Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิจัย

วิจัย

Description: วิจัย

Search

Read the Text Version

บทท่ี 1 บทนา 1.ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา อาํ เภอแมแ่ จม่ จังหวัดเชียงใหม่ เปน็ อําเภอทต่ี ั้งอยบู่ นยอดดอยอินทนนท์ พื้นท่ีส่วนใหญ่อยู่บนพ้ืนท่ีสูง มีพ้ืนที่ 2,200,719 ไร่ จากข้อมูลของสํานักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่พบว่าเป็นพื้นท่ีทางการเกษตรร้อยละ 10.79 หรือประมาณ 226,685 ไร่ และยังพบด้วยว่าพ้ืนที่ทางการเกษตรในอําเภอแม่แจ่มส่วนใหญ่จะมีการปลูก ขา้ วโพดท่ใี ห้ผลผลิตปลี ะประมาณ 30,000 ตัน ซงึ่ เปน็ ผลมาจากความต้องการข้าวโพดไปเป็นส่วนประกอบในการ ผลิตพลังงานทดแทนและเลี้ยงสัตว์ โดยอัตราความต้องการเหล่านี้มีผลสัมพันธ์กับผลผลิตข้าวโพดในอําเภอแม่ แจ่ม ปัญหาหมอกควันในพนื้ ที่ภาคเหนือตอนบนเร้ือรังมานานผลการตรวจสอบจากทางการล่าสุดพบว่าฝุ่น ละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพประชาชนจํานวนหลายหม่ืนคน รวมทั้งสร้าง ความเสยี หายตอ่ ภาคการทอ่ งเที่ยวอีกด้วยขณะท่ีหลายฝ่ายระบวุ า่ สาเหตุหมอกควันเกิดจากการเผาโดยชาวบ้าน เพ่ือทําการเกษตร การแก้ไขปัญหาท่ีผ่านมายงั เปน็ เพียงปลายเหตุ เช่น การทําฝนเทียม การฉีดน้ํา การจับกุมมือ เผาปา เป็นตน้ ซ่ึงในปัจจุบันถือว่าล้มเหลว หมอกควันยังทวีความรุนแรงเน่ืองจากยังไม่ได้แก้ไขต้นเหตุที่แท้จริง ข้อมลู จากการสํารวจพบว่า สาเหตุสําคัญที่มีส่วนก่อมลพิษหมอกควันในพ้ืนที่ภาคเหนือคือ \"การเผาป่าเพื่อปลูก ขา้ วโพด\" แม่แจม่ จงึ เปน็ หุบเขาแห่ง ข้าวโพด (corn valley) ท่ีเป็นต้นเหตุของหมอกควันภาคเหนือที่สําคัญอีกจุด หนึง่ เพราะมกี ารเผาตอซังและเปลอื กขา้ วโพดต้งั แต่เดือน ก.พ. เพ่ือเตรียมพื้นท่ีปลูกในเดือน พ.ค.-มิ.ย.ของทุกปี ซ่งึ หลงั ฤดเู กบ็ เก่ยี วจะมเี ปลอื กข้าวโพดมากกว่า 3-5 พนั ตัน ซึง่ ถูกกาํ จัดด้วยการเผาทิ้งและ อําเภอแม่แจ่ม ยังพบ จดุ ความรอ้ นหรอื hot spot มากกวา่ พนื้ ทอ่ี ่ืนๆ เช่นเดยี วกบั อมก๋อย และเชยี งดาว จากปัญหาหมอกควันพิษท่ีเกิดใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยของทุกปี ก็คือการเผา ทาํ ลายเศษพชื ทเี่ หลอื จากการเกษตรกรรม เช่น เปลือกและซังข้าวโพด เศษใบไม้ และฟางข้าว เป็นต้น เน่ืองจาก ท่ีผา่ นมาเกษตรกรไม่มีทางเลอื กท่ีเหมาะสมในการจัดการเศษพชื ปรมิ าณมากท่ีเกิดขึ้น ในขณะท่ีการนําเศษพืชมา ทําเปน็ ปยุ๋ อนิ ทรยี ์สอกรับกับการเพาะปลูกของเกษตรกร ส่งิ ทมี่ คี วามจําเป็นและสําคัญที่สุดคือความอุดมสมบูรณ์ ของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการท่ีมีอินทรีย์วัตถุสะสมอยู่ในดินอยู่มาก จุลินทรีย์ดินจะใช้ อินทรยี ์วัตถุเป็นสารอาหารแล้วปลดปลอ่ ยแร่ธาตุที่จาํ เป็นใหแ้ กพ่ ืชในปริมาณท่ีพชื ตอ้ งการอย่างเพียงพอ ซ่ึงได้แก่ ธาตุอาหารหลัก (ไนโตรเจน-N ฟอสฟอรัส-P2O5 และโพแทสเซียม-K2O) ธาตุอาหารรอง (กํามะถัน แคลเซียม และแมกนีเซียม) และจลุ ธาตุ (แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก และสังกะสี) ซึ่งโดยปกติแล้วดัชนีชี้ วัดความอุดมสมบูรณ์ของดินก็คือไส้เดือน เราจึงมักจะพบว่าดินดําในป่าท่ีมีความอุดมสมบูรณ์สูงท่ีสามารถปลูก พชื ไดท้ กุ ชนดิ โดยไมต่ ้องใช้ปุ๋ยเคมีใด ๆ จะมีไส้เดือนอยู่มาก นอกจากนี้ ในอดีตก่อนท่ีจะมีการผลิตปุ๋ยเคมีข้ึนใน โลก เกษตรกรในประเทศไทยกไ็ ดม้ ีการสรา้ งความอุดมสมบรู ณ์ให้กบั ดนิ ในการเพาะปลูกโดยการใช้มูลสัตว์ต่าง ๆ เช่น มูลโค มูลกระบือ และมูลไก่ เป็นต้น ประเทศไทยในขณะนั้นสามารถส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลกมาโดย ตลอด ท้ัง ๆ ทไ่ี มม่ ีปุ๋ยเคมีใช้

แตป่ จั จุบนั ภายหลังจากการ “ปฏวิ ัติเขยี ว” หรือการนําปุ๋ยเคมีเข้ามาจําหน่ายในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2503 การเกษตรกรรมของไทยก็ได้ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าหญ้าอย่างหนัก โดยลืมที่จะสร้างความอุดม สมบูรณข์ องดนิ อย่างแตก่ ่อน การใชป้ ุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆา่ หญ้าอย่างยาวนาน 40 - 50 ปี ได้ทําให้ดินเพาะปลูก เส่ือมสภาพลงอยา่ งมาก กลายเป็นดินท่ีแน่น แข็ง และเป็นกรด รากพืชไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้ดี ความเป็น กรดของดินทาํ ให้เกดิ การละลายของธาตุอะลูมเิ นยี มออกมาแลว้ ดูดซึมเข้าทางรากพืช ทําให้พืชไม่แข็งแรงกลายเป็น โรคง่าย เกษตรกรจึงต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเพ่ิมมากข้ึนทุกปีทําให้มีต้นทุนสูงขึ้น และในขณะเดียวกัน การเผา ทําลายเศษพชื ในแตล่ ะครั้งก็ส่งผลใหอ้ นิ ทรียว์ ตั ถแุ ละจลุ ินทรยี ด์ นิ ทมี่ อี ยนู่ อ้ ยพลอยสลายตัวหายไปอกี เพ่ือให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมาเกษตรกรจึงควรงดการเผาเศษพืช และนําเศษพืชมา ผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีแล้วนําไปปรับปรุงบํารุงดินเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุและความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ที่จะ ส่งผลให้การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีลดลง ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตก็จะลดลง มีผลผลิตเพ่ิมมากขึ้น ทําให้มีผลกําไร มากขึ้นตามไปด้วย ดินเพาะปลูกจะกลับมาเป็นดินดําที่ฟู นุ่ม โครงสร้างเม็ดดินจะร่วนซุยขึ้น มีไส้เดือนกลับคืนมาที่ ชว่ ยการชอนไชของรากพชื พืชก็จะกลบั มาแขง็ แรง เกษตรกรและประชาชนจะมีสุขภาวะท่ีดีจากการลดปัญหาหมอก ควันพิษจากการเผาและลดการใช้สารเคมี ปัญหาหมอกควันในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนในจังหวัด เชียงใหม่มีสาเหตุประการหน่ึงคือเป็นผลมาจากการเผาทําลายเศษพืชท้ังในระดับครัวเรือนและในภาคเกษตรกรรม เพราะในระยะดังกล่าวเป็นชว่ งของฤดูแลง้ จะมีเศษใบไมร้ ว่ งหลน่ ในบา้ นเรือนมาก รวมทง้ั ในภาคเกษตรกรรมจะมีเศษ พชื ท่ีตอ้ งกําจดั ทิง้ เปน็ ปริมาณมากเพ่ือให้สามารถทําการเพาะปลกู ครง้ั ต่อไปได้ การเผาทําลายจึงเป็นวิธีการแก้ปัญหา ทง่ี า่ ยท่ีสุด แต่ผลของปัญหาหมอกควนั ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรนุ แรงทง้ั ด้านสขุ ภาพ เศรษฐกิจ และภาพพจน์การ ทอ่ งเทีย่ ว นบั เปน็ ความสูญเสยี ทไ่ี มส่ ามารถคิดเป็นตัวเงินได้ แนวทางหน่ึงในการจัดการเศษพืชเหล่านี้โดยไม่ต้องเผา ทําลาย คอื การนาํ ไปทําประโยชน์กลบั คนื โดยเปล่ยี นใหเ้ ปน็ ปยุ๋ อนิ ทรีย์คุณภาพดีท่ีมีมูลค่า แต่ท่ีผ่านมาในอดีตประเทศ ไทยยังไมม่ ีองค์ความร้ทู ี่เหมาะสมและจงู ใจใหช้ าวบ้านและเกษตรกรลดการเผาทําลายทีส่ ร้างปญั หาหมอกควนั ได้อย่าง เป็นรปู ธรรม ด้วยเหตนุ ้ีเองผวู้ ิจัยจึงศึกษาเกี่ยวกับการให้ความรู้และหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรท่ีจะลดมลพิษใน อากาศให้ลดน้อยลงโดยหวั ข้อศกึ ษาและสถานทศ่ี ึกษามดี งั น้ี การศึกษาความรู้ความเข้าใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท1ี่ -3ท่มี ีต่อการใช้ปุ๋ยอินทรยี ์จากซังข้าวโพดในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 โดยนําวัสดุพืชจากเกษตรกรท่ีท้ิงแล้ว มาปรบั เปล่ียนเป็นป๋ยุ หมักเพอื่ ลดการเผาของเกษตรกร และช่วยลดมลพิษ ทั้งนก้ี ารทําปยุ๋ หมกั ยังบาํ รุงดินท่ีเกษตรกรได้ ใช้สารเคมีในการทาํ เกษตร เพอ่ื ท่จี ะไมใ่ ห้พื้นดินเสื่อมสภาพลงจากการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการนําปุ๋ยหมักไปทดแทนในการใช้ ปุ๋ยเคมีจึงจะใหส้ ภาพดนิ มีประสิทธภิ าพและมสี ภาพท่ดี ขี นึ้ ในการเพาะปลูกพชื ตา่ งๆและเป็นการเพิม่ ผลผลิตท่ีปลอดจาก สารพิษและลดมลพิษทางอากาศจากการเผาของเกษตรได้อย่างดีและสาเหตุน้ีจึงเป็นที่มาที่จะทําให้คณะผู้จัดทําโดย คิดค้นงานวิจัยเร่ืองนี้ขึ้น โดยการนําเปลือกข้าวโพดนํามาทําเป็นปุ๋ยหมักแบบผสมใบไม้หลายชนิดโดยกลวิธีทาง ธรรมชาตทิ ี่คิดขนึ้ มาเองโดยคณะผจู้ ดั ทําการวิจัยดังน้ันการใช้เศษวัสดุการเกษตรเพ่ือมาทําเป็นปุ๋ยหมักจากซังข้าวโพด นน้ั จะเป็นทางเลือกในการแกป้ ญั หาทีเ่ กดิ ข้ึนได้

2. วตั ถุประสงค์ 1.ศึกษาและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหมอกควันท่ีเกิดจากการเผาซังข้าวโพดและเปลือกข้าวโพดโดยนํามา ทาํ เปน็ ปุย๋ อินทรยี ์ร่วมกับนักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4-6 (สายเกษตร)โรงเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 อาํ เภอแมแ่ จม่ จงั หวัดเชยี งใหม่ 2.เพอื่ เผยแพรแ่ ละนําความรใู้ นการทาํ ปุ๋ยหมกั ให้แกก่ ลมุ่ ตวั อย่าง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 3. ขอบเขตการวจิ ัย 3.1. ประชากร ประชากรท่ใี ชใ้ นการศึกษา คือ นกั เรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนโรงเรียน ราชประชานเุ คราะห์ 31 อาํ เภอแมแ่ จ่ม จงั หวัดเชยี งใหม่ จํานวน 88 คน 3.2. แบบสอบถาม แบบสอบถามที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามเพ่ือศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนบ้านโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 จาํ นวน 88ชุด 88คน 4. ข้อตกลงเบอ้ื งต้น 4.1.ศกึ ษาโดยการสังเกตการณ์ 4.2.ศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลในอินเทอรเ์ นต็ และทําแบบสอบถาม 4.3.สถานทีศ่ กึ ษาครัง้ นี้คอื โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 อาํ เภอแมแ่ จ่ม จงั หวดั เชยี งใหม่ 5.สมมตฐิ านของการวจิ ยั : สมมติฐานการวิจยั คือ การนําซังข้าวโพดที่ชาวบ้านไม่ใช้แล้ว นํามาปรับเปลี่ยนเป็น กองปยุ๋ จะส่งผลให้ปุ๋ยหมักมีระยะเวลาในการหมกั ทีส่ น้ั ลงและมคี ุณภาพดี 6.นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ปุ๋ยอนิ ทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยทไ่ี ด้จากสารอินทรยี ห์ รอื วัสดอุ นิ ทรียท์ ีผ่ ลิตขึ้นโดยกรรมวธิ ี ซงั ขา้ วโพด ตา่ งๆอาทิ การสบั การบด การหมกั การร่อน การสกัด หรือดว้ ย วิธีการอ่นื ๆซงึ่ ต้องผา่ นกระบวนการเปล่ียนแปลงทางชีวภาพดว้ ย ย่อยสลายของจลุ นิ ทรยี ์ก่อนทจี่ ะนําไปใช้ประโยชน์ต่อพืช หมายถงึ แกนของฝกั ขา้ วโพด นกั เรียน หมายถึง นกั เรียนระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี4 -6 (สายเกษตร)โรงเรยี น แบบสอบถาม ราชประชานเุ คราะห์ 31 อาํ เภอแม่แจม่ จงั หวดั เชียงใหม่ สาระการเรียนรู้ ในภาค เรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 หมายถึง เอกสารทส่ี รา้ งข้นึ โดยมวี ัตถุประสงค์เพอ่ื รวบรวม ข้อมูลและขอ้ เท็จจรงิ จากผตู้ อบแบบสอบถาม หมายถงึ รายละเอยี ดของหมวดกลุ่มแตล่ ะสาระการเรียนรู้

7.ประโยชน์ของการวิจยั 7.1.เพือ่ ใหน้ กั เรียนเข้าใจวิธีการนําซังข้าวโพดท่ีชาวบ้านไม่ใช้แล้วนํามาปรับเปล่ียนเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ เพ่ือใชป้ ระโยชนใ์ นโรงเรยี นและจําหน่ายหารายได้ 7.2.เพ่ือให้นักเรียนสามารถท่ีจะนําความรู้ความเข้าใจเร่ืองการทําปุ๋ยอินทรีย์คร้ังนี้นําไปต่อยอดใน การศึกษาและเผยแพรส่ ู่ชุมชนในคร้งั ตอ่ ไปได้ 7.3. เพ่อื ให้ผเู้ รยี นไดน้ าํ ไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจําวนั ได้

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง ในการศกึ ษาคร้ังนี้ ผู้ศกึ ษาได้แบง่ แนวทางการศกึ ษาเอกสารและงานศกึ ษาอืน่ ๆทเี่ กี่ยวข้องดงั น้ี 1.แนวคิดทฤษฎีเกย่ี วกบั ความพึงพอใจ 2. กระบวนการผลติ ปยุ๋ หมัก 3. ผลของปุ๋ยอินทรีย์ต่อสภาพดนิ และการเจริญเติบโตของพืช 1 . 1 . ความพึงพอใจ (S a t i s f a c t i o n ) ได้มผี ูใ้ หค้ วามหมายของความพึงพอใจไวห้ ลายความหมาย ดงั นี้ พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ สถาน พ.ศ. 2542 ไดใ้ หค้ วามหมายของความพงึ พอใจไวว้ ่า พึงพอใจ หมายถงึ รัก ชอบใจ และพงึ ใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ ดเิ รก ฤกษ์หรา่ ย (อ้างในรสรินทร์, 2538:36) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของ บคุ คลที่มีต่อสงิ่ ใดสิง่ หนึ่ง เป็นความรสู้ ึกหรอื ทัศนคติทีด่ ตี อ่ งานทที่ าํ ของบุคคลท่ีมีต่องานในทางบวก ความสุขของ บุคคลอนั เกดิ จากการปฏิบัตงิ านและได้รบั ผลเปน็ ทพ่ี ึงพอใจ ทําให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความสุข ความ มุ่งมัน่ ท่ีจะทํางาน มีขวญั และมีกาํ ลังใจ มคี วามผกู พันกับหน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความสําเร็จของงานท่ีทํา และสิ่งเหล่านจี้ ะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทํางานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้าและความสําเร็จ ขององค์การอกี ดว้ ย วิรุฬ พรรณเทวี (2542:111) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่ เหมอื นกัน ขึ้นอยู่กบั แตล่ ะบุคคลว่าจะมคี วามคาดหมายกับสิ่งหน่ึงสิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมาก และได้รบั การตอบสนองดว้ ยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกนั ขา้ มอาจผิดหวังหรือไมพ่ ึงพอใจเปน็ อยา่ งย่ิง เมอื่ ไมไ่ ดร้ บั การตอบสนองตามทีค่ าดหวงั ไวท้ ้งั นขี้ ึ้นอยกู่ บั สง่ิ ทตี่ ัง้ ใจไวว้ ่าจะมีมากหรือน้อย กาญจนา อรุณสุขรจุ ี (2546 : 35) กลา่ ววา่ ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรม ท่ีเป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การท่ีเราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถ สังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีส่ิงเร้าท่ีตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทําให้ บคุ คลเกดิ ความพึงพอใจ ดงั น้ันการส่งิ เร้าจึงเปน็ แรงจงู ใจของบุคคลน้นั ให้เกิดความพึงพอใจในงานนน้ั เทพพนม เมอื งแมน และสวิงสวุ รรณ (2540: 86) กล่าวว่า ความพงึ พอใจเป็นภาวะของความพึงใจหรือ ภาวะทม่ี ีอารมณ์ในทางบวกทเี่ กดิ ข้ึน เน่อื งจากการประเมินประสบการณ์ของคน ๆหน่ึง สิ่งท่ีขาดหายไประหว่าง การเสนอใหก้ ับส่ิงที่ได้รบั จะเปน็ รากฐานของการพอใจและไมพ่ อใจได้ จากการตรวจเอกสารข้างตน้ สรปุ ไดว้ ่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกท่ีดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามท่ีตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกท่ีดีต่อส่ิงนั้น ตรงกันข้ามหากความ ตอ้ งการของตนไม่ไดร้ บั การตอบสนองความไมพ่ ึงพอใจกจ็ ะเกิดขนึ้ 1.2.แนวคดิ เก่ยี วกบั ความพงึ พอใจ Shelly (อา้ งโดย ประกายดาว 2536:141) ได้เสนอแนวคดิ เกย่ี วกบั ความพึงพอใจ ว่าความพึงพอใจเป็น ความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึกท่ี เกิดขึ้นแล้วจะทําให้เกิดความสุข ความสุขน้ีเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่นๆ กล่าวคือ เป็น ความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทําให้เกิดความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความสุขเปน็ ความรสู้ ึกท่สี ลับซับซ้อนและความสุขนีจ้ ะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรสู้ ึกในทางบวกอ่นื ๆ

วิชัย เหลืองธรรมชาติ (2531:244-246) กล่าวว่า แนวคิดความพึงพอใจ มีส่วนเก่ียวข้องกับความ ตอ้ งการของมนุษย์ กล่าวคอื ความพึงพอใจจะเกิดข้นึ ได้กต็ อ่ เม่อื ความต้องการของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง ซึ่ง มนุษย์ไมว่ า่ อยูใ่ นที่ใดยอ่ มมีความตอ้ งการข้นั พืน้ ฐานไมต่ า่ งกนั พิทักษ์ ตรุษทิม (2538 : 24) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อส่ิงเร้าหรือสิ่ง กระตนุ้ ท่แี สดงผลออกมาในลกั ษณะของผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอกทิศทางของผลการ ประเมนิ ว่าเป็นไปในลักษณะทศิ ทางบวกหรือทศิ ทางลบหรือไมม่ ปี ฏกิ ิรยิ าคือเฉยๆ ต่อส่งิ เร้าหรอื ส่ิงท่ีมากระตุ้น สเุ ทพ พานชิ พนั ธ์ุ (2541:33) ได้สรุปวา่ ส่ิงจงู ใจทีใ่ ชเ้ ปน็ เครอ่ื งมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ มดี ว้ ยกัน 4 ประการ คือ 1.ส่ิงจูงใจที่เป็นวัตถุ (material inducement) ได้แก่ เงิน สิ่งของ หรือสภาวะทางกายท่ีให้แก่ผู้ประกอบ กิจกรรมต่างๆ 2.สภาพทางกายท่ีพึงปรารถนา (desirable physical condition ) คือ ส่ิงแวดล้อมในการประกอบกิจกรรม ตา่ งๆ ซงึ่ เปน็ สง่ิ สําคญั อยา่ งหน่ึงอนั กอ่ ให้เกดิ ความสขุ ทางกาย 3.ผลประโยชนท์ างอุดมคติ (ideal benefaction) หมายถงึ สิง่ ตา่ งๆท่สี นองความต้องการของบุคคล 4.ผลประโยชนท์ างสงั คม (association attractiveness) หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับผู้ร่วมกิจกรรม อันจะทําให้เกิดความผูกพัน ความพึงพอใจและสภาพการร่วมกัน อันเป็นความพึงพอใจของบุคคลในด้านสังคม หรอื ความม่ันคงในสงั คม ซึง่ จะทําใหร้ ู้สกึ มีหลักประกันและมีความม่ันคงในการประกอบกจิ กรรม ขณะท่ี ปรียากร (2535) ได้มกี ารสรปุ ว่า ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ใช้เป็นเคร่ืองมือบ่งชี้ถึงปัญหาที่ เกย่ี วกบั ความพึงพอใจในการทาํ งานนัน้ มี 3 ประการ คือ 1.ปัจจัยด้านบุคคล (personal factors) หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับงาน ได้แก่ ประสบการณ์ในการทาํ งาน เพศ จาํ นวนสมาชกิ ในความรับผิดชอบ อายุ เวลาในการทํางาน การศึกษา เงินเดือน ความสนใจ เป็นต้น 2.ปัจจยั ดา้ นงาน (factor in the Job) ได้แก่ ลักษณะของงาน ทักษะในการทํางาน ฐานะทางวิชาชีพ ขนาด ของหน่วยงาน ความห่างไกลของบ้านและที่ทาํ งาน สภาพทางภูมศิ าสตร์ เป็นตน้ 3.ปัจจัยด้านการจัดการ (factors controllable by management) ได้แก่ ความม่ันคงในงานรายรับ ผลประโยชน์ โอกาสก้าวหนา้ อาํ นาจตามตําแหนง่ หนา้ ที่ สภาพการทาํ งาน เพอ่ื นร่วมงาน ความรับผิด การส่ือสาร กบั ผบู้ งั คบั บัญชา ความศรัทธาในตัวผบู้ ริหาร การนเิ ทศงาน เป็นต้น 1.3 ทฤษฎีเกีย่ วกบั ความพงึ พอใจ Kotler and Armstrong (อ้างโดย ปุณยนุช พวงคํา 2551:25) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์ เกิดข้ึนต้องมีสิ่งจูงใจ (motive) หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการท่ีกดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคล เกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ซ่ึงความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความ ต้องการบางอยา่ งเปน็ ความต้องการทางชวี วทิ ยา(biological) เกดิ ขึน้ จากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหาย หรอื ความลาํ บากบางอย่าง เป็นความต้องการทางจิตวิทยา (psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง (esteem) หรอื การเปน็ เจา้ ของทรพั ย์สิน (belonging) ความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่ มากพอที่จะจูงใจให้บุคคลกระทําในช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นส่ิงจูงใจ เม่ือได้รับการกระตุ้นอย่าง เพยี งพอจนเกิดความตงึ เครียด โดยทฤษฎที ี่ไดร้ บั ความนยิ มมากท่ีสดุ มี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของอบั ราฮัม มาสโลว์ และทฤษฎีของซกิ มนั ด์ฟรอยด์

2. ทฤษฎีแรงจงู ใจของฟรอยด์ ซิกมันด์ฟรอยด์ (S. M. Freud) ต้งั สมมุติฐานว่าบุคคลมกั ไม่รู้ตัวมากนักว่าพลังทางจิตวิทยามีส่วน ชว่ ยสรา้ งใหเ้ กดิ พฤติกรรม ฟรอยดพ์ บวา่ บุคคลเพ่ิมและควบคุมส่ิงเร้าหลายอย่าง สิ่งเร้าเหล่าน้ีอยู่นอกเหนือการ ควบคุมอย่างส้ินเชิง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคําที่ไม่ตั้งใจพูด มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลและมีพฤติกรรมหลอก หลอนหรือเกิดอาการวติ กจริตอยา่ งมาก ชรณิ ี เดชจนิ ดา (2535 : 14)ไดเ้ สนอทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจไว้ว่า บุคคลพอใจจะกระทํา สิ่งใดๆที่ใหม้ ีความสขุ และจะหลกี เลี่ยงไม่กระทําในสิ่งที่เขาจะได้รับความทุกข์หรือความยากลําบาก โดยอาจแบ่ง ประเภทความพอใจกรณนี ไี้ ด้ 3 ประเภท คือ 1.ความพอใจด้านจิตวิทยา (psychological hedonism) เป็นทรรศนะของความพึงพอใจว่ามนุษย์โดย ธรรมชาติจะมีความแสวงหาความสุขสว่ นตัวหรือหลกี เล่ยี งจากความทุกขใ์ ดๆ 2.ความพอใจเกี่ยวกับตนเอง (egoistic hedonism) เป็นทรรศนะของความพอใจว่ามนุษย์จะพยายาม แสวงหาความสขุ ส่วนตัว แต่ไม่จาํ เป็นวา่ การแสวงหาความสขุ ตอ้ งเปน็ ธรรมชาติของมนุษยเ์ สมอไป 3.ความพอใจเกี่ยวกับจริยธรรม (ethical hedonism) ทรรศนะน้ีถือว่ามนุษย์แสวงหาความสุขเพื่อ ผลประโยชน์ของมวลมนษุ ยห์ รือสงั คมที่ตนเปน็ สมาชกิ อยแู่ ละเป็นผู้ได้รบั ผลประโยชน์ผหู้ นึ่งดว้ ย มูฮัมหมัดอัรชาด ลือแบซา และศุภโชค สินก้ัง (2549) ศึกษาการผลิตถ่านอัดแท่งโดยใช้ระบบ ผสมผสานในรูปแบบหลากหลายจากวัสดุเหลือใช้ทางเกษตรกรรม. พบว่า การผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด และกะลามะพร้าวมปี ระสทิ ธภิ าพในการใหค้ วามร้อนตา่ งกวา่ ถ่านไม้ คอื อัตราส่วน 30:70ส่วนรูปทรงที่เหมาะสม ในการผลิตถา่ นอดั แท่ง คอื รปู ทรงหกเหล่ยี มเนอื่ งจากให้คา่ ประสทิ ธิภาพสงู สูด สมพร ชุนลือชานนท์ (2549) ศึกษาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อเพ่ิมธาตุอาหารพืช พบว่า จุลินทรียท์ ี่แยกและรวบรวมไดจ้ ากดินในพ้นื ทที่ ําการเกษตรในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน ได้แก่ Azotobacter 200 isolates,Beijerinckia 70 isolates และ Azospirillum 50 isolates เมอ่ื นาํ เชอ้ื ท่ีคัดเลอื กได้ไปใสใ่ นป๋ยุ หมักท่ีทาํ จากกากขห้ี มอ้ กรองน้ําตาล (filter cake) พบวา่ ทําให้มีไนโตรเจนเพิ่มข้ึน 15% และฟอสฟอรัสเพ่ิม 139% โดยปุ๋ยท่ีได้จากส่วนผสมดังกล่าวเรียกว่า ปุ๋ย อินทรีย์-ชีวภาพ มีสมบัติคือ total N 0.53%total P 2.49% extractable P 6,776 ppm exchangeable K 749 ppm และเมอื่ นาํ้ ปยุ๋ อินทรีย์-ชีวภาพไปทดสอบกับการตอบสนองของข้าว ข้าวโพด และอ้อยในกระถาง ใช้ อัตรา 500 1,000 และ1,500 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งที่ใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพอย่างเดียว พบว่า การ ตอบสนองของพืชต่ออัตราการใช้ปุ๋ยดังกล่าวไม่แตกต่างกันทางสถิติ อาจเนื่องจากปริมาณไนโตรเจนในปุ๋ย อินทรีย์-ชีวภาพมีอยู่ในระดับไม่สูงมากและจุลินทรีย์ท่ีตรวจนับได้หลังจากบ่มในปุ๋ยหมักแล้วยังอยู่ในระดับต่าง เม่ือปรับปรุงคุณภาพปุ๋ยหมักโดยผสมปุ๋ยหมักจากเปลือกข้าวกับปุ๋ยหมักท่ีทําจากกากหม้อกรองนํ้าตาลในอัตรา 1:1 และผสมเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายโพแทสเซียมและแร่เฟลด์สปาร์ด้วย เมื่อหมักปุ๋ย 8 สัปดาห์ พบว่า ปุ๋ย อนิ ทรยี ์-ชวี ภาพท่ีปรับปรงุ ใหมม่ ีสมบัติ คือ total N 1.4-1.8% total P2O5 3.6-5.2%extractable P2O5 1.2- 1.9% total K2O 1.0-1.5% exchangeable K2O 0.8-1.0% OM 14.6-17.0% C/N ration 4.9-6.2 Ca 3.8- 6.21% Fe 0.9-2.5% Zn 256-382 ppm และ Cu 25-58ppm และทดลองกับพืช 3 ชนิดในดินเนื้อหยาบและ ละเอียด พบวา่ การตอบสนองของข้าว ข้าวโพดและอ้อยท่ีปลูกในดินเนื้อหยาบมีมากกว่าดินเนื้อละเอียด โดยท่ี การใส่ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพอัตรา 2,000กิโลกรัม/ไร่ขึ้นไปทําให้ผลผลิตเพ่ิมข้ึนอย่างชัดเจน โดยผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และอ้อยเพ่มิ ขึ้นเทา่ กับ26-34%14-34% และ 23-32% ตามลําดบั

2.1. แนวคดิ ทฤษฎีของผลของปุย๋ อนิ ทรีย์ตอ่ สภาพดนิ และการเจริญเติบโตของพืช ซากพืชท่เี หลือ จากการทําเกษตรกรรมอาจนํามาใช้สอยได้หลายลักษณะเพ่ือใช้เป็นอาหาร สัตว์ ใช้เป็นปุ๋ยหมัก เป็นต้น นอกจากนี้วัชพืชนํ้า เช่น ผักตบชวา ตลอดจนเศษพืชจากอุตสาหกรรมเกษตร เช่นชาน อ้อย และเปลือกผลไม้ต่างๆ ก็ใช้ทําปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี ผลการประเมินปริมาณเศษวัสดุอินทรีย์จากพืชใน ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2547 พบวามีประมาณปลี ะ ่ 691.5 ลา้ นตนั และมลู สัตวต์ า่ ง ๆ อกี ปีละ 35.5 ลา้ นตัน เศษ วัสดอุ ินทรยี ์ มาจากพืชหลกั ท้ังพชื ไร่ พชื สวนและไมย้ นื ต้นซ่ึงเกษตรกรได้นําเศษวัสดุอินทรีย์จากพืชและ มูลสัตว์ ในไร่นาของตนหรือจดั หาจากแหลง่ อ่ืนมาเพิม่ เตมิ เพือ่ ใช้ทาํ ปุ๋ยหมกั (ยงยทุ ธ โอสถสภา2551 ,) ข้าวโพดเป็นพืชไรท่ ี่สาํ คญั ของโลก มีการให้ประโยชน์ คือ ส่วนเมล็ดนําไปเป็นอาหารของคนและ สตั ว์ ในระบบการปลกู และเก็บผลผลิตจะมีส่วนท่ีเหลือและทิ้งไว้ในแปลงหลังการเก็บเก่ียว หรือจากขบวนการสี ฝักเพือ่ ใชป้ ระโยชนเ์ ฉพาะเมลด็ สว่ นทเ่ี หลอื ท้งิ ท่ีน่าสนใจคอื เปลือกฝักข้าวโพดนําไปใช้ประโยชน์ในด้านของเส้น ใยได้ เช่น กระดาษ จากสถิติประเทศไทยมีการนําเข้าเส้นใยจากต่างประเทศไม่ตํ่ากว่า 1 ล้านตันต่อปี (ดร.เพ่ิม ศกั ดิ์ สุภาพรเหมินทร์ นกั วชิ าการเกษตรชาํ นาญการพเิ ศษ) ปัญหาหมอกควันในพ้ืนที่ภาคเหนือตอนบนเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนผลการ ตรวจสอบจากทางการพบว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพประชาชน จํานวนหลายหม่ืนคน รวมท้ังสร้างความเสียหายต่อภาคการท่องเท่ียวอีกด้วย ขณะที่หลายฝ่ายระบุว่าสาเหตุ หมอกควันเกิดจากการเผาโดยชาวบ้านเพื่อทําการเกษตร การแก้ไขปัญหาท่ีผ่านมายังเป็นเพียงปลายเหตุ เช่น การทาํ ฝนเทยี ม การฉดี นํา้ การจบั กุมมอื เผาป่า เปน็ ต้น ซ่งึ ในปัจจุบันถือว่าล้มเหลวหมอกควันยังทวีความรุนแรง เนื่องจากยังไม่ได้แก้ไขต้นเหตุท่ีแท้จริง ข้อมูลจากการสํารวจพบว่าสาเหตุสําคัญที่มีส่วนก่อมลพิษหมอกควันใน พื้นท่ีภาคเหนอื คือ \"การเผาป่าเพอ่ื ปลูกข้าวโพด\" อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เป็นหุบเขาแห่งข้าวโพด (Corn valley) ท่ีเป็นต้นเหตุของหมอก ควนั ภาคเหนอื ทสี่ าํ คญั อีกจดุ หนึ่งเพราะมีการเผาตอซงั และเปลือกข้าวโพดต้ังแต่เดือนกุมภาพันธ์เพื่อเตรียมพื้นท่ี ปลกู ในเดือนพฤษภาคมถึงมิถนุ ายนของทุกปี ซ่ึงหลังฤดูเก็บเก่ียวจะมีเปลือกข้าวโพดมากกว่า 3-5 พันตัน ซ่ึงถูก กําจัดด้วยการเผาทิ้งและ อําเภอแม่แจ่ม ยังพบจุดความร้อนหรือ Hot Spot มากกว่าพื้นที อื่น ๆ เช่นเดียวกับ อมกอ๋ ย และเชียงดาว การทาํ ป๋ยุ อินทรียจ์ ากซังและเปลือกข้าวโพดถือนวตั กรรมการเรียนการสอนเพ่ือรณรงค์การแก้ไข ปัญหามลพษิ หมอกควันจากการเผาเปลอื กข้าวโพด สชู่ ุมชนโดยใชโ้ รงเรียนเป็นฐานเป็นส่วนหนง่ึ ของการลดหมอก ควัน โดยการนําวัสดุเศษเหลือเหล่าน้ันมาย่อยให้ได้เส้นใยเพื่อนําไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ปุ๋ย หมกั คือ ปุย๋ ที่ไดจ้ ากการหมกั สารอนิ ทรยี ์ให้สลายตัวผพุ งั ตามธรรมชาติ โดยนาํ ส่งิ เหลา่ นั้นมากองรวมกัน รดนํ้าให้ ช้ืน แลว้ ปล่อยท้งิ ไวใ้ หเ้ กดิ การยอ่ ยสลายตวั โดยกิจกรรมของจุลนิ ทรีย์ จึงนําไปใช้ปรับปรุงดิน ในการเตรยี มกองปุ๋ย หมัก อาจใสป่ ุ๋ยเคมเี พื่อช่วยเรง่ กิจกรรมของจลุ ินทรยี ์ดนิ เปน็ การเพ่มิ คุณคา่ ด้านธาตุอาหารของป๋ยุ หมัก 2.2. การเตรียมวัสดตุ ่าง ๆ เพื่อนามาใช้ผลิตป๋ยุ หมัก ซากพืช เชน่ ตน้ ข้าวโพด เป็นต้นซากสตั ว์ หรอื ป๋ยุ คอก เป็นแหลง่ ของจุลนิ ทรีย์และอาหารของจุลินทรีย์ หรืออาจจะใช้สารเร่งที่เป็นแหล่งจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายปุ๋ยเคมี ในการทําปุ่ยหมักมักมี วัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื เพิม่ ธาตุอาหาร ให้เแก่จลุ ินทรี ย์ เช่น การเพ่ิมธาตไุ นโตรเจนลงในกองปุ๋ย ซึ่งจะใช้ปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟต หรือ ปุย๋ ยูเรีย เพ่ือเป็นแหล่งธาตุอาหารให้แก่จุลินทีรย์ที่ทําหน้าท่ีในการย่อยสลายซากพืชในกองปุ๋ยหมัก โดยไนโตรเจนจากปุ๋ยเคมีท่ีใสล่ งในกองปุ๋ยจะถูกจุลินทรีย์นําไปใช้และแปรสภาพให้เป็นสารอินทรีย์ไนโตรเจนปูน

ขาว เป็นการใส่เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตและการย่อยสลายซากพืช จากจุลนิ ทรยี ์ 2.2.1.ประโยชน์ของปุย๋ หมกั ดา้ นการเกษตร 1.ช่วยปรับสภาพความเปน็ กรด-ด่างในดินและน้าํ 2.ชว่ ยปรับสภาพโครงสรา้ งของดนิ ใหร้ ว่ นซยุ อมุ้ นาํ้ และอากาศไดด้ ยี ิง่ ข้นึ 3.ช่วยยอ่ ยสลายอินทรีย์วัตถุในดินใหเ้ ป็นธาตุอาหารแก่พชื พืชสามารถดดู ซึมไปใชไ้ ด้ เลยโดยไมต่ อ้ งใชพ้ ลังงานมากเหมอื นการใชป้ ๋ยุ วทิ ยาศาสตร์ 4. ช่วยเร่งการเจรญิ เตบิ โตของพชื ให้สมบูรณ์ แข็งแรงตามธรรมชาติ ต้านทานโรคและแมลง 5.ช่วยสรา้ งฮอร์โมนพืชทาํ ใหผ้ ลผลิตสงู และคณุ ภาพของผลผลติ ดขี นึ้ 6. ช่วยให้ผลผลิตคงทน เก็บรักษาไวไ้ ด้นาน ด้านปศสุ ัตว์ 1. ชว่ ยกาํ จดั กลน่ิ เหม็นจากฟารม์ สัตว์ ไก่ สกุ ร ไดภ้ ายใน 24 ชม. 2. ช่วยกาํ จัดนาํ้ เสียจากฟาร์มไดภ้ ายใน 1 - 2 สัปดาห์ 3. ชว่ ยป้องกันโรคอหิวาหแ์ ละโรคระบาดต่างๆ ในสัตว์แทนยาปฏชิ ีวนะ และอื่นๆได้ 4. ชว่ ยกําจัดแมลงวนั ดว้ ยการตดั วงจรชวี ิตของหนอนแมลงวันไม่ให้เข้าดกั แดเ้ กิดเปน็ ตัวแมลงวนั 5. ช่วยเสริมสุขภาพสตั วเ์ ล้ียง ทาํ ให้สัตวแ์ ข็งแรง มคี วามตา้ นทานโรค ให้ผลผลิตสงู และอัตราการ รอดสงู ด้านการประมง 1. ชว่ ยควบคุมคณุ ภาพนาํ้ ในบ่อเล้ยี งสัตวน์ ํา้ ได้ 2. ชว่ ยแก้ปัญหาโรคพยาธใิ นนา้ํ ซ่ึงเปน็ อันตรายตอ่ สตั วน์ าํ้ 3. ช่วยรักษาโรคแผลต่างๆในปลา กบ จระเข้ ฯลฯ ได้ 4. ชว่ ยลดปรมิ าณข้เี ลนในบอ่ ชว่ ยให้เลนไมเ่ น่าเหมน็ สามารถนําไปผสมเปน็ ปยุ๋ หมัก ใช้กับพืช ต่างๆได้ดี ด้านส่ิงแวดล้อม 1. ช่วยบาํ บัดนํ้าเสยี จากการเกษตร ปศสุ ตั ว์ การประมง โรงงานอตุ สาหกรรม ชุมชน และสถาน- ประกอบการทั่วไป 2. ช่วยกาํ จัดกลนิ่ เหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสตั ว์ โรงงานอตุ สาหกรรม และชุมชนต่างๆ 3. ปรับสภาพของเสีย เชน่ เศษอาหารจากครัวเรอื นให้เป็นประโยชน์ต่อการเลีย้ งสตั ว์ และการ เพาะ-ปลกู พืช 4. กาํ จัดขยะด้วยการยอ่ ยสลายให้มีจํานวนลดนอ้ ยลง สามารถนําไปใช้ประโยชนไ์ ด้ 5. ช่วยปรับสภาพอากาศทเ่ี สยี ให้สดชืน่ และมีสภาพดีขนึ้

2.2.2 ชนดิ ของป๋ยุ หมัก 2.2.2.1. ปุ๋ยอินทรยี ์ ได้แก่ ปุย๋ คอก ป๋ยุ หมกั ปยุ๋ พชื สด และวสั ดเุ หลอื ใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมบาง ชนิดซงึ่ เปน็ พวกอินทรยี ์สาร ปุ๋ยอินทรียแ์ บ่งเปน็ 3 ชนดิ ได้แก่ - ป๋ยุ คอก - ปุย๋ หมัก - ปยุ๋ พืชสด 2.2.2.2 ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยท่ีได้มาจากการผลิตหรือสังเคราะห์ทาง อตุ สาหกรรมจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ไดต้ ามธรรมชาติ หรอื เป็นผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบาง ชนิด ปุย๋ เคมมี ีอยู่ 2 ประเภท คือ แมป่ ุ๋ย หรอื ปุย๋ เด่ยี วพวกหนง่ึ และปยุ๋ ผสมอีกพวกหนง่ึ ปยุ๋ เคมี หรือปยุ๋ วิทยาศาสตรแ์ บง่ เปน็ 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ - ป๋ยุ เด่ียวหรอื แมป่ ๋ยุ - ปุย๋ ผสม 2.3.3 สว่ นผสมในการหมกั ปยุ๋ อินทรยี ์ 2.3.3.1.มูลสุกร มลู สุกรมสี ารอาหารแร่ธาตุ และวิตามินทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ พชื โดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัส ทํา ให้เกิดจลุ ินทรยี ท์ ่เี ปน็ ประโยชน์ตอ่ พชื และดนิ อกี ทั้งยังช่วยปรับปรุงดินให้ดีข้ึน นอกจากน้ียังช่วยให้ ทุกส่วนของต้นพืชสมบูรณ์แข็งแรง พืชท่ีแคระแกรนจะฟื้นตัวและสมบูรณ์ขึ้น เพ่ือเตรียมพร้อมใน การออกดอกออกผลเพมิ่ ผลผลติ ให้สงู ข้ึน และยงั ช่วยปรับสภาพดิน บํารุงดินไปด้วยในตัวปุ๋ยมูลสุกร น้นั เปน็ ปุ๋ยอนิ ทรียท์ ่มี กี ารถูกทาํ มาใชอ้ ยา่ งแพรห่ ลาย สามารถนําไปใช้ประโยชน์กับพืชได้หลายชนิด เชน่ ขา้ ว อ้อย ผกั สวนครวั ไมย้ ืนตน้ ไม้ดอก เปน็ ต้น และสามารถนาํ ไปประยกุ ต์ใช้กับพืช เพ่ือให้พืช ไดร้ บั สารอาหารในหลายๆ รปู แบบด้วยกัน เช่น การนําเมล็ดข้าวมาแช่ในน้ําสกัดมูลสุกร ซึ่งจะช่วย ใหข้ ้าวมธี าตอุ าหารสะสมมากขน้ึ การนํากากตะกอนจากบ่อหมักก๊าซชีวภาพมาหว่านลงในดิน เพ่ือ เป็นการเตรียมดิน การนําน้ําจากบ่อพักน้ําในฟาร์มสุกร ปล่อยไปตามร่องในไร่อ้อย ทําให้อ้อยมี ความหวานเพิ่มขึ้น การใช้น้ําสกัดมูลสุกรแบบเข้มข้นรดดินให้กับไม้ผล เพ่ือเป็นการเร่งการ เจริญเติบโตทางลําตันและใบ รวมถึงการใช้นํ้าสกัดมูลสุกรฉีดพ่นทางใบให้กับกล้วยไม้ที่ยังไม่ออก ดอกหรอื ต้นทีต่ ัดดอกไปแลว้ จะทาํ ใหต้ ้นสมบรู ณแ์ ละสามารถออกดอกใหม่ได้เร็วข้ึน และเม่ือพบว่า ไม้ดอกเรม่ิ โทรมหรือมใี บเหลือง ก็สามารถใช้นํ้าสกัดมูลสุกรน้ัน รดดินให้พืชหรือผสมกับนํ้าท่ีให้กับ พชื เพอ่ื ฟืน้ ฟพู ชื ทางระบบสปรงิ เกอร์หรือระบบน้ําหยดก็ได้การนําปุ๋ยมูลสุกรมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ในรปู แบบต่างๆ ไดจ้ ะสามารถลดตน้ ทุนการผลติ ไดห้ ลายอยา่ ง เพราะปุ๋ยมูลสุกรยงั สามารถหาได้ง่าย และมคี ณุ คา่ ท่หี ลากหลาย 2.3.3.2.กากน้ําตาล ประโยชน์ของกากน้ําตาลสามารถใช้ได้ในหลายอุตสหกรรมเช่น ใช้ทําปุ๋ย ใช้เลี้ยงสัตว์ใช้ ผลิตแอลกอฮอล์ ใช้ในอุตสาหกรรมยีสต์ ใช้ทําผงชูรส และใช้ทํากรดน้ําส้ม แต่ส่วนใหญ่จะใช้ผลิต แอลกอฮอล์ และใชเ้ ป็นอาหารสัตว์ สําหรับในประเทศไทยส่วนใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต แอลกอฮอล์สาํ หรับการผลิตสุรา และการผลิตเอทานอล เพอ่ื ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตแก๊สโซฮอล์ นอกจากนี้ ยังใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตผงชูรส อตุ สาหกรรมการผลิตอาหารสตั ว์

อาหารสัตว์จากกากนํ้าตาลใช้เป็นอาหารสําหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องเช่น วัว ควาย แพะ เพราะ กากน้ําตาลจะช่วยเพม่ิ รสชาติแก่อาหารสัตว์แล้วยังช่วยกระตุ้นการทํางานของบัคเตรีในกระเพาะซึ่งจะช่วย ยอ่ ยอาหารหยาบ เชน่ ยอดอ้อย ฟางข้าว การใช้กากนาํ้ ตาลเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ใช้เพ่ือเพ่ิมความน่ากิน ลดฝุ่น และเพ่อื ยดึ เมด็ อาหารใหแ้ น่นข้นึ หรอื ใชเ้ ป็นพาหะสาํ หรับยา แอลกอฮอล์:โดยนําเอากากนา้ํ ตาลมาทาํ ให้เจือจางด้วยน้ําแล้วหมักโดยอาศัยเช้ือยีสต์เปลี่ยนนํ้าตาล ไปเปน็ แอลกอฮอล์ จากนน้ั กน็ ํามากล่ันแยกแอลกอฮอลอ์ อกซ่ึงจะไดแ้ อลกอฮอลท์ ่ีมีความ บริสุทธป์ิ ระมาณ 95% ปริมาณแอลกอฮอล์ท่ีไดแ้ ตกตา่ งกันไปตามคณุ ภาพของกากนํ้าตาล ตลอดจนกรรมวิธี การผลิตแอลกอฮอล์ของโรงงานน้ัน โดยกากน้ําตาลหนัก 1 ตันจะให้แอลกอฮอล์ประมาณ 238-340 ลิตร ผลติ ไฟฟ้า:โดยการย่อยสลายสารอนิ ทรยี ์จากกากน้ําตาลในบอ่ หมักจะได้ก๊าซชีวภาพออกมา ซึ่งประกอบด้วย ก๊าซหลัก ได้แก่ ก๊าซมีเทน 65% เป็นก๊าซติดไฟ ให้ความร้อน 9,000 กิโลแคลอรีต่อลูกบาศก์เมตร ร่วมกับ คาร์บอนไดออกไซด์ 35% และกา๊ ซอ่นื ๆ เช่น ก๊าซไข่เนา่ กา๊ ซไนโตรเจน และความชนื้ ตารางที่ 1สารทอี่ ยใู่ นกากนาํ้ ตาล สว่ นประกอบ เปอร์เซ็นต์ % นํา้ ตาลท่ีใช้หมักเช้อื 50.1 ซูโครส 36.66 นา้ํ 20.65 เถา้ ซัลเฟต 15.00 ริดวิ ซิงชูการ์ 13.00 โพแทสเซียม K2O 4.19 ยางและแป้ง 3.43 แคลเซียม CaO 1.35 แมกนีเซยี ม MgO 1.12

ไนโตรเจน 0.95 ซลิ กิ าในรปู SiO2 0.46 0.38 ข้ีผ้งึ 0.12 ฟอสเฟต P2O5 ชนิดของกากน้ําตาล 1.กากนาํ้ ตาลจากอ้อย : เกิดจากกรรมวิธีการผลิตน้ําตาลทรายจากอ้อยโดยเริ่มจากการนําอ้อยเข้า หีบได้นํ้าอ้อย กรองเอากากออกจากน้ําอ้อยแล้วเคี่ยวนํ้าอ้อยจนได้ผลึกของนํ้าตาลทรายตกตะกอนออกมา แยกผลกึ นา้ํ ตาลทรายด้วยหมอ้ ปนั่ ผลพลอยไดจ้ ะมี ข้ีตะกอน กากออ้ ย และ กากนํา้ ตาล 2.กากนาํ้ ตาลจากหวั บีท : เป็นผลพลอยไดจ้ ากการผลิตน้ําตาลจากหวั บที 3.กากนา้ํ ตาลจากส้ม : น้าํ ตาลท่ีไดจ้ ากส้มมีกลนิ่ และรสต่างจากกากนํ้าตาลอ้อย 4.กากน้ําตาลจากข้าวโพด : กากน้ําตาลจากข้าวโพด มีน้ําตาลมากกว่า 48 เปอร์เซ็นต์ หวานและ หอมกว่าน้าํ ตาลอ้อย 5.กากนํ้าตาลจากไม้ : เปน็ ผลพลอยได้จากอตุ สาหกรรมกระดาษ 2.3.3.3. EM (Effective Micro-organisms) ตารางที่ 2 ประโยชนข์ อง EM ด้านการเกษตร - ช่วยปรับสภาพความเปน็ กรด-ดา่ งในดนิ และนาํ้ - ชว่ ยแก้ปญั หาจากแมลงศตั รูพืชและโรคระบาดต่าง ๆ - ชว่ ยปรบั สภาพดินให้รว่ นซยุ อุ้มน้ําและอากาศผ่านได้ดี - ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วตั ถุ เพื่อให้เปน็ ปยุ๋ (อาหาร) แกอ่ าหารพชื ดดู ซมึ ไปเป็นอาหาร ไดด้ ี ไม่ต้องใช้พลงั งานมากเหมือนการให้ปุย๋ วิทยาศาสตร์ - ชว่ ยสรา้ งฮอร์โมนพืช พืชใหผ้ ลผลติ สงู และคณุ ภาพดขี ึ้น - ช่วยปอ้ งกนั อหวิ าห์และโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตวแ์ ทนยาปฏิชีวนะและอ่นื ๆ ได้ ดา้ นการประมง - ช่วยควบคุมคุณภาพในบ่อเลยี้ งสัตว์น้ําได้ - ชว่ ยแกป้ ัญหาโรคพยาธิในนํ้าเป็นอนั ตรายต่อกงุ้ ปลา กบ หรอื สตั วน์ ้ําที่เลย้ี งได้ - ช่วยลดปรมิ าณข้ีเลนในบ่อ และทาํ ให้เลนไมเ่ น่าเหม็น สามารถนําไปผสมปยุ๋ หมกั ใชพ้ ืช ตา่ งๆ ไดอ้ ย่างดี ด้านสงิ่ แวดล้อม -ช่วยปรับสภาพเศษอาหารจากครัวเรอื นให้กลายเปน็ ป๋ยุ ทีม่ ปี ระโยชน์ต่อพืชผกั ได้ - ช่วยปรบั สภาพน้าํ เสียจากอาคารบา้ นเรอื น โรงงาน โรงแรมหรอื แหลง่ นาํ้ เสยี

- ช่วยดับกล่นิ เหม็นจากกองขยะทีห่ มกั หมมมานานได้ กระบวนการตา่ งๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในการหมัก ปยุ๋ หมกั เป็นป๋ยุ อินทรยี ท์ ่ไี ด้จากการหมักเศษหญ้าแห้ง ใบไม้ฟางขา้ ว เศษอาหารและอินทรียวตั ถตุ ่าง ๆ ให้เน่า เปอ่ื ยสลายตัว กลายเปน็ สารสีดําหรือท่เี รียกว่า “ฮิวมัส” ปริมาณธาตุอาหารที่ตกค้างสะสมอยูในปุ๋ยหมักจะมากน้อย แค่ไหน จึงข้ึนอยู่กับชนิดของอินทรียวัตถุ ท่ีนํามาหมัก เป็นปุ๋ยน้ัน และข้ึนอยู่กับสารเร่งการหมัก (มูลนิธิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2540) กระบวนการทางชีวภาพในการหมัก ยงยุทธ โอสถสภา ( 2551) กล่าววาในกระบวนการนี้พลังงานท่ีได้จากการสลายตัวของอินทรีย์สารโดย กิจกรรมของจุลนิ ทรียท์ ี่ใช้ออกซิเจน มี 2 ส่วน คือ พลังงานความร้อนและพลังงานในรูป ATP ท่ีจุลินทรีย์สังเคราะห์ ขึน้ มา ในทีน่ จ้ี ะอธบิ ายเรอื่ งวงจรของอุณหภมู ิและประชากรจุลนิ อินทรยี ท์ เี่ กยี่ วขอ้ งกบั กระบวนการหมัก วงจรอณุ หภูมิ ปัจจัยสําคัญอย่างหนึ่งท่ีมีผลต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์ในกองวัสดุท่ีหมักคืออุณหภูมิ โดยท่ัวไปอาจ จําแนก จุลินทรีย์ตามช่วงอุณหภูมิที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี สําหรับจุลินทรีย์ซ่ึงเกี่ยวข้องกบการผลิตปุ๋ยหมักมีเพียง ั 2 ประเภทคอื ชอบอณุ หภมู ิ ปานกลางและชอบอุณหภมู สิ งู ซงึ่ แต่ละประเภทมบี ทบาทสําคญั ตอ่ การสลายตวั ของอินทรีย์ สารในแต่ละชว่ งเวลา จึงแบง่ ระยะ (Stage) ของการหมักออกเป็น 3 ระยะ ตามอณุ หภมู ขิ องกองวัสดุ ระยะแรกอุณหภมู ปิ านกลาง (Initial Mesophilic Stage) จลุ ินทรีย์ใช้น้ําตาลและสารอาหารท่ีย่อยอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้อุณหภูมิของกองวัสดุเพิ่มสูงกว่า 40 องศา เซลเซียส ในระยะน้ีแบคทีเรียท่ีชอบอุณหภูมิปานกลางจะมีมากที่สุด แต่เม่ืออุณหภูมิของกองวัสดุสูงกว่า 45 องศา เซลเซียส ก็จะพฒั นาเขา้ สรู่ ะยะทีส่ อง ระยะอุณหภูมสิ ูง (Thermophilic Stage) เกิดข้ึนภายในไม่กี่วันต่อมา ช่วงเวลาน้ีอุณหภูมิของกองวัสดุอยู่ระหว่าง ่ 50-75 องศาเซลเซียสในสภาพ ดังกล่าวจุลินทรีย์ทชี่ อบอุณหภมู ิสูงจะย่อยสารทสี่ ลายยากจึงควรกลับกองเป็นคร้งั คราวเพ่ือเพิ่มการถ่ายเทอากาศและ ทาํ ให้กองวัสดุมีความร้อนกระจายสมํ่าเสมอควรกลับเอาวัสดทุ อ่ี ยู่ภายนอกเขา้ มารับความรอ้ นภายในกองระยะน้ีมีการ สังเคราะห์สารคลา้ ยฮวิ มสั ระยะอณุ หภมู ปิ านกลางครงั้ ท่สี อง( Second Mesophilic Stage)หรือระยะบ่ม(CuringStage) เม่ือผ่านระยะอุณหภูมิสูงไปแล้วแหล่งอาหารท่ีใช้ได้ง่ายสําหรับจุลินทรีย์ก็เหลือน้อยเป็นเหตุให้กิจกรรม โดยรวมของจุลินทรีย์ลดตํ่าลงอุณหภูมิจึงลดลงมาใกล้เคียงกับอุณหภูมิของอากาศรอบกองจุลินทรีย์ท่ีชอบอุณหภูมิ ระดับน้ีจะมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอีกคร้ังหนึ่งระยะน้ีอาจกินเวลาตั้งแต่ 3-5 สัปดาห์ หรือยืดเย้ือไปเป็นเวลานาน หลายเดือนข้ึนอยู่กับชนิดของวัสดุท่ีใช้และสภาพแวดล้อมในกองปุ๋ยเมื่ออินทรีย์สารในกองถูกแปรสภาพเป็นฮิวมัส

ปริมาณของกรดฮวิ มกิ กเ็ พ่มิ ข้ึนสาํ หรับสัดสว่ นระหว่างคาร์บอนไนโตรเจนของอินทรีย์สารกับ ลดลงจนกระทังคงที่อยู่ ในช่วง 14 :1 – 20 : 1 และความจุในการแลกเปลย่ี นแคตไอออนของปุ๋ยหมักอายุประมาณ3 เดือนมีค่าประมาณ 50- 70 cmol กระบวนการหมกั คาร์บอนท่ีเคยมีในอินทรยี ์สารกวารอ้ ยละ ่ 50 ได้เปล่ียนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ธาตุอาหารส่วนมาก ยงั คงอยู่ดังนั้นปยุ๋ หมักจงึ มีความเขม้ ข้นของธาตอุ าหารตา่ ง ๆ สูงกวาซากพืชทใ่ี ชใ้ นการผลติ ปยุ๋ หมักนอกจากนี้อณุ หภูมิ ทสี่ งู มากในระยะที่สองไดท้ าํ ลายเมล็ดวชั พืชและไข่แมลง แมแ้ ตเ่ ชอ้ื โรคตา่ ง ๆ ไม่วาจะเป็นเช้ือโรคของคนหรือพืชก็ถูก ทาํ ลายด้วยโดยท่ัวไปเช้ือโรคของคนมกั ถกู ทําลายไปตั้งแต่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียสส่วนเช้ือราซ่ึงเป็นสาเหตุโรคพืช จะถกู ทาํ ลายเมื่ออณุ หภูมิสงู กว่า 60 องศาเซลเซียสขน้ึ ไป ประชากรจลุ นิ ทรีย์ เนื่องจากการหมักเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน และมีจุลินทรีย์หลายชนิดเข้ามามีบทบาทในการย่อย อินทรยี ์สาร ที่เป็นหลกั ไดแ้ ก ่เช้อื รา แอคทโิ นไมซีต และแบคทีเรยี เม่ือนําวัสดุอินทรีย์มาตั้งกองทําปุ๋ยหมักมีการรดนํ้า ใหค้ วามช้ืนแกเ่ ศษวสั ดจุ ุลนิ ทรยี ท์ ่ตี ิดมากบวสั ดเุ หล่าน้นั หรอื ที่มีอยู่ในปุ๋ยคอกที่เติมลงไปในกองวัสดุจะเจริญเติบโตขึ้น อย่างรวดเร็วกลุ่มจุลินทรีย์หลักท่ี6เจริญขึ้นมาและมีบทบาทสําคัญในการย่อยสลายและแปรสภาพของวัสดุอินทรีย์ เหลา่ นนั้ ไปเป็นปุ๋ยหมักไดแ้ ก่ แบคทเี รีย เชอ้ื ราและแอคทิโนไมซีต จุลินทรีย์ ในแต่ละกลุ่มมีอยู่มากมายหลายชนิดแต่ ละชนดิ ก็มีบทบาทในชว่ งเวลาและจังหวะท่ีแตกต่างกนไปขนึ้ อยู่กับชนิดและปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ในกองวัสดุและ สภาพแวดล้อมภายในกอง หากพิจารณา คร่าวๆ ในภาพรวมถึงกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีบทบาทหลักในแต่ละช่วงของ กระบวนการหมักก็พอจะพิจารณาจากประชากรของจุลินทรีย์ แบคทีเรียเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีการเจริญเติบโตได้ รวดเร็วจึงเพิ่มประชากรมากตั้งแต่เริ่มกองโดยเฉพาะอย่างย่ิงหากวัสดุที่ใช้หมักมีสารอาหารที่ใช้ได้ง่ายอยูมาก แบคทีเรยี ก็จะย่อยสูงขน้ึ ซง่ึ สารอาหารเหล่าน้ันอย่างรวดเร็ว แลว้ ปลดปล่อยความร้อนออกมาปริมาณมากกองปุ๋ยจึงมี อุณหภูมิสูงข้ึนซงึ่ ก็จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียพวกชอบอุณหภูมิสูงหรือเทอโมไฟล์ เม่ืออุณหภูมิสูงกว่า 40องศาเซลเซียส พวกไมท่ นอณุ หภูมิสงู กช็ ะงักการเจริญเติบโต แต่พวกท่ีชอบอุณหภูมิสูงกลับเพิ่มมากปริมาณข้ึนไป อีกสง่ ผลให้อณุ หภมู ิสงู ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ แต่ถ้าความรอ้ นเกิดข้นึ เรว็ และกระจายออกไปได้ช้าความร้อนก็จะสะสมมากเกินไป เช่นสงู กวา่ 65 องศาเซลเซียส หรือ 70 องศาเซลเซียส ข้ึนไปทําให้แบคทีเรียทนร้อนส่วนใหญ่ชะงักการเจริญเติบโต เหลือเพยี ง ไม่ก่ีชนิดที่ยังทนทานอยู่ได้ส่งผลให้อัตราการแปลสภาพของวัสดุอินทรีย์ชะลอลง ดังนั้นเม่ือเวลาผ่านไป ่ อุณหภมู ขิ องกองปยุ๋ จงึ คอ่ ย ๆ ลดลงแต่แบคทเี รียและจุลินทรีย์ทนความร้อนกลุ่มอื่นๆ ยังมีบทบาท ในการย่อยสลาย อนิ ทรยี ส์ ารต่อไปอกี ระยะหน่งึ จนกระทังเม่อื อณุ หภมู ลิ ดลงตํา่ กว่า 40 องศาเซลเซียส กิจกรรมของพวกทนความร้อน ก็ลดลงต่อจากน้ันพวกท่ีชอบอุณหภูมิปานกลางจึงเพ่ิมประชากร แล้วมีบทบาทมากกวากลุ่มอื่นไปจนกระบวนการ หมักส้นิ สุดลง แอคทโิ นไมซตี เป็นกลุม่ จุลินทรีย์ประเภทแบคทีเรียอีกชนิดหน่ึงแต่มีลักษณะการเจริญเติบโตในรูปแบบการแตกแขนงเป็น เสน้ ใยและสร้างสปอรค์ ล้ายเช้ือราเพียงแตเ่ ส้นใยมีขนาดเล็กจึงมีการการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเช้ือ ราหรือแบคทีเรยี การเพม่ิ ปรมิ าณในกองปุ๋ยก็ช้ากวาเชื้อราและแบคทีเรียด้วยแอคทิโนไมซีตจะมปี ริมาณมากในกองเมื่อ กระบวนการหมักผ่านไป ่85–7 วันสกุล (Genus) ท่ีพบมากได้แก่ Micromonospora, Streptomyces และ

Actinomyces จลุ ินทรยี ์กลมุ่ น้ีทนทานต่อสภาพทไ่ี มค่ อ่ ยเหมาะสม เช่นความชื้นต่ําอุณหภูมิสูงสามารถใช้สารอินทรีย์ ประเภทย่อยสลายยากไดด้ ีและใช้ได้หลากหลายชนดิ จงึ มีบทบาทสําคญั ในการย่อยเซลลูโลสลิกนิน และ ่สารประกอบ ที่ย่อยสลายยากอนื่ ๆ มกั พบจลุ นิ ทรียก์ ล่มุ นีเ้ จรญิ เติบโตไดม้ ากในชว่ งหลงั ๆของการตง้ั กองซึ่งสารประกอบที่ใช้ได้ง่ายๆ ถูกใชไ้ ปเกือบหมดแล้วเหลือแต่สารอนิ ทรียป์ ระเภทที่ย่อยสลายยากเป็นส่วนใหญ่หากเปิดกองวัสดุออกดูจะพบแอคทิ โนไมซตี มลี กั ษณะเป็นขุยสีขาวคลา้ ยกับผงแปง้ ในกองกองปยุ๋ ซ่ึงเป็นลักษณะการเจริญแบบเส้นใยและสร้างสปอร์ของ จุลินทรีย์ชนิดน้ีหรือหากเป็นวัสดุในหลุมหมักท่ีมีฝาปิดและผิวหน้ากองมีความชื้นมากพอ อาจพบแอคทิโนไมซีต เจรญิ เตบิ โตเป็นขุยทผ่ี วิ หน้ากองปยุ๋ จนขาวโพลนกไ็ ด้ เช้ือรา เป็นกลุ่มที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็วและเพิ่มปริมาณมากในช่วงแรก ๆ ของการต้ังกองใกล้เคียงกบพวก แบคทีเรียซึ่งช่วงนั้นยังมีสารประกอบท่ีย่อยสลายง่ายอยู่มากแต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆเท่านั้นเพราะในช่วงเวลานี้หากมี สภาพแวดลอ้ มเหมาะสมอณุ หภูมิของกองปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิสูงข้ึนกว่า50 องศาเซลเซียสจนใกล้ 60 องศาเซลเซยี ส การเจริญเตบิ โตของเชื้อรามักจะชะลอลงแล้วจะชะงกั และถูกทําลายที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศา เซลเซียส เชื้อราที่พบทั่วไปในกองวัสดุจากเศษพืชคือเช้ือราย่อยเซลลูโลสซึ่งได้แก่ Aspergillus, Penicllium, Fusarium,Trichoderma และ Chaetomonium สําหรับอินทรยี สารทีม่ ีในกองวัสดุนั้นน้ําตาลและกรดอินทรีย์ต่างๆ จะถูกย่อยสลายเร็วที่สุดเซลลูโลสสลายตัวค่อนข้างช้าส่วนลิกนินสลายช้าสุดจึงถูกใช้เป็นลําดับสุดท้ายของโซ่อาหาร อยา่ งไรก็ตาม เชื้อรา Basidiomycetes เปน็ เชือ้ ราที่มกั พบวามีบทบาทสําคัญในการย่อยสลาย เชอื้ โรค วัสดุอินทรีย์ทน่ี าํ มาใชท้ าํ ปยุ๋ หมกั อาจมเี ชอ้ื โรคปะปนมาดว้ ยไม่วาจะเป็นเช้ือโรคจากมนุษย์ทตี่ ดิ มากบขยะจาก บ้านเรือนหรือติดมากับมูลสัตว์หรือเช้ือสาเหตุของโรคพืชที่ติดมากบเศษพืชจากแปลง เช้ือโรคเหล่าน้ีส่วนมากถูก ทาํ ลายเมื่ออุณหภูมภิ ายในกองปยุ๋ หมกั สงู เชอื้ โรคตา่ งๆ อาจมีชวี ติ อยรู่ อดภายใต้สภาพอณุ หภูมทิ ่ีสูงได้แตกต่างกน เช่น เชื้อ Salmonella Thyphosa ที่อย่ใู นอุณหภมู ิ 55 องศาเซลเซียสจะตายภายใน 30 นาที แต่ถ้าเพิ่มอุณหภูมิเป็น 60 องศาเซลเซียสจะตายภายใน 20 นาทีสําหรับเชอื้ ราท่เี ป็นสาเหตุของเช้ือโรคพืชน้ันไม่ทนต่ออุณหภูมิที่สูงถึง 60 องศา เซลเซียสดังนั้นหากสามารถจัดการให้เศษวัสดุท่ีนํามาหมักมีโอกาสได้รับความร้อนที่อุณหภูมิเกิน 55 องศาเซลเซียส นานเพียงพอกจ็ ะช่วยป้องกนการระบาดของโรคคนและโรคพชื ทตี่ ดิ มากบเศษวัสดุสําหรับข้อกําหนดของปุ๋ยหมักท่ีจะ นําไปใชก้ ับระบบเกษตรอนิ ทรยี ใ์ นบางมาตรฐาน กระบวนการผลิตปุ๋ยหมักต้องมีขั้นตอนให้ปุ๋ยหมักผ่านช่วงท่ีมีความ ร้อนเกนิ 55 องศาเซลเซียสนานพอทจี่ ะมนั ใจได้ในความปลอดภัยตามมาตรฐาน เทคนิคการหมกั เทคนคิ ท่ใี ช้กนโดยทว่ั ไปคอื การหมกั แบบมกี ารกวน ( Agitated) และการหมักแบบที่ปล่อยให้กองขยะอยู่น่ิง (Static) การหมักแบบมีการกวนจะเป็นการทําให้วัสดุท่ีใช้หมักได้รับออกซิเจนอย่างท่ัวถึงซ่ึงช่วยในการควบคุม อุณหภูมิให้เหมาะสมกับการหมักรวมทั้งเกิดการผสมวัสดุต่าง ๆ ให้เข้ากนและได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเดียวกัน โดยตลอดส่วนการหมกั แบบที่ปลอ่ ยใหก้ องขยะอยู่นิง่ จะไม่มกี ารกวนวสั ดแุ ต่จะเป่าอากาศผ่านวสั ดุทห่ี มักวิธีการหมักที่ นิยมใช้และได้นาํ เทคนิคในการหมกั หลายแบบมาใช้ ไดแ้ ก่ การหมักปุ๋ยกองแถว Windrow Compostin ( g) การกอง สุมหมกั ปุ๋ยแบบใหอ้ ากาศ (Aerated Static Pile Composting) และการหมกั ปยุ๋ ในถงั (In-Vessel Composting)

การหมกั ปยุ๋ กองแถว โดยกองขยะใหส้ ูง 3 เมตร และความกว้างของฐานประมาณ 8 เมตรโดยต้องมีการพลิกกลับกองขยะ เพื่อให้ อากาศเขา้ ไดท้ ั่วถึงซง่ึ เป็นการเรง่ ปฏกิ ิรยิ าและป้องกันมิให้เกิดสภาวะการย่อยแบบไมใ่ ชอ้ ากาศด้วยการหมักปุ๋ยวิธีนี้ถ้า เป็นการหมกั แบบช้า ต้องมีการพลิกกลับกองขยะอย่างน้อย ่ 1 ครั้งต่อปี ซึ่งการย่อยสลายจะเสร็จส้ินภายใน 3-5 ปี การหมกั ในลักษณะนี้อาจทําใหเ้ กดิ กลน่ิ เหมน็ และเกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศในบางส่วนส่วนการหมักปุ๋ยกอง แถวแบบอตั ราสูง( High-Rate) โดยท่ัวไปมคี วามสูงประมาณ 2 เมตรและมคี วามกว้างในช่วงฐานของกองปุ๋ยประมาณ 5 เมตร โดยท้ังน้ีในกําหนดขนาดของกองปุ๋ยให้คํานึงถึงอุปกรณ์ท่ีจะใช้ในการพลิกกลับกองปุ๋ยด้วยการหมักปุ๋ยวิธีนี้ จําเป็นทตี่ อ้ งลดขนาดของขยะก่อนนํามาหมักโดยให้มีขนาด 2.5-7.5 เซนติเมตรและมีความช้ืนประมาณร้อยละ 50- 60 และต้องมีการพลิกกลับกองปุ๋ยสัปดาห์ละ 2 ครั้งซึ่งอาจมีกลิ่นเหม็นบ้างขณะที่พลิกกองการหมักปุ๋ยโดยวิธีน้ีจะ เสร็จสิน้ ภายใน 3-4 สัปดาห์ หลังจากการหมกั ปุ๋ยแล้วควรมีการบ่มต่อไปอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์ซ่ึงในช่วงการบ่มนี้ จะมีจลุ ินทรียป์ ระเภทราได้แก่ รา และ แอกทิโนไมซที ีสจะชว่ ยย่อยสลายสารอนิ ทรยี ท์ เ่ี หลือ การกองสุมหมักปุ๋ยแบบให้อากาศ การหมักปุ๋ยวิธีนี้มีวิธีคล้ายกบการหมักปุ๋ยวิธีแรกแต่แตกต่างที่ฐานของกองปุ๋ยซ่ึงจะทําในลักษณะให้มีการ ระบายอากาศไดอ้ ย่างทว่ั ถงึ โดยมกี ารให้อากาศด้วยเคร่ืองเป่าอากาศผ่านทางระบายอากาศซ่ึงวางในบริเวณด้านล่าง เพ่อื ใหอ้ ากาศดา้ นลา่ งทําให้กองขยะได้รบั อากาศอย่างท่ัวถงึ โดยอาจเป่าหรือดูดอากาศผ่านเข้าไปก็ได้นอกจากนี้ยังมี การนําปุ๋ยที่ผ่านการหมักแล้วมาวางไว้ท่ีส่วนบนเพ่ือเป็นฉนวนและป้องกันกล่ิน ความสูงของกองปุ๋ยหมักประเภทนี้ ประมาณ 3.5 เมตรชว่ งเวลาในการหมักปุ๋ยประมาณ 3-4 สัปดาห์ และควรมีการบ่มปุ๋ยต่อไปอีกประมาณ 4 อาทิตย์ หรือนานกวานั้นจากนนั้ ปุ๋ยท่ีผ่านการบ่มแล้วควรนํามาบดและรอ่ นใหม้ ขี นาดเลก็ ลงเพือ่ เพม่ิ คณุ ภาพของปยุ๋ การหมกั ปยุ๋ ในถงั การหมักปุ๋ยวิธีน้ีกระทําในถังเพ่ือสามารถควบคุมกลิ่นได้ โดยถังที่ใช้อาจเป็นแบบต้ังหรือนอนภายในเติม อากาศดว้ ยเครอื่ งจักรกลใช้พน้ื ทแ่ี ละแรงงานนอ้ ยใช้เวลาหมกั 1-2 สปั ดาห์และบม่ 4-12สัปดาห์ มาตรฐานคุณภาพของปุ๋ยหมัก กรมวิชาการเกษตร ได้มีการสง่ เสริมไห้เกษตรกรใชป้ ุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรงุ บํารุงดินเพ่ือเพ่ิมคุณค่าของธาตุ อาหารพืชจงึ ได้มกี ารกาํ หนดมาตรฐานปุ๋ยอนิ ทรยี ์ ปยุ๋ หมกั เปน็ ปุย๋ อนิ ทรียช์ นิดหน่ึงเกดิ จากการนาํ ซากหรือเศษเหลือจากพืชมาหมักรวมกันและผ่านกระบวนการย่อยสลาย โดยกิจกรรมจลุ ินทรีย์จนเปลย่ี นสภาพไปจากเดิมเป็นวสั ดทุ ีม่ ลี กั ษณะอ่อนนมุ่ เป่ือยยุ่ย ไม่แข็งกระด้าง และมีสีนํ้าตาล ปนดาํ

สารเรง่ ซปุ เปอร์ พด.1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ท่ีมีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป ผลผลติ ทางการเกษตรเพื่อผลิตปุ๋ยหมักในเวลารวดเร็วและมีคุณภาพสูงข้ึนประกอบด้วยเชื้อรา และแอคติโนมัยซีสท่ี ยอ่ ยสารประกอบเซลลโู ลสและแบคทเี รียท่ยี อ่ ยไขมนั จดุ เด่นของสารเรง่ ซุปเปอร์ พด.1 1.มีประสทิ ธิภาพสูงในการยอ่ ยสารประกอบเซลลูโลส 2.สามารถยอ่ ยสลายน้าํ มนั /ไขมนั ในวสั ดหุ มกั ทีส่ ลายตวั ยาก 3.ผลติ ปยุ๋ หมักในระยะเวลารวดเรว็ และมคี ณุ ภาพ 4.เป็นจลุ ินทรียท์ ่ที นอุณหภมู ิสงู 5.เป็นจุลินทรยี ์ที่สามารถสร้างสปอรจ์ งึ เกบ็ รักษาผลิตภัณฑไ์ ดน้ าน 6.สามารถย่อยวสั ดเุ หลอื ใช้ไดห้ ลากหลายและครอบคลุมมากข้ึน

บทท่ี 3 วิธีการดาเนนิ การศึกษา การศกึ ษาความร้คู วามเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียน ราชประชานเุ คราะห์ 31 ตาํ บลช่างเคง่ิ อาํ เภอแมแ่ จม่ จงั หวดั เชียงใหม่ ผศู้ กึ ษาได้กําหนดวธิ กี ารดําเนินการศึกษาเรื่อง ตา่ งๆดงั ต่อไปนี้ สถานทดี่ าเนินการศกึ ษา การศกึ ษาคร้ังนี้ดาํ เนินการในโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 ตาํ บลช่างเคง่ิ อําเภอแม่แจม่ จังหวัดเชยี งใหม่ ซึ่ง โรงเรยี นดงั กล่าวนี้ ได้มกี ารจัดการเรยี นการสอนในวชิ าเลือกเสรี การทําปุ๋ยอนิ ทรยี ์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาครงั้ น้ี ไดแ้ ก่ นักเรียนท่ีกําลงั ศึกษาในระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาป4ี -6 (สายเกษตร) โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 ตําบลชา่ งเค่งิ อาํ เภอแมแ่ จม่ จงั หวัดเชยี งใหม่ รวมท้ังหมด 2 ห้องเรยี นคือ ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 จํานวน88 คน ซงึ่ ประชากรมที งั้ เพศชายและเพศหญิง โดยผ้ศู กึ ษามวี ิธีการ ส่มุ ตวั อย่างประชากร ดังน้ี 1. นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)ใช้จํานวนนักเรยี น 88 คน ซึง่ มีทงั้ เพศชายและเพศหญิง 2. การสุ่มตัวอย่างนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 -6 (สายเกษตร)โดยใชว้ ิธีการสุ่มตัวอยา่ งอย่างงา่ ย เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการศกึ ษา เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการศึกษาคร้ังนใ้ี ชแ้ บบสอบถาม จาํ นวน 1 ชุด โดยแบง่ ออกเป็น 2 ตอน คอื ตอนท่ี 1 เป็นแบบสอบถามเกย่ี วกับข้อมลู ทว่ั ไปของผใู้ หข้ ้อมูล ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกีย่ วกบั การศึกษาความรคู้ วามเขา้ ใจในการทาํ ปุย๋ อินทรยี ์ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตาํ บลช่างเคงิ่ อําเภอแมแ่ จ่ม จังหวัดเชียงใหม่ การทดสอบแบบสอบถาม ก่อนนาํ แบบสอบถามไปใช้ ผู้ศกึ ษาไดน้ าํ แบบสอบถามเสนอตอ่ คณะกรรมการ อาจารย์ทป่ี รกึ ษา เพอื่ ตรวจสอบเนือ้ หาของแบบสอบถาม และไดน้ าํ มาปรับปรุงแกไ้ ขใ้ นสง่ิ ทบี่ กพรอ่ งของแบบสอบถาม วธิ กี ารสรา้ งเครอ่ื งมอื เครอ่ื งมอื ท่ผี ้ศู กึ ษาใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เป็นแบบสอบถาม ซงึ่ ได้สร้างเองโดยมีลาํ ดบั การสรา้ ง ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับเรื่องท่ีทําการศึกษา เพ่ือกําหนดกรอก แนวคิดในการสรา้ งแบบสอบถาม 2. ศึกษาแบบสอบถามจากงานวิจยั ท่ผี ทู้ าํ ไว้แล้ว มาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม 3. กําหนดขอบเขตของการศกึ ษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุย๋ อินทรีย์ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 ตาํ บลช่างเคิ่ง อําเภอแม่แจม่ จังหวัดเชยี งใหม่ 3.1 สถานภาพส่วนตวั ของนักเรยี น ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับชัน้ และอาชพี ผ้ปู กครอง

3.2 ความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สาย เกษตร)โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 ตาํ บลช่างเคง่ิ อําเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชียงใหม่ สร้างแบบสอบถามโดยให้ครอบคลุมเน้ือหาเก่ียวกับความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ย อินทรยี ์ 4. นํา การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ผู้ศึกษาไดท้ ําการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในครัง้ นีด้ ว้ ยตนเอง โดยประชาสัมพนั ธ์ใหก้ บั นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย4 -6 (สายเกษตร) เก่ยี วกบั การศกึ ษาครั้งนี้ เพอื่ จะทาํ การเกบ็ รวบรวมข้อมูลและ ทาํ การศกึ ษาต่อไป การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถติ ทิ ใี่ ช้ การวเิ คราะห์ข้อมลู ผ้ศู กึ ษาไดต้ รวจสอบความสมบูรณข์ องแบบสอบถามแลว้ ได้ดําเนนิ การวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้รูปแบบทางสถิตดิ ังนี้ การแปรผล การศึกษาครัง้ นี้ มีการแบ่งระดบั ทัศนคติ เปน็ 3 ระดบั ดังน้ี 3 หมายถงึ เขา้ ใจดี 2 หมายถงึ เข้าใจปานกลาง 1 หมายถงึ ไม่เขา้ ใจ สถติ ิวิธใี ช้ในการศึกษา 1. การหาคา่ รอ้ ยละ โดยใชส้ ตู ร ดังน้ี F P N P คอื ค่าอตั รารอ้ ยละ F คอื ความถี่ท่ตี อ้ งการหาค่ารอ้ ยละ N คือ จาํ นวนความถท่ี งั้ หมด 2. การหาคา่ เฉลี่ย โดยใชส้ ตู ร ดงั น้ี ∑ ������ ������̅ ������ ������̅ คือ ค่าเฉลยี่ ∑ ������ คือ ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด N คือ จาํ นวนทัง้ หมด (ใชโ้ ปรแกรม Excel ในการคาํ นวณ) 3. การหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใชส้ ูตร ดังน้ี S.D. =  (X-X)2

N S.D คอื ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน X คอื คะแนนหรือจดุ ก่ึงกลางของคะแนน X คือ คา่ เฉลีย่ N คอื จํานวนท้งั หมด (ใชโ้ ปรแกรม Excel ในการคํานวณ) 4. การหาค่าเฉลย่ี โดยใช้สูตร ดังน้ี ∑X x̅ N x̅ คือ คา่ เฉล่ีย ∑ x คือ ผลรวมของคะแนนท้งั หมด N คอื จํานวนทง้ั หมด (ใช้โปรแกรม Excel ในการคาํ นวณ) 5. การหาค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน โดยใชส้ ูตร ดังนี้ S.D. =  (X-X)2 N S.D คือ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน X คือ คะแนนหรือจดุ กง่ึ กลางของคะแนน X คือ คา่ เฉล่ีย N คอื จาํ นวนทง้ั หมด (ใช้โปรแกรม Excel ในการคํานวณ)

บทท่ี 4 การวิเคราะห์ขอ้ มลู ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลแบง่ ออกเปน็ 3 ตอนดงั นี้ ตอนท่ี 1 วเิ คราะห์ขอ้ มลู ทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถามของนักเรียนผู้ให้ข้อมูล โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายม.4 -6 (สายเกษตร) ได้แก่ เพศ อายุ ระดับชั้น และอาชพี ของบิดา มารดา ตอนที่ 2 วิเคราะห์แบบสอบถามท่ีใช้ในการศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียน ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนบา้ นโรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของนักเรียน ตารางที่ 1 จาํ นวนและรอ้ ยละของนกั เรยี นผู้ให้ขอ้ มลู แยกตามเพศ เพศ จานวน ร้อยละ ชาย 30 34.09 หญิง 58 65.09 รวม 88 100 จากตารางท่ี 1 ผู้ให้ข้อมูลท้ังหมด 88 คน มีผู้ให้ข้อมูลเป็นเพศชาย จํานวน30 คน คิดเป็นร้อยละ 34.09เพศหญิง จํานวน 58คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 65.09 ตารางที่ 2 จํานวนและรอ้ ยละของนกั เรียนผู้ให้ข้อมลู แยกตามอายุ รอ้ ยละ อายุ จานวน 14-15 5 5.68 16 ปี ข้ึนไป 73 82.95 รวม 88 100 จากตารางท่ี 2 ผ้ใู ห้ข้อมูลท้งั หมด 88คน มีผู้ให้ขอ้ มูลแยกตามอายุ 14-15 จาํ นวน 5 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 5.68อายุ 16 ปขี ึ้นไป จาํ นวน 73คน คิดเป็นร้อยละ 82.95 ตารางท่ี 3 จํานวนและรอ้ ยละของนกั เรยี นผใู้ ห้ข้อมูลแยกตามระดบั ชัน้ ระดบั ชน้ั จานวน ร้อยละ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 30 34.09 65.91 มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 58 รวม 30 100 จากตารางที่ 3 ผู้ให้ขอ้ มลู ท้งั หมด88คน มีผู้ใหข้ ้อมูลแยกตามระดับดังน้ี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่4 จํานวน 30 คน คิดเปน็ ร้อย ละ 34.09 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่5 จํานวน 58 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 65.91

ตารางที่ 4 จาํ นวนและร้อยละของนักเรียนผูใ้ ห้ข้อมลู แยกตามอาชพี ของผูป้ กครอง อาชีพของมารดา จานวน ร้อยละ เกษตรกร 55 62.5 คา้ ขาย 22 25 ครู–อาจารย์ 3 3.41 ทหาร 0 0 ตาํ รวจ 0 0 อน่ื ๆ 8 9.09 รวม 88 100 จากตารางที่ 4 ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด88 คน มีผู้ให้ข้อมูล แยกตามอาชีพของบิดา มารดา ดังน้ี มีอาชีพเป็นเกษตรกร จํานวน55 คน คิดเป็นร้อยละ 62.5อาชีพค้าขาย จํานวน 22 คน คิดเป็นร้อย25 ครู-อาจารย์ จํานวน 3 คน คิดเป็น ร้อยละ 3.41 อาชีพทหารและตํารวจ จํานวน 0 คน คิดเป็นร้อยละ 0 และอาชีพอ่ืนๆ จํานวน8 คน คิดเป็นร้อยละ 9.09 ตามลาํ ดบั

ตอนที่ 2 การศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทาป๋ยุ อนิ ทรีย์ ตารางที่ 5 จาํ นวนรอ้ ยละ ค่าเฉลย่ี ของระดบั ความรคู้ วามเข้าใจในการทาํ ปุ๋ยอินทรีย์ของนักเ ความเข้าใจในการทําปยุ๋ อนิ ทรยี ์ เ 1. มกี ารนาํ วสั ดทุ ีม่ ีอยูใ่ นทอ้ งถ่นิ มาใชใ้ นการผลติ ปยุ๋ อินทรีย์ (ปฏิบ จาํ นวน (คน) 15 2. มีการนําเศษวัสดุมาทําให้เป็นช้ินเล็ก ๆ ก่อนการหมักเพื่อให้เกิดการย่อย 69 สลายง่ายขนึ้ 3. มกี ารใชส้ ารเรง่ พด. 1 ซอง (100 กรมั ) ในนํ้า 20 ลิตร คนใหเ้ ขา้ กันนาน 15 80 นาที จึงนาํ ไปรดในกองปุ๋ยหมัก 4. ทําการเกลี่ยกองปุ๋ยเป็นรูปหลังเต่า โดยมีขนาดของกองกว้าง 2 เมตร ยาว 74 3 เมตร และสูง 1.5 เมตร 5. ได้มีการตรวจวดั ความช้นื ของกองปุย๋ หมัก โดยใช้มอื กําเศษวัสดุ 13 6. หลงั การหมกั วัสดุทที่ ําปุ๋ย ไดม้ กี ารคลมุ กองดว้ ยเศษฟางหรือกระสอบปา่ น 68 7. บริเวณที่มีการทํากองปุ๋ยหมัก ได้มีการป้องกันไม่ให้สัตว์เข้ามาทําลายคุ้ย 12

เรียนระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 ระดับความร้คู วามเข้าใจในการทําปยุ๋ อนิ ทรีย์ เขา้ ใจดี เข้าใจปานกลาง ไม่เข้าใจ ̅ บัติสมํ่าเสมอ) (ปฏบิ ตั ิบางครัง้ ) (ไมป่ ฏบิ ตั ิ) S.D. 0.70 ร้อยละ จาํ นวน รอ้ ยละ จาํ นวน ร้อยละ (คน) (คน) 68.18 10 19.32 5 12.50 2.56 78.41 11 12.50 8 9.09 2.69 0.63 90.91 7 7.95 1 1.14 2.90 0.34 84.09 6 6.82 8 9.09 2.75 0.61 14.77 19 21.59 56 63.64 1.51 0.74 77.27 12 13.64 8 9.09 2.68 0.63 13.64 24 27.27 52 59.09 1.55 0.72

เขีย่ กองป๋ยุ โดยใชเ้ ศษฟางหรือกระสอบป่าน 2 8. มกี ารตรวจเช็คสภาพความช้ืนและความร้อนของกองปุ๋ยหมักในช่วง 5 วัน แรก 9. ไดท้ าํ การกลับกองปุ๋ยหมักทุก 3-5 วัน ตลอดระยะเวลา 1 เดือนหลังจากมี 56 การตรวจเชค็ สภาพความช้ืนและความร้อนของกองป๋ยุ 10. มกี ารสังเกตปุย๋ อินทรยี ์ท่ไี ดจ้ ากการหมัก เช่น สีของวัสดุหมักจะเข้มเป็นสี 35 นํา้ ตาลถึงดาํ , ไม่มีกลิ่นเหม็นฉนุ 11. ได้มีการระบแุ หล่งและวันท่ีทาํ การผลติ บนกระสอบทใ่ี ชบ้ รรจุปุ๋ยอินทรยี ์ 13 คา่ เฉล่ียรวม หมายเหตุ ไม่เข้าใจ(ไม่ปฏบิ ัติ) 0 - 1.09 เข้าใจปานกลาง(ปฏบิ ัติบางครง้ั ) 1.10- 2.0

0.02 1 0.01 85 78.41 1.05 0.71 63.64 17 19.32 15 17.05 2.47 0.77 39.77 23 26.14 30 34.09 2.06 0.86 14.77 24 27.27 51 57.95 1.57 0.74 09 เข้าใจดี(ปฏบิ ตั ิสมา่ เสมอ) 2.10- 3.0 2.27

จากตารางท่ี 5 พบว่าในการศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทาปุ๋ยอินทรีย์จํานวนร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วน เบ่ียงเบนมาตรฐานของระดับความรคู้ วามเข้าใจในการทําปุ๋ยอนิ ทรีย์ของนกั เรยี นระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ปรากฏดังน้ี มีการนําวัสดุท่ีมีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ในการผลิตปุ๋ย อินทรยี ์ ปฏิบตั ิสมํ่าเสมอ จํานวน 60 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 68.18 ปฏบิ ัตบิ างครง้ั จํานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 19.32 ไม่ปฏิบัติ 11 จํานวน คน คิดเป็นร้อยละ 12.50 ค่าเฉลี่ย2.56 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.70 มีการนํา เศษวัสดุมาทําให้เป็นช้ินเลก็ ๆ กอ่ นการหมักเพ่ือใหเ้ กดิ การย่อยสลายง่ายข้ึน ปฏิบัติสมํ่าเสมอ จํานวน 69 คน คิดเป็นร้อย 78.41 ปฏิบัตบิ างคร้ัง จํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 12.50 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 8 คน คิดเป็นร้อย ละ 9.09 ค่าเฉล่ยี 2.69 ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน 0.63 มีการใช้สารเร่งพด. 1 ซอง (100 กรัม) ในนํ้า 20 ลิตร คน ให้เข้ากันนาน 15 นาที จึงนําไปรดในกองปุ๋ยหมัก ปฏิบัติสมํ่าเสมอ จํานวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 90.91 ปฏิบัติบางคร้ัง จํานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 7.95 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.14 ค่าเฉล่ีย 2.90 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.34 ทําการเกล่ียกองปุ๋ยเป็นรูปหลังเต่า โดยมีขนาดของกองกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร และสูง 1.5 เมตร ปฏิบัติสมํ่าเสมอ จํานวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 84.09 ปฏิบัติบางครั้ง จํานวน 6 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 6.82 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 9.09 ค่าเฉลี่ย 2.75 ค่าเบ่ียงเบน มาตรฐาน 0.61 ไดม้ กี ารตรวจวัดความชื้นของกองปุ๋ยหมัก โดยใช้มือกําเศษวัสดุ ปฏิบัติสม่ําเสมอ จํานวน 13 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 14.77 ปฏบิ ัตบิ างครง้ั จํานวน 19 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 21.59 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 56 คน คิด เปน็ ร้อยละ 63.64 ค่าเฉลย่ี 1.51 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.74 หลังการหมักวัสดุที่ทําปุ๋ย ได้มีการคลุมกองด้วย เศษฟางหรือกระสอบปา่ น ปฏิบตั ิสม่ําเสมอ จํานวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 77.27 ปฏิบัติบางครั้ง จํานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 13.64 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ9.09 ค่าเฉล่ีย 2.68 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63 บรเิ วณที่มกี ารทํากองปุ๋ยหมัก ไดม้ กี ารปอ้ งกนั ไม่ให้สัตว์เขา้ มาทําลายคุ้ยเข่ียกองปุ๋ย โดยใช้เศษฟางหรือ กระสอบป่าน ปฏิบัติสมาํ่ เสมอ จํานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 13.64 ปฏิบัติบางคร้ัง จํานวน 24 คน คิดเป็น ร้อยละ 27.27 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 59.09 ค่าเฉลี่ย 1.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.72 มี การตรวจเช็คสภาพความชื้นและความร้อนของกองปุ๋ยหมักในช่วง 5 วนั แรกปฏบิ ตั ิสม่ําเสมอ จํานวน 2 คน คิด เปน็ ร้อยละ 0.02 ปฏิบัติบางครัง้ จํานวน 1 คน คดิ เป็นร้อยละ 0.01 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 85 คน คิดเป็นร้อยละ 78.41 คา่ เฉลีย่ 1.05 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.71 ได้ทําการกลับกองปุ๋ยหมักทุก 3-5 วัน ตลอดระยะเวลา 1 เดือนหลังจากมีการตรวจเชค็ สภาพความชื้นและความร้อนของกองปุย๋ ปฏบิ ตั ิสมาํ่ เสมอ จํานวน 56 คน คิดเป็น รอ้ ยละ 63.64 ปฏบิ ตั ิบางครงั้ จาํ นวน 17 คน คดิ เป็นร้อยละ 19.32 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 17.05 คา่ เฉล่ยี 2.47 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.77 มีการสังเกตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการหมัก เช่น สีของวัสดุ หมกั จะเข้มเป็นสนี ํา้ ตาลถึงดํา, ไมม่ กี ลิ่นเหม็นฉนุ ปฏบิ ตั ิสมาํ่ เสมอ จํานวน 35 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 39.77 ปฏิบัติ บางครั้ง จํานวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 26.14 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 34.09 ค่าเฉลี่ย 2.06ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน 0.86 ได้มกี ารระบแุ หล่งและวันที่ทําการผลิตบนกระสอบที่ใช้บรรจุปุ๋ยอินทรีย์ ปฏิบตั ิสมา่ํ เสมอ จํานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 14.77 ปฏิบัติบางครั้ง จํานวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 27.27 ไม่ปฏิบัติ จํานวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 57.95 ค่าเฉลี่ย 1.57 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.74 ค่าเฉล่ียรวม 2.27

บทที่ 5 สรปุ ผลการศกึ ษาอภิปราย และข้อเสนอแนะ ก า ร ศึ ก ษ าค รั้ ง น้ี เ ป็น ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้า ใ จ ใ น ก า ร ทํ า ปุ๋ ย อิ น ท รี ย์ ข อ ง นั ก เ รี ยน ร ะ ดั บ ช้ั น มัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนบ้านโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ประชากรท่ีใช้ในการศึกษา คร้ังนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 โรงเรียนบ้านโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตําบลช่างเค่ิง อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จํานวนทั้งหมด 88 คน ซ่ึงเป็นเพศชาย 31 คน เพศหญิง 57 คน เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม การเก็บรวบรวมข้อมูลดําเนินการโดยการสํารวจด้วยตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไป โดยการหาร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยใช้การคํานวณโดยเคร่ืองคํานวณเลข และ โปรแกรม Microsoft Excel ผลการศึกษาสรุปได้ดังน้ี ขอ้ มลู ท่วั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ขอ้ มูลท่ัวไปเก่ยี วกบั สถานะภาพท่ัวไปของนกั เรียนผูใ้ หข้ ้อมลู จาํ นวน 88 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิงมากกว่าเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 64.77 ส่วนใหญ่มีอายุ 14-15 ปี คิดเป็นร้อยละ 53.41 กําลัง ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 ท้ังหมด อาชีพของผู้ปกครองผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม คิดเปน็ รอ้ ยละ 77.27 ข้อมูลการศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ อยู่ในระดับ เข้าใจดี คือมีค่าเฉลี่ย 2.27 และเม่ือพิจารณารายละเอียดของแบบสอบถามในทุกๆ ด้าน พบว่านักเรียนมี ความรคู้ วามเขา้ ใจในข้นั ตอนการทาปุ๋ยอินทรยี ์ในขัน้ ตอนทตี่ อ้ งมกี ารใชส้ ารเร่งพด. 1 ซอง (100 กรัม) ใน นา้ 20 ลติ ร คนให้เขา้ กนั นาน 15 นาที มากท่สี ดุ คอื มคี า่ เฉลย่ี 2.90 และจึงนาไปรดในกองปยุ๋ หมัก และมี ความไม่เข้าใจมากท่ีสุดในขั้นตอนที่ต้องมีการตรวจเช็คสภาพความช้ืนและความร้อนของกองปุ๋ยหมัก ในช่วง 5 วันแรก มีคา่ เฉล่ยี นอ้ ยที่สุด คอื 1.05 อภิปรายผล ก า ร ศึ ก ษ าค ร้ั ง นี้ เ ป็น ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้า ใ จ ใ น ก า ร ทํ า ปุ๋ ย อิ น ท รี ย์ ข อ ง นั ก เ รี ยน ร ะ ดั บ ช้ั น มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1-3 โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 ตําบลช่างเคิ่ง อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ สามารถ อภปิ รายได้ดังน้ี 1. ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 14-15 ปี ศึกษาอยู่ในระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี4 อาชพี ของผปู้ กครองของผูใ้ ห้ขอ้ มลู ส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม จากการศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร) โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตําบลช่างเคิ่ง อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ท่ี พบว่านักเรียนมีความ เข้าใจดี ในข้ันตอนการทําปุ๋ยอินทรีย์ คือมีการใช้สารเร่งพด. 1 ซอง (100 กรัม) ในนํ้า 20 ลิตร คนให้เข้ากัน นาน 15 นาที จงึ นําไปรดในกองปยุ๋ หมกั ขนั้ ตอนทาํ การเกลีย่ กองปุ๋ยเป็นรูปหลังเต่า โดยมีขนาดของกองกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร และสูง 1.5 เมตร ขน้ั ตอนการนาํ เศษวสั ดุมาทําให้เป็นช้ินเล็ก ๆ ก่อนการหมักเพ่ือให้เกิด

การยอ่ ยสลายงา่ ยขึ้นเป็นข้ันตอนท่ีนักเรียนเข้าใจมากเป็นพิเศษ ส่วนข้ันตอนที่ต้องเร่งแก้ไขหรือแนะนําสอน เสรมิ เป็นการเรง่ ดว่ นคือขั้นตอนการตรวจเช็คสภาพความช้ืนและความร้อนของกองปุ๋ยหมักในช่วง 5 วันแรก โดยสรา้ งความตระหนักและใหน้ กั เรียนเหน็ คณุ ค่าในการตรวจเช็คเพ่ือให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ท่ีมีคุณภาพ เคร่ืองมือท่ี ใช้ในการดําเนินงานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉล่ีย ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Independent Samples Test เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตําบลช่างเคิ่ง อําเภอแม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ มีผลการวจิ ยั ดังนี้ ผู้ให้ข้อมูลสว่ นใหญเ่ ป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 64.77 ส่วนใหญ่มีอายุ 14-15 ปี คดิ เปน็ ร้อยละ 53.41 กําลังศึกษาในระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)ทั้งหมด อาชีพของผู้ปกครอง ผ้ใู หข้ อ้ มูลส่วนใหญ่ประกอบอาชพี เกษตรกรรม คิดเปน็ รอ้ ยละ 77.27 ข้อมูลการศึกษาความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการทําปุ๋ยอินทรีย์ อยู่ในระดับ เข้าใจดี คือมีค่าเฉล่ีย 2.27 และเม่ือพิจารณารายละเอียดของแบบสอบถามในทุกๆ ด้าน พบว่านักเรียนมี ความรู้ความเข้าใจในข้ันตอนการทําปุ๋ยอินทรีย์ในขั้นตอนที่ต้องมีการใช้สารเร่งพด. 1 ซอง (100 กรัม) ในน้ํา 20 ลติ ร คนใหเ้ ขา้ กันนาน 15 นาที มากที่สุด คือมีค่าเฉลี่ย 2.90 และจึงนําไปรดในกองปุ๋ยหมัก และมีความ ไม่เข้าใจมากท่ีสุดในข้ันตอนท่ีต้องมีการตรวจเช็คสภาพความชื้นและความร้อนของกองปุ๋ยหมักในช่วง 5 วัน แรก มีค่าเฉลี่ยน้อยท่ีสุด คือ 1.05 ต้องเร่งแก้ไขหรือแนะนําสอนเสริมเป็นการเร่งด่วน โดยสร้างความ ตระหนกั และใหน้ กั เรียนเห็นคุณค่าในการตรวจเชค็ เพ่ือให้ได้ปยุ๋ อินทรยี ์ทม่ี คี ณุ ภาพ ข้อเสนอแนะ 1. ควรทดสอบภาคปฏบิ ัติ ของผเู้ รียนให้รอบคอบในทกุ ๆ ด้าน เพ่อื ลดปัญหาการสับสนและไม่เข้าใจของ นกั เรยี น 2. ควรมีการทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เพ่ือเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนใน อนาคต 3. ในการศึกษาคร้ังนี้ได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างของประชาการเพียงกลุ่มเดียวเท่าน้ัน คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 -6 (สายเกษตร)โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตําบลช่างเค่ิง อําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จึงอาจทําให้ข้อมูลท่ีใช้ในการศึกษาไม่เพียงพอ เพราะไม่สามารถเป็นตัวแทนของ นักเรยี นทกุ ชน้ั ปีได้ ดงั น้นั ในการศกึ ษาคร้ังต่อไปควรมกี ารเพมิ่ จาํ นวนประชากรที่จะใช้ในการศึกษา ขึ้นไปอีก เช่น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งหมด เพ่ือให้ได้ผลการศึกษาท่ีใกล้เคียงกับความ เป็นจริงมากที่สดุ

บรรณานกุ รม สเุ ทพ (2541).แนวคดิ เกี่ยวกบั ความพงึ พอใจ . [ออนไลน]์ . http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สบื คน้ เมือ่ วนั ที่ 26 กันยายน 2559) สายสดุ า นา้ กรอง. 2543. คุณลกั ษณะของครเู กษตรท่ีพงึ ประสงค์ตามความคิดเหน็ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ในจงั หวัดชลบุร.ี วิจยั ในช้นั เรยี น วิทยาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาครศุ าสตรเกษตร. อับราฮัม มาสโลว์ (A.H.Maslow). ทฤษฎีแรงจูงใจ . [ออนไลน]์ . http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สบื คน้ เมอ่ื วันท่ี 26 กันยายน 2559) กาญจนา (2546). ความพึงพอใจ. [ออนไลน]์ . http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สบื คน้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2559) กติ ติมา (2529). ความพึงพอใจ. [ออนไลน]์ . http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สืบคน้ เม่ือวนั ท่ี 26 ตลุ าคม 2559) ซิกมันด์ ฟรอยด์ (S.M. Freud).ทฤษฎแี รงจูงใจ. [ออนไลน]์ . http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สืบคน้ เมื่อวนั ที่ 26 สิงหาคม 2559) ดเิ รก (2528). ความพงึ พอใจ. [ออนไลน์]. http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สืบคน้ เม่อื วันที่ 26 ตุลาคม 2559) บทบาทหน้าทข่ี องครู. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก : http//www.gotoknow.org/posts/463906 (วนั ทีค่ น้ ข้อมูล : 22 พฤษจิกายน 2559). ทกั ษะและเทคนิคการสอน. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก : http//nokyung22ny.wordpress.com/ (วนั ท่คี ้นข้อมลู : 22 พฤศจิกายน 2559). วริ ฬุ (2542). ความพึงพอใจ. [ออนไลน์]. http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สบื คน้ เมอื่ วันท่ี 26 กนั ยายน 2559) สงา่ (2540). ความพงึ พอใจ. [ออนไลน]์ . http://www.gotoknow.org/posts/492000%20(12 (สืบค้นเมอื่ วันที่ 26 กนั ยายน 2559)

ภาคผนวก

แบบสอบถามความรู้ความเขา้ ใจของนักเรียนระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ 4 -6 (สายเกษตร)ในการทาปยุ๋ อินทรีย์ จากซังขา้ วโพดโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่ คาช้ีแจง แบบสอบถามน้ีจัดทาํ เพือ่ ศึกษาความรู้ความเขา้ ใจของนกั เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1-3 ในการ ทําปุ๋ยอินทรีย์จากซังข้าวโพดโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 จึงขอความร่วมมือจากนักเรียนในการตอบ แบบสอบถามดว้ ยขอ้ มลู ท่เี ปน็ จรงิ ตอนที่ 1 ขอ้ มลู ทั่วไปของนักเรียน 1) เพศชาย ( ) หญิง () 2) อายุ 12- 13 ( ) 14 – 15 ( ) 16 ปี ข้นึ ไป ( ) 3) ชัน้ ม.1 ( ) ม.2 ( ) ม.3 () 4) เกษตรกร ( ) ค้าขาย ( ) ครู-อาจารย์ ( ) ทหาร ( ) ตาํ รวจ ( ) อื่น ๆ ( ) ตอนที่ 2 ศึกษาความรู้ความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 4 -6 (สายเกษตร)ในการทําปุ๋ย อนิ ทรีย์จากซังขา้ วโพดโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 คาสัง่ ให้นักเรยี นเขยี นเครื่องหมายในช่องตามระดับความคิดเห็น ระดับดับความคิดเห็น ปฏิบัติสม่ําเสมอ 2 , ปฏิบัตบิ ้าง 1 ,ไม่ปฏบิ ัติ 0 ความเขา้ ใจในการทาปยุ๋ อนิ ทรยี ์ ความถใ่ี นการปฏิบตั ิ 1. มีการนําวสั ดุทีม่ ีอย่ใู นท้องถ่นิ มาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปฏบิ ัติ ปฏิบตั ิ ไม่ หมาย สมา่ เสมอ บ้าง ปฏบิ ัติ เหตุ 2 10 2. มกี ารนําเศษวัสดมุ าทําให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนการหมักเพ่ือให้เกิดการย่อยสลาย งา่ ยขึ้น 3. มีการใช้สารเร่งพด. 1 ซอง (100 กรัม) ในนํ้า 20 ลิตร คนให้เข้ากันนาน 15 นาที จงึ นาํ ไปรดในกองปยุ๋ หมัก 4. ทําการเกลี่ยกองปุ๋ยเป็นรูปหลังเต่า โดยมีขนาดของกองกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร และสงู 1.5 เมตร 5. ไดม้ ีการตรวจวัดความช้ืนของกองปยุ๋ หมกั โดยใชม้ อื กําเศษวสั ดุ 6. หลงั การหมกั วสั ดุทที่ ําปยุ๋ ได้มีการคลมุ กองด้วยเศษฟางหรือกระสอบปา่ น ความเขา้ ใจในการทาปุ๋ยอนิ ทรยี ์ ความถใี่ นการปฏบิ ัติ หมาย ปฏบิ ัติ ปฏบิ ตั ิ ไม่ เหตุ สม่าเสมอ บ้าง ปฏบิ ัติ 2 10

7. บริเวณที่มีการทํากองปุ๋ยหมัก ได้มีการป้องกันไม่ให้สัตว์เข้ามาทําลายคุ้ยเขี่ย กองปยุ๋ โดยใช้เศษฟางหรือกระสอบป่าน 8. มีการตรวจเช็คสภาพความช้นื และความร้อนของกองป๋ยุ หมักในช่วง 5 วันแรก 9. ได้ทําการกลับกองปุ๋ยหมักทุก 3-5 วัน ตลอดระยะเวลา 1 เดือนหลังจากมีการ ตรวจเช็คสภาพความช้นื และความรอ้ นของกองปุ๋ย 10. มีการสังเกตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการหมัก เช่น สีของวัสดุหมักจะเข้มเป็นสี นํา้ ตาลถงึ ดํา, ไมม่ ีกลิ่นเหม็นฉนุ 11. ไดม้ กี ารระบุแหล่งและวนั ทท่ี าํ การผลิตบนกระสอบที่ใช้บรรจุปยุ๋ อนิ ทรีย์ ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................... ................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................... ............................................................................................................................. ................................................... ............................

ประวัตคิ วามเป็นมา โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์31 เปน็ โรงเรยี นในสังกัดสาํ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตงั้ อยู่ เลขท่ี 99 หมู่ 10 ตําบลชา่ งเคิง่ อาํ เภอแมแ่ จม่ จงั หวัดเชียงใหม่ ดาํ เนินการภายใตก้ ารประสานงานระหว่างมูลนิธิราช ประชานุเคราะหใ์ นพระบรมราชูปถัมภ์กับสาํ นักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร สภาพทางภูมศิ าสตร์ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 ตั้งอยบู่ นเทือกเขาอินทนนท์ บนพ้นื ที่ 226 ไร่สภาพทต่ี ้งั เปน็ ทส่ี งู แยกจากถนนซงึ่ เคยเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในอดีต ปัจจุบนั เปน็ เสน้ ทางสัญจรระหว่างอาํ เภอแม่ แจม่ ไปยงั ทอ้ งท่ใี กล้เคียงสามารถเดินทางได้ทุกฤดูกาล มีอากาศเย็นสบายตลอดปี สภาพอากาศในแต่ละฤดไู ม่มีความ แตกต่างกันเท่าใดนกั ในฤดูรอ้ นก็ไม่ร้อนอบอา้ วจนเกนิ ไป เพราะมตี น้ ไม้ขึ้นอยูห่ นาแนน่ และอยตู่ ดิ กบั แนวป่าซง่ึ เชอื่ มต่อกับดอยอนิ ทนนทซ์ ึง่ มีความอดุ มสมบรู ณ์ และมีความชนื่ สงู สามารถทาํ กิจกรรมต่างๆไดต้ ามปกติ เสน้ ทางท่จี ะ เข้าส่โู รงเรยี นมี 2สาย คอื สายอนิ ทนนทแ์ ละสายอาํ เภอฮอด โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์31 ห่างจากตัวอําเภอแม่ แจม่ 7 กโิ ลเมตร มีแหลง่ นํา้ ธรรมชาติ จากลําหว้ ยเหนอื หมู่บ้านซงึ่ ไหลมาจากเทือกเขาถนนธงชยั สามารถนาํ มา อุปโภคและบริโภคได้ หม่บู ้านทใ่ี กลเ้ คยี ง จะมีหมบู่ า้ นแมป่ าน หมู่บา้ นสันเก๋ยี ง หมบู่ ้านห้วยริน ประชากรส่วนใหญ่จะ ประกอบอาชพี ทํานา ทําสวน ทําไร่ขา้ วโพด ปลูกถั่วเหลอื ง ประกอบการค้าขนาดเล็ก บริการสนิ คา้ ในหมู่บ้านในการ ยงั ชพี การดาํ เนินงานในระยะเรม่ิ แรกพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ มอบหมายใหก้ รม สามัญศึกษาโดยสาํ นักงานสามญั ศกึ ษาจังหวดั เชยี งใหม่ ดําเนนิ การขอใช้พนื้ ทีป่ ่าเสื่อมโทรมกับกรมป่าไม้และไดร้ ับ อนญุ าตใหใ้ ชพ้ น้ื ทีป่ ่าจาํ นวน 226ไร่ สําหรับก่อสรา้ งโรงเรียน กระทรวงศึกษาธกิ ารได้ประกาศจดั ต้งั โรงเรยี นราช ประชานเุ คราะห์ 31อาํ เภอแม่แจ่ม จงั หวดั เชยี งใหม่ เมอ่ื วันที่ 30 เดอื นกันยายน พ.ศ 2541เปน็ โรงเรียนประเภท ศกึ ษาสงเคราะห์ เป็นโรงเรียนแบบประจํา รบั นกั เรียนตั้งแตช่ ้ันประถมศึกษาปีที่ 1ถงึ ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 รับ เดก็ นักเรยี นทีย่ ากไร้ทางเศรษฐกิจดอ้ ยโอกาสทางการศกึ ษาทางสังคม และทางภูมิศาสตร์ วสิ ยั ทศั น์ / ปรชั ญา ปณิธาน เปน็ คนดี มีความจงรกั ภักดตี ่อชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ คาขวัญ คุณธรรมดี มีความรู้ สวู่ ถิ ตี ามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ปรชั ญา ใฝร่ ู้ สูง้ าน สบื สานแนวทางตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เอกลกั ษณ์ สะอาด ร่มรืน่ อนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม หลากหลายชนเผ่า และแหล่งเรยี นร้ตู ามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง อตั ลักษณ์ ยิ้ม ไหว้ ทักทาย ออ่ นน้อมถ่อมตน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook