หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ๑ หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๒ หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี ๓ สขุ ศกึ ษา หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๕ หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๖ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๗ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๔ กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ุขศกึ ษาและพลศึกษา หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๔ หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ๘ ๑_หลกั สตู รวิชาสุขศกึ ษา ๒_แผนการจัดการเรียนรู้ ๓_PowerPoint_ประกอบการสอน ๔_Clip ๕_ใบงาน_เฉลย ๖_ข้อสอบประจาหนว่ ย_เฉลย ๗_การวัดและประเมินผล ๘_เสริมสาระ ๙_สอ่ื เสริมการเรยี นรู้ บรษิ ัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com
๑หน่วยการเรียนรู้ท่ี การทางานของระบบผิวหนงั ระบบกระดกู และระบบกลา้ มเนื้อ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ • อธิบำยกระบวนกำรสรำ้ งเสรมิ และดำรงประสิทธภิ ำพกำรทำงำนของระบบอวยั วะตำ่ งๆ ได้
องค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ เนอื้ เยอื่ บุผิว โครงสรา้ งของรา่ งกาย เป็นเน้ือเย่ือที่บุผวิ ด้ำนนอกของรำ่ งกำย หรอื บผุ วิ ของอวยั วะตำ่ งๆ มีหน้ำทีป่ ้องกันอวยั วะ รำ่ งกำยมนษุ ยป์ ระกอบข้นึ จำกสว่ นที่เล็กที่สุด คือ “อะตอม” ที่ยดึ เกยี่ วกันเป็น ต่ำงๆ จำกส่ิงแวดล้อมภำยนอก โมเลกลุ และแตล่ ะโมเลกุลกจ็ ะมีกำรจดั รวมตัวกนั เป็นโครงสร้ำงของเซลล์ ซ่ึงถอื ว่ำเป็นตวั กำหนดกำรมชี วี ติ ของมนุษย์ โดยเซลลเ์ หล่ำนจี้ ะมีทัง้ ทที่ ำหน้ำท่ี เนื้อเย่อื เกยี่ วพนั เหมือนกนั และแตกต่ำงกนั ออกไป แต่เซลลข์ องรำ่ งกำยส่วนใหญ่ไม่ได้อยอู่ ย่ำง อสิ ระ หำกเปน็ เซลลท์ มี่ ีโครงสรำ้ ง หนำ้ ท่ี และต้นกำเนิดคลำ้ ยคลึงกนั จะยดึ ประกอบด้วยเซลล์หลำยชนดิ เรยี งตวั กัน ติดกนั เปน็ กลุ่มเซลล์ โดยกลมุ่ เซลล์ทที่ ำหน้ำทเ่ี หมือนกันหรือทำหน้ำทีอ่ ย่ำง อยำ่ งหลวมๆ แต่มเี ส้นใยมำประสำนกันทำ เดียวกันเรำเรียกวำ่ “เนื้อเย่อื ” ซงึ่ มที ัง้ หมด ๔ ชนดิ ให้เกิดควำมแขง็ แรงขึ้น เนือ้ เยอ่ื หลำยๆ เนือ้ เย่อื ที่ทำงำนหรอื ทำหนำ้ ท่ีอย่ำงเดยี วกันเรำจะเรียกกลุม่ เนอื้ เยื่อกลา้ มเน้ือ ของเนอ้ื เยื่อนนั้ วำ่ “อวยั วะ” เช่น ปอด หวั ใจ สมอง ตบั ม้ำม เป็นต้น และ อวยั วะหลำยๆ อวยั วะทรี่ ่วมทำหน้ำท่ปี ระสำนกัน จะเรยี กวำ่ “ระบบอวยั วะ” ทำหน้ำทีเ่ กี่ยวกับกำรเคล่อื นไหวของร่ำงกำย เชน่ ระบบกล้ำมเนื้อ ระบบประสำท ระบบหำยใจ ระบบสืบพันธุ์ เปน็ ต้น โดย และอวยั วะต่ำงๆ ซ่ึงเกดิ จำกกำรหดตวั และ ระบบอวัยวะของแตล่ ะระบบกจ็ ะมีหน้ำท่ขี องตัวเองและทำงำนประสำน กำรคลำยตัวของกล้ำมเนอื้ สมั พันธ์กนั ซึง่ รวมเรยี กวำ่ “ร่างกาย” เนอ้ื เยือ่ ประสาท ทำหนำ้ ทเี่ กยี่ วข้องกบั กำรรบั ควำมรสู้ กึ กำร ตอบสนองต่อส่ิงเร้ำ และกำรควบคมุ กำร ทำงำนของอวัยวะตำ่ งๆ
ระบบอวยั วะของรา่ งกาย • กำรทำงำนของระบบอวยั วะต่ำงๆ ภำยในร่ำงกำยเรำนั้น ไมว่ ำ่ จะเปน็ ระบบประสำท ระบบกระดูก ระบบไหลเวยี นโลหติ ระบบหำยใจ ระบบต่อมไร้ทอ่ ระบบย่อยอำหำร ระบบขับถ่ำย ปัสสำวะ ระบบสบื พันธ์ุ ระบบกระดูกระบบผิวหนงั และระบบ กล้ำมเนื้อ ก็จะมีกำรประสำนสัมพนั ธก์ ันอย่เู สมอ • ในแตล่ ะระบบจะประกอบด้วยอวยั วะต่ำงกันและมหี น้ำที่ แตกตำ่ งกันไป ซง่ึ ในหนว่ ยกำรเรียนนจี้ ะกล่ำวถงึ ๓ ระบบ คือ ระบบผิวหนงั ระบบกระดกู และระบบกลำ้ มเน้อื
ระบบผวิ หนัง ผิวหนงั ผิวหนงั เป็นอวัยวะทม่ี ีพนื้ ท่ใี หญท่ ี่สดุ ในร่ำงกำย ซึ่งผวิ หนังตำมส่วนต่ำงๆ ของรำ่ งกำยจะมคี วำมหนำแตกต่ำงกันขึ้นอยู่กับตำแหนง่ และ ลกั ษณะของกำรใช้งำน บริเวณท่ีใชง้ ำนมำกจะมีควำมหนำมำก เชน่ บรเิ วณข้อศอกและหัวเขำ่ เปน็ ต้น สว่ นบรเิ วณทใ่ี ชง้ ำนน้อยจะบำง และไวต่อควำมร้สู ึก เช่น บริเวณตำ บริเวณแกม้ เปน็ ต้น โครงสร้างของผวิ หนัง ระบบผิวหนัง หรือระบบหอ่ หุ้มรำ่ งกำย เป็นระบบ อวยั วะท่ีประกอบไปดว้ ยผวิ หนัง (Skin) และอนพุ นั ธ์ ของผวิ หนัง โดยผวิ หนงั สว่ นใหญข่ องรำ่ งกำยนนั้ จะ มคี วำมหนำประมำณ ๑-๔ มลิ ลเิ มตร ซง่ึ ประกอบดว้ ย
หน้าทขี่ องผวิ หนงั ผิวหนังมหี นำ้ ทด่ี งั ตอ่ ไปน้ี • ปกคลุมรา่ งกายและหอ่ หุ้มเนือ้ เยื่อ เพ่ือป้องกนั เชื้อโรคตำ่ งๆ และรังสีอนั ตรำย ไมใ่ ห้เข้ำมำทำลำยเน้ือเยื่อภำยในร่ำงกำย • รกั ษาอณุ หภูมขิ องรา่ งกาย ผวิ หนังจะทำหน้ำที่ในกำรระบำยควำมร้อน ส่วนเกินของรำ่ งกำยออกทำงรูขุมขนทอ่ี ยตู่ ำม • ผิวหนงั เพือ่ รกั ษำอณุ หภมู ิเฉลยี่ ของร่ำงกำยใหเ้ ป็นปกติที่ ๓๗ องศำเซลเซยี ส • รับความรู้สึกจากสง่ิ เรา้ ต่างๆ ผิวหนังจะสง่ ผ่ำนควำมร้สู กึ ที่ได้รบั เชน่ ควำมรอ้ น ควำมเยน็ ควำมเจ็บปวด เปน็ ต้น • ขับน้า เกลอื แรต่ า่ งๆ และสารอนิ ทรยี ์หลายชนดิ ออกจากร่างกาย • สังเคราะห์วิตามนิ ดี ผวิ หนังจะทำหนำ้ ทด่ี ดู ซบั รงั สีอลั ตรำไวโอเลตจำกแสงแดด เพ่ือนำมำใช้เปลี่ยนสำรเคมใี ห้เปน็ วิตำมินดี • ชว่ ยขบั ไขมันออกมาตามรูขมุ ขน เพ่ือหล่อเล้ยี งเสน้ ขนและเสน้ ผมให้เงำงำม • ช่วยแสดงอาการผิดปกตทิ ี่เกิดขึ้นจากสาเหตภุ ายในของรา่ งกายใหท้ ราบ เช่น หน้ำแดงเม่อื เปน็ ลมแดด หรือเม่อื มีอำกำรของผืน่ แพ้ต่ำงๆ เกดิ ขนึ้ เปน็ ตน้ การสร้างเสรมิ และดารงประสิทธภิ าพการทางานของผวิ หนงั สำมำรถปฎบิ ัตไิ ด้ ดงั นี้ • อาบนา้ ชาระร่างกาย • สวมใส่เส้ือผา้ ทสี่ ะอาด • รบั ประทานผกั และผลไม้ • ออกกาลงั กายและพักผอ่ นใหเ้ พยี งพอ • ควบคมุ สภาพอารมณ์
เลบ็ เลบ็ เป็นอวยั วะปกคุลมร่ำงกำยชนดิ หน่ึงที่พบบริเวณ ปลำยนิ้วมอื นว้ิ เท้ำ ทง้ั ๒๐ น้ิว ซึ่งถอื เปน็ สว่ นหนงึ่ ของผิวหนัง โดยมคี วำมสำคัญ คอื ทำใหส้ ว่ นปลำย ของนิ้วแขง็ แรงขน้ึ สำมำรถหยิบจบั และใชท้ ำงำนได้ดี โครงสรา้ งของเลบ็ ลักษณะโครงสร้ำงของเลบ็ สำมำรถแบ่งออกไดเ้ ป็นสว่ นตำ่ งๆ ดงั นี้
หน้าท่ีของเลบ็ หน้าท่ีของเล็บ เล็บมีหน้าที่ท่ีสาคญั ดงั นี ้ • ช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกดิ กับน้ิวสว่ นปลาย • รบั ความรู้สกึ ทาใหร้ ะบบการจาแนกการสัมผัสดขี ้ึน • ทาให้นวิ้ มอื สามารถหยิบจับส่งิ ของต่างๆ ไดด้ ขี น้ึ โดยเฉพาะส่งิ ของขนาดเลก็ • เปน็ อาวุธของรา่ งกายอยา่ งหนงึ่ ตามธรรมชาติในการป้องกันอนั ตรายท่ีเกดิ ขน้ึ เชน่ การขดี ขว่ น เพ่ือต่อสกู้ บั ศัตรู • เล็บน้วิ เท้า จะเป็นตัวชว่ ยให้การเคลื่อนไหวของเทา้ ไดด้ ียงิ่ ขนึ้ • เป็นแหล่งทใ่ี ช้ในการตรวจภาวะสขุ ภาพของร่างกาย เช่น ใชต้ รวจหายา หรือสารพษิ ทีส่ ะสมในร่างกาย ตรวจหาหมเู่ ลือด สกัดดเี อน็ เอ การสร้างเสรมิ และดารงประสิทธภิ าพการทางานของเลบ็ สำมำรถปฎบิ ัติได้ ดังนี้ • ทาความสะอาดเลบ็ • ตัดเลบ็ มอื เล็บเทา้ เปน็ ประจา • รับประทานอาหารทีม่ ีประโยชนต์ ามลกั โภชนาการ • นวดและทาโลชน่ั บารงุ เลบ็ เปน็ ประจา
ผมและขน ผมและขน เกดิ จำกเซลลข์ องหนังกำพรำ้ ทงี่ อกลึกลงไปในช้ันของหนังแทก้ ลำยเป็นรูขน เรยี กวำ่ ก้ำนผม (หรอื ขน) ผมและขนแตล่ ะเส้น จะมีกล้ำมเนอื้ เล็กๆ เรียกว่ำ “กล้ำมเนือ้ กระดก” (Erector muscle) โครงสร้างของผมและขน ผมและขนจะ ประกอบดว้ ยเครำติน (Keratin) ซง่ึ เป็น โปรตีนชนดิ หนง่ึ โดยทั่วไปในเส้นผมธรรมดำ จะมีควำมชุ่มชนื้ ประมำณรอ้ ยละ ๗ และมี โปรตนี รอ้ ยละ ๙๓ โครงสร้ำงของผมและขน ประกอบดว้ ย
หนา้ ทีข่ องผมและขน • หน้ำทห่ี ลกั สำคญั ของผมและขน คอื ปอ้ งกนั ผวิ หนงั ไม่ไห้เสียควำมรอ้ นมำกเกินไป โดยเฉพำะในส่วนของหนงั ศีรษะเนื่องจำกหนัง ศีรษะคนเรำจะมีเลอื ดมำเลยี้ งเปน็ จำนวนมำก ผมจึงมีหนำ้ ทคี่ วบคุมกำรกระจำยควำมร้อนของรำ่ งกำยไปดว้ ย การสรา้ งเสริมและดารงประสิทธิภาพการทางานของผมและขน สำมำรถปฎิบตั ิได้ ดังนี้ • รบั ประทานอาหารทม่ี ีประโยชน์ • นวดหนงั ศีรษะ • เชด็ และเปา่ ผมให้แห้ง • ปกป้องเส้นผมจากแสงแดด • เลอื กซือ้ ผลติ ภัณฑท์ ่มี ีค่าความเปน็ ด่างที่สมดลุ
ระบบกระดกู โครงสรา้ งของกระดกู • กระดูกนับว่ำเปน็ ส่วนทมี่ คี วำมแขง็ แรงท่ีเกิดจำกกำรจัดเรยี งตวั ของเซลลเ์ ป็นแท่งๆ นับพันเซลล์และภำยใน ชอ่ งโพรงกระดกู มสี ่วนท่เี รำ เรยี กวำ่ ไขกระดูก ซึ่งเปน็ สว่ นของไขมนั อย่ตู รงกลำง ลกั ษณะของกระดูก โดยทวั่ ไปน้ัน สำมำรถแบง่ ออกได้เปน็ ๔ ชนดิ คือ กระดูกยาว (Long bones) เป็นกระดูกทม่ี ลี กั ษณะรูปยำว สว่ นตรงกลำงเรียวคอด ตอนปลำย ท้ังสองขำ้ งโตออกเล็กนอ้ ย เชน่ กระดกู แขน กระดกู ขำ เป็นตน้ กระดกู สน้ั (Short bones) จะมีลกั ษณะสนั้ และมขี นำดแตกต่ำงกนั ออกไป โดยส่วนใหญ่จะมี เยื่อห้มุ บำงๆ หุ้มอยู่ เช่น กระดกู ขอ้ มอื เป็นตน้ กระดกู แบน (Flat bones) กระดกู ชนิดนีม้ ลี ักษณะแบนและบำง ด้ำนนอกห้มุ ด้วยเยื่อบำงๆ เช่น กระดูกซโ่ี ครง กระดกู สะบัก กระดกู กะโหลกศีรษะ เป็นตน้ กระดกู รปู แปลกๆ (Irregular bones) กระดูกพวกนมี้ รี ปู รำ่ งตำ่ งกัน ซ่งึ แตกตำ่ งจำก ๓ พวก แรก เช่น กระดกู กะโหลกศรี ษะบำงช้ิน กระดูกสันหลัง เป็นตน้
หนา้ ทข่ี องกระดกู • กระดกู เปน็ อวยั วะสำคัญท่ีชว่ ยในกำรพยงุ ร่ำงกำยใหส้ ำมำรถดำรงอยู่ได้ ขณะเดียวกนั ก็เปน็ โครงร่ำงที่สำคัญในกำรยึด เกำะของกล้ำมเนอ้ื และเป็นโครงของร่ำงกำยดว้ ย นอกจำกนี้กระดกู ยงั มหี นำ้ ท่สี ำคัญในกำรช่วยป้องกันกำร กระทบกระเทอื นท่ีอำจกอ่ ใหเ้ กดิ อันตรำยต่ออวัยวะทีส่ ำคญั ภำยในกะโหลกศีรษะ ทรวงอก และช่องทอ้ ง ภำยในช่องโพรง กระดกู จะมีไขกระดกู ซ่งึ จะมีหนำ้ ที่ชว่ ยสรำ้ งเมด็ เลือดแดงใหก้ ับร่ำงกำย • กระดกู จะทำหนำ้ ท่เี ป็นแหลง่ เกบ็ และจำ่ ยแคลเซยี ม ฟอสเฟต และแมกนีเซียมโดยประมำณร้อยละ ๙๙ ของแคลเซียมทงั้ ร่ำงกำยมนษุ ย์จะอยู่ในกระดูก ซงึ่ ถำ้ รำ่ งกำยขำดแคลเซียมก็จะสง่ ผลใหเ้ กิดควำมผิดปกตขิ องเนอื้ เย่ือหลำยชนดิ กระดกู จะ เปน็ ตัวทชี่ ว่ ยในกำรควบคมุ ปริมำณของเหลวภำยนอกเซลล์ให้คงท่ี โดยเติมหรอื เอำแคลเซยี มออกไป
การเสริมสรา้ งและดารงประสิทธภิ าพการทางานของกระดูก การทีก่ ระดูกจะแขง็ แรงไดน้ ้นั เกดิ จากปจั จยั สาคัญ ๔ ประการ ดังนี้ ๑ การออกกาลงั กาย ๒ การบริโภคอาหารที่มสี ารอาหารครบถ้วนและถกู ตอ้ ง ๑ การพกั ผ่อนทเ่ี พยี งพอ ๒ การระมัดระวังและปอ้ งกนั อุบัติเหตทุ ่อี าจเกิดขนึ้ กับกระดูก
ระบบกล้ามเนือ้ โครงสร้างของกล้ามเนอ้ื กล้ำมเนื้อจะประกอบไปดว้ ยน้ำร้อยละ ๗๕ โปรตนี รอ้ ยละ ๒๐ อกี รอ้ ยละ ๕ เปน็ คำรโ์ บไฮเดรต ไขมนั และเกลือของอนินทรียสำร สำมำรถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๓ ประเภท ดังน้ี • กล้ามเนื้อลาย (Skeletal muscle) เปน็ เนื้อเยื่อกลำ้ มเน้ือทีม่ ีเซลล์ ยำวๆ ท่ีเรยี กวำ่ เส้นใยกลำ้ มเนื้อ รวมตวั กนั เปน็ มดั กล้ำมเนือ้ และเส้น ใยกลำ้ มเนอ้ื แตล่ ะเส้นจะมีลกั ษณะเป็นทำงยำว โดยสว่ นท่ีเหมอื น ทรงกระบอกเลก็ ๆ เรียกว่ำ ไฟบริล (Fibriln) หรอื ไมโอไฟบริล (Myofibriln) เป็นสว่ นที่ทำใหเ้ กิดกำรหดตัวเมอื่ เส้นใยได้รับกำร กระตุ้นจำกกระแสประสำท ในไฟบริลนนั้ จะประกอบไปด้วยเสน้ ใย เลก็ ๆ จำนวนมำก เรียกว่ำ ไมโอฟลิ าเมนต์ (Myofilament) ซงึ่ ประกอบดว้ ย โปรตนี ๒ ชนดิ คือ แอกทิน (Actin)และไมโอซนิ (Myosin
• การเรยี งตวั ของใยกลา้ มเนือ้ ในมัดกล้ามเน้อื ลายมหี ลายแบบ เมือ่ กล้ามเน้ือลายหดตัวจะส่งแรงผ่านไปยังกระดกู ทาให้เกดิ การทางานของขอ้ ต่อขึ้น แบง่ ออกตามบรเิ วณของรา่ งกาย ได้เป็น ๔ กลมุ่ ใหญ่ คอื กล้ามเนือ้ ของศีรษะ กล้ามเน้ือบริเวณ ลาคอ กลา้ มเนือ้ ของลาตัว และกลา้ มเนือ้ รยางค์ • กล้ามเนอื้ เรยี บ (Smooth muscle) เป็นเนอื้ เยอ่ื กล้ำมเนอื้ ชนิดหน่ึงทป่ี ระกอบเป็นส่วนของกล้ำมเนือ้ อวยั วะภำยใน โดยมรี ูปรำ่ งคลำ้ ยกระสวยและส้ันกว่ำ เสน้ ใยกล้ำมเนอ้ื ของกล้ำมเน้ือลำย ประกอบดว้ ยเสน้ ใย ของโปรตนี ชนดิ แอกทินและไมโอซินเหมือนกับ กล้ำมเน้ือลำย ซง่ึ พบวำ่ กล้ำมเน้ือเรยี บกจ็ ะถกู กระตุ้น ด้วยกระแสประสำทเชน่ เดยี วกัน
• กลา้ มเน้อื หัวใจ (Cardiac muscle) เปน็ เนื้อเยื่อ กล้ำมเนอ้ื ลำยชนดิ หนึ่งทีอ่ ยู่นอกอำนำจจติ ใจ ควบคุมโดย ระบบประสำทอัตโนมัติ จำกบริเวณกำ้ นสมอง (Brainstem) ดว้ ยเส้นประสำท จำกสมอง ๒ ชนดิ คือ เสน้ ประสำทซมิ พำเธติคและเส้นประสำทเวกสั มลี ักษณะ เป็นเซลลร์ ูปทรงกระบอก มลี ำยตำมขวำงเป็นแถบสีทบึ สลบั กับสีจำง • เซลลก์ ลำ้ มเนื้อตอนปลำยของเซลล์จะมีกำรแตกแขนง เพือ่ ไปประสำนกับแขนงของเซลล์ใกลเ้ คียง เซลลท์ งั้ หมด จงึ หดตัวพร้อมกนั และหดตวั และคลำยตวั เป็นจงั หวะ ตลอดระยะเวลำที่ยังมชี วี ติ อยู่ โดยกลำ้ มเนอ้ื หัวใจจะมี จังหวะกำรเตน้ ของหวั ใจทสี่ ม่ำเสมอ ซงึ่ เกิดจำกกำร กระตนุ้ ทบ่ี รเิ วณเฉพำะกล้ำมเน้อื น้ี และจะทำกำรสรำ้ ง กระแสประสำทในรปู ของคลน่ื ไฟฟ้ำ ทำใหอ้ ตั รำกำรเต้น ของหัวใจต่ำลงหรือเพม่ิ ขน้ึ ทำหน้ำทใ่ี นกำรสบู ฉีดโลหิตไป ยังระบบไหลเวียนโลหิต โดยกำรหดตวั ของกลำ้ มเนือ้
หนา้ ที่และการทางานของกล้ามเนื้อ ระบบกระดกู และระบบกลำ้ มเนอื้ ทำหนำ้ ทป่ี ระสำนงำนรว่ มกนั เสมอ โดยอำศัยกำรทำงำนของเน้อื เย่อื กล้ำมเน้อื ท่มี ีกำรหดตวั และขยำยตวั
การสรา้ งเสริมและดารงประสทิ ธิภาพการทางานของกลา้ มเน้อื การทีจ่ ะสร้างเสรมิ และดารงประสิทธภิ าพการทางานของระบบกลา้ มเนอ้ื เพอ่ื ใหก้ ลา้ มเน้อื มคี วามแขง็ แรง สมบูรณ์น้นั สามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ ดังนี้ ๑ การออกกาลงั กาย พกั ผอ่ นใหเ้ พยี งพอ ๒ การบริโภคอาหารท่มี ีสารอาหารครบถว้ นและถูกต้อง โดยเฉพาะโปรตนี ๑ การรกั ษาอาการบาดเจบ็ ของกล้ามเนอ้ื อย่างถกู วธิ ี
Search
Read the Text Version
- 1 - 18
Pages: