1 หนว่ ยที่ 1ความสา้ คญั ของการทา้ การประมง การประมง หรอื ประมง หมายถงึ การจัดการของมนุษยด์ ้านการจบั ปลาหรอื สัตว์นา้ อื่นๆ การดูแลรักษาปลาสวยงามและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประมงเช่น น้ามนั ปลา กจิ กรรมการท้าประมงจัดแบ่งได้ทังตามชนดิ สัตวน์ า้ และตามเขตเศรษฐกิจ การประมง นั้น หมายถงึ การทา้ กจิ กรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การจับสัตว์นา้ การเพาะเลย้ี งสตั วน์ า้ การแปรรปู สตั ว์น้า ตลอดจน การซ้ือขายสตั ว์น้า โดยรวมทงั้ สตั วน์ ้าจดื และสัตว์นา้ เค็ม การท้าการประมง หรือจบั สตั ว์นา้ น้ีแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะตามแหลง่ ที่อยู่ คอื การประมงน้าจืด การประมงชาย ฝัง่ และการประมงทะเล(สัมพันธ์, 2547) มีรายละเอียดดงั น้ี 1. การประมงน้าจดื หมายถึง การท้ากจิ กรรมทเ่ี ก่ียวข้องกบั การประมงทั้งในดา้ นการจบั และการเพาะเลยี้ งสตั ว์นา้ จืด เปน็ การทา้ การประมงแบบยงั ชีพเปน็ สว่ นใหญ่ เชน่ การจับปลาตามแม่น้า ลา้ คลองหนอง บงึ เปน็ ต้น โดยจะมุ่งจบั ปลาเพ่อื บรโิ ภคในครัวเรอื น แตถ่ ้าได้ปลาปริมาณมากเกินกวา่ จะบรโิ ภคหมดจึงมกี ารนา้ ไปจ้าหน่าย หรือนา้ ไปแปรรูปเป็นผลติ ภัณฑ์อย่างอ่นื เชน่ ปลาเค็ม ปลารา้ ปลารมควนั เป็นตน้ 2. การประมงชายฝ่ัง หมายถงึ การทา้ การประมงในแหลง่ น้ากร่อยตามบรเิ วณพื้นท่ี ชายฝ่ังทะเล ปากแม่น้า โดยใชเ้ รอื หรือเคร่ืองมือประมงขนาดเล็ก รวมถงึ การใช้ประโยชน์พ้นื ทีช่ ายทะเลท่ีมนี ้าท่วมถงึ บริเวณที่ดอนชายน้า และป่าชายเลน ตลอดจนย่าน น้าตนื้ ชายฝ่ัง เพ่อื การเพาะเลีย้ งสัตวน์ ้าเช่น การท้านาก้งุ การเล้ยี งปลาทะเล การเลีย้ งหอยทะเล การเลย้ี งปทู ะเล การเล้ยี งสาหรา่ ยทะเล เป็นต้น ซึง่ ปจั จบุ ันสตั ว์น้าชายฝงั่ ท้ารายไดใ้ ห้กบั ประเทศเปน็ จ้านวนมาก โดยจ้าหนา่ ยทั้งในรปู ของสด และแปรรูปเปน็ ผลิตภณั ฑอ์ ย่างอื่น 3. การประมงทะเล หมายถงึ การท้าการประมงบริเวณเขตไหล่ทวีปทห่ี า่ งจากฝั่งออกไป ทั้งทเ่ี ป็นเขตเศรษฐกจิ จ้าเพาะของไทย และการท้าการประมงนอกน่านน้าของไทย (ในนา่ นนา้ สากล หรอื ในเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของประเทศอนื่ ๆ) โดยใช้เรือและเคร่อื งมือ ประมงขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์ทที่ นั สมัยเพอื่ เพิ่มประสิทธิภาพ
2ในการจบั สตั ว์น้า และจะใช้เวลาทา้ การประมงหลายวนั ในบางครั้งเรือประมงประเภทนี้ นอกจากจะจับสตั วน์ ้าแลว้ ยงั มีการแปรรปู สัตว์น้าแบบครบวงจรดว้ ย เพือ่ เตรียมสง่ ผลผลติ ส่ตู ลาด หรือส่งไปจ้าหน่ายยังตา่ งประเทศความสาคญั ของการประมง ประเทศไทยมสี ภาพทางภูมศิ าสตร์เอืออ้านวยตอ่ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง สภาพพนื ทเี่ หมาะแก่การท้าประมงเป็นอยา่ งยงิ่ จากการสา้ รวจคน้ ควา้ ของการประมงรายงานวา่ ประเทศไทยมพี ันธ์ปลานา้ จดื ประมาณ560 ชนดิ และพันธ์ุปลาทะเลประมาณ 580 ชนดิ นอกจากนนั ยังมีสตั ว์น้าประเภทอนื่ ๆ อีกเช่น กงุ้ หอย ปู หมกึปลิงทะเล เต่า ตะพาบนา้ สาหรา่ ย เปน็ ตน้ ดงั นันประมงไทยจึงมีบทบาทตอ่ ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศเป็นอย่างดีฉะนันความส้าคญั ของการประมงไทยจึงแบ่งออกไดเ้ ป็น 1. เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศท่ีส้าคัญ ประเทศมรี ายไดจ้ ากการสง่ สินค้าสตั ว์น้าออกไปจ้าหนา่ ยตา่ งประเทศปีหนึง่ ๆ เปน็ จา้ นวนมาก เนอื่ งจากผลผลติ จากสตั วน์ ้ามีมลู คา่ สง่ ออกสงู เปน็ อันดบั หนึง่ เมอื่ เทยี บกบั สนิ ค้าเกษตรชนิดอืน่ ๆ 2. เป็นแหลง่ แรงงานส้าคัญ ทังนีเนือ่ งจากการประมงเปน็ กิจกรรมที่ตอ้ งอาศยั แรงงานจงึ ต้องกอ่ ให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่ขนึ ในประเทศ ซึ่งกอ่ ให้เกิดอุตสาหกรรมอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง และอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การประมง เช่น การตอ่ เรอื ซ่อมเรือ โรงนา้ แขง็ โรงผลิตและจา้ หน่ายอุปกรณ์ประมง ธุรกิจแพปลา สะพานปลา กจิ การนา้ มนั เชอื เพลิงโรงอตุ สาหกรรมเหลา่ นกี อ่ ใหเ้ กิดการจ้างงาน 3. เป็นแหล่งผลิตอาหารจ้าพวกโปรตนี ที่สา้ คญั ทรพั ยากรประมงเป็นแหล่งผลิตอาหารจา้ พวกโปรตีนราคาถูกให้แกป่ ระชากร เพราะเม่ือคดิ เปรียบเทยี บราคาของอาหารประเภทเนือสัตว์ดว้ ยกนั จะเห็นได้ราคาเฉลี่ยของสตั ว์นา้ 1 กก. มรี าคาถูกกวา่ เนือสตั วช์ นิดอ่นื ๆ จงึกลายเป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคมากที่สุดในบรรดาสัตว์ทงั หลาย รองจากข้าว ผัก
3 บทบาทของการประมงตอ่ เศรษฐกิจและสงั คมของไทย การประมงเป็นอาชีพหลักที่ส้าคัญทางเศรษฐกิจสาขาหน่ึงของประเทศไทย มีการก้าหนดแนวทางการพฒั นาไวใ้ นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกฉบับ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งท่ีมีกิจกรรมทางด้านการประมงท่ีโดดเด่น โดยเฉพาะทางภาคใต้ ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออกของประเทศ มีแนวชายฝ่ังทะเลรวมท้ังประเทศยาวถึง 3,534 กิโลเมตร จึงมีการท้าการประมงทะเลอย่างกว้างขวาง ค้าว่า “การประมง” มีความหมายแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า“งานหรือการกระท้าที่เกี่ยวข้องกับการจับสัตว์น้า ซ่ึงประกอบด้วยการเพาะเล้ียงสัตว์น้าและการท้าประมง ”ส่วนในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 4 วรรค 2 ให้ความหมายของค้าว่า “ท้าการประมง”หมายความวา่ “จบั ดัก ลอ่ ท้าอันตราย ฆา่ หรอื เกบ็ สัตวน์ ้า ในท่จี ับสตั วน์ า้ ด้วยเครื่องมือท้าการประมงหรือด้วยวิธีการใด” ผลของการประมงน้ี มีเจตนาประสงค์ให้ได้มาซึ่งสัตว์น้านั่นเอง ดังน้ันการประมงตามความหมายในรายวชิ านี้ จึงหมายรวมได้ถึงการจับสัตว์น้าท้ังน้าจืด น้ากร่อย น้าเค็ม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าผลผลิตสัตว์น้าและมูลค่าทางเศรษฐกิจท่ีเกิดขึ้น ตลอดถึงธุรกิจที่ เก่ียวเน่ืองกับการประมงและสภาพสังคมท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั สาขานี้ มีบทบาทส้าคัญตอ่ เศรษฐกิจและสงั คมของไทยทีน่ ักศึกษา ควรจะทราบเปน็ อยา่ งยิ่งความสา้ คญั ของการประมง ประเทศไทยมีผลผลิตทางการประมงติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศท่ีมีผลผลิตสัตว์น้าสูงสุดในโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ปัจจุบันปริมาณสัตว์น้ารวมของไทยสูงถึงปีละ 3.7 ล้านตัน (ตารางท่ี 1.1) โดยมีปริมาณสตั วน์ า้ หลกั มาจากสตั วน์ ้าทะเลทจ่ี บั ได้ในนา่ นน้าไทย และน่านน้าต่างประเทศ ผลผลิตสัตว์น้าเหล่านี้มีบทบาทส้าคัญท้ังด้านโภชนาการ การสร้าง รายได้ การจ้างงาน เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ ลดการขาดดลุ การค้า และสรา้ งการมี เสถยี รภาพในสังคม ดังรายละเอียดท่จี ะกลา่ วตอ่ ไปน้ี 1. ความส้าคัญทางดา้ นเศรษฐกิจ สัตวน์ า้ มีความส้าคญั ทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน เช่น เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ แหล่งสร้างรายไดแ้ ละกอ่ ใหเ้ กิดอตุ สาหกรรมตอ่ เน่ือง แตล่ ะภาคสว่ นมรี ายละเอยี ดของความสา้ คญั ดังนี้ คือ 1.1 เป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศ ผลผลิตสัตว์น้าของไทยจัดเป็นสินค้าส่งออกท่ีน้าเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยสูงประเภทหน่ึง ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยมี รายได้จากสินค้าประมงสูงถึง72,034.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของมูลค่าการส่งออก สินค้าเกษตรทั้งหมด หรือร้อยละ 1.8 ของมูลค่าสินค้าส่งออกท้ังประเทศ สินค้าประมงที่ส้าคัญได้แก่ กุ้งสดแช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่แข็ง เน้ือปลาแช่แข็งรวมถึงสัตว์น้ามีชีวิตต่างๆ นอกจากน้ีการพัฒนาการประมง ยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมต่อเน่ืองด้วย เช่น อุตสาหกรรม การต่อเรือ อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋อง อุตสาหกรรมทออวน อุตสาหกรรมห้องเย็น โรงงานผลติ น้าแข็ง โรงงานปลาป่น ฯลฯ โดยเฉพาะอาหารทะเลกระปอ๋ งและแปรรูปนั้น ในปีพ.ศ. 2547ประเทศไทยมีการส่งออกมูลค่าสูงถึง 90,748.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.4 ของ มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรท้ังหมด หรือร้อยละ 2.3 ของมูลค่าสินค้าส่งออก ทั้งประเทศ (ตารางท่ี 1.2) และเมื่อคิด
4มูลค่าเปรียบเทยี บกบั สนิ คา้ ส่งออกสา้ คัญ 20 รายการแรกของไทย พบวา่ สนิ ค้าประมงมมี ลู ค่าอยู่ในอันดับท่ี 11ของสนิ ค้าสง่ ออกทั้งหมดของประเทศ 1.2 เป็นแหล่งสรา้ งรายได้ ทรัพยากรประมงในแหล่งนา้ ธรรมชาติ จัดเปน็ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทุกคนมีสิทธิใช้ประโยชน์ การจับสัตว์น้ามาใช้ประโยชน์จึงเป็นการลงทุนค่อนข้างต้่า ในขณะเดียวกันผลผลิตสัตว์น้าจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ก็มีศักยภาพ ในการสร้างรายได้และก้าไรแก่ผู้ผลิตมากกว่ากิจกรรมการเกษตรบางชนิด ตัวอย่างเช่น Thongrak et al. (1992, 59) รายงานว่า การเลี้ยงปลาดุกลูกผสม (บ๊ิกอุย)ในเขตชุมชนทะเลน้อยในพื้นท่ีลุ่มน้าทะเลสาบสงขลา สามารถท้าก้าไรให้ชาวประมงถึง 22,116 บาท/บ่อ/ปี(เนือ้ ทบ่ี อ่ เล้ยี งเฉล่ีย ½ ไร่) ในขณะท่กี ารใชท้ ด่ี ินทา้ นาข้าวให้ผลกา้ ไรเพียงปีละ 6,000-7,000 บาท/ไร่/ปี 1.3 ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผลผลิตจากการประมง นอกจากจะส้าคัญต่อผู้ประกอบอาชีพประมงแล้ว ยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเน่ืองอีกมากมาย ทั้งท่ีอาศัยผลผลิตสัตว์น้าโดยตรง และได้รับส่วนสนับสนุนจากผลผลิตสัตว์น้า สรุปได้เป็น 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมต้นทาง อุตสาหกรรมปลายทาง และอุตสาหกรรมธรุ กจิ บริการ ดังนี้ 1.3.1 อุตสาหกรรมต้นทาง (up – stream industries) เป็นอุตสาหกรรมท่ีมีความจ้าเป็นต้องมีส้าหรับการเร่ิมประกอบการด้านการประมง เช่น อุตสาหกรรมต่อเรือ ผู้น้าเข้าเหล็ก ผู้น้าเข้าเคร่ืองจักรและเคร่ืองยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการจับสัตว์น้า และการเพาะเล้ียงสัตว์น้า อุตสาหกรรมกลุ่มน้ีจะช่วยให้ชาวประมง มีเรือและเครื่องยนต์ส้าหรับประกอบการ ส่วน อุตสาหกรรมผลิตแหอวน ช่วยให้ชาวประมงมีอุปกรณ์การจับสัตว์น้าตามความเหมาะสม ในขณะท่ีโรงน้าแข็งช่วยให้ชาวประมงมีน้าแข็งรักษาความสดของสัตวน์ า้ ส้าหรับผูน้ ้าเขา้ น้ามันและสถานบี ริการนา้ มัน ท้าให้เครื่องยนตก์ ลไกท่ีใช้ทา้ ประมงท้างานได้ เป็นตน้ 1.3.2 อุตสาหกรรมปลายทาง (down – stream industries) เป็นอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยสัตว์น้าเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง อุตสาหกรรมห้องเย็นและการแปรรูป อุตสาหกรรมปลาปน่ – อาหารสัตว์ โรงผลิตนา้ ปลา – นา้ บดู ู ฯลฯ 1.3.3 อุตสาหกรรมธุรกิจบริการ (services industries) เป็นลักษณะธุรกิจที่เป็นที่พึ่งหรือให้บรกิ ารแก่ชาวประมง เชน่ กิจการแพปลา การขนสง่ ธนาคาร ภัตตาคาร สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษาเปน็ ต้น 2. ความสา้ คัญทางด้านสังคม ผลผลิตสัตวน์ ้านอกจากมีความส้าคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศแล้วยงั มคี วามส้าคัญทางสงั คมอกี ดว้ ย ทัง้ ด้านอาหารและการจา้ งงาน กลา่ วคือ คนเรามีอาหารการกินที่มีประโยชน์มงี านทา้ มรี ายได้น่าพงึ พอใจ ยอ่ มท้าใหค้ นในสงั คมมี รา่ งกายแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความสงบสขุ มีพ้ืนฐานครอบครัวท่ีดีและมน่ั คง รายละเอยี ดความส้าคญั ของสัตวน์ า้ ทางด้านสังคม มดี ังนี้ 2.1 เป็นแหล่งอาหารที่ส้าคัญ ผลผลิตทางการประมง คือ สัตว์น้า ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนท่ีมีคุณค่า และมีราคาถูกกว่าเน้ือสัตว์ชนิดอ่ืนๆ จึงเป็นแหล่งอาหารท่ีส้าคัญยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรผู้มีรายได้น้อย ซ่ึงเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศไทยและของโลกด้วย ท้าให้เกิดความเสมอภาคในการมี
5โอกาสไดร้ ับอาหารทมี่ ปี ระโยชน์ใกล้เคียงกัน นอกจากน้ีสัตว์น้ายังสามารถใช้บริโภคได้ทุก เช้ือชาติ ทุกศาสนาจึงมีความส้าคัญต่อความหวังในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของโลกเป็นอย่างมาก และด้วยความรู้ทางโภชนาการที่เพ่ิมข้ึนของมนุษย์ ท้าให้ทราบว่าสัตว์น้าเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยโปรตีนท่ีมีกรดอะมิโนที่จ้าเป็น (essential annino acid) กรดไขมันท่ีไม่อ่ิมตัว (unsaturated fatty acid)วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ท่ีจ้าเป็นส้าหรับชีวิตประจ้าวัน สัตว์น้าจึงเป็นอาหารท่ีส้าคัญของมนุษย์ท่ีมีคณุ ประโยชน์มากมาย ซ่งึ จะกลา่ วไว้ในหัวข้อประโยชน์ของสัตวน์ า้ ตอ่ ไป 2.2 เปน็ แหล่งจ้างงาน การประมงจัดเปน็ แหลง่ จ้างงานท่สี ้าคัญ ประมาณว่าน่าจะมีประชากรใชแ้ รงงานอยู่ในภาคการประมง และอตุ สาหกรรมท่ีเก่ียวข้องไม่ต่้ากว่าหนึ่งล้านคน นับเป็นประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึง่ ของประเทศ เร่มิ ต้งั แต่การจา้ งงานประมงเพื่อจบั สตั วน์ ้าจากธรรมชาติโดยตรง การเพาะเล้ียงสัตว์น้าหรอื ในอุตสาหกรรมต่อเน่ืองทางการประมง ซ่ึงมีท้ังการจ้างแรงงานเต็มเวลา จ้างตามฤดูกาลและเป็นบางครั้งบางคราว เช่น การเพาะฟักลูกกุ้ง การเล้ียงกุ้ง การจับกุ้ง การคัดแยกขนาดกุ้ง การแจกจ่ายสินค้า การแปรรูปการขนส่ง การส่งออก การน้าเข้า การผลิตอาหารสัตว์น้า ปุ๋ย ยารักษาโรค อุปกรณ์ในฟาร์ม การวิจัยและพฒั นา การสรา้ งสง่ิ อา้ นวยความสะดวก การบรกิ ารด้านการเงนิ ฯลฯ โดยภาพรวมแลว้ จะเห็นไดว้ ่า การประมงเปน็ แหลง่ จ้างงานท่สี ้าคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นโอกาสท่ีส้าคัญของการท้างานในชนบท ช่วยให้เกษตรกรไทยมีงานท้าตลอดปี ลดการอพยพเข้าไปท้างานในเมือง เป็นการป้องกันการเกิดปญั หาสงั คมทอี่ าจตามมา ทา้ ให้สงั คมมคี วามสมดุล และมีเสถียรภาพในที่สุดประโยชน์ของสัตวน์ า้ ไดเ้ กร่ินน้าในขา้ งตน้ แล้ววา่ ผลผลิตทางการประมงที่ส้าคัญ คือ สัตว์น้า ซึ่งนอกจากมีความส้าคัญที่หลากหลายดังไดก้ ล่าวแลว้ สัตว์น้ายงั ให้ประโยชน์แก่มนษุ ย์อยา่ งกว้างขวาง แทบจะกล่าวได้ว่ามนุษย์ทุกคนท่ีอยู่บนโลกนี้ต้องมีโอกาสได้อาศัยประโยชน์จากสัตว์น้าไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแน่นอน ดังรายละเอียดท่ีจะกล่าวตอ่ ไปนี้ 1. เปน็ อาหารท่ีมคี ณุ ภาพสูง อาหารเป็นปัจจัยส่ีที่จ้าเป็นส้าหรับทุกคน การได้รับอาหารมีคุณภาพจะท้าให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภยั และมคี ณุ ภาพชีวติ ท่ดี ี สัตว์น้าเป็นอาหารที่มีคุณภาพดี เพราะมีองค์ประกอบหลัก คือ โปรตีนที่เป็นกรดอะมิโนจ้าเป็นต่อร่างกาย ประมาณร้อยละ 11-17 ส่วนไขมันในสัตว์น้ามีแตกต่างกันต้ังแต่ร้อยละ0.1-20 ส่วนใหญ่เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น กรดโอเลอิก (oleic acid, omega-9) กรดลิโนเลอิก (linoleicacid, omega-6) และกรดลิโนเลนิก (α – linolenic acid, omega-3) ท้าให้ไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดต่้า ช่วยเร่งการเผาผลาญ คลอเรสเตอรอล ท้าให้คลอเรสเตอรอลลดลง ช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และให้ความชมุ่ ช้ืนกบั ผวิ หนัง นอกจากน้ใี นสตั ว์น้ายงั พบวิตามนิ และเกลือแรอ่ ีกประมาณร้อยละ 1-2 เช่น วิตามินบี1, บี 2, ซี ท่ีละลายน้า วิตามิน เอ ดี อี และเค ที่ละลายในไขมัน และกลุ่มของแคโรทีนอยด์ เช่น แอสตาแซนทิน (astaxantin) และซีซาแซนทีน (Zeaxanthin) ส้าหรับเกลือแร่ท่ีพบในสัตว์น้ามีหลายชนิด เช่น โปแตสเซียม คลอไรด์ ฟอสฟอรสั ซลั เฟอร์ โซเดียม แมกนีเซยี ม แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี คอปเปอร์ และ
6ไอโอดีน เป็นต้น (อิ่มเอิบ พันสด, 2546, 241-243) เกลือแร่เหล่าน้ีมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่นแคลเซียม และฟอสฟอรัส ท้าให้กระดูกและฟันแข็งแรง การรับประทานปลาเล็กท้ังตัว หรือปลาซาร์ดีนในกระปอ๋ ง จะย่ิงเพ่มิ แคลเซยี มได้มากข้นึ เหล็กชว่ ยบ้ารงุ เลอื ดป้องกันโรคโลหิตจาง ไอโอดีนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคคอพอก และมีความจ้าเป็นสูงในสตรีท่ีก้าลังต้ังครรภ์ หากได้รับ ไม่เพียงพอ จะท้าให้เกิดการแท้งหรือคลอดก่อนก้าหนด หรืออาจพบความพิการในเด็กได้ ด้วยคุณค่าทางอาหารดังได้กล่าวแล้ว สัตว์น้าจึงเป็นคุณประโยชน์ต่อมนุษย์นานัปการ สุธัญญา ทองรักษ์ (2543, 30) รายงานว่า มีตัวอย่างรายงานการวิจัยและความเช่ือเกี่ยวกับการบริโภค สตั วน์ ้าบางประการของชาวจีนและชาวญ่ปี นุ่ ซงึ่ มคี วามเช่ือว่า หากบริโภคปลาจะท้าให้อายุยืนยาว ในขณะที่นักวิชาการพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคสัตว์น้าและการเกิดโรคหัวใจเป็นไปในทางตรงข้าม ตัวอย่างเชน่ ชาวเอสกโิ มในประเทศกรนี แลนด์ และชาวญี่ปุ่นท่ีบริโภคสัตว์น้าในปริมาณสูงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจตา้่ เปน็ ต้น 2. ชว่ ยรักษาสภาพแวดลอ้ ม สตั วน์ ้าพวกปลาบางชนดิ สามารถเลย้ี งโดยใชอ้ าหารเหลือจากร้านค้าภัตตาคาร เช่น ปลาดุก ปลาสวาย จะกินเศษอาหาร แล้วเปล่ียนเป็นเน้ือปลาส้าหรับคนบริโภคต่อไป ในกรณีที่มีสารอินทรีย์ มูลสัตว์ หรือน้าทิ้งจากการเกษตร ท้าให้พืชน้าเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แหล่งน้าต้ืนเขิน และสภาพแวดล้อมเส่ือมโทรมปลากินพืชบางชนิด เช่น ปลานิล สามารถก้าจัดโดยการกินสารอินทรีย์บางส่วนโดยตรง หรือกินพืชที่เจริญเติบโตจากสารอินทรีย์เหล่าน้ีได้เช่นกัน โดยมักพบได้เสมอในฟาร์มท่ีมีการท้าการเกษตรแบบผสมผสานประโยชน์ในข้อนี้ นอกจากช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สงู สดุ อีกด้วย เช่น การเล้ยี งสัตวน์ า้ ร่วมกับการเล้ียงไก่ หมู อาหารเหลือจากสัตว์เหล่านี้สามารถใช้เลี้ยงสัตว์น้าได้ มูลไก่ มูลหมู ยังเป็นปุ๋ยท่ีดีส้าหรับการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ ซึ่งจะเป็นอาหารสัตว์น้าได้อีกต่อหนึ่ง จากการศึกษาการเลี้ยงปลาเฉา (Ctenopharyngodon idellus) ซึ่งเป็นปลาจีนชนิดหน่ึง พบว่า ปลาเฉาสามารถกินหญ้าขนได้มาก 20 – 30 กิโลกรัม/ตัว สามารถประยุกต์ใช้ในการก้าจัดวชั พชื นา้ ไดอ้ ย่างดีทเี ดียว ส้าหรับการเลี้ยงปลาในนาข้าว ปลากินพืช บางชนิด เช่น ตะเพียนขาว สลิด มีประโยชน์ช่วยควบคุมปริมาณวัชพืช ก้าจัดตัวอ่อนของแมลงศัตรูของต้นข้าว และขับถ่ายของเสียเป็นปุ๋ยให้กับนาข้าว ท้าให้ต้นข้าวสมบูรณ์ ลดวัชพืชน้า เพราะการว่ายน้าไปมาของปลาท้าให้น้าขุ่น วัชพืชน้าไม่สามารถเจริญเติบโตได้เกษตรกรได้ผลประโยชน์ ทั้งจากผลผลิตปลาท่ีเลี้ยง ผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น และลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวอีกดว้ ย สัตวน์ ้าเศรษฐกิจราคาแพงตวั หนงึ่ ทก่ี ้าลงั ได้รบั ความนยิ มเลีย้ งเพิ่มขึ้น คอื หอยเป๋าฮ้ือ เป็นสัตว์น้าที่กินสาหร่ายทะเลบางชนิดเป็นอาหาร เช่น สาหร่ายเขากวาง สาหร่ายมงกุฎหนาม สาหร่ายผมนาง พบว่าสาหร่ายทะเลพวกน้ีสามารถใช้สารอินทรีย์บ่อน้าทิ้ง จากการเลี้ยงกุ้งหรือกิจกรรมอื่นๆ เพื่อเจริญเติบโตขยายพันธุ์มากขึ้น (ธวชั ศรวี ีระชัย และสุรยิ ะ แพงดี, 2547, 47-57) เป็นการช่วยลดของเสียที่เกิดข้ึน และเป็นแนวทางหน่ึงในการเพ่ิมผลผลิตของสาหร่ายให้ได้มากเพียงพอ เพ่ือรองรับเกษตรกรที่จะเลี้ยงหอยเป๋าฮ้ือในอนาคตตอ่ ไป
7ประโยชนอ์ ีกประการหนึ่งของสัตว์น้าในการรักษาส่ิงแวดล้อม คือ การก้าจัด ลูกน้า (ลูกยุง) ของปลาบางชนิด ช่วยลดปริมาณยุงเต็มวัยที่จะเป็นพาหะน้าโรคต่างๆ มาสู่มนุษย์ หากไม่มีปลากลุ่มนี้เชื่อว่าทุกแห่งในโลกจะมียุงเพ่ิมขึ้น และมนุษย์เราจะตกอยู่ในภาวะเส่ียงจากการเป็นโรคท่ีเกิดจากยุงเป็นพาหนะ เช่นโรคมาเลเรีย โรคไข้เลอื ดออก เพ่ิมข้นึ แนน่ อน3. เปน็ ตัวอยา่ งเพอื่ การศกึ ษานฤมล อัศวเกศมณี (2545, 16) กลา่ ววา่ วทิ ยาศาสตร์หลายสาขา ได้น้าสัตว์น้ามาเป็นตัวอย่างในการศกึ ษา เช่น ชีววิทยา นเิ วศวทิ ยา มีนวทิ ยา และสรีรวิทยา เป็นต้น ท้าให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ ลักษณะนิสัยการปรับตัว รวมถึงระบบต่างๆ ในตัวสัตว์น้า เกิดการประยุกต์มาใช้ประโยชน์นานาประการ เช่น ออกแบบเครอ่ื งใช้ อุปกรณอ์ ้านวยความสะดวก และอุปกรณ์คมนาคม เป็นตน้นอกจากน้ีมีรายงานวิจัยพบว่า มีตัวยารักษาโรคบางชนิด สามารถสกัดได้จากสัตว์น้า กลุ่มปะการัง และกัลปังหา แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนักด้วยเหตุผลบางประการ แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะสัตว์น้ากลุ่มน้ีโตช้า การน้ามาสกัดท้ายาอาจไม่คุ้มค่า เม่ือเปรียบเทียบกับการปล่อยให้อยู่อย่างสวยงามเป็นแหลง่ ท่องเท่ียวทที่ ้ารายได้ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า แต่ในอนาคตหากงานวิจัยเกี่ยวกับการเล้ียงปะการังส้าเร็จ เราอาจจะใชไ้ ดป้ ระโยชน์จากสารสกัด พวกยารกั ษาโรคบางชนดิ จากสตั วน์ ้ากลุ่มนี้ก็ได้4. เปน็ ดชั นีชีวดั คุณภาพของน้าในการทดสอบเพอ่ื ศกึ ษาความเปน็ พษิ ของสารต่างๆ ในแหลง่ นา้ นยิ มใชพ้ วกปลาขนาดเล็กเป็นตัวทดสอบ หาค่าความเป็นพิษสูงสุดที่จะท้าให้สัตว์น้ามีชีวิตอยู่ได้ในแหล่งน้า เพ่ือก้าหนดมาตรฐานท่ีจะอนุญาตใหม้ สี ารพษิ แตล่ ะชนิดตกคา้ งในแหล่งน้าได้ นอกจากนใี้ นการศึกษาทางนิเวศวิทยา พบว่าชนิดของปลาท่ีพบในแหล่งน้าต่างๆ จะเป็นดัชนีบอกคุณภาพของแหล่งน้าได้ กล่าวคือ ถ้าแหล่งน้าพบปลาผีเส้ือ (Balitoraspecies) ปลาน้าหมึก (Qpsarius ormatus) และปลาเลียหิน (Garra taeniata) เป็นต้น แสดงว่าแหล่งน้านั้นมีคุณภาพดีมาก ถ้าพบปลาพวกซิวแถบ (Rasbora paviei) ปลากระสูบขีด (Hanpala macrolepidota)ปลาแก้มช้า (Systomus orphroides) ฯลฯ ปลากลุ่มน้ีจะแสดงว่าแหล่งน้าดีปานกลาง ส้าหรับแหล่งน้าทั่วไปในประเทศไทยจะอยู่ในสภาพพอใช้ได้ พบปลาในกลุ่มของปลาช่อน (Channa species) ปลาไหล(Monopeterus albus) ปลาหมอ (Anabas testudineus) ส่วนแหล่งน้าที่มีคุณภาพไม่ดี จะเป็นท่ีอยู่อาศัยของปลานิล (Tilapia nilotica) และปลากนิ ยุง (Gumbusia affienis) เปน็ ตน้5. ประดับโลกจรรโลงจิตใจใหง้ ดงามความเพลิดเพลินจากสัตว์น้าเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น การเลี้ยงปลาสวยงาม มักพบเห็นตู้ปลาสวยงาม ตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ ร้านอาหาร บริษัทห้างร้าน โรงแรม ท้าให้ผู้เล้ียงและผู้พบเห็นเพลิดเพลินรู้สึกผ่อนคลาย ปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมการประกวดจัด ตู้ปลาสวยงามส้าหรับนักเรียนระดับมัธยมต้น และปลาย อยู่บ่อยๆ เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้รักสัตว์และห่างไกลจากส่ิงเสพติดที่ไม่เหมาะสม ในโรงพยาบาลจิตเวชของรัฐไดม้ ีการจดั ต้ปู ลาสวยงามเพ่อื บา้ บัดผูป้ ว่ ยใหร้ ้สู กึ เพลิดเพลิน คลายความเครียด ความวิตกกงั วล และมคี วามสขุ กับการเคล่ือนไหวของปลา
8 การจัดพิพิธภัณฑ์สัตว์น้าในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาธรรมชาติของสัตว์น้าได้ใกล้ชิดข้ึน กลายเป็นสถานที่ท่องเท่ียวท้ังในระดับประเทศและนานาประเทศ เช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ากรงุ เทพมหานคร พพิ ธิ ภัณฑ์สตั วน์ ้าภเู กต็ ศนู ยศ์ ึกษาธรรมชาตทิ ะเล บางแสน ฯลฯ สถานที่ท่องเท่ียวเกือบทุกแห่งที่มแี หลง่ น้าเปน็ สว่ นประกอบให้ความร่มรืน่ มักนิยมปล่อยปลา เต่า ให้อยู่ตามธรรมชาติ ท้าให้มีชีวิตชีวาสร้างความเพลิดเพลินใจแก่ผู้พบเห็น แม้กระทั่งสัตว์น้าในธรรมชาติบางชนิด เช่น โลมาอิรวดี (โลมาหัวบาตร)ท่ีมีชุกชุมบริเวณปากอ่าวบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเท่ียว ให้ล่องเรือชมโลมาอิรวดี ท่ีมักจะลอยตัว หรือตีลังกา แสดงความสามารถที่น่ารักให้พบเห็นกันได้ตลอด โดยจะมีชุกชุมระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง มีนาคม ปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) พบโลมาหัวบาตร บริเวณเกาะขาม อ้าเภอเทพา จังหวัดสงขลา อกี ด้วย โดยเฉพาะในช่วงประมาณเดอื นมถิ นุ ายน ถึง กันยายน ในการจัดตู้ปลาให้เด็กปฐมวัย พบว่าเด็กจะเฝ้ามองการว่ายน้าของปลา ท้าให้สายตาพัฒนาดีข้ึนปจั จบุ ันการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นธุรกิจหนึ่งท่ีได้รับความนิยมมาก หากมีการพัฒนาการเล้ียงปลาสวยงามจากงานอดิเรกกลายเป็นงานหลัก อาจนา้ ไปสู่ส่วนหน่ึงของธุรกิจปลาสวยงามท่ีก้าลงั ทา้ รายไดเ้ พิ่มสูงขนึ้ ทุกปี นอกจากน้ีบางแห่งยังมีการใช้สัตว์น้าเป็นเกมกีฬาเพ่ือความสนุกสนาน เช่น เกมการตกปลา เกมการจับปลาไหลใสก่ ระบอก เป็นการสง่ เสริมการกีฬาและการท่องเท่ียวควบคู่กนั ไปปญั หาของทรพั ยากรทางการประมง เดมิ สภาพแวดลอ้ มของแหล่งน้าธรรมชาตยิ งั ดีและประชากรมีไม่มาก ดังปรากฎในศิลาจารึกสมยั พ่อขุนรามคา้ แหง ในนา้ มีปลา ในนามีข้าว ไม่มปี ญั หาในการจับสัตวน์ ้าจากธรรมชาติ เพียงพอตอ่ การบรโิ ภค แต่ปัจจุบันการจบั สัตวน์ ้าจากธรรมชาตมิ ีความไม่แน่นอนและมี แนวโน้มท่ลี ดลง (เกรยี งศกั ด์ิ, 2546) พอสรปุ ได้คือ 1. สภาพแวดลอ้ มและแหล่งต้นนา้ ล้าธารถกู ทา้ ลาย มูลเหตสุ ่วนใหญม่ าจากการ พฒั นาและผลกระทบจากกจิ กรรมอ่นื ๆ เช่น การขยายตัวของชุมชนและการพัฒนาแหลง่ อตุ สาหกรรมโดยทไ่ี ม่การบ้าบดัและปอ้ งกนั การปลอ่ ยนา้ เสียจากอตุ สาหกรรมลง ในแหล่งน้า การพฒั นาดา้ นการเกษตรโดยการใชป้ ยุ๋ และสารเคมี การก่อสรา้ งส่งิ กดี ขวางทางน้า การขยายตวั อย่างรวดเรว็ ของวัชพืช ทา้ ให้แหล่งน้าไมเ่ หมาะสม 2. การจ้ากัดพนื ทก่ี ารท้าการประมงทะเล เน่อื งจากการประกาศเขตเศรษฐกจิ จ้าเพาะ 200 ไมล์ทะเลของประเทศเพ่ือนบา้ นท่ีมอี าณาเขตติดตอ่ ประเทศไทย 3. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยที างการประมงในการจบั สตั วน์ ้า ทา้ ใหม้ ีการทา้ การ ประมงมากเกนิ ไป ( Over Fishing ) เพือ่ น้ามาพฒั นาเศรษฐกิจ ในการรองรับประชากรที่มีปริมาณเพม่ิ ขนึ้ การผลติ พันธ์ุสัตวน์ ้าทม่ี กี ารดัดแปลงพนั ธุกรรม การน้าสัตว์นา้ พนั ธต์ุ า่ งถ่ินเข้ามาเล้ยี งเพอื่ เพิม่ ผลผลติ ท้าให้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศแหลง่ นา้ เป็นตน้
9 4. กลไกทางการค้าระหว่างประเทศ เชน่ กรณีท่ถี ูกต้ังขึน้ จากประเทศผนู้ า้ เขา้ กุ้งกลุ าด้ารายใหญ่ของประเทศไทย คือ สหภาพยุโรป (EU) ทไ่ี ด้ตัดสิทธิพเิ ศษทางศลุ กากร (Generized System of Preference :GSP) 5. ปญั หาจากการใช้มาตรการความปลอดภยั ด้านส่งิ แวดล้อม เชน่ ปญั หาความ ปลอดภยั ของผลผลติ จากการใชย้ าและสารเคมี ในระหว่างการเลย้ี งทเ่ี กินความจา้ เป็นของเกษตรกร มีการตกค้างของยาและสารเคมีในสินคา้ และผลิตภณั ฑ์กงุ้ ทะเลสง่ ออกโดยเฉพาะยาปฏชิ ีวนะกลมุ่ Oxytetracyclin และ Oxolinicacid ยังคงถกู ตรวจพบ ประเทศคู่ค้าไม่รับซือ้ สินค้าส่งกลบั กอ่ ให้เกิดผลเสียหายแก่ผสู้ ง่ ออกอย่างมาก 6. การขาดการตดิ ตามและควบคุมการใชป้ ระโยชน์พนื ท่ที ่ถี กู ต้อง สา้ หรับการดา้ รง ชพี และการแพร่พนั ธขุ์ องสตั ว์น้า 7. กฏเกณฑ์และบทลงโทษในการทา้ ความเสียหายใหก้ ับสิ่งแวดล้อมไม่มคี วามรุนแรงเพยี งพอ 8. การแย่งชิงทรพั ยากรประมงกนั มาก เกิดความขดั แย้งระหวา่ งผูป้ ระกอบการประมง กลุ่มตา่ งๆ 9. การคา้ ขายสตั วน์ ้าทีผ่ ดิ กฎหมายทังในประเทศและระหวา่ งประเทศ เชน่ การลกั ลอบ ค้าสตั วน์ า้คุ้มครอง หรือคา้ ขายสตั ว์น้าที่อยูใ่ นบัญชหี ้ามค้าของไซเตส( CITES) ป็นต้น ปญั หาเหล่านี้กอ่ ใหเ้ กดิ การลดลงของผลผลติ ประมง ท้าใหก้ ารจบั จากธรรมชาติอย่างเดยี วไม่เพียงพอและจากสภาพการทด แทนของสัตวน์ ้าไมเ่ พียงพอ ปัญหาสภาวะแวดลอ้ มเสื่อมโทรม การเลยี้ งกุ้งกุลาด้าแบบการปล่อยหนาแนน่ ท้าให้เกิดการสะสมของสารอินทรยี แ์ ละสารอนนิ ทรยี ์จ้านวนมาก ภายในบอ่ เล้ียง ยังคงมีการปล่อยน้าทงิ้ ภายหลังการเกบ็ เก่ียวผลผลิตลงสู่แหล่งน้าธรรมชาติ ทา้ ใหส้ ภาพแวดลอ้ มภายนอกเกดิ สภาพเสื่อมโทรม เป็นการทา้ ลายสมดุลย์ของระบบนเิ วศ จนแหล่งนา้ มีคณุ สมบตั ิไม่เหมาะสมในการนา้ มาใชป้ ระโยชนไ์ ด้อีก ท้าให้ตอ้ งเสียคา่ ใช้จ่ายในการบ้าบดั นา้ เสยี ทางดา้ นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า โดยเฉพาะกุง้ กลุ าดา้ มีปัญหาด้านการคา้ ถอื เป็นปัญหาที่ส้าคญั ทีม่ ผี ลต่ออุตสาหกรรมการเพาะเล้ยี งกุ้งกุลาด้าของประเทศไทยอย่างมากเดิมมีปัญหาการบกุ รุกป่าชายเลน โดยเฉพาะกลไกทางการค้าระหวา่ งประเทศที่ถูกต้ังขนึ้ จากประเทศผู้นา้ เข้ากุ้งกลุ าด้ารายใหญข่ องประเทศไทย คือ สหภาพยโุ รป (EU) ท่ไี ดต้ ดั สทิ ธิพิเศษทางศุลกากร (GenerizedSystem of Preference : GSP) และแตป่ ัจจุบนั ปัญหาความปลอดภัยของผลผลิตจากการใช้ยาและสารเคมี
10ในระหว่างการเลยี้ งทเ่ี กนิ ความจ้าเป็นของเกษตรกร มีการตกค้างของยาและสารเคมใี นสินค้าและผลิตภัณฑก์ ุ้งทะเลสง่ ออกโดยเฉพาะยาปฏิชวี นะกลมุ่ Oxytetracyclin และ Oxolinic acid ยังคงถูกตรวจพบ ประเทศคู่ค้าไม่รับซื้อสินคา้ ส่งกลับกอ่ ให้เกิดผลเสยี หายแกผ่ ้สู ่งออกอยา่ งมากนอกจากนี้ปญั หาความเสอื่ มโทรมของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ มในปัจจุบนั ในด้านนโยบายนั้น ทิตยา(2546) กล่าวว่า ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 9 (พ.ศ. 2545-2549) ได้ให้ความส้าคัญกับการบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูได้อย่าง สมดุลโดยสร้างเสริมชุมชน พัฒนาการพึ่งพาตนเอง ยกระดับคุณภาพชีวิต มีแนวทางให้เกดิ ผลในทางปฏิบตั ิ และ สิ่งท่ีรัฐพยายามกระท้าในการจัดการทรัพยากรประมง คือ พยายามลดความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการประมงกลุ่มต่างๆ ซึ่งเกิดกรณีการแย่งชิงทรัพยากรประมงกันมากขึ้น เนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้าอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม ตลอดจนให้ความสนใจในการพัฒนาประมงพื้นบ้าน ทดลองและศึกษาเคร่ืองมือประมงที่เหมาะสม ส่งเสริมการแปรรูปสัตว์น้า และปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้าท่ีไม่เคยถูกใช้ประโยชน์ส้าหรับการบริโภคโดยตรงของมนุษย์ ในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ามีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณห์ ลายฉบบั เพื่อช่วยใหท้ รัพยากรสัตวน์ ้ามี อย่คู ชู่ าวไทย ทางดา้ นเพาะเลี้ยงสัตว์น้าภาครฐั มีการน้าระบบการจดั การสง่ิ แวดล้อมในการเพาะเล้ยี งรปู แบบตา่ งๆ และมาตรการการจดทะเบียนฟาร์มเขา้ มาบังคบั ใช้ เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเพ่ือให้มีการเพาะเล้ียงสัตวน์ ้าอยา่ งยง่ั ยืนต่อไปความส้าคญั ของกฎหมายประมงมาใช้ในการบริหารจัดการทรพั ยากรประมง ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรสัตวน์ า้ นบั วันยิ่งทวีความรุนแรงขนึ้ เปน็ ลา้ ดบั จึงเป็นสิ่งจา้ เปน็ อยา่ งเร่งดว่ นทต่ี อ้ งทา้การจดั การสตั วน์ ้าเอาไว้ เพ่อื จะใหส้ ัตว์นา้ มบี ริโภคและน้าไปใชป้ ระโยชนด์ า้ นอ่นื ๆ อย่างพอเพยี งท้งั ในปจั จบุ นั และอนาคตการจัดการสตั ว์น้าทีท่ ้ากันอยูท่ ั่วไปจากแนวคิดของวชิ ยั เทยี นนอ้ ย ( มปป : 188-192) ไพบูลย์ ภรู เิ วทย์ (2537: 198-200) สมพรอสิ วิลา นนท์ (2537:23-24) มีวถิ กี ารจัดการดังน้ี
11ก. การบริหารจัดการทรัพยากรประมงในการนา้ มาใชป้ ระโยชน์ (การทา้ การประมง)การจัดการโดยภาครฐั แนวทางการใช้กฎหมาย ระเบียบข้อบงั คับต่างๆ มาใชเ้ ปน็ เคร่อื งมือทางการจัดการทางการประมง 1) กฎหมายต้องรดั กุมและมีเจา้ หน้าทคี่ วบคุมท่วั ถงึ เช่น ต้องหา้ มจบั ปลาในฤดผู สมพันธุ์ และว่างไข่ปลาทเ่ี หลอื น้อยควรจัดไวใ้ นพวกทต่ี อ้ งสงวนพนั ธุ์ การดา้ เนินการปอ้ งกนั โดยใชก้ ฏหมายจะทา้ ได้ผลดีกต็ ่อเม่ือ - มีเคร่ืองมือ เครื่องใช้ และกา้ ลงั คนพอเพียง - ผทู้ เ่ี กี่ยวขอ้ งกบั เร่อื งน้ีตัองปฎบัตงิ านด้วยความซ่อื สัตวแ์ ละจริงจัง กฏหมายที่ใช้เปน็ หลักในการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรประมง กฏเกณฑท์ างการประมงและการควบคุมการท้าการประมงที่ประเทศไทยใชใ้ นปจั จบุ ัน พอสรปุ วธิ ีการควบคมุ ได้ 9 วิธี มีดังนี้ 1) การควบคมุ ประเภทเคร่อื งมือประมงและวธิ ีการท้าการประมง ไดแ้ ก่ หา้ มทา้ การประมงในทีอ่ นุญาต(มาตรา 13) หา้ มมิใหส้ ตั วน์ ้ามนึ เมาหรอื วางยาเบอื่ เมา ( มาตรา 19) หา้ มมิให้ใช้กระแสไฟฟ้าท้าการประมงในท่ีจบั สัตวน์ ้าหรอื ใช้วัตถุระเบิดในที่จับสตั วน์ ้าไมว่ ่ากรณใี ดๆเว้นแต่เพอ่ื ประโยชนท์ างราชการและไดร้ บั อนญุ าตจากอธบิ ดีกรมประมง(มาตรา 20) หา้ มครอบครองสัตวน์ า้ ท่ีได้มาโดยการกระท้าความผดิ ตามมาตรา 19 และ20 ก้าหนดชนดิ เชน่ หา้ มอวนลอยหรอื ขา่ ยลอย ห้ามใช้อวน ขา่ ย เฝอื ก เครื่องมือกางกั้นทกุ ชนิดและช้อนท่ีปากกวา้ งเกนิ กว่า 2 เมตร 2) การก้าหนดเพศหรือสภาพ ไดแ้ ก่ ห้ามประมงปูทะเล ปมู า้ ปลู ายทมี่ ีไข่นอกระดอง ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคมของทุกปี 3) การกา้ หนดขนาดสัตวน์ ้าในการท้าการประมง ได้ห้ามทา้ การประมงหอยแครงขนาดความยาวต้า่ กว่า0.6 ซม. 4) การใช้วิธกี ารกา้ หนดเขต ไดแ้ ก่ การกา้ หนดทร่ี กั ษาพืชพนั ธ(ุ์ มาตรา 8) ก้าหนดที่อนุญาต(มาตรา 12)หา้ มตดิ ต้ัง วาง สรา้ ง เข่ือน ท้านบ ร้ัว เครือ่ งมือทีเ่ ป็นตาขา่ ย หรอื เครือ่ งมือท้าการประมงอืน่ ในทจี่ บั สัตว์น้า ซ่ึงกางกนั้ ทางเดนิ สตั ว์น้า (มาตรา 22)
12 5) การกา้ หนดฤดกู าล ห้ามท้าการประมงในแหล่งนา้ จืด ระหว่าง 16 พฤษภาคม – 15 กนั ยายน ของทุกปี (แต่ละจังหวัดอาจประกาศตามความเหมาะสมของท้องถ่ินตนได้) 6) การควบคมุ การเลือกจับของเคร่ืองมอื ประมง กา้ หนดขนาดตาและระยะช่องของเคร่อื งมือประมงไดแ้ ก่ เครอื่ งมือคราดหอย ขนาดตาอวน และขนาดเรือ เคร่ืองยนตเ์ รือ จ้านวนเครื่องมือ ตอ่ ลา้ เรอื 7) การกา้ หนดปริมาณของผลจับ 8) การควบคุมจา้ นวนเคร่ืองมือท้าการประมง ไดแ้ ก่ การจดทะเบียนเรอื ประมง 9) การห้ามครอบครองและท้ากจิ กรรมบางประการ ไดแ้ ก่ หา้ มครอบครองสตั วน์ า้ หรือผลติ ภณั ฑ์สตั วน์ า้ตามท่รี ะบไุ ว้ในพระราชกฤษฎีกา(มาตรา 53) หา้ มนสัตว์นา้ เข้ามาในพระราชอาณาจักรโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าตจากเจ้าหน้าที่ (มาตรา 54) หา้ มนา้ สัตว์นา้ บางชนิดไปปล่อยในทจี่ บั สัตวน์ า้ (มาตรา 55)ข.มาตรการควบคมุ การนา้ เข้า - ส่งออก 1) การควบคมุ การนา้ เข้า สตั วน์ า้ ที่มอี ันตรายบางชนดิ ได้แก่ ปลานา้ จดื สกลุ Serrasalmus สกุล Roosovaltiella และไข่ปลาสกุลดงั กล่าวเข้ามาในประเทศและปล่อยในแหลง่ นา้ การควบคมุ การสง่ ออก - กุ้งกลุ าดา้ ขนาดทีโ่ ตกว่า 7.5 นวิ้ หรอื น้าหนกั 70 กรัม ขึน้ ไป ต้องขออนุญาตสง่ ออกและมีหนังสือรับรองจากกรมประมง - ปะการงั หา้ มมิใหม้ กี ารสง่ ออก โดยมิได้รับอนุญาต - เตา่ ห้ามส่งออกเต่าทะเล 7 ชนิด ออกนอกอาณาจกั ร - หอย ห้าม น้าหอย 4 ชนิด คือ หอยมุกไฟ หอยมกุ จาน หอยมุกเจดยี ์ (หอยนมสาว) และหอยกาบน้าจืด ทยี่ ังไม่ไดแ้ ปรสภาพ เปน็ สินค้าทตี่ ้องขออนุญาตและมีหนังสือรบั รอง
13 2) การขยายพันธ์เุ ทียม โดยการผสมเทียมในบ่อเพาะเลยี้ ง เทคนคิ แบบนีใ้ ชไ้ ม่ได้ผลในกรณปี ลาชนิดนัน้ สามารถด้ารงชวี ิตและขยายพันธไ์ุ ด้ดีอยแู่ ล้ว เนื่องจากค่าใช้จา่ ยในรปู ของเครื่องมืออุปกรณ์ การเก็บรักษาเจา้ หนา้ ที่ การเลีย้ ง การขนส่ง การขายพนั ธุเ์ ทยี ม มีประโยชน์ในการเลยี้ งปลาในบ่อที่เตรยี มไว้ หรอื ในธรุ กิจการเล้ียงปลาน้าจดื หลายชนดิ รวมทั้งก้งุ 3) การนา้ พนั ธ์ุปลาจากท้องทอี่ ่ืนมาเลียง วธิ ีนีอ้ าจใช้เพอ่ื การควบคุมวชั พชื น้าหรือควบคมุ ปลาทีไ่ ม่ตอ้ งการ เปน็ การควบคุมสิง่ มีชีวติ อืน่ โดยใชส้ ิง่ มีชวี ิตดว้ ยกันเป็นตัวควบคมุ เรียกวา่ การควบคุมทางชีวภาพ(bioligical control) เป็นวธิ ีการเพื่มทรัพยากรสัตวน์ า้ ให้พอกับความต้องการของประชาชนวิธหี น่ึง ขอ้ ควรระวงั จากการนา้ เอาปลาต่างถนิ่ เข้ามา คือปลาชนิดใหมอ่ าจมกี ารปรับตวั และเหมาะสมกับท้องท่ใี หม่จนสามารถขยายพันธเุ์ พิ่มจ้านวนมากจนกลายเป็นปลาทไี่ ม่ตอ้ งการเนื่องจากมีปริมาณมากเกินไป ท้าความเสียหายใหท้ ้องถ่นิ และยากแก่การก้าจดั อาจไปท้าลายปลาพนั ธ์ุพ้นื เมือง โดยเปน็ ผลู้ า่ (predator) หรือแย่งอาหารของพนั ธุ์ปลาทมี่ ีอยเู่ ดิม 4) การสง่ เสริมการเพาะเลยี งสัตว์น้า เนอ่ื งจากปรมิ าณสัตว์น้าที่อย่ตู ามธรรมชาติไม่พอเพยี งส้าหรับมาใชป้ ระโยชน์ จงึ ท้าใหร้ ัฐบาลหนั มาให้ความสนใจและส่งเสรมิ ให้ประชากรตั้งฟารม์ เลี้ยงสตั ว์น้าเพื่อการคา้ขึน้ มาเพอื่ เพมิ่ พนู รายได้ใหแ้ ก่ครอบครวั มากข้นึ 5) การจดั ตงั สถานเี พาะเลยี งสตั วน์ ้า ท้าหน้าทเี่ พาะพันธส์ุ ตั วน์ า้ เพื่อ - นา้ ไปปล่อยตามแหลง่ นา้ ตามธรรมชาติ - แจกจา่ ยให้ประชาชนทส่ี นใจนา้ ไปเลย้ี ง สตั ว์น้าทีส่ ถานีประมงทา้ การค้นควา้ ทดลองส่วนมากจะเปน็ สตั วน์ า้ หายาก เช่น ปลาบึก และปลาพื้นเมือง เชน่ ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลายส่ี ก ปลานวลจนั ทร์ เป็นต้น 6) การสา้ รวจแหล่งประมงเพิม่ เตมิ ส้าหรบั กรณีนจี ะกระท้าไดเ้ ฉพาะแหล่งประมงน้าเค็มเทา่ นนั โดยการสง่ เรอื ออกไปสา้ รวจแหล่งประมงเพิ่มเตมิ ในท้องทะเลหลวง 7) การประชาสมั พันธ์ การขอความร่วมมือจากประชาชนทว่ั ไปเพ่ือช่วยกนั จดั การสตั ว์นา้ จะเป็นวธิ กี ารที่ดแี ละถูกต้องมากท่สี ุด เพราะการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติจะใหไ้ ด้ผลต้องได้ความรว่ มมอื จ่ ากบุคคลหลายฝ่าย ดังนนั้ การเผยแพร่ความรู้ทั่วไปในหมปู่ ระชาชนจึงต้องกระท้า เชน่ การจัดส่งเจ้าหน้าทป่ี ระมงออกไปแนะน้าการเพาะเลี้ยงสตั ว์น้า การขอความร่วมมือกับทางราชการเพอื่ ช่วยกนั ดูแลเขตหวงห้ามในการจบัสัตว์น้า หรือขอร้องประชาชนให้ชว่ ยกนั น้าสัตวน์ ้าทท่ี างราชการเพาะไห้ไปปล่อยยังแหลง่ นา้ สาธารณะ เปน็ ต้นนอกจากนีค้ วรจดั ให้มีหลักสูตรเพ่ือให้ความรูเ้ บี้องตน้ ในการบา้ รงุ และจดั การสัตว์นา้ ในสถาบนั การศกึ ษาทุกระดบั เพ่ือเยาวชนจะได้เลง็ เห็นความสา้ คัญของสัตวน์ า้ มากย่ิงข้นึ ย่งิ ไปกว่านัน้ การประชาสัมพันธค์ วรกระผ่านสือ่ มวลชนทุกชนดิ เพื่อสร้างความเขา้ ใจอันดีในการนัดการทรพั ยากรสัตว์นา้ ต่อไป 8) การกา้ หนดเขตห้ามจบั สัตว์นา้ สถานท่ีบางแห่งควรประกาศเป็นเขตสตั ว์นา้ เพ่อื จะใหบ้ ริเวณน้นัเป็นถิ่นทีอ่ ยู่อย่างปลอดภัยของสตั วน์ า้ ในการดา้ เนินชวี ติ เช่น แหล่งนา้ ในเขตวดั ประตรู ะบายน้า หรือในเขตอทุ ยานแหง่ ชาสติ เขตห้ามจับสตั ว์น้านี้ผู้ใดจะเขา้ ไปประทุษร้ายต่อสตั วน์ ้าไม่ได้ และควรลงโทษผูฝ้ ่าฝนื อย่างรนุ แรงและเฉียบขาด
14 9) การกา้ จดั วชั พชื น้า ถือว่าเป็นการปรับปรงุ ท่ีอยู่อาศัยของปลาเหมือนกัน แม้วา่ พืชน้าจะชว่ ยเพมิ่ปริมาณออกซเิ จนจากการสงั เคราะหแ์ สงและอาจเปน็ ทว่ี างไขข่ องปลาบางชนดิ แต่ถ้าพืชน้าข้นึ เกาะกันหนาแน่นเป็นกลุ่มใหญอ่ าจมผี ลเสยี มากกวา่ ผลดี เพราะแข่งกันแย่งอาหารกบั แพลงตอนและเม่อื ตายเนา่ เป่ือยกท็ า้ ใหป้ ระมาณออกซเิ จนในนา้ ลดลง วชั พืชน้าท่สี ้าคัญในเขตรอ้ นไดแ้ ก่ผักตบชวา ซง่ึ นอกจากทา้ ใหก้ ารสญั จรทางน้าล้าบากแลว้ ยังเปน็ แหล่งเพาะยงุ และแมลงศตั รพู ชื หลายชนิด สาหรา่ ยหลายชนดิ เป็นวัชพชื น้าทีส่ า้ คญัการก้าจัดวัชพืชนา้ อาจใชส้ ารเคมี แตค่ วรค้านึงถงึ ผลกระทบต่อปลาและสตั วน์ ้าอื่น ๆ ด้วยการจัดการทรพั ยากรสัตวน์ ้าในแหล่งนา้ ธรรมชาตโิ ดยชมุ ชน 1) การกา้ หนดเขตอนุรกั ษ์ ในชมุ ชนท่อี ยู่ใกล้แหล่งน้าธรรมชาติ เป็นเขตหา้ มจบั สตั วน์ า้ ของชมุ ชนหรอื เป็นเขตอภัยทานในบรเิ วณวัด โดยชมุ ชนเป็นผเู้ ลือกพื้นทีเ่ อง เพอ่ื ง่ายตอ่ การดูแล รักษา ให้เป็นแหล่งเพาะพนั ธุส์ ัตว์นา้ ได้ขยายพนั ธุ์ตามธรรมชาติโดยไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์ 2) การก้าหนดกฎ ระเบียบของชมุ ชนเกย่ี วกบั การดูแล และการใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรสัตวน์ ้าที่ชุมชนสามารถจดั การเองได้โดยการปรบั ให้เขา้ กับท้ังกฎหมายของกรมประมง และกฎของชมุ ชนทีส่ ร้างขน้ึ เพ่ือก้าหนดมาตรฐานพฤติกรรมของสมาชกิ ในชุมชนสอดคล้องกบั วถิ ีชีวติ ชมุ ชน 3) จดั ตงั องคก์ รชุมชน เพื่อการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ามีหน้าท่ีดูแลเขตอนุรักษ์ การอนุญาตในการใช้ประโยชนจ์ ากสตั วน์ ้า และกา้ กบั ใหป้ ฎบิ ตั ติ ามกฎระเบียบของชมุ ชนที่ตั้งไวอ้ ย่างจริงจังและเป็นการเปดิโอกาศใหส้ มาชิกของชมุ ชนได้เขา้ มามีสว่ นร่วมในการจัดการทรัพยากรสตั วน์ ้าทเี่ ปน็ ทรัพยากรสว่ นรวมเปน็รปู ธรรม 4) การพฒั นาทอี่ ยู่อาศัยวิธีการนีมีวัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ เพิ่มความสามารถในการรองรับ (carryingcapacity) ของท่ีอยอู่ าศัยของปลาถ้าความสามารถในการรองรับดใี นแงข่ องอาหารปลา ท่หี ลบศัตรู นา้ ไม่มีมลพษิ มปี ริมาณออกซเิ จนและอุณหภมู ทิ ีพ่ อดี มีทเี่ หมาะสมสา้ หรับวางไข่ ขยายพนั ธ์ุ อาจไม่จา้ เปน็ เน้นมาตรการการจัดการอื่นเลยก็ได้ ท่ีควรปฎบิ ัตใิ นการพฒั นาที่อย่อู าศยั ตามริมคลองเอาไว้รวกปสั ีเหลยี่ มหรอืวงกลมในครองแลว้ เอาก่งิ ไม้มาใส่ไวต้ รงกลางก็เปน็ การท้าที่พกั และท่ีหลบศัตรเู วลาจับปลากเ็ อาแหล้อม การท้าโปะ๊ กเ็ ปน็ การท้าทพ่ี ักและทห่ี ลบภยั ให้ปลาเชน่ กนั 5) การพฒั นาสภาพแวดลอ้ มของแหล่งนา้ ธรรมชาติ การใช้ขอนไม้ ก้อนหิน กรวดทราย กองประทะกระแสน้า หรอื แม้แต่แพไม้ไผ่ก็เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในน้าท่ีให้ปลามีท่ีอยู่อาศัยดีขึ้น กรวดทรายท่ีเททับถมลงกน้ น้าทีเ่ ปน็ เลนอาจเป็นท่ีวางไข่ของปลาบางชนดิ ได้
15บทสรุป การประมงมีความส้าคัญท้ังด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นแหล่งรายได้ และการจ้างงานที่สา้ คัญ ผลผลติ ทางการประมงที่สา้ คัญ คอื สตั ว์นา้ มีประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อมนุษย์และส่ิงแวดล้อม ได้แก่เป็นอาหารที่มีคุณภาพ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้า และการประดับโลก จรรโลงจิตให้งดงาม ส้าหรับการน้าสัตว์น้าไปใช้ประโยชน์โดยมนุษย์น้ัน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือสัตว์น้าเค็ม และสัตว์น้าจืด ในสัตว์น้าเค็มใช้บริโภคสดเพียงร้อยละ 20-30 เท่าน้ัน ที่เหลือจะถูกน้าไปใช้เพื่อการบริโภครูปแบบอื่น เช่น อาหารสดแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารนึ่งรมควัน ท้าเค็มตากแห้ง และอาหารหมักดอง เปน็ ต้น บางสว่ นของสัตว์นา้ เคม็ คือ ปลาเป็ด และปลาเบญจพรรณขนาดเล็ก จะถูกน้าไปท้าปลาป่นหรอื ใชเ้ ปน็ อาหารสดเลย้ี งสัตว์ ส้าหรบั ในสัตว์น้าจืด นิยมใช้บริโภคในอัตราคอ่ นข้างสงู ถงึ ร้อยละ 94-99 ในสัตว์น้า พวกปลาไหล กุ้งก้ามกราม และตะพาบน้า ส่วนปลาท่ัวไปใช้บริโภคสดร้อยละ 70-90 ยกเว้นในปลาสลิดที่มกั นิยมท้าเคม็ ตากแหง้ ถึงรอ้ ยละ 83.3 สัตว์นา้ จืดทเ่ี หลอื จะถูกนา้ ไปใช้ประโยชน์โดยการแปรรูปอย่างง่าย เช่นท้าเค็ม ตากแห้ง น่ึงย่าง น้าปลา ปลาร้า ปลาเจ่า กะปิ ฯลฯ และใช้เป็นอาหารสัตว์อ่ืนๆ เพียงร้อยละ 1-2เท่านั้นจากการท่ที รพั ยากรประมงมปี ระโยชน์มากมายและมีการนา้ ผลผลิตทางการประมงไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง จึงได้มีการวางแผนการพัฒนาการประมงอย่างต่อเนื่อง ส้าหรับใน ปีพ.ศ. 2545-2549 แผนพัฒนาประมงแห่งชาติ มีเป้าหมายเพ่ือให้เกษตรกรประมงมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรที่เข้มแข็งท้าการประมงแบบรับผิดชอบเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรและสภาพแวดล้อมทางการประมงให้ยั่งยืน ส่งเสริมให้มีการเพาะเล้ียงสัตว์น้าท้ังน้าจืดและ ชายฝั่ง เพื่อทดแทนการจับสัตว์น้าจากธรรมชาติซ่ึงมีปริมาณลดน้อยลงทุกวันขณะเดียวกัน ส่งเสริมให้ชาวประมงท่ีมีความรู้ความสามารถและเพียงพอท้าการประมงนอกน่านน้ามากข้ึนทั้งในน่านน้าสากลและน่านน้าของประเทศชายฝ่ังบางประเทศ รวมท้ังสนับสนุนอุตสาหกรรมและธุรกิจการประมง เพื่อให้มกี ารใช้ประโยชนจ์ ากสตั ว์น้าเตม็ ศกั ยภาพ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพ่ิมข้ึน สร้างรายได้ไม่ต้่ากว่าปีละ 1 แสนล้านบาท และสามารถกระจายสินคา้ สัตว์น้าให้ คนไทยไดบ้ รโิ ภคไม่ต้่ากวา่ 30 กิโลกรมั /คน/ปี
Search
Read the Text Version
- 1 - 15
Pages: