ผลตอสขุ ภาพจากรังสีเรียบเรยี งโดย นพ.วิวัฒน เอกบูรณะวฒั นแพทยเฉพาะทางสาขาอาชีวเวชศาสตร รพ.สมติ ิเวช ศรรี าชาบทนํา รงั สเี ปนพลังงานทางกายภาพอยางหน่ึงที่มนุษยรจู กั และนาํ มาใชประโยชนไดอ ยางมากมาย ตง้ั แตการฟง วทิ ยุ ดโู ทรทัศน ใชเ คร่ืองใชไ ฟฟา ใชโ ทรศัพทมือถอื การปรุงอาหาร การถนอมอาหาร การผลิตอาวุธการถา ยภาพรงั สที างการแพทย การฉายรงั สีเพื่อรักษาโรคมะเรง็ การตรวจสอบคุณภาพสินคา ดวยรังสีในทางอุตสาหกรรม กิจกรรมเหลานีม้ นุษยลว นแตตองเขาไปเก่ียวของกบั รงั สีแทบท้ังส้ิน แมว า รังสีจะมีประโยชนตอมนุษยอ ยา งมหาศาล แตในประเด็นเรอื่ งสขุ ภาพ รงั สีกส็ ามารถกอ ใหเ กดิ โรคไดเ ชนกนั ในบทนจี้ ะไดกลาวถึงผลกระทบตอ สุขภาพของมนุษย ทีเ่ กดิ จากการสัมผัสรังสชี นิดตา งๆ ตอ ไปอธบิ ายคาํ ศัพท คาํ ศัพททใ่ี ชอธิบายปรากฏการณเก่ยี วกับพลังงานรงั สนี ัน้ มอี ยูหลายคําศพั ท เพ่อื ความเขา ใจท่ีชัดเจนข้ึน ในข้นั ตน จึงไดทําการรวบรวมคําอธิบายคําศัพทท ่ีเกี่ยวขอ งเอาไวดังนี้ การแผรงั สี (radiation) คือกระบวนการที่คลื่นแมเหลก็ ไฟฟาหรืออนภุ าคท่ีมีพลังงานในตนเองเคลือ่ นทีผ่ านตัวกลางชนดิ ตางๆ ไมวาจะเปน ของแข็ง ของเหลว นํ้า อากาศ สุญญากาศ หรือแมแตเนือ้ เยื่อของสิ่งมชี ีวิต กระบวนการแผรังสนี ้โี ดยทั่วไปรังสี (ray) จะเคลอื่ นท่ีเปนเสนตรงพงุ ออกมาจากแหลง กาํ เนดิ(source) ในทกุ ทิศทาง และวงิ่ ทะลผุ า นตวั กลางไปเร่ือยๆ จนกวาจะหมดพลังงาน รงั สแี บง ออกเปน ชนิดใหญๆ ได 2 ชนดิ คือรงั สีชนิดไมกอ ไอออน (non-ionizing radiation) และรังสีชนิดกอ ไอออน (ionizingradiation) รังสีชนิดไมกอ ไอออน (non-ionizing radiation) คือรังสที ่มี ีพลังงานตา่ํ กวารงั สีชนดิ กอไอออน ซงึ่ รังสีในกลมุ น้ีทกุ ชนิดจะอยูในรปู พลังงานคล่นื แมเ หล็กไฟฟา รังสชี นิดน้เี ม่ือเคล่ือนทีผ่ านอะตอมหรือโมเลกุลของตัวกลางแลวจะไมมพี ลงั มากพอท่จี ะทําใหอ ะตอมหรอื โมเลกุลนน้ั แตกตัวเปนอนภุ าคอิสระที่มปี ระจุไฟฟาไดแตอยา งไรก็ตามสามารถถา ยเทพลังงานเปน ความรอ นเกิดข้นึ ได รงั สีชนดิ กอ ไอออน (ionizing radiation) คอื รังสีท่ีมีพลังงานสงู เมื่อเคลื่อนที่ผา นอะตอมหรอื โมเลกลุของตวั กลางแลว สามารถทําใหอะตอมหรอื โมเลกุลของตัวกลางแตกตัวกลายเปนอนุภาคอสิ ระที่มปี ระจไุ ฟฟาซ่ึงอนุภาคอิสระเหลานีจ้ ะทาํ ใหเ กิดโรคมะเรง็ ข้ึนได รงั สีทก่ี อ ไอออนมีทั้งทอ่ี ยใู นรูปคลื่นแมเหลก็ ไฟฟา เชน รงัสเี อก็ ซ (X-ray) รงั สีแกมมา (gamma ray) และท่ีอยูใ นรูปอนภุ าค เชน รังสีแอลฟา (alpha) รังสเี บตา (beta)รังสีเหลา น้ีมกั เกดิ ข้นึ จากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรงั สี หรือจากปฏิกริ ยิ านิวเคลยี ร คลื่น (wave) คือพลังงานใดก็ตามทีม่ าในลักษณะเปนระลอก คอื มกี ารเวน ชวงเปนชวงๆ เทาๆ กันเชน คล่นื นาํ้ คลื่นเสยี ง เปน ตน รงั สหี ลายชนิดอยูในรูปคลืน่ แมเ หลก็ ไฟฟา (electromagnetic radiation) ซง่ึเปนพลังงานทางกายภาพชนิดหน่ึงทอี่ ยูในรปู คล่ืนเชน กัน คลืน่ แมเ หลก็ ไฟฟา (electromagnetic radiation) เปนพลังงานทางกายภาพชนิดหนึ่งที่อยูในรปู คลื่นประกอบดว ยคลื่นพลังงาน 2 อยา งมาอยูด ว ยกัน คอื คลืน่ แมเ หล็ก (magnetic field) กบั คล่นื ไฟฟา (electricfield) คลื่นพลงั งานทัง้ สองชนิดน้ีโดยปกตจิ ะวางตวั ต้ังฉากกันเสมอ ดังแสดงในภาพท่ี 1 บริเวณท่ีมีคลน่ืพลังงานแมเ หล็กไฟฟา อยูนีเ้ ราจะเรยี กวา สนามแมเหล็กไฟฟา (electromagnetic field)
ภาพที่ 1 แสดงสนามแมเหล็กไฟฟา โดยสนามแมเ หล็ก (H) กับสนามไฟฟา (E) โดยปกตจิ ะวางตัวต้ังฉากกนั เสมอ (แหลงทม่ี า : www.hs8jyx.com) อนภุ าค (particle) คือหนวยที่เล็กทสี่ ดุ ของสสาร ท่ีไมสามารถแบง แยกใหเ ลก็ ลงไปกวาน้ีไดอ กี แลวอนุภาคไมสามารถมองเหน็ ไดด วยตาเปลา แตสามารถตรวจวดั ไดดว ยเทคโนโลยที ี่มอี ยูในปจจุบัน คุณสมบัติของอนภุ าคท่ีเราสามารถตรวจวดั ไดจ ะมี 3 อยาง คือมีมวลเทา ใด มีการหมุนเปน อยางไร และมปี ระจุไฟฟาขนาดเทาใด อนุภาคหลายๆ อนุภาคประกอบกันจะเกดิ เปนอะตอม หลายอะตอมประกอบกันเกิดเปนโมเลกุลและหลายโมเลกุลประกอบกนั จะกลายเปน สสารทุกสง่ิ ทกุ อยา งรอบตัวเรา ในอดตี มอี นภุ าคที่นกั วทิ ยาศาสตรคนพบและรจู กั กนั ดีอยู 3 – 4 อนุภาค เชน โปรตอน (proton)อเิ ลก็ ตรอน (electron) นิวตรอน (neutron) และ โพสติ รอน (positron) อนุภาค 3 – 4 ชนดิ น้ี เปนองคป ระกอบของอะตอมธาตุหลายชนดิ ซึง่ นักวิทยาศาสตรรูจักกันมาหลายสบิ ปแลว แตจ ากการพฒั นาอยางตอ เน่ืองของวิชาฟส ิกสท าํ ใหในชว งเวลาตอ มานกั วิทยาศาสตรคน พบวา มีอนุภาคอ่ืนๆ อยูอกี เปนจํานวนมาก อนุภาคใหมท่ถี ูกคน พบตอ มามีจาํ นวนเพิ่มข้ึนเร่ือยๆ(1) ซ่งึ สวนใหญอ นภุ าคเหลานจี้ ะถูกปลอยออกมาจากอะตอมของธาตุกัมมันตรังสี จากปฏิกิริยานิวเคลียรของดวงดาว หรอื คนพบจากการทดลองในหอ งวทิ ยาศาสตร อนุภาคดังกลาว เชน มูออน (muon) มซี อน (meson) กลูออน (gluon) โบซอน (boson) เทาว (tau) และ ควากซ(quark) เปนตน นอกจากอนภุ าคท่ีถูกคนพบแลว ยังมอี นภุ าคหลายชนิดท่คี าดการณวานา จะมีอยจู รงิ ในทางทฤษฎี แตนักวิทยาศาสตรย ังไมค น พบในปจจุบัน ในสวนของอนุภาคใหมท่พี ่ึงถูกคนพบ การนาํ มาใชประโยชนในชีวิตประจําวนั หรอื การสัมผสั ในการทาํ งานยงั มไี มมากนัก เราจึงยังมคี วามรเู ก่ียวกับผลกระทบของอนภุ าคใหมเหลา นี้ตอ สุขภาพของมนุษยค อ นขางนอ ย กัมมันตรังสี (radioactivity) คือคุณสมบตั ิของธาตบุ างชนิดที่สามารถปลอยรังสีออกมาได รงั สีทธ่ี าตุกมั มนั ตรังสปี ลอยออกมาอาจเปนคลนื่ แมเ หล็กไฟฟา เชน รงั สเี อก็ ซ (X-ray) รังสีแกมมา (gamma) หรือเปนอนุภาคกไ็ ด เชน รังสีแอลฟา (alpha) รงั สีเบตา (beta) เปนตน
หนว ยวัดของรังสี หนว ยทใ่ี ชแสดงระดับของรังสีท่ีตรวจวัดไดนัน้ มีอยูห ลายระบบ เชน ระบบแบบดั้งเดมิ (conventionalunit) และระบบมาตรฐานสากล (SI unit) หนวยของแตละระบบสามารถนาํ มาเทียบเคียงกนั ได และปจจุบันก็ยงั มีการใชท ง้ั หนวยระบบแบบดง้ั เดิมและหนว ยระบบมาตรฐานอยทู ้งั สองอยา ง ประโยชนของการมหี นวยวดั นี้เพอ่ื ใหทราบวาปรมิ าณรังสีที่ตรวจวัดไดม มี ากหรือนอยเพียงใด จะไดน ํามาเปรยี บเทียบกนั ได เพอ่ื ความเขาใจของผอู า นจงึ ขออธิบายหนว ยวัดรงั สีทมี่ กี ารใชกนั บอย ดังตอ ไปนี้ • การวดั ปริมาณกมั มันตภาพรงั สี (radioactivity) ทีธ่ าตุกมั มนั ตภาพรังสปี ลอยออกมา จะวัดดว ย หนวย Curie (Ci) เปน หนวยด้ังเดิมทใ่ี ชก ัน สาํ หรบั หนวยมาตรฐาน SI unit จะใชเปน หนว ย Becquerel (Bq) แตสองหนว ยน้ีสามารถเทียบเคยี งกันได โดย 1 Ci = 37 GBq • การวัดอัตราการยอยสลายตัวเองของธาตุกมั มันตรงั สี (decay rate) มหี นวยการวัดอยูหลาย แบบ หนว ยท่ีนิยมใชก ันมากหนวยหนง่ึ คือหนวย คาครง่ึ ชีวิต (half life หรอื t1/2) คือเวลาทีธ่ าตุ กัมมันตรังสีนนั้ จะตอ งใชเ พื่อปลอ ยกัมมนั ตรงั สีออกมาจนจํานวนลดลงเหลือคร่ึงหนึง่ จากตอน เรม่ิ ตน • การวัดปริมาณรังสีทรี่ างกายไดร ับ (absorbed dose) มหี นวยท่ีนิยมใชอ ยูเ ดิมคือหนวย Rad และหนว ยมาตรฐาน SI unit คอื หนว ย Gray (Gy) โดย 100 Rad = 1 Gy • การวดั ปรมิ าณรังสที รี่ างกายไดร ับและจะกอผลกระทบมากนอยเพยี งใด (dose equivalent) มี หนว ยวัดท่ีนิยมใชอ ยเู ดิมคอื roentgen equivalent in man (REM) ซ่งึ หนว ย REM นี้ ไดจ าก การนาํ คา ปริมาณรังสที ไี่ ดรบั ในหนวย Rad มาคณู ดวยคาคงท่ีคาหนึ่ง ซึ่งคาคงที่นีจ้ ะมากหรือ นอยข้นึ อยกู ับวาเปน รงั สีชนิดใด ผลของการคิดปริมาณรังสีออกมาเปน dose equivalent จะทาํ ใหค าดคะเนผลกระทบตอ สุขภาพจากปรมิ าณรงั สีทีไ่ ดรับไดแ มน ยําขนึ้ โดยทั่วไปหากไดรับรังสี นอยกวา 50 REM จะไมม อี าการหรอื มผี ลตอเม็ดเลือดเล็กนอย ถา ไดรบั 50 – 200 REM จะมี ผลทาํ ใหเ จบ็ ปว ย ถา ไดร ับ 200 – 1,000 REM จะทาํ ใหมอี าการหนกั และมกั เสียชีวติ และถา ไดร ับมากกวา 1,000 REM จะเสียชวี ิตอยางแนน อน ปจจบุ นั มหี นว ยมาตรฐาน SI unit ท่มี าใช แทนหนวย REM คือหนว ย Sievert (Sv) โดย 100 REM = 1 Sv • หนวยวดั คณุ สมบตั ิของคลืน่ แมเ หล็กไฟฟา นิยมวัดความถข่ี องคลน่ื แมเ หล็กไฟฟา เปน หนว ย รอบตอ วินาทีหรือท่นี ยิ มเรียกวาหนว ย Hertz (Hz) สว นความยาวของคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟานิยม วดั เปนหนวยเมตร (meter) • หนวยวัดปรมิ าณของคลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟาในทางปฏบิ ตั จิ ะวดั ปริมาณคลื่นแมเหล็กกับคลื่นไฟฟา แยกกัน โดยปรมิ าณของคลน่ื แมเหล็กนยิ มวัดเปนหนว ย Tesla (T) และปริมาณของคลืน่ ไฟฟา นิยมวดั เปน หนวย Ampere (A)การสัมผสั รังสี การสมั ผสั รังสีนั้นจะมีชองทางการสัมผสั (route of exposure) แตกตางจากการสมั ผสั สิ่งคุกคามชนิดอน่ื ๆ เพราะรางกายทุกสวนนนั้ สามารถเปน ชอ งทางการสัมผัสรังสไี ดโ ดยตรง เน่ืองจากรงั สีมีคณุ สมบตั ิวิง่ ทะลุผานเนอ้ื เย่ือของรา งกายได การสัมผัสรงั สใี นกรณที ่ัวไปผูท ไ่ี ดร บั สัมผสั จะไมร ูตวั เน่ืองจากรังสีเปนสิ่งคกุ คามท่ีมองดว ยตาเปลาไมเห็น และไมส ามารถรูสึกไดดวยประสาทสัมผสั อน่ื ใด นอกจากในกรณพี เิ ศษบางกรณีเทาน้ัน ทีผ่ ไู ดรับสัมผสั อาจสามารถรสู กึ ถงึ การสมั ผสั รงั สีได เชน การสัมผัสแสงแดดซึง่ สามารถมองเหน็ ไดดว ยตาเปลา การสมั ผัสสารกัมมันตภาพรังสีที่ปรมิ าณสูงมากจนทาํ ใหเนอื้ เยอื่ ไหมในทนั ที และการสัมผสัสนามคลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟา ปริมาณสงู มากอาจทําใหรูส กึ เหมอื นโดนไฟช็อตได
รงั สชี นิดไมกอ ไอออน รังสชี นดิ ไมกอไอออน(2) หรอื รงั สีไมแ ตกตัว(3) หรือ Non-ionizing radiation คือคล่ืนแมเ หล็กไฟฟา ท่ีมีพลงั งานตํา่ คือมคี วามยาวคล่ืนมากกวา 600 nm ข้ึนไป หรือความยาวคลน่ื ที่เทากบั หรือมากกวา ชว งคล่ืนรังสอี ุลตรา ไวโอเลต เม่ือความยาวคลน่ื มากความถี่ก็จะตํ่า ทาํ ใหม พี ลงั งานนอยกวาคลน่ื แมเหลก็ ไฟฟา กลมุ ที่มคี วามยาวคล่ืนสนั้ และความถี่สูง หากไลเ รยี งลําดบั คลื่นแมเหล็กไฟฟาจากความยาวคลนื่ มากไปหาความยาวคล่ืนนอ ย (electromagnetic spectrum) จะไดแก คล่ืนแมเหล็กไฟฟา ความถีต่ ํา่ คลื่นวทิ ยุ คล่ืนไมโครเวฟคล่ืนรงั สอี นิ ฟราเรด คลื่นแสง คลืน่ รงั สีอุลตราไวโอเลต คลื่นรงั สีเอก็ ซ และคล่ืนรังสแี กมมา ดังแสดงในภาพที่2 คลืน่ แมเ หลก็ ไฟฟาท่มี ีความยาวคลนื่ ต้งั แตร ังสอี ุลตรา ไวโอเล็ตขึ้นไป จัดเปน รงั สชี นดิ ไมกอไอออน สว นรังสีเอ็กซกบั รังสแี กมมาท่ีมีความยาวคล่ืนสั้นกวา จะจดั เปน รงั สชี นิดกอ ไอออน ภาพท่ี 2 แสดงแถบคลืน่ แมเหล็กไฟฟา เรียงลําดับตามความยาวคลนื่ และความถี่ (แหลงท่มี า : www.wikipedia.org) รงั สีชนิดไมก อไอออนมีพลงั งานตาํ่ กวา รงั สชี นิดกอไอออน เมื่อวิง่ ผา นทะลุเนื้อเยอ่ื ของรางกาย จะไมทาํ ใหอ ะตอมหรอื โมเลกลุ ของเนื้อเยือ่ เกิดการแตกตวั เปนอนภุ าคอสิ ระทีม่ ีประจุไฟฟาหรือทีเ่ รียกวา “ไอออน”ขึ้น เน่อื งจากไมม คี ณุ สมบัตินี้ จึงทําใหเชือ่ วาไมนาจะกอมะเรง็ ดวยกลไกนีไ้ ด อยางไรก็ตามรงั สีชนดิ ไมก อไอออนยงั คงสรางผลกระทบตอ เนื้อเย่อื ไดอ ยู เนอื่ งจากยังคงมีผลกอใหเ กิดความรอนเมือ่ วิ่งทะลผุ านเนือ้ เย่อืสว นตา งๆ ของรางกาย
ลาํ ดบั ตอไปจะไดกลา วถึงผลกระทบตอ สุขภาพของรงั สชี นิดไมก อไอออนชนิดตางๆ ไลเ รียงไปตามลําดับความยาวคล่นื จากความยาวคลนื่ มากไปหานอ ย (หรอื ความถ่ีตํ่าไปหาความถี่สงู ) ดังน้ีคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟาความถีต่ ํ่า (Extremely low frequency electromagnetic field) คลืน่ แมเหลก็ ไฟฟาความถีต่ ่าํ หรืออาจเรยี กวาคล่ืนแมเ หล็กไฟฟากําลังออ น หรือ Extremely lowfrequency electromagnetic field (ELM-EMF) คอื คลืน่ แมเ หล็กไฟฟา ที่มคี วามถอ่ี ยใู นชว ง 3 – 3,000 Hz(4)ซ่งึ จัดวา ความถ่ีตา่ํ มาก และทําใหค วามยาวคลนื่ ยาวมากระดบั เปนเมตรจนถงึ หลายสิบกิโลเมตร ชวงความถที่ ี่มคี นสนใจวาอาจกอ อันตรายตอ สุขภาพไดมากท่ีสุดคอื ชวงความถ่ีระหวา ง 50 – 60 Hz เพราะเหตทุ เี่ ปน ชวงความถข่ี อง ELF-EMF ท่ีพบการสมั ผัสไดบอยท่สี ุด ELF-EMF ท่พี บในชีวิตประจําวันและในการทํางานจะพบไดจ ากการปลอยออกมาของเครื่องใชไ ฟฟาชนิดตา งๆ เชน คอมพิวเตอร โทรทัศน ตูเยน็ ที่เปา ผม เตาอบไมโครเวฟ สวานไฟฟา เครอ่ื งซกั ผา รวมถึงจากรถยนตแ ละรถจกั รยานยนต อีกแหลง หนึ่งท่ีพบไดคอื จากแนวสายสงไฟฟาแรงสูง รวมถงึ หมอ แปลงและอปุ กรณจ ายไฟฟา แรงสูงชนิดอื่น บริเวณที่อยูรอบๆ แนวสายสงเสาไฟฟาแรงสูงจะมีระดับ ELF-EMF สงู กวาพื้นท่ีทีอ่ ยูห างออกไป เนอ่ื งจากรังสีกลุม ELF-EMF นี้พบไดทว่ั ไปในชีวิตประจาํ วนั คนทกุ คนตองสมั ผสั ในปริมาณตํ่าๆ อยูแลว แตอาจมคี นบางคนทต่ี องสมั ผัสปรมิ าณสูงกวาคนอื่นบา งเล็กนอ ย การตรวจสอบผลวา มีการกอผลกระทบตอ สขุ ภาพบา งหรอื ไมจงึ ทําไดค อนขางยาก อยา งไรก็ตาม มงี านวจิ ยั ทางระบาดวิทยาจาํ นวนหนึง่ แสดงใหเ ห็นวา ELM-EMF อาจมีความสัมพนั ธก บั ความผิดปกติหลายชนิด โรคทมี่ ีการศึกษามากทสี่ ดุ คือผลการกอ มะเรง็โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลอื ดขาว (leukemia) ในเดก็ ทีบ่ า นอาศัยอยใู กลสายสงไฟฟา แรงสูง ความสมั พนั ธที่พบมีแนวโนม วา การสัมผัส ELF-EMF เนือ่ งจากบา นอยใู กลสายสงไฟฟา แรงสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงตอการปว ยเปนโรคมะเร็งเมด็ เลือดขาวได(5) อยางไรกต็ ามผลสรปุ ทอ่ี อกมาก็ยงั ไมแ นน อนนกั เพราะผลจากบางงานวิจัยก็ไมพบวา มคี วามสัมพนั ธ(6, 7) นอกจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กแลว ยงั มโี รคมะเรง็ ชนิดอืน่ ท่มี ีการตัง้ สมมติฐานวา อาจมคี วามสัมพันธกับ ELF-EMF ไดค อื (8) มะเร็งระบบนํ้าเหลือง (lymphoma) มะเรง็ เนอ้ื เยื่อออน (softtissue sarcoma) มะเรง็ สมอง (brain cancer) แตผลสรปุ ท้ังหมดก็ยังไมเปน ที่แนช ัด(4) ขอ มูลที่สนับสนุนวา ELF-EMF อาจกอ มะเร็งไดน้นั ทีม่ ีทัง้ หมดในปจ จุบันเปนเพียงขอ มูลทไ่ี ดจ ากการศึกษาทางระบาดวิทยาเพยี งอยางเดียว อยางไรก็ดี ส่ิงสําคญั อีกส่ิงหน่ึงทจี่ ําเปนจะตองใชเ พอื่ อธบิ ายผลการเกิดมะเรง็ ที่จะเกดิ จาก ELF-EMF คือกลไกทางดานชวี วิทยา เนือ่ งจาก ELF-EMF เปน คลื่นรังสีชนดิ ไมแตกตวั จงึ ไมสามารถอธิบายการเกิดมะเรง็ จากการทําใหอะตอมหรือโมเลกลุ ของตวั กลางท่รี ังสวี ่ิงทะลผุ านแตกตัวเปนประจอุ ิสระได ทฤษฎอี ่ืนทีอ่ าจอธบิ ายกลไกที่ ELF-EMF จะกอ มะเร็งได เชน อาจไปทําใหก ารสงสัญญาณภายในเซลลหรือการขนสง โปรตนี ของเซลลผดิ ปกติ หรือไปทําใหเ กดิ สภาวะท่ียนี จะทํางานผิดปกติเปน ตน จากขอ มูลงานวิจัยเทา ท่มี อี ยู องคกร International Agency for Research on Cancer (IARC) ซ่ึงเปนองคกรระดับนานาชาตทิ ่ที ําหนา ทจี่ ัดกลมุ สงิ่ กอ มะเร็ง ไดสรปุ ไวในป ค.ศ. 2002 วา ELF-EMF จัดเปน สิ่งกอมะเร็งกลมุ 2B คืออาจเปนส่ิงกอมะเร็ง แตย ังมีขอมูลไมเพียงพอที่จะสรปุ ได(9) นอกจากผลกอ มะเรง็ ELF-EMF ยังอาจสมั พันธกับการเกดิ โรคอน่ื ๆ ดว ย เชน โรคสมองเสอ่ื มในผสู งู อายุหรอื โรคอลั ไซเมอร (Alzheimer’s diseases) โรคเสนประสาทฝอ (amyotrophic lateral sclerosisหรือ ALS) การแทงในหญิงมีครรภ ความผดิ ปกตขิ องบุตรในครรภ อาการแพคล่ืนแมเหล็กไฟฟา(electromagnetic hypersensitivity) นอกจากนใ้ี นหลายการศึกษายงั พบวา ELF-EMF อาจทาํ ใหระดับเมด็เลือด ระดับภมู ิคุมกนั และระดับฮอรโมนบางชนิดในรางกายแปรปรวน อยา งไรก็ตามผลกระทบทง้ั หมดที่กลา วมายงั ไมสามารถสรุปยืนยันไดช ัดเจนวา ELF-EMF จะเพ่มิ ความเสีย่ งในการกอโรคเหลา นจ้ี รงิ (4, 8)
กลาวโดยสรปุ คอื ในปจจบุ นั มสี มมติฐานทเ่ี ช่อื วา ELF-EMF อาจกอ ใหเ กิดโรคบางอยา งได เชนมะเรง็เมด็ เลือดขาวในเดก็ มะเร็งสมอง โรคสมองเสอ่ื ม และโรคเสน ประสาทฝอ แตข อมูลที่ไดจากการวจิ ัยในปจ จบุ นัเทา ทมี่ อี ยยู ังไมช ดั เจน จึงยังไมสามารถสรุปไดช ัดวา ELF-EMF มอี ันตรายเพียงใดคลน่ื วิทยุ (Radiofrequency) คลน่ื วิทยุ หรอื radiofrequency (RF) เปนคล่ืนแมเหล็กไฟฟาท่ีมกี ําลงั สูงถดั มาจาก ELF-EMFความถี่ของคลืน่ วทิ ยเุ ปน ชวงกวางมาก ต้ังแตประมาณ 30 kHz – 300 GHz การกําหนดชวงความถ่ีของคลื่นวิทยุในเอกสารแตล ะฉบับอาจไมแ นนอน เน่อื งจากบางคร้ังจะทาํ การรวมชว งคลนื่ ELF-EMF หรอื คลนื่ไมโครเวฟเขา ไวในชว งคลื่นวิทยดุ ว ย(10) คลืน่ วิทยุเปนคลืน่ ที่มนษุ ยร ูจกั และถูกนํามาใชงานอยางยาวนานแลวประโยชนข องคลืน่ ชนิดนม้ี ีอยมู ากมาย และคนท่ัวไปจะมีการสัมผัสคลืน่ วิทยุในระดับตา่ํ ๆ อยูเปนประจําทกุ วนัเชนเดยี วกับคล่ืน ELF-EMF การใชประโยชนจ ากคลื่นวทิ ยุ เชน การสงสญั ญาณวิทยุเพอ่ื ความบันเทงิ การขา ว การกภู ัย และทางทหาร การสงสัญญาณภาพโทรทัศนก ใ็ ชชวงสญั ญาณในชว งคลื่นวิทยุ ซึ่งจะมกี ารแบงออกเปน หลายชวงคล่ืน เชน AM, FM, HF, VHF, UHF เปนตน การรบั และสง สญั ญาณเรดา (radar) ในทางการทหาร เพื่อปองกันเคร่อื งบินสอดแนม เรือดําน้าํ เพ่อื ตรวจจับเทหวัตถใุ นอวกาศ สว นใหญกใ็ ชช ว งความถี่ในชวงคล่ืนวิทยุเชน กัน ในทางการแพทยสมยั ใหม มีการใชคลนื่ วิทยุในการผาตดั (radiofrequency abrasion)ซึ่งทําโดยใชหัวจที้ ่ีปลอ ยคล่ืนวิทยุออกมา สามารถใชผา ตัดรกั ษาโรคมะเรง็ และโรคหัวใจเตน ผดิ จงั หวะบางชนดิ ได การผา ตดั ดวยหัวจคี้ ลื่นวทิ ยนุ ้ีถูกนํามาใชแ ทนการผา ตัดดว ยหวั จ้ไี ฟฟาในระบบเดมิ ทางรงั สีวทิ ยา มีการตรวจภาพอวยั วะภายในดวยเครือ่ ง magnetic resonance imaging (MRI) ซึ่งจะปลอ ยคล่ืนแมเ หล็กไฟฟาในชวงคลน่ื วิทยุออกมาสาํ หรบั ทําใหเ กิดเปน ภาพข้นึ สวนในวงการเสริมความงาม มีการใชคลน่ื วทิ ยเุ พ่ือยกกระชบั ใบหนา ในดา นงานชาง การเชอื่ มโลหะจะทาํ ใหเ กดิ คลน่ื ในชว งคลื่นวิทยุปลอยออกมาดวย ผลของคล่นื วทิ ยุ (ยกเวน ชว งคล่ืนไมโครเวฟ) ทค่ี นเราสัมผสั ในระดับต่าํ ๆ ในชีวิตประจาํ วนั นั้นยังไมมรี ายงานผลกระทบตอ สขุ ภาพในระยะยาวทชี่ ัดเจนมากนกั แตการสัมผสั จากการประกอบอาชีพในระดบั ท่ีสงูกวาปกตสิ ามารถกอใหเกดิ โรคแบบฉับพลันขึน้ ได ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสัมผัสคลื่นวิทยุในระดบั สูงคือจะทําใหเนอ้ื เยือ่ เกิดความรอน ย่งิ คลน่ื มีความถสี่ ูง ปลอยออกมาในปริมาณสูง ระยะเวลาการสัมผสั นาน และผูสมั ผัสอยูใกลแหลง กาํ เนิดคลนื่ มากกจ็ ะยิ่งเส่ยี งตอผลจากความรอ นน้ีมาก ผลกระทบในการทําใหเ กิดความรอน (thermal injury) ของคลื่นวิทยจุ ะเกดิ ชัดเจนและมากกวา การสัมผัสคลืน่ ELF-EMF ซึ่งไมค อ ยกอใหเ กิดความรอ นตอเนื้อเยื่อ หากสมั ผสั คล่ืนวิทยุในปริมาณสงู จะทําใหร ูสึกรอ น ออนเพลีย ผวิ หนงั สว นทส่ี ัมผสั จะไหมค ลายถกูแดดเผา ถาเปน มากอาจข้ึนเปนตมุ นาํ้ ใส อาการอ่นื ๆ ทอี่ าจเกิดข้ึนไดคอื กระสบั กระสา ย ปวดศรี ษะ วิงเวยี นปวดตรงบรเิ วณท่ีสมั ผสั คล่ืน เคอื งตา น้ําตาไหล คลนื่ ไส อาเจียน ปวดทอง(10) ผิวหนงั บริเวณทไ่ี หมอ าจเกดิการอกั เสบตามมา ทําใหมไี ข เม่อื หายผวิ หนงั อาจแหงแข็งเปนไตหรอื เปน รอยแผลเปน อาจมอี าการชาของเสนประสาทบริเวณที่สัมผสั กบั คลืน่ (11) ตัวอยางของการสมั ผัสคลืน่ วทิ ยใุ นปริมาณสูง เชน ชา งซอมเสาสงสัญญาณโทรทัศน คนควบคมุ สถานเี รดา หากเกิดความผดิ พลาด ทําใหม กี ารปลอยคลืน่ วิทยุออกมาขณะทํางานซอ มอปุ กรณอยู อาจทําใหไ ดร ับสัมผสั ในปริมาณมากได ผปู ว ยบางรายหลังการสัมผัสโดยอบุ ัติเหตอุ าจเกดิ อาการกลัว (post traumatic stress disorder) ตอเหตกุ ารณท่เี กดิ ขน้ึ (12) บางรายมรี ายงานวาทําใหเกดิ โรคความดนั โลหติ สูงขึน้ ไดห ลังการสมั ผัส(12) การรกั ษาผทู ส่ี มั ผสั คลน่ื วทิ ยุปรมิ าณสงู ในระยะเฉียบพลัน ใหท ําเหมือนกับผูทไี่ ดร บั บาดเจบ็ จากความรอนโดยทั่วไป คือทาํ แผล ใหสารนาํ้ ใหย าลดไข ถาปรมิ าณรังสีที่สมั ผสั ไมไดสงู มากนักผวิ หนงั มกั จะหายไดโดยไมเกดิ แผลเปน การรักษาประคบั ประคองจติ ใจในผทู ่เี กดิ อาการหวาดกลวั ตอเหตกุ ารณ และการให
ยาลดความดนั ในระยะสั้นๆ กรณที ี่เกดิ ความดันโลหิตสูง จากทเ่ี คยมีรายงานผปู วย เมือ่ เวลาผานไประยะหนง่ึอาการความดนั โลหิตสูงมักจะดขี นึ้ เอง(12) การปอ งกันอาจแตกตางกนั ไปตามแตสถานการณการสัมผัส ในกรณีของชางซอมเสาสงสัญญาณโทรทัศน วิทยุ และสถานีเรดา ควรทําการปดเครอ่ื งสงสัญญาณกอ นเขา ไปซอมทุกครั้ง การปดปา ยเตอื นในบรเิ วณทม่ี รี ะดบั คลนื่ วิทยแุ รงสูง การใชท ีก่ ําบงั ที่เปนโลหะ การตรวจวัดระดบั คลืน่ ในสิ่งแวดลอมการทํางานเปนระยะ เปนการลดความเส่ียงทีจ่ ะเกิดปญ หาได สรุปวา ในปจ จุบัน ผลของคล่นื วิทยุท่ีสัมผสั ระดับตํ่าในระยะยาวยังไมม รี ายงานชัดเจน แตก ารสมั ผสัระดับสูงในระยะเฉียบพลันจะทาํ ใหเกิดความรอนข้นึ ทําใหผ ิวหนังไหม ออนเพลีย ชาเสน ประสาท ตกใจกลวัความดนั โลหิตสูง และความผิดปกตอิ ื่นๆ ขึ้นไดคลื่นไมโครเวฟ (Microwave) คลื่นไมโครเวฟเปนชวงคลืน่ ทีอ่ ยูถ ดั มาจากคล่ืนวทิ ยุ มคี วามถ่ีอยใู นชว ง 300 MHz – 300 GHz ในบางคร้งั ชว งคล่ืนไมโครเวฟก็ถูกจัดเปน ชวงคล่ืนหนงึ่ ในชว งคลื่นวิทยุดว ย(10) คล่ืนไมโครเวฟพบไดทวั่ ไปทั้งในชวี ติ ประจาํ วนั และจากการทํางานหลายอยา งเชนเดียวกับ ELF-EMF และคล่นื วิทยุ คนเรามกี ารนาํ คลื่นในชวงไมโครเวฟมาใชป ระโยชนอ ยางมากมาย ตัวอยา งของการใชป ระโยชนทมี่ ากทส่ี ุดคอื ในอตุ สาหกรรมการสอื่ สารคล่ืนสัญญาณโทรศพั ทม อื ถอื คลื่นสญั ญาณภาพจากดาวเทียม คลื่นสญั ญาณเรดา คล่นื สัญญาณอนิ เตอรเน็ตไรส าย (Wireless LAN) คล่นื เหลานล้ี วนอยใู นชวงคลื่นไมโครเวฟท้งั สนิ้ การใชประโยชนคลื่นในชวงไมโครเวฟในการตดิ ตอ ส่อื สาร ทําใหเกดิ ระบบตดิ ตอสื่อสารดวยโทรศัพท ระบบอนิ เตอรเ นต็ ระบบการรับสงขอมูลแบบไรสาย (ไมวาจะเปน WIFI, Bluetooth หรอื WIMAX ลว นแตใ ชค ล่นื สัญญาณในชวงไมโครเวฟท้ังหมด) การดโู ทรทัศนโ ดยรับสัญญาณจากดาวเทยี ม ระบบหาพิกัดและคน หาเสน ทางโดยใชดาวเทยี ม(Global Positioning System หรือ GPS) ใชร บั สงสญั ญาณเรดาทาํ ใหเ กดิ ความปลอดภัยในการเดินเรอื เรือดําน้ํา ควบคุมการบนิ ดาราศาสตร และการสอดแนมทางทหาร นอกจากในเรอ่ื งการสอื่ สารแลว คลน่ืไมโครเวฟยังใชประโยชนใ นการปรงุ อาหารใหส ุกดว ยเตาอบไมโครเวฟ การอบแหงดว ยไมโครเวฟในอุตสาหกรรมอาหาร และยังใชเปน เคร่อื งมอื กายภาพบําบดั ชนิดหน่ึงอีกดวย ประโยชนท ี่เกดิ จากการใชคลนื่ ไมโครเวฟมีมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการส่ือสาร ในสังคมเมืองปจ จุบัน คนจึงตอ งสมั ผสั คล่นื ไมโครเวฟในระดับตา่ํ ๆ อยตู ลอดเวลา การศกึ ษาผลกระทบตอสุขภาพของคลนื่ไมโครเวฟในปจ จบุ ันมมี ากขน้ึ ตามการพัฒนาของอุตสาหกรรมการสอ่ื สารไรสาย(4) เชน เดยี วกับคล่ืนวิทยุ การสัมผัสคลื่นไมโครเวฟในปรมิ าณสูงสามารถทาํ ใหเ กิดความรอ นตอ เน้ือเย่อืได บรเิ วณทสี่ มั ผสั จะเกดิ เปน แผลไหม และอาการอ่นื ๆ เกดิ ไดเ ชน เดียวกับการสมั ผัสคลนื่ วิทยุ(12) ผลกระทบตอระบบประสาทของคล่นื ไมโครเวฟ เน่ืองจากในการใชโทรศพั ทมอื ถือนั้น ศรี ษะจะเปนบรเิ วณทไี่ ดรบั คลืน่ และเกิดความรอนข้นึ มากทส่ี ดุ จึงมคี วามสนใจวาคล่นื ไมโครเวฟทรี่ างกายไดรบั นจ้ี ะกอใหเกดิ ผลตอ ระบบประสาทหรือไม การศึกษาในสตั วทดลองพบวา การไดร ับคลื่นไมโครเวฟปริมาณสงู จะทาํใหพ ฤติกรรมสัตวทดลองเปล่ียนแปลงไป แตกจ็ ะเกิดผลเม่ือคล่ืนน้นั สงู พอท่ีจะทาํ ใหอ ณุ หภูมิรางกายของสัตวท ดลองน้ันสงู ข้นึ ทําใหไ มสามารถยืนยันไดว า ผลพฤตกิ รรมทเ่ี ปล่ียนแปลงเกดิ จากคล่นื หรือจากอณุ หภูมิรา งกายท่ีสูงขึ้นของสัตวทดลอง(13) การศกึ ษาในมนุษยพบวาการสัมผสั คล่นื ไมโครเวฟในระดับต่าํ ๆ ทไี่ มทําใหอุณหภมู ขิ องเนื้อเยอื่ สูงขน้ึ จะไมทาํ ใหเ กิดผลเปลี่ยนแปลงตอคลื่นสมอง(14) แมว า จะมกี ารศกึ ษาหนงึ่ พบขอมูลทไี่ มช ัดเจนนกั วาคนทีอ่ าศยั อยูรอบเสาสงสัญญาณมือถือ มักบน วามอี าการปวดศรี ษะ ไมม สี มาธิ และรบกวนการนอน(15) แตจากรายงานการทบทวนผลการวจิ ยั ของทีมผูเช่ียวชาญขององคการอนามยั โลก ระบุวาการใช
โทรศพั ทม ือถือและการอาศัยอยูใ กลบ ริเวณเสาสง สัญญาณมือถอื นน้ั ยังไมพบหลักฐานชดั เจนวา กอ ใหเ กดิ โรคทางระบบประสาท(16) ผลกระทบในดานการสืบพนั ธุแ ละผลตอบตุ รยังมีการศึกษาในปจจุบันคอ นขางนอ ย การศกึ ษาในสตั วทดลองยังไมเคยพบวามผี ลทาํ ใหเกดิ ความผิดปกติในลูกสัตวท ดลองข้ึน(4) การศกึ ษาในมนุษยเทาท่ีมีขอ มูลพบวาผลการศึกษายงั มีความขดั แยงกัน การศึกษาทําในกลมุ นักกายภาพบําบัดทีต่ องสัมผสั กบั คล่ืนไมโครเวฟจากการทํางานพบวา สวนใหญไ มพ บความผดิ ปกตติ อ ระบบสืบพันธ(ุ 4) มีงานวจิ ยั เพียงบางชิ้นที่พบอตั ราการแทง เพิม่ ขึน้ เพียงเล็กนอยในคนทาํ งานกลมุ น้ี(17) งานวจิ ัยที่เก่ียวกับระดับฮอรโมน ผลตอ ระบบเลอื ดและผลตอ ระบบภมู ิคมุ กันในรา งกาย ก็ยังไมพบความเสย่ี งที่ชัดเจน งานวิจยั ท่ีหาความสัมพันธร ะหวางการสมั ผัสไมโครเวฟกบั การเกิดตอกระจก (cataract) พบวาความเส่ียงในการเกดิ ตอ กระจกจะเกดิ ขึ้นไดเฉพาะการไดรบั สัมผัสกรณีทท่ี ําใหอ ณุ หภูมิของเน้ือเยื่อสงู ขน้ึ เทา น้นั ซึ่งความเปล่ียนแปลงท่ีเกดิ ข้นึ นี้นาจะเปน ผลมาจากความรอนมากกวาผลจากคลืน่ โดยตรง(4) ผลกระทบตอสุขภาพท่มี ีผูสนใจและเกิดการวิตกในวงสงั คมอยา งกวางขวางทีส่ ุด คือผลการกอมะเรง็จากคล่นื ไมโครเวฟ สาเหตเุ นื่องจากมกี ารใชโ ทรศพั ทม ือถือกนั อยา งแพรหลายมากในปจ จบุ ัน ท้งั จาํ นวนคนที่ใชและปรมิ าณการใชลวนแตเพ่ิมข้นึ จงึ เปนขอ นา พิจารณาวาคลื่นไมโครเวฟจะกอใหเ กิดมะเรง็ ชนดิ ตางๆ เชนมะเรง็ สมองในผูท่ใี ชโทรศัพทม ือถอื บอยๆ ไดหรือไม หากมองดูในแงทฤษฎี คลนื่ ไมโครเวฟน้ันเปน รังสีชนิดไมก อ ไอออน เชน เดยี วกับ ELF-EMF และคลื่นวิทยุ คล่นื ไมโครเวฟจงึ ไมม พี ลังงานมากพอท่ีจะทาํ ใหเ กดิ การแตกตัวเปนอนุภาคอสิ ระของอะตอมของตวั กลาง จงึ ไมนา จะกอ ใหเ กิดมะเรง็ ดวยกลไกน้ีได การอธิบายผลการกอมะเรง็ จากการสมั ผสั คลนื่ ไมโครเวฟหากเปนจริงจงึ ตอ งใชการอธบิ ายดวยกลไกอนื่ เชน การไดรบั คล่ืนไมโครเวฟทาํ ใหเ กดิ ความรอ นซึ่งอาจทาํ ใหป ฏิกิรยิ าภายในเซลลเกดิ การเปลี่ยนแปลงไป ผลการศกึ ษาที่เกย่ี วกับมะเรง็ จากการสัมผสั คลื่นไมโครเวฟ การศกึ ษาในสัตวท ดลองจํานวนมากไมพบการเพิ่มความเส่ยี งในการกอมะเรง็ (4) มเี พยี งบางงานศกึ ษาวจิ ยั ทีพ่ บวา ไมโครเวฟอาจเปน ตัวสนับสนุนใหเกิดมะเรง็ ขนึ้ ในสตั วท ดลองได(18, 19) การศึกษาในมนุษยน น้ั มกี ารทําวจิ ัยอยเู ปนจํานวนมากเชนกนั สว นใหญเปน การศกึ ษาท่ีทําในระยะเวลาไมเ กินสบิ ปท ีผ่ านมา ผลการศกึ ษาสว นใหญก็ยังไมพ บวามีความสัมพันธข องการสัมผสั คลนื่ ไมโครเวฟกบั การเพมิ่ ความเสี่ยงในการกอมะเรง็ ชนิดตางๆ แตการศกึ ษาท่ที าํ มักมขี อ จํากัดในเรอ่ื งคณุ ภาพทําใหย ากตอ การแปลผล(20) การศึกษาสวนนอยบางชนิ้ งานพบมีความสมั พันธร ะหวา งการสัมผัสไมโครเวฟกับการเกดิ เนื้องอกในสมอง(21) และมะเรง็ สมอง(22) แตจ ะพบความเสยี่ งเพม่ิ ข้นึ มากเฉพาะในกลมุ ที่ใชโทรศพั ทม อื ถือมานานเกนิ 10 ป ผลบวกท่ีพบจากการศกึ ษาทาํ นองนี้ ทาํ ใหจําเปนตอ งตดิ ตามผลของการสัมผสั คลื่นไมโครเวฟจากการใชโทรศพั ทม อื ถอื ในระยะยาวตอ ไป หากระยะเวลาการใชม ผี ลทาํ ใหเพิ่มความเส่ียงตอมะเร็งสมองไดจรงิ การเร่ิมใชโทรศัพทมอื ถอื ตั้งแตวยั เดก็ อาจกอใหเ กิดผลเสียอยา งมากได เพอ่ื ใหไ ดค วามกระจา งมากขน้ึ ในเรื่องผลการกอมะเร็งสมองจากการใชโทรศัพทม อื ถือ องคก ร IARCไดทาํ การศึกษาวิจัยในระดับนานาชาติชอ่ื INTERPHONE study เปนการศกึ ษาแบบ case-control จากหลายประเทศทัว่ โลกเพ่อื ดวู า การใชโทรศพั ทม อื ถือน้ันจะเพม่ิ ความเสีย่ งตอ มะเร็งสมองจริงหรือไม ผลสรุปจากการวิจัยนานหลายปท ี่ตพี มิ พอ อกมาในป 2010 สรปุ วา ไมพ บความสัมพนั ธท่ีเพมิ่ ขนึ้ ระหวางการใชโทรศัพทม ือถือกบั การเกดิ มะเร็งสมอง(23) สรุปไดว า ผลกระทบทเ่ี ห็นไดชัดเจนของรังสใี นชวงคล่ืนไมโครเวฟมักเกดิ จากผลของความรอนท่ีเกดิ ข้ึนตอเน้ือเย่ือเชนเดียวกบั ผลของคลืน่ วิทยุ การสัมผัสในระดับตํา่ ๆ ทไี่ มกอ ใหเ กดิ ความรอนดเู หมือนวา ยงัไมพ บผลกระทบท่ชี ดั เจน ท้ังตอระบบประสาท การเกิดมะเร็งสมอง หรือผลตอระบบรางกายอ่นื ๆ อยา งไรก็ตามการแพรห ลายของโทรศัพทมอื ถือไปสปู ระชาชนแทบทกุ กลุมทําใหก ารตดิ ตามผลตอ ไปในระยะยาวเปนส่ิง
ทคี่ วรกระทาํ ขอ มูลเกยี่ วกับผลกระทบตอคลื่นไมโครเวฟโดยเฉพาะในกรณีของการใชโ ทรศพั ทมือถอื ท่ีติดตามไปขา งหนา เปน ระยะเวลานาน จะทาํ ใหเรามีความรูท ่ชี ดั เจนข้ึนในอนาคตคล่ืนรังสอี ินฟราเรด (Infrared radiation) รงั สอี นิ ฟราเรดหรอื รังสใี ตแ ดง (Infrared หรือ IR) เปนรังสที ่ีมีชว งความถอ่ี ยูระหวา งคลน่ื ไมโครเวฟกับคลนื่ แสง ความยาวคลื่นของรังสีอินฟราเรดจะอยูในชวงระหวา ง 750 nm – 1 mm แบงออกไดเปน 3 ชว งความถี่คอื ชวงความยาวคล่นื ประมาณ 750 nm, 1,400 nm และ 3,000 nm เรียกวา ชวงคลืน่ Infrared – A, Bและ C ตามลําดับ คล่นื ความรอนทง้ั หมดจดั อยูในชวงรังสอี ินฟราเรด ดังน้ันวัตถุทุกชนิดทีม่ ีความรอน ไมวาจะเปน ดวงอาทิตย แสงจากหลอดไฟ หรอื ส่ิงมีชีวติ จะมีการปลอยคลืน่ อนิ ฟราเรดในระดับตํา่ ๆ ออกมาอยูตลอดเวลา อาชีพที่สัมผัสกบั ความรอนทุกอาชพี ท้งั ความรอนจากดวงอาทิตย เตาหลอม เตาอบ เตายางเตาเผา การตดี าบ การตีมดี การเปาแกว ชา งเช่อื ม เหลานลี้ วนแตตองสัมผสั กบั รังสีอนิ ฟราเรดทง้ั สน้ิ แมว าจะมองไมเ ห็นดวยตาเปลา แตต วั กรองจากกลองบางชนิดสามารถทําใหมองเหน็ รังสอี ินฟราเรดได ผลจากการคดิ คน สิ่งประดิษฐน ี้ทําใหเราสามารถนาํ รังสีอินฟราเรดมาใชประโยชนไ ดห ลายอยาง เชน การทํากลองท่มี องเหน็ ตอนกลางคืนได การมองทะลุกาํ แพงทาํ ใหมองเห็นคนและสัตวท ่ีอยูภายในอาคาร ซ่ึงจะมีประโยชนในดา นการทหารและการกภู ยั ใชประเมนิ อุณหภูมขิ องวตั ถโุ ดยประเมินจากปริมาณรงั สีอินฟราเรดที่ปลอ ยออกมา ใชในระบบตดิ ตามของจรวจนาํ วิถี ใชส รางความรอ นในอตุ สาหกรรมบางชนดิ เชน การละลายนาํ้ แขง็ ออกจากปกเครอ่ื งบนิ เช่ือมพลาสติก ทําใหหมกึ พิมพแ หง เปน ตน ใชใ นการตดิ ตอสื่อสาร เชน รโี มตคอนโทรลเครื่องใชไฟฟาตามบาน ก็ใชค ลน่ื สญั ญาณในชว งคล่ืนอนิ ฟราเรด ใชใ นการส่อื สารผานใยแกว นาํ แสงใชในการพยากรณอ ากาศ บอกอณุ หภมู ิของพ้ืนผิวโลก ทําแผนทท่ี างธรณวี ิทยา ทางดาราศาสตรชวยใหดดู าวฤกษไดช ัดเจนข้ึนและคาดคะเนอุณหภูมไิ ด รงั สอี ินฟราเรดเปนรงั สที รี่ างกายมนุษยทกุ คนปลอ ยออกมา และในชีวิตประจาํ วนั กต็ อ งสัมผสั ในปรมิ าณตา่ํ ๆ จากวัตถุทม่ี ีความรอนทกุ ชนดิ รอบตวั อนั ตรายจากรังสอี นิ ฟราเรดจะเกิดข้นึ เฉพาะในกรณที ี่สัมผัสปริมาณสูงกวา ปกติมากเทา น้ัน ผลทเี่ กดิ จากความรอ น ทําใหผิวหนังไหม บาดเจบ็ ท่ีกระจกตา มา นตาและเลนสต า สามารถเกดิ ขึ้นไดเชนเดียวกับผลของคล่ืนวิทยแุ ละไมโครเวฟ นอกจากนีท้ ีด่ วงตายังอาจเกดิ ตอกระจกขึ้นจากการสมั ผสั รังสอี ินฟราเรดไดอกี ดวย เรยี กวาโรค Glass’s blowers cataract(10, 24) อันตรายจากรังสีอินฟราเรดที่รูจกั กนั มานาน คอื การกอใหเกิดตอ กระจกท่ีเรยี กวา Glass’s blowerscataract คอื ตอ กระจกชนดิ พิเศษชนิดหน่ึงทเ่ี กิดจากการจอ งมองรงั สี infrared จากการทํางานเปาแกว (glassblowers) หรือการหลอมโลหะหนาเตาหลอม (furnace workers) เปน ระยะเวลานานจนเกิดเปนตอ กระจกขนึ้โดยท่ัวไปอาจเกิดท่ีตาขางเดยี วหรอื ทั้งสองขางกไ็ ด มักใชเ วลากอ โรคยาวนาน ประมาณ 20 – 35 ปขน้ึ ไปมกั จะเกิดรอยโรคทบ่ี รเิ วณ posterior subcapsular ของเลนส แตก ็สามารถเกิดขน้ึ ที่สว นอ่ืนของเลนสได (ตอกระจกจากสาเหตทุ ว่ั ไปก็มกั พบรอยโรคที่ posterior subcapsular ไดบอ ยที่สุดเชนกัน) ลกั ษณะเฉพาะทอ่ี าจเรยี กไดว า เปน pathognomonic ของตอกระจกชนดิ นี้ไดหากตรวจพบ คือจะมีการลอกออก (exfoliation orsplitting) ของ anterior lens capsule กลไกอาจเกดิ เนอื่ งจากการท่มี า นตาเปนสวนหลกั ของดวงตาทด่ี ดู ซมึรังสีอินฟราเรดไว แลว ทาํ ใหเ น้ือเยื่อตาสวนหนา เกดิ ความรอน เมื่อความรอ นถายเทไปท่เี ลนสจึงนาํ ไปสูก ารเกดิ ตอ กระจกและทาํ ให anterior lens capsule ซ่งึ เปน สวนที่อยใู กลมา นตาที่สุดหลดุ ลอกออกมา(25) สรุป รงั สีอินฟราเรดมอี ันตรายตอ สขุ ภาพในกรณีท่ีสัมผัสเปนปริมาณสงู และสัมผสั เปนระยะเวลานานผลกระทบที่เกิดขน้ึ ไดคือทําใหเกดิ ความรอน ผิวหนงั ไหม และเกดิ ตอ กระจกขน้ึ
คลนื่ แสง (Visible light) แสงที่ตาเปลา มองเห็น (visible light หรอื visible radiation) เปนคล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา ในชว งแคบๆระหวา งรงั สอี ินฟราเรดกับรงั สีอุลตรา ไวโอเลต ความยาวคลื่นในชวงของคล่ืนแสงอยูในชวง 400 – 750 nmหากแยกออกตามสีท่ีมองเหน็ จะเปนสรี ุง (มวง ฟา น้ําเงิน เขียว เหลือง สม แดง) แตห ากมองรวมกันก็จะเปนแสงขาว ตัวแสงเองเปน คลน่ื แมเหล็กไฟฟาชนิดไมกอ ไอออน แหลง กาํ เนิดแสงทส่ี ําคญั ที่สดุ คอื จากดวงอาทติ ยนอกจากน้นั ยงั มีแหลง กาํ เนิดแสงท่มี นุษยป ระดิษฐขึน้ เชน แสงจากหลอดไฟ แสงจากเทียนไข อกี ดวย แสงแดด (sunlight) ที่โลกไดร ับจากดวงอาทิตยนัน้ แทจ รงิ แลว มีองคประกอบรังสีหลายชนิดปะปนกันอยู นอกจากคลื่นแสงแลว ยังมรี ังสอี ื่นๆ เชน รงั สอี ินฟราเรด รังสีอุลตรา ไวโอเลตรว มมาดว ย และในแสงแดดยงั มอี นุภาคท่ีเกิดจากปฏกิ ริ ิยานวิ เคลยี รของดวงอาทติ ยพงุ ตรงมาสโู ลก เราเรียกกระแสอนุภาคนีว้ า ลมสรุ ยิ ะ(solar wind) อนุภาคเหลานี้มีคุณสมบัตเิ ปนรังสีชนิดกอไอออน เดมิ ยงั เปน ท่ีถกเถยี งกันแตป จจุบันนสี้ ามารถพสิ จู นไ ดแลววามีอยจู รงิ ตวั อยางปรากฏการณทเ่ี กิดจากลมสรุ ิยะ เชน หางของดาวหางจะพุงในทิศทางชอี้ อกจากดวงอาทิตยเสมอ และลาํ แสงออโรรา (aurora หรอื อาจเรียก northern or southern light) ท่ีเกิดบริเวณขวั้โลก ซงึ่ เกดิ จากอนุภาคลมสุริยะวง่ิ ชนกนั เองจากผลกระทบของสนามแมเ หล็กโลก กระแสลมสุรยิ ะนแ้ี มจะโดนกรองจากชนั้ บรรยากาศไปบางสว นแลว แตยังมีสว นท่ตี กลงมาถึงผิวโลกได ผูทท่ี ํางานกลางแดดในประเทศท่ีอยูบริเวณข้วั โลกมีโอกาสไดร บั รงั สีชนดิ น้ีสงู กวาคนอ่ืน กลา วถึงประโยชนของแสงนน้ั มีอยอู ยา งมหาศาล ทสี่ ําคญั ท่ีสุดคอื แสงทําใหเรามองเห็นได แสงทําใหพืชสรา งอาหารจากกระบวนการสงั เคราะหแ สงได แสงใชเ ปน สัญญาณการจราจรทั้งทางบก ทางนา้ํ และทางอากาศ แสงสตี างๆ ใชบ ง บอกอารมณความรูสึก แสงใชใ นกระบวนการถา ยภาพ ถา ยเอกสาร แสดงภาพออกทางจอภาพ การตรวจโรค การอุตสาหกรรม และกิจกรรมอีกมากมายของมนษุ ยล ว นแตต อ งใชแสงเปน ปจจัยประกอบ แมว า จะมปี ระโยชนมากมาย แตแสงก็กอ ผลกระทบตอ สขุ ภาพไดเชน กนั ผลกระทบตอผวิ หนังสามารถเกดิ ข้นึ ไดเ ชน เดยี วกับรังสชี นิดไมกอ ไอออนชนิดอ่ืน คือทาํ ใหผ วิ หนังไหม (sun burn) ผิวหนงั ท่ไี หมจากการโดนแสงแดดนท้ี าํ ใหสผี ิวคล้ําขน้ึ หากสัมผัสแสงแดดจาเพียงช่ัวคราวมักมีอาการไมร ุนแรงและหายไดเองเมือ่ เวลาผา นไป ผลกระทบตอ ผวิ กรณีทีท่ าํ งานกลางแดดจาเปนเวลานานคือจะทาํ ใหผิวหนงั ดูแกเ ร็วหรือที่เรยี กวาภาวะแกแดด (photo-aging) ภาวะนจ้ี ะทาํ ใหเกิดการเปล่ยี นแปลงของผิวหนงั เชน มีริ้วรอย เหยี่ วยนตกกระ มเี สนเลือดฝอยปรากฏเพ่มิ ขึน้ ทําใหด แู กก วา วัย(26) นอกจากผลกระทบตอ ผิวหนัง แสงแดดยังตอผลกระทบตอดวงตาไดอ กี ดว ย เนอ่ื งจากดวงตาเปนอวยั วะทีท่ าํ หนาทร่ี บั แสงโดยตรง แสงจาหรือแสงทม่ี ีความเขม ขน สูงจึงอาจทําอันตรายตอดวงตาไดจากกลไกตา งๆ ถึง 3 รูปแบบ ไดแ ก thermal, mechanical และ photochemical injury(10) กลไก thermal injury เกดิจากแสงท่ีมีความเขมขนสงู ทาํ ใหเ นื้อเยือ่ ตาเกิดความรอ น เนือ้ เยอ่ื จะบาดเจ็บจากผลของความรอ นท่เี กดิ ขนึ้กลไก photochemical หรอื photic injury เกิดจากการทแี่ สงจาทาํ ลายเซลลจ อประสาทตา (retina) ท่ีทําหนา ที่รับแสงโดยตรง เชน กรณีของการจอ งมองดวงอาทติ ยดว ยตาเปลา สดุ ทายคือกลไก mechanical injury พบไดไมบอยนัก เกดิ จากการสมั ผสั แสงเลเซอรบางชนดิ ทมี่ ีแรงกระแทกลักษณะเปน shock wave ทาํ ใหเกิดการบาดเจบ็ ตอเน้อื เย่ือตาจากแรงกระแทกได อาชีพทเ่ี สีย่ งอันตรายตอดวงตาจากการจองมองแสง ไดแกทกุ อาชีพท่ตี อ งอยใู กลห รือตอ งจอ งมองแหลง กําเนิดแสงจา ไมวาจะเปน ดวงอาทิตย หลอดไฟกาํ ลงั สูง สปอรต ไลต แสงแฟลชจากกลอ งถา ยรูป แสงเลเซอร รวมถงึ แสงเชอ่ื ม อันตรายจากแสงเลเซอรตอ ดวงตาน้ันมคี วามรุนแรงสงู จะขอกลา วแยกจากอนั ตรายจากคล่นื แสงปกติ ในเน้ือหาสวนตอไป
อนั ตรายของคลื่นแสงตอดวงตาท่ีพบไดบอ ยคือภาวะตาลา (eye strain หรอื asthenopia) จากการจอ งแหลง กําเนิดแสงนานๆ ที่พบไดบ อยคอื ผูที่ทาํ งานกับคอมพวิ เตอร มองจอมอนิเตอร หรอื กลองจุลทรรศนตลอดท้ังวัน อาการปวดตา ตาลา มองภาพเบลอชัว่ คราวท่เี กิดขึ้นน้ี เปน ผลจากการทก่ี ลา มเน้ือ ciliarymuscle ตอ งหดตวั ปรับโฟกัสของเลนสอ ยูต ลอดเวลา (accommodation) เมื่อมองแหลง กาํ เนิดแสงไปนานๆจงึ ทาํ ใหกลามเน้อื ลา ได นอกจากนีก้ ารเพง มองยงั ทาํ ใหก ารกระพรบิ ตานอยลง เกดิ อาการตาแหง (dry eye)ทาํ ใหเคอื งตามากข้ึนดวย(10) กลมุ อาการปวดตา ตาลา ตาแหง จากการใชสายตาทาํ งานกับคอมพิวเตอรน ้ีบางครัง้ อาจเรียกวา computer vision syndrome การปอ งกันทําไดโดยพักสายตาเปนระยะ จดั ตาํ แหนงจอภาพใหพ อเหมาะ ไมใ หม ีแสงสะทอ น (glare) ใชตัวหนงั สอื ใหญ สีตัดกันชดั เจน (contrast) และมขี อบชดั (10)โดยทั่วไปการใชจอภาพแบบ LCD รนุ ใหมหรือทเี่ รยี กจอแบน เทยี บกับจอแบบ Cathode ray รนุ เกา จอแบบLCD จะทาํ ใหเ กิดปญ หาตอ สายตานอยกวา เกิดการกระพริบของหนาจอ (flicker) นอยกวา มองเหน็ งา ยกวาเพราะมีความคมชัด และมักไมจ าํ เปนตองใชแผนกรองแสง (filter) นอกจากอาการตาลาแลว มีงานวิจยั บางชนิ้ยงั เช่ือวาการจอ งมองแสงจากจอคอมพิวเตอรนานๆ อาจทาํ ใหเ กดิ เปนโรคสายตาสน้ั (myopia) แบบถาวรข้นึได(27) แตส มมติฐานน้ียังไมเปน ทยี่ นื ยนั แนช ัด(28) นอกจากอาการตาลา การจอ งมองแหลง กําเนิดแสงความเขม ขนสูงโดยตรงยงั ทาํ ใหเ กดิ ผลตอ เซลลจอประสาทตาดวยกลไก photochemical injury ไดอกี ดว ย การจองมองแหลงกําเนิดแสงที่สวา งจา จะทาํ ใหphotoreceptor ที่อยใู นเซลลรับภาพรปู กรวย (cone cell) ในจอประสาทตาตองปรับตัวทันทที นั ใด เกิดการลาเนือ่ งจากใชเมด็ สีออกไปหมด หากจองนานๆ เซลลร ับภาพอาจจะหยดุ ตอบสนองไปเลย และหากแสงจามากจองเปนเวลานาน อาจทําลายเซลลรับภาพอยา งถาวร กรณที ี่ทําใหเซลลรับภาพลาจะเกดิ ปรากฎการณท ีเ่ รยี กafterimage ข้ึน คอื การท่ีหยดุ มองแสงนัน้ และหนั ไปมองอยา งอ่ืนแลว ปรากฏวา ยงั มองเหน็ วงของดวงไฟอยูเกิดเนื่องจากเซลลรับภาพยงั ปรับตวั กลับมาไมไดจึงสงสญั ญาณภาพดวงไฟตอไป ย่ิงแสงจามากและจอ งนานภาพ afterimage นีก้ ็จะยิ่งเกิดนานขึ้น หากอาการรนุ แรงข้ึนจะเกดิ ภาวะ flash blindness คอื ทําใหมองไมเหน็ไปชวั่ คราวเน่อื งจากแสงจา มาก แตส วนใหญหลังจากตาไดป รับตวั สักพักหนง่ึ จะมองเหน็ ดขี น้ึ เอง คนทต่ี าไมมีเลนส (aphakia) และคนเผือก (albino) ท่ีตาไมม ีเม็ดสี จะมองสูแสงจาไดนอ ยกวา คนปกติ หากแสงน้นั สวา งจามากและมองอยูน านยิ่งขน้ึ อีก อาการอาจรนุ แรงข้นึ จนถึงข้ันจอประสาทตาเสียถาวรได กลไกการกอ โรคจะเกิดจากท้งั thermal และ photochemical injury ตัวอยา งที่พบไดค ือคนทตี่ ามวั ลงจากการจองมองดวงอาทิตยด วยตาเปลา เปนเวลานาน(29)หากเกิดการอักเสบของจอประสาทตาจากการจองมองดวงอาทติ ยนน้ั มชี ่ือเรียกเฉพาะวาภาวะ solar retinitis(30) กรณขี องการมองแสงแฟลชและไฟสปอรต ไลตเปน เวลานานในกลมุ นกั แสดงและนกั รอง อาจกอใหเ กิดการอนั ตรายตอเนือ้ เยื่อตาได และอกี กรณคี อื การมองภาพในภมู ทิ ศั นทีม่ ีหิมะตกขาวโพลนหรือกลางทะเลดวยตาเปลา หิมะหรือทะเลจะสะทอนแสงเขาตาอยางมากทาํ ใหเ กดิ อนั ตรายตอ เนื้อเยอื่ ดวงตาไดเชน กนั ผลกระทบอกี อยางหน่ึงของแสงแดดทมี่ กี ารกลาวถึงคอื การกอใหเกดิ โรค Age-related MacularDegeneration หรือ AMD ซงึ่ เปน โรคทท่ี ําใหตามัวถาวรที่พบไดบอ ยในผูสูงอายุ การสมั ผสั แสงแดดเปนเวลานานเชือ่ กันวาแสงในชวงแสงสีฟา (blue light) คอื ในชวงความยาวคลน่ื ระหวา ง 440 – 500 nm อาจจะเพิ่มความเสี่ยงตอโรค AMD ขึ้นได(10) อยางไรก็ตามขอ มูลเทา ท่มี ีในปจ จบุ ันยงั ไมไดขอสรปุ ท่ีชัดเจน(31) สรุปวาแสงทาํ ใหเ กิดอาการท่ผี ิวหนังคอื เกิดผวิ หนังไหมหากสมั ผัสเปนเวลานาน อันตรายตอ ดวงตาท่ีเกดิ ขึน้ ไดค อื ทําใหตาลา ตาแหง ปวดตา สายตาส้ันช่วั คราว หากจองมองแสงไฟสวา งจา อาจทําใหเ กดิ การมองภาพมวั ลงไดช ่วั คราว หรอื ถามองนานๆ อาจทาํ ใหจ อประสาทตาถูกทาํ ลายอยา งถาวร เช่ือกนั วาการจอ งมองแสงนานๆ อาจทาํ ใหเกดิ ภาวะสายตาสน้ั ถาวร และกอโรค AMD ได แตยังไมเปน ที่ยนื ยนั ชัดเจน
คลนื่ รงั สีอลุ ตราไวโอเลต (Ultraviolet radiation) รงั สีอุลตราไวโอเลตหรอื รังสีเหนือมว ง (Ultraviolet หรอื เขียนยอวา UV) เปน รังสีชนดิ ไมกอไอออนท่ีมคี วามถีส่ งู ที่สุด ความยาวคลนื่ สั้นท่ีสดุ ชวงคลื่นของรังสีอุลตราไวโอเลตจะอยูในชว งความยาว 100 – 400nm แบงอยางครา วๆ ออกไดเปน 3 ชว งคือ UVA (ความยาวคล่ืน 400 – 315 nm), UVB (ความยาวคล่ืน 315– 280 nm) และ UVC (ความยาวคลน่ื 280 – 100 nm) หากกลา วโดยละเอียดแลว ในบางกรณีรงั สอี ุลตรา ไวโอเลตชว งคล่ืนทีค่ วามยาวคล่ืนสน้ั มากๆ เชน บางสวนของชว ง UVC สามารถทําตวั เปน รงั สีชนิดกอไอออนไดเชนกัน แตในสภาวะท่ัวไปเราจะจัดวารังสอี ุลตราไวโอเลตเปน รงั สีชนิดไมกอ ไอออน เพราะชวงคล่นื โดยสว นใหญข องรังสีชนิดน้ี คือท้ังหมดของชวง UVA และ UVB และสว นใหญของ UVC ไมมีพลงั งานมากพอทจี่ ะทําใหอ ะตอมของตัวกลางเกิดแตกตวั เปนอนุภาคอิสระได ชว งคลน่ื ของรงั สอี ุลตรา ไวโอเลตอยูร ะหวา งชวงคลืน่ แสงกบั คล่ืนรังสีเอ็กซ เนอื่ งจากเปนรังสีชนิดไมกอ ใหเ กดิ ไอออน เม่ือเทียบกับรังสีเอก็ ซอาํ นาจในการทะลุทะลวงจะต่าํ กวามาก รังสีอุลตราไวโอเลตเม่ือสมั ผัสรางกายโดยทั่วไปจะสามารถทะลุทะลวงลงไปไดเ พยี งถึงชน้ั ผิวหนงั จึงกอ อันตรายตอ ผิวหนงั และดวงตาเปนหลัก ชว งความยาวคลื่นทนี่ อยกวา 200 nm หรอื ในชวงของ UVC อาจมีโอกาสสงผลกระทบตอสุขภาพไดนอ ย เพราะจะถูกดดู ซบั ท่ชี ัน้ บรรยากาศไปเกอื บหมด สวน UVA กบั UVB จากแสงแดดจะมโี อกาสกอ ผลตอสุขภาพไดมากกวา (10) อยา งไรกต็ ามเรายงั พบ UVC ไดจากหลอดไฟสงั เคราะห แหลง ทีม่ าของรังสอี ุลตราไวโอเลตท่ีสาํ คัญทส่ี ุดคอื มาจากแสงแดด (sun light) ซง่ึ รังสีอลุ ตรา ไวโอเลตจะมาพรอมกับคลื่นแสงและคลน่ื รังสีอื่นๆ ดวย แหลงอนื่ ทีอ่ าจพบไดคือ จากหลอดไฟสีมว งสําหรบั ฆา เชือ้โรค (germicidal lamp) หลอดไฟแบล็คไลต (black light) และจากหลอดไฟเตียงอาบแดด (tanning device)รังสอี ุลตรา ไวโอเลตท่ีไดร ับจากแสงแดดออนๆ มปี ระโยชนช ว ยใหร า งกายสามารถสังเคราะหวติ ามนิ ดีไดประโยชนอ ่ืนๆ ของรงั สชี นดิ น้ีคือ ใชใ นการรกั ษาโรคสะเกด็ เงิน โดยการทายา psoralen แลว ใชรงั สชี ว ง UVAกระตุนทผี่ ิวหนัง เรียกกระบวนการนี้วา PUVA treatment ชาวตะวนั ตกท่มี ผี วิ ขาวมีความนิยมเปล่ียนสีผวิ เปนสีแทนดวยการนอนอาบแดด การฆาเชอ้ื โรคดว ยหลอดไฟฆาเชื้อทป่ี ลอยรังสีออกมา การไลแมลงดวยหลอดไฟทปี่ ลอยรังสี การตกแตงหนารานหรือปา ยโฆษณาดวยหลอดแบล็คไลต การตรวจสอบลายนิว้ มือของนกั นิตวิ ทิ ยาศาสตร การตรวจสอบลายเซน็ และธนบัตรปลอม การตรวจสอบรอยแตกของชน้ิ สวนเครือ่ งยนตในทางอตุ สาหกรรม การตรวจวดั สารเคมีดวยวิธี spectrophotometry ใชฆ า เชอ้ื โรคในกระบวนการทาํ น้ําดืม่ในเครื่องปรับอากาศ ในเครือ่ งกรองนาํ้ เหลาน้ีลวนเปนประโยชนจ ากรงั สีอุลตราไวโอเลต อันตรายตอผวิ หนังทเี่ กดิ จากรังสีอุลตรา ไวโอเลตเกิดเชน เดยี วกับรังสไี มกอไอออนชนดิ อืน่ ๆ คอื การทําใหผวิ หนังไหม (sun burn) และการทําใหแ กกอนวัย (photo-aging) มีกลุมอาการผนื่ แพบ างชนิดทส่ี ามารถถูกกระตุนไดเมื่อผวิ หนังสัมผัสกับรงั สอี ุลตราไวโอเลตจากแสงแดด เรียกวา ภาวะ photo-reactive dermatitisภาวะน้เี ปน ผื่นแพจ ากสารเคมีชนิดหนงึ่ แตส ารเคมที ี่สัมผสั ผวิ หนังนัน้ ตอ งไดร ับการกระตนุ จากรงั สีอุลตรา ไวโอเลตกอ นจึงจะเกดิ ผ่นื แพข้ึนได แบง เปน 2 กลุม ตามกลไกการเกดิ คือ photo-toxic dermatitis เกดิ จากการระคายเคือง ตัวอยา งเชน การทาน้าํ หอม (fragrance) เวลาลองนาํ้ หอมในทีร่ ม อาจไมแพ แตเมื่อใชแลวออกมาเดนิ ตากแดดอาจเกิดผ่ืนแพข้ึนได หรือกรณขี องสาร anthracene, phenanthrene และ acridine ทก่ี อผืน่ แพใ นคนงานเหมืองถานหนิ กเ็ ปน ผ่ืนแพที่เกดิ จากกลไกนีเ้ ชนกนั อีกกลมุ หนง่ึ คอื photo-allergic dermatitis เกิดจากกลไกการกอ ภูมแิ พของสารเคมีนนั้ ตัวอยา งเชน สาร furocoumarins ในมะนาวและสม โอ ทาํ ใหแมค าที่ขายสมตํามือเปนผืน่ แพข้นึ ได( 32) อนั ตรายท่เี กิดกับผวิ หนังทีม่ คี วามรุนแรงคอื การกอมะเร็งผวิ หนงั รังสีอลุ ตราไวโอเลตสามารถทาํ ใหผวิ หนงั เกดิ pre-cancerous lesion ทง้ั actinic keratosis, keratoacanthoma และ Hutchinson melanosisได สาํ หรับรอยโรคท่ีเปน มะเรง็ สามารถกอ ใหเกดิ ไดท ัง้ malignant melanoma และมะเร็ง non-melanoma
cancers ซึ่งไดแก squamous cell carcinoma และ basal cell carcinoma(33) ผลการกอ มะเรง็ ผิวหนังนัน้มักจะพบไดบอ ยในประชากรผิวขาว (Caucasian) มากกวา คนชาตพิ นั ธอุ ื่น และเช่ือวารังสีในชวง UVB เปนสว นสาํ คญั ที่ทาํ ใหเกดิ โรคมะเรง็ เหลา นีข้ ึน้ (10) กลไกการกอ มะเรง็ น้นั แมว า รังสอี ลุ ตราไวโอเลตจะเปนรงั สีชนิดไมก อไอออน ซ่ึงไมสามารถทําใหอ ะตอมของเนื้อเยื่อเกิดการแตกตวั เปน อนภุ าคอิสระ แตจ ากการศกึ ษาพบวารังสอี ุลตรา ไวโอเลตมีพลังงานมากพอท่จี ะทาํ ลายโครงสราง DNA เซลลผวิ หนงั จึงทําใหเกดิ มะเรง็ ขึ้นได( 34)องคก ร IARC ไดจดั ทัง้ แสงแดด (solar radiation) และรงั สอี ุลตราไวโอเลต (ultraviolet radiation) ไวใ นกลมุส่งิ กอ มะเร็งกลุมท่ี 1 คือเปนสิง่ กอ มะเรง็ ที่มีหลักฐานยนื ยนั ชัดเจนวาสามารถกอมะเร็งได หลอดไฟที่ปลอยรังสีอลุ ตราไวโอเลตนั้น กรณขี องหลอดไฟฆาเช้อื โรคจะปลอยชวงคลนื่ UVB เปนหลักและมชี วงคล่นื UVC อยูบา ง แสงทป่ี ลอ ยออกมาจึงมผี ลกอมะเรง็ ผวิ หนังได จึงควรเปดหลอดไฟฆาเชอื้เฉพาะเวลาที่ไมมีคนอยูในหองจะเปน การปลอดภยั ท่ีสุด สวนหลอดไฟชนิดแบลค็ ไลตท ่ใี ชไ ลย ุงหรอื ใชต กแตงตามรานคา นนั้ ปจจบุ ันเชอื่ กันวาจะอันตรายนอ ยกวาเพราะหลอดไฟชนิดนจี้ ะปลอยรงั สีในชว ง UVA ท่ีมคี วามยาวคลน่ื สูงออกมา ซงึ่ คาดการณว า มีความสามารถนอ ยทจ่ี ะกอมะเรง็ ผวิ หนัง อยา งไรกต็ ามความเสย่ี งยังคงมีอยู การใชโดยไมจาํ เปนหรือการสัมผัสเปน เวลานานโดยไมจําเปน นน้ั เปนสง่ิ ที่ไมค วรกระทํา นอกจากอนั ตรายตอ ผวิ หนังแลว รงั สอี ุลตรา ไวโอเลตยังกอ อันตรายตอดวงตาไดอกี ดวย การสัมผัสตอ รงั สีที่บริเวณเยอ่ื บุตาขาว (conjunctiva) อาจเกดิ การหนาตวั ขึ้นเปนตอลม (pingecular) และลุกลามเปน ตอเนอ้ื (ptrygium) บดบงั การมองเห็นได อาจกอใหเกิดมะเรง็ ชนิด epidermoid carcinoma ทต่ี าขาว(10) เลนสตาหากไดร ับการสัมผสั รังสอี ุลตรา ไวโอเลตปรมิ าณสงู สามารถกอใหเกดิ ตอ กระจก (cataract) ในคนท่ีไมมเี ลนสตา (aphakia) ไวกรองรังสเี ลย หากไดรับรงั สปี รมิ าณสงู เขา ตาอาจเกิดการบาดเจ็บทีจ่ อประสาทตาได โรคตาจากรังสอี ุลตรา ไวโอเลตท่ีเกดิ ขึ้นไดบ อยในกลมุ ผทู ่ีทาํ งานจองมองแสงไฟนานๆ โดยเฉพาะชา งเชอ่ื ม คอื โรค photo-keratoconjunctivitis หรอื Welder’s flash หรอื ในอดีตบางครง้ั อาจเรียก UV keratitisโรคนี้เปนการอักเสบอยา งเฉียบพลันของกระจกตา (keratitis) และเยอื่ บตุ าขาว (conjunctivitis) มักพบในชา งเชอ่ื มทที่ ํางานหรือดูเพ่ือนทาํ งานเชอื่ มโดยไมใสหนากากกรองแสง รงั สอี ุลตรา ไวโอเลตท่กี อโรคนีม้ กั จะมีชว งความยาวคลนื่ นอยกวา 300 nm หรอื เรียกวาชว ง actinic ray โดยเฉพาะชว งความยาวคล่ืน 270 nm จะมผี ลกอโรคไดม ากท่ีสุด อาการทีเ่ กิดจะทําใหป วดตามาก นํ้าตาไหล ตาเคอื งแดง มกั เกดิ อาการหลังจากสมั ผัสแสงเช่ือมไปแลว 6 – 12 ชัว่ โมง ผปู วยจึงมกั มาทีห่ องฉกุ เฉินในตอนชวงกลางคืน อาการปวดเคืองมมี าก จะรสู ึกเหมือนมเี ม็ดทรายในตา เยอื่ บุตาบวม ผวิ หนงั ที่หนาอาจมอี าการไหมรวมดว ย สอ งกลองตรวจกระจกตาจะพบpunctate staining การรกั ษาทําโดยการใหย าแกปวด ปด ตาไวเพือ่ ใหสายตาไดพกั ใหน อนโรงพยาบาลถามีอาการปวดมากผดิ ปกติ อาการของโรคมกั หายไดเองภายใน 48 ช่ัวโมง สรุป รังสีอุลตราไวโอเลตเปนรังสีชนิดไมกอ ไอออนทมี่ ีพลังงานสูงท่ีสดุ รังสชี นิดน้ีกอใหเ กดิ โรคมะเร็งที่ผวิ หนงั ได ท้งั ชนิด malignant melanoma และ non-melanoma skin cancers นอกจากนยี้ ังทําใหผ ิวหนังไหม ผิวหนงั เหยี่ วยน กระตุนใหเ กิดอาการผ่นื แพช นิด photo-reactive dermatitis เม่อื สัมผสั รวมกบั สารเคมีบางตวั อนั ตรายตอ ดวงตาทําใหเ กดิ การอกั เสบของกระจกตา เยื่อบตุ าขาว กอใหเกดิ ตอ ลม ตอ เนอ้ื และตอกระจกไดแสงเลเซอร (Laser) คาํ วา เลเซอร (Laser) น้นั เปน คํายอ ของ Light Amplification by Stimulated Emission of Radiationเลเซอรน ้นั เกดิ จากการกระตนุ อะตอมของธาตุบางชนดิ ใหป ลอยพลังงานออกมาในรปู ของแสงเลเซอร ตัวแสงเลเซอรนนั้ จะอยใู นชว งความถ่ีของรงั สีชนดิ ไมแตกตวั โดยมักมีความถ่อี ยูในชว งรงั สอี นิ ฟราเรด คลืน่ แสง หรอืรังสอี ุลตรา ไวโอเลต แตจะมีลักษณะพเิ ศษกวา คลนื่ รังสีท่ัวไปคอื จะมีความเปนระเบียบสูง ลําแสงมที ิศทางพงุ
ไปในทางเดียวกนั ลาํ แสงเปน คล่นื ความถีเ่ ดียว มคี วามเขมสงู มาก และมีพลังงานสูงมาก เนือ่ งจากคุณสมบัติท่มี ีพลังงานสงู น้ี ทําใหส ามารถนําเลเซอรมาใชประโยชนไ ดห ลายอยาง การกอ ใหเกดิ ผลตอสขุ ภาพกจ็ ะรุนแรงกวาคล่นื แมเหล็กไฟฟาท่วั ไป จงึ ไดก ลาวแยกสวนไว ณ ท่ีน้ี ประโยชนข องแสงเลเซอรทมี่ นุษยผ ลิตขนึ้ มีมากมาย ทีใ่ ชม ากท่สี ุดคอื ในอุตสาหกรรมตางๆ เชน ใชในการตีเสน ใหตรง การทํารอยสัญลักษณบนวัสดุ การเชอ่ื มโลหะ การเจาะและตัดวัสดุ ในดานการแพทยเลเซอรถูกนํามาใชในการผาตดั การรักษาไฝฝา การผา ตัดกระจกตาเพ่อื แกไขสายตาสั้น ในดานการทหารเลเซอรใชในการเล็งเปาหมาย ในการบนั เทิง ใชฉ ายประกอบการแสดง ในดา นการสรางอปุ กรณเคร่ืองใช ตัวช้ีแสงเลเซอรใชเปนอุปกรณช ้ปี ระกอบการบรรยาย (laser pointer) ใชใ นการเขียนแผนซดี ี ใชเปนสวนประกอบในปริ๊นเตอร (laser printer) ใชส รา งภาพสามมติ ิ (hologram) ใชสแกนบารโ คด (bar code) เปนตน อนั ตรายทีเ่ กิดจากเลเซอรน้ัน โดยทัว่ ไปมีความรุนแรงมากกวารังสชี นิดไมก อไอออนที่อยูใ นรูปคลื่นแมเหล็กไฟฟา ปกติ เนื่องจากลาํ แสงเลเซอรเรียงตวั เปนระเบียบ มีความเขมขน สงู จึงมีพลังงานสูง กอใหเ กิดผลทาํ ลายเนอื้ เย่อื ไดทัง้ แบบ thermal, mechanical และ photochemical injury การสัมผสั เลเซอรทมี่ ีพลังงานตา่ํ เปน ระยะเวลานานอาจไมก อ ใหเกดิ อนั ตราย(10) แตก ารสัมผัสเลเซอรพลังงานสงู การสัมผัสอยนู าน การมองดวยตาเปลา โดยตรง ปจ จยั เหลาน้ีทําใหเ สี่ยงตอการบาดเจบ็ จากเลเซอร ผลตอผวิ หนงั เลเซอรท ่ีมีพลังงานสูงสามารถตัดผิวหนงั และทาํ ใหผิวหนังไหมได ผลตอ สายตาสามารถทําอันตราย เกดิ การบาดเจ็บทกี่ ระจกตา ทําใหจ อประสาทตาไหม และทาํ ใหส ูญเสยี การมองเหน็ ไดห ากมองเลเซอรด วยตาเปลา มีรายงานผปู ว ยหลายรายทมี่ องเลเซอรด วยตาเปลาแลวเกดิ สญู เสยี การมองเห็น(35, 36) แสงเลเซอรทีอ่ ยูน อกชวงคล่ืนแสงจะมีโอกาสกออนั ตรายสูงเนือ่ งจากมองไมเห็น จงึ มโี อกาสท่ีคนทํางานจะสมั ผสั โดยไมรูตัวได องคกร American National Standards Institute (ANSI) ไดกาํ หนดมาตรฐาน ANSI Z136 ขึ้นเพอื่ความปลอดภยั ในการทาํ งานกบั เลเซอร มาตรฐานนี้แบง แสงเลเซอรออกเปน 4 กลุม ตามระดบั ความอันตรายเร่ิมตั้งแต Class 1 คือไมมคี วามเสย่ี งในการทําอนั ตรายตอ ดวงตา จนถงึ Class 4 ทมี่ อี นั ตรายตอ ดวงตาอยา งมาก การแบง กลมุ ตามระดบั อันตราย และแปะเคร่ืองหมายไวที่ผลติ ภัณฑจ ะชวยใหคนท่ที าํ งานกับแสงเลเซอรไดระมดั ระวงั ตวั มากขึ้น ทําใหสามารถปองกนั ตัวเองไดอ ยางเหมาะสม ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดของระดับอนั ตรายแสงเลเซอรตามมาตรฐาน ANSI Z136ตารางท่ี 1 ระดับความอันตรายของแสงเลเซอรตามมาตรฐาน ANSI Z136ระดบั อนั ตราย รายละเอียดการจดั กลมุClass 1Class 1M ไมม ีความเสยี่ งในการทําอนั ตรายตอดวงตา ไมมคี วามเสี่ยงในการทําอนั ตรายตอ ดวงตาClass 2 (ยกเวน กรณีท่ีมองผานเลนสข ยายอาจเกิดอนั ตรายขน้ึ ได)Class 2M ปลอดภัย การกระพริบตาจะชวยไมใหตารบั แสงเลเซอรมากเกินไป ปลอดภยั การกระพริบตาจะชวยไมใหตารับแสงเลเซอรม ากเกินไปClass 3R (ยกเวนกรณที ี่มองผา นเลนสข ยายอาจเกดิ อนั ตรายขน้ึ ได)Class 3B คอ นขา งปลอดภยั ตอ ดวงตาถา ไมมองลําแสงโดยตรง คอ นขางมีอันตรายตอดวงตาถา มองลําแสงโดยตรงClass 4 แตการมองแสงสะทอนไมก อใหเกิดอนั ตราย มอี นั ตรายสูงตอ ตาไมวาจะมองลาํ แสงโดยตรงหรอื มองแสงสะทอน ทาํ อันตรายตอ ผิวหนงั ไดด ว ย
รังสีชนิดกอไอออน รังสชี นดิ กอไอออน(2) หรือรังสแี ตกตวั (3) หรือ Ionizing radiation คือรงั สที ่ีมพี ลังงานสูง เม่อื เคลอื่ นท่ีผา นตัวกลางสามารถทําใหอ ะตอมหรือโมเลกุลของตัวกลางแตกตวั เปนอนุภาคอสิ ระ (หรืออนุมลู อิสระ) ไดเมื่อเคลอ่ื นทผ่ี า นเนอื้ เยือ่ ของมนุษยจ งึ ทําใหเกิดผลตอ สุขภาพไดม าก รังสชี นิดกอ ไอออนแบงเปน 2 กลมุ ใหญคอื กลมุ ท่ีเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาและกลุมทีเ่ ปนอนภุ าค กลุมทเ่ี ปนคลน่ื แมเ หล็กไฟฟา นน้ั เปน จะคล่นืแมเ หลก็ ไฟฟา พลังงานสูง ทมี่ ีความยาวคลืน่ นอยกวา 10 นาโนเมตร ซง่ึ จะไดแก รงั สเี อก็ ซ (X-ray) และรังสีแกมมา (gamma ray) สวนรงั สีท่เี ปน อนุภาคทุกชนิดจะถูกจดั อยูในกลุม รงั สีชนิดกอไอออน เมอื่ เปรยี บเทียบพลังงานกับรังสีชนิดไมกอ ไอออน รงั สชี นิดกอไอออนมพี ลังงานสงู กวา อาํ นาจในการทะลทุ ะลวงของรงั สแี ตละชนดิ มคี วามแตกตางกนั รงั สีแอลฟา (alpha radiation) ไมสามารถทะลุผา นผิวหนังได รังสเี บตา (beta radiation) สามารถทะลลุ งไปไดถึงเนื้อเยอื่ ใตผ วิ หนัง สว นรังสีเอ็กซ (X-ray) รังสีแกมมา (gamma ray) อนภุ าคโปรตอน (proton) และอนภุ าคนิวตรอน (neutron) มอี ํานาจทะลุทะลวงสูงสามารถทะลุผา นรางกายได การปองกนั จงึ ตองใชวสั ดุทึบหนา เชน แผนตะกัว่ ปองกนั ภาพท่ี 3 แสดงอาํ นาจในการทะลุทะลวงทแ่ี ตกตา งกัน และวสั ดุท่ีสามารถใชกันรงั สีชนิดตางๆ ได ภาพที่ 3 แสดงอํานาจการทะลุทะลวงของรังสีชนดิ กอไอออน อนุภาคแอลฟาถกู กน้ั ไดดว ยแผนกระดาษอนุภาคเบตา ถกู กั้นไดด วยแผน อลมู เิ นยี ม สว นรังสีแกมมามีอํานาจทะลทุ ะลวงสงู ท่ีสุด ถูกกั้นไดดวยแผนตะกั่ว (แหลง ทมี่ า : www.wikipedia.org) ประโยชนของรังสชี นิดกอไอออนนัน้ มอี ยมู ากมาย การนาํ รังสีเหลานม้ี าใชประโยชนในชีวิตประจําวนัมมี ากขึน้ ตามความเจริญของเทคโนโลยี รังสีเอก็ ซ (X-ray หรือ X radiation หรอื roentgen radiation) เปนรงั สีในกลุมคลนื่ แมเหล็กไฟฟา มคี วามยาวคลน่ื ถดั มาจากรงั สีอุลตราไวโอเลต รงั สีเอ็กซเกดิ จากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี หรือจากการกระตุนโลหะบางชนิดดวยพลังงานไฟฟา เชน กรณขี องเครื่องถายภาพรังสีเอก็ ซ (X-ray generator) ในโรงพยาบาล ซ่งึ จะใชพ ลงั งานไฟฟา กระตุนการทํางานของหลอดเอก็ ซเรยทม่ี ี
โลหะทังสเตน โมลบิ ดีนัม หรอื ทองแดงอยภู ายใน ทําใหเ กดิ ลาํ รงั สเี อก็ ซขน้ึ รงั สเี อ็กซนาํ มาใชประโยชนไ ดหลายอยาง ท่ีมีประโยชนมากคอื ทางการแพทย การถา ยภาพดวยรังสเี อก็ ซทําใหเราเห็นเงากระดูกและอวยั วะภายในของมนุษยไ ดช ัดเจน ชว ยในการวินิจฉัยโรคไดอ ยา งมาก การตรวจภาพรังสคี อมพวิ เตอร (CT scaning)การตรวจมวลกระดูก (bone density) การใสส ายสวนหลอดเลอื ดหัวใจ การถายภาพกระดกู ขณะทําการผา ตัดกล็ ว นแตใชร ังสีเอ็กซท ั้งส้ิน ในทางอตุ สาหกรรมเราใชร ังสีเอ็กซในการสองดูรอยแตกของชนิ้ วัสดุ และยงั ใชใ นการสองตรวจวัตถอุ ันตรายในกระเปาสมั ภาระผูโดยสารสนามบินอีกดว ย อาชพี ทีเ่ กย่ี วขอ งกบั งานทีก่ ลา วมาเหลา นท้ี ้ังหมด มคี วามเสี่ยงตอการสัมผสั รังสเี อ็กซ รงั สแี กมมา (gamma radiation หรอื ตวั ยอคือ γ) เปนคลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟาทีม่ คี วามยาวคลื่นสัน้ ทสี่ ดุความถ่ีสงู ทสี่ ดุ และมพี ลังงานสูงท่สี ุดในแถบคล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา รังสีชนดิ นีม้ กั เกดิ จากการสลายตวั ของธาตุกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ เรานาํ รังสีแกมมามาใชป ระโยชนไดหลายอยาง เชน ใชใ นการผาตดั กอ นมะเร็งในสมอง (gamma knife surgery) ใชใ นการสรา งภาพอวัยวะภายในดว ยหลักเวชศาสตรนวิ เคลียร โดยการใสธาตุกมั มันตรงั สีบางธาตุ เชน Tecnitium-99 เขาไปในรา งกาย และตรวจจบั ปริมาณรังสีแกมมาท่ปี ลอ ยออกมาเพื่อสรา งเปน ภาพอวยั วะขึ้น อนภุ าคแอลฟา (alpha particle หรือ alpha radiation หรือตวั ยอคอื α) เปน อนุภาคใหญทีเ่ กดิ จากการรวมตัวของอนภุ าคยอ ย 4 อนภุ าคคอื โปรตอน 2 อนุภาค และ นิวตรอน 2 อนภุ าค จากจาํ นวนอนภุ าคดงั กลา วทําใหอ นภุ าคแอลฟามขี นาดเทา กบั นิวเคลยี สของธาตุฮเี ลยี ม จงึ อาจเขยี นยอ เปน He2+ กไ็ ด อนุภาคแอลฟาน้ีเกิดจากการยอยสลายตามธรรมชาตขิ องธาตุกมั มนั ตรังสีหลายชนดิ หรอื เกดิ จากปฏิกิรยิ านวิ เคลียรเรานําอนุภาคแอลฟามาใชในเคร่ืองมอื บางอยาง เชน ใชใ นเคร่ืองตรวจจบั ควัน (smoke detector) เปน แหลงพลังงานใหกบั ยานอวกาศบางรุน เปนแหลงพลังงานใหก บั เคร่ืองกระตุนหวั ใจบางรุน อนุภาคเบตา (beta particle หรอื beta radiation) เปน อนุภาคท่ีมขี นาดเล็กกวาอนุภาคแอลฟา มีอาํ นาจการทะลุทะลวงทสี่ ูงกวา และเคล่อื นท่ีไดเรว็ กวา อนุภาคเบตานั้นแทจริงแลว กค็ ืออนภุ าคอิเล็กตรอน(electron) กับโพสติ รอน (positron) นน่ั เอง อนุภาคท้ังสองชนิดนี้มีมวลเทา กนั แตม ีประจุตรงขา มกนั โดยถาอนุภาคเบตาน้ันเกิดจากกระแสอนุภาคอิเลก็ ตรอนจะมปี ระจเุ ปน ลบ (เขียนตัวยอ วา β-) แตถาเกดิ จากกระแสอนภุ าคโพสิตรอนก็จะมีประจุเปน บวก (เขยี นตัวยอวา β+) อนภุ าคเบตาเกิดจากการสลายตวั ตามธรรมชาติของธาตุกมั มนั ตรงั สี หรือเกดิ จากปฏิกิริยานิวเคลยี รเชนเดียวกนั กบั อนุภาคแอลฟา การนํามาใชประโยชนสามารถนาํ มาใชตรวจสอบความหนาของวสั ดุในโรงงานอุตสาหกรรม อนภุ าคโพสิตรอนสามารถนํามาใชสรางภาพรงั สีทางการแพทยดวยเครื่อง Positron Emission Tomography (PET scan) โปรตอน (proton) และนวิ ตรอน (neutron) เปนอนภุ าคท่ีจดั อยใู นกลุมรงั สีชนิดกอไอออนเชนกันรังสที ่ีเกดิ จากกระแสของอนุภาคเหลา นมี้ ีอํานาจทะลุทะลวงสงู เชนเดยี วกับรงั สีแกมมา(10) นอกจากอนภุ าคดง้ั เดมิ ท่คี นพบมานานแลว ยงั มีอนุภาคใหมทน่ี ักวทิ ยาศาสตรพง่ึ คน พบอีกเปนจาํ นวนมาก เชน มูออน มซี อนกลูออน โบซอน เปนตน อนุภาคเหลานีจ้ ดั เปน รังสีชนิดกอไอออนทัง้ หมด แตเ รายงั มีความรูถ ึงผลกระทบตอสขุ ภาพมนุษยค อนขา งนอย แหลงกาํ เนดิ รงั สชี นดิ กอ ไอออน นอกจากธาตุกัมมนั ตรังสแี ละปฏิกริ ิยานวิ เคลียรท เี่ กดิ บนพ้ืนผวิ โลกแลว อีกสวนหน่ึงยังมรี ังสีทม่ี าจากอวกาศพุงมายังโลกดวย รังสีเหลา นีม้ กั ถกู ชั้นบรรยากาศของโลกกรองไปเปน สว นมากแลว แตบางสวนยังสามารถทะลุลงมาสพู ื้นผิวโลกได ถาเปน รงั สีที่มาจากดวงอาทิตยเราเรยี กวาลมสุริยะ (solar wind) ถามาจากดาวฤกษอ ืน่ นอกระบบสรุ ิยะจักรวาล เราเรียกรงั สคี อสมิก (cosmic ray) ในบางกรณี มนุษยอ าจไดรบั สมั ผัสรงั สเี หลา น้ีมากขึน้ กวา ปกตไิ ด เชน ถา ทํางานบนเครื่องบินทีบ่ นิ ข้ึนไปในช้ันบรรยากาศสงู ๆ หรอื อาศัยอยูตรงพน้ื โลกบริเวณทีม่ ีรูโหวชั้นบรรยากาศ หรือเกิดปรากฎการณท ท่ี ําใหร ังสมี ีปริมาณมากขน้ึ เชน เกดิ ปรากฏการณเ ปลวสรุ ิยะ (solar flare) ขนึ้ บนดวงอาทิตย เปน ตน
เมื่อเกิดปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลียร หรอื เม่อื ธาตุกัมมันตรังสีปลดปลอยรังสชี นิดกอ ไอออนออกมา สว นใหญจะเกิดรงั สีข้นึ รวมกันหลายชนดิ คือมีการปลดปลอยท้ังรงั สีแอลฟา รังสีเบตา รังสีแกมมา และรังสกี อ ไอออนชนดิ อน่ื ๆ ออกมาดวย การกลาวถงึ ผลกระทบจากรังสชี นดิ กอ ไอออนทกุ ชนิดจงึ จะกลาวรวมกันไป เนือ่ งจากผลกระทบท่ีเกดิ ข้นึ จากรงั สกี อ ไอออนแตละชนิดน้นั เหมอื นกัน(10) และการสัมผสั กม็ ักจะสัมผสั รวมกนั ครง้ั ละหลายชนดิ เชนในกรณขี องการรกั ษาโรคมะเรง็ ดว ยแรก มั มนั ตรงั สี (radiotherapy) การไดร บั รังสจี ากระเบิดนิวเคลียร การไดร ับรงั สจี ากสารกัมมนั ตรงั สรี ั่วไหล การไดร บั รังสจี ากนอกโลก เปนตน อันตรายจากรงั สชี นดิ กอ ไอออนแบงเปน 2 กลุมใหญๆ คืออันตรายจากการไดร ับรงั สปี ริมาณมากอยางฉับพลนั และอันตรายจากการไดรบั รงั สีปรมิ าณต่าํ ๆ เปนระยะเวลานาน อนั ตรายจากการไดร บั ปรมิ าณมากอยางฉบั พลันจะเหน็ ไดชัดเจนกวา กอ ผลกระทบตอสขุ ภาพมากกวา ตอ ไปจะกลาวถึงผลกระทบของรังสีชนิดกอไอออนท้ังแบบฉับพลนั และแบบระยะเวลายาวนานในรายละเอยี ดผลกระทบของรงั สีชนดิ กอ ไอออนแบบฉับพลัน (Acute radiation syndrome) อันตรายจากการไดร ับรงั สชี นดิ กอไอออนแบบฉบั พลนั น้นั เราเรียกวา acute radiation syndromeโรคนี้ทาํ ใหเ กิดผลกระทบตอสุขภาพอยา งทันทีทนั ใด ความรูถึงผลกระทบที่เกดิ ข้นึ จากรังสใี นลักษณะน้ี สว นใหญม าจากเหตุการณส ําคญั 2 เหตกุ ารณทเี่ กิดขึ้นในอดตี คอื การทิง้ ระเบดิ นวิ เคลยี รใ นสงครามโลกครงั้ ท่ี 2ลงท่ีเมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) และนางาซากิ (Nagasaki) ประเทศญี่ปุน ในป ค.ศ. 1945 ซ่ึงทําใหมผี ูเสียชวี ิตทนั ทีกวา 200,000 คน(37) และเจ็บปว ยอีกจํานวนมาก อีกเหตุการณคอื การระเบิดของโรงไฟฟานิวเคลียรท่ีเมืองเชอรโ นบิล (Chernobyl) ประเทศยูเครน (ขณะนัน้ ยงั เปนสว นหนง่ึ ของสหภาพโซเวียต) ในป ค.ศ. 1986ซง่ึ ทาํ ใหมีผเู สยี ชวี ติ ทนั ทหี ลายสิบคน เจ็บปว ยและไดรบั ผลกระทบตามมาอีก 600,000 คน เกิดเปนโรคมะเรง็ข้นึ จากเหตกุ ารณก วา 4,000 คน(38) ผลกระทบท่ีเกดิ จากรงั สีชนดิ กอ ไอออนนี้ มกี ลไกมาจากการทร่ี ังสชี นิดกอ ไอออนไปทาํ ใหโ มเลกุลของเน้อื เยอ่ื เกดิ การแตกตวั เปน อนุภาคอสิ ระขน้ึ การทําลายโมเลกุลนีร้ วมถึงการทําลายโมเลกุลของ DNAดว ยซ่ึงกจ็ ะทําใหมีโอกาสทจี่ ะเซลลจ ะเกิดความผดิ ปกติเปนมะเรง็ ตามมา อนุภาคอิสระหรอื อนุมลู อสิ ระ (free-radical) ทเี่ กดิ ยังสามารถทําใหเกดิ ปฏิกริ ยิ าลูกโซต อ ไป ทาํ ใหค วามผิดปกตขิ ยายวงกวา งตอ ไปไดอ กี (39) เซลลของอวัยวะสวนทม่ี กี ารแบง ตัวบอยไดแก เซลลระบบเลือด เซลลระบบทางเดนิ อาหาร และเซลลระบบสืบพนั ธุจะเปน เน้อื เยอ่ื สวนท่ีไวตอการถูกทําลายโดยรังสมี ากท่สี ุด(10) ตารางท่ี 2 แสดงผลกระทบทีเ่ กิดข้ึนจากการสมั ผสั รงั สชี นิดกอ ไอออนแบบฉบั พลนั โดยแบงกลุมตามปริมาณรงั สีทไ่ี ดร ับ ผลตอ สุขภาพจะเรมิ่ ตรวจพบไดตั้งแตการไดร ับรงั สี 25 cGy ขน้ึ ไป เชน จะตรวจพบการลดลงของเม็ดเลอื ดขาวจากการตรวจเลือด แตอาการแสดงที่ผิดปกตนิ น้ั จะเร่ิมเกิดขึ้นเมื่อสัมผัสปรมิ าณมากกวา 100 cGy การไดรบั รังสใี นปรมิ าณ 100 – 400 cGy อาการจะเกิดขึ้นภายใน 2 – 6 ชั่วโมง และอาจคงอยูไดถ งึ 48 ชั่วโมง การไดรับรงั สีในปรมิ าณ 600 – 1,000 cGy อาการผดิ ปกติจะเกดิ ภายใน 2 ช่ัวโมง และเกิดการเจบ็ ปวยตอ ไปทนั ที ผูท ี่ไดร บั รังสีจากเหตกุ ารณเชอรโนบลิ มากกวา 600 cGy เกดิ อาการปวดศีรษะไข และอาเจียน ภายในเวลาเพียงคร่ึงชั่วโมง ภายใน 6 วนั ตอ มา เกิดภาวะเมด็ เลือดขาวลิมโฟไซตล ดตํ่ามาก(severe lymphopenia) ตามดว ยภาวะลําไสอ ักเสบรนุ แรง (severe gastroenteritis) เมด็ เลือดขาวกรานโู ลไซตลดต่ํามาก (severe granulocytopenia) เกร็ดเลอื ดลดตํา่ มาก (severe thrombocytopenia) ในกลมุ สัมผสัปริมาณตํา่ ประมาณ 80 – 210 cGy เมด็ เลือดขาวชนิดลิมโฟไซตล ดลงเล็กนอ ย ภายใน 2 – 3 วันหลงั สัมผัสรังสี ตามดวยเม็ดเลือดขาวชนิดกรานูโลไซตแ ละเกรด็ เลอื ดลดลงเล็กนอย ใน 4 สัปดาหตอ มา(10)
ตารางท่ี 2 แสดงผลกระทบของรงั สชี นดิ กอไอออนตอสขุ ภาพของมนษุ ยระดบั ทสี่ ัมผัส ไมม อี าการ พอรักษาได 200-600 rem 600-1000 rem อาการหนักและมกั เสยี ชวี ิตโอกาสอาเจยี น 0-100 rem 100-200 rem รกั ษาไดผลดี รกั ษาไดผ ลบาง 1000-5000 rem >5000 rem ไมม อี าการ อาการเลก็ นอย 100% (300 rem) 100% บรรเทาอาการ บรรเทาอาการ ไมมี 5% (100 rem) 100% 100% 50% (200 rem)เวลาทเ่ี รมิ่ อาเจียน - 3 ชั่วโมง 2 ชว่ั โมง 1 ช่วั โมง 30 นาที 30 นาทีระบบอวยั วะหลกั ไมมี ระบบเลือด ระบบเลอื ด ระบบเลือดทไ่ี ดรับผลกระทบ ทางเดนิ อาหาร ระบบประสาทอาการและ ไมมีอาการแสดง เม็ดเลือดขาวตาํ่ เมด็ เลอื ดขาวตาํ่ เม็ดเลอื ดขาวตํ่า ถา ยทอ ง ชัก (ตาํ่ ปานกลาง) (ตํ่ารนุ แรง) (ตํา่ รนุ แรง) ไขส ูง ตวั ส่ันชว งระยะอนั ตราย - คล่ืนไส จาํ้ เลอื ดทผ่ี วิ จ้ําเลอื ดที่ผวิ เกลอื แรผิดปกติ เดินเซหลังการสมั ผสั ใหค วามม่นั ใจ เลอื ดออกงา ย เลือดออกงา ย หมดกาํ ลัง - ติดเช้ือ ติดเชื้อ 5-14 วนัการรกั ษา คลน่ื ไส หมดกําลัง 1-48 ช่วั โมงที่ตองการ ถา ยทอง โคมา ผมรวง (300 rem) 4-6 สปั ดาห 4-6 สปั ดาห ใหค วามมั่นใจ ถายเลอื ด ถา ยเลือด ดูสมดลุ เกลอื แร ใหย าลดปวด ตรวจเมด็ เลือด ใหย าฆา เช้ือ ใหย าฆาเชื้อการพยากรณโรค ดีมาก ใหย ากระตุน ใหยากระตุน หมดหวงั หมดหวงัระยะพกั ฟนตัว ไมตอง ดมี าก สรา งเมด็ เลือด สรางเม็ดเลือด - -โอกาสเสียชวี ติ ไมม ี 2-3 สปั ดาห ปลูกไขกระดูก 90-100 % 90-100 %เวลาทจี่ ะเสียชวี ติ - ไมม ี ดี ไมดี 2 สัปดาห 2 วนัหลังจากสมั ผัส - 1-12 เดือน ยาวนานสาเหตกุ ารเสียชวี ติ - 0-80 % 80-100 % 2 เดอื น 2 เดอื น - เลอื ดออก เลอื ดออก ระบบไหลเวยี น สมองบวมและ และการติดเชื้อ และการติดเชอ้ื ลมเหลว ระบบหายใจ ลมเหลวดดั แปลงจาก Cohen R. & Horie S.(10) ปริมาณรังสที ่ีไดรับหากสงู ข้ึนเปน 1,000 – 3,000 cGy จะทําใหเ กิดอาการระบบทางเดนิ อาหารทันทีทําใหสญู เสียนา้ํ และเกลือแร ซึ่งเปนผลมาจากเซลลเยือ่ บุทางเดินอาหารถูกทําลายอยางฉบั พลัน หากไดรบัรงั สีปรมิ าณสงู ถึง 3,000 cGy ข้ึนไป จะทําใหเสียชีวติ เน่อื งจากเกิดอาการทางระบบประสาทขึ้น ไดแก สมองบวม ชัก เดนิ เซ หมดกําลงั การไดรับในปริมาณทีส่ งู มากๆ นั้น ทําใหเ สียชวี ิตไดทันที Acute radiation syndrome แบงออกเปนระยะยอ ยๆ ไดท ั้งหมด 4 ระยะ ผูทไ่ี ดรับรังสหี ากรอดชวี ิตไดจ ะตอ งผา นระยะเหลา น้ไี ปตามลําดบั (10) ไดแก ระยะเร่มิ ตน (prodrome) ระยะแฝง (latent phase) ระยะเกิดอาการเจบ็ ปว ย (illness phase) และระยะฟน ตัว (recovery phase)
1. ระยะเริ่มตน (Prodrome) หลงั การสัมผัสรังสีในระยะแรก อาจทาํ ใหเ กดิ อาการไดหลายอยางตงั้ แต คล่นื ไส อาเจียน เบื่ออาหารทอ งเสีย ปวดทอง นาํ้ ลายไหล ขาดนํ้า ออ นเพลีย เซือ่ งซมึ หมดกําลงั หัวใจเตนผดิ จังหวะ มไี ข หายใจลําบากกระวนกระวาย เดนิ เซ ปวดศรี ษะ และความดันโลหติ ตา่ํ อาการทางระบบทางเดนิ อาหารและอาการทางระบบประสาทจะคอนขา งเดนชัดในระยะเริ่มแรกนี้ 2. ระยะแฝง (Latent phase) ระยะตอ มาจะเปนระยะแฝงที่ดเู หมือนผูปว ยจะมอี าการดขี ึ้น หรอื ไมม ีอาการอยูชว งเวลาหนึ่ง กอนท่ีจะเกิดอาการเจ็บปวยแสดงออกมาในระยะตอ ไป ถาไดร บั รงั สีในปริมาณสูงระยะปลอดอาการนีจ้ ะสน้ั ลง หรอืถา ไดร ับปรมิ าณสงู มากอาจไมมรี ะยะปลอดอาการน้เี ลยกไ็ ด 3. ระยะเกิดอาการเจ็บปวย (Illness phase) ตอ จากระยะแฝงผูป วยจะเขา สูระยะแสดงอาการเจบ็ ปว ย โดยจะมีอาการหลายอยา งเกิดข้นึ ความรนุ แรงข้นึ กบั ปริมาณรังสีทไี่ ดร ับ อาการเหลาน้ไี ดแ ก ออนเพลีย ไรเรย่ี วแรง มีไข ทองเสีย เบ่อื อาหาร น้ําหนกัลด ผมรวง หวั ใจเตน ผิดจงั หวะ ทองอดื เดินเซ สับสน ชัก โคมา และชอ็ ก ระบบเลือดจะเปนระบบแรกทแี่ สดงอาการใหตรวจพบได โดยรังสีจะทําใหก ารสรา งเม็ดเลือดหยุดลง เกิดภาวะเม็ดเลอื ดขาวตํา่ ตามดวยภาวะเกรด็ เลือดและเม็ดเลอื ดแดงตาํ่ ผลจากการทเ่ี มด็ เลอื ดขาวตาํ่ นี้ ทาํ ใหผ ปู วยตดิ เชอื้ เสียชีวิตได เกรด็ เลือดตํา่ทําใหเ ลอื ดออกงา ย เกิดเปนจุดเลอื ดออก และเม็ดเลอื ดแดงตํา่ ทาํ ใหเ กดิ โลหติ จาง อาการลม เหลวของระบบไหลเวียน (cardiovascular collapse) เยือ่ หุมหัวใจอกั เสบ และกลามเนอ้ื หัวใจอกั เสบ สามารถเกดิ ขึน้ ได การสัมผัสในปริมาณทีส่ ูงกวา 200 cGy จะเริม่ มีผลตอ ระบบสืบพันธุ ทําใหเ ปนหมัน (sterility) น้าํ เช้ือไมม สี เปร ม(aspermatogenesis) และไมม รี ะดู (cessation of menstruation) ในคนตั้งครรภอาจทําใหแ ทง ตัวออนตายหรือเกิดความผดิ ปกตกิ ับตวั ออน 4. ระยะฟน ตวั (Recovery phase) หากผูปว ยสามารถรอดจากระยะเจ็บปว ยมาได จะเขา สรู ะยะฟน ตัว คือเริ่มมอี าการดขี น้ึ การไดร ับรังสใี นปริมาณไมเ กิน 600 cGy อาจมีโอกาสรอดชวี ติ ไดถา ไดร ับการรกั ษาท่ีเหมาะสม สําหรบั ปรมิ าณรงั สที ี่มากกวา นั้นมักมีการพยากรณโรคทีไ่ มดี ยงิ่ ไดรบั รังสีปริมาณสูงมากกย็ ง่ิ มีโอกาสรอดนอ ย ในผทู ีไ่ ดร ับรงั สีปริมาณสงู แตไ มเ กนิ 1,000 cGy การติดเชือ้ ในกระแสเลือดเปน สาเหตุหลกั ทท่ี ําใหเ สียชวี ติ ซ่ึงเปนผลมาจากปริมาณเม็ดเลือดขาวท่ลี ดตํ่าลง ในผูทไ่ี ดรบั ปริมาณรงั สีสงู มากขน้ึ ไปอีก จะเสยี ชีวติ จากอาการสมองบวมและระบบหายใจลมเหลวในเวลาอันรวดเร็ว ในผูที่รอดชีวิต จะใชเวลาในระยะพกั ฟนตา งกัน ยิง่ สัมผัสรงั สีปริมาณสูงกย็ ่ิงตอ งใชเวลาพกั ฟนยาวนาน หากรอดจากอาการในระยะฉบั พลันน้ีไปแลว ในระยะยาวก็ยังคงมคี วามเส่ียงตอการเกิดมะเรง็ มากขึ้นกวา คนปกติ ผลกระทบจากรังสีชนิดกอ ไอออน นอกจากเหตุการณค ร้งั ใหญ 2 เหตกุ ารณท่เี กิดท่ีประเทศญ่ีปุนและยูเครนดงั ไดก ลาวไปแลว ในชว งเวลาท่ผี า นมา ยงั มีอุบตั ิเหตุจากรงั สรี ่ัวไหลเกดิ ขนึ้ อีกหลายครง้ั เชน กรณเี ตาปฏิกรณน วิ เคลียรในประเทศสหรฐั อเมริกา (SL-1) ในป ค.ศ. 1961 ทาํ ใหค นงานเสยี ชวี ิต 3 คน กรณโี รงงานเตรยี มแรยเู รเนียมของประเทศญป่ี นุ (Tokaimura nuclear accident) ในป ค.ศ. 1999 ทาํ ใหค นงานเสียชวี ติ 2คน เจ็บปวยอีก 1 คน กรณีอบุ ัติเหตุโรงไฟฟา นิวเคลยี รของญ่ีปนุ (Mihama nuclear power plant) ในป ค.ศ.2004 ทาํ ใหคนงานเสยี ชวี ิต 5 คน และบาดเจ็บอีก 6 คน(40) อบุ ัติเหตจุ ากรังสีทเ่ี กดิ จากแผนกรงั สรี กั ษาของโรงพยาบาล กเ็ ปนเหตุการณที่มีการเกดิ ขน้ึ หลายคร้ังเชน กนั ครั้งที่รุนแรงครง้ั หนึง่ เกิดขน้ึ ท่เี มอื งกัวเนีย (Goiania) ประเทศบราซิล ในป ค.ศ. 1987 การกาํ จัดซากเคร่อื งฉายรังสีเกา ทใี่ ชธาตกุ มั มนั ตรังสี Cesium-137 อยางไมถ ูกตอง ทําใหม ีการรัว่ ไหลของรังสี เปนเหตุใหมีผเู กยี่ วขอ งเสยี ชวี ิตไป 4 คน และไดรบั กัมมนั ตรังสีปนเปอนจนเจบ็ ปวยอกี หลายสิบคน(39) เหตุการณทีค่ ลนิ กิ
รังสีรักษาเมอื งซาราโกซา (Zaragosa) ประเทศสเปน ในป ค.ศ. 1990 ผลจากการซอมบาํ รุงเครอื่ งรังสีรักษาท่ีผิดพลาด ทาํ ใหผปู ว ยโรคมะเรง็ ที่มารบั การรกั ษาเสียชวี ติ ไป 11 คน อีกเหตกุ ารณห นึ่งเกิดที่แผนกรงั สีรักษาของโรงพยาบาลในเมอื งซานโฮเซ (San Jose) ประเทศคอสตารกิ า ในป ค.ศ. 1996 การคํานวณขนาดรังสที ่ีผดิ พลาดทาํ ใหผปู ว ยโรคมะเรง็ ท่มี ารับการรักษาเสยี ชีวติ ไป 13 คน ไดร บั รังสมี ากเกนิ ปกติ 115 คน(41) ในป ค.ศ. 2000 ประเทศไทยกเ็ คยเกดิ เหตุการณเจบ็ ปว ยที่เกย่ี วของกับกัมมันตภาพรังสีเชนกัน คอืเหตุการณก ารไดร ับรังสจี าก Cobalt-60 ของคนรับซอื้ ของเกา ท่จี ังหวดั สมุทรปราการ ซึ่งทาํ ใหมีผเู สยี ชีวติ 3คนและเจบ็ ปวยตามมาอกี นับสิบคน(42) การปองกนั โรค acute radiation syndrome จากภาวะรงั สีร่ัวไหล กรณีท่เี กิดจากการทาํ งาน คนงานท่ที าํ งานเกี่ยวกับรังสที กุ คนควรระมดั ระวังและปฏิบตั ิงานตามมาตรฐานความปลอดภยั เทา น้ัน การใสเ ส้ือท่บี ุตะก่ัว ผนงั ก้นั ที่บุตะกว่ั และอยใู นระยะหา งทเ่ี หมาะสมจากแหลง กําเนิดรังสนี ัน้ จําเปน ตองทาํ เสมอ ปญ หาการรว่ั ไหลของรังสีเกดิ ข้ึนไดไมบ อ ย แตเ มื่อเกดิ ขึ้นแลว มักกอปญ หารุนแรง ทาํ ใหเ จ็บปวยหนกั หรืออาจเสียชวี ิตในบริเวณสถานทท่ี ํางานทมี่ ีโอกาสเกดิ รังสีรว่ั ในปรมิ าณสูง ควรมกี ารติดต้งั เครื่องตรวจจับรังสีและสัญญาณเตอื นภัยไว ทําการตรวจวดั ระดับรงั สีในสิ่งแวดลอ มดวยเครอ่ื งมอื เชน Geiger-Muller counter เปนระยะ ทตี่ ัวบุคคลควรมีการตดิ เครือ่ งตรวจวดั ระดบั การสัมผัสรงั สีสว นบคุ คล เชน film badge ไวด วย ควรทําการลางฟลมเพ่ือตรวจสอบการสมั ผัสทุก 1 – 3 เดอื นเพื่อความปลอดภยั โดยทั่วไปการตรวจสขุ ภาพเพ่ือดูผลกระทบจะมีความไวในการพบความผิดปกติชา กวา เครอื่ งมือตรวจวัดสวนบุคคลเหลา น้ี อยา งไรกต็ ามหากมคี วามผิดปกติจาก film badge หรอื เครอื่ งมอื ตรวจวดั สวนบุคคลอน่ื ๆ หรือมีเหตกุ ารณผดิ ปกติเกดิ ข้ึน หรือครบรอบการตรวจสขุ ภาพพนักงาน ก็ควรสงพนักงานมาตรวจสุขภาพกับแพทย การสัมผัสปรมิ าณตง้ั แต 25 cGy ข้นึ ไปจะเร่ิมตรวจพบการลดลงของเม็ดเลือดขาวได การสัมผัสในปริมาณสูงกวา 200 cGy อาจจะเริ่มพบความผิดปกติของสเปรม(10) การตรวจรา งกายดผู วิ หนัง ระบบเลอื ด ระบบทางเดนิ อาหาร ถามประวัตกิ ารมบี ตุ ร น้นั ชว ยใหแพทยประเมนิ อันตรายจากการสัมผัสรังสีของพนกั งานไดอยางครอบคลุม การรกั ษาภาวะ acute radiation syndrome ในข้ันตนตองทาํ การชําระลา งแรร ังสีท่ียงั ปนเปอนอยูบนรางกายออกกอ น (decontamination) ผูทีเ่ ขา ชว ยเหลือควรปอ งกันตนเองดว ย การชําระลางใชน ้ําเปลาหรอื น้ําสบู ถอดเสอ้ื ผาออกกอ น ตดั หรือถอนขนออกถาจําเปน ใชส ําลีเชด็ ในรูจมกู และชอ งปากหากมีการปนเปอ นท่ีบริเวณเหลาน้ี เสอื้ ผาและเศษชิ้นสว นรางกายที่มสี ารกัมมันตรังสปี นเปอ นตองเก็บไวท งั้ หมด หามทงิ้ ปะปนกับขยะทว่ั ไปหรือทิ้งไวในสง่ิ แวดลอมเด็ดขาด หลงั ชาํ ระลางแลวตองใหผูปว ยนอนโรงพยาบาล ตรวจวัดสญั ญาณชพี เปน ระยะ ใหส ารนํา้ และเกลือแร ดูแลความผดิ ปกติของระบบเลือด ระบบการติดเช้ือ ระบบทางเดนิ อาหารและระบบประสาทเปนอยางดี กรณีของการสัมผสั ธาตุกัมมนั ตรงั สี plutonium อาจใหยาขับ (chelating agent)ไดค ือ diethylenetriaminepentaacetic acid (DTPA) ทางการฉีดเขาหลอดเลอื ดดํา ถา ระดบั กรานโู ลไซตลดต่าํ ลงกวา 1,000/uL ควรใหย าฆา เช้อื แบคทเี รีย ยาฆาเชื้อรา และยาตา นไวรสั (acyclovir) ปองกนั ไว ถา มีไขข ้นึ หรอื สงสัยตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด ควรใหยาฆา เช้อื ทางหลอดเลือดดําทนั ที การเลือกชนิดของยาฆา เช้ือแบคทเี รีย ใหเลือกตามเชือ้ แบคทีเรียท่ีพบบอ ยในพน้ื ท่ีนน้ั การใหย าฆา เชือ้แบคทีเรียควรใหตอ เน่อื งอยางนอ ยจนกวาระดับเม็ดเลือดขาวกรานโู ลไซตจะเกิน 500/uL หรือผูปว ยไมมไี ขอยางนอ ย 5 วันและไมม สี ัญญาณการติดเช้ืออีก การใหผปู ว ยอยใู นหอ งแยกแบบ positive pressure เพอ่ืปอ งกันการติดเช้อื เปน สิ่งที่ควรทาํ (10) การถายเลือดอาจเปนสิ่งจําเปน จึงควรเจาะเลือดเพ่ือทํา HLA typing ไวแตเร่ิมแรก เน่อื งจากระดับเมด็ เลือดขาวลิมโฟไซตน้นั หากอาการรนุ แรงอาจลดตํ่าลงจนถึง 0 /uL ก็ได การใหเกรด็ เลอื ดเสริมควรทาํ เม่ือระดับเกรด็ เลอื ดลดตาํ่ ลงจนนอ ยกวา 20,000 /uL การใหเ มด็ เลือดขาวเสรมิ ควรใหเม่อื ระดบั กรานโู ลไซตตํ่าลงกวา 500 /uL และการใหเ มด็ เลือดแดงเสรมิ ควรใหเ ม่ือระดบั ความเขมขนเลอื ด (hematocrit) ต่าํ ลงกวา 25 %
การใหยากระตุนเมด็ เลอื ดขาว เชน filgrastim หรือ sargramostim นัน้ เปนสงิ่ ท่ีควรให การปลกู ถา ยไขกระดูกอาจเปน ทางเลอื ก โดยเฉพาะในกรณที ่ีไดรบั รังสีมากถงึ 600 – 2,000 cGy หากจะปลกู ถายควรตดั สนิ ใจเรมิ่ดําเนินการต้ังแตในสัปดาหแรกหลังผปู ว ยสมั ผัสรังสี(10) การรกั ษาประคับประคองโดยการใหส ารนา้ํ ยาแกอ าเจยี น และอาการอื่นๆ ให ondansetron 8 mgวนั ละ 2 – 3 ครงั้ เพอื่ ลดอาการอาเจียน หรอื อาจให chlorpromazine 25 – 50 mg ฉีดเขา กลาม ลดอาการอาเจียนเปนทางเลือกก็ได(10) การสมั ผสั แบบฉบั พลันกรณที ี่สมั ผัสเฉพาะบางสว นของรางกาย (acute localized radiation injury)สามารถทําใหเกดิ ความผิดปกติไดเชน กนั ผลกระทบทเ่ี กิดข้นึ ไดคือ ขนรวง ผมรว ง ผิวหนังคัน เจบ็ เปนรอยแดง ผวิ ลอกแหง (dry desquamation) ผิวลอกมีนํ้าเหลือง (wet desquamation) เปน รอยไหม เปนตมุ น้ําใส(blister) ถา โดนปรมิ าณมากอวัยวะสวนน้ันจะขาดเลอื ดและเนอื้ ตายไดผลกระทบของรังสชี นิดกอ ไอออนในระยะยาว (Long-term effects of radiation) คนทกุ คนตอ งสัมผสั รงั สีปรมิ าณตํา่ ๆ อยูในชวี ิตประจําวนั อยแู ลว ผลกระทบจากการสัมผัสรงั สีชนดิกอไอออนปริมาณตา่ํ ในระยะยาวยงั ไมมขี อ สรุปถงึ อันตรายที่ชดั เจน(10) แตก ารสัมผสั ในปรมิ าณทีส่ ูงกวา คนทว่ั ไปไดรบั สามารถทําใหเกิดผลกระทบในระยะยาวได ผลจากการรกั ษาโรคมะเร็งดว ยรังสรี กั ษาทาํ ใหเกดิผิวหนังอกั เสบจากรังสี (radiodermatitis) ซ่งึ จะทําใหมอี าการ ผวิ แหง บาง เปนเงามนั คันงา ย ไวตอ ความรูส ึกเสนเลอื ดฝอยเดนชัดขนึ้ ผวิ เปลี่ยนสี เล็บเปราะแตกงาย และเล็บหนาตัว ผลจากรังสีรกั ษาตอ อวยั วะภายในยงั อาจทาํ ใหเกดิ การอกั เสบและพังผดื ข้นึ ได โดยจะทาํ ใหเ กิดเสนเลือดอักเสบ ตาแหง ตาอักเสบ ตอ กระจก เย่ือหมุ หวั ใจอักเสบ ตบั อักเสบ ไตอักเสบ ปอดเปน พงั ผืด และลาํ ไสตบี ตันเน่อื งจากเปนพังผดื ตามมา การไดร บั รังสชี นดิ กอไอออนในปริมาณทส่ี งู กวาปกติ เชน กรณขี องผูรอดชวี ิตจากระเบดิ นิวเคลยี รกรณีของผไู ดรับรงั สีปนเปอ นจากการทดลองระเบดิ นวิ เคลยี ร กรณีของผูท ไี่ ดรับรังสเี พื่อการรักษาโรคในวยัเด็ก จะทําใหเกิดโรคมะเรง็ ตอมไทรอยดแ ละมะเร็งเม็ดเลือดขาวขนึ้ ในระยะยาวได( 10, 39) นอกจากนย้ี งั พบวาการสมั ผสั รงั สใี นระยะยาวจะเพ่ิมความเสีย่ งตอมะเรง็ กระดกู มะเร็งตบั มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และมะเรง็เตานมไดอ กี ดวย(10) จากการรวบรวมขอ มูลความเสยี่ งทีพ่ บ ทาํ ใหองคก ร IARC จัดรงั สีกอ ไอออนทุกชนิดไวในส่ิงกอ มะเร็งกลมุ ที่ 1 คือกลุมท่ีมหี ลกั ฐานยืนยนั ชัดเจนวา สามารถกอ มะเร็งไดจ ริง(43) ตวั อยางของขอมูลทพี่ บวาการสมั ผัสรงั สปี รมิ าณสงู กวา ปกติทําใหเ พมิ่ ความเส่ียงตอการเปนมะเร็งขึ้นไดชัดเจน เชน กรณขี องการสัมผสั เรดอนกับการเกดิ เปน มะเร็งปอด เรดอน (Radon-222) นน้ั เปน ธาตุกมั มันตรังสที ่ีอยใู นรูปแกส็ เกิดจากการสลายตวั ของธาตุกมั มันตรังสเี รเดียม (Radium-226) ธาตุเหลา น้ีพบไดในใตพ้ืนดิน โดยพืน้ ดินบางบริเวณจะมเี รดอนอยูมาก บางบริเวณมีอยูน อย หวงโซข องการสลายตวั จะเร่ิมจากธาตกุ มั มนั ตรังสียูเรเนียม (Uranium-238) แลว สลายตวั ปลอยรงั สอี อกมาเปลี่ยนเปนธาตอุ ืน่ ไปเรอ่ื ยๆ จนเปนธาตเุ รเดยี ม (Radium-226) และใชเวลาคร่ึงชีวิตนาน 1,620 ป เพอื่ สลายตัวตอมาเปน เรดอน (Radon-222)จากน้ันเรดอนจะสลายตัวตอ ไปอยางรวดเรว็ เปน โพโลเนียม (Polonium-218) ตะกัว่ (Lead-214) บิสมัต(Bithmus-214) โพโลเนียม (Polonium-214) ตะกั่ว (Lead-210) และตอ ไปเรือ่ ยๆ จนสุดทา ยไปเสถียรในรปูของตะกั่วที่เสถียร (Lead-206) การสลายตวั ของเรดอนนั้นทาํ ใหเ กิดรังสีแอลฟาขนึ้ เราเรยี กธาตกุ ัมมนั ตรงั สีกลมุ ทีม่ ีสายการสลายตัวต้ังแตเ รดอนลงไปวา “Radon daughters” การทาํ งานสมั ผัสแรเ รดอนจึงเหมือนการไดร ับรังสีแอลฟาเขา ไปทางการสดู หายใจเขา ไปในปอดอยตู ลอดเวลา ผลจากการสมั ผัสนี้ทําใหพบวา คนงานเหมืองแรยูเรเนียมทเ่ี ปนเหมืองใตด ินนัน้ มีอบุ ัติการณข องการเปนมะเร็งปอดเพิ่มสูงข้ึน(39) ในประเทศไทยมีการศึกษาพบวา พน้ื ดนิ ในบางภูมิภาคของประเทศ เชน ทางภาคเหนือจะมปี รมิ าณเรดอนอยคู อ นขางสูง การ
สัมผสั เรดอนจากพ้ืนดินนเ้ี ปนปจจยั หนงึ่ ทที่ าํ ใหจํานวนผูปว ยมะเร็งปอดในภาคเหนือสูงกวา ภูมิภาคอน่ื ของประเทศ(44) การศกึ ษาโดยการตรวจวดั ระดับเรดอนในสง่ิ แวดลอมของประเทศไทยยงั พบวา นอกจากพ้ืนดนิแลว วัสดบุ างอยางทีใ่ ชส รา งอาคาร(45) และตามแหลง นํ้าพุรอ น(46) กเ็ ปน แหลง ท่ีพบแรเ รดอนไดเชน กนั อีกกรณตี ัวอยางคอื การสมั ผสั รังสีคอสมกิ ตอ สุขภาพของลกู เรือเครอ่ื งบิน มีการตัง้ สมมติฐานไววาลกู เรือเครอ่ื งบิน (flight attendance) น้นั มีโอกาสไดรบั รังสีคอสมกิ มากกวา คนปกติเนอ่ื งจากเครอื่ งบินตอ งบินสูงขนึ้ ไปในชั้นบรรยากาศ ทาํ ใหไดร บั รังสีขณะท่ีทํางานอยูโ ดยตรง การศึกษาถึงผลกระทบในกลุมลูกเรือหญิงพบวา อุบัติการณการเกิดมะเร็งเตา นม (breast cancer) และมะเร็งผวิ หนงั (melanoma) เพม่ิ สูงกวาปกต(ิ 47, 48)การศกึ ษาในลกู เรือเพศชาย มีการทาํ วิจัยในกลุมนกั บนิ ของประเทศทางแถบสแกนดิเนเวีย ซงึ่ พบวา นักบินชายจะมคี วามเสี่ยงตอ การเกดิ โรคมะเร็งผิวหนัง (melanoma และ non-melanoma) มากข้นึ กวาปกติ และพบความเสี่ยงตอ มะเรง็ ตอมลูกหมาก (prostate cancer) มากข้นึ ดว ย(49) อยา งไรกต็ ามยังไมไดข อ สรุปท่ชี ดั เจนวาความเส่ียงมะเร็งที่เพ่มิ ขึ้นเกิดจากการสมั ผสั รังสีคอสมิกจริงหรือไม เนื่องจากยงั มปี จ จัยอื่นทีอ่ าจสงเสรมิ ใหลกู เรอื เคร่อื งบินเปน มะเร็งเพม่ิ ข้ึนไดอกี เชน ความผิดปกตขิ องฮอรโมนในรา งกายเน่ืองจากการบินขา มโซนเวลาบอยๆ หรือการนอนอาบแดดนอกเวลาทาํ งาน ผลตอสุขภาพที่สามารถเกิดขึน้ ไดจากการสมั ผสั รงั สีปรมิ าณสูงกวา ปกตใิ นระยะยาว นอกจากกอใหเ กิดโรคมะเรง็ แลว ยังทาํ ให แกเ รว็ อายุส้ัน เปน หมัน และแทงบตุ ร ผลตอบตุ รในครรภ อาจทาํ ใหบ ตุ รมีสมองผิดปกติ ปญญาออ น หวั เล็ก (microcephaly) ตายในครรภ และปว ยเปนมะเร็งเมด็ เลือดขาวได
เอกสารอางอิง1. Ezhela VV, Filimonov BB, Lugovsky SB, et.al. Particle Physics: One Hundred Years of Discoveries: An Annotated Chronological Bibliography: Springer–Verlag 1996.2. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎกี า เลม 121 ตอนท่ี 52ก. กฎกระทรวง กาํ หนดมาตรฐานในการบริหารและ การจดั การดา นความปลอดภัย อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ มในการทํางานเกี่ยวกับรงั สีชนิดกอ ไอออน พ.ศ. 2547. กระทรวงแรงงาน.3. ราชกจิ จานเุ บกษา เลม 124 ตอนพเิ ศษ 97ง. ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกําหนดชนิดของโรคซ่งึ เกิดขน้ึ ตามลกั ษณะหรอื สภาพของงานหรอื เน่ืองจากการทํางาน พ.ศ. 2550. กระทรวงแรงงาน.4. Lotz WG. Nonionizing radiation. In: Rom WN, Markowitz SB, eds. Environmental and Occupational Medicine. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins 2007:1277 - 94.5. Ahlbom A, Day N, Feychting M, Roman E, Skinner J, Dockerty J, et al. A pooled analysis of magnetic fields and childhood leukaemia. Br J Cancer. 2000 Sep;83(5):692-8.6. Calvente I, Fernandez MF, Villalba J, Olea N, Nunez MI. Exposure to electromagnetic fields (non- ionizing radiation) and its relationship with childhood leukemia: a systematic review. Sci Total Environ. 2010 Jul 15;408(16):3062-9.7. Linet MS, Hatch EE, Kleinerman RA, Robison LL, Kaune WT, Friedman DR, et al. Residential exposure to magnetic fields and acute lymphoblastic leukemia in children. N Engl J Med. 1997 Jul 3;337(1):1-7.8. ววิ ฒั น เอกบูรณะวฒั น. ผลกระทบตอ สขุ ภาพจากคล่ืนแมเ หล็กไฟฟากําลังออน ฐานขอมลู วิชาการสมาคม โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอมแหง ประเทศไทย. พ.ศ. 2552 [cited 5 กุมภาพนั ธ 2554]; Available from: www.thaioccmed.org9. International Agency for Research on Cancer (IARC). IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans Vol.80, Non-ionizing Radiation Part I : Static and Extremly Low Frequency (ELF) Electric and Magnetic Fields. Lyon 2002.10. Cohen R, Horie S. Injuries Caused by Physical Hazards. In: Ladou J, ed. Current Occupational and Environmental Medicine. 4th ed. NY: McGraw-Hill 2007.11. Hocking B, Westerman R. Neurological effects of radiofrequency radiation. Occup Med (Lond). 2003 Mar;53(2):123-7.12. Forman SA, Holmes CK, McManamon TV, Wedding WR. Psychological symptoms and intermittent hypertension following acute microwave exposure. J Occup Med. 1982 Nov;24(11):932-4.13. D'Andrea JA, Adair ER, de Lorge JO. Behavioral and cognitive effects of microwave exposure. Bioelectromagnetics. 2003;Suppl 6(62):S39-62.14. D'Andrea JA, Chou CK, Johnston SA, Adair ER. Microwave effects on the nervous system. Bioelectromagnetics. 2003;Suppl 6(47):S107-47.15. Hutter HP, Moshammer H, Wallner P, Kundi M. Subjective symptoms, sleeping problems, and cognitive performance in subjects living near mobile phone base stations. Occup Environ Med. 2006 May;63(5):307-13.
16. World Health Organization (WHO). Electromagnetic Fields and Public Health: Mobile Telephones and Their Base Stations. WHO Fact Sheet No. 193. Geneva: World Health Organization; 2000.17. Ouellet-Hellstrom R, Stewart WF. Miscarriages among female physical therapists who report using radio- and microwave-frequency electromagnetic radiation. Am J Epidemiol. 1993 Nov 15;138(10):775-86.18. Repacholi MH, Basten A, Gebski V, Noonan D, Finnie J, Harris AW. Lymphomas in E mu-Pim1 transgenic mice exposed to pulsed 900 MHZ electromagnetic fields. Radiat Res. 1997 May;147(5):631-40.19. Szmigielski S, Szudzinski A, Pietraszek A, Bielec M, Janiak M, Wrembel JK. Accelerated development of spontaneous and benzopyrene-induced skin cancer in mice exposed to 2450-MHz microwave radiation. Bioelectromagnetics. 1982;3(2):179-91.20. Elwood JM. Epidemiological studies of radio frequency exposures and human cancer. Bioelectromagnetics. 2003;Suppl 6(73):S63-73.21. Hardell L, Carlberg M, Hansson Mild K. Pooled analysis of two case-control studies on the use of cellular and cordless telephones and the risk of benign brain tumours diagnosed during 1997-2003. Int J Oncol. 2006 Feb;28(2):509-18.22. Mild KH, Hardell L, Carlberg M. Pooled analysis of two Swedish case-control studies on the use of mobile and cordless telephones and the risk of brain tumours diagnosed during 1997- 2003. Int J Occup Saf Ergon. 2007;13(1):63-71.23. INTERPHONE Study Group. Brain tumour risk in relation to mobile telephone use: results of the INTERPHONE international case-control study. Int J Epidemiol. 2010 Jun;39(3):675-94.24. Pandit YKC. Cataract in industry and the workman. Indian J Ophthalmol. 1957;5(4):93 - 101.25. Roberts BH. A Series of Cases of \"Glassblowers' Cataract\" Occurring in Chainmakers. Br J Ophthalmol. 1921 May;5(5):210-2.26. Helfrich YR, Sachs DL, Voorhees JJ. Overview of skin aging and photoaging. Dermatol Nurs. 2008 Jun;20(3):177-83; quiz 84.27. Kinge B, Midelfart A, Jacobsen G, Rystad J. The influence of near-work on development of myopia among university students. A three-year longitudinal study among engineering students in Norway. Acta Ophthalmol Scand. 2000 Feb;78(1):26-9.28. Mutti DO, Zadnik K. Is computer use a risk factor for myopia? J Am Optom Assoc. 1996 Sep;67(9):521-30.29. Tso MO, La Piana FG. The human fovea after sungazing. Trans Sect Ophthalmol Am Acad Ophthalmol Otolaryngol. 1975 Nov-Dec;79(6):OP788-95.30. Shirley SY. Solar retinitis. Can Med Assoc J. 1963 Jul 20;89:134-5.31. Khan JC, Shahid H, Thurlby DA, Bradley M, Clayton DG, Moore AT, et al. Age related macular degeneration and sun exposure, iris colour, and skin sensitivity to sunlight. Br J Ophthalmol. 2006 Jan;90(1):29-32.
32. Cohen DE, Moore MM. Occupational Skin Disease. In: Rom WN, Markowitz SB, eds. Environmental and Occupational Medicine. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins 2007:617 - 39.33. Epstein JH. Photocarcinogenesis, skin cancer, and aging. J Am Acad Dermatol. 1983 Oct;9(4):487-502.34. International Agency for Research on Cancer (IARC). IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans Vol.55, Solar and Ultraviolet Radiation. Lyon 1992.35. Boldrey EE, Seddon JM, Hsieh CC, et al. Retinal injury due to industrial laser burns. Ophthalmology. 1981;88:101-7.36. Fowler BJ. Accidental industrial laser burn of macula. Ann Ophthalmol. 1983;15:481-3.37. Radiation Effects Research Foundation. Frequently asked questions: How many people died as a result of the atomic bombings. A Cooperative Japan-US Research Organization [cited 13 Feb 2011]; Available from: http://www.rerf.or.jp38. World Health Organization (WHO). The World Health Report 2007: A Safer Future, Global Public Health Security in the 21st Century. Geneva 2007.39. Burns FJ, Samet JM, Rossman TG, Zhang R, Wu F, Uddin AN, et al. Radiation Carcinogenesis: Mechanisms of Induction In: Rom WN, Markowitz SB, eds. Environmental and Occupational Medicine. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins 2007:1263 - 76.40. United States Nuclear Regulartory Commission. NRC Information Notice 2006-08: Secondary piping rupture at the Mihama power station in Japan. Washington D.C.: NRC; 2006.41. Gonzalez AJ. Strengthening the Safety of Radiation Sources & The Security of Radioactive Materials: Timely Action. International Atomic Energy Agency (IAEA) Bulletin, 41/3/1999. Vienna; 1999.42. แสงโฉม เกิดคลาย. การสอบสวนโรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดลอ ม. นนทบรุ :ี สาํ นักระบาดวทิ ยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2550.43. International Agency for Research on Cancer (IARC). Agents Classified by the IARC Monographs, Volumes 1 - 100. [cited 14 Feb 2011]; Available from: http://monographs.iarc.fr44. พงศเทพ วิวรรธนะเดช. ความสัมพันธร ะหวา งกาซเรดอนในทีอ่ ยอู าศัยและมะเรง็ ปอด. นนทบุรี: สถานการณส ขุ ภาพและสิ่งแวดลอม: Fact Sheet กรมอนามยั ปท ี่ 6 ฉบบั ที่ 6; พ.ศ. 2544.45. ไพฑูรย วรรณพงษ, ธวัชชยั อิทธิพนู ธนกร, ยทุ ธนา ตมุ นอย, กิตติชัย วัฒนานิกร, ฌินจิ โทโกนาม,ิ ยูจิ ยามาดะ, et al. การสาํ รวจแกสเรดอนดวยอุปกรณบ นั ทกึ รอยอนุภาคแอลฟา. วารสารวชิ าการ สาธารณสขุ . พ.ศ. 2547;13(3):414-20.46. ไพฑรู ย วรรณพงษ, สมชยั บวรกิตต.ิ แกสเรดอนในน้าํ พุรอนธรรมชาตใิ นประเทศไทย. วารสารวชิ าการ สาธารณสุข. พ.ศ. 2547;13(4):689-95.47. Buja A, Mastrangelo G, Perissinotto E, Grigoletto F, Frigo AC, Rausa G, et al. Cancer incidence among female flight attendants: a meta-analysis of published data. J Womens Health (Larchmt). 2006 Jan-Feb;15(1):98-105.
Search
Read the Text Version
- 1 - 26
Pages: