Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่1

บทที่1

Published by Us Asama, 2021-06-08 03:47:09

Description: บทที่1

Search

Read the Text Version

1 บทท่ี 1 ภมู ศิ าสตรกายภาพทวีปเอเชยี สาระสําคญั ภูมิศาสตรกายภาพ คือวิชาท่ีเกี่ยวของกับลักษณะการเปล่ียนแปลงของสิ่งแวดลอม ทางกายภาพ (Physical Environment) ท่ีอยูรอบตัวมนุษย ทั้งสวนท่ีเปนธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาค และชีวภาค ตลอดจนความสัมพันธทางพื้นที่ (Spatial Relation) ของสิ่งแวดลอม ทางกายภาพตาง ๆ ดงั กลาวขา งตน การศกึ ษาภูมศิ าสตรท างกายภาพทวีปเอเชียทําใหสามารถวิเคราะหเหตุผลประกอบกับการ สังเกตพิจารณาสิ่งที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคตาง ๆ ของทวีปเอเชียไดเปนอยางดี การศึกษา ภูมิศาสตรกายภาพแผนใหมตองศึกษาอยางมีเหตุผล โดยอาศัยหลักเกณฑทางภูมิศาสตรหรือ หลกั เกณฑสถติ ิ ซง่ึ เปน ขอ เทจ็ จริงจากวชิ าในแขนงท่ีเกยี่ วของกนั มาพิจารณาโดยรอบคอบ ผลการเรียนรูท่คี าดหวัง 1. อธิบายลกั ษณะทางภูมศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวีปเอเชียได 2. มคี วามรทู างดานภูมศิ าสตรก ายภาพ สามารถเขาใจสภาพกายภาพของโลกวา มอี งคประกอบและมกี ารเปลยี่ นแปลงที่มผี ลตอสภาพความเปน อยูของมนษุ ยอ ยางไร 3. สามารถอธิบายการใชแ ละประโยชนของเคร่ืองมอื ทางภมู ิศาสตรไ ด 4. อธบิ ายความสมั พนั ธของสภาพภูมิศาสตรกายภาพของไทยที่สงผลตอทรัพยากรตาง ๆ และสงิ่ แวดลอ มได 5. อธิบายความสัมพันธของการดํารงชีวิตใหสอดคลองกับทรัพยากรในประเทศไทย และประเทศในทวปี เอเชียได ขอบขายเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวีปเอเชยี 1.1 ทต่ี งั้ และอาณาเขต 1.2 ลักษณะภมู ิประเทศ 1.3 สภาพภูมิอากาศ เรือ่ งที่ 2 การเปลีย่ นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ 2.1 การเปล่ยี นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพทส่ี งผลกระทบตอ วิถีชวี ิต ความเปนอยูของคน

2 เรอื่ งที่ 3 วธิ ีใชเคร่อื งมอื ทางภมู ิศาสตร 3.1 แผนท่ี 3.2 ลกู โลก 3.3 เข็มทิศ 3.4 รปู ถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทยี ม 3.5 เคร่อื งมอื เทคโนโลยีเพอ่ื การศกึ ษาภมู ศิ าสตร เร่อื งที่ 4 สภาพภูมิศาสตรกายภาพของไทยทสี่ ง ผลตอทรพั ยากรตา ง ๆ และสง่ิ แวดลอม เรือ่ งที่ 5 ความสาํ คญั ของการดาํ รงชีวติ ใหส อดคลองกบั ทรัพยากรในประเทศ 5.1 ประเทศไทย 5.2 ประเทศในเอเชยี ส่ือประกอบการเรยี นรู 1. แบบเรียนรายวิชาสังคมศึกษา สาระการพัฒนาสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนตน หลักสูตร การศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ึ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 2. เครื่องมือทางภูมิศาสตร เชน แผนที่ ลกู โลก เข็มทิศ รูปถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทียม 3. เวบ็ ไซต

3 เร่อื งท่ี 1 ลักษณะทางภมู ศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวปี เอเชยี 1.1 ทตี่ ้งั และอาณาเขต ทวปี เอเชียเปนทวปี ทมี่ ขี นาดใหญท่ีสุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 44,648,953 ลานตารางกโิ ลเมตร มดี ินแดนทีต่ อเนื่องกบั ทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา แผนดินของทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย ที่ตอเน่ืองกัน เรียกรวมวา ยูเรเชีย พื้นที่สวนใหญอยูเหนือเสนศูนยสูตรมีทําเลที่ตั้งตามพิกัดภูมิศาสตร คือ จากละติจูด 11 องศาใต ถึงละติจูด 77 องศา 41 ลิปดาเหนือ บริเวณแหลมเชลยูสกิน (Chelyuskin) สหพนั ธรัฐรสั เซีย และจากลองจิจูดท่ี 26 องศา 04 ลิปดาตะวนั ออก บรเิ วณแหลมบาบา (Baba) ประเทศตุรกี ถึงลองจิจูด 169 องศา 30 ลิปดาตะวันตก ทีบ่ ริเวณแหลมเดชเนฟ (Dezhnev) สหพนั ธรัฐรัสเซยี โดยมีอาณา- เขตตดิ ตอกับดนิ แดนตาง ๆ ดงั ตอ ไปนี้ ทิศเหนือ จรดมหาสมุทรอารกติก มีแหลมเชลยูสกินของสหพันธรัฐรัสเซียเปนแผนดินอยูเหนือสุด ที่ละตจิ ูด 77 องศาเหนือ ทศิ ใต จรดมหาสมทุ รอินเดีย มีเกาะโรติ (Roti) ของตมิ อร-เลสเต เปนดินแดนอยูใตท่ีสุดที่ละติจูด 11 องศาใต ทศิ ตะวันออก จรดมหาสมุทรแปซิฟก มีแหลมเดชเนฟของสหพันธรฐั รสั เซียเปน แผน ดนิ อยูตะวันออก ท่ีสดุ ทล่ี องจิจูด 170 องศาตะวันตก ทศิ ตะวนั ตก จรดทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นและทะเลดํา มีทิวเขาอูราลกัน้ ดินแดนกับทวีปยโุ รป และมี ทะเลแดงกับคาบสมุทรไซไน (Sinai) ก้ันดินแดนกับทวีปแอฟริกา มีแหลมบาบาของตุรกีเปนแผนดิน อยตู ะวันตกสุด ทลี่ องจิจูด 26 องศาตะวันออก 1.2 ลักษณะภูมิประเทศ ทวีปเอเชียมีลักษณะภูมิประเทศแตกตางกันหลายชนิดในสวนท่ีเปน ภาคพนื้ ทวปี แบง ออกเปน เขตตา ง ๆ ได 5 เขต คือ 1) เขตทร่ี าบตา่ํ ตอนเหนอื เขตที่ราบตาํ่ ตอนเหนือ ไดแก ดนิ แดนทอี่ ยทู างตอนเหนอื ของทวีปเอเชีย ในเขตไซบีเรีย สวนใหญอยูในเขตโครงสรางแบบหินเกา ท่ีเรียกวา แองการาชีลด มีลักษณะภูมิประเทศ เปนที่ราบขนาดใหญ มีแมน้ําออบ แมนํ้าเยนิเซและแมน้ําลีนาไหลผาน บริเวณนี้มีอาณาเขตกวางขวางมาก แตไมคอยมีผูคนอาศัยอยู ถึงแมวาจะเปนที่ราบ เพราะเนื่องจากมีภูมิอากาศหนาวเย็นมากและทําการ เพาะปลูกไมได 2) เขตที่ราบลุมแมน้ํา เขตที่ราบลุมแมนํ้า ไดแก ดินแดนแถบลุมแมน้ําตาง ๆ ซ่ึงมีลักษณะ ภูมิประเทศเปนท่ีราบและมกั มีดินอดุ มสมบูรณเหมาะแกการเพาะปลูก สวนใหญอยูทางเอเชียตะวันออก เอเชียใต และเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต ไดแก ทร่ี าบลุมฮวงโห ท่รี าบลมุ แมน ้ําแยงซีเกยี งในประเทศจีน ทรี่ าบลุมแมน้ําสินธุ ที่ราบลุมแมน้ําคงคาและท่ีราบลุมแมนํ้าพรหมบุตรในประเทศปากีสถาน อินเดีย และบังกลาเทศ ท่ีราบลุม แมนํ้าไทกริส ที่ราบลุมแมนํ้ายูเฟรทีสในประเทศอิรัก ที่ราบลุมแมน้ําโขงตอนลางในประเทศกัมพูชาและ เวียดนาม ที่ราบลุม แมนํ้าแดงในประเทศเวียดนาม ท่ีราบลุมแมนํ้าเจาพระยาในประเทศไทย ท่ีราบลุมแมน้ํา สาละวินตอนลาง ทีร่ าบลุมแมน ํ้าอริ ะวดใี นประเทศสาธารณรฐั แหง สหภาพพมา

4 3) เขตเทอื กเขาสูง เปนเขตเทือกเขาหินใหมตอนกลาง ประกอบไปดวยท่ีราบสูงและเทือกเขา มากมาย เทือกเขาสูงเหลาน้ีสวนใหญเปนเทือกเขาท่ีแยกตัวไปจากจุดรวม ที่เรียกวา ปามีรนอต หรือภาษา พน้ื เมอื งเรียกวา “ปามรี ด ุนยา” แปลวา หลังคาโลกจากปามีรน อต มเี ทือกเขาสูง ๆ ของทวีปเอเชียหลายแนว ซึ่งอาจแยกออกไดด ังน้ี เทอื กเขาท่ีแยกไปทางทศิ ตะวนั ออก ไดแก เทือกเขาหมิ าลยั เทือกเขาอาระกันโยมาและเทือกเขา ท่มี ีแนวตอเน่อื งลงมาทางใต มีบางสวนทจ่ี มหายไปในทะเลและบางสว นโผลข ึ้นมาเปน เกาะในมหาสมุทรอนิ เดยี และมหาสมุทรแปซิฟก ถัดจากเทือกเขาหิมาลัยข้ึนไปทางเหนือมีเทือกเขาที่แยกไปทางตะวันออก ไดแก เทือกเขาคุนลุน เทือกเขาอัลตินตัก เทือกเขานานซานและแนวท่ีแยกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก เทือกเขาเทียนชาน เทือกเขาอัลไต เทือกเขาคินแกน เทือกเขายาโบลนอย เทือกเขาสตาโนวอยและ เทอื กเขาโกลมี า เทือกเขาทีแ่ ยกไปทางทศิ ตะวันตกแยกเปนแนวเหนือและแนวใต แนวเหนือ ไดแก เทือกเขา ฮินดูกูช เทือกเขาเอลบูชร สวนแนวทิศใต ไดแก เทือกเขาสุไลมาน เทือกเขาซากรอส ซ่ึงเม่ือเทือกเขาท้ัง 2 นี้ มาบรรจบกันที่อารเ มเนยี นนอตแลว ยังแยกออกอีกเปน 2 แนวในเขตประเทศตรุ กี คือ แนวเหนือเปน เทือกเขา ปอนติกและแนวใตเปนเทอื กเขาเตารัส 4) เขตท่รี าบสงู ตอนกลางทวปี เขตที่ราบสงู ตอนกลางเปน ทร่ี าบสูงอยูระหวางเทือกเขาหินใหม ท่ีสําคัญ ๆ ไดแก ที่ราบสูงทิเบตซึ่งเปนที่ราบสูงขนาดใหญและสูงท่ีสุดในโลก ที่ราบสูงยูนนาน ทางใตของ ประเทศจีนและท่ีราบสูงท่ีมีลักษณะเหมือนแองช่ือ “ตากลามากัน” ซ่ึงอยูระหวางเทือกเขาเทียนซานกับ เทอื กเขาคนุ ลนุ แตอยูสูงกวาระดบั นา้ํ ทะเลมากและมีอากาศแหงแลง เปน เขตทะเลทราย

5 5) เขตท่ีราบสูงตอนใตและตะวันตกเฉียงใต เขตที่ราบสูงตอนใตและตะวันตกเฉียงใต ไดแก ที่ราบสูงขนาดใหญทางตอนใตของทวีปเอเชีย ซึ่งมีความสูงไมมากเทากับท่ีราบสูงทางตอนกลางของทวีป ที่ราบสูงดังกลาว ไดแก ท่ีราบสูงเดคคานในประเทศอินเดีย ท่ีราบสูงอิหรานในประเทศอิหรานและ อฟั กานสิ ถานทรี่ าบสูงอนาโตเลยี ในประเทศตรุ กแี ละท่ีราบสูงอาหรับในประเทศซาอุดีอาระเบีย 1.3 สภาพภมู ิอากาศ สภาพภมู ิศาสตรและพชื พรรณธรรมชาติในทวปี เอเชยี แบง ได ดังน้ี 1) ภมู ิอากาศแบบปาดิบชื้น เขตภูมิอากาศแบบปาดิบช้ืน อยูระหวางละติจูดที่ 10 องศาเหนือ ถึง 10 องศาใต ไดแก ภาคใตของประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟลิปปนส มีความแตกตางของ อณุ หภูมริ ะหวางกลางวนั และกลางคืนไมมากนกั มีปรมิ าณน้ําฝนมากกวา 2,000 มิลลิเมตร (80 นิ้ว) ตอป และมี ฝนตกตลอดป พืชพรรณธรรมชาติเปน ปาดงดิบ ซึ่งไมม ีฤดูที่ผลัดใบและมีตนไมหนาแนน สวนบริเวณปากแมน้ํา และชายฝงทะเลมพี ืชพรรณธรรมชาติเปนปาชายเลน 2) ภูมอิ ากาศแบบมรสมุ เขตรอ นหรือรอ นช้ืนแถบมรสุม เปนดินแดนที่อยูเหนอื ละติจดู 10 องศา เหนอื ขึ้นไป มฤี ดูแลงและฤดูฝนสลบั กนั ประมาณปล ะเดือน ไดแก บริเวณคาบสมทุ รอินเดยี และคาบสมุทร อนิ โดจนี เขตนีเ้ ปนเขตที่ไดร ับอทิ ธพิ ลของลมมรสุม ปริมาณน้ําฝนจะสูงในบริเวณดานตนลม (Winward side) และมีฝนตกนอ ยในดา นปลายลม (Leeward side) หรือเรยี กวา เขตเงาฝน (Rain shadow) พืชพรรณธรรมชาติเปนปามรสุมหรือปาไมผลัดใบในเขตรอน พันธุไมสวนใหญเปนไมใบกวาง และเปนไมเนือ้ แข็งทมี่ ีคาในทางเศรษฐกจิ หรอื ปาเบญจพรรณ เชน ไมสกั ไมจ นั ทน ไมป ระดู เปนตน ปามรสุม มีลักษณะเปนปาโปรงมากกวาปาไมในเขตรอนชื้น บางแหงมีไมขนาดเล็กข้ึนปกคลุมบริเวณดินช้ันลางและ บางแหง เปนปา ไผห รือหญาปะปนอยู 3) ภูมิอากาศแบบทุงหญาเมืองรอน มีลักษณะอากาศคลายเขตมรสุม มีฤดูแลงกับฤดูฝน แตปริมาณนํ้าฝนนอยกวา คือ ประมาณ 1,000 - 1,500 มิลลิเมตร (40 - 60 น้ิว) ตอป อุณหภูมิเฉล่ียตลอดป ประมาณ 21 องศาเซลเซียส (70 องศาฟาเรนไฮต) อณุ หภูมกิ ลางคืนเย็นกวากลางวัน ไดแก บริเวณตอนกลาง ของอินเดีย สาธารณรฐั แหง สหภาพพมาและคาบสมทุ รอินโดจีน พืชพรรณธรรมชาติเปนปาโปรงแบบเบญจพรรณ ถัดเขาไปตอนในจะเปนทุงหญาสูงตั้งแต 60 - 360 เซนตเิ มตร (2 - 12 ฟตุ ) ซ่งึ จะงอกงามดีในฤดูฝน แตแ หงเฉาตายในฤดูหนาวเพราะชว งนอี้ ากาศแหงแลง 4) ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตอบอุน อยูในเขตอบอุนแตไดรับอิทธิพลของลมมรสุมมีฝนตก ในฤดูรอน ฤดูหนาวคอนขางหนาว ไดแก บริเวณภาคตะวันตกของจีน ภาคใตของญ่ีปุน คาบสมุทรเกาหลี ฮอ งกง ตอนเหนอื ของอนิ เดยี ในสาธารณรัฐประชาชนลาวและตอนเหนอื ของเวียดนาม พืชพรรณธรรมชาติเปน ไมผ ลดั ใบหรอื ไมผสม มที ้ังไมใ บใหญท ี่ผลดั ใบและไมสนทีไ่ มผ ลดั ใบ ในเขต สาธารณรัฐประชาชนจนี เกาหลี ทางใตข องเขตนเี้ ปนปา ไมผ ลัดใบ สว นทางเหนอื มีอากาศหนาวกวาปาไมผสม และปา ไมผลัดใบ เชน ตนโอก เมเปล ถา ขน้ึ ไปทางเหนืออากาศหนาวเย็นจะเปนปาสนทีม่ ใี บเขียวตลอดป 5) ภูมิอากาศแบบอบอุนภาคพ้ืนทวีป ไดแก ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีเหนือ ภาคเหนือของญ่ีปุนและตะวันออกเฉียงใตของไซบีเรีย มีฤดูรอน

6 ทอ่ี ากาศรอน กลางวันยาวกวากลางคืน นาน 5 - 6 เดือน เปนเขตปลูกขาวโพดไดดีเพราะมีฝนตกในฤดูรอน ประมาณ 750 - 1,000 มม. (30 - 40 น้วิ ) ตอ ป ฤดหู นาวอณุ หภูมิเฉล่ียถึง 7 องศาเซลเซียส (18 องศาฟาเรน ไฮต) เปนเขตทีค่ วามแตกตางระหวางอุณหภมู มิ ีมาก พืชพรรณธรรมชาติเปนปาผสมระหวางไมผลัดใบและปาสนลึกเขาไปเปนทุงหญา สามารถ เพาะปลกู ขา วโพด ขา วสาลีและเล้ียงสัตวพวกโคนมได สวนแถบชายทะเลมกี ารทําปา ไมบางเล็กนอ ย 6) ภูมิอากาศแบบทุงหญากึ่งทะเลทรายแถบอบอุน มีอุณหภูมิสูงมากในฤดูรอนและอุณหภูมิ ตํา่ มากในฤดหู นาว มฝี นตกบา งในฤดใู บไมผ ลิและฤดรู อน ไดแก ภาคตะวันตกของคาบสมทุ รอาหรับ ตอนกลาง ของประเทศตรุ กี ตอนเหนือของภาคกลางของอิหรา น ในมองโกเลียทางตะวนั ตกเฉยี งเหนือของจีน พืชพรรณธรรมชาตเิ ปน ทุงหญา สน้ั (Steppe) ทุง หญา ดงั กลาว มีการชลประทานเขาถงึ ใชเลี้ยงสตั ว และเพาะปลูกขา วสาลี ขา วฟาง ฝา ย ไดดี 7) ภูมิอากาศแบบทะเลทราย มีความแตกตางระหวา งอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนและฤดูรอน กบั ฤดูหนาวมาก ไดแ ก ดินแดนทอ่ี ยูภายในทวปี ท่ีมเี ทอื กเขาปดลอม ทําใหอิทธิพลจากมหาสมุทรเขาไปไมถึง ปริมาณฝนตกนอยกวา ปล ะ 250 มม. (10 นว้ิ ) ไดแ ก บรเิ วณคาบสมุทรอาหรับ ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายธาร และทรี่ าบสงู ทเิ บต ท่รี าบสงู อิหรา น บริเวณที่มีนาํ้ และตน ไมขึน้ เรียกวา โอเอซสิ (Oasis) พืชพรรณธรรมชาติเปนอินทผลัม ตะบองเพชรและไมประเภทมีหนาม ชายขอบทะเลทราย สวนใหญเปนทุงหญาสลับปาโปรง มีการเล้ียงสัตวประเภทที่เลี้ยงไวใชเน้ือและทําการเพาะปลูกตองอาศัย การชลประทานชว ย 8) ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน อากาศในฤดูรอน รอนและแหงแลงในเลบานอน ซีเรีย อิสราเอลและตอนเหนอื ของอริ ัก พืชพรรณธรรมชาติเปนไมตนเตี้ย ไมพุมมีหนาม ตนไมเปลือกหนาที่ทนตอความแหงแลง ในฤดู รอนไดด ี พชื ที่เพาะปลูก ไดแก สม องุนและมะกอก 9) ภูมิอากาศแบบไทกา (กึ่งข้ัวโลก) มีฤดูหนาวยาวนานและหนาวจัด ฤดูรอนส้ัน มีน้ําคางแข็ง ไดท กุ เวลาและฝนตกในรูปของหิมะ ไดแ ก ดนิ แดนทางภาคเหนือของทวปี บรเิ วณไซบีเรีย พชื พรรณธรรมชาติเปนปา สน เปนแนวยาวทางเหนือของทวีป ที่เรียกวา ไทกา (Taiga) หรือ ปา สนของไซบีเรีย 10) ภูมอิ ากาศแบบทุนดรา (ขวั้ โลก) เขตนมี้ ฤี ดหู นาวยาวนานมาก อากาศหนาวจัด มีหิมะปกคลุม ตลอดป ไมม ีฤดูรอ น พืชพรรณธรรมชาติเปนพวกตะไครน้าํ และมอสส 11) ภูมิอากาศแบบที่สูง ในเขตที่สูงอุณหภูมิจะลดลงตามระดับความสูงในอัตราความสูงเฉลี่ย ประมาณ 1 องศาเซลเซยี สตอความสงู 10 เมตร จงึ ปรากฏวา ยอดเขาสงู บางแหงแมจะอยูในเขตรอน ก็มีหิมะ ปกคลุมทง้ั ป หรอื เกอื บตลอดป ไดแก ท่รี าบสูงทิเบต เทอื กเขาหิมาลัย เทือกเขาคนุ ลนุ และเทือกเขาเทยี นชาน ซ่ึงมีความสูงประมาณ 5,000 - 8,000 เมตร จากระดับนํ้าทะเล มีหิมะปกคลุมและมีอากาศหนาวเย็นแบบ ขวั้ โลก พืชพรรณธรรมชาตเิ ปน พวกตะไครน ํา้ และมอสส

7 การแบง ภูมิภาค ทวีปเอเชียนอกจากจะเปน อนุภูมภิ าคของทวปี ยูเรเชีย ยงั อาจแบง ออกเปนสว นยอ ย ดังน้ี เอเชียเหนือ หมายถึง รัสเซีย เรียกอีกอยางวาไซบีเรีย บางคร้ังรวมถึงประเทศทางตอนเหนือของ เอเชยี ดวย เชน คาซคั สถาน เอเชยี กลาง ประเทศในเอเชียกลาง ไดแก - สาธารณรฐั ในเอเชยี กลาง 5 ประเทศ คอื คาซัคสถาน อซุ เบกิสถาน ทาจกิ สิ ถาน เตริ ก เมนสิ ถาน และคีรก ซี สถาน - ประเทศแถบตะวนั ตกของทะเลสาบแคสเปย น 3 ประเทศ คอื จอรเ จีย อารเ มเนียและ อาเซอรไ บจานบางสว น เอเชียตะวนั ออก ประเทศในเอเชยี ตะวันออก ไดแก - เกาะไตหวันและญ่ีปนุ ในมหาสมุทรแปซฟิ ก - เกาหลเี หนือและเกาหลีใตบ นคาบสมุทรเกาหลี - สาธารณรัฐประชาชนจีนและมองโกเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต คือ ประเทศบนคาบสมุทรมลายู คาบสมุทรอินโดจีน เกาะตาง ๆ ในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟก เอเชียตะวันออกเฉียงใต ประกอบดวย - ประเทศตาง ๆ ในแผนดินใหญ ไดแก สาธารณรัฐแหงสหภาพพมา ไทย สาธารณรัฐ- ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว กัมพชู าและเวียดนาม - ประเทศตาง ๆ ในทะเล ไดแก มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร อินโดนีเซีย บรูไนและติมอร ตะวนั ออก (ตมิ อร - เลสเต) ประเทศอินโดนเี ซยี แยกไดเปน 2 สว น โดยมีทะเลจนี ใตค่ันกลาง ท้ังสองสวนมีทั้ง พ้ืนทีท่ ีเ่ ปนแผนดินใหญและเกาะ เอเชียใต เอเชียใตอ าจเรียกอกี อยา งวา อนทุ วีปอินเดยี ประกอบดวย - บนเทือกเขาหมิ าลัย ไดแก อินเดยี ปากสี ถาน เนปาล ภฏู านและบังกลาเทศ - ในมหาสมทุ รอนิ เดยี ไดแ ก ศรลี ังกาและมลั ดีฟส เอเชียตะวนั ตกเฉียงใต (หรือเอเชียตะวันตก) ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามักเรียก ภูมิภาคน้ีวาตะวันออกกลางบางครั้ง “ตะวันออกกลาง” อาจหมายรวมถึงประเทศในแอฟริกาเหนือ เอเชีย ตะวันตกเฉียงใตแ บง ยอ ยไดเ ปน - อะนาโตเลยี (Anatolia) ซง่ึ กค็ อื เอเชียไมเนอร (Asia Minor) เปนพ้ืนท่ีสวนที่เปนเอเชียของ ตุรกี - ประเทศตรุ กี 97 % ของตรุ กี - ท่ีเปนเกาะ คอื ไซปรสั ในทะเลเมดเิ ตอรเรเนยี น - กลุมเลแวนตหรือตะวันออกใกล ไดแ ก ซีเรยี อิสราเอล จอรแ ดน เลบานอนและอริ กั

8 - ในคาบสมุทรอาหรับ ไดแก ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส บาหเรน กาตาร โอมาน เยเมนและอาจรวมถงึ คูเวต - ท่ีราบสูงอิหรา น ไดแ ก อิหรา นและพ้นื ที่บางสว นของประเทศอืน่ ๆ - อัฟกานิสถาน กิจกรรมที่ 1.1 ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวีปเอเชยี 1) ใหผเู รียนอธิบายจุดเดนของลกั ษณะภูมปิ ระเทศในทวปี เอเชีย ทั้ง 5 เขต .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2) ภูมอิ ากาศแบบใดทม่ี หี ิมะปกคลมุ ตลอดปและพชื พรรณทป่ี ลกู เปนประเภทใด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

9 เร่อื งที่ 2 การเปลีย่ นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิศาสตรกายภาพ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของส่ิงแวดลอม ทางกายภาพที่อยูรอบตัวมนุษย ทั้งสวนที่เปนธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาคและชีวภาค ตลอดจน ความสมั พันธทางพน้ื ท่ีของส่งิ แวดลอ มทางกายภาพตา ง ๆ ดงั กลาวขางตน การเปล่ียนแปลงทางภูมิศาสตรกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทั้งภูมิประเทศและ ภมู อิ ากาศในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี สวนมากเกิดจากปรากฏการณตามธรรมชาติและเกิดผล กระทบตอประชาชนท่ีอาศยั อยู รวมท้ังสงิ่ กอ สรางปรากฏการณตา ง ๆ ทมี่ ักจะเกิดมีดงั ตอ ไปน้ี 2.1 การเกิดแผนดินไหว แผนดินไหวเปนปรากฏการณธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของ แผน เปลอื กโลก (แนวระหวางรอยตอธรณีภาค) ทําใหเกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญเลื่อนเคลื่อนที่ หรือแตกหักและเกิดการโอนถายพลังงานศักยผานในช้ันหินท่ีอยูติดกัน พลังงานศักยน้ีอยูในรูปเคล่ือนไหว สะเทือน จุดศูนยกลางการเกิดแผนดินไหว (focus) มักเกิดตามรอยเลื่อน อยูในระดับความลึกตาง ๆ ของ ผวิ โลก สวนจุดท่อี ยูในระดับสงู กวา ณ ตาํ แหนง ผวิ โลก เรยี กวา “จดุ เหนือศนู ยกลางแผน ดินไหว” (epicenter) การสนั่ สะเทือนหรือแผนดนิ ไหวน้จี ะถูกบันทกึ ดว ยเครือ่ งมอื ทเ่ี รียกวา ไซสโมกราฟ 1) สาหตุการเกดิ แผนดินไหว - แผนดินไหวจากธรรมชาติ เปนธรณีพิบัติภัยชนิดหนึ่ง สวนมากเปนปรากฏการณ ทางธรรมชาตทิ ่ีเกดิ จากการสน่ั สะเทือนของพื้นดิน อันเน่ืองมาจากการปลดปลอยพลังงานที่สะสมไว ภายใน โลกออกมาอยา งฉบั พลัน เพอ่ื ปรับสมดุลของเปลอื กโลกใหค งท่ีโดยปกติเกิดจากการเคล่ือนไหวของรอยเลื่อน ภายในช้ันเปลือกโลกที่อยูดานนอกสุดของโครงสรางของโลก มีการเคล่ือนท่ีหรือเปลี่ยนแปลงอยางชา ๆ อยเู สมอ แผน ดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป ภาวะน้ีเกิดข้ึนบอยในบริเวณขอบเขตของ แผนเปลือกโลกที่แบงชั้นเปลือกโลกออกเปนธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผนดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณ ขอบเขตของแผนเปลือกโลกน้ีวา แผนดินไหวระหวางแผน (interpolate earthquake) ซ่ึงเกิดไดบอยและ รุนแรงกวา แผน ดนิ ไหวภายในแผน (intraplate earthquake) - แผน ดินไหวจากการกระทาํ ของมนษุ ย ซ่ึงมีทัง้ ทางตรงและทางออม เชน การทดลองระเบิด ปรมาณู การทําเหมือง สรางอางเก็บนํ้าหรือเข่ือนใกลรอยเลื่อน การทํางานของเครื่องจักรกล การจราจร เปน ตน 2) การวัดระดับความรุนแรงของแผนดินไหว โดยปกติจะใชมาตราริคเตอร ซึ่งเปนการวัดขนาด และความสัมพันธของขนาดโดยประมาณกบั ความส่นั สะเทือนใกลศูนยก ลาง ระดับความรุนแรงของแผน ดินไหว 1 - 2.9 เลก็ นอย ผูคนเร่ิมรสู กึ ถึงการมาของคล่นื มีอาการวงิ เวยี นเพยี งเล็กนอ ยในบางคน 3 - 3.9 เลก็ นอย ผคู นทีอ่ ยใู นอาคารรสู ึกเหมือนมอี ะไรมาเขยาอาคารใหส่นั สะเทือน 4 - 4.9 ปานกลาง ผทู ่อี าศัยอยทู ้ังภายในอาคารและนอกอาคาร รสู กึ ถงึ การสนั่ สะเทือน วตั ถหุ อย แขวนแกวงไกว 5 - 5.9 รุนแรงเปน บรเิ วณกวาง เคร่อื งเรอื นและวตั ถุมกี ารเคล่ือนที่

10 6 - 6.9 รุนแรกมาก อาคารเริม่ เสียหาย พงั ทลาย 7.0 ขึ้นไป เกิดการส่ันสะเทือนอยางมากมาย สงผลทําใหอาคารและสิ่งกอสรางตาง ๆ เสียหาย อยา งรนุ แรง แผน ดินแยก วตั ถบุ นพื้นถูกเหวย่ี งกระเดน็ 3) ขอปฏิบตั ใิ นการปองกนั และบรรเทาภยั จากแผนดินไหว กอนเกดิ แผนดินไหว 1. เตรียมเคร่ืองอุปโภคบริโภคที่จําเปน เชน ถานไฟฉาย ไฟฉาย อุปกรณดับเพลิง นํ้า อาหารแหง ไวใชในกรณีไฟฟา ดับหรือกรณฉี กุ เฉินอนื่ ๆ 2. จัดหาเคร่ืองรับวิทยุที่ใชถานไฟฉายหรือแบตเตอร่ีสําหรับเปดฟงขาวสาร คําเตือน คาํ แนะนําและสถานการณต า ง ๆ 3. เตรยี มอุปกรณน ิรภยั สาํ หรบั การชวยชวี ติ 4. เตรยี มยารักษาโรคและเวชภณั ฑใ หพรอ มทจ่ี ะใชใ นการปฐมพยาบาลเบือ้ งตน 5. จัดใหม กี ารศึกษาถึงการปฐมพยาบาล เพื่อเปนการเตรียมพรอมที่จะชวยเหลือผูที่ไดรับ บาดเจบ็ หรอื อันตรายใหพ น ขีดอันตรายกอ นทจี่ ะถึงมือแพทย 6. จาํ ตําแหนงของวาลว เปด-ปดนํ้า ตําแหนงของสะพานไฟฟา เพ่ือตัดตอนการสงนํ้าและ ไฟฟา 7. ยดึ เคร่ืองเรอื น เครอื่ งใชไ มสอยภายในบา น ทีท่ ํางานและในสถานศกึ ษาใหม ัน่ คง แนนหนา ไมโยกเยกโคลงเคลงเพือ่ ไมใหไ ปทาํ ความเสยี หายแกช วี ิตและทรัพยส นิ 8. ไมค วรวางส่ิงของทีม่ นี าํ้ หนกั มาก ๆ ไวใ นท่ีสงู เพราะอาจรว งหลน มาทาํ ความเสยี หายหรือเปน อันตรายได 9. เตรียมการอพยพเคล่อื นยา ย หากถงึ เวลาท่จี ะตอ งอพยพ 10. วางแผนปองกันภัยสําหรับครอบครัว ท่ีทํางานและสถานท่ีศึกษา มีการช้ีแจงบทบาท ทีส่ มาชิกแตละบุคคลจะตองปฏิบัติ มีการฝกซอมแผนท่ีจัดทําไว เพื่อเพิ่มลักษณะและความคลองตัว ในการ ปฏิบัติเมื่อเกดิ เหตกุ ารณฉุกเฉิน ขณะเกิดแผน ดนิ ไหว 1. ตงั้ สติ อยใู นทที่ ี่แขง็ แรงปลอดภยั หา งจากประตู หนาตา ง สายไฟฟา เปนตน 2. ปฏิบัติตามคําแนะนํา ขอควรปฏิบัติของทางราชการอยางเครงครัด ไมต่ืนตระหนก จนเกินไป 3. ไมควรทาํ ใหเ กิดประกายไฟ เพราะหากมีการรั่วซึมของแกส หรือวตั ถไุ วไฟ อาจเกดิ ภัยพิบตั ิ จากไฟไหม ไฟลวก ซาํ้ ซอนกับแผน ดนิ ไหวเพิ่มขึ้นอีก 4. เปด วทิ ยุรับฟงสถานการณ คําแนะนาํ คาํ เตือนตาง ๆ จากทางราชการอยางตอเนือ่ ง 5. ไมควรใชล ิฟต เพราะหากไฟฟา ดบั อาจมีอนั ตรายจากการตดิ อยูภายในลิฟต 6. มดุ เขา ไปนอนใตเ ตยี งหรือตงั่ อยาอยูใ ตคานหรือทท่ี มี่ ีน้ําหนกั มาก

11 7. อยูใตโตะท่แี ข็งแรง เพ่อื ปอ งกันอนั ตรายจากสง่ิ ปรักหกั พังรวงหลนลงมา 8. อยูห า งจากสิง่ ทไ่ี มม ่ันคงแข็งแรง 9. ใหรบี ออกจากอาคารเมอื่ มกี ารสง่ั การจากผทู ่ีควบคมุ แผนปองกนั ภยั หรอื ผทู ีร่ บั ผิดชอบในเร่อื งน้ี 10. หากอยูในรถ ใหห ยดุ รถจนกวาแผนดินจะหยดุ ไหวหรอื ส่ันสะเทือนหลังเกิดแผน ดินไหว 11. ตรวจเช็คการบาดเจ็บและทําการปฐมพยาบาลผูที่ไดรับบาดเจ็บ แลวรีบนําสง โรงพยาบาลโดยดว นเพอื่ ใหแพทยไดทาํ การรกั ษาตอ ไป 12. ตรวจเช็คระบบน้ํา ไฟฟา หากมีการรั่วซึมหรือชํารุดเสียหาย ใหปดวาลวเพ่ือปองกันน้ําทวม เออ ยกสะพานไฟฟาเพ่ือปองกนั ไฟฟา รั่ว ไฟฟาดูดหรอื ไฟฟาช็อต 13. ตรวจเช็คระบบแกส โดยวิธีการดมกลิ่นเทานั้น หากพบวามีการรั่วซึมของแกส (มีกล่ิน) ใหเปดประตหู นา ตา ง แลว ออกจากอาคารแจงเจา หนา ทป่ี อ งกนั ภัยฝา ยพลเรอื นผูท ร่ี ับผดิ ชอบไดทราบในโอกาส ตอ ไป 14. ไมใชโทรศัพทโ ดยไมจําเปน 15. อยา กดนํา้ ลา งสวมจนกวาจะมีการตรวจเช็คระบบทอ เปนท่เี รยี บรอ ยแลว เพราะอาจเกิด การแตกหกั ของทอ ในสว มทําใหน ้ําทว มเออ หรอื สงกลิ่นที่ไมพึงประสงค 16. ออกจากอาคารที่ชาํ รุดโดยดวน เพราะอาจเกิดการพงั ทลายลงมา 17. สวมรองเทา ยางเพ่ือปองกนั ส่งิ ปรกั หักพัง เศษแกว เศษกระเบือ้ ง 18. รวมพล ณ ทห่ี มายที่ไดตกลงนดั หมายกนั ไวแ ละตรวจนบั จาํ นวนสมาชิกวา อยูครบหรือไม 19. รวมมือกับเจาหนาที่ในการเขาไปปฏิบัติงานในบริเวณท่ีไดรับความเสียหายและผูไมมี หนาท่ีหรือไมเ กยี่ วขอ งไมควรเขาไปในบริเวณนนั้ ๆ หากไมไ ดร บั การอนญุ าต 20. อยาออกจากชายฝง เพราะอาจเกิดคล่นื ใตน าํ้ ซดั ฝง ได แมวาการสนั่ สะเทือนของแผนดิน จะสนิ้ สุดลงแลว กต็ าม ผลกระทบตอประชากรท่เี กดิ จากแผน ดนิ ไหว จากเหตกุ ารณแผน ดนิ ไหวครง้ั รายแรงลา สดุ ในทวปี เอเชยี ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เม่ือวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 มคี วามรนุ แรงอยูที่ขนาด 7.9 รกิ เตอร ทีค่ วามลกึ : 19 กิโลเมตร โดยจุดศูนยกลาง การสน่ั อยูท่ี เขตเหวนิ ฉวน มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของนครเฉิงตู 90 กิโลเมตร แผนดินไหวครั้งน้ี สรางความเสียหายใหกับประเทศจีนอยางมหาศาล ทั้งชีวิตประชาชน อาคารบานเรือน ถนนหนทาง โดยมี ผูเสียชีวิต 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน (ตัวเลขอยางเปนทางการ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551) นอกจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแลว แผนดินไหวก็ยังสามารถรูสึกไดในประเทศ เพอื่ นบานของจีน อาทเิ ชน ประเทศไทย ประเทศบังกลาเทศ ประเทศอินเดยี ประเทศปากีสถาน แมวา การเกดิ แผน ดนิ ไหวไมส ามารถปองกันได แตเราควรเรียนรูขอปฏิบัติในการปองกันทั้งกอน การเกดิ แผน ดินไหวและขณะเกิดแผน ดินไหว เพื่อปองกันความเสียหายทเ่ี กดิ กบั ชีวิต

12 2.2 การเกิดพายุ พายุ คือ สภาพบรรยากาศท่ีถูกรบกวนแบบใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะที่มีผลกระทบตอ พนื้ ผิวโลกและบงบอกถึงสภาพอากาศทร่ี ุนแรง เมื่อพดู ถึงความรุนแรงของพายุจะกลาวถึงความเร็วท่ีศูนยก ลาง ซึ่งอาจสูงถึง 400 กม./ชม. ความเร็วของการเคล่ือนตัว ทิศทางการเคล่ือนตัวของพายุและขนาดความกวาง หรือเสนผาศูนยกลางของตัวพายุ ซึ่งบอกถึงอาณาบริเวณท่ีจะไดรับความเสียหายวา ครอบคลุมเทาใด ความรุนแรงของพายจุ ะมหี นว ยวัดความรุนแรงคลา ยหนว ยริกเตอรข องการวัดความรนุ แรงแผนดินไหว มักจะมี ความเร็วเพม่ิ ขึน้ เร่อื ย ๆ ประเภทของพายุ พายแุ บง เปน ประเภทใหญ ๆ ได 3 ประเภท คือ 1) พายฝุ นฟา คะนอง มีลกั ษณะเปน ลมพดั ยอ นไปมาหรือพัดเคล่ือนตัวไปในทิศทางเดียวกัน อาจเกิด จากพายุทีอ่ อนตัวและลดความรุนแรงของลมลงหรือเกิดจากหยอ มความกดอากาศต่ํา รองความกดอากาศต่ํา อาจไมมที ศิ ทางทีแ่ นน อนหากสภาพการณแ วดลอ มตา ง ๆ ของการเกิดฝนเหมาะสมกจ็ ะเกดิ ฝนตก มลี มพัด 2) พายุหมนุ เขตรอ นตา ง ๆ เชน เฮอรรเิ คน ไตฝุนและไซโคลน ซึ่งลวนเปนพายุหมุนขนาดใหญ เชนเดยี วกันและจะเกดิ ขึ้นหรือเรมิ่ ตน กอตวั ในทะเล หากเกิดเหนือเสน ศนู ยสูตรจะมีทิศทางการหมุนทวนเข็ม นาฬกิ าและหากเกดิ ใตเสน ศูนยส ตู รจะหมนุ ตามเข็มนาฬิกา โดยมีชอ่ื ตา งกนั ตามสถานท่เี กิด กลาวคือ พายเุ ฮอรร เิ คน (Hurricane) เปน ชอ่ื เรยี กพายุหมุนทีเ่ กดิ บรเิ วณทิศตะวนั ตกของมหาสมุทร แอตแลนติก เชน บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อาวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เปนตน รวมท้ังมหาสมุทร แปซิฟกบรเิ วณชายฝงประเทศเมก็ ซิโก พายุไตฝ นุ (Typhoon) เปนช่อื พายหุ มุนทเี่ กิดทางทศิ ตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟกเหนือ เชน บรเิ วณทะเลจนี ใต อา วไทย อาวตงั เกย๋ี ประเทศญ่ีปนุ พายุไซโคลน (Cyclone) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียเหนือ เชน บริเวณอาว เบงกอล ทะเลอาหรับ เปนตน แตถาพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอรและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ออสเตรเลียจะเรียกวา พายุวิลลี - วิลลี (Willy - Willy) พายุโซนรอน (Tropical Storm) เกิดขึ้นเม่ือพายุเขตรอนขนาดใหญออนกําลังลงขณะ เคลอื่ นตัวในทะเลและความเรว็ ท่จี ุดศนู ยกลางลดลงเม่อื เคล่ือนเขาหาฝง มคี วามเรว็ ลม 62 - 117 กโิ ลเมตรตอ ช่วั โมง พายดุ เี ปรสชัน่ (Depression) เกิดข้นึ เมอื่ ความเร็วลดลงจากพายุโซนรอ น ซ่งึ กอ ใหเ กิดพายุ ฝนฟา คะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั มีความเร็วลมนอ ยกวา 61 กิโลเมตรตอช่วั โมง 3) พายทุ อรนาโด (Tornado) เปนชื่อเรยี กพายุหมนุ ทเ่ี กิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อทีเ่ ล็กหรอื เสนผา ศนู ยกลางนอ ย แตห มุนดวยความเร็วสูงหรือความเรว็ ที่จดุ ศนู ยกลางสูงมากกวา พายหุ มนุ อืน่ ๆ กอ ความ เสียหายไดรุนแรงในบริเวณท่ีพัดผาน เกิดไดท้ังบนบกและในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกวา นาคเลนน้ํา (water spout) บางคร้งั อาจเกดิ จากกลุมเมฆบนทองฟาแตหมุนตัวยื่นลงมาจากทองฟาไมถึงพื้นดิน มีรูปราง เหมือนงวงชาง จงึ เรียกกนั วา ลมงวงชาง

13 ความเรว็ ของพายุ สามารถแบง ออกเปน 5 ระดบั ไดแ ก 1) ระดับท่ี 1 มีความเร็วลม 119 - 153 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ทําลายลางเล็กนอย ไมสงผลตอส่ิง ปลกู สราง มนี ้ําทวมขงั ตามชายฝง 2) ระดับท่ี 2 มีความเร็วลม 154 - 177 กิโลเมตรตอชั่วโมง ทําลายลางเล็กนอย ทําใหหลังคา ประตู หนา ตางบานเรอื นเสยี หายบาง ทําใหเกิดนา้ํ ทว มขงั 3) ระดับท่ี 3 มีความเร็วลม 178 - 209 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ทําลายลางปานกลางทําลาย โครงสรางที่อยอู าศยั ขนาดเล็ก นา้ํ ทว มขังถึงพ้ืนบานช้นั ลาง 4) ระดับท่ี 4 มีความเร็วลม 210 - 249 กิโลเมตรตอชั่วโมง ทําลายลางสูง หลังคาบานเรือน บางแหงถูกทาํ ลาย นํ้าทว มเขามาถึงพน้ื บา น 5) ระดับที่ 5 มีความเร็วลมมากกวา 250 กิโลเมตรตอช่ัวโมง จะทําลายลางสูงมาก หลังคา บานเรือน ตกึ และอาคารตา ง ๆ ถูกทาํ ลาย พังทลาย นํา้ ทวมขงั ปรมิ าณมาก ถึงขั้นทาํ ลายทรพั ยสินในบา น อาจตอ งประกาศอพยพประชาชน ลําดบั ชน้ั การเกดิ พายุฝนฟา คะนอง 1) ระยะเจรญิ เตบิ โต โดยเร่ิมจากการที่อากาศรอนลอยตัวขึ้นสูบรรยากาศ พรอมกับการมีแรง มากระทาํ หรือผลักดันใหมวลอากาศยกตวั ข้นึ ไปสูความสูงระดับหนึ่ง โดยมวลอากาศจะเย็นลงเมื่อลอยสูงข้ึน และเร่ิมท่ีจะเคลื่อนตัวเปนละอองน้ําเล็ก ๆ เปนการกอตัวของเมฆคิวมูลัส ในขณะที่ความรอนแฝงจากการ กล่นั ตัวของไอน้าํ จะชว ยใหอ ัตราการลอยตัวของกระแสอากาศภายในกอนเมฆเร็วมากย่ิงขึ้น ซึ่งเปนสาเหตุให ขนาดของเมฆคิวมูลัสมีขนาดใหญข้ึนและยอดเมฆสูงเพิ่มข้ึนเปนลําดับ จนเคล่ือนท่ีข้ึนถึงระดับบนสุดแลว (จุดอ่มิ ตัว) จนพัฒนามาเปน เมฆควิ มโู ลนิมบัส กระแสอากาศบางสวนก็จะเร่ิมเคลื่อนที่ลงและจะเพิ่มมากขึ้น จนกลายเปนกระแสอากาศที่เคลอื่ นทีล่ งอยา งเดยี ว 2) ระยะเจริญเตบิ โตเตม็ ที่ เปน ชวงทีก่ ระแสอากาศมที งั้ ไหลข้นึ และไหลลงปริมาณความรอ นแฝง ที่เกิดขึ้นจากการกล่ันตัวลดนอยลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการท่ีหยาดน้ําฟาที่ตกลงมามีอุณหภูมิตํ่า ชวยทําให อุณหภูมขิ องกลมุ อากาศเย็นกวา อากาศแวดลอม ดังน้นั อตั ราการเคลื่อนที่ลงของกระแสอากาศจะมคี าเพ่ิมขึ้น เปน ลําดับ กระแสอากาศที่เคลื่อนท่ีลงมา จะแผขยายตัวออกดานขางกอใหเกิดลมกระโชกรุนแรง อุณหภูมิ จะลดลงทนั ทที ันใด และความกดอากาศจะเพ่ิมขึน้ อยา งรวดเร็วและยาวนาน แผอ อกไปไกลถึง 60 กโิ ลเมตร ได โดยเฉพาะสวนที่อยูดานหนาของทิศทาง การเคลื่อนที่ของพายุฝนฟาคะนอง พรอมกันน้ันการท่ีกระแส อากาศเคล่ือนทข่ี ้นึ และเคล่อื นท่ีลงจะกอ ใหเ กดิ ลมเชียรร ุนแรงและเกิดอากาศปน ปว นโดยรอบ 3) ระยะสลายตัว เปนระยะที่พายุฝนฟาคะนองมีกระแสอากาศเคล่ือนที่ลงเพียงอยางเดียว หยาดน้าํ ฝนตกลงมาอยางรวดเร็วและหมดไปพรอม ๆ กับกระแสอากาศทีไ่ หลลงก็จะเบาบางลง การหลบเลี่ยงอันตรายจากพายุฝนฟาคะนอง เน่ืองจากพายุฝนฟาคะนองสามารถ ทําใหเกิด ความเสียหายตอ ทรพั ยส ินและอันตรายตอ ชีวิตของมนษุ ยไ ด จึงควรหลบเลีย่ งจากสาเหตุดังกลาว คือ 1) ในขณะปรากฏพายฝุ นฟาคะนอง หากอยูใกลอาคารหรือบานเรือนท่ีแข็งแรงและปลอดภัย จากนาํ้ ทว ม ควรอยแู ตภายในอาคารจนกวา พายฝุ นฟาคะนองจะยุติลง ซงึ่ ใชเวลาไมนานนัก การอยูในรถยนต

14 จะเปน วิธีการทีป่ ลอดภยั วธิ หี นง่ึ แตค วรจอดรถใหอยูหางไกลจากบริเวณท่ีนํ้าอาจทวมได อยูหางจากบริเวณ ท่เี ปนน้ําข้นึ จากเรอื ออกหา งจากชายหาดเมือ่ ปรากฏพายุฝนฟาคะนอง เพ่อื หลกี เลี่ยงอันตรายจากนํา้ ทวมและ ฟา ผา 2) ในกรณที ่ีอยูในปา ในทงุ ราบหรือในท่ีโลง ควรคุกเขาและโนมตัวไปขางหนา แตไมควรนอน ราบกับพ้ืน เนือ่ งจากพืน้ เปยกเปน ส่ือไฟฟา และไมควรอยูในทีต่ ํา่ ซ่งึ อาจเกิดนา้ํ ทวมฉับพลันได ไมควรอยูในที่ โดดเดีย่ วหรืออยสู งู กวา สภาพสง่ิ แวดลอม 3) ออกหางจากวัตถุที่เปนส่ือไฟฟาทุกชนิด เชน ลวด โลหะ ทอน้ํา แนวร้ัวบาน รถแทรกเตอร จักรยานยนต เครื่องมอื อปุ กรณทาํ สวนทุกชนิด รางรถไฟ ตนไมสูง ตนไมโดดเดี่ยวในที่แจง ไมควรใชอุปกรณ ไฟฟา เชน โทรทศั น ฯลฯ และควรงดใชโ ทรศัพทช่วั คราว นอกจากกรณีฉุกเฉิน ไมควรใสเคร่ืองประดับโลหะ เชน ทองเหลอื ง ทองแดง ฯลฯ ในท่ีแจงหรือถือวัตถุโลหะ เชน รม ในขณะปรากฏพายฝุ นฟาคะนอง นอกจากน้ี ควรดแู ลสงิ่ ของตา ง ๆ ใหอ ยใู นสภาพที่แข็งแรงและปลอดภยั อยูเสมอโดยเฉพาะสิ่งของท่ีอาจจะหกั โคนได เชน หลงั คาบา น ตน ไม ปายโฆษณา เสาไฟฟา ฯลฯ ผลกระทบตอ ประชากรที่เกดิ จากพายุ จากกรณีการเกดิ พายไุ ซโคลน “นารก สี ” (Nargis) ที่สาธารณรัฐแหงสหภาพพมา ถือเปนขา วใหญ ท่ีทั่วโลกใหความสนใจอยางยิ่ง เพราะมหันตภัยคร้ังนี้ ไดคราชีวิตชาวพมาไปนับหม่ืนคน สูญหายอีกหลาย หมน่ื ชีวิต บา นเรอื น ทรพั ยส ินและสาธารณูปโภคตาง ๆ เสยี หายยบั เยิน “นารกีส” เปนชื่อเรียกของพายุหมุนเขตรอน มีผลพวงมาจากการเกิดภาวะโลกรอน มคี วามเร็วลม 190 กโิ ลเมตรตอช่วั โมง พายุ “นารก สี ” เรม่ิ กอตัว เมื่อวันท่ี 27 เมษายน 2551 ในอาวเบงกอล ตอนกลางและพัดเขาบริเวณสามเหลี่ยมปากแมน้ําอิระวดี ท่ีนครยางกุงและบาสเซน สาธารณรัฐแหง สหภาพพมา ในเชาวนั ท่ี 3 พฤษภาคม 2551 ความรุนแรงของไซโคลน “นารกีส” จัดอยูในความรุนแรงระดับ 3 คือ ทําลายลางปานกลาง ทาํ ลายโครงสรางที่อยูอาศัยขนาดเล็ก น้ําทวมขังถึงพื้นบานช้ันลางพัดหลังคาบานเรือนปลิววอน ตนไมและ เสาไฟฟาหักโคน ไฟฟาดับทั่วเมือง ในขณะที่ทางภาคเหนือและภาคใตของประเทศไทยก็เจอหางเลข อทิ ธพิ ล “นารกสี ” เล็กนอย ซึ่งทาํ ใหห ลายจังหวดั เกดิ ฝนตกชุก มนี ้าํ ทว มขงั พิบตั ภิ ยั ธรรมชาตไิ มม ีทางเลี่ยงได ไมวาจะประเทศไหนหรอื แผนดินใด แตม ีวธิ ปี องกนั ทด่ี ีทส่ี ดุ คอื รัฐบาลตองมีหนวยงานซึ่งทําหนาท่ี early warning คือ เตือนประชาชนคนของตนแตแรกดวยขอมูลท่ีมี ประสิทธิภาพและทันการณ จากน้ันก็ตองรีบดําเนินการตาง ๆ อยางเหมาะสม เชน ยายผูคนใหไปอยูในที่ ปลอดภัย ท้ังนี้ นับเปนโชคดีของประเทศไทยท่ีเม่ือ นารกีส มาถึงบานเราก็ลดความแรงลงคงมีแตฝนเปน สวนใหญ แมจะทําความเสียหายแกพืชไรของเกษตรกรไมนอยแตก็เพ่ิมประมาณนํ้าในเขื่อนสําคัญ ๆ แตอยา งไรกต็ ามผลพวงภัยพบิ ัติทางธรรมชาติที่เกดิ ขนึ้ ท้ังหมดมาจาก “ภาวะโลกรอ น” ซ่ึงก็เกิดจากฝมอื มนุษย ทั้งส้นิ

15 2.3 การเกิดคล่ืนสนึ ามิ คลนื่ สนึ ามิ (Tsunami) คือ คลน่ื ในทะเลหรอื คล่ืนยักษใ ตนาํ้ จะเกดิ ภายหลัง จากการส่ันสะเทือนของแผนดินไหว แผนดินถลม การระเบิดหรือการปะทุของภูเขาไฟท่ีพ้ืนทองสมุทร อยางรุนแรง ทําใหเกิดรอยแยก นํ้าทะเลจะถูกดูดเขาไปในรอยแยกน้ี ทําใหเกิดภาวะนํ้าลดลงอยางรวดเร็ว จากนัน้ แรงอัดใตเปลือกโลกจะดันน้ําทะเลขึ้นมากอพลังคล่ืนมหาศาล คล่ืนสนึ ามิอาจจะเคลื่อนท่ีขามมหาสมุทร ซึ่งหางจากจุดท่ีเกิดเปนพัน ๆ กิโลเมตร โดยไมมีลักษณะผิดสังเกต เพราะมีความสูงเพียง 30 เซนติเมตร เคล่ือนท่ีดวยความเร็ว 600 - 1,000 กิโลเมตรตอชั่วโมง แตเมื่อเคลื่อนตัวเขามาในเขตน้ําต้ืน จะเกิดแรงดัน ระดบั น้ําใหสูงข้นึ อยา งรวดเรว็ และมแี รงปะทะอยางมหาศาลกลายเปนคลนื่ ยักษทมี่ ีความสงู 15 - 30 เมตร สนึ ามิ สวนใหญเกดิ จากการเคลอ่ื นตัวของเปลอื กโลกใตท ะเลอยางฉับพลนั อาจจะเปน การเกดิ แผน ดนิ ถลม ยบุ ตัวลงหรือเปลอื กโลกถูกดันขึ้นหรือยุบตัวลง ทําใหม นี ้ําทะเลปรมิ าตรมหาศาลถูกดันขึ้นหรือทรุดตัวลง อยา งฉับพลนั พลังงานจํานวนมหาศาลก็ถา ยเทไปใหเ กิดการเคลอื่ นตวั ของนํา้ ทะเลเปน คลน่ื สนึ ามทิ เ่ี หนือทะเล ลึก จะดูไมตางไปจากคล่ืนทั่ว ๆ ไปเลย จึงไมสามารถสังเกตไดดวยวิธีปกติ แมแตคนบนเรือเหนือทะเลลึก ทคี่ ลน่ื สึนามิเคลอื่ นผา นใตท องเรือไป กจ็ ะไมรูสึกอะไรเพราะเหนือทะเลลึก คล่ืนน้ีสูงจากระดับนํ้าทะเลปกติ เพยี งไมกฟี่ ุตเทานน้ั จึงไมส ามารถแมแตจ ะบอกไดดวยภาพถา ยจากเครอ่ื งบินหรอื ยานอวกาศ นอกจากนี้แลว สึนามิ ยังเกิดไดจ ากการเกิดแผน ดนิ ถลมใตทะเลหรอื ใกลฝ งทที่ ําใหม วลของดินและหนิ ไปเคลอื่ นยา ยแทนทม่ี วลน้าํ ทะเลหรอื ภเู ขาไฟระเบิดใกลท ะเล สง ผลใหเ กิดการโยนสาดดินหนิ ลงน้ําจนเกิดเปน คล่ืนสนึ ามิได ดังเชน การระเบดิ ของภเู ขาไฟกระกะต้ัว ในป ค.ศ. 1883 ซงึ่ สง คล่ืนสนึ ามิออกไปทาํ ลายลางชีวติ และทรพั ยส ินของผคู นในเอเชยี มจี าํ นวนผตู ายถึงประมาณ 36,000 ชวี ิต

16 คลืน่ สนึ ามกิ บั ผลกระทบตอสง่ิ แวดลอม การเกดิ คลน่ื สึนามกิ ระทบตอ สง่ิ แวดลอมและสังคม ในหลาย ๆ ดา น เชน เกิดการเปลย่ี นแปลงของพน้ื ทชี่ ายฝง ในชวงเวลาอันสนั้ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทีอ่ ยอู าศยั ของสัตวนํา้ บางประเภท ปะการังถูกทาํ ลาย ประชาชนขาดทีอ่ ยูอ าศยั ไรทรพั ยส ินส้นิ เนอื้ ประดาตวั กระทบตอ อาชพี ไมว า จะเปน ชาวประมง อาชพี ท่ีเกยี่ วกับการบรกิ ารดานทองเทย่ี ว ส่งิ ปลกู สรา งอาคารบา นเรอื นเสียหาย ฯลฯ ผลกระทบตอ ประชากรที่เกิดจากคลื่นสึนามิ จากกรณกี ารเกดิ คล่นื สึนามิ ในวนั ที่ 26 ธนั วาคม 2547 เวลา 0:58:50 น. (UT) หรอื เวลา 7:58:50 น. ตามเวลาในประเทศไทย ไดเกิดแผนดินไหวขนาด 8.9 ตามมาตราริกเตอร ท่ีนอกชายฝงตะวันตกทางตอน เหนอื ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย จุดศูนยกลางอยูลึก 10 กม. หางจากเมืองบันดาเอเช ประมาณ 250 กม. และหางจากกรุงเทพฯ 1,260 กม. แผนดินไหวน้ีเปนแผนดินไหวที่ใหญเปนอันดับท่ี 5 นับตั้งแตป ค.ศ. 1900 และใหญที่สุดนับต้ังแตแผนดินไหวอลาสกาในป ค.ศ. 1964 เหตุการณดังกลาวทําใหเกิดการ สั่นสะเทือนรับรูไดในประเทศมาเลเซีย สิงคโปรและไทย แรงคลื่นสูงประมาณ 6 เมตร ไดถาโถมตามแนว ชายฝงสรางความเสียหายในวงกวาง ทําใหเกิดผูเสียชีวิตและบาดเจ็บเปนจํานวนมาก ในประเทศอินเดีย ศรลี งั กา มาเลเซียและจังหวดั ทอ งเทย่ี วทางใตของประเทศไทย มผี ูเสยี ชวี ติ นบั รอ ยและมผี ูบาดเจ็บเปนจํานวน มากในจงั หวัดภเู ก็ต พังงา ตรังและกระบ่ี กจิ กรรมที่ 1.2 การเปลยี่ นแปลงสภาพภูมิศาสตรก ายภาพ 1) ใหผูเรียนอธิบายวาการเกิดแผนดินไหวอยางรุนแรงจะสงผลกระทบตอประชากรและ สิ่งแวดลอ มอยางไรบาง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....................................................................... 2) ใหบอกความแตกตา งและผลกระทบท่ีเกดิ ตอประชากรและสงิ่ แวดลอมของพายฝุ นฟาคะนอง พายหุ มนุ เขตรอนและพายุทอรนาโด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ......................................................................

17 3) คล่ืนสึนามิกับผลกระทบตอสิ่งแวดลอมมากมายหลายอยาง ในความคิดเห็นของผูเรียน ผลกระทบดา นใดทเี่ สยี หายมากท่ีสุด พรอมใหเ หตุผลประกอบ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..................................................................................... เรอ่ื งที่ 3 วธิ ใี ชเ ครอ่ื งมอื ทางภมู ศิ าสตร เคร่ืองมือทางภูมิศาสตร หมายถึง สิ่งท่ีมนุษยสรางขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและบันทึกขอมูลทางดาน ภมู ิศาสตร เครอ่ื งมอื ภูมิศาสตรที่สําคญั ไดแก แผนที่ ลกู โลก เขม็ ทิศ รูปถา ยทางอากาศ ภาพถายจากดาวเทียม และเคร่ืองมอื เทคโนโลยเี พอ่ื การศกึ ษาภูมิศาสตร ฯลฯ 3.1 แผนที่ เปนส่ิงท่ีมนุษยสรางข้ึนเพ่ือแสดงลักษณะที่ต้ังของส่ิงตาง ๆ ที่ปรากฏอยูบนพื้นผิวโลก ทงั้ ทีเ่ กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติและสง่ิ ทม่ี นษุ ยส รา งข้ึน โดยการยอสวนใหม ีขนาดเล็กลงตามทต่ี องการ พรอมท้ังใช เคร่อื งหมายหรือสญั ลักษณแ สดงลกั ษณะแทนสิ่งตาง ๆ ลงในวสั ดุพืน้ แบนราบ ความสําคัญของแผนท่ี แผนท่ีเปนที่รวบรวมขอมูลประเภทตาง ๆ ตามชนิดของแผนที่ จึงสามารถใชป ระโยชนจ ากแผนทไ่ี ดตามวัตถุประสงค โดยไมจําเปน ตองเดินทางไปเห็นพ้ืนทจี่ รงิ แผนท่ีชวยให ผูใชส ามารถรสู ิ่งทปี่ รากฏอยบู นพ้นื โลกไดอ ยางกวางไกล ถูกตองและประหยดั ประโยชนข องแผนท่ี แผนที่มีประโยชนต องานหลาย ๆ ดาน คือ 1. ดานการเมืองการปกครอง เพื่อรักษาความม่ันคงของประเทศชาติใหคงอยูจําเปนจะตองมี ความรูในเรอ่ื งภมู ิศาสตรก ารเมอื งหรอื ทเี่ รียกกันวา “ภูมริ ัฐศาสตร” และเครื่องมือทสี่ ําคญั ของนกั ภูมริ ัฐศาสตร ก็คอื แผนที่ เพ่อื ใชศึกษาสภาพทางภูมิศาสตรและนํามาวางแผนดําเนินการเตรียมรับหรือแกไขสถานการณ ทเ่ี กดิ ขึ้นได 2. ดานการทหาร ในการพิจารณาวางแผนทางยุทธศาสตรของทหาร จําเปนตองหาขอมูลหรือ ขาวสารทเ่ี กี่ยวกบั สภาพภูมิศาสตรและตําแหนงทางส่ิงแวดลอมที่ถูกตองแนนอนเก่ียวกับระยะทาง ความสูง เสน ทาง ลกั ษณะภูมปิ ระเทศทส่ี าํ คัญ 3. ดานเศรษฐกจิ และสังคม ดานเศรษฐกิจ เปนเครือ่ งบง ชคี้ วามเปน อยขู องประชาชนภายในชาติ การดาํ เนนิ งานเพือ่ พัฒนาเศรษฐกจิ ของแตละภูมิภาคที่ผานมา แผนท่ีเปนส่ิงแรกท่ีตองผลิตขึ้นมาเพ่ือการใช งานในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ กต็ องอาศัยแผนท่ีเปนขอมูลพ้ืนฐานเพ่ือใหทราบทําเล ท่ตี ัง้ สภาพทางกายภาพแหลงทรัพยากร

18 4. ดานสังคม สภาพแวดลอมทางสังคมมีการเปล่ียนแปลงอยูเสมอที่เห็นชัดคือสภาพแวดลอม ทางภมู ิศาสตร ซงึ่ ทาํ ใหส ภาพแวดลอมทางสงั คมเปล่ียนแปลงไป การศึกษาสภาพการเปล่ียนแปลงตองอาศัย แผนท่เี ปน สําคญั และอาจชวยใหการดําเนินการวางแผนพัฒนาสังคมเปนไปในแนวทางที่ถกู ตอง 5. ดานการเรียนการสอน แผนท่ีเปนตัวสงเสริมกระตุนความสนใจและกอใหเกิดความเขาใจ ในบทเรียนดีข้ึน ใชเ ปน แหลงขอมลู ท้งั ทางดานกายภาพ ภูมิภาค วฒั นธรรม เศรษฐกิจ สถติ ิและการกระจายของ สง่ิ ตา ง ๆ รวมทั้งปรากฏการณท างธรรมชาตแิ ละปรากฏการณตา ง ๆ ใชเ ปนเครือ่ งชว ยแสดงภาพรวมของพืน้ ที่ หรอื ของภูมิภาค อนั จะนาํ ไปศกึ ษาสถานการณและวิเคราะหความแตกตา งหรือความสัมพันธของพ้ืนท่ี 6. ดา นสง เสรมิ การทอ งเท่ียว แผนทม่ี คี วามจําเปนตอนักทองเท่ียวในอันท่ีจะทําใหรูจักสถานที่ ทอ งเท่ียวไดงาย สะดวกในการวางแผนการเดินทางหรอื เลือกสถานทท่ี องเทยี่ วตามความเหมาะสม ชนิดของแผนที่ แบง ตามการใชง านได 3 ชนิด ไดแก 1. แผนทีภ่ ูมิประเทศ เปนแผนท่ีแสดงความสูงตํ่าของพ้ืนผิวโลก โดยใชเสนช้ันความสูงบอกคา ความสูงจากระดบั นํา้ ทะเลปานกลาง แผนทชี่ นดิ น้ีเปน พ้ืนฐานท่ีจะนําไปทําขอ มูลอื่น ๆ เกี่ยวกับแผนที่ 2. แผนท่ีเฉพาะเรื่อง เปนแผนท่ีท่ีแสดงลักษณะใดลักษณะหนึ่งโดยเฉพาะ ไดแก แผนท่ีรัฐกิจ แสดงเขตการปกครองหรืออาณาเขต แผนทแี่ สดงอณุ หภูมขิ องอากาศ แผนที่แสดงปริมาณนํ้าฝน แผนท่ีแสดง การกระจายตวั ของประชากร แผนทเี่ ศรษฐกจิ แผนท่ปี ระวตั ิศาสตร เปน ตน 3. เปนแผนทที่ รี่ วบรวมเรอ่ื งตาง ๆ ทง้ั ลักษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางดาน ประชากร และอน่ื ๆ ไวในเลม เดยี วกัน องคป ระกอบของแผนทม่ี ีหลายองคป ระกอบ คือ 1. สัญลักษณ คอื เครือ่ งหมายที่ใชแ ทนสิ่งตาง ๆ ตามที่ตองการแสดงไวในแผนที่ เพื่อใหเขาใจ แผนทไี่ ดง ายขนึ้ เชน จุด วงกลม เสน ฯลฯ 2. มาตราสว น คือ อัตราสวนระยะหางในแผนทก่ี บั ระยะหางในภูมปิ ระเทศจริง 3. ระบบอางองิ ในแผนที่ ไดแก เสน ขนานละติจดู และเสน ลองตจิ ดู (เมรเิ ดยี น) เสน ละติจดู เปนเสนสมมติที่ลากไปรอบโลกตามแนวนอนหรือแนวทิศตะวันออก ตะวันตก แตละเสนหางกัน 1 องศา โดยมีเสน 0 องศา (เสนศูนยสูตร) แบงก่ึงกลางโลก เสนท่ีอยูเหนือเสนศูนยสูตร เรียกวา “เสนองศาเหนือ” เสน ทอ่ี ยูใตเ สน ศูนยสูตร เรยี กวา “เสนองศาใต” ละติจูด มที งั้ หมด 180 เสน เสน ลองตจิ ูด เปนเสน สมมติทล่ี ากไปรอบโลกในแนวตั้งจากข้ัวโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต แตละ เสนหางกัน 1 องศา กําหนดใหเสนท่ีลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปนเสน 0 องศา (เมริเดยี นปฐม) ถา นับจากเสน เมริเดยี นปฐม ไปทางตะวนั ออก เรยี กเสน องศาตะวันออก ถา นบั ไปทางตะวันตก เรยี กเสน องศาตะวนั ตก ลองตจิ ดู มีทง้ั หมด 360 เสน พิกัดภูมิศาสตร เปนตําแหนงที่ตั้งของจุดตาง ๆ บนพ้ืนผิวโลก เกิดจากการตัดกันของ เสน ขนานละตจิ ดู และเสนเมรเิ ดยี น โดยเสนสมมตทิ ัง้ สองนจี้ ะตง้ั ฉากซึ่งกนั และกนั 4. ขอบระวาง แผนทท่ี ุกชนิดควรมขี อบระวาง เพอื่ ชวยใหดเู รียบรอยและเปนการกําหนดขอบเขต ของแผนท่ดี วย ขอบระวางมักแสดงดวยเสนตรงสองเสนหรอื เสนเดยี ว

19 5. ระบบอา งองิ บนแผนท่ี คือระบบที่กาํ หนดขน้ึ เพ่อื อาํ นวยความสะดวกในการคํานวณหาตําแหนง ที่ตั้งและคํานวณหาเวลาของตําแหนงตาง ๆ บนพนื้ ผิวโลก ซึง่ แยกไดดงั น้ี การคํานวณหาตําแหนงท่ีต้ัง จะใชละติจูดและลองติจูดเปนเกณฑ วิธีนี้เรียกวา การพิกัด ภูมศิ าสตร การคํานวณหาเวลา โดยใชหลักการวา 1 นาที = 15 ลิปดา และ 4 นาที = 1 ลองติจูด หรือ 1 องศา 6. สที ่ใี ชในการเขียนแผนที่แสดงลกั ษณะภูมิประเทศ สดี าํ หมายถงึ สง่ิ สาํ คญั ทางวฒั นธรรมท่มี นษุ ยส รางขึ้น เชน อาคาร วดั สถานท่รี าชการ สนี ้ําตาล หมายถงึ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทม่ี คี วามสูง สีน้าํ เงนิ หมายถึง ลกั ษณะภูมิประเทศทเ่ี ปนน้าํ เชน ทะเล แมน ํ้า หนองบงึ สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พื้นท่ยี า นชมุ ชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสาํ คัญ สีเขียว พชื พนั ธุไ มต า ง ๆ เชน ปา สวน ไร 3.2 ลูกโลก เปนเครื่องมือทางภูมิศาสตรอยางหนึ่งที่ใชเปนอุปกรณในการศึกษาคนควาหรือใช ประโยชนในดา นอนื่ ๆ ลกู โลกจําลองเปน การยอสว นของโลกมลี กั ษณะทรงกลม บนผิวของลูกโลกจะมีแผนท่ี โลก แสดงพ้ืนดนิ พ้นื น้าํ สภาพภูมปิ ระเทศ ท่ตี ั้งประเทศ เมืองและเสนพิกัดทางภูมิศาสตร เพ่ือสามารถบอก ตําแหนง ตาง ๆ บนพนื้ ผิวโลกได ลูกโลกจําลองสรา งคลา ยลกู โลกจริง แสดงสแี ทนลักษณะภูมิประเทศตา ง ๆ

20 องคประกอบของลกู โลก ไดแก เสนเมรเิ ดยี น เปน เสนสมมติที่ลากจากขว้ั โลกเหนือไปยังข้ัวโลกใต ซง่ึ กําหนดใหม ีคาเปน 0 องศา ที่เมืองกรีนชิ ประเทศอังกฤษ เสน ขนาน เปนเสน สมมติท่ลี ากไปรอบโลกในแนวนอน ทุกเสนจะขนานกับเสนศูนยสตู ร 3.3 เข็มทิศ เปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศทางของจุดหรือวัตถุ โดยมีหนวยเปนองศา เปรียบเทยี บกบั จดุ เร่มิ ตน อาศยั แรงดงึ ดูดระหวา งสนามแมเหลก็ ขั้วโลกกับเขม็ แมเหล็ก ซึ่งเปนองคประกอบที่ สําคัญท่ีสดุ เขม็ แมเหลก็ จะแกวง ไกวอสิ ระในแนวนอนเพือ่ ใหแ นวเขม็ ชอ้ี ยใู นแนว เหนือ - ใต ไปยังข้ัวแมเ หลก็ โลกตลอดเวลา เข็มทิศมปี ระโยชนเพ่ือใชในการเดินทาง ไดแ ก การเดินเรอื ทะเล เคร่อื งบิน การใชเ ขม็ ทศิ จะตอง มีแผนทีป่ ระกอบและตอ งหาทิศเหนอื กอน 3.4 รูปถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทียม เปนรูปหรือขอมูลตัวเลขท่ีไดจากการเก็บขอมูล ภาคพน้ื ดนิ จากกลองทีต่ ดิ อยูกบั ยานพาหนะ เชน เคร่อื งบนิ หรือดาวเทียม ประโยชนของรูปถายทางอากาศและภาพถายจากดาวเทียม รูปถายทางอากาศและภาพถาย จากดาวเทียมใหขอมูลพ้ืนผิวของเปลือกโลกไดเปนอยางดี ทําใหเห็นภาพรวมของการใชพื้นท่ีและ การเปล่ียนแปลงตางๆ ตามที่ปรากฏบนพื้นโลกเหมาะแกการศึกษาทรัพยากรผิวดิน เชน ปาไม การใช ประโยชนจ ากดนิ หนิ และแร 3.5 เครอ่ื งมอื เทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษาภมู ิศาสตร เทคโนโลยีท่สี าํ คญั ดา นภมู ศิ าสตร คือ 1) ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) หมายถึง การเก็บ รวบรวมและบนั ทกึ ขอ มลู ทางภูมิศาสตร ดว ยระบบคอมพิวเตอรโดยขอ มูลเหลานี้สามารถปรับปรุงแกไขใหถูกตองทันสมัย และสามารถแสดงผลหรือ นําออกมาเผยแพรเปนตัวเลข สถิติ รูปภาพ ตาราง แผนที่และขอความทางหนาจอคอมพิวเตอรหรือพิมพ ออกมาเปน เอกสารได

21 ประโยชนข องระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) คือชว ยใหป ระหยัดเวลาและงบประมาณ ชวยใหเห็นภาพจําลองพ้ืนที่ชัดเจนทําใหการตัดสินใจวางแผนจัดการและพัฒนาพ้ืนที่มีความสะดวกและ สอดคลอ งกับศักยภาพของพืน้ ที่น้ันและชวยในการปรบั ปรุงแผนท่ีใหทนั สมยั 2) ระบบพกิ ดั พ้นื ผวิ โลก (GPS) เปน เครอ่ื งมอื รบั สัญญาณพกิ ัดพ้นื ผิวโลกอาศยั ระยะทางระหวาง เคร่ืองรับดาวเทียม GPS บนพ้ืนผิวโลกกับดาวเทียมจํานวนหน่ึงท่ีโคจรอยูในอวกาศและระยะทางระหวาง ดาวเทยี มแตละดวง ปจ จุบันมดี าวเทยี มชนิดน้อี ยูป ระมาณ 24 ดวง เครื่องมือรับสัญญาณ มีขนาดและรูปราง คลา ยโทรศพั ทมือถือ เม่ือรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวจะทราบคาพิกัด ณ จุดท่ีวัดไว โดยอาจจะอานคาเปน ละตจิ ูดและลองจิจดู ได ความคลาดเคลือ่ นขึ้นอยูกบั ชนิดและราคาของเครือ่ งมือ ประโยชนของเครื่องมือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาภูมิศาสตร จะคลายกับการใชประโยชน จากแผนทสี่ ภาพภูมิประเทศและแผนท่ีเฉพาะเรือ่ ง เชน จะใหคาํ ตอบวาถาจะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด หน่ึง ในแผนท่ีจะมีระยะทางเทาใด ถาทราบความเร็วของรถจะทราบวาใชเวลานานเทาใด บางครั้งขอมูล มคี วามสับสนมาก เชน ถนนบางชว งมสี ภาพถนนไมเ หมือนกัน คอื บางชวงเปนถนนกวางทสี่ ภาพผิวถนนดี บางชวงเปน ถนนลกู รงั บางชวงเปนหลมุ เปนบอ ทาํ ใหการคิดคํานวณเวลาเดนิ ทางลําบากแตระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตรจะชว ยใหค ําตอบได

22 กิจกรรมที่ 1.3 วิธีใชเครือ่ งมอื ทางภูมศิ าสตร 1) ถาตองการทราบระยะทางจากที่หน่ึงไปยังอีกที่หน่ึง ผูเรียนจะใชเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร ชนดิ ใด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ................................................................................................... 2) ภาพถา ยจากดาวเทียม มีประโยชนอ ยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ................................................................................................... 3) แผนที่มปี ระโยชนอยางไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ................................................................................................... 4) ถาตองการทราบวาประเทศไทยอยูพิกัดภูมิศาสตรที่เทาไหร ผูเรียนจะใชเครื่องมือทาง ภูมิศาสตรชนดิ ใดไดบา ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................

23 เรอ่ื งท่ี 4 สภาพภมู ศิ าสตรกายภาพของไทยท่ีสง ผลตอทรัพยากรตา ง ๆ และสงิ่ แวดลอ ม ประเทศไทยมีความแตกตางกันทางสภาพภูมิศาสตรกายภาพ เน่ืองจากมีปจจัยท่ีกอใหเกิดลักษณะ ภมู ปิ ระเทศ คือ 1) การผันแปรของเปลือกโลก เกิดจากพลังงานภายในโลกท่ีมีการบีบ อัด ใหยกตัวสูงขึ้นหรือ ทรดุ ตา่ํ ลง สวนที่ยกตัวสงู ขึน้ ไดแ ก ภเู ขา ภเู ขาไฟ เนินเขา ทีร่ าบสงู สวนท่ีลดตา่ํ ลง ไดแก หุบเขา ทรี่ าบลุม 2) การกระทาํ ของตวั กระทาํ ตา ง ๆ เมือ่ เกิดการผนั แปรแบบแรกแลว กจ็ ะเกดิ การกระทาํ จากตวั ตาง ๆ เชน ลม น้าํ คล่ืน ไปกัดเซาะพังทลายภูมิประเทศหลัก ลักษณะของการกระทํามี 2 ชนิด คือ การกัดกรอน ทาํ ลาย คอื การทําลายผวิ โลกใหตาํ่ ลง โดย ลม อากาศ นาํ้ นาํ้ แข็ง คล่นื ลมและ การสะสมเสรมิ สราง คอื การปรบั ผิวโลกใหราบโดยเปน ไปอยางชา ๆ แตตอ เนอ่ื ง 3) การกระทาํ ของมนุษย เชน การสรา งเข่ือน การระเบิดภเู ขา ดว ยเหตดุ งั กลาว นกั ภูมิศาสตรไดใ ชห ลกั เกณฑความแตกตางทางดานกายภาพ เชน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศของทอ งถ่นิ มาใชในการแบง ภาคภมู ิศาสตร จงึ ทําใหประเทศไทยมีสภาพภมู ศิ าสตรท ี่แบงเปน 6 เขต คือ 1. เขตภูเขาและหุบเขาทางภาคเหนือ ลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขามากกวาภาคใด ๆ และ เทือกเขาจะทอดยาวในแนวเหนือใตสลับกับท่ีราบหุบเขา โดยมีท่ีราบหุบเขาแคบ ๆ ขนานกันไป อันเปนตน กําเนิดของแมน้ําลาํ คลองหลายสาย แควใหญนอยในภาคเหนือทําใหเกิดที่ราบลุมแมนํ้า ซึ่งอยูระหวางหุบเขา อันอุดมสมบูรณไปดวยทรัพยากรธรรมชาติ ราษฎรสวนใหญประกอบอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสัตวและทํา เหมอื งแร นอกจากนท้ี รพั ยากรธรรมชาตยิ งั เออื้ อาํ นวยใหเ กดิ อตุ สาหกรรมในครวั เรือนทมี่ ชี ือ่ เสียง เปนท่ีรจู กั กนั มาชา นาน ภาคเหนอื จะอยูในเขตรอนท่มี ลี ักษณะภูมิอากาศคลา ยคลึงกับภูมิอากาศทางตอนใตของเขตอบอุน ของประเทศทมี่ ี 4 ฤดู 2. เขตเทือกเขาทางภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศเปนพ้ืนที่แคบ ๆ ทอดยาวขนานกับ พรมแดนประเทศพมา สวนใหญเปน ภเู ขา มีแหลง ทรัพยากรแรธาตแุ ละปา ไมของประเทศ มีปริมาณฝนเฉล่ีย ตํ่ากวาทุกภาคและเปนภูมิภาคที่ประชากรอาศัยอยูนอย สวนใหญอยูในเขตที่ราบลุมแมนํ้าและชายฝงและ มักประกอบอาชีพปลกู พชื ไรแ ละการประมง ลกั ษณะภมู อิ ากาศโดยทว่ั ไป มีความแหง แลง มากกวา ในภาคอื่น ๆ เพราะมีเทอื กเขาสงู เปน แนวกาํ บงั ลม ทําใหอ ากาศในฤดูรอนและฤดูหนาวแตกตางกันอยางเดนชัด เนื่องจาก แนวเทือกเขาขวางกั้น ทิศทางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต กอใหเกิดบริเวณเงาฝนหรือพื้นท่ีอับลม ฝนจะตก ดา นตะวันตกของเทอื กเขามากกวา ดานภาคตะวันออก 3. เขตท่รี าบของภาคกลาง ลกั ษณะภูมปิ ระเทศสว นใหญเ ปน ท่รี าบลมุ แมน ํา้ อนั กวางใหญ มีลักษณะเอียงลาดจากเหนือลงมาใต เปนที่ราบที่มีความอุดมสมบูรณมากท่ีสุดเพราะเกิดการทับถมของ ตะกอน เชน ที่ราบลุม แมน้ําเจา พระยา และทาจีน เปน แหลง ที่ทาํ การเกษตร (ทํานา) ที่ใหญท่ีสุด มีเทือกเขา เปนขอบของภาค ทง้ั ดานตะวันตกและตะวนั ออก 4. เขตภเู ขาและท่ีราบบริเวณชายฝง ทะเลตะวนั ออก ลกั ษณะภูมปิ ระเทศเปน เทอื กเขาสงู และ

24 ทีร่ าบ ซ่งึ สว นใหญเ ปน ท่รี าบลูกฟูกและมีแมน ํา้ ท่ีไหลลงสอู าวไทย แมนํ้าในภาคตะวันออกสวนมากเปนแมนํ้า สายสน้ั ๆ ซ่ึงไดพดั พาเอาดนิ ตะกอนมาทงิ้ ไว จนเกดิ เปนทร่ี าบแคบ ๆ ตามท่ีลุมลักษณะชายฝงและมีลักษณะ ภูมิประเทศเปน เกาะ อาว และแหลม ลักษณะภูมิอากาศ ภาคตะวนั ออกมีชายฝง ทะเลและมเี ทือกเขาเปนแนว ยาว เปด รบั ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตจากอาวไทยอยางเต็มที่ จึงทําใหภาคน้ีมีฝนตกชุกหนาแนนบางพื้นที่ ไดแ ก พนื้ ท่ีรับลมดานหนาของเทือกเขาและชายฝงทะเล อุณหภูมิของภาคตะวันออกจะมีคาสมํ่าเสมอตลอด ท้งั ปและมคี วามชืน้ คอนขางสงู เหมาะแกการทาํ สวน 5. เขตทีร่ าบสงู ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ลักษณะภมู ิประเทศเปน ทรี่ าบสงู ขนาดตํ่าทางบริเวณ ตะวันตกของภาคจะมีภูเขาสูง ทางบริเวณตอนกลางของภาคมีลักษณะเปนแองกะทะ เรียกวา “แองท่ีราบ- โคราช” มแี มน้ําชีและแมนา้ํ มูลไหลผา น ยังมีทร่ี าบโลงอยูห ลายแหง เชน ทงุ กุลารอ งไห ทงุ หมาหิว ซงึ่ สามารถ ทาํ นาไดแตไ ดผลผลติ ตํา่ และมีแนวทวิ เขาภพู านทอดโคง ยาวคอ นไปทางตะวนั ออกเฉียงเหนือของภาคถัดเลยจาก แนวทิวเขาภูพานไปทางเหนอื มแี อง ทรดุ ตํา่ ของแผนดนิ เรยี กวา “แอง สกลนคร” 6. เขตคาบสมุทรภาคใต ลกั ษณะภูมิประเทศเปนคาบสมุทรย่ืนไปในทะเล มีเทือกเขาทอดยาว ในแนวเหนือใต ท่ีเปนแหลงทับถมของแรดีบุก และมีความสูงไมมากนักเปนแกนกลางบริเวณชายฝงทะเล ทงั้ สองดานของภาคใตเปนท่ีราบ มปี ระชากรอาศยั อยูหนาแนน ภาคใตไ ดร ับอิทธพิ ลความช้ืนจากทะเลท้ังสอง ดาน มีฝนตกชกุ ตลอดป และมีปริมาณฝนเฉลยี่ สูง เหมาะแกการเพาะปลกู พืชผลเมืองรอน ที่ตองการความชื้นสูง ลักษณะภมู ิอากาศไดร ับอิทธพิ ลของลมมรสุมท้ังสองฤดู จึงเปนภาคท่ีมีฝนตกตลอดทั้งป ทําใหเหมาะแกการ ปลูกพืชเมืองรอ นทีต่ อ งการความชุม ชืน้ สงู เชน ยางพารา ปาลมนาํ้ มนั เปนตน องคประกอบของสิ่งแวดลอมทางกายภาพของไทย ที่สําคัญมี 3 องคประกอบ ไดแก ลักษณะ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันและมีผลตอความเปนอยูของ มนษุ ยท ัง้ ทางตรงและทางออม 1) ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะของเปลือกโลกทเ่ี หน็ เปนรปู แบบตา งๆ แบงเปน 2 ประเภท คือ ลักษณะภูมิประเทศหลัก ไมเปล่ียนรูปงาย ไดแก ที่ราบ ที่ราบสูง ภูเขา และเนนิ เขา ลกั ษณะภูมิประเทศรองเปลยี่ นแปลงรปู ไดง า ย ไดแ ก หบุ เขา หวย เกาะ อาว แมน ้าํ สนั ดอนทราย แหลม ทะเลสาบ 2) ลักษณะภูมิอากาศ หมายถึง คาเฉล่ียของลมฟาอากาศที่เกิดข้ึนเปนประจําในบริเวณใด บรเิ วณหน่งึ ในชว งระยะเวลาหนึง่ ซึง่ มปี จ จัยควบคุมอากาศ เชน ตาํ แหนงละตจิ ูด 3) ทรพั ยากรธรรมชาติ ทรพั ยากรธรรมชาติ หมายถึง ส่ิงท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและมนุษย สามารถนําไปใชประโยชนในการดํารงชีวิตได แบงออกเปน 4 ประเภท คือ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ํา ทรพั ยากรปาไมและทรพั ยากรแรธ าตุ ทรัพยากรธรรมชาติ แบง เปน 3 ประเภท คือ - ทรพั ยากรท่ใี ชแลวหมดไปไมสามารถเกิดมาทดแทนใหมไ ด เชน นํ้ามนั แรธ าตุ - ทรพั ยากรท่ีใชแ ลว สามารถสรา งทดแทนได เชน ปา ไม สตั วบ ก สตั วน ํา้ - ทรพั ยากรทใ่ี ชแลวไมหมดไป เชน นาํ้ อากาศ เปน ตน

25 การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ การอนรุ ักษ หมายถึง การรูจ ักใชท รพั ยากรธรรมชาตอิ ยางคมุ คา และใหเกิดประโยชนมากทส่ี ุด โดยมวี ัตถุประสงค คอื 1. เพ่ือปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย หมายถึง การใชประโยชนสูงสุด และรักษาสมดุลของ ธรรมชาติไวดว ย โดยใชเทคโนโลยีทท่ี ําใหเกิดผลเสยี ตอสภาพแวดลอมนอยท่ีสุด 2. เพ่ือรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดลอมใหอยูในสภาพสมดุล โดยไมเกิดส่ิงแวดลอมเปนพิษ (Polution) จนทําใหเ กดิ อันตรายตอมนุษยและส่งิ แวดลอม 1) ทรัพยากรดิน ดินเกิดจากการสลายตัวของหิน แรธาตุและอินทรียวัตถุตาง ๆ อันเน่ืองมาจากการ กระทาํ ของลม ฟา อากาศและอน่ื ๆ สวนประกอบท่ีสาํ คัญของดนิ ไดแ ก อนินทรยี ว ัตถหุ รอื แรธ าตุ ปญ หาของการใชท รัพยากรดนิ เกดิ จาก 1. การกระทําของธรรมชาติ เชน การสึกกรอนพังทลายท่ีเกิดจากลม กระแสนํ้าและ การชะลางแรธ าตตุ า ง ๆ ในดิน 2. การกระทาํ ของมนุษย เชน การทาํ ลายปาไม การปลูกพชื ชนิดเดียวซ้ําซาก การเผาปาและ ไรน า ทําใหสูญเสียหนา ดนิ ขาดการบาํ รุงรักษาดนิ การอนรุ ักษทรัพยากรดิน โดยการปลกู พืชหมนุ เวยี น การปลูกพืชแบบข้นั บันไดปอ งกนั การเซาะ ของนํา้ ปลกู พืชคลมุ ดิน ปอ งกนั การชะลางหนา ดนิ ไมตัดไมทาํ ลายปาและการปลูกปาในบริเวณท่ีมีความลาดชัน เพ่ือปองกันการพงั ทลายของดิน

26

27 2) ทรัพยากรน้ํา น้ําเปนทรัพยากรที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของมนุษยและสิ่งมีชีวิต ใชแลว ไมหมดส้ินไป แบงเปน - นํา้ บนดนิ ไดแก แมน้ํา ลําคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ ปรมิ าณน้ํา ขึน้ อยูกบั ปริมาณนา้ํ ฝน - นาํ้ ใตด ิน หรอื น้าํ บาดาล ปริมาณนาํ้ ขน้ึ อยูกบั นํ้าท่ไี หลซมึ ลงไปจากพื้นดิน และความสามารถ ในการกกั นํ้าในชน้ั หนิ ใตด นิ - น้ําฝน ไดจากฝนตก ซ่ึงแตละบริเวณจะมีปริมาณนํ้าแตกตางกัน ซึ่งในประเทศไทย เกิดปญ หาวิกฤติการณเ กย่ี วกับทรพั ยากรนาํ้ คอื เกิดภาวะการขาดแคลนน้าํ และเกิดมลพษิ ทางน้ํา เชน นํ้าเสีย จากโรงงานอตุ สาหกรรม การอนุรักษทรพั ยากรน้าํ โดยการ 1. การพัฒนาแหลงน้าํ ไดแก การขดุ ลอกหนอง คลองบึงและแมน้ําที่ต้ืนเขิน เพื่อใหสามารถ กกั เก็บน้าํ ไดม ากขนึ้ ตลอดจนการสรางเขื่อนและอา งกักเก็บนํา้ 2. การใชน้ําอยางประหยัด ไมป ลอยใหน้าํ สญู เสยี ไปโดยเปลา ประโยชนและสามารถนาํ นํา้ ท่ใี ช แลวกลบั มาหมนุ เวียนใชไดใ หมอ ีก เชน น้าํ จากโรงงานอตุ สาหกรรม 3. การควบคุมรักษาตนน้ําลาํ ธาร ไมม กี ารอนญุ าตใหม กี ารตดั ตนไมทาํ ลายปา อยางเดด็ ขาด 4. ควบคุมมิใหเกิดมลพิษแกแหลงน้ํา มีการดูแลควบคุมมิใหมีการปลอยส่ิงสกปรกลงไป ในแหลงน้ํา 3) ทรพั ยากรปา ไม ปาไมม คี วามสําคัญตอมนุษยท ั้งทางตรงและทางออม เชน ชวยรักษาสภาพ ดนิ นาํ้ อากาศ บรรเทาความรุนแรงของลมพายุและยังไดรับผลิตภัณฑจากปาไมหรือใชเปนแหลงทองเที่ยว พกั ผอนหยอ นใจได ปา ไม แบง เปน 2 ประเภท คือ 1. ปา ไมไ มผลัดใบ เชน ปา ดงดิบ หรือปาดิบเปน ปา ไมบ รเิ วณท่ีมีฝนตกชุก พบมากทางภาคใต และภาคตะวนั ออก ปาดบิ เขา พบมากในภาคเหนอื ปาสนเขา พบทางภาคเหนอื และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปา ชายเลนนํ้าเค็ม เปนปา ไมต ามดนิ เลน น้าํ เค็มและนาํ้ กรอ ย 2. ปาไมผลัดใบ เชน ปาเบญจพรรณ เปนปาผลัดใบผสม พบมากที่สุดในภาคเหนือ ปาแดง ปา โคก ปาแพะ เปนปา โปรงพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปาชายหาด เปน ตน ไมเลก็ ๆ ข้ึนตามชายหาด ปา พรุ หรอื ปาบงึ เปนปาไมท ่ีเกิดตามดนิ เลน การอนุรักษทรัพยากรปาไม สามารถทําไดโดยการออกกฎหมายคุมครองปาไม คือ พระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 การปองกันไฟไหมปา การปลูกปาทดแทนไมที่ถูกทําลายไป การปอ งกันการลักลอบตดั ไมแ ละการใชไมใ หเ กิดประโยชนและคุม คามากท่ีสุด 4) ทรัพยากรแรธ าตุ แรธ าตุ หมายถงึ สารประกอบเคมีทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ แบง ออกเปน - แรโ ลหะ ไดแ ก เหลก็ ทองแดง สังกะสี ดีบุก ตะกวั่ - แรอโลหะ ไดแก ยิปซมั่ ฟลูออไรด โปแตช เกลอื หนิ - แรเ ชื้อเพลงิ ไดแ ก ลกิ ไนต หินนํ้ามนั ปโ ตรเลยี ม กา ซธรรมชาติ

28 การอนรุ กั ษทรพั ยากรแรธ าตุ 1. ขดุ แรมาใชเ มอ่ื มีโอกาสเหมาะสม 2. หาวิธีใชแรใหมปี ระสิทธิภาพและไดผ ลคุมคา มากท่ีสดุ 3. ใชแรอยา งประหยดั 4. ใชว สั ดหุ รอื สง่ิ อ่นื แทนส่ิงท่จี ะตองทําจากแรธาตุ 5. นาํ ทรัพยากรแรกลบั มาใชใหม เชน นําเศษเหลก็ เศษอลูมเิ นียม มาหลอมใชใหม เปนตน ปจ จยั ท่ีมีผลกระทบตอทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ไดแ ก 1. การเพ่ิมประชากรมผี ลทําใหตองใชทรัพยากรและส่ิงแวดลอมมากขึ้น จึงเกิดปญหาความ เสือ่ มโทรมของสภาพแวดลอมตามมามากข้นึ 2. การใชเ ทคโนโลยที ันสมัย ซง่ึ อาจทําใหเกิดทัง้ ผลดแี ละผลเสยี ตอธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอม กจิ กรรมที่ 1.4 สภาพภูมศิ าสตรกายภาพของไทยที่สงผลตอ ทรัพยากรตา งๆ และส่งิ แวดลอม 1) ใหผเู รยี นอธบิ ายวาสภาพภมู ิศาสตรข องประเทศไทย ท้ัง 6 เขต มีอะไรบาง และแตละเขตสวนมาก ประกอบอาชพี อะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2) ผูเรียนคิดวาประเทศไทยมีทรัพยากรอะไรท่ีมากท่ีสุด บอกมา 5 ชนิด แตละชนิดสงผลตอ การดาํ เนินชีวิตของประชากรอยางไรบา ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

29 เรอื่ งที่ 5 ความสําคญั ของการดํารงชีวิตใหสอดคลอ งกบั ทรพั ยากรในประเทศ 5.1 ความสําคัญของการดาํ รงชวี ิตใหสอดคลองกบั ทรัพยากรของประเทศไทย จากท่ีไดกลาวมาแลววา ประเทศไทยมีความแตกตางกันทางดานกายภาพ เชน ภูมิประเทศ ภูมอิ ากาศของทองถ่ิน จึงทําใหแตละภาคมีทรัพยากรท่ีแตกตางกันตามไปดวย สงผลใหประชากร ในแตละ ภมู ภิ าคประกอบอาชพี ตางกันไปดว ย เชน ภาคเหนือ ในภาคเหนือมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ จากการที่ลักษณะภูมิประเทศของ ภาคเหนือสวนใหญเปนทิวเขาและมีที่ราบหุบเขาสลับกันแตพ้ืนท่ีราบมีจํากัด ทําใหประชากรต้ังถิ่นฐาน อยา งหนาแนนตามทีร่ าบลุม แมน า้ํ ทรพั ยากรทส่ี ําคัญ คือ 1) ทรพั ยากรดนิ ท้ังดนิ ทรี่ าบหบุ เขา ดนิ ทม่ี นี าํ้ ทว มถงึ และดนิ ท่ีเหลอื คา งจากการกัดกรอ น 2) ทรัพยากรนํา้ แบง เปน 2 ประเภท คือ 1. น้ําบนผิวดิน ไดแก แมนํ้าลําธาร หนองบึงและอางเก็บนํ้าตาง ๆ แมวาภาคเหนือจะมี แมนา้ํ ลาํ ธาร แตบ างแหง ปรมิ าณน้ํากไ็ มเ พียงพอ เนอื่ งจากเปนแมนํ้าสายเลก็ ๆ และปจจุบันปริมาณนํ้าในแมน้ํา ลาํ ธารในภาคเหนือลดลงมาก ทั้งน้ีเนื่องจากการตัดไมทําลายปาในแหลงตนน้ํา แตอยางไรก็ตามยังมีแมน้ํา หลายสาย เชน แมนํ้าปง วัง ยม นาน แมนํ้าปงจังหวัดเชียงใหมและแมน้ํากกจังหวัดเชียงรายท่ีมีนํ้าไหล ตลอดป แมในฤดูแลงก็ยังมีน้ําที่ทําการเกษตรไดบาง นอกจากน้ี ยังมีบึงนํ้าจืดขนาดใหญ คือ กวานพะเยา จังหวดั พะเยา บงึ บอระเพด็ จังหวดั นครสวรรค 2. นํ้าใตดิน ภาคเหนือมีน้ําใตดินท่ีอยูในรูปของนํ้าบอและบอบาดาล จึงสามารถใชบริโภค และทาํ การเกษตรได 3) ทรัพยากรแร มีเหมอื งแรใ นทกุ จงั หวดั ของภาคเหนือ แรท่ีสําคัญไดแก ดีบุก ทังสเตน พลวง ฟลอู อไรด ดนิ ขาว ถานลิกไนตและนาํ้ มนั ปโ ตรเลียม 4) ทรพั ยากรปาไม ภาคเหนอื มอี ตั ราพ้ืนทีป่ า ไมต อ พ้ืนท่ที งั้ หมดมากกวาทกุ ภาค จังหวดั ที่มปี าไม มากท่ีสดุ คือ เชียงใหม ปา ไมส วนใหญเ ปน ปา เบญจพรรณและปาแดง ไมทีส่ ําคญั คือ ไมส ัก 5) ทรัพยากรดานการทองเท่ียว ภาคเหนือมีธรรมชาติที่สวยงาม สามารถดึงดูดนักทองเที่ยว ใหม าชมวิวทิวทัศน มที ง้ั นา้ํ ตก วนอุทยาน ถ้ํา บอนํ้ารอน เชน ดอยอินทนนทจังหวัดเชียงใหม ภูช้ีฟาจังหวัด เชยี งราย ประชากร ภาคเหนือเปนภาคที่ประชากรอาศัยอยูเบาบาง เน่ืองจากภูมิประเทศ เต็มไปดวยภูเขา ประชากรสวนใหญอาศัยอยูหนาแนนตามท่ีราบลุมแมน้ํา สวนใหญสืบเช้ือสายมาจากไทยลานนา นิยม เรียกคนภาคเหนอื วา “คนเมือง” ประชากรในภาคเหนือสามารถรักษาวัฒนธรรมดัง้ เดิมไวไดอยางเหนียวแนน เชน ประเพณีสงกรานต ประเพณีทานสลากหรือตานกว ยสลาก ประเพณลี อยกระทง

30 นอกจากน้ยี ังมชี าวไทยภเู ขาอาศัยอยูเปนจํานวนมาก เชน เผามง มเู ซอ เยา ลีซอ อกี อ กะเหร่ยี ง ฯลฯ จังหวดั ท่ีมีชาวเขามากท่สี ุด คอื เชียงใหม แมฮองสอนและเชียงราย การอพยพของชาวเขาเขามาในประเทศ ไทยจํานวนมากทําใหเกิดปญหาติดตามมา คือ ปญหาการตัดไมทําลายปา เพ่ือทําไรเล่ือนลอย ปญหา การปลูกฝน รฐั บาลไดแกไ ขปญ หา โดยหามาตรการตาง ๆ ที่ทําใหชาวเขาหันมาปลูกพืชเมืองหนาว เชน ทอ กาแฟ สตรอเบอร่ี บวย อะโวคาโด และดอกไมเมืองหนาว ฯลฯ นอกจากน้ีหนวยงานท่ีเกี่ยวของ ยังไดจัด การศกึ ษาเพอื่ ใหช าวเขาไดเ รียนภาษาไทย ปลูกจิตสาํ นึกความเปนคนไทย เพอื่ ใหเ ขา ใจถึงสิทธิหนาที่ การเปน พลเมืองไทยคนหน่ึง การประกอบอาชพี ของประชากรในภาคเหนอื ประชากรในภาคเหนือจะมีอาชีพทํานา ซ่ึงปลูกท้ัง ขา วเจาและขาวเหนยี ว ในพื้นที่ราบลุมแมน ้ํา เนอื่ งจากมดี ินอดุ มสมบรู ณแ ละมกี ารชลประทานท่ีดี จึงสามารถ ทํานาไดปล ะ 2 ครงั้ แตผลผลิตรวมยงั นอยกวาภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ นอกจากน้ี ยงั ประกอบ อาชีพทําไร (ขาวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หอม กระเทียม ออย) การทําสวนผลไม (ล้ินจี่ ลําไย) อุตสาหกรรม (โรงบมใบยาสูบ การผลิตอาหารสาํ เรจ็ รปู และอาหารกระปอง) อุตสาหกรรมพ้ืนเมือง (เคร่ืองเขิน เคร่ืองเงิน การแกะสลักไมสัก การทํารมกระดาษ) อุตสาหกรรมการทองเท่ียวเน่ืองจากภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัด เชยี งใหม มที ศั นียภาพที่สวยงาม มโี บราณสถานมากมายและมวี ัฒนธรรมที่เกา แกทง่ี ดงาม ภาคตะวนั ตก เนือ่ งจากทวิ เขาในภาคตะวันตกเปนทวิ เขาที่ทอดยาวมาจากภาคเหนือ ดังน้ันลักษณะ ภมู ิประเทศจงึ คลา ยกับภาคเหนอื คอื เปนทิวเขาสูงสลบั กบั หุบเขาแคบ ซงึ่ เกิดจากการเซาะของแมน้ํา ลําธาร

31 อยางรวดเร็ว ทิวเขาสวนใหญเปนหินคอนขางเกา สวนใหญเปนหินปูน พบมากที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ภเู ขาหนิ ปนู เหลานี้จะมยี อดเขาหยกั แหลมตะปมุ ตะปา นอกจากนย้ี งั มหี นิ ดนิ ดาน หนิ แกรนติ และ หนิ ทราย และมที ่รี าบในภาคตะวนั ตก ไดแ ก ท่รี าบลุม แมนาํ้ แควใหญ ท่ีราบลุมแมน า้ํ แควนอย ทรี่ าบลมุ แมน า้ํ แมก ลองมที รพั ยากรทีส่ ําคญั คือ 1) ทรัพยากรดิน ดินในภาคตะวันตกสวนใหญเกิดจากการผุพังของหินปูน ดินจึงมีสภาพเปน กลางหรือดา ง ซ่ึงถอื วาเปนดนิ ที่อดุ มสมบรู ณ เหมาะกับการเพาะปลูก 2) ทรพั ยากรนา้ํ ภาคตะวนั ตกเปนภาคท่ีมีฝนตกนอยกวาทุกภาคในประเทศ เพราะอยูในพื้นที่ อับฝน แบงเปน 2 ประเภท คอื 1. น้ําบนผิวดิน ไดแก แมนํ้า ลําธาร หนองบึงและอางเก็บนํ้าตาง ๆ แมวาจะมีฝนตกนอย เพราะมที วิ เขาตะนาวศรแี ละทิวเขาถนนธงชัยขวางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต ดังนั้นฝนจึงตกมากบนภูเขา ซ่ึงใน ภาคตะวันตกมีปาไมและแหลงตนน้ําลําธารอุดมสมบูรณ จึงทําใหตนนํ้าลําธารมีนํ้าหลอเลี้ยงอยูเสมอ เชน แมน้ําแควใหญ แมนาํ้ แควนอย และแมน า้ํ แมก ลอง นอกจากน้ีลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันตก มีลักษณะ เปนหบุ เขาจํานวนมาก จงึ เหมาะอยางย่งิ ในการสรา งเข่ือน เชน เขือ่ นภมู ิพล เขอื่ นศรนี ครนิ ทร เขื่อนวชิราลงกรณ เขือ่ นเขาแหลม เขื่อนแกง กระจาน และเขือ่ นปราณบุรี 2. นํ้าใตดิน ภาคตะวันตกมีการขุดบอบาดาล ปริมาณนํ้าที่ขุดไดไมมากเทากับนํ้าบาดาล ในภาคกลาง 3) ทรพั ยากรแร ภาคตะวันตกมีหินอคั นแี ละหนิ แปร มีดีบุกซ่ึงพบในหินแกรนิต ทังสเตน ตะกั่ว สงั กะสี เหลก็ รัตนชาติ และหินนาํ้ มนั 4) ทรัพยากรปาไม ภาคตะวันตกมคี วามหนาแนนของปาไมรองจากภาคเหนือ จังหวัดท่ีมีปาไม มากทส่ี ุด คือ จังหวดั กาญจนบุรี 5) ทรัพยากรดานการทอ งเทยี่ ว สถานที่ทอ งเทย่ี วสว นใหญเ ปนภูเขา ถํ้า น้ําตก เข่ือน อุทยาน- แหง ชาติ ฯลฯ ประชากร ภาคตะวันตกเปน ภาคท่มี ีความหนาแนนของประชากรนอยทส่ี ุด จงั หวดั ที่มีประชากร หนาแนน ทส่ี ดุ คือ จงั หวัดราชบรุ ี เพราะมีพืน้ ทเี่ ปน ท่ีราบลมุ แมนํา้ การประกอบอาชีพของประชากร ภาคตะวันตกมีลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาคลายกับ ภาคเหนอื และมพี ืน้ ท่รี าบคลา ยกบั ภาคกลาง ประชากรสวนใหญจงึ อาศยั ในพ้ืนทรี่ าบและมอี าชีพเกษตรกรรม อาชีพท่ีสําคัญคือการทําไรออย (โดยเฉพาะท่ีจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี) ปลูกสับปะรด ขาวโพด มนั สําปะหลัง ฝาย องนุ การทาํ นา ตามท่ีราบลุมแมน้ํา การเลี้ยงโคนม การทําโองเคลือบดินเผา ทํานาเกลือ อาชีพการประมง การทําเคร่ืองจักสาน นอกจากนี้ยังมี การทําเหมืองแรดีบุก ทังสเตน ตะกั่ว สังกะสี เหล็ก รตั นชาตแิ ละหินนํ้ามนั ภาคกลาง ภมู ปิ ระเทศในภาคกลางเปนท่รี าบลมุ แมนาํ้ เพราะแมนํา้ หลายสายไหลผานทําใหเกิดการ ทับถมของตะกอนและมภี เู ขาชายขอบ พน้ื ทีแ่ บงไดเ ปน 2 เขตยอ ย คือ ภาคกลางตอนบน เปนทรี่ าบลุมแมนํ้า และท่ีราบลูกฟูก มีเนินเขาเต้ีย ๆ สลับเปนบางตอน ในเขตภาคกลางตอนลาง คือต้ังแตบริเวณจังหวัด

32 นครสวรรคลงมาจนถึงอา วไทย มลี ักษณะเปนท่ีราบลมุ น้ําทว มถงึ และเปน ลานตะพกั ลําน้าํ (Stream Terrace) ทรพั ยากรที่สาํ คญั คอื 1) ทรัพยากรดิน ภาคกลางมีดินที่อุดมสมบรู ณกวาภาคอ่นื ๆ เพราะเกิดจากการทับถมของโคลน ตะกอนที่มากบั แมน า้ํ ประกอบกบั มีการชลประทานทดี่ ี จึงทาํ การเกษตรไดด ี เชน การทาํ นา 2) ทรัพยากรนา้ํ ภาคกลางเปน ภาคที่มีนาํ้ อุดมสมบูรณ แบงเปน 2 ประเภท คอื 1. น้ําบนผิวดิน มีแมนํ้าท่ีสําคัญหลอเลี้ยง คือ แมน้ําเจาพระยา ซึ่งจะมีนํ้าไหลตลอดทั้งป เน่ืองจากมแี มน ้าํ สายเล็ก ๆ จํานวนมากไหลลงมาสแู มน ้ําเจาพระยา มกี ารชลประทานที่ดี เพื่อกักเก็บน้ําไวใช ในฤดูแลง นอกจากน้ยี ังมีทะเลสาบขนาดใหญ คอื บึงบอระเพ็ด ซึ่งเปนแหลงเพาะพันธุปลาน้ําจืดท่ีใหญท่ีสุด ในโลก 2. น้าํ ใตด นิ เน่อื งจากภาคกลางมีลักษณะเปนแองขนาดใหญ จึงมีบรเิ วณนํ้าบาดาลมากที่สุด ของประเทศ 3) ทรัพยากรแร หนิ ในภาคกลางสวนใหญเ ปน หินเกิดใหมที่มีอายุนอย มีหินอัคนีซ่ึงเปนหินเกา พบไดท างตอนเหนือและชายขอบของภาคกลางและมีน้าํ มนั ท่จี งั หวดั กาํ แพงเพชร 4) ทรัพยากรปาไม ภาคกลางมีพ้ืนที่ปาไมนอยมาก จังหวัดท่ีมีปาไมมากคือจังหวัดที่อยูทาง ตอนบนของภาค คือ จงั หวดั เพชรบูรณ พษิ ณุโลก อุทยั ธานี สโุ ขทยั และกําแพงเพชร 5) ทรัพยากรดานการทองเที่ยว สถานท่ีทองเท่ียวสวนใหญเปนน้ําตกและแมนํ้า ซ่ึงปจจุบัน แมนํ้าหลายสายจะมีตลาดนํ้าใหนักทองเที่ยวไดมาเย่ียมชมมีวนอุทยาน หวยขาแขง จังหวัดอุทัยธานี นอกจากนี้ยงั มีโบราณสถานที่เปน มรดกโลก เชน อุทยานประวตั ิศาสตรท ่ีจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ประชากร ภาคกลางเปนภาคท่ีมปี ระชากรมากเปน อนั ดับสองรองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชากรสว นใหญจะหนาแนนมากในบรเิ วณทรี่ าบลมุ แมนาํ้ เจาพระยา เพราะความอดุ มสมบรู ณเ หมาะแกการ เพาะปลกู จังหวดั ท่ตี ดิ กับชายทะเลก็จะมีประชากรอาศัยอยหู นาแนน นอกจากนี้ภาคกลางจะมอี ตั ราการเพ่มิ ของ ประชากรรวดเร็วมาก เน่อื งจากมกี ารอพยพเขามาหางานทาํ ในเมอื งใหญก นั มาก การประกอบอาชีพของประชากร ภาคกลางมีความอุดมสมบูรณ ทั้งทรัพยากรดิน และนํ้า นับเปนแหลงอูข า วอนู ้ําของประเทศ ในภาคกลางตอนบนประกอบอาชีพทํานาขาวและทําไร (ขาวโพด ออย มันสําปะหลัง) รองลงมาคือ อุตสาหกรรม ภาคกลางตอนลางจะมีอาชีพปลูกขาวในบริเวณราบลุมแมนํ้า เนอ่ื งจากทด่ี นิ เปน ดนิ เหนียวมนี า้ํ แชขงั และมีระบบการชลประทานดี จึงสามารถทํานาไดปละ 2 ครั้ง นับเปน แหลง ปลูกขา วท่ีใหญท ส่ี ดุ ในประเทศและมีการทาํ นาเกลอื นากงุ ในแถบจังหวัดชายทะเล ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเปนภาคท่ีเล็กท่ีสุด ตอนเหนือของภาคมีภูมิประเทศเปน ที่ราบลุม เกดิ จากการเคลอ่ื นไหวและการบีบอัดตัวของเปลือกโลก ทําใหตอนกลางของภาคโกงตัวเปนทิวเขาไปจนถึง ดานตะวันออกเฉียงใต ขณะเดียวกันตอนเหนือของภาคเกิดการทรุดตัวเปนแองกลายเปนท่ีราบลุมแมน้ํา และเกดิ การทับถมของโคลนและตะกอน ตอนกลางของภาคเปนทวิ เขา ภูมิประเทศสว นใหญเปน หุบเขาแคบ ๆ

33 มีท่ีราบตามหุบเขา เรียกวา ท่ีราบดินตะกอนเชิงเขาตอนใตของภาคเปนที่ราบชายฝงทะเลภาคตะวันออก มที รัพยากรทส่ี ําคญั คอื 1) ทรพั ยากรดนิ ดินสว นใหญไมค อ ยสมบรู ณ เพราะเปนดินรวนปนทรายและน้ําฝน จะชะลาง ดิน เหมาะแกการปลูกพืชสวน เชน ทเุ รียน เงาะ ระกํา สละ มังคุด ฯลฯ และใชปลูกพืชไร เชน มันสําปะหลัง ออย ฯลฯ การทํานาก็มบี า งบริเวณตอนปลายของแมน ํา้ บางปะกง 2) ทรัพยากรน้ํา ภาคตะวันออกมีนํ้าอยางอุดมสมบูรณ แตเนื่องจากแมนํ้าในภาคตะวันออกเปน แมน้ําสายส้ัน ๆ ทําใหการสะสมน้ําในแมน้ํามีนอย เม่ือถึงชวงหนาแลงมักจะขาดแคลนน้ําจืด เพราะเปน ภูมภิ าคท่ีมนี ักทอ งเที่ยวจํานวนมาก นอกจากน้ีในหนา แลงน้าํ ทะเลเขา มาผสมทําใหเ กดิ น้ํากรอ ย ซง่ึ ไมสามารถ ใชบริโภคหรือเพาะปลกู ได การสรางเขอื่ นกไ็ มสามารถทําไดเ พราะสภาพภมู ิประเทศไมอาํ นวย 3) ทรัพยากรแร ภาคตะวันออกมีแรอยูบาง เชน เหล็ก แมงกานีส พลวง แตมีแรท่ีมีช่ือเสียง คอื แรรตั นชาติ เชน พลอยสีแดง พลอยสนี ้ําเงินหรือไพลินและพลอยสเี หลอื ง โดยผลิตเปนสนิ คาสง ออกไปขาย ยังตา งประเทศ 4) ทรัพยากรปาไม ปาไมในภาคตะวันออกจะเปนปาดงดิบและปาชายเลน แตก็ลดจํานวนลง อยางรวดเร็ว เพราะมกี ารขยายพืน้ ทกี่ ารเกษตร สรา งนคิ มอตุ สาหกรรม ฯลฯ 5) ทรัพยากรดานการทอ งเทยี่ ว เปนภาคท่ีมีทรัพยากรทองเท่ียวมากมาย โดยเฉพาะจังหวัด ท่อี ยูชายทะเล เกาะตางๆ นาํ้ ตก ฯลฯ ประชากร ภาคตะวนั ออกเปนอกี ภาคหนึ่งท่ีมีการเพิ่มของประชากรคอนขางสูง เน่ืองจากมีการ ยายมาทํามาหากิน การเจริญเตบิ โตของเขตอตุ สาหกรรม รวมท้งั การทอ งเทย่ี วเปนเหตจุ ูงใจใหคนเขามาตั้งถ่ิน ฐานเพิ่มมากขน้ึ การประกอบอาชีพของประชากร มีอาชพี ท่สี ําคญั คอื 1. การเพาะปลูก มกี ารทาํ นา ทาํ สวนผลไม ท้ังเงาะ ทเุ รยี น มังคุด ระกาํ สละ สวนยางพารา ทาํ ไรอ อย และมนั สําปะหลัง 2. การเลยี้ งสตั ว เปน แหลงเล้ยี งเปดและไก โดยเฉพาะที่จังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา 3. การทําเหมืองแร ภาคตะวันออกเปนแหลงท่ีมีแรรัตนชาติมากที่สุด เชน ทับทิม ไพลิน บษุ ราคัม สง ผลใหประชากรประกอบอาชีพเจยี รนยั พลอยดว ย โดยเฉพาะจงั หวัดจนั ทบุรแี ละตราด 4. อตุ สาหกรรมในครวั เรือน เชน การผลติ เสอี่ จันทบุรี เครือ่ งจกั สาน 5. การทองเที่ยว เน่ืองจากมีทัศนียภาพที่สวยงามจากชายทะเลและเกาะตาง ๆ อุตสาหกรรมการ ทองเทีย่ วจึงสรา งรายไดใ หก บั ภมู ิภาคนี้เปน อยางมาก ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ลกั ษณะภมู ิประเทศสวนใหญ เปนทรี่ าบสูงแองกะทะและยังมีท่ีราบลุมแมน้ําชี และแมนาํ้ มูลทเี่ รยี กวา แอง โคราช ซ่งึ เปนทีร่ าบลมุ ขนาดใหญท ี่สดุ ของภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื เพราะมแี มน า้ํ มลู และแมน ํ้าชีไหลผาน จึงมกั จะมนี าํ้ ทวมเมอื่ ฤดนู าํ้ หลาก มีทรัพยากรทสี่ ําคัญ คอื 1) ทรัพยากรดิน ดินในภาคนี้มักเปนดินทราย ไมอุมนํ้า ทําใหการเพาะปลูกไดผลนอย แตก ส็ ามารถแบงไดต ามพนื้ ท่ี คือ

34 บริเวณทีร่ าบลุม แมน า้ํ แมน ํา้ ชี แมนํ้ามูลและแมนํ้าโขง จะมีความอุดมสมบูรณคอนขางมาก นยิ มปลกู ผักและผลไม สว นท่เี ปนนาํ้ ขังมกั เปน ดนิ เหนียว ใชท าํ นา บรเิ วณลําตะพักลําน้ํา สว นใหญเ ปนดนิ ทราย ใชทํานาไดแตผลผลิตนอย เชน ทุงกุลารองไห บริเวณท่สี งู กวาน้ี นยิ มปลูกมนั สําปะหลงั บริเวณท่ีสงู และภูเขา เนอื้ ดินหยาบเปนลูกรงั ทีด่ นิ นีม้ ักเปน ปาไม 2) ทรพั ยากรนา้ํ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือจะมปี ญหาในเร่อื งของน้าํ มากกวาภาคอนื่ ๆ แมวาฝน จะตกหนัก แตในหนาแลงจะขาดแคลนน้ําเพอ่ื การเกษตรและการบริโภค นาํ้ ในภาคนี้ จะแบงเปน 2 ประเภท คือ น้ําบนผิวดิน ไดแก นํ้าในแมน้ําชี แมน้ํามูลและแมน้ําสายตาง ๆ ในฤดูฝน จะมีปริมาณ น้าํ มาก แตใ นฤดแู ลงนํ้าในแมนํ้าจะมีนอ ย เน่อื งจากพ้ืนดินเปนดนิ ทราย เมือ่ ฝนตกไมส ามารถอุมนํ้าได สวนนํ้า ในแมน้าํ ลําคลองก็มีปริมาณนอย เพราะนํา้ จะซึมลงพื้นทราย แตภาคน้ถี ือวา โชคดีทม่ี เี ข่อื น อางเก็บนํ้าและฝาย มากกวาทกุ ๆ ภาค นา้ํ ใตด ิน ปริมาณนา้ํ ใตดนิ มมี าก แตม ีปญ หานา้ํ กรอยและนํ้าเค็ม การขุดบอตองขุดใกลแหลง แมน ํา้ เทา น้ัน หรอื ตอ งขุดใหลกึ จนถึงช้ันหนิ แขง็ 3) ทรัพยากรแร ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมีแรโพแทชมากที่สุด จะมีอยูมากบริเวณตอนกลาง และตอนเหนือของภาค นอกจากน้ยี ังมีแรเกลอื หนิ มากทส่ี ุดในประเทศไทย 4) ทรัพยากรปาไม ปาไมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเปนปาแดง ซ่ึงเปนปาผลัดใบเปน ปาโปรง ปา แดงชอบดนิ ลูกรังหรอื ดนิ ทราย เชน ไมเ ต็ง รงั พลวง พะเยา ฯลฯ 5) ทรัพยากรดานการทองเที่ยว มีแหลงทรัพยากรธรรมชาติและท่ีมนุษยสรางข้ึน เชน วิวทิวทศั น (ภูกระดงึ ) เข่ือน ผาหนิ (จงั หวดั อบุ ลราชธานี) หลักฐานทางโบราณคดี (จังหวดั อดุ รธานี) ประชากร ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมปี ระชากรหนาแนนอาศยั อยตู ามแองโคราชบรเิ วณที่ราบลมุ ของแมน ํา้ ชแี ละแมน า้ํ มลู การประกอบอาชีพของประชากร ประชากรประกอบอาชพี ที่สาํ คัญ คอื - การเพาะปลกู เชน การปลกู ขา ว การทําไร (ขาวโพด มนั สาํ ปะหลัง ออ ย ปอ ยาสบู ) - การเลย้ี งสัตว เชน โค กระบือ และการประมงตามเขอ่ื นและอางเก็บนํ้า - อุตสาหกรรม สวนใหญเ ปนการแปรสภาพผลผลติ ทางการเกษตร เชน โรงสีขา ว โรงงานมันสําปะหลงั อัดเม็ด โรงงานทําโซดาไฟ (จากแรเ กลอื หิน และแรโ พแทช) ภาคใต ลักษณะภมู ปิ ระเทศของภาคใตเปน คาบสมุทร มีทิวเขาสูงทอดยาวจากเหนือจรดใต มีทะเล ขนาบทัง้ 2 ดาน ทิวเขาทส่ี าํ คญั คือ ทวิ เขาภูเก็ต ทิวเขานครศรีธรรมราชและทิวเขาสันกาลาคีรี และมีแมนํ้า ตาปซึ่งเปนแมน้ําท่ียาวและมีขนาดใหญท่ีสุดของภาคใต ท่ีเหลือจะเปนแมนํ้าสายเล็กๆ และสั้น เชน แมน้ํา ปตตานี แมน ้ําสายบุรี และแมนํ้าโก-ลก มีชายฝงทะเลทั้งทางดานอาวไทย ซ่ึงมีลักษณะเปนชายฝงแบบยกตัว เปน ท่ีราบชายฝง ทเ่ี กิดจากคลนื่ พัดพาทรายมาทับถม จนกระทัง่ กลายเปนหาดทรายทส่ี วยงาม และมชี ายฝงทะเล ดานทะเลอนั ดามันทีม่ ีลักษณะเวาแหวง เพราะเปนฝงทะเลที่จมนํ้าและมปี า ชายเลนขึ้นอยา งหนาแนน

35 1) ทรัพยากรดิน ลกั ษณะดินของภาคใตจ ะมี 4 ลักษณะ คอื 1. บรเิ วณชายฝง เปนดนิ ทราย ที่เหมาะแกการปลกู มะพราว 2. บริเวณที่ราบ ดินบริเวณที่ราบลุมแมนํ้า เกิดจากการทับถมของตะกอนเปนชั้นๆ ของอนิ ทรียวัตถุ นิยมทํานา 3. บริเวณที่ดอนยังไมไดบ อกลักษณะดิน นิยมปลกู ปาลม นํ้ามนั และยางพารา 4. บรเิ วณเขาสูง มีลกั ษณะเปน ดินท่มี หี นิ ติดอยู จึงไมเ หมาะแกการเพาะปลูก 2) ทรัพยากรน้ํา แมน ้าํ สวนใหญในภาคใตเ ปนสายส้ัน ๆ แตกม็ ีนํา้ อุดมสมบูรณ เนื่องจากมฝี นตก เกือบตลอดป แตบ างแหง ยังมีการขดุ นา้ํ บาดาลมาใช 3) ทรพั ยากรแร แรทส่ี าํ คญั ในภาคใต ไดแก ดบี กุ (จงั หวัดพังงา) ทังสเตน เหล็ก ฟลูออไรด ยิปซ่ัม ดินขาว ถา นหินลิกไนต 4) ทรัพยากรปาไม ปา ไมใ นภาคใตเ ปนปาดงดิบและปา ชายเลน 5) ทรัพยากรดานการทองเที่ยว มีทรัพยากรดานการทองเท่ียวมาก เชน ทิวทัศนตามชายฝงทะเล เกาะ และอุทยานแหงชาตทิ างทะเล นาํ้ ตก สสุ านหอยลา นปที่จงั หวัดกระบ่ี ประชากร ประชากรอาศยั อยหู นาแนนตามท่ีราบชายฝงต้ังแตจังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปถึง จังหวัดปตตานี เพราะเปน ท่ีราบผืนใหญ การประกอบอาชีพของประชากร อาชพี ทส่ี าํ คัญ คือ - การทาํ สวน เชน ยางพารา ปาลม นํ้ามนั และสวนผลไม - การประมง ทํากนั ทกุ จังหวัดท่ีมีชายฝง ทะเล - การทําเหมอื งแรด บี กุ - การทองเที่ยว ภาคใตมีภูมิประเทศที่สวยงาม ทําใหมีแหลงทองเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย หลายแหง เชน ทิวทัศนชายฝงทะเล เกาะแกงตาง ๆ ฯลฯ สามารถทํารายไดจากการทองเท่ียวมากกวา ภาคอื่น ๆ 5.2 ความสาํ คัญของการดาํ รงชีวิตใหส อดคลอ งกบั ทรัพยากรของประเทศในเอเชีย ลกั ษณะประชากรของทวีปเอเชยี เอเชยี เปนทวีปทใ่ี หญแ ละมีประชากรมากเปน อันดบั 1 ของโลก ถือเปนทวีปแหลงอารยธรรม เพราะเปน ดินแดนทีค่ วามเจริญเกิดขึ้นกอนทวีปอ่ืน ๆ ประชากรรูจักและตั้งถ่ิน ฐานกันมากอน สวนใหญอาศัยอยูหนาแนนบริเวณชายฝงทะเลและท่ีราบลุมแมน้ําตาง ๆ เชน ลุมแมน้ํา เจาพระยา ลุมแมน้ําแยงซีเกียง ลุมแมนํ้าแดงและลุมแมนํ้าคงคา สวนบริเวณที่มีประชากรเบาบางจะเปน บริเวณทแ่ี หง แลง กนั ดารหนาวเยน็ และในบริเวณที่เปนภเู ขาซับซอ น ซ่งึ สว นใหญจะเปน บรเิ วณกลางทวปี ประชากรในเอเชียประกอบดว ยหลายเชื้อชาติ ดงั นี้ 1) กลมุ มองโกลอยด มีจํานวน 3 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดของทวีป มีลักษณะเดน คอื ผวิ เหลือง ผมดาํ เหยยี ดตรง นยั นตารี จมกู แบน อาศยั อยูในประเทศ จีน ญ่ปี นุ เกาหลี และไทย 2) กลมุ คอเคซอยด เปน พวกผวิ ขาว หนา ตารปู รา งสูงใหญเหมือนชาวยโุ รป ตา ผมสดี าํ สวนใหญ อาศยั อยูในเอเชียตะวันตกเฉยี งใตและภาคเหนือของอินเดีย ไดแ ก ชาวอาหรบั ปากีสถาน อินเดยี เนปาล

36 3) กลมุ นกิ รอยด เปนพวกผิวดาํ ไดแก ชาวพนื้ เมืองภาคใตของอินเดีย พวกเงาะซาไก มีรูปราง เล็ก ผมหยกิ นอกจากน้ียังอยูในศรลี ังกาและหมูเกาะในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต 4) กลมุ โพลเิ นเซยี น เปน พวกผิวสีคล้าํ อาศยั อยูตามหมเู กาะแถบเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต ไดแก ชนพน้ื เมอื งในหมูเกาะของประเทศอินโดนีเซยี ประชากรของทวปี เอเชียจะกระจายตัวอยูตามพ้นื ทตี่ าง ๆ ซึ่งขนึ้ อยูก ับความอุดมสมบูรณข องพนื้ ที่ ความเจริญทางดานวิชาการในการนาํ เทคโนโลยีมาใชกับทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดและ ทําเลที่ต้ังของเมืองที่เปนศูนยกลาง สวนใหญจะอยูกันหนาแนนบริเวณตามท่ีราบลุมแมนํ้าใหญ ๆ ซึ่งที่ดิน อดุ มสมบรู ณ พื้นทเ่ี ปน ทร่ี าบเหมาะแกก ารปลกู ขาวเจา เขตประชากรที่อยกู นั หนาแนน แบง ไดเ ปน 3 ลกั ษณะ คอื 1. เขตหนาแนนมาก ไดแก ท่ีราบลุมแมนํ้าฮวงโห แมน้ําแยงซีเกียง ชายฝงตะวันออก ของจีน ไตห วัน ปากแมน ้ําแดง (ในเวียดนาม) ท่รี าบลุมแมน้ําคงคา (อนิ เดยี ) ลุมแมนํา้ พรหมบตุ ร (บังคลาเทศ) ภาคใต ของเกาะฮอนชู เกาะควิ ชู เกาะซโิ กกุ (ในญ่ปี ุน) เกาะชวา (ในอนิ โดนเี ซยี ) 2. เขตหนาแนน ปานกลาง ไดแ ก เกาหลี ภาคเหนือของหมูเกาะญี่ปุน ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยม ปากแมน้ําโขงในเวียดนาม ที่ราบลุมแมนํ้าเจาพระยา ท่ีราบปากแมน้ําอิระวดีในพมา คาบสมุทรเดคคาน ในอินเดีย ลุมแมนํ้าไทกรสิ -ยูเฟรตีสในอิรัก 3. เขตบางเบามาก ไดแ ก เขตไซบเี รยี ในรัสเซีย ทะเลทรายโกบีในมองโกเลีย แควนซินเกียงของจีน ทีร่ าบสูงทเิ บต ทะเลทรายในคาบสมุทรอาหรบั ซ่งึ บรเิ วณแถบนี้จะมอี ากาศหนาวเย็นแหงแลง และทุรกนั ดาร ลกั ษณะการตงั้ ถิน่ ฐาน ประชากรสวนใหญ อาศัยอยูหนาแนนบริเวณชายฝงทะเลและท่ีราบลุมแมน้ําตาง ๆ เชน ลุมแมน้ํา เจา พระยา ลุม แมน าํ้ แยงซเี กยี ง ลมุ แมน าํ้ แดงและลุมแมน ้ําคงคา และในเกาะบางเกาะท่มี ดี ินอดุ มสมบรู ณ เชน เกาะของประเทศฟล ิปปนส อนิ โดนเี ซยี และญ่ปี ุน สวนบรเิ วณทมี่ ปี ระชากรเบาบาง จะเปนบริเวณท่ีแหงแลง กันดาร หนาวเย็นและในบริเวณที่เปนภูเขาซับซอน ซ่ึงสวนใหญจะเปนบรเิ วณกลางทวปี มเี พียงสว นนอย ที่อาศัยอยูในเมือง เมืองที่มีประชากรอาศัยเปนจํานวนมาก ไดแก โตเกียว บอมเบย กัลกัตตา โซล มะนิลา เซียงไฮ โยะโกะฮะมะ เตหะราน กรุงเทพมหานคร เปน ตน ลักษณะทางเศรษฐกิจ ประชากรของทวีปเอเชียประกอบอาชีพท่ีตางกันข้ึนอยูกับสภาพแวดลอม ทางธรรมชาติ ไดแก ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดลอมทางวัฒนธรรม ไดแก ความเจริญในดานวชิ าการ เทคโนโลยี การปกครองและขนบธรรมเนยี มประเพณี แบงได 3 กลุมใหญ ๆ คือ 1) เกษตรกรรม การเพาะปลูก นับเปนอาชีพท่ีสําคัญในเขตมรสุมเอเชีย ไดแก เอเชียตะวันออก เอเชีย ตะวนั ออกเฉียงใตแ ละเอเชยี ใต ทําการเพาะปลกู ประมาณรอยละ 70 - 75 % ของประชากรทัง้ หมด เน่ืองจาก ทวปี เอเชยี มีภูมปิ ระเทศเปน ทร่ี าบลมุ แมนํ้าอันกวางใหญหลายแหง มีที่ราบชายฝงทะเล มีภูมิอากาศที่อบอุน มคี วามช้ืนเพยี งพอ นอกจากนีย้ ังมกี ารนาํ เทคโนโลยีทที่ ันสมัยเขามาชวย หลายประเทศกลายเปนแหลง อาหาร ที่สาํ คัญของโลก จะทําในท่รี าบลมุ ของแมนาํ้ ตาง ๆ พชื ทสี่ าํ คญั ไดแ ก ขาว ยางพารา ปาลม ปาน ปอ ฝาย ชา กาแฟ ขาวโพด สม มันสาํ ปะหลงั มะพรา ว

37 การเลี้ยงสตั ว เล้ียงมากในชนบท มีทั้งแบบฟารมขนาดใหญแ ละปลอยเลี้ยงตามทุงหญา ขึ้นอยู กบั ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศและความนิยม ซึง่ เล้ียงไวใ ชเ น้ือและนมเปนอาหาร ไดแก อฐู แพะ แกะ สกุ ร โค กระบือ มาและจามรี การทําปาไม เน่ืองจากเอเชียตั้งอยูในเขตปาดงดิบ มรสุมเขตรอนและเขตอบอุน จึงไดรับ ความช้นื สงู เปน แหลง ปาไมท ่ีใหญแ ละสําคญั ของโลกแหงหน่งึ มที งั้ ปาไมเ นอื้ ออ นและปา ไมเน้ือแข็ง การประมง นบั เปน อาชีพทีส่ ําคัญของประชากรในเขตริมฝงทะเล ซ่ึงมีหลายประเภท ไดแก ประมงน้ําจืด ประมงนํ้าเค็ม การงมหอยมกุ และเล้ยี งในบริเวณลาํ คลอง หนองบงึ และชายฝง ทะเล 2) อุตสาหกรรม ไดแ ก 1. การทาํ เหมืองแร ทวีปเอเชียอุดมสมบูรณไปดวยแรธาตุและแรเชื้อเพลิง ไดแก แรเหล็ก ถา นหิน ปโ ตรเลยี มและกา ซธรรมชาติ ซง่ึ จนี เปน ประเทศทม่ี ีการทาํ เหมืองแรมากที่สุดในทวีปเอเชีย สวนถานหิน เอเชียผลิตถานหินมากที่สุดในโลก แหลงผลิตสําคัญคือ จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลี แรเหล็ก ผลิตมาก ในรัสเซีย อนิ เดยี และจนี สวนนาํ้ มันดิบและกา ซธรรมชาติ เอเชยี เปน แหลงสํารองและแหลง ผลิตนํ้ามันดิบและ กา ซธรรมชาตมิ ากทีส่ ดุ ในโลก ซงึ่ มมี ากบรเิ วณอาวเปอรเ ซยี ในภมู ิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉยี งใต ไดแก อิหราน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส อิรัก คูเวต โอมาน กาตาร ประเทศที่ผลิตน้ํามันดิบมาก คือ ซาอุดิอาระเบียและจีน นอกจากนย้ี ังพบในอินโดนเี ซยี มาเลเซีย บรไู น ปากีสถาน พมา อุซเบกิสถาน เติรก เมนิสถาน อาเซอรไ บจาน 2. อตุ สาหกรรมทอผา ผลิตภณั ฑจ ากไมแ ละหนังสตั ว ซ่งึ อตุ สาหกรรมเหลา น้ี หลายประเทศ ในเอเชียเริ่มจากอุตสาหกรรมในครัวเรือน แลวพัฒนาขึ้นเปนโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ นอกจากนยี้ ังมีอุตสาหกรรมอาหารสําเร็จรปู เครอ่ื งจกั รกล ยานพาหนะ เคมี

38 3) พาณชิ ยกรรม ไดแก การสงสินคาออกและสินคานําเขาประเทศ สินคาที่ผลิตในทวีปเอเชีย ท่เี ปน สินคา ออกสวนมากจะเปน เครือ่ งอุปโภคบรโิ ภคและวัตถดุ ิบ ไดแก ขาวเจา กาแฟ ชา นํ้าตาล เคร่ืองเทศ ยางพารา ฝาย ไหม ปอ ปาน ขนสัตว หนังสัตว ดีบุก ฯลฯ ญี่ปุนและจีนมีปริมาณการคากับตางประเทศ มากทีส่ ุดในทวปี สนิ คา ออก จะเปน ประเภทเครอ่ื งจกั ร ประเทศทสี่ ง ออกมาก คอื ญ่ีปนุ สว นประเภทอาหาร เชน ขาวเจา ขา วโพด ถว่ั เหลือง ไดแ ก ไทย พมา และเวียดนาม สว นสินคา นาํ เขา ประเทศ สวนมากจะส่ังซ้ือจากยุโรปและอเมริกา ไดแก ผลิตภัณฑจากอุตสาหกรรม เครอ่ื งโลหะสาํ เร็จรปู เชน เคร่ืองจกั ร เครอื่ งยนต เคร่ืองไฟฟา เคมี เคมีภณั ฑ เวชภณั ฑต าง ๆ กจิ กรรมที่ 1.5 ความสาํ คญั ของการดํารงชีวิตใหส อดคลองกับทรพั ยากรในประเทศ 1) ใหผ ูเ รียนอธิบายวาในภาคเหนือของไทย ประชากรจะอาศัยอยูหนาแนนในบริเวณใดบาง พรอมให เหตผุ ล ประชากรสวนใหญป ระกอบอาชีพอะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .........................................................

39 2) ผูเรียนคิดวาภาคใดของไทยท่ีสามารถสรางรายไดจากการทองเที่ยวมากท่ีสุด พรอมใหเหตุผล และสถานทีท่ องเทยี่ วดงั กลาว มอี ะไรบาง พรอมยกตวั อยา ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ......................................................... 3) ปจ จัยใดทท่ี าํ ใหมีประชากรอพยพเขามาอาศยั อยใู นภาคตะวันออกมากขึ้น .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................. 4) ทวปี ใดทก่ี ลาวกนั วา เปน ทวปี “แหลง อารยธรรม” เพราะเหตุใดจงึ กลาวเชนนนั้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

40 5) ในทวปี เอเชีย ประชากรจะอาศยั อยกู ันหนาแนน บริเวณใดบา ง เพราะเหตใุ ด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook