สมบตั ิของหนิ การนาไปใชป้ ระโยชน์ ประโยชนข์ องหนิ มนุษย์นาหินมาใชป้ ระโยชน์ในงานท่ีแตกต่างกนั ข้ึนอยู่กบั สว่ นประกอบ และคุณสมบัติ เฉพาะตวั ของหนิ นน้ั ๆ ได้แก่ แร่ โครงสรา้ ง ความเป็นกรด ความแกร่ง และความสวยงาม เปน็ ตน้ 1. หนิ แกรนติ เป็นหนิ ทคี่ วามทนทานสูง จงึ นิยมในการก่อสร้าง เชน่ ทาพ้นื ทาหลงั คา นอกจากน้ี หินแกรนิตมีเน้ือแข็งจึงนิยมทาครก 2. หนิ ชนวน เปน็ หินทค่ี วามทนทานสงู เชน่ กนั จึงนยิ มในการก่อสรา้ ง เช่น ทาพ้ืน ทาหลงั คา ในสมัย โบราณใช้ทากระดานชนวน
3. หนิ อ่อน ใช้ในการตกแตง่ ตัวอาคารใหส้ วยงาม และทาของใช้ที่ต้องการความสวยงาม เชน่ ใช้ ทาพืน้ ผนงั บ้าน โต๊ะหินอ่อน หินประดบั กรอบรูป เป็นต้น 4. หินปนู ใชใ้ นการก่อสร้าง ทาถนนและทารางรถไฟ และยังใช้เปน็ สว่ นประกอบหลกั ในการผลติ ปนู ซีเมนต์เช่นเดียวกับหินดนิ ดาน 5. หินศลิ าแลง มสี ีน้าตาลแดง มรี ูพรนุ จงึ นิยมทากาแพง และตกแตง่ สถานท่ี
6. หนิ ทราย แกะสลักรปู ต่าง ๆ 7. ถา่ นหนิ ใชเ้ ปน็ เชอ้ื เพลงิ นิยมใชใ้ นการผลิตกระแสไฟฟ้า ดงั นน้ั จะเหน็ วา่ ประโยชนข์ องหนิ มหี ลายอย่าง เช่น 1. ทาเคร่ืองประดับตกแต่ง เชน่ สรอ้ ยคอ สรอ้ ยข้อมือ ตา่ งหู ฯ 2. ทาเครื่องมือเคร่ืองใช้ เชน่ ครก โม่ อา่ งน้า ฯลฯ
3. ทาท่ีอยู่อาศยั ก่อสรา้ งอาคารหรอื ถนน 4. ทาอาวธุ ล่าสัตว์ในสมยั ก่อน ส่งิ ท่ีควรคานึงถงึ คอื หินเมื่อใช้แลว้ ไมส่ ามารถสร้างขน้ึ มาใหม่ได้ทนั ที เมื่อความต้องการใชห้ ินมีแนวโน้มสูงขนึ้ ย่อมมผี ลกระทบต่อสง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาติอัน ได้แก่ ปา่ ไม้ ประเภทของหิน หินเป็นสว่ นประกอบท่ีสาคัญของเปลอื กโลก หินมีอยหู่ ลายชนิด แตล่ ะชนดิ มสี มบตั ิ แตกต่างกันและมี ประโยชนใ์ ชส้ อยตา่ งกนั นกั วทิ ยาศาสตร์ได้แบง่ หนิ ออกเป็น 3 ลกั ษณะ 1. หินอัคนี คือ หนิ ทเี่ กดิ จากการหลอมเหลวภายในโลก และไหลออกมาตาม รอยแยกของเปลือกโลก หรือ เม่ือเกดิ ภูเขาไฟระเบดิ เม่อื เยน็ ลงจะเรียกหินเหลา่ นวี้ ่า “ หินอัคนี ”ขณะหนิ ยงั หลอมเหลวอยู่ดา้ นในโลกเราเรยี กว่า “ แมกมา ” เมอ่ื แมกมาไหลออกมาเม่ือ ภูเขาไฟระเบดิ จะเรียกว่า “ ลาวา ” เมอ่ื ลาวาเยน็ ลงจะเรียกหินเหล่านวี้ า่ “ หนิ อัคนี ”หนิ อคั นี มคี วามแข็งมากกว่าหินชนิดอนื่ หินอคั นีแบบออกเป็นหลายชนดิ ไดแ้ ก่ 1.1.หินแกรนิต เนอ้ื หินเปน็ ผลึกขนาดใหญ่ มีความแวววาว มีความแข็งทนทานมาก จงึ นยิ มนามาใช้ในงาน ก่อสร้างอาคารต่าง ๆ 1.2 หินบะซอลต์ เนอ้ื หินจะมสี ีคล้าจนถงึ ดา เนื้อหินแนน่ ละเอยี ด ไม่มีความแวววาว แตม่ รี ูพรนุ มีความแข็ง และทนทาน ตอ่ การสกึ กรอ่ น นิยมนามาใชใ้ นงานกอ่ สรา้ ง 1.3 หนิ พัมมิซ เนื้อหินมีความแขง็ และเนื้อสาก มีรูพรุนจานวนมาก มีน้าหนักเบาทาให้สามารถลอยน้าได้ นิยมใชท้ าวสั ดขุ ัดถู 1.4 หนิ ออบซเิ ดียน เน้ือหนิ มีลกั ษณะเหมือนแกว้ มีสดี า และผวิ เรียบเปน็ มัน 2. หนิ ชัน้ / หินตะกอน คือ หนิ ทเี่ กิดจากการทบั ถมกนั ของซากพชื ซากสัตว์ ตะกอนต่าง ๆ หรือเกิดจากการ สกึ กร่อนผุพังของ หินอืน่ ๆ เป็นเวลานานบางชนดิ เกดิ จากการท่ีตะกอนในน้าต่าง ๆ ถกู กระแสน้าพดั พามารวมกัน หรอื โดน แรงอัดนาน ๆ จนแนน่ จนกลายเป็นหิน บางคร้ังยังพบร่องรอยของซากพืชและซากสตั ว์โบราณฝังอยู่ ซงึ่ เรยี กวา่ ฟอสซิล หรอื ซาก ดึกดาบรรพ์ หิน
ชนิดนจ้ี งึ มลี ักษณะเป็นตะกอนหรือเปน็ ชนั้ ๆ เชน่ หินทราย หนิ ปูน หนิ ดินดาน หนิ กรวด เป็นต้น 2.1 หนิ ทราย มอี ย่ทู ัว่ ไปประกอบดว้ ยทรายท่สี ึกกร่อนจากหนิ แกรนติ เกาะตดิ กนั แน่น มีหลายสี เช่น เหลือง นา้ ตาล แดง ขาว เทา นิยมใชท้ าหินลบั มีด และใช้ตกแต่งบ้านในงานก่อสรา้ ง 2.2หนิ กรวด เกิดจากกรวดทรายมาทับถมกัน หินชนิดน้ีนยิ มนามาใช้ในการทาถนน หรอื หินประดบั 2.3 หินปนู เกิดจากเปลือกหอยหรอื ซากสัตว์เลก็ ๆ ทับถมกนั อยู่ใตท้ ะเลนาน ๆ มีสีเทาหรือสดี า บางก้อนจะ เหน็ เปลือกหอย หรือซากสัตวท์ ะเลติดอยู่ หินปูนใชท้ าปูนขาวและผสมทาคอนกรีต 2.4 หนิ ดินดาน เกดิ จากการทบั ถมของโคลนและดนิ เหนียวเป็นเวลานาน ๆ มีลักษณะเปน็ ชนั้ บาง ๆ เน้ือหิน ละเอียดมาก กะเทาะ หรอื หลุดเป็นแผน่ ไดง้ ่าย เหมาะสาหรบั ใชผ้ สมทาปนู ซีเมนต์ ใช้ในอุตสาหกรรมดนิ เผาและเซรามิก 3. หินแปร คอื หนิ ท่ีเปลี่ยนแปลงมาจากหินอัคนีหรือหินช้ัน เพราะถูกความรอ้ นความกดดันภายในโลก และ การเปลีย่ นแปลงของ เปลอื กโลก ทาให้รูปร่างและเนื้อเดมิ ของหินเปลี่ยนไป เช่น หินชนวน หนิ อ่อน หินไนส์ 1. หินชนวน เปน็ หนิ ท่ีแปรสภาพมาจากหินดินดาน เนอื้ ละเอยี ด ผวิ เรียบ เปน็ มัน เรียงกนั เปน็ แผน่ บาง ๆ แยกออกจากกนั ได้ แข็ง กว่าหนิ ดนิ ดาน ใช้ทากระดานชนวน ทาแผน่ อฐิ ปทู างเดิน 2. หินออ่ น เป็นหินที่แปรสภาพมาจากหนิ ปูน มที ง้ั เน้ือละเอียด และเน้ือหยาบ มสี ขี าวหรือสีตา่ ง ๆ นิยมใช้ทา หนิ ประดับอาคาร และนามาแกะสลกั 3. หนิ ไนส์ เปน็ หินทแี่ ปรสภาพมาจากหินแกรนิต มีความแขง็ และทนทานมาก ประกอบดว้ ยสารทมี่ สี ขี าวขุ่น สขี าวใส และสีดาเ เปน็ มนั เรยี งกนั เป็นริว้ ขนาน นิยมใช้ทาโม่และครก 4. หินควอรต์ ไซต์ เปน็ หินท่ีแปรสภาพมาจากหินทราย มีลักษณะเปน็ เม็ด ๆ นิยมใช้ทากรวดคอนกรีต ทาหิน อัดเม็ด และใช้ทา วสั ดุทนไฟ
การเปล่ยี นแปลงของหนิ กระบวนการเปลยี่ นแปลงของหนิ มนษุ ย์มีความจาเป็นต้องใช้หนิ และแร่ธาตตุ า่ ง ๆ มากมาย เพ่อื การก่อสรา้ งและสรา้ งผลติ ภัณฑ์ต่างๆ จงึ ตอ้ งค้นหาหนิ และแร่ธาตุต่างๆมาใช้ในการกอ่ สร้าง หากเป็นการก่อสรา้ งขนาดใหญ่ เชน่ เข่อื น ถนน อาคาร ต้องมีการขดุ ดินและหนิ เพ่ือวางระบบรากฐานของสิง่ ก่อสรา้ ง บางครัง้ มีการระเบดิ หนิ มาสร้างถนน เข่อื น และอาคาร สิง่ เหล่าน้มี ีสว่ นทาใหเ้ ปลอื กโลกเปลย่ี นแปลงไป นอกจากน้ันภายในเปลือกโลกของเรามแี รงกดดันและอุณหภมู สิ งู กว่าทผ่ี วิ โลกมาก บริเวณเปลือกโลก ช้นั ในทป่ี ระกอบด้วยหนิ หลอมเหลวละลายทีร่ ้อนจดั เรียกวา่ \"หนิ หนดื \" หินหนืดจะถกู แรงกดดนั อัดไปตาม ชั้นหนิ หากมแี รงดันสงู มากและช้ันหินไม่แข็งพอ หนิ หนืดจะดันชน้ั หนิ ทะลุขน้ึ ไปเปน็ ปลอ่ ง เรียกวา่ \"ภเู ขา ไฟระเบดิ \" เมอื่ หินหนืดเยน็ ตัวลงจะกลายเป็นหนิ อัคนี เม่ือหินอัคนีสลายตัวและสกึ กรอ่ นเป็นเศษหนิ และ ตะกอนขนาดต่างๆ แล้วถูกพัดพาไปทบั ถมจะเกิดสะสมตวั และแข็งตวั กลายเป็นหนิ ตะกอนหรือหนิ ชน้ั หากหนิ ตะกอนไดร้ บั ความร้อนและแรงกดดนั กจ็ ะกลายเป็นหินแปร หากหินแปรและหนิ ตะกอนมโี อกาสจมลงใต้ เปลือกโลก เนือ่ งจากการเปลยี่ นแปลงของเปลอื กโลก กจ็ ะหลอมตัวกลายเป็นหนิ หนดื ที่เรียกว่า \"แมกมา\" และหากแมกมาเกิดการแข็งตัวจะกลายเป็นหินอัคนีได้อกี คร้งั กระบวนการเปลย่ี นแปลงและการหมุนเวยี นของหินอัคนี หินตะกอน หรอื หินชั้น และหินแปรน้ี เรียกว่า \"วฎั จกั รของหนิ \"
วฎั จักรของหิน นอกจากการเปล่ียนแปลงสภาพของหินอคั นี หนิ ตะกอน และหินแปรกลับไปกลบั มาตามวัฎจักรของหนิ แล้ว หินเหล่านี้ยงั มกี ารเปลยี นแปลงโดยหนิ จะมกี ารผพุ งั อยูก่ ับที่ ซึ่งแบ่งเปน็ 1. การผุพงั อยู่กับท่ีทางกายภาพ เปน็ การแตกสลายของหนิ เป็นชน้ิ เลก็ ช้ินน้อยลงเร่อื ยๆ ซ่ึงจะไดเ้ ศษ หนิ ทม่ี อี งคป์ ระกอบไม่ต่างจากหินต้นกาเนดิ เช่น การผพุ ังของหินเนื่องจากนา้ แข็ง การระเบดิ หนิ เปน็ ต้น 2. การผพุ ังอยู่กบั ที่ทางเคมี เกดิ จากนา้ ฝนละลายกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ทาให้น้าฝนมสี ภาพเปน็ กรด คาร์บอนนิก สามารถกัดกร่อนหินให้เกดิ การผุพงั ได้ 3. การผุพงั อยู่กบั ท่ีทางชวี ภาพ เกิดขน้ึ โดยการกระทาของสิ่งมีชวี ิต โดยเฉพาะอาจเกดิ จากการ เติบโตของรากพชื ทาใหเ้ กดิ รอยแยกและรอยแตกในหนิ ทาให้หินแตกเป็นเศษหนิ เม่ือรวมกับการเนา่ เป่ือยผุ พงั ของซากพชื ซากสัตวจ์ ะกลายเป็นดนิ บรเิ วณท่ีเกดิ กระบวนการนอี้ าจแผ่ขยายได้กว้างขวางส่วนใหญเ่ กดิ ขน้ึ บริเวณชน้ั บนของเปลือกโลก
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: