Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ธรรมชาติของการเกิดโรค

ธรรมชาติของการเกิดโรค

Published by pramot_computer, 2022-08-05 04:28:32

Description: ธรรมชาติของการเกิดโรค

Search

Read the Text Version

10 บทที่ 2 ธรรมชาตขิ องการเกิดโรค (National history of disease) อาจารยป ราโมทย ถางกระโทก ขอบเขตเนื้อหา 1. ธรรมชาติของการเกดิ โรคในมนษุ ย 2. ปจจัยท่ีมผี ลตอการเกดิ โรคในมนุษย 3. ปฏกิ ริ ิยาระหวา งปจ จัยตอการเกิดโรคในมนษุ ย 4. ปจจยั ทเี่ ก่ยี วขอ งกับการกระจายของโรค 5. ระดับของการเกิดโรค วัตถุประสงค เพอื่ ใหผ ูอ า น 1. อธบิ ายความหมายของการเกิดโรคในมนุษยไ ด 2. บอกปจจยั ท่ีมผี ลตอการเกิดโรคในมนษุ ยได 3. อธิบายปฏกิ ริ ิยาระหวางปจจัยท่ีมีผลตอการเกิดโรคในมนุษยไ ด 4. อธบิ ายบทบาทของพยาบาลกับงานวทิ ยาการระบาดได 5. อธบิ ายระดับของการเกิดโรคได วทิ ยาการระบาด: แนวคิดและการประยุกตใชท างการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

11 คาํ ศพั ท คําศัพท ความหมาย Agent สิ่งกอ โรค Chain of infection หว งโซข องการติดเช้ือ Endemic โรคประจาํ ถิน่ Environment สิ่งแวดลอม Epidemic การแพรระบาด Epidemiologic triad ปจ จัยสามทางวิทยาการระบาด Host มนุษย Hyperendemic โรคประจําถ่นิ ที่มกี ารเกิดโรคทีส่ งู ข้นึ Mutation การผาเหลา National history of disease ธรรมชาตขิ องการเกิดโรค Pandemic การระบาดทัว่ โลก Sporadic การเกดิ โรคแบบประปราย บทนํา การศึกษาธรรมชาติของการเกิดโรคจะทําใหพยาบาลวิชาชีพทําความเขาใจกระบวนการกอใหเกิดโรค มนุษยซ่ึงมีรูปแบบที่ซับซอน หลากหลาย เพ่ือนําไปสูการวางแผนการเฝาระวังและดําเนินการเพ่ือปองกันหรือ ควบคุมโรคไดอ ยางทันทว งทีและมีประสิทธภิ าพ 1. ธรรมชาตขิ องการเกดิ โรคในมนษุ ย ธรรมชาติของการเกิดโรค (National history of disease) หมายถึง ความกาวหนาของกระบวนการ การเจ็บปวยจากโรคในแตละบุคคลเมื่อเวลาผานไปในกรณีที่ไมมีการรักษา ระยะเวลาการเกิดโรคและอาการ หรืออาการแสดงของการเกิดโรคอาจจะแตกตางกันไปในแตละบุคคล ซ่ึงอาจเปนผลมาจากภาวะสุขภาพและ พฤติกรรมการปองกันโรคของแตละบุคคล (U.S. Department of Health & Human Services, 2012) ธรรมชาติของการเกิดโรคสามารถจําแนกไดเปน 2 ระยะ คือ ระยะกอนเกิดโรค (Prepathogenesis period) และระยะเกดิ โรค (Pathogenesis period) โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี 1. ระยะกอ นเกิดโรค (Prepathogenesis period) ระยะกอนเกิดโรค หมายถึง ชวงเวลาท่ีมนุษย (Host) สิ่งกอโรค (Agent) และส่ิงแวดลอม (Environment) มปี ฏิกริ ิยาซง่ึ กันและกนั อยใู นสภาวะสมดุล วทิ ยาการระบาด: แนวคิดและการประยุกตใ ชทางการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกดิ โรค

12 ระยะกอนเกดิ โรค ระยะเกิดโรค (Pathogenesis period) (Prepathogenesis period) ปจจัยกระตนุ ภาวะสุขภาพ สุขภาพ หาย (Health status) แข็งแรง เรื้อรัง ความตา นทานทาง คลินิก (Clinical threshold) ภาวะของโรค พกิ าร (Disease status) เสียชีวติ ระยะของการเกดิ โรค ระยะกอ นเกดิ อาการ ระยะเริ่มมีอาการของ ระยะที่อาการของโรค ระยะพักฟน พกิ าร (Stage of disease) (Stage of โรค ดาํ เนินไปมาก หรอื เสยี ชีวติ (Stage of (Stage of clinical (Stage of recovery, ระดบั ของการ susceptibility) subclinical disease) disease) disability or death) ปองกัน การปองกนั ลว งหนา การปองกนั ระดบั การปองกนั ระดบั ตตยิ ภูมิ ทตุ ิยภูมิ (Tertiary prevention) (Prevention และการปองกัน (Secondary level) ปฐมภูมิ prevention) (Primordial prevention and primary prevention) ภาพท่ี 2.1 ธรรมชาตขิ องการเกดิ โรคในมนุษย ดดั แปลงโดย ปราโมทย ถางกระโทก จาก White (2020) 2. ระยะเกดิ โรค (Pathogenesis period) ระยะเกิดโรค หมายถึง ชวงเวลาท่มี นษุ ย (Host) สง่ิ กอโรค (Agent) และสิง่ แวดลอม (Environment) มีปฏกิ ิรยิ าซง่ึ กนั และกันอยใู นสภาวะท่ีขาดสมดลุ สามารถจําแนกไดเปน 4 ระยะยอ ย ดังน้ี 2.1 ระยะกอนเกิดอาการ (Stage of susceptibility) หรือระยะท่ีไวตอการเกิดโรค เปนระยะที่ รา งกายออนแอลงมากกวาปกติ ระยะท่ีภูมิตา นทานของรางกายลดนอ ยลง เปนระยะท่มี กี ารสัมผสั สง่ิ กอโรคแต ยงั ไมแสดงอาการทางคลินิก ซึ่งหากเปนโรคติดเชื้อจะเรียกวา ระยะฟก ตัวของโรค (Incubation period) และ หากเปนโรคเร้ือรงั จะเรียกวา ระยะแฝงของโรค (Latency period) ระยะเวลาน้ีอาจส้ันเพียงไมกวี่ ินาทีสําหรับ อาการแพและปฏกิ ิริยาที่เกิดจากการไดรบั สารพิษหรืออาจนานถึงทศวรรษสําหรบั โรคเร้ือรังบางชนิด เชน โรค ตดิ เช้ือไวรสั โควิด 19 มีระยะฟกตัวของโรคนานถงึ 14 วัน เปนตน 2.2 ระยะเริ่มมีอาการของโรค (Stage of subclinical disease) เปนระยะท่ีรางกายสัมผัสหรือ สะสมปจจัยในระดับท่ีเพียงพอสําหรับกระบวนการการเกดิ โรค สง ผลใหร างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิ วิทยาการระบาด: แนวคิดและการประยุกตใชทางการพยาบาล บทท่ี 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

13 สภาพจากการที่เน้ือเยื่อหรือเซลลถูกทําลาย โดยท่ีบุคคลเร่ิมมีอาการหรืออาการแสดงทางคลินิก ผูปวยสวน ใหญจะเริ่มเขาสูก ระบวนการของการตรวจรกั ษา 2.3 ระยะที่อาการของโรคดําเนินไปมาก (Stage of clinical disease) เปนระยะท่ีรางกายแสดง อาการหรอื อาการแสดงใหเห็นอยา งรุนแรง 2.4 ระยะพกั ฟน พกิ ารหรอื เสยี ชีวิต (Stage of recovery, disability or death) เปนระยะทโ่ี รค ดําเนินไประยะเวลาหน่ึง และส้ินสุดลงทห่ี าย เร้อื รัง พิการ หรือเสยี ชวี ติ ได 2. ปจ จัยท่มี ผี ลตอการเกดิ โรคในมนุษย ปจจุบนั มีการเสนอแบบจําลองปจ จัยทีม่ ีผลตอการเกิดโรคในมนษุ ยจํานวนมาก โดยแบบจําลองปจจัย สามทางวิทยาการระบาด (Epidemiologic triad) เปนแนวคิดแบบจําลองดั้งเดิมสําหรับโรคติดเชื้อท่ีใชกัน อยางแพรหลาย (U.S. Department of Health & Human Services, 2012) ปจจัยสามทางวทิ ยาการระบาด ประกอบดวย มนุษย (Host) ส่ิงกอโรค (Agent) และส่ิงแวดลอม (Environment) ในแบบจําลองน้ีอธิบายวา การเกิดโรคในมนุษยเปนผลมาจากปฏิสัมพันธระหวางภาวะท่ีมนุษยออนแอลง ประกอบกับสภาพแวดลอมท่ี สนับสนนุ การแพรกระจายส่งิ กอ โรคไปสมู นุษย เปน ผลใหมนุษยไดรับส่ิงกอ โรคจนเกดิ การเจ็บปวย มนษุ ย (H: Host) ส่งิ กอโรค (A: Agent) ส่ิงแวดลอม (E: Environment) ภาพท่ี 2.2 ปจ จัยสามทางวทิ ยาการระบาด จัดทําโดย ปราโมทย ถา งกระโทก มนุษย ส่ิงกอโรค และสิ่งแวดลอมมีความสัมพันธกันในรูปแบบที่ซับซอนหลากหลายในกระบวนการ กอ ใหเกดิ โรคมนุษย โรคทแี่ ตกตา งกันเกิดจากความไมสมดุลของปจจยั ทั้งสามนี้ การดําเนินการเพื่อปองกนั และ ควบคุมโรคมักจะตองมกี ารประเมินปฏสิ ัมพันธข ององคป ระกอบท้ังสาม เพ่ือพฒั นามาตรการดา นสาธารณสุขท่ี เหมาะสม ปฏิบัติไดจริง และมีประสิทธิผลในการควบคุมหรือปองกันโรค (U.S. Department of Health & Human Services, 2012) 1. ปจจยั ดานมนุษย (Host) ปจจยั ดานมนุษย หมายถึง บุคคลที่สามารถเปน โรคได มปี จจัยหลายประการซ่ึงบางครงั้ เรยี กวาปจ จัย เส่ียงในแตละบุคคลที่มีผลตอการเกิดโรค ซ่ึงสวนใหญมักเกิดจากอิทธิพลของพฤติกรรม เชน พฤติกรรมทาง เพศ สขุ อนามัยสว นบุคคล รวมถงึ อายุ เพศ พนั ธุกรรม ภาวะโภชนาการ และภาวะจติ ใจ เปนตน วิทยาการระบาด: แนวคิดและการประยกุ ตใ ชท างการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

14 2. ปจจัยดา นสงิ่ กอ โรค (Agent) ปจ จัยดานส่ิงกอ โรค หมายถงึ จุลินทรียหรือเชื้อโรค เชน เชื้อไวรสั เชื้อแบคทีเรีย ปรสติ หรือจุลนิ ทรีย อืน่ ๆ ท่สี ามารถทําใหเกิดโรคในมนุษย อยางไรก็ตามสิ่งกอโรคเพียงอยา งเดียวไมเพียงพอที่จะกอใหเกิดโรคได เสมอไป ปจจัยหลายประการมีอิทธิพลตอการเกิดโรค เชน ความสามารถในการกอโรคของส่ิงกอโรค ปริมาณ หรือจํานวนของสิ่งกอโรค ระยะเวลาท่ีสมั ผัสของสิง่ กอโรค เปนตน ในปจจุบันแนวคิดเก่ียวกับปจจัยดานสิ่งกอ โรคยังรวมถึงสาเหตุจากสารปนเปอนทางเคมี สิ่งกอโรคทางกายภาพ เชน แสง เสียง ความรอน รวมถึงการ บาดเจบ็ 3. ปจ จัยดา นสิ่งแวดลอม (Environment) ปจ จัยดานส่ิงแวดลอม หมายถึง ปจจัยภายนอกที่มีผลตอ สิ่งกอโรคและโอกาสในการสัมผัสของมนุษย ปจ จัยดานส่งิ แวดลอม ไดแ ก ปจจยั ทางกายภาพ เชน ธรณีวิทยาและภูมอิ ากาศ ปจจัยทางชีววทิ ยา เชน แมลง ท่ีเปนพาหะนําโรค และปจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เชน ความแออัด การสุขาภิบาลและความพรอมของ บรกิ ารดานสุขภาพ 3. ปฏิกริ ิยาระหวา งปจจัยตอการเกดิ โรคในมนษุ ย สมดุลของปจจัยสามทางวิทยาการระบาดสามารถเปรียบเทียบไดกับคานกระดกที่มีจุดหมุนอยูตรง กลาง ซ่ึงสามารถจําแนกไดเปน 4 รูปแบบ โดยมีรายละเอียดดงั น้ี 1. สมดลุ ของมนุษย สิง่ กอโรค และส่งิ แวดลอม สมดลุ ของมนษุ ย ส่ิงกอโรค และสงิ่ แวดลอม หมายถงึ ภาวะท่มี นษุ ยแ ละสิง่ กอโรคอยูในสภาพแวดลอ ม อยา งเปนปกติ ไมกอ ใหเ กิดโรคในบุคคลนัน้ HA E ภาพที่ 2.3 ภาวะสมดุลของมนุษย สง่ิ กอโรค และส่งิ แวดลอม 2. ส่งิ กอ โรคเกิดการเปล่ียนแปลง สง่ิ กอโรคเกิดการเปลี่ยนแปลง หมายถงึ ภาวะที่ส่ิงกอโรคเกิดการเปล่ียนแปลง เชน การที่มสี ิ่งกอโรค เพิ่มจํานวนมากขึ้น การเกิดโรคอุบัติใหม การที่โรคเกิดการผาเหลา (Mutation) ทําใหเช้ือมีความรุนแรงเพิ่ม มากขึน้ ตวั อยา งเชน การเกิดโรคอบุ ตั ใิ หมโ ควดิ 19 ท่ีแพรกระจายไปทั่วโลก วิทยาการระบาด: แนวคิดและการประยกุ ตใชท างการพยาบาล บทท่ี 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

15 H A E ภาพท่ี 2.4 ภาวะท่ีส่งิ กอโรคเกิดการเปลย่ี นแปลง (การเกิดโรคอุบตั ิใหม การทโี่ รคเกิดการผา เหลา) H A E ภาพที่ 2.5 ภาวะที่ส่ิงกอโรคเกิดการเปลย่ี นแปลง (การทม่ี ีส่งิ กอ โรคเพ่มิ จาํ นวนมากข้นึ ) 3. มนุษยเกิดการเปลยี่ นแปลง มนุษยเกิดการเปลี่ยนแปลง หมายถึง ภาวะที่บุคคลมีการเปล่ียนแปลงที่เส่ียงตอการเกิดโรคเพ่ิมมาก ข้ึน เชน การมีผูสูงอายุจํานวนมากในชุมชนทําใหเสี่ยงตอการติดเช้ือและเจ็บปวยไดงาย ประชากรในชุมชนมี ผูปว ยโรคเร้อื รงั จาํ นวนมากทาํ ใหรา งกายมภี ูมติ านทานตอ การตดิ เชอ้ื ลดลง A H E ภาพที่ 2.6 มนุษยเ กดิ การเปล่ยี นแปลง 4. ส่ิงแวดลอมเกดิ การเปลี่ยนแปลง ส่ิงแวดลอมเกิดการเปลย่ี นแปลง หมายถึง ภาวะที่สิง่ แวดลอ มเกดิ การเปล่ียนแปลงและสนับสนนุ ใหส่ิง กอ โรคเพ่มิ มากขนึ้ หรือทาํ ใหม นุษยเ ส่ยี งตอการเจ็บปว ยไดง า ยขน้ึ วทิ ยาการระบาด: แนวคิดและการประยุกตใ ชทางการพยาบาล บทท่ี 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

16 H A E ภาพท่ี 2.7 ภาวะที่ส่ิงแวดลอมเกิดการเปลีย่ นแปลงและสนบั สนุนใหส ิ่งกอ โรคเพิม่ มากขนึ้ A H E ภาพที่ 2.8 ภาวะที่สิ่งแวดลอ มเกิดการเปล่ยี นแปลงและสนบั สนุนใหมนุษยเสย่ี งตอการเจ็บปวยไดงายขึน้ 4. ปจจัยทีเ่ ก่ยี วของกบั การกระจายของโรค ปจ จยั สามทางของวทิ ยาการระบาดของโรคตดิ เชอื้ เปน ผลมาจากปฏสิ ัมพันธข องมนุษย สิ่งกอ โรค และ สิ่งแวดลอม หวงโซของการติดเช้ือ (Chain of infection) หมายถึง การกระจายของส่ิงกอโรคท่ีสงผานจาก แหลงรังโรค (Reservoir) หรอื มนษุ ยถ า ยทอดไปสูมนษุ ยท ีอ่ อ นแอผา นวิธกี ารแพรกระจายเชือ้ ที่แตกตางกัน 4.1 แหลงรงั โรค (Reservoir) แหลงรังโรค หมายถึง แหลงที่เปนที่อยูอาศัย เจริญเติบโต และเพ่ิมจํานวนของเชื้อกอโรค (U.S. Department of Health & Human Services, 2012) แหลงรังโรค ประกอบดวย แหลงรังโรคในมนุษย (Human reservoirs) แ ห ล ง รั ง โ ร คใ น สั ต ว ( Animal reservoirs) แ ล ะแ ห ล ง รั ง โ ร คใ น สิ่ ง แ ว ด ล อ ม (Environmental reservoirs) โดยมีรายละเอยี ดดังนี้ 4.1.1 แหลงรงั โรคในมนุษย (Human reservoirs) โรคติดเชื้อที่พบบอยหลายชนดิ มีแหลงรังโรคใน มนุษย ซึ่งสามารถติดตอจากมนุษยสูมนุษยโดยไมมีพาหะนําเชื้อ เชน โรคติดตอทางเพศสัมพันธ โรคหัด คาง ทมู การติดเชือ้ ระบบทางเดนิ หายใจ เปนตน 4.1.2 แหลงรังโรคในสัตว (Animal reservoirs) โรคติดเชื้อท่ีติดตอจากสัตวที่มีกระดูกสันหลังสู มนุษยห รอื ทเ่ี รยี กวา (Zoonosis) เชน โรคพษิ สนุ ัขบา โรคฉีห่ นู เปน ตน วิทยาการระบาด: แนวคิดและการประยุกตใชทางการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

17 4.1.3 แหลงรังโรคในส่ิงแวดลอม (Environmental reservoirs) ไดแก พืช ดิน และน้ําเปนแหลง รังโรคของโรคติดเชอื้ บางชนดิ เชน เช้อื ราในดนิ แหลงรังโรค วธิ กี ารแพรกระจายเชอื้ มนุษยที่ออนแอ (Reservoir) (Modes of transmission) (Host susceptibility) แหลงรังโรคในมนุษย - ทางตรง (Direct) (Human reservoirs) การสัมผัส (Direct contact) แหลง รงั โรคในสตั ว ละอองฝอยขนาดใหญ (Droplet spread) (Animal reservoirs) Agent - ทางออม (Indirect) แหลง รงั โรคในสิ่งแวดลอม ละอองฝอยขนาดเล็ก (Airborne) (Environmental reservoirs) สตั วหรือแมลง (Vectorborne) สือ่ นําโรค (Vehicleborne) ชอ งทางเขา (Portal of entry) ภาพท่ี 2.9 หวงโซการติดเชือ้ (Chain of infection) จดั ทําโดย ปราโมทย ถา งกระโทก 4.2 วิธกี ารแพรก ระจายเชือ้ (Modes of transmission) วิธีการแพรกระจายเช้ือสามารถจําแนกไดเปน 2 ทาง (U.S. Department of Health & Human Services, 2012) ดังน้ี 4.2.1 การแพรกระจายเชื้อทางตรง (Direct) ในการแพรกระจายเช้ือทางตรงเปนการสงผานส่ิงกอ โรคจากแหลงรังโรคไปยังมนุษยท่อี อนแอผานการสัมผัสโดยตรง การสัมผสั โดยตรง (Direct contact) หรือการ แพรก ระจายของละอองฝอย (Droplet spread) 1) การสัมผัสโดยตรง (Direct contact) หมายถึง การสัมผัสโดยตรงเกิดขึ้นจากการสัมผัส ผิวหนัง การจูบ และการมีเพศสัมพันธ การสัมผัสโดยตรงยังหมายถึงการสัมผัสกับดินหรือพืชท่ีมีการติดเช้ือ เชน โรคหนองในท่ีมีการแพรกระจายจากมนุษยสูมนุษยโดยการสัมผัสโดยตรง โรคพยาธิปากขอแพรกระจาย โดยการสมั ผัสโดยตรงกบั ดนิ ท่ีมพี ยาธิ เปน ตน 2) ละอองฝอยขนาดใหญ (Droplet spread) หมายถึง การกระจายสิ่งกอโรคผานละออง ฝอยทีม่ ีขนาดคอนขา งใหญในระยะใกล จากการไอ การจามหรือแมแ ตก ารพดู คุย เชน โรคติดเช้อื โควดิ 19 4.2.2 การแพรก ระจายเชอื้ ทางออ ม (Indirect) 1) ละอองขนาดเล็ก (Airborne) หมายถึง การกระจายสิ่งกอโรคผานละอองฝอยท่ีมีขนาด นอยกวา 5 ไมครอน ซึ่งสามารถแพรกระจายหรือลองลอยอยูในอากาศเปน เวลานานและอาจถูกพัดไปในระยะ ทางไกล เชน วณั โรคปอด วิทยาการระบาด: แนวคิดและการประยกุ ตใ ชทางการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

18 2) สัตวหรือแมลง (Vectorborne) หมายถึง ส่ิงมีชีวิตที่เปนพาหะนําโรค เชน ยุง หนู แมลงสาบ แมลงวนั เปนตน เชน ยงุ เปนพาหะของโรคไขเ ลอื ดออก 3) สื่อนําโรค (Vehicle borne) หมายถึง ส่ือหรือพานะที่สามารถกระจายสิ่งกอโรค ทางออมได ไดแก อาหาร นํ้า วัตถุท่ีไมมีชีวิต เชน ผาเช็ดหนา ผาปูที่นอน เชน อาหารหรือนํ้าอาจเปนพาหะ ของไวรัสตบั อกั เสบเอ 4.3 ทางออกของสิ่งกอ โรค (Portal of exit) ทางออกของส่ิงกอโรค หมายถึง ชองทางหรือทางออกที่ส่ิงกอโรคหรือเชื้อโรคกระจายออกจากแหลง รังโรค เชน การติดเชื้อไวรัสไขหวัดใหญจะแพรกระจายเชื้อออกจากระบบทางเดินหายใจ โรคอหิวาตกโรคจะ แพรก ระจายเชอ้ื ออกจากการขบั ถายอุจจาระ 4.3 ทางเขา ของส่งิ กอโรค (Portal of entry) ทางเขาของส่ิงกอโรค หมายถึง ชองทางหรือทางเขาท่ีสิ่งกอโรคหรือเชื้อโรคผานเขาสูมนุษยท่ีออนแอ เชน การติดเช้อื ไวรัสไขห วัดใหญจ ะแพรกระจายเชอ้ื ออกจากระบบทางเดินหายใจและเขาสูทางเดินหายใจของ มนุษยอีกคน การติดเชื้อโรคอุจจาระรวงจะแพรกระจายเชื้อออกจากการขับถายอุจจาระและเขาสูทางเดิน อาหารของมนษุ ยอีกคนผา นทางชอ งปาก ความรูเก่ียวกับทางออกและทางเขาของส่ิงกอโรคเปนขอมูลพื้นฐานสําหรับการกําหนดมาตรการใน การควบคุมโรคท่ีเหมาะสม โดยมุงประเด็นไปท่ีการควบคุมหรือการกําจัดสิ่งกอโรคซ่ึงเปนสาเหตุของการ แพรก ระจายเช้ือ การปอ งกันทางเขาของสง่ิ กอ โรค การเพิม่ การปองกันมนษุ ยใหแ ข็งแรงขึ้น 5. ระดบั ของการเกดิ โรค ในการศึกษาทางวิทยาการระบาดจะจําแนกระดับของการเกิดโรค (Level of disease occurrence) จากจํานวนประชากรที่ไดรับผลกระทบ โรคที่เกิดข้ึนแสดงถึงการระบาดใหมหรืออุบัติใหมหรือไม รวมถึง ลกั ษณะทางภมู ิศาสตรที่เกิดโรควากระจายเฉพาะในพื้นที่จํากัดหรือกระจายในหลายพื้นท่ี โดยมีระดับของการ เกดิ โรคดังตอไปนี้ 5.1 โรคประจําถ่ิน (Endemic) หมายถึง การเกิดโรคอยางตอเน่อื งและหรือความชุกของการเกดิ โรคหรอื การ ตดิ เชื้อท่ีเกิดขึ้นตามปกติในประชากรในทองถนิ่ นัน้ ๆ 5.2 โรคประจําถ่ินท่ีมีการเกิดโรคที่สูงขึ้น (Hyperendemic) หมายถึง การเกิดโรคประจําถิ่นในระดับท่ี สงู ข้ึนอยา งตอ เนอื่ ง 5.3 การเกดิ โรคแบบประปราย (Sporadic) หมายถงึ การเกิดโรคทเ่ี กดิ ข้นึ ไมบ อยและไมสม่าํ เสมอ วทิ ยาการระบาด: แนวคิดและการประยกุ ตใ ชทางการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกดิ โรค

19 5.4 การแพรระบาด (Epidemic) หมายถึง การเพิ่มข้ึนอยางกะทันหันในจํานวนกรณีของโรคที่สูงกวาท่ีคาด ไวโดยปกตใิ นประชากรในพน้ื ทน่ี ั้น 5.5 การระบาดทั่วโลก (Pandemic) หมายถึง โรคระบาดที่แพรกระจายไปในหลายประเทศหรือหลายทวีป โดยปกตจิ ะสง ผลกระทบตอ ผูคนจํานวนมาก สรปุ วิทยาการระบาดเปนการศึกษาเกี่ยวกับการกระจาย และปจจัยกําหนดสถานะสุขภาพของประชากร รวมถึงการนําผลของการศึกษาไปประยุกตใชเพื่อปองกันและควบคุมปญหาสุขภาพ ซ่ึงวิทยาการระบาดเปน พ้ืนฐานสําคัญท่ีจะนําไปใชในการพัฒนานโยบายและการวางแผนดานการดูแลสุขภาพประชากร พยาบาล วิชาชีพจึงนับไดวามีบทบาทสําคัญในการดําเนินงานทางวิทยาการระบาด ประกอบดวย การเฝาระวัง การ สอบสวน และการศึกษาทางวิทยาการระบาด ซึ่งสามารถดําเนินการไดอยางมีประสิทธิภาพจะนําไปสูการ วางแผนแกไ ขปญหาสขุ ภาพของประชากรไดอยา งตอเนื่องและยั่งยืน เอกสารอา งอิง U.S. Department of Health & Human Services. (2 0 1 2 ) . Principles of epidemiology in public health practice. Washington: Deputy Director for Public Health Science and Surveillance, Center for Surveillance, Epidemiology, and Laboratory Services, Division of Scientific Education and Professional Development. White, F. (2020). Application of disease etiology and natural history to prevention in primary health care: a discourse. Medical Principles and Practice, 2 9 ( 6 ) , 5 0 1 - 5 1 3 . doi:10.1159/000508718 แบบฝกหัดทา ยบท 1. ใหนักศกึ ษาจบั คคู าํ ศพั ทส ําคัญกับเหตกุ ารณการเกดิ โรคใหถ กู ตอง ก. โรคประจําถ่นิ (Endemic) ข. โรคประจาํ ถนิ่ ท่มี กี ารเกิดโรคท่ีสูงข้ึน (Hyperendemic) ค. การเกดิ โรคแบบประปราย (Sporadic) ง. การแพรระบาด (Epidemic) จ. การระบาดท่วั โลก (Pandemic)  1. การเกดิ โรคมาลาเรยี ในจังหวัดชายแดนของประเทศไทย  2. การเกดิ โรคไขเ ลือดออกในประเทศไทย  3. การเกดิ โรคบาดทะยกั ในทารกแรกเกิด  4. การเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนา-2019 วทิ ยาการระบาด: แนวคิดและการประยุกตใ ชทางการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค

20 2. บุคคลท่ีอยูในระยะมคี วามไวตอ การเกดิ โรค (stage of susceptibility) คือขอใด 1. คนท่เี ปน พาหะไวรสั ตบั อักเสบบี 2. คนทีช่ อบรบั ประทานอาหารหวาน มนั เค็ม เปน ประจํา 3. คนทมี่ รี ะดับความดนั เลือด 130/89 มิลลิเมตรปรอท 4. คนทม่ี ีระดบั นาํ้ ตาลในเลือด 140 มก./ดล. หลงั งดอาหาร 8 ชวั่ โมง วิทยาการระบาด: แนวคิดและการประยกุ ตใ ชท างการพยาบาล บทที่ 2 ธรรมชาติของการเกิดโรค


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook