57 โพแทสเซียม K K+ 1.0 ไนโตรเจน ไฮโดรเจน N NO3- , NH4+ 1.5 ออกซิเจน คาร์บอน H H2O 6 O O2 , H2O , CO2 45 C CO2 45 จากตาราง จะเห็นว่าพชื ตอ้ งการธาตุอาหารแต่ละชนิดในปริมาณไม่เท่ากนั การให้ป๋ ุยเป็ นการ เพมิ ธาตุอาหารแก่พืชถา้ ให้มากเกินความตอ้ งการของพืชจะเป็ นการสินเปลืองและอาจทาํ ใหพ้ ืชตายได้ ซึงสามารถป้ องกนั ไดโ้ ดยการตรวจสอบธาตุอาหารทีอยใู่ นดิน และวเิ คราะห์อาการของพืชว่าขาดธาตุใด จากตารางพบว่า ธาตุทีพืชต้องการเป็ นปริมาณมาก (macronutrients) มี ธาตุ ได้แก่ C H O N P K Ca Mg และ S ส่วนธาตุทีพชื ต้องการปริมาณเพยี งเลก็ น้อย (micronutrients) ไดแ้ ก่ B Fe Cu Zn Mn Mo Cl และ Ni ธาตุอาหาร กลุ่มนีมีความสาํ คญั ต่อการเจริญเติบโต ของพืชเท่าเทียมกนั แต่ปริมาณทีพชื ตอ้ งการแตกต่างกนั องคป์ ระกอบของพืชประมาณร้อยละ ของ นาํ หนกั แห้งของพืช ประกอบดว้ ย C H O ซึงธาตุทงั สามนีพืชไดร้ ับจากนาํ และอากาศอยา่ ง เพียงพอ นกั วทิ ยาศาสตร์ใชห้ ลกั 2 ประการทีจดั วา่ ธาตุใดเป็ นธาตุอาหารทีจาํ เป็ นต่อการเจริญเติบโต ของพืช คือ . ถา้ ขาดธาตุนนั พืชจะไม่สามารถดาํ รงชีพ ทาํ ให้การเจริญเติบโตและการสืบพนั ธุไ์ ม่ครบ วงจร . ความตอ้ งการชนิดของธาตุอาหารในการเจริญเติบโตของพืชมีความจาํ เพาะจะใชธ้ าตุอืน ทดแทนไมไ่ ด้ นอกจากนียงั อาจจดั แบ่งธาตุอาหารออกไดเ้ ป็น กลมุ่ ตามหนา้ ทีทางสรีรวทิ ยาและชีวเคมี ดงั นี กล่มุ ที เป็นองคป์ ระกอบของธาตุอนิ ทรียภ์ ายในพชื ไดแ้ ก่ . ) เป็นองคป์ ระกอบของสารประกอบอนิ ทรียห์ ลกั ไดแ้ ก่ C H O N 1.2) เป็นองคป์ ระกอบของสารประกอบอินทรียท์ ีทาํ หนา้ ทีเกียวกบั เมแทบอลซิ ึม เช่น P ในสาร ATP และ Mg ทีเป็นองคป์ ระกอบของคลอโรฟิ ลล์ กล่มุ ที แบ่งตามการกระตุน้ การทาํ งานของเอนไซม์ เช่น Fe Cu Zn Mn Cl กล่มุ ที แบ่งตามการควบคุมแรงดนั ออสโมติก เช่น K ช่วยรักษาความเต่งของเซลลค์ ุม
58 กิจกรรมเรือง โครงสร้างลําเลยี งนําและอาหารของพชื จุดประสงค์การทดลอง 1.ระบุส่วนของพชื ทีใชใ้ นการลาํ เลียงนาํ และอาหารได้ 2. อธิบายกระบวนการการลาํ เลยี งนาํ และอาหารในพืชได้ วสั ดุอุปกรณ์ 1 ตน้ 15 ซม.3 1. ตน้ เทียนสูงประมาณ 20 เซนติเมตร 1 ลิตร 2. นาํ หมกึ สีแดง 1 ใบ 3. นาํ 1 ใบ 4. ขวดปากกวา้ งสูงประมาณ 10 - 15 ซม. 1 ชุด 5. ใบมีดโกน 1 กลอ้ ง 6. สไลดแ์ ละกระจกปิ ดสไลด์ 1 อนั 7. กลอ้ งจุลทรรศน์ 8. หลอดหยด วธิ ีดาํ เนนิ การทดลอง 1. ใส่หมึกแดงประมาณ 15 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ลงในขวดปากกวา้ งทีมีนาํ 2. นาํ ตน้ เทียนทีลา้ งนาํ สะอาดแลว้ แช่ลงในขวดทีมีนาํ หมึกสีแดง แลว้ นาํ ไปไวก้ ลางแดด ประมาณ 20 - 30 นาที สงั เกตการเปลียนแปลง บนั ทึกผล 3. นาํ ตน้ เทียนออกมาลา้ งนาํ ใชใ้ บมดี โกนตดั ลาํ ตน้ ตามขวางตรงส่วนทีมีลาํ ตน้ อวบ ไม่มีกิง ใหย้ าวประมาณ 3 เซนติเมตร 4. นาํ ส่วนทีตดั ออกมาตดั ตามขวางให้บางทีสุด แลว้ นาํ ไปวางบนสไลด์ หยดนาํ 1 - 2 หยด ปิ ดดว้ ยกระจกปิ ดสไลด์ นาํ ไปส่องดูดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ สงั เกตวาดรูปตาํ แหน่งทีเป็ นสี แดง และบนั ทึกผล 5. นาํ ส่วนทีไดอ้ อกมาตดั ตามยาวบาง ๆ ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร แลว้ ดาํ เนินตามขนั ตอน เหมือนขอ้ 4
59 หมายเหตุ 1. การถอนตน้ เทียน ตอ้ งค่อย ๆ ถอนตน้ เทียนทงั ตน้ พยายามใหร้ ากติดมามากทีสุด แลว้ ลา้ ง ดินออกทนั ทีโดยการจบั ส่ายไปมาเบา ๆ ในนาํ ก่อนทีจะจุ่มลงในนาํ หมึกสีแดง 2. ผเู้ รียนตอ้ งสงั เกตการเปลยี นแปลงภายในราก ลาํ ตน้ และใบอยา่ งละเอียด ตารางบันทกึ ผล สิงทีทดลอง ภาพ ลกั ษณะทีสังเกตได้ 1.จุ่มตน้ เทียนลงในนาํ หมกึ สีแดง 2. เมือส่อง ลาํ ตน้ ตดั ขวาง ดว้ ยกลอ้ ง ลาํ ตน้ ตดั ยาว จุลทรรศน์ 1.4 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 1.4.1 ความสําคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง คือ พืชมีความสามารถในการนาํ พลงั งานแสงมาตรึงคาร์บอนไดออกไซดแ์ ละสร้างเป็นอาหารเก็บไวใ้ นรูปสารอนิ ทรีย์ โดยกระบวนการ สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง นอกจากนียงั ทราบอีกว่าในใบพืชมีคลอโรฟิ ลล์ ซึงจาํ เป็ นต่อการสังเคราะห์ดว้ ย แสง และผลผลิตทีได้ คือ คาร์โบไฮเดรต นํา และออกซิเจนและยงั ไดท้ ราบว่าพืชมีโครงสร้าง ทีเหมาะสมต่อการทาํ งานไดอ้ ยา่ งไร กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื แบ่งเป็น ขนั ตอนใหญ่ คือ ปฏิกิริยาแสงและปฏิกิริยา ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ จากการทีศึกษาด้วยการใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนและเทคนิคต่างๆ ทาํ ให้เราทราบ รายละเอียดเกียวกบั โครงสร้างและหนา้ ทีของคลอโรพลาสต์มากขึน คลอโรพลาสต์ส่วนใหญ่ของพืช จะมรี ูปร่างกลมรี มคี วามยาวประมาณ ไมโครเมตร กวา้ ง ไมโครเมตร หนา - ไมโครเมตร
60 ในเซลลข์ องแต่ละใบจะมีคลอโรพลาสตม์ ากนอ้ ยแตกต่างกนั ไปขึนอยกู่ บั ชนิดของเซลลแ์ ละชนิดของ พชื คลอโรพลาสต์ ประกอบดว้ ยเยอื หุ้ม ชนั ภายในมีของเหลวเรียกว่า สโตรมา มีเอนไซมท์ ีจาํ เป็ น สาํ หรับกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซดใ์ นการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง นอกจากนีดา้ นในของคลอโรพ ลาสต์ ยงั มีเยือไทลาคอยด์ ส่วนทีพบั ทับซ้อนไปมาเรียกว่า กรานุม และส่วนทีไม่ทบั ซอ้ นกันอยู่ เรียกว่าสโตรมาลาเมลลา สารสีทงั หมดและคลอโรฟิ ลลจ์ ะอยบู่ นเยอื ไทลาคอยด์ มีช่องเรียก ลเู มน ซึงมี ของเหลวอยภู่ ายใน นอกจากนีภายในคลอโรพลาสต์ยงั มี DNA RNA และไรโบโซมอยดู่ ว้ ย ทาํ ให้คลอโรพลาสต์ สามารถจาํ ลองตัวเองขึนมาใหม่และผลิตเอนไซมไ์ วใ้ ช้ในคลอโรพลาสต์ ในคลอโรพลาสต์เอง มลี กั ษณะคลา้ ยกบั ไมโทคอนเดรีย 1.4.2 ปัจจยั ทีจาํ เป็ นสําหรับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ปัจจยั ทีควบคุมการสงั เคราะหด์ ว้ ย แสงสามารถแบ่งไดเ้ ป็ นปัจจยั ภายใน และปัจจัย ภายนอกซึงปัจจัยภายในจะเกียวขอ้ งกับผลของ พนั ธุกรรมของพืช และปัจจยั ภายนอกเป็นปัจจยั ทีเกียวขอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ ม 1. ปัจจยั ภายใน 1.1 โครงสร้างของใบ การเขา้ สู่ใบของคาร์บอนไดออกไซด์จะยากง่ายไม่เท่ากัน ทงั นีขึนอยกู่ ับขนาดและจาํ นวน ตลอดจนตาํ แหน่งของปากใบ ซึงอยแู่ ตกต่างกนั ในพืชแต่ละชนิด นอกจากนันปริมาณของช่องว่าง ระหว่างเซลล์ซึงเกิดจากการเรี ยงตวั ของเนือเยือเมโซฟิ ลล์ (Mesophyll) ของใบยงั มีผลต่อการ แลกเปลยี นคาร์บอนไดออกไซดด์ ว้ ย ความหนาของชนั คิวติเคิล เซลลผ์ ิว (Epidermis) และขนของใบ จะมผี ลในการทาํ ใหค้ าร์บอนไดออกไซดก์ ระจายเขา้ สู่ใบไดไ้ ม่เท่ากนั เพราะถา้ หนาเกินไปแสงจะตก กระทบกบั คลอโรพลาสตไ์ ดน้ อ้ ยลง 1.2 อายขุ องใบ เมอื พจิ ารณาถงึ ใบแต่ละใบของพืช จะพบว่าใบอ่อนสามารถสังเคราะห์แสงไดส้ ูงจนถึงจุดที ใบแก่ แต่หลงั จากนัน การสังเคราะห์แสงจะลดลงเมือใบแก่และเสือมสภาพ ใบเหลืองจะไม่สามารถ สงั เคราะหแ์ สงได้ เพราะไมม่ คี ลอโรฟิ ลล์ 1.3 การเคลอื นยา้ ยคาร์โบไฮเดรต โดยทวั ไปนาํ ตาลซูโครสจะเคลือนยา้ ยจาก Source ไปสู่ Sink ดงั นนั มกั พบเสมอว่าเมอื เอา ส่วนหวั เมลด็ หรือผลทีกาํ ลงั เจริญเติบโตออกไปจากตน้ จะทาํ ใหก้ ารสงั เคราะห์แสงลดลงไป 2 - 3 วนั เพราะวา่ นาํ ตาลจากใบไมส่ ามารถเคลือนยา้ ยได้ พืชทีมอี ตั ราการสงั เคราะห์แสงสูง จะมีการเคลือนยา้ ย นาํ ตาลไดส้ ูงดว้ ย การทีใบเป็นโรคจะทาํ ใหพ้ ชื สงั เคราะห์แสงไดล้ ดลง เพราะวา่ ใบกลายสภาพเป็ น Sink มากกว่า Source แต่ใบทีอยใู่ กลก้ นั แต่ไม่เป็นโรคจะมอี ตั ราการสงั เคราะห์แสงเพมิ ขึน อยา่ งไรก็ตามการ
61 เพมิ Sink ใหก้ บั ตน้ เช่นเพิมจาํ นวนฝักของขา้ วโพด เพิมจาํ นวนผลทีติด เพิมจาํ นวนหัว จะทาํ ให้การ สงั เคราะห์แสงเพมิ ขึน 1.4 โปรโตพลาสต์ อตั ราการสงั เคราะหแ์ สงจะมีความสมั พนั ธก์ บั การทาํ งานของโปรโตพลาสตม์ าก เมอื พชื ขาดนาํ สภาพคอลลอยด์ของโปรโตพลาสต์จะอยู่ในสภาพขาดนําด้วยทาํ ให้เอนไซม์ที เกียวข้องกับ การสังเคราะห์แสงทาํ งานได้ไม่เต็มที แต่พืชแต่ละชนิดโปรโตพลาสต์จะปรับตัวให้ทาํ งานได้ดี ไมเ่ ท่ากนั ทาํ ใหอ้ ตั ราการสงั เคราะห์แสงเปลยี นไปไมเ่ ท่ากนั 2. ปัจจยั ภายนอก 2.1 ปริมาณของ CO2 ปกติจะมีเท่ากบั 0.03 เปอร์เซ็นต์ การสังเคราะห์แสงจะเพิมขึนเมือ ปริมาณของ CO2 ในบรรยากาศเพมิ ขึน ยกเวน้ เมือปากใบปิ ดเพราะการขาดนาํ ความแตกต่างระหวา่ งพืช C3 และ C4 ในแง่ของ CO2 คือ ถา้ ปริมาณของ CO2 ลดลงตาํ กว่าสภาพบรรยากาศปกติแต่แสงยงั อยใู่ น ระดบั ความเขม้ เหนือจุด Light Compensation พบว่า พชื C3 จะมีการสงั เคราะห์แสง เป็น 0 ถา้ มีความ เขม้ ขน้ ของ CO2 50 - 100 ส่วนต่อลา้ น แต่พืช C4 จะยงั คงสงั เคราะหแ์ สงไดต้ ่อไป แม้ CO2 จะตาํ เพยี ง 0 - 5 ส่วนต่อลา้ นก็ตาม ความเขม้ ขน้ ของ CO2 ทีจุดซึงอตั ราการสังเคราะห์แสงเท่ากบั อตั ราการหายใจ เรียกวา่ CO2 Compensation Point ขา้ วโพดมี CO2 Compensation Point อยทู่ ี 0 ส่วนต่อลา้ น ในขณะ ทีทานตะวนั มคี ่าถึง 50 ส่วนต่อลา้ น การเพิมความเข้มขน้ ของคาร์บอนไดออกไซด์ให้สูงขึนไปเรือย ๆ จะมีผลทาํ ให้เกิดการ สงั เคราะหแ์ สงไดม้ ากขึน แต่เมือเพิมขึนสูงถึง 0.5 เปอร์เซ็นต์ พืชจะมีการสังเคราะห์แสงไดม้ ากขึน แต่พืชจะทนไดร้ ะยะหนึง คือประมาณ 10 - 15 วนั หลงั จากนนั พืชจะชะงกั การเจริญเติบโต โดยทวั ไป พืช C4 จะทนต่อความเขม้ ขน้ ของคาร์บอนไดออกไซดไ์ ดด้ ีกวา่ พชื C3 2.2 ความเขม้ ของแสง ใบของพืช C4 ตอบสนองต่อความเขม้ ของแสงเป็ นเสน้ ตรง คือ เมือเพิม ความเขม้ ของแสง อตั ราการสงั เคราะหแ์ สงจะเพมิ ขึน โดยทวั ไปยอดของพืช C4 จะไดร้ ับแสงมากกว่า ใบล่าง ดังนันใบยอดอาจจะได้รับแสงจนถึงจุดอิมตวั ได้ ในขณะทีใบล่างจะไม่ไดร้ ับแสงจนถึง จุดอมิ ตวั เพราะถูกใบยอดบงั แสงไว้ แต่เมือพิจารณาพืชทงั ตน้ หรือทงั ป่ า จะพบว่าพืชไม่ไดร้ ับแสงถึง จุดทีจะทาํ ใหก้ ารสงั เคราะหแ์ สงสูงสุดเพราะมีการบงั แสงกนั ภายในทรงพุ่ม ส่วนคุณภาพของแสงนนั แสงทีมคี วามยาวคลืนช่วง 400 - 700 nm เหมาะสมทีสุด ความเขม้ ของแสง หรือปริมาณพลงั งานแสงต่อหนึงหน่วยพืนที ซึงมีหน่วยเป็ น ลกั ซ์ (Lux) (10.76 lux = 1 ft-c) ในแต่ละทอ้ งทีจะมีความเขม้ ของแสงไม่เท่ากนั ซึงทาํ ให้พืชมีการปรับตวั ทาง พนั ธุกรรมต่างกนั การสงั เคราะห์แสงของพชื โดยทวั ไปจะดีขึนเมือพืชไดร้ ับความเขม้ ของแสงมากขึน เมือพืชไดร้ ับความเขม้ ของแสงตาํ กว่าทีพชื ตอ้ งการพืชจะมีอตั ราการสังเคราะห์แสงตาํ ลง แต่อตั ราการ หายใจของพชื จะเท่าเดิม เมืออตั ราการสงั เคราะห์แสงลดตาํ ลง จนทาํ ให้อตั ราการสร้างอาหารเท่ากบั
62 อตั ราการใช้อาหารจากการหายใจ ในกรณีนีจาํ นวนคาร์บอนไดออกไซด์ทีตรึงไวจ้ ะเท่ากบั จาํ นวน คาร์บอนไดออกไซด์ทีปล่อยออกมาทีจุดนีการแลกเปลียนก๊าซมีค่าเป็ นศูนย์ เป็ นจุดซึงเรียกว่า Light หรือ CO2 Compensation point ซึงพืชจะไม่เจริญเติบโตแต่สามารถมีชีวิตอย่ไู ด้ ถา้ ความเขม้ ของแสง ตาํ ลงกวา่ นีอกี พชื จะขาดอาหารทาํ ใหต้ ายไปในทีสุด แต่การเพิมความเขม้ ของแสงมากขึนไม่ไดท้ าํ ให้ อตั ราการสงั เคราะห์แสงสูงเสมอไปเพราะพืชมจี ุดอมิ ตวั แสง ซึงถา้ หากความเขม้ ของแสงเพิมไปอีกจะ ทาํ ใหพ้ ืชใบไหม้ ซึงปกติพชื C4 จะมีประสิทธิภาพในการใชแ้ สงดีกว่าพืช C3 ความยาวของช่วงทีไดร้ ับแสง (Light Duration) เมือช่วงเวลาทีไดร้ ับแสงยาวนานขึน อตั ราการ สงั เคราะห์แสงจะเพมิ ขึนดว้ ย โดยเป็นสดั ส่วนโดยตรงกบั ความยาวของวนั ดงั นนั การเร่งการเจริญเติบโต ของพืชในเขตหนาว ซึงในช่วงฤดูหนาวจะมวี นั ทีสนั จึงจาํ เป็นตอ้ งใหแ้ สงเพมิ กบั พชื ทีปลกู ในเรือน กระจก คุณภาพของแสง (Light quality) แสงแต่ละสีจะมคี ุณภาพหรือขนาดของโฟตอนหรือพลงั งาน ทีไม่เท่ากนั จึงทาํ ให้เกิดจากเคลือนยา้ ยอิเล็กตรอนได้ไม่เท่ากนั ขนาดของโฟตอนจะตอ้ งพอดีกับ โครงสร้างของโมเลกุลของคลอโรฟิ ลล์ ถา้ หากไม่พอดีกนั จะตอ้ งมี Accessory pigment มาช่วยรับแสง โดยมลี กั ษณะเป็นแผงรับพลงั งาน (Antenna system) แลว้ ส่งพลงั งานต่อไปใหค้ ลอโรฟิ ลลเ์ อ ดงั กล่าว มาแลว้ ในสภาพธรรมชาติ เช่น ในป่ าหรือท้องทะเลลึก แสงทีพืชสามารถใช้ประโยชน์ในการ สงั เคราะห์แสงไดม้ กั จะถกู กรองเอาไวโ้ ดยตน้ ไมท้ ีสูงกวา่ หรือแสงดงั กล่าวไม่สามารถส่องลงไปถึงพืช เหลา่ นีมกั จะไดร้ ับแสงสีเขียวเท่านนั พชื เหลา่ นีหลายชนิดจะพฒั นาระบบใหม้ รี งควตั ถุซึงสามารถนาํ เอา พลงั งานจากแสงสีเขียวมาใชป้ ระโยชน์ได้ 2.3 อุณหภมู ิ ช่วงอุณหภูมทิ ีพืชสงั เคราะห์แสงไดค้ ่อนขา้ งกวา้ ง เช่น แบคทีเรีย และสาหร่ายสี นาํ เงินแกมเขียว สามารถสงั เคราะห์แสงไดท้ ีอณุ หภมู ิ 70 องศาเซลเซียส ในขณะทีพชื ตระกลู สนสามารถ สงั เคราะห์แสงไดอ้ ยา่ งชา้ มากทีอุณหภูมิ -6 องศาเซลเซียส พืชในเขตแอนตาร์คติก บางชนิด สามารถ สงั เคราะห์แสงไดท้ ีอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเหมาะสมในการสงั เคราะห์แสงเท่ากบั 0 องศาเซลเซียส ใบของพชื ชนั สูงทวั ๆ ไป อาจจะมอี ุณหภูมิสูงถงึ 35 องศาเซลเซียส ในขณะไดร้ ับแสง แต่การสงั เคราะห์แสงกย็ งั ดาํ เนินต่อไปได้ ผลของอุณหภูมิต่อการสงั เคราะห์แสงจึงขึนกบั ชนิดของพืช และสภาพแวดลอ้ มทีพืชเจริญเติบโต เช่น พืชทะเลทราย จะมอี ุณหภูมเิ หมาะสมสูงกว่าพชื ในเขตอาร์คติก พืชทีเจริญไดด้ ีในเขตอุณหภูมิสูง เช่น ขา้ วโพด ขา้ วฟ่ าง ฝ้ าย และถวั เหลืองจะมีอุณหภูมิทีเหมาะสมสูง กว่าพืชทีเจริญไดด้ ีในเขตอุณหภูมิตาํ เช่น มนั ฝรัง ขา้ วสาลี และขา้ วโอต๊ โดยทวั ไปอุณหภูมิเหมาะสม ในการสงั เคราะห์แสงของพืชแต่ละชนิดจะใกลเ้ คียงกบั อุณหภูมิของสภาพแวดลอ้ มตอนกลางวนั ในเขต นัน ๆ ตามปกติพืช C4 จะมีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการสังเคราะห์แสงสูงกว่าพืช C3 ค่า Q10 ของการ สงั เคราะห์แสงประมาณ 2-3 และอุณหภูมิจะมีผลกระทบต่อ Light Reaction นอ้ ยมาก เมือเทียบกบั Enzymatic Reaction
63 2.4 นาํ จะเกียวขอ้ งกับการปิ ดเปิ ดของปากใบ และเกียวข้องกับการให้อีเลคตรอน เมือเกิด สภาวะขาดแคลนนาํ พืชจะคายนาํ ไดเ้ ร็วกว่าการดูดนาํ และลาํ เลียงนาํ ของราก ทาํ ให้ตน้ ไมส้ ูญเสียนํา อย่างรวดเร็ว ทาํ ให้การทาํ งานของเอนไซมต์ ่าง ๆ ผิดปกติ และต่อมาปากใบจะปิ ด การขาดแคลนนํา ทีตาํ กวา่ 15 เปอร์เซน็ ต์ อาจจะยงั ไมม่ ผี ลกระทบกระเทือนต่ออตั ราการสงั เคราะห์แสงมากนัก แต่ถา้ เกิด สภาวะขาดแคลนถงึ 15 เปอร์เซน็ ตแ์ ลว้ จะทาํ ใหป้ ากใบปิ ดจึงรับคาร์บอนไดออกไซดไ์ มไ่ ด้ 2.5 ธาตุอาหาร เนืองจากคลอโรฟิ ลลม์ ีแมกนีเซียมและไนโตรเจนเป็ นธาตุทีอยใู่ นโมเลกุลดว้ ย ดงั นนั หากมกี ารขาดธาตุทงั สองจะทาํ ใหก้ ารสงั เคราะห์แสงลดลง กิจกรรมเรือง คลอโรฟิ ลล์กับการสร้างอาหารของพชื ( สังเคราะห์แสง ) จุดประสงค์การทดลอง สรุปความสาํ คญั ของคลอโรฟิ ลลต์ ่อการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืชได้ วสั ดุอุปกรณ์ 1. ใบชบาด่าง ( เป็นใบทีเด็ดมาในวนั ทาํ การทดลอง ) 1 ใบ ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร 2. สารละลายไอโอดีน 1 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร 3. นาํ แป้ ง 5 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร กลกั 4. แอลกอฮอล์ 15 ใบ หลอด 5. นาํ 100 หลอด อนั 6. ไมข้ ีดไฟ 1 ใบ อนั 7. บีกเกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 1 ชุด 8. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 1 9. หลอดทดลองขนาดเลก็ 1 10. หลอดหยด 1 11. ถว้ ยกระเบือง 1 12. ปากคีบ 1 13. ตะเกียงแอลกอฮอลพ์ ร้อมทีกนั ลมและตะแกรงลวด 1
64 วธิ ีการทดลอง 1. นาํ ใบชบาทีถกู แสงแดดประมาณ 3 ชวั โมงมาวาดรูปเพอื แสดงส่วนทีเป็นสีขาวและสีเขียว 2. ใส่นาํ ประมาณ 40 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ลงในบีกเกอร์ตม้ ใหเ้ ดือด ใส่ใบชบาด่างในบีกเกอร์ ทีมนี าํ เดือด 3. ใชป้ ากคีบคีบใบชบาด่างทีตม้ แลว้ ใส่ในหลอดทดลองขนาดใหญ่ทีมีแอลกอฮอลพ์ อท่วมใบ แลว้ นาํ ไปตม้ ประมาณ 1 - 2 นาที จนกระทงั สีซีด สงั เกต การเปลียนแปลง ( แอลกอฮอล์ เป็นสารไวไฟจึงตอ้ งตม้ ใหค้ วามร้อนผา่ นนาํ ) 4. นาํ ใบชบาด่างในขอ้ 3 ไปลา้ งดว้ ยนาํ เยน็ สงั เกต การปลียนแปลง 5. นาํ ใบชบาด่างทีลา้ งแลว้ มาวางในถว้ ยกระเบือง แลว้ หยดดว้ ยสารละลายไอโอดีนใหท้ วั ทงั ใบ ทิงไวป้ ระมาณครึงนาที 6. นาํ ใบชบาด่างไปลา้ งนาํ สงั เกต การเปลยี นแปลงและวาดรูป เปรียบเทียบกบั ก่อน การทดลอง พร้อมบนั ทึกผล 7. ใส่นาํ แป้ งประมาณ 5 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ลงในหลอดทดลองขนาดเลก็ หยดสารละลาย ไอโอดีน 2 - 3 หยดลงในหลอดทดลอง สงั เกตการเปลยี นแปลงและบนั ทึกผล ตารางบันทกึ ผล สิงทนี าํ มาทดสอบ ผลการทดสอบทสี ังเกตได้ ส่วนสีเขียวของใบชบาด่าง ส่วนสีขาวของใบชบาด่าง นาํ แป้ ง 1.5 ระบบสืบพนั ธ์ุในพชื 1.5.1 โครงสร้างการทํางานระบบสืบพนั ธ์ุพชื ไร้ดอก การสืบพนั ธ์ุของพชื ไม่มดี อก การสืบพนั ธุข์ องพืชไร้ดอก เป็นการสืบพนั ธุแ์ บบไมอ่ าศยั เพศ เพราะเป็นพชื ชนั ตาํ ไมม่ ีดอก มอี วยั วะต่าง ๆ ไม่ครบ การสืบพนั ธุแ์ บบไมอ่ าศยั เพศของพชื ไร้ดอก มวี ธิ กี ารต่าง ๆ เช่น การแตกหน่อ การสร้างสปอร์ การแบ่งตวั ดงั นี 1. เฟิ ร์น สืบพนั ธุโ์ ดยการสร้างสปอร์ สปอร์จะอยภู่ ายในอบั สปอร์ทีอยใู่ ตใ้ บหรือทีกา้ นใบ เมือแก่เตม็ ทีอบั สปอร์ซึงเป็นถงุ เลก็ ๆ จะแตกออกและปลวิ ไปตามลม เมอื ตกในทีเหมาะกจ็ ะงอก เป็นตน้ ใหม่
65 2. สาหร่าย สาหร่ายเซลลเ์ ดียวสืบพนั ธุโ์ ดยการแบ่งตวั สาหร่ายหลายเซลล์ สืบพนั ธุโ์ ดยการ สร้างสปอร์หรือผสมระหว่างเซลลต์ วั ผแู้ ละเซลลต์ วั เมีย 3. เห็ด สืบพนั ธุโ์ ดยการสร้างสปอร์ สปอร์จะอยภู่ ายในริวหรือครีบใตส้ ่วนหวั ทคี ลา้ ย หมวก ส่วนทีเราเรียกดอกเห็ดนนั เป็นส่วนหนึงของตน้ เห็ด ทาํ หนา้ ทีสร้างสปอร์ ตน้ เห็ดจริงๆ เป็นเสน้ สายสี ขาว ๆ อยใู่ นสิงทีมนั อาศยั อยู่ สปอร์เมือแก่กจ็ ะปลิวไปยงั ทตี ่าง ๆ เมอื มีความชุ่มชืน อาหาร แสงแดด พอเหมาะกจ็ ะงอกเป็นตน้ เห็ด 4. รา สืบพนั ธุโ์ ดยการสร้างสปอร์ มลี าํ ตน้ เป็นเสน้ ใย รามีหลายสี เช่น สีสม้ , สีดาํ , สีเหลือง, สีเขียว 5. ยีสต์ มีการสืบพนั ธุ์สองแบบ เมือมีอาหารบริบูรณ์จะแตกหน่อเกิดตน้ ใหม่เมือมีอาหาร ฝืดเคืองจะสืบพนั ธุโ์ ดยการสร้างสปอร์ 1.5.2 โครงสร้างการทาํ งานระบบสืบพนั ธ์ุพชื มดี อก โครงสร้างและการทํางานของระบบสืบพนั ธ์ุของพชื มดี อก ดอกไมน้ านาชนิด จะเห็นวา่ นอกจากจะมีสีต่างกนั แลว้ ยงั มีรูปร่าง ขนาด และโครงสร้างของ ดอกแตกต่างกนั ดอกบางชนิดมกี ลีบดอกซอ้ นกนั หลายชนั บางชนิดมีกลีบดอกไมม่ ากนกั และมชี นั เดียว ดอกบางชนิดมีขนาดใหญ่มาก บางชนิดเลก็ เท่าเข็มหมุด นอกจากนีดอกบางชนิดมีกลินหอมน่าชืนใจ แต่บางชนิดมีกลนิ ฉุนหรือบางชนิดไม่มกี ลนิ ความหลากหลายของดอกไมเ้ หล่านีเกิดจากการทีพืชดอก มีวิวฒั นาการมายาวนาน จึงมีความหลากหลายทงั สี รูปร่าง โครงสร้าง กลิน ฯลฯ แต่ถึงแมจ้ ะมีความ แตกต่างกนั ดอกกท็ าํ หนา้ ทีเหมอื นกนั คือ เป็นอวยั วะสืบพนั ธุข์ องพชื
66 โครงสร้างของดอก ดอกไมต้ ่าง ๆ ถึงแมจ้ ะทาํ หน้าทีในการสืบพนั ธุเ์ หมือนกนั แต่ก็มีโครงสร้างแตกต่างกนั ไป ตามแต่ชนิดของพืช ดอกแต่ละชนิดมีโครงสร้างของดอกแตกต่างกนั ออกไป บางชนิดมีโครงสร้างหลกั ครบทงั ส่วน ซึงได้แก่ กลีบเลียง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตวั เมีย เรี ยกว่า ดอกสมบูรณ์ (complete flower) แต่ถา้ ขาดส่วนใดส่วนหนึงไปไมค่ รบ ส่วนเรียกว่า ดอกไม่สมบูรณ์ (incomplete flower) และดอกทีมีทงั เกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมียอย่ภู ายในดอกเดียวกนั เรียกว่า ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) ถา้ มีแต่เกสรเพศผหู้ รือเกสรเพศเมียเพียงอยา่ งเดียว เรียกว่า ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower) จากโครงสร้างของดอกยงั สามารถจาํ แนกประเภทของดอกไดอ้ ีก โดยพิจารณาจาก ตาํ แหน่งของรังไข่ เมอื เทียบกบั ฐานรองดอกซึงไดแ้ ก่ ดอกประเภททีมีรังไข่อย่เู หนือฐานรองดอก เช่น ดอกมะเขือ จาํ ปี ยีหุบ บัว บานบุรี พริก ถวั มะละกอ ส้มเป็ นตน้ และดอกประเภททีมีรังไข่อยู่ใต้ ฐานรองดอก เช่น ดอกฟักทอง แตงกวา บวบ ฝรัง ทบั ทิม กลว้ ย พลบั พลึง เป็ นตน้ ดอกของพืชแต่ละ ชนิดจะมีจาํ นวนดอกบนกา้ นดอกไม่เท่ากนั จึงสามารถแบ่งดอกออกเป็ น ประเภท คือ ดอกเดียว (solotary flower) และช่อดอก (inflorescences flower) ดอกเดยี ว หมายถงึ ดอกหนึงดอกทีพฒั นามาจากตาดอกหนึงตา ดงั นนั ดอกเดียวจึงมีหนึงดอก บนกา้ นดอกหนึงกา้ น เช่น ดอกมะเขือเปราะ จาํ ปี บวั เป็นตน้
67 ช่อดอก หมายถึง ดอกหลายดอกทีอยบู่ นกา้ นดอกหนึงกา้ น เช่น เขม็ ผกั บุง้ มะลิ กะเพรา กลว้ ย กล้วยไม้ ข้าวเป็ นต้น แต่การจัดเรี ยงตัว และการแตกกิงก้านของช่อดอกมีความหลากหลาย นกั วิทยาศาสตร์ใชล้ กั ษณะการจดั เรียงตวั และการแตกกิงกา้ นของช่อดอกจาํ แนกช่อดอกออกเป็น แบบต่าง ๆ ช่อดอกบางชนิดมีลกั ษณะคลา้ ยดอกเดียว ดอกยอ่ ยเกิดตรงปลายกา้ นช่อดอกเดียวกนั ไม่มี กา้ นดอกยอ่ ย ดอกยอ่ ยเรียงกนั อยบู่ นฐานรองดอกทีโคง้ นูนคลา้ ยหวั เช่น ทานตะวนั ดาวเรือง บานชืน บานไม่รู้โรย ดาวกระจาย เป็ นตน้ ช่อดอกแบบนีประกอบดว้ ยดอกย่อย ๆ ชนิด คือ ดอกวงนอกอยู่ รอบนอกของดอก และดอกวงในอยตู่ รงกลางดอก ดอกวงนอกมี ชนั หรือหลายชนั เป็ นดอกสมบูรณ์ เพศ หรือไม่สมบรู ณ์เพศกไ็ ด้ ส่วนมากเป็ นดอกเพศเมีย ส่วนดอกวงในมกั เป็ นดอกสมบูรณ์เพศมีกลีบ ดอกเชือมกนั เป็นรูปทรงกระบอกอยเู่ หนือรังไข่ การสร้างเซลล์สืบพนั ธ์ุของพชื ดอก การสร้างเซลลส์ ืบพนั ธุเ์ พศผขู้ องพชื ดอกจะเกิดขึนภายใน อบั เรณู (anther) โดยมีไมโครสปอร์ มาเทอร์เซลล์ (microspore mother cell) แบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิสได้ ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละเซลลม์ โี ครโมโซมเท่ากบั n หลงั จากนนั นิวเคลียสของไมโครสปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส ได้ นิวเคลียส คือ เจเนอเรทิฟนิวเคลียส (generative nucleus) และทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) เรียกเซลลใ์ นระยะนีว่า ละอองเรณู (pollen grain) หรือแกมโี ทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) ละออง เรณูจะมผี นงั หนา ผนงั ชนั นอกอาจมีผวิ เรียบ หรือเป็นหนามเลก็ ๆ แตกต่างกนั ออกไปตามแต่ละชนิด ของพืช เมอื ละอองเรณูแก่เต็มทีอบั เรณูจะแตกออกทาํ ใหล้ ะอองเรณูกระจายออกไปพร้อมทีจะผสมพนั ธุ์ ต่อไปได้ การสร้างเซลลส์ ืบพนั ธุเ์ พศเมียของพืชดอกเกิดขึนภายในรังไข่ ภายในรังไข่อาจมีหนึงออวุล (ovule) หรือหลายออวุล ภายในออวุลมีหลายเซลล์ แต่จะมเี ซลลห์ นึงทีมีขนาดใหญ่ เรียกว่า เมกะสปอร์ มาเทอร์เซลล์ (megaspore mother cell) มีจาํ นวนโครโมโซม n ต่อมาจะแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส ได้ เซลล์ สลายไป เซลล์ เหลือ เซลล์ เรียกว่า เมกะสปอร์ (megaspore) หลงั จากนนั นิวเคลียส ของเมกะสปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส ครัง ได้ นิวเคลยี ส และมไี ซโทพลาซึมลอ้ มรอบ เป็น เซลล์ เซลล์ อยตู่ รงขา้ มกบั ไมโครไพล์ (micropyle) เรียกวา่ แอนตแิ ดล (antipodals) ตรงกลาง เซลลม์ ี นิวเคลียส เรียก เซลล์โพลาร์นิวคลีไอ (polar nuclei cell) ด้านไมโครไพล์มี เซลล์ ตรงกลาง เป็ นเซลล์ไข่ (egg cell) และ ขา้ งเรียก ซินเนอร์จิดส์ (synergids)ในระยะนี เมกะสปอร์ไดพ้ ฒั นา มาเป็ นแกมีโทไฟต์ทีเรี ยกว่า ถุงเอ็มบริโอ (embryo sac) หรื อแกมีโทไฟต์เพศเมีย (female gametophyte)
68 การถ่ายละอองเรณู พืชดอกแต่ละชนิดมีละอองเรณูและรังไข่ทีมีรูปร่างลกั ษณะ และจาํ นวนทีแตกต่างกัน เมอื อบั เรณูแก่เตม็ ทีผนังของอบั เรณูจะแตกออก ละอองเรณูจะกระจายออกไปตกบนยอดเกสรตวั เมีย โดยอาศยั สือต่าง ๆ พาไป เช่น ลม นาํ แมลง สตั ว์ รวมทงั มนุษย์ เป็นตน้ ปรากฏการณ์ทีละอองเรณู ตกลงสู่ยอดเกสรตวั เมยี เรียกวา่ การถ่ายละอองเรณู (pollination) พชื บางชนิดทีเป็นพืชเศรษฐกิจ หรือพชื ทีใชบ้ ริโภคเป็นอาหาร ถา้ ปลอ่ ยใหเ้ กิดการถ่ายละออง เรณูตามธรรมชาติ ผลผลิตทีไดจ้ ะไม่มากนกั เช่น ทุเรียนพนั ธุช์ ะนีจะติดผลเพียงร้อยละ ส่วนพนั ธุ์ กา้ นยาวติดผลร้อยละ พชื บางชนิด เช่น สละ เกสรเพศผมู้ ีนอ้ ยมาก จึงทาํ ใหก้ ารถ่ายละอองเรณูเกิด ไดน้ อ้ ย นอกจากนียงั มปี ัจจยั หลายประการทีส่งผลใหก้ ารถา่ ยละอองเรณูไดน้ อ้ ย เช่น จาํ นวนของแมลง ทีมาผสมเกสร ระยะเวลาของการเจริญเติบโตเต็มทีของเกสรเพศเมีย และเกสรเพศผูไ้ ม่พร้อมกัน ปัจจุบนั มนุษยจ์ ึงเขา้ ไปช่วยทาํ ใหเ้ กิดการถา่ ยละอองเรณูไดม้ ากขึน เช่น เลียงผงึ เพอื ช่วยผสมเกสร ศึกษา การเจริญของละอองเรณู และออวลุ แลว้ นาํ ความรู้มาช่วยผสมเกสร เช่น ในทุเรียนการเจริญเติบโตของ อบั เรณูจะเจริญเต็มทีในเวลา . - . น. ชาวสวนกจ็ ะตดั อบั เรณูทีแตกเกบ็ ไว้ และเมือเวลาทีเกสร เพศเมยี เจริญเต็มที คือ ประมาณเวลา . น. เป็นตน้ ไป กจ็ ะนาํ พกู่ นั มาแตะละอองเรณูทีตดั ไวว้ างบน ยอดเกสรเพศเมีย หรือเมอื ตดั อบั เรณูแลว้ กใ็ ส่ถุงพลาสติก แลว้ ไปครอบทีเกสรเพศเมีย เมือเกสรเพศเมีย เจริญเตม็ ทีแลว้ การถา่ ยละอองเรณูจะเกิดไดด้ ี และในผลไมอ้ นื เช่น สละก็ใชว้ ธิ ีการเดียวกนั นี การปฏิสนธิซ้อน เมือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ทิวบ์นิวเคลียสของละอองเรณูแต่ละอนั จะสร้าง หลอดละอองเรณูดว้ ยการงอกหลอดลงไปตามกา้ นเกสรเพศเมียผา่ นทางรูไมโครไพลข์ องออวุล ระยะนี เจเนอเรทิฟนิวเคลยี สจะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิสได้ สเปิ ร์มนิวเคลียส (sperm nucleus) สเปิ ร์ม นิวเคลียสหนึงจะผสมกบั เซลลไ์ ข่ได้ไซโกต ส่วนอีกสเปิ ร์มนิวเคลียสจะเข้าผสมกับเซลลโ์ พลาร์ นิวเคลียสไอ ได้ เอนโดสเปิ ร์ ม (endosperm) เรี ยกการผสม ครัง ของสเปิ ร์มนิวเคลียสนีว่า การปฏสิ นธซิ ้อน (double fertilization) การเกดิ ผล ภายหลงั การปฏิสนธิ ออวุลแต่ละออวุลจะเจริญไปเป็ นเมล็ด ส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็ นผล มีผลบางชนิดทีสามารถเจริญมาจากฐานรองดอก ไดแ้ ก่ ชมพู่ แอปเปิ ล สาลี ฝรัง ผลของพืชบางชนิดอาจเจริญเติบโตมาจากรังไข่โดยไม่มีการปฏิสนธิ หรือมีการปฏิสนธิ ตามปกติแต่ออวุลไม่เจริญเติบโตเป็ นเมลด็ ส่วนรังไข่สามารถเจริญเติบโตเป็ นผลได้ เช่น กลว้ ยหอม องุ่นไมม่ เี มลด็
69 นกั พฤกษศาสตร์ไดแ้ บ่งผลตามลกั ษณะของดอกและการเกิดผลออกเป็น ชนิด ดงั นี 1. ผลเดยี ว (simple fruit) เป็นผลทีเกิดจากดอกเดียว หรือ ช่อดอกซึงแต่ละดอกมีรังไข่เพียง อนั เดียว เช่น ลนิ จี เงาะ ลาํ ไย ทุเรียน ตะขบ เป็นตน้ . ผลกลุ่ม (aggregate fruit) เป็ นผลทีเกิดจากดอกหนึงดอกซึงมีหลายรังไข่อย่แู ยกกนั หรือ ติดกนั กไ็ ด้ อยบู่ นฐานรองดอกเดียวกนั เช่น นอ้ ยหน่า กระดงั งา สตรอเบอรี มณฑา เป็นตน้ . ผลรวม (multiple fruit) เป็ นผลเกิดจากรังไข่ของดอกยอ่ ยแต่ละดอกของช่อดอกหลอม รวมกนั เป็นผลใหญ่ เช่น ยอ ขนุน หมอ่ น สบั ปะรด เป็นตน้ กจิ กรรม เรืองการสืบพนั ธ์ุของพชื ใหผ้ เู้ รียนแบ่งกล่มุ ทาํ กิจกรรมเกียวกบั การสืบพนั ธุข์ องพชื โดยเตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ ดงั นี วสั ดุอุปกรณ์ 1.นาํ 10 ซม.3 2. ดอกผกั บุง้ 1 ดอก 3. ดอกบวั หลวง 1 ดอก 4. ดอกกลว้ ยไม้ 1 ดอก 5. ดอกตาํ ลึง 1 ดอก 6. ใบมีดโกน 1 ใบ 7. กาวลาเท็กซ์ 1 ขวด 8. กระดาษวาดเขียนขนาด 20 ซม. X 30 ซม. 1 แผน่ 9. แวน่ ขยาย 1 อนั 10. กลอ้ งจุลทรรศน์ 1 กลอ้ ง 11. สไลด์ และกระจกปิ ดสไลด์ 1 ชุด 12. เข็มหมดุ 1 อนั 13. แท่งแกว้ 1 อนั 14. หลอดหยด 1 อนั หมายเหตุ การนาํ ดอกไมใ้ นขอ้ 2 - 5 ผเู้ รียนควรใส่ดอกไมใ้ นถุงพลาสติก พรมนาํ และรัด ปากถงุ เพือใหด้ อกไมส้ ดอยเู่ สมอ
70 วธิ ดี ําเนนิ การทดลอง 1. นาํ ดอกไมท้ ีเตรียมมา ไดแ้ ก่ ดอกผกั บุง้ ดอกบวั หลวง ดอกกลว้ ยไมแ้ ละดอกตาํ ลึง ออกมาแกะ แต่ละชนั ของดอก คือ กลบี เลียง กลีบดอก เกสรตวั ผู้ และเกสรตวั เมีย เพือสงั เกต และเปรียบเทียบลกั ษณะ บนั ทึกผลการทดลอง 2. พจิ ารณาลกั ษณะของอบั ละอองเรณูของดอกไมแ้ ต่ละชนิด จากนันจึงใชป้ ลายเข็ม หมุดเขียอบั ละอองเรณูของดอกไม้แต่ละชนิดเพือให้ละอองเรณูตกลงไปใน กระจกสไลดแ์ ละหยดนาํ ลงไป 1 หยด นาํ แท่งแกว้ ขยใี หล้ ะอองเรณูแตกออก ส่องดู ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ 3. นาํ เกสรตวั เมยี มาผา่ ตามยาวดว้ ยมดี สงั เกตรังไข่และออวุลทีอยภู่ ายใน โดยใชแ้ วน่ ขยาย พร้อมทงั วาดรูปสิงทีสงั เกตพบ หมายเหตุ การแกะส่วนประกอบของดอกแต่ละชนั พยายามใหห้ ลุดออกมาเป็ นวงอยา่ ให้แต่ละชินหลุด ออกจากกนั ตารางบนั ทึกผล ส่ วนประกอบของดอก ดอก ดอกบัวหลวง ดอกกล้วยไม้ ดอกตาํ ลงึ ผกั บ้งุ กลีบเลยี ง กลีบดอก เกสรตวั ผู้ - อบั ละอองเรณู - ละอองเรณู ( จากกลอ้ งจุลทรรศน์ )
71 เรืองที 2 การดาํ รงชีวติ ของสัตว์ 2.1 โครงสร้างและการทํางานของระบบต่าง ๆ ของสัตว์ 2.1.1. ระบบหายใจในสัตว์ สตั วต์ ่าง ๆ จะแลกเปลยี นก๊าซกบั สิงแวดลอ้ มโดยกระบวนการแพร่ (Diffusion) โดยสตั วแ์ ต่ละชนิดจะมี โครงสร้างทีใชใ้ นการแลกเปลยี นก๊าซทีเหมาะสมกบั การดาํ รงชีวติ และสิงแวดลอ้ มต่างกนั รูปแสดงระบบหายใจของสัตว์ชนิดต่าง ๆ
72 ชนิดของสัตว์ โครงสร้างทีใช้ในการแลกเปลยี นก๊าซ . สตั วช์ นั ตาํ เช่น ไฮดรา - ไม่มีอวยั วะในการหายใจโดยเฉพาะ การแลกเปลียนก๊าซใช้ แมงกะพรุน ฟองนาํ พลานาเรีย . สตั วน์ าํ ชนั สูง เช่น ปลา กุง้ ปู เยอื หุม้ เซลลห์ รือผวิ หนงั ทีชุ่มชืน หมึก หอย ดาวทะเล - มีเหงือก (Gill) ซึงมีความแตกต่างกนั ในด้านความซบั ซอ้ น . สตั วบ์ กชนั ตาํ เช่น ไสเ้ ดือนดิน แต่ทาํ หนา้ ทีเช่นเดียวกนั (ยกเว้นสัตว์ครึงบกครึงนาํ ในช่วงที เป็ นลูกอ๊อดซึงอาศัยอยู่ในนาํ จะหายใจด้วยเหงือก ต่อมา . สตั วบ์ กชนั สูง มี ประเภท คือ เมือโตเป็นตวั เตม็ วัยอย่บู นบก จึงจะหายใจด้วยปอด) . แมงมุม - มีผวิ หนงั ทีเปี ยกชืน และมีระบบหมุนเวียนเลือดเร่งอตั ราการ แลกเปลยี นกา๊ ซ . แมลงต่าง ๆ - มีแผงปอดหรื อลงั บก (Lung Book) มีลักษณะเป็ นเส้นๆ . สตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั ยนื ออกมานอกผวิ ร่างกาย ทาํ ใหส้ ูญเสียความชืนไดง้ ่าย - มีท่อลม (Trachea) เป็ นท่อทีติดต่อกบั ภายนอกร่างกายทาง รูหายใจ และแตกแขนงแทรกไปยงั ทุกส่วนของร่างกาย - มีปอด (Lung) มีลกั ษณะเป็นถุง และมีความสมั พนั ธก์ บั ระบบ หมุนเวยี นเลือด 2.1.2. ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบย่อยอาหารของสัตว์ . การย่อยอาหารในสัตว์มกี ระดูกสันหลงั สัตว์มีกระดูกสันหลงั ทุกชนิด เช่น ปลา กบ กิงก่า แมว จะมีระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ ซึงทางเดินอาหารของสตั วม์ ีกระดกู สนั หลงั ประกอบดว้ ย ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาํ ไสเ้ ลก็ ทวารหนกั
73 รูปแสดงทางเดินอาหารของววั . การยอ่ ยอาหารในสตั วไ์ ม่มีกระดูกสนั หลงั . การยอ่ ยอาหารในสตั วท์ ีไมม่ กี ระดกู สนั หลงั ทีมที างเดินอาหารไมส่ มบรู ณ์
74 รูปแสดงระบบย่อยอาหารของสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลงั ทมี ที างเดนิ อาหารไม่สมบูรณ์ ชนิดของสัตว์ ลกั ษณะทางเดินอาหารและการย่อยอาหาร . ฟองนาํ - ยงั ไมม่ ีทางเดินอาหาร แต่มีเซลลพ์ เิ ศษอยผู่ นงั ดา้ นในของฟองนาํ เรียกว่า เซลลป์ ลอกคอ (Collar Cell) ทาํ หนา้ ทีจบั อาหาร แลว้ สร้าง แวคิวโอลอาหาร (Food Vacuole) เพือยอ่ ยอาหาร . ไฮดรา แมงกะพรุ น ซีแอนนี - มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ มีปาก แต่ไม่มีทวารหนัก อาหาร โมนี จะผ่านบริเวณปากเข้าไปในช่องลาํ ตวั ทีเรียกว่า ช่องแกสโตร วาสคิวลาร์ (Gastro vascular Cavity) ซึงจะยอ่ ยอาหารทีบริเวณ ช่องนี และกากอาหารจะถกู ขบั ออกทางเดิมคือ ปาก . หนอนตวั แบน เช่น พลานาเรีย - มที างเดินอาหารไมส่ มบูรณ์ มีช่องเปิ ดทางเดียวคือปาก ซึงอาหาร พยาธิใบไม้ จะเขา้ ทางปาก และยอ่ ยในทางเดินอาหาร แลว้ ขบั กากอาหารออก ทางเดิมคือ ทางปาก
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190