หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน 椄 ¤ÁÈ¡Ö ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ ป.๔ ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม หน้าท่พี ลเมอื ง วัฒนธรรม และการด�าเนนิ ชวี ิตในสังคม เศรษฐศาสตร์ และภมู ศิ าสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๔ µÒÁÁҵðҹ¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙáÅеÑǪéÇÕ Ñ´ ÊÒÃÐÀÙÁÔÈÒʵà (©ººÑ »ÃºÑ »Ã§Ø ¾.È. òõöð) ¡Å‹ÁØ ÊÒÃСÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒÊ§Ñ ¤ÁÈÖ¡ÉÒ ÈÒÊ¹Ò áÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ µÒÁËÅ¡Ñ ÊÙµÃ᡹¡ÅÒ§¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ¢éѹ¾é×¹°Ò¹ ¾Ø·¸ÈÑ¡ÃÒª òõõñ ¼ŒÙàÃÕºàÃÕ§ ¼µŒÙ ÃǨ ºÃóҸԡÒà นางสาววริ ยิ ะ บุญยะนวิ าสน์ นางอมราภรณ์ คงสา� ราญ นายสมเกียรติ ภู่ระหงษ์ นางสพุ น ทิมอ�่า นายวัลลภ เลิศศรี นางศรสี ุวรรณ บุญขา่ ย นางสาวกนกพร กระบวนศรี นางสาวเยาวลกั ษณ์ อกั ษร ผศ. ดร. ณฐั พร ยวงเงิน สงวนลขิ สิทธติ์ ามพระราชบญั ญัติ ปทีพ่ มิ พ ๒๕๖๑ พมิ พครัง้ ที่ ๑ จํานวนพิมพ ๑๕,๐๐๐ เลม ISBN : 978-616-203-744-3 รหสั สนิ คา ๑๔๑๓๐๑๘
คำ� นำ� คำ� ชแ้ี จงในกำรใชส อ่ื ดว้ ยทางกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดด้ า� เนินการปรบั ปรงุ มาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ชว้ี ัด เปำ หมำยกำรเรยี นรู กจิ กรรมนำ� สกู ำรเรยี น กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม เฉพาะสาระภมู ศิ าสตร์ ทงั้ นเี้ พอ่ื ใหส้ อด ก�าหนดระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียน น�าเข้าสู่บทเรียนโดยใช้กระตุ้น รบั กบั การเปลย่ี นแปลงดา้ นตา่ ง ๆ พฒั นาและเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพของคนในชาติใหม้ ขี ดี ความ เม่ือเรียนจบหนว่ ย ความสนใจและวัดประเมินผล สามารถในการแข่งขันของประเทศ ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ กอ่ นเรียน และมาตรฐานระดบั สากล สอดคลอ้ งกบั โลกในศตวรรษท่ี ๒๑ ผเู้ รยี นมศี กั ยภาพในการแขง่ ขนั ñหนว ยการเรยี นรทู ี่ ÈÒʹÒáÅÐËÅÑ¡¸ÃÃÁ และการดา� รงชวี ิตอยา่ งสร้างสรรค์ในประชาคมโลก ตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง óกจิ กรรมนาํ สูการเรียสนงิ่ แวดลอ มในจงั หวัด บทที่ หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ศาสนา ศีลธรรม ๑ เ ปเ ๑ ม ๒ า. อ่ื๓ . หอ เเ๔ . ส รป ธป ม เ๕. รยีปิบ น็ห ร( ปุแา๖ .มนรโาะ ศน็ ต อสพ.ชยะว๗ย ฐ ชจ ูน คา(วว๘ด ตั.ืน่คเทุ .มก มุ๑ม ใบย๙ณุหาัต ทง ศิ.นวช๑สปธฐ ๐ทช์รทเา.หคิส็นาอตี่คา ปม ปพ๑.ฏ(ว.น รว อี่กามส๑มนคธ น่าขมน็.รก๓รสบิาวตมภ า�เดิบแส.ณุฐ(ว ะอน่ะาจช๑ม รปก ัตหมากีม.าปิวา�ลาพย๑รงบัใิต คา ยี มเฏติทนฐคตัยา�นะศรทรสคป.นชุทตใถา่.๑นหหปบินญัราปิตด่ตีจพา า�า.าแิไ อื้ธ�ยย๔ ๑ตสฏลตันสั้ง นขรครดดผขรรลศตป(าคแะ าพกั.นติ/ดวบิอนะอ้กมเอปู้้๑ะูา๓าท.๑วมวตราพศนา๔งไพัตยสับ สมงฐ ตัา.)ขรยมดีท่บหศเาใ๒ปทุา่วพิต./นถรมทรศิ นอ๕ะส้ถนดารี่ตงลดะ.นธ า่อือืสรสา่กี๔จงสรนสศกูขี)รกันปมจ ศะตงต ส�าคล�านตัมา/าตหอา�พธ.๑นเะนา๘าาคดหว๔ธุ สลนิกอ้รางรมหส.มมุทบัตพาัญาร)๑นนา่ร/นตือชตงน๒คมขีรแถทธแ์นม ร ด พ นกฉนราม(ศแอบอืปเผวอ้)ีก่แข ัยมาว่เป ันธิ จลางา .เ่บม(อ�าล รอ( ๔ฐ ียมมน็(ทสศนมะมหหปพงะอทมพง.ศ/นตฐศา์ ทถม ฐนรรศยฏ๔ัง้ัฒฐธิ(ส.สบาตาา.ืองึคู้ีส มบ่าดา.่ี บิ ีก) สนหส คุปสานหงสสว่วฐ อ๑รสัตน นาร คการน(น า.ลรก.ม ติ๑มอ อืกิะจกิ๑๒าลมมรกัา๑สแีสาก่ืน.ศฐรติชชใ.ว่ท ๑ธแ.ส ๑นมนตด.า๒ๆาตปนมน ๑ร ี่ตลศ วาไสทิา�คส า.ป รตใท.ปนะต๔ปมเธโ๑นนปมรีเ่ ม.ัวนวดี่ด.รปนร๔ฏ๑อ/ าา๔.กแอขนั๓ยสิน๔รตีป็นับท.บร/บิาน/ยอ๑มส๖สิก)าช/๑.ถพถรี่ตคตัว๑๔่างา� มงั)ข วีบ)อืนรตงทปิื้นศใหคเ)/ิตาทนขัว�าต๗ นอ.า่าฐัญรแแ๔เกี่ร กปาสง)าอืพับไลโุงลทา�ม/าข นนรป๒รถะ่ือหะราทงอาขักหนือขกด)งนเทง่ีกอษรลใอ้ศา้��าศดนา�ีต่ยีงรกัาเคาาหนสนนฐอศสธดิสมนานิย นารนจนนแสราดรู่ชบัาาามลธ่วะนตีวกถมิะิตสาือกมถันาทนี่ á¹Ç¤Ô´ÊíÒ¤ÑÞ Ê§‹ Ê¢¼ÍèÔ§Åá§µàǼ¾‹Í´ÙŒ¤¡×Íè Ź¹ÒŒÍÍÃÁæ´ÂãÓ‹Ò¤¹à§´Ô¹ÀäǹÒÃÔ ‹Ò¾ªÕǹµÔ Õé จริยธรรม หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด�าเนินชีวิตในสังคม เศรษฐศาสตร์ 19๖·¡¢¡Ø ¡Òͨ¤ÃàÒ§à§Ñ¡Ã¹¨Ê´¤ËáÔ´àÑ´ã‹§»Õ¹Ǽ¹¡¼¡ÇÅ´Ñ㹨ÒŹ¡ÒÂÕè´ÃÀ§Ñ õѹ¨¹ŒÇàËÁÙʻѧ‹ÍáÂÇ»ÔÔè˧š¡»Ñ´ÃáÇÕèÂÒÒÅдÑÇÃù§à´´·´ÊáÅíÒíÒȧÔè»ààáŒÍ¹¹ÅÀÇÁ¹¹Ô§ÔÁٴ㢪ªÍÔŹÍÕÇÕÇÒÍŒ¨§ÔÔµµ¡ÁѧÅÒ¢¢ÊËÑ¡ÈÍͧ‹ Çɧ§¼áÑ´¤¤³ÅʹµÐÐàãã·Í‹·»¹¹¡ÃÒš¹¨¨¾ÒѧѧÑ˧áÂËË´¹ÒÒÇÇÒíŒҡѴѴà·À¹ÃÊḹÕèÒ¢Ô ‹§Åþͪ¼ÃÐÇÕ§¢ÅÁ¢µÔÍ㳪§ËÒеŒ Ô และภูมิศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ตามมาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ชวี้ ัด สาระภูมศิ าสตร์ มำตรฐำนตวั ชว้ี ดั แนวคดิ สำ� คญั (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แก่นความรู้ที่เป็นความ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เล่มน้ี จัดท�าขึ้นโดย เขา้ ใจคงทนตดิ ตวั ผเู้ รยี น มีการปรับปรุงสาระภูมิศาสตร์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เก่ียวกับลักษณะทางกายภาพของสิ่งท่ี อยู่ใกล้ตัวออกไป สามารถปรับตัวเท่าทันกับการเปล่ียนแปลง และมีส่วนร่วมในการดูแล ระบตุ วั ชว้ี ดั ทกี่ า� หนดไวใ้ นแตล่ ะหนว่ ย กจิ กรรมพฒั นำกำรเรยี นรู ส่งิ แวดล้อมรอบตัว ซึง่ แตล่ ะเร่ืองจะใหท้ ัง้ องค์ความรู้ตามสาระการเรียนรู้ ปูพืน้ ฐานและช่วย พัฒนาความสามารถทางภูมิศาสตร์ ทักษะทางภูมิศาสตร์ และกระบวนการทางภูมิศาสตร์ เนอื้ หำ ให้ผู้เรียนฝกปฏิบัติเพ่ือพัฒนา เพอ่ื ทา� ใหผ้ เู้ รยี นสามารถรเู้ รอ่ื งภมู ศิ าสตร์(Geo-Literacy) ตลอดจนมคี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ความรู้และทักษะประจา� หน่วย และมีทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ครบตามหลักสูตรแกนกลางฯ ’๕๑ ก๑ิจ .ก ๒รแร.ต ม บโ า พสดขง่ัฒมบืย๑ก อ้๒นส คจ๓)ลาม )า�ดักน้ )่มุ ปูลาน ทปขร รพตวเอ้ร�ารสะานียระลมวบืนมะขวงตัรลูคคหทู้ัตอใิศเ้น ี่นมัิศวักง๓าขสภตขาย่ีส้อมสน้อีรวนม์สดกดุทเาอ�าาบูลัขอ่กี งคขเศอสิ�า กญัอหงาลพ่ียงกสาขนรวศนลมอ้อดกามุ่างมใบัสอหศ ทนปสแิ า้ าั้งรลแลสวอะา้วลนาวสิมนะาดตัลนจ�าอภิขาาเ�าสิ สมาอกเลพสนงแาพนอหหมอผรรละผอืลง่ เเตลงยรางดิซยี นาภ ูนนหแารหนพลตู้ น้วา้า่ปสชา้งรๆชรนั้ะุป ้ันก แขอ ลอ้บว้ ม บูลนั ทกึ น�าเสนอโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ๑. ๒แ.ข ผบแอ๓หล่งบงกง.วัศ ่งาขลแกานนอุ้่มบสแลทหับ นลงุ่่มกี่นถกะริก กา�ือมา้ก่ลวชหาช ปมีมุ่ลรนนจนั้รุ่มก เดัเดกะร พัลนโใทียลยหะแรนมุ่�า ช ้าส๕แเรลนะปดล้เู ะอต์กน็คว้ง อ่ะ๕่ยีบครนไชวาน-ัว รวี๖ยกราท ติว่ งบัมกแึคปมาปคผลนนรกริดล้ะว นัะชจกเบแวหอาว่�าลันกตัวรยภ็นะทนอัิศกิปวนิจภขึกานั่าร�ากสอปิข าศเรดงสร้อยศกึ เารานแรมาษยขมาอสสูลแาหอผรดน คลงรวลงาะน้แอศื คนงเบลคไาปาวาม�สยะวนา็เน่ผา้สนอมเหศเนพลากดคนูนมัดอรย่ีดิ า้ยาผกีควเชะ์รลัวหนกเัน้วงหานน็บั ามมต�เาศนจกสใุเาหดิสต�ายี่ สนคนใวนจา้ัญกอชาับทนั้ ต่ี น นอกจากน้ี ทางคณะผู้จัดท�ายังได้มีการปรับปรุงสาระการเรียนรู้อ่ืน ๆ ภายในเล่ม เหมาะสมกับการเรยี นการสอน กจิ กรรมรวบยอด ให้มีข้อมูลที่ทันสมัย สอดคล้องตามกรอบของหลักสูตรทุกประการ ส่งเสริมกระบวนการคิด ให้ผู้เรียนฝกปฏิบัติเพื่อ การสบื เสาะหาความรู้ การแก้ปญั หา ความสามารถในการสื่อสาร การตดั สนิ ใจ การน�าไปใช้ ªÒ½›˜§·ÐàÅáÅÐËÁÙ‹à¡ÒÐ แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ ในชวี ติ รวมทง้ั สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมคี า่ นยิ มทด่ี งี าม พฒั นาตนเองอยเู่ สมอ และรจู้ กั การบ�าเพญ็ 12 รวบยอด และประเมินผล ประโยชน์ต่อสงั คมและส่วนรวม ปมรีทะกรัอพเบยหอาตากุผชรลีพสปัตพรว้ืะนนมท้ํางี่ทท่ี่ีมอุดีลัมกษสมณบะูทรณาง กสางยผภลาใพหเปผูนคชนาทย่ีอฝางศทัยะอเยลูแในลบะหริเมวูเณกานะี้ คณะผจู้ ดั ท�าจึงหวงั เปน็ อย่างยิง่ วา่ หนังสอื เรยี น สังคมศกึ ษาฯ ป.๔ เลม่ นี้ จะเป็น ๒๐๓๒๒..กจ๑ใาปดั•ห.ร•ฏ•แศแแลิบลสึกตบลักตักัดษลกังษิกษงะกาษณผจิกณลรณลทกละุมะเูทงระ้ังมุรทเารทนาปบอ่ืานมงา้ีนองงทกใตงกหกกาาี่ไ๓าแใยดมายชหยภภจขกภแ ภาลานั้ลาผมูกพงาตุมพนขกพขศิอขทาอขอในารอหม่แีองศงสลแลูจงดจกึ ะตังจังตงัษวรหงัลนหปูธิาหวระี้วีกถกัดวโดัาาดัลดทรทยุมทย่มีส่มีปสจ่ีมีผบื ีผรงับีผลคะลตฉลตกน ตัวลตออขแอาอกบอทกกลากมานเรกัาลรูลมปรษคอื ารนแณมกสะาํลปนกะรเะสทารอปุ ลคะนบ่อีแักเมอยอลดษูอาะน็ ณอชาศศธพีะกึ ิบขัยษอาายมผลูไดลทแ ่ีไกด การเรียนรู้ตามมาตรฐาน สื่อการเรียนการสอนท่ีอ�านวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนให้สัมฤทธิผลตามที่หลักสูตร ตวั ชวี้ ดั ประจ�าหนว่ ย ได้กา� หนดเปา้ หมายไว้ กจิ กรรมรเู รอื่ งภมู ศิ ำสตร คณะผจู้ ัดทา� ฝกฝนทักษะ กระบวนการและความสามารถทางภูมิศาสตร์ ตามแนวทาง Geo-Literacy ผา่ นการทา� กจิ กรรมแบบ Active Learning ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ และสามารถน�าไปปรับ ใช้ไดจ้ ริงในชีวติ ประจ�าวัน
สำรบญั หนวยการเรียนรทู ี่ ๑หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ศำสนำและหลกั ธรรม ๑ ñ ÈÒʹÒáÅÐËÅÑ¡¸ÃÃÁ บทที่ ๑ ประวัตแิ ละความส�าคญั ของศาสนา ๒ ๑ เปำ หมำยกำรเรยี นรู้ประจำ� หน่วยที่ บทท่ี ๒ หลกั ธรรมของศาสนา ๑๓ บทท่ี ๓ เช่อื มน�ั ในการทา� ความดี ๒๘ เมอ่ื เรยี นจบหนว่ ยน ้� ผเู้ รยี นจะมคี วำมรคู้ วำมสำมำรถตอ่ ไปน้� บทท่ี ๔ ศาสนกิ ชนทีด่ ี ๔๕ ๑. อธิบายความส�าคัญของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถอื ในฐานะ ๒หน่วยการเรยี นรู้ท่ี หนำ ทข่ี องพลเมอื งดี ๗๑ เปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจของศาสนิกชน (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๑) บทที่ ๑ สมาชกิ ทด่ี ขี องชมุ ชน ๗๒ ๒. สรุปพุทธประวตั ติ งั้ แต่บรรลุธรรมจนถงึ ประกาศธรรม หรอื บทที่ ๒ วัฒนธรรมทอ้ งถ�ิน ๙๒ ประวัติศาสดาท่ีตนนบั ถือตามท่ีก�าหนด (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๒) บทที่ ๓ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ๑๐๑ ๓. เหน็ คุณคา่ และปฏิบตั ิตนตามแบบอยา่ งการด�าเนินชีวิตและขอ้ คิดจาก ๓หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ เรอ่ื งนำ รเู กย่ี วกบั เศรษฐศำสตร ๑๑๔ ประวัติสาวก ชาดก เร่อื งเลา่ และศาสนิกชนตัวอย่างตามทีก่ า� หนด (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๓) บทท่ี ๑ การบริโภคสินคา้ และบริการ ๑๑๕ บทที่ ๒ เศรษฐกิจพอเพยี ง ๑๒๙ ๔. แสดงความเคารพพระรตั นตรยั ปฏิบตั ิตามไตรสิกขาและหลักธรรม บทที่ ๓ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชมุ ชน ๑๓๖ โอวาท ๓ ในพระพุทธศาสนา หรอื หลักธรรมของศาสนาท่ีตนนับถือ บทท่ี ๔ เงนิ ทองของมีคา่ ๑๔๘ ตามที่กา� หนด (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๔) ๔หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ เรยี นรภู มู ศิ ำสตร ๑๕๕ ๕. ชืน่ ชมการทา� ความดขี องตนเอง บคุ คลในครอบครวั โรงเรียน และ ชุมชนตามหลกั ศาสนา พร้อมทั้งบอกแนวปฏบิ ตั ิในการด�าเนนิ ชวี ติ บทที่ ๑ การใช้แผนทีแ่ ละรูปถ่าย ๑๕๖ (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๕) บทที่ ๒ จงั หวดั ของเรา ๑๖๙ บทที่ ๓ สิง� แวดลอ้ มในจังหวัด ๑๙๖ ๖. เห็นคุณคา่ และสวดมนต์แผ่เมตตา มีสติที่เป็นพน้ื ฐานของสมาธิ ในพระพทุ ธศาสนา หรอื การพฒั นาจิตตามแนวทางของศาสนา บรรณำนกุ รม ๒๒๐ ทต่ี นนบั ถือตามท่กี �าหนด (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๖) ๗. ปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรมของศาสนาท่ตี นนับถอื เพื่อการอยูร่ ว่ มกนั เป็นชาตไิ ด้อย่างสมานฉนั ท์ (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๗) ๘. อธบิ ายประวตั ศิ าสดาของศาสนาอืน่ ๆ โดยสังเขป (มฐ. ส ๑.๑ ป.๔/๘) ๙. อภิปรายความสา� คัญ และมีสว่ นร่วมในการบ�ารงุ รักษาศาสนสถาน ของศาสนาท่ีตนนับถือ (มฐ. ส ๑.๒ ป.๔/๑) ๑๐. มมี รรยาทของความเป็นศาสนกิ ชนทีด่ ตี ามท่กี า� หนด (มฐ. ส ๑.๒ ป.๔/๒) ๑๑. ปฏิบตั ิตนในศาสนพิธี พธิ กี รรมและวันสา� คญั ทางศาสนาตามที่ ก�าหนดได้ถกู ตอ้ ง (มฐ. ส ๑.๒ ป.๔/๓)
บทที่ ๑ ควำมสำ� คัญของศำสนำ พระพทุ ธศาสนาอยเู่ คยี งคกู่ บั ชาตไิ ทยของเรามาโดยตลอด ดงั นนั้ ñประวตั แิ ละความสาํ คัญของศาสนา พระพทุ ธศาสนาจงึ มีความสา� คัญตอ่ สังคมไทย ดังนี้ ๑. เปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ กิจกรรมนาํ สกู ารเรียน พระพทุ ธศาสนา เปน็ ศาสนาทค่ี นไทยสว่ นใหญน่ บั ถอื คา� สอน ของพระพุทธศาสนาเน้นส่ังสอนให้คนเราต้องเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มคี วามเมตตากรณุ าตอ่ กนั ไมเ่ บยี ดเบยี นกนั ทา� ใหค้ นไทยมคี วามรสู้ กึ เป็นพวกเดียวกัน และมีความรักสมัครสมานสามัคคตี ่อกนั คนไทย จึงอยู่รว่ มกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสขุ ๒. เปน ศนู ยร์ วมกำรทำ� ควำมดแี ละเปน หลกั ในกำรพฒั นำจติ ใจ ค�าสอนของพระพุทธศาสนานอกจากจะสอนให้คนเราต้องมี ความเมตตากรณุ า เคารพเชอื่ ฟงั ผใู้ หญ่ ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน และใหอ้ ภยั ตอ่ กนั แลว้ ยงั สอนใหร้ จู้ กั ปฏบิ ตั ติ นเพอื่ พฒั นาจติ ใจใหเ้ กดิ ความสงบ เชน่ การสวดมนต์ การฝกึ สมาธิ เปน็ ตน้ ๓. เปน ทป่ี ระกอบศำสนพิธแี ละเปน แหล่งทำ� กจิ กรรมทำงสงั คม วัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา เช่น การทา� บญุ การทอดผา้ ปา่ กฐนิ เปน็ ตน้ ทา� ใหป้ ระชาชนได้พบปะ แนวคดิ สา� คัญ สงั สรรคก์ นั และนอกจากนี้ วดั ยงั ¨Ò¡ÀÒ¾ เป็นสถานท่ีจัดประชุมนัดหมาย ศาสนาแต่ละศาสนามีความส�าคัญใน°านะเปšน ໹š ÀÒ¾ÍÐäúŒÒ§ เพอ่ื ทา� กจิ กรรมรว่ มกนั ของคนใน เครื่องยÖดเหนยี่ วจิตใจ เปšนศÙนยรวมการท�าความด ี áÅÐà¡ÂèÕ Ç¢ŒÍ§¡ºÑ ชมุ ชน และเปนš แหลง่ ทา� กจิ กรรมทางสงั คม การศกÖ Éาประวตั ิ ▲▲ การทา� บญุ ใสบ่ าตรเปน็ การทา� ความดอี ยา่ งหนง่ึ ของศาสนา ศาสดาของแต่ละศาสนา จะท�าให้เรา ÈÒʹÒã´ มีความเข้าใจศาสนาต่าง ๆ มากข้Öน และสามารถอยÙ่ ร่วมกันไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ของพทุ ธศาสนกิ ชน 3 2
ในประเทศไทยนอกจากพระพุทธศาสนา ท่ีเป็นศูนย์รวมจิตใจ ๒ ประวัตศิ ำสดำของศำสนำต่ำง ๆ ของชาวพทุ ธแลว้ ยงั มศี าสนาอนื่ ๆ เชน่ ครสิ ตศ์ าสนา ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาสขิ เป็นตน้ ต่างกม็ หี ลกั ธรรมคา� สอน ศาสนาในประเทศไทยมีหลายศาสนา เช่น พระพุทธศาสนา ของศาสนาท่ีใชส้ อนศาสนกิ ชนของตนใหเ้ ปน็ คนดี และมศี าสนสถาน คริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม เป็นต้น ศาสนาต่าง ๆ เหล่าน้ีล้วนมี ที่เป็นเสมือนตัวแทนของศาสนาเพ่ือให้ศาสนิกชนได้เคารพศรัทธา ความส�าคัญต่อผู้ที่นับถือ ดังน้ัน เราจึงควรศึกษาเร่ืองราวประวัติ เป็นท่ียึดเหน่ียวของจิตใจ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของศาสนิกชน ความเป็นมาของศาสดาของแต่ละศาสนา ดังต่อไปนี้ ในแตล่ ะศาสนา ๑. พระพทุ ธศำสนำ ▲▲ มุสลิมจะท�าพิธีละหมาดเพื่อแสดงความเคารพ ▲▲ การปฏิบัติพิธีกรรมของคริสต์ศาสนิกชนเป็นการ พระพทุ ธศาสนา เปน็ ศาสนาทถี่ อื กา� เนดิ ขนึ้ ในประเทศอนิ เดยี ศรทั ธาตอ่ อัลเลาะห์ แสดงออกถึงความศรัทธาท่มี ีต่อพระเจ้า เม่ือประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ศาสดาของพระพุทธศาสนา กิจกรรมพัฒนาการเรยี นรู้ท่ี ๑ คือ พระพุทธเจา้ ซึง่ มีพระประวัติท่สี �าคัญ ดังนี้ ๑. หาภาพที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจของ ๑) กอ่ นออกผนวช พระพทุ ธเจา้ ทรงมพี ระนามเดมิ วา่ สทิ ธตั ถะ พุทธศาสนิกชนมาตดิ ลงในสมุด แล้วบนั ทกึ ขอ้ มูล พระองคเ์ ปน็ พระราชโอรสของพระเจา้ สทุ โธทนะกบั พระนางสริ มิ หามายา เจ้าชายสิทธตั ถะประสูตเิ ม่ือวันขน้ึ ๑๕ ค�า่ เดอื น ๖ กอ่ นพทุ ธศกั ราช ๒. แบ่งกลุ่ม ให้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า พระพุทธศำสนำเปน ๘๐ ปี เม่ือพระองค์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดาได้ ๕ วัน ศูนย์รวมจิตใจของพุทธศำสนิกชนเพรำะอะไร แล้วบันทึกข้อมูล พราหมณ์ได้ท�านายวา่ ถ้าพระโอรสอยู่ครองเมอื งจะทรงเปนพระเจา้ ลงในสมุด และผลัดกันน�าเสนอความคดิ เหน็ หนา้ ชัน้ จักรพรรดทิ ยี่ ่งิ ใหญ่ แตถ่ า้ ออกผนวช จะได้เปน ศาสดาเอกของโลก ๓. ติดภาพพิธีกรรมทางศาสนาท่ีมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทย แล้วบนั ทกึ ข้อมลู โดยจัดทา� ลงในสมุด และนา� เสนอผลงานหน้าชน้ั ▼▲ ภาพเหตกุ ารณว์ นั ขนานพระนามสทิ ธตั ถะกมุ าร 4 5
เมอื่ วยั เยาว์ พระราชกมุ ารสทิ ธัตถะทรงศกึ ษาศิลปวทิ ยา ๓) ประกำศธรรม หลังจากท่ีตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าได้ ต่าง ๆ ทกุ แขนง จากสา� นกั ครวู ิศวามติ ร เพราะผู้ที่เป็นพระราชโอรส เสด็จไปโปรดบคุ คลกลมุ่ แรก ไดแ้ ก่ ปญั จวคั คยี ์ ซงึ่ เคยปรนนบิ ตั ริ บั ใช้ ของกษัตริย์ผู้ครองนครจ�าเป็นต้องมีความรู้ความสามารถ เพ่ือท�า พระองค์ เมื่อครั้งทรงบ�าเพ็ญทุกรกิริยาท่ี อิสิปตนมฤคทายวัน หนา้ ที่เป็นผู้ครองนครองคต์ อ่ ไป ท�าให้มีพระสงฆ์สาวกองค์แรกเกิดข้ึนในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ตอ่ มาปญั จวคั คยี อ์ กี ๔ คน ขอบวชตาม พระเจา้ สทุ โธทนะ พระราชบดิ าของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะทรงมี และทุกคนก็ไดส้ า� เรจ็ เป็นพระอรหันต์ในเวลาตอ่ มา พระประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะครองตนเป็นฆราวาส เพ่ือจะได้ ครองราชสมบตั ขิ องกรงุ กบลิ พัสดท์ุ พ่ี ระองคค์ รอบครองอยู่ พระเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้ สทุ โธทนะจึงได้ให้ช่างสรา้ งปราสาท ๓ ฤดู และทรงให้อภิเษกสมรส แสดงธรรมโปรดชฎลิ (นกั บวชเกลา้ ผมและบชู าไฟ) ทงั้ ๓ คนพน่ี อ้ ง กบั พระนางพมิ พา และมพี ระโอรสหนงึ่ พระองค์ ทรงพระนามวา่ ราหลุ พรอ้ มบรวิ าร จ�านวน ๑,๐๐๐ รปู ที่ต�าบลอรุ ุเวลาเสนานิคม ซึ่งชฎิล ทัง้ ๓ คนน้ี เคยเป็นอาจารย์ของพระเจา้ พมิ พิสาร และประชาชน ต่อมาเม่ือเจ้าชายสิทธัตถะมีโอกาสเสด็จออกจากเมือง จ�านวนมากในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ต่อมาชฎิลทั้งหมดมีความ พระองคท์ อดพระเนตรเหน็ เทวทตู ทง้ั ๔ ไดแ้ ก่ คนแก่ คนเจบ็ คนตาย ศรัทธาพระพุทธเจ้าและกราบทูลขอบวชเป็นสาวกของพระพทุ ธเจา้ และสมณะ ตามลา� ดับ ทา� ให้พระองคท์ รงคดิ ได้วา่ สงิ่ ต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ลว้ นเปน็ ความทกุ ข์ พระองคม์ พี ระประสงคจ์ ะหาทางปฏบิ ตั ใิ หพ้ น้ ทกุ ข์ หลังจากท่ีพระพุทธเจ้า จงึ ได้เสด็จออกจากพระนครในกลางดกึ เพ่ือออกผนวช ทรงแสดงธรรมโปรดชฎิลแล้ว พระองค์ได้เสด็จสู่กรุงราชคฤห์ ๒) ตรสั รู้ เมอ่ื ผนวชแลว้ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะไดศ้ กึ ษากบั อาฬาร- เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารและ ดาบสกาลามโคตรกับอุททกดาบสรามบุตรอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ประชาชนในกรุงราชคฤห์ แตไ่ มส่ ามารถคน้ หาวธิ ที จี่ ะพน้ ทกุ ข์ได้ จงึ เสดจ็ จากมาและไดบ้ า� เพญ็ ทุกรกิริยาดว้ ยวธิ ีการต่าง ๆ เชน่ กัดฟนั กลน้ั ลมหายใจ อดอาหาร พระเจ้าพิมพิสารและ แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จึงทรงเลิกอดอาหาร แล้วหัน ประชาชนมคี วามเลอ่ื มใสในธรรม กลบั มาบา� เพญ็ เพยี รทางจิต และได้ตรสั รเู้ ปน็ พระสัมมาสมั พุทธเจา้ ของพระองค์และได้ประกาศตน (ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง) ในวันข้ึน ๑๕ ค่�า เดือน ๖ ก่อน ▲▲ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจา้ พมิ พสิ าร เปน็ สาวกของพระพทุ ธเจา้ พทุ ธศกั ราช ๔๕ ปี 7 6
ในเวลาต่อมาอุปติสสะและโกลิตะสาวกของท่านสัญชัย ๔) ปรินพิ พำน หลังจากท่ีพระพทุ ธเจา้ ได้ทรงเผยแผ่ศาสนา ซ่ึงเป็นผู้ที่มีปัญญามาก ได้ยินค�าสอนของพระพุทธเจ้าท่ีพระอัสสชิ เปน็ เวลา ๔๕ ปี ในระหวา่ งนพี้ ระองคม์ เี วลาพกั ผอ่ นนอ้ ย เพราะตอ้ ง กลา่ วใหฟ้ ังเพียงเล็กน้อยก็สามารถบรรลุธรรมเบ้อื งต้น จงึ เกดิ ความ ออกโปรดสาวกตงั้ แตเ่ ชา้ มดื จนดกึ ดน่ื ประกอบกบั พระองคท์ รงอาพาธ เลอ่ื มใสและพากนั ไปเขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ เพอ่ื ทลู ขอบวช เมอื่ บวชแลว้ ดงั นนั้ ในคนื วนั ขน้ึ ๑๕ คา�่ เดอื น ๓ พระองคจ์ งึ ทรงปลงอายสุ งั ขารวา่ อปุ ตสิ สะไดม้ นี ามวา่ พระสารบี ตุ ร สว่ นโกลติ ะมนี ามวา่ พระโมคคลั ลานะ ในอกี ๓ เดอื นขา้ งหน้า พระองค์จะเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ท้ังสองได้ปฏิบัติธรรมอย่างพากเพียรจนส�าเร็จเป็นพระอรหันต์และ ได้เป็นก�าลังส�าคัญในการเผยแผ่พระธรรมค�าสอนของพระพุทธเจ้า กอ่ นทพี่ ระพทุ ธเจา้ จะเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน ไดม้ นี กั บวช พระพุทธเจ้าจึงทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบ้ือง รปู หน่ึงชื่อว่า สุภัททะ มาขอเข้าเฝ้าพระองค์เพ่ือทูลถามปัญหา ซา้ ยของพระองค์ บางประการ พระพุทธเจ้าทรงส่ังสอนธรรมแก่สุภัททะจนเข้าใจ สุภัททะเกิดความเลื่อมใสและขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนาเป็นเวลา จึงนับวา่ สุภัททะเป็นภิกษุผู้บวชต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ๙ เดอื น ครนั้ เมอื่ ถงึ วนั เพญ็ เดอื น ๓ ไดม้ พี ระสงฆซ์ งึ่ เปน็ พระอรหนั ต์ เปน็ องคส์ ดุ ท้าย จ�านวน ๑,๒๕๐ องค์ เดนิ ทางมาเฝ้า กอ่ นทพี่ ระพทุ ธเจา้ จะเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน พระองค์ พระองคท์ เี่ วฬวุ นารามโดยมไิ ดน้ ดั หมาย ทรงมพี ระโอวาทเปน็ ครง้ั สดุ ทา้ ย (ปจ ฉมิ โอวาท) ทต่ี รสั สงั่ เหลา่ สาวกวา่ การประชมุ ครง้ั นพ้ี ระพทุ ธเจา้ ได้ “ดกู อนพระภกิ ษุทง้ั หลาย บดั น้ีเราขอเตือนทานทง้ั หลายวา ทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์ ซงึ่ ถอื เปน็ สงั ขารทง้ั หลายลวนมคี วามเสอ่ื มไปเปนธรรมดา ทานท้ังหลาย หลกั คา� สอนทเ่ี ปน็ หวั ใจของพระพทุ ธ- ศาสนาอย่างแท้จริง หลักค�าสอนนน้ั จงยงั กิจทง้ั ปวงใหบ รบิ รู ณดวยความไมประมาทเถดิ ” มใี จความสา� คญั ๓ ประการ คอื หลังจากน้ันพระองค์จึงได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ▲▲ พระอรหนั ต์จา� นวน ๑,๒๕๐ องค์ มารับฟงั ๑. กำรไมท่ �ำชั่วทงั้ ปวง สาลวโนทยาน ของมลั ลกษตั รยิ ์ แหง่ กรงุ กสุ นิ ารา แควน้ มลั ละ ธรรมจากพระพุทธองค์พร้อมกัน โดยมิได้ ๒. กำรท�ำควำมดใี หถ้ ึงพร้อม นัดหมาย ๓. กำรท�ำจิตใจให้ผอ่ งใสบริสุทธิ์ กิจกรรมพฒั นาการเรยี นรู้ท่ี ๒ 8 สรปุ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั พทุ ธประวตั ใิ นตอนตา่ งๆ ทกี่ า� หนดให้ แลว้ บนั ทกึ ข้อมูล พรอ้ มติดภาพประกอบ (ตอนประสตู ิ ตรัสรู้ ประกาศธรรม) 9
๒. คริสตศ์ ำสนำ ๓. ศำสนำอิสลำม ครสิ ตศ์ าสนา เปน็ ศาสนาท่ี ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาของมสุ ลมิ เป็นศาสนาทีม่ ีผู้คน เกดิ ขน้ึ มาเปน็ ระยะเวลายาวนาน นับถือมากศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีผนู้ ับถอื กระจายอย่ทู ัว่ โลก ประเทศไทย และมผี ทู้ น่ี บั ถอื ศาสนานก้ี ระจายอยู่ มีมุสลิมท่ีนับถือศาสนาอิสลามจ�านวนมากในภาคใต้ ท่ีจังหวัดสตูล ในประเทศต่าง ๆ ทวั่ โลก ยะลา ปัตตานี และนราธวิ าส ครสิ ตศ์ าสนาเปน็ ศาสนาที่ ศาสนาอสิ ลามเกดิ ข้ึนทีน่ ครเมกกะ ประเทศซาอดุ ีอาระเบยี สา� คญั ศาสนาหนง่ึ ของโลก เกดิ ขนึ้ ศาสดาของศาสนาอสิ ลาม คือ นบมี ฮุ ัมมดั พระองค์เปน็ ชาวอาหรับ ในดนิ แดนปาเลสไตน์ เมอ่ื ประมาณ ประสูตทิ ีน่ ครเมกกะ ประเทศซาอดุ ีอาระเบีย เมือ่ วนั ที่ ๒๐ เมษายน ๒,๐๐๐ กวา่ ปมี าแลว้ พ.ศ. ๑๑๑๓ เป็นบุตรคนเดียวของอับดุลลอฮ์ และอามีนะฮ์ นบมี ฮุ มั มดั ไดอ้ อกเดนิ ทางประกาศศาสนาเปน็ เวลา ๒๓ ปี พระองคจ์ งึ ศาสดาของคริสต์ศาสนา สิ้นพระชนม์เมอ่ื อายไุ ด้ ๖๓ ปี คอื พระเยซู ครสิ ตศ์ าสนามพี ระเจา้ ▲▲ พระกุมารเยซู พระบิดา และพระมารดา สงู สดุ คอื พระยะโฮวาห์ ผทู้ น่ี บั ถอื ครสิ ตศ์ าสนา เรยี กวา่ ครสิ ตศ์ าสนกิ ชน ▼▲ การละหมาดเป็นศาสนกจิ ท่ีมสุ ลมิ ต้องปฏบิ ตั ทิ ุกวนั พระเยซปู ระสตู ทิ เ่ี มอื งเบธเลเฮม ในกรุงเยรูซาเลม ประเทศ 11 อสิ ราเอล ดนิ แดนปาเลสไตน์ เม่ือวนั ท่ี ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๕๔๓ หรอื เมื่อปที ่ี ๑ แหง่ ครสิ ต์ศกั ราช มบี ดิ าชือ่ โยเซฟ มารดาชอื่ มาเรยี ในช่วงวยั เดก็ พระเยซเู ปน็ เด็กเฉลยี วฉลาดและมีความสนใจในเร่อื ง ศาสนธรรม และไดศ้ กึ ษาจนมีความร้แู ตกฉานในหลกั ธรรมต่าง ๆ พระเยซสู อนใหม้ นุษย์มีความรักต่อกนั มีความเมตตากรุณา เสียสละ รู้จักให้อภัย และการบ�าเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น พระเยซู สิน้ พระชนม์ เมอื่ มพี ระชนม์ได้ ๓๓ พรรษา 10
กิจกรรมพัฒนาการเรยี นรู้ท่ี ๓ ๑. แบง่ กลมุ่ สบื ค้นข้อมูลเกย่ี วกับประวัติของพระเยซู แล้วสรุปขอ้ มูล ตามสา� นวนของตนเอง พร้อมท้งั วาดภาพหรอื ติดภาพประกอบ โดยจดั ท�าลงในสมดุ ของกลุ่ม แลว้ นา� เสนอผลงานหนา้ ชน้ั ๒. สบื คน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ศาสนาอสิ ลามจากแหลง่ เรยี นรตู้ า่ ง ๆ แลว้ บนั ทกึ ขอ้ มลู ตามหวั ข้อที่ก�าหนดให้ และนา� เสนอผลงานหน้าชน้ั ๑) ประวตั ศิ าสนาอิสลาม ๒) ประวตั ิศาสดาของศาสนาอสิ ลาม ๓) พระคัมภีรส์ า� คัญของศาสนาอิสลาม กจิ กรรมรวบยอด ๑. แบ่งกลุ่ม ร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า ศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของศาสนิกชนเพราะอะไร แล้วบันทึกข้อมูล และผลัดกันน�าเสนอ ผลงานหน้าชัน้ ๒. แบง่ กล่มุ กลุม่ ละ ๕ คน ร่วมกนั อภปิ รายแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั หวั ขอ้ ทกี่ า� หนดให้ แลว้ บนั ทกึ ผลการอภปิ รายและนา� เสนอผลงานหนา้ ชนั้ การเรยี นร้เู กีย่ วกบั ประวัติศาสดาของศาสนามคี วามสา� คญั และมปี ระโยชนต์ อ่ ชวี ติ ประจา� วนั ของเราหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ๓. แบ่งกลุ่ม กล่มุ ละ ๕-๖ คน ช่วยกันศึกษาค้นควา้ เกย่ี วกับศาสนาท่ตี น นับถือ จัดทา� เป็นรายงาน และนา� เสนอผลงานหน้าชัน้ 12
Search
Read the Text Version
- 1 - 9
Pages: