ความรู้ทว่ั ไปเกย่ี วกบั การซื้อขายสินค้า ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกบั การซ้ือขายสินคา้ ความหมายของสินคา้ การซ้ือขายสินคา้ และเอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ ง การส่งคืนและรับคืนสินคา้ ส่วนลดในราคาสินคา้ เง่ือนไขการชาระเงิน ภาษีมูลค่าเพม่ิ
ความรู้ทว่ั ไปเกย่ี วกบั การซื้อขายสินค้า กจิ การซื้อขายสินค้าเป็ นกจิ การซื้อมาขายไป โดยซื้อสินค้าสาเร็จรูปจากผู้ผลติ หรือพ่อค้าขายส่งมาเพื่อขาย วิธีการทางบัญชีของกิจการซื้อขายสินค้าจะแตกต่างจาก กจิ การให้บริการ รายได้หลกั เกดิ จากการขายสินค้า และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เกดิ จากต้นทุน ของสินค้าทข่ี าย ค่าใช้จ่ายของกิจการซื้อขายสินค้าได้แก่ ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและ การบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงาน ค่าใช้จ่ายอื่น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ค่าใช้จ่ายทาง ภาษี เม่ือถึงวันสิ้นงวดบัญชี สินค้าทย่ี ังขายไม่หมดจะปรากฏอยู่ใน บัญชีสินค้าคงเหลือ (Inventory) และแสดงภายใต้หัวข้อสินทรัพย์หมนุ เวยี นในงบดุล ย้อนกลบั
ความหมายของสินค้า สินค้า (Goods or Merchandise) หมายถึง สินทรัพย์หรือสิ่งที่ กจิ การมไี ว้เพ่ือจาหน่าย โดยหวงั ผลประโยชน์หรือกาไรจากการจาหน่าย ไป เพราะฉะน้ัน เจ้าของกจิ การค้าทข่ี ายสินค้าจะมรี ายได้หลัก กค็ ือ การ ขายสินค้าน่ันเอง ย้อนกลบั
การซื้อขายสินค้าและเอกสารทเ่ี กี่ยวข้อง กิจการแต่ละแห่งจะมขี ้นั ตอน, วิธีการซื้อขายสินค้าที่แตกต่างกันไป ท้ังนีข้ ึน้ อยู่กบั ขนาดและการจดั องค์กรของแต่ละกิจการ กรณขี องกจิ การขนาด เล็กเจ้าของอาจจะเป็ นผู้ดาเนินการเองท้ังหมด แต่ถ้าเป็ นกิจการขนาดใหญ่จะ มีหน่วยงานท่ีทาหน้าท่ีในการซื้อและการขายสินค้าได้แก่ 1. แผนกคลังสินค้า จะเป็ นผู้ตรวจสอบว่า สินค้าชนิดใดบ้างที่ เหลืออยู่ในระดับที่ต้องมี การสั่งซื้อ โดยจัดทาใบสั่งซื้อ ส่งไปแผนกจดั ซื้อ 2. แผนกจัดซื้อ เม่ือได้รับใบขอซื้อแล้ว จะทาการสอบถามราคาของ สินค้าที่จะซื้อจากผู้ขายหลาย ๆ ราย โดยจะจัดทาใบส่ังซื้อ ส่งไปให้ผู้ขาย ถดั ไป
3. ผู้ขาย เม่ือได้รับใบส่ังซื้อ จะจัดส่ งคืนสินค้าพร้ อม ใบกากบั สินค้า (Invoice) / ใบกากบั ภาษี (Tax Invoice) ให้กบั ผ้ซู ื้อ 4. แผนกตรวจรับสินค้า เม่ือผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้ว แผนก ตรวจรับสินค้าจะทาการตรวจสอบสินค้าที่ได้รับกบั สาเนาใบสั่งซื้อ และใบกากับสินค้าท่ีได้จากผู้ขายว่าถูกต้องตรงกันถ้าถูกต้องจะลง นามในใบกากบั สินค้าและจดั ทาใบรับสินค้า (Receiving Report) 5. แผนกบัญชี เม่ือครบกาหนดชาระ ผู้ขายจะนาไปเสร็จ รับเงินมาขอรับชาระที่แผนกบัญชีและการเงนิ
เอกสารท่เี กยี่ วข้องกบั การซื้อขายสินค้า การประกอบธุรกจิ เกยี่ วกบั การซื้อขายสินค้าจาเป็ นต้องมเี อกสารใช้ เป็ นหลกั ฐานในการบันทกึ บัญชี ซ่ึงกจิ การอาจเป็ นผ้จู ัดทาเอกสารขนึ้ ใช้ เอง หรือเป็ นเอกสารที่กจิ การได้รับจากบุคคลภายนอก เช่น ใบขอซื้อ สินค้า ใบส่ังซื้อสินค้า ใบกากบั สินค้า ใบรับสินค้า ใบส่งคืนสินค้า ใบเสร็จรับเงิน ได้แก่ ถดั ไป
1. ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) คือ เอกสารท่ีแผนกคลังสินค้าจัดทา ขึน้ เพื่อแจ้งว่าสินค้าชนิดใด ประเภทใดของกิจการใกล้จะหมด และต้องการส่ังซื้อ เพม่ิ ปริมาณเท่าไร โดยจัดทาใบขอซื้อสินค้า ส่งไปให้แผนกจดั ซื้อดาเนินการต่อ 2. ใบสั่งซื้อสินค้า (Purchase Order) คือเอกสารท่ีแผนกจัดซื้อสินค้า จัดทาขึ้นหลังจาก ได้รับใบขอซื้อสินค้าจากแผนกคลังสินค้าแล้ว ก็จะดาเนินการ คัดเลือกสินค้าจากผู้ขายสินค้าหลายรายเพื่อให้ได้สินค้าท่ีดีมีคุณภาพและราคาถูก เมื่อตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายที่คัดเลือกแล้ว จึงจัดทาใบสั่งซื้อ สิ นค้ าส่ งไปให้ ผู้ขายสิ นค้ าเพ่ือแจ้ งให้ ผู้ขายสิ นค้ าว่ าต้ องการสิ นค้ าประเภทใด ปริมาณเท่าใด คุณภาพอย่างไร ราคาเท่าไรซ่ึงรายละเอียดดังกล่าวนี้จะแจ้ง ไว้ใน ใบสั่งซื้อ ถดั ไป
3. ใบกากบั สินค้า (Invoice) คือ เอกสารทผี่ ู้ขายสินค้าจัดทาขนึ้ เพ่ือส่งไปให้ผ้ซู ื้อพร้อมกบั สินค้า 4. ใบรับสินค้า (Receive Report) คือ เอกสารท่ผี ู้ซื้อสินค้า จดั ทาขนึ้ หลงั จากที่ได้รับสินค้าจากผู้ขายสินค้า ผู้ซื้อจะต้องทาการตรวจ นับสินค้าคู่กบั ใบกากบั สินค้าท่ผี ู้ขายสินค้าส่งมาให้ว่าถูกต้องตรงตามทส่ี ั่ง หรือไม่ เมื่อถูกต้องแล้วกจ็ ัดทาใบรับสินค้าส่งไปให้ผู้ขายสินค้า 5. ใบขอลดหนีแ้ ละใบหักหนี้ เมื่อผู้ซื้อธุรกจิ หรือห้างร้าน ดาเนินการซื้อสินค้า ปรากฏว่าสินค้าบางรายการชารุดหรือไม่ตรงกบั รายการ สินค้าทส่ี ั่งซื้อ ธุรกจิ หรือห้างร้านกจ็ ะส่งคืน สินค้าพร้อมกบั เอกสารใบขอลด หนีแ้ ละใบหักหนี้ ดงั นี้ ถดั ไป
1) ใบขอลดหนี้ หรือใบส่งคืน (Debit Note or Debit Memorandum) คือเอกสาร ที่ผซู้ ้ือจดั ส่งใหผ้ ขู้ าย เพ่อื แจง้ ใหท้ ราบวา่ ไดร้ ับสินคา้ แลว้ ปรากฏวา่ สินคา้ ส่งมาไม่ตรงตาม ใบส่ังซ้ือ หรือสินคา้ ชารุด หรือคิดราคามากไป และผซู้ ้ือส่งคืนโดยไม่รับสินคา้ แลกเปลี่ยน ผขู้ ายอาจลดราคาใหส้ าหรับสินคา้ ที่ส่งคืน เม่ือผซู้ ้ือส่งคืนสินคา้ จะออกใบลดหน้ี หรือใบ ส่งคืน เมื่อผซู้ ้ือส่งคืนสินคา้ จากการซ้ือเป็นเงินสดจะไดร้ ับเงินสดคืน แตถ่ า้ ซ้ือสินคา้ เป็น เงินเชื่อจะลดยอดเจา้ หน้ีการคา้ 2) ใบหักหนี้ หรือใบรับคืน (Credit Note or Credit Memorandum) คือเอกสารท่ี ผขู้ ายออกใหผ้ ซู้ ้ือ เพอ่ื แจง้ วา่ ผขู้ ายไดร้ ับคืนสินคา้ จากผซู้ ้ือ เนื่องจากสินคา้ ชารุด หรือส่งไม่ ตรงตามใบสั่งซ้ือ หรือคิดราคามากไปโดยผขู้ ายอาจลดราคาสินคา้ ใหผ้ ซู้ ้ือ ในกรณีท่ีผซู้ ้ือ ซ้ือสินคา้ เป็นเงินสดผขู้ ายจะส่งเงินสดคืน แตถ่ า้ ผซู้ ้ือ ซ้ือสินคา้ เป็นเงินเช่ือผขู้ ายจะลดหน้ี ใหก้ บั ผซู้ ้ือ และผขู้ ายจะออกใบลดหน้ี หรือใบรับคืนใหผ้ ซู้ ้ือเป็นหลกั าานในการลดหน้ี 6. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คือ เอกสารท่ีผขู้ ายออกใหผ้ ซู้ ้ือ กรณีขายสินคา้ เป็น เงินสด หรือรับชาระหน้ีจากลูกคา้ ที่ซ้ือสินคา้ เป็นเงินเช่ือ หรือรับชาระหน้ีจากลกู หน้ีอ่ืน
การส่ งคืนและรับคืนสิ นค้า การส่งคืนและรับคืนสินค้าจะเกดิ ขนึ้ เนื่องจากสินค้าทีผ่ ู้ซื้อได้รับจากผู้ขายน้ัน ไม่ถูกต้องตามใบส่ังซื้อ เช่น คุณภาพไม่ตรงตามกาหนด สินค้าชารุดเสียหายในระหว่างการขนส่ง ผู้ ซื้อจะแจ้งให้ผู้ขายทราบ และส่ งสินค้าน้ันคืนให้ผู้ขาย โดยผู้ขายอาจส่ งสินค้ามาให้เพื่อเป็ นการ แลกเปลี่ยน แต่บางคร้ังผู้ขายไม่สามารถสินค้าแลกเปล่ียนได้ก็จะต้องลดยอดหนี้สินในบัญชีต่อกัน กรณซี ื้อขายสินค้าเป็ นเงนิ เช่ือ หรือส่งเงินสดให้ผู้ซื้อกรณีที่ซื้อสินค้าเป็ นเงินสด ดงั นี้ 1. ด้านผู้ซื้อ เม่ือมีการส่งคืน ผู้ซื้อจะจัดทาใบขอลดหนี้ (Debit Memorandum or Debit Note) หรือ ใบส่ งคืน เพ่ือขอให้ผู้ขายลดราคาค่าสินค้าให้ ซ่ึงจะมีรายละเอียดของสินค้าท่ีส่ งคืน ท้ังหมดในกรณีที่ไม่ได้จ่ายชาระค่าสินค้า หรือให้ผู้ขายส่งเงินค่าสินค้าให้กับผู้ซื้อในกรณีที่จ่ายชาระ สินค้าแล้ว 2. ด้านผ้ขู าย เมื่อมกี ารรับคืนสินค้า และยนิ ยอมที่จะลดราคาสินค้าให้กบั ผู้ซื้อแล้ว ผู้ขายจะ จัดทาใบหักหนี้/ใบลดหนี้ (Credit Memorandum or Credit Note) หรือใบรับคืน และแจ้งให้ผู้ซื้อ ทราบว่าผู้ขายได้ลดยอดหนี้ค่าสินค้าให้ในกรณีที่ยังไม่ได้จ่ายชาระค่าสินค้า หรือให้ผู้ขายส่งเงินค่า สินค้าให้กบั ผู้ซื้อในกรณที จ่ี ่ายชาระสินค้าแล้ว
ส่ วนลดในราคาสินค้า ส่วนลด (Discounts) แบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ 1.1 ส่วนลดการค้า (Trade Discount) หมายถึง ส่วนลดท่ีผขู้ ายลดใหแ้ ก่ ผซู้ ้ือทนั ทีท่ีมีการตกลงซ้ือขายสินคา้ โดยท่ีผูข้ ายใหส้ ่วนลดเป็นอตั ราร้อยละของ ราคาขาย ซ่ึงช่วยใหผ้ ขู้ ายไมต่ อ้ งพิมพร์ ายการแสดงสินคา้ บ่อย ๆ ดงั น้นั ราคาสุทธิ ท่ีซ้ือขายกนั จึงเป็นราคาขายหลงั จากหกั ส่วนลดการคา้ แลว้ ไม่มีการบนั ทึกบญั ชี ส่วนลดการคา้ ท้งั ดา้ นผซู้ ้ือและผขู้ าย 1.2 ส่วนลดเงินสด (Cash Discount) หมายถึง ส่วนลดท่ีผูข้ ายลดใหก้ บั ผูซ้ ้ือในกรณีท่ีผูซ้ ้ือชาระหน้ีค่าสินคา้ ภายในระยะเวลาท่ีกาหนด ทางดา้ นผูข้ าย เรียกว่า ส่วนลดจ่าย ส่วนทางดา้ นผูซ้ ้ือเรียกว่า ส่วนลดรับ ส่วนลดเงินสดน้ีจะ เกิดข้ึนเฉพาะในการซ้ือขายสินคา้ เป็นเงินเชื่อเท่าน้นั ถดั ไป
ส่วนลดเงนิ สดแบ่งออกเป็ น 2 ชนิด คือ 1. ส่วนลดรับ (Purchase Discount) คือ ส่วนลดเงนิ สดทเี่ กดิ จาก การซื้อสินค้าเป็ นเงนิ เช่ือและได้รับจากเจ้าหนีเ้ มื่อจ่ายชาระเงนิ ซึ่งทาให้ ต้นทนุ ของสินค้าทซ่ี ื้อลดลง 2. ส่วนลดจ่าย (Sale Discount) คือ ส่วนลดเงนิ สดทเี่ กดิ จากการ ขายสินค้าเป็ นเงนิ เชื่อและลดให้ลูกหนีเ้ มื่อรับชาระเงนิ ทาให้มูลค่าขาย สินค้าลดลง การบนั ทกึ บัญชีเมื่อได้รับส่วนลด อาจบันทกึ บัญชีส่วนลดรับ หรือ บญั ชีสินค้าคงเหลือแล้ววธิ ีการบันทกึ บัญชีของกจิ การ ส่วนลดจ่ายจะ บนั ทกึ บัญชีส่วนลดจ่ายเท่าน้ัน
เง่ือนไขการชาระเงนิ เง่ือนไขการชาระเงนิ (Terms of Payment) ผ้ขู ายสินค้าจะเป็ นผู้ กาหนดเง่ือนไขเงินไว้ในใบกากบั สินค้า เพื่อเป็ นการกระตุ้นและสร้าง แรงจูงใจ ให้ผ้ซู ื้อชาระเงินค่าสินค้า ได้แก่ 1. 2/10,n/30 หมายความว่า ถ้าผ้ซู ื้อชาระเงนิ ภายใน 10 วนั นับจาก วันทใ่ี นใบกากบั สินค้า จะได้ส่วนลด 2% แต่ถ้าผู้ซื้อชาระเงนิ ภายใน 30 วนั จะ ไม่ได้ส่ วนลด 2. 2/10,eom. ( eom. ย่อมาจาก end 0f mont) หมายความว่า วันครบ กาหนดในการชาระหนี้ คือ สิ้นเดือนถัดไป แต่ถ้าชาระเงนิ ภายในวันท่ี 10 ของ เดือนถัดไปจะได้ส่วนลด 2% ถดั ไป
การนับวนั ครบกาหนดชาระหนี้ การนับวันครบกาหนดในบางกรณีจะกาหนดวันท่ีครบกาหนดไว้แน่ นอน เช่น วนั สิ้นเดือน หรือวนั สิ้นเดือนของเดือนถัดไป แต่ในกรณที ีก่ าหนดเป็ นจานวนวัน เช่น 30 วัน 60 วัน การนับวันครบกาหนดให้เร่ิมนับถัดจากวันท่ีมีการซื้อขายสินค้า เป็ นวนั ท่ี 1 และนับไปจนครบกาหนดเวลาหรือคานวณหาวนั ครบกาหนดดังนี้ 1. นาวนั สุดท้ายของเดือนทม่ี กี ารซื้อขายสินค้าเป็ นตัวต้ัง 2. นาวนั ทม่ี กี ารซื้อขายสินค้าเป็ นตัวหัก 3. นาจานวนวนั ทยี่ งั ขาดอยู่ของเดือนถัดไปบวกเข้าไปเร่ือย ๆ จนกว่าจะ ครบกาหนด เช่น ถดั ไป
ซื้อสินค้าเป็ นเงนิ เชื่อเม่ือวนั ท่ี 5 ตุลาคม 2552 เง่ือนไข 2/10, n/30 การคานวณวนั ครบกาหนดเป็ นดงั นี้ จานวนวนั ของเดือนตุลาคม 31 หัก วนั ทซี่ ื้อสินค้า 5 จานวนวนั คงเหลือ 26 บวก จานวนวนั ทย่ี งั ขาดอยู่ (พ.ย.) 4 จานวนวนั ทใ่ี ห้เครดติ 30 วนั ครบกาหนดคือวนั ท่ี 4 พฤศจิกายน 2552 ถดั ไป
2. เง่ือนไขการส่งมอบสินค้า 2.1 F.O.B (Free on board) shipping point เป็ นการส่งมอบสินค้าต้นทาง ณ กิจกา ของผู้ขาย ดังน้ันผู้ซื้อจะเป็ นผู้รับภาระค่าขนส่ง เรียกว่า ค่าขนส่งเข้า จะถือเป็ นต้นทุนของ สินค้าที่ซื้อ กรรมสิทธ์ิในสินค้าจะเป็ นของผู้ซื้อต้ังแต่ผู้ขายจดั ส่งสินค้าให้ 2.2 F.O.B (Free on board) destination เป็ นการส่งมอบสินค้าปลายทาง ณ กิจการของผู้ซื้อ ดังน้ันผู้ขายจะเป็ นผู้รับภาระค่าขนส่ง เรียกว่า ค่าขนส่ งออก จะถือเป็ น ค่าใช้จ่ายในการขาย กรรมสิทธ์ิในสินค้ายงั เป็ นของผู้ขายจนกว่าสินค้าน้ันจะส่งมอบให้ผู้ซื้อ โดยปกติกิจการซื้อขายสินค้าที่ผู้ขายต้องรับภาระค่าขนส่งสินค้าด้วย ราคาสินค้า มักจะสูงกว่าในกรณีที่ผู้ซื้อเป็ นผู้รับภาระค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ขายได้นาเอาค่าขนส่งสินค้าไป รวมกบั ราคาขายสินค้าด้วย ในการขนส่งสินค้าน้ัน ค่าขนส่งท่ีเกิดขึน้ จะรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขนึ้ เช่น ค่าระวางสินค้า ค่าประกนั ภัยสินค้า
ภาษมี ูลค่าเพม่ิ หมายถึง ภาษีท่ีเรียกเก็บจากมูลค่าของสินค่าหรือบริการใน ส่วนท่ีเพม่ิ ขึน้ แต่ละข้ันตอนของการผลติ และการจาหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่าง ๆ สูตร ภาษมี ูลค่าเพมิ่ = ภาษขี าย - ภาษซี ื้อ ภาษขี าย (Sales Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพมิ่ ท่ีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ เรียกเกบ็ จากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้บริการ เมื่อได้ขายสินค้าหรือให้บริการ ภาษซี ื้อ (Purchase Tax) ภาษมี ูลค่าเพมิ่ ท่ีผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ขายบริการท่เี ป็ นประกอบการจดทะเบียนอื่น เม่ือซื้อสินค้าหรือรับบริการ ถ้า ภาษขี าย มากว่า ภาษีซื้อ กิจการต้องชาระภาษเี พม่ิ ถ้า ภาษขี าย น้อยกว่า ภาษซี ื้อ กจิ การสามารถขอคืนภาษีได้ ถดั ไป
1. ผู้ประกอบการ คือ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ขายปลกี ผู้ส่งออก ซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกจิ หรือวชิ าชีพ และประกอบกิจการในราชอาณาจักร 2. ผู้นาเข้า คือ ผู้ประกอบการ หรือบุคคลอ่ืน ซ่ึงนาสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าการใด ๆ และยงั รวมถงึ การนาสินค้าท่ีต้องเสียอากรขาเข้า หรือ สินค้าทีได้รับการยกเว้น อากรขาเข้า ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออก โดยมใิ ช่เพื่อการ ส่ งออกด้ วย 3. ผู้ที่กฎหมายกาหนดเป็ นพเิ ศษ ให้เป็ นผู้ท่ีมีหน้าท่ีเสียภาษมี ูลค่าเพม่ิ ท้ังนี้ เพื่อ ประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี เช่น ตัวแทนของผู้ประกอบการท่ีอยู่นอกราชการอาณาจกั รและ ขายสินค้าหรือให้บริการราชอาณาจักรเป็ นปกติ หรือในกรณีท่ีผู้รับโอนสินค้าจากการนาเข้าที่ ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพมิ่ ตามกฎหมายพกิ ดั อตั ราศุลกากร หรือผู้ได้รับโอนกรรมสิทธ์ิ ในสินค้าหรือบริการผู้ที่เสียภาษีมูลค่าเพมิ่ ในอตั รา 0 เป็ นต้น ถดั ไป
อตั ราภาษมี ูลค่าเพมิ่ ในปัจจุบนั ภาษมี ูลค่าเพมิ่ มี 2 อตั รา 1. อัตราภาษรี ้อยละ 7 ซ่ึงใช้สาหรับกิจการขายสินค้า ให้บริการ และการนาเข้า 2. อัตราภาษีร้อยละ 0 ใช้สาหรับกิจการดงั นี้ 2.1 การส่งออกสินค้า ซ่ึงหมายถงึ การส่งออกนอกราชอาณาจกั ร การนาสินค้าเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก การขายสินค้าของคลังทัณฑ์บน ประเภทร้านค้าปลอดภาษี 2.2 การให้บริการที่กระทาในราชอาณาจกั ร และได้มกี ารใช้บริการ น้ันในต่างประเทศ กลบั หนา้ หลกั
2.3 การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ โดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล 2.4 การขายสินค้าหรือการให้บริการกบั กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถน่ิ หรือรัฐวสิ าหกจิ 2.5 การขายสินค้าหรือการให้บริการกบั องค์การ สหประชาชาติ ทบวงการชานัญพเิ ศษของสหประชาชาติ 2.6 การขายสินค้า หรือให้บริการระหว่างคลงั สินค้า ทณั ฑ์บน กบั คลงั สินค้าทณั ฑ์บน และระหว่างคลงั สินค้าทัณฑ์บนกบั ผู้ประกอบการทอ่ี ยู่ในเขตอตุ สาหกรรมส่งออก
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: