Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มิติที่2การจัดการเรียนรู้(1)

มิติที่2การจัดการเรียนรู้(1)

Published by moetpr2514, 2020-06-28 09:33:09

Description: มิติที่2การจัดการเรียนรู้(1)

Search

Read the Text Version

๔๗ นักเรียนท้งั เปน็ การปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขน้ึ ในชน้ั เรียนได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพการสอ่ื สารทค่ี รสู ามารถใชใ้ นการ จดั การชั้นเรียนได้อยา่ งเหมาะสมเป็นการส่ือสารของครกู ับนักเรยี นท้ังในระหวา่ งการดำเนินการสอน หรือการดูแลเด็ก ในระหวา่ งการปฏบิ ัตงิ านกลุม่ หรือการทำงานตามลำพังทักษะการสือ่ สารทคี่ รมู ืออาชีพควรใชป้ ระกอบด้วย ๑. การส่ือสารด้วยคำพูดโดยทว่ั ไปการสื่อสารประกอบด้วยสองส่วน คอื ทกั ษะการส่งสาร (sending skill) และทักษะการรับสาร(receptive skill) ในการจัดการช้ันเรียนครจู ำเปน็ ต้องใช้การส่อื สารกบั นักเรยี น ทั้งการส่งสารซ่ึงโดยท่ัวไปครใู ชก้ ารส่งสารกบั นักเรียนใน 3 ดา้ น คือ ๑) เพื่อระบคุ วามต้องการที่ครูอยากจะให้นกั เรยี นเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรม ๒) เพอื่ แจ้งผลการกระทำของนกั เรียน ๓) เพื่อเสนอความคาดหวงั ทางบวกทมี่ ีตอ่ นักเรยี นครูควรใช้คำพูดทเ่ี ป็นการส่งเสรมิ การเรยี นรู้ ซ่ึงคำพูดประเภทนี้ควรเป็นเสียงท่ีอบอุ่นเป็นกันเองยอมรับเห็นใจเข้าใจถ้าเป็นคำถามควรเป็นคำถามท่ีให้ นักเรียนแสดงความคิดเห็นและครูควรยอมรับความคิดเห็นนั้น ๆ หรือถ้ามีการแก่ไขปรับปรุงควรเป็นไปในทางบวก ทักษะการรบั สารสำหรบั ครูเป็นทกั ษะการรบั ฟังความคิดเห็นของนักเรียนซึง่ เป็นสงิ่ จำเป็นมากสำหรับการจัดการเรยี น การสอนท่ีเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ การกระตุ้นให้เด็กคิดและแสดงความคิดเห็นของตนออกมา จะทำให้ครูเข้าใจถึง ความรู้พ้ืนฐานหรือความรู้สึกนึกคิดของเด็กเพ่ือจะได้แก้ไขและป้องกันปัญหาอันเกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่างครู กบั นกั เรยี นหรือนักเรียนกบั นักเรียนเองเพื่อให้การดำเนินการในช้นั เรยี นเป็นไปอย่างมีประสทิ ธิภาพ การใช้ทักษะการ ส่ือการด้วยคำพูด ครูอาจต้องใช้เทคนิคอ่ืน ๆ เพื่อเป็นการป้องปรามพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ ของนักเรียน เช่น ในขณะที่ครูพูดบรรยายหรืออธิบายครูอาจต้องหยุดพูดช่ัวขณะ เพ่ือให้นักเรียนรู้สึกตัวและหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์น้นั ๒. การสื่อสารท่ีไม่ใชค้ ำพูด กิริยาท่าทางการแสดงออกของครกู ็เป็นสิง่ สำคญั ในการส่ือสาร ให้นกั เรยี น ทราบว่า ณ ขณะน้นั ครูต้องการให้นกั เรียนทำอะไร เชน่ ไมค่ ุยกันสนใจบทเรียน เป็นการปอ้ งกันปัญหาดา้ น พฤติกรรมได้ดวี ิธีหนง่ึ ได้แก่ การแสดงออกทางสีหน้าและสายตาครูอาจใช้การสบตาเพื่อให้นักเรียนทำหรือไม่ทำสิ่งใด สิง่ หนึ่ง เช่นเม่ือครถู ามคำถามเสร็จแล้วครูอาจสบตานักเรียนคนใดคนหน่ึงเพื่อขอคำตอบหรือขอความคิดเห็นโดยครู อาจไมต่ ้องเรียกชื่อเด็กคนน้ันเลยหรอื ครใู ช้การสบตาเด็กที่กำลังทำงานอื่นในขณะที่ครูกำลังอธิบายเนื้อหาในบทเรียน นักเรียนทีเ่ กิดการเรียนรู้เกยี่ วกับพฤตกิ รรมการสื่อสารของครูจะสามารถส่ือสารกับครูได้โดยไม่ตอ้ งใช้คำพูดใด ๆ เลย แม้แต่คำเดียวนอกจากนี้ครูอาจใช้การแสดงสีหน้าเรียบเฉยเพื่อสื่อสารให้นักเรียนทราบว่ากำลัง แสดงพฤติกรรมที่ไม่ เหมาะสม เชน่ กำลงั ลอ้ เลียนเพื่อนหรอื เรียกร้องความสนใจจากครูเมือ่ ครูไม่สนใจจะทำใหน้ ักเรยี นหยุดพฤติกรรมท่ีไม่ พึงประสงค์นั้นลงไปได้หรอื ครูอาจแสดงสีหน้ายม้ิ แย้มแจ่มใส ให้กับนักเรียนที่ตอบคำถามครูได้ เป็นต้น นอกจากน้ีครู อาจใช้ทา่ ทางในส่ือสารกับนักเรยี นในกรณี ต่าง ๆ ขณะที่ครูกำลังสอนได้แก่ การเดนิ เข้าไปใกล้เด็กคนใดคนหน่งึ เพื่อ เป็นการปลอบใจและให้กำลงั ใจเด็กที่มีความไม่ม่ันใจในการแสดงออก หรือการพูดแสดงความคิดเห็นการทค่ี รูเดินเข้า ไปใกล้ย้ิมหรือพยกั หน้าให้เด็กจะทำให้เด็กมีกำลังใจและกล้าที่จะพูดหรือครูอาจใช้การเดินเข้าไปใกล้เดก็ เพ่ือเป็นการ ส่อื สารใหเ้ ด็กหยุดการกระทำทีเ่ ป็นปญั หา เชน่ การเลน่ หรอื แกลง้ กนั ในช้นั เรียน ๓. การประชมุ ร่วมกนั เป็นการสอ่ื สารระหวา่ งครกู ับนกั เรียนทมี ปี ระสิทธภิ าพเพราะการที่สรา้ งความ เข้าใจกันได้ดีนั้น คือ การส่ือสารสองทางซึง่ การประชุมรว่ มกันที่ครูใช้กับเดก็ เปน็ วิธีการของการสอ่ื สารสอง ทางที่ได้ผลดีย่ิง และควรเป็นการประชุมท่ีมีการอภิปรายและเสนอแนะไม่มีการตำหนิใครเป็นการประชุม เพ่ือทราบ ปัญหาท่ีแท้จริงและหาวิธีการแก้ไขปัญหาเด็กจะไม่จับผิดผู้อ่ืน ไม่ตำหนิผู้อื่นหรือหาวิธีการลงโทษผู้อ่ืน การประชุม เช่นน้ที ำใหน้ ักเรียนเกิดความรว่ มมอื รว่ มใจกันในการแก้ไขปญั หาและครูเองก็จะไดท้ ราบถึงความสามารถความต้องการ และเหตุผลของนักเรียนในประเด็นที่เก่ียวกับปัญหาต่าง ๆท่ีเกิดข้ึนในห้องเรียนอันจะนำไปสู่ช้ันเรียนท่ีมีวินัยมีความ รว่ มมือและมีความไวเ้ นอ้ื เชื่อใจกันต่อไป บทบาทและลักษณะของครทู ่ดี ี การที่จะบอกได้ว่าใครทำอะไรได้ดีหรือไม่ จำเป็นต้องทราบก่อนว่าเขามีบทบาทหน้าท่ีอะไร และผลการ

๔๘ ปฏิบัติหน้าที่ของเขามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ทวีป อภิสิทธ์ิ (ม.ป.ป. : 112-114)ได้ให้ความหมายของบทบาท หน้าทขี่ อง “ครู” จากคำภาษาองั กฤษ “TEACH-ERS” ไว้ดงั น้ี T = Teaching หมายถึง การทำหนา้ ท่ีสอนและถา่ ยทอดความรู้ E = Ethic หมายถงึ ความเป็นผู้มคี ุณธรรมมีเมตตาธรรมประจำใจ A = Academic หมายถงึ การเป็นนกั วชิ าการทมี่ ีความรอบรู้และใฝ่หาความรอู้ ยปู่ ระจำ c = Cultural Heritage หมายถึง การเป็นผู้รู้คุณค่าของขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันดีของ ท้องถิ่นและของชาติ พร้อมกบั ทำหน้าท่ีถา่ ยทอดมรดกทางวัฒนธรรมดงั กลา่ วสูค่ นรุ่นหลงั H = Human Relationship หมายถงึ การเป็นผทู้ ่มี ีมนุษยส์ มั พนั ธท์ ีด่ ี E = Evaluation หมายถึง การเขา้ ใจและมคี วามรู้เร่อื งการวดั และการประเมินผล เป็นอย่างดีเพราะการวัด และการประเมินผลน้นั ครตู ้องใช้อยู่ตลอดเวลาในกระบวนการเรียนการสอน R = Research หมายถึง การค้นคว้าวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ และสามารถนำผลวิจัยท่ีผู้อ่ืนทำไว้แล้วไป ประยุกตใ์ ช้ในการเรียนการสอน S = Service หมายถึง การให้บริการด้านอ่ืนนอกเหนือจากการสอน เช่น การบริการแนะแนว บริการด้าน สวสั ดกิ ารในโรงเรยี น รวมถงึ การบริการทางวิชาการแกชมุ ชนอีกด้วย จากความหมายข้างต้นจะเหน็ ได้ว่า บทบาทหน้าที่ของ “ครู” กว้างขวางมากมิใช่มหี น้าท่ีด้านการสอนอย่าง เดียวดังที่เข้าใจกันโดยท่ัวไป การท่ีครจู ะสามารถหลอ่ หลอมนักเรียนให้เติบโตขึน้ เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของสังคม สร้างสรรคพ์ ัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพครูตอ้ งทำงานหนักมากทง้ั การเตรียมเนื้อหาวิชาในการสอนเตรียมส่ือการสอน เตรยี มกจิ กรรมการเรียนการสอน วิธกี ารวัดผล และประเมินผลท่ถี ูกตอ้ งและมปี ระสิทธภิ าพสอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ ของหลักสูตร นอกจากงานด้านการสอนแล้วครูยังมีหน้าที่อบรม กล่อมเกลา คุณลักษณะท่ีดีงาม เพื่อให้นักเรียนถึง พร้อมในความเป็นคนดี คนเก่ง ที่ดำรงชีวติ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังที่ เอมเมอร์ เอเวอร์ทสนั และแอน เดอร์ สนั (Emmer, Evertson & Anderson, 1980) ไดส้ รุปคุณลกั ษณะของครทู ม่ี ีประสทิ ธภิ าพไว้ ดังนี้ ๑. ต้องมีลักษณะแบบนกั จิตวิทยากลุม่ มนษุ ยนยิ ม (Humansim) คอื เปน็ ผ้มู องโลกในแง่ดีเห็นคณุ คา่ ความเป็นมนุษย์ของทุกคนสามารถยอมรับผู้อื่นได้อย่างไม่มีเง่ือนไข มีลักษณะอบอุ่น จริงใจ เมตตา เป็น กลั ยาณมิตรของนกั เรียน ๒. รูจ้ ักและเข้าใจนกั เรยี นเป็นรายบุคคล มีความรู้ด้านจติ วิทยาพัฒนาการและสามารถนำความรูน้ ั้นมา พัฒนาผู้เรียนให้งอกงามทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและบุคลิกภาพ ส่งเสริมให้เขาเติบโตขึ้น เปน็ บุคคลทมี่ ีคุณค่าของสังคม ดำรงชวี ิตดว้ ยความภาคภมู ิใจในตนเอง และมีความสขุ ในชวี ิต ๓. มคี วามรดู้ า้ นจติ วิทยาการเรียนการสอน เข้าใจกระบวนการเรยี นรู้ สามารถนำทฤษฏีแรงจูงใจมา ประยุกตใ์ ช้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมเพ่อื ใหก้ ารเรียนการสอนมีประสิทธิภาพสงู สุดให้ผู้เรียนเรยี นรอู้ ย่างมคี วามสขุ มี เจตคติท่ดี ตี อ่ บทเรียน กระบวนการเรยี น และมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นที่นา่ พึงพอใจ ๔. มที กั ษะในการตดิ ตอ่ ส่อื สาร เปน็ ผู้พูดและผูพ้ งึ ทดี่ ีสามารถส่ือสารกบั ผ้อู ื่นได้เข้าใจตรงกัน บรหิ าร ความขัดแย้งไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ๕. มที ักษะในการจัดห้องเรยี นให้มบี รรยากาศทีเ่ ออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้ ๖. มมี นษุ ยสมั พนั ธดี เข้าใจหลกั พฤตกิ รรมศาสตร์ปรับตัวและสรา้ งความสมั พันธอ์ นั ดกี บั ผ้อู น่ื ได้อยา่ ง ไมม่ ีเงอื นไข มีวุฒิภาวะทางอารมณ์มีสุขภาพกายและสุภาพจิตดี มคี วามเป็นผู้นำ ๗. มคี ุณวฒุ ทิ างวชิ าการ มคี วามรู้ในวิชาทีส่ อนเปน็ อย่างดี มีความใฝ่รู้ ขวนขวาย กระตอื รือร้นใน การศกึ ษาหาความรเู้ พิม่ เติมอย่างสมา่ํ เสมอ ลกั ษณะของครูทด่ี ีด้านการสอนนั้น จอห์น แครรร์ อลล์ (Joho Carroll, 1963) ไดอ้ ธบิ ายวา่ ครทู ่ีดีตอ้ งเป็น ครูท่ีสอนให้นักเรยี นเกิดการเรียนรู้ ให้เวลาแก่นักเรยี นแต่ละคนได้เรียนรู้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคลและวิชาที่ สอน บางคนต้องการเวลามาก บางคนต้องการเวลาน้อยและการสอนท่ีมีประสิทธิภาพไม่ได้ข้ึนอยู่กับการสอนของครู

๔๙ เทา่ น้นั แตข่ ึ้นอยู่กบั ตวั นักเรียนด้วยเพราะนกั เรยี นแตล่ ะคนมีความสามารถแตกต่างกันดังน้ี ๑. ความถนัด หรือความสามารถในการเรยี นร้รู ายวิชาตา่ งๆ ของแต่ละบุคคล ๒. ความสามารถในการรบั รแู้ ละทำความเขา้ ใจเร่ืองต่าง ๆ ๓. ความพยายาม ความใสใ่ จใหเ้ วลากับบทเรียน ๔. การมโี อกาสได้เรยี นร้ตู ามความสามารถและความถนดั ของแต่ละคน เอมเมอร์ เอเวอร์ทสัน และแอนเดอร์สัน (Emmer, Evertson & Anderson, 1980) ได้ ศึกษาความ แตกต่างของครูที่สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและครูท่ีสอนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ พบว่า ครูที่จะสอนได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพน้นั ครคู วรปฏบิ ัติ ดงั นี้ ๑. อธิบายใหน้ ักเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ของหน่วยการเรียนหรือบทเรียนอย่างซัดเจน ๒. ให้นักเรยี นเห็นความสำคญั และประโยชน์ของบทเรยี นทีจ่ ะสอน เพอื่ ให้เขาต้งั ใจเรียนให้ เกดิ การเรยี นรู้ ๓. ใหเ้ อกสาร กจิ กรรม รวมถงึ ประสบการณต์ ่าง ๆ ประกอบการเรยี นการสอน ๔. การตงั้ ความคาดหวังในความสำเรจ็ ของผูเ้ รียนตอ้ งไมส่ งู หรือตํ่าเกนิ ไป ๕. เตรียมการสอนและอปุ กรณป์ ระกอบการสอนให้พร้อม ๖. มีสือ่ การสอน กิจกรรม เอกสารประกอบการสอนท่ีหลากหลาย และสอดคลอ้ ง กบั เนอ้ื หาทีจ่ ะสอน ๗. จัดเนื้อหาทจ่ี ะสอนใหเ้ ป็นทส่ี นใจของนกั เรยี น ๘. สอนใหน้ ักเรยี นเกิดการเรยี นรใู้ นอัตราท่ีสม่ําเสมอ ๙. ปรับเนอื้ หาให้สอดคล้องกับเวลาและความสนใจของนักเรียน ๑๐. สามารถสอ่ื สารได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ รวมทง้ั มีหลกั การในการใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลับแก่นักเรยี นเพื่อให้ เขารวู้ ่าเขาเขา้ ใจถูกต้องหรือไม่ หรือเมื่อนักเรียนตอบคำถามผิดควรอธิบายให้เขาเข้าใจว่าผิดอย่างไรและจะ ทำให้ถูกต้องได้อย่างไรและต้องให้กำลังใจให้เขาพยายามต่อไป รวมถึงการเสริมแรงเม่ือนักเรียนประสบความสำเร็จ สนใจการเรยี นหรอื ตอบคำถามไดถ้ ูกตอ้ ง ซิมเมอร์แมน และชังด์ (Zimmerman, F.J. & Schunk, D.H., 1989) ได้ทำการวิจัยพบว่า สาเหตุที่เด็กมี ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ก็เนื่องมาจากเด็กไม่ทราบว่าจะเรียนรู้ได้อย่างไร ไม่มีรู้วิธีหรือรูปแบบการเรียนรู้ที่มี ประสทิ ธภิ าพ หลักจากท่ีเด็กได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ “วธิ ีการเรียนรู้ทีม่ ีประสิทธิภาพ” เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ด้วยเหตุ นีเ้ วลาครพู บว่าเด็กมีปัญหาในการเรียนรหู้ รือเรียนไมเ่ ก่ง หรือสอบตก ครไู ม่ควรคิดวา่ เป็นเพราะเดก็ มีเชาวน์ปัญญาต่ํา เสมอไป เพราะการคิดเชน่ นัน้ ไมเ่ พยี งแต่เปน็ การแก้ปัญหาไม่ตรงจดุ แตย่ ังเป็นการตีตราหรือตอกยา้ํ ให้เดก็ มคี วามเชื่อว่า ตนเป็นคนที่ไม่มคี วามสามารถ เป็นคนโง่ และคงไม่สามารถประสบความสำเรจ็ ในการเรยี นได้ บทบาทในช้นั เรียนที่ครูพงึ หลกี เลย่ี ง มีรายละเอียด ดังน้ี ๑. การใชค้ วามรนุ แรงแบบเผด็จการ ใช้อำนาจเกนิ สมควรเอาแตใ่ จตนเองขู่กรรโชกลงโทษแบบไม่ แก้ปัญหาแต่ไมเ่ ป็นการเพม่ิ ปญั หา เช่น ไล่ออกจากโรงเรียน ให้พกั การเรยี นทั้งที่น่าจะมี วิธีอื่นทมี่ ีประโยชน์ มากกว่าน้ัน พึงระลึกไว้เสมอว่าครูมิได้มีหน้าท่ีเฉพาะการสอนวิชาการเท่าน้ันหากมี หน้าที่สอนสร้างเสริมความเป็น “มนษุ ย์” ท่ีสมบูรณ์ใหแ้ กผ่ เู้ รยี นด้วย ๒. การใหเ้ สรภี าพมากเกินไป ปลอ่ ยปละละเลยนักเรยี นจะเขา้ เรียนหรือไม่กไ็ ด้ จะส่งงาน หรือไม่ก็ได้ ทำผิดกไ็ ม่มีการลงโทษนกั เรยี นจึงไม่รู้วา่ อะไรผดิ อะไรถกู อะไรควรปฏิบัติ อะไรไม่ควร ปฏิบตั ิ เสรีภาพตอ้ ง มาค่กู บั ความรับผดิ ชอบเสมอ ๓. การเครง่ ครดั เขม้ งวดมากเกนิ ไป ไม่มีการยดื หย่นุ ไม่ฟังเหตผุ ล นักเรียนจะเกิดความคบั ข้องใจ ขาด ความมน่ั ใจ และไมก่ ล้าทำอะไรนอกเหนอื คำสงั่ ของครู ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาตน ไปตามศักยภาพท่ี ควรจะเป็น รวมถงึ การกำหนดกฎระเบียบต่าง ๆ การใช้ความคิด มมุ มองของครูเป็นมาตรฐานโดยเด็กไม่มสี ่วนร่วมใน การแสดงเหตุผล ความคิดความตอ้ งการของตนเอง ทั้งท่ีความจริงแลว้ ผใู้ หญ่กับเด็กมคี วามความตอ้ งการที่แตกต่างกัน

๕๐ มาก วิธีการที่สร้างสรรค์จงึ ควรเปน็ ทางสายกลาง ระหว่างความคิดเห็น เหตุผล ความตอ้ งการของท้งั สองฝ่ายท่ีตา่ งฝ่าย ตา่ งสามารถยอมรบั กนั ได้ สรุปได้ว่าลักษณะของครูท่ีดี คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับวิชาท่ีสอนสามารถใช้ จิตวิทยาในการสอนได้อย่างเหมาะสม เพื่อจูงใจให้ผู้เรียนสนใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอน รู้จักยืดหยุ่น ยอมรับในความแตกต่างของผู้เรียนสือ่ สารไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ไม่ดว่ นสรุปตัดสนิ ผเู้ รียนโดยท่ยี งั ไม่มีขอ้ มลู มากพอ การปรับพฤตกิ รรมในชั้นเรยี น การปรับพฤติกรรมในช้นั เรียน (Behavior Modification in Classroom) ช้ันเรียนแตล่ ะชัน้ มักจะเป็นทร่ี วม ของเด็กหลายประเภททั้งเด็กเรียบร้อย ต้ังใจเรียน เรียนเก่ง เด็กเรียบร้อยแต่เรียนไม่เก่ง เด็กเกเรเรียนเก่ง เด็กเกเร เรยี นไมเ่ กง่ เดก็ ที่มาจากครอบครัวทอี่ บอ่นุ เดก็ ทมี่ าจากครอบครัวแตกแยก ฯลฯ ในการดูแลนักเรียนแต่ละช้นั จงึ ตอ้ งมี กระบวนการคัดกรองนักเรียนโดยอาจแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมี ปัญหา กลุ่มปกติเป็นกลุ่มท่ีควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการให้เต็มศักยภาพ กลุ่มเสี่ยงควรได้รับการดูแลเพื่อส่งเสริม พัฒนาการและป้องกันปญั หา ในขณะที่กลุ่มท่ีมีปญั หาควรได้รับการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาซง่ึ ปัญหาของนักเรียนมอี ยู่ หลากหลายในที่นี้จะขอยกมาเฉพาะปัญหาที่พบบ่อยในช้ันเรียนซึ่งครูจะต้องบริหารจัดการให้เด็กที่มีปัญหาสามารถ พัฒนาตนใหเ้ รยี นรไู้ ด้เชน่ เดยี วกบั เด็กปกตแิ ละมพี ฤติกรรมท่ดี ขี ้นึ ประเภทของเด็กที่มีปัญหาทพ่ี บบอ่ ย ไดแ้ ก่ ๑. เด็กกา้ วร้าว เปน็ เด็กทีม่ ักใช้ความรนุ แรงเพอ่ื ใหไ้ ด้ในสง่ิ ท่ตี อ้ งการ เช่นขม่ ขเู่ สียงดังใช้ กำลงั รังแกผอู้ ่ืน พดู จาหยาบคาย ทำใหช้ น้ั เรียนและโรงเรียนเกดิ ความวุ่นวาย ๒. เดก็ ซนผิดปกติ (hyperactive) เปน็ เดก็ ท่ีไมส่ ามารถควบคุมตนเองให้อยู่นิ่งได้ ตอ้ งแสดงพฤตกิ รรม ตา่ ง ๆ ตลอดเวลา เชน่ วงิ่ ไปรอบ ๆ ห้อง ลกุ จากที่ ขว้างปาสง่ิ ของ แหยเ่ พือ่ น ลากโตะ๊ เกา้ อ้ไี มฟ่ ังครสู อน ฯลฯ ๓. เด็กเจา้ อารมณ์ เปน็ เด็กท่ีไม่สามารถควบคมุ อารมณ์ได้ ฉนุ เฉยี ว โมโหรา้ ย อาละวาด ทำลายขา้ ว ของ ทำรา้ ยตนเองและผอู้ ื่น มกั เอาแตใ่ จตนเอง ๔. เด็กท่ีชอบก่อกวนชั้นเรียน เปน็ เด็กท่มี พี ฤติกรรมรบกวนสมาธิของคนอ่นื ในห้องเรยี น เช่น เดนิ เข้า- ออกห้องเรียนบอ่ ย ๆ รบกวนการทำงานของเพื่อนด้วยการทำเสียงดงั กระเซ้าเยา้ แหย่ ชวนคยุ ลากโตะ๊ - เกา้ อ้ไี ม่สนใจงานที่ครมู อบหมาย ๕. เดก็ ทข่ี าดความเชอ่ื มั่น และเด็กขี้อาย เป็นเด็กทไ่ี ม่กล้าแสดงออก ไม่พดู ไม่ถามขณะอยู่ตอ่ หน้าคน จำนวนมาก มกั ไม่สบตาผู้อื่น พดู เสียงเบา หลีกเลี่ยงการติดตอ่ เก่ียวขอ้ งกับผู้อื่น เงยี บเฉย แมบ้ างครั้งจะถูก เพอื่ นรงั แกกไ็ ม่ค่อยโตต้ อบ มลี ักษณะคล้ายเด็กแยกตัวและเงียบขรึม อาจสรุปได้วา่ พฤตกิ รรมท่เี ป็นปญั หาท่พี บในสถานศกึ ษาสว่ นใหญ่ ไดแ้ กช่ ุกซนไม่อยู่เฉย ก้าวรา้ ว โต้เถียง ตอ่ ตา้ นกฎเกณฑ์ เกเร ดื้อดึง พูดปด ลักขโมย พูดหยาบคาย เล่นการพนัน ดืม่ สุรา สบู บุหรี่ ขาดเรยี น เข้าเรียนสาย ทะเลาะววิ าท รงั แกผู้อื่น พดู คุย ทำอย่างอ่นื ขณะทคี่ รูกำลังสอน ไม่สนใจเรยี น ขาดความรับผดิ ชอบ ฯลฯ บายเลอร์ และสโนวแ์ มน (Biehler & Snowman. 1990) ไดส้ รปุ สาเหตขุ องปญั หา ความรุนแรงตา่ ง ๆ ไว้ ดงั น้ี ๑. ความแตกต่างระหว่างเพศ โดยเพศชายมักมีปัญหามากกวา่ เพศหญงิ เนอื่ งจากฮอรโ์ มนแอนโดร- เจนในเพศชาย ๒. ความรูส้ ึกคบั ขอ้ งใจจากการไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน ๓. นักเรยี นไมร่ จู้ กั ตนเอง ไม่ร้วู า่ ตนตอ้ งการอะไร มคี วามสามารถมากน้อยเพยี งใด ตอ้ งการอะไรใน ชวี ติ

๕๑ ๔. อิทธิพลของวฒั นธรรมท่ใี ห้ความสำคญั กับพฤติกรรมก้าวร้าวมากกว่าความเรียบรอ้ ย ๕. นักเรียนร้สู กึ วา่ ตนเองถูกควบคุมจนไมส่ ามารถแสดงความเหน็ ต่างๆ ได้ รทั เทอร์ (Ruter,1979) และโฮวาร์ด (Howard. 1981) (อ้างถึงใน Biehler. 1990) กลา่ วถงึ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และบรรยากาศในโรงเรียนว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ใน โรงเรียน ซึง่ ทง้ั สองทา่ นไดส้ รุปขั้นตอนในการลดปัญหาในโรงเรียนไว้ ดงั นี้ ๑. การฝกึ ให้นักเรียนรู้จักต้งั วตั ถปุ ระสงคใ์ นการเรยี น ๒. การช่วยให้นกั เรยี นรู้จักตัง้ เปา้ หมายระยะสัน้ ๓. เปิดโอกาสใหน้ กั เรียนได้ร่วมกนั คิดเกีย่ วกบั กฎเกณฑ์ของชน้ั เรียน ตลอดจนการได้เลือกส่ิงท่ี จะเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ๔. สอนให้นักเรียนรูจ้ กั ใช้ยทุ ธศาสตร์ในการเรยี น กระบวนการปรบั พฤตกิ รรมที่เปน็ ปัญหาในช้ันเรียน การปรับพฤติกรรมเปน็ การนำหลักการเรียนรู้มาใช้ในการเปลยี่ นแปลงหรือแก้ไขพฤติกรรม ท่ีไม่พึงประสงค์ ให้เปน็ พฤตกิ รรมทีพ่ ึงประสงค์ รวมถึงการส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงคใ์ ห้คงอยู่อย่างถาวรตลอดไป แนวคิดของนักจิตวิทยาท่เี กี่ยวขอ้ งกับการปรับพฤตกิ รรมและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมอาจ แบง่ ไดเ้ ป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม (behavioral approach) และนักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม (humanistic approach) โดยกลุ่มพฤติกรรมนิยมมีแนวคิดว่าพฤติกรรมเกิดจากการถูกวางเง่ือนไขโดยอาศัยการเสริมแรงและการ ลงโทษเปน็ เครอื่ งมือ ครูจึงมีบทบาทเป็นผูค้ วบคุมให้นักเรียนประพฤติปฏิบัติไปตามกฎระเบยี บข้อบังคับที่กำหนดขึ้น หากประพฤติสอดคล้องกับกฎระเบียบข้อตกลงก็จะได้รับการเสริมแรง หากประพฤติขัดกับระเบียบกฎเกณฑ์ก็จะถูก ลงโทษ สว่ นกลมุ่ มนุษยนยิ มมีแนวคดิ ว่าโดยธรรมชาติมนุษย์มคี วามใฝ่ดีทุกคนต้องการพัฒนาตนเองใหเ้ ต็มศกั ยภาพท่มี ี อยู่เด็กทุกคนมีแนวโน้มท่ีจะแสดงพฤติกรรมตามท่ีผู้ใหญ่ชื่นชอบ แต่การท่ีเขามี พฤติกรรมไม่เหมาะสมก็เน่ืองจากเขา ไม่ทราบว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างไรบ้าง ซ่ึงเขาสามารถเรียนรู้ได้จากการพูดคุยหรือการ อบรมสงั่ สอนจากผ้ใู หญ่ การอบรมสั่งสอนทีจ่ ะไดร้ บั การเช่ือฟังโดยไมถ่ ูกต่อต้าน จะเกิดข้ึนในบรรยากาศของความเป็น มิตร อบอุ่น และยอมรับบทบาทของครู จึงควรเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้วางใจกันและสามารถสื่อ ความหมายได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ การปรับพฤติกรรมตามแนวคิดของนักจติ วทิ ยากลมุ่ พฤตกิ รรมนยิ ม การปรับพฤติกรรมซงึ่ มีจดุ มุ่งหมายเพือ่ เปล่ียนพฤติกรรมที่ไมพ่ งึ ประสงค์ใหเ้ ปน็ พฤตกิ รรมทีพ่ ึงประสงค์ และ ส่งเสริมพฤตกิ รรมท่ีพงึ ประสงค์ให้คงอยู่อยา่ งถาวรนั้น อาจกลา่ วได้ว่าการปรบั พฤติกรรมสามารถกระทำได้ 2 ลักษณะ ไดแ้ ก่ ๑. การเปลยี่ นพฤตกิ รรมทไ่ี ม่พงึ ประสงคใ์ ห้เปน็ พฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงค์ ๒. การส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงคใ์ หค้ งอย่อู ย่างถาวร จากทฤษฏีการเรียนรู้ของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม มีพ้ืนฐานความเช่ือว่าพฤติกรรมต่าง ๆ สามารถ สร้างขนึ้ ได้ด้วยการวางเง่ือนไข โดยการเสริมแรงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และลงโทษพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ ซ่ึงครู สามารถนำไปใช้ในชั้นเรียนได้โดยการเสรมิ แรงพฤตกิ รรมที่พึงประสงค์ เช่น ย้ิมแย้ม ให้ความสนใจ ชมเชย แสดงการ ช่ืนชมยอมรับ เม่ือนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้แก่ การส่งงานตรงเวลา สนใจต้ังใจเรียน แสดงน้ำใจ ช่วยเหลอื เพ่ือนและครูตามควรแกก่ รณีมีกริ ิยาวาจาสภุ าพเรยี บร้อยถกู กาลเทศะเป็นต้น ขณะเดยี วกันกล็ งโทษนักเรียน ท่มี ีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ แต่การลงโทษต้องกระทำอย่างมเี หตุผลอธิบายให้นักเรยี นเขา้ ใจหรอื มขี ้อตกลงมาก่อนว่า พฤติกรรมอย่างไรที่จะต้องถูกลงโทษ การลงโทษควรกระทำด้วยความรักและความหวังดี ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้ความ รนุ แรง เชน่ การกล่าวตำหนิ หักคะแนน ใหท้ ำงานในบทเรยี นเพ่มิ เป็นต้น

๕๒ เทคนิคการปรบั พฤตกิ รรมในชนั้ เรยี น การปรับพฤติกรรมในชั้นเรียนเป็นสิ่งจำเป็น และครูแทบทุกคนเคยใช้กันมาแล้วทุกยุค ทุกสมัย การปรับ พฤติกรรมในอดีตเป็นการปฏิบัติตามความรู้สึก ความคาดหวังของครูโดยยังไม่มี หลักการ ทฤษฏี หรือผลการวิจัยมา รองรบั แต่ในปจั จุบันมีการนำทฤษฏีและผลการวิจัยต่าง ๆ มา สนับสนุนทำใหก้ ารปรับพฤติกรรมของครูในปัจจุบันเป็น ระบบและน่าเชื่อถือมากขนึ้ อาจแบ่งเทคนิคการปรับพฤติกรรมในชน้ั เรียนได้ดังต่อไปน้ี ๑. การเสรมิ แรง การเสริมแรงทางสังคม เช่น การยอมรับ ชมเชย การสัมผัสที่อบอุ่น เป็นเทคนิคท่ีครูทำได้ง่ายและมี ประสิทธิภาพสูง ซึ่งควรกระทำควบคกู่ ับการแสดงความไมส่ นใจพฤติกรรมท่ไี ม่พงึ ประสงค์ ดว้ ย เช่น ในขณะท่คี รกู ำลัง สอนอยู่ในชั้นเรียนวิชัยลุกขึ้นเดินไปหลังห้อง วิมลคุยกับเพ่ือที่น่ังข้าง ๆ เสียงดัง วิทูรตั้งใจฟังครูและตอบคำถามที่ครู ถาม ครคู วรแสดงความช่ืนชมวิทูรพร้อมท้ังแสดงความไม่สนใจวิชัยกับวมิ ล แต่ถ้าพฤติกรรมของวิชัยและวิมลรบกวน ห้องเรยี นมาก ครอู าจหยดุ พูดแลว้ ให้ทกุ คนหันไปมองวิชัยกับวมิ ลด้วยสายตาตำหนิตเิ ตียน และถ้าสองคนน้ีจะขอมีสว่ น รว่ มในกิจกรรมของชั้นเรียนในคาบเรียนนั้นด้วยกริยาที่ไม่เรียบร้อย เชน่ ตะโกนตอบคำถาม หรือลุกขึ้นยืน ยกมือขอ ตอบคำถาม ครจู ะไม่ให้ความสนใจแตจ่ ะสนใจเฉพาะผ้มู ีพฤตกิ รรมเหมาะสม เช่น นั่ง เรียบร้อย ยกมือขออนุญาตหรือ เมื่อใดท่ีวิชัยกับวมิ ลปฏิบัตติ นสุภาพเรยี บร้อยครูก็จะหันไปแสดงความสนใจยอมรับ ทั้งนี้ส่ิงท่ีครูตอ้ งระมัดระวังคือไม่ แสดงความสนใจพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น การหันไปเรียกชื่อเด็กท่ีชอบคุยกันในช้ันเรียน ลุกจากที่เดินเข้า-ออก จากห้องเรียนบ่อย ๆ เพราะอาจเป็นการเสริมแรงเด็กเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว เปน็ เหตุให้เขาแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นถี่ขึ้น เพราะพอใจที่ครูเรยี กชอื่ หรือหนั มาสนใจเขามากข้นึ ๒. การใช้แรงเสริมแลกเปลี่ยน การให้แรงเสรมิ แลกเปลี่ยน หมายถึง การให้สิ่งหน่ึงส่ิงใด (token) เม่ือเด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ซึ่ง เดก็ สามารถนำไปแลกส่งิ ทเ่ี ขา้ ตอ้ งการได้ สง่ิ แลกเปลี่ยนมักจะไดแ้ ก่ส่ิงต่อไปน้ี ๒.๑ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กต้องการทำมากว่ากิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การว่ิง เล่นในสนาม การ เล่นกฬี าต่าง ๆ กบั เพ่ือน ฯลฯ ๒.๒ สิง่ ของที่เด็กชอบ เช่น ของเล่น ขนม อปุ กรณว์ าดภาพระบายสี ฯลฯ ๒.๓ สิทธิพิเศษ เป็นสิทธิที่เด็กจะได้รับในขณะที่คนอื่นไม่ได้ เช่น การออกไปพัก หรอื กลับบ้านเร็วกว่า คนอื่น เม่ือเขาทำงานที่ได้รับมอบหมายถูกต้องและเสร็จเร็วกว่าคนอ่ืน หรือจากท่ีคนอ่ืนเคยชวนเพ่ือนคุย 5 ครง้ั ใน เวลา 30 นาที เหลอื ชวนเพ่ือนคยุ เพยี ง 2 ครั้ง ในเวลา 30 นาที เขาจะได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมทีเ่ ขาช่ืนชอบ เป็น ต้น ๒.๔ การทำสญั ญา การทำสัญญาเป็นวิธกี ารท่ีครูและนกั เรยี นทำความตกลงกันเป็นลายลักษณ์อกั ษรเก็บ ไว้คนละชุดหรืออาจเป็นการตกลงกันด้วยวาจาก็ได้ วา่ ถ้านักเรียนทำตามสัญญาได้ จะได้รับรางวัลที่เขาต้องการ เช่น ถ้าเขาไม่ลักขโมย ไม่หนีเรียน ไม่พูดปด ตลอดปีการศึกษาหรือสอบได้เกรดเฉล่ีย 3 ข้ึนไป ในภาคการศึกษาน้ี เขาจะ ไดร้ บั อนญุ าตให้ไปเท่ียวคา่ ยฤดูรอ้ นกับเพื่อน ๆ ท่ตี า่ งจังหวัดอย่างที่เขาตอ้ งการ ๓. การเขียนรายงานประจำวัน การเขยี นรายงานประจำวนั เป็นวิธีการทพ่ี อ่ แม่และครรู ว่ มกันปรับพฤตกิ รรมของเด็กโดยครู จะเขียนรายงาน พฤติกรรมเดก็ สั้น ๆ ประจำสัปดาห์ว่าดขี ึ้นหรือไม่อยา่ งไร เพอื่ ให้ผู้ปกครองได้ทราบความก้าวหนา้ แล้วให้แรงเสริมตาม ปริมาณความก้าวหน้าของพฤติกรรที่เกิดขึ้น วิธีนี้จะได้ผลต่อเม่ือครูรายงานพฤติกรรมตรงตามความเป็นจริงและ ผู้ปกครองรักษาสญั ญาตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ๔. การปรบั พฤติกรรมทีล่ ะขนั้ ตอน การปรับพฤติกรรมท่ีละข้ันตอนมักใช้กับพฤติกรรมท่ีซับซ้อนหรือเป็นพฤติกรรมของเด็กเล็กท่ีต้องค่อย ๆ ฝึกฝนเช่นพฤตกิ รรมการไปโรงเรียนสาย วิธกี ารฝึก

๕๓ ขัน้ ท่ี 1 แบ่งการปรบั พฤตกิ รรมไปโรงเรียนออกเปน็ พฤติกรรมยอ่ ย ๆ ไดแ้ ก่ ๑. ต่ืนนอนเวลา 06.00 น. ๒. อาบนํา้ แตง่ ตวั ให้เสร็จภายใน 06.30 น. ๓. รบั ประทานอาหารเสรจ็ ภายใน 06.45 น. ๔. ออกจากบ้าน 06.55 น. ๕. ถงึ โรงเรยี น 07.40 น. ข้ันท่ี 2 เรม่ิ ฝึกแต่ละพฤติกรรม พฤติกรรมใดทำได้ตามที่กำหนดกจ็ ะได้รบั การเสริมแรง ทีเ่ ด็กต้องการ เช่น ได้ค่าขนมเพิ่ม ได้เล่นเกมในวันหยุด ฯลฯ ค่อย ๆ ฝึกไปจนเด็กสามารถทำได้ตามกำหนดครบทุกพฤติกรรมก็จะได้รับ การเสรมิ แรงท่เี ด็กต้องการมากทสี่ ดุ ซ่ึงการเสรมิ แรงที่มีประสทิ ธิภาพควรเป็นไปตามหลกั เกณฑด์ ังตอ่ ไปน้ี ๑. ใหแ้ รงเสรมิ ทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมทพ่ี ึงประสงค์ ๒. ใหแ้ รงเสริมทต่ี รงกบั ความต้องการของเดก็ โดยต้องมีการสอบถามกอ่ นว่าเขา ต้องการ อะไร ๓. ควรใหแ้ รงเสรมิ เฉพาะพฤติกรรมตามข้อตกลงจรงิ ๆ ไม่ใหบ้ อ่ ยหรือมากเกินไป จนไมม่ ี คุณคา่ ๔. ควรใหเ้ ด็กไดท้ ราบอยา่ งชนั เจนว่าพฤตกิ รรมอยา่ งไรทำใหเ้ ขาได้รบั การเสริมแรง ๕. ไมส่ นใจพฤติกรรมทไี่ มพ่ ึงประสงค์ ยกเว้นพฤตกิ รรมนน้ั ทำให้เกิดความเลียหาย ซึ่งต้อง มีบทลงโทษ ๖. ไมค่ วรให้แรงเสรมิ ชนิดเดียวซํ้า ๆ ควรมีการเปล่ยี นแปลงไปเรอื่ ย ๆ เพื่อใหเ้ ด็ก รสู้ กึ ตนื่ เต้น กระตอื รือร้นท่จี ะแสดงพฤติกรรมทีพ่ ึงประสงค์ ๗. พงึ ระลกึ แรงเสรมิ ทมี่ ผี ลกบั เด็กคนหนึ่ง อาจไมม่ ีผลกบั เด็กคนอน่ื ๆ ๘. การให้แรงเสรมิ ควรเปน็ ไปตามหลกั การข้อตกลงไมใ่ ช่ให้ตามอารมณ์ของครู ๙. วธิ ีการลงโทษควรเป็นวิธีสุดท้ายที่จะใช้ และควรเป็นไปอยา่ งมเี หตุผล ๕. การทำตามแบบอย่าง การทำตามแบบอย่างเปน็ การปรับพฤติกรรมโดยการใช้ตัวแบบที่เด็กชื่นชอบมาให้เด็กสังเกตพฤติกรรมแล้ว ปฏิบัติตาม เช่น การให้ดูภาพยนตร์ การชี้ชวนให้สังเกตพฤติกรรมของดารา ครู พ่อแม่ ท่ีเด็กช่ืนชมเพ่ือให้เขาปฏิบัติ ตาม เช่น พฤติกรรมวิธกี ารพดู ในทีช่ มุ ชน ความกตญั ญู มารยาท การทำประโยชน์ใหส้ ว่ นรวม ๖. การควบคมุ ตนเอง การควบคุมตนเองเปน็ วิธีท่ีเด็กปรับพฤติกรรมด้วยตนเองได้โดยมคี รูเป็นทป่ี รึกษาโครงการ ซ่ึงประกอบด้วย ข้ันตอนคือ ๖.๑ การตัง้ วตั ถปุ ระสงค์ ควรให้เด็กเป็นผู้ต้งั วัตถุประสงค์และให้แรงเสริมเอง เช่น การส่งงานตรงตามเวลากำหนดเวลา การไม่พูดคุย หรอื ทำงานอ่นื ขณะที่ครกู ำลังสอน ครูควรใหค้ ำแนะนำว่าควรต้ังวัตถุประสงคท์ ี่มีคณุ คา่ ต่อตนเอง สามารถปฏิบัตไิ ด้จริง และเป็นสงิ่ ท่ไี ม่สร้างความเดือดร้อนให้ผอู้ ื่น ๖.๒ การสังเกตและบนั ทึกพฤติกรรมของตนเอง กระบวนการนี้เป็นการตรวจสอบและควบคุมพฤติกรรมของตนเอง โดยบันทึกผลเป็นครั้ง เช่น พฤติกรรม การไม่พูดคุย หรอื ทำงานอืน่ ขณะทค่ี รูกำลังสอน เด็กจะคอยสงั เกตตนเองตลอดเวลาทีค่ รกู ำลงั สอน และกาเครือ่ งหมาย  หรอื อ่ืน ๆ ในบัตรสี่เหลีย่ มขนาดประมาณ 2”x 5” ทกุ ครั้งที่เขาพดู คยุ หรือทำงานอน่ื แล้วนำบตั รนส้ี ่งครูทกุ วันและ เพ่ือเป็นการตรวจสอบว่าเด็กไม่ได้รายงานเท็จครอู าจบันทึกพฤติกรรมของเด็กด้วยในบางช่วงของวันควบคไู่ ปด้วยถ้า เดก็ ทำได้ตามท่ีกำหนด ควรให้การเสรมิ แรงตามความเหมาะสมเพ่อื เป็นกำลงั ใจ ๖.๓ การประเมนิ ผลตนเองและให้แรงเสริม

๕๔ กระบวนการนี้เกิดขึ้นหลังจากการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของตนเอง ถ้าผลการบันทึกที่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ท่ีตงั้ ไว้ และเช่ือถือได้เด็กก็จะได้แรงเสริมตนเองตามท่ีเขากำหนดไว้แรงเสริมที่เขาจะให้ตนเองน้ีอาจเป็น ส่ิงของ กิจกรรม เป็นสิ่งท่ีจับต้องได้หรือไม่ได้ก็ได้ บางคร้ังการที่บุคคลสามารถทำสิ่งใดสิ่งหน่ึงประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะส่ิงทีย่ าก ๆ เขาจะรู้สกึ ภมู ิใจและมคี วามสุขมากซ่ึงอาจถอื เปน็ การเสรมิ แรงได้เช่นกนั ๗. การลงโทษ แม้ว่าการลงโทษจะเป็นส่ิงสุดท้ายที่ควรใช้ แต่การลงโทษก็เป็นส่ิงจำเป็นในกรณีท่ีการเสริมแรงไม่ได้ผลก็ จำเป็นต้องมีการลงโทษบ้าง การลงโทษคือการให้ในสิ่งท่ีเด็กรู้สึกไม่พึงพอใจ หรือเกรงกลัว ท้ังน้ีเพื่อให้เกิดความเข็ด หลาบ การลงโทษท่ีจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์คือการลงโทษท่ีมีเหตุผลรองรับ และเป็นการลงโทษด้วยวิธีการที่ไม่ โหดร้ายรุนแรง แตเ่ ปน็ การทำใหร้ ู้สกึ หลาบจำและ เขา้ ใจว่าพฤตกิ รรรมทีเ่ ป็นเหตใุ ห้ต้องถูกลงโทษมีผลเสียอย่างไร มผี ลการวิจัยเกี่ยวกับการลงโทษทีส่ ามารถนำมาใชใ้ นช้ันเรียนได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ อยู่ 3 รปู แบบ (สมพร สทุ ัศน์ย์, 2531) ได้แก่ ๗.๑ วิธีการแยกตัว (time-out) คือการนำเด็กออกไปจากบรรยากาศที่เขามีความสุข มีความพึง พอใจ เมอ่ื เขามีพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์โดยนำเขาไปอยู่ทไี่ ม่มีใครสนใจ เช่น หลงั ช้ันเรียน โดยมีคำอธบิ ายใหช้ ัดเจน วา่ เหตใุ ดเขาจึงถูกแยกตวั ออกไปและจะถกู แยกนานเท่าใด เมื่อใดจึงจะได้กลับเข้ากลุ่มแตก่ ารใชว้ ธิ ีนม้ี ีข้อควรคำนึง คือ สถานท่ีทแี่ ยกให้เด็กไปอยู่ต้องไม่เปน็ ที่ที่เด็กพึงพอใจ เพราะจะกลายเป็นการเสรมิ แรงมิใชก่ ารลงโทษ เช่น เป็นทที่ ่ีเด็ก รสู้ ึกว่าเป็นมุมท่ีเขาสามารถเล่นได้ อย่างอิสระโดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกครูว่าและต้องไม่เป็นสถานท่ีน่ากลัวท่ีเด็ก หรือผปู้ กครองรู้สึกวา่ เด็กถกู กกั ขงั ซึ่งผู้ปกครองจะร้สู กึ ไม่พอใจ ๗.๒ การเรียกแรงเสริมคืน (response cost) หมายถึง วิธีการท่ีใช้ลงโทษในขณะท่ีเด็กยังอยู่ใน กระบวนการปรับพฤตกิ รรม เชน่ ครูมีขอ้ ตกลงกบั เด็กวา่ เขาจะไดร้ บั แรงเสริมทุกครัง้ ทเี่ ขาสง่ งานทันเวลา แต่ในระหวา่ ง ท่ีเขาอยู่ในห้องเรียนเขาต้องไม่ลุกจากท่ีเดินไปมาเพื่อคุยหรือเล่นกับเพ่ือน ซ่ึงหากเขาได้แรงเสริมหลังจากท่ีส่งงาน ทนั เวลาแล้ว เขาลุกจากท่ีไปเล่นกับครูก็จะเรียกแรงเสรมิ ทีใ่ ห้ไปแล้วคืนในกรณีที่เด็กมีนิสัยกา้ วรา้ วครูไมค่ วรเรียกแรก เสริมคืนทนั ทีที่เขากำลังก้าวร้าว เชน่ ขณะที่เขากำลังทะเลาะกับเพือ่ น ครคู วรจดั การใหเ้ ขาสงบลงสัก 10 นาท่ีไปแล้ว จึงเรยี กแรงเสริมคืนเพราะเดก็ ก้าวรา้ วมกั จะใหว้ ิธีการต่อต้านท่ีรุนแรงซ่ึงอาจทำให้เกดิ ปัญหามากขึ้น ๗.๓ การตำหนิตเิ ตยี น (reprimand) การตำหนิตเิ ตียนเป็นการลงโทษอย่างหน่ึงท่ีผถู้ ูกตำหนิจะรสู้ ึก ว่าเขาถกู เตือนให้รู้วา่ ได้ทำส่งิ ท่ผี ิดซ่ึงครกู ำลังไม่พอใจเขา หรือกำลังมีผู้ได้รบั ผลเสียจากการกระทำของเขา ซึ่งอาจเป็น เพื่อน ครู หรือแม้แต่ตัวเขาเอง การตำหนิที่ได้ผลไมค่ วามเป็นการตำหนิที่ผู้ถูกตำหนิรู้สึกว่าเขาถูกประจาน ครจู ึงควร เรยี กเดก็ ทท่ี ำผิดมาตำหนเิ บา ๆ เพียงให้เขารตู้ ัวและหยุดย้ังพฤติกรรมที่ไมด่ ีนน้ั ไมค่ วรตำหนเิ สียงดงั หน้าชัน้ เรยี นให้เด็ก รู้สึกอบั อาย การปรับพฤติกรรมตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลมุ่ พฤตกิ รรมนยิ ม ใชห้ ลกั การวางเง่ือนไขโดยการเสรมิ แรง เม่อื เกิดพฤตกิ รรมท่ีพึงประสงค์ และลงโทษเม่ือพฤติกรรมทไ่ี ม่พึงประสงค์เป็นสำคญั แนวคิดน้ีสามารถนำไปใช้ปฏิบตั ิได้ งา่ ยและเหน็ ผลเรว็ แตอ่ าจทำให้เกิดผลลบได้หากใช้ไมถ่ กู วธิ ีผู้สอนจงึ ตอ้ งพจิ ารณาเลอื กใช้ด้วยความระมัดระวงั การปรับพฤติกรรมตามแนวคิดของนกั จติ วิทยากลมุ่ มนษุ ยนยิ ม การนำแนวคดิ ของนักจติ วิทยากลุ่มมนุษยนยิ มมาใช้ในการจดั การศกึ ษาในหลายประเดน็ ทง้ั เรอ่ื งการแนะแนว การให้คำปรึกษาตลอดจนการจัดการเรยี นการสอน โดยมีความเชื่อพนื้ ฐานวา่ มนุษยท์ ุกคนมีความใฝ่ดี ต้องการพัฒนา ตนเองไปสคู่ วามสำเร็จท่ดี งี ามให้เตม็ ตามศกั ยภาพของตน แต่บางครั้งเน่ืองจากความไม่รูห้ รือไม่เข้าใจ ทำให้เขาต้องทำ พฤตกิ รรมทไ่ี ม่เหมาะสม หรือไมถ่ กู ตอ้ งผใู้ หญ่จึงควรชว่ ยให้เขาเขา้ ใจตนเอง เขา้ ใจสภาพแวดลอ้ ม เพ่ือจะได้เลอื กแสดง พฤติกรรมท่ีถูกต้องได้ในท่ีนี้จะขอยกโครงการฝึกประสิทธิภาพของครู (Teacher Effectiveness Training. T.E.T) ท่ี กอร์ดอน (Gordon. 1974) ได้พัฒนาข้ึนโดยอาศัยแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม หลักการ สำคัญของ โครงการน้ี คือ การเสริมสร้างสัมพนั ธภาพระหว่างครูกับนักเรียนโดยใช้ทักษะการสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพ เพื่อใหเ้ กิด

๕๕ ความเข้าใจอนั ดตี ่อกันระหวา่ งครูและนักเรยี นซ่งึ มีชน้ั ตอนการฝึก ดงั นี้ ๑. การฟงั อย่างเขา้ ใจและเห็นอกเห็นใจ (empathetic listening หรอื active listening) การฟังอย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจจะช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนอย่างที่เขารู้สึกหรือกำลังเป็นอยู่โดยไม่ จำเป็นต้องเห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเรียน ซ่ึงครูจะเข้าใจนักเรียนอย่างแท้จริงได้ครูต้องตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ สามารถสรุปและสะทอ้ นความร้สู ึกของนักเรยี นได้อย่างถูกต้อง อันจะทำให้นกั เรียนรู้สึกไว้วางใจครูกล้าแสดงออกมาก ข้นึ ซึ่งครกู ็สามารถช่วยให้เขาเข้าใจตนเองและเข้าใจสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นจนสามารถตดั สินใจเลอื กพฤติกรรมที่ดงี าม ได้ด้วยตนเอง ซ่ึงกอร์ดอนมีสมมติฐานว่าการท่ีเด็กไดร้ ะบายความรู้สึกออกมาอย่างเสรีจะช่วยลดความคับข้องใจและ รู้สึกสบายใจ ท่ีมีผู้อืน่ เข้าใจเขาเมอื่ ความสัมพันธ์ระหว่างครกู ับนักเรียนดีนักเรยี นก็จะมีแนวโน้มที่จะเชื่อฟังครูมากขึ้น พฤตกิ รรมทีเ่ ป็นปญั หากจ็ ะลดนอ้ ยลง ๒. การแกป้ ญั หา (problem solving) สำหรบั การแก้ปญั หาในชน้ั เรยี นน้ัน กอรด์ อนมแี นวคิดวา่ ควรวเิ คราะหใ์ ห้ชัดเจนว่าปญั หาท่ีเกดิ ข้นึ เป็นปัญหา ของครหู รือปญั หาของนักเรียนถ้าเปน็ ปัญหาของครูให้ใช้วธิ สี ่อื สารแบบ “ไอ” (“I” Messages) หรอื วิธีแกค้ วามขัดแย้ง โดยไม่มีผู้แพ้ (No-Lose Method of Conflict Resolution) หรือใช้ทั้ง 2 วิธี ถ้าเป็นปัญหาจากนักเรียนควรใช้วิธีฟัง อยา่ งเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ (empathetic listening) ดงั ทกี่ ล่าวมาแลว้ ในข้อ 1 การวเิ คราะห์วา่ ปัญหาที่เกดิ ขน้ึ เป็น ปัญหาของครูหรือของนักเรียนนั้น กอร์ดอนอธิบายว่าให้พิจารณาจากผลท่ีเกิดข้ึน ถ้าผลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปัญหาใน การสอนของครู ปัญหานั้นจัดเป็นปัญหาของครูถ้าผลที่เกิดข้ึนก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอุปสรรคต่อการเรียน หรือตอ่ ความสัมพันธข์ องเด็กกับผอู้ น่ื ปัญหานัน้ กเ็ ป็นปัญหาของนกั เรยี น แนวทางการแก้ปญั หาถ้าปญั หานั้นเปน็ ของครู อาจทำได้ ดังนี้ ๑. ใช้การสื่อสารแบบ “ไอ” (“I” Messages) การส่ือสารแบบ “ไอ” เป็นการส่ือสารกับนักเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่าพฤติกรรมของเขามีผลต่อตัวครู อย่างไร ครูรู้สึกอย่างไรกับพฤติกรรมน้ันโดยไม่มีการประเมินว่าพฤติกรรมน้ัน ดี - เลว ถูก - ผิด อย่างไร เพื่อให้ นักเรยี นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ เชน่ ครพู ูดว่า “เวลาที่นักเรียนเขา้ หอ้ งเรยี นสายทำให้ครูต้องหยดุ การสอน เพื่อน ๆ เสียสมาธกิ ารสอนไม่ตอ่ เน่อื งและครูสอนไดไ้ ม่ทันเวลา ทำใหต้ ้องเร่งสอนจนบางครงั้ นักเรยี นก็เรยี นไมเ่ ข้าใจ” วิธีการ พูดเช่นนี้ไม่เป็นการทำให้นักเรียนรู้สึก “ลบ” กับตนเองเหมือนกับการที่ถูกครูตำหนิว่าเขาเป็นครูไม่ดี แย่ เห็นแก่ตัว สร้างปัญหาใหค้ รแู ละเพ่อื นซึ่งจะเป็นการทำลายความรสู้ ึกนึกคดิ ต่อตนเอง (self concept) ของนักเรียน ๒. การแกป้ ญั หาความขดั แย้งโดยไมผ่ ้แู พ้ (No Lose Method of Conflict/Resolution) เป็น วธิ ีที่ใช้ในกรณีทีป่ ัญหาน้นั เป็นความขดั แย้งระหว่างครแู ละนักเรียนมิใช่ปัญหาเฉพาะของครู หรอื เฉพาะของ นักเรียน เพื่อใหก้ ารยุตปิ ัญหาเป็นผลดสี ำหรับทั้งสองฝา่ ย มิใช่ฝา่ ยหนงึ่ ชนะอีกฝ่ายหน่ึงแพ้ เป็นการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยไม่ใชอ้ ำนาจหักล้างกนั มขี ั้นตอนการดำเนนิ การดงั นี้ วเิ คราะห์ว่าอะไรคือปญั หา ผู้มปี ัญหามีความรู้สึกอยา่ งไรและต้องการอะไร ระดมสมองหาวิธแี ก้ปญั หาใหไ้ ดม้ ากทส่ี ดุ ประเมินวธิ แี กป้ ญั หาที่ดีท่สี ุดจากการลงมติของทุกฝ่าย สรปุ วิธีและขน้ั ตอนในการแกป้ ญั หารวมถงึ ผูร้ ับผิดชอบ และกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ ประเมนิ ผลกระบวนการวา่ สามารถแก้ปัญหาไดห้ รือไม่ทุกฝ่ายรูส้ ึกอย่างไร ต้องมี การปรับปรุง เปล่ียนแปลงสว่ นใดหรอื ไม่อย่างไร จะเหน็ ไดว้ า่ แนวทางของนักจติ วิทยากลมุ่ มนษุ ยนยิ มเปน็ แกป้ ญั หาพฤตกิ รรมโดย มุ่งเนน้ การให้ คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่มีศักด์ิศรี มีปัญญา มีเหตุผลท่ีจะแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองโดยไม่ จำเปน็ ตอ้ งให้ผอู้ ื่นมาจัดการกับตัวเขาซึ่งอาจเปน็ การลดคุณค่าศกั ดิ์ศรขี องเขาลงไป

๕๖ การสอ่ื สารเชิงสรา้ งสรรคใ์ นชนั้ เรยี น การจัดการเรียนการสอนในช้ันเรียน ครูกับนักเรียนจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา การ สื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลถึงความสำเร็จในการจัดการเรยี นการสอนและสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน ดว้ ยการส่ือสารเชิงสรา้ งสรรค์ในช้ันเรียน หมายถึง การสง่ ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ จากผูส้ ่งไปยังผู้รับ เพ่ือกระตุ้น จูงใจให้เกิดความสนใจในบทเรยี น มีสมั พันธภาพที่ดีต่อกันใหก้ ำลังใจกนั ช่วยเหลือ ส่งเสริมซึ่งกนั และกัน รวมถึงการประเมินผลและติดตามผลการเรียนรู้ด้วย ซ่ึงครูและนักเรียนมีบทบาทเป็นทั้งผู้รับและผู้ส่งข้อมูล ข่าวสาร ฯลฯ การสื่อสารในชั้นเรียนจึงเปน็ การสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication) ซงึ่ สามารถแบ่งรูปแบบการ สอ่ื สารในชั้นเรยี นเรยี งตามลำดบั ประสิทธิภาพในการส่ือสารได้ดังที่ เรยี ม ศรีทอง (2549 : 241-242) กลา่ วไว้ดังน้ี แบบท่ี ๑ แบบท่ี 1 การสื่อสารแบบนจี้ ัดเปน็ แบบท่ีมีประสทิ ธภิ าพนอ้ ยทีส่ ดุ เพราะครูมบี ทบาทเปน็ ผู้ส่ือฝ่ายเดยี ว นักเรียนไม่มโี อกาสโตต้ อบเลย แบบท่ี ๒ แบบท่ี 2 เปน็ การตดิ ต่อแบบ 2 ทาง ระหวา่ งครแู ละนกั เรยี นจัดเปน็ การส่ือสารทม่ี ี ประสิทธภิ าพ

๕๗ แบบที่ 3 แบบที่ 3 เปน็ การส่อื สารทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพมาก เพราะครแู ละนกั เรียนติดต่อกนั แบบ 2 ทาง และยงั มีการ สอ่ื สารระหวา่ งนักเรยี นกับนกั เรียนดว้ ย แบบท่ี 4 การส่ือสารแบบท่ี 4 เป็นการสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยครูมีบทบาทเป็นสมาชิกคนหน่ึงของกลุ่ม รว่ มเรียนรู้และกระตนุ้ ให้กลุ่มนกั เรียนมีปฏิสมั พนั ธร์ ว่ มกนั มากท่ีสดุ เป็นการตดิ ต่อหลายทาง จากรปู แบบการติดต่อส่ือสารขา้ งต้น ส่ิงท่คี รูพึงให้ความสำคญั ควบคู่ไปด้วยกค็ ือการใช้การสือ่ สารด้านคำพูด และกริยาท่าทางเชิงบวกกับผู้เรียน ได้แก่ ใบหน้าท่ียิ้มแย้มแจ่มใส น้ําเสียง นุ่มนวล อ่อนโยน แววตาท่ีแสดงถึง ความหวังดีอย่างจริงใจ กิริยาท่าทางสุภาพแสดงถึงการให้เกียรติ ให้ความสำคัญ คำพูดท่ีชัดเจน เข้าใจง่าย มี ความหมายเชิงบวก พูดตรงไปตรงมา ไม่พดู สอ่ เสียด เยาะเย้ย วิพากษ์วจิ ารณ์หรอื ทำร้ายความรู้สึกผู้ฟ้ง มที กั ษะการฟัง อย่างใส่ใจ ฟังท้ังคำพูด ฟังทั้งความรู้สึกนึกคิดของผู้พูด ไม่พูดมากแต่ให้โอกาสนักเรียนได้พูด ได้แสดงความคิด ความรูส้ ึก การให้ขอ้ มูลย้อนกลบั เชิงสรา้ งสรรค์เป็นการสะท้อนให้นกั เรียนได้รบั รู้ว่าพฤตกิ รรมของเขามีประโยชน์หรือมี คุณค่าอย่างไรลักษณะการให้ข้อมูลย้อนกลับควรเป็นการให้ข้อมูลด้านพฤติกรรมไม่ใช่ตัวบุคคล โดยระบุสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไม่ใช้ความคิดเห็นสว่ นตัวไปประเมนิ บคุ คล เช่น ควรพูดว่า “การทเ่ี ธอไม่มีส่วนร่วมในการทำงานกลุม่ ทำใหเ้ ธอไม่ สามารถตอบคำถามของครูได้” ไมค่ วรพดู ว่า “เป็นเพราะเธอเห็นแก่ตวั เอาเปรียบเพื่อนเธอจงึ ตอบคำถามของครไู ม่ได้” และควรพูดเฉพาะเหตุการณ์ปัจจุบัน มากกว่าจะท้าวความถึงส่ิงท่ีผ่านมาแล้วในอดีต หรือสิ่งท่ียังมาไม่ถึงในอนาคต เช่น ควรพูดว่า “การที่เธอมักผลัดวันประกันพรุง่ เธอจึงทำงานส่งครูไม่ทัน” ไม่ควรพดู ว่า “คนเหลวไหลไม่รับผิดชอบ อย่างเธอท้ังชาติน้ีชาติหน้าก็ไม่มีวันจะเอาดีได้หรอก” การให้ข้อมูลย้อนกับน้ีควรเป็นการช้ีแนะหรือให้แนวทาง มากกว่าจะเป็นการอบรมส่ังสอนเพื่อให้นักเรียนมีโอกาสคิดพิจารณาด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้เขายินดี นำไปปฏิบัติ มากกวา่ การถูกตำหนิติเตียนหรือออกคำสัง่ เพราะจะทำให้เกิดตอ่ ต้านมากว่ายอมรับ ครคู วรหลีกเลยี่ งคำพูดท่ีเปน็ การ ข่มขู่วางอำนาจกับนักเรียนหรือพูดขัดขวางความสนใจใฝ่รู้ของผเู้ รียน เช่น “การแสดงความคิดเห็นที่ขัดกับผู้ใหญ่เป็น

๕๘ ความไม่สุภาพ” หรือ “เธอไม่ควรสนใจเรื่องน้ีเพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่” นอกจากนี้การพูดท่ีไม่สอดคล้อง สมเหตสุ มผลก็เป็นการย่ัวยุให้นักเรยี นรู้สกึ ต่อต้านโกรธแค้น เช่นครดู ่าให้นักเรียนรู้สึกอับอายเสียใจ แต่ครูกลับพูดว่าท่ี ตอ้ งดดุ ่ารนุ แรงเชน่ นี้ก็ เพราะรักและหวังดีตอ่ นกั เรียน การสื่อสารเชิงสรา้ งสรรค์เป็นการสื่อสารท่ีช่วยพัฒนานักเรียนให้มีพฤติกรรมดีข้ึน และมีความสุข ช่วยขจัด ข้อบกพร่องโดยนักเรยี นไม่รู้สึกคับข้องใจแต่กลับเพ่ิมพูนพฤติกรรมท่ีดีงามด้วยความเต็มใจซ่ึงกระทำได้ด้วยการใส่ใจ ความคิด ขม่ ขู่ เรียกร้อง ใช้อำนาจ มีอคติวา่ การให้ความสำคัญหรือการเสรมิ แรงกับนักเรียนแล้วจะทำให้เขาเหลิงหรือ ไดใ้ จ จงึ ไม่คอ่ ยให้คำชมเชยหรือแสดงความสนใจต่อพฤติกรรมดี ๆ ของนักเรียน แต่จะลงโทษตำหนิ ดุด่าทันท่ีเมื่อเขา ทำผดิ เด็กคือผู้ทีย่ ังด้อยประสบการณ์หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการช่วยตอ่ เติมเสริมแต่งพัฒนาบคุ ลกิ ภาพของเขาใหอ้ อกมา งดงามท่ีสุดตามศักยภาพของเขาด้วยการให้อาหารเสริม คือความรกั การยอมรับ บำรุงความเจรญิ งอกงาม มิใช่คอยตัด กงิ่ ทง่ี อกออกมาผดิ ตำแหน่งเพยี งอยา่ งเดยี ว การสรา้ งวินยั เชิงบวก (Positive Discipline) การสร้างวินยั มกั เป็นคำที่ใชม้ าอยา่ งผิด ๆ โดยเอาไปสับสนกับการลงโทษ สำหรับครหู ลายคนคำว่าสร้างวินัย ก็คือการลงโทษน่ันเอง เช่น ครูท่ีบอกว่า “เด็กคนนี้ต้องเอามาฝึกวินัย” มักจะหมายความว่า “เด็กคนน้ีต้องตีเสียให้ เขด็ ” หรือเอามาลงโทษด้วยวธิ ที ่รี นุ แรงอืน่ ๆ นั่นเอง การสร้างวินัย คือ การสอนหรือฝึกคนให้เชื่อฟังกฎระเบียบหรือแนวทางการปฏิบัติตนท้ังในระยะสั้นและ ระยะยาว ในขณะท่ีการลงโทษมุ่งที่จะควบคุมพฤติกรรมของเด็ก การสร้างวินัยจะมุ่งพัฒนาพฤติกรรม มากกว่า โดยเฉพาะอย่างย่ิงในดา้ นการมีความประพฤติที่เหมาะสม ซึ่งหมายถงึ การท่ีครูจะสอนเด็กให้รู้จกั ควบคุมตนเอง และ เชอ่ื มั่นในตนเอง โดยเน้นหนักทีส่ ง่ิ ซึ่งต้องการให้เด็กเรยี นร้ตู ามระดับความสามารถของเด็กเปน็ การสรา้ งรากฐานใหเ้ ด็ก ได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลไปสู่ความกลมกลืนกับตนเองและคนอ่ืน ๆ เป้าหมายสูงสุดของการสร้างวินัยก็คือ ให้เด็ก เข้าใจพฤติกรรมของตนเอง ริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง รบั ผดิ ชอบต่อสิ่งทต่ี นเองเลอื กทำและเคารพตนเองและผู้อื่น กลา่ วอกี นัยหนึ่งกค็ อื เปน็ การปลูกฝังกระบวนการคดิ และพฤติกรรมเชิงบวกที่อาจมีผลไปตลอดชีวิต การสร้างวินยั เปน็ การขัดเกลาพฤติกรรมของเดก็ และช่วยให้เด็กเรียนรกู้ ารควบคมุ ตนเอง ไปพร้อมๆ กบั การ ให้กำลังใจ ไม่ใช่ความเจ็บปวดทีไ่ ม่มีความหมายใด ๆ ต่อการเรียนรู้ หากท่านเป็นพ่อแม่ หรอื มีเพื่อนทีม่ ีลูกก็จะสงั เกต ได้ไม่ยาก วา่ ในชว่ งทเ่ี ด็กอายุประมาณหน่ึงหรือสองขอบเราสอน เด็กให้ตบมือ เดนิ หรือพูด เราจะให้การทำให้ดู เป็น ตัวอย่าง การชมเชย ให้รางวัล และช่วยใหเ้ ด็กมีโอกาสฝึกฝนให้มากท่ีสุด ไมใ่ ช่การดุด่า ตี ดูถูกเยาะเยย้ หรือขม่ ขูอ่ ย่าง แน่นอน การกระตุ้นหรือชมเชย ให้กำลังใจเป็นรูปแบบหน่ึงของการให้รางวัล ซึ่งทำให้เด็กอยากฝึกฝน เรียนรู้และ พยายามจะไปให้ถึงเป้าหมาย เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง เพราะในที่สุดเด็กก็จะเรียนรู้ตัวตนของเขาเอง เท่าน้ัน ที่เป็นผรู้ ับผิดชอบที่จะทำให้ไดร้ ับรางวัลหรือความช่ืนชม และเขาจะเลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ซึ่งให้เด็กรู้สึก วา่ สามารถควบคุมชวี ติ ของตนเองได้ ในทำนองเดียวกันเม่อื เด็กมีพฤตกิ รรมทีไ่ ม่พึงประสงค์แล้วผใู้ หญ่ไมต่ อบสนอง เช่น วางเฉย ตอ่ การเรียกรอ้ ง ความสนใจด้วยการส่งเสียงรบกวนหรือมาสายในเวลาเรียน เม่ือนานเข้าเด็กก็จะเรียนรู้ว่า เขาจะได้รับความสนใจก็ ตอ่ เมื่อเขาไม่รบกวนผอู้ ืน่ และมาเข้าห้องเรยี นตรงเวลาเทา่ นั้นและ นั่นกค็ อื เมอื่ ครูใชว้ ธิ ี “จบั ถูก” หรอื ให้ความสนใจกับ นกั เรยี นทที่ ำดีน่ันเอง

๕๙ ตารางแสดงการเปรียบเทยี บความหมายของการสรา้ งวินัยกับการลงโทษ การสร้างวนิ ัย คอื การลงโทษ คือ ใหท้ างเลอื กในเชงิ บวกแกเ่ ด็ก บอกแตว่ ่าอะไรท่ีไม่ให้ทำ มปี ฏิกริ ยิ าท่ีโกรธเกร้ยี วตอ่ พฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ แสดงการรับรหู้ รือให้รางวัล/ ความชน่ื ชมต่อพฤติกรรมที่พึงประสงค์ พดู คยุ ตกลงกันถึงกฎระเบียบเพือ่ ให้ ข่มขู่หรือใหส้ นิ จ้างรางวัลเม่ือเด็กทำตามกฎระเบียบ เด็กปฏบิ ัตติ าม การควบคุม ทำให้รู้สึกผิดหรอื ละอาย เยาะเยย้ ถาก ให้แนวทางท่ีหนกั แนน่ มนั่ คงและ มองเด็กในด้านลบและไมเ่ คารพศักดิ์ศรี กา้ วร้าวรนุ แรงทั้งทางวาจาและการกระทำ เสมอตน้ เสมอปลาย ถาง เคารพศักด์ิศรแี ละมองเดก็ ในดา้ นบวก ปราศจากความรนุ แรงทั้งทางวาจา และการกระทำ มีการให้ผลกระทบทเี่ ป็นเหตุผลและ ใหผ้ ลกระทบท่ไี ม่เป็นเหตุผลและไม่เกย่ี วข้องกับ เก่ียวข้อง โดยตรงกับพฤติกรรมทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ พฤติกรรมท่ี ไมพ่ งึ ประสงคข์ องเด็ก ของเดก็ ลงโทษเดก็ เพราะทำร้ายผอู้ ื่น หรือทำให้สิ่งของหรอื ใหโ้ อกาสเด็กแสดงความเสียใจและทำ อะไร บางอยา่ งเพื่อทดแทน หรอื ชดใช้ความ ทรพั ย์สนิ เสียหาย เสยี หาย กทา่ีเกริดเขขา้ น้ึ ใจราะกดกบัารคกวราะมทสำาผมิดารขถองคตวนาเมอง การปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับระดบั พฒั นาการของเดก็ จำเป็น สถานการณแ์ วดลอ้ มและระดับ ไมค่ ำนึงถึง สถานการณแ์ วดลอ้ ม ระดบั ความสามารถและ พฒั นาการ เฉพาะตัวของเดก็ แตล่ ะคน ความจำเปน็ ในชวี ิตของเด็กแต่ละราย ปลูกฝงั การมวี ินัยในตนเอง สอนเดก็ ใหท้ ำดเี ฉพาะตอนท่ีอาจถูกจบั ไดว้ ่าทำผิด รบั ฟังและทำใหด้ เู ปน็ ตัวอยา่ ง เทา่ น้นั คอยจับผิดเรื่องเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ อยู่ตลอดเวลาจนทำ ให้ เด็กเมนิ เฉย ไมย่ อมฟังหรอื ไม่ใหค้ วามสนใจอีกตอ่ ไป นำเอาความผิดพลาดมาเป็นโอกาส ใน บังคบั ให้เด็กทำตามกฎระเบียบที่ไม่เป็นเหตุผลเพียง การเรยี นรู้ เพราะ “ครสู ่ังว่าอย่างน้นั ” จำกัดอยู่ทีพ่ ฤตกิ รรมของเดก็ ไมใ่ ช่ตวั ตำหนิวจิ ารณต์ ัวเด็กมากกวา่ พฤตกิ รรม เดก็ เอง -สิ่งท่ีเธอทำน้ันผดิ - เธอมันโง่ เธอผิดไปแลว้ การสร้างวนิ ยั เชงิ บวกในชน้ั เรียน เด็กจำเป็นตอ้ งไดร้ บั การอบรมสงั่ สอนเพื่อใหเ้ ข้าใจแลปฏิบัตติ ามระเบยี บของสังคม แตไ่ ม่มคี วามจำเปน็ อะไร ท่ีต้องเฆี่ยนตีหรอื ทารณุ ทำร้ายเด็ก เพราะจะเกดิ ความเสยี หายตอ่ เดก็ เป็นอยา่ งมากหลักฐานจากการวิจยั แสดงให้เหน็ วา่ เด็กทัง้ หญิงและชายจะตอบสนองต่อวิธกี ารเชงิ บวกไดด้ ีกวา่ ซึง่ หมายรวมถงึ การตอ่ รอง และการสรา้ งระบบการให้ รางวัลมากกว่าการลงโทษดว้ ยการทำร้ายรา่ งกายหรือใช้วาจาทำร้ายจิตใจ

๖๐ หลัก 7 ประการของการสร้างวินยั เชิงบวก ๑. เคารพศักดศิ์ รีของเดก็ ๒. พยายามพัฒนาพฤตกิ รรมทีพ่ ึงประสงค์ การมวี นิ ัยในตนเอง และบคุ ลิกลกั ษณะทีด่ ี ๓. พยายามให้เด็กมสี ่วนร่วมมากที่สุด ๔. คำนึงถึงความต้องการทางพฒั นาการและคุณภาพชีวิตของเด็ก ๕. คำนึงถงึ แรงจงู ใจและโลกทศั น์ของเด็ก ๖. พยายามให้เกดิ ความยุติธรรม เท่าเทียมกัน และไม่เลอื กปฏิบตั ิ ๗. เสริมสร้างความสามคั คกี ลมเกลียวในกลุ่ม ขน้ั ตอนของการสรา้ งวนิ ัยเชิงบวก ในขณะท่ีการลงโทษใช้เพียงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหน่ึง เพียงอย่างเดียวแต่การสร้างวินัยเชิงบวกเป็น กระบวนการ 4 ขั้นตอน ทแ่ี สดงใหเ้ ห็นการรับร้แู ละให้รางวัลพฤตกิ รรมท่ีพงึ ปรารถนาในลกั ษณะต่อไปนี้ ๑. มกี ารบรรยายถึงพฤตกิ รรมท่ีเหมาะสม เชน่ “ตอนนค้ี รูขอใหท้ ุกคนเงียบกอ่ นนะ” ๒. มกี ารให้เหตผุ ลท่ชี ัดเจน เช่น “เราจะเริ่มเรียนคณิตศาสตรบ์ ทใหม่แล้วทุกคนตอ้ งต้งั ใจ ฟัง นะ” ซ่ึงหมายความว่าการเงียบโดยเร็วเป็นการเคารพสิทธิผู้อ่ืน เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติต่อผู้อ่ืน เหมอื นกับท่เี ราอยากใหเ้ ขาปฏบิ ัตติ อ่ เรา ๓. ขอใหน้ กั เรยี นแสดงอาการรับรู้ เช่น “เธอเหน็ รยึ งั วา่ ทำไมการเงยี บก่อนเรม่ิ เรยี นจงึ เป็น ส่งิ สำคญั ” แลว้ คอยใหน้ ักเรยี นแสดงอาการรับรู้และเหน็ ชอบดว้ ยการทำอย่างอื่นตอ่ ไป ๔. มีการให้รางวัลหรือแสดงความชน่ื ชมต่อพฤติกรรมท่ีเหมาะสม เชน่ โดยการสบตา พยักหน้า ย้ิม หรือให้เวลาพักเล่นเพ่ิมอีกห้านาที การให้คะแนนเพิ่ม การแสดงความช่ืนชมให้ความสำเร็จของนักเรียนต่อหน้าช้ัน (การได้รับการยอมรับและชื่นชมจากสังคมเป็นรางวัลที่สำคัญท่ีสุดอย่างหน่ึง) การให้รางวัลต้องให้ทันทีและไม่มาก เกินไปแต่กต็ ้องทำใหเ้ ปน็ ท่ีนา่ พอใจของผู้รับ กระบวนการนี้จะมีประสิทธิภาพสำหรับเด็กแต่ละคน ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับครูท่ีต้องสอนใน ช้ันที่มีนักเรียน จำนวนมากก็จะมผี ลต่อเดก็ ทั้งกลมุ่ ดว้ ย “เคล็ดลับ” ของความสำเรจ็ ก็คอื การทำให้เดก็ รู้สึกวา่ ตวั เองกำลังอยู่ใน “ทีมที่ เป็นฝา่ ยชนะ” (คือท้ังห้องร่วมกัน) และให้ยกย่องความพยายามของเด็กแต่ละคนในฐานะเป็นร่วมทีมท่ีดีการสร้างวินัย เชิงบวกอาจลม้ เหลวได้ถา้ หากวา่ ๑. นักเรียนหรอื ทง้ั หอ้ งไมไ่ ด้รับรางวลั เร็วพอหลังจากมีพฤติกรรมท่ีเหมาะสมแลว้ ๒. ครูให้ความสำคัญกับงานมากกว่าพฤติกรรมของนักเรียน เช่น พูดว่า “ดีนะที่เธอหยุดพูดและเริ่ม ทำงานซะที” แทนทจ่ี ะพดู วา่ “ดีมากทีเ่ ธอมีน้ำใจตอ่ คนอนื่ ๆ และเงียบได้เรว็ ” ๓. ครมู ่งุ สนใจอยแู่ ต่ความผดิ พลาดของนักเรยี นต่อไปเรอ่ื ย ๆ มากกว่าท่จี ะสนใจสงิ่ ที่นกั เรยี น ทำถกู ตอ้ ง ในการสรา้ งวินัยเชิงบวกครูควรจะพยายามนึกถงึ อัตรา 4 : 1 คอื พยายาม “จับถูก” ให้ได้สี่ครั้ง สำหรับการ “จับผิด” หน่ึงครั้งพยายามทำเช่นน้ีอย่างเสมอด้นเสมอปลายจะทำให้นักเรียนรู้สึกได้ว่าครูเอาจริงกับการสังเกตส่ิงท่ี นักเรียนทำได้ดีและให้รางวัลเขาทันทีการตรวจสอบตนเองอาจทำได้โดยการจดบันทึกเม่ือแต่ละชั่วโมงจบลง หรือใน ท้ายของแต่ละวันแล้วลองคิดทบทวนดูว่าวันน้ีได้แสดงความชื่นชมนักเรียนไปก่ีคร้ังเม่ือเปรียบเทียบกับการตำหนิ ทกั ทว้ งเม่ือนกั เรียนทำผดิ หรอื อาจมอบหมายใหน้ กั เรียนหรอื ครูช่วยสอนคอยสงั เกตและจดสถติ ใิ ห้ และฝกึ ฝนปรบั ปรุง ไปจนกวา่ การแสดงความชื่นชมจะกลายเป็นนิสัย และการตำหนิจะเกดิ ขึน้ เพยี งนาน ๆ ครั้งเท่าน้ัน ครูที่ใช้การสร้างวินัยเชิงบวกจะเชื่อม่ันในความสามารถของนักเรียนและสื่อให้รู้ถึงความอบอุ่น ห่วงใยและ เคารพในศักด์ิศรีของนักเรียน เม่ือครูมีความมุ่งมั่นที่จะใส่ใจคอยสังเกตนักเรียนและตอบสนองในลักษณะที่เป็นการ สนับสนุนพฤติกรรมเชิงบวก นักเรียนก็จะเร่ิมมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเองมากขึ้นและลดโอกาสท่ีจะมี

๖๑ พฤติกรรมท่ไี ม่พึงปรารถนาให้นอ้ ยลง การจัดการเรียนการสอนท่ีสามารถเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นนอกจาก จะวัดจาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรยี นแล้ว บุคลิกภาพอันเปน็ ผลรวมของพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียนรวมถึงความสขุ ของ ผู้เรียนอันเป็นบ่อเกิดของความสุขของครูที่ประสบความสำเร็จในการสอนก็ เป็นตัวบ่งช้ีท่ีสำคัญด้วย ครูท่ีจะประสบ ความสำเร็จในการสอนต้องเร่ิมจากการพัฒนาตนให้มคี วามรู้ ในวิชาทส่ี อนเป็นอยา่ งดีพอ ๆ กับการมคี วามสามารถใน การใช้จติ วิทยาการจัดการเรียนการสอน มีบคุ ลกิ ภาพที่อบอุ่น สงา่ งาม น่าเชื่อถอื ศรัทธา มีคุณธรรมจรรยาบรรณของ วิชาชีพ มีจิตใจเมตตา พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวอุทิศให้กับการพัฒนาสร้างสรรค์ผู้เรียน สามารถจัด บรรยากาศที่เอ้ือตอ่ การเรยี นรู้ของผ้เู รียน สร้างแรงจูงใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนมีส่วนรว่ มในการเรยี น การสอน เข้าใจและรู้ทันผู้เรียนสามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลายราบรื่นและต่อเนื่อง หากผู้เรียนมีปัญหาหรือมี พฤติกรรมท่ีเบี่ยงเบนก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมและ ทันท่วงทีด้วยวิธีการที่นุ่มนวล สนใจ เข้าใจ มี ปฏิสมั พันธ์เชิงบวกต่อกัน การท่ีครมู ีความสนใจ รู้จักนักเรยี นเป็นรายบุคคล มีทา่ ทีเชิงบวกมีความคนุ้ เคยกับผเู้ รียน จะ ช่วยให้ครูสามารถป้องกันปัญหาได้ง่ายข้ึน หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้น ครูก็สามารถแก้ไขปัญหาได้หลายวิธีทั้งจาก ประสบการณ์และสถานการณ์ท่ีครปู ระสบหรอื จากวธิ ีการตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมซ่ึงเน้นการ วางเงอ่ื นไขจากสภาพแวดล้อมการเสรมิ แรงในรูปแบบต่าง ๆ การทำสัญญา การควบคุมตนเองตลอดจนการลงโทษและ การใช้วิธีการตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนยิ ม ซึ่งมีความเชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนใฝ่ดี ต้องการทำส่ิงท่ีถกู ต้องดี งามอยู่แล้ว ครูจึงมีหน้าท่ีสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อบอุ่น เป็นท่ีเชื่อถือศรัทธาไว้วางใจประกอบกับใช้การสื่อสารท่ีมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงบวก เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม สามารถแก้ปัญหาได้ ดว้ ยตนเอง และพฒั นาบุคลิกภาพทดี่ ีงามไดส้ ำหรับการแก้ปัญหาตามแนวคดิ ของนกั จิตวิทยากลมุ่ มนษุ ยนยิ มจะสง่ เสริม การใช้สื่อการแบบ “ไอ” และ “การแก้ไขความขดั แยง้ โดยไม่มีผ้แู พ้” ซึ่งนอกจากจะสามารถแก้ปญั หาบนพ้ืนฐานของ ความพอใจของคกู่ รณีแล้ว ยงั ชว่ ยสง่ เสริมวิถีทางแห่งประชาธปิ ไตย และการให้ความสำคัญกบั คุณคา่ ความเป็นมนุษย์ที่ เท่าเทยี มกนั ดว้ ย

๖๒ บทสรปุ ความหมายของจิตวิทยาการเรยี นรู้ จิตวิทยา (psychology) คือ ศาสตร์ท่ีว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจกระบวนความคิดและพฤติกรรมของ มนษุ ยด์ ้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความสำคญั ของจิตวทิ ยาการเรยี นรู้สำหรับครู จติ วิทยาการเรียนร้เู ป็นศาสตร์ท่สี ำหรับครผู ู้สอนควรศกึ ษา เพ่ือใหม้ คี วามรคู้ วามเข้าใจในความแตกต่าง และ ความตอ้ งการของผู้เรยี น ท่ีมงุ่ ส่กู ารหาแนวทางปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมของผเู้ รียน ให้อยใู่ นสภาวะอนั พงึ ประสงค์ได้ ดงั คำกลา่ วทว่ี ่า “คนเป็นครจู ะตอ้ งร้จู ติ วิทยา เพราะว่าจติ วิทยาชว่ ยครูได้” ดังน้ี ๘. ช่วยใหค้ รูเขา้ ใจธรรมชาติ ความเจริญเตบิ โตของเด็กและจดั การเรยี นการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม ๙. ช่วยใหค้ รสู ามารถเตรยี มการสอนไดส้ อดคล้องกบั วัย ๑๐.ช่วยใหค้ รสู ามารถจดั กจิ กรรมไดอ้ ย่างสนุกสนาน ๑๑.ชว่ ยสร้างสัมพันธภาพที่ดรี ะหว่างครู ผูป้ กครองและเดก็ ๑๒. ชว่ ยให้ครูป้องกันและหาทางแก้ไข ตลอดจนพัฒนาบคุ ลกิ ภาพของเด็กไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ๑๓.ช่วยใหผ้ บู้ ริหารการศึกษาวางแนวทางการศึกษา การบริหารงานได้เหมาะสม ๑๔. ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเขา้ กับสังคมไดด้ ี ปรบั ตวั เข้ากบั ผู้อื่นไดด้ ี การจัดการชน้ั เรยี นของครูมอื อาชพี การจัดการช้ันเรียนของครูมืออาชีพ มีความหมายครอบคลุมถึงการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพใน ห้องเรียน การจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักเรียน การสร้างวินัยในช้ันเรียน ตลอดจนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนของครู และการพัฒนาทักษะการสอนของครูให้สามารถกระตุ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพ่อื ใหน้ กั เรยี นสามารถเรยี นรู้ได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ ความสำคัญของการจดั การชนั้ เรยี น เป็นการดำเนินการต่าง ๆ ท่ี เก่ียวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมในช้ันเรียน เพื่อกระตุ้นส่งเสริมบรรยากาศ การเรียนรู้ รวมถึงการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนโดยมีเป้าหมายเพื่อให้นกั เรียนเกดิ การเรยี นรู้ตามจดุ ประสงค์ ของการเรียนการสอนตลอดจนบรรลุผลตามเป้าหมายของการศกึ ษา การจัดการช้นั เรียนเพอ่ื ส่งเสริมบรรยากาศการเรยี นรู้ การจัดห้องเรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างหลากหลาย ต้ังแต่การจัดโต๊ะเรียน การตกแต่ง ห้องเรียน รวมถึงการจัดการด้านส่ิงแวดล้อมทางจิตวิทยา ได้แก่การสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างครูกับนักเรียน การ ร่วมกันสร้างกฎกติกาของการเรียนรู้ในชั้นเรียน การจัดช้ันเรียนให้มีโครงสร้างท่ีดี มีแนวโน้มท่ีจะช่วยพัฒนา ความสามารถท้ังทางการเรียนและด้านความประพฤติของนักเรียน นอกจากนี้ส่ิงแวดล้อมในห้องเรียนยังเป็นเสมือน

๖๓ สญั ลักษณท์ ่ีแสดงให้นักเรยี นหรอื บุคคลอื่นได้รู้ว่าครูเห็นคุณคา่ ของพฤติกรรม และการเรียนรขู้ องนักเรียน การจดั ชั้น เรียนที่ไม่เหมาะสมกับการจัดตารางเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูได้วางแผนไว้แล้ว อาจเป็นอุปสรรค ขัดขวางการทำหน้าทข่ี องครู ปัจจัยทส่ี ่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ ๑. องค์ประกอบดา้ นกายภาพ ห้องเรียนขนาดพอเหมาะ มีอุปกรณ์หรือมุมสง่ เสริมการเรียนรู้ มโี ต๊ะเก้าอี้ท่มี ี ขนาดเหมาะสมกับผู้เรียน อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก มีแสงสว่างเพียงพอ ห้องมีลักษณะโปร่งสบาย สะอาด เป็น ระเบียบเรียบร้อย สวยงาม ๒. องค์ประกอบด้านจิตวิทยา หมายถึง องค์ประกอบด้านความรู้สึกนึกคิด ซ่ึงต้องเอ้ือต่อการกระตุ้นจูงใจ ผู้เรียนใหส้ นใจเรียน มีความใฝร่ ู้ มีเจตคตทิ ดี่ ตี อ่ การเรยี น มีความร้สู ึกต่อตนเองในเชงิ บวก ปัจจยั ทางจติ วทิ ยาที่เอื้อตอ่ การเรยี นรู้ ๑. บรรยากาศทีเ่ ป็นกันเอง อบอุ่น ผเู้ รียนรู้สกึ ใกลช้ ดิ กับผู้สอน ๒. เสรภี าพในการแสดงออก ๓. การได้รับการยอมรบั ๔. สภาพการณท์ ี่มีความหมายทา้ ทาย ๕. บรรยากาศแห่งการสร้างวนิ ยั ในตนเอง ๖. บรรยากาศแห่งความสำเร็จ ๗. บทบาทผู้สอน ควรมีบุคลิกภาพทีน่ า่ ไว้วางใจ สงา่ งาม สภุ าพ รกู้ าลเทศะ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีลักษณะเปน็ มติ ร มีความยืดหยนุ่ บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้จึงหมายถึง ลักษณะทัง้ ทางกายภาพและทางจิตใจ คือ หอ้ งเรียนตอ้ งมขี นาด และสภาพที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ บทบาทและท่าทีของครูต้องสร้างเสรมิ ความมั่นใจ ไว้ใจและจูงใจให้ผ้เู รยี นเรียนรู้อย่างมี ความสุข มเี จตคติท่ดี ตี ่อครู ตอ่ วิชาเรียน ต่อเพือ่ น สามารถเรียนร้ไู ด้บรรลุวตั ถุประสงคข์ องรายวชิ า ลักษณะของการจดั ชน้ั เรยี นทางกายภาพทีด่ ี ๑. มกี ารจดั ท่วี ่างในชัน้ เรยี นอย่างชดั เจน ๑๐.ในช้ันเรยี นที่มีนกั เรียนมีปญั หาทั้งทางด้านการเรยี นและดา้ นพฤติกรรมอาจแกป้ ัญหาได้ ดว้ ยการ แยกออกมาอยูใ่ นท่วี า่ งมากข้ึน เพ่อื ใหน้ ักเรยี นสงบมสี มาธใิ นการทำงานได้อย่างอสิ ระตามลำพงั ๑๑.มที ี่วา่ งสว่ นตวั ของนักเรียนแต่ละคนและมีพ้นื ท่ีของนักเรียนท้งั กล่มุ ใหญก่ ลมุ่ เล็กสำหรับทำกจิ กรรม ๑๒.ลักษณะที่น่ังของนักเรียนเปน็ แถวเพือ่ สะดวกในการทำกจิ กรรมการเรียนรูใ้ นเนือ้ หาวชิ าการ

๖๔ ในขณะทก่ี ารจดั ทนี่ ั่งแบบกลุ่มจะทำให้นักเรียนมปี ฏิสมั พันธท์ างสงั คม ๑๓.การจดั ช้ันเรียนในบริเวณที่จำกัดและมีการใชอ้ ย่างหนาแน่น ๑๔.ครแู ละนกั เรียนทง้ั ชัน้ ควรมองเห็นกนั และกันอยา่ งชัดเจน ๑๕.ควรจำกัดสิ่งเรา้ ทางการมองเห็นและการไดย้ นิ ท่จี ะมารบกวนความสนใจและพฤตกิ รรมของ นกั เรียน ๑๖.การจัดทว่ี ่างสำหรบั นักเรยี นทีม่ ีความต้องการพเิ ศษควรใหน้ ง่ั อยใู่ กล้กับครู ๑๗.การจัดชน้ั เรยี นท่เี ปน็ ระเบียบเรียบร้อยจะทำให้นกั เรยี นสามารถเรียนรไู้ ดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ การจดั ตกแต่งห้องเรียน ๕. ห้องเรยี นระดับอนุบาลจะต้องมีมุมเสริมประสบการณ์และพัฒนาการทัง้ สดี่ า้ น คือ ๑) ดา้ นรา่ งกายได้แกม่ ุมแตง่ ตวั จะประกอบดว้ ยเสื้อผา้ กระจก หวี เปน็ ต้น ๕) ดา้ นอารมณ์ ไดแ้ ก่ มุมเครอื่ งดนตรี ซ่งึ อาจประกอบดว้ ยของจรงิ ของจำลอง ๖) ด้านสงั คม ไดแ้ ก่ มมุ โต๊ะอาหาร มุมเกม ๗) ดา้ นสติปัญญา ไดแ้ ก่ มุมอ่านหนังสอื มมุ เกมการศึกษา เปน็ ต้น ๖. ห้องเรยี นระดับช้ันประถมศกึ ษา มีการจัดมุมเสริมประสบการณ์ในห้องเรยี นเปน็ มมุ ท่ีมีกจิ กรรมหรือ แหล่งเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ในหลักสูตร เช่น มุมคณิตศาสตร์ มุมวิทยาศาสตร์ มุมภาษาไทย มุม ภาษาอังกฤษ มมุ สังคมศกึ ษา มุมศิลปะ ๓. หอ้ งเรยี นระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น อาจมีมมุ เสริมประสบการณ์ มุมอ่าน เกมการศกึ ษา แนวทางในการจัดการชัน้ เรียนเพอ่ื ให้ได้ผลในเชิงปฏบิ ัติ - สัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บรรยากาศในชั้นเรียนเป็นไปได้ ดว้ ยดี - บทบาทในการเป็นผู้นำของครู มีผลต่อความรู้สึกของนักเรียนท่ีมีต่อโรงเรียนและมีผลต่อความรู้สึกของ นักเรียนทีม่ ตี ่อผอู้ ื่นหรือต่อตนเองอีกดว้ ย ครูมืออาชพี ควรเปน็ ครูทีม่ ีลักษณะเปน็ ประชาธิปไตย - เทคนิคและทักษะการสอนของครู มีอิทธิพลต่อบรรยากาศในชนั้ เรียนควรเลือกใช้ทกั ษะและเทคนิคการ สอนท่ที ำให้นักเรยี นเกิดความสนใจในบทเรยี นมากข้ึน ๑. การสรา้ งแรงจูงใจในบทเรยี น ๒. จดั การเรยี นรู้ท่ีมีรูปแบบการสอนทห่ี ลากหลาย ๓. การกำหนดงานใหน้ กั เรยี นปฏบิ ัติ ทีส่ อดคล้องกบั บทเรยี นและตรงตามความสนใจ - การสรา้ งกฎระเบยี บรว่ มกันระหว่างครกู ับนกั เรยี น

๖๕ - การส่ือสารกับนกั เรยี น ครูสามารถใชใ้ นการจดั การชน้ั เรียนได้อย่างเหมาะสม ๑. การสอ่ื สารด้วยคำพูดโดยทวั่ ไป ๒. การสอ่ื สารทไ่ี ม่ใชค้ ำพูด กิริยาทา่ ทางการแสดงออกของครกู เ็ ปน็ สง่ิ สำคญั ในการสอื่ สาร บทบาทและลักษณะของครูที่ดี คุณลกั ษณะของครูที่มีประสทิ ธภิ าพ ๑. ตอ้ งมีลักษณะ เป็นผู้มองโลกในแงด่ ีเห็นคุณค่าความเปน็ มนุษยข์ องทกุ คน มีลกั ษณะอบอุ่น จรงิ ใจ เมตตา เป็นกลั ยาณมิตรของนกั เรียน ๘. ร้จู ักและเขา้ ใจนักเรยี นเปน็ รายบคุ คล ๙. มคี วามรูด้ า้ นจติ วิทยาการเรยี นการสอน เข้าใจกระบวนการเรยี นรู้ สามารถนำทฤษฏีแรงจูงใจมา ประยุกตใ์ ช้ไดอ้ ย่างเหมาะสม ๔. มีทักษะในการติดต่อสอ่ื สาร ๕. มีทักษะในการจดั ห้องเรยี นให้มบี รรยากาศทเี่ อือ้ ตอ่ การเรยี นรู้ ๖. มีมนุษยสัมพนั ธดี ๗. มีคุณวฒุ ิทางวิชาการ มคี วามรใู้ นวชิ าที่สอนเปน็ อย่างดี มีความใฝร่ ู้ ขวนขวาย บทบาทในชัน้ เรยี นท่ีครพู งึ หลีกเลีย่ ง ๑. การใชค้ วามรุนแรงแบบเผดจ็ การ ๒. การให้เสรีภาพมากเกินไป ปลอ่ ยปละละเลยนกั เรยี น ๓. การเคร่งครัดเข้มงวดมากเกินไป ไมม่ กี ารยดื หยุ่น ไม่ฟังเหตผุ ล การปรับพฤติกรรมในชั้นเรยี น ประเภทของเดก็ ทีม่ ปี ญั หาท่พี บบอ่ ย ไดแ้ ก่ ๑. เดก็ ก้าวร้าว ๒. เดก็ ซนผดิ ปกติ (hyperactive) ๓. เดก็ เจ้าอารมณ์ ๔. เดก็ ทีช่ อบก่อกวนชนั้ เรยี น ๕. เดก็ ท่ีขาดความเช่อื มั่น และเด็กขอี้ าย เทคนคิ การปรบั พฤติกรรมในชน้ั เรยี น

๖๖ ๘. การเสรมิ แรง การเสรมิ แรงทางสงั คม เช่น การยอมรบั ชมเชย การสมั ผัสท่ีอบอุน่ เป็นเทคนิคท่ีครูทำได้ งา่ ยและมีประสิทธภิ าพสูง ซง่ึ ควรกระทำควบคกู่ ับการแสดงความไม่สนใจพฤตกิ รรมทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ ๒. การใหแ้ รงเสริมแลกเปล่ียน หมายถงึ การให้สิ่งหน่ึงสิ่งใด (token) เมื่อเด็กแสดงพฤตกิ รรมที่พึงประสงค์ สง่ิ แลกเปลย่ี นมักจะไดแ้ ก่สง่ิ ตอ่ ไปนี้ ๒.๑ กิจกรรมตา่ ง ๆ ทเี่ ดก็ ตอ้ งการทำมากวา่ กิจกรรมการเรียนการสอน ๒.๒ สิ่งของท่ีเด็กชอบ เช่น ของเลน่ ขนม อุปกรณว์ าดภาพระบายสี ฯลฯ ๒.๓ สทิ ธพิ เิ ศษ ๒.๔ การทำสัญญา การทำสัญญาเป็นวิธีการท่ีครูและนักเรียนทำความตกลงกัน การเขียนรายงาน ประจำวัน ๓. การเขยี นรายงานประจำวัน เป็นวิธีการท่ีพ่อแม่และครรู ่วมกันปรับพฤติกรรมของเด็กโดยครู จะเขียน รายงานพฤติกรรมเด็กสั้น ๆ ประจำสัปดาห์ว่าดีขึน้ หรือไม่อย่างไร เพ่ือให้ผ้ปู กครองได้ทราบความก้าวหน้าแลว้ ให้แรง เสริมตามปรมิ าณความกา้ วหนา้ ของพฤตกิ รรที่เกิดขึ้น ๔. การปรบั พฤติกรรมที่ละขน้ั ตอน การปรับพฤติกรรมที่ละขั้นตอนมักใช้กับพฤติกรรมที่ซับซ้อนหรือเป็นพฤติกรรมของเด็กเล็กท่ีต้องค่อย ๆ ฝึกฝนเช่นพฤตกิ รรมการไปโรงเรยี นสาย ๕. การทำตามแบบอย่าง เปน็ การปรบั พฤติกรรมโดยการใช้ตัวแบบทีเ่ ด็กชน่ื ชอบมาให้เดก็ สังเกต พฤตกิ รรมแลว้ ปฏบิ ัตติ าม ๖. การควบคุมตนเอง การควบคมุ ตนเองเป็นวธิ ีที่เด็กปรบั พฤติกรรมดว้ ยตนเองได้โดยมคี รเู ปน็ ท่ี ปรกึ ษาโครงการ ๗. การลงโทษ การลงโทษเป็นสง่ิ สดุ ท้ายท่ีควรใช้ แต่การลงโทษกเ็ ป็นส่ิงจำเปน็ ในกรณที ี่การ เสรมิ แรงไมไ่ ด้ผลก็จำเปน็ ต้องมกี ารลงโทษบ้าง การลงโทษท่จี ะกอ่ ให้เกดิ คุณประโยชน์คือการลงโทษท่มี ีเหตุผลรองรบั และเปน็ การลงโทษด้วยวธิ กี ารทีไ่ มโ่ หดรา้ ยรุนแรง แต่เป็นการทำใหร้ สู้ ึกหลาบจำและเขา้ ใจว่าพฤติกรรรมท่ีเปน็ เหตุให้ ต้องถูกลงโทษมีผลเสียอยา่ งไร ๗.๑ วิธีการแยกตวั (time-out) ๗.๒ การเรยี กแรงเสริมคนื (response cost) ๗.๓ การตำหนติ เิ ตียน (reprimand) การสรา้ งวินัยเชิงบวกในชน้ั เรียน เด็กจำเป็นต้องไดร้ ับการอบรมสงั่ สอนเพอ่ื ใหเ้ ข้าใจแลปฏิบัติตามระเบียบของสงั คม แตไ่ มม่ คี วามจำเป็นอะไร ท่ตี ้องเฆี่ยนตีหรือทารุณทำรา้ ยเด็ก เพราะจะเกิดความเสียหายต่อเด็กเปน็ อย่างมากหลกั ฐานจากการวจิ ยั แสดงใหเ้ ห็น

๖๗ ว่าเด็กท้งั หญิงและชายจะตอบสนองตอ่ วิธกี ารเชิงบวกได้ดกี ว่าซงึ่ หมายรวมถึงการต่อรอง และการสร้างระบบการให้ รางวัลมากกว่าการลงโทษดว้ ยการทำร้ายรา่ งกายหรอื ใช้วาจาทำรา้ ยจิตใจ หลัก 7 ประการของการสร้างวินยั เชิงบวก ๑. เคารพศักดศ์ิ รีของเด็ก ๒. พยายามพัฒนาพฤติกรรมทีพ่ ึงประสงค์ การมีวนิ ยั ในตนเอง และบุคลิกลักษณะท่ีดี ๓. พยายามให้เด็กมสี ว่ นรว่ มมากที่สุด ๔. คำนึงถึงความตอ้ งการทางพฒั นาการและคณุ ภาพชีวิตของเด็ก ๕. คำนึงถงึ แรงจงู ใจและโลกทศั น์ของเดก็ ๖. พยายามให้เกิดความยตุ ิธรรม เท่าเทียมกัน และไมเ่ ลือกปฏบิ ตั ิ ๗. เสริมสรา้ งความสามคั คีกลมเกลียวในกลมุ่ ขนั้ ตอนของการสร้างวนิ ัยเชงิ บวก สรา้ งวนิ ยั เชงิ บวกเปน็ กระบวนการ 4 ข้นั ตอน ๑. มีการบรรยายถึงพฤตกิ รรมทีเ่ หมาะสม เช่น “ตอนนค้ี รูขอให้ทกุ คนเงียบกอ่ นนะ” ๒. มกี ารใหเ้ หตุผลทช่ี ัดเจน ๓. ขอให้นักเรียนแสดงอาการรับรู้ ๔. มกี ารให้รางวลั หรือแสดงความชืน่ ชมต่อพฤติกรรมทีเ่ หมาะสม การสร้างวินัยเชิงบวกอาจล้มเหลวไดถ้ ้าหากวา่ ๑. นักเรียนหรอื ทัง้ หอ้ งไม่ไดร้ ับรางวัลเรว็ พอหลงั จากมีพฤติกรรมท่เี หมาะสมแลว้ ๒. ครูใหค้ วามสำคัญกบั งานมากกว่าพฤติกรรมของนักเรียน ๓. ครูมงุ่ สนใจอยูแ่ ตค่ วามผดิ พลาดของนกั เรยี นตอ่ ไปเรอ่ื ย ๆ ในการสร้างวินัยเชิงบวกครูควรจะพยายามนึกถึงอัตรา 4 : 1 คือ พยายาม “จับถูก” ให้ได้สี่ครั้ง สำหรับ การ “จบั ผดิ ” หนึ่งครั้ง ครูท่ีใช้การสรา้ งวินัยเชิงบวกจะเช่ือมัน่ ในความสามารถของนกั เรยี นและสื่อให้รู้ถึงความอบอุ่น ห่วงใยและเคารพในศักด์ิศรีของนักเรียน

๖๘ บรรณานุกรม กมลวรรณ สภุ ากุล. (มปป.). การจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนรู้จริง. (ออนไลน์) เขา้ ถึง ข้อมูลได้จาก apr.nsru.ac.th/Act_learn/myfile/27022015155723_ article.doc (สืบค้นเมื่อ : 8 กรกฎาคม 2561). กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด. 2551. เขี ย น วั น ท นี ย ต ร ะ กู ล . ค ว า ม ส ำ คั ญ ข อ งจิ ต วิ ท ย า ส ำ ห รั บ ค รู . (อ อ น ไล น์ ) เข้ าถึ ง ข้ อ มู ล ได้ จ า ก http://nattavut40.blogspot.com/2017/02/blog-post_16.html (สื บ ค้ น เม่ื อ : 25 กั น ย าย น 2561). จิดาภา ร่าเริง. (2559). สนามเดก็ เล่นสำหรบั การเรียนรแู้ บบ BBL (Brain-based Learning). ( อ อ น ไ ล น์ ) เ ข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล ไ ด้ จ า ก http: / / www. phusing. com/ ?name= knowledge &file=readknowledge&id=546 (สบื ค้นเมือ : 8 กรกฎาคม 2561). เฉลิม ฟักอ่อน. การออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 (ออนไลน์) เข้าถึงข้อมูลได้จาก www. eledu.ssru.ac.th/...su/.../(สืบค้นเม่อื : 8 กรกฎาคม 2561). ชนาธิป พรกุล. (2554). การสอนกระบวนการคิด ทฤษฎีและการนำไปใช้. กรุงเทพฯ : สำนกั พมิ พ์ แหง่ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั นิ ค ม พั ฒ น า . กุ ญ แ จ 5 ด อ ก ก้ า ว สู่ BBL. (อ อ น ไ ล น์ ) เข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล ได้ จ า ก http:// npp6.ac.th /image/forum/bbl/keybbl.html บญั ญัติ ชำนาญกิจ. (2551). เอกสารประกอบการอบรมเรื่อง Active Learning. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครสวรรค์. ประสบการณแ์ ละทเี่ น้นการปฏบิ ัติ. กรุงเทพฯ : ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย. . (2550). แนวทางการจัดการเรยี นร้ทู ่ีเน้นผู้เรยี นเป็นสำคญั 9 การจัดการเรียนรู้ แบบจากแหล่งเรยี นรู้. พมิ พ์คร้งั ที่ 1. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่ง ประเทศไทย. พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิดวิธีและเทคนิค การสอน. กรงุ เทพฯ : สถาบนั พัฒนาคณุ ภาพวิชาการ. มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ.์ (2553). คมู่ ือการจดั ระบบการเรียน การสอนที่ยึดผ้เู รยี น เป็นศูนยก์ ลางการเรียนรู้. พิมพ์ครงั้ ท่ี 1 พระนครศรีอยุธยา : โรงพมิ พ์เทยี นวัฒนา พรน้ิ ทต์ งิ้ . ยืนยง ราชวงษ์. (2561). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Active Learning. เอกสารประกอบ การอบรมปฏิบัติการ พัฒนาศักยภาพบุคลากรตามนโยบายมติ ิคณุ ภาพ 5 รู้ สู่การปฏิบตั ิ ระดับสถานศึกษา. พระนครศรีอยุธยา : สำนกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษา พระนครศรอี ยธุ ยา เขต 2. ถา่ ยเอกสาร. วัชรี เกษพิชัยณรงค์ และนํ้าค้าง ศรีวัฒนาโรทัย. (2557). การเรียนเชิงรุกและเทคนิคการจัดการสอน ที่เน้นการ เรยี นเชิงรุก. (ออนไลน)์ เขา้ ถึงข้อมูลไดจ้ าก http://www.il.mahidol .ac.th/th/ วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วิธีสรา้ งการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ : มลู นิธสิ ดศรี- สฤษดวงค์. วทิ ยา พฒั นเมธาดา. (2560). การจัดการเรยี นรู้. (ออนไสน์) เขา้ ถงึ ข้อมูลไดจ้ าก vwvw.kansuksa.com (สืบค้นเมอ่ื : 7 กนั ยายน 2561). สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.). รู้จกั สะเต็ม. (ออนไลน์) เขา้ ถึงขอ้ มูลไดจ้ าก http://vwvw.stemedthailand.org/7page_ id=23 (สบื ค้นเมอ่ื : 4 กันยายน 2561). สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2549). เอกสารประกอบการประชมุ ปฏบิ ตั กิ าร เผยแพร่ขยาย

๖๙ ผลและอบรม รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบ เสาะหาความรู้ 5 ชั้นตอน เพ่ือ พัฒนากระบวนการคดิ ระดบั สูง. กรุงเทพฯ : มปพ. สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1.ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การเรียนรู้ ในศตวรรษท่ี 21 (ออนไสน์) เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.skledu.go.th/dta/8939 การศึกษาในทศวรรษท่ี % 2021.docx (สบื ค้นเมอ่ื : 7 กนั ยายน 2561). สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน. (2552). การสร้างวินยั เชงิ บวก (Positive Discipline). กรุงเทพฯ : สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. สำนักงานคณะกรรมการศึกษาชน้ั พื้นฐาน. (ก)(2561). แนวทางการประเมินคุณภาพตามมาตรฐาน การศึกษาระดับ ปฐมวยั ระดับการศึกษาชนั้ พ้ืนฐานและระดบั การศกึ ษาชั้นพื้นฐาน ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ. กรงุ เทพฯ : โรง พิมพ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย. สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (ข) (2561). หลักสูตรการสัมมนาเซิงปฏิบัติการพัฒนา มาตรฐานผู้ ประเมินคุณภาพการศึกษาตามรูปแบบแนวทางการประเมินแนวใหม่และ กฎกระทรวงการประกัน คณุ ภาพการศกึ ษาพ.ศ.2561. กรงุ เทพฯ :โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. สำนักงานคณะกรรมการศึกษาช้ันพื้นฐาน. (2546). Active learning (การเรียนรู้แบบกัมมันต). วิชาการ 6 (9) (ออนไลน)์ เข้าถงึ ข้อมูลไดจ้ าก http://www.myfirstbrain.com/ teacher_view.aspx?ID=12149 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). แนวทางการจัดการเรียนรทู้ ี่ เน้นผูเ้ รยี นเป็น สุพนิ บญุ ชูวงศ์. (2531). หลกั การสอน. พิมพ์ครงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ : แสวงสทุ ธกิ ารพิมพ์. สุรางค์ โค้วตระกูล. (2548). จิตวิทยาการศึกษา. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 6. กรุงเทพฯ : สำนักพมิ พ์จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . สำคัญ 2 การจัดการเรยี นรแู้ บบกระบวนการแก้ปัญหา. พิมพค์ ร้งั ที่ 1. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย. อชั รา เอบิ สุขสิริ. (2561). จติ วทิ ยาสำหรบั ครู. กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พ์จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . . (2550). แนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3 การจัดการเรียนรู้แบบ ใช้ปัญหาเป็น ฐาน. พมิ พ์คร้งั ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย. . (2550). แนวทางการจัดการเรยี นรทู้ ่เี น้นผู้เรียนเป็นสำคญั 5 การจัดการเรยี นรแู้ บบ ส่งเสริมความคิด สรา้ งสรรค.์ พิมพค์ รงั้ ที่ 1. กรุงเทพฯ : ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย. . (2550). แนวทางการจัดการเรยี นรทู้ ่ีเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ 6 การจัดการเรียนรู้ แบบโครงงาน. พิมพ์ ครงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย. . (2550). แนวทางการจัดการเรียนรทู้ ่เี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สำคัญ 7 การจัดการเรยี นรู้ แบบ ------------- (1999) Perspective of classroom management: Yesterday, today and tomorrow. Active learning. (ม.ป.ป). (ออนไสน)์ เขา้ ถึงข้อมูลไดจ้ าก http://c4ed.lib.kmutt.ac.th/x-classroom/?p=622 (สบื ค้นเมอื : 3 กันยายน 2561). Brophy, J. (1996). Teaching problem students. New York: The Gilford. Burden, p. (ed.). Classroom Management and Discipline. New York: Longman. STEM &PISA for thai teachers. (2018) (ออนไลน์) เขา้ ถึงขอ้ มูลได้จาก http://vwvw.stemthaied.com/ (สืบคน้ เมอื : 3 กันยายน 2561). Eby, J. W. (1998). Reflective planning, teaching,and evaluation K-12. 2nd ed. New Jersey: Prentice Hall. Freigberg, H. J. (ed.),(1999). Beyond behevioralism ะ Changing the classroom paradigm, Boston : Allyn and Bacon.

๗๐ Joyce, M, Fisher, J., and Hoover, G. (2003). The key elements of classroom management. Alexandria,VA: Association for Supervision and Curriculum Development. Kaser, c. H.(2000). Series on highly effective practices— classroom environment. Retrieved December 15, 2006, from http://education.odu.edu/esse/docs/ classroomenvironments.pdfTEPE Online. (2018). ความหมายและความสำคญั ของการจดั การเรียนรู้. (ออนไลน์) เขา้ ถึงขอ้ มลู ได้จาก 1.179.134.197/TEPE/A23/subject04/contentl/index.php (สบื คน้ เม่ือ : 11 กนั ยายน 2561).

๗๑ ภาคผนวก

๗๒ ตวั อยา่ งท่ี ๑ แบบตรวจสอบแผนการจดั การเรยี นรู้ (การจัดการเรียนรู้เชงิ รกุ Active Learning) แผนการจดั การเรยี นรู้ท.ี่ ........เรอื่ ง.........กล่มุ สาระการเรยี นรู้/รายวชิ า.................... ช่อื ครูผู้สอน.................................................................................. โรงเรียน...................................... คำชแี้ จง แบบตรวจสอบแผนการจัดการเรยี นรู้ ฉบับนี้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พอื่ ให้ศกึ ษานิเทศก์/ผนู้ เิ ทศพจิ ารณาความเหมาะสม และ ความสอดคลอ้ งขององคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ท่ีเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบ่งเป็น 2 ตอน คอื ตอนที่ 1 แบบตรวจสอบความเหมาะสมของแผนการจดั การเรียนรู้ เปน็ การพจิ ารณา/ตรวจสอบ องคป์ ระกอบต่าง ๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้วา่ มีความเหมาะสมเพียงใด ตอนท่ี 2 แบบตรวจสอบความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นการพิจารณา/ตรวจสอบองค์ประกอบตา่ ง ๆ ของแผนการจัดการเรยี นรู้วา่ มคี วามสอดคลอ้ งกันเพยี งใด ------------------------------------------------------------------------------------- ตอนที่ 1 แบบตรวจสอบความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active Learning) โปรดทำเคร่อื งหมาย / ในซ่องระดบั ความเหมาะสมทต่ี รงกับความคิดเหน็ ของท่าน และเขยี นข้อสนอแนะอน่ื ๆ เพือ่ เปน็ แนวทางในการ ปรบั ปรงุ แผนการจดั การเรยี นรู้เชงิ รุกตอ่ ไป ขอ้ ท่ี รายการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ 123 1 แผนการจัดการเรยี นรมู้ ีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน ตามแบบทก่ี ำหนด 2 การเขียนสาระสำคัญในแผนการจัดการเรียนรู้ 3 จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ระบพุ ฤตกิ รรมชัดเจน สามารถวัดได้ 4 สาระการเรียนรูค้ รบถ้วน สมั พันธก์ บั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 5 กิจกรรมการเรียนรมู้ ีความเหมาะสมใชก้ ระบวนการจัดการเรยี นรเู้ ชงิ รกุ ในทุก ข้นั ตอน หรอื ใชเ้ ทคนคิ การสอนทร่ี ะบุไวใ้ นแผนการจัดการเรียนรู้ 6 การวัดผล ประเมินผลใช้วธิ ีการวัด ประเมินท่หี ลากหลาย ชัดเจน 7 เครือ่ งมอื ท่ีใช้วัดผล ประเมนิ ผลเหมาะสม มรี ะบุไว้อยา่ งชัดเจน 8 มีการกำหนดเกณฑก์ ารประเมินผลไวอ้ ย่างชัดเจน 9 ระบกุ ารใชส้ อื่ /แหลง่ เรยี นรู้สมั พันธ์สอดคล้องกับกิจกรรมการเรยี นรู้ 10 มีหลกั ฐานการเรียนรู้ สื่อประกอบ เชน่ ใบกจิ กรรม ใบความรู้ เครอ่ื งมอื วัด ฯ ท่ี ปรากฏในแผนการจัดการเรยี นรูค้ รบถว้ น ข้อเสนอแนะอืน่ ๆ .......................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................

๗๓ เกณฑก์ ารประเมนิ คำอธบิ ายระดบั คณุ ภาพของความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู้ ขอ้ ที่ รายการประเมนิ คำอธิบายระดับคุณภาพ 321 1 แผนการจัดการเรยี นรูม้ ี องค์ประกอบของ องคป์ ระกอบของ องคป์ ระกอบของ องค์ประกอบสำคญั ครบถ้วน ตาม แผนการจดั การ แผนการจดั การ แผนการจัดการ แบบทีก่ ำหนด เรยี นรูม้ คี รบถ้วน เรยี นรู้ไมค่ รบถ้วน เรียนร้ไู มถ่ ูกตอ้ ง ตามแบบที่กำหนด ตามแบบทก่ี ำหนด ตามแบบทกี่ ำหนด 2 การเขยี นสาระสำคัญในแผนการ เขียนสาระสำคัญ เขยี นสาระสำคญั เขียนสาระสำคญั จัดการ เรียนรู้ ถูกต้อง ชัดเจน และ ถูกต้องแตไ่ ม่ ไมถ่ กู ตอ้ งและไม่ ครอบคลุม ครอบคลมุ ชดั เจน 3 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรูร้ ะบุ พฤตกิ รรมท่ีระบุใน ไมม่ ีความชดั เจน ไมไ่ ดร้ ะบุ พฤตกิ รรมชัดเจน สามารถวัดได้ จดุ ประสงคก์ าร ของ พฤติกรรมที่ พฤติกรรมใน เรียนรู้ มคี วาม ระบใุ น จดุ ประสงค์ จุดประสงค์การ ชดั เจนสามารถ วดั การเรียนรู้ และไม่ เรยี นรู้ ได้ สามารถวัดได้ 4 สาระการเรยี นร้คู รบถว้ น สัมพนั ธ์ ระบสุ าระการเรียนรู้ ระบุสาระการเรียนรู้ ระบสุ าระการเรียนรู้ กบั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ครบถว้ น และ ไมค่ รบถว้ น ไม่ครบถว้ นและไม่ สมั พนั ธ์ กับ สัมพันธ์ กบั จดุ ประสงคก์ าร จุดประสงคก์ าร เรยี นรู้ เรียนรู้ 5 การวัดผล ประเงนิ ผลใชว้ ิธีการวดั วิธกี ารวัดผล วิธกี ารวดั ผล วธิ ีการวดั ผล ประเมนิ ทห่ี ลากหลาย ชัดเจน ประเมนิ ผลชดั เจน ประเมินผลชดั เจน ประเมินผลไม่ ทุก พฤตกิ รรมที่ แต่ ไมค่ รบทกุ ชัดเจน และไม่ครบ ตอ้ งการวดั พฤตกิ รรม ท่ี ทกุ พฤติกรรมท่ี ต้องการวดั ต้องการวดั 6 เครอื่ งมือท่ีใช้วัดผล ประเมนิ ผล เครอื่ งมอื สำหรบั ระบุเครื่องมือ ไม่ไดร้ ะบเุ คร่อื งมอื เหมาะสมมกี ารระบุไวช้ ดั เจน การ วัดผล สำหรับ การวัดผล สำหรบั การวดั ผล ประเมนิ ผลมี ความ ประเมินผล แตไ่ ม่ ประเมินผล ชดั เจน ชดั เจน ไม่ สามารถ วัดได้ 7 มกี ารกำหนดเกณฑ์การ เกณฑ์การ ระบุเกณฑ์การ ไม่ไดร้ ะบเุ กณฑ์ ประเมนิ ผลไว้อย่างชดั เจน ประเมนิ ผลมี ความ ประเมนิ ผล แต่ไม่ การประเมนิ ผล ชดั เจน ชดั เจน 8 กิจกรรมการเรียนร้มู ีความ กจิ กรรมการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ กจกรรมการเรียนรู้ เหมาะสม ใชก้ ระบวนการจัดการ มี ความเหมาะสม มี ความเหมาะสม ไมม่ ีความเหมาะสม เรียนรูเ้ ชิงรุก (Active Learning) ครบถ้วนทกุ ขั้นตอน แตไ่ ม่ ครบทุก และไม่ครบทกุ ครบถ้วนทุกข้นั ตอน หรอื เทคนคิ ตามท่รี ะบใุ น ข้นั ตอนตามที่ ระบุ ขนั้ ตอนตามทร่ี ะบุ การสอนทีร่ ะบไุ ว้ในแผนการ แผนการ จดั การ ในแผนการ จดั การ ในแผนการจัดการ จัดการเรยี นรู้ เรยี นรู้ เรยี นรู้ เรยี นรู้

๗๔ ข้อที่ รายการประเมิน คำอธิบายระดับคุณภาพ 321 9 ระบุการใช้ส่อื /แหลง่ เรียนรู้ ระบกุ ารใช้สอ่ื / ระบกุ ารใชส้ ่อื / ไมไ่ ดร้ ะบกุ ารใช้ สมั พนั ธ์สอดคลอ้ งกับกจิ กรรมการ แหลง่ เรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรแู้ ตไ่ ม่ ส่ือ/แหลง่ เรยี นรู้ เรยี นรู้ สัมพันธ์ สอดคล้อง สัมพนั ธ์ สอดคลอ้ ง กับกจิ กรรม การ กบั กจิ กรรม การ เรียนรู้ เรียนรู้ 10 มหี ลกั ฐานการเรียนรู้ สื่อประกอบ มีหลักฐาน อาทิ สื่อ มหี ลกั ฐาน อาทิ สอื่ ไมม่ ีมีหลกั ฐานเช่น เช่น ใบ กิจกรรม ใบความรู้ ใบกจิ กรรม ใบ ใบกจิ กรรมใบ สอื่ ใบกิจกรรม ใบ เคร่อื งมอื วดั ฯ ที่ ปรากฏใน ความรู้ เคร่ืองมือวัด ความรู้ เคร่อื งมือวัด ความรู้ เครื่องมือวัด แผนการจดั การเรียนรู้ ครบถว้ น ฯ ท่ี ปรากฏใน ฯ ทปี่ รากฏใน ฯ ทีป่ รากฏใน แผนการ จดั การ แผนการ จัดการ แผนการจดั การ เรียนรูค้ รบถว้ น เรียนรู้แต่ไม่ เรียนรู้ ครบถ้วน ตอนที่ 2 แบบประเมินความสอดคลอ้ งองค์ประกอบของแผนการจดั การเรยี นร้เู ซิงรุก (Active Learning) โปรดทำ เคร่อื งหมาย / ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั ความคิดเห็นของทา่ น ขอ้ ท่ี รายการประเมิน สอดคลอ้ ง ไม่แน่ใจ ไม่สอดคลอ้ ง (-1) 1 การเขยี นสาระสำคญั มีความสมั พนั ธส์ อดคล้องกับจุดประสงคก์ าร (1) (0) เรยี นรู้ 2 จดุ ประสงคก์ ารเรียนร้มู ีความสอดคล้องสัมพนั ธก์ บั สาระการเรยี นรู้ 3 หลักฐานการเรียนรูม้ คี วามสัมพนั ธ์ สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรยี นรู้/กิจกรรมการเรียนรู้ 4 วธิ ีการวัดผล ประเมินผลมีความสัมพนั ธก์ ับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ และสมรรถนะท่ีสำคัญของผเู้ รียน 5 เครอ่ื งมอื วดั ผล ประเมินผลมคี วามสมั พันธก์ ับจุดประสงค์การเรียนรู้ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะท่สี ำคญั ของผูเ้ รียน 6 กิจกรรมการเรียนร้มู ีความสมั พนั ธส์ อดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ ทักษะ/กระบวนการคุณลักษณะอันพงิ ประสงค์ และสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น 7 สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรยี นรู้ มคี วามสมั พันธ์สอดคล้องกับกจิ กรรมการ เรยี นรู้

๗๕ เกณฑก์ ารประเมนิ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู้ ความสอดคล้องของแผนการจดั การเรียนรู้ คะแนนระหวา่ ง 24 - 30 ระดับคุณภาพ ดี คะแนนระหวา่ ง คา่ ความสอดคล้องตอ้ งมีคา่ ตงั้ แต่ 0.50 ขน้ึ ไป 15 - 23 ระดับคุณภาพ พอใช้ คะแนนระหวา่ ง 1-14 ระดับคณุ ภาพ ต้องปรับปรุง

76 ตวั อย่างท่ี 2 แบบบันทกึ การสงั เกตการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เชงิ รุก (Active Learning) โรงเรียน ............................................................................................................................................................. ชื่อผู้สอน ............................................................................................................................................................ กลุ่มสาระการเรยี นรู้/วิชา....................................................................................ช้นั ......................................... วนั ท่ี .......................................................................เวลา................................................. 1. การสังเกตการสอน การดำเนินการ ประเด็นการสังเกต ด้านการเตรยี มการสอน 1. ออกแบบการเรยี นรู้ 2. จัดทำหนว่ ยการเรียนร/ู้ แผนการจดั การเรียนรสู้ อดคล้องกบั มาตรฐาน/ตัวชวี้ ัด/ผลการเรยี นร้/ู จุดประสงค์การเรียนร้/ู การวัด และประเมนิ ผล 3. กำหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล 4. จัดเตรียมสือ่ นวัตกรรม วสั ดุ-อุปกรณ์ ด้านการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 1. มกี จิ กรรมนำเข้าสู่บทเรียนทีน่ ่าสนใจ/กระตุ้นผเู้ รียน 2. พฤติกรรมการจดั การเรียนรู้ เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ หาความรู้/หาคำตอบดว้ ยตนเอง คิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ สรา้ งสรรค์งาน มสี ว่ นร่วมในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ เช่อื มโยง กับชีวติ จรงิ และนำไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้ มอบหมายงานให้เหมาะสม ตามศกั ยภาพของผ้เู รยี น 3. การมอบหมายงานให้นักเรยี นสรา้ งผลงาน/ชน้ิ งาน/นวัตกรรม ดา้ นส่ือ นวัตกรรม และแหล่งการเรียนรู้ 1. การใชส้ ่อื และแหล่งเรียนรู้ 2. นักเรยี นมีส่วนร่วมในการใช้ส่ือ และแหล่งเรียนรู้ 3. การใช้สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้

77 ประเด็นการสังเกต การดำเนนิ การ ด้านการวดั และประเมนิ ผล 1. ผเู้ รียนมีสว่ นร่วมในการกำหนดเกณฑ์การวดั และประเมินผล 2. มีการวดั และประเมนิ ผลอย่างหลากหลาย ครอบคลุมตวั ช้วี ดั / ผลการเรยี นร/ู้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 3. ผเู้ รียนมีส่วนรว่ มในการประเมนิ รวมทงั้ ผ้ปู กครอง หรอื ผู้เก่ยี วขอ้ งมีสว่ นร่วมในการประเมิน 4. แจ้งผลการประเมินให้นักเรียนไดท้ ราบเพื่อการพัฒนา การสรปุ ผลการสอน 1. การบนั ทึกผลการสอน หลังจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 2. การบนั ทึกความเหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา 2. ขอ้ ค้นพบ/จุดเดน่ ในการจัดการเรยี นรู้ ๑. การสะท้อนผลการสอน ผู้นเิ ทศสะท้อนผลการสงั เกตการสอนให้กับครุผู้สอน/ผเู้ กี่ยวขอ้ ง ตามประเด็นทีส่ ังเกตและข้อค้นพบ ประเดน็ การสังเกตและข้อค้นพบ แนวทางแกไ้ ขปัญหา ผู้รับการนเิ ทศ ลงชอื่ .........................................ผรู้ บั การนิเทศ ลงชอื่ ...................................ครผู ู้ร่วมนิเทศ (........................................ …….) ( ......................................... ……..) ครูโรงเรียน.......................................….. ครู โรงเรยี น ......................................... ลงชื่อ............................................... ผนู้ เิ ทศการสอน ( ................................................) ตำแหนง่ ...................................................

78 ตวั อย่างที่ 3 แบบประเมนิ ผลการดำเนนิ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เชงิ รุก (Active learning) คำชแี้ จง ๑. แบบประเมินนี้ใช้สำหรบั การนิเทศ ติดตาม การจัดการเรยี นรู้เชิงรุก (Active learning) เปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั และเดิมคำ ๒. แบบประเมนิ นี้ เปน็ ส่วนหนึง่ ของเคร่อื งมอื เพ่อื การนเิ ทศ ติดตามการจัดการเรียนรเู้ ชงิ รกุ (Active learning) ๓. โปรดทำเครอื่ งหมาย ✓ ในชอ่ งทีต่ รงกับความจริง ตอนที่ ๑ ขอ้ มลู ทัว่ ไปของผตู้ อบ 1. เพศ [ ] ชาย [ ] หญิง 2. ตำแหน่ง [ ] ผ้บู ริหารสถานศึกษา [ ] ครผู ้สู อน [ ] อ่นื ๆ………………………………….. 3. ประสบการณก์ ารทำงาน (งานบรหิ าร/ปฏบิ ัตกิ ารสอน)........................ปี 4. กรณีเป็นครผู ้สู อน [ ] สอนกลุ่มสาระการเรยี นร้/ู รายวิชา......................................................................................... [ ] การใชก้ ระบวนการ Active Learning ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ [ ] ทกุ คร้ัง [ ] เป็นบางครัง้ [ ] ไม่เคยใช้ Active LearninG ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ , การดำเนินกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น

มาก ่ีท ุสด (5) 79 มาก (4) ปานกลาง 3)ตอนท่ี 2 ความคิดเหน็ เกยี่ วกับการจดั การเรียนรเู้ ซงิ รกุ (Active learning) น้อย (2)ความคิดเหน็ /ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรู้สกึ เกี่ยวกับความเหมาะสม ความชัดเจน ความ น้อย ่ีท ุสด (1)มปี ระโยชน์ของการจัดการเรยี นรูเ้ ชิงรกุ (Active learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลารู้ โปรดแสดงความคดิ เหน็ ที่ตรงกับทา่ นมากทส่ี ุด ระดบั ความคิดเหน็ รายการ 1. การจดั การเรยี นรเู้ ซิงรกุ (Active Learning) ช่วยขับเคล่ือน ให้นโยบาย ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ สำเร็จได้ 2. ท่านมคี วามคิดเหน็ อยา่ งไรเกี่ยวกับหวั ขอ้ ต่อไปนี้ 2.1 การนำนโยบาย Active Learning สู่หอ้ งเรียน 2.2 การสง่ เสริม สนบั สนนุ ให้ครจู ัดกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้เชิงรกุ (Active Learning) ภายในสถานศกึ ษา 2.3 การสร้างความร้คู วามเข้าในการจดั กิจกรรมการจัดการเรียนรเู้ ชิงรุก (Active Learning) ให้ครูผู้สอน 2.4 การนิเทศ ติดตาม ช่วยเหลือครูผสู้ อนในการนำการจดั การเรียนรู้เชงิ รกุ (Active Learning) ไปจัดการเรยี นการสอน 2.5 การสรา้ งเครือขา่ ย /กิจกรรม PLC เกี่ยวกบั การจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ (Active Learning) ในสถานศกึ ษา 3. ความคิดเห็นเกีย่ วกับการจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ (Active Learning) หลกั การจดั การเรียนรเู้ ชิงรุก 3.1 ช่วยใหก้ ารสอนของครมู ีประสทิ ธภิ าพยิ่งขนึ้ การจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รุก 3.2 ตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียนรายบคุ คล 3.3 การจัดการเรียนรู้เชงิ รกุ ทำให้ผู้เรียนเกดิ ความกระตอื รือร้นในการเรยี นรู้ มากขึน้ 3.4 การจดั การเรียนรู้เชงิ รุก สง่ เสริมการมีสว่ นร่วมและการทำงานเป็นทีม ของผูเ้ รยี น 3.5 การจดั การเรยี นรูเ้ ชงิ รุก ส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี น ไดใ้ ช้กระบวนการคิดขั้นสูง การจดั การเรยี นรู้เชงิ รุกทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความร้ไู ดด้ ว้ ยต 3.6 นเอง

80 3.7 การจดั การเรยี นรู้เชิงรกุ ส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนนำความร้แู ละทักษะตา่ ง ๆ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้ 3.8 การจดั การเรียนรู้เชิงรุก สรา้ งปฏสิ ัมพนั ธท์ างการเรยี นระหว่างครแู ละ นักเรยี นไดเ้ ป็นอยา่ งดี 3.9 การจดั การเรยี นรเู้ ชิงรุก ทำให้นักเรยี นมผี ลสมั ฤทธ้ีดีข้ึน 3.10 การจัดการเรยี นร้เู ชิงรกุ ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนไดป้ ระเมนิ ตนเอง หรอื สะทอ้ น ส่งิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรู้ 4. ความพึงพอใจของทา่ นโดยรวมเกย่ี วกับการจัดการเรยี นรเู้ ชงิ รุก (Active Learning) ตวั อย่างที่ ๔ แบบนเิ ทศ ติดตามการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การใชภ้ าษาองั กฤษเพอื่ การสอ่ื สาร สำหรบั ครผู สู้ อนภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี .......... ภาคเรยี นที่ ...... ปีการศึกษา ........ สำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 คำช้ีแจง

81 แบบนิเทศ ตดิ ตามติดการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้การใช้ภาษาอังกฤษเพ่ือการสอื่ สาร ของครรู ายบุคคล เปน็ แบบนิเทศติดตามครู มีการติดตามท้งั หมด 5 ดา้ น คือ ด้านการออกแบบและการวางแผนการสอน ดา้ นเนือ้ หา ด้านการใช้ภาษาในชน้ั เรียน ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ และดา้ นการจัดบรรยากาศ ในชนั้ เรียน และพฤตกิ รรมการเรียนรู้ของผู้เรยี น โดยบนั ทกึ ข้อมูลจากการประเมิน และทำเครอื่ งหมาย ✓ ในแบบนเิ ทศ ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลท่ัวไป ครูผู้รับการนเิ ทศ ชอ่ื .........................................................................โรงเรียน............................................ วันเดอื นปที ี่นเิ ทศ วันที่ .........เดือน ................................................. พ.ศ. .................เวลา....................น. ผู้นเิ ทศ ช่อื .........................................................................ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ สพป.อดุ รธานี เขต 2 ตอนที่ 2 เกณฑ์การให้คะแนน สมรรถภาพในการสอนภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สารมากทส่ี ุด ให้ 5 คะแนน สมรรถภาพในการสอนภาษาองั กฤษเพอื่ การสือ่ สารมาก ให้ 4 คะแนน สมรรถภาพในการสอนภาษาองั กฤษเพ่อื การสือ่ สารปานกลาง ให้ 3 คะแนน สมรรถภาพในการสอนภาษาอังกฤษเพอ่ื การสอ่ื สารนอ้ ย ให้ 2 คะแนน สมรรถภาพในการสอนภาษาอังกฤษเพอ่ื การสื่อสารน้อยทีส่ ุด ให้ 1 คะแนน แบบนเิ ทศ ตดิ ตามการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การใช้ภาษาองั กฤษเพ่อื การสือ่ สาร สำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ .......... ที่ รายการ คะแนน ด้านการออกแบบและการวางแผนการสอน 54321 1 การออกแบบหนว่ ยและแผนการจดั การจัดการเรยี นรู้ท่สี อดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี่วัด 2 การออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้คลอบคลุมเนอ้ื หาสาระ น่าสนใจ 3 แผนการจดั การจดั การเรยี นรมู้ ีองคป์ ระกอบครบถ้วน 4 องคป์ ระกอบของแผนการจดั การจัดการเรยี นร้สู อดคล้องและสมั พันธ์กนั

82 5 การออกแบบการเรียนรู้ เน้นภาษาองั กฤษเพือ่ การสื่อสาร ดา้ นเนอ้ื หา 6 เลือกเนือ้ หาที่สอดคล้องกับสาระสำคญั มาตรฐานและตวั ชีว่ ัด 7 การเลอื กเน้อหาท่ีเนน้ เพ่ือการส่ือสาร 8 เลือกเนื้อหาทเ่ี หมาะสมกับระดบั ความรแู้ ละความสามารถของผู้เรยี น 9 เลือกเนอ้ื หาทอี่ ยู่ในความสนใจของผูเ้ รียน 10 เลือกเนอ้ื หาที่ผูเ้ รยี นสามารถนำไปใช้ไดจ้ ริงในชีวติ ประจำวนั ดา้ นการใช้ภาษาในชั้นเรียน 11 ใชภ้ าษาในการสั่ง ท่งี ่ายและชัดเจน 12 ใชภ้ าษาอังกฤษในทุกกจิ กรรมและใหผ้ เู้ รียนไดม้ สี ่วนร่วม 13 ใหผ้ เู้ รยี นใช้ภาษาไดอ้ ย่างอิสระ เน้นความคล่องแคลว่ ในการใช้ภาษา ใชค้ ำถามกระต้นุ ใหผ้ ู้เรยี นมองเหน็ ตนเอง ทา้ ทายทำใหอ้ ยากเรียนรู้ 14 15 ให้กำลงั ใจกับผู้เรยี น ช่ืนชมทผี่ ู้เรยี น ให้คำแนะนำผ้เู รยี น โดยไมใ่ ชก้ ารตำหนิ ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 16 ออกแบบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ อยา่ งหลากหลายและเหมาะสม 17 เลอื กใช้กิจกรรมสอดคล้องกบั โครงสร้างทางภาษา เนอ้ื หาและจุดประสงค์ การเรยี นรู้ 18 ใชส้ อ่ื การเรียนรู้อย่างหลากหลายและเหมาะสมกับกจิ กรรม 19 กำหนดสถานการณ์ใกล้เคยี งกับชีวติ จริงและฝึกผู้เรียนใช้ภาษาอังกฤษเพ่ือการ สอื่ สาร 20 จัดกจิ กรรมให้ผู้เรียนทกุ คนได้มสี ่วนร่วมในการใช้ภาษาอังกฤษเพอ่ื การสื่อสาร ท่ี รายการ คะแนน ด้านการจัดบรรยากาศ ในช้ันเรียนและพฤตกิ รรมการเรยี นรขู้ องผูเ้ รยี น 54321 21 จดั บรรยากาศในช้ันเรยี นเออ้ื ต่อการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น 22 ผู้เรียนมีความกระตอื รอื รน้ และร่วมกจิ กรรมตา่ งๆ 23 ผู้เรียนมที ักษะการสือ่ สารภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ ในชวี ติ ประจำวนั 24 ผ้เู รียนสามารถต้งั คำถามและตอบคำถามง่ายๆได้ 25 ผู้เรยี นมคี วามมนั่ ใจในการสอื่ สารภาษาอังกฤษ คะแนน รวมคะแนน คะแนนเฉล่ยี 4.50 – 5.00 = ดีเย่ยี ม 3.50 – 4.49 = ดมี าก 1.50 – 2.49 = พอใช้ 2.50 – 3.49 = ดี 1.00 – 1.49 = ปรบั ปรุง ตอนที่ 3 การสะทอ้ นความคดิ ของครู

83 1. ความประทบั ใจในการจัดการเรียนรู้คร้งั นี้ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. การจัดการเรียนรคู้ ร้ังน้จี ะดีกว่านถ้ี ้า................................................ ................................................ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ลงชอ่ื .........................................................................ผ้นู เิ ทศ (...................................................) ตำแหน่ง .......................................................

ตวั อย่างท่ี กำหนดการส กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศา ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 วิชา วทิ ยาการคำนวณ ภาคเรียน โรงเรยี น................................................. สำนกั งานเขต สัปดาห์ที่ ชื่อหน่วยการ กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ทกั ษะท่ไี ด้ จัดการเรียนรู้ 1-5 1. การ 1. แบบใชป้ ญั หาเป็นฐาน 1. ทักษะการสื่อสาร แกป้ ญั หาอยา่ ง (problem- based 2. ทักษะการคิดเชิงคำนวณ เป็นข้นั ตอน learning) 3. ทกั ษะการแกป้ ญั หา 2. แบบสืบเสาะหาความรู้ 4. ทักษะการสงั เกต 5Es (5Es Instructional Model) 6-9 2. การตรวจหา 1. แบบสืบเสาะหาความรู้ 1. ทกั ษะการสื่อสาร ข้อผิดพลาดของ 5Es (5Es Instructional 2. ทักษะการคดิ เชงิ คำนวณ โปรแกรม Model) 3. ทกั ษะการแก้ปญั หา 4. ทกั ษะการสังเกต 5. ทักษะการทำงานรว่ มกนั 10-14 3. การจัดไฟล์ แบบสบื เสาะหาความรู้ 1. ทักษะการสอ่ื สาร 2. ทกั ษะการถ่ายทอดความ อยา่ งมรี ะบบ 5Es (5Es Instructional 3. ทักษะการคิดอย่าง Model) สรา้ งสรรค์

๕ 84 สอน าสตรแ์ ละเทคโนโลยี จำนวน นท่ี 1 รหสั วิชา ว12201 จำนวน 20 ชว่ั โมง ชว่ั โมง ตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาอดุ รธานี เขต 2 5 การประเมิน 4 1. ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยการเรยี นรู้ ท่ี 1 การแก้ปัญหาเบ้ืองตน้ 5 2. ตรวจใบงาน 3. สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล 4. สงั เกตความมีวินยั ความรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ มน่ั ในการทำงาน 1. ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรยี นรู้ ท่ี 2 การตรวจหาขอ้ ผดิ พลาดของโปรแกรม 2. ตรวจใบงาน 3. ประเมินการนำเสนอผลงาน 4. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล 5. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ 6. สงั เกตความมวี ินยั ความรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งมัน่ ในการทำงาน 1. ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรยี นรู้ มคดิ ที่ 3 การจัดไฟลอ์ ย่างมีระบบ 2. ตรวจใบงาน 3. ประเมนิ การนำเสนอผลงาน

สปั ดาห์ที่ ชอ่ื หน่วยการ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ทกั ษะท่ไี ด้ จัดการเรยี นรู้ 4. ทกั ษะการสงั เกต 5. ทกั ษะการทำงานรว่ มกนั 15-20 4. การใช้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 1. ทักษะการสอื่ สาร เทคโนโลยี 5Es (5Es Instructional 2. ทักษะการแลกเปล่ียนข้อ Model) 3. ทักษะการคิดวเิ คราะห์ สารสนเทศ 4. ทกั ษะการสงั เกต อยา่ งปลอดภัย 5. ทกั ษะการประยกุ ต์ความ มาใช้ ในการแก้ปญั หา 6. ทกั ษะการทำงานร่วมกนั

การประเมิน 85 จำนวน 4. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล ชัว่ โมง 5. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ 6. สังเกตความมวี ินยั ความรับผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ 6 มงุ่ ม่ันในการทำงาน 1. ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยการเรียนรู้ อมูล ท่ี 4 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภัย 2. ตรวจใบงาน 3. ประเมนิ การนำเสนอผลงาน มรู้ 4. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล 5. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม 6. สังเกตความมีวินัย ความรับผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ มุ่งมัน่ ในการทำงาน

86 ตวั อย่างท่ี ๖ ตวั อย่างการออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้ แผนการจัดการเรยี นรู้ ท่ี 1 ช่ือแผนการจัดการเรยี นรู้ งานเลี้ยงชมรมกบั ขนมเจา้ ปญั หา (จา้ วลมกรด) ชอ่ื หน่วยการจัดการเรยี นรู้ 1.การแก้ปัญหาอยา่ งเป็นข้นั ตอน จำนวนช่วั โมง 1 ช่วั โมง ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 จดุ ประสงค์การจดั การเรียนรู้ แสดงลำดับข้ันตอนการค้นหาและแกป้ ญั หาอย่างง่าย ตัวช้ีวัด ว 2.1 แสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน หรอื การแก้ปญั หาอย่างงา่ ยโดยใช้ภาพ สญั ลกั ษณ์ หรอื ข้อความ สาระสำคญั การแก้ปัญหาต่างๆ โดยการใช้สัญลักษณ์ ภาพหรือข้อความ ในการจดั การเรียนรชู้ ัว่ โมงนีน้ กั เรยี นจะ สามารถใช้สญั ลกั ษณเ์ พ่อื แกป้ ญั หาได้ ไดแ้ ก่ การแก้ปญั หาโดยการคดิ อย่างเป็นระบบ จากการวิเคราะหข์ นมแต่ชนดิ ท่ีเพอ่ื นรับประทานแลว้ ท้องเสยี ตัดขนมท่ีเพือ่ นทางแลว้ ท้องไม่เสยี ออกทลี ะคน ทำให้สุดท้ายจะรู้ชนดิ ของขนมทที่ ำ ให้ท้องเสยี โดยวธิ กี ารโยงเสน้ กจิ กรรมเรยี นรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรยี น 1. ครูนำอภิปรายและทบทวนเนอ้ื หาในหนังสือเรียนเทคโนโลยี(วิทยาการคำนวณ) ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 บทท่ี 7 เรอ่ื ง วนั งานโรงเรียน เกย่ี วกบั การคน้ หาอย่างเปน็ ระบบ ซง่ึ สามารถทำได้หลายวธิ ี และยกตวั อย่างการ ค้นหาหนงั สือในห้องสมดุ หรอื ช้ันวางหนังสอื วา่ นักเรียนมีวธิ กี ารอย่างไร หรืออาจจะใชก้ ารเลน่ เกม (พิจารณาตาม ความเหมาะสม) เชน่ เกมคนหาสิง่ ของ (http:/oho.ipst.ac.th/im/2691) และรว่ มอภิปรายงานจากชว่ั โมงท่แี ลว้ ในเรื่องของชา้ ง มา้ ววั ควาย และเคก้ หรรษา จากนน้ั ให้นกั เรียนรว่ มกัน อภิปรายแนวทางในการหาคำตอบหรอื การ แกป้ ญั หา ขัน้ สอน 2. ครูนำนกั เรยี นศึกษาเนอ้ื หาในหนงั สอื เรียนบทที่ 6 เรอื่ ง งานเลีย้ ง ชมรมกบั ขนมเจ้าปญั หาและอภปิ ราย ความรู้ทไี่ ด้ ตัวอย่างประเด็น การอภปิ ราย ในเรือ่ งใชว้ ิธกี ารค้นหาอาหารที่ทำให้ทอ้ งเสยี โดย วธิ กี ารโยงเส้น (ครอู าจ ให้ทำในสมุดหรอื แจกกระดาษให้นักเรียนฝกึ ทำ) นกั เรียนมวี ิธีอนื่ ในการหาคำตอบหรอื ไม่ 3. ครูช้แี จงและใหน้ กั เรยี นทำใบกจิ กรรมที่ 6.2 กระต่ายกับเตา่ ในหนงั สือแบบฝึกหัด จากน้นั ใหน้ ักเรยี นที่ ตอบถกู และหาคำตอบได้เร็วท่ีสุดออกมานำเสนอวิธกี ารในการหาคำตอบ ครแู บง่ นักเรียนเป็นกลมุ่ กล่มุ ละ2คน จากนน้ั ช้แี จงและใหน้ ักเรยี น ทำใบกิจกรรมท่ี 6.3 เจ้าลมกรด แลว้ สุ่มนกั เรียนออกมานำเสนอและรว่ มกนั อภปิ ราย วิธกี ารหาคำตอบซงึ่ อาจแตกตา่ งกันออกไป(ซ่ึงข้อ 2 จะทราบเฉพาะผู้ท่วี ิง่ เร็วทส่ี ุดแตไ่ มส่ ามารถหาคำตอบได้ว่าใคร ว่ิงชำที่สุดเพราะขอ้ มลู ที่มีไม่เพียงพอในการหาคำตอบ) ขน้ั สรุป 4. นักเรียนและครูร่วมกนั อภิปรายเกีย่ วกบั การแก้ปญั หาอย่างง่ายซ่ึงสามารถใชภ้ าพ สัญลกั ษณ์ หรือ ขอ้ ความในการแสดงวิธกี ารแก้ปัญหา โดยครูอาจสำรวจการแสดงวธิ ีการแกป้ ญั หาทตี่ ่างกันของนักเรียนแต่ละกลุ่ม ครสู รุปเกย่ี วกับการแกป้ ัญหาและแสดงลำดบั ขัน้ ตอนการทำงานหรอื การแกป้ ญั หาอย่างงยโดยใชภ้ าพ สญั ลักษณ์ หรือข้อความ ในประเด็นต่อไปนี้ คำตอบและวิธีการหาคำตอบ ท่ีได้จากการแกป้ ญั หา 1. ในใบกิจกรรมที่6.3ของแต่ละกลมุ่ เหมอื นกนั หรือไม่เราต้องแสดงวิธีการแกป้ ญั หาเหมอื นเพอื่ น หรอื ไม่เพราะอะไร

87 (ไมจ่ ำเป็นเพราะวธิ ีการแกป้ ัญหาสามารถทำได้หลายวธิ )ี 2. การแสดงวธิ ีการแกป้ ญั หามปี ระโยชน์อย่างไร (ช่วยใหเ้ ห็นแนวทางการแก้ปญั หาทช่ี ัดเจน และนำไปสู่ผลลัพธไ์ ดง้ ่ายขนึ้ ) 3. การคดิ อยา่ งเปน็ ระบบมปี ระโยชน์อย่างไร (ชว่ ยใหท้ ำงานสำเรจ็ ตามเป้าหมายได้) 5. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายเก่ยี วกับการนำวธิ ีการค้นหาอยา่ งเป็นระบบไปใช้ในชวี ติ ประจำวันและ ร่วมกนั ยกตวั อยา่ งกิจกรรมท่ตี ้องใช้การคิดหรอื แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (การค้นหาส่งิ ของในบา้ น การปรุงอาหาร การทำงานบ้าน) การวดั ผลและประเมนิ ผล 1.สมาธใิ นการฟัง 2.การรว่ มแสดงความคิดเหน็ 3.ตอบคำถามไดถ้ ูกตอ้ ง 4.ความถกู ตอ้ งของแบบฝึกหัด สื่อ / แหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสอื เรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวิทยศาสตรเ์ ทคโนโลยี วทิ ยาการคำนวณ ข้ันประถมศกึ ษาปีที่ 2 สสวท. 2. นทิ านกระต่ายกับเต่า hup:/oho.ipst.ac.th/im/2692 3. ใบกิจกรรมท่ี 6.2 เร่อื ง กระต่ายกับเต่า 4. ใบกิจกรรมท่ี 6.3 เรื่อง จ้าวลมกรด การประเมินผล กจิ กรรม/พฤติกรรม/ผลงาน วธิ ีการ เครอ่ื งมือ ท่ตี อ้ งการประเมิน 1. นกั เรยี นสามารถโยงเส้นขนม ตรวจกระดาษสมุด, สมุด,กระดาษ เคก้ ท่ีทำใหเ้ พอ่ื นท้องเสยี ได้ กระดาษทคี่ รแู จก การร่วมกิจกรรมและเกณฑ์การประเมนิ 2. นักเรยี นสามารถบอกได้วา่ สัตว์ ตรวจแบบทกั ษะ ใบกจิ กรรม6.2 กระตา่ ยกบั เตา่ นิดใดท่ีปรากฏในรปู บ่อยท่ีสุด การรว่ มกิจกรรมและเกณฑก์ ารประเมนิ 3. นกั เรียนสามารถลำดับ ตรวจใบกิจกรรม ใบกิจกรรม6.3 จา้ วลมกรด ความเร็ว-ชา้ ของนักกรฬาทวี่ ่ิงได้ การรว่ มกิจกรรมและเกณฑ์การประเมิน ข้อเสนอแนะของหัวหน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้ .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ลงชื่อ ..............................................ผู้ตรวจ (...................................................................) หวั หน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงช่ือ .............................................. ลงชื่อ .............................................. (.................................................................) (.................................................................) หวั หนา้ งานบรหิ ารวชิ าการ รองผอู้ ำนวยการโรงเรยี น ลงชื่อ .............................................. (.................................................................) ผูอ้ ำนวยการโรงเรียน

88 บันทกึ ผลหลังสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาอปุ สรรค/แนวทางแกไ้ ขปัญหา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ......................................................... (……………………………………….…………..) ครูผู้สอน

89 แบบประเมิน แบบสังเกตการมสี ่วนร่วมในการทำกจิ กรรม รายการประเมิน คะแนน ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรบั ปรงุ (1) 1. การแสดงความคิดเห็น 2. การยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ ่นื 3. ความร่วมมือในการทำงาน 4. มีความสนใจ เอาใจใส่งาน เกณฑผ์ ่านการประเมนิ ตอ้ งได้คะแนนต้ังแต่ 6 คะแนนขน้ึ ไป สรุป  ผา่ น  ไม่ผ่าน เกณฑ์การให้คะแนนแบบสังเกตการมีสว่ นรว่ มในการทำกจิ กรรม รายการประเมิน คะแนน ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรบั ปรงุ (1) 1. การแสดงความ มสี ว่ นร่วมในการแสดง มีสว่ นรว่ มในการแสดง ไมแ่ สดงความคิดเห็น คิดเหน็ ความคิดเหน็ และแสดง ความคดิ เหน็ บ้าง/ หรอื มี ความคดิ เหน็ ไดด้ ี ชดั เจน เหตผุ ลไมช่ ดั เจน 2. การยอมรับฟังความ ยอมรับฟงั ความคดิ เห็น ยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ไม่ยอมรบั ฟังความ คิดเห็นของผอู้ น่ื ของผอู้ นื่ ของผู้อื่นบา้ งหรือเลือก คิดเห็นของผู้อื่น เฉพาะบางคน 3. ความร่วมมอื ในการ มสี ่วนรว่ มและให้ความ มสี ว่ นร่วมและให้ความ ไม่ใหค้ วามร่วมมอื ในการ ทำงาน รว่ มมอื ในการทำ รว่ มมือในการทำ ทำกิจกรรม กจิ กรรมอย่างเต็มท่ี กิจกรรมบา้ งเป็นบางครัง้ 4. มีความสนใจ เอาใจ ต้ังใจและให้ความร่วมมอื ตง้ั ใจทำกจิ กรรมเปน็ ไม่ตั้งใจทำกิจกรรม ใสง่ าน ในการทำกิจกรรมอย่าง บางครั้ง เต็มที่

รายการประเมนิ แบบประเมนิ การทำงานเปน็ กลุ่ม 90 คะแนน ควรปรบั ปรงุ (1) 1. ความรว่ มมอื 2. ขน้ั ตอนการทำงาน ดี (3) พอใช้ (2) 3. การแสดงความคิดเห็น 4. ความรับผดิ ชอบ 5. การตรงต่อเวลา เกณฑผ์ า่ นการประเมนิ ตอ้ งไดค้ ะแนนต้ังแต่ 7 คะแนนขนึ้ ไป สรุป  ผ่าน  ไม่ผา่ น เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินการทำงานเปน็ กล่มุ รายการประเมนิ คะแนน 1. ความร่วมมือ ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรงุ (1) 2. ข้นั ตอนการทำงาน สมาชิกในกลุม่ ทุกคน สมาชกิ ในกลุ่มทุก สมาชกิ ในกลมุ่ บางคนไม่ 3. การแสดงความ คิดเหน็ รว่ มมือกนั ทำงานมีการ คนทำงานทไ่ี ดร้ บั ทำงานกลุ่ม ขาดการ 4. ความรับผิดชอบ ประสานงานทีด่ ี มอบหมายแตย่ งั ขาดการ ประสานงานสมาชิก 5. การตรงต่อเวลา ประสานงานในกลุ่ม มีข้นั ตอนการทำงานท่ี มกี ารกำหนดขัน้ ตอน ไม่กำหนดข้นั ตอนการ ชัดเจน และทำตาม การทำงานแต่ยงั ไม่ ทำงาน ข้ันตอนได้ สามารถทำตามขนั้ ตอน ได้ มีส่วนรว่ มในการแสดง มีส่วนรว่ มในการแสดง ไมม่ สี ่วนร่วมในการแสดง ความคดิ เหน็ และรับฟงั ความคดิ เห็นบา้ งและรับ ความคดิ เห็นและไมร่ บั ความคิดเหน็ ของผู้อืน่ ฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อ่นื ฟังความคดิ เห็นของผอู้ นื่ บา้ งหรอื เลือกเฉพาะบาง คน สมาชิกทุกคนทำงานที่ สมาชกิ สว่ นใหญท่ ำงาน สมาชกิ สว่ นนอ้ ยทำงาน ไดร้ ับมอบหมาย ส่งงานตรงเวลา สง่ งานชา้ กวา่ เวลาที่ ส่งงานชา้ กว่าเวลาที่ กำหนดเล็กน้อย กำหนดมาก

รายการประเมิน แบบประเมนิ การคดิ วิเคราะห์ 91 คะแนน ควรปรบั ปรุง(1) 1. การระบปุ ญั หา 2. การเลอื กวธิ ีการแกป้ ญั หา ดี (3) พอใช้ (2) 3. การใหเ้ หตุผล เกณฑ์ตดั สนิ คณุ ภาพ ระดบั คุณภาพ ชว่ งคะแนน ดีมาก 7-9 ดี 4-6 พอใช้ 1-3 เกณฑผ์ า่ นการประเมิน ตงั้ แต่ระดบั คุณภาพดีขน้ึ ไป สรปุ ผ่าน ไมผ่ ่าน เกณฑ์การให้คะแนนการคดิ วเิ คราะห์ รายการประเมิน คะแนน ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรงุ (1) ระบุปัญหาจาก 1. การระบุปญั หา ระบุปัญหาจาก ระบุปญั หาจาก สถานการณไ์ ม่ได้ สถานการณ์ไดถ้ กู ตอ้ ง สถานการณไ์ ด้ แตไ่ มม่ ี เลือกวธิ กี ารแก้ปญั หา ตามความสนใจหรอื ไม่ และชดั เจน ความชัดเจน สามารถเลอื กวิธกี าร แกป้ ัญหา 2. การเลือกวธิ กี าร เลอื กวธิ กี ารแกป้ ัญหาที่ เลือกวธิ กี ารแกป้ ญั หาไม่ ไม่สามารถบอกเหตุผล แก้ปัญหา สอดคล้องครอบคลมุ สอดคล้องกับเงื่อนไข ตามเง่ือนไขทกี่ ำหนด หรือไม่ครบตามเง่ือนไข 3. การให้เหตุผล บอกเหตผุ ลไดช้ ัดเจน บอกเหตุผลได้ไมช่ ัดเจน สอดคล้องกบั วิธีการท่ี หรอื ไม่สอดคล้องกบั เลือก วิธกี ารที่เลือก

92 แบบประเมนิ ชน้ิ งาน ผู้ประเมนิ  ครูผู้สอน  นกั เรียน  อนื่ ๆ รายการประเมนิ คะแนน ดมี าก (4) 1. ความคิดสรา้ งสรรค์ ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรงุ (1) 2. ความเหมาะสมของรูปแบบ ตวั อกั ษร 3. การจดั วางองค์ประกอบ 4. การใช้สีและเทคนคิ ทางศิลปะ 5. เน้ือหา เกณฑ์ตดั สนิ คุณภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ 16 – 20 ดมี าก 11 – 15 ดี 6 – 10 พอใช้ 0 - 5 ควรปรบั ปรงุ เกณฑผ์ ่านการประเมิน ตงั้ แต่ระดับคณุ ภาพดีขน้ึ ไป สรุป ผา่ น ไมผ่ ่าน เกณฑก์ ารประเมินชิ้นงาน รายการประเมิน คะแนน 1. ความคิดสร้างสรรค์ ดมี าก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง(1) ไมม่ ีลักษณะ 2. ความเหมาะสมของรูปแบบตัวอักษร มคี วามแปลกใหม่ มีความแปลก ประยุกตจ์ าก แปลกใหม่ (1) รูปแบบตวั อกั ษรไมม่ ากเกินไป (2) จัดขนาดตัวอกั ษรตามความสำคญั ของ ไมซ่ ้ำกับกลุ่มอื่น ใหม่แตข่ าด ตัวอยา่ งที่เคย ขาด เนอ้ื หา องคป์ ระกอบทุก (3) รูปแบบตัวอกั ษรอ่านงา่ ยสอดคล้องกบั และมีความ ความน่าสนใจ พบ ขอ้ รปู แบบการนำเสนอ 3. การจัดวางองค์ประกอบ นา่ สนใจ (1) มีความสมดุล (2) มคี วามเป็นเอกภาพ มีครบ 3 ข้อ มี 2 ขอ้ มี 1 ขอ้ มีครบ 4 ขอ้ มี 3 ข้อ มี 1-2 ขอ้ ขาด องคป์ ระกอบทกุ ข้อ

93 (3) มีจดุ เน้น (4) แบง่ รายละเอยี ดชัดเจน 4. การใชส้ ีและเทคนคิ ทางศิลปะ มีครบ 3 ขอ้ มี 2 ข้อ มี 1 ข้อ ขาด (1) สพี นื้ หลังกับสตี วั อกั ษร ตัดกนั อา่ นงา่ ย องคป์ ระกอบทกุ (2) การใช้สีมคี วามสมดุลอยา่ งกลมกลนื หรือ ขอ้ สม่ำเสมอ (3) การใช้สมี คี วามน่าสนใจ 5. เน้ือหา มีครบ 4 ขอ้ มี 3 ขอ้ มี 2 ขอ้ มี 1 ข้อ (1) ถกู ต้อง (2) ครบถว้ น (3) ชัดเจน (4) ตรงตามวัตถุประสงค์ หมายเหตุ แบบประเมนิ ทง้ั หมดเป็นเพยี งตวั อยา่ ง ควรนำไปพจิ ารณาปรับตามบริบทของสถานศึกษา

94 ตัวอยา่ งท่ี ๗ กจิ กรรมเสริมบทเรยี น CS เร่ือง เคก้ หรรษา ตวั ช้ีวัด ป.2 ขอ้ 1.แสดงลำดบั ขนั้ ตอนการทำงานหรอื การแกป้ ัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สญั ลักษณ์ หรอื ข้อความ สาระการเรียนรู้ - การแสดงลำดับขน้ั ตอนในการแก้ปัญหา - การคดิ อย่างเปน็ ระบบ แนวคดิ การอย่างเป็นระบบและปรับปรงุ วิธกี ารแกป้ ญั หาให้ดีข้ึนจะชว่ ยให้แกป้ ัญหาไดส้ ำเร็จ สื่อและอปุ กรณ์ กจิ กรรมการเรียนรเู้ สรมิ บทเรียน เรื่อง เมนูไขต่ ม้ แสนอร่อย เวลาทำกิจกรรม 15 นาที 1. ใบกิจกรรมเร่ือง เค้กหรรษา แนวทางการจดั การเรียนรู้ 1. การจัดเตรียม 1.1จดั เตรียมใบกจิ กรรม เค้กหรรษา 1.2แบบบันทกึ กิจกรรม 2. ขั้นตอนดำเนนิ การ 2.1ครูแบง่ นกั เรียนออกเปน็ กล่มุ กลุ่มละ 3-5 คน หรือคแู่ ลว้ แต่บรบิ ทของโรงเรยี น ครูแจกใบ กิจกรรมเร่ืองเคก้ หรรษา หลังจากทส่ี อนเก่ยี วกับวิธีการการเปิดหนงั สือและการคน้ หาอาหารท่ที ำให้ทอ้ งเสยี 2.2ครูชแ้ี จงนกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ เปรยี บเทียบราคาของเคก้ แต่ละชนดิ 2.3ครูใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ มานำเสนอแนวคิดการเปรยี บเทียบ ของแต่ละกลุ่ม 2.4ครนู ำนักเรียนร่วมกนั สรปุ ความรูท้ ีไ่ ดจ้ ากการจัดกิจกรรม เช่น วิธกี ารเปรียบเทยี บราคาเค้ก การวัดและประเมินผล 1. ตรวจคำตอบ 2. แบบประเมนิ 3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ส่ือและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชัน้ ประถมศกึ ษาบีท่ี 2 สสวท. 2. วิดีโอการเปรียบเทยี บ เหมาะกับน้องๆหนๆู https://www.youtube.com/watch?v=Dd- Azyf0fZM 3. การเปรียบเทียบ 3.1 การเปรยี บเทียบความส้นั -ยาว http://exam.karn.tv/kindergarten/skills-intelligence?view=article&id=20:compare- length&catid=27 ขอ้ เสนอแนะ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook