Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 2

หน่วยที่ 2

Published by nooangkhana, 2020-07-19 21:18:22

Description: หน่วยที่ 2

Search

Read the Text Version

๒หน่วยการเรียนรู้ท่ี พุทธประวัติ พระสาวก ศาสนิกชนตัวอย่าง และชาดก หลงั จากพระพุทธเจา้ ตรัสรู้แลว้ ก็ทรงมีพระกรุณาสง่ั สอนสตั วโลกให้ปฏิบตั ิตามจน สามารถละความทุกข์ สร้างความสุขแก่ตนเองและสร้างสนั ติสุขแก่สงั คม การศึกษาพุทธประวตั ิ ประวตั ิพระสาวกและชาดกตา่ งๆ จึงสะทอ้ นวา่ ทุกอยา่ งสาเร็จ ไดด้ ว้ ยความเพียรและสติปัญญา จริยาวตั รอนั ดีงามและคุณธรรมของแต่ละท่านเป็นผลจากการ ฝึ กฝนและพฒั นาตนในทางที่ถูกตอ้ งดีงาม ซ่ึงชาวพุทธควรดาเนินตาม เพ่ือประโยชน์สุขแก่ ตนเองและสงั คมตอ่ ไป

๑. พทุ ธประวตั ิ หลงั จากตรัสรู้ พระพุทธเจา้ ทรงมี พระมหากรุณาสงสารสตั วโลก จึงทรงมี การแสดงปฐมเทศนา พระประสงคจ์ ะไปแสดงธรรมโปรด อาฬารดาบส กาลามโคตร และอทุ ทกดาบส พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรด รามบุตร แต่ท่านท้งั สองสิ้นชีพ ไปแลว้ ปัญจวคั คีย์ จึงตดั สินพระทยั จะไปโปรด ปัญจวคั คีย์ ซ่ึงเคยรับใชพ้ ระองคข์ ณะทรงบาเพญ็ ทกุ กร กิริยา โดยพระองคท์ รงแสดงปฐมเทศนาที่ เรียกวา่ ธมั มจกั กปั ปวตั นสูตร

ธัมมจกั กัปปวตั นสูตร ทรงช้ีทางสุดโต่ง ๒ ทางทีบ่ รรพชิต ไม่พงึ ปฏิบตั ิ ทรงแสดงทางสาย กลาง คือ อริยมรรค มีองคแ์ ปด ทรงแสดงอริยสจั ๔ หลงั การแสดงธรรมจบลง ไดแ้ ก่ ทกุ ข์ สมุทยั โกณฑญั ญะไดด้ วงตาเห็น ธรรม และทลู ขอบวชเป็น นิโรธ มรรค พระสาวกรูปแรก

วเิ คราะห์พทุ ธประวตั ิ ตอน แสดงปฐมเทศนา • เมื่อพระพทุ ธเจา้ ทรงมีพระดาริจะไมเ่ สดจ็ ไปสอนใครชว่ั ขณะจิตหน่ึง ทา้ วสหมั บดีพรหม ไดม้ าอญั เชิญใหท้ รงเสดจ็ ไปสอน พระพทุ ธองคจ์ ึงทรงเปรียบเทียบกบั ดอกบวั ๓ เหล่า ทรง เห็นวา่ สตั วโลกมีระดบั สติปัญญาจะเขา้ ใจพระธรรม จึงทรงรับคาอาราธนา ขอ้ ความตรงน้ีเป็นบุคลาธิษฐาน ถอดเป็นภาษาธรรมไดว้ า่ พรหมเป็นสญั ลกั ษณ์แทน พรหมวหิ ารธรรมอนั มีเมตตากรุณาเป็นหลกั การที่ทา้ วสหมั บดีพรหมมาเชิญ หมายถึง พระพุทธองคท์ รงมีพระมหากรุณาสงสารสตั วโลกท่ีตกอยใู่ นหว้ งทุกข์ จึงตดั สิน พระทยั เสดจ็ ออกไปโปรด

• การท่ีพระพทุ ธองคท์ รงมุ่งมน่ั ที่จะไปสอนปัญจวคั คยี ใ์ หไ้ ด้ เนื่องจากเหตุผลท่ีวา่ ทรงตอ้ งการแกค้ วามเขา้ ใจผิดของปัญจวคั คียใ์ หเ้ ขา้ ใจแจม่ แจง้ วา่ การทรมานตวั เองดว้ ย การอดอาหารมิใช่ทางบรรลมุ รรคผล อริยมรรคมีองคแ์ ปดเท่าน้นั ที่จะทาใหบ้ รรลุ นิพพานได้ และทรงตอ้ งการสกั ขีพยานแห่งการตรัสรู้ • เหตุท่ีพระธรรมเทศนาน้ีมีชื่อวา่ ธมั มจกั กปั ปวตั นสูตร เป็นการเปรียบเทียบกบั ทางโลก ท่ีมหาราชผยู้ งิ่ ใหญ่จะทาพิธีอศั วเมธปล่อยมา้ ไปยงั เมืองต่างๆ เม่ือมา้ ผา่ นไปเมืองใด ถา้ เจา้ เมืองเกรงบารมีจะยอมสยบเป็นเมืองข้ึน แตถ่ า้ ไมย่ อมก็จะฆ่ามา้ น้นั และมหาราชจะยกทพั ไปปราบ ลอ้ รถศึกของมหาราชผา่ นไปใน ทิศทางใด กย็ ากที่ใครจะตา้ นทานได้ เม่ือพระพุทธองคท์ รงแสดงอริยสจั ๔ เท่ากบั ทรง หมุนกงลอ้ แห่งธรรมท่ีไมม่ ีใครคดั คา้ นได้

โอวาทปาฏโิ มกข์ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกขใ์ นวนั เพญ็ ในวนั เพญ็ เดือน ๓ พระสงฆ์ เดือน ๓ จานวน ๑,๒๕๐ รูป ไดม้ าเฝ้า พระพทุ ธเจา้ ท่ีวดั พระเวฬุวนั โดย มิไดน้ ดั หมายกนั ท่านเหล่าน้นั เป็นเอหิภิกขุ (พระสงฆท์ ี่ พระพุทธเจา้ ประทานอุปสมบท ให)้ เป็นพระอรหนั ต์ พระพทุ ธเจา้ จึงทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์

โอวาทปาฏิโมกข์ : หัวใจพระพทุ ธศาสนา • ทรงแสดงอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา คือ พระ นิพพาน • ทรงแสดงหลกั การทวั่ ไปของพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ไดแ้ ก่ การไม่ทาความชว่ั ท้งั ปวง การทา ความดีใหพ้ ร้อม และการทาจิตของตนใหผ้ อ่ งแผว้ • ทรงแสดงวธิ ีการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาโดยเนน้ ไม่ วา่ ร้ายผอู้ ื่น ใชข้ นั ติธรรม • ทรงตรัสถึงคุณสมบตั ิของผเู้ ผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

วเิ คราะห์พทุ ธประวตั ิ ตอนโอวาทปาฏิโมกข์ • เพราะเหตุใดภิกษจุ านวนมากถึง ๑,๒๕๐ รูป จึงมาประชุมกนั ในวนั น้ี และมาโดยมิได้ นดั หมายกนั มาก่อนจริงหรือ พระพทุ ธองคท์ รงส่งภิกษเุ หลา่ น้นั ไปประกาศพระพทุ ธศาสนายงั แวน่ แควน้ ต่างๆ เมื่อทางานไดผ้ ลหรือพบอุปสรรคใดก็ประสงคจ์ ะมาเฝ้าพระพทุ ธองค์ เม่ือทราบวา่ พระพทุ ธองคป์ ระทบั อยทู่ ี่วดั พระเวฬุวนั ประกอบกบั ตรงกบั วนั เพญ็ ซ่ึงมีแสงสวา่ ง เหมาะสาหรับการประชุมใหญ่ ก็เป็นเหตผุ ลท่ีทาใหต้ า่ งรูปต่างเดินทางมาวดั พระ เวฬุวนั โดยมิไดน้ ดั หมายมาก่อน

• ในวนั เพญ็ เดือน ๓ พระสารีบุตรไดบ้ รรลพุ ระอรหนั ต์ จากน้นั ไม่นานพระพุทธองคท์ รง แตง่ ต้งั ใหพ้ ระสารีบุตรและพระโมคคลั ลานะเป็นพระอคั รสาวกเบ้ืองขวาและเบ้ืองซา้ ย ทา ใหบ้ างท่านคิดวา่ พระพุทธองคท์ รงลาเอียง ไม่แต่งต้งั พระผใู้ หญ่รูปอื่น พระพทุ ธองคท์ รงเห็นวา่ งานเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเป็นงานสาคญั จึงทรงมองหา บุคคลที่จะช่วยทางาน และทรงเห็นวา่ ท้งั สองท่านเหมาะกบั งานน้ี เพราะพระสารีบุตร และพระโมคคลั ลานะเป็นพราหมณ์มาก่อน มีความเชี่ยวชาญไตรเพทดี และรู้วธิ ีการ โตเ้ ถียงหกั ลา้ งกนั ดว้ ยเหตุผล หาใช่เพราะทรงลาเอียง

พทุ ธประวตั จิ ากพระพทุ ธรูปปางต่างๆ ปางมารวชิ ัย ขณะท่ีพระพุทธองคท์ รงนงั่ สมาธิ อยใู่ ตต้ น้ โพธ์ิ พญาวสวตั ตีมารไดม้ า ขบั ไล่พระองค์ และอา้ งวา่ บลั ลงั กเ์ ป็น ของตน พระพทุ ธองคท์ รงแยง้ วา่ บลั ลงั กเ์ ป็นของพระองค์ และทรงเรียก นางวสุนธราพระแม่ธรณี มาเป็นพยาน ทนั ใดน้นั พระแม่ธรณีไดผ้ ดุ ข้ึนมาจาก แผน่ ดินและบีบมวยผมบนั ดาลใหเ้ กิด กระแสน้าไหลท่วมกองทพั พญามาร จนพา่ ยแพ้ ชาวพุทธจึงสร้างปางน้ีข้ึน

ปางลลี า ปางน้ีมีความเกี่ยวโยงกบั ปางเสดจ็ ลงมาจากดาวดึงส์ กลา่ วคือ หลงั จาก พระพทุ ธองคเ์ สดจ็ ข้ึนไปจาพรรษา ณ สวรรคช์ ้นั ดาวดึงส์ แสดงธรรมโปรด พทุ ธมารดาตลอด ๓ เดือนแลว้ กเ็ สดจ็ ลงมาจากดาวดึงส์ ซ่ึงพระพุทธลีลา นอกจากบ่งบอกถึงความงามอนั ออ่ นชอ้ ย แลว้ ยงั หมายถึงการเคล่ือนไหวดว้ ย พระมหากรุณา เพื่อโปรดเวไนยสตั วใ์ ห้ หลุดพน้ จากความทุกข์

ปางปฐมเทศนา หลงั จากตรัสรู้แลว้ พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ดาเนินดว้ ยพระบาทไปยงั ป่ าอิสิปตน- มฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี ทรงแสดงธมั มจกั กปั ปวตั นสูตรวา่ ดว้ ย อริยสจั ๔ แก่ปัญจวคั คีย์ การแสดงปฐม เทศนาน้ี เรียกอีกอยา่ งวา่ ทรงหมุนกงลอ้ ธรรมชาติ ซ่ึงเป็นเคร่ืองหมายแห่งการ ประกาศพระพุทธศาสนาเป็ นคร้ ังแรก

พระประจาวนั อาทติ ย์ ปางถวายเนตร หลงั ตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจา้ เสดจ็ ออก จากโคนตน้ พระศรีมหาโพธ์ิไปทาง ทิศตะวนั ออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ทรง ทอดพระเนตรตน้ พระศรีมหาโพธ์ิโดย ไมก่ ระพริบพระเนตรเป็นเวลา ๗ วนั เพ่ือราลึกถึงคุณประโยชนข์ องตน้ พระศรีมหาโพธ์ิท่ีอานวยช่วยพระองค์ จนไดต้ รัสรู้เป็นพระพทุ ธเจา้

พระประจาวนั จนั ทร์ ปางห้ามสมทุ ร ขณะที่พระพทุ ธเจา้ ประทบั ที่โรงไฟเม่ือ คราวเสดจ็ ไปโปรดชฎิลสามพี่นอ้ งแลว้ เกิดฝนตกหนกั น้าหลากท่วมบริเวณ ท่ีประทบั อยู่ พวกชฎิลสามพ่ีนอ้ งหนีข้ึน บนท่ีดอน ส่วนพระพทุ ธเจา้ มิไดเ้ สดจ็ หนี เชา้ มาพวกชฎิลสามพ่ีนอ้ งไดอ้ อก ตามหาจนพบพระพุทธองคท์ รงยนื อยู่ ภายในวงลอ้ มของน้าท่ีท่วม

พระประจาวนั องั คาร ปางไสยาสน์ เมื่อคร้ังพระพทุ ธเจา้ ประทบั อยู่ ณ วดั เชตวุ นั เมืองสาวตั ถี คร้ังน้นั อสุรินทราหูแสดง ความกระดา้ งกระเดื่องไม่ยอมออ่ นนอ้ ม พระพุทธองคท์ รงมีพระประสงคจ์ ะลดทิฐิของ จอมอสูร จึงทรงเนรมิตกายจนใหญ่กวา่ อสุรินทราหูจึงยอมออ่ นนอ้ ม

พระประจาวนั พธุ (กลางวนั ) ปางอ้มุ บาตร เมื่อคร้ังพระพุทธเจา้ เสดจ็ ไปโปรด พระประยรู ญาติกรุงกบิลพสั ดุ์ รุ่งข้ึน อีกวนั จากวนั เสดจ็ ไปถึงในเวลาเชา้ พระพทุ ธองคก์ ท็ รงบาตรพาภิกษสุ งฆ์ ออกไปโปรดสตั ว์ เสดจ็ พุทธดาเนิน ไปตามถนนในกรุงกบิลพสั ดุ์

พระประจาวนั พธุ (กลางคืน) ปางป่ าลไิ ลยก์ เมื่อคร้ังพระภิกษเุ มืองโกสมั พีทะเลาะ กนั ขนานใหญ่ พระพทุ ธองคเ์ สดจ็ ไป หา้ มปราม แต่ไมม่ ีใครฟัง พระองคจ์ ึง เสดจ็ หลีกไปประทบั อยใู่ นป่ าโดยมีพญา ชา้ งปาลิไลยกะและลิงคอยปรนนิบตั ิ

พระประจาวนั พฤหัสบดี ปางสมาธิ ภายหลงั จากทรงการาบพญามารลงได้ แลว้ พระองคจ์ ึงไดต้ ้งั พระทยั เจริญ สมาธิจนไดญ้ าณข้นั ตา่ งๆ และในที่สุด กไ็ ดบ้ รรลอุ นุตรสมั มาสมั โพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ในเวลา เชา้ ตรู่ของวนั เพญ็ ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๖ (วนั วสิ าขบูชา)

พระประจาวนั ศุกร์ ปางราพงึ เมื่อพระพุทธองคท์ รงราพึงถึงธรรมะที่ ตรัสรู้วา่ มีความลึกซ้ึงคมั ภีรภาพ ยากท่ี คนทวั่ ไปจะเขา้ ใจได้ กท็ รงรู้สึกอ่อน พระทยั ในการออกไปโปรดสตั ว์ แต่เม่ือ ทา้ วสหมั บดีพรหมมาทูลอญั เชิญ จึงทรง ตดั สินพระทยั ไปเทศนาสง่ั สอน ประชาชน

พระประจาวนั เสาร์ ปางนาคปรก เม่ือคร้ังพระพทุ ธเจา้ ประทบั ใตต้ น้ จิก (มุจลินท)์ บงั เอิญในช่วงน้นั มีฝนตก พราๆ ตลอด ๗ วนั พญานาคมจุ ลินท์ ไดเ้ ล้ือยมาทาขนดลอ้ มพระวรกายของ พระพทุ ธองค์ ๗ ช้นั แลว้ แผพ่ งั พานปก ไวใ้ นเบ้ืองบนเหมือนก้นั ฉตั ร ดว้ ย ประสงคจ์ ะกาบงั ลมฝนมิใหต้ อ้ ง พระวรกาย

๒. ประวตั ิพุทธสาวก พุทธสาวกิ า พระอญั ญาโกณฑญั ญะ • เดิมชื่อ โกณฑญั ญะ เกิดในสกลุ พราหมณ์ • เป็นพราหมณ์ท่ีมาทานายพระลกั ษณะของ เจา้ ชายสิทธตั ถะหลงั ประสูติ ๕ วนั โดย ทานายวา่ “ เจา้ ชายนอ้ ยน้ีต่อไปจะเสดจ็ ออก ผนวชและไดเ้ ป็นศาสดาเอกของโลก แน่นอน” • ภายหลงั เม่ือพระพุทธเจา้ ตรัสรู้แลว้ โกณ ฑญั ญะไดฟ้ ังธรรมจนไดธ้ รรมจกั ษุ และทูล ขออุปสมบทเป็นพระสงฆร์ ูปแรก ใน พระพทุ ธศาสนา โกณฑญั ญะทานายพระลกั ษณะของ เจา้ ชายสิทธตั ถะ

คุณธรรมท่ีควรถือเป็ นแบบอย่าง • เป็นผมู้ ีประสบการณ์มาก • เป็นคนสนั โดษ • ทาตนเป็นแบบอยา่ งที่ดีในดา้ นความประพฤติ • เป็นผเู้ ห็นการณ์ไกล

พระนางมหาปชาบดโี คตมเี ถรี • เป็นพระนา้ นางของพระพุทธเจา้ และตอ่ มา ไดเ้ ป็นผเู้ ล้ียงดูเจา้ ชายสิทธตั ถะ • เม่ือพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ เมืองเวสาลี พระนาง มหาปชาบดีโคตมีและนางสากิยานีจานวน มากไดป้ ลงพระเกศา ห่มผา้ กาสายะเพ่ือทูล ขอบวช พระพทุ ธเจา้ ทรงวางครุธรรม ๘ ประการสาหรับสตรีผจู้ ะเขา้ มาบวช • ไดผ้ นวชเป็นภิกษุณีรูปแรกใน พระพทุ ธศาสนา พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงเล้ียงดู เจา้ ชายสิทธตั ถะ

คณุ ธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง • เป็นผมู้ ีความต้งั ใจแน่วแน่ • เป็นผมู้ ีความอดทนสูง • เป็นผมู้ ีคารวธรรมยงิ่

พระเขมาเถรี • เป็นพระราชธิดาของพระเจา้ สาคละแห่ง สา คลนคร ในมทั ทรัฐ ต่อมาไดเ้ ป็นมเหสีของ พระเจา้ พิมพิสาร • ระยะแรกมิไดฝ้ ักใฝ่ ในพระพุทธศาสนาและ ทรงหลงใหลในพระรูปสมบตั ิของตนเอง จึง ไม่ยอมเขา้ เฝ้าพระพุทธเจา้ • พระเจา้ พิมพิสารทรงหาอบุ ายโดยใหก้ วแี ต่ง ชมความงามของพระวหิ ารเวฬุวนั จนในท่ีสุด พระนางไดฟ้ ังธรรมจากพระพทุ ธเจา้ จากน้นั ทูลขอบวชและบรรลุพระอรหนั ต์ พระนางเขมาทรงมีความหลงใหลใน รูปโฉมของตนเอง

คณุ ธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง • เป็นผมู้ ีปัญญามาก และไดเ้ ป็นพระอคั รสาวกิ า เบ้ืองขวาฝ่ ายภิกษุณี • เป็นผมู้ ีปฏิภาณ

พระเจ้าปเสนทโิ กศล • เป็นพระราชโอรสของพระเจา้ โกศล เมืองสา วตั ถี แควน้ โกศล • เป็นศิษยใ์ นสานกั ทิศาปาโมกข์ เมืองตกั ศิลา ร่วมกบั เจา้ ชายมหาลิจฉวแี ห่งแควน้ วชั ชีและ พนั ธุละเสนาบดีแห่งนครกุสินารา • แต่ก่อนนบั ถือนกั บวชนอกพระพุทธศาสนา ตอ่ มานบั ถือพระพทุ ธศาสนา เพราะเห็น จริย วตั รอนั งดงามของพระสงฆ์ ทรงฝักใฝ่ ใน พระพทุ ธศาสนา ภายหลงั ถูกอามาตยก์ บฏ และตอ่ มากเ็ สดจ็ สวรรคต พระเจา้ ปเสนทิโกศลทรงถวายความเคารพ พระพทุ ธเจา้ อยา่ งนอบนอ้ ม

คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง • ทรงมนั่ คงในพระรัตนตรัย • ทรงรักษาความมนั่ คงของพระพุทธศาสนา • ทรงมีพระทยั กวา้ ง ยอมรับความคิดเห็นของคนอ่ืน • ทรงยอมรับความคิดและพร้อมจะแกไ้ ข

๓. ศาสนิกชนตัวอย่าง หม่อมเจ้าหญิงพนู พศิ มัย ดศิ กลุ • เป็นพระธิดาในสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารง รา ชานุภาพ และหมอ่ มเฉื่อย • ทรงสนพระทยั ในพระพทุ ธศาสนา และมี พระกรณียกิจดา้ นพระพุทธศาสนา เช่น ทรง บรรยายหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา ทรง เป็ นกรรมการบริ หารพุทธสมาคมแห่ง ประเทศไทย ทรงเป็นประธานองคก์ าร พทุ ธ ศาสนิกสมั พนั ธ์แห่งโลก ทรงนิพนธ์หนงั สือ ศาสนคุณ สอนพระพุทธศาสนาสาหรับ เยาวชน หมอ่ มเจา้ หญิงพนู พศิ มยั ดิศกลุ

คุณธรรมท่ีควรถือเป็ นแบบอย่าง • ทรงเป็นอบุ าสิกาท่ีเคร่งครัด • ทรงเป็นพหูสูต • ทรงเป็นแบบอยา่ งของพลเมืองดี

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักด์ิ • เป็นบุตรของมหาอามาตยต์ รี พระยาธรรมสาร เวทยว์ เิ ศษภกั ดี ศรีสตั ยาวตั ตาพิริยพาหะ (ทอง ดี ธรรมศกั ด์ิ) กบั คุณหญิงช้ืน ธรรมศกั ด์ิ • ดา้ นราชการไดเ้ ขา้ รับราชการในกระทรวง ยตุ ิธรรม หลงั เกษียณอายรุ าชการ ไดด้ ารง ตาแหน่งองคมนตรี และอื่นๆ • ดา้ นศาสนา ไดด้ ารงตาแหน่งนายกพุทธสมาคม แห่งประเทศไทย และเป็นประธานองคก์ าร พทุ ธศาสนิกสมั พนั ธ์แห่งโลก ศาสตราจารยส์ ญั ญา ธรรมศกั ด์ิ

คุณธรรมท่ีควรถือเป็ นแบบอย่าง • เป็นผใู้ ฝ่ รู้ใฝ่ ศึกษา • เป็นผมู้ ีความกตญั ญูกตเวที • เป็นผมู้ ีความซ่ือสตั ยส์ ุจริต • เป็นผใู้ ฝ่ ธรรม • เป็นผจู้ งรักภกั ดีต่อสถาบนั พระมหากษตั ริย์

๔. ชาดก นันทวิ สิ าลชาดก • สมยั หน่ึง พระพทุ ธเจา้ ประทบั อยวู่ ดั พระเชตวนั เมืองสาวตั ถี ทรงปรารภการพูดเสียดแทง ใหเ้ จบ็ ใจของพวกภิกษุฉพั พคั คยี ์ โดยทรงเลา่ นิทานวา่ ... กาลคร้ังหน่ึงนานมาแลว้ ท่ีเมืองตกั ศิลา พระโพธิสตั วเ์ กิดเป็นโคนามวา่ นนั ทิวสิ าล มีรูปร่างสวยงาม มีพละกาลงั มาก มีพราหมณ์คนหน่ึงไดเ้ ล้ียงและรักโคน้นั เหมือนลูกชาย โคน้นั คิด จะตอบแทนบญุ คุณ จึงให้พราหมณ์ไปทา้ พนนั กบั เศรษฐีโควนิ ทะวา่ โคของเราสามารถลากเกวยี นท่ี ผกู ติดกนั ถึงหน่ึงร้อยเล่มได้ ใหพ้ นนั ดว้ ยเงินหน่ึงพนั กหาปณะ พราหมณ์จึงทาตามท่ีโคบอก ในวนั เดิมพนั พราหมณ์ไดข้ ้ึนไปนงั่ บนเกวียน เง้ือปะฏกั ข้ึนพร้อมกบั ตวาดโคดว้ ย คาหยาบ เม่ือโคนนั ทิวิสาลไดย้ นิ ก็คิดนอ้ ยใจ จึงยนื น่ิงไมเ่ คล่ือนไหว ทาให้พราหมณ์ตอ้ งเสียพนนั แลว้ ก็เขา้ ไปนอนเศร้าโศกเสียใจอยใู่ นบา้ น ส่วนโคนนั ทิวสิ าลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจจึงเขา้ ไป ปลอบและบอกให้พราหมณ์กล่าวดว้ ยถอ้ ยคาไพเราะ และใหไ้ ปทา้ พนนั ใหม่ พราหมณ์จึงทาตาม คาแนะนา โคนนั ทิวสิ าลไดย้ นิ คาไพเราะจึงทาตาม ทาให้พราหมณ์ชนะพนนั

คตธิ รรมของชาดกเร่ืองนี้ • คนพูดคาหยาบยอ่ มทาใหต้ นเดือดร้อน ดงั น้นั ไม่ควร พดู คาหยาบ เพราะคาหยาบไมเ่ ป็นที่พอใจของใครๆ • คนท่ีพูดจาไพเราะอ่อนหวานยอ่ มยงั ประโยชนใ์ หส้ าเร็จ ดงั น้นั คนเราควรเปล่งวาจาท่ีไพเราะออ่ นหวาน เพราะ วาจาท่ีไพเราะออ่ นหวานเป็นท่ีพอใจของใครๆ

สุวณั ณหังสชาดก • คร้ังหน่ึง พระพุทธเจา้ ประทบั อยวู่ ดั พระเชตวนั เมืองสาวตั ถี ทรงปรารภเร่ืองภิกษณุ ีช่ือ ถูลนนั ทา ผไู้ ม่รู้จกั ประมาณในการบริโภคกระเทียม สร้างความเดือดร้อนใหช้ าวบา้ น จึงทรงนานิทานมาเล่าเป็นสาธก วา่ ... กาลคร้ังหน่ึงนานมาแลว้ พระโพธิสตั วเ์ กิดในตระกูลพราหมณ์ มีภรรยา และ บุตรี ๓ คน ต่อมาพราหมณ์สิ้นชีวิตลงไปเกิดเป็นหงส์ทอง ส่วนภรรยาและลกู ยากจนลง ดว้ ยความสงสาร พญาหงส์ทองจึงบนิ ไปที่บา้ นนางพราหมณ์และสลดั ขนทองคาให้วนั ละขน เพือ่ นาไปขาย ครอบครัวจึงมีความเป็นอยดู่ ีข้ึน แต่ดว้ ยความโลภ นางพราหมณีไดจ้ บั พญา หงส์ทองถอนขนจนหมด ขนทองคาจึงกลายเป็นขนนกธรรมดา เพราะพญาหงส์ทองไม่ได้ เตม็ ใจให้ นางพราหมณีเล้ยี งพญาหงส์ทองจนขนงอกข้ึนเตม็ ตวั พญาหงส์ทองก็หนีไป

คตธิ รรมของชาดกเร่ืองนี้ • โลภนกั มกั ลาภหาย ดงั ที่พระพทุ ธองคไ์ ดต้ รัสพระ คาถาวา่ \"บุคคลควรยนิ ดีเท่าท่ีไดท้ ่ีมี เพราะความโลภ เกินประมาณเป็นความชวั่ แท้ นางพราหมณีจบั พญา หงส์ทองถอนขน จึงเส่ือมจากทองคา“


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook