Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่ 3 แนวคิดว่าด้วยรัฐ

บทที่ 3 แนวคิดว่าด้วยรัฐ

Published by sulai8444, 2019-09-24 19:16:15

Description: บทที่ 3 แนวคิดว่าด้วยรัฐ

Search

Read the Text Version

บทท่ี 3 แนวคิดว่าดว้ ยรัฐ “รัฐ” เปน็ คาท่ีเราคุ้นเคยกนั เป็นอยา่ งดี เพราะมนุษย์มีความผูกพันกับรัฐหรือจะกล่าวได้ว่า มนุษย์ทุก คนในปัจจบุ นั เมอื่ เกิดมากต็ อ้ งอาศยั อยใู่ นรัฐ หากแต่ความน่าสนใจของ “รัฐ” อาจจะเป็นการตั้งคาถามว่า รัฐ เกิดขน้ึ มาได้อยา่ งไร บางคนอาจกลา่ ววา่ รฐั เป็นนามธรรม เป็นส่ิงท่แี ล้วแตบ่ คุ คลจะจนิ ตนาการ ในอดีต อริสโต เต้ลิ ปราชญแ์ หง่ วงการรัฐศาสตร์ ได้นิยามว่า รัฐเป็นสังคมสงู สดุ ของมนุษย์ ซ่งึ รฐั อยู่ในสถานะเป็นเครื่องช่วยให้ มนุษย์บรรลุถึงความดีงาม แต่ต่อมาในยุคกลางของยุโรป รัฐได้ถูกนิยามไปในทิศของการเป็นชุมชนทาง การเมือง หากแต่ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นการมองรัฐในเชิงชุมชนการเมืองที่มีอาณาเขตท่ีตั้งท่ีแน่นอน ดังนั้น เพอ่ื การอธิบายรฐั ใหม้ ีความเป็นรูปธรรม บทนี้จึงขออธิบายรัฐในมิติขององค์ประกอบแห่งรัฐอันเป็นชุมชนทาง การเมอื งของมนุษย์ที่มอี าณาเขตท่แี นน่ อน ความหมายของรฐั มนุษย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อเกิดรัฐ-ชาติ (nation-state) เพราะมนุษย์ ตอ้ งแสวงหาความปลอดภัยจากการอาศัยอยู่ร่วมกัน ซ่ึงการอยู่ภายใต้การปกครองแห่งรัฐนับเป็นความจาเป็น ของมนุษย์ที่ต้องแสวงหาความสุขและความต้องการ รัฐเป็นองค์การทางการเมืองท่ีมีอานาจ และรัฐที่จะทา หนา้ ทก่ี าหนดหน้าทแี่ หง่ องค์การอื่น ๆ ภายในรัฐ ดงั นน้ั กอ่ นท่ีจะศึกษาถึงเรื่องตา่ ง ๆ ของการเมืองน้ันควรท่ีจะ ได้ศึกษาทาความเข้าใจเก่ียวกับความหมายของ “รัฐ” เสียก่อน แต่การที่จะให้ความหมายของคาว่า “รัฐ” (State) ให้เข้าใจแจ่มชดั เปน็ หนงึ่ เดียวน้ัน ยอ่ มเป็นสิง่ ทท่ี าไดไ้ มง่ ่ายนัก เพราะรัฐเสมือนสิ่งที่เป็นนามธรรมและ เม่ือนักปราชญ์คนหน่ึงได้ให้ความหมายคาว่า “รัฐ” ไว้อย่างหนึ่ง แต่นักปราชญ์ท่านอ่ืน ๆ ก็มีสิทธิ์ท่ีจะให้ ความหมายแตกต่างไปเป็นอย่างอื่นได้ ท่ีเป็นเช่นนี้ก็ด้วยเพราะปัจจัยหลาย ๆ ประการที่จะ เช่น พื้นฐาน ทางด้านการศึกษา พื้นฐานทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ในอดีต เป็นต้น ท้ังนี้แม้จะยังไม่ สามารถนยิ ามความหมายคาว่า “รัฐ” ใหเ้ ปน็ ความหมายในลักษณะหนึ่งเดียวได้ก็ตาม หากแต่ทัศนะของนักคิด ท่ีได้คานิยามไว้ก็มีประโยชน์ต่อการทาความเข้าความหมายของรัฐอยู่มากพอสมควร และความหมายของนัก คดิ ที่ได้ให้ทัศนะไวใ้ นมมุ มองที่แตกต่างกันดงั น้ี Aristotle (อ้างในอานนท์ อาภาภิรม, 2545 : 12) ให้ทัศนะว่า รัฐเป็นสังคมสูงสุด โดยได้รวมเอา สังคมทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ท่ีจะบรรลุความดีงามขั้นสูงสุด โดยมนุษย์ไม่ สามารถประสบความสขุ และความสมบรู ณส์ ดุ ยอดได้หากปราศจากรัฐ รฐั เกดิ มาเพื่อการมีชวี ิตท่ดี ีงาม G.Lowell Field (1951 : 18) กล่าวถงึ รัฐวา่ ได้เรม่ิ ใชก้ ันอยา่ งแพรห่ ลายในสมัยกลางหรือสมัยศักดินา ในทวปี ยโุ รปและคาวา่ “รฐั ” ในสมัยนัน้ มีความหมายเฉพาะชมุ ชนทางการเมืองหรือหน่วยการเมืองที่ได้แยกตัว ออกมาเป็นอิสระจากระบบศักดินา โดยมีพระมหากษัตริย์หรือเจา้ ผูป้ กครองเปน็ ผู้ปกครอง

Charlas A. Barker (1962 : 59) อธิบายว่ารัฐเป็นองค์อธิปัตย์ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่มีองค์การ นิติบญั ญตั ิอื่นใดจะมีอานาจในการบัญญตั ิเหนือองค์การนติ บิ ญั ญตั ิของรฐั Andrew Hewood (2002 : 86-87) ชี้ให้เห็นถึงความสับสนของการนิยามความหมายของคาว่า “รฐั ” ว่าเปน็ การมองรัฐท่ีแตกตา่ งกนั เปน็ 3 แนวทางคอื แนวทางที่ 1 มองรัฐเชิงนามธรรม โดยมองว่าปัจเจกชนเป็นเพียงสมาชิกของรัฐ รัฐจะมี สถานะทสี่ ูงกวา่ ปัจเจกชน อีกทั้งรัฐเป็นผู้กระทาตามเหตุผลสากลมีเป้าหมายเพ่ือแสวงหาความสมบูรณ์ให้กับ ตนเอง และปัจเจกชนตอ้ งเชือ่ ฟงั รฐั แนวทางท่ี 2 มองรัฐเชิงการทาหน้าที่ โดยมองว่า รัฐเป็นสถาบันท่ีมีบทบาททาหน้าท่ีรักษา ความสงบและความเปน็ ระเบียบของสงั คม แนวทางท่ี 3 มองรัฐเชิงองค์การ มองว่ารัฐประกอบด้วยสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาลเป็น จานวนมาก เชน่ ขา้ ราชการพลเรอื น ทหาร ตารวจ ศาล แนวทางนีเ้ ป็นการมองรฐั ในสมยั ใหม่ Max Weber (1964) ได้ให้คานิยามว่า รัฐ คือชุมชนของมนุษย์ท่ีสามารถบังคับบัญชาผู้อื่นภายใต้ อาณาเขตของรัฐน้ันได้อย่างชอบธรรม ตามความหมายของเวเบอร์น้ี รัฐจึงประกอบด้วย ประชาชน ดินแดน รัฐบาล และอานาจอธิปไตยจากคาจากัดความของนักปราชญ์หลายท่านท่ีให้ไว้แตกต่างกันนั้น สามารถที่จะ สรุปได้ว่า “ รัฐ (State) ” คือ ชุมชนทางการเมืองของประชาชน ซ่ึงอาศัยอยู่ร่วมกันในดินแดนที่แน่นอน รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน มีอิสระในการกาหนดระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ออกมาใช้เองได้มีอานาจ อธิปไตยปราศจากการแทรกแซงจากรฐั อื่นๆ ท้ังดา้ นการเมือง เศรษฐกจิ และสังคมวฒั นธรรม ส่วนนักวิชาการไทยได้นิยามความหมายของ “รัฐ” ไว้เช่นเดียวกัน ซ่ึงแต่ละท่านได้ให้ความหมายใน มมุ มองที่แตกต่างกันดังนี้ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย (2529) อธบิ ายวา่ “รัฐ” อาจไดร้ ับความเขา้ ใจในหลายทางด้วยกัน พวกหนึ่งอาจ เหน็ วา่ “รฐั ” คอื “สงั คมรปู หนงึ่ ” แตอ่ กี พวกหนึ่งอาจเห็นว่า “รัฐ” คือ “จักรกลแห่งการบังคับ” ความเห็นทั้ง สองน้ีมีส่วนถูกต้องด้วยกันท้ังคู่ และเม่ือเอามาผสมผสานกัน เราอาจให้ความหมายที่สมบูรณ์ที่สุด “รัฐ” กล่าวคือ รัฐเป็นประชาคมมนุษย์ อย่างหนึ่งแตกต่างจากประชาคมมนุษย์อ่ืนตรงท่ีมีอานาจทางการเมืองเป็น พื้นฐาน ปัญหามีอยู่ว่า “อานาจทางการเมือง” นั้นคืออะไร แตกต่างจากอานาจท่ีปรากฏในประชาคมอื่น ๆ อย่างไร โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ (2531) กล่าวว่า รัฐ คือ ชุมชนของมนุษย์จานวนหนึ่ง ซ่ึงครอบครองดินแดนท่ีมี อาณาเขตแน่นอนรวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลนั้นมิได้อยู่ในอานาจควบคุมของประเทศอื่น ๆ สามารถทจ่ี ะปกครองและดาเนนิ กิจการภายในรฐั ตลอดจนทาการตดิ ตอ่ กับรัฐอื่น ๆ ไดโ้ ดยอสิ ระ ท้ังนี้ มีอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “รัฐ” (state) กับ “ชาติ” (nation) กล่าวไดว้ า่ “รัฐ” มกั จะเน้นถงึ ความผูกพันทางการเมือง อันหมายถึงการที่ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบ การเมืองอยา่ งเดยี วกนั มีอธปิ ไตยอนั เดียวกนั รวมทัง้ มเี อกราชเต็มทใ่ี นฐานะที่เป็นรัฐ (จรูญ สุภาพ, 2514, หน้า 25) ส่วนคาว่า “ชาติ” หมายถึงประชาชน ส่วนใหญ่ท่ีมีเช้ือชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนา เดยี วกนั และมีขนบธรรมเนยี มประเพณี รวมท้ังประวัตศิ าสตร์ร่วมกัน (ศิโรจน์ ภาคสุวรรณ, 2516 : 61)

จากนิยามท่ีกล่าวมา แสดงให้เห็นถึงความหมายของรัฐในมิติท่ีแตกต่างกัน ทั้งน้ีเหตุผลของความต่าง น้ันอาจมาจากบริบทและมุมมองของนักคิดท่ีมีแตกต่างกัน แต่อาจสรุปได้ว่า “รัฐ” คือชุมชนทางการเมืองที่ เก่ียวข้องกับอานาจท่ีรวบรวมสังคมท้ังหมดภายในอาณาบริเวณจากัดของรัฐตนเองและต้องบริหารจัดการ อานาจและแบ่งปนั ผลประโยชนใ์ หก้ ับสมาชิกภายในรฐั อย่างทวั่ ถึงกัน องค์ประกอบของรัฐ องคป์ ระกอบของรัฐประกอบด้วย 4 ประการ คือ ประชากร ดินแดน รัฐบาลและอานาจอธิปไตยการที่ จะกลา่ ววา่ ประเทศใดมีฐานะเป็นรัฐ หมายถึง รัฐชาติ (Nation State) โดยสมบูรณ์ในทางรัฐศาสตร์หรือไม่นั้น เป็นเร่อื งทกี่ าหนดไม่ได้ง่ายนัก แต่ถึงอย่างไรก็ตามนักปราชญ์ทางการเมืองได้กาหนดกฎเกณฑ์ไว้สาหรับท่ีเป็น เคร่ืองมือพิจารณาว่าประเทศใดมีฐานะท่ีจะเป็นรัฐ กฎเกณฑ์ที่ว่าน้ันคือ รัฐท่ีสมบูรณ์หรือรัฐท่ีเป็นเอกราชน้ัน จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สาคัญ 4 ประการเป็นอย่างน้อย คือ ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อานาจอธิปไตย (ณชั ชาภัทร อุ่นตรงจิตร, 2547) 1. ประชากร (Population) รัฐทุกรัฐจะต้องประกอบด้วยประชาชนอาศัยอยู่จึงจะเป็นรัฐ ในทาง ตรงกนั ขา้ มหากประชาชนใดทีไ่ ม่มีดินแดนต้องเร่ร่อนพเนจรก็ไม่อาจถือเป็นรัฐได้ ประชากรดังกล่าวนี้จะต้องมี แหล่งทามาหากินดารงชีวิตอยู่ภายในขอบเขตดินแดนท่ีแน่นอน ปัญหามีว่าจะมีจานวนประชากรประมาณ เท่าใดถึงจะมีฐานะเป็นรัฐ เท่าทีป่ รากฏยงั ไม่มใี ครกาหนดจานวนแน่นอนได้ แต่ก็ควรมีมากพอประมาณ หากมี เพียงไมก่ ่หี ม่นื คน ยอ่ มยากทีจ่ ะคงไว้ซึ่งอานาจอธิปไตยได้ ประชากรหรือประชาชนมีส่วนสาคัญต่อความม่ันคง ของรัฐบาล ถ้าประเทศใดมีประชากรน้อย ก็อาจทาให้เกิดความอ่อนแอในด้านการทหารที่จะรักษาความเป็น เอกราชและความมั่นคงของชาติเอาไว้ ในทางตรงกันข้ามถ้าประเทศใดมีจานวนประชากรมากเหมาะสมแก่ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมกอ็ าจนามาซึง่ ความมั่นคงของรัฐ หรือประเทศนนั้ ได้ อยา่ งไรกต็ ามอาจกล่าวไดว้ า่ จานวนประชากรของรฐั มไิ ด้เป็นตัวกาหนดความเป็นรัฐ แต่การเป็นรัฐน้ัน ข้ึนอยู่ว่าประชากรหรือรัฐนั้น ๆ สามารถรวมตัวกันปกครองคนในกลุ่มในรัฐของตนอย่างอิสระปราศจากการ แทรกแซงจากรัฐอน่ื ได้เป็นสาคัญประชากรของรัฐว่าท่ีเรียกว่าพลเมืองของรัฐ (Citizen หรือ Subject) น้ัน จะ เป็นบุคคลที่มสี ทิ ธเิ สรีภาพในทางการเมืองอยา่ งเต็มท่ีและมคี วามภักดีต่อรัฐ และสนั นษิ ฐานว่า บุคคลดังกล่าวมี ความภักดีต่อรัฐมากกว่าคนต่างด้าว และในรัฐหน่ึง ๆ น้ัน นอกจากจะมีพลเมืองของรัฐดังกล่าวแล้วอาจจะมี บุคคลอ่ืนอาศัยอยู่หลายพวก เช่น 1. เผ่าชน (Ethnic Groups) ซ่ึงมีกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองและ ได้อาศัยอยู่ในรัฐหน่ึง เช่น มานิ ซาไก ชาวเขา 2. ประชาชนของดินแดน ซ่ึงข้ึนอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง (Nationals) เช่น พวกปาปัว ในนิวกินีของอินโดนีเซีย 3. ทาส รัฐสมัยโบราณก็มีบุคคลท่ีอาศัยอยู่ในรัฐหลาย ประเทศ เช่น ทาส คือ พวกรับใช้นายโดยไม่มีสิทธิเสรีภาพ พวกผู้รับใช้เจ้าหน้ี (Peons) พวกทาสติดที่ดิน (Serfs) คือ ผู้อาศัยอยู่ในท่ีดิน เมื่อมีการโอนท่ีดินนั้นบุคคลพวกน้ีจะถูกโอนติดไปกับท่ีดินด้วย ต้องรับใช้ เจ้าของท่ีดิน และ 4. คนต่างด้าว (Aliens) ได้แก่ ชาวต่างประเทศท่ีมาอาศัยอยู่ในประเทศอ่ืน ได้รับประโยชน์ จากประเทศน้ัน ๆ บ้างเช่น มีสิทธิเสรีภาพ แต่ก็ต้องทาหน้าท่ีในรัฐน้ันด้วย เช่น เสียภาษีอากร เพียงแต่ไม่มี สิทธิทางการเมอื งแตค่ นตา่ งดา้ วบางจาพวกไม่มีสทิ ธิทางการเมือง เชน่ พวกอพยพและพวกล้ีภยั เป็นตน้

รัฐจะต้องประกอบไปด้วยประชากรจานวนหน่ึง โดยไม่คานึงถึงเผ่าพันธุ์ เพศ วัย และจานวน หรือ ขนาดของประชากร เพยี งให้สามารถปกครอง ปกปอ้ งกนั รกั ษาตนเองไดเ้ ทา่ นน้ั ประชากรเหล่าน้ีจะอยู่กันเป็น ชุมชนทมี่ คี วามผกู พันกนั ในหลาย ๆ ดา้ น โดยให้ผลแตกต่างกนั ในแตล่ ะประเทศ คอื 1.1 ความผูกพันทางด้านการปกครอง คือ อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเดียวกัน รัฐมี หน้าที่ดูแลคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของพลเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น สิทธิทางการเมือง ทางกฎหมาย สทิ ธใิ นทรัพยส์ ิน เปน็ ตน้ และยังจะต้องดูแล ให้ความคุ้มครอง ปอ้ งกันภยั อันตรายต่าง ๆ ท้ังที่มา จากภายในประเทศ และภายนอกประเทศ 1.2 ความผูกพนั ทางดินแดน คนท่ีอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันมักเกิดความรู้สึกผูกพันกัน ทาให้เกดิ การรวมกนั เปน็ ชาติ มคี วามหวงแหนในแผน่ ดนิ ไม่ต้องการให้ใครมารุกราน หรือแย่งชิงไปท้ัง ๆ ท่ีคน ท่ีมารวมกันอยู่ในดินแดนเดียวกันนั้น อาจจะไม่ใช่คนที่มีเช้ือชาติเดียวกันเลย เช่นคนจีนที่มาต้ังถ่ินฐานอยู่ใน ประเทศไทย อยู่รวมกับคนไทย บังเกิดความรักและหวงแหนแผ่นดิน และเมื่อเดินทางไปต่างประเทศก็มักจะ บอกว่าตนเป็นคนไทย ถงึ แม้ว่าจะมีเชอ้ื ชาติเป็นจีน เปน็ ตน้ 1.3 ความผูกพันทางภาษา ภาษาเป็นส่ือที่ทาให้คนในชาติติดต่อกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเปน็ ส่ิงหน่งึ ท่ีแสดงใหเ้ ห็นถงึ ลกั ษณะเฉพาะของแต่ละชาติ โดยเพียงฟังแต่ภาษาก็สามารถบอกได้ว่าเป็นชน ชาติใดแม้ว่าบางภาษาไม่อาจทราบว่าเป็นของชาติใดโดยเฉพาะ เพราะใช้ภาษาเดียวกัน แต่สาเนียงท่ีพูดก็ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษซ่ึงมีสาเนียงต่างกันระหว่างชาวอังกฤษ กับชาวออสเตรเลีย และชาวอังกฤษกับชาวอเมริกัน เป็นต้น แต่ในกรณีที่คนในชาติเดียวกันบางแห่ง เช่น ชาวสวิส ชาวแคนาดา ชาวจีน พดู กนั หลายภาษา ภาษาก็อาจจะไม่ใช่ส่ิงที่ผูกพันระหว่างคนในชาติ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ภาษามักจะเป็น สิ่งทีผ่ ูกพันคนในชาติเขา้ ด้วยกนั 1.4 ความผูกพันทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือกาหนดขึ้น โดยมี พ้ืนฐานหรือมีพลังผลักดันมาจากความต้องการของมนุษย์ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ปรากฏออกมาในรูปของ กิจกรรมทางด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ วิถีชีวิตในสังคม ศาสนา และอื่นๆ ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมจะ เปน็ สิ่งสบื ทอด เลื่อนไหลถ่ายเทได้ ซง่ึ หมายถึง ลอกเลียนแบบได้ ดัดแปลงนามาใช้กับอีกสังคมหนึ่งได้ แต่ส่วน ใหญแ่ ลว้ วฒั นธรรมของแตล่ ะสงั คมมักจะมีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั อยา่ งเห็นได้ชัด ถงึ แม้วา่ วฒั นธรรมเช่นนี้จะถือ ปฏิบัติกันอยู่ในหลาย ๆ สังคมก็ตาม เช่น การทักทายด้วยการไหว้ ซ่ึงหลายชาติปฏิบัติเหมือน ๆ กัน แต่ ลักษณะการไหว้ หรือกริ ยิ าทา่ ทางในการไหว้ของแตล่ ะชาติจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น การไหว้ของชาว อนิ เดยี กบั ชาวไทย 1.5 ความผูกพันทางด้านศาสนา ศาสนามีส่วนสร้างความผูกพันระหว่างคนในชาติได้ เพราะ ศาสนามีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนมาก หากประเทศใดมีเพียงศาสนาเดียวความผูกพันน้ีจะ ปรากฏแน่นแฟ้นมาก เชน่ สาธารณรัฐอิสลามต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง เปน็ ต้น 1.6 ความผูกพันทางด้านเชื้อชาติ เชื้อชาติเป็นเรื่องสาคัญที่สามารถสร้างความผูกพันให้เกิด แกป่ ระชากรของชาติ ชาตใิ ดมีคนเช้ือชาตเิ ดยี วกันอย่มู ากมักจะมคี วามสามคั คกี ลมเกลียวกันดี ไม่ค่อยแตกแยก แต่ความแตกแยกจะปรากฏให้เห็นเสมอในประเทศที่มีพลเมืองปะปนกันหลายเชื้อชาติ ดังเช่น ในประเทศ

ไซปรัสซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศมีเชื้อสายตุรกี และเช้ือสายกรีก หรือพวกนิโกร กับคนผิวขาวใน สาธารณรฐั อาฟริกาใต้ เป็นต้น 1.7 ความผูกพันโดยประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละชาติเป็นส่ิงที่แสดง ให้เห็นถึงการตั้งถ่ินฐาน การต่อสู้ด้ินรน ความเจริญ และความพยายามสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เป็นส่ิงที่จะช่วยกระตุ้นเตือนให้คนในชาติเกิดความรัก ความหวงแหนในความเป็นชาติของตนอันเป็นพลัง ผลักดนั ใหเ้ กิดความรัก ความสามคั คีในกลุ่มชน 2. ดินแดน ( Territory ) ทุกรัฐจะต้องมีดินแดนของตนเป็นถาวรเพราะรัฐจะเกิดข้ึนได้น้ันจะต้องมี ดินแดนอันแน่นอน (A Fixed Territory) และก็ถือว่าเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญของรัฐ คาว่าดินแดนน้ีหมาย รวมไปถึงพื้นดิน ทะเลและเขตท้องฟ้าเหนือพ้ืนดิน ฉะนั้นอานาจการปกครองของรัฐจึงมีอยู่เหนือดินแดน ภายในรัฐสาหรับในเร่ืองดนิ แดนกม็ ิได้กาหนดขนาดไว้แน่นอนเหมือนกับการไม่กาหนดจานวนประชากร แต่จะ กาหนดเพยี งส่งิ กาหนดเขตพรมแดนคือ ส่วนมากการกาหนดเขตพรมแดนนั้นมักถือเอาส่ิงท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นเคร่ืองกาหนด เช่น ภูเขา สันเขา แม่น้า ห้วย หนอง คลอง บึง แต่ถ้าไม่มีสิ่งธรรมชาติเหล่านี้ก็มีหลักเขต กาหนดปักปันอย่างชัดเจน เครื่องหมายอันหลังน้ีอาจจะเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าสิ่งธรรมชาติ เพราะอาจสูญหาย หรอื เปลี่ยนแปลงกนั ได้ง่าย ส่วนเขตแดนที่เป็นทะเลไดม้ อี นุสญั ญา (convention) ระหวา่ งประเทศว่า ประเทศ ท่ีพรมแดนติดกับทะเลมีอานาจอธิปไตยในเขตแดน 12 ไมล์จากชายฝั่ง และกาหนดเขตเศรษฐกิจจาเพาะ (Exclusive Economic Zone) ไว้ 200 ไมล์จากชายฝ่ัง (นงเยาว์ พรี ะตานนท์ 2541: 13) 3. รัฐบาล (Government) รัฐบาล คือ คณะบุคคลท่ีใช้อานาจอธิปไตยกาหนดนโยบายบริหาร ประเทศและนานโยบายนน้ั ไปปฏิบัติให้บังเกิดผล ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยคือ รัฐบาลท่ีมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน รัฐบาลจะปฏิบัตหิ นา้ ที่บรหิ ารประเทศไปในทางทจี่ ะสนองเจตนารมณ์ของสาธารณชน (Public- Will) สว่ นรัฐบาลเผด็จการซ่ึงอาจจะเป็นเผด็จการคอมมวิ นิสต์ เผด็จการทรราชย์ เผด็จการแบบฟาสซิสม์ และ รัฐบาลแบบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์ รัฐบาลนจ้ี ะบริหารประเทศไปโดยไม่คานึงถึงความต้องการหรือเจตนารมณ์ ของสาธารณชนแตอ่ ย่างไร หรือจะคานงึ ถึงก็เปน็ เพียงส่วนน้อยเท่านั้น จะเห็นได้ว่า รัฐบาลคือ องค์การบริหาร ประเทศ จึงกล่าวได้ว่า รัฐบาลเป็นสถาบันทางการเมืองที่สาคัญที่สุดของรัฐอันรวมไปถึงกระทรวง ทบวง กรม ดังน้ัน รัฐทุกรัฐจะต้องมีรัฐบาลบริหารประเทศ โดยรัฐบาลมีหน้าท่ีร่วมกันในสองระดับคือ ระดับชาติและ ระดับนานาชาติ ซึ่งระดับชาติรัฐต้องบริหารปกครองประเทศโดยมีเป้าหมายเพ่ือให้เกิดความสงบเรียบร้อยให้ ประชาชนมีความม่ันคงต่อชีวิตและทรัพย์สิน และในระดับนานาชาติ รัฐจะต้องได้รับการยอมรับจากนาน ประเทศ (มณีมัย รัตนมณี, 2528 : 8) ท้ังน้ีเพราะรัฐบาลท่ีได้รับการยอมรับจากรัฐอ่ืน ๆ จะสามารถแสดง บทบาทบนเวทีการเมืองโลกได้อย่างทัดเทียมนานาประเทศ ทั้งนี้กรณีท่ีรัฐบาลชุดหน่ึงชุดใดเปล่ียนไปก็มิได้ หมายความว่ารัฐหรือประเทศสิ้นสุดไปด้วยแต่อย่างใด เพราะในบางครั้งมีความจาเป็นจะต้องเปลี่ยนรูปของ รัฐบาล 4. อานาจอธิปไตย (Sovereignty) อานาจอธิปไตย เป็นอานาจสูงสุดที่รัฐใช้ปกครองบังคับบัญชา ปวงชนภายในรัฐอย่างอิสระ มิให้ตกอยู่ภายใต้การบงการของรัฐอ่ืน จึงจะเรียกว่ามีความเป็นรัฐอย่างสมบูรณ์ หรือรัฐอธิปัตย์ ความเป็นรัฐอธิปัตย์นี้ทาให้มีความแตกต่างกันจากรัฐอารักขา ซ่ึงถึงแม้ว่ารัฐอารักขาจะมี

ดินแดน มีประชากร มีรฐั บาล ก็หาได้ถือว่าเป็นรัฐท่ีสมบูรณ์ไม่ เพราะไม่มีอิสระในการดาเนินกิจกรรมเพ่ือปวง ชนได้โดยอสิ ระ ดังนั้นอานาจอธิปไตยจึงมีลักษณะท่ีสาคัญดังนี้ คือ เป็นอานาจเด็จขาด (Absoluteness) เป็น อานาจท่ัวไป (Comprehensiveness) เป็นอานาจถาวร (Permanence) และเป็นอานาจที่แบ่งแยกไม่ได้ (Indivisibility) ฉะนั้นรัฐทุกรัฐจะตอ้ งมีอานาจอธิปไตยไว้ใหเ้ พือ่ บรหิ ารประเทศท้ังกิจกรรมภายในประเทศและ กิจกรรม ระหว่างประเทศ จึงถือว่ารัฐมีความเป็นอิสระ แต่ถ้าจะกล่าวถึงความเป็นเจ้าของแห่งอานาจอธิปไตย น้ัน อาจมีแนวคิดแตกต่างกัน คือ ในประเทศท่ีปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะถือว่าอานาจอธิปไตย คือ อานาจของประชาชนภายในรัฐทุกคน ส่วนประเทศท่ีปกครองโดยระบบเผด็จการอาจจะมีแนวความคิดว่า อานาจอธิปไตยคือ อานาจของบุคคลระดับสูง คือผู้บริหารประเทศเท่าน้ันจากองค์ประกอบของรัฐท้ัง 4 ประการที่กล่าวมาน้ันแต่ละอย่างล้วนแต่มีความสาคัญที่รัฐจะขาดเสียมิได้เพราะถ้าอย่างใดอย่างหน่ึงขาดไป ความสมบูรณ์ของรัฐย่อมจะไม่เกิดขึ้น ยิ่งองค์ประกอบอย่างที่ 4 คือ อานาจอธิปไตยนั้นย่ิงมีความสาคัญมาก เพราะองค์ประกอบอันน้ีจะเป็นตัวชี้หรือบ่งบอกความเป็นอิสระของรัฐ น้ันหมายความว่า ถ้าประเทศใดขาด อานาจอธิปไตย ซ่ึงเราถือว่าเป็นอานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเสียแล้วการบริหารประเทศหรือการ ปกครองประเทศไม่เป็นไปอย่างอิสระเหมือนกับประเทศอินเดีย เม่ือครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ แม้ประเทศอินเดียจะมีประชากร มีดินแดน มีรัฐบาล ส่วนอานาจอธิปไตยเป็นของประเทศอังกฤษ ดังน้ันการ บริหารประเทศจงึ ขนึ้ อย่กู ับประเทศองั กฤษแมแ้ ตก่ ารจัดตั้งรัฐบาลก็จัดตง้ั โดยประเทศอังกฤษ น้ีคือความสาคัญ ยิง่ ของอานาจอธปิ ไตย หน้าทีข่ องรัฐ G.A. Jacobson และ M.H. Lipman ได้นิยามหน้าท่ีของรัฐว่าหมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐจะต้อง ผูกพนั หน้าทข่ี องรฐั มี 3 ประการ (Jacobscn, G.A. and M.H. Lipman, 1969) คือ 1.หน้าที่ที่รัฐต้องกระทา (Essential Function) หน้าท่ีนี้มีความสาคัญต่อการคงอยู่ของรัฐ หน้าที่น้ี ได้แก่ 1.1 การปอ้ งกันการรกุ รานจากตา่ งประเทศ 1.2 การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการดาเนินการไปตามกฎหมายต่อผู้ประกอบ อาชญากรรมหรอื ตอ่ อาชญากรรมเหล่าน้ัน 1.3 การลงโทษผู้กระทาผิด ปกป้องคุ้มครองสิทธิต่างๆของปัจเจกบุคคล การยุติข้อโต้แย้ง โดยใช้วธิ กี ารทางกฎหมาย 1.4 การติดต่อรักษาความสัมพนั ธก์ ับต่างประเทศ 1.5 การเก็บภาษี เพอื่ ให้หนา้ ทอี่ ่ืนๆดาเนนิ ต่อไปได้ 2.หน้าที่ในการให้บริการ (Service Function) หน้าที่นี้เป็นหน้าท่ีที่รัฐจะกระทาหรือไม่กระทาตาม ต้องการหรือปรารถนาของสังคมก็ได้ หน้าท่ีน้ีรวมเอากิจกรรมท่ีนาไปสู่การบรรลุจุดประสงค์ต่างๆของรัฐ บางครั้งก็ยากลาบากในการที่กาหนดหน้าที่ใดเป็นหน้าท่ีในการให้บริการ หน้าท่ีใดเป็นหน้าที่ท่ีรัฐต้องกระทา ตวั อย่างเช่น

การสร้างทางรถไฟและทางหลวง ดูเหมือนเป็นหน้าท่ีให้บริการ แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของยุทธศาสตร์ การสร้างทางเหล่าน้ีนั้นเพื่อการป้องกันประเทศ ฉะนั้นหน้าท่ีนี้เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องกระทามากกว่า ตัวอย่าง หน้าท่ีในการให้บริการได้แก่ การดูแลสงเคราะห์คนยากจน คนพิการ การก่อสร้างถนน ลาคลอง สะพาน ท่าเรือ การจดั การศกึ ษา การสร้างสวนสาธารณะ การสร้างศนู ยส์ นั ทนาการ การสาธารณสขุ เปน็ ต้น 3.หน้าท่ีในทางธุรกิจ (Business Function) คือหน้าที่ท่ีรัฐขายบริการหรือขายสินค้า กล่าวคือมี กิจการบางอย่างที่โดยหลักการแล้วน่าจะเป็นเรื่องของภาคเอกชน แต่รัฐกลับไปดาเนินการเสียเอง ทั้งนี้สืบ เนือ่ งมาจาก 3.1 เอกชนอาจจะมีเงินทุนเพยี งพอ 3.2 บางคร้ังการกระทานั้น เช่นกรณีของไปรษณีย์ ท่ีรัฐต้องการขายบริการน้ีไปให้กับ ประชาชนท่ัวประเทศ ถ้ารัฐปล่อยให้เอกชนทา อาจจะคุ้มเพราะบางพื้นที่มีประชาชนน้อย การให้บริการย่อม น้อยลงไปด้วย ฉะนน้ั โอกาสที่เอกชนจะได้กาไรเปน็ การยากมาก 3.3 ถ้าปล่อยให้เอกชนทา เอกชนอาจเรียกร้องค่าบริการสูงมากเกินไป หน้าที่ในทางธุรกิจ รวมเอาความม่ันคงทางสังคม การจ่ายเงินทดแทนแก่คนงานและคนว่างงาน การประกัน การปกป้องคุ้มครอง การฝากเงินกับธนาคาร มีหลายประเทศรัฐเป็นเจ้าของและดาเนินกิจการเหล่านี้เสียเอง คือ รถไฟ โทรศัพท์ สถานวี ทิ ยุ เหลา่ น้ถี ือว่าเปน็ หน้าท่ีในทางธรุ กจิ ของรฐั ท่เี ป็นทรี่ ูจ้ กั กันในนามของรฐั วิสาหกิจ การกาเนิดรฐั (Origin of State) รัฐเกิดข้ึนของรัฐ เป็นคาถามท่ีนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ได้พยายามหาคาตอบมาเป็นเวลานานหลาย ศตวรรษ แต่ยังคงไม่สามารถให้คาตอบที่เป็นข้อยุติได้ ท้ังน้ีก็เน่ืองจากว่า การเกิดขึ้นของรัฐยังหาหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์และทางมนุษยวิทยามายืนยันที่ชัดเจนไม่ได้ ฉะน้ันนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์จึงจาเป็นต้องใช้ข้อ สมมติฐานเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษากาเนิดของรัฐไว้หลายทฤษฎี แต่ละทฤษฎีต่างก็มุ่งที่จะอธิบายถึงการ กาเนิดรัฐท่ีแตกต่างกันออกไป ซึ่งนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ ได้ประมวลไว้ 5 ทฤษฎีหลัก ๆ ดังต่อไปน้ี (อ้างถึง ใน, สมศกั ดิ์ เก่ยี วกง่ิ แก้ว, 2525) ทฤษฎีเทวสิทธ์ิ (The Theory of the Divine Origin of State) ทฤษฎีน้ีถือว่าเป็นทฤษฎีเก่าแก่มากท่ีสุด แนวความคิดของทฤษฎีน้ีถือว่า พระเจ้าเป็นผู้ให้กาเนิดและ สร้างรัฐขึ้นมา โดยเช่ือกันว่าผู้ปกครองสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า ในสมัยกลาง ( Middle Age) มีผู้นับถือนิยม ทฤษฎีน้ีมาก แต่ก็มีการแก่งแย่งอานาจกันระหว่างศาสนจักร คือ ต่างฝ่ายก็อ้างว่าตัวเองคือผู้ท่ีได้รับอานาจมา จากพระเจ้าโดยตรง แตไ่ มว่ ่าจะเชื่อว่าจกั รพรรดไิ ด้อานาจมาโดยตรง หรือองค์สันตะปาปาได้อานาจมาโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ตามผลสุดท้ายก็คือความเชื่อว่าอานาจการปกครองรัฐนั้นคืออานาจของพระเจ้าเป็นผู้มอบให้ ส่วนสาระสาคญั ของทฤษฎเี ทวสทิ ธ์ิ นน้ั คอื 1. ทฤษฎีนี้เชอ่ื ว่า รฐั เกดิ ขนึ้ จากเจตนาและการบันดาลของพระเจ้า 2. ทฤษฎีน้ีเช่ือว่า การปกครองรัฐเป็นอานาจของพระเจ้า ผู้ปกครองรัฐทาหน้าท่ีเสมือนเป็น ตัวแทนของพระเจา้ และได้รบั อาณตั ิจากพระเจ้า

3. ทฤษฎีน้ีเชื่อว่า ประชาชนในรัฐเป็นเพียงองค์ประกอบของรัฐเท่าน้ัน มิใช่เป็นปัจจัยท่ี สาคัญของรัฐแต่อย่างไร ฉะน้ันจะต้องเชื่อฟังเคารพผู้ปกครองรัฐโดยดุษฎี การละเมิดอานาจของผู้ปกครองรัฐ จะมโี ทษและเป็นบาป ทฤษฎสี ญั ญาประชาคม (The Social Contract Theory) ทฤษฎีนี้เป็นที่นิยมกันมากในภายหลังและมีอิทธิพลแทนทฤษฎีเทวสิทธิ์ ทฤษฎีอธิปไตยเป็นของปวง ชน มีรากฐานจากความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างรัฐโดยการที่มนุษย์ยินยอมร่วมกันทาสัญญาประชาคม ( Social Contract) ปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นผู้ให้กาเนิดทฤษฎีน้ีได้แก่ โธมัส ฮ้อบส์ ( Thomas Hobbes) จอหน์ ลอ็ ค ( John Locke)และจัง จ๊าคส์ รสุ โซ (JeanJacques Rousseu) สามท่านน้ีได้ให้แนวคิด ไว้แตกตา่ งกนั ดังมสี าระสาคญั ดังน้ี โธมัส ฮ้อบส์ ( Thomas Hobbes) มีอายุระหว่าง ค.ศ. 1588-1697 ปราชญ์ผู้นี้ได้เขียนทฤษฎีนี้ขึ้น เพ่ือสนบั สนุนกษตั รยิ ์ในราชวงศส์ จว๊ ต (Stuate) ขององั กฤษ (พ.ศ. 2205) ให้มีอานาจปกครองรัฐอย่างสมบูรณ์ น่ันคือให้เกิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ท้ังน้ีเพราะฮ้อบส์เช่ือว่า การปกครองที่ กษัตริย์มีอานาจเด็ดขาดจะทาให้รัฐมีความม่ันคงและมีระเบียบมากท่ีสุด คือตามแนวความคิดของฮอบส์ว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างรัฐ โดยสภาพด่ังเดิมตามธรรมชาติของมนุษย์น้ันคือ ต่างคนต่างอยู่ ปราศจากกฎเกณฑ์และ ระเบียบวินัยมนุษย์จึงประสบแต่ความชั่วร้ายต่าง ๆ เช่น ความว้าเหว่ (Solitary) มีความยากจน (Poor) มี ความสกปรก (Nays) และมีความโหดร้าย (Brutish) สภาพธรรมชาติทาให้เกิดสภาพ “อานาจคือธรรม“ (Might is Right) อานาจผันแปรไปตามบุคคล ฉะน้ันมนุษย์มีความจาเป็นต้องมีรัฐบาล มีระเบียบกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ด้วยการทาสัญญาร่วมกันในทานองท่ีว่า มนุษย์ยอมมอบอานาจให้รัฐบาลท้ังหมด รัฐบาลทรงไว้ซึ่ง อานาจสูงสุดที่เรียกว่า “องค์อธิปไตย“ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ท่ีจะปฏิวัติ แม้จะไม่พอใจนโยบายหรือวิธีการ ปกครอง เพราะผ้ปู กครองไม่ถือว่าเป็นคู่สัญญากับประชาชน ฉะนั้นผู้ปกครองย่อมมีอานาจจะกระทาการใด ๆ ไดต้ ามท่ตี นต้องการ ไม่วา่ การกระทานนั้ จะตรงตามเจตนารมณข์ องประชาชนหรือไม่ก็ตาม เพราะประชาชนได้ เสียสละสิทธิตามธรรมชาติให้แก่ประมุขแล้ว รัฐบาลตามความหมายนี้จึงเป็นรัฐบาลหรือพระมหากษัตริย์ที่อยู่ เหนอื กฎหมาย จอห์น ล็อค (John Locke) มีอายุระหว่าง ค.ศ. 1932 – 1704 นักปราชญ์ท่านนี้มีแนวความคิดว่า สภาพดั่งเดิมของมนุษย์อยู่ในสภาพธรรมชาติ คือ อยู่กันอย่างมีความสุข มีความม่ันคง มีความปลอดภัยและมี อิสรภาพเสรีภาพทจ่ี ะดาเนนิ การได้ตามใจปรารถนา มนุษย์จึงมีความพอใจจะอยู่ในสภาพธรรมชาติ แต่ในกาล ต่อมามนุษย์เกิดมีความไม่มั่นใจในความสุขความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและความอิสรเสรีท่ีตนได้รับน้ัน จะมีอยู่ตลอดไป มนุษย์จึงหาทางป้องกันและหาทางออกโดยการจัดตั้งรัฐบาลขึ้น โดยการมอบอานาจการ ปกครองใหบ้ คุ คลคณะหนึ่งซึ่งเรยี กวา่ รัฐบาล ซ่งึ จะตอ้ งมลี กั ษณะ ดงั นี้ 1. รัฐบาลเกิดจากมนุษย์ทาสัญญามอบอานาจให้กับหน่วยปกครอง แต่รัฐบาลต้อง รับผดิ ชอบต่อประชาชน 2. รัฐจะต้องกระทาตามเจตนารมณ์ของประชาชน เจตนารมณ์ของประชาชนย่อมอยู่เหนือ สง่ิ อืน่ ใด

3. ประชาชนสามารถเปลี่ยนคณะรัฐบาลได้ตามวาระ ถ้าเห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่ปฏิบัติงานไป ตามเจตนารมณ์ของประชาชนสว่ นใหญใ่ นรัฐ 4. รัฐบาลมีฐานะเป็นคู่สัญญากับประชาชนผู้มอบอานาจให้ ฉะน้ันรัฐบาลจะทาอะไรตาม ความตอ้ งการของตนไมไ่ ด้ จัง จ๊าคส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) มีอายุระหว่าง ค.ศ. 1712-1778 ซ่ึงเป็นนักปราชญ์อีก ท่านหน่ึงได้เขียนหนังสือขึ้นเพ่ือสนับสนุนทฤษฎีสัญญาประชาคมว่า สภาพดั้งเดิมของมนุษย์เป็นเช่นเดียวกับ Hobbes คือเป็นสภาพที่ขาดระเบียบวินัย มีความโหดร้ายทารุณ มีความสกปรก เข่นฆ่า เอารัดเอาเปรียบซึ่ง กันและกัน มนุษย์ไม่ต้องการสิ่งชั่วร้ายเหล่าน้ัน จึงหาวิธีการป้องกันสร้างสังคมใหม่ที่น่าอยู่ข้ึน โดยมนุษย์ รวมกันตกลงเป็นเอกฉันท์จะก่อตั้งชุมชนทางสังคม ( Social Community) ขึ้นอันจะนาไปสู่การก่อตั้งรัฐท่ี ถูกต้องตามหลักเหตุผลท่ีแท้จริง “ตามแนวความคิดของรุสโซ รัฐมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยยึดหลัก เจตนารมณ์ที่มีเหตุผล คือ General Will ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้รัฐปฏิบัติการท้ังปวงเพ่ือประโยชน์สุขแก่ ประชาชนทั่วไป รุสโซน้นั เน้นถงึ คุณลักษณะแหง่ วตั ถุประสงค์หรือเป้าหมายมากกวา่ จานวนประชาชน ข้อตกลง ใด ๆ ท่ีแม้ว่าประชาชนเห็นพ้องต้องกัน เรียกว่า The will of all แต่ถ้าข้อตกลงดังกล่าวไม่มีคุณลักษณะท่ี ดาเนินไปเพ่ือประโยชน์สุขแก่ประชาชนในรัฐก็ไม่ถือว่าเป็น General Will เพราะสัญญาประชาคมตาม ความคิดของรุสโซ คือ เอกชนทุกคนยอมยกสิทธิตามธรรมชาติให้แก่ อธิปัตย์ (Sovereign) ซึ่งได้แก่ General Will ฉะน้ันจงึ เท่ากับว่าเอกชนมอบสทิ ธใ์ิ หแ้ ก่ชมุ ชนเปน็ ส่วนรวม” จากแนวความคิดของรุสโซท่ีกล่าวมานี้ จึงพอสรุปสาระสาคัญแห่งลักษณะรัฐบาลของเขาได้ ดังน้ี (Easton, David, 1953) 1. รฐั นน้ั จะตอ้ งมีลักษณะเปน็ ประชาธปิ ไตย 2. รัฐจะต้องปฏิบัติการทั้งปวงเพ่ือประโยชน์สุขและสอดคล้องกับความประสงค์ของ ประชาชนส่วนใหญ่ (General Will) 3. เอกชนทุกคนยอมยกสิทธิตามธรรมชาติให้แก่อธิปัตย์ (Sovereign) ซึ่งได้แก่ General Will นัน้ 4. ชมุ ชนเปน็ ผู้กาหนดนโยบาย แตร่ ฐั บาลเป็นผ้นู านโยบายไปปฏิบัติ 5. อานาจอธิปไตยเป็นของชมุ ชน และอย่ทู ่ีชมุ ชนไมไ่ ด้อยู่ทรี่ ฐั บาล 6. รุสโซไม่เห็นด้วยกับความคิดเร่ืองรัฐสภา หรือประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนถือว่าอานาจ อธิปไตยน้ันมิอาจมอบให้แก่บุคคลใดได้ เพราะผู้แทนไม่สามารถแสดงออกหรือสะท้อนเจตนารมณ์ของ ประชาชนได้จริงประชาธิปไตยของรุสโซเป็นประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) แบบประชาธิปไตย ของนครรัฐเอเธนสแ์ ละรฐั ปาร์ตา้ หรือประชาธิปไตยแบบหม่บู า้ นสวสิ ซงึ่ ประชาชนมาชุมนุมกนั โดยตรง 7. ความประสงค์ของคนส่วนใหญ่ (General Will) นั้นต้องยึดหลักศีลธรรม หรือคุณธรรม เป็นแนวทางมฉิ ะนน้ั เสยี งขา้ งมากกจ็ ะกลายเปน็ ทรราชยข์ ้างมาก (Majority Tyranny) ไปได้ จากแนวความคิดของนักปราชญ์ทั้ง 3 ท่าน คือ Hobbes, Locke ผู้ให้กาเนิดทฤษฎีสัญญาประชาคม และ Rousseau ผู้สนับสนุน ต่างก็มีสาระสาคัญของทฤษฎีเหมือนกันในข้อท่ีว่า “รัฐบาลเป็นผลมาจากสัญญา

ของประชาชน” คือ รัฐบาลได้มอบอานาจจากประชาชน แต่การมอบอานาจดังกล่าวน้ันมีลักษณะแตกต่างกัน อยู่บ้าง คือ Hobbes ถือว่าประชาชนได้มอบอานาจสิทธิธรรมชาติของตนทั้งหมดให้ผู้ปกครอง ประชาชนจะ เรียกคืนหรือทวงถามคืนซ่ึงอานาจและสิทธิธรรมชาตินั้นมิได้โดยประการทั้งปวง แต่ Lock ถือว่ารัฐบาลเป็น รัฐบาลแบบประชาธิปไตยจะต้องรับผิดชอบต่อคู่สัญญา คือ ประชาชน และประชาชนสามารถที่จะทวงถาม เรียกอานาจและสิทธิธรรมชาติคืนได้ ส่วน Rousseau เช่ือว่ารัฐบาลจะต้องเป็นรัฐบาลแบบประชาธิปไตย โดยตรง และรัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ให้สอดคล้องกับความประสงค์ส่วนใหญ่ ( General Will) แต่ใน ปจั จบุ ันน้แี นวความคดิ ที่ว่า รฐั บาลเกิดจากการทาสัญญาของประชาชนนั้นจะมีไม่มากนัก แต่กลับจะเห็นไปว่า รัฐบาลเกิดจากความยินยอมของประชาชนยกอานาจการปกครองให้อันจะนาไปสู่รากฐานการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย ฉะน้ันถ้าจะสรุปแนวความคิดของนักปราชญ์ทั้ง 3 คน ในทฤษฎีสัญญาประชาคมจะได้ ใจความดังน้ี 1. มนษุ ย์เปน็ ผู้สรา้ งรัฐ 2. มนษุ ย์มสี ิทธิตามธรรมชาติ 3. รัฐเกิดจากการทมี่ นุษย์รว่ มกนั ทาสญั ญา 4. รฐั ต้องปฏิบัติตามเจตนารมณข์ องประชาชน 5. รัฐทีด่ ีต้องมลี ักษณะเป็นประชาธปิ ไตย 6. เจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ท่ีรัฐต้องปฏิบัติตามก็คือ ต้องทรงไว้ซึ่งลักษณะคุณธรรมและ ศลี ธรรม ทฤษฎธี รรมชาติ (The National Theory) ทฤษฎีธรรมชาตินี้ถือว่า รัฐเกิดขึ้นและวิวัฒนาการไปเองโดยธรรมชาติ คือมนุษย์ไม่อาจแยกตัวออก จากรัฐได้ เพราะรฐั ช่วยใหค้ นอยรู่ อดและสามารถดารงชีวิตอยู่ได้ ดังน้ัน ธรรมชาติของมนุษย์น้ันเองเป็นเคร่ือง ผลักดันให้มนุษย์รวมตัวกันขึ้นเป็นรัฐหรือเป็นองค์กรทางการเมือง เพื่อการดารงอยู่อย่างม่ันคงและปลอดภัย Aristotle นักปราชญช์ าวกรกี โบราณผู้ยึดถือทฤษฎีน้ี ให้ทัศนะว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมือง (Political Animal) กล่าวคือ มนุษย์สามารถอาศัยรัฐเพื่อบาบัดความต้องการของตนเองและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตนได้ ดังนั้นมนุษย์จะอาศัยรัฐเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า มนุษย์ต้องอยู่ในรัฐ สิ่งที่อยู่นอกรัฐมิใช่มนุษย์ ถ้าไม่ใช่ พระเจ้าก็ ได้แก่สัตว์เดรัจฉาน Cicero กล่าวว่า การรวมตัวกันของมนุษย์ก็เพื่อสร้างรัฐ การสร้างรัฐมิใช่เป็นเพราะความ อ่อนแอ ความทารุณโหดร้ายของธรรมชาติ หากเป็นเพราะมนุษย์มีจิตใจท่ีรวมกัน (Spirit of Congregation) เปน็ เบือ้ งตนอย่แู ล้วตามแนวความคิดนี้ถือว่า รัฐเป็นธรรมชาติมีการเจริญเติบโตซ่ึงเป็นส่ิงท่ีหลีกเล่ียงมิได้ และ เป็นสถาบันท่ีอานวยแก่มวลมนุษย์ ความคิดดังกล่าวข้างต้นได้ถ่ายทอดมาจนปัจจุบัน แม้ว่านักปราชญ์บางคน เช่น Herbert Spencer ได้แปลความหมายความคิดของวิวัฒนาการ (Idea of Evolution) เพ่ือที่จะลด ความสาคญั ของรฐั ใหน้ ้อยลงโดยสเปนเซอร์เน้นให้เห็นว่ารัฐควรมีหน้าที่เพียง 2 ประการเท่านั้น คือ การรักษา ความสงบภายในรัฐและการดาเนินการตัดสินข้อพิพาทตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์สุขของ ประชาชนในส่วนที่เกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินเท่าน้ัน แต่อย่างไรก็ตาม มีนักปราชญ์บางคนกลับเช่ือว่า รัฐเป็น เสมือนส่ิงมีชีวิต (Living Organism) ซ่ึงเป็นผลที่ทาให้เกิดความเช่ือว่า รัฐมีการเจริญเติบโตด้วยการขยาย

ดินแดนของตนออกไป และในขณะเดียวกนั รัฐกม็ ีการวิวัฒนาการในรูปท่ีดีข้ึนโดยลาดับ สาหรับสานักกลุ่มอุดม คติอังกฤษ (Idealist School) ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถือว่า รัฐเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงมิใช่ของ เทยี มและเป็นพลงั เพือ่ ทาให้เกดิ ความก้าวหน้าในการมีชวี ิตท่ีดี ซง่ึ เป็นสงิ่ ทจี่ าเป็นยง่ิ ตอ่ การดารงอยูข่ องรฐั ทฤษฎีพลกาลงั (The Force Theory) ทฤษฎนี ้ีเชอ่ื ว่า รฐั เกิดขึ้นจากการยึดครองและการใช้อานาจบังคับ คือ เมื่อหลายหมื่นปีมาแล้วเช่ือกัน ว่า มนุษย์เป็นพวกเร่รอนพเนจรมีความดุร้าย ก้าวร้าว ในสมัยนั้นจึงมีการรุกรานกันระหว่างพวก เพ่ือแย่ง ผลประโยชน์ตา่ ง ๆ และอานาจการปกครอง พวกที่ได้ชัยชนะก็จะเข้าครองดินแดนท่ีอุดมสมบูรณ์และรวบรวม เอาพวกที่แพ้มาอยู่ในการปกครองของพวกตน ออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ มาเพ่ือให้คนที่แพ้ปฏิบัติไปตาม ความตอ้ งการของตนและต้ังตนเป็นนาย เป็นผู้มอี ภสิ ิทธพ์ิ เิ ศษต่างๆ ท่ีเรียกวา่ อภิสิทธ์ิชน การรวมตัวโดยการใช้ อานาจบังคับดังกล่าวนี้ในระยะแรก ๆ อาจมีขอบเขตแคบ ๆ ผู้คนจานวนไม่มากนัก คืออาจเป็นเพียงเผ่าชน เท่าน้ัน ผู้ชนะจะกลายเป็นหัวหน้าเผ่า แต่เมื่อรวบรวมเอาหลายต่อหลายเผ่ามารวมกลุ่มกันข้ึน ความเติบโต ของอาณาเขตและจานวนประชากรเพ่ิมมากข้ึนจนเกิดเป็นองค์กรทางการเมืองท่ีเรียกว่า “รัฐ“ หรือ “ประเทศ” มีการปกครองควบคุมอย่างเป็นระบบตามลัทธิการเมืองน้ัน ๆ ข้ึน การเกิดของรัฐโดยวิธีทฤษฎีน้ี บางนกั ปราชญ์เรียกว่า ทฤษฎีแสนยานุภาพ เพราะเป็นการใช้กาลังเข้ายึดครองกลุ่มชนที่อ่อนแอกว่า ดังท่ีรอง ศาสตราจารยอ์ านนท์ อาภาภริ มย์ กล่าววา่ มีนกั รฐั ศาสตร์จานวนไม่นอ้ ยเหน็ ว่าการใช้แสนยานุภาพของรัฐเป็น สิ่งจาเป็นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ลัทธิชาตินิยมได้มีอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วภาคพื้นยุโรป เจ้าลัทธิใน เยอรมนีถือว่าแสนยานุภาพเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับรัฐ และถือมติว่ากาลังได้สร้างความชอบธรรม (Might Maderight) และอานาจคือ ความยุติธรรม เพราะฉะน้ันเผ่าชนท่ีมีแสนยานุภาพท่ีเข้มแข็งคือเผ่าชนที่ดีท่ีสุด สามารถเขา้ ครอบครองควบคุมเผา่ อนื่ ๆ จนทาใหเ้ กิดรฐั ขึน้ มาได้ ทฤษฎวี ิวัฒนาการ (Evolutionary Theory) ตามทฤษฎีนี้เช่ือว่า รัฐเกิดข้ึนโดยการวิวัฒนาการทาให้นักปราชญ์ทางการเมืองถือว่าเป็นรัฐท่ีเกิดขึ้น ด้วยเหตุด้วยผล นั้นคือเป็นการเกิดข้ึนเหตุผลทางสังคมศาสตร์ (Social Sciences) และเหตุผลทาง วิทยาศาสตร์ (Sciences) ในทางสังคมศาสตร์น้ันจะเก่ียวข้องกับการใช้กฎเกณฑ์ที่จะต้องอยู่รวมกันในรัฐ เป็น ต้น ส่วนทางวิทยาศาสตร์จะเก่ียวข้องกับการกาเนิดของมนุษย์ การพัฒนาทางชีววิทยา การใช้วัตถุดิบ ทรัพยากรธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับชีวิตของมนุษย์ในรัฐ เป็นต้น ดังน้ันทฤษฎีนี้น่าจะเป็นทฤษฎีที่ใกล้กับ ความเป็นจริงมากกว่าทฤษฎีอื่น ๆ และอีกประการหน่ึงทฤษฎีวิวัฒนาการได้มีเหตุผลอย่างไร จึงใคร่ขอให้ ศกึ ษาการกาเนิดของรฐั จากสงั คมเลก็ ๆ ไปสูร่ ะดบั ใหญ่สดุ เป็นลาดับ ดงั นี้ (1) รฐั วงศาคณาญาติ (Kinship State) มนษุ ย์ในสมัยโบราณมักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ความผกู พนั กนั ในทางสายโลหติ หรือพดู อกี นยั หนึ่งสายโลหติ เปน็ หลักของความผูกพัน บุคคลเป็นสมาชิกของ วงศาคณาญาติได้ก็ต้องสืบสายโลหิตกัน ลักษณะของวงศาคณาญาตินี้จึงไม่ใหญ่โตกว้างขวาง ปรากฏการณ์ ธรรมชาติเริ่มแรกของการรวมตัวของมนุษย์เป็นสังคมเล็ก ๆ ทามาหากินอยู่ด้วยกันเฉพาะกลุ่มและพวก เดียวกัน และมีการสืบสายโลหิตกันมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นตามลาดับ การต่อสู้กันเป็นไปใน

ระหว่างตระกูลเท่าน้ัน ไม่ขยายไปถึงวงศ์ตระกูลอ่ืน สังคมวงศาคณาญาติจึงมักจะเป็นสังคมท่ีสงบ ยุติธรรม ปราศจากความปา่ เถือ่ น ความโหดรา้ ย ความว้าเหว่ และไม่มี (2) รัฐเผ่าชน (Tribal State) การรวมตัวของกลุ่มชนหรือสังคมที่มีการขยายออกไป กว้างขวางกว่าวงศาคณาญาติ มีสมาชิกของกลุ่มมากข้ึน กลุ่มชนเหล่าน้ันจึงได้ค้นหาระเบียบกฎเกณฑ์เพ่ือจะ ใช้ควบคุมหรือยึดถือปฏิบัติเป็นพวกเดียวกันข้ึนในรูปต่าง ๆ โดยไม่คานึงว่าจะเป็นสายโลหิตเดียวกันหรือไม่ และหลักเกณฑ์ใช้เป็นเครื่องยึดถือผูกพันสมาชิกในกลุ่มให้เป็นพวกเดียวกัน คือมีที่ต้ังเดียวกัน มีหัวหน้า เดียวกัน มีศาสนาหรือความเช่ือในสิ่งเดียวกัน มีประเพณีวัฒนธรรมเดียวกัน สร้างรัฐเผ่าชนให้เป็นปึกแผ่น ข้ึนมา มีกษัตริย์หรือประมุขเป็นผู้บริหารหรือปกครองเผ่า กษัตริย์หรือประมุขก็ได้จากการท่ีเขาผู้นั้นมีความ แข็งแกร่ง มอี ิทธพิ ล จึงไดร้ ับการสถาปนาขนึ้ เป็นกษตั ริยห์ รือประมขุ เผา่ ประมุขจะคอยต่อสู้ปกป้องศัตรูมิให้มา รุกรานทาลายเผ่า และอานวยความสะดวกสบายอ่ืน ๆ ในเผ่าของตนในรัฐเผ่าชนเช่นนี้อาจถือชายหรือบิดา (Patriarchal) เป็นหลักในการปกครอง หรือถือหญิงหรือมารดา (Matriarchal) เป็นหลักในการปกครองก็ได้ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปแต่ละชุมชนแล้วแต่ประวัติความเป็นมาของชุมชนนั้น ซ่ึงบางทีก็เรียกว่าเป็นการ ปกครองแบบบิดากับบุตร (ปิตาธิปไตย) หรือมารดากับบุตร (มาตาธิปไตย) เช่น การปกครองของไทยในสมัย กรุงสุโขทัย (3) รฐั นคร (City State) วิวัฒนาการของรัฐนครหรอื นครรฐั คือการรวมเอารัฐ เผ่าพันธุ์และ เผ่าชนต่าง ๆเข้าด้วยกันเป็นนครรัฐขนาดใหญ่ และถือว่านครน้ีเป็นรัฐหน่ึง ๆ เช่น นครรัฐของกรีกโบราณ คือ นครรัฐเอเธนสแ์ ละนครรัฐสปาร์ต้า นครรัฐเหล่านีม้ ีอาณาเขตเล็ก พอท่ีจะปกครองตนเองได้โดยตรง โดยเฉพาะ อย่างยง่ิ การปกครองในนครรัฐเอเธนส์ ซง่ึ ถือว่าเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการ ปกครองแบบนครรัฐนี้มีปัญหาน้อย เพราะประชาชนในนครรัฐนั้นมีไม่มาก ความสัมพันธ์กันระหว่างสายเลือด เกือบไม่มีแต่ความสัมพันธ์เกิดจากความรู้สึกในฐานะท่ีเป็นพลเมืองเข้ามาแทนที่ ส่วนลักษณะเด่น ๆ ของนคร รัฐมีดงั นี้ คือ 1. นครรัฐโดยสภาพท่ัวไปแล้วจะมีสภาพทางภูมิศาสตร์เอ้ืออานวยต่อการป้องกัน ดนิ แดน เช่น มีภเู ขาลอ้ มรอบ มแี มน่ า้ กัน้ เขตแดนหรอื มีทางออกทางทะเลทีเ่ หมาะสมและสะดวก 2. ในนครรัฐน้ัน จะประกอบไปด้วยประชาชนหลายเช้ือชาติ ศาสนา วัฒนธรรม หลายภาษาแต่รวมกันปกครอง 3. การจัดการปกครองแบบนครรัฐนี้ทาให้เกิดความคิดทางปรัชญาหรืออุดมการณ์ เกิดข้ึนได้โดยง่าย เพราะภาวะจาเป็นทางสังคมของนครรัฐและลักษณะการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทางการเมอื งอยา่ งทั่วถึง (4) รัฐจักรพรรดิ (Empire State) รัฐจักรพรรดิ คือ รัฐที่มีแนวความคิดในการครอบครอง รัฐอื่น โดยวิธีใช้กาลังทหารเข้ารุกราน เรียกว่าระบบจักรพรรดินิยม ( Imperialism) ระบบนี้เกิดจากการ แสวงหาผลประโยชน์จากการล่าเมอื งข้นึ ซ่งึ เริ่มดว้ ยการสารวจและเสาะหาทรัพยากร สดุ ทา้ ยเข้ายึดครอง จะมี การรวมอานาจแบบเบ็ดเสร็จไว้ที่ส่วนกลางหรือประเทศมหาอานาจแต่เพียงผู้เดียว ทาให้ผู้ถูกยึดครองจะมี โอกาสเป็นเพียงส่วนน้อยในผลประโยชน์และการปกครอง ลักษณะของการปกครองในสมัยโบราณได้แก่

อาณาจักรโรมันหรือท่ีเรียกกันว่า จักรวรรดิโรมัน น่ันเอง ซ่ึงเร่ิมมีอาณาเขตแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ ไพศาลโดยการใช้กาลังทหารเข้ายึดครองรัฐอื่นๆ จักรวรรดิโรมันแตกต่างจากนครรัฐกรีกตรงท่ีว่า ประชาชน พลเมืองท่ีมีสัญชาติเดียวกัน มีจานวนเพิ่มมากข้ึนแต่ไม่มีสิทธิร่วมในการปกครอง นครรัฐกรีกมีประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ( Democracy Without Unity) ส่วนจักรวรรดิโรมันมีความเป็นอันหน่ึงอัน เดยี วกนั แต่ไมม่ ีความเปน็ ประชาธิปไตย (Unity Without Democracy) (5) รัฐศักดินาสวามิภักด์ิ (Feudal State) รัฐศักดินาสวามิภักด์ิหรือรัฐเจ้าขุนมูลนายเป็น รัฐทเี่ กิดข้ึนหลังจากการเสอ่ื มสลายลงของระบบจักรวรรดิโรมัน ทาให้อานาจของผปู้ กครองในรฐั ต่าง ๆ เริ่มเพิ่ม มากขน้ึ ผู้ปกครองของรฐั สว่ นมากเปน็ กษตั ริย์กม็ อิ าจทจี่ ะดูแลอาณาเขตหรืออาณาจักรได้ด้วยตนเอง จึงได้มอบ ให้บุคคลทาหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณหรือเรียกว่าเจ้าผู้ครองนคร ในขณะเดียวกันเจ้าผู้ครองนครเองก็มิ อาจจะดแู ลอาณาเขตไดท้ งั้ หมด จึงไดม้ อบให้พวกขุนนางดูแลแทนตนอีกต่อหนึ่ง ในแคว้นต่าง ๆ ของนคร และ เพ่ือการแบ่งงาน แบ่งความรับผิดชอบ ขุนนางก็ได้แบ่งท้องที่ให้ไพร่ทามาหากินและส่งผลตอบแทน (ส่วย) คืน ให้ จงึ กลา่ วไดว้ ่า รัฐศกั ดินาสวามภิ ักด์ิน้ันเป็นการกระจายอานาจการปกครองไปยังส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้ โดยการแบ่งใหเ้ จ้าขนุ มลู นายและไพร่ดูแลกันไปตามลาดับ ให้แต่ละระดับมีพันธะท่ีจะต้องส่งบรรณาการถวาย แด่กษตั ริยเ์ ปน็ การบงั คับการปกครองไปในตวั (6) รัฐชาติ (Nation State) เมอ่ื ระบบศกั ดนิ า (Feudalism) ได้เส่อื มสลายลงในตอนปลาย ศตวรรษที่ 16 ทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลงทางการเมอื งท่ีสาคญั ขน้ึ คือ ฝ่ายอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักรเกิดการ ขัดแย้งในเรื่องของอานาจการปกครอง ในขณะเดียวกันในฝ่ายศาสนจักรเองก็ได้มีการแตกแยกภายในจนเป็น เหตใุ หม้ ีการปฏริ ปู ศาสนาข้นึ ต่อมารฐั มีความเขม้ แขง็ ทาใหฝ้ ่ายศาสนจักรลดอานาจลงไป ผู้ปกครองนครเล็ก ๆ หมดความสาคัญลง ประชาชนมีผลประโยชน์และเกิดความรับผิดชอบร่วมกันมากข้ึน กลุ่มชนท่ีมีวัฒนธรรม คล้ายคลึงกัน อยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน มีความรู้สึกรักชาติรักพวกเดียวกันอย่างจริงจัง เรียกว่า ระบบชาตินิยม (Nationalism) ความรู้สึกดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นในหมู่ชนหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝร่ังเศส อังกฤษ สเปน และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างก็คิดกันว่า เม่ือระบบจักรวรรดินิยมเสื่อมสลายลงระบบศักดินา เกิดขึ้น ซ่ึงทั้งสองระบบต้องแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองท้ัง น้ัน ทาไมคนในชาติที่เป็นเผ่าพันธ์ุเดียวกัน มี ภาษาวัฒนธรรมเดียวกัน มีสายเลือดเดียวกัน จึงไม่คิดรวมตัวสร้างชาติบ้าง ความคิดดังกล่าว ฝังแน่นอยู่ใน มนั สมองของคนทีร่ กั ชาตทิ งั้ หลายจนถงึ ปัจจุบัน เมอ่ื พจิ ารณาในแง่ของประวัติศาสตร์ รัฐชาติในปัจจุบันมีกาเนิดข้ึนมาจากการรวมตัวของคนท่ีรักชาติ และการร่วมมือระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจ อันได้แก่พ่อค้ากับพระมหากษัตริย์ ซึ่งในสมัยกลางน้ัน พระมหากษัตริย์เป็นบุคคลหน่ึงในบรรดาบุคคลเท่าเทียมกัน (Prim sinter pares) คร้ันสืบต่อมาภายหลัง พระมหากษัตริย์ทรงมีอานาจเด็จขาด ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้สนับสนุนจากชนช้ันกลาง และพระมหากษัตริย์ ทรงมอี ทิ ธิพลทางเศรษฐกจิ แทนพวกขนุ นาง นอกจากนั้นการเกดิ ของรฐั ชาติได้สร้างความเป็นปึกแผ่น กล่าวคือ ความจงรักภักดีของบุคคลหลายกลุ่มหลายพวกในบรรดาหมู่พวกขุนนางได้มุ่งเข้าสู่จุดรวมเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันฉะนั้นจะเห็นได้ว่า โลกปัจจุบันได้รับอิทธิพลแนวความคิดมาจากสมัยกลางจนทาให้มีการเปลี่ยนไปสู่ สภาวะของชาตนิ ิยมมากข้นึ ทัง้ ทางเศรษฐกจิ การเมืองและสังคม สว่ นลกั ษณะเด่นของระบบชาตินยิ ม คอื

1. มคี วามร้สู กึ ผูกพันต่อกัน 2. มคี วามรู้สกึ ภาคภมู ใิ จท่ีเป็นสมาชกิ ของชุมชนเดยี วกัน 3..มีสัญลักษณ์อย่างเดียวกัน.เช่น.มีกษัตริย์องค์เดียวกัน.มีขนบธรรมเนียมประเพณี อันเดียวกนั 4. มวี ิถีชีวติ และยึดวฒั นธรรมอันเดียวกนั เชน่ นบั ถอื ศาสนาและใช้ภาษาเดียวกัน 5. มรี ฐั บาล 6. มีอานาจอธปิ ไตย 7. มีพรมแดนหรืออาณาเขตท่แี น่ชัด (7) รัฐโลก (World State) แนวความคิดเร่อื งการรวมชาตติ ่าง ๆ เข้าเป็นโลกเดียวกันน้ีมิใช่ เรื่องเกิดข้ึนใหม่ ๆ เมื่อ 40 ปีหรือ 50 ปีนี้ แต่เป็นความคิดต้ังแต่สมัยอเล็กซานเดอร์มหาราช พยายามสร้าง จักรวรรดินิยมสมัยพระเจ้า นโปเลยี นมหาราช หรอื เยอรมนั และญ่ปี ุน่ ในสมัยสงครามโลกคร้ังท่ี 2 (World War II) หรือจะกลา่ วใหช้ ดั เจนอกี กอ็ าจพดู ได้วา่ Karl Marx เองก็เป็นผหู้ นง่ึ ทไี่ ดว้ างรากฐานเรือ่ งสรา้ งโลกให้เป็นโลก เดียวกันจนกระทั่งประเทศจีนและประเทศโซเวียตได้นาเอาแนวความคิดของ Marx มาขยายอิทธิพลในเวลา ต่อมา จึงสรุปได้ว่า ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้พยายามสร้างโลกให้เป็นโลกเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนทั่วโลก ได้รับสันติภาพอย่างท่ัวถึง จึงได้พยายามท่ีจะสร้างองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ข้ึน เช่น องค์การสันนิบาต ชาตอิ งค์การสหประชาชาติ องค์การเหล่าน้ีเสมือนรัฐโลก แม้จะไม่เป็นรัฐโลกเลยทีเดียว แต่ก็เป็นก้าวแรกที่จะ นาไปสู่รัฐโลก และรฐั โลกในอุดมคตินั้นก็คือสภาพการปกครองซ่ึงจะอยู่ในระดับท่ีเหนือองค์การสหประชาชาติ ขณะน้ี จากแนวความคิดแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการว่า มีข้ันตอนของการเกิดข้ึนของรัฐถึง 7 ขั้นตอนนั้นใน 6 ขัน้ ตอนแรกน้นั เป็นขั้นตอนทีเ่ ป็นไปได้มากที่สุด แต่ในข้ันตอนท่ี 7 สุดท้าย พูดถึงเรื่องรัฐโลก ( World State) เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างไม่เอ้ืออานวย เช่น ความแตกต่างของลัทธิการเมืองแต่ละ รัฐ ผลประโยชน์ทางด้านการเมือง คือ ความอยากเป็นผู้นาหรือผู้มีอานาจมีมาก ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างของสังคมวัฒนธรรม เป็นต้น แม้แต่เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้จะรวมกันก็ยังยาก ฉะนั้น แนวความคิดเร่ืองน้ีจึงเป็นเพียงอุดมคติเท่านั้น คือ แม้จะจัดต้ังองค์การระหว่างประเทศข้ึนมาก็ไม่ถึงกับให้รัฐ ทั้งโลกนี้รวมกนั ปกครองได้ การรบั รองรัฐ (Recognition) การรับรองรัฐเป็นสิ่งท่ีมีความจาเป็นและมีความสาคัญต่อระบบการเมืองการปกครองเพราะว่ารัฐทุก รฐั อยใู่ นสงั คมโลก จาเปน็ จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่น ซ่ึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐอื่นให้ความเห็นชอบ หรือเห็นว่ารัฐนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงให้การรับรองและการรับรองเป็นไปตามความสมัครใจของรัฐหนึ่งท่ี ให้แก่รัฐหนึ่ง การรับรองรัฐจึงมิได้เกิดข้ึนโดยการบังคับ แต่ท้ังน้ีมิได้หมายความว่ารัฐใดท่ีไม่ได้รับการรับรอง จากรัฐอ่ืนจะไม่มีสภาพความเป็นรัฐ แต่อาจจะมีผลกระทบเฉพาะด้าน การดาเนินความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศได้ ในยุคสงครามเย็นการรับรองรัฐมักจะถือเอาตามค่ายลัทธิการเมือง

หรือคา่ ยผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลักโดยมิได้คานึงถึงความถูกต้องหรือคุณสมบัติที่แท้จริงเท่าไรนัก เช่น กรณีประเทศกัมพูชาฝ่ายโลกเสรีรับรองรัฐบาลของเขมรสามฝ่าย ซึ่งเจ้านโรดมสีหนุเป็นหัวหน้า แต่ฝ่ายค่าย คอมมิวนิสต์รับรองรัฐบาลของฮุนเซน ที่มีเวียตนามหนุนหลัง ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่าในบางครั้งการรับรองรัฐก็ มิได้คานึงถึงคุณสมบัติท่ีถูกต้องเท่าไรนัก แต่ด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นสาคัญ (จรูญ สุภาพ กล่าวถึง การรบั รองรฐั ไว้ 2 ประเภท คือ) 1. การรบั รองโดยพฤตนิ ัยหรือตามข้อเท็จจริง (De Facto) เป็นการรับรองในฐานะที่รัฐน้ันได้เกิดข้ึน แล้วตามความเป็นจริง มีคุณสมบัติของรัฐโดยครบถ้วน ซึ่งอาจจะทาให้รูปของการประกาศรับรองการติดต่อ ค้าขายระหว่างกัน แต่ยังไม่มีการับรองในรูปของกฎหมาย คือ การให้สัตยาบัน ซ่ึงหมายความว่ารัฐใหม่อาจจะ เกิดข้ึน แต่รัฐอื่นยังสงสัยในลักษณะบางประการของรัฐใหม่ จึงเพียงแต่ให้ความยินยอมหรือรับรองว่ารัฐนั้นมี จริง จึงมไิ ดร้ ับรองในทางกฎหมายที่เปน็ ลกั ษณะถาวรดงั กลา่ ว 2. การรับรองโดยนิตินัยหรือตามกฎหมาย (De Jure) คือ การรับรองเป็นทางการและเป็นการถาวร (Permanent) เป็นการรับรองต่อสภาพความถูกต้องของรัฐ ซึ่งประเทศท่ีให้การรับรองจะต้องมีความมั่นใจว่า ประเทศท่ีเกิดข้ึนใหม่นั้นมีสภาพที่ถูกต้องครบถ้วนบริบูรณ์ แต่การรับรองรัฐโดยกฎหมายน้ีมิได้หมายความว่า รัฐท่ีให้การรับรองรัฐอ่ืนนั้นจะมีความเห็นชอบกับลัทธิการปกครองของรัฐนั้นด้วย เช่น ประเทศไทยให้การ รับรองประเทศเวียดนามก็มิได้หมายความว่า ไทยเห็นชอบกับลัทธิการปกครองของเวียดนาม ซ่ึงจะเห็นได้ว่า การรบั รองกบั การเห็นชอบเปน็ คนละเร่อื งกนั แตก่ ารรบั รองโดยนิตินยั นน้ั อาจจะทาไดเ้ ป็น 2 ลักษณะ คอื 2.1 การรับรองระหว่างรัฐต่อรัฐ กล่าวคือ มีความสัมพันธ์ติดต่อทางการทูต มีสถานทูต มี การแลกเปล่ยี นผ้แู ทนทางการทตู ระหว่างกนั 2.2 การรับรองจากองค์การระหว่างประเทศ (International Organization) กล่าวคือ องคก์ ารระหวา่ งประเทศรบั รองโดยยอมรบั เข้าเปน็ สมาชกิ ขององค์การ เช่น องคก์ ารสหประชาชาติ การรับรอง รัฐทั้ง 2 ประเภทนนั้ จะเกดิ ขนึ้ ได้ต่อเม่ือมีรัฐที่เกิดข้ึนใหม่ เช่น รัฐท่ีหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของรัฐอ่ืนมี อิสระในการปกครองตนเองหรือรัฐท่ีแยกตัวออกจากกันเป็นอิสระในการปกครอง เช่นประเทศปากีสถานแยก ออกจากอนิ เดีย หรอื รฐั ท่ีเปล่ียนแปลงจากลัทธกิ ารปกครองหนึ่งไปสลู่ ัทธกิ ารปกครองอีกลทั ธหิ น่ึง เช่น โซเวียต เปลี่ยนจากการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นแบบสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ประเทศไทย เปลย่ี นจากแบบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์เมอ่ื พ.ศ.2475 เป็นแบบประชาธิปไตย และประเทศลาวเปลี่ยนจากแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นต้น ประเทศเหล่านี้จะได้รับการ รับรองจากรัฐอื่นๆ ในโลก การได้รับการรับรองจากนานาประเทศน้ันย่อมมีประโยชน์ท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม คือ ประโยชน์ในแง่สิทธิทางการเมือง การได้รับความเคารพอานาจอธิปไตย การทาสนธิสัญญาในด้านต่าง ๆ กับรัฐอื่น การแลกเปล่ียนซื้อขายทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการแลกเปลี่ยน ทางด้านศิลปวัฒนธรรมกับรัฐอ่ืนๆ รูปของรัฐ (Forms of The State) การจัดรูปของรัฐต่างๆ ในสังคมโลก ปัจจบุ ันยอ่ มมีความแตกต่างกันออกไปหลายแบบคือ ถ้าจัดรูปของรัฐตามการแบ่งสันอานาจ (Distribution of Power) รูปของรัฐบาลก็จะได้เป็น 2 แบบ คือ รัฐบาลเด่ียวกับรัฐบาลรวม แต่ถ้าจัดตามระบบแยกอานาจ (Separation of Power) รูปของรัฐบาลมี 3 แบบ คือ รัฐบาลรัฐสภา รัฐบาลแบบประธานาธิบดีและรัฐบาล

แบบกึ่งสภาก่ึงประธานาธิบดี จะเห็นได้ว่าการจัดรูปของรัฐน้ันจัดตามลักษณะของการใช้อานาจอธิปไตยเป็น หลกั สาคญั นอกจากน้ันก็อาศัยปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น จานวนประชากร อาณาเขตของรัฐ สภาพภูมศิ าสตร์และขนบธรรมเนยี มประเพณี เป็นต้น และรูปของรัฐบาลไม่ว่าจะจัดในรูปลักษณะใดก็ตามต่าง ก็ใช้อานาจอธิปไตยบริหารประเทศเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังน้ันรัฐบาลของทุกรัฐจะต้องรับภาระหน้าท่ีที่ จะปฏบิ ัตจิ ัดทาทัง้ หนา้ ท่ภี ายในรัฐและหนา้ ทร่ี ะหว่างรฐั ตามกฎหมายของแตล่ ะรฐั กาหนดไว้ รปู ของรัฐ (Forms of The State) รปู ของรฐั ท่ีจดั ข้นึ มาและมอี ย่ใู นสงั คมโลกปัจจุบันน้ีท่ีมีรูปแบบต่าง ๆ กันนั้นได้จัดขึ้นตามลักษณะการ ใช้อานาจอธิปไตย และจดั ข้นึ เพ่อื ให้สอดคลอ้ งกับสภาพแวดล้อมอืน่ ๆ นักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ได้กล่าวถึงการ จัดรปู ของรฐั ในแบบการแบง่ สันอานาจ (Distribution of power) ไว้ 2 แบบ คอื 1. รฐั เดี่ยว (Unitary Government) 2. รฐั รวม (Federal Government) 1.รัฐเด่ียว คือรูปของรัฐที่มีรัฐบาลกลางเป็นองค์กรเดียวที่มีอานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ กล่าวคือ รัฐบาลกลางเป็นผู้ใช้อานาจอธิปไตยทั้งในบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ และจะควบคุมการ บริหารงานในกระทรวง ทบวง กรมท้ังหมด ส่วนการปกครองในส่วนอ่ืน ๆ ของประเทศจะถือว่าเป็นเพียงส่วน หนึ่งของประเทศรัฐบาลกลางอาจจะแบ่งการปกครองออกไปยังส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศโดยการส่ง ตัวแทนออกจากส่วนกลางไปปฏิบัติหน้าท่ียังส่วนภูมิภาคต่าง ๆ น้ันเท่าที่จาเป็น และอานาจการสั่งการส่วน ใหญ่ยังต้องอยู่ส่วนกลาง ข้าราชการท่ีไปปฏิบัติหน้าที่ยังส่วนภูมิภาคน้ันจะดาเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาลเทา่ ท่ีไดร้ ับมอบหมาย และอกี ลกั ษณะหนึ่งรัฐบาลกลางอาจจะใชว้ ิธีการกระจายอานาจการปกครอง ไปสู่ท้องถ่ินต่างๆ ในประเทศโดยให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการปกครองในท้องถิ่น ของตนตามสมควร เช่น การทีป่ ระชาชนในทอ้ งถน่ิ มโี อกาสเข้ามาบริหารในองค์การการปกครองในท้องถ่ินของ ตนหรือมโี อกาสเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาในท้องถิ่นและเสนอความต้องการของตนต่อองค์การปกครองท้องถิ่นแต่ ถึงแม้ว่ารัฐบาลกลางจะใช้วิธีการกระจายอานาจการปกครองออกไปเป็นการปกค รองส่วนท้องถิ่นแต่อานาจ หลักก็อยู่กับรัฐบาลกลางเหมือนเดิมคือ รัฐบาลกลางยังควบคุมการปฏิบัติงานขององค์การต่างๆ ในท้องถ่ิน เม่ือเป็นเช่นน้ีแสดงให้เห็นว่าอานาจการปกครองรัฐอยู่กับรัฐบาลกลางเป็นสาคัญ รัฐบาลกลางจะแบ่งกระจาย ไปส่วนไหนอย่างไร เท่าไรนั้นข้ึนอยู่กับดุลยพินิจของรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว การจัดรูปแบบรัฐเป็นแบบรัฐ เดีย่ วนม้ี อี ยหู่ ลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศญีป่ ุ่นและประเทศฟิลปิ ปนิ ส์ เปน็ ตน้ ในกรณปี ระเทศไทยของเราแมจ้ ะมกี ารจดั รูปแบบรัฐเป็นแบบรัฐเด่ียวก็ตาม แต่ก็ได้จัดการปกครองไป ยังทอ้ งถิน่ ต่าง ๆ ของประเทศทง้ั สองรูปแบบคือ ทั้งแบบแบ่งอานาจการปกครองไปยังส่วนภูมิภาค คือ จังหวัด อาเภอ ตาบลและหมู่บ้าน และได้จัดการปกครองเป็นแบบกระจายอานาจอีกด้วย คือ องค์การบริหารส่วน จังหวัดเทศบาล สุขาภิบาล กรุเทพมหานครและเมอื งพัทยา ฉะนน้ั จะเหน็ ได้วา่ แมก้ ารจัดรูปของรัฐแบบรัฐเด่ียว ทถี่ อื วา่ อานาจการปกครองสงู สดุ อยู่ทร่ี ัฐบาลกลางเพยี งแหง่ เดียวหรอื รฐั บาลคือจุดศนู ย์รวมอานาจการปกครอง

แต่ในทางปฏิบัติแล้วรัฐบาลกลางก็มิได้รวมอานาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมดดังการปกครองของ ประเทศไทย ในการจัดรูปแบบรฐั เป็นแบบรัฐเดียว ยอ่ มมีเหตุปัจจัยหลายอยา่ ง คือ (1) ประเทศมีอาณาเขตเล็ก อาณาเขตของประเทศมีไม่กว้างใหญ่ไพศาลรวมท้ังมีสภาพทาง ภูมิศาสตร์ภูมิอากาศ ทรัพยากร สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนไม่แตกต่างกันมากนัก รัฐบาลสามารถใช้ วิธีการแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในแบบเดียวกันได้ และรัฐบาลมีความสามารถดูแลกิจการบริหารประเทศได้อย่าง ทั่วถึง ฉะน้ันรัฐบาลกลางจึงไม่มีความจาเป็นจะแบ่งการปกครองออกเป็นหลายรัฐหรือหลายหน่วยย่อย ๆ ข้ึน ดาเนินการเป็นเอกเทศเพราะนอกจากเป็นการทาให้งานซ้าซ้อนแล้วยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและใช้ บคุ ลากรมากเกินความจาเป็น ซึ่งไมก่ ่อให้เกิดผลดตี ่อการบรหิ ารประเทศ (2) ประเทศมีลักษณะของท้องถิ่นไม่แตกต่างกันนัก คือ ประชากรมีเผ่าพันธุ์ เช้ือชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาคล้ายคลึงกัน แม้จะมีปัญหาเกิดข้ึนไม่ว่าปัญหาทางเชื้อชาติ ปัญหาทางด้าน ขนบธรรมเนียมประเพณีหรอื ปัญหาในเรื่องของวัฒนธรรมย่อมจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน รัฐบาลกลางสามารถ ที่จะใช้วิธีการแก้ปัญหาในทานองเดียวกันได้ทั่วท้ังประเทศ ฉะนั้น จึงไม่จาเป็นท่ีรัฐจะแบ่งการปกครอง ออกเปน็ หลายรัฐ (3) ประเทศมีประวัติความเป็นมาทางประวัติศาสตร์เก่ียวข้องใกล้ชิดกันหรือเป็นอย่าง เดียวกัน หมายถึง ประวัติความเป็นมาของประชาชนในชาตมิ คี วามเปน็ มาเหมือนกัน อาจจะมีลักษณะเช้ือชาติ เผ่าพันธุ์เดียวกันมีภาษาเดียวกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน หรือ อาจจะเคยร่วมกลมุ่ ปกครองเปน็ กลุ่มเดยี วกันมาก่อนอย่างคนไทยเคยร่วมกันปกครองมาก่อนในตอนใต้ของจีน และไดอ้ พยพโยกย้ายมาอยู่ดินแดนสยามแห่งนี้ ก็ยังร่วมกันปกครองเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันอยู่เหมือนเดิม แม้ ในบางขณะในสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาจะแยกกันปกครองกันก็มิได้ถือว่า คนไทยแยกกันปกครอง อยา่ งเด็ดขาดและถือว่าเปน็ การแยกการปกครองบางขณะเท่านั้น ดว้ ยเหตุนป้ี ระชาชนจึงมีความผูกพันกันอย่าง แนน่ แฟน้ จึงไม่จาเปน็ จะแบง่ แยกการปกครองออกเปน็ หลายรัฐ 2. รัฐรวม คือ รูปของรัฐที่มีรัฐบาล 2 ระดับ ได้แก่ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถ่ิน ซ่ึงรัฐบาลแต่ละ ระดับจะมีอานาจบทบาทหน้าท่ีต่างกันไป อีกอย่างหนึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญจะบัญญัติเรื่องการใช้อานาจ อธปิ ไตยของรัฐบาลกลางและรฐั บาลทอ้ งถิน่ ไว้โดยเฉพาะว่ารัฐบาลกลางมีอานาจการใช้อานาจอธิปไตยเพียงไร และอย่างไรบ้าง ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นน้ันก็ได้ถูกกาหนดให้ใช้อานาจอธิปไตยตามความเหมาะสมของตน การ จดั รูปแบบรฐั เป็นแบบรัฐรวมนจี้ งึ ไดก้ าหนดภาระหน้าทีข่ องรฐั บาลแต่ละระดบั ไว้ต่างกัน ดังน้ี 2.1. รฐั บาลกลาง ซ่ึงถือว่าเป็นรัฐบาลหลักของประเทศมีภาระหน้าที่รับผิดชอบงานและนโยบาย ท่ีสาคัญของประเทศหรือกิจการท่ีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศหรือกิจการท่ีเกี่ยวกับความม่ันคง ปลอดภยั และความเปน็ เอกราชของประเทศชาติ เช่น กิจการด้านการป้องกันประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กจิ การด้านการคลังท่ีเก่ียวกับรายได้รายจ่ายงบประมาณของประเทศ กิจการด้านเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจในประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และกจิ การด้านทหาร เปน็ ตน้ 2.2.รัฐบาลระดับท้องถ่ิน รัฐบาลระดับท้องถิ่นนี้ถือว่าเป็นหน่วยงานการปกครองที่แบ่งเบา ภาระหนา้ ทขี่ องรฐั บาลกลางไปปฏิบัติจัดบริหารเพื่อสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละท้องถ่ินของตน

ดังนั้นภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบจึงเป็นภาระหน้าท่ีระดับรองลงมาจากรัฐบาลกลาง เช่น รับภาระหน้าท่ีด้าน รักษาความปลอดภัยในรัฐ จัดบริการแก่ประชาชน จัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนในรัฐและรักษาความสะอาด ตลอดจนการจัดเก็บภาษีในท้องถิ่น เป็นต้นฉะนั้นจะเห็นได้ว่าภาระหน้าท่ีความรับผิดชอบของรัฐบาลท้ังสอง ระดับท่ีกฎหมายรัฐธรรมนูญได้กาหนดให้รัฐบาลแต่ละระดับไปปฏิบัติจัดทาน้ัน เป็นการปฏิบัติอย่างอิสระต่อ กันโดยไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน เว้นแต่จะมีการยินยอมของทั้งสองฝ่ายว่าจะทาอย่างไร ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลระดับท้องถ่ินจะทางานได้อย่างอิสระก็มิได้หมายความว่า อิสระจนขาดเอกภาพของประเทศนั้น การร่วมมือการทางานและการร่วมมือทางด้านการปกครองยังต้องอาศัยกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันจึง เป็นการปกครองเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน แม้ประเทศน้ันจะมีการแบ่งรัฐบาลระดับท้องถ่ินออกไปเป็นหลาย รัฐบาลก็ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนั้นปกครองประเทศ การจัดรูปเป็นแบบรัฐรวม เช่น ประเทศ สหรฐั อเมริกา ประเทศอินเดยี ประเทศแคนาดาและประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น สาหรับเหตุผลบางประการในการจัดรูปแบบของรฐั เป็นแบบรัฐรวมหรือรัฐคู่นนั้ มี ดังนี้ 1. ประวัติความเป็นมาของประเทศน้ันๆ แต่ละรัฐเคยเป็นเอกราชมาก่อน คือ รัฐแต่ละรัฐในประเทศ นั้นมีประวัติการปกครองเป็นอิสระมาก่อน เช่น ในประเทศอินเดียแต่ละรัฐเคยมีกษัตริย์ มีราชามีมหาราชา ปกครองเป็นเอกเทศมาก่อนแล้ว เม่ือมาจัดการปกครองโดยใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญเดียวกันจึงได้คงความเป็น รัฐนน้ั ไวเ้ ปน็ รฐั หนง่ึ ในประเทศ 2. ประเทศน้นั มอี าณาเขตกว้างขวาง ประเทศท่มี ีอาณาเขตกว้างขวางนั้นย่อมเป็นการลาบากท่ีรัฐบาล กลางเพียงรัฐบาลเดียวจะดูแลได้ทั่วถึงและเป็นการยากที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ของ ประเทศได้ทันท่วงที ฉะนนั้ จงึ จาเป็นจะต้องมีรัฐบาลระดับท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลในอันที่จะใช้บริการ ให้ สวัสดกิ ารแก่ประชาชนในท้องถิ่นตา่ งๆ ในประเทศ 3. เพื่อความรวดเร็วในการบริหารงาน เป็นที่แน่นอนถ้าประเทศมีอาณาเขตกว้างขวาง มีประชากร จานวนมาก เมื่อปัญหาท่ีเกิดขึ้นในท้องที่ต่างๆ รัฐบาลเพียงรัฐบาลเดียวย่อมไม่สามารถจะแก้ไขได้ทันต่อ เหตุการณ์ ฉะนั้นจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องมีรัฐบาลระดับท้องถ่ินไว้เพ่ือดาเนินการสนองความต้องการของ ประชาชน และอีกประการหนึ่งรัฐบาลระดับท้องถิ่นซ่ึงเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดประชาชน ย่อมที่จะทราบดีถึงปัญหา และความต้องการของประชาชนและปฏบิ ัตจิ ัดทาไดง้ า่ ยกว่ารฐั บาลกลางอย่างแน่นอน 4. เพ่ือแบง่ เบาภาระของรัฐบาลกลาง เปน็ ธรรมดาเม่ือประเทศมีอาณาเขตกว้างขวาง มีประชากรมาก ภาระหน้าท่ีของรัฐบาลย่อมจะเพ่ิมข้ึนเป็นเงาตามตัว ทั้งภาระในการบริหารและสวัสดิการแก่ประชาชน การ พัฒนาประเทศทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมตลอดถึงภาระในการคอยแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนในสังคม ต่างๆ ของประเทศ เม่ือภาระหน้าที่ของรัฐบาลกลางมีมากเกินกาลังอย่างนี้ ถ้าไม่มีหน่วยงานที่จะมาช่วยเหลือ ย่อมทีจ่ ะก่อใหเ้ กิดผลเสียแก่ประเทศชาติอย่างแน่นอน ฉะนั้นจึงมีความจาเป็นจะต้องมีรัฐบาลระดับท้องถิ่นไว้ เพื่อแบ่งเบาภาระของรฐั บาลกลางดงั กล่าว 5. เพ่ือให้เกิด “Unity of Plurality” คือ ทาให้ส่วนต่าง ๆ ท่ีแตกต่างกันสามารถรวมกันเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันได้ แม้ประเทศจะมีความแตกต่างทางสภาพภูมิศาสตร์ มีความแตกต่างทางด้านประชากรเก่ียวกับ ผิวพรรณ เช้ือชาติศาสนาก็ตามที เม่ือรัฐบาลใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันปกครองประเทศความเป็น

เอกภาพย่อมจะเกิดข้ึนกับประเทศน้ันได้อนึ่งนอกจากรูปแบบของรัฐแบบรัฐเด่ียวและรูปแบบของรัฐแบบรวม หรือเรียกว่า สหพันธรัฐ (Federation) แล้วยังมีการรวมรัฐอีกรูปแบบหนึ่งในอดีตคือ “สมาพันธรัฐ “(Confederation) การรวมรัฐในลักษณะนี้เป็นการรวมรัฐต้ังแต่สองรัฐขึ้นไป เพ่ือผลประโยชน์และ วัตถุประสงค์บางประการร่วมกัน เช่น การกอบกู้เอกราชและการทาสงครามเป็นต้น อน่ึง การรวมตัวเป็น สมาพันธรฐั นัน้ เป็นการรวมตัวของรัฐในอดตี แต่ในปัจจบุ ันนี้การรวมตัวแบบนี้ไม่มี คงมีแต่เพียงช่ือเท่านั้นเพ่ือ เหลอื ไวเ้ ปน็ เคร่อื งแสดงความราลึกว่า คร้งั หนง่ึ ได้เคยมกี ารรวมกนั เช่น สมาพันธ์เฮลวิติค เป็นตัวอย่างที่เก่าแก่ท่ีสุดของสมาพันธรัฐ ถือกาเนิดใน ค.ศ. 1291 โดย สนธิสัญญาระหว่าง 3 กังตอง (Cantons) ด้วยกัน คือ Uri , Schwyz และ Unterwalden ต่อมาสหภาพแห่ง กงั ตองเหลา่ น้ไี ด้คอ่ ย ๆ ขยายและแปรสภาพออกไป จนในท่ีสุดในปลายศตวรรษท่ี 16 ได้กลายเป็นสมาพันธรัฐ ของ 12 กังตองด้วยกัน สมาพันธ์เฮลวิติคในรูปแบบสมัยใหม่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1815 และไปสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1848 ในช่วงระยะน้ีความยุ่งยากต่าง ๆ นานาได้บังเกิดขึ้น โดยเฉพาะการชิงดีระหว่างกังตองต่าง ๆ ด้วยกัน ซ่ึงในที่สุดได้มีการจัดทารัฐธรรมนูญสหพันธ์ขึ้น ในปี ค.ศ. 1848 ดังนั้นสมาพันธรัฐก็ได้แปรสภาพเป็น สหพนั ธรฐั สมาพนั ธอ์ เมริกา ซ่ึงเป็นสมาพันธรัฐที่รู้จักกันดี ถือกาเนิดใน ค.ศ. 1776 โดยการรวมกันของ 13 อาณานคิ ม จดุ มุ่งหมายสาคัญก็เพื่อปกป้องเอกราชของพวกตนเอง ระบอบดังกล่าวเป็นท่ีรู้จักกันภายใต้ชื่อ “Articles of Confederation” อานาจของสมาพันธ์อยู่ที่ Congress ซึ่งการลงมติในเรื่องต่าง ๆ จะต้องได้ เสียงข้างมาก 9 ใน 13 ระบอบดังกล่าวได้ดาเนินไปโดยไม่สู้จะราบร่ืนนัก แต่ก็สามารถปกป้องเอกราชจาก อังกฤษได้ ภายหลังสงครามความยุ่งยากต่าง ๆ ได้เกิดข้ึน ในที่สุด Convention แห่งฟีลาเดลเฟีย ใน ค.ศ. 1787 จึงได้จัดต้ังสหพนั ธรัฐขึ้นมาแทนนบั วา่ สมาพนั ธรฐั อเมริกามีอายุสั้นมาก สรุป รัฐ เป็นชุมชนการเมืองของประชาชนที่อาศัยอยู่ร่วมกันอาณาเขตหรือดินแดนท่ีแน่นอน มีรัฐบาลท่ีมี อานาจอธิปไตยและความเป็นอิสระจากกาควบคุมของรัฐอื่นๆภายนอก องค์ประกอบท่ีสาคัญของรัฐมีอยู่ 4 ประการ คือ ประชากร ดินแดน รัฐบาลอานาจอธิปไตย การที่จะเป็นรัฐได้น้ัน ต้องผ่านรับรองโดยนิตินัยรัฐที่ ผ่านการรับรองแล้ว แยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือรัฐเดี่ยวและรัฐรวมจุดมุ่งหมายของรัฐคือ การสร้าง ความเปน็ ระเบยี บ การส่งเสริมเป็นระเบียบ การส่งเสริมสวัสดิภาพความผาสุกให้แก่ปัจเจกบุคคล การส่งเสริม สวัสดิภาพแก่ส่วนรวม และการส่งเสริมคุณธรรม รัฐมีหน้าที่ 3 หน้าที่ คือหน้าท่ีท่ีต้องกระทาหน้าท่ีในการ ให้บริการ และหน้าท่ีในทางธุรกิจ เช่ือกันว่ารัฐมีจุดเริ่มต้นมาจากการครอบครัวมีทฤษฎีต่างๆกล่าวถึงการ กาเนิดของรัฐไว้ดังน้ี ทฤษฏีเทวสิทธิ์ ทฤษฏีธรรมชาติ ทฤษฏีพละกาลัง และทฤษฏีสัญญาประชาคม ในส่วน ของลักษณะของวิวัฒนาการรูปแบบกรปกครองรัฐนั้นจาแนกได้เป็นประเภท คือนครรัฐ รัฐศักดินา รัฐชาติ อานาจอธิปไตยเป็นอานาจสูงสุดภายในรัฐ ท่ีมีความเด็ดขาด สามารใช้ได้เป็นการท่ัวไป มีความถาวรและแบบ แยกมิได้

คาถามทา้ ยบท 1. รัฐคอื อะไร มีลกั ษณะเดน่ อยา่ งไรบา้ ง จงอธิบาย 2. ท่านคดิ ว่ารัฐหมายความว่าอยา่ งไร เราจะอยู่โดยไม่มีรฐั ได้หรอื ไม่ 3. สิง่ ใดที่สาคญั ท่ีสุดของความเป็นรัฐ และเพราะเหตใุ ดท่านจึงมีความเห็นเช่นนัน้ 4. รัฐมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ในบรรดาองค์ของรัฐนี้ ท่านเห็นว่าอะไรเป็นองค์ประกอบที่สาคัญท่ีสุด เพราะอะไรและองค์ประกอบใดทีป่ จั จบุ ันถกู ลดความสาคญั ลงไปมาก 5. ทฤษฏีการกอ่ กาเนดิ รฐั ในขอ้ ใดท่ที ่านเห็นวา่ สมเหตสุ มผลมากท่สี ดุ 6. ทฤษฎีสญั ญาประชาคมของฮอบส์ ล็อค รุสโซ แตกต่างกันอย่างไร 7. จงอธบิ ายรูปแบบและลกั ษณะของรัฐเดี่ยวกบั รัฐรวมมาพอสงั เขป นงเยาว์ พรี ะตานนท.์ (2541) การเมืองการปกครอง กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์สถาบนั ราชภฏั สวนดสุ ิต มณมี ยั รัตนมณ.ี (2528). ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook