เรอื่ ง - ลกั ษณะประชาธิปไตยในพระพทุ ธศาสนา - การคิดตามนยั แหง่ พระพทุ ธศาสนาและการ คิดแบบวิทยาศาสตร์ - หลกั การของพระพทุ ธศาสนากบั หลกั วิทยาศาสตร์ - พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสตรแ์ ห่งการศกึ ษา - พระพทุ ธศาสนาเนน้ ความสมั พนั ธข์ องเหตุ ปัจจยั และวิธีการแกป้ ัญหา
ลกั ษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา 1. พระพุทธศาสนามีพระธรรมวินยั เป็ นธรรมนูญหรือกฎหมายสงู สุด พระธรรม คือ คำสอนท่พี ระพุทธเจำ้ ทรงแสดง พระวินยั คือ คำส่งั อนั เป็นขอ้ ปฏิบตั ิท่พี ระพุทธเจำ้ ทรงบญั ญตั ิข้ึนเม่ือรวมกนั เรียกวำ่ พระธรรมวินัย 2. มีการกาหนดลกั ษณะของศาสนาไวเ้ รียบรอ้ ย ไมป่ ลอ่ ยใหเ้ ป็นไป ตำมยถำกรรม ลกั ษณะของพระพุทธศำสนำคือสำยกลำง ทำงสำยกลำงน้ี เป็นครรลอง ใชส้ ิทธิในกำรแสวงหำอดิเรกลำภตำมท่ที รงอนุญำตไว้ ในสมยั ตอ่ มำ เรียกแนวกลำงๆ ของพระพุทธศำสนำวำ่ วิภชั ชวำที คือศำสนำท่ีกลำ่ ว จำแนกแจกแจง ตำมควำมเป็นจริงบำงอยำ่ งกลำ่ วยืนยนั โดยสว่ นเดียวได้ บำงอยำ่ งกลำ่ วจำแนกแจกแจงเป็นกรณี ๆ ไป 3. พระพทุ ธศาสนา มีความเสมอภาคภายใตพ้ ระธรรมวินยั บุคคลท่ี เป็นวรรณะกษตั ริย์ พรำหมณ์ แพศย์ ศูทรมำแตเ่ ดิม รวมทงั้ คนวรรณะต่ำ กวำ่ นนั้ เม่ือเขำ้ มำอปุ สมบทในพระพุทธศำสนำอยำ่ งถูกตอ้ งแลว้ มีควำมเทำ่ เทยี มกนั คือปฏิบตั ิตำมสิกขำบทเทำ่ กนั และเคำรพกนั ตำมลำดบั อำวโุ ส คือ ผูอ้ ุปสมบทภำยหลงั เคำรพผูอ้ ปุ สมบทกอ่ น 4. พระภิกษุในพระพุทธศาสนา มีสิทธิ เสรีภาพภายใตพ้ ระธรรมวินยั เชน่ ในฐำนะภิกษุเจำ้ ถ่ิน จะมีสิทธิไดร้ ับของแจกกอ่ นภิกษุอำคนั ตุกะ ภิกษุท่ี จำพรรษำอยดู่ ว้ ยกนั มีสิทธิไดร้ ับของแจกตำมลำดบั พรรษำ มีสิทธิรับกฐิน
และไดร้ ับอำนิสงสก์ ฐินในกำรแสวงหำจีวรตลอด 4 เดือนฤดูหนำวเทำ่ เทียม กนั นอกจำกนั้นยงั มีเสรีภำพท่จี ะเดินทำงไปไหนมำไหนได้ จะอยจู่ ำพรรษำ วดั ใดก็ไดเ้ ลือกปฏิบตั ิกรรมฐำนขอ้ ใด ถือธุดงควตั รขอ้ ใดก็ไดท้ งั้ ส้ิน 5. มีการแบ่งอานาจ พระเถระผูใ้ หญ่ทาหนา้ ท่ีบริหารปกครอง หมู่ คณะ กำรบญั ญตั ิพระวินัย พระพุทธเจำ้ ทรงบญั ญตั ิเอง เชน่ มีภิกษุผูท้ ำผิดมำ สอบสวนแลว้ จึงทรงบญั ญตั ิพระวินยั สว่ นกำรตดั สินคดีตำมพระวินัยทรง บญั ญตั ิแลว้ เป็นหนำ้ ท่ีของพระวินยั ธรรมซ่ึงเทำ่ กบั 6. พระพทุ ธศาสนามีหลกั เสียงขา้ งมาก คือ ใชเ้ สียงขำ้ งมำก เป็นเกณฑ์ ตดั สิน เรียกวำ่ วิธีเยภุยยสิกำ กำรตดั สินโดยใชเ้ สียงขำ้ งมำก ฝ่ำยใดไดร้ บั เสียงขำ้ งมำกสนบั สนุน ฝ่ำยนั้นเป็นฝ่ำยชนะคดี
การคิดตามนยั แห่งพระพทุ ธศาสนา และการคิดแบบวิทยาศาสตร์ 1. ขนั้ กาหนดรทู้ กุ ข์ กำรกำหนดรูท้ ุกขห์ รือกำรกำหนดปญั หำวำ่ คืออะไร มีขอบเขตของปัญหำแคไ่ หน หนำ้ ท่ีท่คี วรทำในขนั้ แรกคือใหเ้ ผชิญหนำ้ กบั ปัญหำ แลว้ กำหนดรูส้ ภำพและขอบเขตของปัญหำนั้นใหไ้ ด้ ขอ้ สำคญั คือ อยำ่ หลบปญั หำหรือคิดวำ่ ปญั หำจะหมดไปเองโดยท่เี รำไมต่ อ้ งทำอะไร ในธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร มีตวั อยำ่ งกำรกำหนดรูท้ ุกขต์ ำมแนวทำงของพุทธ พจนท์ ่ีวำ่ “เกิดเป็นทกุ ข์ แกเ่ ป็นทกุ ข์ ตำยเป็นทกุ ข…์ ปรำรถนำส่ิงใดไมไ่ ดส้ ่ิง นั้นเป็ นทุกข”์ 2. ขนั้ สืบสาวสมทุ ยั ไดแ้ กเ่ หตุของทุกขห์ รือสำเหตขุ องปัญหำ แลว้ กำจดั ใหห้ มดไป ตวั อยำ่ งสำเหตขุ องปญั หำท่ีพระพุทธเจำ้ แสดงไวค้ ือ ตณั หำ ไดแ้ ก่ กำมตณั หำ ภวตณั หำ และวิภวตณั หำ 3. ขนั้ นิโรธ ไดแ้ กค่ วำมดบั ทุกข์ หรือสภำพท่ไี รป้ ญั หำ ซ่ึงทำใหส้ ำเร็จเป็น จริงข้ึนมำ ในขนั้ น้ีตอ้ งตงั้ สมมติฐำนวำ่ สภำพไรป้ ัญหำน้ันคืออะไร เขำ้ ถึงได้ หรือไม่ โดยวิธีใด ตวั อยำ่ งเชน่ นิพพำน คือกำรดบั ทกุ ขท์ ง้ั ปวงเป็นส่ิงท่เี รำ สำมำรถบรรลุถึงไดใ้ นชำติน้ีดว้ ยกำรเจริญสติพฒั นำปญั ญำเพ่ือตดั อวิชชำ และดบั ตณั หำ
4. ขน้ั เจริญมรรค ไดแ้ ก่ ทำงดบั ทุกข์ หรือวิธีแกป้ ัญหำ ซ่ึงเรำมีหนำ้ ท่ีลง มือทำ ขนั้ น้ีอำจแบง่ ออกเป็น 3 ขน้ั ยอ่ ยคือ 4.1 มรรคขน้ั ท่ี 1 เป็นกำรแสวงหำและทดลองใชว้ ิธีกำรตำ่ ง ๆ เพ่ือคน้ หำ วิธีกำรท่เี หมำะสมท่สี ุด เชน่ พระพุทธเจำ้ ในชว่ งท่เี ป็นคฤหสั ถเ์ คยใชช้ วี ิตแบบ บำรุงบำเรอตน หมกหมุน่ ในโลกียส์ ุข แตก่ ็ทรงรูส้ ึกเบ่ือหนำ่ ย จึงออกผนวช แลว้ ไปบำเพ็ญโยคะบรรลุสมำธิขน้ั สูงสุดจำกสำนกั ของอำฬำรดำบสและ อทุ กดำบส แมใ้ นขนั้ น้ีพระองคย์ งั รูส้ ึกวำ่ ไมบ่ รรลุควำมพน้ ทุกขจ์ ึงทดลองฝึก กำรทรมำนตนดว้ ยวิธีกำรตำ่ ง ๆ 4.2 มรรคขนั้ ท่ี 2 เป็นกำรวิเครำะหผ์ ลกำรสงั เกตและทดลองท่ไี ดป้ ฏิบตั ิ มำแลว้ เลือกเฉพำะวิธีกำรท่เี หมำะสมท่ีสุด ดงั กรณีท่พี ระพุทธเจำ้ ทรง พิจำรณำเห็นวำ่ กำมสุขลั ลิกำนุโยค (กำรบำเรอตนดว้ ยกำม) และอตั ตกิลม ถำนุโยค (กำรทรมำนตนเอง) ท่ไี ดท้ ดลองมำแลว้ ไมใ่ ชว่ ิธีกำรท่ถี ูกตอ้ งเพรำะ เป็นเร่ืองสุดโตง่ เกินไป ทง้ั กำรบำเพ็ญโยคะก็ทำใหไ้ ดเ้ พียงสมำธิ ยงั ไมไ่ ด้ ปญั ญำเคร่ืองดบั ทุกข์ ดงั น้นั วิธีกำรแหง่ ปญั ญำจะสำมำรถชว่ ยใหพ้ น้ ทกุ ข์ 4.3 มรรคขนั้ ท่ี 3 เป็นกำรสรุปผลของกำรสงั เกตและทดลอง เพ่ือใหไ้ ดค้ วำม จริงเก่ยี วกบั เร่ืองน้นั ดงั กรณีท่พี ระพุทธเจำ้ ไดข้ อ้ สรุปวำ่ ทำงสำยกลำงท่ไี ม่ ตึงเกินไปหรือไมห่ ยอ่ นเกิน เป็นทำงดบั ทกุ ข์ ทำงน้ีเป็นวิถแี หง่ ปญั ญำท่ี เร่ิมตน้ ดว้ ยสมั มำทิฏฐิ (ควำมเห็นชอบ) สรุปก็คือมรรคมีองค์ 8 น่นั เอง
แนวคิดแบบวิทยำศำสตร์ เรียกอีกอยำ่ งหน่ึงวำ่ วิธีกำรทำง วิทยำศำสตร์ มีขน้ั ตอนดงั น้ี 1.กำรกำหนดปัญหำใหถ้ ูกตอ้ ง ในขน้ั น้ีนักวิทยำศำสตรก์ ำหนดขอบเขตของ ปญั หำใหช้ ดั เจนวำ่ ปัญหำอยตู่ รงไหน ปัญหำนนั้ นำ่ จะมีสำเหตมุ ำจำกอะไร 2. การตง้ั สมมติฐาน นักวิทยาศาสตรใ์ ชข้ อ้ มูลเทา่ ท่มี ีอยใู่ น ขณะนั้นเป็นฐานในการตงั้ สมมติฐานเพ่ือใชอ้ ธิบายถึงสาเหตุของปัญหาและ เสนอคาตอบหรือทางออกสาหรับปญั หา 3. การสงั เกตและการทดลอง เป็นขนั้ ตอนสาคญั ท่สี ุดของการศึกษาหา ความจริงทางวิทยาศาสตรก์ ารสงั เกตเป็นการรวบรวมขอ้ มูลมาเป็นเคร่ืองมือ สนบั สนุนทฤษฎีท่อี ธิบายปรากฏการณ์ การทดลองหลายตอ่ หลายครัง้ ชว่ ยใหค้ น้ พบหลกั การทางวิทยาศาสตร์และสรา้ งความน่าเช่ือถือใหก้ บั การ คน้ พบนั้น 4. การวิเคราะหข์ อ้ มูล ขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการสงั เกตและทดลองมี จานวน มากนักวิทยาศาสตร์ตอ้ งพิจารณาแยกแยะขอ้ มูลเหลา่ นั้นพรอ้ มจดั ระเบยี บ ขอ้ มูลเขา้ เป็นหมวดหมูแ่ ละหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มูลตา่ ง ๆ 5.กำรสรุปผล ในการสรุปผลของการศึกษาคน้ ควา้ นักวิทยาศาสตร์อาจใช้ ภาษาธรรมดาเขียนกฎหรือหลกั การทางวิทยาศาสตรอ์ อกมาบางครงั้ นกั วิทยาศาสตร์จาเป็นตอ้ งสรุปผลดว้ ยคณิตศาสตร์ ตวั อยา่ งเชน่ อลั เบิรต์
ไอสไตน์ พบความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งพลงั งานและมวลสารจึงเขียนสรุป ผลการคน้ พบทฤษฎีสมั พนั ธเ์ ป็นสมการวา่ E=MC2 หมายความวา่ พลงั งาน (E = Energy) เทา่ กบั มวลสาร(M=Mass) คูณดว้ ยความเร็ว ของแสงยกกาลงั สอง
หลกั กำรของพระพุทธศำสนำกบั หลกั วิทยำศำสตร์ 1. ในดำ้ นควำมเช่ือ (Confidence) หลกั กำรวิทยำศำสตร์ ถือหลกั วำ่ จะเช่ือ อะไรนน้ั จะตอ้ งมีกำรพิสูจนใ์ หเ้ ห็นจริงไดเ้ สียกอ่ น เช่ือในเหตผุ ล ไมเ่ ช่ือ อะไรลอย ๆ และตอ้ งมีหลกั ฐำนมำยืนยนั เช่ือกำรทดลองวำ่ ใหค้ วำมจริงแก่ เรำได้ อำศยั ปัญญำและเหตุผลเป็นตวั ตดั สินควำมจริง สอนใหม้ นุษยน์ ำเอำ หลกั ศรัทธำโยงไปหำกำรพิสูจนด์ ว้ ยประสบกำรณ์ ดว้ ยปัญญำและดว้ ยกำร ปฏิบตั ิ ดงั หลกั ของควำมเช่ือใน “กำลำมสูตร” คืออยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะใหฟ้ งั ตำมกนั มำ อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะไดเ้ รียนตำมกนั มำ อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะได้ ถือปฏิบตั ิสืบตอ่ กนั มำอยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะเสียงเลำ่ ลือ อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะ อำ้ งตำรำ อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะตรรกะหรือนึกคิดเอำเอง อยำ่ เช่ือ เพียง เพรำะอนุมำนหรือคำดคะเนเอำ อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะคิดตรองตำมแนว เหตุผล อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะตรงกบั ทฤษฎีของตนหรือควำมเห็นของ ตน อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะรูปลกั ษณะน่ำเช่ือ อยำ่ เช่ือ เพียงเพรำะทำ่ นเป็น สมณะหรือเป็นครูอำจำรยข์ องเรำ 2. ในดำ้ นควำมรู้ (Wisdom) ทง้ั หลกั กำรทำงวิทยำศำสตรแ์ ละหลกั กำรของ พระพุทธศำสนำ ยอมรบั ควำมรูท้ ่ไี ดจ้ ำกประสบกำรณ์ หมำยถึง กำรท่ตี ำ หู จมูก ล้ิน กำย ไดป้ ระสบกบั ควำมรูส้ ึกนึกคิด เชน่ รูส้ ึกดีใจ รูส้ ึกอยำกได้ เป็นตน้ วิทยำศำสตร์เร่ิมตน้ จำกประสบกำรณค์ ือ จำกกำรท่ไี ดพ้ บเห็นส่ิง ตำ่ ง ๆ แลว้ เกิดควำมอยำกรูอ้ ยำกเห็นก็แสวงหำคำอธิบำย วิทยำศำสตร์ไม่
เช่ือหรือยึดถืออะไรลว่ งหนำ้ อยำ่ งตำยตวั แตจ่ ะอำศยั กำรทดสอบดว้ ย ประสบกำรณส์ ืบสำวไปเร่ือย ๆ พระพุทธเจำ้ ก็ทรงเร่ิมคิดจำกประสบกำรณ์ คือ ประสบกำรณท์ ่ไี ดเ้ ห็นควำมเจ็บ ควำมแก่ ควำม ตำย และท่สี ำคญั ท่สี ุด คือควำมทุกข์ พระองคม์ ีพระประสงคท์ ่จี ะคน้ หำสำเหตขุ องทกุ ขใ์ นกำรคน้ หำ น้ี พระองคม์ ิไดเ้ ช่ืออะไรลว่ งหนำ้ อยำ่ งตำยตวั ไมท่ รงเช่ือวำ่ มีพระผเู้ ป็นเจำ้ หรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิใด ๆ ท่จี ะใหค้ ำตอบไดแ้ ตไ่ ดท้ รงทดลองโดยอำศยั ประสบกำรณข์ องพระองคเ์ องดงั เป็นท่ที รำบกนั ดีอยแู่ ลว้ หลกั กำรพระพุทธศำสนำและหลกั กำรทำงวิทยำศำสตร์มีสว่ นท่ตี ำ่ งกนั ใน เร่ืองน้ีคือ วิทยำศำสตร์เนน้ ควำมสนใจกบั ปญั หำท่เี กิดข้ึนจำกประสบกำรณ์ ดำ้ นประสำทสมั ผสั (ตำ หู จมูก ล้ิน กำย) สว่ นพระพุทธศำสนำเนน้ ควำม สนใจกบั ปญั หำท่เี กิดทำงจิตใจ หลกั กำรทำงพระพุทธศำสนำมีสว่ นคลำ้ ยคลึง กบั หลกั กำรทำงวิทยำศำสตรใ์ นหลำยประกำร พระพุทธเจำ้ ตรสั รูพ้ ระ สทั ธรรมเพ่ือสอนใหม้ นุษยเ์ กิดปัญญำ 2 ทำงคือ ทำงแรก สอนใหเ้ กิดควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจท่ถี ูกตอ้ งในธรรมชำติและในกฎธรรมชำติ เชน่ สอนใหร้ ูห้ ลกั อิทปั ปจั จยตำ หลกั ไตรลกั ษณ์ หลกั อริยสจั หลกั เบญจขนั ธ์ ทำงท่สี อง สอนใหเ้ กิดควำมรูค้ วำมเขำ้ ใจในคุณคำ่ ทำงจริยธรรม เพ่ือนำไปใชไ้ ปปฏิบตั ิ ใหเ้ กิดผลดีตอ่ ตนเอง ตอ่ สงั คม และตอ่ ธรรมชำติท่เี รียกวำ่ ไตรสิกขำ สอน ใหล้ ะเวน้ ควำมชว่ั สอนใหก้ ระทำควำมดี และสอนใหท้ ำจิตใจใหส้ งบ บริสุทธ์ิ อยำ่ งไรก็ตำมหลกั กำรพระพุทธศำสนำจะมีฐำนะคลำ้ ยกบั
วิทยำศำสตรบ์ ริสุทธ์ิ แตจ่ ริยศำสตร์แนวพุทธไมเ่ หมือนกบั วิทยำศำสตร์ ประยกุ ต์ ดงั ทำ่ นพระธรรมปิฎก แสดงควำม เห็นไวใ้ นกำรบรรยำยเร่ือง พระพุทธศำสนำในฐำนะรำกฐำนของวิทยำศำสตร์ตอนหน่ึงวำ่ “วิทยำศำสตร์ นำเอำควำมรูจ้ ำกกฎธรรมชำติ โดยสอนใหม้ นุษยร์ ูจ้ กั ใชเ้ ทคโนโลยี เพ่ือ ควบคุมธรรมชำติ สว่ นปรชั ญำพุทธสอนใหม้ นุษยน์ ำสจั ธรรมมำสรำ้ ง จริยธรรมเพ่ือดำเนินชีวิตใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชำติ สอนใหม้ นุษยใ์ ชป้ ญั ญำ ในกำรแกป้ ญั หำชีวิตและพฒั นำคุณภำพชีวิต” ควำมแตกตำ่ งของหลกั กำรพระพุทธศำสนำกบั หลกั กำรทำงวิทยำศำสตร์ 1. มุง่ เขำ้ ใจปรำกฎกำรณท์ ำงธรรมชำติ หลกั กำรทำงวิทยำศำสตร์มุง่ เขำ้ ใจ ปรำกฏกำรณต์ ำ่ ง ๆ ท่เี กิดข้ึน ตอ้ งกำรรูว้ ำ่ อะไรเป็นสำเหตุ อะไรเป็นผลท่ี ตำมมำ หลกั กำรพระพุทธศำสนำก็มุง่ เขำ้ ใจปรำกฏกำรณต์ ำ่ ง ๆ เชน่ เดียวกนั แตต่ ำ่ งตรงท่ี พระพุทธศำสนำเนน้ เป็นพิเศษเก่ยี วกบั วิถีชีวิตของ มนุษยม์ ำกกวำ่ กฎเก่ียวกบั ส่ิงท่ีไรช้ ีวิต จุดหมำยปลำยทำงของ พระพุทธศำสนำคือ สอนใหค้ นเป็นคนดีข้นึ พฒั นำข้ึน สมบูรณข์ ้ึน 2. ตอ้ งกำรเรียนรูก้ ฎธรรมชำติ หลกั กำรทำงวิทยำศำสตร์ตอ้ งกำรเรียนรูก้ ฎ ธรรมชำติและหำทำงควบคุมธรรมชำติ พูดอีกอยำ่ งหน่ึงก็คือ วิทยำศำสตร์ เนน้ กำรควบคุมธรรมชำติภำยนอกมุง่ แกป้ ัญหำภำยนอกวิทยำศำสตร์ถือวำ่ กำรพิสูจนท์ ดลองทำงวิทยำศำสตร์เป็นส่ิงท่ีนำมำแสดงใหส้ ำธำรณชน ประจกั ษช์ ดั เป็นหลกั ฐำนยืนยนั ในส่ิงท่ีคน้ พบนั้นได้ จึงจะเป็นกำรยอมรบั ใน
วงกำรวิทยำศำสตร์ หลกั กำรพระพุทธศำสนำเป็นกำรทดสอบควำมรูส้ ึกทุกข์ หรือไมเ่ ป็นทกุ ข์ ซ่ึงเป็นส่ิงท่ปี ระจกั ษ์ชดั ในจิตใจเฉพำะตน ไมส่ ำมำรถตีแผ่ ใหส้ ำธำรณชนประจกั ษด์ ว้ ยสำยตำ แตพ่ ิสูจน์ทดลองไดด้ ว้ ยควำมรูส้ ึกใน จิตใจ และหลกั กำรพระพุทธศำสนำไมไ่ ดเ้ นน้ ในเร่ืองใหส้ ำธำรณชนยอมรับ หรือไมย่ อมรับ มุง่ ใหศ้ ึกษำเขำ้ ไปในจิตใจตนเอง แตม่ ุง่ แสวงหำควำมจริง จำกทง้ั ภำยนอกและภำยในตวั มนุษยอ์ นั เป็นเหตุท่ที ำใหเ้ กิดปญั หำ ทำงดำ้ น จิตวิญญำณอนั เป็นผลกระทบตอ่ กำรดำรงชีวิตและตอ่ คุณภำพชวี ิต ควำมสำมำรถท่คี วบคุมธรรมชำติได้ ไมอ่ ำจทำใหค้ วำมสงบสุขเกิดข้ึนในโลก มนุษย์ มนุษยต์ อ้ งรูจ้ กั ควบคุมตนเอง ใหม้ ีจิตใจดีงำมดว้ ย สนั ติสุขท่แี ทจ้ ริง จึงจะเกิดข้ึนได้ และสอนมนุษยด์ ำรงชวี ิตใหส้ อดคลอ้ งกลมกลืนกบั ธรรมชำติส่ิงแวดลอ้ ม 3. ยอมรับโลกแหง่ สสำร (Matter) สสำร หมำยถึง ธรรมชำติและสรรพส่ิง ทง้ั หลำยท่ีมีอยจู่ ริง รวมทง้ั ปรำกฏกำรณแ์ ละควำมเป็นจริงตำมภำวะวิสยั (ObjectiveReality) ดว้ ย ซ่ึงสรรพส่ิงเหลำ่ น้ีมีอยตู่ ำ่ งหำกจำกตวั เรำ เป็น อิสระจำกตวั เรำ และเป็นส่ิงท่ีสะทอ้ นข้ึนในจิตสำนึกของคนเรำเม่ือไดส้ มั ผสั มนั อนั ทำใหไ้ ดร้ บั รูถ้ ึงควำมมีอยขู่ องส่ิงน้ัน ๆ กลำ่ วโดยทว่ั ไปแลว้ สสำรมี คุณลกั ษณะ 3 ประกำรคือ 1) เคล่ือนไหว (Moving) อยเู่ สมอ 2) เปล่ียนแปลง (Changing) อยเู่ สมอ 3) กำรเคล่ือนไหวและกำร เปล่ียนแปลง ดงั กลำ่ วนั้น มิใชเ่ ป็นกำรเคล่ือนไหวเปล่ียน แปลงอยำ่ งสง่ เดช
แตห่ ำกเป็นกำรเคล่ือนไหวเปล่ียนแปลงอยำ่ งมีกฎเกณฑท์ ่เี รียกกนั วำ่ กฎ แหง่ ธรรมชำติ (Laws of Natires)วิทยำศำสตร์ยอมรบั โลกแหง่ สสำรซ่ึง เทียบไดก้ บั “รูปธรรม” ในควำมหมำยของพระพุทธศำสนำ อนั หมำยถึงส่ิงท่ีมี อยจู่ ริงทำงภำววิสยั ท่อี วยั วะสมั ผสั ของมนุษยส์ มั ผสั ได้ วิทยำศำสตรม์ ุง่ ศึกษำดำ้ นสสำรและพลงั งำน ยอมรบั โลกแหง่ สสำร ท่รี บั รูด้ ว้ ยประสำท สมั ผสั ทงั้ 5 วำ่ มีจริง โลกท่อี ยพู่ น้ จำกนนั้ วิทยำศำสตรไ์ มย่ อมรับ สว่ น แนวคิดทำงพระพุทธศำสนำน้ี ช้วี ำ่ สจั ธรรมสูงสุด (นิพพำน) ซ่ึงเป็นสภำวะท่ี ประสำทสมั ผสั ของมนุษยป์ ุถุชนท่เี ต็มไปดว้ ยกิเลส ตณั หำ ไมส่ ำมำรถรับรู้ ได้ พระพุทธศำสนำแบง่ ส่ิงท่ีมีอยจู่ ริงของสองพวกใหญ่ ๆ คือ “สงั ขตธรรม” (ส่ิงท่ีปัจจยั ปรุงแตง่ ) ไดแ้ ก่ สสำรและ “อสงั ขตธรรม” (ส่ิงท่ีปจั จยั มิไดป้ รุง แตง่ ) คือ นิพพำน วิทยำศำสตรย์ อมรบั วำ่ สงั ขตธรรมมีจริง แตอ่ สงั ขตธรรม อยเู่ หนือกำรรบั รูข้ องวิทยำศำสตร์ สจั ธรรมในพระพุทธศำสนำนัน้ มีทงั้ ท่ี สำมำรถแสดงใหเ้ ห็นประจกั ษ์เป็นสำธำรณะไดแ้ ละไมส่ ำมำรถแสดงให้ ประจกั ษ์เป็นสำธำรณะได้ แตแ่ สดงโดยกำรประจกั ษใ์ นตนเองได้ (หมำยถึง มีทง้ั ท่ีสำมำรถรับรูด้ ว้ ยประสำทสมั ผสั และรบั รูด้ ว้ ยใจ) ควำมจริงระดบั ตน้ ๆ และระดบั กลำง ๆ ใคร ๆ ก็อำจเขำ้ ใจและเห็นจริงได้ เชน่ คนโลภมำก ๆ อิจฉำมำก ๆ ไมม่ ีควำมสงบสุขแหง่ จิตใจอยำ่ งไรบำ้ ง คนท่มี ีเมตตำ ไม่ ปรำรถนำรำ้ ยตอ่ ใคร ๆ มีควำมสุข ไมม่ ีเวร ไมม่ ีภยั อยำ่ งไรบำ้ ง ควำมจริง เหลำ่ น้ี ลว้ นสำมำรถแสดงใหป้ ระจกั ษไ์ ด้ ช้ใี หด้ ตู วั อยำ่ งได้ แตป่ รมตั ถธรรม
อนั สูงสุดนั้นผูท้ ่ไี ดพ้ บแลว้ ยำกจะอธิบำยใหค้ นอ่ืนเขำ้ ใจได้ เป็นสภำวะท่ีผูร้ ู้ เอง เห็นเอง จะพึงประจกั ษเ์ ฉพำะตวั 4. มุง่ ควำมจริงมำตีแผ่ วิทยำศำสตร์นัน้ แสวงหำควำมรูจ้ ำกธรรมชำติและ จำกกฎธรรมชำติท่มี ีอยภู่ ำยนอกตวั มนุษย์ (มุง่ เนน้ ทำงวตั ถุหรือสสำร) ไมไ่ ด้ สนใจเร่ืองศีลธรรม เร่ืองควำมดีควำมชว่ั สนใจเพียงคน้ ควำ้ เอำควำมจริง มำตีแผใ่ หป้ ระจกั ษเ์ พียงดำ้ นเดียว กำรคน้ พบทำงวิทยำศำสตรจ์ ึงมีทงั้ คุณ อนนั ตแ์ ละมีโทษมหนั ต์ กระบวนกำรผลิตทำงวิทยำศำสตร์กอ่ ใหเ้ กิด ผลกระทบตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม คำสอนทำงพระพุทธศำสนำนน้ั เนน้ เร่ืองศีลธรรม ควำมดีควำมชว่ั มุง่ ใหม้ นุษยม์ ีควำมสุข เป็นลำดบั ข้ึนไปเร่ือย ๆ จนถึงควำม สงบสุข อนั สูงสุดคือนิพพำน ฉะนน้ั กระบวนกำรปฏิบตั ิธรรมในพุทธศำสนำ จึงสง่ เสริมใหม้ นุษยอ์ นุรักษ์ธรรมชำติ อนุรกั ษส์ ่ิงแวดลอ้ ม
พระพทุ ธศาสนาเป็ นศาสตรแ์ ห่งการศึกษา ในกำรศึกษำหรือกำรพฒั นำตำมหลกั พระพุทธศำสนำนั้นพระพุทธเจำ้ สอนใหค้ นไดพ้ ฒั นำอยู่ 4 ดำ้ น คือ ดำ้ นร่ำงกำย ดำ้ นศีล ดำ้ นจิตใจ และ ดำ้ นสติปญั ญำ โดยมีจุดมุง่ หมำยใหม้ นุษยเ์ ป็นทงั้ คนดีและคนเกง่ มิใชเ่ ป็น คนดีแตโ่ ง่ หรือเป็นคนเกง่ แตโ่ กง กำรจะสอนใหม้ นุษยเ์ ป็นคนดีและคนเกง่ น้นั จะตอ้ งมีหลกั ในกำรศึกษำท่ถี ูกตอ้ งเหมำะสม ซ่ึงในกำรพฒั นำมนุษยน์ ้ัน พระพุทธศำสนำมุง่ สรำ้ งมนุษยใ์ หเ้ ป็นคนดีกอ่ น แลว้ จึงคอ่ ยสรำ้ งควำมเกง่ ที หลงั ลำดบั ขน้ั ตอนกำรศึกษำเร่ิมจำก สีลสิกขำ ตอ่ ดว้ ยจิตตสิกขำและ ขนั้ ตอนสุดทำ้ ยคือ ปญั ญำสิกขำ ซ่ึงขน้ั ตอนกำรศึกษำทงั้ 3 น้ี รวมเรียกวำ่ \"ไตรสิกขำ\" ซ่ึงมีควำมหมำยดงั น้ี 1. สีลสิกขำ กำรฝึกศึกษำในดำ้ นควำมประพฤติทำงกำย วำจำ และอำชพี ใหม้ ีชีวิตสุจริตและเก้ือกลู (Training in Higher Morality) 2. จิตตสิกขำ กำรฝึกศึกษำดำ้ นสมำธิ หรือพฒั นำจิตใจใหเ้ จริญไดท้ ่ี (Training in Higher Mentality หรือ Concentration) 3. ปัญญำสิกขำ กำรฝึกศึกษำในปัญญำสูงข้ึนไป ใหร้ ูค้ ิดเขำ้ ใจมองเห็นตำม เป็นจริง (Training in Higher Wisdom)
นอกจำกน้ียงั มีวิธีกำรเรียนรูต้ ำมหลกั โดยทว่ั ไป ซ่ึงพระพุทธเจำ้ พระพุทธเจำ้ ตรัสไว้ 5 ประกำร คือ 1. กำรฟงั หมำยถึงกำรตงั้ ใจศึกษำเลำ่ เรียนในหอ้ งเรียน 2. กำรจำได้ หมำยถึงกำรใชว้ ิธีกำรตำ่ ง ๆ เพ่ือใหจ้ ำได้ 3. กำรสำธยำย หมำยถึงกำรทอ่ ง กำรทบทวนควำมจำบอ่ ย ๆ 4. กำรเพง่ พินิจดว้ ยใจ หมำยถึงกำรตงั้ ใจจินตนำกำรถึงควำมรูน้ น้ั ไวเ้ สมอ 5. กำรแทงทะลดุ ว้ ยควำมเห็น หมำยถึงกำรเขำ้ ถึงควำมรูอ้ ยำ่ งถูกตอ้ ง เป็น ควำมรูอ้ ยำ่ งแทจ้ ริง ไมใ่ ชต่ ิดอยแู่ ตเ่ พียงควำมจำเทำ่ น้นั แตเ่ ป็นควำมรู้ ควำมจำท่สี ำมำรถนำมำประพฤติปฏิบตั ิได้
พระพทุ ธศาสนาเนน้ ความสมั พนั ธข์ อง เหตุปัจจยั และวิธีการแกป้ ัญหา หลกั ของเหตปุ จั จยั หรือหลกั ควำมเป็นเหตุเป็นผล ซ่ึงเป็นหลกั ของ เหตุปจั จยั ท่อี ิงอำศยั ซ่ึงกนั และกนั ท่เี รียกวำ่ \"กฎปฏิจจสมุปบำท\" คำวำ่ \"เหตปุ จั จยั \" พุทธศำสนำถือวำ่ ส่ิงท่ีทำใหผ้ ลเกิดข้ึนไมใ่ ชเ่ หตอุ ยำ่ งเดียว ตอ้ ง มีปัจจยั ตำ่ ง ๆ ดว้ ยเม่ือมีปัจจยั หลำยปจั จยั ผลก็เกิดข้ึน ควำมสมั พนั ธข์ องเหตุปจั จยั หรือหลกั ปฏิจจสมุปบำท แสดงใหเ้ ห็น อำกำรของส่ิงทงั้ หลำยสมั พนั ธเ์ น่ืองอำศยั เป็นเหตุปัจจยั ตอ่ กนั อยำ่ งเป็น กระแส ในภำวะท่เี ป็นกระแสน้ี ขยำยควำมหมำยออกไปใหเ้ ห็นแงต่ ำ่ ง ๆ ได้ คือ - ส่ิงทง้ั หลำยมีควำมสมั พนั ธต์ อ่ เน่ืองอำศยั เป็นปัจจยั แกก่ นั - ส่ิงทงั้ หลำยมีอยโู่ ดยควำมสมั พนั ธก์ นั - ส่ิงทง้ั หลำยมีอยดู่ ว้ ยอำศยั ปจั จยั - ส่ิงทง้ั หลำยไมม่ ีควำมคงท่ีอยอู่ ยำ่ งเดิมแมแ้ ตข่ ณะเดียว (มีกำรเปล่ียนแปลง อยตู่ ลอดเวลำ ไมอ่ ยนู่ ่ิง) - ส่ิงทงั้ หลำยไมม่ ีอยโู่ ดยตวั ของมนั เอง คือ ไมม่ ีตวั ตนท่ีแทจ้ ริงของมนั - ส่ิงทงั้ หลำยไมม่ ีมูลกำรณ์ หรือตน้ กำเนิดเดิมสุด แตม่ ีควำมสมั พนั ธแ์ บบวฏั จกั ร หมุนวนจนไมท่ รำบวำ่ อะไรเป็นตน้ กำเนิดท่แี ทจ้ ริง
หลกั คำสอนของพระพุทธศำสนำของพระพุทธศำสนำท่เี นน้ ควำมสมั พนั ธข์ องเหตุปจั จยั มีมำกมำย ในท่นี ้ีจะกลำ่ วถึงหลกั คำ สอน 2 เร่ือง คือ ปฏิจจสมุปบำท และอริยสจั 4 ปฏิจจสมุปบาท คือ กำรท่สี ่ิงทงั้ หลำยอำศยั ซ่ึงกนั และกนั เกิดข้ึน เป็นกฎ ธรรมชำติท่พี ระพุทธเจำ้ ทรงคน้ พบ กำรท่พี ระพุทธเจำ้ ทรงคน้ พบกฎน้ีน่ีเอง พระองคจ์ ึงไดช้ ่ือวำ่ พระสมั มำสมั พุทธเจำ้ กฏปฏิจจสมุปบำท เรียกอกี อยำ่ ง หน่ึงวำ่ กฏอิทปั ปจั จยตำ ซ่ึงก็คือ กฏแหง่ ควำมเป็นเหตุเป็นผลของกนั และ กนั น่นั เอง กฏปฏิจจสมุปบำท คือ กฏแหง่ เหตุผลท่วี ำ่ ถำ้ ส่ิงน้ีมี ส่ิงนนั้ ก็มี ถำ้ ส่ิงน้ีดบั ส่ิงนนั้ ก็ดบั ปฏิจจสมุปบำทมีองคป์ ระกอบ 12 ประกำร คือ 1) อวิชชำ คือ ควำมไมร่ ูจ้ ริงของชวี ิต ไมร่ ูแ้ จง้ ในอริยสจั 4 ไมร่ ูเ้ ทำ่ ทนั ตำม สภำพท่เี ป็นจริง 2) สงั ขำร คือ ควำมคิดปรุงแตง่ หรือเจตนำทงั้ ท่ีเป็นกุศลและอกุศล 3) วิญญำณ คือควำมรับรูต้ อ่ อำรมณต์ ำ่ งๆ เชน่ เห็น ไดย้ ิน ไดก้ ล่ิน รูร้ ส รู้ สมั ผสั 4) นำมรูป คือ ควำมมีอยใู่ นรูปธรรมและนำมธรรม ไดแ้ ก่ กำยกบั จิต 5) สฬำยตนะ คือ ตำ หู จมูก ล้ิน กำย และใจ 6) ผสั สะ คือ กำรถูกตอ้ งสมั ผสั หรือกำรกระทบ 7) เวทนำ คือ ควำมรูส้ ึกวำ่ เป็นสุข ทุกข์ หรืออเุ บกขำ
8) ตณั หำ คือ ควำมทะเยอทะยำนอยำกหรือควำมตอ้ งกำรในส่ิงท่ีอำนวย ควำมสุขเวทนำ และควำมด้ินรนหลีกหนีในส่ิงท่ีกอ่ ทกุ ขเวทนำ 9) อปุ ำทำน คือ ควำมยึดมน่ั ถือมน่ั ในตวั ตน 10) ภพ คือ พฤติกรรมท่แี สดงออกเพ่ือสนองอุปำทำนนั้นๆ เพ่ือใหไ้ ดม้ ำและ ใหเ้ ป้นไปตำมควำมยึดมน่ั ถือมน่ั 11)ชำติ คือควำมเกิด ควำมตระหนักในตวั ตนตระหนักในพฤติกรรมของตน 12) ชรำ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ขะ โทมนสั อุปำยำสะ คือ ควำมแก่ ควำมตำย ควำมโศกเศรำ้ ควำมคร่ำครวญ ควำมไมส่ บำยกำย ควำมไม่ สบำยใจ และควำมคบั แคน้ ใจหรือควำมกลดั กลมุ้ ใจ อริยสจั หมำยถึง หลกั ควำมจริงอนั ประเสริฐหรือหลกั ควำมจริงท่ีทำใหผ้ ู้ เขำ้ ถึงเป็นผูป้ ระเสริฐ มี 4 ประกำร คือ 1) ทกุ ข์ หมำยถึง ควำมไมส่ บำยกำย ไมส่ บำยใจ หรือสภำพท่บี ีบคน้ั จิตใจ ใหท้ นไดย้ ำก ทกุ ขเ์ ป็นสภำวะท่จี ะตอ้ งกำหนดรู้ 2) สมุทยั (ทกุ ขสมทุ ยั ) หมำยถึง ตน้ เหตทุ ่ที ำใหเ้ กิดทุกข์ ไดแ้ ก่ ตณั หำ 3 ประกำร คือ กำมตณั หำ ภวตณั หำ และวิภวตณั หำ สมุทยั เป็นสภำวะท่ี จะตอ้ งละหรือทำใหห้ มดไป 3) นิโรธ (ทกุ นิโรธ)หมำยถึง ควำมดบั ทกุ ข์ หรือสภำวะท่ปี รำศจำกทกุ ข์ เป็นสภำวะท่ตี อ้ งทำควำมเขำ้ ใจใหแ้ จม่ แจง้
4) มรรค (ทกุ ขนิโรธคำมินีปฎิปทำ) หมำยถึง ทำงดบั ทกุ ข์ หรือขอ้ ปฏิบตั ิให้ ถึงควำมดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ มชั ฌิมำปฏิปทำ หรืออริยมรรคมีองค์ 8 ซ่ึงสรุปลง ในไตรสิกขำ คือ ศีล สมำธิ ปญั ญำ มรรคเป็นสภำวะท่ตี อ้ งลงมือปฏิบตั ิดว้ ย ตนเองจึงจะไปสูค่ วำมดบั ทุกขไ์ ด้ อริยสจั 4 น้ีถำ้ วิเครำะหก์ นั ในเชิงวิทยำกำรสมยั ใหมก่ ็คือ ศำสตรแ์ หง่ เหตผุ ล เพรำะอริยสจั 4 จดั ไดเ้ ป็น 2 คู่ แตล่ ะคูเ่ ป็นเหตเุ ป็นผลของกนั และ กนั ตำมแผนภูมิ ดงั น้ี
วิดีโอประกอบกำรเรี ยนรู ้ https://www.youtube.com/watch?v=NPP295OG-5o https://www.youtube.com/watch?v=bYwLktLDmWo (กด Ctrl+คลิกลงิ ค)์
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: