ติ ต ต่ อ ล ง เ นื อ ห า ทีปรกึ ษา จุ ล ส า ร พุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ไ ด้ ที -พระมหาวเิ ชยี ร ธมมวชิโร,ดร. 083-341-5697 -พระครูปริยัตสิ าทร,ดร. -พระมหาจณิ กมล อภริ ตโน www.mbuslc.ac.th -นายทวีศักด์ิ ใครบุตร LinkedIn: [email protected] ผูจ้ ัดทํา - นายเตชทัต ปกสงั ขาเนย บรรณาธิการ - นายทวศี ักดิ์ ใครบุตร ตรวจสอบ - พระครปู รยิ ัตสิ าทร,ดร. - นายทวศี กั ดิ์ ใครบตุ ร พิมพ์ที สาํ รวยก๊อปป จ.เลย
ฉบบั ที 1 เดอื นมกราคม 2564 การเรมิ ต้นสหัสวรรษใหม่ ในวาระของการเรมิ ต้นใหมข่ องป 2564 นี ถือว่เปน การต้นในการทํางานกิจต่างทผี า่ นมา ก็ใหท้ บทวนคิดถึง มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัยวทิ ยาเขตศรลี ้านชา้ ง ประโยชน์โทษความผิดพลาดผิวหวัง ความสาํ เรจ็ แล้วนํา \"ศกั ราชเปลียน มาเปนประสบการณ์ทบทวนให้ดี แล้วเรมิ ทําเรมิ คิดสิง การทํางานคงเดิม เสรมิ เติมคุณค่า ใหมใ่ นปใหมพ่ รอ้ มก้าวเดินไปรว่ มพัฒนาองค์กรให้มี พฒั นาตนเอง\" คุณภาพประสิทธิภาพมายิงขึน การเรมิ ต้นใหม่ สิงทมี นุษย์ขาดไมไ่ ด้คือการมี สติ–สัมปชัญญะ เพราะหลักธรรมข้อถือว่าเปนต้นแบบ ของการเรมิ ต้นใหมแ่ ละ ยังนําพาให้ก้าวเดินไปสูเ่ ส้นทาง ความสําเรจ็ ได้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรลี ้านช้างจัดได้ว่า เปนมหาวิทยาลัยสงฆท์ มี งุ่ เน้นความมคี ุณธรรม สง่ เสรมิ ประสิทธิภาพแก่องค์ให้มี ความมันคงด้านจิตใจ มคี ุณธรรมมจี รรยาบรรณของการ ประกอบสัมมาอาชพี เพือให้สังคมนันอยูด่ ้วยกันได้อยา่ ง มคี วามสุขฉะนันในการเปดศกั ราชใหมห่ รอื เรมิ ต้นปใหม่ การได้อวยพรและเตือนสติแก่ท่านทังหลายถือว่าเปนการ ยาเตือนให้รูเ้ ท่านันเหตุการณ์การเปลยี นและไมป่ ระมาท ในการดําเนินชวี ิตซึงถือว่าเปนเรอื งที เปนมงคลของชวี ิต เปนการ สนับสนุนเพิมโชควาสนาให้เกิดมแี ก่ผู้ทรี ูเ้ ท่านัน ในนามตัวแทนผู้บรหิ ารขออนุโมทนาในการจัด ทําจุลศาสตรพ์ ุทธศาสตรฉ์ บับแรกซึงเปนการรวบรวม สารธรรมแนวคิด นโยบายการทํางานของอาจารยป์ ระจํา หลักสูตรและอาจารย์พิเศษทไี ด้แสดงแนวคิดเชงิ วิชาการ สนับสนุนแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยและแนวทาง การพัฒนาการศกึ ษา และรว่ มแก้ไขพัฒนาสงั คมใหม้ ี ความเจรญิ ยิงขึนไป และขออ้างเอาคุณพระศรรี ตั นตรยั สิงศกั ดิทังหลายในสากลโลกได้อํานวยอวยพรใหท้ ่านทัง หลายและผู้ทมี สี ว่ นเกยี วข้องในการจัดทําจุลสารพุทธ ศาสตรฉ์ บับนจี งประสบแต่ความสุขความสาํ เรจ็ ทกุ ประการด้วยเทอญฯ
เปาหมายการพัฒนาการเรียนการสอน ก่อนอนื ขออุโมทนากับการจัดทําใหม้ จี ลุ สาร พระครูปรยัติสาทร,ดร. พุทธศาสตรข์ องคณะศาสนาและปรชั ญาขาวชิ าพุทธ ศาสตรเ์ พอื การพฒั นาซงึ เปนหลักสูตรปรบั ปรุงพฒั นา ดังนันการเรยี นการสอนในยคุ สมยั นี ใหมเ่ พอื เปนการพฒั นาการเรยี นการสอนและหลักสูตร จําเปนอยา่ งยงิ ทีต้องเปลียนแปลงเพือสนอง ทีสอดคล้องกับยคุ สมยั ปจจบุ นั เพราะการศกึ ษาใน ตามนโยบายของการศกึ ษาในศตวรรษที 21 ปจจบุ นั มเี ปาหมายทีเด่นชดั จากทีมหาวทิ ยาลัยได้มี เรยี นไมส่ นิ สุด เรยี นรตู้ ลอดชวี ติ ก้าวตามทัน กระทรวงใหมท่ ีเรยี กวา่ กระทรวงการอุดมศกึ ษา เทคโนโลยที ีปรบั ให้เขา้ กับการเรยี นการสอน วทิ ยาศาสตรว์ จิ ัยและนวตั กรรม(อว.)ทิศทางการศกึ ษา การเรยี นการสอนทีไมไ่ ด้อยแู่ ต่เพียงกรอบ ในระบบของมหาวทิ ยาลัย จึงมุง่ เน้นด้านการวจิ ัย ห้องสเี หลียมแต่รดู้ ้วยตนเองผา่ นประสบการณ์ พฒั นานวตั กรรมใหมใ่ หเ้ กิดขนึ การปรบั ปรุงหลักสูตร รอบขา่ งสามารถอยใู่ นสงั คมในปจจบุ นั ได้ นีคือ พุทธศาสตรก์ ็ถือวา่ เปนอกี แนวทางหนึงของการพฒั นา ลักษณะการเรยี นรแู้ ละครอุ าจารยเ์ ปนแต่เพียง หลักสูตรใหเ้ กิดความต้องการกับสงั คมในปจจบุ นั ผูช้ นี ําพาให้ถึงจดุ หมาย แต่การจะถึงจดุ หมาย หลักสูตรการเรยี นการสอนอนื ก็เชน่ เดียวกันมกี าร ได้นันเกิดจากการต่อยอดของผูท้ ีเรยี นรู้ วา่ จะ ปรบั ปรุง เมอื ครบวาระของการปรบั เพอื ใหส้ อดคล้อง ดําเนินไปในทิศทางใด จะสาํ เรจ็ หรอื ผดิ พลาด กับนโยบายทางการศกึ ษาทีเปลียนแปลง เปนกระบวนการและประสบการณ์ของผูเ้ รยี น เอง การศึกษาในปจจุบันอย่างทีเห็นได้ชัดเจน คือ ต้องสนับสนุนด้านการเทคโนโลยีเพือการศึกษา การปรับปรุงตัวของผู้สอนต้องเรียนรู้ สิงใหม่ๆ อยู่ ตลอดเวลาการวิจัยและพัฒนาทางคุณธรรมก็ต้อง สนับสนุนควบคู่กันไปอย่างทีกล่าวว่า “ความรู้คู่ คุณธรรม”ไม่ว่าจะกียุคสมัยแม้มีเทคโนโลยีทีมา สนองความต้องการมนุษย์เพียงใด หากจิตใจขาก คุณธรรม ก็จะทําให้อารยธรรมนันล้มสลายดังทีเคย มีประวัติ ศาสตร์หลายชนชาติ ที เกิ ดเหตุ การณ์ เล่ า นั น
คุณธรรมทปี ระดับโลก “จรยิ ะประพฤตกิ รอปกรรมดี หน้าทีของกันและกันพยายามสรา้ งความสมั พนั ธท์ ีดีต่อกัน สงั คม พรหมวหิ ารมีหนุนสร้างสรรค์ จึงจะอยูด่ ้วยกันได้ จากเหตุการณ์ของโลกทีเกิดความวนุ่ วายนัน อทิ ธบิ าทพรอ้ มยังความสําเร็จ เกิดจาก การขาดความละอาย ขาดความยาํ เกรงสทิ ธขิ องคนอนื กลเมด็ ปลกู ใหง้ อกงามจรงิ ” ผลทีเกิดขนึ คือการทํารา้ ยซงึ กันและกันการแยง้ ชงิ สงิ ของวตั ถุ ของกัน ไม่วา่ จะโดยทางตรงคือการทํารา้ ยแยง้ ชงิ ปล้อนจีเปนต้น มนษุ ย์ท่านวา่ เปนสัตวป์ ระเสรฐิ สุด สว่ นทางออ้ มอาจจะหลอกลวง เบียดบัง สบั เปลียนเพอื ใหไ้ ด้มาซงึ กวา่ สัตวท์ ุกชนิดบนโลกนี เพราะมนษุ ย์ได้ชอื สงิ ของผูอ้ นื นันแสดงถึงความวนุ่ วายในสงั คม วา่ มีใจสุงกวา่ สัตวท์ ัวไป อนั ได้แก่การรูจ้ ักผิด ชอบ ชวั ดี รูจ้ ักสิงทีจะพัฒนาตนเองและผู้อนื ในปจจุบันมีเหตุทีมิใชเ่ ปนเพยี งแต่เรอื งราวทีกล่าวมา รูจ้ ักกรอบ กฎ ระเบียบทีจะมาสนับสนนุ ให้ ขา้ งต้นหากแต่มีการกระทําทีขดั ต่อคุณธรรม ซงึ ถ้ามองโดยผวิ มนษุ ย์อยูด่ ้วยกันได้อยา่ งมีความสุข เขา้ ใจ เผนิ แล้ว เหมือนเปนการกระทําทีไม่ขดั ต่อศีลธรรมยงั มกี ารกระ บทบาทหน้าทีจองตนเองมีความรกั รูจ้ ักแบ่ง ทําทีแอบแฝง แอบอา้ งเอาศีลธรรมบังหน้าเชน่ การล้อลวงด้วย ปน เสียสละนันคือพนื ฐานของสถานะเบือง การเอาสงิ ทีเปนทีพงึ ทางใจ ทําใหเ้ กิดความเชอื ทางศาสนาทีผดิ ต้นของการเปนมนษุ ย์ ซึงจะแตกต่างจากคํา มีความไขวเ้ ขวจากหลักการปฏิบัติของศาสนา มีการตีความใน วา่ \"คน\" ได้ชอื วา่ เปนการรวมเอาความ เชงิ ตรรกะ หรอื ตีความทีผดิ เพยี นไปจากความจรงิ เปนต้น วนุ่ วายมากมายเขา้ ด้วยกัน ความวนุ่ วายทาง สังคมทีเกิดขนึ ล้วนแต่ เกิดจากความมักงา่ ย ฉะนันคุณธรรมทีเปนสากล ทีจะสรา้ งความสงบสุขได้ ความเหน็ แก่ตัว ทีมีความมักมากอยากได้ ใหแ้ ก่โลก ต้องมีความละอายยาํ เกรง ต้องเขา้ ใจสทิ ธเิ สรภี าพ เพยี งตัวเอง กลุ่มพวกพอ้ งของตนเอง ซึงคน หน้าทีของกันและกัน จึงจะสามารถนําความสุขสนั ติมาสูส่ งั คม เหล่านีทําลายกฎธรรมชาติทีมีอยู่ ทําใหค้ วาม โลกได้จรงิ ไม่สงบสุข มนษุ ย์ทีมีคุณธรรมเปนลักษณะ แหง่ จรยิ ธรรม จึงเปนส่วนทีนํามาเพอื เปนก รอบของการควบคุมการกระทําของผู้ก่อให้ เกิดความไม่สงบสุขในสังคมหลักคุณธรรมพนื ฐานทีควบคุมการกระทําได้ดีคือ ความละอาย และความเหน็ อกเหน็ ใจเพอื นรว่ มโลกมองถึง ความทุกข์อยากเดือดรอ้ นของเพอื รว่ มโลก ด้วยเหตุนี พนื ฐานของการอยูรว่ มกันต้อง เขา้ ใจสถานะ เคารพสิทธเิ สรภี าพ
หลักการปกครองในสหัสวรรษใหม่ ท วี ศั ก ดิ ใ ค ร บุ ต ร ท า นํ สี ลํ ป ริจฺ จ า คํ อ า ชฺ ช วํ ม ทฺ ท วํ ต ป อ กฺ โ ก ธํ อ วิหึ ส ฺ จ ข นฺ ติ ฺ จ อ วิโ ร ธ นํ . (ขุ.ชา.28/240/86) ทศพธิ ราชธรรม 1. ทาน (ทานํ) คือ การให้ 10 หลักการนี ถือวา่ เปนหลักการปกครองทีมมี า 2. ศีล (สลี )ํ คอื ความประพฤตทิ ดี งี าม ทัง กาย แต่อดีตการปกครองดังอา้ งมานีเปนการสนับสนนุ แนวทาง วาจา และใจ การปกครองแบบใหม่ได้อยา่ งไร นันเกิดจากการนําเอา 3. บรจาค (ปรจาค)ํ คือการเสียสละความสุขสว่ น แนวคิดเดิมมาประยุกต์ใช้ โดยสงั คมโลกในปจจุบันเน้น ตนเพอื ความสุขสว่ นรวม หลักการประชาธปิ ไตย แต่หลักการนียงั ก่อใหเ้ กิดสงคราม 4. ความซอื ตรง (อาชชฺ วํ) คอื การสุจรตต่อหน้าที ในกลุ่มชนโลก เชน่ ทีกําลังเกิดขนึ อยูใ่ นปจจุบันนี นันแสดง การงานของตน ตอ่ มิตรสหาย ต่อ องค์กรหรอหลัก ถึงหลักการปกครองในรูปแบบนียงั ไม่ประสบผลสําเรจ็ เท่า การของตน ทีควร 5. ความออ่ นโยน (มทฺทวํ) คอื การมีอัธยาศยั อ่อนโยน 6. ความเพียร (ตป) คือความเพียรพยายามในกา ในสหสั วรรษนี ความเหมาะสมของการปกครอง ทําความสุขเพอื ส่วนรวม ต้องเขา้ ใจและผอ่ นปรนยดื หยุน่ ได้ตามสถานการณ์เพราะ 7. ความไม่โกรธ (อกโฺ กธ)ํ คือการไมแ่ สดงอาการ การทีจะเขา้ ใจเหตุผลของคนหมู่มากเปนเรอื งทีทําได้ยาก โกรธ ยงิ แต่การรูส้ ถานการณ์แก้ไขปญหาได้ เปนทีน่าพอใจของ 8. ความไมเ่ บยี ดเบียน (อวหิงสา) คอื การดาํ เนินชวี ต คนกลุ่มมากเปนเรอื งทีคนทัวไปยอมรบั ได้และยงั แสดง ไปตามทางสายกลาง การผลติ การบรโภคทสี มดลุ ออกถึงความเปนผูน้ ําทีดีเปนทียอมรบั ของคนทัวไปอยา่ งไร โดยไมเ่ นน้ ประโยชน์ส่วนตนเปนหลกั ซึง นาํ ไปสู่ ก็ตามผูน้ ําหากขาดคุณธรรม จรยิ ธรรมทีเปนทียอมรบั ได้ ผู้ การแขง่ ขันแยง่ ชิงจนเปน การเบียดเบียนตนเอง ตามก็หมดศรทั ธาความเชอื ถือ การนําพาความเจรญิ ใน และผอู้ นื และทําลายสงิ แวดลอ้ ม สงั คมนันๆ ก็จัดไม่สามารถดําเนินใหเ้ กิดขนึ ได้ เหมือน 9. ความอดทน (ขนตฺ )ิ คือการรักษาปกติภาวะของ เหตุการณ์ต่างทีเกิดมาตังแต่อดีต ทีสง่ ผลในปจจบุ ัน และ ตนไว้ไดไ้ มว่ ่าจะถูกกระทบกระทัง ดว้ ยสิงอนั เปนที จะพยากรณ์ความเสอื ม ความเจรญิ ในอนาคต. พงึ ปรารถนาหรอไม่พึงปรารถนากต็ ามมคี วามมนั คง หนักแนน่ ไมห่ วันไหว 10. ความเทียงธรรม (อวโรธน)ํ คอื ความหนกั แน่น ถือความถูกตอ้ งเทียงธรรมเปนหลัก
มรดกทางวฒั นธรรมและพระพทุ ธศาสนา เ ต ช ทั ต ป ก สั ง ข า เ น ย์ วัฒนธรรมคือ อารยธรรมทางสังคมโลกทีเกิดขึน แนวคิดนแี สดงความเปนเอกลักษณเ์ ฉพาะ มาแล้ว สรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าจน สืบต่อกันมาชัว พนื ทีของแต่ละภมู ภิ าค หลักคําสอนจะแตกต่างไปตาม ระยะเวลาหนึง หรอื อาจจะยืนยาวนาน มาจนถึงปจจุบัน ภาษาการกระทําขนึ ความเชอื ความศรธั าทีมอี ยูด่ งั เดมิ มีการเปลียน ปรบั ปรุงบ้างในบางเรอื ง บางแห่งทําให้ เปนองค์ประกอบ จงึ ก่อเกิดเปนมรดกทางวฒั นธรรมที เกิดเปนประวัติเรอื งราวได้ศึกษา ดี นาํ มาสบื ต่อเปนคติ เปนแนวทางในการดาํ เนนิ ชวี ติ ของคนในสงั คมนนั ไมเ่ พยี งแต่แนวคิดภาษิตคําสอน พระพุ ทธศาสนาจัดได้ว่าเปนอารยธรรมทีมีการสืบ หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนายงั หยงั รากไปสวู่ ถิ ี ต่อสืบสานมาชานานมากถึง 2600 กว่าป เปนอารยธรรมที ชวี ติ จนเกิดเปนวฒั นธรรมประเพณที ัง 12 เดอื น แผ่ขยายไปในแถบภูมิภาคเอเชีย โดยมากคือเอเชียตะวัน แสดงถึงสงิ ทีจะกระทําเพอื ใหเ้ กิดความเปนอันหนงึ อัน ออกเฉียงไต้ทีมีความเจรญิ รุง่ อย่างมากมีการผสมผสาน เดยี วกันในสงั คมนนั และแดสงถึงความคณุ ความดี วัฒน ธรรมท้องถินเกิดเปนอารยธรรมทีเปนรูปแบบพัฒนา ของการกระทําสบื ต่อประเพณนี นั ดว้ ย ทางคุณธรรมจรยิ ธรรมเช่นทีปรากฏในภาษาท้องถินจะมี เรอื งราวสังสอนเปนบทกลอนนิทาน ภาษิต โอวาทโดยสอด สรปุ ไดว้ า่ วฒั นธรรมทีเกิดจากการกระทํา แทรกหลักธรรมประกอบ เปนความละเอียดอ่อนทางความ การสรา้ งสมเปนทียอมรบั ของสงั คม และทําสบื ต่อเปน คิดแสดงถึงความรูค้ วามสามารถทางภาษาทีงดงามและ ประเพณถี ือวา่ เปนการสบื สานวฒั นธรรมทีดี ทีเกิดมมี า แสดงถึงความมีคุณธรรมจรยิ ธรรมทางสังคมทีดี ก่อนแล้วใหค้ งอยู่ และเปนมรดกตกทอดใหอ้ นชุ นรนุ่ หลังไดถ้ ือปฏิบตั ิกระทําตาม เพอื ใหส้ งั คมนนั ไดม้ คี วาม ตัวอย่างผญาภาษิตปูสอนทีว่า “เบ เบ ฮ้องวัวเฮา สามคั คี ปองดองรกั ใครก่ ลมเกรยี ว รกั ในวฒั นธรรมที อย่าฟาวว่าลางเทือซาติเชือเสือฮ้ายสิคาบคอเห็นว่าเอบเอบ บรรพบุรษุ ไดท้ ํามาสบื สานใหด้ าํ รงคงอยูต่ ่อไป ฮ้องอย่าฟาวว่าเสียงกบ ลางเทือเปนงูท่ามทาน สิตอดตาย บ่ทันอู้” จากภาษิตพืนบ้านนีแสดงให้เห็นถึงการสอนทีอิง อาศัยธรรมชาติเปนตัวแปรแสดงลักษณะความเชือทีถูก ต้อง การคิดพิจารณาอย่าถีถ้วนก่อน ทํา พูดแสดงออกมา
มองศาสนาในมุมกวา ง พ ร ะ ค รู พิ สุ ท ธิ ธ ร ร ม า ภ ร ณ์ ผู้ อาํ น ว ย ก า ร วิ ท ย า ลั ย ศ า ส น ศ า ส ต ร์ ศาสนาในอนาคต จะตองเปน ศาสนาสากล เทวนิยมเปนไฉน ..? เทวนิยม คอื การอิงอาศยั ท่พี งึ ศาสนานัน้ ควรอยเู หนอื พระเจา ทม่ี ีตัวตน และควร จากภายนอก เพราะมคี วามเช่อื วา สรรพส่ิงมสี ่ิงบรรดล จะเวนคาํ สอนแบบสิทธนั ต (คือเปน แบบสาํ เร็จรปู ท่ี อํานวยผลจากผูมอี ํานาจสูงสดุ (พระเจา) เราตองทาํ ใหผู ใหเช่อื ตามเพียงอยา งเดียว) และแบบเทววิทยา มอี าํ นาจพึงพอใจ จึงจะไดร ับความสขุ ทแ่ี ทจรงิ แตกตางจา (คืออา งเทวดา เปน หลักใหญ) : อัลเบริ ต ไอนสไตน กอเทวนิยม (ค.ศ.1879-1955) นกั ฟสิกส ชาวเยอรมนั อเทวนยิ ม คอื ความสามารถของผูท ี่มคี วามเพยี ร จากคาํ กลาวนแ้ี สดงถึงความเปน เอกภาพ พยายามอยา งสูง ผา นการฝกฝนตนเองจนไดร ับผลของ ของคาํ สอนทชี่ ัดเจน ทส่ี ามารถทนตอ สถานการณ การบมเพาะ สามารถสรา งหรือแนะนําแนวทางท่ีจะให การตีความ การทดสอบ ทอลองดว ยวิธกี ารตางๆ เกดิ ความสงบสขุ หรอื ประสบผลสาํ เร็จจากความเพยี ร ตลอดจนสามารถคน หาและไดค ําตอบในเชงิ ลึกได พยายามนนั้ ได ศาสนาเปน สว นหนงึ่ ของการดําเนนิ ชีวิตของมนษุ ย เพราะศาสนาเกิดขน้ึ จากความเช่อื ความกลัว การ จากความแตกตางของศาสนา 2ประเภทนี้แสดงให คน หาเพอ่ื การหลกี ลี้หนีใหพนจากสิ่งท่ีตวั เองไม เหน็ ถึงมมุ มองของศาสนาทีเ่ รานับถอื สามารถแยกความ ตองการ ไมปรารถนา ศาสนาจงึ เกิดมาเพือ่ สนอง สําคญั ความโดดเดนและประโยชนสงู สุดที่จะไดจ ากการ ความตองการน้ัน นบั ถือ การเขาไปศึกษาเรยี นรแู ละปฏบิ ัติตามหลกั ศาสน พธิ ีทีม่ ีมาสนองความตอ งการ ที่จะชวยปลดเปลอื้ งทุกข ในโลกของเรามศี าสนาอยู 2 ประเภทใหญ ความไมส งบสุขของมนุษยใ นโลกน้ี ตามความปรารถนา ได คือ ประเภทเทวนิยมและประเภทอเทวนิยม อยางถกู ตอ ง แทจ ริง
จ.ส.อ.สถิตย์ กรมทอง อาจารยป์ ระจําสาขาวชิ าการปกครอง การเปลียนแปลงทางสังคมทําใหเ้ กิด ภาษาคือสือ และสารทีจะส่งต่อการเรยี นรู้ ความเลือมลําทางความคิด การเปลียนแปลง การได้เรยี นรูจ้ ากสิงรอบขา้ งอยา่ งรวดเรว็ ทําใหม้ ี ทางความคิดทําใหเ้ กิดการพฒั นาไปได้อยา่ ง รวดเรว็ ขอ้ ความนีเปนคํากล่าวทีนักวชิ าการ ขอ้ มูลในการค้นควา้ ค้นหาสิงใหม่ เปรยี บเทียบและ ทางการศึกษาได้กล่าวกันเปนจํานวนมากใน วงการการศึกษาและการเมือง เพราะโลกหรอื เกิดแนวคิดความรูใ้ หม่ หรอื ต่อยอดความรู้ แนวทางการพฒั นานวตั กรรมใหม่ เกิดขนึ เพอื การแขง่ ขนั ความเปนใหญท่ างความคิด การ ประสบการณ์ใหม่ขนึ มาได้ เทคโนโลยใี นปจจุบันจึงมี เปลียนแปลงเชน่ นีทําใหห้ ลายประเทศตืนตัวเพอื ระดมความคิดเพอื พฒั นาประเทศของตนเอง จน วามสําคัญ แต่การใชเ้ ทคโนโลยกี ็ต้องมองถึงคุณ เกิดการแขง่ ขนั ทางด้านเทคโนโลยี นวตั กรรม ใหม่เหมือนทีเกิดขนึ ในปจจุบัน ประโยชน์ โทษทีตามมา และคํานึงถึงจรรยาบรรณ ความต้องการของการเสรมิ สรา้ ง ของการเรยี นรู้ ไม่ลอกงานคนอนื เพอื เอามาเปนของ สรรค์สิงประดิษฐ์ใหม่ การเปดโลกทัศน์ใหม่เปน แรงผลักกระตุ้นใหเ้ กิดการเปลียนแนวคิดเพอื ตนเอง แต่เปนการขยายงานของคนอนื ใหค้ นอนื รบั รู้ สรา้ งสิงใหม่ ดังนันการเรยี นการสอนในปจจุบัน จึงไม่มีแต่การเรยี นเพอื ท่องจํา เพยี งเท่านัน การ รบั ทราบ โดยผา่ นประสบการณ์ทีมีการต่อยอดจาก ได้ลงมือสู่สถานทีจรงิ สังสมประสบการณ์การ เรยี นรูน้ อกสถานที การได้แลกเปลียนมุมมอง ความรูน้ ัน ใหม่ๆ การวเิ คราะห์ วจิ ัยชนิ งานจนเปนเกิดเปน นวตั กรรมใหม่ขนึ มา จึงทําใหผ้ ูเ้ รยี นผูศ้ ึกษา วจิ ัย ดังนันในปจจุบันการทีจะเรยี นรูส้ รา้ งเสรมิ มีความสนกุ กับสิงต่างๆ เหล่านัน ประสบการณ์ ต้องมีรูปแบบ แบบเดิมใชว่ า่ จะไม่มี ประโยชน์ แต่ก็มีบางส่วนทีสามารถนํามาประยุกต์ เสรมิ การเรยี นรูข้ องเราได้ และในบางชนิ งานยงั สามารถทีจะพฒั นาจากแนวคิดเชงิ นามธรรม กลับ มาเปนรูปธรรมทีแสดงใหเ้ หน็ ในรูปแบบเชงิ ประจักษ์ แก่คนทัวไป และยงั เปนประโยชน์ต่อผูศ้ ึกษาในอกี รูป แบบหนึงได้อกี ด้วย
คําวัด หัดจาํ น า ย กิ ต ติ พั น์ ท า ว ง ศ์ ษ า พระพุทธศาสนา เปนศาสนาประจาํ ชาติไทย ซงึ ถือ ธูป = incense stick(s) เทียน = candle(s) ไดว้ า่ เปนอีกเอกลักษณอ์ ยา่ งหนงึ ของเมอื งไทยที กระถางธูป = incense burner สายสญิ จน ์ = sacred cord ชาวต่างชาติใหค้ วามสนใจเปน เพราะฉะนนั ใน นาํ มนต์ = holy water ทําบุญ = make merit บทความนผี มเลยนาํ เอาคําศัพท์เกียวกับ “วดั และ ใสบ่ าตร = offer food to the monk(s) กราบพระ/ไหวพ้ ระ = pay respect to (the พระพุทธศาสนา” มาเพอื วา่ จะไดใ้ ชใ้ นการแนะนาํ monk / the Buddha image) และใชค้ ําไดถ้ กู ต้องตามหลักภาษาพนื ฐาน ดงั นนั อธษิ ฐาน/สวดมนต์ = pray พระพุทธเจา้ = The Lord Buddha บรจิ าค = donate ปดทอง (บนองค์พระ) = put gold leaf onto พระ = monk (The Buddha image/ The Buddha สามเณร = novice statue)/ to gild พุทธศาสนกิ ชน = Buddhist กรวดนาํ = pour water of dedication/ to เดก็ วดั = temple boy make a libation วดั = temple จุดธูป = light the incense sticks เจดยี ์ = pagoda จุดเทียน = light the candle นมิ นต์พระ = invite the monk(s) อุโบสถ = chapel พระสวดมนต์ = chant ฟงเทศน์ = listen to the sermon พร = blessing รดนาํ มนต์ = sprinkle the holy water รบั พรจากพระ = Receive blessing from the ศีล = precept monk(s) พระพุทธรปู = The Buddha image/ The Buddha statue พระเครอื ง = small Buddha image used as amulet เครอื งรางของขลัง = amulet พระบรมสารรี กิ ธาต ุ = relics รอยพระพุทธบาท = Buddha’s footprint บาตรพระ = alms bowl ดอกบวั = lotus flower
แผนทีตัง : มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรลี า้ นชา้ ง จงั หวดั เลย
Search
Read the Text Version
- 1 - 11
Pages: