Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มิติที่4การวัดประเมิน

มิติที่4การวัดประเมิน

Published by moetpr2514, 2020-06-28 09:37:22

Description: มิติที่4การวัดประเมิน

Search

Read the Text Version

4 อธิบายการแสดงออกถงึ ระดับความสามารถตามประเด็นท่ีกำหนดเปน็ ลำดบั ๔. ทดลองใชห้ รอื เสนอให้ผู้เชย่ี วชาญ พจิ ารณาความเหมาะสม ๕. ปรับปรุงแก้ไข หลังการทดลองใช้ หรือตามข้อเสนอแนะ ของผ้เู ชีย่ วชาญ ๖. ทบทวนและปรับปรงุ เกณฑ์ท่ียงั มีข้อบกพรอ่ งหรือพัฒนาเกณฑอ์ ่ืนๆ ใหด้ ยี ิง่ ขึ้น การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมอื วัดผลดา้ นทักษะพิสัย เปน็ กระบวนการพฒั นาปรับปรุงคุณภาพเครอื่ งมือให้มีคุณภาพดขี น้ึ การพฒั นาเครอ่ื งมอื จึงตอ้ ง ประกอบด้วย ขัน้ ตอนของการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือวัดผล ดา้ นทักษะพิสยั 3 ข้นั ตอน กล่าวคือ การตรวจสอบคุณภาพเบื้องด้น การตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เช่ยี วชาญ การตรวจสอบคุณภาพจากการทดลอง 1. การตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น เพ่ือตรวจสอบทบทวนเคร่ืองมือวัดผล ด้านทักษะพสิ ัย ตามหลกั การสรา้ งเครื่องมือ โดยผูส้ ร้างพิจารณาในประเดน็ รูปแบบ ความเหมาะสมครบถว้ น ครอบคลมุ ของข้อคำถาม กบั วัตถุประสงคใ์ นการวัด ความถูกต้องของภาษา สงิ่ ท่ีควรตรวจสอบเบือ้ งต้นท่ีสำคัญ คือ ความตรงเชงิ เนื้อหา ความเปน็ ปรนยั ของรายการ ความถกู ต้อง ตามรปู แบบเครื่องมือการวดั ได้แก่ 1.1 ขอ้ คำถาม หรือรายการสงั เกตตรง และครอบคลมุ วตั ถุประสงคก์ ารวัด หรือสิ่งที่ตอ้ งการวัด ตลอดจนสถานการณ์ หรือเงื่อนไขการสอบ สอดคล้องกบั ส่ิงที่ตอ้ งการวัดหรอื ไม่ ตัวอยา่ ง ต้องการวดั ความสามารถในการจบั ใจความสำคัญของการอา่ น เงอ่ื นไขการวดั ท่เี หมาะสม คือ ใหน้ ักเรียนอ่านเรื่องราว ท่ีไมเ่ คยอา่ นมาก่อน แล้วถามในส่ิงทีใ่ ห้อ่าน แต่หากถามในเน้ือหา ของเร่ืองทีเ่ รียน มาแลว้ ในชน้ั เรยี น เป็นการวดั ความจำไม่ใช่ความสามารถในการจับใจความสำคัญของการอ่าน ซ่ึงไมต่ รงกับส่งิ ที่ตอ้ งการวัด 1.2 ความครบถ้วนของส่วนประกอบของเคร่ืองมือการวดั เช่น บอกชอ่ื กิจกรรมทีใ่ หท้ ำระดบั ชนั้ มีคำชแ้ี จง วิธีการทำ จำนวนข้อ เวลาทใ่ี ชท้ ำ 1.3 ขอ้ คำถามหรือรายการสงั เกต ควรกระชับ สัน้ ได้ใจความ ใช้ภาษาสอื่ ตรงกบั สิ่งท่ีตอ้ งการวัด คำถามหรือรายการสงั เกต ใช้ภาษาหรือคำเหมาะสมกับระดับช้นั 1.4 กรณเี ป็นแบบทดสอบ ตวั เลอื กในแต่ละข้อคำถาม ต้องมคี วามเปน็ ไปได้ อา่ นแล้วเขา้ ใจงา่ ย กระซับ ไมก่ ำกวม ข้อความท่ีซำ้ กันในตัวเลอื ก ควรนำมาเขียนที่ขอ้ คำถาม 1.5 การให้นำ้ หนกั คะแนนแต่ละ รายการสงั เกตเหมาะสม ยตุ ิธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะต้องมี ความเปน็ ปรนยั คือ ผใู้ หค้ ะแนนมีความเข้าใจตรงกนั สงั เกตพฤติกรรมไดต้ รงกัน ให้คะแนนตรงกัน และแปล ความหมายของคะแนนตรงกัน ตัวอย่าง แบบวดั ความสามารถในการเขยี นภาษาองั กฤษ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ชอื่ -สกุล โครงสรา้ งทาง เครอื่ งหมาย สะกดคำศัพท์ ขึน้ ต้นด้วย คะแนน หมายเหตุ ภาษา วรรคตอน ตัวพมิ พใ์ หญ่ รวม 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12 เกณฑ์การผ่าน 8 จาก 12 คะแนน 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถึง พอใช้ ๑ หมายถึง ควรปรบั ปรุง

ขอ้ ควรพิจารณาตรวจสอบ ดงั น้ี ๑. รายการสังเกตครอบคลมุ สงิ่ ทต่ี อ้ งการวัด คอื ความสามารถในการเขียนภาษาองั กฤษหรือไม่ ถา้ ไม่ครอบคลุม กเ็ พิ่มเติม เชน่ เนื้อหาสาระ ๒. นำ้ หนกั ของแตล่ ะรายการสงั เกตเหมาะสมหรอื ไม่ เช่น โครงสร้างทางภาษา และสะกดคำศัพท์ ควรกำหนดน้ำหนกั คะแนน มากกว่าทั้งสองรายการ ๓. การกำหนดความหมายของคะแนนแตล่ ะรายการสังเกตจะมคี วามเข้าใจในการให้คะแนนตรงกัน หรอื ไม่ ควรจัดทำเป็น เกณฑ์ที่มีการระบรุ ายละเอียดของแต่ละคะแนน เพื่อการให้คะแนนจะไดต้ รงกัน ทเี่ รียกว่า Rubrics Score ๑. เกณฑ์การผ่านเหมาะสมหรือไม่ โครงสรา้ ง เคร่อื งหมาย สะกด ข้ึนต้นด้วย เนื้อหา คะแนน ช่อื -สกลุ ทางภาษา วรรคตอน คำศัพท์ ตวั พิมพใ์ หญ่ สาระ รวม หมายเหตุ (5) (2) (5) (3) (5) (20) 1.6 การถามที่มีคำตอบการแบ่งชว่ ง ข้อความท่ีใชก้ ำหนดความถี่-บ่อยของการปฏบิ ตั ิท่ถี ามควรใหค้ วาม แตกตา่ งกันชัดเจน กรณเี ปน็ มาตรวดั แบง่ เป็นหลายช่วง ต้องบอกความหมายของแต่ละช่วงเพือ่ ใหผ้ ู้ตอบเข้าใจ ตรงกัน ตวั อยา่ ง นกั เรียนค้นควา้ ความรูข้ า่ วสารทางการเมืองจากสื่อมวลชนแตล่ ะประเภทบอ่ ยครง้ั เพยี งใด สื่อทค่ี ้นคว้า เปน็ ประจำ บอ่ ยคร้ัง เป็นบางคร้งั (1-3 นาน ๆ ครัง้ ไมเ่ คยเลย (เกือบทุกวัน) (4-5ครัง้ /สปั ดาห์) ครั้ง/สปั ดาห์) (1-3 คร้งั /เดือน) 1.โทรทศั น์ 2.วทิ ยุ ๓.หนงั สือพมิ พ์ 2. การตรวจสอบคุณภาพโดยผเู้ ชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความตรงของเครื่องมอื วัดผลด้านทกั ษะพสิ ยั เป็นการพจิ ารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวตั ถุประสงค์ ความเหมาะสมครบถ้วนครอบคลุมของข้อ คำถาม ผลการตรวจสอบนำเสนอด้วยคา่ ดชั นีความสอดคล้องความเห็น ระหว่างผ้เู ชย่ี วชาญ ซึ่งผูเ้ ชย่ี วชาญ คือ ผู้ทเี่ ป็นท่ียอมรับของคนในวงการ/สาขางานท่เี ก่ียวข้องกบั เนื้อหาหรอื เรื่องท่สี อบวดั และผเู้ ช่ียวชาญในศาสตร์ การวัดและประเมนิ ผลควรมจี ำนวน 3-5 คน เอกสารท่ีใหผ้ ู้เชี่ยวชาญพิจารณาควรประกอบดว้ ย เคร่ืองมือวดั ผล ดา้ นทกั ษะพสิ ยั ทส่ี รา้ งข้นึ แบบฟอร์มการตรวจสอบคุณภาพ และเอกสารทีเ่ กี่ยวข้องอืน่ ๆ เชน่ จดุ ม่งุ หมายของส่งิ ทต่ี อ้ งการวัดวธิ กี ารตรวจสอบ ๒.๑ แนวทางการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมอื โดยผเู้ ชีย่ วชาญ มงุ่ เน้นในประเด็นความตรง ของเครอื่ งมอื วดั คือ ความตรงเชงิ เน้อื หาในการวดั พทุ ธิพสิ ัยและทักษะพสิ ัย และความตรงเชงิ โครงสรา้ งในการวดั เจตพิสัย การพิจารณาตรวจสอบความตรงเชงิ เนื้อหา ได้แก่ 2.1.1รายการสังเกต/ขอ้ คำถามของเครอื่ งมอื วัดผลดา้ นทักษะพสิ ัย ตรง ครบถ้วน และครอบคลมุ เนอ้ื หา วัตถปุ ระสงคห์ รอื ส่งิ ที่ต้องการวัด (เก็บข้อมูล)หรือไม่ เชน่ ทัศนคติ ความพงึ พอใจ 2.1.2 รายการสังเกต/ขอ้ คำถาม มีความเปน็ ปรนยั เหมาะสม ซัดเจน หรือไม่ ระดบั ภาษาหรอื คำ ให้เหมาะสมกบั ระดับชั้น ควรเพ่ิมเติมหรือตดั ทอนขอ้ ใด 2.1.3 การใหน้ ้ำหนักคะแนนแต่ละรายการสงั เกตเหมาะสม ยุตธิ รรมหรือไม่ 2.1.4 ควรตอ้ งมีเพมิ่ เดิม รายการสังเกตอืน่ อกี หรือไม่ เช่น คณุ ลกั ษณะนสิ ยั ใน การทำงาน

2.1.5 ข้อความในแบบสอบถามกะทัดรัด ซัดเจนหรือไม่ ระดบั ภาษาเหมาะสมกับผู้ตอบ หรอื ไม่ ใชศ้ ัพทเ์ ทคนิคเกนิ ความจำเป็นหรือไม่ ๒.๒ แบบฟอรม์ การตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชย่ี วชาญ โดยทวั่ ไปแบง่ เปน็ 2 รปู แบบ ได้แก่ 2.2.1 รปู แบบท่ี 1 คำชแ้ี จง โปรดพจิ ารณาว่ารายการทก่ี ำหนดใหม้ ีความสอดคลอ้ งเหมาะสมท่ใี ชว้ ดั การทำงานกลมุ่ ของผเู้ รยี น หรอื ไม่ โดยขดี / ในช่องท่ีท่านมคี วามคดิ เห็นวา่ เหมาะสม ไมแ่ น่ใจ หรือไม่ เหมาะสม และหากมี ขอ้ เสนอแนะ เพมิ่ เติม ส่ิงที่ควรปรบั ปรงุ โดยระบทุ ้ายแตล่ ะรายการ รายการ ความเหมาะสมของรายการ สง่ิ ทีค่ วรปรับปรุง 1.วิธีการทำงานกลมุ่ เหมาะสม(+1.0) ไมแ่ น่ใจ (0) ไม่เหมาะสม (-1.0) 1.1เลอื กผนู้ ำกลมุ่ 1.2กำหนดวัตถปุ ระสงค์ ข้นั ตอน วิธีการทำงาน 1.3 การรับฟ้งความคดิ เห็นของสมาชกิ ฯลฯ 2.2.2 รูปแบบที่ 2 คำชี้แจง โปรดพจิ ารณาวา่ รายการทก่ี ำหนดให้มรี ะดับความเห็นดว้ ยกับข้อคำถามกับการวัด “การทำงานกล่มุ ของผเู้ รียน” โดยขีด / ในช่องระดับคุณภาพ มากท่ีสุด มากไม่แนใ่ จ น้อยหรอื น้อย ท่ีสุด และหากมีข้อเสนอแนะ เพ่ิมเติม สิ่งท่คี วรปรบั ปรุง โดยระบทุ ้ายแต่ละรายการ ระดับความเห็นดว้ ยกับขอ้ ความ รายการ มากทส่ี ุด มาก ไมแ่ นใ่ จ นอ้ ย นอ้ ยทสี่ ดุ สง่ิ ท่ีควรปรับปรงุ (5) (4) (3) (2) (1) 1.วิธีการทำงานกลุ่ม 1.1 เลือกผนู้ ำกลุ่ม 1.2 กำหนดวตั ถุประสงค์ ขนั้ ตอน วธิ กี ารทำงาน 1.3 การรับฟง้ ความคิดเห็นของสมาชิก ฯลฯ 2.1 การตรวจสอบความตรงเชงิ เน้ือหาของเคร่ืองมือในเชงิ ปริมาณ สามารถทำได้ 2 วิธี ตามแบบฟอร์ม การตรวจสอบคุณภาพ คือ 2.3.1 การหาดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างข้อคำถาม (หรือรายการสงั เกต) กบั สิ่งที่ต้องการวดั โดยผู้เชย่ี วชาญพิจารณาความสอดคล้องหรือไมส่ อดคลอ้ งของข้อคำถาม (เหมาะสม ไม่แน่ใจไมเ่ หมาะสม) การวเิ คราะห์ โดยนำผลรวมรายข้อมาหาคา่ เฉลย่ี ที่เรยี กว่า ดัชนี IOC ดงั นี้ IOC =  R N เมื่อ IOC คือ ดชั นีความสอดคล้องของความเห็นผ้เู ชี่ยวชาญ R คอื ผลรวมของความเหน็ ผู้เช่ยี วชาญ N คือ จำนวนผู้เชีย่ วชาญ การให้คะแนนของความเหน็ ผู้เชยี่ วชาญ

1.0 หมายถึง คำถามสอดคล้องกับส่งิ ที่ต้องการวดั -1.0 หมายถงึ คำถามไม่สอดคล้องกบั สง่ิ ทตี่ ้องการวัด 0 หมายถงึ ไม่แนใ่ จว่าคำถามสอดคล้องกับส่งิ ท่ตี ้องการวดั เกณฑ์การพจิ ารณา คือ ตอ้ งมีคา่ ดัชนคี วามสอดคล้องของความเห็นผูเ้ ชย่ี วชาญ (คา่ IOC) ตัง้ แต่ .50 ข้นึ ไป ขอ้ คำถามท่ีต่ำกว่า .50 ตอ้ งปรับปรุง รายการ ความเหมาะสมของรายการ ดชั นี สิ่งท่ีควร เหมาะสม ไม่แนใ่ จ ไม่เหมาะสม IOC ปรบั ปรุง 1. วิธกี ารทำงานกลมุ่ 1.1 เลอื กผูน้ ำกลมุ่ (+1.0) (0) (-1.0) 1.2 กำหนดวตั ถปุ ระสงค์ ข้ันตอน วิธีการทำงาน 1.3 การรับพึงความคดิ เห็นของสมาชกิ 4 1 0 0.8 ฯลฯ 3 2 0 0.6 4 0 1 0.6 (ผูเ้ ชี่ยวชาญจำนวน 5 คน) ๒.๓.๒ การคำนวณหาระดบั คุณภาพแบบมาตรประมาณคา่ ของแตล่ ะรายการ ซึ่งกำหนดระดับ คณุ ภาพของขอ้ ความ เป็น 5 ระดับ (มากทีส่ ดุ มาก ไม่แน่ใจ นอ้ ย นอ้ ยท่สี ุด) วเิ คราะห์โดยนำ จำนวนผูเ้ ชีย่ วชาญ คณู กับคา่ ระดับ นำมารวมกัน แลว้ หารดว้ ยจำนวนผ้เู ชยี่ วชาญทงั้ หมด ดงั นี้ ค่าเฉล่ียมาตรประมาณคา่ รายขอ้ = (R  Scale) N R Scale คือ ผลคูณของจำนวนผเู้ ชีย่ วชาญกบั ค่าระดับนั้น (R  Scale) คอื ผลรวมของผลคูณของจำนวนผ้เู ช่ียวชาญกับค่าระดับทุกระดับ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ การใหค้ ะแนนของความเห็นผู้เชี่ยวชาญ 5 หมายถงึ คำถามสอดคล้องกับสงิ่ ท่ตี ้องการวดั มากทีส่ ดุ 4 หมายถึง คำถามสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัดมาก 3 หมายถงึ ไมแ่ น่ใจว่าคำถามสอดคลอ้ งกับสงิ่ ทต่ี ้องการวัด 2 หมายถงึ คำถามสอดคล้องกับสง่ิ ท่ตี ้องการวัดนอ้ ย 1 หมายถึง คำถามสอดคล้องกับสง่ิ ที่ต้องการวดั นอ้ ยที่สุด เกณฑ์การพิจารณาคือ ต้องมีคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องของความเหน็ ผ้เู ช่ยี วชาญตงั้ แต่ 3.50 ขึน้ ไป ขอ้ คำถามท่ตี ่ำกวา่ 3.50 ต้องปรับปรงุ

รายการ ระดบั ความเห็นด้วยกบั ขอ้ ความ สงิ่ ที่ควร มากทส่ี ดุ (5) มาก (4) ไมแ่ นใ่ จ (3) นอ้ ย (2) น้อยทส่ี ดุ (1) คา่ เฉลี่ย ปรับปรงุ 1.วิธกี ารทำงานกล่มุ 13 1 4.0 1.1เลอื กผู้นำกลุ่ม 1.2กำหนดวัตถปุ ระสงค์ ขน้ั ตอน วธิ กี ารทำงาน 32 3.6 ปรการรบั พิงความคิดเห็นของสมาขกิ 14 4.2 ฯลฯ (ผู้เชยี่ วชาญจำนวน 5 คน) 3. การตรวจสอบคณุ ภาพจากการทดลอง เปน็ การนำเครื่องมือท่ีได้ปรับแก้เรียบร้อยแล้วไปทดลอง กบั กลุ่มนักเรยี นใกล้เคยี งกบั กลมุ่ นักเรียนทใี่ ชจ้ รงิ เพ่ือตรวจสอบความเป็นปรนัยเชิงประจักษ์ และการหาความ เทย่ี งของเครื่องมือวัดผล 3.1 วธิ วี เิ คราะห์ความเป็นปรนยั ของเครื่องมือ โดยการนำเคร่ืองมือวดั ไปทดลองกับกลุ่มนักเรียน ที่เหมอื นจริง (มลี ักษณะใกลเ้ คียงกับกล่มุ ทีต่ ้องการไปวดั ทักษะพสิ ัย) ใชผ้ ู้สงั เกตประมาณ 2-3 คน แลว้ นำผล สังเกตมาอภิปรายถึงความเป็นปรนยั ของรายการสงั เกตและเกณฑ์การให้คะแนนว่า เขา้ ใจตรงกนั หรอื ไม่ หากคะแนนผลการสงั เกตต่างกัน ต้องรว่ มกนั หาสาเหตแุ ลว้ นำประเดน็ ท่ีพบมา ปรับปรุงรายการสังเกต และเกณฑ์การใหค้ ะแนน เชน่ ถ้อยคำภาษา ความครอบคลุมของรายการ สงั เกต ดังตัวอยา่ ง รายการสังเกต ผใู้ ห้คะแนน คนที่ 1 ผูใ้ ห้คะแนน คนท่ี 2 ผู้ให้คะแนน คนท่ี 3 การวางแผนงาน 2 3 2 กระบวนการทำงาน 6 54 การเลือกใชเ้ กบ็ รักษาอปุ กรณ์ 2 23 คณุ ลักษณะในการทำงาน 1 13 3.2 วิธีวเิ คราะหค์ วามตรงเชิงโครงสร้างของเครื่องมือดา้ นทักษะพิสัย (Validity) ใช้วิธีกลุ่มอ้างอิงหรอื เทียบกบั กลุ่มรชู้ ัดโดยเฉพาะใช้กับการทดลองทักษะพิสยั ดา้ นสมรรถภาพทางกาย เชน่ ต้องการตรวจสอบความตรง เชงิ โครงสร้างของเครอ่ื งมือวดั ความสามารถในการเลน่ บาสเกตบอล ต้องนำเครื่องมอื ไปทดสอบกบั กล่มุ ทม่ี ี ความสามารถในการเล่นบาสเกตบอล กบั กลุม่ ที่ไม่มี ความสามารถในการเล่นบาสเกตบอล แล้วเปรียบเทยี บความ แตกตา่ งดว้ ยการทดสอบ ค่าที ถ้าผลการทดสอบแตกต่างกนั แสดงวา่ เครือ่ งมอื ที่ความตรงเชิงโครงสรา้ ง 3.3วธิ กี ารวิเคราะหค์ วามเท่ียงของเคร่ืองมือด้านทักษะพสิ ัย (Reliability) มหี ลายวธิ ี ในทน่ี ีจ้ ะเสนอ วิธีการวิเคราะหเ์ ครื่องมือที่เป็นแบบการให้คะแนนแต่ละข้อคำถาม (หรือรายการสงั เกต) ซึ่งจดั เปน็ มาตรวดั แบบ ชว่ ง (interval scale) คอื การวเิ คราะห์คา่ สมั ประสิทธิ์แอลฟา และการวิเคราะหค์ ่าสมั ประสทิ ธิ์สหสัมพันธ์ ดงั น้ี 3.3.1 วธิ กี ารวิเคราะหค์ วามเท่ียงของแบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิ แบบสังเกต แบบทดสอบ อัตนยั หรอื แบบสมั ภาษณ์ ท่ีมีคะแนนเต็มของแตล่ ะข้อ/รายการแบบหลายคา่ (1 คะแนนข้ึนไป) โดยวเิ คราะห์ คา่ สมั ประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) โดยนำมาตรวัดนี้ไปทดลองกบั กล่มุ คนท่ีมี ลักษณะเดียวกบั กลมุ่ ประชากรจำนวนอย่างน้อย 30 คน ใชส้ ูตรสมั ประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) = k  − si2  k − 1 1 sT2    เมื่อ  คอื ความเท่ยี งของเครือ่ งมือวัดผลด้านทักษะพสิ ัย k คอื จำนวนข้อความหรือจำนวนข้อความ

si2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนในขอ้ คำถามที่ 1 sT2 คือ ความแปรปรวนของคะแนนท้ังฉบับ คา่  ของมาตรวดั มีค่าระหวา่ ง 0 ถึง 1.0 มาตรวดั น้นั มีความเทย่ี งหรอื มีความเชอ่ื ถือได้ ควรมี คา่ เขา้ ใกล้ 1 แต่หากเรายอมให้มคี วามคลาดเคลอ่ื นในการทดลองได้ไมเ่ กนิ 0.05 คา่ ความเทีย่ งที่มีคา่ ตงั้ แต่ 0.75 ข้ึนไปอยใู่ นเกณฑย์ อมรบั ได้โดยทั่วไปค่าความเที่ยงของเครื่องมือวัดหรอื วิจัยไมค่ วร ต่ำกวา่ 0.50 3.3.2 การหาค่าความเทยี่ งของการใหค้ ะแนน กรณีผลการวัดเป็นคะแนนจากการสังเกต ท่ีมผี สู้ งั เกต หรอื ผใู้ หค้ ะแนนหลายคน (2 คนหรือมากกวา่ 2 คนก็ได้) จึงเปน็ ไปไดว้ ่าผู้สังเกตตา่ งคนต่างให้คะแนนจงึ อาจ ให้คะแนนผู้เรียนคนเดยี วกันตรงกันหรือต่างกัน ดงั นั้นหากเคร่ืองมือวัดผล ด้านทกั ษะพสิ ัยมีเกณฑ์การให้คะแนน ชดั เจนเปน็ ปรนัยแล้วแมผ้ ใู้ หค้ ะแนนจะเปน็ คนละคนกน็ ่าทจ่ี ะใหค้ ะแนนตรงกนั หรือใกล้เคียงกัน เมอ่ื นำคะแนน มาวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ จึงน่าที่จะได้คา่ ความสมั พนั ธก์ ันสงู แสดงว่าเครอ่ื งมอื วดั ผลดา้ นทักษะพสิ ยั มคี ่า ความเทย่ี งสูง แต่ถา้ กลุ่มผสู้ งั เกตให้คะแนนผู้เรียนแตล่ ะคนตา่ งกันมาก จะได้ค่าความสมั พนั ธ์กันต่ำ แสดงว่า เครอ่ื งมือวัดผลด้านทักษะพิสัยนี้ มคี า่ ความเทยี่ งต่ำดว้ ย การวิเคราะหค์ ่าความเทีย่ งของการให้คะแนนเครื่องมือ วดั ผลดา้ นทักษะพิสยั น้ี ใชก้ ารวิเคราะหส์ ัมประสิทธิ์สหสมั พนั ธแ์ บบเพียร์สนั (Pearson Product Moment Correlation) ซ่ึงต้องใช้ผู้สงั เกตทที่ ำหนา้ ทใี่ ห้คะแนนหลายคนเพื่อหาความสมั พนั ธข์ องการใหค้ ะแนนของผู้สงั เกต เหล่านัน้ ซงึ่ สะท้อนถงึ คุณภาพของเกณฑ์การใหค้ ะแนน ส่วนการวิเคราะหค์ ่าสมั ประสิทธิ์แอลฟาไม่ได้เน้นท่จี ำนวน ผู้สงั เกต แตม่ ุ่งทีค่ ะแนนระหว่างผู้เรยี นด้วยกนั นยิ มใชก้ บั การวิเคราะห์มาตรประมาณค่าในการวัดทศั นคติ หรอื การตรวจใหค้ ะแนนแบบอตั นยั ค่าสมั ประสทิ ธิ์สหสมั พนั ธ์แบบเพียร์สนั ท่ีวิเคราะห์ได้จะมีคา่ ระหว่าง -1.0 ถงึ +1.0 หากคา่ เปน็ ลบ แสดงวา่ ผูใ้ หค้ ะแนน 2 คนให้คะแนนแบบตรงกนั ข้าม ถา้ ค่าเป็น 0 แสดงว่าการให้คะแนนของผู้ให้คะแนน 2 คน ไมม่ ีความสมั พันธ์กันทงั้ กรณีค่าเป็นลบ และศูนย์แสดงวา่ การวดั ไม่มีความเที่ยงของผ้ปู ระเมิน ตัวอย่าง การสรา้ งและพัฒนาเคร่ืองมือวัดและประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน กลุ่มสาระการเรียนร้ศู ลิ ปะ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ชัน้ ตอนที่ 1 การวเิ คราะหต์ วั ช้ีวดั และมาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสรา้ งสรรค์ วเิ คราะห์ วพิ ากษ์วจิ ารณ์คณุ ค่านาฏศลิ ป์ ถ่ายทอดความรูส้ ึก ความคดิ อย่างอสิ ระ ช่นื ชม และประยกุ ต์ใช้ ในชวี ติ ประจำวนั ตวั ช้ีวัด คำสำคัญ (Key Words) วธิ กี ารวดั และประเมินผล เครือ่ งมอื วัด และประเมินผล ๑.มีทกั ษะในการใชค้ วามคดิ ทักษะการคดิ - กำหนดสถานการณใ์ ห้แสดง -แบบประเมนิ ในการพัฒนารูปแบบการแสดง รูปแบบการแสดง เกยี่ วกับงานนาฏศลิ ปเ์ ปน็ กลมุ่ การปฏบิ ัตงิ าน ๒.มีทักษะในการแปลความ ทกั ษะ การแปลความ โดยมอี งค์ประกอบคอื และการสอื่ สารผา่ นการแสดง และการส่ือสาร -แบบสังเกต วจิ ารณ์เปรียบเทียบ 1)การวางแผนกำหนดรปู แบบ พฤตกิ รรม ๓.วจิ ารณ์เปรยี บเทยี บงานนาฏศลิ ป์ งานนาฏศลิ ปป์ ระเภทต่างๆ ได้ การแสดง ทม่ี คี วามแตกตา่ งกันโดยใช้ความรู้ -เกณฑ์การให้ เรอื่ งองค์ประกอบนาฏศลิ ป์ เชา้ รว่ ม/มีสว่ นรว่ ม 2) การมีส่วนรว่ มในการจดั การแสดง คะแนน (Rubrics) ๔.ร่วมจัดงานการแสดงในบทบาท ในการแสดงบทบาทตา่ งๆ 3) กำหนดประเดน็ ใหว้ จิ ารณ์ หน้าท่ตี า่ ง ๆ และแสดงความคดิ เหน็ 4)ให้สรปุ แนวคิดเชิงพัฒนาใหง้ าน ดีข้นึ

๕.นำเสนอแนวคดิ จากเน้อื เรอ่ื ง แสดงความคดิ เหน็ นำเสนอ 5) การนำแนวคดิ เชิงพฒั นาไป ของการแสดงทีส่ ามารถนำไปปรับใช้ แนวคดิ จากเร่อื ง ทน่ี ำแสดง ประยุกต์ใชก้ บั ตนเองและ ครอบครัว ในชีวติ ประจำวนั ขนั้ ตอนที่ 2 พิจารณาตวั ชี้วดั ทสี่ ามารถประเมินผลด้วยวิธกี ารเดียวกนั ได้ จากการวิเคราะห์ ตามขัน้ ตอนท่ี 1 พบวา่ ผลการวิเคราะห์มาตรฐาน ศ 3.1 ตวั ชี้วัดที่ 3, 4, 5, 6 และ 7 สามารถกำหนดภาระงานการปฏิบตั ใิ ห้นักเรียนทำร่วมกัน เพ่ือแสดงพฤติกรรมตอบตาม ตัวชว้ี ัด ทก่ี ำหนดให้ได้ สำหรบั การประเมนิ ตวั ชวี้ ดั ในครั้งนี้ เลือกตวั ช้ีวดั ที่ 3 มที กั ษะในการใช้ ความคดิ ในการพัฒนา รปู แบบการแสดง เปน็ ตวั อยา่ งในการสร้างเครื่องมือในการประเมนิ ขน้ั ตอนท่ี 3 กำหนดวตั ถุประสงคใ์ นการวัดและประเมินผล วัดและประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิการวางแผนการออกแบบการแสดง ข้ันตอนท่ี 4 และ 5 การกำหนด/สรา้ งสถานการณ์ทจี่ ะประเมนิ และคำชแ้ี จง การกำหนด/สถานการณ์ท่จี ะประเมิน ควรเปน็ สถานการณ์ท่ีตอบคำถามตัวชี้วัดที่จะประเมนิ เป็นสำคัญ สถานการณ์ แบ่งนักเรียนเป็นกลมุ่ ๆละ 8-10 คน ใหแ้ ต่ละกลุ่มร่วมกนั กำหนดรปู แบบการแสดงนาฏศิลป์ กลุ่มละ 1 รายการ ใหแ้ ตล่ ะกลุม่ ปรกึ ษาหารือรปู แบบการแสดง เวลา 1 ชวั่ โมง ข้ันตอนท่ี 6 เขยี นคำสัง่ /คำชแ้ี จง การกำหนด/สถานการณ์ทีจ่ ะประเมิน ควรเป็นสถานการณ์ท่ตี อบคำถามตวั ชีว้ ดั ทจ่ี ะประเมิน เป็นสำคญั คำช้ีแจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกนั กำหนดรปู แบบการแสดงนาฏศิลป์ กลุ่มละ 1 รายการ ใชเ้ วลา 1 ช่วั โมง โดยมีหลักการ ดังน้ี 1) ตัง้ ชอื่ เร่ืองการแสดง 2) แต่ละกลุ่มใหส้ มาชกิ ทุกคนมีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั งิ าน ดงั น้ี 2.1 การวางแผน 2.2 การออกแบบการแสดง 2.3 กระบวนการทำงาน 2.4 การกำหนดบทบาท 2.5 การมสี ว่ นรว่ ม 3) กลมุ่ บันทกึ ข้ันตอนการทำงาน และสรุปนำเสนอหน้าช้ันเรยี น ข้นั ตอนที่ 7 แบบประเมนิ การปฏบิ ัตงิ าน และเกณฑ์การให้คะแนน 1) การประเมินการเตรียมการแสดง การวางแผน การออกแบบ การมสี ่วนร่วม การปฏิบตั ิกิจกรรมตามบทบาท คุณลักษณะ 2) การประเมินบันทึกสรุปการปฏบิ ัติงาน กระบวนการปฏิบัติงานการวางแผน

แบบบันทึกผลการวัดและประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ าน การปฏบิ ตั ิงาน ช่อื - สกลุ การวางแผน การออกแบบการแสดง กระบวนการเตรียมการ การปฏิบั ิตตามบทบาท การมีส่วนร่วม รวม 4 4444 20 (ลงชื่อ) ......................................................ผู้ประเมนิ เกณฑก์ ารประเมิน ตามเกณฑ์ระดับคณุ ภาพเกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) การประเมินการปฏบิ ตั ิงาน สรปุ ผลการประเมนิ คะแนน 16 - 20 ผลการปฏบิ ัตงิ านอยู่ในระดับดีมาก คะแนน 11-15 ผลการปฏบิ ัตงิ านอยใู่ นระดบั ดี คะแนน 6-10 ผลการปฏิบัตงิ านอย่ใู นระดบั พอใช้ คะแนนต่ำกวา่ 5 ผลการปฏิบัตงิ านอยู่ในระดับควรปรับปรุง เกณฑก์ ารให้คะแนน(Rubrics) การประเมินการปฏิบัตงิ าน คะแนน การเตรยี มการ ( 20 คะแนน ) การวางแผน การออกแบบ กระบวนการ บทบาท การมีส่วนร่วม 4 มรี ่องรอยการวางแผน เร่ือง/รูปแบบการแสดง เปน็ ไปตามขน้ั ตอน สมาชกิ ปฏิบตั งิ าน สมาชกิ ทุกคน และมอบหมายงานให้ ทเ่ี ลือกเหมาะสมและ การออกแบบ ตามบทบาททีร่ บั มสี ว่ นร่วมใน สมาชกิ เหมาะสมชดั เจน สอดคล้องกบั วฒั นธรรม มอบหมายทั้งหมด การเตรียมการ มาก การแสดง ด้วยความเต็มใจ 3 มรี ่องรอยการวางแผน เรอ่ื ง/รูปแบบการแสดง เปน็ ไปตามข้ันตอน สมาชกิ ปฏบิ ตั ิงาน สมาชิกสว่ นใหญ่ และมอบหมายงาน เหมาะสมและ การออกแบบ ตามบทบาทที่รบั มสี ว่ นรว่ มในการ ให้สมาชกิ บางอย่าง สอดคลอ้ งกบั วฒั นธรรม การแสดงตาม มอบหมายเป็น เตรยี มการด้วย เหมาะสมซดั เจน ส่วนใหญ่ หลักการ สว่ นใหญ่ ความเตม็ ใจ 2 มีร่องรอยการวางแผน เรื่อง/รปู แบบการแสดง เป็นไปตามขน้ั ตอน สมาชิกปฏิบตั ิ สมาชิกประมาณ และการมอบหมาย เหมาะสมและสอดคลอ้ ง การออกแบบการ งานตามบทบาทท่ีรับ ครง่ึ หนงึ่ มีสว่ นรว่ ม งานใหส้ มาชกิ กับวฒั นธรรมบางสว่ น แสดงเป็นสว่ นใหญ่ มอบหมายบางส่วน ในการเตรยี มการ ส่วนใหญไ่ ม่เหมาะสม ดว้ ยความเตม็ ใจ ไม่ซดั เจน 1 มรี ่องรอยการวางแผน เรอื่ ง/รปู แบบการแสดง เปน็ ไปตามขั้นตอน สมาชิกปฏิบตั งิ าน สมาชกิ สว่ นน้อย และมอบหมายงานให้ เหมาะสมแต่ไม่ การออกแบบ ตามบทบาทไม1ตรง มสี ว่ นร่วมในการ สมาขกิ ไม่เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั วัฒนธรรม การแสดงส่วนน้อย ตามทรี่ ับมอบหมาย เตรียมการดว้ ยความ ไม่ซัดเจน เตม็ ใจ

ตวั อยา่ ง : กลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ขน้ั ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ตวั ชีว้ ดั และมาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน พ 3.1 เขา้ ใจ มีทกั ษะในการเคลอ่ื นไหว กจิ กรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา ตวั ชว้ี ดั คำสำคญั วธิ ีการวัดและประเมินผล เคร่ืองมอื วัด และ (Key Words) ประเมินผล ๑.แสดงทกั ษะการเคลอ่ื นไหวรว่ มกับผู้อนื่ ใน ลักษณะแบบผลัด แสดงทักษะ -การประเมินทักษะปฏิบัตทิ ักษะ -การจำลองการปฏบิ ัติ และแบบผสมผสานได้ ตามลำดบั ทั้งแบบอย่กู บั ที่ เคลอื่ นท่ี การเคล่ือนไหว การเลน่ กฬี า ความสมดุลของการ แข่งขันกีฬาเทเบลิ เทนนิส และใชอ้ ุปกรณป์ ระกอบ เคล่อื นไหวด้วย - แบบสงั เกต 2. ความสมดลุ ในการเคลื่อนไหวรา่ งกายในการ เลน่ เกม เล่น ความสมดุล -การสังเกต -แบบตรวจสอบ กฬี าและนำผลมาปรบั ปรงุ เพ่ิมพูน วธิ ปี ฏิบตั ขิ องตน การเคล่ือนไหว -การตรวจสอบรายการ รายการ 3. เล่นกีฬาไทย กฬี าสากลประเภทบคุ คลและ ประเภททีมได้ เลน่ กีฬาได้ การปฏบิ ัตโิ ดยการจำลอง การ อย่างละ 1 ชนดิ ปฏิบตั แิ ขง่ ขนั กีฬาเทเบิลเทนนสิ 4.ใชท้ กั ษะกลไก เพอ่ื ปรบั ปรุงเพม่ิ พูน ความสามารถของตน ใช้กลไกพฒั นาทกั ษะ และผอู้ นื่ ในการเล่นกฬี า ช้นั ตอนท่ี 2 เลอื กตัวชีว้ ดั ท่ีสามารถนำมาวดั และประเมิน ด้วยวธิ กี ารวดั ภาคปฏบิ ัติ พิจารณาตวั ชว้ี ดั ท่ีสามารถประเมนิ ผลด้วยวธิ กี ารเดียวกนั ได้ จากการวิเคราะห์ ตาม ขนั้ ตอนที่ 1 พบว่า ผลการวิเคราะห์มาตรฐาน พ 3.1 ตัวช้วี ดั ท่ี 1, 2, 3, และ 4 สามารถกำหนดภาระงานการปฏบิ ัติ ให้นกั เรียนทำร่วมกนั เพื่อแสดงพฤติกรรมตอบตามตวั ชีว้ ัดท่ีกำหนดให้ได้ ตวั ชี้วดั ที่ 1. แสดงทักษะการเคลอ่ื นไหวรว่ มกบั ผู้อนื่ ในลักษณะแบบผลดั และแบบผสมผสาน ไดต้ ามลำดับทั้งแบบอย่กู ับที่ เคลือ่ นที่ และใชอ้ ปุ กรณป์ ระกอบ ตวั ชว้ี ดั ที่ 2. ความสมดลุ ในการเคลือ่ นไหวร่างกายในการเล่นเกม เลน่ กีฬา และนำผลมาปรับปรงุ เพิม่ พูนวธิ ีปฏบิ ัติของตน ตวั ชว้ี ัดที่ 3. เล่นกฬี าไทย กฬี าสากลประเภทบุคคลและประเภททมี ได้อย่างละ 1 ชนิด ตวั ชว้ี ัดที่ 4. ใช้ทักษะกลไก เพือ่ ปรับปรุงเพ่มิ พูนความสามารถของตนและผู้อื่นในการเล่นกฬี า ขน้ั ตอนท่ี 3 การกำหนดรูปแบบ/ภาระงาน หรือวิธกี ารวัดภาคปฏิบัติ การกำหนด/สถานการณ์ทจ่ี ะประเมนิ ควรเปน็ สถานการณ์ท่ีตอบคำถามตัวชวี้ ดั ท่ีจะประเมินเปน็ สำคญั สถานการณ์ การแขง่ ขันกฬี าเทเบลิ เทนนิส ขนั้ ตอนที่ 4 สร้างเคร่ืองมือวัดภาคปฏิบัติ ขนั้ ตอนท่ี 4.1 สร้างรปู แบบการวัดภาคปฏิบัติ การกำหนด/สถานการณ์ที่จะประเมนิ ควรเป็นสถานการณ์ทต่ี อบคำถามตวั ชวี้ ัดท่ีจะประเมนิ เปน็ สำคญั เขียนคำส่ัง/คำช้ีแจง คำช้แี จง ครูกำหนดใหน้ ักเรยี นปฏิบตั ิกิจกรรมกีฬาเทเบิลเทนนิส ตามหัวขอ้ ต่อไปนี้ 1. การอบอุ่นร่างกาย 2. การซอ้ มดลี ูกพ้นื ฐาน 3. จำลองการแขง่ ขัน ข้ันตอนท่ี 4.2 แบบประเมนิ การปฏิบตั ิงาน “การเลน่ กีฬาเทเบิลเทนนสิ

แบบตรวจสอบรายการการปฏิบตั งิ าน “การเล่นกีฬาเทเบลิ เทนนิส” ผลการประเมิน 2 3 นำ้ หนกั รวม ท่ี รายการท่ปี ระเมิน ผลการประเมนิ 1 2 3 นำ้ หนกั รวม 1 อบอนุ่ รา่ งกายโดยการวิ่งและยืดรา่ งกาย 15 นาที และตเี บสิคอกี 15 นาที อยา่ งน้อย กอ่ นตแี ละคลายกลา้ มเน้อื อีก 5 นาทีหลงั ตเี ป็นอย่างน้อย 2 จับไมแ้ บบกำดา้ มไม้ โดยใหด้ า้ มไมอ้ ย่รู ะหวา่ งงา่ มน้วิ หัว แมม่ ือและน้วิ ชี้ โดยน้วิ หวั แมม่ ืออย่ดู ้านหน้าไมแ้ ละนิ้วอ่นื ๆ ทเี่ หลืออยดู่ า้ นหลังไม้ หรอื การจับ ไม้แบบไม้จนี หรอื แบบถือปากกา โดยให้ด้ามไม้อยรู่ ะหวา่ งนิ้วชี้กับนวิ้ หัวแมม่ อื โดยนว้ิ ทัง้ สองวาง คร่อมด้ามไม้ ทาบน้ิวอยบู่ นหน้าไมด้ ้านเดียวกันสว่ นนว้ิ ที่เหลือแนบชดิ กันเรยี งอยดู่ ้านหลงั ไม้ 3 การเดาะลูก เป็นการฝึกตีลูกใหล้ อยขนึ้ ไปในอากาศ โดยใหห้ นา้ ไมข้ นานกับ พน้ื ลกู จะลอยขนึ้ ในแนวตรง 4 การตลี กู กระทบพน้ื ตลี ูกเมือ่ ลกู กระดอนข้นึ สงู สดุ และจังหวะน้ำหนกั ในการตี ลูกมีความสม่ำเสมอ 5 การตลี ูกกระทบฝาผนงั ให้ยืนห่างจากฝาผนังประมาณ 2 เมตร ตลี กู กระดอน จากพืน้ กระทบฝาผนังแล้วให้กระดอนกบั พน้ื 1 ครั้ง ก่อนจะตใี ห้กระทบ ฝาผนงั อีก 6 การตลี กู กระทบฝาผนงั ให้ยืนหา่ งจากผนงั ประมาณ 2 เมตร ตลี กู ลอย (ต่อ) ที่ รายการที่ประเมนิ 1 ๗ การตลี ูกหน้ามอื ใช้หนา้ ไมต้ ลี ูกทีม่ าดา้ นเดยี วกับมือที่ถือไม้ ๘ การตลี กู หน้ามอื ตลี กู Top Spin (ลูกหมนุ ไปข้างหน้า) ๙ การตลี กู หน้ามอื Back Spin (ลกู ตัดหรือลกู หมุนถอยหลัง ) ๑๐ การตลี ูกหนา้ มือ Side Spin (ลูกหมนุ ดา้ นขา้ ง) 11 การตลี กู หลงั มอื ใช้หน้าไมต้ ีลูกที่มาด้านตรงขา้ มกบั มือทีถ่ อื ไม้ 12 การตลี ูกหลังมือ ตลี ูก Top Spin (ลูกหมุนไปขา้ งหนา้ ) 13 การตลี กู หลงั มือ Back Spin (ลกู ตดั หรอื ลกู หมนุ ถอยหลัง ) 14 การตลี ูกหลังมอื Side Spin (ลกู หมนุ ดา้ นข้าง) 15 ท่าพร้อมบุกคอื ยนื ชดิ โตะ๊ ไม้อยตู่ รงกลางลำตวั ย่อตวั ยืนปลายขา เอยี งตัวไป ขา้ งหน้า 65 องศา ตาจ้องลูกดหู น้าไม่โดนลูกวา่ จะมาทางไหนลกู หนัก/ลกู เบา 16 ตอ้ งพาตวั เองไปรอ ลกู ตกั ลกู ไม่เอือ้ มตี ไม่เหยียดตี ตอ้ งไปพร้อม(ทา่ ) รอลูก และตี ลูกจึงจะมคี ณุ ภาพ 17 เริ่มจากท่าเตรยี มพรอ้ ม ก้าวเทา้ เขา้ หาลูก รักษาสมดลุ ดลี ูก กลับไปท่า เตรยี มพรอ้ ม 18 การส่งลูก (การเสิรฟ์ ) หนา้ มือ ยนื หนั ขา้ งท่ถี ือไมเ้ ขา้ หาโต๊ะเหว่ยี งไม้ตไี ป ดา้ นหลงั หา่ ง จากลูกประมาณ 2 ฟตุ โยนลกู ขึน้ จากฝ่ามอื แลว้ ตลี ูกโดยเฉียง

หน้าไม่ให้คว่ำเลก็ น้อย เพอ่ื ใหล้ ูกกระทบโตะ๊ ก่อนจะข้ามตาขา่ ยไปตกท่ีพนื้ ของ ฝ่ายตรงข้าม หรือ การส่งลกู (การเสิรฟ์ ) หลงั มือ ยืนหันหน้าเขา้ หาตาขา่ ย หรือยืนเฉยี งตามท่ถี นดั เขา้ หาโตะ๊ ดงึ ไม้ ตเี ขา้ มาชดิ ไหลต่ รงขา้ ม แลว้ โยนลูก จากฝา่ มอื และใหไ้ ม้ตเี บย่ี งลงลา่ งเล็กน้อย เพอ่ื ให้ลูกตกลงพื้นโตะ๊ กอ่ นท่ีจะขา้ ม ตาข่ายไปตกทพี่ น้ื ของฝา่ ยตรงขา้ ม 19 การเสริ ์ฟท่ถี ูกต้อง ลูกบอลตอ้ งวางอยบู่ นใจกลางมือขา้ งที่ไม่ถือไม้ กอ่ นโยนลูก ขนึ้ มอื ตอ้ งนิง่ ก่อนตลี ูกต้องโยนลกู ข้นึ จากใจกลางมอื และมอื ทถี่ อื ลกู กอ่ นโยน จะตอ้ งอยู่ เหนอื ระดบั แนวพน้ื โตะ๊ ทกุ คร้งั 20 เคล่ือนไหวร่างกายเขา้ ตลี ูกได้อยา่ งวอ่ งไว 21 ใชส้ ายตาในการติดตามลกู อยตู่ ลอดเวลา 22 เงือ้ ไม้และจดั หนา้ ไม่ในการดีอย่างคล่องแคลว่ 23 กะดว้ ยสายตาและคาดคะเนในการตลี กู อยา่ งถกู ต้องแมน่ ยำ 24 ปฏิบัตติ าม กฎ กตกิ า ลูกตกกระทบแดนใดแดนหน่งึ 2 ครงั้ ติดตอ่ กนั ลูกตกกระทบแดนทงั้ สองติดตอ่ กันโดยไม่มผี เู้ ลน่ ฝา่ ยใดตลี ูกกอ่ นทีล่ กู จะตก กระทบ แดนตรงขา้ ม ทั้งนีน้ อกจากลูกเสริ ์ฟ ผเู้ ลน่ ตลี กู ตดิ ตอ่ กนั 2 คร้ัง (ต่อ) ผลการประเมิน 2 3 นำ้ หนกั รวม ท่ี รายการทีป่ ระเมิน 1 ลูกถกู ผเู้ ล่นหรือเครอ่ื งนุง่ หม่ หรอื สิง่ อนื่ ใดท่ีผู้เล่นถืออยู่ ผู้เลน่ ตลี กู ถกู ร่างกายใตข้ ้อมือลงไป ลูกถกู วัตลสุ ง่ิ ของอื่น ๆ นอกจากตาขา่ ย เสาตาขา่ ย ในการเลน่ ประเภทคู่ ลกู เสิรฟ์ กระทบพ้นื โตะ๊ ด้านซ้ายของผู้เสิร์ฟหรอื ผู้รบั ในการเล่นประเภทคู่ ผ้รู บั ทำการรบั ผดิ ลำดบั ลูกถูกผู้เลน่ หรือเครอื่ งนงุ่ ห่ม หรอื ส่งิ อ่นื ใดทผ่ี ู้เล่นถืออยู่ รวม ข้ันตอนท่ี 4.3 เกณฑ์การให้คะแนน และตดั สิน เกณฑ์การให้คะแนน การปฏิบัตติ ามรายการประเมิน คะแนน 3 ปฏบิ ตั ิไดเ้ อง คะแนน 2 ปฏิบัตไิ ด้เม่ือไดร้ ับการช้แี นะ คะแนน 1 ปฏบิ ัตไิ ด้เมื่อต้องทำใหด้ ู คะแนน 0 ปฏิบตั ไิ ม่ได้ เกณฑ์การให้คะแนน เพ่ือตัดสินตามตวั ชวี้ ัด พิจารณาจากรายการประเมนิ ที่สอดคล้อง

กับตัวชว้ี ัด แลว้ พจิ ารณาตามเกณฑ์ ดงั นี้ ผลการประเมนิ ไม่ผ่าน คะแนน ต่ำกว่า 24 ผลการประเมนิ ระดบั พอใช้ คะแนน ระหว่าง 24-48 ผลการประเมิน ผ่าน ระดบั ดี คะแนน ระหว่าง 49- 72 ตวั อยา่ ง : กลุ่มสาระการงานอาชพี และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้ีวดั รายปี มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะการจดั การ ทักษะกระบวนการแกป้ ัญหา ทักษะการทำงานร่วมกนั และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนสิ ัยในการทำงาน มจี ิตสำนกึ ในการใช้ พลังงาน ทรัพยากร และสงิ่ แวดล้อมเพื่อการดำรงชวี ิตและครอบครัว ตวั ชีว้ ดั คำสำคญั (Key Words) วิธีการวดั และประเมินผล เครื่องมอื วดั และ ประเมนิ ผล 2. ใช้ทักษะการจัดการในการ -ใชท้ กั ษะการจัดการเปน็ -ประเมนิ ทักษะการจดั การ -กำหนดงานให้ ทำงาน อยา่ งเปน็ ระบบ ประณีต ระบบ -ประเมนิ ความคิด ปฏิบตั ิ และมี ความคิดสร้างสรรค์ สร้างสรรค์ -แบบประเมิน -คิดสร้างสรรค์ จากการปฏิบัติ -แบบสงั เกต ขน้ั ตอนท่ี 2 เลอื กตัวชีว้ ัดทสี่ ามารถนำมาวดั และประเมิน ด้วยวธิ ีการวัดภาคปฏิบัติ จากการวิเคราะหต์ ามข้ันตอนท่ี 1 พบว่า ผลการวิเคราะหม์ าตรฐาน ง 1.1 ตัวชวี้ ดั ที่ 2 ใช้ทกั ษะ การจัดการในการทำงาน อยา่ งเป็นระบบ ประณีต และมคี วามคิดสร้างสรรค์ ขน้ั ตอนที่ 3 การกำหนดรปู แบบ/ภาระงาน หรือวธิ ีการวัดภาคปฏิบัติ การกำหนด/สถานการณ์ท่ีจะประเมิน ควรเปน็ สถานการณ์ที่ตอบคำถามตัวชี้วดั ท่ีจะประเมนิ เป็นสำคญั สถานการณ์ การแกะสลกั ของอ่อนเป็นดอกไมเ้ พ่ือจดั แจกนั ขั้นตอนที่ 4 สรา้ งเครอ่ื งมอื วัดภาคปฏบิ ัติ ขนั้ ตอนท่ี 4.1 สร้างรูปแบบการวดั ภาคปฏบิ ตั ิ การกำหนด/สถานการณท์ ีจ่ ะประเมิน คือ ใหน้ ักเรยี นนำของออ่ นมาแกะสลักเปน็ รูปดอกไม้ ตามรปู แบบ ท่นี ักเรยี นสนใจ เวลา 2 ช่ัวโมง คำช้แี จง กำหนดใหน้ กั เรยี นปฏบิ ตั ิกิจกรรมการแกะสลักของออ่ นเป็นรปู ดอกไม้ในเวลา 2 ชัว่ โมงและ นำดอกไม้ที่แกะสลักนำมาจัดแจกันให้สวยงาม โดยใหใ้ ช้อุปกรณแ์ ละวสั ดุตามที่ครูกำหนดให้ ตวั อย่างชิ้นงาน ขนั้ ตอนท่ี 4.2 แบบประเมินการปฏบิ ัติงาน “การแกะสลกั รูปดอกไมจ้ ัดแจกนั ” วธิ ีการประเมนิ โดยการ สงั เกตการปฏบิ ัติงาน เครอ่ื งมือ แบบสำรวจรายการและจัดอนั ดบั คุณภาพ

แบบสำรวจรายการ การปฏบิ ัติงาน “การแกะสลักรูปดอกไม้จดั แจกัน” กระบวนการทำงาน ผลงาน คุณลกั ษณะท่ดี ี เลขท่ี ช่ือ - สกล ล้าง ่กอนแกะสลัก ใ ้ชเคร่ืองมืออ ่ยางค ่ลองแคล่ว ใ ้ชเครื่อง ืมออย่าง ูถกประเภท รูปทรงได้สัดส่วนสวยงาม แบ่ง ่ชอดอกได้เหมาะสม กลีบดอกดม ัซด ก ีลบดอกไ ่ม ํช้า ประกอบดอกไ ้ดเหมาะสม ความประหยัด ความสะอาด ความเป็นระเบียบ รวม หมายเหตุ ทำเครื่องหมาย / ถ้าปฏบิ ัติหรอื มีในรายการน้นั ๆ และทำเครอ่ื งหมาย X ถา้ ไม่ปฏิบตั ิ หรือไม่มี ในรายการน้ัน ๆ เกณฑก์ ารประเมิน ปฏบิ ัตไิ ด้ 9-11 รายการ ผลการประเมนิ อยูใ่ นระดบั ดี ปฏิบตั ิได้ 6-8 รายการ ผลการประเมินอยใู่ นระดับพอใช้ ปฏิบัตไิ ดต้ ่ำกวา่ 6 รายการ ผลการประเมินอย่ใู นระดับควรปรับปรุง แบบจดั อันดบั คุณภาพ กระบวนการทำงาน ผลงาน คุณลกั ษณะที่ดี เลขที่ ชอื่ - สกุล ล้าง ่กอนแกะส ัลก ใ ้ชเครื่อง ืมออย่างค ่ลองแค ่ลว ใ ้ชเคร่ืองมืออย่าง ูถกประเภท รูปทรงได้สัดส่วนสวยงาม แ ่บง ่ชอดอกไ ้ดเหมาะสม กลีบดอกดมซัด ก ีลบดอกไ ่มช้ำ ประกอบดอกไ ้ดเหมาะสม ความประหยัด ความสะอาด ความเป็นระเบียบ รวม หมายเหตุ เกณฑ์การประเมิน 2 หมายถงึ ปฏบิ ัติไดด้ ี – ดมี าก 1 หมายถึง ปฏบิ ตั ไิ ด้พอใช้ 0 หมายถงึ ใช้ไมไ่ ด้ตอ้ งแก้ไข เกณฑ์การประเมิน ปฏบิ ตั ไิ ด้ 18-22 คะแนน ผลการประเมนิ อย่ใู นระดับดี ปฏิบตั ิได้ 12-17 คะแนน ผลการประเมินอยู่ในระดบั พอใช้ ปฏิบตั ไิ ดต้ ่ำกว่า 12 คะแนน ผลการประเมินอยู่ในระดับควรปรับปรุง

ตัวอยา่ งแบบประเมินคุณลักษณะของผเู้ รียน ความสะอาด ความเป็นระเบยี บ ความประหยัด ชอื่ - สกุล ใ ้ช ัวสดุเ ่ทา ่ีทจำเป็น รวม ใ ้ช ัวสดุอุปกรณ์ได้ เหมาะสม ไม่มีวัสดุเหลือใ ้ช ผลงานสะอาด เ ็กบรักษา ัวส ุดอุปกรณ์ อ ่ยางปลอดภัย ทำความสะอาดหลัง การ ป ิฏบัติงาน ทำงานเป็นระบบ ทำงานเสร็จตามเวลา ่ีท กำหนด ระดับคะแนน การปฏบิ ตั /ิ การกระทำ ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ 4 ปฏิบตั ิ/กระทำเป็นประจำหรือมากทส่ี ดุ 29-32 ดมี าก 22-28 ดี 3 ปฏบิ ัติ/กระทำเปน็ สว่ นใหญห่ รอื ค่อนข้างมาก 15-21 พอใช้ 8-14 ปรบั ปรุง 2 ปฏิบตั ิ/กระทำเป็นสว่ นนอ้ ยหรือนาน ๆ คร้ัง 1 ปฏบิ ตั ิ/กระทำ เป็นส่วนน้อย/หรือไมป่ ฏิบัติ การประเมนิ ตามสภาพจรงิ การประเมินผลแนวใหม่ หมายถึง รปู แบบการประเมินท่หี ลากหลายมากขึ้น เปน็ ทางเลือกท่เี หมาะสม ที่นำมาใชใ้ นการประเมินการเรยี นรทู้ เี่ ป็นสภาพจริง (Authentic Assessment) ซ่งึ เปน็ การจดั ประสบการณ์การ เรยี นรทู้ เ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ในการประเมนิ ตามสภาพจริง ผสู้ อนอาจพจิ ารณาการวัด อาจจะเป็น แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบ สมั ภาษณ์ และแบบปรนัย ดังแผนภาพ

การประเมนิ สภาพจรงิ (Authentic Assessment) เปน็ การประเมิน การปฏิบัติอีกประเภท หนึ่งทใี่ ช้ สถานการณ์หรือปญั หาจากชวี ิตจริง ปัจจุบนั ให้ความสำคญั ว่าการประเมนิ ผลการเรยี นรตู้ ้องมีนยั ที่สัมพันธก์ บั หลกั สูตร โดยเหน็ ว่าถ้ากระบวนการคดิ อย่างสลบั ซบั ซ้อน และทกั ษะทางภาษาที่สามารถนำไปใช้ไดในชีวิตจริง เปน็ องคป์ ระกอบของหลักสูตรอยแู่ ลว้ การประเมินผลตอ้ งสะทอ้ งถงึ จุดเน้นเหล่าน้นั ด้วย การออกแบบภาระงานสภาพจรงิ การออกแบบภาระงานสภาพจรงิ (Authentic Task) การประเมนิ จากการสงั เกตกระบวนการ ทำงาน ของผเู้ รยี นตามเกณฑ์การประเมนิ (Rubrics) ท่ีได้ออกแบบไวอ้ ย่างสอดคล้องมาตรฐาน หลกั สูตรสถานศึกษา เพอ่ื นำไปใช้พฒั นาผูเ้ รียน โดยมาตรฐานหรือเกณฑ์ 5 ประการ สำหรบั ใช้ใน การประเมินว่ารปู แบบการเรียน การสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนมี ความเป็นสภาพจรงิ (Authenticity) ดังตอ่ ไปนี้ 1) กระบวนการคิดขนั้ สงู (High-Order Thinking) ผ้เู รียนไดใชท้ กั ษะการคิดข้ันสูงมากน้อย เพยี งไร เชน่ การประยกุ ต์ใชแ้ นวคิดหรือหลกั วชิ าในการจำแนกประเดน็ การต้ังข้อสมมุตฐิ านที่ สมเหตุสมผล การประเมนิ ความน่าเชือ่ ถือของขอ้ มูลและแหลง่ ข้อมูล เปน็ ต้น 2) ความลึกซ้ึงขององค์ความรู้ (Depth of Knowledge) ภาระงานหรอื กิจกรรมที่ทำ เกี่ยวข้องกัน หรือนำไปสู่การเรยี นรแู้ ละเขา้ ใจ ความคิดรวบยอดหลักการและสาระสำคัญของวิชามากน้อยเพียงใด 3) ความสัมพันธ์กับโลกภายนอก (Connectedness to the World) คำถามหรือประเดน็ ปัญหา ในกจิ กรรมทที่ ำเกย่ี วขอ้ งกบั สังคมภายนอกหรือชีวติ ประจำวันมากน้อยเพยี งใด 4) กระบวนการปฏิสมั พันธ์ (Interaction) มกี ารสอื่ สาร สนทนาปรกึ ษาหารือ แลกเปลย่ี น ข้อมูลความรู้ ชว่ ยเหลอื และรว่ มมือ ระหว่างผเู้ รียนดว้ ยกัน และผู้เรยี นกับผ้สู อนมากน้อยเพยี งใด 5) การสนบั สนนุ ทางสงั คมเพ่ือผลสัมฤทธ์ิผเู้ รียน (Social Support for student Achievement) ผ้สู อนโรงเรียน และชุมชน เชื่อในหลกั การว่าผเู้ รยี นทุกคนสามารถเรียนไดแ้ ละ พฒั นาได้มากน้อยเพียงใด และตงั้ ความคาดหวังในความสำเรจ็ ตามมาตรฐานการศกึ ษาสูงต่ำเพียงใด

การออกแบบภาระงานเพ่ือการเรียนการสอนและการประเมนิ สภาพจริง การออกแบบภาระงานเพ่ือใช้ประเมนิ ผลในขน้ั เรยี น เป็นกิจกรรมการเรยี นการสอนและ การประเมิน สภาพจรงิ ประกอบดว้ ยขั้นตอนใหญ่ 3 ข้นั ตอน ซงึ่ ดเู หมือนไม่มีอะไรท่ีย่งุ ยากซบั ซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การออกแบบและพฒั นาภาระงานเพื่อการประเมินสภาพจริงทีม่ คี ุณภาพตาม มาตรฐาน 5 ประการตามกล่าว ขา้ งต้นต้องอาศยั หลักวชิ า การวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์และ ความเช่ียวชาญในเน้ือหาสาระในระดับมืออาชีพ ขน้ั ตอนการสรา้ งภาระงานสภาพจรงิ ดังน้ี ข้ันตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมายการเรยี นรู้ การระบุความรแู้ ละทักษะท่ีผู้เรยี นจะเรยี นรู้ จากการ ปฏบิ ัตงิ านขนั้ ตอนแรกของการออกแบบภาระงาน ผู้ออกแบบตอ้ งพิจารณาและวิเคราะห์ มาตรฐานการเรียนรู้ ในหลกั สูตร ผลการเรียนท่คี าดหวงั หรอื วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ เพื่อที่จะสามารถ ระบุขอบเขตและประเภท ของความรู้ ทกั ษะ และคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงคท์ ่ผี ู้เรยี นจะไดส้ กฝน เรยี นรู้ และพฒั นาจากการปฏิบตั ิงาน ทอ่ี อกแบบ Herman et al. (1992) ไดเ้ สนอวา่ ในขัน้ นี้ผู้สอนหรือผู้ออกแบบภาระงานควรตั้งปญั หาถาม ตนเอง 5 ข้อ เพื่อทีจ่ ะระบุหรือกำหนดความรู้และความสามารถทผี่ ้เู รยี นจะได้รับจากการปฏิบตั ภิ าระงาน คือ 1) ทกั ษะทางปญั ญาและคุณลักษณะทางวชิ าการท่สี ำคญั ทต่ี ้องการให้ผ้เู รยี นได้สกและพฒั นา คอื อะไร เช่น การส่ือสารดว้ ยการเขยี นอยา่ งชดั เจนและมีประสิทธภิ าพ การวเิ คราะห์ประเดน็ ปญั หา โดยใช้ขอ้ มลู ขน้ั ปฐมภมู ิ และจากเอกสารอ้างองิ การใช้หลักพีชคณติ เพ่อื แก้ปัญหาในชีวิตประจำวนั เปน็ ต้น 2) ทักษะและคุณลักษณะทางสงั คมและจิตพสิ ัยท่ีสำคญั ทีต่ ้องการใหผ้ เู้ รียนได้เกดิ การพฒั นา คอื อะไร เชน่ การทำงานโดยอิสระ การปฏิบัติโดยรว่ มมอื กบั ผูอ้ ื่น ความมัน่ ใจในความสามารถของตน และการรู้ จกั รับผิดชอบ เปน็ ต้น 3) ทกั ษะความคิดระดบั สงู และอภปิ ญั ญา (Metacognition) ท่ตี อ้ งการให้ผเู้ รยี นพัฒนาคือ อะไร เชน่ การใคร่ครวญ ตรึกตรอง ทบทวนกระบวนการทำงานของตน การประเมินประสทิ ธิภาพ ของยุทธวิธีที่ตนใช้ การพิจารณาและประเมินความก้าวหนา้ ของตนเองเป็นระยะๆ เป็นตน้ 4) ประเภทของปญั หาทตี่ อ้ งการให้ผู้เรียนสามารถแกค้ ืออะไร เชน่ ความสามารถใน การวางแผนศึกษา ค้นคว้าเพ่ือหาคำตอบใหก้ บั ประเดน็ ปญั หาท่ีกำหนดให้ ความสามารถจำแนก ประเภทปัญหาท่ีสามารถใชห้ ลกั การ ทางเรขาคณติ แกได้ การแกป้ ัญหาทไี่ ม่มคี ำตอบทถ่ี กู ต้องแน่ชดั เป็นต้น 5)ความคิดรวบยอดและหลักการทางวชิ าการทีต่ ้องการให้ผูเ้ รียนสามารถประยุกตใ์ ชค้ ืออะไร เชน่ การใช้ หลกั การทางนเิ วศวทิ ยากำหนดแนวปฏิบัติในการท่องเทยี่ วเชิงอนุรักษ์ การใช้หลกั คณิตศาสตร์ ไตรยางค์ในการ แกป้ ญั หาเร่ืองการซอื้ ขาย เป็นตน้ ขน้ั ตอนท่ี 2 ออกแบบภาระงาน การออกแบบภาระงานทีผ่ ู้เรยี นต้องใชค้ วามรู้และทักษะ ในขั้นตอน ท่ี 1 ลกั ษณะสำคญั ของงานท่ีออกแบบ คือ ต้องกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้กับผเู้ รยี น มีความท้าทายแต่ไม่ยาก เกินไปจนผู้เรยี นทำไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกนั ต้องครอบคลมุ สาระสำคญั ทางวิชาและทักษะทล่ี กึ ซึ้ง เพ่ือให้สามารถ นำผลการประเมนิ ไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผล และน่าเชือ่ ถอื Herman et al. (1992) ได้เสนอประเดน็ คำถาม สำคัญเพื่อให้ผอู้ อกแบบภาระงานและผ้สู อนพจิ ารณา ในขั้นตอนนี้ คือ 1)จะตอ้ งใช้เวลาเทา่ ไรจึงจะเหมาะสมสำหรบั ผูเ้ รยี นท่ีจะพัฒนาความรแู้ ละทักษะท่ีเปน็ เป้าหมาย ของการปฏิบัติงาน เนื่องจากการเรยี นการสอนและการประเมนิ สภาพจรงิ เนน้ การพัฒนา ความคิดรวบยอดท่ี สำคญั และทกั ษะกระบวนการคิดระดบั สงู ความร้ทู กั ษะเหล่าน้ีมีอยู่ไม่มากนกั แต่ มักจะใช้ระยะเวลาในการเรยี นรู้ ยาวนานพอสมควร ผู้ออกแบบควรจะกำหนดเวลาทเ่ี หมาะสมตาม ประเภทของสาระสำคัญและ ความลกึ ซ้ึง ของทกั ษะ และวัยระดบั ชัน้ เรียนหรือพัฒนาการด้าน สตปิ ัญญาของผ้เู รยี น 2)ในกรณีท่ีมีความรู้ ทักษะและคณุ ลักษณะท่พี ึงประสงคจ์ ำนวนมากและหลากหลาย จะมีหลกั ในการ

เลือกอย่างไร เพอื่ ให้เหมาะสมกับระยะเวลาท่ีกำหนด หลักการสำคญั คือ ให้ความสำคญั อนั ดับตน้ ๆ ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ท่สี อดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้ ตามหลกั สูตรสถานศึกษา และความรู้ ทกั ษะ และคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ที่มีขอบเขตการใช้ ประโยชนท์ ่กี ว้างขวางและใช้ได้ในสถานการณ์ ท่หี ลากหลาย 3)ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะท่ีกำหนดเป็นส่งิ ทผ่ี ู้เรยี นสามารถบรรลหุ รือเรียนรู้ได้ หรือไม่ ผูอ้ อกแบบและผู้สอนควรใหค้ วามสำคญั ตอ่ ความรู้ ทักษะและคณุ ลกั ษณะท่ีสอดคล้องกบั ความเปน็ จรงิ ไม่ควร ให้ความสนใจกบั ส่ิงที่ เป็นเพียงอุดมคติแต่ไม่สามารถบรรลุได้ในความเปน็ จรงิ ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ หรือการให้คะแนน (Rubrics) ทซี่ ัดเจน เป็นปรนัย เปน็ ทีย่ อมรับ และสามารถสะทอ้ นให้เห็นถึงระดับของผลสมั ฤทธิ์ทางดา้ นความรู้ ทักษะและคณุ ลักษณะ ทพ่ี ึงประสงค์ ท่ีกำหนดเกณฑ์การประเมนิ (Rubrics) ส่วนมากมกั จะอยูใ่ นรปู ตาราง 2 มิตปิ ระกอบด้วยหลาย สดมภ์ (Column) และแถว (RCWS) หวั สดมภ์จะแสดงความรู้ ทักษะหรอื ความสามารถที่จะประเมิน โดยจะนำมา จากผลของขนั้ ตอนท่ี 1 สว่ น หวั ของแถวจะแสดงระดบั คุณภาพของความรู้ ทักษะหรอื ความสามารถของแตล่ ะ สดมภ์ จำนวนแถวจะขึน้ อยู่กับ จำนวนของระดับคณุ ภาพที่ตอ้ งการใช้ และสว่ นมากจะอยู่ระหวา่ ง 2-3 ระดบั ชอ่ ง แตล่ ะชอ่ งในตารางจะมีคำบรรยาย ถึงระดบั คณุ ภาพแตล่ ะระดับของความรู้ ทกั ษะ หรือความสามารถท่ปี ระเมนิ ภาระงานแตล่ ะข้ึนควรจะมเี กณฑก์ าร ประเมินเฉพาะตวั เกณฑ์การประเมินทอ่ี อกแบบมาอยา่ งดี จะใหข้ ้อมูลแก่ ผู้เรียนว่า จะตอ้ งแสดงความสามารถดา้ นใด ออกมาในระดับใดจึงจะได้คะแนนเทา่ ไร เกณฑ์การประเมินยังเป็น เครื่องมอื ให้ผูส้ อนสามารถประเมินผู้เรยี นอย่างเปน็ ปรนยั และได้ผลการประเมินที่น่าเชอ่ื ถือ เกณฑก์ ารประเมนิ เกณฑก์ ารประเมิน (Rubrics Assessment) คำว่า“Rubrics” หมายถึง กฎ หรอื กตกิ า(Rule) สว่ นคำวา่ Rubrics Assessment นัน้ หมายถงึ แนวทางในการให้คะแนน (Scoring Guide) ซงึ่ สามารถทจี่ ะแยกแยะระดับต่างๆ ของ ความสำเร็จในการเรยี น หรือการปฏิบตั ขิ องนักเรยี นได้อยา่ งชัดเจน จากดีมากไปจนถงึ ต้องปรบั ปรงุ แก้ไข การกำหนดเกณฑ์การประเมิน การกำหนดเกณฑก์ ารประเมินน้ัน ผู้สอนและนักเรยี นควรจะกำหนดเกณฑ์การประเมนิ ด้วยกนั ซ่งึ ควร จะจัดทำให้เสรจ็ ก่อนที่นักเรียนจะได้ลงมอื ปฏบิ ตั ิงานช้ินงาน เกณฑ์การประเมนิ น้ัน นอกจากใชเ้ ปน็ เครื่องมือ ในการประเมนิ แล้ว ยังสามารถใช้เปน็ เครือ่ งมือในการสอนอีกด้วย เพราะเกณฑ์การประเมนิ น้นั เปรยี บเสมือน เป้าหมายในการเรียนทีน่ กั เรียนจะตอ้ งทราบ ซ่ึงแนวคดิ นี้ สอดคล้องกับแนวคดิ ของ Marzano ทกี่ ลา่ วไว้ สรุปได้ ว่าการประเมนิ การปฏบิ ตั ินั้นต้องกำหนดเกณฑ์ให้ชดั เจน ซ่ึงเกณฑใ์ นการให้คะแนนจะต้องมีระดับสเกล ที่แน่นอน และมีการบรรยายถงึ คุณลักษณะของการปฏิบตั ิตามระดับของสเกลนน้ั ๆ เน่ืองจาก ระดับของเกณฑก์ ารวดั ได้ บอกถึงคุณลักษณะที่สำคัญให้แกค่ รู ผปู้ กครองและบุคคลอ่ืนๆ ทส่ี นใจ ทำให้มีการเรียนรู้วา่ นักเรียนทำอะไร ไดบ้ ้าง และยงั ช่วยนักเรียนเกิดการเรียนรตู้ ามเป้าหมาย รูปแบบของเกณฑ์การประเมิน Jasmine (1993) และ Concetta doti ryan (1994) แบง่ เกณฑ์การประเมนิ เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. เกณฑก์ ารประเมนิ ในภาพรวม (Holistic Rubric) คือ แนวทางการให้คะแนน โดยพิจารณาจาก ภาพรวมของช้นิ งาน จะมีคำอธิบายลักษณะของงานในแตล่ ะระดับไว้อยา่ งชัดเจน เกณฑ์การประเมินในภาพรวมน้ี เหมาะท่ีจะใชใ้ นการประเมินความสามารถทมี่ ีความต่อเนื่องมีลกั ษณะเปน็ องค์รวม เชน่ ทักษะการเขยี น ความคิด สรา้ งสรรค์ และความสละสลวยของภาษาท่ีเขยี น ดังตัวอย่างตอ่ ไปน้ี ระดบั คะแนน ลกั ษณะของงาน

4(ดีมาก) ออกแบบได้ครบถ้วนถกู ต้องตามเงอื่ นไขทีก่ ำหนด การคิดคำนวณถูกต้องและอธบิ าย เหตุผลไดถ้ กู ต้องชดั เจน ใชม้ าตราส่วนในการวางแผนถูกต้องเหมาะสม 3 (ด)ี ออกแบบไดค้ รบถ้วนถกู ต้องตามเงอ่ื นไขท่ีกำหนด การคิดคำนวณถูกต้องและอธบิ าย เหตผุ ลได้ถูกต้องชัดเจน วาดแผนผัง ตำแหนง่ การจัดวางโดยใชม้ าตราสว่ นไม่ถูกต้อง 2 (พอใช้) ออกแบบได้ครบถ้วนถกู ต้องตามเงื่อนไขที่กำหนด การคดิ คำนวณถูกต้อง แต่อธิบาย เหตุผลไม่ซดั เจน วาดแผนผังตำแหนง่ การจัดวางโดยใช้มาตราสว่ นไมถ่ กู ต้อง 1 (ปรบั ปรุง) ออกแบบไดค้ รบถ้วนถกู ต้อง การคิดคำนวณถูกตอ้ งแต่ขาดเหตุผลประกอบการคิด คำนวณไม่ถูกต้องวาดแผนผงั อย่างคร่าว ๆ ตวั อยา่ ง เกณฑ์การประเมิน ระดบั คะแนน ลกั ษณะของงาน 4(ดีมาก) มอี งค์ประกอบและรายละเอยี ดตา่ งๆ ตามเง่ือนไข ถูกตอ้ งชัดเจน การคดิ คำนวณ ถกู ต้อง และอธบิ ายเหตุผลได้ถกู ต้องตามหลักวชิ า 3 (ด) มีองคป์ ระกอบและรายละเอยี ดตา่ งๆ ตามเงื่อนไข ถูกตอ้ งชัดเจน การคิดคำนวณ ผดิ บา้ ง และอธบิ ายเหตุผลได้ถูกต้องตามหลักวชิ า 2 (พอใช้) มีองคป์ ระกอบและรายละเอยี ดตา่ งๆ ตามเง่ือนไข ถูกต้องซัดเจน การคดิ คำนวณ ผิดมาก และอธิบายเหตผุ ลไม่ถูกต้องตามหลักวิชา 1 (ปรับปรุง) มอี งค์ประกอบและรายละเอยี ดต่างๆ ไม่เปน็ ไปตามเง่ือนไข การคิดคำนวณ ผดิ ทง้ั หมด และอธิบายเหตผุ ลไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เกณฑ์การประเมนิ ในภาพรวมสว่ นใหญจ่ ะประกอบด้วย 3-6 ระดบั ซงึ่ เกณฑ์การประเมิน 3 ระดับ จะเป็นทีน่ ยิ มใช้กนั มาก เน่ืองจากกำหนดรายละเอียดง่ายโดยใช้เกณฑ์ค่าเฉล่ีย (อยู่ระดับกลาง) สงู กว่าค่าเฉล่ีย และตำ่ กว่าค่าเฉลย่ี นอกจากงา่ ยตอ่ การกำหนดค่าแล้วยงั ง่ายต่อการตรวจให้คะแนนดว้ ย เน่อื งจากความแตกต่าง ระหว่างระดับนน้ั จะชัดเจน แต่ถา้ ใช้ 5 หรอื 6 ระดบั ความแตกต่าง ระหวา่ งระดับจะแตกตา่ งกนั เพียงเล็กนอ้ ย ซึง่ ตรวจใหค้ ะแนนยาก ถ้าต้องการให้เกณฑ์ 5 หรือ 6 ระดับ วิธกี ารท่จี ะชว่ ยในการกำหนดเกณฑ์ให้ง่ายขึน้ ผู้สอน อาจสมุ่ ตวั อยา่ งงานของนักเรียนมาตรวจ จากนนั้ ในแตล่ ะกองจะต้องแยกความแตกต่างใหไ้ ด้อีก 2 กองตามระดบั คณุ ภาพของงาน ในกรณที ี่ ต้องการทำเป็น 5 กอง กองทเ่ี ป็นคณุ ภาพปานกลางจะไม่แบ่ง แล้วนำมากำหนดเกณฑ์ การใหค้ ะแนน ใหซ้ ดั เจนยิ่งข้ึน 3. เกณฑก์ ารประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubric) คือ แนวทางการให้คะแนนโดย พิจารณาจาก แตล่ ะส่วนของงาน ซ่ึงแตส่ ่วนจะต้องกำหนดแนวทางการให้คะแนนโดยมีคำนิยมหรือ คำอธิบายลกั ษณะของงาน สว่ นน้ันๆ ในแต่ละระดับไวอ้ ย่างชัดเจน เทคนคิ การเขียนรายละเอียดการให้ระดบั คะแนน มีดังน้ี 1. กำหนดรายละเอยี ดขน้ั ต่ำไวท้ ่ีระดับ1 แล้วเพ่ิมลกั ษณะที่สำคญั ๆ สูงข้นึ มาทีละระดับ ตวั อยา่ ง เชน่ งานเขียน มปี ระเดน็ การประเมิน คือ เนอื้ หาและการใช้ภาษา

เนื้อหา ระดับ 1 สอดคล้องกบั เนอเร่ือง การใช้ภาษา ระดับ 2 ลำดบั เน้ือเร่ืองชัดเจน ระดับ 3 เรือ่ งนา่ สนใจ ระดับ 4 มจี ินตนาการ ระดบั 1 ผดิ พลาดมาก ส่ือความหมายได้ ระดับ 2 ถูกต้องส่วนมาก และส่อื ความหมายได้ ระดบั 3 ผดิ พลาดนอ้ ย เชื่อมโยงภาษาได้ดี ระดับ 4 ถูกต้องเกือบท้ังหมด สละสลวยงดงาม การเขยี นรายละเอยี ดแต่ละระดบั โดยการนำลกั ษณะย่อย หรอื ตัวแปรยอ่ ยมาจัดลำดับและเขยี น ตวั เลขกำกับไว้ แล้วนำมาเขียนบรรยายให้ชดั เจนจากความสำคัญต่ำทส่ี ดุ และเพ่ิมไปแต่ละระดับ ดังน้ี เน้ือหา ระดบั 1 เนอ้ื หาที่เขียนสอดคล้องกบั เน้อื เร่อื ง ระดบั 2 เนือ้ หาที่เขียนสอดคลอ้ งกับเน้ือเรอ่ื งและลำดับเรอื่ งได้ไมว่ กวน ระดับ 3 เน้อื หาทเ่ี ขียนสอดคล้องกบั เนื้อเรอื่ ง ลำดับเรื่องไดช้ ดั เจน ไม่วกวน ระดับ 4 สอดแทรกสาระบางอย่างทำให้เร่อื งน่าสนใจ เนื้อหาท่ีเขยี น สอดคล้องกับเน้ือเรอ่ื ง ลำดับเร่ืองได้ชดั เจนไมว่ กวน สอดแทรกสาระบางอยา่ งทำให้เรือ่ งน่าสนใจและอ่านแลว้ เกิดจนิ ตนาการ 2. กำหนดจดุ อ่อนระดบั ต่ำท่ีสุดไว้ทีร่ ะดบั 1 แล้วเพมิ่ ความถกู ตอ้ งสูงขน้ึ ทลี ะระดับ ดังน้ี เน้ือหา ระดับ 1 ภาษาผดิ พลาดมาก แตย่ ังส่ือความหมายได้ ระดบั 2 ภาษาถูกต้องถูกต้องสว่ นมาก และสอื่ ความหมายได้ ระดบั 3 ผิดพลาดนอ้ ย เชื่อมโยงภาษาไดด้ ี ระดับ 4 ภาษาถกู ตอ้ งเกือบทง้ั หมด มีภาษาท่สี ละสลวย งดงามอาจเขียนเป็นเชิงปริมาณ ดังน้ี การใชภ้ าษา ระดับ 1 ภาษาผิดพลาดไมเ่ กิน 50% (หรอื 50 จุด) แตย่ งั ส่อื ความหมายได้ ระดบั 2 ภาษาถกู ตอ้ ง 51% - 70% และสือ่ ความหมายได้ ระดับ3 ภาษาถูกตอ้ ง 71%-90% เชือ่ มโยงภาษาไดด้ ี ระดับ 4 ภาษาถกู ตอ้ ง 91% - 100 % มภี าษาทส่ี ละสลวย งดงาม 3. กำหนดตัวแปรย่อยท่ีมนี ้ำหนกั เทา่ กนั ทุกตวั แล้ว ระบตุ ัวแปรหายไปเทา่ ไร ระดับคะแนนลดหลนั่ ตามลำดบั เชน่ รูปแบบ ระดับ ๔ มคี รบ คือ ปก คำนำ สารบญั การอา้ งองิ และบรรณานุกรม ระดบั ๓ ขาด ๑ ลกั ษณะ ระดบั ๒ ขาด ๒ ลกั ษณะ

ระดับ ๑ ขาด ๓ ลกั ษณะ บทสรุป การวัด และการประเมนิ ผลทางการศึกษา มีความสำคัญกบั การพัฒนาคุณภาพการศึกษา เนอื่ งจาก เปน็ เคร่ืองมือที่จะตรวจสอบ เพอ่ื ท่ีจะหาคำตอบว่าการจัดการศกึ ษาบรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือเปา้ หมายท่ตี ้งั ไว้ หรือไม่อยา่ งไร โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ในช้ันเรยี น ครผู ูส้ อนมีบทบาทสำคญั ในการ กำหนดจดุ มุ่งหมายในการวดั และประเมินผล คดั เลือกวธิ กี ารวดั และประเมินผล จดั ทำหรอื จดั หาเครื่องมือการวัด และประเมินผลผูเ้ รียน และกำหนดเกณฑ์การวัดและ ประเมนิ ผลทสี่ อดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ชีว้ ดั ตามหลักสูตรสถานศึกษาและสอดคล้องกับ ผู้เรยี นเปน็ รายบคุ คล ดังนัน้ การดำเนนิ การวดั และประเมนิ ผล การเรยี นรู้ดว้ ยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายจะสง่ ผลใหก้ ารจดั การเรยี นรู้มปี ระสิทธิภาพและเกิดประสิทธผิ ล ต่อการพฒั นาผูเ้ รียน ซง่ึ จะส่งผลให้การวัดและประเมินผลนน้ั เกิดประโยชนส์ ำหรบั ครผู ู้สอน คือ จะทำใหค้ รผู สู้ อน ได้ทราบข้อมลู เบ้ืองด้นในดา้ นตา่ งๆ ของผเู้ รยี นทำให้ทราบถึงผลการสอนของครผู ูส้ อนว่ามีประสทิ ธผิ ลมากน้อย เพียงไร และทำใหม้ ีข้อมูลในการปรับปรงุ การจัดการเรียนรูห้ รอื การกำหนดจดุ ประสงค์การเรียนรู้ ทีเ่ หมาะสมกับ ผู้เรยี นรายบคุ คล เพ่ือที่จะสามารถจัดการสอนซ่อมเสรมิ ให้ผู้เรยี นไดเ้ รียนรู้เตม็ ตาม ศกั ยภาพ การวดั และ ประเมินผลยังเกิดประโยชน์ต่อผเู้ รียน ผู้เรยี นจะทราบจดุ ประสงค์ของการเรยี นรูท้ ชี่ ดั เจน ทราบสถานภาพ ทางการเรยี นของตนเองว่าดี หรอื พอใช้ หรือควรปรับปรงุ และจะชว่ ยสร้างความใฝ่รูใ้ ฝเ่ รยี นให้ผ้เู รียนได้พัฒนา ตนเองอย่างต่อเน่ือง หากครผู ู้สอนแจง้ ผลการเรยี นให้ ผปู้ กครองทราบ ผ้ปู กครองกจ็ ะทราบถึงพฒั นาการหรือ ความกา้ วหนา้ ในการเรียนของผูเ้ รียนเป็นระยะๆ และจะได้มสี ว่ นร่วมในการพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งข้อมลู การวัด และประเมินผลจะเป็นข้อมลู ที่เปน็ ประโยชน์ในการแกป้ ัญหานกั เรยี นและแนะแนวการศึกษาต่อให้ผเู้ รยี น นอกจากน้ขี ้อมูลการวัด และประเมินผลการศึกษาด้านตา่ งๆ ไม่ว่าจะเปน็ ผเู้ รียน ครูผู้สอนและผู้บรหิ ารสถานศึกษา จะเป็นข้อมูลทส่ี ามารถนำไปใช้ในการวจิ ัยเพอื่ พฒั นาคุณภาพการศึกษาได้อย่างดียิ่ง

บรรณานกุ รม กมลรตั น์ หลา้ สวุ งษ์. (2527). จติ วทิ ยาสังคม. กรุงเทพฯ : ภาควชิ าการแนะแนวและจติ วิทยา การศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร. บุญธรรม กจิ ปรดี าสทุ ธ์ิ (2535). คูม่ อื อาจารย์ ะ การวัดและประเมินผลการเรยี นการสอน. กรงุ เทพฯ: B&B พบั ลิชซ่ิง. มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. (2535). การพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หน่วยท่ี 4 เคร่ืองมือวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน. นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลัย สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (หนา้ 167- 168). มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. (2535). การวัดและประเมินผลกลุ่มวิชาเฉพาะ. หน่วยที่ 11 การวัดและ ประเมนิ ผลกลุ่มวิชาการงานและอาชพี . นนทบุรี : มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. (หนา้ 647- 649 ). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2534). การวดั และประเมนิ ผลกลุ่มวิชาเฉพาะ. หน่วยท่ี 8-15 จติ วทิ ยาและ สังคมวิทยาพน้ื ฐานเพื่อการวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. (หน้า 570- 594). มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. (2551). การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับ ประถมศึกษา หน่วยท่ีหน่วยที่ 12 การพัฒนาเคร่ืองมอื วัดผลดา้ นทักษะพิสยั . นนทบุรี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. (หน้า 277- 291). เยาวดี รางชยั กลุ . 2542. การประเมินโครงการแนวคดิ และแนวปฏบิ ัติ. กรงุ เทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ. (2543). การวดั ด้านจิตพิสัย กรุงเทพฯ. สรุ รี ิยาสาสน์ . สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. 2557. แนวปฏบิ ตั ิการวดั และประเมินผลการเรียนรู้ ตามหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ ุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตร แห่งประเทศไทย. สวุ ิมล วอ่ งวาณิช.(2546). การประเมนิ ผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพฯ:โรงพมิ พ์แห่ง จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ----------------------

คำส่งั สำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๒ ที่ 56 / ๒๕๖3 เรอื่ ง แตง่ ต้ังคณะกรรมการจดั ทำคู่มอื 6 มติ ิคณุ ภาพสกู่ ารปฏบิ ัติ ********************************* เพอ่ื ให้การขบั เคลอ่ื นการนำหลกั สตู รสถานศึกษาสหู่ ้องเรยี นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพสอดคล้องกบั พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยสถาบนั สง่ เสรมิ การสอน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ได้ดำเนนิ การจัดทำมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ัด กล่มุ สาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) และสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานไดด้ ำเนนิ การ จดั ทำสาระภูมศิ าสตร์ ในกลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 และเพ่ือใหก้ ารจดั ทำหลกั สูตรสถานศึกษา ตาม หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 เปน็ ปจั จบุ นั และสามารถนำหลกั สตู รสถานศกึ ษาสู่ ห้องเรยี นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาศยั อำนาจตามมาตรา ๓๗ แหง่ พระราชบญั ญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ.๒๕๔๖ และท่แี กไ้ ขเพม่ิ เติม จึงแตง่ ต้ังคณะกรรมการจดั ทำคู่มือ 6 มติ ิคุณภาพสู่การปฏิบัติ สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอุดรธานี เขต 2 ดังนี้ 1. คณะกรรมการอำนวยการ ผอู้ ำนวยการสำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษา ๑.1 นายบรู พา พรหมสงิ ห์ ประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 2 ประธานกรรมการ 1.2 นายชาญชยั ทองแสน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ๑.๓ นายสมาน บญุ จะนะ ประถมศกึ ษาอดุ รธานี เขต 2 รองประธานกรรมการ ๑.๔ นายสุคิด พนั ธ์พุ รม รองผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา 1.๕ นายอุดมศักด์ิ ปอโนนสูง ประถมศกึ ษาอุดรธานี เขต 2 รองประธานกรรมการ ๑.๖ นายสุรยิ นต์ อนิ ทร์อดุ ม 1.๗ นางสาวศศธิ ร นาคดิลก รองผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษา ๑.๘ นางสนุ ีย์ อุทมุ ทอง ๑.๙ นางสภุ าวดี ปกครอง ประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 2 รองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการกลมุ่ นเิ ทศ ตดิ ตามและประเมนิ ผล กรรมการ การจัดการศกึ ษา ศกึ ษานเิ ทศก์ กรรมการ ศกึ ษานเิ ทศก์ กรรมการและเลขานกุ าร ศึกษานเิ ทศก์ กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานกุ าร ศกึ ษานเิ ทศก์ กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ /.....คณะกรรมการ ๒

มหี น้าที่ : วางแผนการดำเนินงานการขับเคลือ่ น ๖ มติ คิ ุณภาพสู่การปฏบิ ัติให้สอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรบั ปรงุ ๒๕๖๐) สภาพเศรษฐกจิ สงั คม ศิลปวฒั นธรรม ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น ตลอดทง้ั ให้คำปรึกษาและใหค้ วามช่วยเหลือคณะกรรมการดำเนินงาน 2. คณะกรรมการดำเนนิ งาน ประกอบดว้ ย ๒.๑ คณะกรรมการจัดทำคู่มอื ๖ มติ ิคณุ ภาพสู่การปฏิบัติ ๒.๑.๑ มิติที่ ๑ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ประกอบด้วย ๒.๑.๑.๑ นางสาวศศธิ ร นาคดิลก ศกึ ษานเิ ทศก์ ประธานกรรมการ ๒.๑.๑.๒ นายสุรชยั ไผ่ตง ผอ.ร.ร.บา้ นโคกผักหวานโนนรงั สี รองประธานกรรมการ ๒.๑.๑.๓ นางสนุ ีย์ อทุ มุ ทอง ศึกษานเิ ทศก์ กรรมการ ๒.๑.๑.๔ นางสรอ้ ยทพิ ย์ ทองใหญ่ ครู ร.ร.อนบุ าลศรีธาตุ กรรมการ ๒.๑.๑.๕ นางสกุ ัญญา ศรเี สาวงษ์ ครู ร.ร.บา้ นสวรรค์ราษฎร์ กรรมการ ๒.๑.๑.๖ นางเยาวลกั ษณ์ สวุ รรณดวง ครู ร.ร.บา้ นหว้ ยเกง้ิ วัฒนเสรีราษฎรบ์ ำรงุ กรรมการและเลขานุการ ๒.๑.๑.๗ นางสาวอ้อยใจ ปากวิเศษ ครู ร.ร.อนบุ าลศรธี าตุ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๒.๑.๑.๘ นางสาวนธิ ิทัศน์ แก้วเกดิ มี ครู ร.ร.บ้านหว้ ยเกิง้ วัฒนเสรีราษฎร์บำรุง กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานกุ าร มหี น้าท่ี จัดทำคมู่ ือการพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลกั สูตรปฐมวยั ระเบียบการวดั ผลประเมินผล กรอบหลักสตู รท้องถนิ่ ของเขตพนื้ ที่การศึกษา และอน่ื ๆทเี่ กย่ี วข้อง พรอ้ มทงั้ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของเอกสาร กอ่ นจดั ทำเปน็ รูปเลม่ ทีส่ มบรู ณ์ ๒.๑.๒ มิตทิ ี่ ๒ การจดั การเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย ๒.๑.๒.๑ นายสรุ ิยนต์ อนิ ทร์อุดม ศึกษานเิ ทศก์ ประธานกรรมการ ๒.๑.๒.๒ นางสาววรศิ รา เชญิ ชม ศกึ ษานเิ ทศก์ รองประธานกรรมการ ๒.๑.๒.๓ นางทับทมิ ภคู รองทอง ครู ร.ร.บา้ นกดุ ขนวน กรรมการ ๒.๑.๒.๔ นางนงลักษณ์ ทองมาศ ครู ร.ร.บา้ นหนองประเสรฐิ กรรมการ ๒.๑.๒.๕ นายวราวฒั น์ โสภารตั น์ ครู ร.ร.อนบุ าลศรธี าตุ กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร มหี นา้ ท่ี จดั ทำคูม่ ือการจดั การเรียนรู้ จติ วิทยาการเรยี นรู้ และอนื่ ๆที่เก่ียวข้อง พร้อมทัง้ ตรวจสอบความถูกตอ้ งของเอกสารกอ่ นจัดทำเป็นรูปเลม่ ทสี่ มบูรณ์ ๒.๑.๓ มติ ทิ ่ี ๓ การใช้สอื่ /ส่ือเทคโนโลยี ประกอบดว้ ย ๒.๑.๓.๑ นายปรดี า พงษ์วุฒนิ ันท์ ศึกษานเิ ทศก์ ประธานกรรมการ ๒.๑.๓.๒ นายณัฐชา ทัศนิยม ผอ.ร.ร.บา้ นบะยาว รองประธานกรรมการ ๒.๑.๓.๓ นายพรี ะพัฒน์ อนุรักษ์ ครู ร.ร.บา้ นคำเตา้ แกว้ หินลาด กรรมการ ๒.๑.๓.๔ นายมนวฒั น์ คำรินทร์ ครู ร.ร.บา้ นดงเมอื ง (ดงเมอื งวทิ ยา) กรรมการ ๒.๑.๓.๕ นางสาวพัชรินทร์ นาคดลิ ก ธรุ การ ร.ร.อนุบาลโนนสะอาด กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ มหี น้าที่ จดั ทำคมู่ อื การใชส้ อ่ื /สอ่ื เทคโนโลยี และอ่ืนๆทเ่ี กี่ยวข้อง พร้อมท้ังตรวจสอบความถกู ต้อง ของเอกสารก่อนจดั ทำเปน็ รปู เล่มทีส่ มบรู ณ์ /2.1.4... ๓

๒.๑.๔ มิตทิ ี่ ๔ การวดั และประเมนิ ผล ๒.๑.๔.๑ นางฐติ นิ ันท์ อุปการ ศึกษานเิ ทศก์ ประธานกรรมการ ๒.๑.๔.๒ นางจริ ะพร เสนาภักดี ครู ร.ร.อนบุ าลประจกั ษ์ศลิ ปาคม รองประธานกรรมการ ๒.๑.๔.๓ นางสธุ ารี แสงกลา้ ครู ร.ร.บา้ นดงกลาง กรรมการ ๒.๑.๔.๔ นางปิยฉัตร จติ รดี ศกึ ษานิเทศก์ กรรมการและเลขานุการ มีหนา้ ที่ จดั ทำคูม่ อื การวัดและประเมินผล และอืน่ ๆท่ีเกี่ยวข้อง พรอ้ มทั้งตรวจสอบความถูกตอ้ ง ของเอกสารก่อนจัดทำเปน็ รปู เล่มทีส่ มบูรณ์ ๒.๑.๕ มติ ทิ ่ี ๕ การนเิ ทศภายใน ๒.๑.๕.๑ นายอดุ มศักดิ์ ปอโนนสงู ผอ.กลุ่มนิเทศฯ ประธานกรรมการ ๒.๑.๕.๒ นายสุทธิรักษ์ แสงนาค ผอ.ร.ร.บา้ นเหล่าหมากบา้ เชยี งสม รองประธานกรรมการ ๒.๑.๕.๓ นางสาววมิ ล เถาวลั ย์ ศกึ ษานเิ ทศก์ กรรมการ ๒.๑.๕.๔ นางรดั ดา วทิ ยากร ศกึ ษานิเทศก์ กรรมการและเลขานุการ มหี น้าที่ จัดทำคู่มือการนิเทศภายใน และอน่ื ๆท่เี กย่ี วข้อง พรอ้ มท้งั ตรวจสอบความถกู ต้อง ของเอกสารก่อนจัดทำเป็นรปู เลม่ ท่สี มบรู ณ์ ๒.๑.๖ มิติที่ ๖ การวจิ ยั ในชัน้ เรียน ๒.๑.๖.๑ นางสุภาวดี ปกครอง ศกึ ษานิเทศก์ ประธานกรรมการ ๒.๑.๖.๒ นางจรุ พี ร ชน่ื นริ นั ดร์ ครู ร.ร.บา้ นกุดขนวน กรรมการ ๒.๑.๖.๓ นางสาวจันทร์สดุ า ล้ีพงษก์ ลุ ครู ร.ร.บ้านเมอื งปงั กรรมการ มีหน้าที่ จดั ทำคมู่ ือการวิจยั ในช้ันเรยี น และอืน่ ๆทีเ่ กี่ยวข้อง พรอ้ มทั้งตรวจสอบความถกู ต้อง ของเอกสารกอ่ นจัดทำเปน็ รูปเล่มทส่ี มบูรณ์ ๒.๒ คณะกรรมการจดั ทำรูปเลม่ เอกสาร ประกอบด้วย ๒.๒.๑ นายสุรชัย ไผ่ตง ผอ.ร.ร.บา้ นโคกผักหวานโนนรงั สี ประธานกรรมการ ๒.๒.๒ นายณฐั ชา ทศั นยิ ม ผอ.ร.ร.บา้ นบะยาว รองประธานกรรมการ ๒.๒.๓ นายพรี ะพัฒน์ อนุรกั ษ์ ครู ร.ร.บ้านคำเต้าแก้วหนิ ลาด กรรมการ ๒.๒.๔ นายวราวัฒน์ โสภารตั น์ ครู ร.ร.อนบุ าลศรีธาตุ กรรมการ ๒.๓.๕ นายมนวฒั น์ คำรินทร์ ครู ร.ร.บ้านดงเมือง (ดงเมอื งวทิ ยา) กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ ออกแบบและจดั ทำปกเอกสารคมู่ อื ๖ มติ ิคุณภาพสูก่ ารปฏิบัติทกุ มติ ิ ทงั้ น้ีให้ผ้ไู ด้รบั การแต่งตัง้ ปฏิบตั ิหนา้ ทที่ ไี่ ด้รับมอบหมายอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และบรรลุตามวตั ถุประสงค์ ท่ตี ัง้ ไว้ ตงั้ แตบ่ ัดนี้เป็นตน้ ไป ส่ัง ณ วันท่ี ๒ เดอื น มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (นายบรู พา พรหมสงิ ห)์ ผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 2


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook