Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ๘๔_พรรณไม้_ถวายในหลวง

๘๔_พรรณไม้_ถวายในหลวง

Published by srirachalib, 2015-09-04 03:42:56

Description: ๘๔_พรรณไม้_ถวายในหลวง

Keywords: พฤกษศาสตร์

Search

Read the Text Version

50 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงจำปีรัชนี สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจที่อยากช่ืนชม ดอกจำปีรชั นี อาจตอ้ งหาโอกาสไปเยือนภาคเหนือ เน่อื งจากMagnolia rajaniana (Craib) Figlar จำปีรัชนีเป็นพรรณไม้หายากท่ีพบเฉพาะภาคเหนือของ ไทย ชอบขึ้นตามไหล่เขาบริเวณป่าดิบเขาค่อนข้างโปร่งชื่ออ่ืน จำปีหลวง ชะแก ในระดับความสูง 900-1,300 ม. ชอบอากาศหนาว เย็นและมคี วามช้นื สูง ทนทานต่อลมพดั รุนแรงไดด้ ี จำปี จำปีรัชนี หรือจำปีหลวง สำรวจพบคร้ังแรกโดย รัชนีจะออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมหมอคาร์ ชาวไอริช เมื่อเดือนพฤษภาคม 2464 จาก ออกดอกดกพร้อมกันเต็มต้น แล้วกลีบดอกจะร่วงพรูดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ในป่าดิบเขา ระดับ เต็มใต้ต้น ส่งกล่ินหอมฟุ้งกระจายไปท่ัวแนวป่า พบเห็นความสูง 1,300 ม. คำระบุชนิด rajaniana ตั้งขึ้นให้ ได้ง่ายบริเวณใกล้วัดพระธาตุดอยสุเทพ หรือบริเวณเป็นเกียรติแก่ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส ถ้ำฤาษีท่ีอยู่ริมถนนบนดอยสุเทพของจังหวัดเชียงใหม่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ต้นสกุลรัชนี ผู้ทรงกำกับดูแล ส่วนผลจะแก่เต็มท่ีในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ดังนั้นกิจการของกองตรวจพันธุ์รุกขชาติ ในยุคบุกเบิกงาน ใครที่ต้ังใจไปช่ืนชมและหวังจะถ่ายรูปเป็นท่ีระลึกสำรวจพรรณไม้ในประเทศไทย มีรายงานการตีพิมพ์ จงึ ต้องไปใหต้ รงช่วงเวลาดังกลา่ วเปล่ยี นช่ือเป็นชอ่ื น้ีในปี 2543

พรรณไม้ภาคเหนือ 51ดอกขนาดใหญ่กว่าดอกจำปีหรอื ดอกตมู รปู กระสวย ใบ ใบเด่ียว เรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้างจำปา ออกเดีย่ วๆ ตามซอกใบ กลีบรวมสขี าวอมเหลอื ง 10-13 ซม. ยาว 17-30 ซม. ปลายใบมนหรือตัด โคน ใบหยักเว้า มน หรือกลม แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้าน ล่างมีขนนุ่มยาวปกคลุมหนาแน่น ใบอ่อนนุ่มสากมือ ใบแก่แข็งกรอบ เส้นแขนงใบและเส้นกลางใบเป็นร่อง ตื้น ท่ีด้านบนของใบและเป็นสันนูนที่ด้านล่างของใบ มีรอยหใู บเด่นชัดยาวสามในสี่ของความยาวก้านใบ ดอก ขนาดใหญ่กว่าดอกจำปีหรือจำปา ออก เด่ยี วๆ ตามซอกใบ บนกง่ิ ดา้ นข้าง มกี ลิน่ หอม ดอกตมู รูปกระสวย กลีบรวมสขี าวอมเหลอื ง ยาว 2.5-3.5 ซม. มี 12-15 กลีบ เรียงเป็นรูปวง วงละ 3 กลีบ กลีบปัจจุบันจำปีรัชนีได้รับการจัดเป็นพืชถิ่นเดียว และ วงนอกกวา้ งกวา่ กลบี วงใน เกสรเพศผูจ้ ำนวนมาก รงั ไข่พืชหายากของไทย มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในภาค จำนวนมาก แตล่ ะอนั เรยี งเวียนสลบั บนแกนยาวเหนือตอนบนที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ผล ออกเปน็ ผลกลมุ่ ชอ่ ผลยาว 15-20 ซม. มีผลพะเยา ลำปาง แพร่ นา่ นและแมฮ่ อ่ งสอน ควรเรง่ ขยาย ย่อย 12-30 ผล แต่ละผลรูปไข่ค่อนข้างยาว กว้าง 1.5พันธ์ุและอนุรักษ์ด้วยการนำมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาและ ซม. ยาว 2-3 ซม. ผิวของผลมีช่องอากาศเป็นจุดนูนปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือน เพ่ือให้พ้นจาก สีขาว ผลย่อยแตกตามแนวยาว แต่ละผลมี 1-6 เมลด็ สภาพพชื หายาก มกี ารเพาะเมลด็ แล้วนำต้นกล้ามาปลูก เมลด็ สีแดงเขม้ รูปรี ยาว 1-1.4 ซม.เป็นไม้ปลูกป่าบนพื้นท่ีระดับสูงตามหน่วยพัฒนาต้นน้ำ ของภาคเหนือตอนบน เป็นจำปีที่เจริญเติบโตได้อย่าง การขยายพนั ธุ์รวดเร็ว ออกดอกดกและติดผลได้เป็นจำนวนมาก ได้มี โดยการเพาะเมล็ดและทาบก่ิง สามารถใช้จำปางานทดลองวิจัยปลูกและบำรุงรักษาจำปีรัชนีในพ้ืนราบ เป็นตน้ ตอทาบก่งิ ได้ ตดิ ภายใน 6 สปั ดาห์ท่ีมีอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะอย่างย่ิงในกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ พบว่าจำปีรัชนีเจริญเติบโตช้า มีกิ่งแหง้ ตายมาก และไมช่ อบดินเปรีย้ วจัดลกั ษณะพรรณไม้ต้น ไม้ต้นขนาดใหญ่ สงู 25-35 ม. ลำต้นเปลาตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ เปลือกลำต้นสีน้ำตาลอ่อนหนา มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว เปลือกแตกเป็นร่องตื้นๆตามยาว

52 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงช มพูพิมพ์ใจ ดอกสชี มพมู ีกล่ินหอม Luculia gratissima (Wall.) Sweet var. glabra Fukuokaช่ืออ่ืน ชมพูเชียงดาว พิมพ์ใจ ความมหัศจรรย์ของดอยเชียงดาวคือ เป็นแหล่งกำเนดิ พืชพรรณกึง่ อลั ไพน์ (subalpine) ที่มีความสวยงามและเป็นพืชถ่ินเดียวของไทย นอกเหนือจากกุหลาบขาว-เชียงดาวที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของดอยสูงแห่งนี้ ชมพูพิมพ์ใจกน็ ับเปน็ อกี หน่งึ ดาวเด่นของดอยเชยี งดาวทีด่ งึ ดูดบรรดานักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาช่ืนชมความมหัศจรรย์ของผืนป่า ที่ถึงแม้จะแห้งแล้งและหยัดยืนอยู่ท่ามกลางสายลมกระโชกแรง หากทว่ากลับซุกซ่อนความงดงามอันบอบบางของดอกไมป้ า่ ไว้ไดอ้ ย่างนา่ พศิ วง ชมพูพิมพ์ใจเป็นพรรณไม้ที่สวยทรงเสน่ห์ ดอก สีชมพูกระจิริดออกเป็นช่อคล้ายดอกเข็มส่งกลิ่นหอม ช่ืนใจ สมดังชื่อระบุชนิด gratissima ซ่ึงแปลว่า “น่ารัก น่าชื่นชม” ชมพูพิมพ์ใจจึงเป็นดอกไม้ที่สร้างความประทับใจ ให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่รู้ลืม ก่อนหน้าน้ี ชมพูพิมพ์ใจมีชื่อ เรยี กเพยี งสน้ั ๆ วา่ “พมิ พ์ใจ” ซึง่ ได้มาจากชื่อของหญิงสาว ในคณะสำรวจ ที่มีรอยยิ้มสดใสน่ารักเหมือนดอกไม้น้ี แต่ต่อมาภายหลังเปล่ียนมาเรียกว่า ชมพูพิมพ์ใจ เพ่ือ บง่ บอกถึงลกั ษณะของสดี อกทมี่ สี ชี มพูเขม้ สวยงาม พรรณไม้งามแห่งยอดดอยเชียงดาวชนิดน้ี เป็น พรรณไม้ในวงศ์ Rubiaceae ทมี่ กี ารกระจายพันธ์ุอยู่ในเขต เทอื กเขาหิมาลยั จากเนปาลถึงภูฏานไปจนถึงจีนตอนใต้ ท่ีระดับความสูง 1,500-2,000 ม. สำหรับประเทศไทย พบท่ีดอยเชียงดาวเพียงแห่งเดียว จึงจัดเป็นพรรณไม้ หายากชนิดหน่ึงของไทย ท่ีควรส่งเสริมให้มีการปลูก อนุรักษ์พันธุ์บนพื้นท่ีระดับสูง เพ่ือเป็นสัญลักษณ์ของ พน้ื ท่ีและใช้เป็นพรรณไม้ส่งเสริมการท่องเทยี่ ว

พรรณไม้ภาคเหนือ 53สำหรับผู้ที่ต้องการชื่นชมความงามและถ่ายภาพชมพูพิมพ์ใจไว้เป็นที่ระลึกควรเดินทางไปในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ชมพูพิมพ์ใจออกดอกบานสะพร่ัง แต่งแต้มสีสันให้แก่ดอยเชียงดาวจนกลายเป็นท่ีกล่าวขวัญถึงความงามอย่างยากท่ีจะหา ลดอหลอลกั ก่ันษดกณอันะกเเปเปป็น็น็นรชชะนั้ อ่นาบพรรณไมช้ นิดใดทัดเทยี มได้ การขยายพันธ์ุ ตามธรรมชาติมีการขยายพันธุ์โดยงอกจากเมล็ด จึงควรเก็บผลแก่นำเมล็ดไปเพาะในพ้ืนที่เหมาะสมอื่นๆ ทีม่ สี ภาพภมู อิ ากาศใกลเ้ คียงกนั เพือ่ ให้มจี ำนวนต้นมากขึน้ เพ่ิมแหล่งสวยงามให้มีมากขึ้น หรืออาจจะขยายพันธ์ุ โดยการปักชำ ปลูกลงแปลงกลางแจ้งในพื้นที่ระดับสูง มีอากาศหนาวเย็น สำหรับเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธ์ุ เป็นลกั ษณะพรรณไม้ แหล่งธรรมชาติท่ีมีทัศนียภาพสวยงาม สำหรับส่งเสริมต้น เป็นไม้พุ่มสูง 1.5-2 ม. แตกลำต้นในระดับ ให้นักท่องเทย่ี วขึน้ มาทอ่ งเทยี่ วถ่ายรูปท่รี ะลกึ เหนือผิวดิน แตกก่ิงค่อนข้างมากเป็นพุ่มกลม เปลือกลำต้นสีม่วงออ่ น ยอดออ่ นสีเขียว ใบ เป็นใบเด่ียว เรียงตรงข้ามเป็นคู่สลับต้ังฉากรูปใบหอก โคนและปลายใบแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนัง เกลี้ยง หใู บเป็นแผน่ รปู สามเหลีย่ มหลดุ รว่ งงา่ ย ดอก มีดอกสีชมพูมีกล่ินหอม ออกเป็นช่อลักษณะเป็นชั้นลดหลั่นกันเป็นระนาบ มีดอกย่อย20-30 ดอก แตล่ ะดอกมี 5 กลบี บานวันเดยี วแล้วโรย ผล เป็นผลกลม เม่ือแก่แลว้ แตกตามยาวเปน็ สองซกีเมล็ด มีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มปี กี เล็กๆ

54 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงช มพูภูคาBretschneidera sinensis Hemsl.ช่ืออ่ืน - ดอยภูคาในจังหวัดน่าน เป็นยอดดอยท่ีสูงที่สุดแห่งหนง่ึ ของเทือกเขาหลวงพระบาง และเปน็ ยอดดอยทสี่ งูเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ยอดดอยแห่งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,980 ม. จึงทำให้มีระบบนิเวศน์ของพชื พรรณทหี่ ลากหลาย ทง้ั ป่าดบิ เขา ปา่ ดิบชน้ื รวมท้ังป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง อีกท้ังยังเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำน่านอีกด้วย และบนยอดดอยภูคาแห่งนี้ก็เป็นแหล่งกระจายพันธ์ุของพรรณไม้ชนิดหน่ึงซึ่งเป็นพืชหายากและใกล้สูญพนั ธุ์ท่ีชือ่ ว่า ชมพูภูคา ชมพูภูคาเป็นไม้ต้นขนาดกลางที่เจริญเติบโตได้ดี ในป่าดงดิบตามไหล่เขาสูงชันท่ีระดับความสูงตั้งแต่ 1,200 ม. ขึ้นไป กระจายพันธ์ุอย่างกว้างขวางใน มณฑลยนู นาน ทางตอนใต้ของจีน เรอื่ ยลงมายังตอนเหนอื ของพม่าและลาว ในปี 2532 ดร.ธวัชชัย สันติสุข ได้ค้นพบชมพูภูคาต้นหน่ึงท่ีอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งถือเป็นถิ่นท่ีอยู่เพียงแห่งเดียวของชมพูภูคาใน ประเทศไทย ต่อมามีการสำรวจพบต้นชมพูภูคาอีก หลายตน้ ทอ่ี กี ด้านหน่งึ ของดอยภคู า ซึ่งใช้เป็นตน้ แม่พนั ธ์ุ ในการเก็บเมล็ดสำหรับขยายพันธุ์ในปจั จบุ ัน ชมพภู ูคาเป็นพรรณไม้ในวงศ์ Bretschneideraceae ดอกมีสีชมพูสดใสออกเป็นช่อสวยงามบริเวณปลายกิ่ง เมื่อชมพูภูคาเร่ิมบาน ดอกจะชิดกันแน่นเป็นพุ่มกลมสวย ตามปกติจะออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ซงึ่ ทางจังหวัดน่านไดจ้ ัดให้เป็นเทศกาล “ผ่อดอกชมพูภคู า” หรือเทศกาลชมดอกชมพูภูคา เปิดโอกาสให้นักท่องเท่ียว เดินทางไปชมความงดงามและถ่ายภาพพรรณไม้หายาก แหง่ ยอดดอยภคู าได้อย่างใกล้ชิด

พรรณไม้ภาคเหนือ 55ด้วยความที่เป็นพรรณไม้ซ่ึงมีความสำคัญชนิดหน่ึง ผล รูปกลมรี ยาว 3-4 ซม. ผนังหนา ก้านผลของไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช ยาว 2.5-3.5 ซม. กุมารี จึงพระราชทานให้ชมพูภูคาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ เมล็ด กลมรหี รือเกอื บกลม ยาว 1.5-2.5 ซม. ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก พระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช การขยายพนั ธ์ุกุมารี และจังหวัดน่านประชาสัมพันธ์ให้เป็นเอกลักษณ์ จากความพยายามเกบ็ ผลแก่มาเพาะเมล็ด ช่วยให้ของจงั หวัดเพอื่ ส่งเสริมการท่องเทยี่ ว มตี ้นกลา้ จำนวนมากขน้ึ แล้วนำไปปลูกในบริเวณอน่ื ๆ ของ ดอยภูคาที่มีสภาพภูมิอากาศและความช้ืนใกล้เคียงกัน พบว่าต้นชมพูภูคาเจริญเติบโตได้ดี จึงหวังได้ว่าใน อนาคตอันใกล้นี้จะมีต้นชมพูภูคาออกดอกสดใสเป็น แปลงใหญ่หลายแปลงบนดอยภูคา นับเป็นพรรณไม้ ประชาสัมพนั ธเ์ ชญิ ชวนใหน้ ักท่องเทีย่ วขึน้ ไปเยอื น จากการนำต้นกล้าชมพูภูคาไปปลูกบนภูเขาใน เหมืองอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัด กาญจนบุรี นับว่าเจริญเติบโตได้ดี คาดว่าน่าจะเป็นต้น ทอ่ี อกดอกนอกถิ่นกำเนิดได้อย่างสวยงาม สมดชีอรี ว้ิมกสเพปีแเู ็นขดม้ชง่อยาว ลกั ษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10-25 ม.เปลือกเรยี บสีเทานำ้ ตาล ใบ เป็นใบประกอบยาว 30-70 ซม. ใบย่อย 3-9คู่ ใบรูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาว6-25 ซม. ปลายใบแหลมหรือแหลมยาว โคนใบรูปลิ่มหรือกลม ดอก ออกเปน็ ช่อยาว 20-45 ซม. ดอกยาว 3.5-4ซม. เส้นผ่าศนู ย์กลาง 3-5 ซม. กลบี เล้ยี งรูประฆงั ยาว1.5-2 ซม. ปลายเป็นแฉกต้ืนๆ กลีบดอกสีขาว สีชมพูเปลีย่ นเปน็ สีชมพเู ข้ม มีริ้วสแี ดง

56 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงชมพูภูพิงค์Carasus cerasoides (Buch.-Ham. ex D. Don) S. Y. Sokolovช่ือพ้อง Prunus cerasoides D.Don ช่ืออื่น ฉวีวรรณ นางพญาเสือโคร่ง (ภาคเหนือ) เส่คาแว่ เส่แผ่ เส่สาแหล่ (กะเหร่ียง-เชียงใหม่) ซากุระดอย ซากุระเมืองไทย (กทม.)ยามเม่อื สายลมเหนือพัดพาความหนาวเยน็ หม่ คลุม ปัจจุบันสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งทางภาคเหนือไปทวั่ ผืนป่า บนดอยสงู ภาคเหนอื ผืนปา่ จะถกู แต่งแต้มไป อย่างบ้านม้งขุนช่างเค่ียน ขุนแม่ยะ ขุนวาง และดอยด้วยสีชมพูสดใสของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือที่เรียก แม่สลอง มีนางพญาเสือโคร่งเป็นนางเอกท่ีคอยดึงดูดเป็นทางการว่า ชมพูภูพิงค์ ซึ่งจะผลิบานให้เห็นเพียงปีละ นักท่องเที่ยวให้หล่ังไหลมาจากท่ัวทุกสารทิศ เพื่อช่ืนชมคร้ังในช่วงเดือนธนั วาคมถึงกมุ ภาพันธ์ ความงดงามและบันทึกภาพสีสันอันน่าประทับใจของชมพูภูพิงค์ หรือ Himalayan wild cherry เป็น ชมพูภูพิงค์ ท่ีพร้อมใจกันท้ิงใบเพื่อให้ดอกสีขาวและพรรณไม้ในวงศ์กุหลาบ (Rosaceae) ท่ีมีเขตการ ชมพูได้สะพรั่งบานงดงามไม่แพ้ดอกซากุระญี่ปุ่นจนได้รับกระจายพันธ์ุกว้างต้ังแต่ประเทศในแถบหิมาลัย จีนตอนใต้ สมญาวา่ “ซากุระเมอื งไทย”พม่า และทางตอนเหนือของเวียดนาม สำหรับประเทศไทยพบที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน และบนภูเขาสูงทรี่ ะดบั ต้ังแต่ 800 ม. ขน้ึ ไปจนถงึ 1,500 ม.

พรรณไม้ภาคเหนือ 57 ลักษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง บางครั้งสูงได้ถึง 30 ม. เปลือกต้นเป็นมัน สีน้ำตาลอม แดง แตกลายตามขวาง และลอกหลุดเป็นแถบตามขวาง หูใบรปู ลิม่ จกั เปน็ ครุย มตี ่อมสสี ้ม 2-4 ต่อม ใบ เปน็ ใบเดีย่ ว เรียงสลบั รปู ไข่ หรอื รูปขอบขนาน หรือแกมรูปใบหอก ยาว 5-12 ซม. ปลายใบแหลมยาว โคนใบแหลมหรือกลม ขอบใบจักฟันเล่ือยช้ันเดียวหรือก้า1น-ด2อซกมย.าว สองช้ัน ปลายเปน็ ตมุ่ แผน่ ใบเกลยี้ ง หรือมขี นตามเส้นใบ ด้านล่าง เส้นใบมี 9-15 เส้น ก้านใบยาว 0.8-2 ซม. ดอสกชี บมาพนอูมมี 5ขากวลีบ ดอก ออกเป็นกระจุกหรือเป็นช่อแบบซ่ีร่ม มี 1-4 ดอกในแต่ละช่อย่อย ดอกสีชมพูหรือขาว ฐานรองดอกชมพูภูพิงค์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่มีดอกสวยสด รูประฆัง สีแดงอมชมพู กลบี เลีย้ ง 5 กลบี รปู สามเหลีย่ มงดงามราวกับเจ้าหญิงแห่งพงไพร ลักษณะของเปลือก ปลายแหลมหรอื มน ยาว 0.4-0.5 ซม. หลดุ รว่ งงา่ ย กลบี ดอกลำต้นและกิ่งแตกลายคล้ายลายเสือโคร่ง คนท่ัวไปจึง 5 กลบี แยกอิสระต่อกนั ตดิ บนหลอดกลีบดอก รปู ไขก่ ลบัเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า ”นางพญาเสือโคร่ง” ไม้ต้นชนิดน้ี หรอื รปู ไข่ ปลายเวา้ ตืน้ ๆ ยาว 1.5-2 ซม. รวมก้านส้นั ๆไม่เพียงแต่มีดอกที่งดงามโดดเด่นเป็นท่ีดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น ผล เมล็ดเดียว แข็ง ผิวย่น รูปรีหรือรูปไข่บรรดาสัตว์ต่างๆ ก็ชื่นชอบด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแมลง ยาวประมาณ 1.5 ซม. สีแดง สุกสีมว่ งดำ และนกเล็กๆ หลายชนิดท่ีชอบมาดูดกินน้ำหวานจากดอก และผลสีแดงสดคล้ายผลเชอร์ร่ี ซึ่งมีรสชาติถูกใจบรรดา การขยายพันธ์ุนกและสัตว์ต่างๆ อกี ด้วย ขยายพันธุโ์ ดยเมลด็ ไดม้ ีการทดลองปลูกนางพญา-คุณสมบัติที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งคอื เปน็ ไมโ้ ตเรว็ เสือโคร่งบนพ้ืนท่ีต้นน้ำลำธารมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วจงึ เหมาะแกก่ ารนำมาเปน็ พรรณไม้โครงสร้างเพ่ือฟ้ืนฟูป่า ปรากฏว่าไดผ้ ลดีที่ถูกทำลาย นอกจากน้ียังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้แก่เปลอื กต้น ใชต้ ้มนำ้ ด่มื แก้ไอ เลือดกำเดาไหล ลดน้ำมกู นกกนิ จปากลดีหอางกเนขายี งวพชญอบามเสาอืดโูดคนร้ำง่ หวานและแก้คัดจมูก หรือตำแล้วคั้นเอาน้ำทาหรือพอกแก้ข้อเท้าแพลงและฟกช้ำ ปวดตามข้อ ส่วนเนื้อไม้ ชาวบ้านนยิ มนำมาทำดา้ มมีด เคร่อื งมอื การเกษตร หรือปรงุ เปน็ยารักษาแผลไฟไหม้ บาดแผล ท้องร่วง แก้ไอ และกามโรค ผลสกุ รบั ประทานได้ รสเปรยี้ วชมุ่ คอ แกก้ ระหายนำ้

58 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงบุหรงสุเทพDasymaschalon sootepensis Craib ช่ืออ่ืน -แม้จะไม่ใช่พรรณไม้ที่มีดอกสวยงามหรือมีดอก บุหรงสุเทพ เป็นหนึ่งในพรรณไม้ในสกุลบุหรงหอม เมื่อเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่นๆ ท่ีสวยท้ังรูปแถมจูบ (Dasymaschalon) ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 12ยังหอม แต่พรรณไม้ในสกุลบุหรงก็เป็นพรรณไม้ท่ี ชนิด นับเป็นพรรณไม้หายากชนิดหนึ่งของไทย พบในได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสกุลหน่ึง เนื่องจากมี ภาคเหนือตอนบนท่ีดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ น้ำตกสรรพคณุ เป็นสมนุ ไพร ทางภาคเหนือและภาคตะวันออก- ขุนกรณ์ จังหวัดเชียงราย และที่ภูเม่ียง จังหวัดเฉียงเหนือ ใช้เข้ายาทำสมุนไพรพื้นบ้าน ส่วนคณะนักวิจัย พิษณุโลก เม่ือก่อนเคยมีข้อมูลว่าบุหรงสุเทพเป็นท่ีมหาวิทยาลัยมหิดล ก็กำลังเร่งทำการศึกษาวิจัยหา พรรณไม้ถ่ินเดียวของไทย แต่ภายหลังมีการค้นพบสารสำคัญที่มีประโยชน์ทางเภสัชวิทยาซึ่งมีอยู่มากมาย เพม่ิ เตมิ ท่ีประเทศจีนในมณฑลยูนนาน ในพรรณไมส้ กลุ น้ี

พรรณไม้ภาคเหนือ 59 ลักษณะพรรณไม้ ตน้ เป็นไมต้ ้นขนาดเลก็ สูงไดถ้ งึ 5 ม. โคนลำตน้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ซม. แตกกิ่งยาวอ่อนลู่ ทรงพุ่ม โปรง่ แผ่กว้าง ใบ รูปรีกว้าง 3-6 ซม. ยาว 10-18 ซม. แผ่นใบ บางและเหนียว ดา้ นลา่ งของใบมีนวลสขี าวเคลอื บอยู่ ดอก เป็นดอกเดียวออกท่ีปลายยอด กลีบดอก มีสามกลีบ ประกบกนั เป็นแท่งสามเหล่ียม ยาว 2.5-4.5 ซม. ปลายแหลมเรยี วบดิ เปน็ เกลียวคลา้ ยเหลก็ ขดู ชารฟ์ ผล เป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 7-8 ผล รูปทรง กระบอกยาว 3-5 ซม. มีเมล็ด 1-4 เมล็ด ผลเรียวคอด ตามรอยเมล็ด เมล็ด รปู รี ยาว 1 ซม. (ยาวท่สี ุดในสกลุ เดียวกนั ) การขยายพันธุ์ ขยายพนั ธุโ์ ดยการเพาะเมลด็ บุ ห ร ง สุ เ ท พ ค้ น พ บ ค ร้ั ง แ ร ก ใ น เ มื อ ง ไ ท ย โ ด ยหมอคาร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช ท่ีดอยสุเทพในระดับความสูง 1,050-1,260 ม. เม่ือวันที่ 9 เมษายน เมล็ด ยาวท่ีสดุ ในสกุลเดียวกนั 2454 พรรณไม้ชนิดน้ีจึงมีช่ือระบุชนิดว่า sootepensisตามสถานทที่ ่ีค้นพบเปน็ ครง้ั แรกในปัจจุบัน บุหรงสุเทพยังคงสภาพของความเป็นไม้ป่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีการค้นพบพรรณไม้ชนิดน้ีมานานเกือบร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีการนำมาขยายพันธุ์ไปปลูกในพ้ืนท่ีอื่น เน่ืองจากเป็นบุหรงท่ีหายาก มีเมล็ดน้อย และมีข้อจำกัดที่ชอบข้ึนบนที่สูง อากาศหนาวเย็น และจะต้องขึ้นอยู่ริมน้ำ เกปล็นบี แดทอ่งกสปารมะเกหบลก่ยี นัมริมลำธาร เพราะต้องการความช้ืนสูง ลักษณะเด่นของบุหรงชนิดนี้คือ กลีบดอกบางสีขาวอมเขียว ปลายบิดเป็นเกลียว ต่างจากบุหรงชนิดอื่นที่กลีบดอกหนากว่าและปลายดอกตรง

60 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงพะยอม Shorea roxburghii G.Donชื่ออ่ืน กะยอม ขะยอม ขะยอมดง พะยอมดง แดน เชียง เซี่ยว สุกรม พะยอมทอง ยางหยวกเมื่อคร้ังที่สุนทรภู่เดินทางไปนมัสการพระแท่น- พะยอมเป็นไม้ท่ีผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของคนไทยดงรัง ท่ีอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างทาง มาช้านาน เน่ืองจากเป็นพรรณไม้ท่ีมีประโยชน์หลากท่านได้พรรณนาถึงความงามของดอก พะยอม ท่ี หลาย ในด้านสมุนไพร เปลือกนำมาต้มน้ำด่ืมเป็นยาออกดอกเป็นพวงระย้า ส่งกลิ่นหอมระรื่นไว้อย่างน่า สมาน แก้ท้องเดินและลำไส้อักเสบ ดอกเข้ายาหอมประทบั ใจ บำรุงหัวใจ ลดไข้ ส่วนชาวสวนท่ีทำน้ำตาลมะพร้าว “ระรวยร่ืนชืน่ หอมพะยอมสด จะนำเปลือกมาห่ันเป็นช้ินเล็กๆ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ท่ีรองคนั ธรสโรยรว่ งพวงเกสร น้ำตาลสดจากต้นมะพร้าวเป็นสารกันบูด เนื้อไม้นำมาต้องพระพายชายช่ออรชร ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น เสา รอด ตง พ้ืน ฝา และแมลงภฟู่ อนเฝา้ เคลา้ ประคองชม ไม้หมอนรถไฟแมลงภู่เปน็ คู่ของบุปผาบรุ าณวา่ เหน็ จรงิ ทกุ ส่งิ สมหญิงกับชายกเ็ ปน็ คชู่ ้อู ารมณ์ช่วั ปฐมกัปกัลป์พุทธนั ดรฯ”

พรรณไม้ภาคเหนือ 61 ตาดมอปกลอาอยกกเิง่ ปน็หชรอื่อใตหาญมก่ิง่ ลักษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 15-25 ม. ลำต้นตรง กิ่งอ่อนเกล้ียง เรือนยอดเป็นพุ่มแคบๆ เปลือกหนาสีน้ำตาลหรือเทา เป็นสะเก็ดหนาและแตก เป็นรอ่ งตามยาว ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานแคบๆ กว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 8-10 ซม. โคนใบมน ปลายใบมนหรือหยัก ขอบใบมักเป็นคล่ืน เนื้อใบเกล้ียงเป็นมัน มีเส้นแขนงใบ 15-20 คู่ กา้ นใบยาว 2-2.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ตามปลายก่ิง หรือตามก่ิง กกลลีบิน่ดหออกมสจขี ัดาว เหนอื รอยแผลใบ มีดอกย่อยจำนวนมาก สขี าว กล่ินหอมจัด กลบี เลยี้ งเกล้ยี ง สขี นุ่ มี 5 กลบี เรยี งบิด ผล เป็นผลแห้งรูปกระสวย กว้าง 1 ซม. ยาวเป็นท่ีรู้กันดีว่า พะยอมถือเป็นไม้มงคลที่คนนิยม 2 ซม. ปีกสั้น 2 ปีก ยาว 2 ซม. ปีกยาว ยาวประมาณปลูกกันตามบ้าน ด้วยมีความเช่ือว่าหากบ้านใดปลูก 8 ซม. มเี สน้ ปีก ปีกละ 10 เส้นพะยอมไว้ประจำบ้านจะทำให้คนบ้านนั้นมีอุปนิสัยอ่อนน้อม เมลด็ กลมรยี าว 1 ซม.ถ่อมตน เป็นบุคคลที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจและได้รับการ อุปถัมภ์ค้ำชูจากผู้อ่ืน ด้วยความท่ีเป็นพรรณไม้ท่ีมีท้ัง การขยายพันธ์ุความสวยงามและมากด้วยประโยชน์ กวีในสมัยต่างๆ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เป็นพรรณไม้ท่ีใช้ในจึงมักพรรณนาถึงพะยอมไว้ในวรรณคดีหลายต่อหลาย การปลูกป่าชนิดหนึ่ง เน่ืองจากทนแล้งได้ดี ถึงแม้ว่าเรื่อง อาทิ บทละครเรื่องอิเหนา ลิลิตพระลอ เสภา จะเจริญเตบิ โตคอ่ นขา้ งชา้ เรื่องขุนช้างขุนแผน โคลงโลกนิติ และพระอภัยมณีเป็นตน้ พะยอมเป็นไม้ต้นขนาดกลาง พบกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังทั่วประเทศแต่มีมากในภาคเหนือที่ระดับความสูง 100-1,000 ม.เติบโตได้ดีในพื้นท่ีแห้งแล้ง แต่เป็นไม้ท่ีโตช้าและออกดอกเพียงปีละคร้ังในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภา-พันธ์ การปลูกพะยอมจึงต้องอาศัยความอดทนและมีใจรักอย่างแท้จริงจึงจะได้เชยชมดอกที่สะพร่ังบานพร้อมกนั ท่วั ทัง้ ตน้ และสง่ กล่นิ หอมอันแสนจรุงใจ

62 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงโพสามหางSymingtonia populnea (R. Br. ex Griff.) Steenis นอกจากจะเป็นแหล่งก่อกำเนิดต้นน้ำลำธารเพ่ือช่ืออ่ืน - หล่อเล้ียงชีวิตแล้ว ยอดดอยอินทนนท์ยังเป็นเสมือนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นพ้ืนท่ีต้นน้ำ แผ่นดินแม่ผู้ให้กำเนิดระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ ไม่ลำธารที่สำคัญของแม่น้ำปิง ให้กำเนิดแม่น้ำลำธาร เพียงแต่จะอุดมพร้อมทั้งไม้ใหญ่ดึกดำบรรพ์ หรือไม้หาหลายสาย ท่ีสำคัญได้แก่ ลำน้ำแม่วาง ลำน้ำแม่กลาง ยากเท่านั้น บนจุดสูงสุดแห่งสยามประเทศยังเป็นแหล่งลำน้ำแม่ยะ ลำน้ำแม่หอย ลำน้ำแม่แจ่ม และลำน้ำ ให้กำเนิดไม้พุ่มหรือไม้ขนาดกลาง ทรงสวยงามอย่างแม่เต๊ียะ ซ่ึงลำน้ำเหล่าน้ีจะไหลผ่านและหล่อเล้ียงชุมชน โพสามหาง อีกด้วย ชื่อของโพสามหางถูกเรียกตามต่างๆ ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอ ลักษณะของใบที่อวบอ้วนคล้ายใบโพธิ์ ทว่ามีแฉกฮอด อำเภอแม่วาง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัด 3 แฉกงอกเงยคล้ายหางข้ึนมาอีกเล็กน้อย ผู้ที่พบเห็นเชียงใหม่ แล้วไหลลงสูแ่ มน่ ้ำปงิ จงึ เรียกพืชชนิดนว้ี า่ โพสามหาง

พรรณไม้ภาคเหนือ 63 ลักษณะพรรณไม้ ตน้ ไมต้ น้ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สงู 15-30 ม. แตกก่ิงน้อย มีใบเฉพาะตอนปลายก่ิง หูใบรูปไข่กลับ ยาว 1.5-2.5 ซม. เกลีย้ ง หนา หลดุ ร่วงง่าย ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปฝ่ามือ มี 3-5 แฉก ยาว 5-16 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน กลมหรือกึ่งรูปหัวใจ แผ่นใบหนา เส้นโคนใบ 3-5 เส้น กา้ นใบยาว 2-6 ซม. ดอก ออกเป็นช่อกระจุกแน่น เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1.5 ซม. ไม่มีกลบี เล้ยี ง กลีบดอก 2-7 กลบี เสน้ ผด่าอศกูนอยอ์กกลเาปงน็ปกรระมะจากุณแน1.่น5 ซม. ผล แบบแคปซูล ติดกันเป็นช่อกระจุกแน่น แข็ง มี 7-11 ผล ในแต่ละช่อ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-2.5 ซม. กา้ นช่อยาว 1.5-2.5 ซม. โพสามหาง เป็นพรรณไม้ในวงศ์ Hamame- เมล็ด สนี ้ำตาลเขม้ รูปรี มีปีก lidaceae มีเขตการกระจายพนั ธุ์ตามปา่ ดิบเขา พบตัง้ แต่ อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต้ พม่า เวียดนาม การขยายพันธุ์คาบสมุทรมลายู และบอร์เนียว ในประเทศไทยพบทาง ขยายพนั ธุโ์ ดยการเพาะเมลด็ ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่บนดอยอินทนนท์ และทางภาคใต้ท่ีจังหวัดยะลา ขึ้นตามสันเขาในป่าดิบเขาระดับความสูง 1,400-2,200 ม. เท่านั้น ด้วยข้อจำกัด ชือ่ ถทกู อี่มเรวี 3ยีบกอแต้วฉนากมคคลลลักา้ า้ยษยใณหบาะโงพขอธิ์งใบทางธรรมชาติ จึงทำให้พบโพสามหางได้ยากตามพ้ืนที่ป่าทั่วๆ ไป ประกอบกับสถานการณ์ป่าไม้ในปัจจุบันที่ถกู รุกรานและทำลายไปมากดว้ ยน้ำมอื มนุษย์ จงึ เปน็ การเพ่ิมอัตราเส่ียงต่อการสูญพันธุ์ให้แก่บรรดาไม้ที่หายากอยูแ่ ล้ว ซึง่ มโี พสามหางเป็นหนงึ่ ในน้ัน ด้วยคุณสมบัติของโพสามหางท่ีข้ึนอยู่ตามพ้ืนท่ีบนเขาสูงที่ระดับ 1,400-2,200 ม. โพสามหางจึงเป็นพรรณไม้ที่ใช้วัดดัชนีบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าบนพ้ืนที่ระดับสูงได้ หากผืนป่าดิบเขาบนยอดเขาสูงยังมีโพสามหางเจริญงอกงามดีอยู่ ก็หมายถึงว่า ระบบนเิ วศวทิ ยาของไทยยงั คงสมบูรณด์ ีนัน่ เอง

64 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงมณฑาป่า ของไทยในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1,000-1,900 ม. ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตากMagnolia garrettii (Craib) V.S. Kumar ช่ืออื่น มณฑาดอย มะองนก ปอนาเตอ พิษณุโลก ส่วนในต่างประเทศพบได้ท่ีมณฑลยูนนานคนไทยส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับมณฑา ซ่ึงเป็น ประเทศจีน และในเวยี ดนาม พรรณไม้ชนิดหนึ่งในสกุล Magnolia ท่ีมีดอกสวยงาม ดอกสีม่วงแดงของมณฑาป่าในบางครั้งก็สร้างน่ารัก อีกท้ังยังมีกล่ินหอมหวานรวยรื่น เป็นที่ชื่นชอบ ความสับสนให้แก่นักสำรวจและจำแนกพรรณไม้ของบรรดาผู้รักไม้ดอกหอมทุกท่าน หากทว่าในราวป่า เนื่องจากยังมีมณฑาอีกชนิดหน่ึงท่ีมีดอกสีม่วงแดงบนเขาสูงทางภาคเหนือ ยังมีมณฑาอีกชนิดหน่ึงท่ีมี และมีลักษณะดอกคล้ายคลึงกันมาก เรียกว่า มณฑาดอกสีม่วงแดง ส่งกล่ินหอมอ่อนๆ ในเวลากลางคืน ดอย พรรณไม้สองชนิดน้ีมีกลีบชั้นนอกสีม่วงแดงที่เรียกว่า มณฑาป่า พรรณไม้หายากอีกชนิดหน่ึงของ เหมือนกัน เม่ือมองดูเผินๆ จึงคิดว่าเป็นพรรณไม้ชนิดไทยท่ีได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นไม้ประดับจนพ้น เดียวกัน หากแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า มณฑาป่าจะสภาพของความเปน็ ไม้หายากแลว้ มีกลีบดอกช้ันในเป็นสีม่วงเข้มเช่นเดียวกับกลีบดอกมณฑาป่าถูกค้นพบครั้งแรกของโลกในประเทศ ชั้นนอก ขณะที่มณฑาดอย กลีบดอกชั้นในจะเป็นไทย โดย H.B.G. Garrett นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ สีขาวนวล และกล่ินหอมแรงกว่ามณฑาป่า ส่วนใบของทดี่ อยผ้าขาว จังหวดั เชียงใหม่ มีรายงานเม่ือปี 2465 วา่ มณฑาดอยก็มีขนาดใหญ่และยาวกว่า ยาวประมาณมณฑาป่านี้มีเขตการกระจายพันธ์ุเฉพาะภาคเหนือ 1 ศอก วิธีสังเกตความแตกต่างอย่างง่ายๆ จึงให้ดูที่ขนาด ของใบและกลีบดอกช้ันในซงึ่ มสี ีที่แตกตา่ งกัน

พรรณไม้ภาคเหนือ 65 ใบ เป็นใบเด่ียวเรียงเวียน รูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 18-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม หรือแหลมส้ันๆ เน้ือใบหนา เหนียว คล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม เปน็ มันวาว ดา้ นลา่ งเคลอื บขาว ดอก เป็นดอกเดี่ยวออกตามปลายกิ่ง สีม่วงอมแดง ดอกมี 9 กลีบ กลบี หนา แขง็ อวบนำ้ เมือ่ บานมเี ส้นผา่ - ผลออ่ น ศนู ยก์ ลาง 8-10 ซม. ดอกบาน 2-3 วัน ผล เป็นผลกลุ่มรูปไข่หรือทรงกระบอก สีน้ำตาลมณฑาป่าเป็นพรรณไม้ท่ีมีลำต้นขนาดใหญ่ ถึง กวา้ ง 6-8 ซม. ยาว 7-12 ซม. ผลแกห่ อ้ ยลง มผี ลย่อยแม้ว่าจะมีเน้ือไม้ค่อนข้างอ่อน แต่ชาวบ้านก็ยังตัดโค่น จำนวนมากเรียงกันอยู่บนแกนยาวอันเดียวกัน ผลย่อยมาใช้ในงานก่อสร้าง และใช้ทำเคร่ืองเรือนบางชนิด แขง็ ยาว 1-1.5 ซม. ทำให้ในธรรมชาติมีจำนวนต้นเหลืออยู่ไม่มากนัก เมลด็ สีแดง ยาวรแี ละค่อนขา้ งแบน ขนาด 0.7-1หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องหลายๆ หน่วยงานจึงได้เร่งขยาย ซม. ผลย่อยแต่ละผลมี 1-4 เมลด็ พันธุ์และส่งเสริมให้ปลูกเป็นไม้ประดับบนพ้ืนที่ระดับ ออกดอกเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ผลแก่เดือนสูง เช่น เขตอุทยานแห่งชาติ และแหล่งท่องเท่ียวต่างๆ ตุลาคมถงึ พฤศจกิ ายนนอกจากนี้ มณฑาป่ายังมีชื่ออยู่ในโครงการปลูกทดแทนป่าที่เสื่อมโทรมในพ้ืนท่ีสูงอย่างได้ผลดี เน่ืองจากมณฑาป่าเป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วช่วยให้ป่ากลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกคร้ังหน่ึงได้ในเวลาไมน่ านนักลักษณะพรรณไม้ต้น เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดใหญ่ สูง 20-25 ม.เปลอื กหนา สีเทา มกี ลนิ่ ฉนุ เกสร การขยายพันธ์ุ ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกลงในแปลงที่ ร่มรำไร หรือกลางแจ้งบนพ้ืนที่ระดับสูงท่ีมีอากาศหนาว เย็น ผู้ท่ีช่ืนชอบความสวยงามของดอกมณฑาป่า พยายามนำต้นมณฑาป่ามาปลูกในกรุงเทพฯ และใน พื้นท่ีราบภาคกลาง ซ่ึงมีอากาศร้อนจัด พบว่ายังไม่ ประสบผลสำเร็จ เน่ืองจากต้นมณฑาป่าชะงักการเจริญ เตบิ โตในช่วงฤดูร้อน และคอ่ ยๆ ตายไป

66 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงมหาพรหมราชินีMitrephora sirikitiae Weerasooriya, Chalermglin & R. M. K.Saunders ชื่ออื่น -เมื่อปี 2547 ประเทศไทยได้ประกาศการค้นพบ ให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความย่ิงใหญ่ของไม้ดอกท่ีงดงามพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก ซ่ึงได้รับพระราชทาน และมีชื่อตามพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อระบุ พระบรมราชนิ ีนาถแห่งประเทศไทย ชนิดพืชชนิดใหม่นี้ว่า sirikitiae และใช้ช่ือภาษาไทยว่า ถิ่นกำเนิดของมหาพรหมราชินีอยู่บนสันเขาแคบๆมหาพรหมราชินี เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณแด่สมเด็จ บริเวณยอดเขาสูงชันเหนือระดับน้ำทะเล 1,100 ม.พระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ เน่ืองในวโรกาส ในเขตอำเภอเมอื ง จงั หวัดแมฮ่ ่องสอน จดั เปน็ พรรณไม้ท่ีทรงมพี ระชนมายุ 72 พรรษา อันถือเป็นปมี หามงคลย่ิง ถิ่นเดียวท่ีมีอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น และยังจัดของปวงชนชาวไทย เป็นพรรณไม้หายากเนื่องจากจำนวนต้นในถิ่นกำเนิดมหาพรหมราชินีเป็นพรรณไม้ในวงศ์กระดังงา นอ้ ยมาก และมกี ารกระจายพนั ธ์ุต่ำ(Annonaceae) สกุลมหาพรหม (Mitrephora) ดอกมี ผู้ที่ค้นพบพรรณไม้ชนิดนี้คือ ดร.ปิยะ เฉลิมกล่ินขนาดใหญ่สีขาวและม่วงสวยงามมาก และมีขนาดใหญ่ท่ีสุด ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และในสกุลมหาพรหมซึ่งมีอยู่ทั่วโลก 48 ชนิด ในประเทศ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ทำการวิจัยและพัฒนาไทยที่สำรวจพบแล้วมี 7 ชนิด โดยมีมหาพรหมราชินี แล้วพบว่า มหาพรหมราชินี เป็นพรรณไม้ท่ีมหัศจรรย์เป็นชนิดท่ี 8 มหาพรหมราชินีจึงเป็นดอกไม้ที่ประกาศ มากชนิดหนึ่ง ที่แม้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่บนเขาหินปูน

พรรณไม้ภาคเหนือ 67 รผปู ลทเปรงน็ กผรละกบลอมุ่ ก เสน้ ผ่าศนูดยอก์กลบาางนปสรวะยมงาาณม10 ซม. ดอก ออกเด่ียวๆ หรือเป็นกระจุก 1-3 ดอกใกล้ ปลายยอด กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงกลีบสองช้ัน เมื่อ ดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ดอกดกในระดบั ความสูง 1,100 ม. ทม่ี ีอากาศหนาวเย็น มตี ้นสูง ทยอยบาน แต่ละดอกบานอยู่ได้ 1-2 วัน 3-5 ม. แต่เมื่อนำเมล็ดมาเพาะในกรุงเทพฯ ท่ีมีอากาศ ผล เปน็ ผลกลุ่ม มีผลย่อย 5-8 ผล รูปทรงกระบอกร้อนจัด ก็สามารถปรับตัวได้โดยใช้เวลาปลูกเลี้ยง 3 ปี ยาว 5-8 ซม. มเี มล็ด 13-21 เมล็ด มีความสูง 1.5 ม. ก็ออกดอกได้เกือบตลอดปี ปัจจุบัน เมล็ด รูปคล้ายไข่หรือทรงกลม สีน้ำตาล ขนาดได้พัฒนาให้เป็นไม้ประดับกระถาง ซ่ึงมีการปลูกกัน 5-8 มม.ทั่วประเทศ ช่วยให้พ้นสภาพจากการเป็นพรรณไม้หายากไดแ้ ล้ว มหาพรหมราชินีเม่ือออกดอกจะบานพร้อมกัน กลีบดสอขีกาชว้นั นอกทั้งต้น ดอกมีกล่ินหอมอ่อนๆ และแต่ละดอกบานอยู่ได้1-2 วัน ช่วงเวลาดอกบานราวเดือนพฤษภาคม ต้นท่ีปลูกจากต้นกล้าเพาะเมล็ดจะมีทรงพุ่มสวยงามออกดอกได้เต็มทรงพุ่ม ขณะท่ีต้นที่ปลูกจากต้นทาบก่ิงจะมีทรงพุ่มแผ่กระจายและออกดอกเฉพาะก่ิงท่ีอยู่ กลีบดอกชัน้ ในสมี ว่ งดา้ นบนทรงพุ่มลักษณะพรรณไม้ การขยายพันธุ์ต้น เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-5 ม. เปลอื กลำตน้ มีการนำผลแกม่ าเพาะเมล็ดซง่ึ งอกไดด้ ี สว่ นวธิ กี ารสีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเทาอมขาวมีขนอ่อนปกคลุม แตกก่ิง ขยายพันธท์ุ ่ีเหมาะสมท่สี ดุ คือ การทาบก่งิ เนอ่ื งจากเปน็นอ้ ย ทรงพุ่มกลมโปรง่ วธิ ีการทีร่ วดเร็ว สะดวก ประหยดั และสามารถกำหนดให้ใบ เป็นใบเด่ียวเรียงสลับ รูปใบหอก กว้าง 4-9 กิ่งทาบมีความยาวได้ตามความต้องการ ตั้งแต่ความสูงซม. ยาว 11-19 ซม. เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบ 30 ซม. จนถึง 150 ซม. โดยใช้ระยะเวลาทาบเพียงเป็นมันทั้งสองด้าน ด้านล่างมีขน เส้นแขนงใบ 8-11 คู่ 1 เดือนคร่ึงเท่าน้ัน มีอัตราการทาบติดได้สูงถึง 100กา้ นใบยาว 0.5-1 ซม. เปอรเ์ ซน็ ต์

68 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงรักใหญ่Gluta usitata (Wall.) Ding Houชื่ออื่น รัก ฮัก ฮักหลวง ซู้ มะเรียะ ฮักขี้หมู ฮักหมู“งานรัก” เป็นงานช่างฝีมือขั้นสูงของไทยท่ีเป็นมรดกสืบทอดทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เคร่ืองรักถือเปน็ ศลิ ปวตั ถอุ นั ทรงคณุ คา่ ซง่ึ ในสมยั โบราณจะนำมาใช้เฉพาะงานท่ีเก่ียวข้องกับพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์เท่าน้ัน เช่น การลงรักปิดทองพระพุทธรูป ตู้พระธรรมหรือเคร่ืองราชูปโภคของพระมหากษัตริย์และเครื่องใช้ในราชสำนัก และส่วนประกอบที่สำคัญที่ใช้ในงานรักก็คือ“ยางรัก” ท่ีได้จากต้น “รักใหญ่” ซ่ึงในปัจจุบันมีจำนวนลดนอ้ ยลงอยา่ งมากจนเสย่ี งต่อการสญู พันธ์ุ ลายรดน้ำ งานประกอบเคร่ืองมุก และเครื่องเขิน โดยด้วยคุณสมบัติพิเศษของน้ำยางรัก ซ่ึงมีสีดำเป็น เฉพาะเครื่องเขินของชาวเชียงใหม่ท่ีมีความโดดเด่นมันเล่ือม เม่ือแห้งสนิทแล้วสามารถยึดติดได้ดี และกัน สวยงาม เปน็ เอกลักษณ์เฉพาะตัว การที่เคร่ืองเขนิ แต่ละการรัว่ ซมึ ของนำ้ ได้ ทำให้ช่างฝีมอื ของไทยนำนำ้ ยางรักมา ช้ินมีความคงทนสวยงาม ก็ด้วยอาศัยข้อดีของน้ำยางรักใช้งานอย่างกว้างขวาง ทั้งในงานลงรักปิดทอง การเขียน ท่ตี ดิ แนน่ ทนทานนเ่ี อง

พรรณไม้ภาคเหนือ 69 มอีกยลก่าีบลงเลบีละีย้ดงอ5แกกลละบี ส่วนงานประกอบเคร่ืองมุกอย่างทัพพีมุก ธรรมาสน์ลงมกุ หนา้ ตา่ งพระอโุ บสถ วหิ าร พระแทน่ ท่ีประทับแห่งองค์พระมหากษัตริย์ก็อาศัยคุณสมบัติพิเศษที่เหนียวแน่น ผลกลม เปลอื กแขง็ ของยางรักในการประกอบมุก จนกลายเป็นงานประณีตศิลป์ ใบ เป็นใบเด่ยี ว เรยี งเวียนเป็นกล่มุ อยู่ตามปลายกง่ิอันทรงคุณคา่ ของไทยท่ที ั่วโลกต่างให้การยกย่อง รูปไขก่ ลับ มน หรือรปู ขอบขนาน กวา้ ง 5-12 ซม. ยาวคุณสมบัติทางด้านสมุนไพรพ้ืนบ้าน เปลือกใช้ 16-36 ซม. ด้านบนใบมีขนสีน้ำตาลปนประปรายเข้ายาบำรุงกำลัง ต้มเป็นยารักษาโรคติดเช้ือทางเดิน- ด้านล่างมีขนหนาแน่น แต่จะหลุดร่วงไปเกือบหมดเม่ืออาหาร รักษาโรคเกลอ้ื น และโรคปวดข้อเรือ้ รงั เปลือก ใบแก่เตม็ ท่ี เนื้อใบหนา ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเลก็ น้อยราก ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ยาง เป็นยาถ่ายอย่างแรง ดอก ออกเป็นช่อท่ีปลายก่ิงหรือตามซอกใบใกล้และกัดเนื้อสด นอกจากน้ี เนื้อไม้ยังใช้ทำส่วนประกอบ ปลายกงิ่ มขี นหนาแน่น กลบี เล้ยี งและกลบี ดอกมอี ย่างละของบ้านเรือน เสา เครื่องเรือน และด้ามเคร่ืองมือ 5 กลีบ ด้านนอกของกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีขนสีน้ำตาลทางการเกษตร ปนเทา รกั ใหญ่เป็นไม้ตน้ ขนาดกลาง พบไดท้ างภาคเหนือ ผล เปน็ ผลกลม แขง็ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2-1.5 ซม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ปัจจุบัน มีปกี สแี ดง หรอื ม่วงแดงรปู ขอบขนาน 5 ปกี ยาว 5-10 ซม.มีจำนวนลดลงอย่างมาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมล็ด เป็นเมลด็ กลม เสอื่ มความงอกเรว็ สยามบรมราชกุมารี จึงมีพระราชดำริให้จัดต้ังโครงการ รักใหญ่ออกดอกเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมศึกษายางรักใหญ่เพ่ืออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ทั้งน้ีเพ่ือ และมีผลแก่ในเดือนมีนาคมสืบสานงานช่างฝีมือแขนงน้ีให้ดำรงอยู่สืบไป อันจะเป็น การชว่ ยให้รกั ใหญ่ไมส่ ูญพนั ธ์ุไปจากแผ่นดินไทยของเรา การขยายพันธ์ุ ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ต้นรักใหญ่ในธรรมชาติลักษณะพรรณไม้ ถูกทำลายและมีจำนวนลดน้อยลงโดยลำดับ จึงควรเร่งต้น เป็นไม้ต้นกึ่งผลดั ใบขนาดกลาง สงู 12-25 ม. การเพาะขยายพันธ์ุ เพื่อปลูกในพ้ืนท่ีเหมาะสมให้มีลำตน้ เปลาตรง เปลอื กสนี ำ้ ตาลหรอื ดำปนเทา แตกเปน็ จำนวนต้นมากข้ึนสำหรับการอนุรักษ์ไว้ใช้ประโยชน์ในร่อง หลุดลอกเปน็ แผ่นบางๆ มยี างสีดำซมึ ตามรอยแตก อนาคต

70 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงรังShorea siamensis Miq.ชื่ออ่ืน เปา เปาดอกแดง เรียง เรียงพนม ลักป้าว แลบอง เหล้ท้อ เหล่บอง ฮัง แต่เดิมนั้นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มักมีความ รังเปน็ พรรณไม้ในวงศ์ Dipterocarpaceae ท่ีมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับต้นรังว่าเป็นพรรณไม้ชนิด กระจายพันธุ์เป็นไม้เด่นในป่าเต็งรัง และยังพบในป่าเดยี วกบั ตน้ สาละอนิ เดยี (Shorea robusta C.F.Gaertn) เบญจพรรณแล้งและป่าแดงท่ัวไป พบมากในภาคเหนือซ่ึงเป็นพรรณไม้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงฤดูผลัดใบ ใบของเน่ืองจากเป็นพรรณไม้ที่เกี่ยวเนื่องกับการประสูติของ ต้นรังจะเปล่ียนเป็นสีเหลืองอมส้ม สวยงามไปทั้งราวป่าพระพุทธเจ้า หากแต่ในความเป็นจริง รังและสาละ ดอกมีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงอินเดียนั้นเป็นพรรณไม้ต่างชนิดกัน แม้จะมีรูปพรรณ มีนาคม ส่วนเวลาติดผล เมื่อผลแก่ถูกแรงลมจะปลิวสัณฐานท่ีคล้ายคลึงกันมาก เนื่องจากเป็นพรรณไม้ใน ว่อนหมนุ คว้างกอ่ นร่อนลงบนผนื ดินคลา้ ยเปน็ พรมลกู รงัวงศ์และสกุลเดียวกัน แต่เม่ือพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าพรรณไม้สองชนิดน้ี มีลักษณะท่ีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชดั

พรรณไม้ภาคเหนือ 71 ผล เป็นผลแห้ง เปลือกแข็ง เมล็ดเดียว ทรงไข่ กว้าง 1 ซม. ยาว 1.5 ซม. ปลายแหลม ปีกยาว 3 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก เมล็ด รูปรยี าว 1 ซม. การขยายพันธ์ุ ขยายพันธ์ุโดยการเพาะเมล็ด สามารถเก็บผลแก่ ของต้นรังได้ในเดือนมีนาคมถึงเมษายน แล้วนำมาเพาะรังเป็นไม้เนื้อแข็ง ทนทานต่อความแห้งแล้งและ เมล็ด ต้นกล้างอกได้ดีแต่เจริญเติบโตช้า ต้องบำรุงรักษาไฟป่าได้ดี เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ต้นกล้าเป็นระยะเวลาอยา่ งน้อย 1 ปี จึงจะนำตน้ กลา้ ไปทั้งในงานกอ่ สรา้ ง ทำเครอื่ งมอื เคร่อื งใช้ สว่ นชนั ใช้ผสม ปลกู ในแปลงได้น้ำมันทาไม้และเรือ นอกจากนี้ รังยังถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ซ่ึงเชื่อว่าหากบ้านใดปลูกเป็นไม้ประจำบ้านจะมีแต่ความสงบรม่ เย็น รังเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภทท่ีระบายน้ำดีชอบแดดจัด และต้องการน้ำน้อย เหมาะที่จะปลูกใน ผลแขปง็ กี มสีปั้นีก2ยาปวกี 3 ปีกพื้นท่ีกว้างขวางหรือตามรีสอร์ต เนื่องจากทรงพุ่มสวยงามนอกจากจะทนแล้งได้ดีแล้ว ยังทนลมแรงได้ดีเป็นพิเศษอีกดว้ ย สเี ทาปลนำนเตป้ำ้น็นตสามละเี ปเกแล็ดตอื โกกตเหปๆน็นารอ่ งลกึ ลักษณะพรรณไม้ตน้ เปน็ ต้นผลัดใบขนาดกลางสงู 10-25 ม. เรอื นยอดกลมหรือรูปกรวยคว่ำ ลำต้นเปลาตรงหรือคดงอเปลอื กสเี ทาปนน้ำตาล แตกเป็นรอ่ งลกึ เปน็ สะเก็ดโตๆใบ เป็นใบเด่ียว เรียงสลบั ใบรปู ขอบขนาน กวา้ ง7-12 ซม. ยาว 10-20 ซม. ปลายใบมน โคนใบหยักเวา้ เป็นรูปหัวใจ ดอก สขี าวหรือเหลืองออ่ น ออกเป็นช่อทีป่ ลายก่ิงกลิ่นหอม กลีบเล้ียง 5 กลีบ โคนกลีบดอกติดกันเป็นรูปถว้ ย กลบี ดอกมี 5 กลบี ยาวเป็น 6 เทา่ ของกลีบเลย้ี งเรียงจีบเวยี นกนั ดอกบานเต็มที่กวา้ ง 1-1.5 ซม.

72 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงลำดวนดอย Mitrephora wangii Huช่ืออื่น - ลำดวนดอย เป็นพรรณไม้ที่เพิ่งมีการค้นพบใน ลำดวนดอยมีเขตการกระจายพันธ์ุอยู่บนเขาสูงประเทศไทยเม่ือปี 2542 ท่ีวัดพระธาตุดอยตุง จังหวัด ในจังหวัดเชียงรายที่ระดับความสูง 1,690 ม. ในต่างเชียงราย พรรณไม้ชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา ประเทศพบที่ประเทศจีนและลาว พรรณไม้ชนิดน้ีนับ(Annonaceae) สกลุ มหาพรหม (Mitrephora) เปน็ ไม้ต้น เป็นพรรณไม้หายากและใกล้สูญพันธ์ุชนิดหนึ่งของไทยขนาดกลางท่ีมีดอกสวยงาม กลีบดอกช้ันนอกสีขาว ในสภาพธรรมชาติมีอยู่เพียง 2 ต้น ข้ึนอยู่บนยอดดอยบานแยกจากกันเป็น 3 แฉก กลีบดอกช้ันในสีเขียวอ่อน สูง 1,690 ม. ของจังหวัดเชียงราย ท่ีมีอากาศหนาวปลายกลีบชมพูระเรื่อ ประกบกันเป็นกระเช้า เมื่อดอก เย็นและมีหมอกปกคลุมเกือบตลอดปี และไม่มีการแก่ใกล้โรย กลีบชั้นนอกเปล่ียนเป็นสีเหลืองเข้มขึ้น ขยายพันธ์ุตามธรรมชาติ เน่ืองจากใต้ต้นเป็นลานหินส่วนกลีบดอกชั้นในเปลี่ยนเป็นชมพูอมม่วง ส่งกล่ินหอม ทำให้เส่ียงต่อการสูญพันธ์ุได้ในอนาคต แต่ในปัจจุบันหวานคล้ายดอกลำดวน แต่ข้ึนอยู่บนดอยจึงเรียกกันว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยลำดวนดอย ได้ทำการวิจัยเพื่อขยายพันธ์ุลำดวนดอย พบว่าวิธีการ ทาบก่ิงเปน็ วิธีที่ได้ผลดี จนสามารถปลูกลำดวนดอยเป็น ไม้กระถางได้สำเร็จ ทำให้มีการปลูกเป็นไม้ประดับ กันอย่างกว้างขวาง จนทำให้พ้นสภาพจากความเป็นไม้ หายากแลว้

พรรณไม้ภาคเหนือ 73 ใบ เป็นใบเดย่ี ว รปู รแี กมรูปขอบขนาน กว้าง 5-7 ซม. ยาว 13-20 ซม. โคนใบมน ปลายใบเรียวยาว และมีต่ิง ขอบใบเรียบ เน้ือใบบาง เป็นมันท้ัง 2 ด้าน ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ใบด้านลา่ งสอี ่อนกวา่ ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออก 1-2 ดอก ออกตามก่ิง ตรงข้ามใบ เม่ือบานมีสีขาวแล้วเปล่ียนเป็นสีเหลือง และมีกลิ่นหอมแรงมากข้ึน กลีบดอกชั้นนอก 3 กลีบ บานกางออกจากกัน กลีบนอกช้ันในขอบกลีบประกบกัน เป็นรูปกระเช้า มีลายประสีแดงอ่อนอยู่ตรงกลางดอก ผลสเเี ปขลียอืวเกขเม้รียบ ดอกทยอยบานตลอดท้ังปี และบานเต็มต้นในเดือนลำดวนดอยนับว่าเป็นพรรณไม้มหัศจรรย์ต้นหน่ึง กุมภาพนั ธถ์ ึงมนี าคม ในเมืองไทย กล่าวคือ แม้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่บนเทือกเขา ผล เป็นผลกลุ่ม ผลอ่อนเปลือกเรียบ สีเขียวเข้มสูงที่มีอากาศหนาวเย็น แต่เมื่อเก็บผลแก่มาเพาะเมล็ด เม่อื แก่เปลย่ี นเปน็ สีเหลืองอมเขยี ว มี 9-12 เมลด็ ในกรุงเทพฯ ท่ีมีระดับความสูงเกือบเท่าระดับน้ำทะเล เมลด็ กลมแบน สนี ้ำตาลขนาด 4-7 มม.และมีอากาศร้อนจัด ปรากฏว่าเมล็ดลำดวนดอยงอก ได้ดี เม่ือปลูกเล้ียงต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดได้ 3 ปี การขยายพันธ์ุต้นมีความสูง 1.5 ม. ออกดอกได้ดีและเมื่อทาบก่ิง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำก่ิงอ่อนโดยใช้มะป่วนเป็นต้นตอ สามารถทาบติดได้ถึง 100 หลังจากปลูกต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดหรือปักชำก่ิงเปอร์เซ็นต์ เม่ือนำต้นทาบกิ่งไปปลูกต่อในพ้ืนท่ีอื่นๆ จนต้ังตัวและเจริญเติบโตดีแล้ว สามารถทาบก่ิงจากต้นทวั่ ประเทศ พบว่าสามารถปรบั ตัวไดด้ แี ละทยอยออกดอก ดังกล่าวได้ การทาบกิ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดี เม่ือนำมาปลูกเกือบตลอดปี แลว้ ออกดอกไดเ้ รว็ สามารถปลูกเปน็ ไม้กระถางได้ ลำดวนดอยท่ีปลูกจากต้นกล้าเพาะเมล็ด จะมีทรงพุ่มสวยงาม มีใบดกสีเขียวเข้มเป็นมันวาวออกดอกเต็มต้น จึงได้รับความนิยมนำมาใช้ในงานจัดภูมิทัศน์กันอยา่ งแพรห่ ลายในปัจจุบันลักษณะพรรณไม้ต้น เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 10-20 ม. ลำต้นเปลาตรง แตกก่ิงน้อย โคนลำต้นมีพูพอนในระดับต่ำเปลือกลำต้นเรยี บ สีดำ เนอื้ ไมแ้ ข็งและเหนียว มกี ลิ่นฉุน

74 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงสะแล่งหอมไก๋ กลีบดอกสีขาว โมคจี นุดกสลีมีบ่วงดแอดกงRothmannia sootepensis (Craib) Bremek.ชื่ออ่ืน - สะแล่งหอมไก๋ เป็นพรรณไม้ในตำนานของชาวลำพูน กล่าวกันว่าในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ดอนสะแล่ง มเหสีของเจ้าเมืองได้นำดอกสะแล่งมาถวายเป็นพุทธบูชา พระบรมศาสดาทรงรับดอกไม้นั้นไว้พร้อมอนุโมทนา แล้วได้ตรัสเป็นพุทธทำนายไว้ว่า “ต่อไปในอนาคตกาล สถานที่แห่งนี้จักเป็นท่ีประดิษฐานพระธาตุของเรา และจะเจริญรุ่งเรืองสบื ไปในกาลข้างหน้า” เวลาผ่านมาถึงสมัยพระนางจามเทวีแห่งแคว้น หริภุญไชย พระนางทรงมีศรัทธาประสาทะในบวรพุทธ- ศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปยัง สถานที่สำคัญต่างๆ ในเมืองล้านนาเพ่ือเสาะหาสถานท่ี ศักด์ิสิทธ์ิสำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ท่ีทรงได้รับพระราชทานมาจากพระราชบิดาเจ้าเมือง ละโว้ กระท่ังได้เสด็จฯ ผ่านเมืองกุกกุฎไก่เอิก ในเขตของ จังหวัดลำพูน จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ขบวนเสด็จพักแรม ท่ีดอนสะแล่ง และต้ังผอบทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ใกล้ๆ กับปากถ้ำ เพื่อให้ราษฎรได้สักการบูชา และต่อมา ได้โปรดฯ ให้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ ปากถ้ำ กลางดอนสะแล่งแห่งนั้น และทรงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ ครอบพระบรมสารีริกธาตุนั้นไว้ พระเจดีย์ดังกล่าวนี้คือ พระธาตุขะอูบคำ ท่ีประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะแล่ง ในปจั จบุ นั

พรรณไม้ภาคเหนือ 75ส ะ แ ล่ ง ห อ ม ไ ก๋ เ ป็ น พ ร ร ณ ไ ม้ ป่ า ท่ี พ บ ไ ด้ ต า มป่าดบิ แลง้ ทร่ี ะดบั ความสงู 300-900 ม. ทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ดอกมีสีขาวนวล กลีบดอกมีลักษณะปลายแหลมเหมือนหอกโบราณ แต่เดิมเรียกว่า ดอกสะแล่ง แต่ด้วยความที่พรรณไม้ชนิดน้ีมีกล่ินหอมแรง กำจายไปได้ไกลมากชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า สะแล่งหอมไก๋ ซึ่งหมายความว่าดอกสะแล่งท่ีส่งกล่ินหอมไกล ปัจจุบันมีผู้พยายามนำไปปลูกเป็นไม้ดอกหอม ไม้ประดับตามอาคารสถานท่ีต่างๆหลายแห่งสะแล่งหอมไก๋เป็นพรรณไม้ท่ีเจริญเติบโตช้ามากในช่วงที่ฤดูแล้งยาวนานจะออกดอกได้ดกเต็มต้น ส่ง ลักษณะพรรณไม้กล่ินหอมรวยร่ืนแสนชื่นใจ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในช่วง ต้น เปน็ ไมต้ น้ ขนาดเลก็ สงู 4-6 ม. เปลือกลำตน้พลบค่ำหรือช่วงเช้ามืด แต่น่าเสียดายที่พรรณไม้ชนิดนี้ สีน้ำตาล แตกก่ิงจำนวนมาก ออกรอบต้นเป็นช้ันๆ กิ่งปลูกเล้ียงยากมาก ต้นท่ีปลูกเลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนานกบั พนื้ ดนิ ทรงพุ่มโปร่งรปู กรวยคว่ำต้นที่ขุดล้อมมาปลูก จะค่อยๆ ตายไปในท่ีสุด ดังนั้น ใบ เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรีปลายแหลมผู้ปลูกเล้ียงควรปลูกต้นขนาดเล็กจากการเพาะเมล็ด ยาว 10-12 ซม. ผวิ ใบเปน็ มันเรียบ สเี ขียวเข้มทัง้ สองด้านและต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะอดทนรอเป็นเวลา ดอก ออกเป็นช่อดอกสีขาวที่ซอกใบใกล้ปลายก่ิงหลายปี จงึ จะได้ต้นใหญท่ ี่ออกดอกได้อย่างสวยงาม 1-3 ดอก โคนกลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขอบกลีบเป็นคลื่น โคนกลีบดอกด้านในมีจุด สีมว่ งแดง ดอกบานเตม็ ทม่ี ีเส้นผ่าศูนยก์ ลาง 5-6 ซม. ผล รูปกลมรี ยาว 3-5 ซม. มีกลีบเล้ียงติดอยู่ ปลายผล มกีผลลีบกลเลม้ียรงี ตยิดาวอย3ปู่.5ลาซยมผ.ล เมล็ด รปู กลมรี สีดำยาว 3-4 มม. การขยายพันธ์ุ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยเก็บผลแก่ท่ีอยู่ บนต้นมาเพาะเมล็ด ซึ่งจะให้เปอร์เซ็นต์การงอกดีกว่า ผลแก่ทีร่ ่วงอยทู่ ่ีโคนตน้ สว่ นการทาบกิ่งกเ็ ปน็ อกี วธิ หี นง่ึ ท่ีไดผ้ ล โดยใชห้ มกั มอ่ ซงึ่ เป็นพืชท่อี ยู่ในสกลุ เดยี วกันมา เป็นตน้ ตอ

76 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงสารภีดอยAnneslea fragrans Wall. ช่ืออ่ืน แก้มอ้น คำโซ่ ตองหนัง ตีนจำ ทำซุง บานมา พระราม โมงน่ัง ต้ำจึง ฮาฮอย ทึกลอ ทึลา ปันม้า ส้านแดง ส้านแดงใหญ่ สารภีสารภีควาย สารภีหนู สุน ฮักสารภีดอย เปน็ พรรณไม้ในวงศ์ Theaceae มเี ขต ดอกของสารภีดอยมีลักษณะเด่นคือ จะส่งกลิ่นการกระจายพันธ์ุตั้งแต่อินเดียถึงเอเชียตะวันออก- หอมอ่อนๆ ในเวลากลางวัน แต่กลิ่นหอมดังกล่าวจะเฉียงใต้ ส่วนในประเทศไทย จะพบตามป่าดิบแล้ง แรงข้ึนในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้นใครที่จะไปชื่นชมป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขาท่ีระดับความสูง ดมดอมพรรณไม้ชนิดนี้ก็ต้องเลือกไปให้ถูกช่วงเวลา850-1,700 ม. โดยเฉพาะทางภาคเหนือบนดอยสูง และท่ีสำคัญคือไปให้ตรงกับช่วงฤดูออกดอกด้วยเช่น จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน พะเยา เนื่องจากพรรณไม้ชนิดน้ีจะมีฤดูออกดอกอยู่ในช่วงแม่ฮ่องสอน ตาก และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะ ปลายฤดูหนาว คอื ระหวา่ งเดอื นธนั วาคมถงึ กุมภาพันธ์พบตามภูสูงท่ีมีอากาศหนาวเย็น เช่น ภูหลวง ภูเรือภูกระดงึ ในจังหวัดเลย

พรรณไม้ภาคเหนือ 77 ลักษณะพรรณไม้ ต้น ไม้ต้นขนาดกลางสูง 10-20 ม. เปลือกลำต้น ตะปุ่มตะปำ่ เปลือกแตกเป็นร่องเล็กๆ หรือแตกล่อน เป็นสะเกด็ แขง็ มีกล่ินฉุน ทรงพ่มุ โปรง่ กลม ดมอี ก5เดกีย่ลวบี กสลีเหีบลเลอื ีย้งงแดกอมกชหมนพาู ใบ ใบเด่ียว เรียงเวียนสลับ แผ่นใบหนาคล้าย แผ่นหนัง เขียวเข้มเป็นมัน เส้นกลางใบเด่นชัดทั้งด้าน บนและด้านล่าง ผิวเกล้ียงรูปหอก แกมขอบขนานกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ดอก ดอกเดี่ยว ก้านดอกยาว 3-5 ซม. กลีบเล้ียงเนื้อไม้ของต้นสารภีดอยเหมาะสำหรับนำมาใช้ ดอกหนา มี 5 กลีบ สีเหลืองแกมชมพู โคนเชื่อมติดกันทำเครื่องเรือนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีเน้ือไม้ละเอียด ปลายโค้งงุ้มเข้าหากัน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวครีมแนน่ เหนียว โดยเฉพาะอย่างยิง่ ต้นท่ขี น้ึ อยู่บนดอยสูงท่มี ี อยู่รวมกันเป็นก้อนกลม ปลายแหลมขนาด 1.5-2 ซม.อากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว และมีความแห้งแล้งในช่วง กลางวันดอกมีกล่ินหอมอ่อนๆ และจะหอมแรงข้ึนในช่วงฤดูร้อนเป็นระยะเวลายาวนาน จะเจริญเติบโตช้ามาก เวลากลางคืน ฤดูออกดอกอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว เน้ือไม้มีวงปีที่เด่นชัด สวยงาม เคยมีผู้นำไปแกะสลัก ผล รูปกลมรี ผิวเรียบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหรือกลึงเป็นเครื่องเรือนเคร่ืองประดับบ้านที่เห็นแล้ว 2 ซม. ผลอ่อนสีเขียว มีกลีบเล้ียงติดอยู่ที่ปลายผลต้องยอมรับว่ามีคุณค่าสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็อด จนกระท่ังถงึ ระยะผลแก่จะเสียดายและหดหู่ใจเป็นอย่างมากเม่ือเห็นผู้คนที่มา เมล็ด สนี ้ำตาลออ่ น กลมรี ขนาด 1 ซม.อยู่บนดอยสูงตัดต้นสารภีดอยแล้วเผาท้ิงเพ่ือเอาผืนดิน มาปลูกข้าวไร่หรือปลูกผักแบบไร่เล่ือนลอย ในช่วงเวลา การขยายพันธ์ุสั้นๆ พิจารณาแล้วช่างเป็นความสูญเสียของส่ิงหนึ่งแล้ว โดยการเพาะเมล็ด ใช้เวลาในการเพาะมากกว่าทดแทนด้วยอีกส่ิงหน่ึงแบบไม่คุ้มค่าเลยทีเดียว 2 เดือนจงึ เร่ิมงอก ตน้ กลา้ เจรญิ เติบโตไดค้ ่อนข้างชา้ มากนอกจากน้ี ส่วนต้นยังสามารถนำมาผสมสมุนไพรจำพวกประดง รวม 9 ชนิด ต้มน้ำดื่มรักษาโรคประดงซึ่งเป็นโรคผวิ หนังชนดิ หนึ่งไดอ้ กี ด้วยใ ค ร ท่ี มี โ อ ก า ส ช่ื น ช ม แ ล ะ ด ม ก ล่ิ น ห อ ม อ่ อ น ๆของสารภีดอย อาจมีความคิดท่ีจะนำพรรณไม้ชนิดนี้ไปเพาะเพ่ือขยายพันธ์ุ ซ่ึงการปลูกเลี้ยงพรรณไม้ชนิดน้ีก็ต้องอาศัยดินที่แห้ง และอากาศที่เย็น สารภีดอยจึงจะสามารถออกดอกได้ดี และมีกลีบดอกที่หนา ปัจจุบันสารภีดอยเริ่มเปน็ พรรณไม้ที่หายาก จงึ ควรมกี ารอนรุ ักษ์ด้วยการขยายพันธุ์และนำไปปลูกให้แพร่หลายมากย่งิ ขึน้

78 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงเส้ียวดอกขาวBauhinia variegata L.ชื่ออ่ืน นางอ้ัว เปียงพะโก โพะเพ่“รอ้ ยพันคำ แฝงฝัน อยู่ในความเงียบบนหนา้ ผา ผาสงู ชัน ใตแ้ สงตะวันมีเงาตะวัน ความฝันของเธอ เหมอื นใจของเธออยากเหน็ ดอกเสยี้ วขาว ขาว ขาว ขาว บนไหลด่ อย ไหล่ดอย ดอย ดอยเชยี งดาว” เส้ียวดอกขาวเป็นพรรณไม้ท่ีชาวเหนือรู้จักกันดี โดยเฉพาะชาวจังหวัดตาก ซ่ึงมีเสี้ยวดอกขาวเป็นสุวิชานนท์ รัตนภิมล แต่งเพลงนี้ไว้ในอัลบั้ม พรรณไม้ประจำจังหวัด ใบอ่อนของเสี้ยวดอกขาวกิน“เพลงรักเชียงดาว” เพ่ือช่ืนชมความงดงามของ เป็นผักสดหรือลวก หรือใส่ต้มปลาเน้ืออ่อนทำเป็นเสี้ยวดอกขาว ท่ีออกดอกพราวไปท่ัวท้ังราวป่า ตม้ ส้มได้ สว่ นใบนำมาขยร้ี ักษาแผลทีเ่ ร้อื รงั จนเน่าเปือ่ ยโดยเฉพาะบนไหล่ทางของดอยหลวงเชียงดาวที่ ให้หายได้ ใบแก่ต้มน้ำอาบแก้ผ่ืนคันตามตัวได้ผลดีเส้ียวดอกขาวพากันสะพร่ังบานรับลมหนาว ทักทาย เปลือกมีรสฝาด ใช้แก้ไอ แก้บิด และห้ามเลือด และผู้มาเยือนให้เคลิบเคล้ิมไปกับความมหัศจรรย์ของ ยังนำมายอ้ มแหอวนใหค้ งทนแขง็ แรง ธรรมชาติ

พรรณไม้ภาคเหนือ 79เส้ยี วดอกขาวเป็นพรรณไม้ในวงศ์ถ่ัว (Leguminosea)สกุลอรพิม (Bauhinia) มีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศอนิ เดยี พม่า ลาว และเวยี ดนาม ในประเทศไทยพบตามป่าเบญจพรรณ และป่าหินปูน ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่ีระดับความสูง 500-800 ม. ตามปกติจะทยอยออกดอกตลอดปี แต่จะออกดอกพร้อมกันท้ังต้นในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมดอกเสี้ยวเมื่อบานใหม่ๆ จะมีสีชมพูอ่อน แต่พอดอกแก่ใกลโ้ รยจะกลายเปน็ สีขาวในชว่ งที่ดอกเส้ียวบานเต็มตน้ จะเป็นชว่ งฤดูหนาวที่มีอากาศแห้ง ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอกตัดกับดอกเสี้ยวท่ีมีสีขาวบริสุทธิ์งามเด่นสะดุดตา ยิ่งในยามท่ีลมหนาวพัดมา ดอกเส้ียวจะปลิดปลิวลอยคว้างไปตาม ลักษณะพรรณไม้กระแสลม เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างย่ิง จังหวัด ต้น เป็นไม้ต้นผลัดใบสูงได้ถึง 15 ม. เรือนยอดเชียงรายจึงได้จัดให้มีงานวันเสี้ยวบานข้ึนบนยอดดอย กลม กิ่งก้านไม่สม่ำเสมอ กิ่งและยอดอ่อนมีขนปกคลุมหลายๆ แห่ง ซึ่งในแต่ละแห่งมีต้นเสี้ยวออกดอกบาน เปลอื กตน้ เกล้ียงสีเทาออ่ นถึงดำ มีรอยแตกหยาบๆ สะพร่ังและสง่ กล่นิ หอมขจรขจายไปทว่ั ขุนเขา ใบ เป็นใบเดี่ยว โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ คล้ายใบ แฝดติดกนั ใต้ใบมขี น ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายก่ิง 6-10 ดอก ดอกมีสีขาวหรือสีม่วงอ่อน กลีบดอกบอบบางมี 5 กลีบ รูปไข่กลับแยกจากกันชัดเจน เมื่อดอกบานเต็มท่ี ดบออกบสบขี าางวมกี 5ลบีกดลอบี ก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-12 ซม. ผล เป็นฝักแบนยาว 15-20 ซม. เม่ือแก่จะแตก เปน็ สองซีกดดี เมล็ดไปได้ไกล เมล็ด เป็นเมล็ดกลมแบน มี 10-25 เมล็ด ขนาด 6-8 ซม. การขยายพันธ์ุ ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดท่ีเก็บจากต้น ขณะที่ ฝักเริม่ แก่ก่อนที่ฝกั จะแตก

ความแห้งแล้งที่อยู่คู่ภาคอีสานมาเป็นนิจกลับไม่ได้ทำให้ป่าในพ้ืนที่น้ีไร้ค่า แต่ดินแดนที่ราบสูงของเมืองไทยทำหน้าที่เป็นที่พักพิงให้กับพรรณไม้ยืนต้นทรงคุณค่านานับชนิดท่ีคนไทยควรหวงแหนไว้ให้อยู่คู่ท้องถ่ินสืบไป



82 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงก ระมอบGardenia obtusifolia Roxb. ex Kurzชื่ออ่ืน กระบอก ไข่เน่า คมขวาน พญาผ่าด้าม พุดนา คำมอกน้อย ฝร่ังโคก หากท่านมีโอกาสเข้าไปเดินชมธรรมชาติในป่าเต็งรังช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ท่ัวท้ังแนวป่าจะครอบคลุมไปด้วยต้นไม้ที่มีกิ่งระเกะระกะปราศจากใบมองดูคล้ายกับแนวป่าที่ขาดความชุ่มชื้น ไร้ซ่ึงความมีชีวติ ชวี า เชน่ เดียวกับ กระมอบ ท่ีพรอ้ มใจกนั ท้ิงใบหมด แทบทั้งต้น หากแต่ได้เบ่งบานดอกสีขาวโพลนเต็มท่ัว ทรงพุ่ม ส่งกลิ่นหอมหวาน ยังความสดช่ืนมาสู่ผืนป่า และถ้าไดม้ ีโอกาสย้อนกลับไปหลงั จากดอกบาน 2-3 วนั ก็จะพบว่ากลีบดอกที่เคยเบ่งบานได้หลุดร่วงพรูลงมา เต็มพื้น ขณะท่ีบนต้นก็จะผลิดอกใหม่ออกมาทดแทน คราใดท่ีท่านได้มีโอกาสเห็นภาพประทับใจดังกล่าว คราน้ันท่านคงไม่อยากท่ีจะย่างก้าวไปไหนอีกเลย เพราะ ท่านได้ยนื อยู่ ณ จดุ ทส่ี วยงามทสี่ ดุ ของปา่ เต็งรังแลว้ กระมอบเป็นพรรณไม้ในสกุลพุด มีเขตการ กระจายพันธุ์ในประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคตะวัน- ออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก โดยจะพบทั่วไปตามป่า เต็งรังและป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง ส่วนในต่าง- ประเทศพบที่พม่าและภูมิภาคอินโดจีน กระมอบเป็น พรรณไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งมากที่สุด ขณะ เดียวกันก็เป็นพรรณไม้ท่ีเจริญเติบโตช้าที่สุด ผู้ท่ีเคย ปลูกกระมอบโดยการเพาะเมลด็ คงจะทราบเปน็ อย่างดี ว่า กว่าต้นกระมอบจะมีความสูงถึง 3 ม. ต้องใช้ เวลาในการดูแลเอาใจใส่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 83ด้ ว ย ค ว า ม ที่ ก ร ะ ม อ บ เ ป็ น พ ร ร ณ ไ ม้ ที่ ใ ช้ ร ะ ย ะ สกผว่ ลนลบี บสเีนนล้ำข้ยี ตองสางลผ้ันอลๆมมตเีหขดิ ลียออวยดู่เวลาในการเจริญเติบโตค่อนข้างนาน จึงมักมีผู้ลักลอบเข้าไปขุดล้อมต้นจากพ้ืนที่อนุรักษ์ ทำให้จำนวนต้นกระมอบในถิ่นธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว วิธีการอนุรักษ์ที่ถูกต้องจึงควรสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกต้นกระมอบมากขึ้น ด้วยระยะปลูก 3x4 ม. แล้วหม่ันบำรุงรักษาจนกระท่ังต้นกระมอบมีทรงพุ่มสวยงามและออกดอกได้ เพ่ือนำไปจำหน่ายให้แก่บรรดานักจัดสวนที่มาซื้อต้นกระมอบจากเกษตรกรไปจัดสวนให้แก่ ลกั ษณะพรรณไม้บรรดาเจ้าของบ้านที่นิยมปลูกสวนไม้ไทยหายาก ถือ ต้น เป็นไมพ้ มุ่ กึ่งไมต้ ้น ผลัดใบขณะออกดอก สูงเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกันก็ 2-8 ม. ลำต้นแคระแกร็น ก่ิงก้านคดงอ เรือนยอดเป็นเป็นการอนรุ ักษ์ตน้ แมพ่ ันธุท์ ่อี ยู่ในป่า ชว่ ยใหต้ น้ แม่พันธ์ุ พุ่มกลม เปลือกสีเทาปนดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาวเหลา่ นั้นได้ออกดอกตดิ ผลและกระจายพันธุ์ตอ่ ไป เน้ือไม้สขี าว ยอดอ่อนผวิ มนั มชี นั สีเขียวอมเหลอื ง ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากเป็นกลุ่ม ตามปลายก่ิง รปู ไขก่ ลบั มี 2-4 คู่ กว้าง 3-7 ซม. ยาวสีขาวดแอลก้วเกเดปลี่ยลน่ิ ว่ียหอนออเมกปหทน็ วี่ปสาลีเนหายลกอื ่ิงงอ่อน 6-13 ซม. ปลายมนกวา้ ง โคนสอบมน เวา้ เลก็ นอ้ ยตรง รอยต่อก้านใบ ขอบเรียบ ก้านใบสั้นมาก หูใบระหว่าง ก้านใบติดกันเป็นหลอดส้ันๆ ใบอ่อนมีคราบของชัน เหนยี วตดิ กันตามผวิ ใบจนเป็นมัน ดอก เปน็ ดอกเดี่ยวออกที่ปลายก่ิง สีขาวแล้วเปลย่ี น เป็นสีเหลืองอ่อน กล่ินหอมหวาน เมื่อดอกบานเต็มที่ เสน้ ผ่าศูนย์กลาง 3-5 ซม. กลบี ดอกตมู บดิ เวียน โคนกลบี ดอกติดกันเป็นหลอดคล้ายรูปแจกัน ส่วนปลายแยกเป็น 5 แฉก รปู ขอบขนานปลายมน ยาว 2-3 ซม. ผล ผลมเี นอ้ื รูปกลม เส้นผา่ ศนู ย์กลาง 2-3.5 ซม. ผนังหนา สีน้ำตาลอมเขียว ส่วนบนของผลมีหลอด กลบี เลย้ี งส้ันๆ ตดิ อยู่ เมล็ด กลมรี ค่อนขา้ งแบน ยาว 3-5 มม. การขยายพันธ์ุ ใชว้ ิธีการเพาะเมลด็ ปักชำ และตอนก่ิง

84 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงก ่วมแดง ก่วมแดงจัดเป็นไม้ต้นอยู่ในสกุลเดียวกับเมเปิล ในวงศ์ Aceraceae ซ่ึงชื่อสกุล Acer มาจากภาษาAcer calcaratum Gagnep. ละติน หมายถึงแหลมหรือแข็ง ซ่ึงในสมัยก่อนไม้ใน สกุลนี้ใช้ทำแผ่นกระดานสำหรับเขียนหนังสือ และช่ืออ่ืน ไฟเดือนห้า เพราะคุณสมบัติความแข็งแรงทนทานนี่เอง จึงยังเป็นที่ นิยมในการนำมาทำอุปกรณ์สำหรับเล่นกีฬาท่ีต้อง ด้วยใบรูปพัดสีแดงเจิดจ้าเต็มต้นในช่วงฤดูหนาว ทนทานต่อแรงกระแทกอยู่เสมออย่างโบว์ลิ่ง โดยมักจะของบ้านเรา หลายคนจึงขนานนามให้ ก่วมแดง ว่า นำไม้มากลึงเป็นพินโบว์ลิ่งและไม้ปูพื้นเลนโบว์ลิ่ง และเป็นต้น “เมเปิลเมืองไทย” และ “เมเปิลแดง” ไปอย่าง ยังมีผู้นำไม้สกุลนี้มาทำเป็นไม้คิวสนุกเกอร์ ไม้ตีไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ต่างกับใบเมเปิลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ เบสบอลและเขียงห่นั เนื้ออกี จำนวนไมน่ ้อยด้วย ของประเทศแคนาดาตรงท่ีของแคนาดามีใบห้าแฉกส่วนก่วมแดงน้ันใบเป็นสามแฉก ซึ่งใบสีแดงเพลิงท่ีเปล่ียนจากสีเขียวมาเป็นสีเหลืองและท้ายสุดจะเปล่ียนเปน็ สแี ดง ก่อนรว่ งหลน่ ผลัดใบเกลอ่ื นกล่นทว่ั บริเวณป่าทำให้ก่วมแดงเป็นท่ีรู้จักในอีกชื่อหน่ึงว่า “ไฟเดือนห้า”และ “มะเยาดง” อีกด้วย

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 85 ลักษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 15-25 ม. เปลือกสีเทา ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กน้อย ใบอ่อนสนี ำ้ ตาลอมเขยี ว และมนี ้ำเลี้ยงใสรสหวานกระจายอยู่ ใบ เป็นใบเด่ยี ว เรียงตรงข้าม รปู พัด กว้าง 6-21 ซม. ยาว 6-15 ซม. โคนมนกว้างหรือเว้าเล็กน้อย แผ่นใบคร่ึงบนแยกเป็น 3 แฉกลึกลงมาประมาณ กึ่งกลางใบ แฉกของใบเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่หรือ รูปใบหอกแกมรปู ขอบขนาน ใบแกส่ ีเขียว ดอก เป็นช่อ ออกท่ีปลายก่ิง ยาว 2-3.5 ซม. แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ดอกสีขาวอมชมพู เม่ือบาน เต็มท่ีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 มม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับหรือรูปพัด กว้างและยาวนอกจากความแข็งที่ข้ึนช่ือลือชาแล้ว ไม้สกุลนี้ยัง 3-4 มม. มีอีกคุณสมบัติที่รู้จักกันดีว่าให้เสียงกังวานไพเราะ จึง ผล รูปไข่ ยาว 0.8-1.3 ซม. มีปีกแบน ช่อละนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดนตรีไม่แพ้ไม้ท่ีมีคล่ืนเสียง 1-3 ผล เสนาะหูประเภทอ่ืนๆ เลย หากอยากท่ีจะสัมผัสความ เมล็ด กลมรี ยาว 4-6 มม.งามของก่วมแดงแบบเต็มตา ควรมุ่งหน้าข้ึนไปทางภาคเหนือในฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม การขยายพนั ธุ์โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ น่าน (ดอยภูคา) และ ขยายพันธโ์ุ ดยการเพาะเมลด็ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย (ภูกระดึงภูหลวง) โดยเฉพาะในบริเวณป่าดิบหรือป่าปิดซึ่งมีน้ำตกหรือริมลำธารที่มีความช้ืนสูงบนภูเขา ท่ีระดับความสูง 1,300-1,600 ม. ความร้อนแรงจากสีแดงของใบก่วมแดงที่กระจายคลุมน้ำตกขุนพอง บนอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในช่วงต้นฤดูหนาว กระชากอารมณ์ของนักทัศนาจรให้พุ่งสูงข้ึนสุดข้ัว แต่แล้วอารมณ์ก็ค่อยๆ ลดวูบต่ำลงตามความเย็นของกระแสน้ำตกท่ีไหลรินลงสู่แอ่งน้ำใสปานกระจก รองรับอยู่เบอื้ งล่างก่วมแดงยังสามารถพบได้อีกในประเทศเพื่อนบ้านอยา่ งพม่าและเวียดนามเชน่ กัน

86 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงก ันเกราFrgraea fragrans Roxb.ช่ืออื่น ตำเสา ทำเสา มันปลา ปันปลา กันเตรา ตาเตรา ทำมะซู่ ตำมูซู กันเกรา เป็นพรรณไม้ท่ีนอกจากจะมี “รูป” งามอันหมายถึงลักษณะลำต้นเปลาตรง เรือนยอดรูปกลมแหลมคล้ายเจดีย์ และดอกมีกลิ่นหอมรวยร่ืนตลอดท้ังวัน หากยังเป็นพรรณไม้ท่ี “นาม” มีความหมายเป็นมงคล ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน 9 ไม้มงคลท่ีใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ มีความหมายว่า จะช่วยป้องกันภัยอันตรายต่างๆไม่ให้มากลำ้ กราย ชาวอีสานเรียกกันเกราว่า มันปลา เหตุท่ีเรียก เช่นนี้เพราะมันปลาเป็นไม้เนื้อแข็งและเหนียว มีสี เหลืองปนมันคล้ายไม้สัก มีน้ำมันหล่อเลี้ยง เน้ือไม้ คล้ายทาด้วยน้ำมันจากปลา ชาวบ้านนิยมนำไม้มันปลา มาทำเสารั้ว เสาเรือน เสาโรงนา หรือการก่อสร้างท่ี ต้องตากแดด ตากฝน หรือฝังลงดิน เพราะไม้มันปลามี น้ำมันหล่อเล้ียง ปลวกจึงเจาะไม่เข้าและไม่ผุ นอกจาก น้ีชาวอีสานยังถือว่ามันปลาเป็นไม้มงคล จึงนิยมนำมา แกะพระพุทธรูปไม้และทำเครื่องรางของขลังอ่ืนๆ รวม ทั้งก่อสร้างสถานที่ศักด์ิสิทธ์ิ ปัจจุบันยังมีผู้นิยมนำไม้ มันปลาไปแกะสลักพระเคร่ืองไม้อีกด้วย ส่วนในภาคใต้ จะเรียกกันเกราว่าตำเสาหรือทำเสา เน่ืองจากนิยมนำ ลำต้นมาใชท้ ำเสาบ้าน กันเกราหรือมันปลายังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร โดยแก่นกันเกราจะมีรสเฝื่อน ฝาด ขม ใช้เข้ายาบำรุง ธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หืด ไอ ริดสีดวง ท้องมาน แน่น หน้าอก แก้พิษฝีกาฬ บำรุงม้าม แก้เลือดแก้ลมต่างๆ และเป็นยาอายุวัฒนะ เปลือกใช้เข้ายาบำรุงโลหิต แก้ ผิวหนังพุพองปวดแสบปวดร้อน

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 87กันเกราเป็นพรรณไม้ในวงศ์ Gentianaceae มีเขตการกระจายพันธุ์ในป่าเบญจพรรณชื้น และตามท่ีตำ่ ทีช่ ้นื แฉะใกล้นำ้ พบทว่ั ทุกภาคของประเทศ พรรณไม้ชนิดนี้ออกดอกในช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูฝน ราวเดือนเมษายนถงึ มถิ นุ ายน ในช่วงเวลาน้ีพนื้ ทีท่ ม่ี ีกันเกราขึ้นอยู่มากจะส่งกล่ินหอมตลบอบอวลไปทั่ว ดึงดูดให้หมู่แมลงและผึ้งพากันมาดูดกินน้ำหวานและผสมเกสรให้กนั เกราไดข้ ยายพันธต์ุ อ่ ไปลกั ษณะพรรณไม้ต้น เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 15-25 ม.ลำต้นเปลาตรง แตกก่ิงต่ำ เปลือกหยาบ สีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ เปลือกในสีเหลืองอ่อนเรือนยอดรปู กลมแหลมหรือรปู เจดีย์ใบ ใบเดี่ยว ติดตรงขา้ มกันเป็นคู่ รปู รีแกมรปู หอกกว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 8-11 ซม. เน้ือใบค่อนข้างหนาเปน็ แผน่ หนงั ขอบใบเรยี บ ผวิ ใบเปน็ มนั ทัง้ สองดา้ นดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง รูปแจกันทรงสูง เม่ือบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 ซม. โคนกลีบเช่ือมติดกันเป็นกลีบ ดอกเม่ือแรกบานมีสีขาวแล้ว ผล กลม มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณค่อยๆ เปล่ียนเป็นสีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองแก่เมื่อดอก 6 มม. มีติ่งแหลมสั้นๆ ติดอยู่ตรงส่วนบนสุดของผลใกลโ้ รย ผลแกจ่ ดั มสี ีเหลอื งจนถึงสีแดงเลอื ดนก เมลด็ สนี ้ำตาลอ่อน มหี ลายเมลด็ ขนาด 2-3 มม. ดรปูอกแจอกอนักทเปร็นงชส่องู การขยายพนั ธุ์ ขยายพนั ธุด์ ้วยเมล็ด

88 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงกัลปพฤกษ์ ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม จะเห็นต้นกัลปพฤกษ์ ออกดอกสล้างไปท้ังต้น แซมกับพรรณไม้หลากชนิดCassia bakeriana Craibชื่ออื่น ชัยพฤกษ์กัลปพฤกษ์ ไม้ดอกสีขาวแกมชมพูแสนงดงาม ดสู วยงามแปลกตา ตามคติโบราณต้นกัลปพฤกษ์ถือว่าเป็นต้นไม้นามมงคลเสนาะหูนี้ ในแต่ละถ่ินก็มีช่ือเรียกต่างกันไป สารพัดนึก เช่นเดียวกับต้นปาริชาติ ซ่ึงมีถิ่นกำเนิดอยู่เช่น กานล์ ในภาษาเขมรและแถบจังหวัดสุรินทร์ ในแดนสวรรค์ ไม่ว่าชาวสวรรค์จะปรารถนาสิ่งใดก็ชัยพฤกษ์ในแถบภาคเหนือ และเปลอื กขมในแถบจงั หวัด สามารถนึกขอเอาได้ทุกส่ิง ในงานพิธีหลวงในสมัยปราจีนบุรี ด้วยความท่ีออกดอกพร้อมกันทั้งต้น ดอกดก โบราณ เช่น ในงานพระราชทานเพลิงศพ ได้มีความสีสันสวยงาม เพาะเมล็ดเป็นต้นกล้าได้ง่าย ทำให้ นิยมจำลองต้นกัลปพฤกษ์ข้ึน โดยผูกโครงไม้เป็นกัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นพรรณไม้ป่าของไทย ท่ีเปล่ียนสภาพ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นช้ันๆ แต่ละชั้นเสียบผลมะนาวมาเป็นไม้ปลูกประดับข้างทางหลวง ยืนต้นเด่นสวยงาม ผลส้มและมะกรูดท่ีเจาะรูไว้สำหรับใส่เงินปลีก สำหรับอยู่เป็นระยะๆ และหากเดินทางผ่านป่าเบญจพรรณใน การทิง้ ทานใหค้ นยากจน โดยเมื่อถึงเวลาเจา้ พนักงานจะ

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 89 ลักษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 5-15 ม. เปลอื กเรียบสีเทา เรอื นยอดทรงกลม หรอื รปู รม่ แผก่ ว้าง แตกก่งิ ในระดบั ต่ำ มีก่ิงขนาดเล็กจำนวนมาก ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคู่ ยาว 15-40 ซม. ใบย่อย 5-8 คู่ กว้าง 1.5-3.5 ซม. ยาว 6-9 ซม. ปลายใบมน หรือมตี ิง่ ส้ัน โคนใบมน ขอบใบเรยี บ ผิวใบ ดา้ นบนและด้านล่างมขี น ดอก สีชมพูแล้วเปล่ียนเป็นสีขาว ออกเป็นช่อ ตามก่ิง ช่อดอกยาว 4-8 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ รูปใบหอกแกมรูปไข่ ดอกบานเต็มที่แล้วเดปอลก่ียสนชีเปมน็พสู ขี าว กว้าง 3-5 ซม. ผล เป็นฝักแห้ง ทรงกระบอกแคบ สีน้ำตาลเหว่ียงไม้ท่ีเสียบผลไม้เหล่าน้ันให้ปลิวไปตกห่างๆ และ กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 30-40 ซม. มขี นน่มุ สเี ทาหนาแน่นผู้คนก็เข้ามากลุ้มรุมชิงลูกส้มกัน ต่อมาประเพณีตั้งต้น ภายใน มเี มล็ด 30-40 เมลด็ กัลปพฤกษ์จำลองตามงานศพได้เส่ือมความนิยมลงใน เมลด็ สนี ้ำตาลแดง กลมแบน ขนาด 5-8 มม.ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้เร่ิมกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขในงาน การขยายพนั ธ์ุรื่นเริงต่างๆ เช่นในเทศกาลปีใหม่ โดยเปล่ียนเป็นนำ ขยายพันธโ์ุ ดยการเพาะเมลด็ สลากของขวัญไปติดไว้บนต้นกัลปพฤกษ์จำลอง แล้วให้ผ้ทู ่ีมารว่ มงานไปสอยมาจบั ของขวญั กันเปน็ ทีส่ นุกสนานกัลปพฤกษ์จัดเป็นไม้ในวงศ์ Leguminosaeมีเขตการกระจายพันธุ์ในป่าเบญจพรรณแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกบางครั้งพบข้ึนอยู่บนภูเขาหินปูนบนพื้นท่ีสูงจากระดับน้ำทะเล 300-1,000 ม. นิยมปลูกในท่ีโล่ง จะทิ้งใบแล้วผลิดอกเต็มต้น และทยอยบานใน 3-4 สัปดาห์ รูปทรงสวยและให้ดอกสวยงามแต่ใช้เวลาในการปลูกนานจึงจะมีดอก ทนแล้งได้เป็นอย่างดี นอกจากน้ันเนื้อในฝักยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียนและช่วยลดไข้ไดอ้ ีกดว้ ย

90 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงจ ำปีศรีเมืองไทย ผลอ่อนMagnolia thailandica Noot. & Chalermglinช่ืออื่น - อาจเรียกได้ว่า จำปีศรีเมืองไทย คือดอกไม้แห่งความภาคภูมิใจของคนไทยก็ว่าได้ เพราะดอกไม้หอมที่มีขนาดเล็กเพียง 2-2.5 ซม. และขึ้นเป็นต้น มีทรงพุ่มส ว ย ง า ม นี้ คื อ พ ร ร ณ ไ ม้ ว ง ศ์ จ ำ ป า ช นิ ด ใ ห ม่ ข อ ง โ ล กที่เพ่ิงมีรายงานการต้ังชื่อโดยผู้เช่ียวชาญพิเศษ ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเม่ือไม่นานนี้ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก ความโชคดีในการค้นพบจำปีศรีเมืองไทยการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ ไม่ได้มีอยู่เพียงท่ีเป็นไม้ดอกหอมชนิดใหม่ แต่ยังอยู่ท่ีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความเป็นพรรณไม้หายากที่มีเขตการกระจายพันธุ์ตาม แหล่งใกล้น้ำและริมลำธารในป่าดิบเขาและป่าดิบช้ืน ท่ีระดับความสูง 900-1,300 ม. ทางภาคตะวันออก- เฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกเฉียงใต้ และยังไม่มีรายงานว่าพบในประเทศอ่ืนแต่อย่างใด จึง คาดว่าน่าจะเป็นไม้เฉพาะถ่ินที่สามารถพบได้เพียงใน พื้นท่ี 4 จังหวัดของประเทศไทยเท่าน้ัน คือ เพชรบูรณ์ เลย ชัยภมู ิ และกาญจนบุรี และดว้ ยความทมี่ ีต้นแมพ่ ันธุ์ ขนาดใหญ่อยู่เพียงไม่กี่ต้น จำปีศรีเมืองไทยจึงเป็น พรรณไมช้ นิดใหม่ของโลก ท่ีมีความเส่ียงต่อการสูญพันธุ์ ในสภาพธรรมชาติมากท่ีสดุ เพราะมวี ิวัฒนาการตำ่ ท่สี ุด ในไม้วงศ์จำปา เน่ืองจากยังมีการแยกเพศเป็นต้นเพศผู้ และเพศเมยี ถึงแม้ว่าต้นจำปีศรีเมืองไทยจะขึ้นอยู่ในพ้ืนท่ี ของอุทยานแห่งชาติหรือเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าที่ไม่มี โอกาสถูกตัดฟันหรือถูกไฟไหม้เพราะอยู่ติดลำธารใน เขตท่ีช้ืนมาก แต่เน่ืองจากมีการขยายพันธ์ุในสภาพ ธรรมชาติน้อยมาก มีดอกเพศเมียอยู่บนต้นเพศเมีย และมีดอกเพศผู้อยู่บนต้นเพศผู้ ผสมเกสรได้ยาก จึงมี โอกาสทีจ่ ะสูญพันธุ์ได้ในอนาคต

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 91ลกั ษณะพรรณไม้ ดอก เป็นดอกเด่ียวออกทป่ี ลายยอด ดอกบานตงั้ ขึ้นตน้ เปน็ ไมต้ ้นขนาดใหญ่ สงู 20-30 ม. แตกกง่ิ สงู สีขาว กลิ่นหอมแรง ดอกบานอยู่ได้ 1-2 วัน ดอกตูมมีก่ิงเล็กจำนวนมาก ตามก่ิงมีช่องอากาศเป็นจุดประ รูปไข่ปลายแหลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2-1.6 ซม. ยาวสีขาว เนื้อไม้เหนียว เปลือกลำต้นสีน้ำตาล มีกล่ินฉุน 2-2.5 ซม. มีกาบหมุ้ ดอกสเี ขยี วเคลือบขาว 1 แผ่น และเฉพาะตวั จะหลดุ ไปเม่อื ดอกแรกแย้ม ดอกแยกเพศเป็นดอกเพศผู้ใบ รูปรี กว้าง 3.5-5 ซม. ยาว 10-13 ซม. และดอกเพศเมีย ออกดอกเดือนเมษายนถงึ พฤษภาคม ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบเรียบ ด้านบน ผล รูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3.5 ซม.สีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีนวลสีขาวฉาบอยู่ เนื้อใบ มีผลย่อย 7-10 ผล เปลือกผลแข็งเชื่อมติดกัน ผลอ่อนคอ่ นข้างบาง มีสีเขียว ผลแก่สีน้ำตาล แตกออกเป็นพูตามแนวต้ัง คล้ายผลทุเรียน ผลย่อยแต่ละผลมีเมล็ดสีแดงเข้ม 1-2ใบรปู รยี าว 10-13 ซม. เมลด็ เมล็ด สีแดง รูปกลมรี และค่อนข้างแบนยาว 10-12 มม. ดอกมีกลน่ิ หอมแรง การขยายพันธ์ุ ขยายพันธ์โุ ดยการเพาะเมล็ด ดอกตูม

92 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงจำปีหนูMagnolia philippenensis P.Parm.ชื่ออื่น - จำปีหนู พรรณไม้วงศ์จำปาที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอด แม้จำปีหนูจะเป็นพรรณไม้ที่หาเก็บเมล็ดหรือของพรรณไม้หายากและใกล้สูญพันธ์ุในประเทศไทย ตน้ กลา้ ไดย้ ากมาก แต่เนื่องจากมีทรงพุม่ ท่ีกลมกะทดั รัดเพราะถึงขณะน้ียังไม่สามารถขยายพันธ์ุจากต้นใน ดอกดก หอม และสวยงาม จึงมีความเหมาะสมท่ีจะนำธรรมชาติได้เลย เน่ืองจากมีจำนวนต้นน้อยมาก อีกทั้ง มาใช้เป็นไม้ประดบั ตามอาคารบา้ นเรือนได้เป็นอย่างด ี ยังข้ึนอยู่ตามอุทยานแห่งชาติ จึงมีการอนุรักษ์ หวงห้ามมิให้นำพรรณไม้ออกไปนอกอุทยาน ทำให้ไม่สามารถ โดยปกติจำปีหนูเป็นพรรณไม้ที่จะออกดอกนำมาขยายพันธ์ุได้ ดังน้ัน ผู้ท่ีมีความประสงค์จะปลูก บานเต็มต้นในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ส่วนในจำปีหนู หนทางที่ง่ายท่ีสุดคือต้องไปซื้อต้นที่ปลูกขาย เดือนอ่ืนๆ ก็จะทยอยออกดอกเรื่อยๆ แต่อาจจะไม่มากตามเนอสเซอร่ีหรือเรือนเพาะชำบางแห่งในต่างประเทศ นัก และมีเขตการกระจายพันธ์ุในป่าดิบเขาทางภาคเชน่ ฟลิ ิปปินส์ ตะวันออกเฉียงเหนือ ท่ีระดับความสูง 1,000-1,300 ม. สว่ นในตา่ งประเทศจะพบมากที่ประเทศฟิลปิ ปินส ์ เป็นท่ีทราบกนั ดีในหมูน่ กั เพาะพนั ธจุ์ ำปหี นูในต่าง- ประเทศ เก่ียวกับวิธีการปลูกจำปีหนูให้ได้ผลดี ผู้ปลูก ควรขุดหลุมกว้างและลึก 50 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกรอง ก้นหลุมเพ่ือช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ำ ได้ดี พร้อมท้ังใส่ยาป้องกันและกำจัดแมลงปีกแข็งและ ปลวก ซึ่งเป็นศัตรูร้ายกาจที่อยู่ในดิน หลังจากปลูกแล้ว ก็ควรปักหลักผูกมัดต้นให้ตั้งตรงเพื่อป้องกันลมพัดโยก และควรใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมโคนต้นเพ่ือรักษา ความช้ืนในดิน อีกท้ังยังเป็นการป้องกันวัชพืชไปในตัว ด้วย เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้ต้นจำปีหนูที่สวยงาม เป็นที่ ถูกอกถูกใจของบรรดาผู้นิยมปลูกพรรณไม้หายาก แต่ ท้ังนี้ต้องไม่ลืมที่จะปลูกบนพ้ืนที่สูง และมีอากาศหนาว เย็น เน่ืองจากจำปีหนูจะเจริญเติบโตได้ดีในสถานที่ท่ี เหมาะสมเท่านัน้

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 93 ผล ผลกลุ่ม ช่อยาว 2-3 ซม. มีผลย่อย 2-4 ผล แตล่ ะผลเรียงติดอยบู่ นแกนกลางผล ผลรปู กลม เส้นผ่า- ศูนย์กลาง 1 ซม. ผิวของผลมีช่องอากาศเป็นจุดสีขาว ผลอ่อน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน แต่ละ ผลมี 1-2 เมลด็ เมล็ด สแี ดงเขม้ รปู กลมรี ยาว 5 มม. การขยายพันธ์ุ ตามธรรมชาติมีการขยายพันธ์ุจากเมล็ด แม้จะ ออกดอกดก แต่ก็ติดผลน้อยมาก และเมล็ดสูญเสีย ความงอกเร็วมาก จึงไม่สามารถเพาะเป็นต้นกล้าข้ึนมาลักษณะพรรณไม้ ได้ ส่วนการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนและทาบก่ิง ต้น ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 8-12 ม. แตกก่ิงอยู่ใน ยังไม่ได้มีการทดลอง สำหรับการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือระดับสูงจำนวนมาก เปลือกโคนต้นสีน้ำตาลปนดำ มี จากยอดอ่อนและเมล็ดอ่อนยังไม่ประสบความสำเร็จกลิ่นฉุนเฉพาะตัว เปลอื กแตกเป็นสะเกด็ จากการขยายพันธโ์ุ ดยวธิ นี ้ี ใบ ใบเด่ียว เรียงเวียนสลับรอบก่ิง รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 2-3 ซม. ยาว 7-11 ซม. ใกสลดีเ้โอหรกลยเจอืดะงยี่ เเวปลก็ลสยี่นีขนอ้าวเยปน็ ปลายใบเรียว มีต่ิงปลายใบยาว 1-5 มม. โคนใบรูปลิ่มแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา เหนียวเป็นมันทั้งสองด้าน ดอก ดอกเดี่ยวออกท่ีซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกบานตั้งข้ึน สีขาว ใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อยเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมตั้งแต่พลบค่ำ ดอกบานอยู่ได้2 วัน ดอกตูมรูปกระสวย เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6-1 ซม.ยาว 2.5-3.5 ซม. กลีบดอกบางมี 9 กลีบ เรียงเป็น3 ช้นั ชัน้ ละ 3 กลบี กลบี ชั้นนอกรปู ไขก่ ลับแกมรูปขอบขนาน กลบี ช้ันในแคบและสัน้ กวา่ เลก็ นอ้ ย

94 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงช มพูพานWightia speciosissima (D.Don) Merr.ชื่ออ่ืน ตุมกาแดง ชมพูพาน เป็นพรรณไม้ในวงศ์ Scrophulariaceae ชมพูพานจัดเป็นไม้ต้นกึ่งอิงอาศัย ที่ข้ึนเองชอบข้นึ ในพ้นื ทท่ี ีม่ อี ากาศเยน็ ตลอดปี มีเขตการกระจาย ตามซอกหินที่มีดินสะสม ลำต้นของชมพูพานมีลักษณะพันธ์ุตั้งแต่เนปาล สิกขิม อินเดีย จีนตอนใต้ พม่า และ แคระแกร็น แตกก่ิงระเกะระกะ หรือข้ึนตามคาคบของภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบกระจายห่างๆ อยู่ตามภูเขา ต้นไม้ใหญ่ ต่อมาเมื่อมีรากเจริญลงดิน ลำต้นจึงเจริญสูงทุกภาคยกเว้นภาคใต้ มักข้ึนตามคบไม้หรือบนก้อนหิน เติบโตใหญ่ขึ้นโอบต้นเดิม ใครท่ีได้มีโอกาสไปชมต้นในป่าดิบเขา ทร่ี ะดบั ความสงู 1,300-2,000 ม. ชมพูพาน จะได้เห็นลักษณะเด่นของพรรณไม้ชนิดน้ี โดยเฉพาะในชว่ งที่ออกดอก ชมพพู านจะท้ิงใบจนหมดต้น เผยให้เห็นกลีบดอกสีชมพูม่วงติดกันเป็นรูปหลอดแตร โคง้ ตอนปลาย แลดสู วยงามเปน็ ทปี่ ระทบั ใจแก่ผพู้ บเหน็ ผู้ที่ขับรถข้ึนไปบนดอยอินทนนท์หรือข้ึนไปบน ภูหลวงในช่วงปีใหม่ จะรู้สึกต่ืนเต้นไปกับความหนาวเย็น ของฤดูกาล สายลมหนาวปะทะใบหน้าจนรู้สึกวูบวาบใน ช่วงแรกๆ แล้วต่อมาความเย็นก็จะทำให้ใบหน้ารู้สึกชา เม่ือขับรถไต่ระดับความสูงขึ้นไป ความหนาวเย็นก็จะ เพ่ิมมากขึ้น จนผ่านระดับความสูง 1,300 ม. ขึ้นไป ป่าสองข้างทางจะเริ่มเปล่ียน จากมุมสูงที่มองป่าดิบเขา ท่ีอยู่เบื้องล่างจะเห็นเฉพาะเรือนยอดของต้นไม้เป็นพุ่มๆ สีเขียวเข้มบ้าง สีเขียวอ่อนบ้าง บางต้นท้ิงใบหมดจน เห็นแต่กิ่ง หรือบางต้นก็เริ่มจะผลิใบอ่อนออกมา บาง พุ่มจะมีสีพุ่มสีชมพูสอดแทรกอยู่กับพุ่มสีเขียวทั่วๆ ไป มองดูสะดุดตา เม่ือเข้าไปใกล้ทรงพุ่มสีชมพูจึงเห็นว่า เป็นดอกของต้นชมพูพานท่ีเป็นไม้อิงอาศัยอยู่บนคาคบ ของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งบางพุ่มจะมีขนาดใหญ่เท่ากับเป็น ต้นไม้ต้นหนึ่งทเี ดียว

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 95 ใบ รูปขอบขนานแกมรูปรี ยาว 10-30 ซม. ปลายใบแหลมเกลี้ยง ด้านบนใบมีเส้นแขนงใบเป็น ร่องต้ืนๆ ด้านล่างใบมีเส้นแขนงใบเป็นสันนูนเล็กน้อย แต่มีเส้นกลางใบเป็นสันนูนเด่น โคนใบรูปลิ่มหรือมน แผน่ ใบหนาถึงแม้จะมีดอกสีชมพูหวาน เพ่ิมความสดใสให้แก่ ดอก ออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง ยาว 10-20ผืนป่า แต่ต้นชมพูพานก็ยังเป็นเพียงพืชป่าที่ยังไม่มี ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ก้านช่อดอกยาว 1 ซม.ผู้ศึกษากันอย่างจริงจัง และยังไม่มีผู้ใดนำมาขยายพันธ์ุ ก้านดอกย่อยส้ันมาก มีขนหนาแน่น กลีบดอกสีชมพูหรือปลูกเปน็ ไมป้ ระดบั แต่อย่างใด ยาว 2.5-3.5 ซม. โคนกลีบดอกเช่ือมกันเป็นหลอดสั้น กลีบปากบน 2 แฉก กลีบปากล่าง 3 แฉก ชมพูพานลกั ษณะพรรณไม้ มีฤดอู อกดอกในเดอื นธันวาคมถงึ มกราคม ต้น เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กอิงอาศัย ผล เป็นฝักสีน้ำตาล ผิวเรียบ รูปขอบขนาน ยาวบนต้นไม้หรือบนก้อนหิน สูง 1-3 ม. แต่อาจสูงได้ถึง 2.5-4 ซม. แตกกลางเป็น 2 ส่วน มีเมล็ดจำนวนมาก10 ม. แตกก่ิงสั้นๆ เป็นพุ่มเต้ียแน่นทึบ กิ่งอ่อนมีช่อง มผี ลแก่ในเดอื นมนี าคมถึงเมษายนระบายอากาศเหน็ ได้ชัดเจน เมลด็ เปน็ รูปแถบยาว 7 มม. มปี ีกบางและแคบ ช่อดอก การขยายพนั ธ์ุ ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติโดยการงอกเมล็ด เป็น พรรณไมป้ ่าท่ียงั ไมม่ กี ารศกึ ษา

96 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงธนนไชยBuchanania siamensis Miq.ชื่ออ่ืน ศรีธนนไชย พังพวยนก พังพวยป่า ลันไชย รวงไซ รางไซ รางไทย ลังไซ ธนนไชย เป็นพรรณไม้พ้ืนเมืองของไทย มีการ ออกดอกเดือนมกราคมถึงมีนาคม ส่วนผลจะแก่ในสำรวจพบครั้งแรกในประเทศไทยโดยนักสำรวจชาว เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม มีรายงานการต้ังช่ือเม่ือปีเนเธอร์แลนด์ นามว่า J.E.Teijsmann สำรวจพบท่ี 2411 โดยมีคำระบุชนิดว่า siamensis เป็นการตั้งขึ้นจังหวัดกาญจนบุรี ในป่าผลัดใบ ระดับ 50-100 ม. เพื่อเป็นเกยี รติแกป่ ระเทศไทย แม้ว่าธนนไชยจะเป็นพืชพื้นเมืองของไทยแต่กลับ มีการบันทึกการค้นพบคร้ังแรกโดยชาวต่างชาติจาก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจมี คนไทยหลายคนค้นพบธนนไชยมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้ มีการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ทำให้เราต้องสูญเสีย หลักฐานการค้นพบที่ควรจะเป็นของคนไทยไปอย่างน่า เสียดาย ธนนไชยเป็นพรรณไม้ในสกุลมะม่วงหัวแมงวัน มีทรงพุ่มโปร่งรูปกรวยคว่ำหรือรูปทรงกลม ซ่ึงเป็น ลักษณะท่ีสวยงาม ประกอบกับมีใบหนา ติดทนไม่ร่วง ง่าย ลำต้นและกิ่งเหนียว อีกทั้งยังทนแล้งได้ดี ทำให้ ง่ายต่อการดูแล ไม่ต้องเสียเวลาดูแลมาก จึงเหมาะท่ี จะนำมาใช้ในงานภูมิสถาปัตย์ สำหรับจัดสวนตามบ้าน หรือตามสำนักงานได้เป็นอย่างดี แต่ขณะนี้ธนนไชยยัง จดั เปน็ พรรณไมห้ ายาก ผลสุกของธนนไชยมีสีแดงเข้ม เด่นสะดุดตา จึง ช่วยล่อให้นก ค้างคาว และพวกกระรอกมากัดกิน หาก เทียบกับผลไม้ป่าท่ีมีขนาดเท่ากันหลายชนิด ไม่ว่าจะ เป็นนมแมว ต่ิงตั่ง พีพวน ซึ่งมีรสหวาน ธนนไชยถือว่า เป็นพรรณไม้ที่คนไม่นิยมกินมากที่สุด เนื่องจากผลมี ขนาดเล็ก มียางค่อนข้างมาก กัดคอ กัดลิ้น ผลของ ธนนไชยจงึ เป็นแค่อาหารของพวกนกและแมลงเท่าน้นั

พรรณไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 97ผลแกส่ แี ดง การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรืออนุรักษ์ด้วย การปลูกเป็นไม้ประดับตามสองข้างทาง เช่น ในจังหวัด นครราชสมี า ใบอ่อนเรียงชดิ กนั ผลอ่อนสีเขยี วลกั ษณะพรรณไม้ ต้น ไมต้ น้ ขนาดเลก็ สูง 5-10 ม. ก่ิงออ่ น ใบออ่ นและช่อดอก มีขนนุ่มสีน้ำตาลปกคลุม ทรงพุ่มกลมหรือสงู ชะลูด ใบ เด่ียว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือรูปช้อน กว้าง 2-3.5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ปลายใบมนหรือกลมเวา้ เปน็ แอ่ง โคนใบมน หรอื สอบแคบ มีขนนุ่มด้านลา่ งโดยเฉพาะตามเสน้ ใบ ดอก เล็ก สีขาวหรือขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อตามงา่ มใบ ผล ค่อนข้างกลม หรือรูปหัวใจเบี้ยว แบนด้านข้าง กว้าง 1.5 ซม. ยาว 1 ซม. ปลายตัด มีขนเล็กน้อยหรือเกล้ยี ง เมลด็ สนี ้ำตาลอ่อน กลม ขนาด 6-8 มม.

98 ๘๔ พรรณไม้ ถวายในหลวงโปร่งก่ิวDasymaschalon lomentaceum Finet & Gagnep.ช่ืออ่ืน ติดต่อโปร่งก่ิว หรืออีกช่ือหน่ึงคือ ติดต่อ มีที่มาของช่ือจากลักษณะของผล เนื่องจากผลของโปร่งกิ่วจะมีรูปทรงกระบอก มีเมล็ดเรียงต่อกันและมีเปลือกหุ้มเป็นรอยหยกั ถีต่ ดิ ต่อกัน คนจงึ นิยมเรยี กกนั ว่า ติดตอ่ ในจำนวนพรรณไม้สกุลบุหรงที่มีอยู่ท่ัวประเทศ12 ชนิด โปร่งกิ่วถือเป็นพรรณไม้ท่ีมีขนาดของลำต้นเล็กที่สุด ขณะเดียวกันก็มีดอกและผลขนาดเล็กท่ีสุดด้วย แต่ท้ังนี้โปร่งกิ่วไม่ได้เป็นพรรณไม้ท่ีมีอยู่เฉพาะในประเทศไทยหรือค้นพบที่ประเทศไทยเป็นท่ีแรกตัวอย่างแห้งต้นแบบโปร่งก่ิวครั้งแรกเก็บมาได้จากเขมร ผลออ่ น ในปี 2413 โดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่ช่ือ Pierre ขึ้น อยู่ในป่าดิบแล้ง ส่วนในประเทศไทย เน่ืองจากโปร่งกิ่ว ชอบสภาพของดินทราย จึงพบขึ้นอยู่ในดินทรายของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวัน- ออกเฉียงใต้ นอกจากน้ียังพบในภาคตะวันตกเฉียงใต้ อีกแห่งหนึ่ง ที่อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นทด่ี นิ ทรายเช่นกัน โปร่งกิ่วเป็นพรรณไม้ท่ีมีทรงพุ่มแน่น มีใบเล็ก หนา ไม่ร่วงง่าย อีกท้ังออกดอกและติดผลตลอดปี จึง ได้รับความนิยมปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ทรงพุ่ม ซึ่งมีวิธี การปลูกง่ายๆ เหมือนกับพืชทั่วไป คือต้องขุดหลุมให้ กว้างและลึก 30 ซม. หากใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ รองก้นหลุม ก็จะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น และเน่ืองจากโปร่งก่ิวมีทรงพุ่มแน่น เมื่อเวลาลมแรง จึงมีโอกาสทำให้ทรงพุ่มเอียงล้มได้ง่าย การปักหลัก และปลูกยึดลำต้นให้ตั้งตรงจึงมีส่วนสำคัญต่อการปลูก และบำรุงรกั ษา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook