E-BOOK วชิ าทกั ษะการเรียนรู้ ทร31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครูกญั พัชร์ ลังกาวีระนันท์ ครผู ชู้ ่วย กศน.อาเภอแมร่ ิม จงั หวัดเชียงใหม่
คานา ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e–book) รายวิชา ทักษะการเรียนรู้ รหัสวิชา ทร31001 ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายชุดนี้ เป็นสื่อทางวิชาการที่ช่วยในการจัดการเรียนการสอน ตามนโยบายและจดุ เนน้ ของสานักงาน กศน. ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ในนโยบาย ข้อที่ 3 พัฒนาหลักสูตร ส่ือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ในทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อประโยชน์ต่อ การจัดการศึกษาทีเ่ หมาะสม กับทุกกลุ่มเป้าหมาย มีความทันสมัย สอดคล้องและพร้อม รองรับกับบริบทสภาวะสังคมปัจจุบัน ความต้องการ ของผู้เรียน และสภาวะการเรียนรู้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาด ของเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)ส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการเรียนการสอน ของไทยในทุกระดับช้ัน กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศและมีมาตรการเฝ้าระวัง เพือ่ ป้องกนั การแพร่กระจายของเชือ้ ไวรัส จึงจัดการจัดการเรียนรู้ แบบออนไลน์ การจัด การเรียนรู้ผ่านระบบการออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และโซเซียลมีเดีย ต่าง ๆ รวมถึง การส่ือสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ และควรสร้างส่ือช่วยในการจัดการ เรียนการสอนให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันและจุดหมายหลักสูตรการศึกษานอก ระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าส่ือหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (e–book)ชุดนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูและผู้เรียน อย่างไรก็ตาม หากมี ข้อเสนอแนะหรอื ข้อสงสัยประการใด ขอโปรดติดต่อผู้จัดทา เพื่อจะได้นามาเป็นข้อมูลใน การพัฒนาและปรับปรงุ ให้ดียิง่ ขึน้ ในโอกาสต่อไป กญั พชั ร์ ลังกาวีระนันท์ ครผู ชู้ ่วย
E-BOOK 1 วชิ าทกั ษะการเรียนรู้ ทร31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย บทเรียน E-BOOK มีทั้งหมด 6 บท บทที่ 1 การเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง 2 บทที่ 2 การใชแ้ หล่งเรียนรู้ 7 บทที่ 3 การจดั การความรู้ 18 บทที่ 4 การคิดเป็น 22 บทที่ 5 การวิจัยอยา่ งงา่ ย 31 บทที่ 6 ทกั ษะการเรียนร้แู ละศกั ยภาพหลกั ของพืน้ ท่ี 36 ในการพัฒนาอาชีพ โดยครูกญั พัชร์ ลงั กาวีระนันท์
บทที่ 1 2 การเรียนรดู้ ้วยตนเอง ขอบขา่ ยเนือ้ หา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาคญั และกระบวนการของการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรือ่ งที่ 2 ทกั ษะพ้นื ฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทักษะการแก้ปญั หา และเทคนิคในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรือ่ งที่ 3 การทาแผนผงั ความคดิ เรือ่ งที่ 4 ปัจจัยทีท่ าให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบความสาเรจ็ การเรียนด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนริเริ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ความต้องการ และความถนัด มีเป้าหมาย รู้จัก แสวงหาแหล่งทรัพยากรของการเรียนรู้ เลือกวิธีการเรียนรู้ จนถึงการประเมิน ความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเอง โดยจะดาเนินการด้วยตนเองหรือร่วมมือ ช่วยเหลือกับผู้อื่นหรือไม่ก็ได้ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรับผิดชอบและเป็นผู้ควบคุมการ เรียนของตนเอง
E-BOOK 3 การเรยี นรู้ด้วยตนเอง เป็นคณุ ลักษณะท่สี าคญั ต่อการดาเนินชีวิตท่ีมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียนมีความตั้งใจและมีแรงจูงใจสูง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความ ยืดหยุ่นมากขึ้น มกี ารปรับพฤติกรรมการทางานร่วมกับผู้อื่นได้ รู้จักเหตุผล รู้จักคิด วิเคราะห์ ปรับและประยุกต์ใช้วิธีการแก้ปัญหาของตนเอง จัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น และสามารถนาประโยชน์ของการเรียนรู้ไปใช้ได้ดีและยาวนานขึ้น ทาให้ผู้เรียน ประสบความสาเร็จในการเรียน องคป์ ระกอบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนควรมีการวิเคราะห์ความต้องการ วิเคราะห์ เนอื้ หา กาหนดจดุ มุ่งหมายและการวางแผนในการเรียน มีความสามารถในการแสวงหาแหล่ง วิทยาการ และมีวิธีในการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีเพื่อนเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ไป พร้อมกัน และมีครูเป็นผู้ชี้แนะ อานวยความสะดวก และให้คาปรึกษา ท้ังนี้ ครูอาจต้องมีการ วิเคราะห์ความพร้อมหรือทกั ษะทีจ่ าเปน็ ของผู้เรยี นในการก้าวสกู่ ารเปน็ ผเู้ รียนรู้ด้วยตนเองได้ กระบวนการของการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง กระบวนการของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความรับผิดชอบในการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน เปน็ สิง่ สาคญั ทีจ่ ะนาผู้เรียนไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะความรับผิดชอบในการเรียนรู้ด้วย ตนเองน้ัน หมายถึง การทีผ่ ู้เรยี นควบคุมเนือ้ หา กระบวนการ องค์ประกอบของสภาพแวดล้อม ในการเรียนรู้ของตนเอง ได้แก่ การวางแผนการเรียนของตนเอง โดยอาศัยแหล่งทรัพยากรทาง ความรู้ต่าง ๆ ทีจ่ ะช่วยนาแผนสู่การปฏิบัติ แต่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้เรียน ผู้เรียนรู้ด้วย ตนเองต้องเตรียมการวางแผนการเรียนรู้ของตน และเลอื กสิง่ ที่จะเรียนจากทางเลือกกาหนดไว้ รวมทั้งวางโครงสร้างของแผนการเรียนรู้ของตนอีกด้วย ในการวางแผน การเรียนรู้ ผู้เรียนต้อง สามารถปฏิบัติงานกาหนด วินิจฉัยความช่วยเหลือที่ต้องการ และทาให้ได้ความช่วยเหลือนั้น สามารถเลือกแหล่งความรู้ วิเคราะห์ และวางแผนการการเรียนทั้งหมด รวมทั้งประเมิน ความกา้ วหน้าในการเรียนของตน
E-BOOK 4 ทักษะพ้นื ฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทกั ษะการแกป้ ญั หา และเทคนิคการเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง การฟัง เปน็ การรับรคู้ วามหมายจากเสยี งที่ได้ยิน เป็นการรับสารทางหู การได้ ยินเปน็ การเริม่ ต้นของการฟังและเปน็ เพียงการกระทบกนั ของเสียงกับประสาทตามปกติ จึงเป็น การใช้ความสามารถทางร่างกายโดยตรง ส่วนการฟังเป็นกระบวนการทางานของสมองอีก หลายข้ันตอนต่อเนื่องจากการได้ยิน เป็นความสามารถที่จะได้รับรู้ส่ิงที่ได้ยิน ตีความและจับ ความสง่ิ ที่รบั รนู้ ั้น เข้าใจและจดจาไว้ ซึ่งเปน็ ความสามารถทางสติปญั ญา การพูด เปน็ พฤติกรรมการส่ือสารที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไป ผู้พูดสามารถใช้ทั้ง วจนภาษา (คือการสือ่ สารโดยผ่านการฟัง พูด อ่าน เขยี น) และอวัจนภาษา (คือการสื่อสารโดย ไม่ใช้การฟัง การพูด การอ่าน เช่น ภาษาท่าทาง รูปลักษณ์ต่าง ๆ) ในการส่งสารติดต่อไปยัง ผู้ฟังได้ชดั เจนและรวดเรว็ การพูด หมายถึง การสอ่ื ความหมายของมนุษย์โดยการใช้เสียง และ กิริยาท่าทางเป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้ความคิด และความรู้สึกจากผพู้ ดู ไปสผู่ ู้ฟงั การอา่ น เปน็ พฤติกรรมการรับสารทีส่ าคญั ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบัน มีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนาเสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ใน หนงั สือและส่ิงพิมพ์อื่น ๆ มาก นอกจากนี้แล้วข่าวสารสาคัญ ๆ หลังจากนาเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟงั ผ่านสอ่ื ต่าง ๆ สว่ นใหญจ่ ะตีพิมพ์รักษาไว้เปน็ หลักฐาน ความสามารถในการอ่าน จึงสาคัญและจาเปน็ อยา่ งยิ่งต่อการเปน็ พลเมืองที่มคี ุณภาพในสงั คมปัจจุบัน การเขียน เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคล ออกมาเป็นสัญลักษณ์ คือ ตัวอักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจจากความข้างต้น ทาให้ มองเห็นความหมายของการเขียนว่า มีความจาเปน็ อยา่ งยิง่ ต่อการสื่อสารในชีวิตประจาวัน เช่น นักเรียน ใช้การเขียนบันทึกความรู้ ทาแบบฝึกหัดและตอบข้อสอบบุคคลท่ัวไป ใช้การเขียน จดหมาย ทาสัญญา พินัยกรรมและค้าประกัน เป็นต้น พ่อค้า ใช้การเขียนเพื่อโฆษณาสินค้า ทาบญั ชี ใบสงั่ ของ ทาใบเสรจ็ รับเงิน แพทย์ ใช้บันทึกประวตั ิคนไข้ เขียนใบส่ังยาและอืน่ ๆ
E-BOOK 5 แผนผังความคิด (Mind Map) คือ การถ่ายทอดความคิด หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมองลง กระดาษ โดยการใช้ภาพ สี เส้น และการโยงใย แทนการจดย่อแบบเดิมที่เป็นบรรทัด ๆ เรียง จากบนลงล่าง ขณะเดียวกันมันก็ช่วยเป็นส่ือนาข้อมูลจากภายนอก เช่น หนังสือ คาบรรยาย การประชมุ ส่งเข้าสมองให้เก็บรักษาไว้ได้ดีกว่าเดิม ซ้ายงั ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่าย เข้า เนื่องจะเห็นเป็นภาพรวม และเปิดโอกาสให้สมองให้เชื่อมโยงต่อข้อมูลหรือความคิดต่าง ๆ เข้าหากันได้ง่ายกว่า “ใช้แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิด หลกั ความคิด รอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพนั ธ์กนั ” ผงั ความคิด (Mind Map) ลักษณะการเขียนผังความคิด เทคนิคการคิดคือ นาประเด็นใหญ่ ๆ มาเป็นหลัก แล้วต่อด้วย ประเด็นรองในช้ันถดั ไป ขน้ั ตอนการสร้าง Mind Map 1. เขียน/วาดมโนทัศน์หลักตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษ 2. เขียน/วาดมโนทัศน์รองทีส่ ัมพันธ์กบั มโนทศั น์หลกั ไปรอบ ๆ 3. เขียน/วาดมโนทศั น์ย่อยที่สมั พนั ธ์กบั มโนทัศน์รองแตกออกไปเรื่อย ๆ 4. ใช้ภาพหรือสญั ลกั ษณ์สื่อความหมายเปน็ ตัวแทนความคิดให้มากที่สุด 5. เขียนคาสาคญั (Key word) บนเสน้ และเสน้ ต้องเชือ่ มโยงกนั 6. กรณีใช้สี ท้ังมโนทัศน์รองและย่อยควรเป็นสเี ดยี วกนั 7. คิดอยา่ งอิสระมากทีส่ ุดขณะทาเขียนคาหลัก หรือข้อความสาคัญของเรื่องไว้กลาง โยงไปยัง ประเดน็ รองรอบ ๆ ตามแต่ว่าจะมีก่ปี ระเดน็
E-BOOK 6 ปจั จยั ที่ทาใหก้ ารเรยี นรู้ด้วยตนเองประสบความสาเรจ็ ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning Readiness : SDLR) เป็นส่ิงสาคัญ และจาเป็นอย่างมากสาหรับผู้ที่มีความสนใจ มีความรักจะเรียนรู้ด้วยตนเอง วัดได้ จากความรสู้ กึ และความคิดเหน็ ที่ผู้เรยี นมีต่อการแสวงหาความรู้ การที่บุคคลจะเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้นั้นต้องมีลักษณะความพร้อมของการเรียนรู้ด้วยตนเอง 8 ประการ ดงั นี้ 1. การเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ ได้แก่ การมีความสนใจในการเรียนรู้มากกว่า ผู้อืน่ มีความพึงพอใจกบั ความคิดริเร่ิมของบุคคล มีความรักในการเรียนรู้และความคาดหวังว่าจะ เรียนรู้อยา่ งตอ่ เนือ่ ง 2. มีอตั มโนทัศน์ในด้านของการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ ไดแ้ ก่ การมีความ มน่ั ใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความสามารถจัดเวลาในการเรียนรู้ได้ 3. การมีความคิดริเร่ิมและเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้แก่ ความสามารถติดตาม ปญั หายาก ๆ ได้อยา่ งคลอ่ งแคลว่ ความปรารถนาตอ่ การเรียนรู้อยเู่ สมอ ชื่นชอบต่อการมีส่วนร่วม ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ มีความเชื่อม่ันในความสามารถที่จะทางานด้วยตนเองได้ดี 4. การมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน ได้แก่ การมีทัศนะต่อตนเองใน ด้านสติปัญญาอยู่ในระดบั ปานกลางหรือสูงกว่า 5. รักการเรียนรู้ ได้แก่ มีความชื่นชมในการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ๆ อยู่เสมอ มีความ ปรารถนาอย่างแรงกลา้ ในการเรียนรู้ มีความสนกุ สนานกบั การสืบสวนหาความจริง 6. ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ มีความคิดที่จะทาส่ิงต่าง ๆ ได้ดี สามารถคิดค้น วิธีการ แปลก ๆ ใหม่ ๆ และความสามารถทีจ่ ะคิดวิธตี ่าง ๆ ได้มากมายหลายวิธีสาหรบั เรือ่ งนั้น ๆ 7. การมองอนาคตในแง่ดี ได้แก่ การมีความเข้าใจตนเองว่าเป็นผู้ที่มีการเรียนรู้ ตลอดชีวิต มีความสนุกสนานในการคิดถึงเรอ่ื งในอนาคต มีแนวโน้มในการมองปัญหาว่าเป็นส่ิงท้า ทายไมใ่ ช่สัญญาณให้หยุดกระทา 8. ความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาหาความรู้และทักษะการ แก้ปัญหา คือ มีความสามารถใช้ทักษะพนื้ ฐานในการศึกษา ได้แก่ ทักษะการฟัง อ่าน เขียนและจา มีทกั ษะในการแก้ปญั หา
E-BOOK 7 บทที่ 2 การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ ขอบขา่ ยเนื้อหา เรือ่ งที่ 1 ความหมาย ความสาคญั ประเภทของแหล่งเรียนรู้ เรือ่ งที่ 2 แหล่งเรียนรู้ประเภทหอ้ งสมดุ เรือ่ งที่ 3 ทกั ษะการเข้าถึงสารสนเทศของหอ้ งสมดุ ประชาชน เรื่องที่ 4 การใชแ้ หล่งเรียนรู้สาคญั ๆ ภายในประเทศ เรื่องที่ 5 การใชแ้ หล่งเรียนรู้ผา่ นเครือข่ายอินเทอร์เนต็
E-BOOK 8 ความหมายของแหล่งเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้ หมายถึง บรเิ วณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง หรือ ที่ ที่มีสาระเน้อื หาเปน็ ข้อมลู ความรู้ ความสาคญั ของแหลง่ เรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้มบี ทบาทสาคญั ในการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน ดงั นี้ 1. เป็นแหล่งทม่ี ีข้อมูล/ ความรู้ ตามวัตถุประสงค์ของแหล่งเรียนรู้น้ัน เช่น สวนสัตว์ ให้ความรู้ เรื่องสตั ว์ พิพิธภัณฑ์ให้ความรู้เร่อื งโบราณวัตถสุ มัยต่าง ๆ 2. เป็นสือ่ การเรียนรู้สมัยใหม่ที่ความรู้ก่อให้เกิดทักษะ และช่วยการเรียนรู้สะดวกรวดเร็ว เช่น อินเทอร์เนต็ 3. เปน็ แหลง่ ช่วยเสริมการเรียนรู้ของการศึกษาประเภทต่าง ๆ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอธั ยาศยั 4. เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มนุษย์เข้าไปหาความรู้ได้ด้วยตนเองตามความสนใจ และ ความสามารถ 5. เป็นแหล่งที่มนุษย์สามารถเข้าไปปฏิบัติได้จริง เช่น การประดิษฐ์เครื่องใช้ต่าง ๆ การซ่อม เคร่อื งยนต์ เป็นต้น ช่วยกระตนุ้ ให้เกิดความสนใจ ความใฝ่รู้ 6. เป็นแหล่งที่มนุษย์สามารถเข้าไปเรียนรู้เก่ียวกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีของจริงให้เห็น หรือไมส่ ามารถเข้าไปดูจากของจริงได้ โดยเรียนรู้ การดภู าพยนตร์ วีดทิ ศั น์ หรือสอ่ื อื่น ๆ 7. เป็นแหล่งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในท้องถิ่นให้เกิดความตระหนักและเห็น คณุ ค่าของแหลง่ เรียนรู้ 8. เป็นส่ิงที่ช่วยเปล่ียนแปลงทัศนคติ ค่านิยมให้เกิดการยอมรับส่ิงใหม่ แนวคิดใหม่ เกิด จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์กบั ผู้เรียน 9. เปน็ การประหยดั ค่าใช้จา่ ยและเพิ่มรายได้ให้แหลง่ เรียนรู้ของชมุ ชน
E-BOOK 9 ประเภทแหลง่ เรยี นรู้ 1. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล ได้แก่ บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถด้านต่าง ๆ ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ด้วยรูปแบบวิธีต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่ให้ผู้สนใจหรือผู้ต้องการ เรียนรู้ เช่น ผู้เช่ยี วชาญในสาขาวิชาการต่าง ๆ ผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์มามาก หรือ อาจจะเปน็ บคุ คลท่ไี ด้รบั แต่งต้ังเปน็ ทางการ มีบทบาทสถานะทางสังคม หรืออาจเป็น บุคคลที่เป็นโดยการงานอาชีพ หรือบุคคลที่เป็นโดยความสามารถเฉพาะตัว หรือ บคุ คลทีไ่ ดร้ บั แต่งต้ังเป็นภูมิปัญญา 2. แหล่งเรียนรู้ประเภทธรรมชาติ ได้แก่ ส่ิงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนโดยธรรมชาติ และให้ ประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น ดิน น้า อากาศ พืช สัตว์ ต้นไม้ แร่ธาตุ ทรัพยากรธรรมชาติ เหลา่ น้อี าจถูกจัดให้เป็นอุทยาน วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เป็นต้น
E-BOOK 10 ประเภทแหลง่ เรยี นรู้ 3. แหล่งเรียนรู้ประเภทวัสดุและสถานที่ ได้แก่ อาคาร ส่ิงก่อสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ และส่ิงต่าง ๆ ที่ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ให้ได้มาซึ่งคาตอบ หรือส่ิงที่ ต้องการจากการเห็น ได้ยิน สัมผัส เช่น ห้องสมุด ศาสนสถาน ศูนย์การเรียน พิพิธภัณฑ์ สถานประกอบการ ตลาด นิทรรศการ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ชุมชน แห่งการเรียนรู้ต่าง ๆ 4. แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทสื่อ ได้แก่ สิ่งที่ทาหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเนื้อหา ความรสู้ ารสนเทศ ให้ถึงกนั โดยผ่านประสาทสมั ผสั ได้แก่ หู ตา จมูก ล้ิน กาย และใจ แหล่งเรียนรู้ ประเภทนี้ ทาให้กระบวนการเรียนรู้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มีประสทิ ธิภาพสูง ทั้งสอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ ส่อื ส่งิ พิมพ์ ส่อื โสตทศั น์
E-BOOK 11 ประเภทแหลง่ เรยี นรู้ 5. แหล่งเรียนรปู้ ระเภทเทคนิค ส่งิ ประดิษฐ์คิดค้น ได้แก่ สิ่งทีแ่ สดงถึงความก้าวหน้า ทางนวัตกรรม เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นหรือพัฒนาปรับปรุง ขนึ้ มาให้มนุษยไ์ ด้ เรียนรู้ถงึ ความก้าวหน้า เกิดจินตนาการ แรงบนั ดาลใจ 6. แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม ได้แก่ การปฏิบัติการด้านประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจน การปฏิบัติการความเคล่ือนไหวเพื่อแก้ปัญหา และปรับปรุงพัฒนาสภาพ ต่าง ๆ ในท้องถิ่น การที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การรณรงค์ ป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย การรณรงค์ ความปลอดภัยของเด็กและสตรีในท้องถิ่น
E-BOOK 12 แหลง่ เรยี นรูห้ อ้ งสมุด 1. หอสมุดแห่งชาติ นับเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ดาเนินการโดยรัฐบาล ทาหน้าที่หลัก คือ รวบรวมหนังสือ สิ่งพิมพ์ และสื่อความรู้ ทุกอย่างที่ผลิตข้ึนใน ประเทศ และ ทกุ อย่างที่เกี่ยวกับประเทศ ไมว่ ่าจะจดั พิมพ์ในประเทศใด ภาษาใด ท้ังนี้ เปน็ การอนุรักษ์สือ่ ความรู้ ซึง่ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาติมิให้สูญไป และให้มีไว้ ใช้ในอนาคต 2. ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดประชาชนดาเนินการโดยรัฐ อาจจะ เป็นรัฐบาล กลาง รัฐบาลท้องถิ่น หรือเทศบาล แล้วแต่ระบบ การปกครอง ตามความหมายเดิม ห้องสมดุ ประชาชนเป็น ห้องสมดุ ทีป่ ระชาชนต้องการให้มใี นชมุ ชนหรือเมืองที่เขาอาศัย อยู่ ประชาชนจะสนบั สนนุ โดยยินยอมให้รฐั บาลจ่ายเงิน รายได้จากภาษีต่าง ๆ ในการ จัดตั้งและดาเนินการห้องสมดุ ประเภทนใี้ ห้เป็นบริการของรฐั จึงมไิ ด้เรยี กค่าตอบแทน
E-BOOK 13 3. ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย เป็นห้องสมุดที่ต้ังอยู่ในสถานศึกษา ระดับอุดมศึกษา ทาหน้าที่ส่งเสริมการเรียนการสอนตามหลักสูตร โดยการจัด รวบรวมหนังสือและสื่อความรู้อื่น ๆ ในหมวดวิชาต่าง ๆ ตามหลักสูตรช่วยเหลือใน การค้นคว้าวิจัยของอาจารย์และนักศึกษา 4. หอ้ งสมดุ โรงเรยี น เป็นห้องสมุดที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนมัธยมและโรงเรียนประถมศึกษา มีหน้าที่ สง่ เสริมการเรียนการสอนตามหลักสูตร โดยการรวบรวมหนงั สือและสื่อความรู้อื่นๆตามรายวิชา 5. ห้องสมุดเฉพาะ เป็นห้องสมุดซึ่งรวบรวม ห นั ง สื อ ใ น ส า ข า วิ ช า บ า ง ส า ข า โ ด ย เ ฉ พ า ะ มักเป็นส่วนหนึ่งของ หน่วยราชการ องค์การ บริษัทเอกชน หรือธนาคาร ทาหน้าที่จัดหา หนังสือและให้บริการความรู้ ข้อมูล และ ข่าวสารเฉพาะเรื่อง
E-BOOK 14 ทกั ษะการเข้าถึงสารเทศของห้องสมดุ ประชาชน ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ช่วยลดข้ันตอนการหาข้อมูลของ ห้องสมุดประชาชน ผู้เรียนสามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตว่ามีห้องสมุดประชาชนที่ใดบ้าง สถานที่ต้ัง เวลาเปิด - ปิด หมายเลขโทรศัพท์ กิจกรรมที่ให้บริการ ช่วยให้ผู้ใช้สะดวกและ สามารถเข้าถึงห้องสมดุ ได้งา่ ย ห้องสมุดทกุ ประเภททกุ ชนิดจะมีการจัดระบบหมวดหมู่ของสารสนเทศ โดยมี วัตถุประสงค์สาคัญเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงส่ิงที่ต้องการสนใจได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และ สะดวกในการบรหิ ารจัดการห้องสมุดเพื่อการบริการกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว การใช้แหลง่ เรียนรู้สาคญั ๆ ภายในประเทศ ห้องสมดุ ประชาชน “เฉลิมราชกมุ ารี” อาคารหอ้ งสมุดประชาชน “เฉลิมราชกมุ ารี” ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกมุ ารี” ทีจ่ ัดสร้างขึน้ ในรุ่นแรกจะเป็นอาคาร 2 ชั้น มีเนื้อที่ ใช้สอย ประมาณ 320 ตารางเมตร และมีรูปทรงที่คล้ายคลึงกัน จะต่างกันเฉพาะบริเวณหลังคาและจั่ว ท้ังนี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการอานวยการโครงการที่กาหนดให้ห้องสมุด มีท้ัง เอกลักษณะเฉพาะของห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และในขณะเดียวกันให้มีเอกลักษณ์ เฉพาะภาค
E-BOOK 15 การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ผ่านเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีการเชื่อมต่อ ระหว่างเครือข่ายหลายๆ เครือข่ายท่ัวโลก โดยใช้ภาษาที่ใช้ส่ือกลางกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ที่เรยี กว่า โพรโทรคอล (Protocol) ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถส่ือสารถึงกันได้ ในหลายๆ ทาง อาทิเช่น อีเมล์ (E-mail), เว็บบอร์ด (Web bord), แชทรูม (Chat room) การสืบค้นข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ รวมท้ังคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้ (อ้างอิงจาก http : //th.wikipedai.org/wiki/) ความสาคญั ของแหล่งเรียนรู้อินเทอร์เน็ตกับงานดา้ นการศึกษา 1. สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการเมือง ดา้ นการแพทย์ และอื่น ๆ ที่น่าสนใจ 2. ระบบเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ จะทาหน้าที่เสมือนเปน็ ห้องสมุดขนาดใหญ่ 3. ผู้ใช้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อกับแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กาลังศึกษาอยู่ได้ ท้ังทีข่ อ้ มลู ที่เปน็ ข้อความ เสยี ง ภาพเคลอ่ื นไหวต่าง ๆ เป็นต้น ความสาคญั ของแหล่งเรยี นร้ผู า่ นเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ 1. การจดั เกบ็ ข้อมูลจากแหลง่ เรยี นรผู้ ่านเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ตไดง้ ่าย 2. ความถกู ตอ้ งของข้อมูลจากแหลง่ เรยี นรผู้ ่านเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ต 3. ความรวดเรว็ ของการทางานจากแหลง่ เรียนรู้ผ่านเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ 4. แหลง่ เรยี นรผู้ ่านเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ มีตน้ ทุนประหยัด 5. ชื่อและเลขที่อยไู่ อพีของแหล่งเรียนรู้ผา่ นเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต
E-BOOK 16 http://www.nfe.go.th
E-BOOK 17 บริการจากอนิ เทอร์เนต็ 1. การสบื ค้นข้อมูลความรจู้ ากเว็บไซต์ต่าง ๆ เพียงแตพ่ ิมพ์คาสาคัญจากเน้อื หา หรือ เรือ่ ง ทีต่ ้องการค้นคว้ากจ็ ะไดช้ อ่ื เว็บไซตจ์ านวนมาก ผู้เรยี นสามารถเลอื กหาอ่านได้ตามความต้องการ 2. ไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-mail) หรือทีเ่ รยี กกันว่า อีเมล์ เป็นการติดต่อสือ่ สารดว้ ย ตวั หนงั สือแบบใหม่ แทนจดหมายบนกระดาษ สามารถรบั สง่ ข้อมลู ระหว่างกนั ได้อยา่ งรวดเรว็ 3. การสนทนาหรือห้องสนทนา (Chat room) เปน็ การสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต สามารถ โต้ตอบกันได้ทนั ที แลกเปล่ยี นเรียนรู้ ถามตอบปัญหาได้หลาย ๆ คนในเวลาเดยี วกนั 4. กระดานข่าว (Web Board) ผู้ใช้สามารถแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ข่าวสารตา่ ง ๆ การให้ ขอ้ เสนอขอ้ คิดเห็น อภปิ รายโต้ตอบ ทกุ คนสามารถเข้าไปให้ขอ้ คิดเห็นได้โดยมีผู้ให้บรกิ ารเปน็ ผู้ตรวจสอบ เนือ้ หา และสามารถลบออกจากข้อมูลได้ 5. การโฆษณาประชาสัมพนั ธ์หนว่ ยงานต่าง ๆ จะมีเว็บไซต์ใหบ้ รกิ ารข้อมูลและ ประชาสัมพันธ์องค์กรหรือหน่วยงาน เราสามารถเข้าไปใช้บริการ เช่น สถานท่ตี ั้งของห้องสมุด บทบาท ภารกิจของพิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์อยู่ที่ใดบา้ ง แหลง่ เรียนรู้มที ี่ใดบ้าง ตารางสอบของนกั ศึกษา กศน. 6. การอ่านขา่ ว มีเว็บไซต์บริการขา่ ว เช่น CNN New York Time ตลอดจนขา่ วจาก หนงั สือพิมพ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย 7. การอ่านหนงั สือ วารสาร และนิตยสาร มีบริษทั ทผี่ ลติ สอ่ื สง่ิ พิมพ์จานวนมากจัดทา เป็นนิตยสารออนไลน์ เชน่ นิตยสาร MaxPC นิตยสาร Interment ToDay นิตยสารดฉิ ัน เป็นต้น 8. การส่งการ์ดอวยพร สามารถส่งการ์ดอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Card ผ่าน อินเทอร์เน็ต โดยไม่เสยี ค่าใช้จา่ ย สะดวก รวดเร็ว 9. การซื้อสินค้าและบริการเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยสามารถเลือกดูสินค้าพร้อม ทั้งคุณสมบัติของสินค้า และส่ังซื้อสินค้าพร้อมชาระเงินด้วยบัตรเครดิตในทันที บริษัทต่าง ๆ จึงมีการ โฆษณาขายสนิ ค้าผ่านอินเทอร์เนต็ เปน็ การใช้อินเทอร์เนต็ เชิงพาณิชย์ 10. สถานีวิทยุและโทรทัศน์บนเครือข่าย ปัจจุบันสถานีวิทยุบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีหลายร้อยสถานี ผู้ใช้สามารถเลอื กสถานีและได้ยินเสียงเหมอื นการเปิดฟงั วิทยุ
E-BOOK 18 บทที่ 3 การจดั การความรู้ ขอบข่ายเนือ้ หา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาคญั หลกั การ เรือ่ งที่ 2 กระบวนการจัดการความรู้ การรวมกลุ่มเพอ่ื ต่อยอดความรู้ และการจดั ทาสารสนเทศเผยแพร่ความรู้ เรื่องที่ 3 ทกั ษะกระบวนการจดั การความรู้
E-BOOK 19 แนวคิดเกย่ี วกบั การจดั การความรู้ การจดั การ (Management)หมายถึง กระบวนการในการเข้าถึงความรู้ และการถ่ายทอด ความรู้ที่ต้องดาเนินการร่วมกันกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งอาจเริ่มต้นจาก การบ่งชีค้ วามรทู้ ี่ต้องการใช้การสร้าง และแสวงหาความรู้ การประมวลเพื่อกล่ันกรอง ความรู้ การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ การสร้างช่องทางเพื่อการส่ือสารกับ ผู้เกีย่ วข้อง การแลกเปล่ยี นความรู้ การจัดการสมัยใหม่กระบวนการทางปัญญา เป็น สง่ิ สาคญั ในการคิด ตดั สินใจ และส่งผลให้เกิดการกระทา การจัดการจึงเน้นไปที่การ ปฏิบัติ ความรู้ (Knowledge)หมายถึง ความรทู้ ี่ควบคู่กบั การปฏิบัติ ซึ่งในการ ปฏิบตั จิ าเป็น ต้องใช้ความรู้ที่หลากหลายสาขาวิชามาเชื่อมโยงบูรณาการเพื่อการคิด และตัดสินใจ และลงมอื ปฏิบัติ จุดกาเนิดของความรู้คือสมองของคน เป็นความรู้ที่ฝัง ลึกอยู่ในสมอง ชี้แจงออกมาเป็นถ้อยคาหรือ ตัวอักษรได้ยาก ความรู้นั้นเมื่อนาไปใช้ จะไมห่ มดไป แตจ่ ะยิง่ เกิดความรเู้ พิ่มพูนมากขนึ้ อยู่ในสมองของผู้ปฏิบตั ิ การจัดการความรู้ (Knowledge Management) หมายถึง การจัดการ กับความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวคนและความรู้เด่นชัด นามา แบ่งปันให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว ด้วยการผสมผสาน ความสามารถของคนเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม มีเป้าหมายเพื่อการ พฒั นางาน พฒั นาคน และพฒั นาองค์กรให้เปน็ องค์กรแห่งการเรียนรู้ หลักการของการจัดการความรู้ จึงมุ่งเน้นไปที่การจัดการที่มี ประสิทธิภาพ เพราะการจัดการ ความรู้เป็นเครื่องมือระดมความรู้ในคน และความรู้ในกระดาษท้ังที่เป็นความรู้จากภายนอก และความรู้ของกลุ่ม ผู้ร่วมงาน เอามาใช้และยกระดับความรู้ของบุคคล ของผู้ร่วมงานและของ องค์กร ทาให้งานมีคุณภาพสูงขึ้น คนเป็นบุคคลเรียนรู้และองค์กรเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ การจดั การความรู้ จึงเปน็ ทักษะสบิ ส่วน เป็นความรู้ เชิงทฤษฏีเพียงสว่ นเดยี ว การจัดการความรจู้ ึงอยใู่ นลักษณะ “ไมท่ า-ไมร่ ”ู้
E-BOOK 19 20 รูปแบบและกระบวนการในการจัดการความรู้ การจัดการความรู้นั้นมีหลายรูปแบบ หรือทีเ่ รียกกันว่า “โมเดล” มีหลากหลายโมเดล หวั ใจ ของการจัดการความรู้ คือ การจดั การความรู้ทีอ่ ยู่ในตัวคนในฐานะผู้ปฏิบัติและ เป็นผู้มีความรู้ การจัดการความรู้ที่ทาให้คนเคารพในศักด์ิศรีของคนอื่น การจัดการ ความรู้นอกจากการจัดการความรู้ในตนเองเพื่อให้เกิด การพัฒนางานและพัฒนา ตนเองแล้ว ยังมองรวมถึงการจัดการความรู้ในกลุ่มหรือ องค์กรด้วยรูปแบบการ จัดการความรู้จงึ อยู่บนพืน้ ฐานของความเชื่อที่ว่า ทุกคนมีความรู้ปฏิบัติในระดับความ ชานาญทีต่ ่างกนั เคารพความรู้ทีอ่ ยู่ในตวั คน รปู แบบการจัดการความรู้ ตาม โมเดลปลาทู ส่วนที่ 1 “หัวปลา” หมายถึง “Knowledge Vision” KV คือ เป้าหลายของการจัดการความรู้ ผู้ใช้ ต้องรวู้ ่าจะจดั การความรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พนั ธกิจ และยทุ ธศาสตร์ขององค์กรอย่างใด สว่ นที่ 2 “ตัวปลา” หมายถึง “Knowledge Sharing” หรือ KS เป็นการแลกเปล่ียนเรียนรู้ หรือ การแบ่งปันความรู้ที่ฝังลึกในตัวคนผู้ปฏิบัติ เน้นการแลกเปล่ียนวิธีการทางานที่ประสบ ผลสาเร็จ ส่วนที่ 3 “หางปลา” หมายถึง “Knowledge Assets” หรือ KA เป็นขุมความรู้ที่ได้จากการ แลกเปล่ยี นความรู้ มีเครือ่ งมือในการจดั เก็บความรู้ทีม่ ชี ีวิตไมห่ ยุดนิง่
E-BOOK 21 การรวมกลุม่ เพอ่ื ต่อยอดองค์ความรู้ 1. บุคคลและเคร่อื งมือทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การจดั การความรู้ ในการจัดการความรู้ด้วยวิธีการรวมกลุ่มปฏิบัติการเพื่อต่อยอด ความรู้ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ เพื่อดึงความรู้ที่ฝังลึกในตัวบุคคลออกมาแล้วสกัดเป็น ขมุ ความรู้ หรือองค์ความรู้เพื่อใช้ในการปฏิบัตงิ านนั้น จะต้องมีบุคคลที่ส่งเสริมให้เกิด การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ ในบรรยากาศของการมีใจในการแบ่งปันความรู้ รวมท้ังผู้ที่ทา หน้าที่กระตุ้นให้คนอยากที่จะแลกเปล่ียนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บุคคล ที่สาคัญและ เก่ยี วข้องกับการจดั การความรู้ 2. ชมุ ชนนักปฏิบตั ิหรือชุมชนแหง่ การเรียนรู้ (CoPs) ในชุมชนมีปัญหาซับซ้อน ที่คนในชุมชนต้องร่วมกันแก้ไข การจัดการ ความรจู้ ึงเปน็ เรือ่ งที่ ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ และให้ข้อเสนอแนะในเชิงสร้างสรรค์ การรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาหรือร่วมมือกันพัฒนาโดยการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน เรียกว่า ชุมชนนักปฏิบัติ บุคคลในกลุ่มจึงต้องมีเจตคติที่ดีในการแบ่งปันความรู้ นาความรู้ที่มอี ยู่พฒั นากลมุ่ จากการลงมือปฏิบตั ิ และเคารพในความคิดเห็นของผู้อืน่ 3.การจัดทาสารสนเทศเผยแพรค่ วามรู้ สารสนเทศ คือข้อมูลต่าง ๆ ที่ผ่านการกลั่นกรองและประมวลผลแล้ว บวกกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญที่สะสมมาแรมปี มีการจัดเก็บหรือบันทึกไว้ พร้อมในการนามาใช้งาน การฝึกทกั ษะกระบวนการจดั การความรู้ ความสาเร็จของการจัดการความรดู้ ้วยตนเอง 1. ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ตามแผนพฒั นาตนเองทีไ่ ด้กาหนดไว้ 2. ผู้เรียนตระหนักถึงความรับผิดชอบในการพัฒนาตนเองเพื่อเรียนรู้วิชาต่าง ๆ อย่าง เข้าใจ และนามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวนั ได้ 3. ผู้เรียนมีความรทู้ ี่ทนั สมยั เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถปรับตัวให้อยู่ใน สงั คมได้
E-BOOK 22 บทที่ 4 คิดเป็น ขอบขา่ ยเนอ้ื หา 1. ความเชื่อพนื้ ฐานทางการศึกษาผู้ใหญก่ บั กระบวนการคิดเป็น การเชื่อมโยงสู่ปรัชญา คิดเป็น และการคิดการตัดสนิ ใจแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ระบบแบบคนคิดเปน็ 2. ระบบข้อมลู การจาแนกลกั ษณะของข้อมูล การเกบ็ ข้อมูล การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ ข้อมูลทั้งดา้ นวิชาการ ดา้ นตนเอง และสังคมสภาวะแวดล้อม โดยเน้นไปทีข่ อ้ มลู ดา้ น คุณธรรมจรยิ ธรรมที่เกีย่ วข้องกบั บคุ คล ครอบครัวและชุมชน เพื่อนามาใชป้ ระกอบการ ตัดสนิ ใจแก้ปัญหาตามแบบอยา่ งของคนคิดเป็น 3. กรณีตัวอย่าง และสถานการณจ์ ริงในการฝึกปฏิบตั เิ พื่อการคิด การแก้ปัญหาแบบ คนคิดเป็น
E-BOOK 23 ทบทวนความเชือ่ พื้นฐานทางการศึกษาผ้ใู หญ่ของคนคิดเปน็ และการเชื่อมโยงไปสู่ ปรัชญาคิดเป็น การแก้ปญั หาอยา่ งเปน็ ระบบของคนคิดเปน็ “คิดเป็น” เป็นกระบวนการคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาวิธีหน่ึงของ คนทางาน กศน.ที่ท่านอาจารย์ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ อดีตอธิบดีกรมการศึกษานอก โรงเรียนและอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้นาเสนอไว้เป็นทิศทางและหลักการสาคัญ ในการดาเนนิ งานโครงการการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษานอกโรงเรียนในสมัยน้ัน และใช้ เป็นปญั หาส่องนาทางในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในระยะ ตอ่ มาดว้ ย “คิดเปน็ ” ต้ังอยบู่ นความเชื่อพนื้ ฐานทางการศึกษาผู้ใหญท่ ี่เป็นหลักความ จริงของมนุษยท์ ี่ว่า คนเรามีความหลากหลายแตกต่างกัน แต่ทุกคนต้องการความสุขเป็น เป้าหมายสูงสุด คน กศน.เชื่อว่าปัญหาหรือความทุกข์เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ก็ สามารถแก้ไขได้ ความทุกข์หรือปัญหาเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นกับคนมากน้อย หนักเบา ต่างกัน ออกไป เมื่อเกิดปัญหาหรอื ความทกุ ข์คนเราก็ตอ้ งพยายามหาทางแก้ปัญหาหรือคล่ีคลาย ความทกุ ข์ให้หมดไปให้ความสุขกลับคืนมา ความสุขของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมนุษย์ กบั สภาวะแวดลอ้ มที่เป็นวิถีชีวิตของตนสามารถปรบั ตวั กบั สภาวะแวดลอ้ มให้กลมกลืนกัน ไดน้ ้ี มนุษยต์ อ้ งรู้จักแสวงหาข้อมลู ทีห่ ลากหลายและเพียงพออยา่ งนอ้ ย 3 ด้านด้วยกัน คือ ข้อมูลด้านวิชาการ ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมทางสังคม ชมุ ชน นามาวิเคราะห์ศึกษารายละเอียดอยา่ งรอบคอบและสังเคราะห์เพื่อหาทางเลือกที่ดี ทีส่ ดุ นามาใชแ้ ก้ปญั หา
E-BOOK 24 ท่านอาจารย์ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ เคยกล่าวไว้ว่า “คิดเป็น” เป็นคาเฉพาะที่ หมายรวมทุกอยา่ งไว้ ในตัวแล้ว เป็นคาที่บูรณาการเอาการคิด การกระทา การแก้ปัญหา ความเหมาะสม ความพอดี ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี คุณธรรมจริยธรรม มารวมไว้ในคาว่า “คิดเป็น” หมดแล้ว นั่นคือ ต้องคิด เป็น คิดชอบ ทาเป็น ทาชอบ แก้ปัญหาได้อย่างมีคุณธรรมและความ รบั ผิดชอบ ไม่ใช่เพียงแค่คิดอย่างเดยี ว เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ต้อง นามาประกอบการคิด การวิเคราะห์อยา่ งพอเพียงอยแู่ ลว้
E-BOOK 25 กระบวนการและขั้นตอนการแกป้ ญั หาของคนคิดเปน็
E-BOOK 26 ลกั ษณะของขอ้ มูลและการเปรยี บเทียบขอ้ มลู ดา้ นวิชาการ ตนเอง และสงั คม สิง่ แวดล้อม และทกั ษะเบือ้ งต้น การวิเคราะห์ สังเคราะหข์ อ้ มลู ทง้ั สามด้านเพอ่ื ประกอบการตดั สินใจแก้ปญั หาแบบคนคดิ เป็น ข้อมูล (Data) กับสารสนเทศ (Information) ข้อมูล และ สารสนเทศมีความหมายที่แตกต่างกัน แต่มีความ คล้ายคลึงและสัมพันธ์เกีย่ วข้องกนั อยู่มาก ข้อมูล หมายถึง ข้อมูลดิบที่เป็นข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ เกิดข้ึนในชีวิตประจาวันที่เก็บรวบรวมมาจากแหล่งต่าง ๆ อาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ รปู ภาพ และเสยี ง ถอื ว่าเป็นข้อมูลระดับปฏิบตั กิ าร ข้อมูลที่ดีจะต้องมี ความถกู ต้องแม่นยาและเปน็ ปัจจุบัน เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คะแนนการสอบ บันทึก รายงาน ฯลฯ สารสนเทศ คือ ข้อมลู ที่นามาผ่านกระบวนการประมวลผล วิเคราะห์ จนสามารถนาไปใช้ในการตัดสินใจต่อไปได้ทันที ลกั ษณะของขอ้ มลู ข้อมูลเมือ่ จาแนกตามลักษณะแลว้ สามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ 1. ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นนามธรรมไม่สามารถ บอกได้ว่า มีค่ามากหรือน้อยเพียงใด แต่จะสามารถบอกได้ว่าดีหรือไม่ดี หรือบอก ลักษณะความเป็นกลุ่มของข้อมูล เช่น เพศ ศาสนา สีผม คุณภาพสินค้า ความพึง พอใจ ฯลฯ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่สามารถวัดค่าได้ว่ามี มากหรือน้อย ซึ่งสามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น คะแนนสอบ อุณหภูมิ ส่วนสงู น้าหนกั ปริมาณต่าง ๆ ฯลฯ
E-BOOK 27 ประเภทของขอ้ มลู ข้อมูลเมื่อจาแนกตามแหลง่ ที่มาแลว้ สามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ชนิด คือ 1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ขนึ้ เอง เช่น การเก็บจากแบบสอบถาม การทดลองในห้องทดลอง 2. ขอ้ มูลทุติยภูมิ (Secondary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้นามาจากหน่วยงานอื่น หรือผู้อื่นที่ได้ทาการเก็บรวบรวมมาแล้วในอดีต เช่น รายงานประจาปีของหน่วยง่าน ต่าง ๆ ข้อมลู ท้องถิ่นซึ่งแต่ละ อบต. เป็นผรู้ วบรวมไว้ ฯลฯ คุณสมบัติทีเ่ หมาะสมของข้อมลู 1. ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้อมูลเหล่าน้ันเชื่อถือไม่ได้จะทาให้ เกิดผลเสียอย่างมาก ผู้ใช้ไม่กล้าอ้างอิงหรือนาเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจ ของผู้บริหาร ขาดความแม่นยา และมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบต้อง คานึงถึงกรรมวิธีการดาเนนิ งานเพื่อให้ไดค้ วามถกู ต้องแม่นยามากที่สุด 2. ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจาเป็นต้องให้ทันต่อความ ต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์ หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกคืน และรายงานตามความต้องการของผู้ใช้ 3. ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการ ทางปฏิบัติด้วย ในการดาเนินการจัดทาสารสนเทศต้องสารวจและสอบถามความต้องการ การใช้ขอ้ มลู เพือ่ ให้ไดข้ ้อมูลทีม่ คี วามสมบูรณใ์ นระดับหนึ่งทีเ่ หมาะสม 4. ความชดั เจนและกะทดั รดั การจดั เกบ็ ขอ้ มูลจานวนมากจะต้องใช้พนื้ ที่ในการจัดเก็บ ข้อมูลมากจึงจาเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัดส่ือความหมายได้ มีการใช้รหัส หรือย่นื ย่อข้อมูล ให้เหมาะสมเพื่อที่จะจดั เกบ็ เข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ 5. ความสอดคลอ้ ง ความต้องการเป็นเรื่องที่สาคัญ ดังนั้น จึงต้องมีการสารวจเพื่อหา ความต้องการของหน่วยงานและองค์การ ดูสภาพการใช้ข้อมูล ความลึกหรือความกว้างของ ขอบเขตของข้อมลู ท่สี อดคลอ้ งกับความต้องการ
E-BOOK 28 เทคนิคการรวบรวมขอ้ มูล ผู้เรยี นสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น ตาดู (สังเกต) หู ฟัง (สนใจ ตอบรับ) ปากถาม (กระตุ้น ซักถาม ชวนคุย) สมองคิดจา (เชื่อมโยง สมเหตุสมผล) และมือจด (สรุป บันทึก) เพื่อจับประเด็นและสามารถทาการรวบรวม ข้อมลู ไดด้ ว้ ยวิธกี ารทางวิชาการต่าง ๆ พอสงั เขป ดังนี้ 1. การสังเกต ได้แก่ การค้นหาข้อมูลด้วยตนเองโดยตรง เช่น การสังเกต พฤติกรรม หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ ทีมงานหรอื ไปสังเกตดว้ ยตนเอง 2. การสมั ภาษณ์ ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลจากบุคคลอื่น ๆ โดยผู้ถามใช้คาพูด ในการถาม และผู้ตอบให้คาพูดในการตอบจากครอบครัว ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้าน ซึ่ง สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง 3. การตอบแบบสอบถาม ได้แก่ แบบรายการคาถามที่ให้ผู้อืน่ ตอบคาถามตามที่ ผู้ถามต้องการ การสอบถามทางโทรศัพท์ สามารถให้ตอบและจดั รบั สง่ ทางไปรษณีย์ 4. การศึกษาเอกสารหรือแหล่งที่เก็บข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ วารสาร คอมพิวเตอร์ เทปบนั ทึกภาพ เทปบันทึกเสยี ง ขอ้ มูลสารสนเทศ ทางอีเมล์ ทาง เว็บไซต์ เพื่อใช้เป็นหลกั ฐาน 5. การทดสอบ/ทดลอง และการสารวจ ได้แก่ การทดสอบเรื่องต่าง ๆ ทาการ ทดลองกับสง่ิ ของและการสารวจข้อมูลร้านค้า การบนั ทึกขอ้ มลู เม่ือได้มกี ารศึกษา จัดเก็บ และรวบรวมข้อมูลอย่างหลากหลาย ก็ต้อง มีการบันทึกข้อมูลเหลา่ นน้ั ไว้เพื่อการวิเคราะห์และสังเคราะห์ต่อไป การบันทึกข้อมูลที่ มีประสทิ ธิภาพนั้น เทคนิคการเรียงความ ตีความ ย่อความ สรุปความ 1. อ่านข้อความทีจ่ ะยอ่ ให้เข้าใจ หาใจความสาคัญของแต่ละย่อหน้าและใจความรองที่ สาคัญ ๆ 2. นาใจความสาคญั และใจความรองมาเรยี บเรียงด้วยสานวนของตนเอง 3. ถ้าข้อความที่อ่านไม่มีชื่อเรื่องต้องตั้งชื่อขึ้นเอง กรณีตัวเลขหรือจานวนต้องระบุ หน่วยชัดเจน 4. ข้อความร้อยกรอง ต้องเปลย่ี นเปน็ ร้อยแก้วในความยอ่
E-BOOK 29 ข้อมูลเพ่อื การคิดเป็น การคิดการตัดสินใจแก้ปัญหาตามแนวทางของ “การคิดเป็น” นั้น กระบวนการสาคัญ คือ การใช้ข้อมูลอย่างน้อย 3 ประการมาประกอบการคิดการตัดสินใจ ข้อมูล 3 ประการดังกล่าวได้แก่ ข้อมูลด้านวิชาการ ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และข้อมูลเกี่ยวกับ สงั คม สิง่ แวดล้อม ข้อมลู เก่ยี วตนเอง พื้นฐานของชีวิต ข้อมูลภายในครัวเรือน อาชีพ ญาติพี่น้อง ครอบครัว ความสัมพันธ์ ทัศนคติ ทัศนะที่เกี่ยวข้อง ความสามารถส่วนบุคคล ความเชื่อ นิสัยใจคอ อารมณ์ บุคลกิ ภาพ คุณธรรม และพฤติกรรม สภาพภายในภายนอกของตนเอง เป็นต้น ขอ้ มลู ทางวิชาการ หลกั วิชาการด้านต่าง ๆ ที่เกีย่ วข้องกับปัญหาทั้งที่ศึกษาจากทฤษฎี เอกสาร ตาราของ ทุกศาสตร์ ทุกสาขาวิชา ที่เรียนรู้จากนักปราชญ์ ผู้รู้ ภูมิปัญญา จากธรรมชาติ ผลงานวิจัย กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ เทคโนโลยีสารสนเทศ ธรรมะ ข้อมูลทาง อาหารและยา และการวินิจฉัยของแพทย์ ข้อมูลทางการเกษตร ฯลฯ ขอ้ มูลทางสังคมสิง่ แวดลอ้ ม ข้อมลู ทัว่ ไปเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงั คม วฒั นธรรมจารตี ประเพณี ข้อมูลพื้นฐานบริบท ทางสังคม ชุมชน การปกครอง อนามัย กิจกรรมของชุมชน สภาพการบริโภค ทรัพยากรธรรมชาติ โรงเรือน บ้าน วัด มัสยิด แหล่งเรียนรู้ ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ เกีย่ วข้องรอบ ๆ ข้าง
E-BOOK 30 คณุ ธรรม จรยิ ธรรม : องค์ประกอบทีส่ าคัญของการคดิ แก้ปัญหาแบบคนคดิ เปน็ คุณธรรม หมายถึง ส่ิงที่สังคมยอมรับว่าเป็นส่ิงดีงามที่เกิดจากส่วน ร่วมของการศึกษา การปฏิบัติ ฝึกอบรม และการกระทาจนเคยชินเกิดเป็นลักษณะนิสัย เป็นสิง่ ที่มคี ณุ ประโยชน์ ต่อตนเองต่อผู้อื่นและต่อสังคม จริยธรรม หมายถึงสิ่งทีเ่ ชื่อกันว่า เป็นความดีงามที่ควรยึดเป็นหลักใน การประพฤติ ปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อสังคม ทั้งการกระทาด้วยกายและ ตระหนักด้วยใจ คุณธรรมและจริยธรรมมีความสาคัญมาก เพราะเป็นรากฐานของความ เจริญรุ่งเรืองของสังคม และเป็นส่ิงที่กาหนดความเจริญและความล่มสลายของ สังคม ดังนั้น ผู้บริหารประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและเล็งเห็น ความสาคัญในการที่จะแก้ปัญหา เร่งพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมของบุคคลในทุก ระดับชั้นร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหาคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม และ หาทางปลูกฝังให้บุคคลในสังคมมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้บุคคลสามารถที่จะ ดารงอยู่ในสงั คมได้อยา่ งมีความสุข คณุ ธรรมที่ใชใ้ นการแก้ปัญหาชีวิต ได้แก่ อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ในการดาเนินชีวิตของบุคคล หรือการทางานในกิจการต่าง ๆ มักจะประสบกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการ ซึง่ ถ้ามีหลักธรรมต่าง ๆ ดงั ที่กล่าวมาแลว้ เป็นหลักยึดเพื่อการประพฤติปฏิบตั ิ บุคคล ผู้น้ันกย็ ่อมจะผ่านอปุ สรรคต่าง ๆ ไปได้ และประสบความสาเรจ็ ในท้ายทีส่ ุด 1) ทกุ ข์ คือ ความไมส่ บายกายไมส่ บายใจทีเ่ กิดขนึ้ เนื่องจากสาเหตนุ านาประการ 2) สมทุ ัย คือ เหตทุ ี่ทาให้เกิดทุกข์ ซึ่งเกิดจากตณั หาทั้งหลาย 3) นิโรธ คือ ความดับทุกข์ โดยการดับตณั หาให้หมดจะเปน็ ภาวะทีป่ ลอดทกุ ข์ 4) มรรค คือ วิถีทางในการดบั ทกุ ข์ ได้แก่ ข้อปฏิบตั ติ ่าง ๆ ทีท่ าให้ทกุ ข์หมดไป
E-BOOK 31 บทที่ 5 การวจิ ัยอยา่ งงา่ ย ขอบข่ายเนื้อหา เรือ่ งที่ 1 ความหมาย ความสาคญั ของการวจิ ยั เรือ่ งที่ 2 กระบวนการและขั้นตอนการทาวิจยั อยา่ งง่าย เรือ่ งที่ 3 สถิติงา่ ยๆ เพื่อการวจิ ัย เรื่องที่ 4 การสร้างเคร่อื งมือวิจัย เรื่องที่ 5 การเขียนโครงการวจิ ยั เรื่องที่ 6 การเขียนรายงานการวจิ ยั อยา่ งง่ายและการเผยแพร่ผลงานวิจยั
E-BOOK 32 ความหมาย ความสาคัญของการวิจยั การวิจยั เป็นการหาคาตอบที่อยากรู้ ที่สงสยั ที่เปน็ ปญั หาข้อข้องใจ แต่คาตอบน้ัน ต้องเชื่อถือได้ ไม่ใช่การคาดเดา หรือคิดสรุปไปเองโดยใช้ความรู้สึก วิธีการหา คาตอบจึงต้องเป็นกระบวนการข้ันตอนอย่างเปน็ ระบบ ผลที่ได้จากการทาวิจัย นอกจากจะได้รับคาตอบที่ต้องการรู้แล้ว ผู้วิจัยเองก็ได้ประโยชน์ จากการทาวิจัย คือ การเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ศึกษาค้นคว้าหาความรู้และเขียนเรียบ เรียงอย่างเปน็ ระบบ นอกจากน้ันการวิจยั จะเกิดประโยชน์ในภาพรวม ดงั นี้ 1. การวิจยั ทาให้เกดิ ความรู้ทางวิชาการใหม่ ๆ 2. การวิจัยช่วยให้เกิดนวตั กรรม สง่ิ ประดิษฐ์ แนวคิดใหม่ ๆ 3. การวิจยั ช่วยตอบคาถามทีอ่ ยากรู้ ให้เข้าใจปญั หาและช่วยในการแก้ไขปัญหา 4. การวิจยั ช่วยในการวางแผนและการตัดสินใจ 5. การวิจัยช่วยให้ทราบผลและขอ้ บกพร่องจากการดาเนนิ งาน กระบวนการและขัน้ ตอนการทาวิจยั อย่างง่าย
E-BOOK 33 สถิติงา่ ย ๆ เพอ่ื การวิจัย 1. ความถี่ (Frequency) ความถี่ (Frequency) คือ การแจงนบั จานวนของสิง่ ที่เราต้องการศึกษาว่ามีจานวนเท่าใด เช่น จานวนผู้เรยี นในห้องเรียน จานวนสิ่งของ จานวนคนท่ไี ปใช้สิทธิเ์ ลอื กต้ัง 2. รอ้ ยละ (Percentage) ร้อยละ (Percentage) เป็นสถิติที่ใช้กันมากในงานวิจัย เพราะคานวณและทาความเข้าใจ ได้งา่ ย นิยมเรยี กว่า เปอร์เซน็ ต ์ ใช้สัญลักษณ์ % 3. คา่ เฉลีย่ (Mean) ค่าเฉล่ีย (Mean) คือ ค่ากลาง ๆ ของข้อมูล คานวณโดยการนาค่าของข้อมูลท้ังหมดมา รวมกัน แล้วหารด้วยจานวนขอ้ มลู ที่มอี ยู่ การสร้างเคร่อื งมือการวิจัย ความหมาย ความสาคญั ของเครื่องมือการวิจยั ในการดาเนินงานวิจัย มีความจาเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูล เพื่อนามา วิเคราะห์หาคาตอบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กาหนด เครื่องมือการวิจัย เป็นส่ิง สาคัญในการเก็บรวบรวมข้อมลู สิ่งทีต่ ้องการศึกษา เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัยมีหลายประเภท แตไ่ ม่ว่าจะเป็นเครื่องมือการวิจัยแบบใด ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือต้องการได้ข้อมูลที่ ตรงตามข้อเทจ็ จรงิ เพื่อทาให้ผลงานวิจัยเชื่อถอื ได้และเกิดประโยชน์มากทีส่ ดุ ประเภทของเครือ่ งมือการวิจัย การสรา้ งแบบสอบถาม แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัยที่นิยมนามาใช้รวบรวมข้อมูล งานเชิงปริมาณ เช่น การวิจยั เชิงสารวจ การวิจยั เชิงอธิบาย การสร้างแบบสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือการวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ขอ้ มูลงานวิจยั ทุกประเภท ทกุ สาขา แตท่ ีน่ ิยมคือใช้กับการวิจยั เชิงคณุ ภาพ การสร้างแบบสังเกต แบบสังเกตเป็นเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่ใช้ได้กับงานวิจัย ทุกประเภทโดยเฉพาะงานวิจัยเชิงคณุ ภาพ งานวิจัยเชิงทดลอง
E-BOOK 34 การเขียนโครงการวิจยั ความสาคญั ของโครงการวิจัย โครงการวิจัย คือ แผนการดาเนินวิจัยที่เขียนข้ึนก่อนการทาวิจัยจริง มีความสาคัญคือ เป็นแนวทางในการดาเนินการวิจัยสาหรับผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้อง เช่น ครู อาจารย์ หรือ ผู้ให้ทนุ สนับสนุนการวิจัย เพื่อให้คาปรึกษาและติดตามความก้าวหน้าของการดาเนินงาน วิจัย องค์ประกอบของโครงการวิจยั 1. ชื่อโครงการวิจยั 2. ความเป็นมาและความสาคัญ 3. วตั ถุประสงค์ของการวิจยั 4. ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ ับ 5. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง 6. สมมุติฐานการวิจยั 7. ขอบเขตการวิจยั 8. วิธีดาเนินการวิจยั 9. นยิ ามศพั ท์ 10. ระยะเวลาดาเนนิ การ 11. แผนการดาเนินการ 12. สถานที่ทาการวิจัย 13. ทรพั ยากรและงบประมาณ 14. ประวตั ผิ ู้วิจัย/คณะวิจยั
E-BOOK 35 เทคนิคการเขียนโครงการวิจัยอยา่ งงา่ ย 1. ชื่อโครงการวิจัย ชื่อโครงการวิจัยควรกะทัดรัด ส่ือความหมายได้ชัดเจน มีความ เฉพาะเจาะจงในสิ่งท่ศี ึกษา 2. ความเปน็ มาและความสาคัญ เขียนอธิบายให้เห็นความสาคัญของส่ิงที่ศึกษาเขียน ให้ตรงประเด็น กระชบั เป็นเหตุเปน็ ผล มีอ้างอิงเอกสารทีศ่ ึกษา (ถ้าม)ี 3. วตั ถุประสงค์ของการวิจยั เขียนให้สอดคล้องกับชื่อโครงการวิจัย ครอบคลุมเรื่องที่ ศึกษา เขียนให้ชดั เจน อาจมีขอ้ เดยี ว หรือหลายข้อก็ได้ 4. วิธีดาเนนิ การวิจยั ระบุถึงวิธีการดาเนินการวิจัย ให้ครอบคลมุ หวั ข้อตอ่ ไปนี้ 4.1 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ส่งิ ที่ศึกษาคืออะไร มีจานวนเท่าไร 4.2 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ระบุวิธีการเก็บการบันทึกข้อมูล ระยะเวลา หรือ ช่วงเวลา สถานท่ี 4.3 เคร่อื งมือวิจัย ระบชุ นิดเครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู เช่น แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ แบบสารวจ 4.4 การวิเคราะห์ขอ้ มลู ระบวุ ิธกี ารวิเคราะห์ขอ้ มลู สถติ ิทีใ่ ช้ 5. ปฏิทินปฏิบัติงาน เขียนข้ันตอนการดาเนินการวิจัยโดยละเอียด และระยะเวลาการ ดาเนนิ การแตล่ ะขนั้ ตอน 6. ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รับ เขียนเป็นข้อ ๆ ถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการ ทาวิจัย การเผยแพร่ผลงานการวิจยั ผลการวิจัยที่ทาขึ้นควรมีการเผยแพร่เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องนาไปใช้ ประโยชน์ได้ การเผยแพร่ผลงานการวิจยั ทาได้หลายวิธี เช่น 1. นาเสนอในเวลาการพบกลุ่ม หรือในทีป่ ระชมุ ต่าง ๆ 2. เขียนลงวารสารต่าง ๆ 3. ติดบอร์ดของสถานศึกษา บอร์ดนิทรรศการ 4. สง่ รายงานการวิจัยให้หน่วยงานต่าง ๆ 5. นารายงานการวิจัยขนึ้ Website
E-BOOK 36 บทท่ี 6 ทกั ษะการเรียนร้แู ละศักยภาพหลัก ของพน้ื ท่ใี นการพัฒนาอาชพี ความหมายความสาคัญของศักยภาพหลักของพ้นื ที่ในการพฒั นาอาชีพ สาระทักษะการเรยี นรู้ เป็นสาระเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ในด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้ การจัดการความรู้ การคิดเป็น และการวิจัย อย่างง่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถกาหนดเป้าหมาย วางแผนการเรียนรู้ด้วย ตนเอง เขา้ ถงึ และเลอื กใช้แหล่งเรียนรู้ จดั การความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา และตัดสินใจอย่าง มีเหตุผล ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการชี้นาตนเองในการเรียนรู้ และการประกอบอาชีพให้ สอดคล้องกับหลักการพื้นฐาน และการพัฒนา 5 ศักยภาพหลักของพื้นที่ใน 5 กลุ่มอาชีพใหม่ คือ กลุ่มอาชีพด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การบริหาร จดั การและการบริการ พ้นื ที่หลักในการพฒั นาอาชีพ และการวิเคราะห์ศักยภาพ หลกั ของพ้นื ที่ ในการพัฒนาอาชีพ 1. กลุ่มอาชีพใหม่ 5 กลุม่ อาชีพ 1.1 กลุ่มอาชีพดา้ นเกษตรกรรม 1.2 กลุ่มอาชพี ด้านอตุ สาหกรรม 1.3 กลุ่มอาชีพดา้ นพาณิชยกรรม 1.4 กลุ่มอาชีพดา้ นความคิดสร้างสรรค์ 1.5 กลุ่มอาชีพดา้ นบริหารจัดการและการบริการ 2. พน้ื ทีห่ ลักในการพัฒนาอาชีพ 5 พน้ื ที่ 2.1 ภาคกลาง 2.2 ภาคเหนือ 2.3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.4 ภาคใต้ 2.5 พืน้ ทีก่ รงุ เทพมหานคร
E-BOOK 37 ศกั ยภาพหลกั ของพ้นื ที่ในการพัฒนาอาชีพ 1. ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละพ้ืนที่ หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่ง ต่าง ๆ ทีเ่ กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ และมนษุ ย์ สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ 2. ศักยภาพของพน้ื ที่ตามหลักภูมิอากาศ หมายถงึ ลักษณะของลมฟา้ อากาศที่มีอยู่ประจา ท้องถิ่นใดท้องถิน่ หนึ่ง โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของอณุ หภูมิประจาเดือน และปริมาณน้าฝน ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ของปี 3. ศกั ยภาพของภมู ิประเทศและทาเลที่ตง้ั ของแต่ละพน้ื ที่ หมายถงึ ลักษณะของพื้นที่และ ทาเลที่ต้ังในแตล่ ะพนื้ ที่ ซึ่งพืน้ ที่แตล่ ะทาเลจะมีลักษณะแตกต่างกัน 4. ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของแต่ละพ้ืนที่ หมายถึง ลักษณะ วฒั นธรรม ประเพณี และความแตกต่างกัน 5. ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพ้ืนที่ หมายถึง บุคคลที่อยู่ในพื้นที่ที่ต้องได้รับ การพฒั นาความรู้ ความคิดและสามารถการนาศักยภาพของแต่ละบุคคลในแต่ละพื้นที่มาใช้ ในการปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างให้แต่ละบุคคลเกิดทัศนคติที่ดีต่อการ ประกอบอาชีพ เกิดความตระหนักในคุณค่าของตนเอง
E-BOOK 38 ตวั อย่างอาชีพทีส่ อดคลอ้ งกับศกั ยภาพหลักของพน้ื ที่ 1. กล่มุ อาชีพใหม่ดา้ นเกษตรกรรม กลุ่มการผลิต เช่น การผลติ ไม้ดอกเพื่อการค้า การผลติ ปุ๋ยอินทรีย์ การผลติ ไก่อินทรีย์ กลุ่มแปรรูป เช่น การแปรรูปปลานลิ แดดเดยี ว การแปรรูปทาไส้กรอกจากปลาดกุ กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบย่ังยืน การเกษตรผสมผสานตามแนวทาง เกษตรทฤษฎีใหม่ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การฝึกอบรมเกษตรทางเลือกภายใต้ เศรษฐกจิ พอเพียง 2. กลุม่ อาชีพใหมด่ ้านอตุ สาหกรรม ภาคการผลิต ได้แก่ กลุ่มไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ ส์ เช่น ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้าและแก๊ส ช่าง เชือ่ มเหลก็ ดัด ประตู หน้าต่าง ชา่ งเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเดนิ สายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า กลมุ่ เสื้อผ้า สิ่งทอ เช่น การทาซิลค์สกรีน การทาผ้ามัดย้อมและมัดเพนท์ การทาผ้าด้วยกี่กระตุก กลุ่มเครื่องยนต์ เช่น การซ่อมรถจกั รยานยนต์และเครื่องยนต์ ช่างเครื่องยนต์ กลมุ่ ศิลปะประดิษฐ์และอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดุอ่อนเบื้องต้น การขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วย แป้นหมนุ การทาของชารว่ ยด้วยเซรามิค การออกแบบเคร่อื งโลหะและรปู ภัณฑ์ อัญมณี
E-BOOK 39 3. กลมุ่ อาชีพใหม่ดา้ นพาณิชยกรรม การคา้ และเศรษฐกจิ พอเพยี ง ได้แก่ กล่มุ พัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อชุมชนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาและ ออกแบบผลิตภณั ฑ์ การขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต (e-Commerce) การสร้าง ร้านค้าทางอินเทอร์เนต็ กลุ่มผู้ประกอบการ เช่น การประกอบการธุรกิจชุมชน ร้านค้าปลกี กลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน 4. กล่มุ อาชีพใหม่ด้านความคิดสรา้ งสรรค์ คอมพิวเตอร์และธรุ การ ไดแ้ ก่ Software กลุ่มออกแบบ เช่น โปรแกรม AUTO CAD เพื่องาน ออกแบบก่อสร้าง ออกแบบชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เขียน แบบเครื่องกลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Solid Work กลุ่มงานในสานักงาน เช่น Office and Multimedia ก า ร จั ด ท า ร ะ บ บ ข้ อ มู ล ท า ง ก า ร เ งิ น แ ล ะ บั ญ ชี ด้ ว ย โปรแกรม Excel และโปรแกรมบัญชีสาเร็จรูปเพื่อใช้ใน การทางานทางธุรกิจ ก า ร ใ ช้ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ใ น ส า นั ก ง า น ด้ ว ย โ ป ร แ ก ร ม Microsoft Office การพัฒนาโปรแกรมด้วย MS Access โดยใช้ ระบบงานบุคคล การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร สาหรับ การประกอบธรุ กิจบนอินเทอร์เนต็ Hardware ช่างคอมพิวเตอร์ เช่น ซ่อม ประกอบ ติดตั้งระบบ บารุงรกั ษาคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
E-BOOK 40 5. กลมุ่ อาชีพใหม่ดา้ นบริหารจดั การและการบริการ กลุ่มทอ่ งเที่ยว ได้แก่ การอบรมมัคคเุ ทศก์ พนกั งานบรกิ ารอาหารและเคร่อื งดืม่ พนักงาน ผสมเครือ่ งด่มื การทาอาหารว่างนานาชาติ การฝึกอบรมภาษา และธรุ กิจโฮมสเตย์ กลุม่ สขุ ภาพ ได้แก่ การนวดแผนไทย นวดลูกประคบ สปา การดูแลเดก็ และผู้สงู อายุ กลุ่มการซ่อมแซม และบารงุ รกั ษา การซ่อมเคร่อื งปรับอากาศรถยนต์ การซ่อมเคร่อื งยนต์ ดเี ซล การซ่อมเครอ่ื งยนต์เบนซิน การซ่อมเคร่อื งยนต์เลก็ เพือ่ การเกษตร การซ่อมจักร อตุ สาหกรรม คมนาคมและการขนส่ง จานวน 1 หลักสูตร วิชาชีพดา้ น Logistics หรือการขนสง่ สินค้าทางอากาศและทางเรือ การก่อสรา้ ง กลุม่ ชา่ งต่าง ๆ เช่น การปูกระเบอื้ ง ช่างไม้ก่อสร้าง ช่างสอี าคาร กลุม่ การผลติ วสั ดกุ อ่ สร้าง เช่น การทาบล็อคคอนกรีต การผลติ ซีเมนต์
E-BOOK ประวตั ผิ จู้ ดั ทำ ช่ือ – นามสกลุ นางกญั พชั ร์ ลงั กาวีระนนั ท์ สญั ชาติ ไทย เชือ้ ชาติ ไทย ศาสนา พทุ ธ เกิดวนั ท่ี 25 เดือน กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2523 ท่อี ยภู่ มู ิลาเนาเลขท่ี 122/25 หมทู่ ่ี 12 ถนน - ซอย - ตาบลเวยี ง อาเภอเชียงของ จงั หวดั เชียงราย รหสั ไปรษณีย์ 57140 โทรศพั ท์ 098-7499135 E-mail : [email protected] เร่มิ รบั ราชการตาแหนง่ ครูผชู้ ว่ ย เลขท่ตี าแหนง่ 10786 เม่ือวนั ท่ี 23 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2563 ศนู ย์ กศน.อำเภอแม่ริม สำนักงำน กศน.จงั หวดั เชียงใหม่ สำนักงำนปลดั กระทรวงศึกษำธิกำร กระทรวงศึกษำธิกำร
E-BOOK เอกสารอา้ งอิง สานกั งาน กศน.สานักงานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ.(2560). หนังสือเรยี น รายวิชาบงั คบั รายวิชาทกั ษะการเรยี นรู้ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย(ทร31001) เอกสารทาง วิชาการลาดับที่ 34/2555.(ฉบับปรับปรุง 2560) กลมุ่ พฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สานักงาน กศน.คลังสื่อ กศน.(ออนไลน์). สบื ค้นเมือ่ 1 พฤษภาคม 2564 จาก http://203.159.251.144/pattana/pat%20- ksn51.php
แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ E-Book หนงั สอื เรยี นออนไลน์ รายวชิ าทกั ษะการเรยี นรู้ ทร31001
Search
Read the Text Version
- 1 - 45
Pages: