หนว่ ยการเรียนรู้ ที่ 2 ❖ พุทธประวตั ิ ❖ ประวัตพิ ุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า ❖ ศาสนกิ ชนตัวอยา่ ง ❖ ชาดก ครูภรัณยา เอน็ ดู
พุทธประวัติ พทุ ธประวัติ คอื ประวตั หิ รือเรอ่ื งราวของพระพทุ ธเจา้ ตง้ั แตป่ ระสตู จิ นถงึ ปรนิ พิ พาน แบง่ เปน็ 2 ตอน ไดแ้ ก่ ตอนการแสดงปฐมเทศนา และตอนโอวาทปาฏโิ มกข์ พุทธประวตั ิ 1. การแสดงปฐมเทศนา 2. โอวาทปาฏโิ มกข์
พุทธประวตั ิ : ตอนการแสดงปฐมเทศนา หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์โดยทรงแสดงปฐมเทศนาท่ีเรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้แก่ปัญจวัคคีย์ ซ่ึงโกณฑัญญะเป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นบุคคลแรก พระพทุ ธเจา้ จงึ ได้อุปสมบทให้ถือเปน็ พระสงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนา
พทุ ธประวัติ : ตอนการแสดงปฐมเทศนา ขนั้ ตอนการแสดงปฐมเทศนา 1 • ทรงชี้ว่ามีทาง “สุดโต่ง” 2 ทางที่บรรพชิตไม่ควรปฏิบัติ คือ การหมกมุ่นในกาม อันเป็นทาง หยอ่ นเกนิ ไป และการทรมานตนใหล้ าบาก อันเปน็ ทางตึงเกินไป 2 • ทรงแสดง “ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏปิ ทา” คือ อริยมรรค มอี งคแ์ ปดประการ 3 • ทรงแสดง “อริยสจั 4 ประการ” คือ ทกุ ข์ สมุทยั นโิ รธ มรรค ว่าพระองคน์ ้ันทรงตรสั รู้ • สงิ่ เหลา่ น้ีอยา่ งไร 4 • หลงั ฟงั เทศน์จบลงโกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรม จงึ ไดข้ อบวชเป็นพระสาวกรูปแรก ในพระพทุ ธศาสนา 5 • พระพุทธเจา้ ทรงหมนุ กงล้อ คือ พระธรรม ท่ไี ม่มีใครสามารถหมนุ กลบั ได้ ขข้อคดิ ทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา คือ การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ทางสายกลาง และการพิจารณาทุกสง่ิ อยา่ งมเี หตผุ ล ทาใหก้ ารดาเนินชวี ิตมคี วามสขุ เขา้ ใจถึงความแตกตา่ งของแตล่ ะบคุ คล
พทุ ธประวตั ิ : ตอนโอวาทปาฏโิ มกข์ • เม่ือพระจันทร์เสวยฤกษม์ าฆะ ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน 3 พระสงฆ์จานวน 1,250 รูป มาเข้าเฝา้ พระพุทธเจ้าท่ีวัดเวฬุวัน โดยมิได้นัดหมาย ซ่ึงพระสงฆ์ท้ังหมดล้วนแต่เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา และเป็นพระอรหนั ต์ • พระพุทธองค์ทรงเห็นการประชุมใหญ่ของสงฆ์ประกอบด้วยองค์ 4 (จาตุรงคสันนิบาต) จึงทรง แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ซง่ึ สรปุ ประเด็นได้ดังน้ี
พทุ ธประวัติ : โอวาทปาฏโิ มกข์ 1. ทรงแสดงถงึ อดุ มการณ์ของพระพทุ ธศาสนา คอื พระนิพพาน (ความดับสนทิ แห่งกเิ ลสและทกุ ข์) โอวาทปาฏโิ มกข์ 2. ทรงแสดงถึงหลักการทั่วไปของพระพุทธศาสนา 3 ประการ คือ การไม่ทาความช่ัวทั้งปวง การทาความดีให้พร้อม และการทาจิตของ หัวใจพระพุทธศาสนา ตนให้บรสิ ุทธิ์ 3. ทรงแสดงถงึ วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยเน้นการไม่ว่าร้ายคน อื่นไม่เบียดเบียนคนอ่ืน ใช้ขันติธรรม และสันติวิธีในการเผยแผ่ พระพทุ ธศาสนา 4. ตรัสถึงคุณสมบัติของผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ ต้องเป็นผู้ เครง่ ครัดในระเบียบ ข้อบังคับ อยู่ในท่ีสงบสงัด รู้ประมาณโภชนาการ และฝกึ จติ ใหม้ ีสมาธอิ ย่างสงู ย่งิ ข้อคิดทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษา คอื การเป็นผู้ปฏิบัตดิ อี ยา่ งแทจ้ ริงยอ่ มมี ผูน้ บั ถอื และนาคาสอนไปใช้เปน็ แนวทางการดาเนนิ ชวี ติ ทด่ี ี
พุทธประวตั ิจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ พระพุทธรูปปางสาคัญต่างๆ ได้สร้าง จากเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนกับพระพุทธเจ้า ในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นการราลึกถึง พระคณุ และเปน็ แบบอย่างในการดาเนิน ชวี ติ ท่ีดใี ห้แกช่ าวพทุ ธ ในทน่ี ี้จะกล่าวถึง 4 ปาง ดงั นี้ 1. ปางมารวชิ ยั • แสดงใหเ้ หน็ ถึงเหตกุ ารณ์ตอนท่ีพระพทุ ธองค์ทรงปราบพญามารท่ีมาขัดขวาง โดยการ บีบมวยผมบันดาลให้เกิดกระแสน้าไหลท่วมกองทัพพญามารจนพ่ายแพ้ไปในที่สุด แสดงใหเ้ หน็ วา่ พระพทุ ธเจ้าสามารถเอาชนะต่อกิเลสท้งั ปวงได้ • เป็นปางท่ีนยิ มสรา้ งกันมากที่สุด
พุทธประวัตจิ ากพระพทุ ธรปู ปางต่าง ๆ 2. ปางลีลา • แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์หลังจากพระพุทธองค์เสด็จข้ึนไปจาพรรษา ณ สวรรค์ช้ัน ดาวดึงส์เพื่อแสดงธรรมโปรด(อดีต)พุทธมารดา ก็เสด็จลงมาจากสวรรค์ ด้วยลีลาอัน งดงามและน่าเลื่อมใสศรทั ธา • เปน็ พระพทุ ธรปู ปางทีม่ คี วามออ่ นช้อยมากท่สี ดุ
พทุ ธประวตั ิจากพระพุทธรูปปางต่าง ๆ 3. ปางแสดงปฐมเทศนา • แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นเคร่ืองหมายแห่งการประกาศ พระพทุ ธศาสนาเป็นคร้งั แรก
พุทธประวตั จิ ากพระพทุ ธรูปปางตา่ ง ๆ 4. ปางประจาวนั เกดิ • สังคมไทยเป็นสังคมชาวพุทธ ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา มีคติความเช่ือและนับถือในเร่ืองของ การบูชาพระประจาวันเกดิ ของตนนอกเหนือไปจากการเคารพบูชาพระพทุ ธรปู ท่ัวๆ ไป โดยเชื่อว่าถ้าได้ บูชาพระประจาวนั เกิด ก็จะย่ิงทาให้เกิดความเป็นสิรมิ งคลแก่ตนเองมากขึน้ โดยพระปางประจาวนั เกิด แตล่ ะปางมีดงั นี้
วันอาทติ ย์ ปางถวายเนตร • พระพุทธรูปในพระอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองเพ่งไปข้างหน้า พระหัตถ์ท้ังสองห้อยลงมา ประสานกันอย่ขู า้ งหนา้ พระหตั ถ์ขวาซอ้ นเหล่อื มอยู่บนพระหัตถ์ซ้าย • เป็นเหตกุ ารณ์เมอ่ื พระพทุ ธเจ้าตรสั รแู้ ละไดป้ ระทับเสวยวิมุตตสิ ุข (การพบสขุ ที่เกิดเพราะความหลุดพ้น จากกิเลส) ใต้ตน้ ศรมี หาโพธ์ทิ รงไม่กระพรบิ พระเนตรเปน็ เวลา 7 วนั
วันจันทร์ ปางหา้ มสมทุ ร • พระพุทธรูปในพระอิริยาบถยืน ย่ืนพระหัตถ์ท้ังสองไปข้างหน้า แบพระหัตถ์ตั้งข้างหน้าเสมอพระ อุระ • เป็นเหตุการณ์ขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ แล้วเกิดฝนตกหนัก ท่านไม่ได้เสด็จหนีน้าไป พระองค์ ทรงยืนอยูภ่ ายในวงล้อมของนา้ ท่ที ่วมได้อย่างนา่ อัศจรรย์
วันอังคาร ปางไสยาสน์ • พระพุทธรปู ในพระอิริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททง้ั สองเสมอกัน พระหัตถซ์ ้ายทาบพระวรกาย พระหตั ถข์ วาตง้ั ข้ึนรบั พระเศียร มพี ระเขนยรองรับ เรยี กอกี อย่างว่า “ปางโปรดอสรุ นิ ทราหู” • เป็นเหตกุ ารณเ์ กิดข้นึ เมื่อพระพุทธองคป์ ระทบั บรรทมระหว่างตน้ รังคู่ กอ่ นเสด็จดับขันธปรนิ พิ พาน
วนั พธุ (กลางวนั ) ปางอมุ้ บาตร • พระพุทธรูปในพระอิรยิ าบถยนื พระหัตถท์ ั้งสองประคองบาตร • เป็นเหตุการณ์เกิดข้ึนเมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพุทธบิดาและพระญาติ และได้เสด็จออกรับ บณิ ฑบาตจากประชาชนพร้อมเหล่าสาวก
วันพุธ (กลางคืน) ปางป่าเลไลยก์ • พระพทุ ธรูปในพระอิรยิ าบถประทบั นั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่าบนพระชานุ พระหัตถ์ ขวาวางหงาย • เปน็ เหตกุ ารณ์เม่อื ครั้งพระภกิ ษทุ ะเลาะกนั พระพุทธองคไ์ ด้เสด็จไปห้ามปราม แต่เน่ืองจากไม่มีใคร ฟงั พระองคจ์ ึงเสด็จหลีกไปประทบั อย่ใู นป่า โดยมพี ญาช้างและลิงคอยดูแลเฝ้าปรนนบิ ตั ิ
วนั พฤหัสบดี ปางสมาธิ • พระพุทธรูปในพระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย พระหัตถ์ทั้งสอง วางหงายบนพระเพลา โดยพระหัตถ์ขวาทบั พระหตั ถ์ซ้าย • เป็นเหตกุ ารณ์เมอ่ื พระองค์ตรัสรู้ ประทบั ใต้ต้นศรมี หาโพธิ์
วนั ศุกร์ ปางราพงึ • พระพุทธรปู ในพระอริ ยิ าบถยืน พระหัตถท์ งั้ สองประสานกนั ยกขนึ้ ทาบพระอรุ ะ โดยพระหัตถ์ขวาทบั พระหัตถ์ซ้าย • เปน็ เหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดข้นึ เมอื่ พระพทุ ธองคท์ รงราพงึ พจิ ารณาถงึ ธรรมที่ตรัสรอู้ ย่างละเอยี ดลึกซึ้ง
วันเสาร์ ปางนาคปรก • พระพทุ ธรูปประทบั ขัดสมาธเิ หนือขนดพญานาคทีม่ าขดให้ประทับ และแผ่พงั พานบงั ลมและฝนให้ • เป็นเหตกุ ารณห์ ลังจากพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าตรัสรู้ ขณะประทบั ใต้ต้นจิก มีพญานาคแสดงอิทธิฤทธิ์ ขดร่างเปน็ พุทธบลั ลงั ก์ และแผพ่ ังพานเหนอื เศยี รเพอ่ื บงั ลมและฝนให้
สรุปพทุ ธประวตั ิ • จากการศึกษาพุทธประวัติต่างๆ ทาให้เราทราบถึงประวัติ เร่ืองราวของพระพุทธเจ้าต้ังแต่ประสูติ จนถึงปรินิพพาน และยังสะท้อนให้เห็นว่าทุกอย่างสาเร็จได้ด้วยความเพียรและสติปัญญา ซึ่งนักเรียนควรนามาปรับใช้ในการดาเนินชีวิต อันจะนามาซ่ึงความสุข และสร้างความสงบสุขให้แก่ สังคมได้อกี ดว้ ย
ประวตั ิพุทธสาวก พทุ ธสาวิกา และศาสนกิ ชนตัวอยา่ ง พุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า และศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง เปน็ ผปู้ ฏบิ ัตติ ามคาสอนของ พระพทุ ธเจ้า เปน็ ผปู้ ระพฤติดี ทคี่ วรค่าแกก่ ารศึกษาและนามาเป็นแบบอยา่ งในการดาเนนิ ชีวติ พุทธสาวก 1. พระอญั ญาโกณฑัญญะ 2. พระเจ้าปเสนทิโกศล พทุ ธสาวกิ า 1. พระนางมหาปชาบดีโคตรมเี ถรี 2. พระเขมาเถรี ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง 1. หมอ่ มเจา้ หญงิ พนู พสิ มัย ดสิ กลุ 2. ศาสตราจารย์สญั ญา ธรรมศกั ด์ิ
ประวัตพิ ทุ ธสาวก พระอัญญาโกณฑญั ญะ ประวตั ิ • เดมิ ช่ือ โกณฑญั ญะ เกดิ ในตระกลู พราหมณ์ • เป็นพราหมณ์ที่มาทานายพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะหลังประสูติได้ 5 วัน โดยทานายว่า “เจ้าชายน้อยนี้ ตอ่ ไปจะเสดจ็ ออกผนวชและได้เป็นศาสดาเอกของโลกแน่นอน” • ภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว โกณฑัญญะฟังธรรมจน (ดวงตาเห็นธรรม) และทูลขอ อุปสมบทเปน็ พระสงฆร์ ูปแรกในพระพทุ ธศาสนา คณุ ธรรมทคี่ วรถอื เปน็ แบบอยา่ ง 1. เป็นผมู้ ปี ระสบการณม์ าก มีความรอบร้ทู ง้ั ทางโลกและทางธรรม ซ่ึงเกดิ จากการไดศ้ กึ ษาเล่าเรียนและมีความเชยี่ วชาญ ในวิชาท่เี รยี น ตลอดถึงการนาวชิ าความรทู้ ไี่ ด้เรยี นรู้มาประยุกตใ์ ชใ้ นการดาเนินชีวติ 2. เปน็ คนรักสันโดษ ชอบชวี ติ สงบ พอใจในส่ิงที่ตนเองมอี ยู่ 3. เป็นผู้เห็นการณ์ไกล ได้ชักนาหลานชายเข้ามาบวช เพราะเห็นว่ามีวาทศิลป์เป็นเลิศ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว ถ้านามาบวชจะเป็นกาลังสาคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งก็เป็นไปตามคาดไว้ หลังจากบวชแล้วหลานชายเป็นผู้ แตกฉานในพระธรรมวินยั
ประวตั พิ ทุ ธสาวก พระเจ้าปเสนทโิ กศล พระราชประวตั ิ • ก่อนนั้นนับถือนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ต่อมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเห็น จริยวตั รอนั งดงามของพระสงฆ์ • พระเจ้าปเสนทโิ กศลทรงมีความมั่นคงในพระรัตนตรัยและเคารพต่อพระพุทธเจ้าอย่างย่ิง ทุกครั้งทเ่ี ข้าเฝา้ จะอภวิ าทหรอื กราบอยา่ งนอบนอ้ ม คุณธรรมทค่ี วรถอื เปน็ แบบอยา่ ง 1. ทรงมั่นคงในพระรตั นตรยั ทรงแสดงออกถงึ ความเคารพอยา่ งสูงตอ่ พระพุทธเจา้ และดแู ลความเปน็ อยู่ของพระสงฆเ์ ปน็ อย่างดี 2. ทรงมีพระทยั กวา้ ง ยอมรบั ความคิดเห็นของคนอ่ืน พระเจ้าแผน่ ดนิ ที่ปกครองด้วยระบบราชาธปิ ไตยนน้ั มักไมค่ ่อยมีใครกลา้ ตกั เตอื น หรือมักไม่ยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ของคนอน่ื แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงเป็นเช่นนั้น แต่กลับยอมรับฟังความคิดเห็น ที่เปน็ ประโยชนจ์ ากคนอืน่ แม้ผ้นู ัน้ จะอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าพระองคก์ ็ตาม 3. ทรงยอมรับผิดและพร้อมจะแก้ไข เม่ือตนทาผดิ พลาดและมคี นแนะนา ก็ยอมรบั ในความผิดพลาดนน้ั และพรอ้ มจะแกไ้ ข
ประวัตพิ ทุ ธสาวกิ า พระนางมหาปชาบดโี คตมเี ถรี ประวตั ิ • พระนางมหาปชาบดีโคตมี เปน็ พระนา้ นางของพระพทุ ธเจา้ • เม่ือพระนางประชาบดีโคตมีทูลขอบวช ทาให้พระพุทธเจ้าทรงวางหลักปฎิบัติ ครุธรรม 8 ประการ สาหรับสตรีผู้จะมาบวช • พระนางประชาบดีโคตมที รงยนิ ดีปฏบิ ตั ติ ามครธุ รรม 8 ประการ จึงไดร้ บั การ อุปสมบท ออกผนวชเปน็ ภิกษุณีรปู แรกในพระพุทธศาสนา • พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งพระนางว่าเป็นเอตทัคคะ คือ เปน็ เลศิ กวา่ ผู้อ่ืนในทาง รตั ตญั ญู คอื ผู้มีประสบการณม์ าก คุณธรรมทค่ี วรถอื เปน็ แบบอยา่ ง 1. เป็นผู้มีความต้ังใจแน่วแน่ ต่อการอุปสมบทเป็นอย่างย่ิง แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงปฏิเสธไม่อนุญาตให้พระนาง อุปสมบทคร้ังแล้วคร้ังเล่า แต่พระนางก็มิได้ทรงย่อท้อ ยังเพียรพยายามทูลขออุปสมบทจนได้รับการอนุญาตจาก พระพทุ ธเจา้ ให้ทรงอุปสมบทเป็นภกิ ษุณไี ด้ 2. เป็นผู้มีความอดทนสูงยิ่ง เห็นได้จากที่พระพุทธเจ้าทรงวางหลักครุธรรม 8 ประการ ว่าถ้าพระนางปฏิบัติได้ จึงจะ ประทานการบวชให้ พระนางกอ็ ดทนปฏิบตั ิตามเง่อื นไขจนสมบรู ณ์ 3. เป็นผู้มีคารวธรรมอย่างยิ่ง มีความเคารพ น้อมรับฟังและปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายถึงแม้พระนางจะมีฐานะเป็นถึงพระ มารดาเลี้ยงของพระพทุ ธเจ้าก็ตาม แตพ่ ระนางกไ็ มท่ รงเยอ่ หย่งิ ถือพระองค์แตป่ ระการใด
ประวัตพิ ทุ ธสาวกิ า พระเขมาเถรี ประวตั ิ • ระยะแรกมิได้ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา ทรงหลงใหลในพระรูปโฉมของตนเองจึงไม่ยอมเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า • พระเจ้าพิมพิสารทรงหาอุบาย โดยให้กวีแต่งชมความงามของพระวิหารเวฬุวัน เพื่อโน้มน้าว พระทัยให้พระนางอยากเสด็จไปยงั พระวิหารเวฬุวัน จนในที่สุดพระนางเขมาก็ได้เสด็จไปยังพระ วหิ ารเวฬวุ นั และได้รบั ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าทรงเนรมิตรูปสตรีสาวสวยให้ เปลี่ยนแปลงไปตามวัยกระทั่งตายไปในท่ีสุด พระนางเขมาเถรีทรงได้สติและนึกย้อนมาเทียบ กบั พระวรกายของตนเองวา่ จะต้องเปน็ อย่างนั้นเหมือนกัน เม่ือพระนางฟังธรรมจบลงจึงทูลขอ บวชและบรรลอุ รหตั ผล คณุ ธรรมทค่ี วรถือเปน็ แบบอยา่ ง 1. เป็นผู้มีปัญญามาก จนกระทั่งได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าผู้อ่ืน ได้รับการแต่งต้ังเป็นพระอัครสาวิกา เบอื้ งขวาฝ่ายภกิ ษุณี 2. เป็นผู้มปี ฏิภาณ พระนางเขมาเถรีเปน็ กาลงั สาคญั ในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาฝ่ายภิกษุณี มีความสามารถในการแสดง ธรรม มปี ฏิภาณไหวพรบิ ในการโต้ตอบฉบั ไวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไดด้ ี
ศาสนกิ ชนตวั อย่าง หมอ่ มเจา้ หญงิ พนู พสิ มยั ดิศกุล พระประวตั ิ • ทรงเป็นผมู้ คี วามสนพระทัยในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง มีความรู้ในพระธรรมอย่างลึกซ้ึง และทรงบรรยายหลักธรรมทาง พระพทุ ธศาสนาทง้ั ในประเทศและต่างประเทศอย่เู สมอ • ทรงนิพนธ์หนังสือ ศาสนคุณ เป็นหนังสือสอนพระพุทธศาสนา แกเ่ ดก็ คุณธรรมที่ควรถอื เปน็ แบบอยา่ ง 1. ทรงเป็นอุบาสิกาท่ีเคร่งครัด ทรงมีความเชื่อม่ันในหลักการของพระพุทธศาสนาและเลื่อมใสศรัทธาในพระ รัตนตรัยอยา่ งม่นั คง 2. ทรงเปน็ พหูสูต ทรงศึกษาภาษาบาลีอยา่ งจรงิ จงั จนทาใหท้ รงศกึ ษาพระพุทธศาสนาได้แตกฉาน 3. ทรงเป็นแบบอยา่ งของพลเมอื งดี ทรงจงรกั ภกั ดแี ละพิทกั ษร์ กั ษาสมบตั ลิ ้าค่าของชาติ ผลงานพระนิพนธ์ต่างๆ ของพระบดิ าได้บรจิ าคใหก้ ับทางรฐั บาล เพ่ือเก็บไวเ้ ปน็ สมบัติชาตใิ หป้ ระชาชนไดศ้ กึ ษา
ศาสนกิ ชนตวั อย่าง ศาสตราจารยส์ ญั ญา ธรรมศกั ดิ์ ประวตั ิ • ร่วมก่อต้ังพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย โดยได้ดารงตาแหน่งนายก พทุ ธสมาคมแห่งประเทศไทย • เป็นประธานองคก์ ารพุทธศาสนิกสมั พนั ธแ์ ห่งโลกยาวนานถึง 15 ปี • ถอื ได้วา่ ทา่ นเป็นบุคคลท่มี ีคณุ ปู การแกอ่ งคก์ ารพทุ ธศาสนาอย่างย่ิง คุณธรรมทค่ี วรถอื เปน็ แบบอยา่ ง 1 . เ ป็ น ผู้ ใ ฝ่ รู้ ใ ฝ่ ศึ ก ษ า แ ล ะ มี ค ว า ม ข ยั น ห ม่ั น เ พี ย ร เ มื่ อ ส า เ ร็ จ เ ป็ น เ น ติ บั ณ ฑิ ต ไ ท ย แ ล้ ว ก็เข้าสอบแข่งขันจนได้รับทุนเล่าเรียนไปศึกษาต่อท่ีประเทศอังกฤษ จนได้รับเนติบัณฑิตอังกฤษ หรือแม้กระท่ังใน เวลาทีอ่ ปุ สมบท ท่านไดศ้ กึ ษาพระธรรมจนสามารถสอบนักธรรมชั้นตรีไดท้ ี่ 1 2. เปน็ ผมู้ คี วามกตัญญกู ตเวที ตอบแทนพระคณุ ผ้มู พี ระคุณทเ่ี ลีย้ งดูมา 3. เป็นผ้ซู ่ือสัตย์สุจรติ ท่านดารงตนอยใู่ นศลี ธรรม ท้งั ในการประกอบอาชีพและการดาเนินชีวิต จะเห็นได้ว่าท่านมี ความเสยี สละ มีความซ่ือสตั ย์สุจรติ มคี วามเป็นธรรมจนไดร้ ับการยกยอ่ งจากองคก์ รหลายองค์กร
ชาดก นนั ทวิ สิ าลชาดก ชาดก คือ เรื่องราวต่าง ๆ ของพระพทุ ธเจา้ เมอ่ื คร้งั เป็นพระโพธิสัตวบ์ าเพ็ญบารมี กอ่ นเป็นพระพุทธเจา้ ใชใ้ นการเทศนาธรรม เพ่อื ใหแ้ ง่คิดในการดาเนนิ ชีวติ ❖ ชาดกเรื่องนนั ทวิ สิ าลชาดก พระโพธสิ ัตว์เกดิ มาเป็น โค ชื่อนนั ทวิ สิ าล ❖ พราหมณ์ได้เลี้ยงดูโคนันทิวิสาลเป็นอย่างดี นันทิวิสาลจึงตอบแทนพระคุณพราหมณ์ผู้เลี้ยงดูด้วยวิธีการ ใหพ้ ราหมณ์ไปพนันกับเศรษฐแี ขง่ ลากเกวียนโดยใช้โค ผชู้ นะจะได้เงินท่พี นันไว้ ❖ สาเหตทุ ี่ทาให้พราหมณ์เสียเงินจากการพนันแข่งลากเกวียนคร้ังแรก คือ การพูดของพราหมณ์ท่ีหยาบคายไม่ ไพเราะ ทาให้โคนนั ทิวสิ าลไม่พอใจ จงึ ไม่ยอมลากเกวียน พราหมณจ์ ึงต้องเสียเงนิ พนันใหก้ บั เศรษฐี ขอ้ คิดท่ีไดร้ บั จากเรือ่ ง ❖ การพดู จา ควรเลือกใชค้ าพูดทดี่ ตี อ่ ผอู้ ืน่ ดังนัน้ คนเราควรเปล่งวาจาที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะวาจาทีไ่ พเราะ ออ่ นหวานเป็นที่พอใจของผอู้ ื่น ❖ ความกตัญญกู ตเวทีตอ่ ผูม้ พี ระคุณ
ชาดก สุวณั ณหงั สชาดก ❖ ชาดกเร่อื งสวุ ัณณหงั สชาดก พระโพธิสัตวเ์ กดิ มาเปน็ พราหมณ์ เมอ่ื เสยี ชวี ติ แลว้ เกดิ มาเป็นหงสท์ องคา ❖ หงสท์ องคาได้กลบั มายังครอบครัวเดมิ เพราะเห็นวา่ เมอื่ ตนเสียชีวิตไป ครอบครัวมีความเป็นอยู่ท่ียากลาบาก จงึ สลดั ขนทองคาใหน้ างพราหมณ์นาไปขายเพ่ือแลกเงิน ทาใหค้ รอบครวั มคี วามเปน็ อยทู่ ่ีดขี ้ึน ❖ แตน่ างพราหมณเ์ กดิ ความโลภมาก ไมพ่ อใจในสิง่ ทม่ี ีอยู่ จงึ จบั หงส์ทองคามาถอนขนออกหมดท้ังตัว จากนั้นขนทองคาจงึ กลายเปน็ ขนนกธรรมดา ข้อคดิ ที่ได้รบั จากเรอ่ื ง ❖ ให้เป็นคนรู้จักพอ อย่าเปน็ คนโลภมาก ดงั คาที่ว่า “โลภมากมกั ลาภหาย” นางพราหมณแี ละบุตรสาวได้รับความชว่ ยเหลอื จาก หงสท์ องซึง่ แท้จริงคือพราหมณ์ผู้เปน็ สามขี องนางในอดีต
สรปุ หน่วยที่ 2 พุทธประวตั ิ ประวตั พิ ระสาวก ศาสนกิ ชนตวั อย่าง และชาดก จากการศกึ ษาพทุ ธประวตั ิ ประวัตพิ ทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ า และศาสนกิ ชน ตัวอยา่ ง ตลอดจนพระโพธสิ ตั วจ์ ากนทิ านชาดกตา่ งๆ แล้ว ทาให้เราทราบถึงประวตั ิ เร่ืองราวของพระพทุ ธเจ้า และยังได้รับข้อคิดจากการศกึ ษาพทุ ธประวตั ิต่างๆ ดงั นัน้ นักเรียนควรนาคณุ ธรรมและคติข้อคดิ ท่ไี ด้จากการศึกษามาประยุกต์ใชเ้ ปน็ แนวทางในการดาเนนิ ชีวติ อันจะนามาซึ่งความสขุ และสร้างความสงบสุขให้แกส่ ังคมได้ อกี ดว้ ย
Search
Read the Text Version
- 1 - 29
Pages: