Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศาสนาสากล e-book

ศาสนาสากล e-book

Published by อนุสรา นิโรรัมย์, 2022-03-18 12:31:15

Description: ศาสนาสากล e-book

Search

Read the Text Version

ศาสนาพุทธ ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย คนไทยแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับถือทั้ง ศาสนาพราหมณ์ และพุทธศาสนา โดยได้รับอิทธิพลจากขอม พุทธศาสนา เองมีทั้งนิกายมหายาน และหินยาน (เถรวาท) ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช พุทธศาสนาฝ่ายหินยาน ลัทธิลังกาวงศ์ ได้เข้ามาแพร่หลาย จน กระทั่งความนิยมในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานค่อยๆ หายไป พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมานับแต่กรุง สุโขทัยมาจนกระทั่งถึงกรุง รัตนโกสินทร์ และใน รัชกาลที่ ๓ ได้เกิดแบ่งแยกออกเป็นสองนิกาย คือ มหานิกาย ซึ่งเป็นนิกายดั้งเดิม และธรรมยุติกนิกาย โดยผู้ก่อตั้งธรรมยุ ติกนิกาย คือ พระวชิรญาณภิกขุ ซึ่งต่อมาได้ทรงลาผนวช เสด็จขึ้นครอง ราชย์เป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีวัดบวร นิเวศวิหาร เป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุต จำนวนพระสงฆ์สามเณรในมหานิกายมีอยู่ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูป และมี วัดอยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ แห่ง ในธรรมยุติกนิกายมีพระสงฆ์ และสามเณร ประมาณ ๒๑,๕๐๐ รูป มีวัดอยู่ ประมาณ ๒,๒๐๐ แห่ง แม้ว่าคณะสงฆ์จะมีสองนิกาย แต่ก็เป็นเรื่องของคณะสงฆ์เท่านั้น ประชาชนทั่วไปก็ยังปฏิบัติศาสนาเหมือนเดิม โดยไม่มีการแบ่งสังกัด และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ก็ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภก พุทธศาสนามีบทบาทอย่างสำคัญต่อสังคมไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนประมาณร้อยละ ๙๕ นับถือพุทธศาสนา ศาสนามีส่วนสำคัญในวิถี ชีวิต การประพฤติปฏิบัติของแต่ละคน ของครอบครัว และของสังคม พุทธ ศาสนาเป็นพื้นฐานของการจัดระเบียบสังคมในสมัยก่อน กฎหมายตราสาม ดวง ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ของกรุงรัตนโกสินทร์ มีพุทธศาสนาเป็นรากฐาน วัดเป็นโรงเรียน เป็นที่ฝึกอบรมบ่มนิสัยลูกหลานของชาวบ้าน และเป็นที่ พึ่งพิง ที่พบปะประชุม ที่จัดงาน ที่พักคนเดินทาง ที่รื่นเริงจัดงานเทศกาล ต่างๆ เป็นศูนย์กลางศิลปกรรม เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวรรณกรรม นอกนั้น ยังเป็นที่พยาบาลคนเจ็บป่วย เพราะในวัดหลายแห่ง พระสงฆ์มีความรู้เป็นหมอยาอีกด้วย

นับแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มี การปฏิรูปสังคม เริ่มมีการสร้างโรงเรียน ทั้งของรัฐ และของราษฎร์ มีการ เรียนการสอนที่แตกต่างไปจากโรงเรียนวัดในอดีต โรงเรียนหลายแห่งเริ่มแยก ออกมาจากวัด จนกระทั่งออกมาเกือบหมดในปัจจุบัน บทบาทของพุทธศาสนาในสังคมไทย ก็เปลี่ยนแปลงไป พระสงฆ์ทำหน้ าที่หลัก ในการสั่งสอนชาวบ้าน และพิธีกรรมต่างๆ แต่นับวันสังคมเริ่มมีสิ่งต่างๆ มา ทดแทนบทบาทเดิมของวัดและพระสงฆ์ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ได้มีพระสงฆ์หลายรูปที่เริ่มช่วย งานพัฒนาสังคม เช่น ครูบาศรีวิชัย ผู้ซึ่งได้นำชาวบ้านสร้างถนน จากตัวเมือง เชียงใหม่ ขึ้นไปดอยสุเทพ เป็นระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร โดยไม่ต้อง เสียงบประมาณเลย ชาวบ้านร่วมมือร่วมแรงกันทำ เมื่อมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ ทุกวันนี้มีพระสงฆ์จำนวนไม่น้ อย ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม และ ชุมชน ช่วยเหลือให้ชาวบ้านสามารถรวมตัวกัน และช่วยเหลือตนเอง แบ่งปัน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ประยุกต์ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมให้เหมาะ สม เช่น การทำนาร่วมกัน แล้วนำข้าวที่ได้ไปก่อตั้งสหบาลข้าว หรือธนาคาร ข้าว เพื่อช่วยเหลือคนยากจน ในพุทธศาสนาเองก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่ก่อนพระสงฆ์จะเทศน์ โดยการอ่านจากใบลาน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านพุทธทาสภิกขุแห่ง สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ริเริ่มปฐกถาธรรม เทศน์โดยใช้ภาษาธรรมดา ทำให้ผู้คนได้รับรู้พระธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจาก นั้น ท่านยังได้ก่อตั้งสวนโมกข์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยใช้วัดร้างแห่งหนึ่งให้เป็น ที่สงบ เพื่อการศึกษา และปฏิบัติธรรม นอกจากการใช้ภาษาธรรมดาแล้ว ท่าน ยังใช้สื่อต่างๆ เพื่อช่วยให้คนเข้าถึงพระธรรมง่ายยิ่งขึ้น เช่น ภาพวาดปริศนา ธรรม และศิลปกรรมต่างๆ ท่านพุทธทาสภิกขุเน้ นการใช้ปัญญา ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายสำนักสงฆ์ และวัด ที่ริเริ่มแนวทางปฏิรูปศาสนา บ้างก็เน้ นศีล โดยเน้ นการปฏิบัติที่ เคร่งครัด บ้างก็เน้ นสมาธิ โดยการฝึกสมาธิ บางแห่งก็เน้ นการทำวิปัสสนา กรรมฐาน หรือการทำสมาธิ โดยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อศาสนา การปฏิบัติ ศาสนาในเมืองเปลี่ยนไป วัดหลายแห่งในชนบทขาดพระสงฆ์ จำนวนพระสงฆ์ที่ บวชนาน หรือตลอดชีวิตมีน้ อยลง แต่ผู้บวชระยะสั้น หรือระหว่างเข้าพรรษายังมี อยู่มาก งานบุญประเพณี และพิธีกรรมใหญ่ๆ ซึ่งเคยมีเป็นประจำเกือบทุกเดือน ก็ลดน้ อย ลง ผู้คนในชนบทออกจากหมู่บ้านไปทำงานในเมือง และในถิ่นอื่นมากขึ้น จึงไม่ สามารถจัดงานได้เหมือนเมื่อก่อน ฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนก็ลำบากมาก ขึ้น มีการใช้จ่ายเงิน และเป็นหนี้เป็นสินกันมาก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีผลอ ย่างสำคัญ ต่อวิถีชีวิตทางศาสนาของทุกศาสนาก็ว่าได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งจะเห็นว่า ความยากลำบากในสังคมปัจจุบัน ทำให้ผู้คนจำนวน ไม่น้ อยหันหลังเข้าพึ่งศาสนามากยิ่งขึ้น หลายคนไปบวช เพื่อหาความสงบทาง จิตใจ หลบจากความวุ่นวาย เพื่อแสวงหาชีวิตที่เรียบง่าย หรือฝึกสมาธิระยะหนึ่ง เพื่อจะออกมาเผชิญกับปัญหาต่างๆ หลายคนไปทำบุญที่วัด หรือไปทำสมาธิ เท่าที่ เวลา และเงื่อนไขจะทำได้ ครูบาศรีวิชัย พระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ อินทปัญโญ พิธีอุปสมบท

ศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลสามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๑๑๕๔ ในคาบสมุทรอาหรับ แล้วเผยแพร่ไปสู่ ทวีปยุโรป มาที่อินเดีย และหมู่เกาะชวา เข้ามาประเทศไทยทางทิศตะวันตก ผ่านบังคลาเทศ พม่า จากทิศเหนือเข้ามาทางภาคใต้ของจีน และทางทิศใต้ผ่าน มาเลเซีย โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเข้ามาอีกจำนวนมาก ตั้งแต่ยุค ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา นครนายก และปทุมธานี ที่ทราบกันดีว่า เป็นเขตที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดคือ สี่จังหวัดทาง ภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล นอกนั้นส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัด ใกล้เคียง คือ สงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต เป็นต้น ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ ประมุข สูงสุดของชาวมุสลิมในประเทศไทยเรียกว่า จุฬาราชมนตรี ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ แต่งตั้ง ในชุมชนชาวมุสลิมจะมีผู้นำศาสนา มีโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับเด็ก มีสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา เรียกว่า สุเหร่า หรือมัสยิด ศาสนาอิสลามถือว่า กฎเกณฑ์ทางศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ไม่ได้แยกชีวิตทางศาสนาออกจากทางโลก จึงมีกฎระเบียบต่างๆ อย่างละเอียด มีข้อห้ามจำนวนมาก เช่น ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ที่ตายเอง หรือถูกสัตว์อื่น กัดตาย ห้ามรับประทานเลือดทุกชนิด เนื้อสุกร ห้ามกินสัตว์ที่จับสัตว์อื่นเป็น อาหาร เช่น เสือ หมา ลิง หรือจับด้วยอุ้งเล็บ เช่น นกอินทรี เหยี่ยว นกเค้าแมว อีกา นอกนั้นยังรังเกียจอาหารประเภทดองต่างๆ เช่น ปลาร้า ปลา เจ่า กะปิ บูดู ห้ามดื่นของเมาทุกชนิด รวมทั้งยาเสพติด เช่น ฝิ่น เฮโรอีน ห้าม เล่นการพนันทุกรูปแบบ ซื้อขายสลากกินแบ่ง หรือหวย ในเรื่องการค้าขาย ศาสนาอิสลามห้ามการคดโกงทุกชนิด ให้ค้าขายอย่างเปิด เผย ห้ามผูกขาด กดราคา โกงราคา กักตุนสินค้า ห้ามเอาดอกเบี้ยเงินกู้ ห้าม สบถสาบาน หรือกล่าวเท็จ เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่า ศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติ ข้อห้าม และหลักปฏิบัติ สำหรับการ ดำเนินชีวิต ให้ชาวมุสลิมใช้เป็นแนวทาง ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอนเลยทีเดียว การปฏิบัติศาสนกิจเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต ประจำวัน ศาสนกิจสำคัญมีอยู่ ๕ ข้อ ดังนี้ ๑. การนมาซ (ละหมาด) เป็นการแสดงความคารวะต่อพระผู้เป็นเจ้าวันละ ๕ เวลา คือ เวลาย่ำรุ่ง ก่อน ตะวันทอแสง (อัลซุบฮิ) เวลาตะวันคล้อย (อัลดุฮ์ริ) เวลาบ่าย (อัลอัซริ) เวลา พลบค่ำ (อัลมักริบ) และเวลากลางคืน (อัลอิชาอฺ) ๒. การถือศีลอด คือ การเว้นจากการดื่ม กิน และการร่วมสังวาส ตั้งแต่รุ่งสางจนพลบค่ำ ตลอด จนละเว้นความคิดร้าย วาจาหยาบคาย นินทาผู้อื่น การแสดงความโกรธ ความ โลภ ความหลงต่างๆ เป็นการฝึกจิตใจให้มีความอดทน และรู้จักเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่ การถือศีลอดนี้ กระทำในเดือนรอมฎอน โดยนับเดือนตามจันทรคติ (พ.ศ.2538 ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์) เป็นเวลาหนึ่งเดือน ผู้ที่ได้รับการยกเว้น คือ ผู้ทำงาน หนัก คนชรา คนเจ็บ เด็ก หญิงมีครรภ์ แม่ลูกอ่อน ๓. การบำเพ็ญฮัจญ์ คือ การเดินทางไปบำเพ็ญศาสนกิจ ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ๔. การจ่ายซะกาต หรือการจ่ายทาน เป็นการจ่ายตามศาสนบัญญัติ จากที่มีเกินจำเป็นในครอบครัว ทั้งทรัพย์สินเงินทอง และอาหาร เพื่อให้แก่คนยากจน คนขัดสนต่างๆ ซึ่งมี กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องจ่ายในอัตราเท่าใดของรายได้ของแต่ละคน ๕. วัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของมุสลิม จะต้องผูกพันอยู่กับความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ศาสนา ตั้งแต่การทำพิธีนมาซในตอนรุ่งเช้า เมื่อตื่นนอน จนนมาซครั้งที่ ๕ เมื่อ ก่อนเข้านอน ในการรับประทานอาหาร หรือปฏิบัติงาน การปฏิบัติตนต่อสมาชิก ในครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่ศาสนาได้กำหนดไว้ ชาวมุสลิมเชื่อว่า อิสลามเป็นศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ทรงบัญญัติแก่ นบี (ศาสดา) เพื่อสั่งสอนมนุษย์ ตั้งแต่มีโลกมนุษย์มา โดยมี นบีมูฮัมมัด เป็น นบีองค์สุดท้าย อิสลาม มีความหมายว่า การนอบน้ อมตน ตามพระประสงค์พระผู้เป็นเจ้า ที่มุ่ง ให้มนุษย์ทำความดี และละเว้นความชั่ว ตามหลักการที่พระองค์ทรงสั่งสอนทาง ศาสดา

อัล-กุรอาน คือ คัมภีร์ของอิสลาม ศรัทธาของอิสลามมี ๖ ประการ คือ ๑. ศรัทธาในความเป็นเอกของพระผู้เป็นเจ้า ๒. ศรัทธาในเทวดา (อัลมาลาอิกะฮ์) ของพระผู้เป็นเจ้า ๓. ศรัทธาในคัมภีร์ (อัล-กุรอาน) ของพระผู้เป็นเจ้า ๔. ศรัทธาในนบี (นบีมูฮัมมัด) (ผู้ ประกาศข่าว) และผู้สื่อสารของพระผู้เป็น เจ้า ๕. ศรัทธาในวันสิ้นโลก ๖. ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้ มัสยิดกลางนราธิวาส มัสยิดในชุมชนมุสลิม การละหมาดของชาวมุสลิมเพื่อเป็นการแสดง ความคารวะต่อพระผู้เป็นเจ้า

ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์กำเนิดขึ้นมา โดยพระเยซูทรงเป็นศาสดา ตั้งแต่ปีคริสต์ศักราชที่ ๑ แต่ชาวคริสต์เชื่อว่า ศาสนาคริสต์มีมาตั้งแต่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกและ มนุษย์ เหตุการณ์ก่อนกำเนิดของพระเยซู จึงเป็นการเตรียมการเสด็จมาของ พระองค์ ซึ่งชาวคริสต์เรียกว่า พระผู้ไถ่ (Redeemer) คือ ทรงมาไถ่กู้มนุษย์ให้ พ้นจากบาป อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ศาสนาคริสต์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอิสราเอล แล้วเผยแผ่ไปในยุโรป กลายเป็น ศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๔ จากนั้นได้แพร่หลาย ออกไปทั่วโลกในยุคอาณานิคม นับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา ศาสนาคริสต์มี ๓ นิกายใหญ่ๆ คือ นิกายโรมันคาทอลิก มีพระสันตะปาปาเป็น ประมุข มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม นิกายออร์ธอดอกซ์ ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ ยุโรปตะวันออก และนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นนิกายต่างๆ อีก จำนวนมาก อยู่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และทั่วโลก ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก ประมาณกลาง คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ เมื่อมิชชันนารี หรือหมอสอนศาสนา เข้ามาจากมะละกา เพื่อเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับทหารโปรตุเกส แต่ก็อยู่เพียงระยะเวลาอันสั้น และ ไม่ประสบผลสำเร็จ มิชชันนารีกลับมาอีกครั้งหนึ่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ใน รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศส บาทหลวง ซึ่งเป็นมิชชันนารีส่วนหนึ่ง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าประจำอยู่ในพระราช สำนัก เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ เช่น การแพทย์ ดาราศาสตร์ เป็นต้น มิชชันนารีได้ก่อตั้งสถานพยาบาล เพื่อให้บริการแก่คนทั่วไป และตั้งโรงเรียน เพื่อฝึกอบรมคนที่จะบวชเป็นบาทหลวง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้เริ่มงาน ทั้งสองด้านนี้ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีมิชชันนารี ซึ่งเป็นคณะนักบวช ทั้ง ชายและหญิงเข้ามาสนับสนุน เช่น คณะเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นบราเดอร์ หรือ ภราดา เข้ามาช่วยบริหารงานโรงเรียนอัสสัมชัญในเบื้องต้น แล้วจึงรับมาดำเนิน การเอง พร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนในเครืออัสสัมชัญ เซนต์คาเบรียล ขึ้นมาอีก หลายแห่ง คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร์ เป็นนักบวชหญิง ที่เรียกว่า ซิสเตอร์ หรือ มาเซอร์ หรือมาแมร์ หรือภคินี คณะนี้ได้เข้ามาช่วยงานศาสนา และได้ก่อตั้ง โรงเรียนในเครือคอนแวนต์ คือ ซางตาครูซ คอนแวนต์ เซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ เซนต์ฟรัง ซิสซาเวียร์ คอนแวนต์ อัสสัมชัญ คอนแวนต์ เป็นต้น คณะอูรซูลิน เข้ามาตั้งโรงเรียนในเครือมาแตร์เดอีวิทยาลัย เช่น เรยีนาเชลี ที่เชียงใหม่ และ อื่นๆ ที่กรุงเทพฯ นอกนั้น ยังมีโรงเรียนของคณะซาเลเซียน ในเครือดอนบอสโก ทั้งหมด เช่น เซนต์ดอมินิก และโรงเรียนหลายแห่งในต่างจังหวัด

นอกจากโรงเรียน ยังมีโรงพยาบาลหลายแห่ง ที่พัฒนาขึ้นมาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โรงพยาบาลคามิลเลียน การให้บริการแก่คนพิการ คนโรคเรื้อน เด็กกำพร้า และงานทางสังคมต่างๆ ชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยแบ่งเขตการปกครองทางศาสนา เป็น ๑๐ เขต คือ กรุงเทพฯ ราชบุรี จันทบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ท่าแร่-หนองแสง (สกลนคร) อุบลราชธานี อุดรธานี นครราชสีมา มีประมุขสูงสุดของแต่ละเขต เรียกว่า ประมุขมิสซัง หรือที่ชาวคาทอลิกเรียกว่า พระสังฆราช (Bishop) ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ชาวคริสต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอพยพมาจากที่อื่น คือ ลาว เขมร เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และชาวโปรตุเกส ตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกัน ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจัดหาที่ให้ เช่น ที่บางรัก สามเสน ตลาด น้ อย (ใกล้เยาวราช) และฝั่งธนบุรีแถววัดกุฎีจีน เป็นต้น ชุมชนคาทอลิกเหล่านี้ มีมิชชันนารีเป็นผู้นำ มีการดูแลเหมือนพ่อแม่ดูแลลูก ทางด้านการปกครองทางศาสนา ศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ขึ้นต่อ ศูนย์กลางศาสนานี้ที่นครวาติกัน ซึ่งมีสถานภาพเป็นรัฐอิสระ มีพระสันตะปาปา เป็นประมุข มีทูตวาติกันประจำประเทศไทย กิจวัตรของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศ ก็เช่นเดียวกับประเท ศอื่นๆ คือ มีบัญญัติ ๑๐ ประการเป็นหลัก ไปโบสถ์ เพื่อร่วมพิธีมิสซา ในวัน อาทิตย์มีพิธีกรรมตามเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น วันคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติ ของพระเยซู วันปาสกา เพื่อระลึกวันสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพของ พระองค์ เทศกาลถือศีลอดของคาทอลิกเรียกว่า เทศกาลมหาพรตเป็นเวลา ๔๐ วันก่อนถึงปาสกา ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนด์เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อบาทหลวงชาวเยอรมัน ชื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ ได้ทำการประท้วงแนวคิด และวิธีการดำเนินงานภายในศาสนา คริสต์โรมันคาทอลิกในศตวรรษที่ ๑๗ เป็นเหตุให้ท่านถูกขับออกจากศาสนจักร และเริ่มก่อตั้งนิกายใหม่ขึ้น เรียกว่า ลูเธอรัน ต่อมาได้เกิดมีนิกายอื่นๆ ขึ้นอีก จำนวนมาก เช่น อังกลิกัน ที่อังกฤษ คัลวินิสต์ ที่สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส เพ รสไบทีเรียน แบ็พทิสต์ และอื่นๆ ที่สหรัฐอเมริกา ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เข้ามาในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.๑๘๒๘ (พ.ศ. ๒๓๗๑) โดยมิชชันนารีชาวอเมริกันสองท่าน ซึ่งตั้งใจจะไปเผยแผ่ศาสนาที่ เมืองจีน แต่แวะประเทศไทยก่อน เพราะได้ข่าวว่า มีคนจีนที่ประเทศสยามจำนวน มาก ทั้งสองได้ให้ชาวจีนผู้หนึ่งแปลพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งเรียกว่า พระกิตติคุณ จากนั้นมิชชันนารีทั้งสองท่านได้ขอร้องไปยังคณะกรรมาธิการอเมริกัน (The American Board of Commissioners for Foreign Missions หรือ ABCFM) ให้ ส่งคนมาช่วย

หลังจากนั้นไม่กี่ปี ก็มีอีกคณะหนึ่งเข้ามา คือ คณะธรรมการอเมริกันแบ็พทิสต์ (The American Baptist Missions หรือ ABM) คณะนี้ได้สานต่องานแปลพระ คัมภีร์เป็ นภาษาไทยจนสำเร็จ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๓๕ มีคณะกรรมการธรรมการฝ่ายต่างประเทศ (Board of Foreign Missions หรือ BFM) และคณะธรรมการอเมริกันเพรสไบทีเรียน (The American Presby- terian Missions หรือ APM) ในจำนวนนี้มี ครอบครัวของนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งคนไทยรู้จักชื่อเสียง ของท่าน ในนามหมอบรัดเลย์ นอกนั้นมีครอบครัว ศาสนาจารย์เจมส์ แคสเวลล์ ผู้ซึ่งเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ ให้เจ้าฟ้ ามงกุฎ ขณะที่ทรง ผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็น พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หมอบรัดเลย์นั้นได้ตั้งโอสถศาลา เพื่อรักษาโรคต่างๆ ให้กับผู้คนทั่วไป รวมทั้ง การผ่าตัด การทำคลอด โดยเฉพาะการปลูกฝีกันไข้ทรพิษ นอกนั้นท่านยังได้ บุกเบิกงานด้านหนังสือพิมพ์ โดยออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของเมืองไทย คือ บางกอกรีคอร์เดอร์ เพื่อเผยแพร่ข่าวสารไปยังคนชั้นสูงในสังคมไทย โดยท่าน รับหน้ าที่เป็นบรรณาธิการ ในระยะเริ่มแรกนั้น ได้มีมิชชันนารีอีกหลายครอบครัวที่เดินทางเข้ามาสมทบ มี การก่อตั้งโรงเรียนสอนเป็นภาษาจีนขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๔๙ และเปลี่ยนมา สอนเป็นภาษาไทย ในปี ค.ศ. ๑๘๖๐ คือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ในระยะเริ่มต้นนั้นได้มีการบุกเบิกการเผยแผ่ศาสนาในภาคเหนือ ตั้งแต่ พิษณุโลกไปถึงภาคใต้ของจีน และต่อมามีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่เชียงใหม่ มีการ ก่อตั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล เช่น โรงเรียนปรินซ์รอยัล มหาวิทยาลัยพายัพ และโรงพยาบาลแมคคอร์มิค เป็นต้น เนื่องจากโปรเตสแตนต์ในเมืองไทยมีหลายนิกาย จึงได้มีการรวมตัวกันขึ้น หลายรูปแบบ จนกระทั่งเป็นสภาคริสต์จักรในประเทศไทย (The Church of Christ in Thailand หรือ CCT) ในปี ค.ศ. ๑๙๔๓ สภาคริสต์จักรในประเทศไท ยมีบทบาทอย่างมากในการริเริ่มการบริการสังคม การศึกษา การแพทย์ การพิมพ์ การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาต่อๆ มา ปัจจุบันมีชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน คนทั่วไปเรียกชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ว่า คริสเตียน หรือโปรเตสแตนต์ และนิกายโรมันคาทอลิกว่า คริสตัง หรือคาทอลิก

การนมัสการพระเจ้า การร่วมพิธีมิสซา วันอาทิตย์ภายในอาสน วิหารอัสสัมชัญบางรัก กรุงเทพมหานคร พิธีระลึกถึงญาติพี่น้อง ผู้ล่วงลับในสุสาน ณ โบสถ์นักบุญเปโตร อำเภอ สามพราน จังหวัดนครปฐม

ศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู คำว่า พราหมณ์ หมายถึง คนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ทางวิทยาการเกี่ยวกับ หลักดำเนินชีวิตตามแนวทางศาสนา หรือแนวพิธีกรรมต่างๆ ทำหน้ าที่เป็นครูบา อาจารย์ และพิธีกรรมต่างๆ ตลอดจนดูฤกษ์ดูยามในพิธีหลวง และพิธีราษฎร์ ชาวอินเดียที่เป็นพราหมณ์เข้ามาในประเทศไทย ก่อนสมัยสุโขทัย โดยผ่านมา ทางเขมร ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา และทางใต้ ศาสนาพราหมณ์คือ ศาสนาฮินดู ดั้งเดิม ชาวอินเดียได้เข้ามาพร้อมกับศาสนาฮินดู โดยเฉพาะในสมัยกรุง รัตนโกสินทร์นี้ คัมภีร์ดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ คัมภีร์พระเวท แปลว่า ความรู้มาจาก พระเจ้า พระผู้ประเสริฐ คือ พรหม คัมภีร์พระเวทจึงเป็นคำสอนของพระเจ้า มี เทพเจ้าทั้งหลายเป็นที่เคารพนับถือ เช่น พระอัคนีเทพ พระอินทรเทพ พระอัศวิน เทพ สาวิตรีเทพ สุริยเทพ วรุณเทพ อุสาเทพ โสมเทพ วิษณุเทพ เป็นต้น ชาว ฮินดูเลือกบูชาเทพองค์หนึ่งองค์ใด ที่ตนเองเคารพนับถือเป็นพิเศษ ในประเทศไทยมีเทวสถานโบสถ์พราหมณ์หลายแห่ง เช่น โบสถ์พระอิศวร โบสถ์ พระพิฆเนศ โบสถ์พระนารายณ์ โบสถ์เทพมณเฑียร โบสถ์พระแม่อุมาเทวี วัด วิษณุ เป็นต้น ทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร หลายแห่งก่อตั้งมาตั้งแต่ต้นกรุง รัตนโกสินทร์ พราหมณ์มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรม ทั้งของหลวง และของราษฎร์ ในพระราช พิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น นอกนั้นมีพิธี ซึ่งราษฎร์ ทั่วไปก็กระทำ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีให้ โดยเฉพาะพิธีที่เกี่ยวกับขวัญ เช่น พิธีทำขวัญเดือนโกนผมไฟ พิธีโกนจุก พิธีสมรส พิธีศพ พิธีตั้งศาลพระภูมิ เป็ นต้น พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเอง มีอยู่ประจำเกือบทุกเดือน นอกนั้นก็มีการ ประกอบศาสนกิจเป็นประจำทุกวัน ด้วยการสวดมนต์การบูชาพระเจ้า โดยการ ร้องเพลงสดุดีพระองค์ ชาวฮินดูถือว่า ดนตรี การขับร้อง และการเต้นรำ เป็นสิ่งที่ พระเจ้าทรงโปรดปรานเป็ นพิเศษ ชาวฮินดูซึ่งเข้ามาในประเทศไทยระยะร้อยปีเศษมานี้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า จึงทำ มาค้าขายในสังคม เหมือนพ่อค้าทั่วไปเป็นหลัก

เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ พระราชพิธีตรียัมปวาย พระราชพิธีตรียัมปวาย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook