Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่1ความรู้ทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์

บทที่1ความรู้ทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์

Published by injung.002540, 2017-07-18 03:04:00

Description: ความรู้ทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์

Keywords: เศรษฐศาสตร์,ความทั่วไป

Search

Read the Text Version

1. ความหมายของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์หรือวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิธีการนาทรัพยากรซ่ึงมีอยู่จากัดมากระทาให้เกิดสินคา้ และบริการ เพอื่ สนองความต้องการของมนุษย์ซ่ึงมีอยู่ไม่จากัด โดยมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด น่ันคือทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอย่อู ย่างจากัดในขณะท่ีความตอ้ งการของมนุษยม์ ีอยอู่ ยา่ งไม่จากดั วิชาเศรษฐศาสตร์จงึ ตอ้ งจดั สรรทรัพยากรที่มีอยอู่ ยา่ งจากัดไปผลิตสินคา้ ต่าง ๆ เพื่อสนองความตอ้ งการขอมนุษยท์ ่ีมีอยอู่ ยา่ งไม่จากดั ให้ไดร้ ับความพึงพอใจสูงสุด เพ่ือให้เราสามารถเขา้ ใจความหมายของเศรษฐศาสตร์ไดช้ ดั เจนมากยงิ่ ข้ึน จึงควรศึกษาและทาความเข้าใจในเรื่องทรัพยากร สินค้าและบริการ และความต้องการ ซ่ึ งเก่ียวพนั กบั เศรษฐศาสตร์อยา่ งใกลช้ ิด ดงั น้ี

1. ความหมายของเศรษฐศาสตร์1. ทรัพยากร (Resources) ทรัพยากรแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1) ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) หมายถึง จานวนประชากรคุณภาพของ ประชากร เช่น กาลงั กาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ ทรัพยากรมนุษย์หากนาไปใชใ้ ห้ถูกวิธีจะเกิดประสิทธิภาพและมีคุณประโยชน์มหาศาล แต่หากนาไปใชใ้ นทางท่ีผิดกม็ ีผลร้ายเป็นอนนั ต์

1. ความหมายของเศรษฐศาสตร์ 2) ทรัพยากรทีไม่ใช่มนุษย์ (Non-Human Resources) จาแนกออกไดเ้ ป็ น2ประเภท ไดแ้ ก่ 2.1 ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) เป็ นทรัพยากรท่ีเกิดข้ึนเองตาม ธรรมชาติและสภาพภูมิศาสตร์ เช่น แมน่ ้า ทะเล มหาสมทุ ร ภูเขา ป่าไม้ 2.2 ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึน้ (Man-Made Resources) เป็ นทรัพยากรท่ีมนุษย์ สร้างหรือผลิตข้ึนมาเพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการ เช่น เครื่องจกั ร เคร่ืองกลอุปกรณ์ต่าง ๆ โรงงาน และหุ่นยนต์ เป็นตน้

1. ความหมายของเศรษฐศาสตร์ 2. สินค้าและบริการ (Goods and Services) หมายถึงสิ่งท่ีเกิดข้ึนจากการผลิตโดยอาจเป็นส่ิงที่จบั ตอ้ งไดแ้ ละไม่ได้ เน่ืองจากสินคา้ และบริการเป็ นสิ่งท่ีเกิดข้ึนจากการผลิต จึงอาจจะเรียกว่า ผลผลิต สินคา้ และบริการอาจแบ่งได้2 ประเภท คือ 1) ทรัพย์เสรี (Free Goods and Services) ไดแ้ ก่ สินคา้ และบริการที่ใช้บาบดั ความตอ้ งการของมนุษย์ เป็ นทรัพยากรที่มีอยตู่ ามธรรมชาติมากมายเกินความตอ้ งการของมนุษย์ เช่น น้าในแม่น้าลาคลอง อากาศที่ใชห้ ายใจ แสงแดดเป็ นตน้

1. ความหมายของเศรษฐศาสตร ์ 2) เศรษฐทรัพย์ (Economic Goods and Services) ไดแ้ ก่ สินคา้ และบริการที่ใชบ้ าบดั ความตอ้ งการของมนุษยแ์ ต่มีอยจู่ ากดั เม่ือมนุษยต์ อ้ งการใช้ ก็จะตอ้ งซ้ือหามาหรือตอ้ งมีคา่ ตอบแทนใหจ้ ึงจะไดม้ า 3. ความต้องการของมนุษย์ (Wants) หมายถึง ความอยากไดห้ รืออยากเป็ นเจา้ ของสิ่งใดส่ิงหน่ึง ความตอ้ งการของมนุษยม์ ีหลายลกั ษณะ บางลกั ษณะเป็ นความตอ้ งการท่ีไมส่ ิ้นสุด เช่น ตอ้ งการมีบา้ น มีรถยนต์ มีโทรทศั น์ เม่ือมีแลว้ ความตอ้ งการก็อาจไม่หมดไป แต่ตอ้ งการที่จะมีบา้ นหลงั ใหญ่มากกว่าเดิม ตอ้ งการมีรถยนตเ์ พิ่มอีก 1 คนั คือสินคา้ บริการและความสะดวกสบายของชีวิตที่บุคคลตอ้ งการ

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ แนวคดิ ทางเศรษฐศาสตร์มมี าต้งั แต่สมยั โบราณแลว้ นกั ปราชญส์ มยัโบราณพยายามสอดแทรกแนวความคดิ และกฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ปะปนอยู่ในหลักปรัชญา ศาสนา ศีลธรรมและหลักปกครอง แต่ความคิดเหล่าน้ียงั ไม่ถือเป็ นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เช่น แนวคิดเรื่องการแบ่งงานกนั ทาของเพลโต (Plato) แนวคิดเรื่องความมงั่ คงั่ ของอริสโตเติล (Aristotle) เป็นตน้

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ ในคริสตศ์ ตวรรษที่ 18 ไดม้ ีนกั เศรษฐศาสตร์ชาวองั กฤษบุคคลแรกท่ีวางรากฐานวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ อดมั สมิธ (Adam Smith) ไดเ้ ขียนตาราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก ซ่ึงมีชื่อค่อนขา้ งยาววา่ “AnInquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations” หรือเรียกส้ัน ๆ ว่า “The Wealth Nations” (ความมงั่ คงั่ แห่งชาติ) ตีพิมพ์คร้ังแรกเม่ือ ค.ศ.1776 โดยเสนอความคิดว่า รัฐบาลที่เขา้ มาบริหารประเทศควรเขา้ แทรกแซงการผลิตและการคา้ ให้นอ้ ยที่สุด โดยยินยอมให้เป็ นภาระหนา้ ท่ีของเอกชน ท้งั น้ีเป็ นการสะทอ้ นถึงแนวความคิดแบบเสรีนิยมหรือส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรี

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ จากหนงั สือของอดมั สมิธ ดงั กล่าวถือเป็ นตาราทางเศรษฐศาสตร์ท่ีสาคญั เล่มแรกของโลก และตวั เขาได้รับการยกย่องให้เป็ น “บิดาแห่งวชิ าเศรษฐศาสตร์”

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย คนไทยรุ่นบุกเบิกที่เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จากต่างประเทศเท่าท่ีมีการกล่าวถึงในเอกสารมีเพียงไม่ก่ีท่าน ท่านหน่ึงคือ กรมหม่ืนสรรค์วิไสยนรบดีฯ (พระนามเดิมพระองค์เจา้ ดิลกนพรัตน์) พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงศึกษาสาเร็จปริญญาเอกจากประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2450 ทรงเขียนวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตในเร่ืองท่ีเกี่ยวกบั เศรษฐกิจการเกษตรของไทย ท่านทรงรับราชการเพียง5 ปี กส็ ิ้นพระชนมด์ ว้ ยพระชนมายเุ พยี ง 28 พรรษา

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ บุคคลสาคญั ในกลุ่มบุกเบิกการเผยแพร่วชิ าเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยคือ พระยาสุริยานุวตั ร ซ่ึงเคยดารงตาแหน่งท่ีสาคญั คือ เสนาบดีกระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ ท่านเป็ นผูเ้ รียบเรียงและพิมพต์ าราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทย ช่ือ “ทรพั ยศ์ าสตร์”

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ ในปี พ.ศ.2454 ต่อมา ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ผูส้ อนวิชาเศรษฐศาสตร์ขออนุญาตจากท่านนาหนงั สือดงั กล่าวมาจดั พิมพ์ใหม่และใหช้ ื่อว่า“เศรษฐศาสตร์ภาคต้น” เล่ม 1 และเล่ม 2 เพื่อใช้เป็ นตาราเรียน ในพ.ศ.2459 กรมหม่ืนพิทยาลงกรณ์ ทรงเขียนและจดั พิมพ์หนงั สือช่ือ“ตลาดเงินตรา” (Money Market) ซ่ึงปัจจุบนั เรียกวา่ ตลาดเงิน ส่วนคาว่า“เงินตรา” ตรงกบั ภาษาองั กฤษว่า Currency

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ จนกระทงั่ พ.ศ.2473 โรงเรียนกฎหมายซ่ึงก่อต้งั ในปี พ.ศ.2440 โดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ิ ไดป้ รับปรุงหลกั สูตรการศึกษาและต่อมาในปี พ . ศ . 2 4 7 7 โ ร ง เ รี ย น ก ฎ ห ม า ย ไ ด้ รั บ ก า ร ส ถ า ป น า เ ป็ นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ระยะแรกเปิ ดสอนระดับปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์เพียงสาขาเดียว ไดร้ ับปริญญาธรรมศาสตร์บณั ฑิต ใชอ้ กั ษรย่อ ธ.บ. หลกั สูตรธรรมศาสตร์บณั ฑิตมีเศรษฐศาสตร์อยู่ 2 วิชา คือ “เศรษฐศาสตร์” และ “ลัทธิเศรษฐกิจ” ต่อมาสอนสาขาวชิ าเศรษฐศาสตร์ในระดบั ปริญญาโทและปริญญาเอก

2. ความเป็ นมาของวชิ าเศรษฐศาสตร์ ต่อมาใน พ.ศ.2492 มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ไดย้ กเลิกระบบการสอนแบบธรรมศาสตร์บณั ฑิต เปลี่ยนโครงสร้างโดยแยกเป็นคณะตา่ ง ๆ ไดป้ ระกาศจดั ต้งั 4คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบญั ชี คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ถือเป็ นคณะเศรษฐศาสตร์คณะแรกของไทย โดยมี ดร.เดือน บุนนาค เป็ นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์คนแรก ใน พ.ศ. 2507 ดร.ป๋ วย อ๊ึงภากร ไดม้ าดารงตาแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ปัจจุบนั การศึกษาวิเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยไดข้ ยายกวา้ งอยา่ งมากมีการจดั ต้งั คณะเศรษฐศาสตร์หรือภาควชิ าเศรษฐศาสตร์ในสถาบนั ระดบั อุดมศึกษาท้งั ของรัฐและเอกชนมากกว่า 15 แห่งและผลิตบณั ฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์กวา่ 3,000 คน ตอ่ ปี

3. หน่วยเศรษฐกจิ ผูม้ ีบทบาทในดา้ นเศรษฐกิจคือผูด้ าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือเรียกอีกอยา่ งหน่ึงว่าหน่วยเศรษฐกิจ ไดแ้ ก่ 1. หน่วยครัวเรือน (Household) มีบทบาทในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเบ้ืองตน้ เป็ นท้งั ผูผ้ ลิตและผูบ้ ริโภค ครัวเรือนเป็ นผรู้ ิเร่ิมกิจกรรมการผลิตและการบริโภค โดยผลิตสิ่งที่สมาชิกของครอบครัวมีความจาเป็นและมีความตอ้ งการท่ีจะบริโภค 2. หน่วยธุรกิจ (Firm) คือ บุคคลหรือองคก์ ารท่ีมีบทบาทในการผลิตและบริการสินคา้ เพื่อแสวงหาผลกาไรและสนองความตอ้ งการและความพงึ พอใจของผคู้ นในสงั คม เช่น บริษทั หา้ งร้านตา่ ง ๆ 3. รัฐบาล (Government Agency) มีบทบาทสาคญั ในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยมุ่งประโยชน์แก่ประชาชนเป็นเป้าหมายหลกั

4. วงจรเศรษฐกจิ วงจรเศรษฐกิจ หมายถึง การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระหว่างฝ่ ายครัวเรือนและหน่วยธุรกิจ • ฝ่ ายครัวเรือน - เป็นผผู้ ลิตสินคา้ และบริการ - มีรายไดจ้ ากการขายผลผลิตและมีรายจ่ายจากการซ้ือวตั ถดุ ิบ • ฝ่ ายธุรกิจ (หน่วยผลิต) เช่น บริษทั หา้ งร้าน ธนาคาร - เป็นผูจ้ าหน่ายสินคา้ และบริการ- มีรายไดจ้ ากการขายสินคา้ และรายจ่ายจากการซ้ือผลผลิต

4. วงจรเศรษฐกจิ วงจรเศรษฐกิจ (circular flow) เป็ นแบบจาลองแสดงกระแสการหมุนเวียนอย่างต่อเน่ืองของการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างหน่วยเศรษฐกิจหน่ึงกับอีกหน่วยเศรษฐกิจหน่ึง เพื่อแสดงว่าแต่ละหน่วยเศรษฐกิจน้ันมีความสัมพนั ธ์ต่อกนั กล่าวคือ มีการได้หรือให้อะไรแก่กนั ในการดาเนินกิจการต่าง ๆ ถา้ หน่วยเศรษฐกิจใดเกิดการหยุดชะงักก็จะไม่เกิดการหมุนเวียน อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจท้ังระบบเกิดการหยดุ ชะงกั และเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่าข้ึน ในช้นั น้ีจะขอยกตวั อย่างวงจรเศรษฐกิจหรือกระแสการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกจิ2 ลกั ษณะใหญ่ ๆ คอื

4. วงจรเศรษฐกจิ 1. กรณไี ม่มีรัฐบาล สมมติว่าระบบเศรษฐกิจมีเพียง 2 หน่วยเศรษฐกิจย่อย คือหน่วยครัวเรือน และหน่วยธุรกิจ และใชเ้ งินเป็ นส่ือกลางในการแลกเปลย่ี นโดยผ่านตลาดสินคา้ และบริการและตลาดปัจจยั การผลิต ลกั ษณะของการหมุนเวยี นอธิบายไดด้ งั น้ี ครัวเรื อนในฐานะที่เป็ นเจา้ ของปัจจัยการผลิตจะขายปัจจยั การผลิตให้แก่หน่วยธุรกิจ จากน้นั ครัวเรือนจะนารายไดไ้ ปซ้ือสินคา้ และบริการทผี่ ลิตโดยหน่วยธุรกิจ หน่วยธุรกิจซ่ึงซ้ือปัจจยั การผลิตจากครัวเรือนจะนาปัจจยั ดงั กล่าวไปผลิตสินคา้ หรือบริการแลว้ ขายใหก้ บั ครัวเรือนต่อไป ปัจจยั การผลิตและสินคา้ รวมท้งับริการจะหมุนเวียนในทิศทางหน่ึง รายไดข้ องปัจจยั การผลิตและค่าใชจ้ ่ายในการซ้ือสินคา้ และบริการก็จะหมุนเวียนในอีกทิศทางหน่ึง

4. วงจรเศรษฐกจิ จากภาพ 2.2 จะเห็นไดว้ า่ รายไดข้ องครวั เรือนกค็ อื รายจ่ายของหน่วยธุรกิจ และรายได้ ของหน่วยธุรกิจกค็ ือรายจ่ายของครัวเรือน

4. วงจรเศรษฐกจิ 2. กรณีท่ีมีรั ฐบาล การหมุนเวียนทางเศรษฐกิ จที่มีรัฐบาล สาหรับความสมั พนั ธ์ระหว่างหน่วยครัวเรือนและหน่วยธุรกิจยงั คงเหมือนเดมิ เพียงแต่ว่ามีรัฐบาลเพ่ิมเขา้ มา

4. วงจรเศรษฐกจิ จากภาพ 2.3 จะเห็นไดว้ า่ รัฐบาลกท็ าหนา้ ท่ีเป็นท้งั ผูผ้ ลิต ผูบ้ ริโภค และเจา้ ของปัจจยั การผลิต กล่าวคือ รัฐบาลจะทาหน้าที่ผลิตสินคา้ และบริการท่ีธุรกิจไม่ดาเนินการผลิต แต่เป็นสินคา้ และบริการที่บุคคลในระบบเศรษฐกิจตอ้ งการ โดยรัฐบาลจะซ้ือปัจจยั การผลิตมาใชใ้ นกระบวนการผลิต นอกจากน้ัน รัฐบาลยงั เป็ นผูบ้ ริโภคคือซ้ือสินคา้ และบริการเพ่ือนาไปใชใ้ นการดาเนินงานและการผลิตของรัฐบาล นั่นคือ รัฐบาลจะมีท้งั รายจ่ายในการซ้ือสินคา้ และบริการและปัจจัยการผลิต และจะมีรายไดจ้ ากการขายสินคา้ และบริการที่รัฐบาลเป็ นผูผ้ ลิต และรายได้จากการเก็บภาษีจากหน่วยครัวเรือนและธุรกิจ ลกั ษณะความสมั พนั ธ์จะหมุนเวียนเป็นวงจรเศรษฐกิจเหมือนอยา่ งกรณีที่ไม่มีรัฐบาลดงั กลา่ วมาแลว้

5. ปัจจยั การผลติ ปัจจัยการผลิต (factors of production) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ผูผ้ ลิตนามาผ่านกระบวนการผลิตข้ึนเป็ นสินคา้ หรือบริการเพ่ือตอบสนองความตอ้ งการของผูบ้ ริโภค ในทางเศรษฐศาสตร์เราแบ่งปัจจยั การผลิตออกเป็น 4 ชนิด คอื

5. ปัจจยั การผลติ 1. ท่ีดิน (land) ซ่ึงรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภท ไดแ้ ก่ ท่ีดิน ป่ าไม้น้า แร่ธาตุ ฯลฯ ท้งั ท่ีอยบู่ นดินและอยใู่ ตด้ ิน ท่ีดินมีลกั ษณะท่ีต่างไปจากปัจจยั การผลิตอื่น ๆ คือ เป็นสิ่งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เคล่ือนยา้ ยไมไ่ ด้ มีปริมาณจากดั 2. แรงงาน (labor) หรือทรัพยากรมนุษย์ หมายถึงผูท้ ี่ทางานใหเ้ กิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการผลิตสินคา้ หรือบริการ โดยอาศยั ท้งั กาลงั แรงกายและกาลงัความคิด แต่ไม่รวมในดา้ นของความสามารถในการประกอบการของแต่ละบุคคลในทางเศรษฐศาสตร์การใชแ้ รงงานจะตอ้ งเป็น การใชแ้ รงงานที่ไดร้ ับคา่ ตอบแทนเป็ นตัวเงินหรื อส่ิงของอย่างใดอย่างหน่ึงเท่าน้ัน ส่วนแรงงานท่ีไม่ได้รับผลตอบแทนจะไม่ถือวา่ เป็นแรงงานตามความหมายน้ี แรงงานหรือที่นิยมเรียกกนัว่า กาลงั แรงงาน (labor force)

5. ปัจจยั การผลติ ในอีกความหมายหน่ึงกค็ ือกลุ่มคนท่ีอยูใ่ นวยั ทางานท่ีมีอายุต้งั แต่ 11 ปี ข้ึนไปซ่ึงพร้อม และเตม็ ใจที่จะทางานไม่ว่าจะมีงานให้ทาหรือไม่ก็ตาม แบ่งออกเป็ นแรงงานที่มีทกั ษะ (skilled labor) ซ่ึงเป็ นแรงงานท่ีไดร้ ับการฝึ กฝนอบรมมาเป็ นอย่างดี เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ กบั แรงงานท่ีไม่มีทกั ษะ (unskilledlabor) ซ่ึงเป็นแรงงานท่ีไมไ่ ดร้ ับการฝึ กฝนอบรมมาก่อน ส่วนใหญ่เป็ นแรงงาน ท่ีใชก้ าลงั กายเป็นหลกั เช่น กรรมกรแบกหาม คนงานรับจา้ งทว่ั ไป ฯลฯ

5. ปัจจัยการผลติ 3. ทุน (capital) คือส่ิงท่ีมนุษยส์ ร้างข้ึนมาเพ่ือใชอ้ านวยความสะดวกในกระบวนการผลิตสินคา้ และบริ การ หรื อทุนคือการสะสมสินค้าในรู ปของเครื่องจกั ร เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิตต่างๆ ทุนในทางเศรษฐศาสตร์จะหมายถึงสินคา้ ประเภททุน ซ่ึงจดั เป็ นทุนท่ีแทจ้ ริง (real capital) โดยไม่นบั รวมเงินทุนซ่ึงเป็นทนุ ที่เป็นตวั เงิน (money capital) เขา้ ไวใ้ นความหมายดงั กล่าว โดยทว่ั ไปทุนแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ทุนถาวร (fixed capital) คืออุปกรณ์การผลิต เคร่ืองจกั ร เคร่ืองมือที่มีความคงทนถาวร มีอายกุ ารใชง้ านยาวนาน เช่น โรงงาน ถนน สะพาน เป็นตน้ 2) ทุนดาเนินงาน (working capital) คือทุนประเภทวตั ถุดิบต่างๆซ่ึงมีอายุการใช้งาน ค่อนขา้ งส้ัน เป็ นสิ่งท่ีใช้แลว้ หมดไป ตอ้ งหามาทดแทนใหม่อยู่ตลอดเวลา เช่น น้ามนั ไม้ ยาง เหล็ก เป็ นตน้ บางคร้ังเรียกทุนประเภทน้ีว่าทุนหมนุ เวียน (circulating capital)

5. ปัจจยั การผลติ 3) ทุนสังคม (social capital) เป็นทนุ ที่ไมไ่ ดถ้ ูกนามาใชใ้ นการผลิตโดยตรงเป็นตวั ช่วยเสริมใหก้ ารใชท้ ุนท้งั สองประเภทขา้ งตน้ เป็ นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพเช่น สวนสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล สนามกีฬา สระว่ายน้า เหล่าน้ีลว้ นเป็ นทนุ ของประเทศโดยส่วนรวม มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยออ้ ม คือช่วยใหค้ วามรู้การรักษาสุขภาพอนามยั การพฒั นาในเรื่องของคุณภาพชีวิตของบุคคลท่ีอยใู่ นสงั คม 4. ความสามารถในการประกอบการ (entrepreneurship) หมายถึง ความสามารถในการดาเนินการวางแผน จดั การทางดา้ นธุรกิจการผลิตภายใตค้ วามเสี่ยงในระดบั ต่าง ๆ ผูป้ ระกอบการ (entrepreneur) เป็นผูร้ วบรวมปัจจยั การผลิตต่าง ๆเพ่ือทาการผลิตข้ึนเป็ นสินคา้ หรื อบริ การ และเป็ นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาพ้นื ฐานทางเศรษฐกิจวา่ จะผลิตอะไร อยา่ งไร และเพื่อใคร

6. ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ จากปัญหาความตอ้ งการของมนุษยม์ ีอย่อู ย่างไมจ่ ากดั แต่ทรัพยากรมีอยอู่ ยา่ งจากดั ทาใหท้ ุก ๆ ประเทศมปี ัญหาเหมือน ๆ กนั คือ • จะผลิตสินคา้ อะไร (What to produce) • จะผลิตอยา่ งไร (How to produce) • จะผลิตเพือ่ ใคร (For whom to produce) (WHAT, HOW, FOR WHOM)

6. ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ จะผลิตอะไร : ควรผลิตสินค้า - บริการอะไร ในปริมาณเท่าใด (what toproduce) เนื่องจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจของโลกมีจากดั และไม่สามารถตอบสนองความตอ้ งการท้งั หมดของมนุษยไ์ ด้ จึงจาเป็ นตอ้ งมีการเลือกว่าจะผลติ สินคา้ และบริการอะไรบา้ ง ผลิตในจานวนเท่าใด ลาดบั ของการผลิตควรเป็ นอยา่ งไร อะไรควรผลิตก่อน อะไรควรผลิตหลงั เนื่องจากทรัพยากรมีจากดั ไม่พอเพียงกบั ความตอ้ งการ เราจึงควรเลือกผลิตสินคา้ และบริการซ่ึงเป็นท่ีตอ้ งการและมีความจาเป็ นมากท่ีสุดก่อนเป็นลาดบั แรก และผลิตตามความตอ้ งการ ลดหลน่ั ลงมาเรื่อยๆ ท้งั น้ีเพื่อให้สินคา้ และบริการท่ีผลิตข้ึนมาไดน้ ้ันสามารถนาไปใช้ตอบสนองความตอ้ งการของมนุษยใ์ หไ้ ดม้ ากท่ีสุด เพราะถา้ ไม่ผลิตตามความตอ้ งการแลว้ สินคา้และบริการที่ผลิตข้ึนมาไดก้ ็จะเกิดการสูญเปล่าเนื่องจากไมไ่ ดถ้ กู นาไปใช้ ถือเป็ นการสูญเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์

6. ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ จะผลิตอย่างไร : โดยใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด (how toproduce) เมื่อทราบแลว้ ว่าจะผลิตอะไร จานวนเท่าใด ปัญหาต่อมาก็คือจะเลือกใช้เทคนิคการผลิตอยา่ งไรจึงจะทาให้การผลิตสินคา้ และบริการน้ันเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีตน้ ทุนการผลิตต่อหน่วยตา่ ท่ีสุด โดยใหไ้ ดผ้ ลผลิตตามที่ตอ้ งการคาว่า ประสิทธิภาพ (ตน้ ทุนการผลิตต่อหน่วยต่าที่สุด) หมายถึง ผลิตสินคา้ และบริการใหไ้ ดจ้ านวนหน่วยของผลผลิตตามท่ีตอ้ งการ โดยใชท้ รัพยากรหรือปัจจยั การผลิตให้น้อยท่ีสุด ผลิตสินคา้ และบริการให้ไดจ้ านวนหน่วยของผลผลิตมากที่สุด ภายใตต้ น้ ทุนการผลิตจานวนหน่ึง ซ่ึงถา้ เป็ นไปในลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงดงั กล่าวจะถือวา่ เป็นการผลิตท่ีมีประสิทธิภาพสูงสดุ

6. ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ จะผลิตเพื่อใคร : จะกระจายสินค้าบริการไปให้ใคร (for whom toproduce) ปัญหาสุดท้ายคือ สินค้าและบริการที่ผลิตข้ึนมาได้แลว้ น้ันจะจาหน่ายจ่ายแจกหรือกระจายไปยงั บุคคลต่าง ๆ ในสงั คมอยา่ งไร (ใหแ้ ก่ใคร จานวนเท่าใด) จึงจะเหมาะสมและเกิดความยุติธรรม เพ่ือแต่ละบุคคลจะไดป้ ระโยชน์สูงสุดจากสินคา้ และบริการน้นั

6. ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิการแก้ไขปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ • ระบบเศรษฐกิจทไี่ ม่มีการวางแผน - กลไกของตลาด ราคาสินคา้ จะถูกกาหนดโดยอปุ สงค์ และอุปทาน - ปัญหาวา่ ผลิตอะไร - เมื่อสินคา้ ชนิดใดมีความตอ้ งการสูง แต่ผลิตไดน้ ้อยราคาก็จะเพ่ิมข้ึนไปสูง ทาใหเ้ กิดการจดั สรรทรัพยากรมาผลิตให้มากข้ึน เพ่ือผลกาไรที่สูงข้ึน - ปั ญหาว่าผลิตอย่างไร - ปล่อยให้เอกชนเป็ นผู้เลือกวิธี การที่มีประสิทธิภาพที่สุดเอง - ปัญหาวา่ จะแจกจ่ายสินคา้ ใหก้ บั ใคร - ปลอ่ ยใหผ้ ูม้ ีอานาจซ้ือไดส้ ินคา้ น้ันไป ซ่ึงจุดน้ีถือเป็ นขอ้ ดอ้ ยของระบบเศรษฐกิจเสรี ท่ีก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ

6. ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกจิ • ระบบเศรษฐกิจท่ีมีการวางแผนเต็มที่ รัฐบาลจะเป็ นผูก้ าหนด วิธีการแกไ้ ขปัญหาพ้นื ฐานท้งั สามประการ • ระบบเศรษฐกิจแบบผสม จะปล่อยให้เป็ นไปตามกลไกราคา ยกเวน้ ปัญหาบางอย่างท่ีรฐั บาลจะเขา้ ไปกาหนด วิธีการแก้ไขปัญหาเอง เช่นสินคา้ สาธารณูปโภค ซ่ึงมีตน้ ทุนสูง หาเอกชนมาลงทุนได้ยาก แต่มีความจาเป็ นกับประชาชน หรือสินคา้บางอย่างที่รัฐบาลต้องควบคุมปริมาณหรือคุณภาพ เน่ืองจากเป็ นอนั ตรายสาหรบั ประชาชน เช่น บุหรี่ สุรา เป็นตน้

7. แขนงวชิ าเศรษฐศาสตร์ การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ จาแนกตามเน้ือหาได้ 2 สาขา คือเศรษฐศาสตร์จุลภาค และเศรษฐศาสตร์มหภาค 1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) เป็ นแขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาถึงปัญหาและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของสงั คมในระดบั หน่วยย่อยเป็ นสาคญั มุ่งเน้นศึกษาเก่ียวกบั พฤติกรรมของผู้ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ ดา้ นพฤติกรรมของตลาดและกลไกราคา บางคร้ังเรียกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคว่า ทฤษฎีราคา(Price Theory)

7. แขนงวชิ าเศรษฐศาสตร์ 2. เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เนน้ ศึกษาเร่ืองราวหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมหรือระดบั ประเทศ เช่น การบริหารงบประมาณแผ่นดินประจาปี ปัญหาเงินเฟ้อและรายไดป้ ระชาชาติ เป็ นต้น บางคร้ังเรี ยกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคว่า ทฤษฎีรายได้ประชาชาติ

8. ระบบเศรษฐกจิ ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) หมายถึง กลุ่มชนที่รวมกลุ่มกนั เป็ นกลุ่มสถาบนั ทางเศรษฐกิจ (Economic System) ที่มีแนวปฏิบตั ิคลา้ ย ๆ กนั เป็นกฎเกณฑ์และนโยบายทางเศรษฐกิจ ซ่ึงจาแนกออกได้เป็น 4 ระบบ คือ 1. ระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยม (Capitalism) ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมเป็ นระบบเศรษฐกิจที่ให้เสรีภาพแก่ภาคเอกชนใน การเลือกดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เอกชนมีกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ิน สามารถเป็ นเจา้ ของปัจจัยการผลิต เศรษฐทรัพยต์ ่างๆที่ตนหามาได้ มีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ รวมท้งั การเลือกอุปโภคบริโภคสินคา้ และบริการต่าง ๆ

8. ระบบเศรษฐกจิ แต่ ทว่าเสรี ภาพดังกล่าว จะ ต้องอยู่ภ าย ใต้ขอบเ ขตของกฎหมา ยกล่าวคอื การดาเนินการใด ๆจะตอ้ งไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพพน้ื ฐานของบุคคลอื่น ใชร้ ะบบของการแขง่ ขนั โดยมีราคาและระบบตลาดเป็ นกลไกสาคญั ในการจดั สรรทรัพยากร โดยรัฐบาลจะไม่เขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะมีหนา้ ที่เพียงการรักษาความสงบเรียบรอ้ ยของบา้ นเมืองและการป้องกนั ประเทศ

8. ระบบเศรษฐกจิ 2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เป็ นระบบเศรษฐกิจที่รัฐเขา้ ไปควบคุมการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายใหเ้ กิดความยุติธรรมในการกระจายผลผลิตแก่ประชาชน นอกจากน้ีรัฐบาลยงั เป็ นผู้ตดั สินใจในการแกป้ ัญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ โดยมีการวางแผนการดาเนินงานทางเศรษฐกิจจากส่วนกลาง ในระบบเศรษฐกิจแบบน้ีรฐั บาลจะเป็นเจา้ ของปัจจยั การผลิตส่วนใหญ่ แต่ยงั คงให้เอกชนมีสิทธิในการถือครองทรัพยส์ ินส่วนตวั อาทิ ท่ีพกั อาศยั

8. ระบบเศรษฐกจิ 3. ระบบเศรษฐกจิ แบบคอมมิวนิสต์ (Communism) ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ หมายถึง ระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่รัฐเป็ นเจา้ ของทุนแลละปัจจยั การผลิตทุกชนิด โดยรัฐเป็ นผู้กาหนดการตดั สินใจในทางเศรษฐกิจและสงั คมท้งั หมด ซ่ึงเป็ นระบบท่ีตรงกนั ขา้ มกบั ระบบทุนนิยมโดยสิ้นเชิง รัฐจะเขา้ มาควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจไวท้ ้ังหมด โดยจะกาหนดว่าจะผลิตสินคา้ และบริการอะไร ผลิตอย่างไร และผลิตเพื่อใคร เอกชนไม่มีสิทธ์ิในการถือครองทรัพยส์ ินเพือ่ การผลิตต่าง ๆ เช่น การถือครองที่ดิน เป็นตน้

8. ระบบเศรษฐกจิ ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์น้นั พฒั นามาจากแนวความคิดทางเศรษฐกิจของคาร์ล มาร์ค (Karl Marx) นกั เศรษฐศาสตร์ผูซ้ ่ึงได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งลทั ธิคอมมิวนิสต์” และวาลาดิเนีย อิสยิช อลัยานอบ (Vladinir Ilych Ulyanov) หรือท่ีรู้จกั กนั โดยทว่ั ไปในนามของเลนิน (Lenin) นกั ปฏิวตั ิโซเวียต ซ่ึงไดเ้ ปล่ียนแปลงการปกครองและนาระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสตม์ าใช้กบั สหภาพรัสเซียเป็ นประเทศแรก

8. ระบบเศรษฐกจิ 4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) ระบบเศรษฐกิจแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจท่ีรวมเอาลกั ษณะสาคญัของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและสังคมนิยมเขา้ ไวด้ ว้ ยกัน ระบบเศรษฐกิจแบบผสม หรือท่ีเรียกกนั โดยทวั่ ๆ ไปอีกอย่างหน่ึงว่า ”ระบบเศรษฐกิจแบบ ทุนนิยมใหม่” เป็ นระบบเศรษฐกิจที่ท้งั รัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกนั ในการตดั สินใจเกี่ยวกับปัญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ อนั ไดแ้ ก่จะผลิตอะไร ในปริมาณเทา่ ใด ผลิตอยา่ งไร และแบ่งปันผลผลิตในหมู่สมาชิกของสงั คมอยา่ งไร

8. ระบบเศรษฐกจิ ระบบน้ีรัฐบาลจะเขา้ มามีบทบาทในการวางแผนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประการ ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้เอกชนดาเนินการทางเศรษฐกิจส่วนใหญโ่ ดยอาศยั กลไกราคาเป็นเครื่องนาทาง

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอ่ืน เศรษฐศาสตร์เป็ นวิชาท่ีศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในด้านต่าง ๆเช่น การเลือกการผลิต การบริโภค การดารงชีพ และการปฏิบตั ิต่อบุคคลต่าง ๆ ท่ีอยู่ในสังคมเดียวกนั หรือต่างกนั ดงั น้นั เศรษฐศาสตร์จึงเป็ นวิชาหน่ึงของสงั คมศาสตร์ ซ่ึงเป็ นการศึกษาปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในหมู่มนุษย์ที่มีผลมาจากการอยู่รวมกนั ในสังคมและมีการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆร่วมกนั ซ่ึงในการศึกษาและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆตลอดจนการจดั ระเบียบวิธีท่ีเก่ียวกบั มนุษยจ์ าเป็ นท่ีวชิ าเศรษฐศาสตร์ตอ้ งไปเกี่ยวขอ้ งหรือสัมพนั ธ์กบั วิชาอ่ืน ๆ ในสังคมศาสตร์ เช่น การบริหารธุรกิจ รฐั ศาสตร์ จิตวทิ ยา ประวตั ิศาสตร์ นิติศาสตร์ และอื่น ๆ

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอ่ืน เศรษฐศาสตร์กับการบริหารธุรกิจ มีความสัมพนั ธ์กนั กล่าวคือ ในการศึกษาเศรษฐศาสตร์น้นั ส่วนหน่ึงจะเป็นการศึกษาเก่ียวกบั พฤติกรรมของผูผ้ ลิต เช่น การศึกษาทฤษฎีการผลิต ตน้ ทุนการผลิตและตลาด ฯลฯจะเห็นได้ว่าแต่ละหัวขอ้ จะมีความเก่ียวขอ้ งกบั การตัดสินใจในการดาเนินธุรกิจ ดังน้ันกล่าวไดว้ ่าการบริหารธุรกิจส่วนหน่ึงเป็ นการนาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ เพื่อให้การดาเนินธุรกิจเป็ นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ นน่ั คอื ใหไ้ ดร้ ับกาไรสูงสุดและธุรกิจเจริญเติบโตกา้ วหนา้

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอ่ืน เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ มีความสัมพนั ธ์กันในแง่ที่ว่าแต่ละประเทศจะไม่สามารถพฒั นาเศรษฐกิจให้เจริญรุ่งเรืองไดห้ ากประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากนักลงทุนท้ังในประเทศและต่างประเทศไม่มีความมนั่ ใจจึงชะลอการลงทุน ทาให้เศรษฐกิจเขา้ สู่ภาวะถดถอย ในทางกลบั กนั หากนกั ลงทุนมีความมนั่ ใจในสถานการณ์ทางการเมือง การลงทุนจะเพ่ิมข้ึน ทาให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต ดงั น้ันอาจกล่าวไดว้ ่าปัญหาการเมืองกบั ปัญหาเศรษฐกิจเป็ นปัญหาควบคู่กนัไม่สามารถแยกจากกนั ได้ กล่าวคอื จะตอ้ งพฒั นาไปพร้อมๆกนั ประเทศจึงจะมีการพฒั นาอย่างมนั่ คงและมเี สถียรภาพ

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอ่ืน เศรษฐศาสตร์ กับนิติศาสตร์ มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่กฎหมายเป็ นกฎเกณฑท์ ่ีใชค้ วบคุมพฤติกรรมของมนุษยใ์ นสงั คม และส่วนหน่ึงจะตอ้ งเก่ียวขอ้ งกบั พฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ดังน้นั หากนักกฎหมายมคี วามรู้ทางเศรษฐศาสตร์ย่อมจะเป็ นผลดีต่อการตราหรือออกใช้กฎหมายที่เกี่ยวขอ้ งกบั เศรษฐกิจของประเทศ ในทานองเดียวกันเนื่องจากกฎหมายเป็นเคร่ืองมือสาคญั ที่ใชใ้ นการแกไ้ ขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ดงั น้นั นกั เศรษฐศาสตร์เองจาเป็ นจะตอ้ งมีความรูเ้ กี่ยวกบักฎหมายดว้ ย ท้งั น้ี เพื่อการใชก้ ฎหมายในการแกป้ ัญหาเศรษฐกจิ จะได้เป็นไปตามท่ีม่งุ หวงั

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอื่น เศรษฐศาสตร์กับประวัติศาสตร์ วิชาประวตั ิศาสตร์เป็ นการศึกษาเก่ียวกบั เหตุการณ์ในอดีต ซ่ึงส่วนหน่ึงสามารถใชเ้ ป็ นบทเรียนหรือเป็ นแนวทางในการวางแผนพฒั นาและแกป้ ัญหาเศรษฐกิจ อย่างนอ้ ยทสี่ ุดประวตั ิศาสตร์จะเป็นกระจกท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงลาดบั ของเหตุการณ์ในอดีตท่ี เกิดข้นึ ความรูเ้ ก่ียวกบั ประวตั ิศาสตร์จึงเป็ นเรื่องท่ีมีความสาคญัต่อทุกสาขาวชิ า รวมท้งั วิชาเศรษฐศาสตร์ดว้ ย ดงั จะเห็นไดจ้ ากปัจจุบนัไดม้ ีการจดั การเรียนการสอนวิชาประวตั ิศาสตร์เศรษฐกิจ ซ่ึงเป็ นสาขาหน่ึงของการเรียนการสอนทางดา้ นเศรษฐศาสตร์ในระดบั มหาวิทยาลยั

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอื่น เศรษฐศาสตร์กับจิตวิทยา เนื่องจากวิชาเศรษฐศาสตร์เป็ นเรื่ องท่ีศึกษาเกี่ยวกบั พฤติกรรมของมนุษย์ ดงั น้นั ความรู้ในดา้ นจิตวิทยาจึงมีส่วนสาคญั ต่อการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะต่างก็ศึกษาเรื่องเกี่ยวกบั พฤติกรรมของมนุษย์ เช่น การจะอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่เก่ียวกับเศรษฐศาสตร์ เช่น การเลือกบริโภคสินคา้ ของผูซ้ ้ือ ถ้ามีความรูเ้ กี่ยวกบั จิตวทิ ยาของมนุษยย์ อ่ มช่วยใหเ้ ขา้ ใจการกระทาบางอย่างของมนุ ษย์ได้ ในเวลาเดียวกัน นักจิตวิทยาอาจนาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายพฤติกรรมของมนุษยไ์ ด้

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอ่ืน เศรษฐศาสตร์ กับคณิตศาสตร์ และสถิติ สาขาหน่ึงของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษากนั อยู่ในปัจจุบนั คือการศึกษาเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณ ซ่ึงเป็ นวิชาที่ตอ้ งอาศยั คณิตศาสตร์และสถิติเป็ นเครื่องมือในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาความสมั พนั ธ์ของตวั แปรทางเศรษฐกจิ ต่างๆหรือเพ่ืออธิบาย ความสมั พนั ธ์ของตวั แปรทางเศรษฐกิจเหล่าน้นั

9. ความสัมพนั ธ์ระหว่างวชิ าเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอื่น กล่ าวโดยสรุ ป เศรษฐศาสตร์ มิใช่ วิชาเอกเทศ ผู้ที่จะศึกษาเศรษฐศาสตร์ได้ดีและสามารถนา ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ไปใชใ้ ห้เกิดผลจาเป็ นจะตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจศาสตร์อ่ืนๆด้วย แต่ก็มิได้หมายความว่าจะตอ้ งศึกษาศาสตร์ทุกแขนงโดยละเอียด เพราะอาจเป็นเรื่ องสุ ดวิสัยที่จะทาได้ การศึกษา ศาสตร์อ่ืนๆเฉพาะในแง่ท่ีมีความสมั พนั ธ์กบั เศรษฐศาสตร์จะช่วยใหผ้ ูศ้ ึกษาเขา้ ใจวชิ าเศรษฐศาสตร์ไดด้ ีข้นึ

10. ประโยชน์ของวชิ าเศรษฐศาสตร์ อยา่ งไรกต็ าม ไมใ่ ช่วา่ เฉพาะแต่ผูเ้ รียนทางดา้ นเศรษฐศาสตร์เท่าน้นัที่จาเป็ นตอ้ งศึกษาวิชาการน้ี ผูเ้ รียนในสาขาอื่น ๆ รวมท้งั ประชาชนทวั่ ไปก็ควรมีความรู้พ้ืนฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์ด้วย เพ่ือจะได้มีความเขา้ ใจในปัญหาเศรษฐกิจ ไม่วา่ จะเป็ นในระดบั ส่วนตวั ครอบครัวหรื อระดับของประเทศ ซ่ึงเป็ นที่ยอมรับกันท่ัวไปว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็ นปัญหาท่ีทุกๆคนไม่สามารถหลีกเล่ียงได้เน่ืองจากเป็ นปัญหาในชีวิตประจาวนั ของแต่ละบุคคล ดังน้ันการมีความรู้พ้ืนฐานทางดา้ นเศรษฐศาสตร์จะเป็ นประโยชน์ต่อตวั ของบุคคลน้นั ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook