษแุ ละสามเณร จัดเป็น ๒ อย่างคือ สามัญอย่าง ๑ วิสามัญอย่าง ๑ อนุญาตให้เข้าสอบได้ทั้งภิกษุและ สามเณร แตต่ อ้ งรจู้ ักเขียนรจู้ กั แต่งภาษาไทยได้แล้ว ๒. สามัญศึกษา หมายถึง การศึกษาอย่างสามัญนั้น เว้นมคธภาษา แบ่งเป็น ๒ ประโยคคือประโยคหนึ่ง ธรรมวิภาคกับเรียงความแก้กระทู้ธรรม ไม่ต้อง ซักที่มาต้องได้พร้อมทั้ง ๒ อย่างในคราเดียวกัน ประโยคสอง พุทธประวัติย่อกับ ๑๒๔อ้างแลว้ , หนา้ ๔๙. ๑๒๕เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๔๙.
พระเมธีีวัชั รประชาทร 83 (ประยููร นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๘๓ เรียงความแก้กระทู้ธรรม ชักที่มาในหนังสือไทยสุดแต่จะกำหนดให้ว่ากี่แห่งต้องได้ พร้อมกันทั้ง ๒ อย่างในคราวเดียวกนั ๓. การสอบได้ทั้ง ๒ ประโยค หมายถึงการสอบได้ทั้ง ๒ ประโยคนี้เป็น นักธรรม ๒ ประโยคก่อน แต่จะรับประกาศนียบัตร ภิกษุต้องสอบวินัยบัญญัติใน นวโกวาทให้ได้ก่อน สามเณรยังรับไม่ได้จนกว่าจะอุปสมบทแล้ว และสอบวินัยบัญญัติ ได้แล้ว ส่วนผู้สอบได้เพียงประโยคหนึ่ง ยังไม่ให้ประกาศนียบัตร เป็นแต่ได้รับยกเว้น ตามพระราชบญั ญตั ิเกณฑ์ทหาร ๔. วิสามัญศึกษา หมายถึงการศึกษาอย่างวิสามัญ ต้องสอบภาษามคธ เพิ่มเติมเข้าด้วยแบ่งเป็น ๒ ประโยค คือ ประโยคหนึ่ง อรรถกถาพระธรรมบทมีแก้ อรรถด้วย ประโยคสอง บาลีไวยากรณ์และสัมพันธ์ จะสอบอย่างเดียวกันกับอย่าง สามัญศึกษาก็ได้ หรือได้ชั้นสามัญแล้วจะสอบเพิ่มเติมก็ได้ สอบได้ ๒ ประโยคนี้ก็เป็น เปรยี ญธรรม ๒ ประโยค เทียบปรยิ ตั ธิ รรม ๓ ประโยค ๕. วิสามัญศึกษา หมายถึงการศึกษาอย่างวิสามัญนี้ จะจัดเฉพาะแต่ใน กรุงเทพมหานครก่อนทั้ง ๒ อย่าง ถ้าทำหนังสือเพื่อใช้เป็นหลักสูตรสำเร็จแล้วก็จะ ขยายไปตามหัวเมอื งต่าง ๆ เหตผุ ลประการหนงึ่ ในการจัดการหลกั สตู รดังกล่าวข้างต้น คอื การเรียน ธรรมของพระภิกษสุ ามเณรจะเจริญทั้งในกรุงและในหวั เมือง และจะไดม้ ีผู้รู้ช่วยกิจการ พระศาสนาอีกมากการจัดการเรียนการสอนเฉพาะแต่ในมคธภาษาถือเป็นหลักก็จริง แต่ยังอยู่วงแคบ ความรู้อันนี้ไม่แพร่หลายไปในหัวเมือง พระภิกษุสามเณรในหัวเมือง ไม่ได้เรียนในทางน้ีแลว้ ยังซำ้ ไม่ได้เรยี นในทางอืน่ ดว้ ย ด้วยเหตุนี้ จึงหาพระท่ีเหมาะสม และสมควรเป็นเจ้าอาวาสเปน็ พระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าคณะได้ยากลำบาก แต่ผู้ทำหนา้ ที่ เหลา่ นี้จำตอ้ งมี เมอ่ื มีการจัดการเรียนการสอนความรูส้ ามัญในหวั เมืองแล้วก็คงเปลี่ยน ความขัดขอ้ งขอ้ น้ไี ปได้ยากลำบาก หลักสูตรการเรียนการสอน (แบบเรียน) ตามหลกั สูตรสำหรับสอบความรู้ ธรรมใช้นวโกวาท พุทธศาสนสุภาษิต และพุทธานุพุทธประวัติ ชั้นสามัญประโยค ๑ เรยี งความแก้กระทู้ธรรม เขยี นตอบแก้ปัญหาธรรมวภิ าค ช้ันสามญั ประโยค เขียนตอบ แก้ปัญหาวนิ ัย เขียนตอบแก้ปัญหา พุทธานุพุทธประวัติ ความรู้ ๔ อย่างนี้ เป็นภูมิของ ภิกษุนวกะ ผู้สอบได้ครบทุกอย่างจะได้รับประกาศนียบัตรเป็นนักธรรมนวกภูมิ การ จัดการเรียนการสอนออกเป็น ๓ ประโยคนั้น เพราะความรู้ของภิกษุสามเณรยังแข็ง
84 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๘๔ พอจะสอบได้ในคราวเดียวกันครบ ๔ อย่าง ทั้งจะให้เข้ารู้กับองค์สามเณร รู้ธรรมตาม พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ร.ศ.๑๒๔ เพื่อจะเลือกว่าสามเณรมีความรู้ธรรมเพียงใด ควรได้รับการยกเว้นเพื่อให้การศึกษาสืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป หรือไม่ ถ้าสอบ ความรไู้ ด้เพยี งประโยค๑ ยงั ไม่ได้รับประกาศนียบตั ร เป็นแต่จะไดร้ บั หนังสอื คู่มือไว้เป็น สำคัญ อนุญาตให้เข้าสอบความรู้เพิ่มเติมได้ ถ้าผู้เข้าสอบเป็นสามเณรยังไม่ได้เข้าสอบ วนิ ัยเพม่ิ ไดแ้ ล้ว ถ้าในคราวเดียวกนั สอบไม่ได้เต็มประโยคจัดเป็นตก วิธีสอบแต่งกระทู้ธรรม หมายถึงวิธีสอบแต่งกระทู้ธรรมนั้น มีชื่อกระทู้ ธรรมในพทุ ธศาสนสภุ าษิตเข้าซองผนึกหลายใบใหจ้ บั จัดได้กระทู้ใดตอ้ งแต่งกระท้นู ั้น การเขียนตอบปัญหา หมายถึงวิธีการเขียนตอบปัญหานั้น วิธีสอบ ผูก ปัญญาให้แก้ในเวลานั้นใช้อย่างละ ๒๑ ข้อ ข้อสอบวันละอย่าง ไม่จำกัดเวลา เพราะ ผู้สอบยังไม่สันทัดการเขียนหนังสือเป็นแต่กำหนดว่ายังมีเพื่อนเขียนอยู่ด้วย ๕ รูป เพยี งใด กย็ ังเขียนไปไดเ้ พียงนั้น ถ้าเหลือนอ้ ยกว่านั้นจัดเปน็ ตกเพราะเขียนไม่ทนั เวลา วิธีตรวจ หมายถึงใบตอบแบ่งส่งกรรมการตามกองใบตอบ ๑ แผ่น กรรมการต้องอ่านตรวจ ๓ คน กรรมการรูปหน่ึงอ่านเรียงความแก้กระทู้ธรรมก็ดี แปล บาลีในประโยควิสามัญก็ดี อ่านจบแล้วแสดงมติให้ได้หรือให้ตกด้วยอักษรย่อ ได้ มากกว่า ๒ รูป หรอื รวมกนั ทั้งหมดคอื ทั้ง ๓ รปู กเ็ ปน็ อนั ได้ (สอบได้) เฉพาะใบตอบน้ัน ปัญหาอันจะพึงกำหนดโดยข้อได้กำหนดโดยข้อ ถ้าเกิดปัญหาขึ้นในหมู่กรรมการ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ ประทานวนิ จิ ฉยั การให้คะแนน สำหรับนักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ให้ถือคะแนนเป็นเกณฑ์ ตามมติประกาศของแม่กองธรรมสนามหลวง แนวการตรวจกระทู้ธรรมสำหรับ กรรมการพจิ ารณาให้คะแนน ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. แต่งไดต้ ามกำหนด ๒. อา้ งกระทู้ได้ตามกฎและบอกที่มาได้ถูกต้อง ๓. เช่ือมความกระทไู้ ดด้ ี ๔. อธิบายความสมกบั กระทูท้ ่ตี ั้งไว้ ๕. ใช้สำนวนสุภาพเรียบร้อย ๖. ใช้ตวั สะกดการันตถ์ ูกต้องเปน็ สว่ นมาก ๗. สะอาดไมเ่ ปรอะเป้ือน
พระเมธีีวััชรประชาทร 85 (ประยููร นนฺทฺ ิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๘๕ กำหนดวันสอบธรรมสนามหลวง สำหรับวันสอบธรรมสนามหลวง กำหนดวันสอบพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร ปกติคือวันแรม ๒ ค่ำเดือน ๑ โดยแม่กอง ธรรมสนามหลวงส่งข้อสอบจากส่วนกลางมอบให้เจ้าคณะจังหวัดนำไปดำเนินการ ในการตรวจใบตอบ สำหรับนักธรรมชั้นเอก แม่กองธรรมสนามหลวงรับผิดชอบ ดำเนินการเอง สำหรับนักธรรมชั้นโท-ตรี บางสมัยก็มอบให้เจ้าคณะภาคหรือเจ้าคณะ จังหวัดดำเนินการตรวจในเขตของตนบ้าง รวมใบตอบมาตรวจในส่วนกลางบ้าง วิธีดำเนินการ คอื กำหนดวนั ได้แลว้ นิมนต์พระสงฆ์กรรมการ (ตามปกติสำนักเรียนต่าง เปน็ ผเู้ สนอชือ่ เขา้ มา) มาประชุมตรวจสอบพรอ้ มกนั ตรวจเปน็ โต๊ะ ๆ เดมิ สมัยใช้วิธเี ก็บ คะแนนไว้กรรมการโต๊ะละ ๒ รูป ปัจจุบันโต๊ะละ ๒ รูป เฉพาะนักธรรมชั้นเอก คือ กำหนดตรวจสอบตามปกติ ในวนั ขึ้น ๓ ค่ำเดอื น ๒ เป็นวนั ตรวจใบตอบ๑๒๖ สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม หมายถึงการศึกษานักธรรม ได้เกิดข้นึ ตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นการศึกษา พระพุทธศาสนาในภาคภาษาไทย จัดเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สำคัญของพระภิกษุ สามเณร ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไปการศึกษาพระปริยัติธรรมหรือการศึกษา พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยแต่โบราณมานิยมศึกษาเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นสิ่งท่ี เรียนรู้ยาก สำหรับพระภิกษุ สามเณรทั่วไป จึงปรากฏว่า ภิกษุที่มีความรู้ในพระธรรม วินัยอย่างทั่วถึงมีจำนวนน้อย เป็นเหตุให้สังฆมณฑล ขาดแคลนภิกษุผู้ทรงความรู้ ความสามารถที่จะช่วยกจิ การพระศาสนา ในดา้ นการศึกษา การปกครอง ตลอดถึงการ แนะนำสั่งสอนประชาชน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรง ดำริวิธีเรียนพระธรรมวินัย ในภาคภาษาไทยขึ้นสำหรับสอนพระภิกษุสามเณรวัดบวร นิเวศวิหารเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พระองค์ทรงรับหน้าที่ปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร และต่อมาได้ทรงกำหนดหลักสูตรนักธรรมให้ภกิ ษุสามเณรได้เรียนพระพุทธศาสนา ใน ด้านหลักธรรม พุทธประวัติ พระวินัย และการหัดแต่งแก้กระทู้ธรรมด้วยเพื่อให้เป็น ประโยชน์ในการครองชีวิตฆราวาส หากภิกษุสามเณรรูปนั้น ๆ มีความจำเป็นต้องลา สิกขาไปดว้ ยเหตุหน่ึง สำนกั ศาสนศึกษาพระปรยิ ัติธรรม เปน็ การจดั การศึกษาพระธรรมวินัยใน ภาคภาษาไทยเพื่อเรียนรู้พระพุทธศาสนาสำหรับพระภิกษุสามเณร ผู้เป็นกำลังสำคัญ ๑๒๖เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๖๑.
86 กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtกึ ioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๘๖ ของพระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระธรรมวินัยได้สะดวกและทวั่ ถงึ อันจะเป็นพื้นฐาน นำไปสู่สัมมาปฏิบัติ ตลอดจนเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป ปัจจุบัน การศึกษาแผนกธรรม เน้นการพัฒนาศาสนทายาทให้มีความรู้และคุณภาพ สามารถ ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ไดด้ ้วยดี ทั้งถือว่าเป็นกิจการของคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งท่ีสำคัญยิ่ง ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบนั หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ คือ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง และกองพุทธศาสนาศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ใน ปัจจุบันมีการแบ่งออกเป็น ๓ ชั้นคือ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก มี รายละเอียดดังตอ่ ไปนี้ การศกึ ษาพระปริยัตธิ รรม แผนกธรรม แม่กองธรรมสนามหลวง นักธรรมชนั้ ตรี สำนกั งาน นักธรรมชั้นโท พระพทุ ธศาสนา นกั ธรรมชนั้ เอก แห่งชาติ แผนภาพท่ี ๒.๙ โครงสร้างสำนกั ศาสนศึกษาพระปริยตั ธิ รรม แผนกธรรม จากแผนภาพที่ ๒.๙ โครงสร้างสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนก ธรรมจะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน คณะสงฆ์ไทยโดย มหาเถรสมาคม ได้มอบหมายให้แม่กองธรรมสนามหลวง บริหารจัดการการศึกษาพระ ปริยัติธรรมแผนกธรรม ในส่วนของการวัดผลได้แก่ การออกข้อสอบ การจัดสอบ ประกาศนียบัตร และการจัดทำสถิติผลการสอบ โดยมีอำนาจหน้าที่ในส่วนของการ กำหนดหลักสูตรการเรียนการสอน รวมถึงการดำเนินการอื่น ๆ เพื่อพัฒนาส่งเสริม การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น สำหรับการจัดการเรียนการ สอนพระปรยิ ัติธรรมให้เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของเจ้าสำนักศาสนศกึ ษา (เจา้ อาวาส) ท่ีจะต้องดำเนนิ การใหพ้ ระภกิ ษสุ ามเณรให้สังกดั ได้รับการศึกษา พรอ้ มทั้งจัดหาสถานท่ี เรียนสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนและผู้สอน ตลอดถึงงบประมานค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่
พระเมธีวี ัชั รประชาทร 87 (ประยูรู นนฺฺทิิโย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๘๗ จำเป็นในการศึกษาพระปริยัตธิ รรม ดว้ ยเหตุน้ี จงึ ส่งผลให้การศึกษาของคณะสงฆ์ในแต่ ละสำนักมีประสทิ ธิภาพที่แตกต่างกนั ทั้งนีย้ ่อมขึ้นอยู่กับนโยบายการส่งเสริมการศึกษา ของเจ้าสำนักเปน็ สำคญั ๖.๒ หลกั สตู รพระปริยตั ิธรรมแผนกธรรม หลักสูตรการศึกษา หมายถึง ระเบียบการศึกษาหรือหนังสือแบบเรียน เป็น หนังสือเรียนภาษาไทยและมีข้อกำหนดว่า ผู้ที่จะสอบนักธรรมชั้นโท จะต้องสอบ นกั ธรรมช้ันตรีในสนามหลวงได้ก่อน ผทู้ ี่จะสอบนักธรรมชัน้ เอก จะตอ้ งสอบนกั ธรรมโท ในสนามหลวงได้ก่อน หนังสือแบบเรียนที่เกี่ยวกับหลักสูตรในแต่ล่ะชั้นที่ใช้กันอยู่ใน ปจั จบุ ัน ดังตอ่ ไปนี้ นักธรรมชั้นตรี หลักสูตรการศึกษาหรือหนังสือแบบเรียนที่ประกาศใช้ใน ปจั จบุ ันมดี ังน้ี ๑. วิชาเรยี งความแก้กระทู้ธรรม หลักสตู รให้หนงั สอื พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑ ให้นกั เรียนแต่งอธบิ ายใหส้ มเหตสุ มผล อ้างสุภาษิตอืน่ มาประกอบด้วย ๑ สุภาษิต บอก ชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย สุภาษิตที่อ้างมานั้นต้องเรียงเชื่อมด้วยให้ติดต่อสม เรื่องกบั กระทู้ท่ีต้ัง ชน้ั นี้กำหนดใหเ้ ขียนลงในใบตอบ ตง้ั แต่ ๒ หนา้ (เวน้ บรรทัด) ขนึ้ ไป ๒. วิชาธรรม หลักสูตรใชห้ นังสอื นวโกวาท แผนกธรรมวภิ าค และคิหปิ ฏบิ ัติ ๓. วิชาพุทธ ใช้หนังสือพุทธประวัติเล่ม ๑-๒-๓ ปฐมสมโพธิ พระนิพนธ์ของ สมเดจ็ พระสังฆราช (ปุสสเทว) ศาสนพิธี เลม่ ๑ ๔. วิชาวนิ ัย หลักสูตรใช้หนงั สอื นวโกวาท แผนกวินัยบัญญัติ วินยั มุขเล่ม ๑ นักธรรมชั้นโท หลักสูตรการศึกษาหรือหนังสือเรียนที่ประกาศใช้ในปัจจุบันมี ดังน้ี ๑. วชิ าเรียงความแก้กระทธู้ รรม หลกั สูตรให้หนงั สือพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒ ให้นักเรียนแตง่ อธิบายทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอืน่ มาประกอบด้วย ๒ สุภาษิต บอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำกัน แต่จะซ้ำในคัมภีร์ได้ สุภาษิตที่อ้างมานั้นต้องเรียงเชื่อมด้วยให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ที่ตั้ง ชั้นนี้กำหนดให้ เขยี นลงในใบตอบ ตั้งแต่ ๓ หนา้ (เวน้ บรรทัด) ขน้ึ ไป ๒. วิชาธรรม แก้ปัญหาธรรมวิภาคพิสดารออกไป หลักสูตรใช้หนังสือธรรม วภิ าคปรเิ ฉทท่ี ๒
88๘๘ กSaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๓.วิชาพุทธ แก้ปัญหาอนุพุทธประวัติ หลักสูตรใช้หนังสืออนุพุทธประวัติและ พุทธานุพุทธประวัติ อันกล่าวเฉพาะประวัติพระสาวก สังคีติกถา ปฐมสมโพธิกา พระนพิ นธ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุสสฺ เทว) ศาสนพธิ ี เลม่ ๒ ขององคก์ รศึกษา ๔.วิชาวนิ ยั แก้ปญั หาวินัยให้พสิ ดารออกไป หลกั สูตรใช้หนงั สอื วินยั มขุ เล่ม ๒ นักธรรมชั้นเอก หลักสูตรการศึกษาหรือหนังสือแบบเรียนที่ประกาศใช้ใน ปัจจบุ ันมีดงั น๑ี้ ๒๗ ๑. วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม หลักสูตรใช้หนังสือพุทธศาสนสภุ าษิต เล่ม ๓ ให้นักเรียนแต่งอธิบายทำนองเทศนาโวหาร อ้างสุภาษิตอืน่ มาประกอบด้วย ๓ สุภาษิต บอกชื่อคัมภีร์ที่มาแห่งสุภาษิตนั้นด้วย ห้ามอ้างสุภาษิตซ้ำกัน แต่จะซ้ำในคัมภีร์ได้ สุภาษิตที่อ้างมานั้นต้องเรียงเชื่อมด้วยให้ติดต่อสมเรื่องกับกระทู้ที่ตั้ง ชั้นนี้กำหนดให้ เขยี นลงในใบตอบ ตง้ั แต่ ๔ หนา้ (เว้นบรรทดั ) ขึน้ ไป ๒. วิชาธรรม แก้ปัญหาธรรมโดยปรมัตถเทศนา หลักสูตรใช้หนังสือธรรม วิจารณ์ส่วนประมัตถปฏิปทาและสังสารวฏั สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน มหาสติ ปฏั ฐาน คริ ิมานนทสตู ร ๓. วิชาพุทธ แก้ปัญหาพุทธานุพุทธประวัติ หลักสูตรใช้หนังสือพุทธประวัติ อนุพุทธประวัติ เล่ม ๑-๒-๓ ปฐมสมโพธิ พระนิพนธ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว) พุทธานุพุทธประวัติ อนุพุทธประวัติ พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จพระมหา สมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส ๔. วิชาวินัย แก้ปัญหาวินัยมีสังฆกรรมเป็นต้น หลักสูตรใช้หนังสือวนิ ัยมุขเลม่ ๒ พระราชบัญญตั คิ ณะสงฆ์ ๖.๓ วิธดี ำเนินการจดั สอบธรรมสนามหลวง ๑. กองธรรมสนามหลวงแต่งตั้งคณะกรรมการออกข้อสอบนักธรรม/ธรรม ศึกษา ๒. กองธรรมสนามหลวงจัดพิมพ์ขอ้ สอบ ๑๒๗สนามหลวงแผนกธรรม, เรื่องสอบธรรม, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๕๒), หนา้ ๖.
พระเมธีีวััชรประชาทร 89 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๘๙ ๓. เจ้าคณะภาคแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นผู้รับและนำข้อสอบนักธรรม/ธรรม ศึกษาจากสว่ นกลางไปยังสนามสอบธรรมสนามหลวงในส่วนภูมภิ าค ๔. เจ้าคณะภาคจัดสง่ ใบคำตอบของนักเรียนที่สอบนักธรรมช้นั โท/ธรรมศึกษา ช้นั โทและนกั ธรรมช้นั เอก/ธรรมศกึ ษาชั้นเอก ไปยงั กองธรรมสนามหลวง ๕. กองธรรมสนามหลวง แต่งตั้งพระภิกษุผู้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง และนิมนต์กรรมการไปประชุม ตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวงพร้อมกัน ณ สถานที่ซึ่งแม่กองธรรมสนามหลวงกำหนด การตรวจข้อสอบในปจั จบุ ันใช้เวลาอย่างน้อย ๕ วัน ๖. สำหรับนักธรรมชั้นตรี/ธรรมศึกษาชั้นตรี จัดตรวจข้อสอบนักธรรม/ธรรม ศึกษาในส่วนภูมิภาคในเขตปกครองคณะสงฆ์หนนั้น ๆ โดยเจ้าคณะจังหวัดต่าง ๆ แต่งตั้งพระภิกษุผู้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมเป็นกรรมการตรวจข้อสอบ โดยนิมนต์ กรรมการไปประชมุ ตรวจขอ้ สอบพรอ้ มกัน ณ สถานทซี่ ึ่งคณะสงฆ์กำหนดโดยการกำกับ ดูแลของเจ้าคณะภาคในเขตการปกครองคณะสงฆน์ น้ั ๆ การตรวจขอ้ สอบในปัจจุบันใช้ เวลาอย่างน้อย ๕ วัน และเจ้าคณะภาคต่าง ๆ แจ้งผลการสอบนักธรรมชั้นตรี/ธรรม ศึกษาชั้นตรีไปยังกองธรรมสนามหลวง เพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญแสดงวุฒิ การศกึ ษาตอ่ ไป ๖.๔ การวดั ผลและประเมินผล แม่กองธรรมสนามหลวงกำหนดให้มีการวัดผลและประเมินผลการศึกษาพระ ปริยัติธรรมแผนกธรรม ที่เรียกว่าสอบธรรมสนามหลวง โดยเริ่มออกข้อสอบการให้นำ ข้อสอบไปเปดิ สอบ ณ สนามสอบทว่ั ประเทศ กำกบั การจดั สอบและควบคุมการสอบให้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตรวจข้อสอบ ประกาศผลสอบและออกหนังสือสำคัญอัน เป็นหลกั ฐานแสดงวฒุ กิ ารศกึ ษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆท์ เ่ี รยี กว่าประกาศนียบัตร ใหแ้ กผ่ สู้ อบผา่ นในแตล่ ะชน้ั ประโยค ปจั จุบนั กำหนดสอบธรรมสนามหลวง เปน็ ๒ ช่วง คอื ชว่ งท่ี ๑ ก่อนออกพรรษา ๑ สัปดาห์ สอบเฉพาะนักธรรมช้ันตรี และช่วงท่ี ๒ หลัก ออกพรรษา ๑ เดือน สอบนกั ธรรมชน้ั โท เอก และธรรมศึกษา หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา กองธรรมสนามหลวงกำหนดหนังสือสำคัญอัน เป็นหลักฐานแสดงวุฒกิ ารศึกษาพระปริยตั ิธรรมแผนกธรรม สำหรับมอบใหแ้ ก่ผู้สอบไล่ ไดน้ กั ธรรมและธรรมศึกษาในชั้นน้ัน ๆ เรยี นกว่าประกาศนยี บัตร ซ่ึงออกให้โดยแม่กอง
90 SกaาnรจgัดัhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. ๙๐ ธรรมสนามหลวงและผอู้ ำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ (มีลายมอื ของแม่กอง ธรรมสนามหลวง และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประทับไว้เป็น สำคัญ) สรุปได้ว่า สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม หมายถึงการศึกษา ข้ันพนื้ ฐานทสี่ ำคญั ของพระภิกษสุ ามเณร ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนท่ัวไป การศึกษาพระ ปริยัติธรรมหรือการศึกษาพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยแต่โบราณ การศึกษาพระ ปริยัติธรรม เป็นการศึกษาพระธรรมวินัยในภาคภาษาไทย เพื่อเรียนรู้พระพุทธศาสนา สำหรับพระภิกษุสามเณร ผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระ ธรรมวินัยได้สะดวกและทั่วถึงอันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่สัมมาปฏิบัติ เน้นการพัฒนา ศาสนทายาทให้มีความรู้และคุณภาพ สามารดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้ด้วยดีทั้งถือวา่ เป็นกิจการของคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศ ไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แบ่งการจัดการเรียนการสอนออกเป็น ๓ ชั้น คอื นักธรรมช้นั ตรี นักธรรมช้นั โท และนักธรรมช้นั เอกเป็นต้น ๖.๕ โครงสรา้ งการพฒั นาการศึกษาพระปริยัตธิ รรม โรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม มีสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงเป็นผูร้ ับผิดชอบ การจัดการศึกษาคณะสงฆ์ไทยคู่กับสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงเป็นหน่วยงาน ภายใตก้ ารดูแลของมหาเถรสมาคม อยู่ในความอุปถมั ภข์ องรัฐบาล มหี นา้ ท่ีหลกั ในการ ดูแลรับผิดชอบการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และกำหนดเปลี่ยนแปลงการใช้ หลักสูตรของสนามหลวงแผนกธรรม รวมทั้งการจัดสอบประเมินผลการศึกษา มีสำนักงานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติเป็นผสู้ นับสนนุ สำหรับภารกิจสำคัญของผู้บริหารจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรมคือการ สร้างประสิทธิภาพในการจัดระบบการศึกษาให้มีความเหมาะสม เช่น ปัจจัยนำเข้าไป บริหารจัดการ กระบวนการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือมีทักษะและ ประสบการณ์จริง สะดวกง่ายที่ผู้ปฏิบัติตามทำได้ดี ประหยัดงบประมาณ ตรงเวลา คมุ้ คา่ เมอ่ื พจิ ารณาภารกจิ ดังกล่าว ผู้บริหารจัดการศึกษาพระปริยตั ิธรรมจะต้องปฏิบัติ หน้าที่ตามบทบาทของตนให้สมบูรณ์ซึ่งเรียกว่า หน้าที่งานบริหารที่เป็นมาตรฐาน
พระเมธีวี ัชั รประชาทร 91 (ประยูรู นนฺทฺ ิโิ ย) พธ.บ.,น.บ.,พธ.ม., พธ.ด. ๙๑ การศกึ ษา ๕ ประการ ประกอบด้วย๑๒๘ การวางแผน การจดั องค์การ การบริหารบคุ คล การอำนวยการ และการควบคุม มรี ายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้ การพัฒนาการศึกษาพระปริยตั ิธรรม ผ้บู ริหาร/พระสังฆาธิการ การวางแผน (Planning) งบประมาณ/ตัวเลข คร/ู อาจารย์ การจัดองคก์ าร (Organizing) กจิ กรรม/ระยะเวลา เจา้ หนา้ ท่/ี ลกู จ้าง การบรหิ ารบุคคล (Staffing) การสอบ/ประเมนิ ผล นกั เรยี น/ภกิ ษ/ุ สามเณร การอำนวยการ (Directing) การควบคมุ (Controlling) ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั (Feedback) แผนภาพที่ ๒.๘ โครงสร้างการพฒั นาการศึกษาพระปรยิ ัติธรรม จากแผนภาพที่ ๒.๘ โครงสร้างการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม คือ ผู้บริหารจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต้องปฏิบัติหน้าที่บริหาร ๕ ประการคือ การ วางแผน การจัดองค์การ การบริหารบุคคล การอำนวยการ การควบคุม มีรายละเอียด ดงั ต่อไปนี้ ๑. การวางแผน (Planning) หมายถึงการกำหนดทิศทางองค์กรพร้อมกับ เป้าหมายและแผนงานการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานธุรกิจหรือหน่วยงาน ราชการ สิ่งที่ผู้บริหารทุกคนจะต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการ ๑๒๘ศิริวรรณ เสรีรัตน์, ทฤษฎีองค์การ : ฉบับมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร, ๒๕๕๓), หนา้ ๔๗.
92๙๒ SกaาnรจgััดhกaาEรdกuาcรaศึtึกioษnาaคlณMะaสnงฆa์g์ ement. เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอันเกิดจากเหตุทั้งภายในและภายนอกองค์การก็ได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะเป็นไปอย่างรวดเร็วหรือค่อยเป็นค่อยไปอย่างเชื่องช้า จน เกือบจะไม่รู้ตวั เลยว่ามีการเปลีย่ นแปลง๑๒๙ ซึง่ อาจจะเป็นการเปล่ียนแปลงโดยทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม ล้วนมักจะก่อให้เกิดปัญหากับผู้บริหารทุกคนที่จะต้องเผชิญกับ ปัญหานั้น อันนำมาความเสี่ยงและความไม่แน่นอนให้กับองค์การ ดังนั้นจึงมีความ จำเป็นจะต้องมีการวางแผนการดำเนินงานไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงอันอาจจะเกิดขึ้นได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมามกั ปรากฏอยู่เสมอวา่ การบริหารล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากผู้บริหารนั้นมิได้การตระหนักถึงความส ำคัญของ การวางแผน โดยมองข้ามสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มักจะจำตัวเอง โดยคำนึงถึงแต่ ปัญหาเฉพาะหน้าวันต่อวันเท่านั้น ไม่มองภาพรวมของปัญหาทั้งหมดที่จะเกิดข้ึน ตรงกันข้ามผู้บริหารที่จะได้รับความสำเร็จในการบริหารนั้นมักจะเป็นผู้บริหารท่ี สามารถมองเห็นถงึ ปัญหานั้นแล้ว ก็ยงั ทำการวางแผนการปฏิบัตงิ านในอนาคตเป็นการ ล่วงหน้า เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาโดยไม่รอคอยความหวังที่เลื่อนลอยอย่าง เดียว แผนเป็นดุจสะพานที่ทอดเชื่อมโยงระหว่างจุดสองจุดเป็นสะพานเชื่อมช่องว่าง จากปัจจุบันไปสู่อนาคตตามที่ต้องการ ทำให้เกิดขึ้นผลตามที่ต้องการ ถึงแม้ว่า เหตุการณใ์ นอนาคตเป็นสงิ่ ท่ียากต่อการคาดหมายแต่กด็ ีกว่าที่เราจะปล่อยให้เกิดขึ้นไป ตามยถากรรม โดยไม่มีแผนงานหรือข่ายของการทำงานที่จะสามารถทำนายถึงอนาคต ขององค์การ พุทธวิธีการวางแผนเกิดขึ้น เมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาในพระพุทธศาสนา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๒ เดือน เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงปฐม เทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ในวันอาสาฬหบูชา ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็น ธรรมแล้วขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงประทาน การอุปสมบทแก่ท่านอัญญาโกณฑัญญะว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดี แล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด๑๓๐ พุทธวิธีการ ๑๒๙วิเชียร วิทยอุดม, องค์การและการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร: ธนธัชการพิมพ์, ๒๕๕๐), หนา้ ๓๓. ๑๓๐ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๓๕๒/๓๗๓).
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219