หนวยการเรยี นรทู ี่ 6.2เร่ือง คณุ สมบตั ิของสารปองกนั กําจัดโรคพืช และการใชอยางถกู ตอ งเหมาะสมจดุ ประสงคทวั่ ไป 1. มคี วามรคู วามเขาใจคุณสมบัติของสารปองกันกาํ จดั โรคพืช 2. มีความรคู วามเขา ใจถึงการใชสารปองกนั กาํ จัดโรคพชื อยางถูกตองเหมาะสม สารเคมีท่ีนํามาใชในการปองกันกําจัดเชื้อโรคพืชตาง ๆ นั้นมีเปนจํานวนมาก แตละสารมีคุณสมบัติในการปองกันกําจัดเช้ือโรคพืชแตกตางกันไป โดยทั่วไปแลวสารปองกันกําจัดโรคพืชแตล ะชนดิ มีฤทธทิ์ าํ ลายเช้อื โรคพชื ท่คี อ นขา งเฉพาะเจาะจงในแตล ะโรค หรอื แตละเชอื้ ทเี่ ปน สาเหตุของการเกิดโรค ดังน้ันเพ่ือใหการใชสารปองกันกําจัดโรคพืชมีประสิทธิภาพ ผูใชจะตองสามารถวนิ จิ ฉยั หาสาเหตขุ องการเกดิ โรคพืช และจะตองมคี วามรคู วามเขาใจในคุณสมบัติของสารปองกันกําจัดโรคพืชแตละชนิด สามารถเลือกใชสารท่ีมีคุณสมบัติในการปองกันกําจัดเช้ือสาเหตุของการเกิดโรคพืชไดอ ยางถูกตอ งเหมาะสม เพ่ือใหงายและสะดวกในการศึกษาคุณสมบัติของสารปองกันกําจัดโรคพืชท่ีมีอยูจํานวนมากนั้น ควรมีการจัดกลุม หรือจําแนกประเภทของสารปองกันกําจัดโรคพืชเสียกอน จึงจะทําใหการศกึ ษาคณุ สมบตั ิของสารเปน ไปอยางถูกตอง สามารถนําไปใชเปนหลักพิจารณาในการปองกันกาํ จดั โรคพืชตอไป สารปองกันกําจัดโรคพืชสามารถจําแนกประเภทตามเชื้อสาเหตุของการเกิดโรค ได3 ประเภท ดังน้ีlesson 6.2 1. สารปองกันกําจดั เชอ้ื รา (Fungicides) 2. สารปองกนั กําจัดเชอ้ื แบคทีเรยี (Bactericides) 3. สารปอ งกนั กําจัดไสเดือนฝอย (Nematicides) สารปองกันกําจัดเช้ือรา จะมีมากกวาสารปองกันกําจัดเชื้อแบคทีเรีย และไสเดือนฝอยท้ังนี้เพราะโรคพืชสวนใหญมีสาเหตุมาจากเชื้อรา ปจจุบันไดมีการพัฒนาสารปองกันกําจัดเชื้อรามามากกวา 300 ชนิด สารปองกนั กาํ จัดเชื้อแบคทีเรีย (Bactericides) ประมาณ 18 ชนิด และสารฆาไสเดือนฝอย (Nematicides) ประมาณ 40 ชนิด สวนโรคท่ีเกิดจากเชื้อไวรัสยังไมมีสารเคมีในการปองกนั กําจดั วชิ า สารปองกนั กําจดั ศตั รพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
การจาํ แนกประเภท คุณสมบัตทิ ส่ี ําคญั และการใชป ระโยชน ของสารปอ งกนั กําจัดโรคพืชสารปองกนั กาํ จัดเชือ้ รา (Fungicide) หมายถึง สารท่ีสามารถปองกัน (Preventing) หรือกําจัด (Eradicating) โรคท่ีมีสาเหตุมาจากเช้ือรา สําหรับพวกท่ีเปนสารเคมี สามารถแบงออกเปนประเภทตาง ๆ ไดโดยมีหลักในการพจิ ารณาแตกตา งกันไปดังน้ี 1. การจําแนกประเภทตามองคประกอบทางเคมีหรือสูตรโครงสราง (Chemical type) แบง ออกเปน 2 ประเภท ไดแ กส ารปองกันกาํ จัดเชอื้ ราอนินทรีย (Inorganic fungicides)และ สารปอ งกันกําจดั เชอ้ื ราอนิ ทรยี (Organic fungicides) 1.1 สารปอ งกนั กาํ จดั เชอื้ ราอนนิ ทรยี สารปองกนั กาํ จัดเช้ือราอนนิ ทรยี เปน สารทีไ่ มม ีธาตคุ ารบ อน (C) เปน องคป ระกอบอยูในโมเลกุลของสาร แตม ธี าตุอืน่ ๆ เชน ธาตุกํามะถนั (Sulfur หรอื Sulphur) หรอื ธาตุโลหะอ่ืน ๆ อยู สารปองกนั กาํ จัดเชือ้ ราประเภทน้ีจะมีความเสถียร (Stable) ไมล ะลายนาํ้ และมีความคงทน (Persistent)ในส่ิงแวดลอม สารปองกนั กาํ จัดเชื้อรากลุมน้ีประกอบดวยสารกลมุ ตา ง ๆ ดังตอไปนี้ 1.1.1 สารประกอบกํามะถนั (Sulfur compound) ทีใ่ ชใ นการควบคมุ โรค มที ง้ักํามะถันที่เปนสารอนินทรียและกํามะถันที่เปนสารอินทรีย สําหรับการนําสารกํามะถันท่ีเปนสารอนนิ ทรียม าใชในการควบคมุ โรคพชื นน้ั มีมาเปน เวลานานแลว ปจ จบุ นั กํามะถนั มรี ูปผลิตภณั ฑ 3 แบบดวยกันคือ แบบผง (Dust) ไมตองผสมน้ํา ฉีดพนไดโดยตรง แบบผงเปยกนํ้า (Wettable powder :WP) และแบบน้ําเขมขน (Flowable) ใชทา (Paste) การผลิตกํามะถันแบบผงเริ่มจากการนําผลึกกํามะถันมาบดใหเปนกํามะถันปน โดยการใชเครื่องปนระบบที่เรียกวา ขบวนการแยกสวนดวยแรงลมเปา (Air-blast seperation process) ผงกํามะถันปนจะถูกแยกในทอแรงดันอากาศ ทําใหผงท่ีมีขนาดใหญตกตะกอน ผงที่มีขนาดเล็ก ๆ ปลิวออกไปอีกทางหน่ึงไดเปนกํามะถันผงท่ีมีขนาดเล็กละเอียดมาก เม่ือนําไปวัดโดยการรอนผานตะแกรงขนาด 200-300 เมช (Mesh) จะไดผงผลึกกํามะถันทีม่ ีขนาด 47-74 ไมครอน (1 ไมครอน = 0.001 มิลลิเมตร) ผงผลึกอาจเล็กกวาน้ีได ย่ิงเล็กยง่ิ ดี การผลิตในรูปแบบผงเปยกน้ําหรือผงผสมนํ้า ทําไดโดยการบดกํามะถันผงรวมกับสารบางชนิด เชน เคซีน (Casein) กับดินเหนียวเบนโทไนท (Bentonite clay) จะไดกํามะถันผงผสมนา้ํ (Wettable sulfur) ซงึ่ จะมขี นาดเลก็ มากที่เรยี กวา ไมโครไนซ ซัลเฟอร (Micronised วชิ า สารปอ งกนั กําจดั ศัตรูพชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
sulfur) ทาํ ไดโ ดยใชเ ครอ่ื งโมท ่ีมแี รงดันพนเขา ไปในหอ งบด ทาํ ใหผงกาํ มะถนั ฟุงกระจายและปะทะกันเอง จนมขี นาดอนภุ าคเลก็ ลงและกลม แรงดันทใี่ ชพ น เขา ไปน้ีมแี รงอดั 100 ปอนด/ ตารางนิว้ นอกจากนน้ั ยงั มกี ารผลิตกํามะถนั ปนู (Lime sulfur) ซึง่ ใชกนั มาเกือบรอยปแ ลว ผลติ ไดโดยการนํากํามะถัน 15 ปอนด กับปูนขาว 20 ปอนด ละลายน้ํา 50 แกลลอน ผสมในถังโลหะวิธกี ารผลติ คือ ละลายปนู ขาวในนา้ํ 5 แกลลอน แลวเติมปูนขาวลงไปทั้งหมด ตมใหเดือดเปนเวลา1 ชั่วโมง ปลอยใหเย็น ละลายกํามะถันในน้ํา 30 แกลลอน แลวเอามาผสมกับปูนขาวท่ีเย็นแลวทงิ้ ไวใ หต กตะกอน กรองเอานํา้ ออกแลว นําไปใชไดท ันที สารกํามะถันสามารถควบคุมโรคราแปง (Powdery mildews) ไดดี มีการใชกันกวางขวางในการควบคุมโรคราแปง โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose) และโรคเนา (Brown rot disease) ในไมดอกไมประดับ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมไรศัตรูพืชไดอีกดวย อยางไรก็ตามสารผสมดังกลาวหา มผสมฉดี พน กบั สารกลุมออรกาโนฟอสเฟต สารประกอบทองแดงและสารประกอบโลหะอ่ืน ๆ ควรหลีกเลี่ยงที่จะผสมกับพวกน้ํามันเพราะจะทําใหเกิดพิษตอพืช กํามะถันสามารถออกฤทธ์ิไดโดยการสัมผัส (Contact poison) หรือโดยการระเหย (Fumigant action) แตไมสามารถดูดซึมไดโดยเฉพาะอยา งย่งิ สภาพทม่ี ีอุณหภมู ิสงู กวา 20 องศาเซลเซยี ส สามารถออกฤทธ์ิโดยการระเหยไดดีแตห ากอณุ หภูมิสงู กวา 32 องศาเซลเซยี ส ไอระเหยจากกํามะถันทําใหใ บพืชเกิดอาการไหม(Phytotoxic) ขึน้ ได พชื ท่ีออ นแอตอกํามะถันและเกิดใบไหมไ ดงา ยไดแ ก พชื ตระกูลแตง กํามะถนันยิ มใชฉีดแบบปองกนั (Protective action) เนอ่ื งจากสปอรของราแปงสามารถงอกไดในทไ่ี มมีน้าํการออกฤทธิ์โดยการระเหยของกํามะถันจึงสามารถควบคุมเช้ือราดังกลาวไดดี กํามะถันมีราคาถูกและปลอดภยั ในการใช ควรระมดั ระวังขณะทใ่ี ชในสภาพทมี่ อี ณุ หภมู ิสงู ประเทศไทยมีการจําหนายกํามะถันในรูปผงเปยกนํ้า (Wettable powder : WP) มีสารออกฤทธ์ิ 80% ในชื่อการคาตา งๆ เชน ซัลเฟอร 80 วาทาซัลพ ธิโอวทิ ใน พ.ศ. 2542 มีการนาํ เขาสารกํามะถันในรูปผลิตภัณฑอ่ืนเพ่ิมเติมคือ 90% SC และ 80% WG โดยมีการจดทะเบียนกํามะถันใหใ ชประโยชนในการควบคมุ โรคและไรศัตรพู ืชในพชื ชนดิ ตา ง ๆ ตามตารางท่ี 38 วิชา สารปอ งกนั กําจดั ศตั รพู ชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
ตารางท่ี 38 การใชส ารกาํ มะถันควบคุมโรคและไรศัตรพู ชื ในพชื ชนิดตา ง ๆชนิดพชื ชนดิ ศตั รูพชื วิธใี ชเงาะ โรคราแปง เพ่ือปอ งกนั กาํ จัดโรคพชื ใชอ ัตรา 30 กรมั /น้าํลนิ้ จ่ี ไรกาํ มะหยี่ 20 ลิตร พนใหท ่ัว สําหรับเงาะพนทกุ 7 วัน หากสม เขยี วหวาน ไรแดง อาการรุนแรงใหพน ทกุ 5 วนักยุ ชาย โรคราสนิม (Puccinia allii) เพอ่ื ปองกันกาํ จดั ไร ในลนิ้ จี่ใชอตั รา 40 กรมั /นํ้าถั่วลนั เตา ถัว่ เขียว โรคราแปง (Oidium sp.) 20 ลิตร สมเขยี วหวานใชอัตรา 125 กรัม/นา้ํ 20ถัว่ ฝกยาว ไรขาวพริก โรคราแปง และไรขาว ลิตร ถวั่ ฝก ยาวและพรกิ ใชอตั รา 60-80 กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร พน ใหท ั่วกระเทยี ม ไรกระเทียม หมายเหตุ อยาพน ในเวลาทีร่ อน ใบจะไหมที่มา : ชนวน รตั นวราหะ, 2537 1.1.2 สารประกอบทองแดง (Copper fungicides) เปนสารปองกันกําจัดเช้ือราท่ีมีการใชมานาน ท่ีเปนที่รูจักกันดีคือ สารบอรโดมิกซเจอร (Bordeaux mixture) เปนสารท่ีไดจากการผสมระหวา ง นา้ํ จนุ สี และปูนขาว สารบอรโดมิกซเ จอรมีองคป ระกอบของสารทองแดง 12% ดังน้นัจงึ มคี วามปลอดภัยตอสัตวเลือดอุน สามารถควบคุมโรคพชื ไดห ลายชนิด เชน โรครานํ้าคา ง(Downy mildew) และโรคไหมในมันฝร่ัง (Late blight) อยางไรก็ตามสารบอรโดมิกซเจอรถูกแทนที่ดวยสาร \" Fixed copper \" ซึ่งมีคุณสมบัติท่ีดี คือ มีความเสถียร (Stable) ในระหวางการเก็บรักษาสามารถแขวนลอยและแพรกระจายในนา้ํ ไดดีกวา โดยทั่วไปสารปองกันกําจัดเช้ือราท่ีใชฉีดปองกัน (Protective fungicides) จะแตกตัวไดช า อยา งไรกต็ ามหากบนใบพชื ตรงตําแหนง ทม่ี ีเชื้อราและมีฟลมของนํ้าอยูสารก็สามารถจะละลายกับน้ําได ดังนั้น Cu-ion สามารถถูกดูดซึมเขาไปในสปอรท่ีงอกอยูตรงตําแหนงน้ันไดการเกิดพษิ ตอพชื ของสารประกอบทองแดงมีนอยกวา บอรโดมิกซเจอร สารประกอบทองแดงท่ใี ชกนั มากไดแ ก คอปเปอรอ อกซีคลอไรด (Copper oxychloride) ใชค วบคมุ โรคท่เี กิดจากเชอ้ืPhythopthora spp. ตวั อยางสารปองกันกาํ จดั เชอื้ ราสารประกอบทองแดง ไดแก - Cupric carbonate - Cuprous oxide - Copper sulfate - Copper oxychloride - Copper hydroxideตัวอยา งการใชควบคมุ โรคพืชตา ง ๆ ตามตารางที่ 39 วิชา สารปองกนั กําจดั ศัตรพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
ตารางที่ 39 การใชส ารประกอบทองแดงในการควบคุมโรคพืชตา ง ๆ ของประเทศไทย ชนดิ ของสาร ชนดิ ของพชื ชนิดของโรค วิธใี ชCopper องุนoxychloride สม โรคราน้ําคาง โรคแอนแทรคโนส ใชอัตรา 30-80 กรัม มะมว งCopper โรคมลี าโนส โ รคสะแคบ ผสมน้าํ 20 ลติ รoxychloride ถวั่ กลวย มะเขอื ยาสูบ โรคแอนแทรคโนส พนใหทวั่ ตนพชื+Maneb+Zineb โรคใบจุด มันฝรงั่ มะเขอื เทศ ผัก โรคใบไหม กาแฟ ชา โรคใบจุด โรครานํา้ คา ง พริก ยางพารา โรคราสนิม โรคใบจุด โรคผลเนา ไมด อกไมประดบั โรคราสนิมแดง โรคแอนแทรคโนส มะนาว สม เผอื ก ใรคใบจุด โรคผลเนา พชื ตระกูลแตง หอม กระเทียม โรคแอนแทรคโนส พชื ตระกลู แตง พริก โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนส ถ่วั เหลอื ง พืชตระกลู สม โรคราน้ําคา ง โรคแคงเคอร โรคใบจดุ โรคราน้ําคา ง โรคราสีมว ง อัตรา 30-50 กรัม โรครานาํ้ คา ง ผสมน้าํ 20 ลิตรฉดี โรคกุงแหง พน ปอ งกนั โรคทกุ ๆ แบคทีเรยี ลพสั ตูล 7-10 วนั โรคแคงเกอรท่ีมา : ชนวน รัตนวราหะ, 2537 1.1.3 สารปอ งกนั กาํ จัดเชอ้ื ราอนนิ ทรียอน่ื ๆ เปนสารท่มี อี งคป ระกอบของโลหะอ่นืไดแ ก สารประกอบของปรอท (Mercury) นิกเกลิ (Nickel) สังกะสี (Zinc) และโครเมียมอิออนมีการใชในอดตี แตป จ จบุ ันไมม ีการใชส ารดงั กลาว เนอื่ งจากมพี ษิ ตอ มนุษย สตั ว และตกคางในสิ่งแวดลอ มนาน ในหลายประเทศมกี ารประกาศหา มใชส ารกลมุ ดังกลา ว ยกเวนสารบางตวั ท่ีอาจมีการผลติ เชน สาร Mercuric oxide ใชส ําหรบั ทาปองกนั เน้ือไม และ Mercurous chloride ใชคลกุเมลด็ ในประเทศไทยไมมกี ารข้ึนทะเบยี นสารกลมุ ดังกลาว วชิ า สารปอ งกนั กาํ จดั ศัตรพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
1.2 สารปองกนั กําจดั เชื้อราอินทรยี (Organic fungicides) สารปองกนั กาํ จดั เชอื้ ราอินทรยี ตัวแรก คือ ไธแรม (Thiram) เปนสารทม่ี กี ํามะถนั เปนองคป ระกอบ นบั แตนนั้ มาสารปองกนั กาํ จดั เชือ้ ราอินทรยี ไดค อ ย ๆ เขามาแทนท่ีสารปอ งกนั กาํ จดัเช้ือราอนนิ ทรยี ปจจบุ นั มีสารปอ งกนั กาํ จดั เชื้อราอนิ ทรยี สงั เคราะหประมาณ 150 ชนิด คณุ สมบตั ิท่สี ําคญั ของสารปอ งกันกาํ จดั เชื้อราอนิ ทรียคือ มีประสทิ ธิภาพสูงแมใชในอตั ราตํา่ ออกฤทธิ์ไดนานปลอดภัยตอสง่ิ มีชีวิต และสงิ่ แวดลอ ม โดยทัว่ ไปสารปองกนั กาํ จัดเช้อื ราอินทรยี ถ กู สลายตวั โดยจุลินทรียใ นดนิ สารปองกนั กําจัดเชือ้ ราอนิ ทรยี แบง ออกเปน กลุม ตา ง ๆ ไดดังนคี้ อื 1.2.1 กลมุ ไดไธโอคารบาเมท (Dithiocarbamates) เปนสารประกอบอินทรียกํามะถันหรือเปนสารอนุพันธของกํามะถัน มี Dithiocarbamic acid เปนองคประกอบ สารกลุมนี้เคยนิยมใชก ันอยา งกวางขวาง เน่อื งจากในโมเลกุลมีองคป ระกอบท่ีเปนเกลือของธาตุโลหะอยูดวยจึงทําใหมีประสทิ ธิภาพในการควบคมุ เชือ้ รา มีความเสถียรดกี วา และมคี วามเปนพิษต่ํากวาสารกํามะถันที่เปนสารอนินทรยี สารในกลุมนี้เชน ไซแรม (Ziram) มีเกลือของสังกะสีเปนองคประกอบ (Zn Salt)เฟอรแบม (Ferbam) มีเกลือของเหล็กเปนองคประกอบ (Ferric salt) มาเนบ (Maneb) มีเกลือของแมงกานสี เปนองคประกอบ สารกลมุ น้ีไมม ฤี ทธใิ์ นการดดู ซึม ใชป อ งกนั โรคในเมล็ดพันธุซึ่งเกิดจากเชื้อราในดิน ตัวอยางสารในกลุมนี้ไดแก แมนโคเซบ (Mancozeb) ซ่ึงเปนสารผสมระหวางสังกะสี (2-5% Zn) กับแมงกานีส (20% Mn) น่ันคือเปนการผสมระหวาง Zineb และ Manebน่ันเอง ตวั อยางสารในกลุม นคี้ อื Ferbam Maneb Propineb Mancozeb และ Zineb 1) มาเนบ (Maneb) เปน สารปอ งกนั กาํ จดั เชอ้ื ราแบบปองกนั ใชควบคมุ โรคทเ่ี กดิจากเช้อื ราหลายชนิด เชน โรคไหม (Blight) โรคใบจุด (Leaf spot) โรคราสนมิ (Rust) โรครานา้ํ คา ง(Downy mildew) โรคสะแคบ (Scab) และอนื่ ๆ ในพชื หลายชนดิ 2) โพรพเี นบ (Propineb) เปน สารปองกนั กาํ จดั เชื้อราท่ีมฤี ทธท์ิ ง้ั แบบปองกนัและรักษา (Protective and curative action) มฤี ทธิอ์ ยไู ดน านใชในการควบคมุ โรคพชื หลายชนดิเชน โรครานา้ํ คา ง โรคใบจุด โรคสะแคบ โรคไหม โรคราสนมิ โรคแอนแทรคโนส 3) ซเี นบ (Zineb) เปนสารปอ งกันกาํ จดั เชอ้ื ราท่อี อกฤทธ์ิในการปองกนั โรคพืชโดยทวั่ ไปสลายตัวไดเรว็ ในสง่ิ แวดลอ ม ใชใ นการควบคมุ โรคพืชหลายชนิด เชน โรครานาํ้ คา ง โรคไหม โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนส โรคสะแคบ เปนตน 4) แมนโคเซบ (Mancozeb) (ไดจากการผสมซีเนบกับมาเนบ) ใชค วบคมุ โรคในพชื หลายชนดิ มกี ารออกฤทธ์ิแบบปองกนั ในสหรัฐอเมรกิ ามกี ารใชสารแมนโคเซปในการปลกูหอมประมาณ 80% ของพนื้ ที่ปลกู มกี ารผลิตออกมาในรปู ผลิตภณั ฑตา ง ๆ ไดแ ก ผงฝนุ (Dust) วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศัตรูพชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
ผงเปย กนาํ้ (WP) น้ําเขม ขน (Flowable concentrate) และแบบเม็ด (Granular) โดยมเี ปอรเ ซ็นตสารออกฤทธ์ิ (Active ingredient) ตา ง ๆ คอื 69% 75% 80% และ 85% ประเทศไทยจดทะเบียนและนาํ เขา สารชนิดนใ้ี นรูปผลิตภัณฑต างๆ คือ 69% WP 75% WG80% WP และ 85% T มีช่ือการคามากกวา 30 ชื่อ เชน ไดเทนเอ็ม 45 กรีน-เซบ แมนโคไซด ฯลฯนอกจากนี้มกี ารนําสาร Mancozeb ผสมกบั สารปองกนั กาํ จัดเช้ือราชนดิ อื่น เชน Mancozeb (64%) + Cymoxanil (8%) มีช่อื การคา เคอรเ ซท M8 Mancozeb (73.8%)+ Carbendazim (6.2%) มชี ื่อการคา เดลซีน Mancozeb (64%) + Metalaxyl (8%) มชี อ่ื การคา เมตาแลกซนิ เอ็มแซด 72 WP Mancozeb (20%) + Metallic copper (21%) มชี ่อื การคา ไตรมลิ ตอ กฟอรเ ต Mancozeb (56%) + Oxadixyl (10%) มชี อ่ื การคา แซนโดแฟน-เอม็ ตวั อยา งการใชป ระโยชนจ ากสารกลุม Dithiocarbamates ในการควบคุมโรคในพชื ตามตารางที่ 40ตารางท่ี 40 การใชส ารกลุม Dithiocarbamates ในการควบคุมโรคพชืชนิดของสาร ชนิดของพชื ชนดิ ของโรค วิธีใชManeb มะเขอื เทศ สําหรับพืชท่ัวไป ใช 30-50 ถั่วเหลอื ง ใบจุด ใบไหม ใบจดุ สเี ทา กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร พน ทกุ 7-10 วันPropineb ถั่วลสิ ง โรคแอนแทรคโนส มะมว งใชอ ตั รา 50-70 หอม กระเทยี ม โรคราสนมิ กรัม/น้ํา 20 ลิตร พน ระยะแตก พรกิ โรคใบจดุ สมี วง โรคราดํา ใบออ น ออกดอกและผลออน ผักตระกลู กะหลาํ่ โรคกุงแหง ปาลม นาํ้ มนั ใชอัตรา 80 โรคราน้ําคาง โรคใบจดุ กรมั /น้าํ 20 ลติ ร พนทุก 5-7 วัน คะนา โรคแอนแทรคโนส เมอ่ื เกดิ โรคระบาด พชื ตระกลู แตง โรคใบจุด มนั ฝรั่ง, ขา วโพด หอม กระเทยี มใชอตั รา ยาสูบ โรคราน้ําคาง โรคแอนแทรคโนส 60 กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร พืชอนื่ ๆ ผกั กาดขาว ใชอ ตั รา 30-40 กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร ผักตระกลู แตง ใบไหม พน ทุก 10 วนั หอม กระเทยี ม แอนแทรคโนส หนอ ไมฝ รง่ั รานํ้าคา ง ขา วโพดหวาน โรคแอนแทรคโนส โรคใบจุด ลําตน ไหม ใบไหม วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศัตรูพชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
ตารางที่ 40 (ตอ)ชนิดของสาร ชนิดของพืช ชนดิ ของโรค วธิ ใี ชManeb+ Zineb ขา ว โรคถอดฝก ดาบ ใชคลุกเมล็ดขา วอัตรา+ Ferbam 3 กรัม/เมล็ด 1 กิโลกรัม โรคราแปง ใชอัตรา 30-40 กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร 85% WP ถัว่ ลนั เตา พน เม่อื โรคเรมิ่ ระบาด องุน โรครานํ้าคาง ใชอัตรา 37.5 กรัม/น้ํา 20 ลิตร พนหลังตดั แตงกิง่ แลว ประมาณMancozeb คะนา โรครานาํ้ คาง 15 วันและพน ทกุ 5 วนั จาํ นวน ผักกาดขาว โรคใบจดุ 9 คร้งั พชื ตระกูลแตง โรครานาํ้ คาง อัตรา 20 กรัม/นาํ้ 20 ลติ ร ถั่วเหลอื ง โรคแอนแทรคโนส อตั รา 50 กรัม/นา้ํ 20 ลิตร อัตรา 20-30 กรมั /น้ํา 20 ลิตร มนั ฝร่งั โรคใบไหม ฉีดพน 7-10 วนั อตั รา 30-40 กรัม/นํา้ 20 ลติ ร แอปเปล โรคสะแคบ ฉีดพน ทุก 7 วนั มะละกอ โรคแอนแทรคโนส อัตรา 40-60 กรัม/นํา้ 20 ลติ ร อัตรา 50 กรัม/นาํ้ 20 ลิตรZineb ขา วโพด โรคใบไหมแผลเล็ก อัตรา 80 กรมั /นา้ํ 20 ลติ ร ใชอตั รา 40-80 กรัม/นา้ํ 20 ลติ ร องุน โรครานํา้ คา ง พนใหท วั่ ตนพชื มันฝรง่ั โรคใบไหม ถว่ั โรคราสนมิ โรคแอนแทรคโนส มะเขือเทศ โรคใบไหม โรคใบจดุ หอม กระเทยี ม โรครานา้ํ คาง ใบจุดสมี วง พรกิ โรคกงุ แหง ผกั ตาง ๆ โรครานาํ้ คา งทมี่ า : ชนวน รตั นวราหะ, 2537 วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศตั รูพืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
1.2.2 กลมุ Organometallic compounds สารปองกนั กาํ จดั เชอ้ื ราอนิ ทรียท่มี ีโลหะเปน องคป ระกอบท่ีเคยใชไ ดผ ลดี คือสารประกอบปรอท แตเ น่ืองจากมพี ษิ ตอสัตวเลอื ดอนุ สงู ปจ จุบนั จงึ เลกิ ใช สารปอ งกันกาํ จัดเชื้อราอินทรยี ท มี่ ีองคประกอบของโลหะอน่ื ๆ ไดแก 1) สารประกอบทองแดง (Organocopper compounds) ไดแ ก สารที่อยใู นรปูเกลอื อินทรียข อง Acetate Naphthenate Oleate และ Uinolinate สารคอบเปอร อะซเิ ตท(Copper acetate) เปนสารปองกันกําจัดเช้ือราพ้ืนฐานในการผลิตสารปองกันกําจัดเชื้อรากลุมสารประกอบทองแดงชนิดอ่ืน ๆ สารประกอบทองแดงถูกชะลางโดยฝนออกจากใบพืชไดยากเนอื่ งจากละลายนํ้าไมด ี จึงสามารถออกฤทธใิ์ นการปอ งกันเช้ือราไดน าน การออกฤทธ์ขิ องสารจะไปทําลายโปรตีน (Denaturation of protein) ประเทศไทยไดจดทะเบียนและนําเขาสารในกลุมนี้คือ Metallic copper + Mancozeb 2) สารประกอบออรก าโนตนิ (Organotin compounds) สารกลมุ นเ้ี ปน เกลือของ Triphenyltin (Fentin) เชน Decafentin Fentin และ Tributyltin oxide มีคุณสมบัติเปนพิษตอคนและพืช สามารถควบคุมโรคไหมในขาว โรค Late blight ในมันฝรั่ง และโรคใบจุดสีน้ําตาลในยาสูบ สาร Fentin อาจอยูในรูปตางๆ ไดแก Fentin acetate Fentin chloride และ Fentin hydroxideประเทศไทยเคยนาํ เขา สาร Fentin acetate + Maneb มาจาํ หนาย อยา งไรกต็ ามในป พ.ศ. 2532สารดังกลาวถูกประกาศหามใชในประเทศไทยเนื่องมาจากมีคา ADI (Acceptable Daily Intake)ต่ํามากและเสีย่ งภัยตอการใช 3) สารกลมุ Substituted aromatics เปน สารอนพุ นั ธุของ Benzene ring หรอืPhenol ring โดยอะตอมของไฮโดรเจนถูกแทนทีด่ ว ยคลอรีน (Cl) ไนโตรเจน (N) หรือ ออกซิเจน (O)สารในกลมุ น้สี ามารถใชคลกุ เมล็ด และฉีดพน ลงดนิ เพือ่ ควบคุมเชื้อราในดิน ตวั อยา งสารปอ งกนั กาํ จดัเช้อื รากลุมน้ี ไดแก Chloroneb Dicloran (DCNA) Hexachlorobenzene (HCB) EtridiazolePentachlorophenol (PCP) Chlorothalonil Pentachloronitrobenzene (PCNB) Tolclofos-methylสาร Chlorothalonil และ Dicloran ใชฉดี พนปองกนั เชอ้ื ราบนใบและผล สวน PCNB และ HCB ใชคลุกเมล็ด ในขณะท่ี Etridiazole และ Tolclofos-methyl ใชฉีดพนทางดิน ประเทศไทยมีการจดทะเบียนและนําเขาสารปองกันกําจัดเช้ือราในกลุมนี้ ไดแก Chlorothalonil Dicloran + Captan และEtridiazole สวนสาร Pentachlorophenol ไดประกาศหามใชเม่ือป พ.ศ. 2536 เนื่องจากมีพิษสูงทําอันตรายตอผิวหนัง ดูดซึมเขารางกายมนุษยและสัตวไดรวดเร็ว สลายตัวไดยากและมีพิษตกคา งนาน วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศตั รพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
(1) คลอโรธาโลนลิ (Chlorothalonil) ออกฤทธิค์ วบคมุ เช้ือราอยางกวา งขวางสามารถควบคุมโรคไดหลายชนิด เชน โรคใบจดุ โรครานา้ํ คา ง โรคแอนแทรคโนส โรคใบไหม ตวั อยา งการใชตามตารางที่ 41ตารางท่ี 41 ตัวอยางการใชสารกลุม Substituted aromatics ในการควบคมุ โรคในพืชชนิดของสาร ชนิดของพชื ชนดิ ของโรค วิธกี ารใชคลอโรธาโลนลิ พืชตระกูลกะหลํ่า โรคใบจดุ โรครานา้ํ คา ง อตั รา 25-35 กรัม/นํา้ 20 ลติ ร(chlorothalonil) แตงกวา โรครานา้ํ คา ง โรคแอนแทรคโนส อัตรา 35 กรมั /นาํ้ 20 ลติ รแตงโม โรคแอนแทรคโนส อัตรา 35 กรัม/นา้ํ 20 ลติ รมนั ฝรั่ง โรคใบไหม อตั รา 25-30 กรมั /นาํ้ 20 ลติ รมะเขอื เทศ โรคใบไหม อตั รา 50 กรมั /นาํ้ 20 ลิตร โรครากํามะหย่สี เี ขียว อตั รา 25-50 กรัม/นาํ้ 20 ลิตรยาสบู โรคตากบ อัตรา 30-50 กรัม/นา้ํ 20 ลิตร โรคใบจดุ สนี ํา้ ตาล อตั รา 100 กรมั /นํา้ 20 ลติ รพริก โรคกุง แหง อัตรา 20 กรมั /นาํ้ 20 ลติ รถวั่ ลิสง โรคราสนิม โรคใบจดุ อตั รา 40-55 กรมั /น้ํา 20 ลิตรกระเทยี ม โรคใบจุดสีมว ง อตั รา 40-60 กรัม/นา้ํ 20 ลติ รที่มา : ชนวน รัตนวราหะ, 2537 (2) อีไตรไดอาโซล (Etridiazole) ชื่อการคา Terrazole เปน สารปอ งกนั กาํ จัดเชื้อราท่อี อกฤทธโ์ิ ดยการสัมผสั ใชป องกนั กาํ จดั โรคแงง ขงิ เนา ทเ่ี กดิ จากเชื้อ Pythium spp. ใชอัตรา15 ซีซี /20 ลิตร ราดดินในอัตรา 3 ลิตร/พื้นที่ 1 ตารางเมตร เร่ิมราดเม่ือพบโรคระบาด และราดซํ้าทุก 10 วัน เปนจํานวน 4-5 คร้ัง ใชควบคุมโรคท่ีเกิดจากเชื้อ Phythopthora spp. และPythium spp. ในพชื หลายชนดิ เชน ไมด อกไมป ระดับ ฝาย ถ่วั ลิสง ผัก แตง มะเขือเทศ และอ่ืน ๆมกี ารออกฤทธ์แิ บบรกั ษา (Curative action) และยงั ใชค วบคมุ โรคโคนเนาในกลาทุเรียนที่เกิดจากเชอื้ Phythopthora palmivora ใชอัตรา 15 ซซี ี/นา้ํ 20 ลติ ร ฉีดพนใหท่ัว 4) สารกลมุ ไดคารบอกซไ่ี มด (Dicarboximides) สารกลมุ น้ีประกอบดวยอะตอมของกาํ มะถนั และไนโตรเจนอยตู รงกลางของโมเลกุล อาจเรียกสารกลมุ น้วี า “ Sulfenimides \"โดยทั่วไปถอื วา เปนสารทป่ี ลอดภยั และสว นใหญใชใ นการคลุกเมล็ดและฉีดพน ปอ งกันเช้ือราท่เี กดิจากเชอื้ Sclerotium spp. สารในกลมุ นไี้ ดแก Iprodione Chlozolinate Metomeclan VinclozolinThiochlorfenphim Procymidoneวชิ า สารปอ งกนั กาํ จดั ศัตรูพืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
5) สารกลุม Phthalimide สารปอ งกนั กาํ จดั เชอ้ื รากลุม นมี้ ฤี ทธใิ์ นการควบคมุโรคพชื กวา งขวางโดยเฉพาะโรคทเ่ี กดิ กบั ใบในไมผล พชื ผัก และไมด อกไมป ระดบั สารท่ีสาํ คญั และใชกนั อยา งกวา งขวางคือ Captan สารชนดิ อน่ื ๆ ทอ่ี ยใู นกลุมน้ีไดแ ก Captafol Folpet DichlofluanidTolylfluanid สาํ หรับสาร Captafol ไดประกาศหา มใชในประเทศไทยเมือ่ ป พ.ศ. 2530 เนือ่ งจากกอ ใหเ กดิ มะเรง็ สว นสาร Captan และ Folpet ยังมกี ารนาํ เขาและจาํ หนายในปจจุบนั (1) แคพแทน (Captan) ในปจ จุบันมกี ารใชกวางขวางในพืชหลายชนิด สามารถออกฤทธ์ิไดทงั้ แบบปองกันและรักษา สามารถฉดี พน ทางใบ คลุกเมลด็ และใชควบคมุ โรคหลังเก็บเก่ียว มีหลายรูปแบบเชน ผงฝุน ผงเปยกน้ํา สารแขวนลอยในของเหลว (Aqueous suspension)และแบบเมด็ (Granules) ประเทศไทยนาํ เขา สาร Captan ในรปู ผงเปย กนาํ้ (50% WP) โดยมีรายละเอียดในการใชควบคุมโรคพืชตา ง ๆ ดังตารางท่ี 42ตารางท่ี 42 การใชสาร Captan ในการควบคุมโรคในพืชตา ง ๆ ของประเทศไทย ชนิดของพชื ชนิดของโรค วธิ กี ารใช คลุกเมล็ดอัตรา 3 กรัม/เมลด็ 1 กโิ ลกรมั กอ นปลูกขา ว โรคถอดฝก ดาบ ใชอัตรา 30-40 กรัม/นํา้ 20 ลิตร พน ทกุ 7 วนัถวั่ เหลอื ง โรคแอนแทรคโนส จาํ นวน 3-4 ครงั้ ข้นึ อยกู ับความรนุ แรงของโรคมะมว ง โรคแอนแทรคโนสองุน โรครานํา้ คา ง เรมิ่ พน เมื่อพืชอายปุ ระมาณ 40-45 วนัฝา ย โรคใบไหม 45-50 กรัม/นาํ้ 20 ลิตร พนระยะแตกใบออ น ชอดอกและผลออ นเปนครงั้ คราว อัตรา 50 กรัม/นาํ้ 20 ลิตร พน ทกุ ๆ 5-7 วนั ในระยะโรคเรมิ่ ระบาด คลกุ เมลด็ กอ นปลกู อตั รา 7 กรัม/เมล็ด 1 กิโลกรัมท่ีมา : ชนวน รัตนวราหะ, 2537 (2) ฟอลเปท (Folpet) ใชในการควบคุมโรคหลายชนิด เชน โรครานํ้าคางราแปง ใบจุดสะแคบ ออกฤทธ์แิ บบปอ งกนั มหี ลายรูปแบบ เชน ผงฝนุ ผงเปย กนา้ํ ของเหลวเขมขนและเม็ดละลายนํ้า (Water soluble pellet) ประเทศไทยจดทะเบียนและนําเขาสาร Folpet ในรูป50% WP มีช่ือการคา Folpan โดยจดทะเบียนใชปองกันกําจัดราน้ําคางขององุนท่ีเกิดจากเชื้อราPlasmopara viticola มีอัตราการใช 30-40 กรมั /นํา้ 20 ลติ ร พนใหทั่วตน พืชทกุ 7-10 วนั วชิ า สารปองกนั กําจดั ศัตรพู ชื ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
6) สารกลมุ Dinitrophenol สารกลุมนไี้ ดแก Binapacryl Dinocap DinopentonDinoterbon Sultropen Dinobuton Dinocton Dinosulfon DNOC สารกลมุ นท้ี ีใ่ ชค วบคุมโรคราแปงไดด ี ไดแ ก สาร Binapacryl และDinocap นอกจากนยี้ งั มคี ณุ สมบัตเิ ปน สารฆาไรไดอ กี ดว ยอยางไรก็ตามสาร Binapacryl ไดป ระกาศหามใชในประเทศไทยในป พ.ศ. 2534 เนอื่ งจากเปนสารทม่ี ผี ลกระทบตอ ตวั ออ นในครรภและอาจกอ ใหเ กดิ มะเรง็ 7) สารกลมุ Triazines สารกลมุ นมี้ ีคณุ สมบตั เิ ปน สารฆาวชั พืชเปน สว นใหญ มีเพยี งสาร Anilazine ที่เปน สารปองกนั กาํ จดั เชื้อรา มกี ารออกฤทธใิ์ นการปอ งกนั โรคพชื และใชก บัพชื ผกั ประเทศไทยไมไดจ ดทะเบยี นและนาํ เขาสารชนิดน้ี 1.3 สารปอ งกนั กําจัดเช้อื ราประเภทดดู ซมึ (Systemic fungicides) สารปองกันกําจัดเชื้อรากลุมน้ี สามารถแทรกซึมและเคล่ือนยายภายในตนพืชได โดยสารสามารถซึมผานชั้นคิวติเคิล (Cuticle) ของใบพืชแลวสูระบบทอลําเลียง (Vascular system)ภายในตนพืชแลวเคล่ือนยายไปสูสวนตาง ๆ ของพืช ทิศทางการเคล่ือนยายโดยสวนใหญจะเคล่อื นยา ยไปสูเนือ้ เยื่อเจริญหรือสวนยอด (Apical or growth point) แตจ ะไมเคล่ือนยา ยสลู าํ ตนและราก สารบางชนิดสามารถเคลอ่ื นยายผา นทางรากอยา งชา ๆ เมอื่ ฉีดพน ทางดิน สารดดู ซมึ มีขอดี คอื ไมจําเปนตอ งฉีดพน ใหท ั่วทกุ สว นของใบพชื เหมอื นสารไมดดู ซึม สารปอ งกนั กําจัดเชื้อราประเภทดดู ซมึ สว นใหญม กี ารออกฤทธ์ิแบบรักษา สารปองกนั กําจดั เชอื้ ราชนิดดดู ซึมมีหลายชนดิสามารถแบง เปน กลมุ ๆ ดงั น้คี ือ 1.3.1 กลุม Oxathiins สารกลมุ น้ีประกอบดวย Carboxin Methfuroxam Furmecycloxและ Oxycarboxin ประเทศไทยมีการจดทะเบียนและนาํ เขา สาร Carboxin และ Oxycarboxin สารคารบอกซนิ (Carboxin) ใชค วบคมุ เชื้อรากลุม Basidiomycetes เปนเช้ือท่ีสําคญั ท่ีกอ ใหเ กิดโรคราสนมิ และราเขมา ดาํ (Smuts) ในธญั พืชหลายชนดิ นอกจากน้ียังใชควบคุมเช้ือราในดิน ไดแก Rhizoctonia solani ประเทศไทยมีการจดทะเบียนและนําเขาสาร Carboxinในชื่อการคา Vitavax ใชปองกันโรคเนาคอดินในฝาย โรคโคนเนา และลําตนเนาในถ่ัวลิสง โรคราเมลด็ ผกั กาดในมะเขอื เทศ 1.3.2 กลุม Benzimidazoles และ Thiophanates สารกลุมน้ีมีประสิทธิภาพในการควบคมุ โรคพชื สงู เปนสารปอ งกนั กําจัดเช้อื ราประเภทดดู ซมึ ทอ่ี อกฤทธใิ์ นการควบคุมโรคพืชหลายชนดิ และมกี ารใชก ันกวางขวางในปจ จบุ นั เนอื่ งจากมีการใชส ารในกลุมนีอ้ ยางมากและกวางขวาง วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศตั รูพชื ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
จึงมีรายงานการสรางความตานทานของเชื้อราตอสารกลุมดังกลาว อยางไรก็ตามสารปองกันกําจัดเชื้อราในกลุมนี้ไมสามารถควบคุมเช้ือราในกลุม Phycomycetes เชน เชื้อ PhytophthoraPythium และ Peronospora spp. ตัวอยางสารในกลุมน้ี ไดแก Benomyl Carbendazim และThiabendazole โดยเฉพาะอยางย่ิงในปจจุบันสาร Carbendazim มีการใชกันกวางขวาง มีมูลคาการนําเขา ในป พ.ศ. 2544 มากกวา 100 ลา นบาท 1) เบโนมิล (Benomyl) ชื่อการคาเบนเลท ใชควบคุมโรคในพืชหลายชนิด เชนโรคแอนแทรคโนสในพริกไทย ถ่ัวเหลือง มะมวง แตง โรคใบจุดในมะเขือเทศ ผักกาด สม ถ่ัวลิสงฝา ย โรคราแปง ในเงาะ แตง องนุ 2) คารเบน็ ดาซิม (Carbendazim) ใชควบคุมโรคตาง ๆ เชน โรคใบจุดในถ่ัว ผักและไมดอกไมประดับ โรคแอนแทรคโนสในถั่ว มะมวง ยาสูบ ผัก โรคสะแคบ โรคมีลาโนสในสมโรคราแปงในเงาะ องุน มะมวง โรคใบไหม กาบใบแหง โรคใบขีดสีนํ้าตาลในขาว ออกฤทธ์ิโดยสามารถปองกันและรักษา สามารถดูดซึมผานทางรากและสวนที่เปนสีเขียวของพืช การออกฤทธ์ิจะไปยับย้ังการเจริญของเสนใยและ Germ tube ประเทศไทยนําเขาสาร Carbendazim และจําหนายในชอ่ื การคา มากมาย เชน คอนโตชาน คารเ บน็ ดาซิม 50 แอก ซิม เรซิม 50 ฯลฯ 1.3.3 กลุม Pyrimidines สารในกลุมน้ีน้ีถูกนํามาใชในปลายป ค.ศ.1960 มีผลในการควบคมุ โรคราน้ําคาง สารกลุมนี้ประกอบดวย Bupirimate Diflumetorim Ethirimol FerimzoneNuarimol Cyprodinil Dimethirimol Fenarimol Mepanipyrim Pyrimethanil Triarimol 1.3.4 กลุม Acylalanines สารในกลุมน้ี ไดแก Furalaxyl และ Metalaxyl มีผลยับยั้งเชื้อราในดิน (Soil-born disease) รวมท้งั โรครานํ้าคา ง (Downy mildew) เชน สาร Metalaxyl สารเมตาแลกซิล (Metalaxyl) ออกฤทธิ์ในการควบคุมเช้ือราแบบปองกันและรักษาสามารถดดู ซมึ ผานใบ ลําตน และรากของพืชได ไปยบั ยั้งการสรางโปรตีนของเช้อื รา สามารถควบคมุ โรคทีเ่ กดิ จากเชอื้ ตา ง ๆ เชน Phytophthora Pseudoperonospora PeronosporaPlasmopara Sclerospora Bremia และ Pythium spp. สามารถใชฉ ดี พน ทางใบและราดดินในพืชหลายชนิด เชน มนั ฝร่งั องุน ยาสบู ธัญพืช ผัก และไมผล นอกจากนส้ี ามารถใชคลกุ เมลด็ควบคมุ โรคโคนเนา ทีเ่ กดิ จากเช้ือ Pythium spp. ประเทศไทยนาํ เขาสาร Metalaxyl ในรูปผลติ ภัณฑ 96% T 90% T 70% และ25% WP และจดทะเบยี นเพอ่ื ควบคมุ โรคตา ง ๆ เชน โรคยอดเนาในสับปะรด โรคใบไหมใ นเผือกโรคโคนและรากเนา ในพริกไทยและพลู ทเุ รียน สมเขียวหวาน โรครานํ้าคางในองนุ โดยมชี ่ือการคา วิชา สารปอ งกนั กําจดั ศัตรูพืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
เมตาแลกซลิ 25% WP นอกจากนีม้ กี ารจําหนา ยในรปู ช่ือการคา Ridomil 5%G มีลักษณะเปนเมด็ใชโรยบริเวณทรงพุมพืชที่เปนโรคดังกลาวขางตน และรูปการคา Apron 35 SD ใชสําหรับคลุกเมลด็ พนั ธุขาวโพด แตงตา ง ๆ ปองกนั โรคราน้าํ คางและโรคโคนเนา 1.3.5 กลุม Ergosterol biosynthesis inhibitors (EBIs) สารกลุม EBIs สามารถแบงออกไดหลายกลุมยอย ๆ แตจัดไวในกลุมเดียวกันเนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์คลายกันอาจเรียกสารกลุมนี้อีกวา Sterol biosynthesis-inhibiting fungicides (SBIs) หรือ Demethylationinhibitors (DMIs) สารกลุมน้ีมีการออกฤทธ์ิแบบปองกันและรักษา ควบคุมโรคราแปงและราสนิมในพชื หลายชนดิ ไดดี นอกจากนย้ี งั สามารถควบคุมโรคใบจดุ ทีเ่ กิดจากเชอ้ื Pyrenophora spp.Venturia spp. และ Septoria spp. สารกลมุ นแ้ี บง ออกเปนกลมุ ยอ ยตา ง ๆ ไดแ ก 1) Imidazoles ไดแ ก สาร Fenapanil Prochloraz Imazalil Triazoxideประเทศไทยไดจ ดทะเบยี นและนาํ เขา สารโพรคลอรสั (prochloraz) ซงึ่ ใชค วบคุมโรคพชื ท่เี กิดจากเชื้อ Rhynchosporium Helminthosporium Septoria Fusarium PseudocercosporellaErysiphe และ Pyrenophora spp. สามารถใชฉดี พน ทางดนิ การจมุ การคลุกเมลด็ หรือใชพนหรือจุมผลผลติ หลังเกบ็ เกย่ี ว ประเทศไทยนําเขาสาร Prochloraz ในชือ่ การคา Octave โดยมีรูปผลิตภัณฑ 50% WP ใชป อ งกนั โรคตา ง ๆ เชน โรคใบจดุ สดี าํ ในกหุ ลาบ โรคใบจดุ สมี ว ง และโรคแอนแทรคโนสในหอมใหญและหอมแดง 2) กลุม Piperzine Pyridine and Pyrimidine compounds สารกลุมนี้ไดแกButhiobate Fenarimol Nuarimol Pyrifenox และ Triforine ปจจุบันประเทศไทยนําเขาสารในกลุมน้ีคือ ไตรโฟรีน (Triforine) ออกฤทธิ์ในการควบคุมเชื้อราทั้งแบบปองกันและแบบรักษา จะดดู ซมึ ผา นใบและรากพืช และสามารถเคลอื่ นยายในตน พชื ได Triforine ถูกใชค วบคุมโรคราน้ําคา งในธัญพืช ไมผล ไมดอกไมประดับ พืชตระกูลแตง และผัก โรคราสนิมในธัญพืช ไมผล ไมดอกไมประดับ และถั่วตาง ๆ นอกจากน้ีมีฤทธิ์ในการฆาไร Tetranychus sp. ไดดวย ประเทศไทยนําเขาสารไตรโฟรีนในชื่อการคา Sapron ใชควบคุมโรคไหมในขาว โรคดอกเนาในแตงกวา โรคราแปงในบวบ และราสนิมในถวั่ เหลอื ง 3) กลุม Morpholines สารกลุมนมี้ ีประสทิ ธภิ าพในการควบคุมโรคราแปงของธัญพืช ยางพารา และไมดอกไมประดับไดดี ประเทศไทยจดทะเบียนและนําเขาสารกลุมนี้ คือTridemorph ในรูปชื่อการคา Calixin 75% EC โดยนํามาใชควบคุมโรคราแปงในเงาะ ทุเรียนมะมวง สาร Tridemorph ออกฤทธิ์โดยการดูดซึมผานใบและรากพืช สามารถใชปองกันและรักษาโรคพืชดงั กลา วขางตนได วิชา สารปอ งกนั กําจดั ศัตรพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
4) กลมุ Triazoles สารกลุมน้ีประกอบดว ย Bitertanol DiclobutrazolEtaconazole Fluotrimazole Flusilazole Flutriafol Myclobutanil Penconazole PropiconazoleTriadimefon Triadimenol และ Triflumizole ประเทศไทยไดน าํ เขา สารกลุมนี้ ไดแก FlusilazolePropiconazole และ Triadimefon (1) ฟลูซลิ าโซล (Flusilazole) ออกฤทธิไ์ ดท งั้ ปองกนั และรักษาควบคุมโรคตา ง ๆ ไดห ลายกลุม เชน Ascomycetes Basidiomycetes และ Deuteromycetes ในธญั พชืแอปเปล องนุ ประเทศไทยนาํ เขา สารชนดิ น้ีในรูปผลิตภัณฑ 40% EC (2) โปรปโ คนาโซล (Propiconazole) ออกฤทธิ์แบบดูดซมึ ใชใ นการปองกนัและ รกั ษาโรคพืชหลายชนิด เชน โรคราแปง ราสนมิ ประเทศไทยจดทะเบียน Propiconazole ในช่ือการคา Tilt 100 EC ใชค วบคุมโรคของเมลด็ ตา งๆ ในขาวและโรคแสด ําในออ ย (3) ไตรอาไดมฟิ อน (Triadimefon) ออกฤทธิแ์ บบปองกนั และรักษาโรคสามารถดูดซมึ ทางรากและใบ และเคลือ่ นยายไปยังเนอื้ เย่อื เจรญิ หรอื เนือ้ เย่อื ของพืชทอี่ อ น แตไ มเคลอ่ื นยา ยไปยังสวนเนือ้ เยอื่ แขง็ หรือเน้อื ไม ใชควบคมุ โรครานํ้าคา งในพชื หลายชนดิ ออกฤทธ์ิโดยรบกวนการสรา งสาร Steroid ในเชื้อรา ประเทศไทยนาํ เขาสาร Triadimefon ในรปู ผลิตภัณฑ25% WP และ 20% EC ตัวอยา งช่อื การคา คือ Bayleton 25% WP ใชค วบคมุ โรคแสดํา ราสนิมในออย โรคราสนมิ ในกาแฟ ถั่วเหลอื ง และขา วสาลี โรคราแปงในเงาะ 1.3.6 กลุม Organophosphates สารในกลมุ นีอ้ อกฤทธิ์ในการควบคมุ โรคพืช และปอ งกนั ไดด ีเทา กับแบบรักษา สามารถควบคมุ โรคไหมในขา ว โรคราแปง และเช้อื ราในดินทเ่ี กิดจากเชอ้ื Rhizoctonia sp. ประเทศไทยนาํ เขา สารกลมุ น้ีไดแ ก Edifenphos Fosetyl Pyrazophos และTolclofos-methyl 1) อดี เิ ฟนฟอส (Edifenphos) เปนสารปองกนั กาํ จัดเชื้อราที่ใชฉ ดี พนทางใบเพ่ือควบคุมโรคไหมข องขาวและพืชอื่น โรคลําตนเนา และโรคใบจดุ ในขา วทเี่ กดิ จากเช้ือ Fusariumsp. สามารถใชไดท้งั แบบปอ งกนั และรกั ษา ประเทศไทยไดจดทะเบยี นสาร Edifenphos ในช่อืการคา Hinosan 50% EC ใชควบคมุ โรคไหม โรคใบจุดสีน้าํ ตาล โรคเมลด็ ดางและโรคกาบใบแหงในขา ว 2) โทโคลฟอสเมทธลิ (Tolclofos-methyl) ออกฤทธใิ์ นการควบคมุ โรคพชื ทงั้แบบปองกนั และรกั ษา ยับยงั้ การสราง Phospholipid ทําใหก ารงอกของสปอรแ ละการเจรญิ ของเสน ใยของเชือ้ ราถกู ยับย้ัง ใชควบคุมโรคในดนิ ท่เี กดิ จากเชอื้ Rhyzoctonia Corticium Sclerotium วิชา สารปอ งกนั กําจดั ศัตรูพืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
และ Typhula spp. ในพชื หลายชนดิ เชน มนั ฝร่งั ฝา ย ถั่วลิสง ผกั ธัญพชื ไมดอกไมป ระดับสามารถใชใ นรปู แบบตา ง ๆ เชน คลกุ เมลด็ ราดดิน ฉดี พนทางใบหรอื คลกุ ดนิ 3) ไพราโซฟอส (Pyrazophos) ออกฤทธค์ิ วบคมุ โรคไดท ง้ั แบบปองกนั และรักษา สามารถดูดซึมผา นทางใบและยอดและเคลอ่ื นยายในตน พืชได ใชควบคมุ โรคราแปงในพืชหลายชนดิ นอกจากนค้ี วบคมุ โรคทเ่ี กิดจากเช้อื Helminthosporium spp.ในธัญพืช ประเทศไทยจดทะเบยี นสารชนิดนีใ้ นชื่อการคา Afugan 30% EC ใชป องกนั โรคราแปงในไมผล ผกั ไมดอกไมประดบั ยาสูบ 1.3.7 กลมุ Phenylamide และสารปองกนั กําจัดเชื้อราอนื่ ๆ ทคี่ วบคมุ เชอื้ รากลมุOomycetes สารกลมุ นมี้ คี ณุ สมบตั ทิ ่เี ฉพาะเจาะจงโดยควบคุมเชื้อรากลุม Oomycetes เชอื้ ราท่ีเปน สาเหตโุ รคพชื ที่สาํ คญั ในกลมุ นไ้ี ดแก เชอ้ื Peronospora Plasmopara และ Phytophthoraสารกลมุ น้ีไดแก 1) กลมุ Phenylamides ไดแ ก Benalaxyl Metalaxyl Cyprofuram OfuraceFuralaxyl และ Oxadixyl สําหรับ Dichlofluanid และ Tolylfluanid อยูในกลุม Phenylsulfamide 2) สารกลมุ อ่ืน รวมทงั้ Carbamates ไดแ ก Cymoxanil PropamocarbFosetyl Prothiocarb และ Hymexazol ประเทศไทยมกี ารนาํ เขา สารกลุมนหี้ ลายชนิด เชนBenalaxyl Metalaxyl Ofurace Fosetyl Propamocarb Hymexazol เบนาแลก ซลิ (Benalaxyl) เปน สารชนิดดดู ซมึ โดยผานทางราก ลาํ ตน และใบ แลวเคล่ือนยา ยไปยงั ทุกสว นของพืชได มกี ารออกฤทธ์ิแบบปอ งกนั และรกั ษา ยับยัง้ การงอกของสปอรและการเจรญิ ของเสนใยของเชือ้ รา และยบั ยง้ั การสรางสว นสืบพนั ธุ (Conidiophore)ของเชอื้ รา ใชค วบคมุ เชื้อรากลุม Oomycetes โดยเฉพาะเชือ้ ราพวก Bremia PeronosporaceaePhytophthora Plasmopara Pseudoperonospora Sclerospora และ Phythium spp. ออฟูเรส (Ofurace) เปน สารที่ออกฤทธโิ์ ดยปอ งกนั และรกั ษาสามารถดูดซมึผานทางใบและรากพชื และเคลอ่ื นยายในตนพชื ได ยับยงั้ การงอกของสปอรแ ละการสรา งเสนใยของเชอื้ รา ใชควบคมุ เช้ือรากลมุ Phycomycetes โดยเฉพาะอยา งยง่ิ โรคราน้ําคางในพชื หลายชนดิประเทศไทยจดทะเบียนสาร Ofurace ในรปู ผลติ ภัณฑ 50% WP มีชอ่ื การคา Ofurace ใชค วบคมุโรครานํา้ คา งในแตงกวา ขา วโพด คะนา องนุ และโรคไหมในมนั ฝรงั่ โฟซีธลิ -อลมู ีเนย่ี ม (Fosetyl-aluminium) เปนสารกลมุ ออรก าโนฟอสเฟสมคี ุณสมบัตดิ ูดซมึ ผานใบและราก และเคลื่อนยายในตน พชื ได มผี ลยับยงั้ การงอกของสปอร และการเจริญของเสน ใยของเช้อื รา ใชควบคุมเช้อื ราในกลุม Phycomycetes เชน Phytophthora วิชา สารปองกนั กาํ จดั ศตั รพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
Plasmopara และ Bremia spp. ในพชื หลายชนดิ ประเทศไทยไดจ ดทะเบยี นสารชนิดน้ใี นช่อืการคา Aliette ใชค วบคุมโรครากเนา ในทุเรยี น สม โรครานาํ้ คางในองนุ โรคเสนดําในยางพาราโรคเนาดําในกลว ยไม โรคยอดเนา ในสบั ปะรด ไฮมซี าโซล (Hymexazol) เปน สารชนดิ ดดู ซมึ ทส่ี ามารถใชค วบคมุ เช้ือราในดินหลายชนิด เชน Fusarium Aphanomyces Pythium Corticium และ Typhula spp. สามารถใชคลุกเมลด็ ราดดินหรือคลกุ ดนิ โพรพาโมคารบ (Propamocarb) เปน สารชนดิ ดดู ซมึ ผา นทางราก และเคลื่อนยา ยภายในลําตน พชื มคี ุณสมบัตใิ นการปอ งกนั โรคพชื ควบคมุ เชือ้ รากลุม Phycomycetesเชน Pythium Phytophthora Aphanomyces Bremia Peronospora และ Pseudoperonosporaspp. ใชฉ ีดพนลงดนิ คลุกเมล็ดหรอื จุมทอ นพนั ธุ ประเทศไทยจดทะเบยี นในช่อื การคา Previcur Nใชค วบคมุ เช้ือ Pythium sp. และ Phytophthora sp. ในแปลงเพาะกลา ยาสบู และมะเขือเทศ 1.3.8 กลมุ 2-Aminopyrimidines สารกลมุ น้เี ปนกลมุ ทอ่ี อกฤทธ์แิ บบดูดซึมสามารถควบคมุ โรคราแปง ไดด ี ไดแ ก สาร Bupirimate Dimethirimol และ Ethirimol 1.3.9 กลุม Quinones สารกลมุ นไี้ ดแ ก Benodanil Dichlone Mepronil Chloranilและ Flutolanil สารคลอรานิล (Chloranil) ใชคลกุ เมล็ดและใชค ลกุ ดิน ปองกนั โรคทต่ี ดิ มากบัทอ นพันธุ สารไดโคลน (Dichlone) สามารถใชฉ ดี พน ทางใบ โดยเฉพาะโรคใบจุดของไมผ ล และยงั ใชค วบคมุ สาหรายสีนํ้าเงนิ แกมเขยี ว (Blue-green algae) ในบอหรือสระนา้ํ ไดด ว ย แตเนื่องจากสารไดโคลนมแี นวโนม เปน พษิ ตอ พชื และสลายตัวในทมี่ ีอุณหภมู ิสงู จึงเสอื่ มความนยิ มลง กลไกการออกฤทธิข์ องสารในกลมุ น้ี จะไปทําปฏกิ ิรยิ ากบั กลมุ ซัลฟไฮดรลิ (Sulfhydryl) และกรดอะมโิ น(Amino acid) ตา ง ๆ ในเซลล ดังนนั้ จงึ ยบั ยง้ั กระบวนการตา ง ๆ ในเซลล 1.4 สารกลุมอนื่ ๆ มสี ารปองกนั กาํ จัดเชอ้ื ราท่สี าํ คัญหลายชนิดทไ่ี มส ามารถจดั ใหอ ยูในกลุมดังกลา วแลว เบื้องตน ตัวอยา งสารกลุมนไี้ ดแ ก Anilazine Quinomethionate FenaminosulfThiocyclam Dichlofluanid Guazatine Dazomet Chlorfentazine Etridiazole ChlorothalonilPencycuron สารกลมุ นสี้ ว นใหญมคี ุณสมบัตไิ มดดู ซึม สาร Pencycuron มีความเฉพาะเจาะจงในการควบคุมเช้อื Rhizoctonia solani โรคกาบใบแหง (Sheat blight) ในขา วไดด ี Dazomet ใชรมดินควบคุมเช้ือราในดนิ หลายชนดิ ในขณะท่ี Etridiazole และ Fenaminosulf ใชในการควบคมุ วิชา สารปอ งกนั กาํ จดั ศตั รพู ชื ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
เชื้อราในดนิ โดยเฉพาะรากลมุ Phycomycetes สาร Guazatine ใชค ลุกเมลด็ และใชควบคมุโรคผลเนา ในระยะหลงั เกบ็ เกยี่ ว 1.5 สารปฏชิ วี นะ (Antibiotics) เปน สารท่ผี ลิตไดมาจากเชื้อจุลนิ ทรยี เชือ้ แบคทเี รยี และเชอื้ ราหลายชนิด สามารถผลติ สารเคมีทส่ี ามารถฆา หรอื ยับย้ังการเจรญิ เติบโตของเชื้อแบคทเี รียและเชอ้ื ราท่เี ปนสาเหตทุ าํ ใหเ กดิ โรคในสตั วและพืชได ปจ จบุ นั มกี ารคนพบสารปฏิชวี นะหลายรอยชนดิ แตม ีเพียงไมก ี่ชนิดทถ่ี ูกพฒั นาไปใชใ นเชงิ การคา เชื้อรากลมุ Actinomycetes นบั เปน กลมุสาํ คัญในการสรา งสารปฏชิ วี นะ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ เช้อื ราใน Family Streptomycetaceae หลายชนิดทส่ี รา งสารปฏชิ ีวนะได เชน Streptomyces griseus ผลติ สาร Streptomycin และ Cycloheximide ใชปอ งกนั โรคทเ่ี กิดจากแบคทีเรียในไมผล ยาสูบ ขาวโพด และไมดอกไมป ระดับ อยางไรกต็ ามการใชส ารดังกลาวมขี อจาํ กดั เน่ืองจากความเปน พิษ S. avermitilus สรา งสาร Abamectin ซ่ึงมีคณุ สมบตั ใิ นการควบคมุ แมลงศัตรูพชืหลายชนดิ รวมท้งั ไร และไสเ ดือนฝอย S. griseochromogenes สรา งสาร Blasticidin-S สามารถควบคมุ โรคไหมใ นขา ว S. ksugaenis สรา งสาร Kasugamycin ใชค วบคมุ เชอ้ื ราและแบคทีเรีย เชน เชอื้ ราPyricularia oryzae และเชอ้ื แบคทเี รยี Pseudomonas spp. นอกจากนี้สามารถควบคมุ โรคแอนแทรคโนส โรคใบจดุ ที่เกดิ จากเช้อื รา Cercospora spp. S. cacaoi สรา งสาร Polyoxins สามารถควบคมุ เชอ้ื ราหลายชนดิ เชน เช้อื Alternariaspp. ราแปง รานาํ้ คา ง หากเปน Polyoxin B และ Polyoxin D สามารถควบคุมโรคกาบใบแหง ในขาว โรคแคงเคอรในแอปเปล เปน ตน สารปฏิชวี นะทก่ี ลา วมาขางตน ทงั้ หมด มกี ารนาํ เขา มาจาํ หนา ยในประเทศไทยในปจจบุ นั ยกเวน สาร Cycloheximide ไดประกาศหา มใชในประเทศไทย เมื่อเดอื นมถิ ุนายน 2543เนอ่ื งจากมพี ษิ เฉียบพลนั สงู และบางประเทศหา มใชแลว สารปฏชิ ีวนะอ่ืน ๆ เชน Penicillin Bacitracin และ Tetracycline ใชรักษาโรคทีเ่ กดิจากเชื้อแบคทเี รียในมนุษยและสัตว Tetracyclines อาจมีฤทธิใ์ นการควบคมุ โรคพชื ที่เกิดจากPhytoplasma นอกจากนี้ยงั มีสารปฏิชวี นะ Validamycin ท่สี ามารถควบคุมเช้ือราสาเหตุโรคพชืหลายชนดิ วิชา สารปองกนั กาํ จดั ศตั รพู ชื ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
กลไกการออกฤทธิ์ของสารปอ งกันกําจดั เชื้อรา (Mode of action of fungicides) ดังไดก ลาวมาแลว วา สารปอ งกนั กาํ จดั เชอื้ รามกี ลไกการออกฤทธิแ์ บบปอ งกนั และรกั ษาการออกฤทธข์ิ องสารปองกนั กําจดั เชื้อราสามารถสง ผลกระทบตอเช้อื ราไดห ลายวิธี ไดแ ก 1. ไปยบั ย้งั หรือหยดุ การสรางผนงั เซลล (Cell wall formation) ของเช้ือรา 2. ทําใหการซึมผา น (Permeability) ของผนังเซลลลดตา่ํ ลง สง ผลใหเ ซลลของเช้อื ราขาดธาตุอาหารตางๆ ได 3. สารปองกนั กําจัดเชอื้ ราบางชนดิ ไปรวมตวั กับโลหะบางชนิดทจ่ี าํ เปนตอ เช้ือรา ทาํ ใหการทาํ งานของเซลลผดิ ปกตไิ ป โดยเฉพาะอยา งย่ิงเอนไซมต างๆ ไมท ํางานหรือทํางานผดิ ปกติ 4. สารปอ งกนั กาํ จดั เช้อื ราบางชนดิ อาจไปยบั ยงั้ การหายใจ หรือการแบงตวั ของนิวเคลยี สหรือ ไปขดั ขวางการพกั ตวั (Dormancy) ของสปอรข องเชอื้ ราความสําคัญและสภาวะการใชสารปอ งกันกําจดั เชอ้ื ราในปจจบุ นั สารปองกันกําจัดเชื้อรามีสวนแบงตลาดเปนอันดับท่ี 4 รองจากสารฆาวัชพืชและ สารฆาแมลงตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบความสําคัญของสารปองกันกําจัดเชื้อราดวยกันโดยพิจารณาจากขอมูลการนาํ เขา สารในป พ.ศ. 2544 จะเห็นวา คารเ บ็นดาซิม เปนสารท่ีนําเขาเปนมูลคามากท่ีสดุ ตามตารางที่ 43ตารางที่ 43 ปริมาณนาํ เขา และมลู คา สารปอ งกันกาํ จดั เชอ้ื รา 20 อนั ดับแรกของ ประเทศไทย ป พ.ศ. 2544ลาํ ดบั ที่ ช่อื สามญั ของสาร มูลคา ปรมิ าณ 1 ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ (พนั ลา นบาท) (ตนั ) 2 3 คารเ บน็ ดาซมิ Carbendazim 144 990 4 แมนโคเซบ Mancozeb 132 1,361 โพรพเี นบ Propineb 114 641 5 โปรปโ คนาโซล + Propiconazole + 104 122 ไดฟโนโคนาโซล Difenoconazole เมตาแลกซิล Metalaxyl 100 377 วชิ า สารปอ งกนั กําจดั ศตั รพู ชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
ตารางท่ี 43 (ตอ)ลําดบั ท่ี ช่ือสามัญของสาร มลู คา ปรมิ าณ (พนั ลา น (ตัน) 6 ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ บาท) 7 1,006 8 คอปเปอร ออกซีคลอไรด Copper oxychloride 71 14 9 อะซอ็ กซ่สี โตรบนิ Azoxystrobin 60 320 10 แคพแทน Captan 44 96 11 เบโนมลิ Benomyl 39 1,093 12 ซลั เฟอร Sulfur 38 112 13 คลอโรธาโลนลิ Chlorothalonil 32 246 14 คอปเปอร ไฮดรอกไซด Copper hydroxide 31 136 15 โฟซีธิล-อะลูมเิ นียม Fosetyl aluminium 28 35 16 โพรคลอรสั Prochloraz 24 320 17 ฟอสฟอรสั แอซดิ Phosphorous acid 22 297 ซีเนบ Zineb 22 26 18 คารเบน็ ดาซมิ + Carbendazim + 20 19 อีพอกซ่ีโคนาโซล Epoxiconazole 34 20 ไอโปรไดโอน Iprodione 20 18 โปรปโ คนาโซล Propiconazole 16 9 ฟลูซลิ าโซล Flusilazole 12 ที่มา : กรมวชิ าการเกษตร, 2544หมายเหตุ เคร่อื งหมาย + หมายถงึ ผลติ ภัณฑสาํ เรจ็ รปู เปนสารผสม ปจ จบุ ันไดมกี ารผลติ สารปอ งกันกําจัดเช้ือราจากจุลินทรีย โดยเฉพาะการควบคุมโรคโคนเนาของทุเรียนท่ีเกิดจากเชื้อราไฟทอฟธอรา (Phytophthora palmivora) ซ่ึงเปนโรคที่สําคัญและทําความเสียหายทางเศรษฐกิจแกชาวสวนทุเรียนเปนอยางมาก สารตัวนี้ผลิตจากเชื้อราคีโตเม่ียมคิวเปรม สายพนั ธุ Php. (Chaetomium cupreeum strain Php) วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศัตรพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
สารปอ งกนั กําจัดเช้ือแบคทเี รยี (Bactericides) สารท่ีนํามาใชในการปองกันกําจัดโรคพืชท่ีมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียมักเปนสารที่อยูในกลุมที่เปนสารปฏิชีวนะที่มีฤทธ์ิดูดซึม และเปนสารที่ไดจากการสังเคราะหจากจุลินทรียซึ่งรูจักกันมานาน สวนใหญเปนผลผลิตที่ไดจากเช้ือจุลินทรียแอคติโนมัยซีส (Actinomycetes) และเชื้อราบางชนดิ ใชป องกนั กําจัดและรกั ษาโรคพืช นอกจากจะมีพษิ ตอเชื้อแบคทีเรียแลวยังมีพิษตอเชื้อสาเหตุโรคพืชอื่นดวย เชน เช้ือไฟโตพลาสมา ริคเคทเซีย และเชื้อราบางชนิด สามารถออกฤทธิ์กระจายทั่วตนพืช ตัวอยางสารปฏิชีวนะท่ีใชควบคุมโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย ไดแกสารสเตรปโตมยั ซนิ ( Streptomycin) สารเตตตราไซคลิน (Tetracyclin) และสารไซโคลเฮกซิมายด(Cycloheximide) ใชควบคุมโรคแคงเกอร โรคเหย่ี วเฉา โรคเนา เละ โรคใบไหม วิธีการใชสารนั้นสามารถใชจมุ หรือแชห ัว ทอนพันธุ และใชราดทางดิน สารปฏิชีวนะท่ีจําหนายเปนการคามักจะมีสารออกฤทธิ์ คือ สารสเตรปโตมัยซิน ซัลเฟต ( Streptomycin sulphate) 18.8 % และสารออกซีเตตตราซัยคลิน (Oxytetracyclin) 15.5 % สารสเตรปโตคลอร (Streptochlor) มีสารออกฤทธิ์ คือสเตรปโตมัยซนิ (Streptomycin) และคลอโรมยั ซิน (Chloromycin) เปน ตน สารปอ งกันกําจัดไสเ ดือนฝอย (Nematicides) สารปองกันกําจัดไสเดือนฝอยแตละชนิดมีคุณสมบัติไมเหมือนกัน สามารถจําแนกสารตามคุณสมบตั ิทแี่ ตกตางกนั ได ดังนี้ 1. การจําแนกตามการนําไปใช ไดดังนี้ 1.1 สารปอ งกันกําจดั ไสเ ดือนฝอยแบบใชรมดนิ (Fumigant nematicide) ไดแกสารอีดบี ี (EDB) สาร 1-3 ดี (1-3 D) สารดีดี (DD) เปนสารออกฤทธ์เิ ฉพาะเจาะจงตอ ไสเ ดอื นฝอยและแมลงในดนิ ไมมีผลตอ สง่ิ มีชวี ติ อน่ื นอกจากนี้ยงั มสี ารรมดนิ ทอ่ี อกฤทธิไ์ มเฉพาะเจาะจง เปนสารที่มีฤทธกิ์ ารทําลายกวา ง เปน พษิ กบั สง่ิ มีชีวิตทว่ั ไป ไดแก สารเอม็ ทไี อ (MTI) เมทธลิ โบรไมด(Methyl bromide) และ คลอโรพคิ รนิ (Chloropicrin) 1.2 สารปอ งกนั กําจดั ไสเ ดือนฝอยแบบไมใชร มดนิ (Non- fumigant) ไดแ กสารอลั ดิคารบ (Aldicarb) คารโ บฟรู าน (Carbofuran) ออกซามลิ (Oxamyl) เบโนมลิ (Benomyl)ไธอะเบนดาโซล (Thiabendazole) พซี ีเอน็ บี (PCNB) ซึ่งจะมผี ลตอ ไสเ ดอื นฝอยทางออม วิชา สารปองกนั กําจดั ศตั รูพชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชียงใหม
2. การจําแนกตามรปู แบบของสาร แบงเปน 2 ประเภท ดังน้ี 2.1 สารรมควัน (Fumigants) เปนสารเคมีท่ีสามารถเปล่ียนสถานะกลายเปนแกสได รูปแบบ (Formulation) ของสารรมควันอาจอยูในสถานะท่ีเปนของเหลว หลังจากใชแลวเปลี่ยนเปนไออยางรวดเรว็ สารรมควนั แบงออกเปน 2 กลมุ ดว ยกัน คือ 2.1.1 กลมุ ฮาโลจีเนตเตท ไฮโดรคารบ อน (Halogenated hydrocarbon) 2.1.2 กลมุ ไอโซไธโอไซยาเนท (Isothiocyanates) สารประเภทรมควนั มกั จะเกิดพษิ ตอ พชื (Phytotoxicity) ไดง า ย ควรใชห ลงั จากเก็บเก่ยี วพชื เสร็จแลว และกอ นจะปลกู พชื ฤดถู ดั ไป ตอ งเวน ไวห ลายอาทิตย สารรมควนั ทส่ี าํ คญัไดแก เมทธิล โบรไมด (Methyl bromide) เอทธิลนี ไดโบรไมด (Ethylene dibromide) สว นผสมของ Chloropicrin และ Methyl isocyanate Metham - sodium (Vapam) Dazomet (Basamid) 2.2 สารละลายนํ้า (Water-soluble agents) เปนสารดูดซึมอยูใ นกลมุ ออรกาโนฟอสเฟตและคารบ าเมท รปู แบบของสารอาจอยใู นรูปแบบน้ําและรปู เม็ด (Granules) ตวั อยา งสารเชน - ไดคลอเฟนธอน (Dichlofenthion) เปนกลุมออรกาโนฟอสเฟตตวั แรกทใ่ี ชเ ปนสารฆา ไสเดือนฝอย - Fensulfothion มีคุณสมบตั เิ ปนทงั้ สารฆา ไสเดอื นฝอยและสารฆาแมลง - Fenamiphos เปน สารดดู ซมึ ใชค วบคุมไสเ ดอื นฝอยในมันฝรง่ั - Triazophos ใชก าํ จดั ไดทัง้ ไร แมลงและไสเดอื นฝอย - Diamidafos Thionazin Ethoprophos Isazofos Carbofuran Aldicarb Oxamyl 3. การจาํ แนกประเภทตามองคป ระกอบทางเคมหี รือสตู รโครงสรา ง(Chemical type) สามารถแบงได 4 กลมุ ดังน้ี 3.1 กลมุ สารปฏิชีวนะ (Antibiotic nematicide) ไดแ ก สารอาบาเม็คติน (Abamectin) 3.2 กลมุ คารบ าเมท (Carbamate nematicides) ไดแก สารเบโนมลิ (Benomyl)คารโ บฟรู าน (Carbofuran) คารโบซัลแฟน (Carbosulfan) คลโี ธคารบ (Cloethocarb) อะลานคี ารบ(Alanycarb) อัลดิคารบ (Aldicarb) อลั ดอกซค่ี ารบ (Aldoxycarb) และ ออกซามิล (Oxamyl) 3.3 กลมุ ออรก าโนฟอสเฟต (Organophosphorus nematicides) ไดแ ก สารไดอะมิดาฟอส (Diamidafos) เฟนามีฟอส (Fenamiphos) ฟอสธีแทน(Fosthietan) ฟอสฟามดิ อน วชิ า สารปอ งกนั กําจดั ศัตรพู ชื ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
(Phosphamidon) Cadusafos Chlorpyrifos Dichlofenthion Dimethoate EthoprophosFensulfothion Fosthiazate Heterophos Isamidofos Isazofos Mecarphon PhoratePhosphocarb Terbufos Thionazin Triazophos 3.4 กลมุ อน่ื ๆ ไดแก Acetoprole Chloropicrin Dazomet DBCP DCIP Metam1,2-Dichloropropane 1,3-Dichloropropene Methyl bromide Methyl isothiocyanateXylenols การออกฤทธิ์ของสารฆาไสเดือนฝอยแบบรมควันนั้นสารจะแทรกซึมผานเขาทางผนังลําตัว (Body wall) ไปอยูในชองวางของลําตัว (Body cavity) และเขาไปออกฤทธ์ิที่ระบบประสาทเอนไซม และระบบการหายใจ โดยท่ัวไปความเขมขนของสารรมควันในลําตัวไสเดือนฝอยกับความเขมขนในสารละลายดินจะถึงจุดสมดุลภายใน 30 นาที ถึง 4 ชั่วโมง สวนการออกฤทธ์ิของสารท่ีละลายนํ้าจะเขาทางผนังลําตัวเชนกัน แตสวนใหญจะออกฤทธิ์ที่ระบบประสาท และอาจกลาวไดวาสารในกลมุ นอ้ี อกฤทธิใ์ นการฆาแมลงไดดีกวา ฆาไสเ ดือนฝอย โดยอาจทาํ ใหไสเดือนฝอยมีอาการมึนเมา (Narcotic) และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมากกวาการฆา เชนการเคลื่อนไหวชาลงการสืบพันธุผิดปกติ การกินอาหารและเขาทําลายพืชลดลง เปนตน อยางไรก็ตามหากใชสารท่ีความเขมขน สงู กท็ ําใหต ายได การออกฤทธิ์ของสารฆาไสเดือนฝอยชนิดดูดซึม (Systemic) ออกฤทธิ์ไดโดยสารสามารถดดู ซมึ สรู าก หรอื ใบพืช เชน สาร Temik Furadan โดยท่วั ไปออกฤทธ์ิโดยการยับย้ังการกิน(Feeding inhibition) มากกวาการฆา ไสเ ดอื นฝอยวธิ ีการใชสารเคมปี องกันกาํ จัดโรคพชื 1. วิธีคลุกเมล็ด(Seed treatment) ใชในการปองกันกําจัดโรคพืชท่ีติดมากับเมล็ดพันธุและปอ งกนั ไมใหเ ชื้อจากดินทาํ ลายเมล็ดขณะที่งอก สารเคมีท่ีใชคลุกเมล็ด ไดแก แคพแทน ไธแรมและ สารประกอบปรอท วิธีการคลกุ เมล็ดแบง เปน 2 แบบ คอื 1.1 การคลกุ แบบแหง (Dry dressing) สารเคมีทีใชอ ยูในรูปผงนําไปคลกุ เมลด็ ไดเลยเชน สารแคพแทน ซเี นบ และไธแรม การคลกุ เมล็ดแบบนคี้ วรคลกุ ในภาชนะที่ปด มิดชิด เขยาเมล็ดกบั สารคลกุ กนั ใหท ่ัว 1.2 การคลุกแบบเปยก (Wet dressing) สารเคมที ีใ่ ชค ลกุ เมลด็ ไดแ ก สารเมอควิ ริคคลอไรด (Mercuric chloride) หรือสารเมอคิวรัส คลอไรด (Mercurous chloride) โดยนําสารเคมีผสมน้ํา นําเมล็ดมาหอดวยผาเน้ือบาง แชเมล็ดท่ีหอผาไวในสารละลายนาน 15–20 นาที จากนั้นนาํ ไปลา งน้าํ ใหส ะอาด ผง่ึ ใหแ หง วชิ า สารปองกนั กาํ จดั ศัตรพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม
2. วธิ ีการใชส ารทางดิน (Soil treatment) ใชในการปองกนั กําจัดเชือ้ สาเหตทุ ี่อยใู นดินปอ งกนั ไมใ หเ ชอ้ื จากดินเขาทาํ ลายเมล็ด รากพชื มีวธิ กี ารปฏิบัตไิ ด 2 วิธี คอื 2.1 การราดดวยสารเคมี วธิ นี อี้ าจจะทาํ หลังจากหวานเมล็ดพืชปลกู หรอื ขณะทเี่ กิดโรคทางดินระบาดในแปลงปลกู พชื โดยการนาํ สารเคมีมาเจือจางดวยนํ้าแลวเทราดลงบนดิน หรืออาจใชเ คร่อื งฉีดพนสารเคมีลงบนดนิ กไ็ ด 2.2 การอบดินกอ นการปลกู พชื เพื่อฆา เชอื้ โรค นิยมใชกับแปลงเพาะกลา เชน แปลงเพาะกลายาสบู และผกั กอนการอบดนิ ตอ งมกี ารเตรียมแปลงใหไดข นาด ทุบดนิ ใหล ะเอยี ด เพอื่ทําใหสารเคมที อี่ ยใู นรปู แกส สามารถแทรกซึมเขา ไปในชองวา งระหวา งเม็ดดนิ ไดท ว่ั ถงึ เมื่อเตรยี มดินแลวใชผาพลาสตกิ คลุมแปลง นาํ สารเมทธิล โบรไมด (Methyl bromide) ซง่ึ ใชฆ า เชือ้ ในดนิมาอบดินนาน 24 ช่ัวโมง หลังจากนั้นจึงเอาพลาสติกคลุมออก ท้ิงไวอีก 24 ช่ัวโมง เพื่อใหแกสพิษระเหยออกจะไดไ มเ ปนอนั ตรายตอเมลด็ พืชท่ีจะเพาะ 3. วิธีการฉีดพน (Spray treatment) อาจใชวิธีการฉีดแบบผงแหง (Dust) หรือการพนน้ํา (Sprayer) กไ็ ด แตค วรใหสารเคมกี ระจายทั้งดานบนและดานลางของใบพืช เน่ืองจากเชื้อโรคบางชนิดเจริญเตบิ โตไดดีบริเวณดา นลา งของพชื 4. วิธกี ารปายหรอื ทา เฉพาะบรเิ วณท่ีเปน โรค นิยมใชสารเคมปี ายหรอื ทาบรเิ วณรอยแผลภายหลงั การตัดแตง พืช เพอื่ ปอ งกันการแพรกระจายของโรคหลกั การใชส ารเคมปี องกนั กาํ จัดโรคพืชใหเ กดิ ประสิทธภิ าพ 1. การวินิจฉัยอาการของโรคพชื ที่พบ เพ่อื หาเชือ้ ที่เปน สาเหตุของการเกดิ โรค ควรทําการวนิ ิจฉัยโรคพชื ระยะเร่ิมตน เพ่ือท่จี ะเลอื กใชสารเคมีไดถ ูกตอ งกอ นทีจ่ ะเกิดโรคพืชหลายชนิดปะปนกนั เนอ่ื งจากการออ นแอของพชื 2. ควรเลือกชนดิ ของสารเคมีใหเ หมาะสมกับเช้อื ทีเ่ ปนสาเหตุของโรคพชื เชน การกาํ จัดและ รกั ษาอาการของโรคพชื ทเี่ กิดจากเชอ้ื แบคทีเรยี ไฟโตพลาสมา รคิ เคทเซยี ควรเลือกใชส ารปฏิชวี นะ หรือการกาํ จัดและรักษาอาการของโรครากเนา โคนเนา โรคเห่ยี วเฉาท่ีเกดิ จากเช้อื รากค็ วรควรเลอื กใชส ารกาํ จดั เชือ้ ราท่มี ฤี ทธิด์ ดู ซึม เชน คารเ บน็ ดาซิม หรอื เบนเลท เปนตน 3. ควรเลือกใชสารเคมีปองกนั กอ นท่ีโรคจะเขาทําลายพืช หรอื กอนระบาด หรอื ใชในระยะเร่มิ แรกของโรค เนอ่ื งจากโรคพชื บางชนดิ เชน โรครานํ้าคางของขาวโพดหากปรากฏอาการใหเหน็แสดงวาสปอรของเช้อื ไดแพรกระจายไปทัว่ แลว วชิ า สารปอ งกนั กําจดั ศตั รพู ืช ( 3502-2004 ) โดย ครูสธุ า ทองขาว วทิ ยาลยั เกษตรและเทคโนโลยเี ชยี งใหม
4. การผสมสารเคมีมากกวา 1 ชนิด เพ่ือสะดวกในการฉดี พน ควรพจิ ารณาใหรอบคอบถึงคณุ สมบตั ขิ องสารเคมที ี่ใชผสมกัน และ คณุ สมบัตกิ ารเขา กนั ไดของสาร (Compatability) เชนการผสมสารเคมปี องกนั กาํ จดั เชอื้ รามากกวา 2 ชนิดดว ยกนั หรอื การผสมสารเคมปี อ งกนั กาํ จัดแมลงกบั สารเคมีปองกนั กําจัดโรคพืช หรอื การผสมสารเคมีปองกนั กาํ จัดแมลงกบั สารเคมีปอ งกนักําจดั โรคพชื กบั สารควบคุมการเจริญเติบโต 5. เลอื กวธิ ีการใชสารเคมีใหเ หมาะสมกับการแพรก ระจาย และแหลงกาํ เนิดของเชอื้ สาเหตุทท่ี ําใหเ กดิ โรคพชื เชน โรคพืชทีแ่ พรก ระจายทางดนิ และมีแหลง กําเนดิ ในดิน (Soil born) ควรเลือกใชส ารทางดนิ เปน ตน 6. การปองกนั การดื้อยาของโรคพืช ทําไดโ ดยไมใ ชส ารเคมชี นิดเดียวกนั ติดตอเปน เวลานาน ควรใชสารเคมหี ลายชนิดสลบั กัน 7. สภาพแวดลอ มขณะใชส ารเคมี หรอื ภายหลงั จากการใชสารเคมี จะมผี ลตอการเกาะตดิของสารบนพชื และการดดู ซมึ ของสารเขา ไปในพชื ควรเลอื กใชสารในขณะทส่ี ภาพแวดลอมของอุณหภมู ิ แสงแดด ความชน้ื และลม เหมาะสมตอ การกระจายของละอองสารเคมจี ะทาํ ใหส ารเกาะตดิ บนพชื และดูดซมึ เขา ไปในพชื ไดด ี 8. สภาพของดินและการเตรยี มดินในการใชส ารอบดิน ควรเตรยี มดนิ ใหละเอยี ดเพอื่ ใหแกส แทรกซึมไดท่วั ถงึ 9. สภาพสรีระของพืช พืชบางชนิดมีขผ้ี ึง้ (Wax) บนใบหรอื ลําตนมากจงึ ควรใชส ารชวยเพิม่ ประสทิ ธภิ าพ (Adjuvant) เชน สารจบั ใบผสมนาํ้ เพื่อทาํ ใหสารเคมีเกาะติดพชื ไดด ขี ้นึ วิชา สารปองกนั กําจดั ศัตรูพืช ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
บรรณานุกรมกรมวชิ าการเกษตร. 2544. สถิติการนาํ เขา วตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตร พ.ศ. 2544. ดานตรวจพืชและวสั ดุการเกษตรทาเรอื กรงุ เทพฯ. กองควบคมุ พชื และวสั ดกุ ารเกษตร กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. กรงุ เทพฯ.ชนวน รตั นวราหะ. 2537. การขนึ้ ทะเบยี นวตั ถุมพี ษิ ทางการเกษตรในประเทศไทย. กองควบคมุ พชื และวสั ดุการเกษตร กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. กรุงเทพฯ. 912 หนา .ธรรมศกั ด์ิ สมมาตย. 2543. สารเคมีปอ งกันกาํ จดั โรคพชื ภาควิชาโรคพชื คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร บางเขน. 371 หนา .บุญสง หุตงั คบดี. 2540. สถติ ิการนาํ เขาวตั ถุอันตรายทางการเกษตร พ.ศ. 2540. ดานตรวจพืชและวสั ดุการเกษตรทาเรอื กรุงเทพฯ กองควบคุมพชื และวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. กรุงเทพฯ. 19 หนา .มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. 2541. เอกสารการสอนชุดวิชาการจดั การศตั รพู ชื (Pest management). พิมพคร้ังท่ี 2. นนทบรุ ี : โรงพมิ พม หาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช. 394 หนา . เว็บไซทอา งอิงอรญั งามผอ งใส. 2546. สารพิษในการควบคุมศตั รพู ืช. [ระบบออนไลน] . แหลงท่มี า http://www. classroom.psu.ac.th/users/naran/536-412/Content/ (2 เมษายน 2546).กรมวิชาการเกษตร. 2546. หลกั การใชส ารเคมปี อ งกนั กําจดั โรคพืช. [ระบบออนไลน] . แหลง ทม่ี า http://www.doa.go.th (11 มิถนุ ายน 2546). วชิ า สารปอ งกนั กาํ จดั ศัตรูพืช ( 3502-2004 ) โดย ครสู ธุ า ทองขาว วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีเชยี งใหม
Search
Read the Text Version
- 1 - 26
Pages: