Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2563)

วารสารวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2563)

Published by RMUTL Knowledge Book Store, 2021-03-16 01:47:47

Description: 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา เทศบาลในจังหวัดพิษณุโลก
2. การประเมินผลตอบแทนทางสังคมของกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการตัดเย็บขั้นสูงสำหรับผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
3. การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชาอู่หลงของมูลนิธิโครงการหลวง
4. การศึกษาระบบระบายน้ำในชุมชน กรณีศึกษาชุมชนป่าห้า ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
5. การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสับปะรดนอกฤดูแบบมีส่วนร่วม
6. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพของเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กรณีศึกษา : ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
7. กระบวนการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ปกาเกอะญอ: กรณีบ้านแม่ปอคี จังหวัดตาก

Keywords: jses

Search

Read the Text Version

ภาพที่ 2 กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การนาไปใช้ สบั ปะรดแบบมีสว่ นรว่ ม หลังจากที่เกษตรกรต้นแบบแปลงสาธิตได้ ทดลองจัดการปลูกในรูปแบบที่วางแผนร่วมกันแล้ว พบว่า แปลงท่ีทดลองในบางแปลงสามารถให้ผลผลิต นอกฤดู (ก่อนฤดูกาลปกติ) โดยใช้ระยะเวลารวมตังแต่ ปลูกจนเก็บเก่ียวในเวลาเพียง 12 เดือน ซ่ึงโดยท่ัวไป ต้องใช้เวลา 18-20 เดือนจึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ และสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าในฤดูปกติ และเป็น แนวทางไปสู่การสนับสนุนปัจจัยการผลิตและให้มีการ ฝึกอบรมการผลิตสับปะรดนอกฤดูโดยใช้งบพัฒนา จังหวัด ซ่ึงมีสานักงานเกษตรจังหวัดและเกษตรอาเภอ แจ้ห่ม สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดบ้านสา จานวน 50 ราย และเกษตรกรอาเภอเมืองจานวน 50 ราย วางแผนปลกู สบั ปะรดนอกฤดู อภปิ รายผล ส่วนประกอบของการดาเนินงานที่ส่งผลต่อ ผลผลิต ผลลัพธ์ เป็นไปตามเป้าหมายท่ีกาหนด ประกอบด้วย 3 ส่วนที่เป็นต้นทุนสาคัญ ได้แก่ คน ความรู้ เครอื ข่าย บนกลไกท่สี อดคล้องของกจิ กรรมการ จดั กระบวนการเรียนรู้แบบมีสว่ นร่วมจึงทาใหบ้ รรลุตาม เป้าหมาย การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Development) เป็นขบวนการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ี สามารถเพิ่มประสิทธิผลและความสาเร็จให้องค์กร เกิด ต้นทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) เกิดการ แลกเปล่ียนเรียนรู้ท่ีอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน ระหว่างนักวิชาการกับเกษตรกรมีการบูรณาการความรู้ จากหลายสาขาทเ่ี น้นความสมดลุ ระหว่างการเรยี นรแู้ บบ เปน็ ทางการกบั ความคดิ เร่ิมของเกษตรกร เปดิ โอกาสให้ เกษตรกรคือผู้แสดงนา ใช้ฐานความรู้จากประสบการณ์ ความสาเร็จเน้นหลักการ วธิ ีการและการค้นหาทางเลือก ของเทคโนโลยีโดยใช้การตัดสินใจร่วมกันระหว่าง เกษตรกรกับนักวิชาการ การพัฒนาเทคโนโลยีแบบมี ส่วนร่วมจะแตกต่างไปจาก การถ่ายทอดเทคโนโลยี (transfer technology) ท่ีมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีโดย นกั วชิ าการเป็นการถ่ายทอดความร้แู บบทางการ แนวด่ิง และส่ังการ เกษตรกรคือผู้รับการถ่ายทอดจากการ ตัดสินใจของนกั วิชาการบนขอ้ มูลเนอื หาความรู้ที่เกิดขึน วารสารวิิชาการรับั ใช้้สัังคม มทร.ล้้านนา 43 ปีีที่่� 4 ฉบับั ที่่� 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

จากนักวิชาการ กระบวนการนาเสนอมักใช้การส่ือสาร บรรณานุกรม ทางเดียวเน้นการสอนและส่ังการ การถ่ายทอด จินดารัฐ วีระวุฒิ. (2541). สับปะรดและสรีรวิทยาการ เทคโนโลยีจงึ เป็นขบวนการท่เี หมาะสาหรับกลมุ่ ผ้รู บั ทีม่ ี พืนฐานความรู้ในระดับขันสูงหรือตรงเป้าหมายความ เจริญ เติบ โต ของสับปะรด . สานักพิมพ์ ต้องการ ผู้ถ่ายทอดสามารถควบคุมการดาเนินงานได้ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ กรงุ เทพฯ. 196 น. อย่างมีประสิทธิภาพ (ชัชรี, 2551) แนวทางการ ชัชรี นฤทุม. (2551). การพัฒนาการเกษตรแบบมีส่วน ดาเนินงานภายใต้การรับรู้แผนการดาเนินงานภายใต้ ร่วม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กาแพงแสน, กลไกการขับเคลื่อนงานของภาคีเครือข่ายในระดับ นครปฐม. 185 น. อาเภอที่มีผู้นาของอาเภอได้ให้ความสนใจมีส่วนร่วม รุ่งนภา ชา่ งเจรจา. (2553). ผลของระยะเวลา ระยะดอก หนุนเสริมและอานวยการประสานงานเช่ือมต่อกับ และระดับนาตาลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกของ หน่วยงานตา่ ง ๆ ทาใหก้ ารดาเนินงานสามารถขับเคลื่อน ล ะ อ อ ง เ ก ส ร ข อ ง สั บ ป ะ ร ด พั น ธุ์ ปั ต ต า เ วี ย . ตามแผนงานที่กาหนดโดยมีเปา้ หมายเพือ่ ใหเ้ กษตรกรมี เอกสารประกอบการประชุมวิชาการพืชสวน การพัฒนาความรู้ยกระดับอาชีพให้เกิดความม่ันคงทจี่ ะ แห่งชาติ คร้ังที่ 9. จัดโดย มหาวิทยาลัย นาไปสู่คุณภาพชีวิตท่ีดี กลไกการสนับสนุนการพัฒนา เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ณ โรงแรม ความรู้ให้กับเกษตรกรมีกระบวนการบูรณาการภายใต้ กรุงศรีริเวอร์ พระนครศรีอยุธยา. 11-14 โครงการฯ และหนว่ ยงานสนับสนุนดา้ นการเกษตรท่ีเกิด พฤษภาคม 2553 การเช่ือมต่อและหนุนเสริมสอดคล้องกับเป้าหมายความ รุ่งนภา ช่างเจรจา. (2554). ผลของพันธุ์และความ ต้องการของเกษตรกรโดยปรับกระบวนการเรียนรู้ให้ เข้มข้นของโบรอนต่อการงอกของละอองเกสร สอดคล้องกับฐานความรขู้ องเกษตรกรสร้างความเข้าใจ สบั ปะรด. เอกสารประกอบการประชมุ วิชาการ และเขา้ ถงึ ความร้ทู างวิชาการและเทคโนโลยีทเ่ี หมาะสม พืชสวนแห่งชาติ ครั้งท่ี 10 จัดประชุมโดย สร้างบทเรียนจากการปฏิบัติการทดลองในพืนท่ีจริงให้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสมาคมพืชสวน เกิดทักษะที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพืนที่สู่ความคิดใน แห่งประเทศไทย. ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ การแก้ไขปัญหาและสร้างสรรคอ์ าชีพได้อย่างตอ่ เนอื่ ง คอนแวนชั่น กรุงเทพฯ. ระหว่าง วันที่ 18 - 20 กิตกิ รรมประกาศ พฤษภาคม 2554. สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขอขอบคุณสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและ แห่งชาติ. (2558). ทิศทางของแผนพัฒนา นวัตกรรมเกษตร สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เศรษฐกจิ สงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 12. กรุงเทพฯ. เทคโนโลยีแห่งชาติ ท่ีให้ทุนสนับสนุนงานวิจัย คลินิก 47 น. เทคโนโลยี ท่ีร่วมให้ทุนสนับสนุนโครงการหมู่บ้าน สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร. (2562). สารสนเทศ สับปะรดบ้านสา นายอาเภอแจ้ห่มและหน่วยงาน เศรษฐกจิ การเกษตรรายสินคา้ ปี 2562. ศูนย์ เครือขา่ ยทุกระดับในอาเภอแจห้ ม่ และจังหวัดลาปาง ท่ี สารสนเทศการเกษตร, กรงุ เทพฯ. ร่วมสนับสนุนงานโดยบูรณาการร่วมกัน ขอขอบคุณ สันติ ช่างเจรจา ยุทธนา เขาสุเมรุ ชิติ ศรีตนทิพย์ สมาชิกกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดบ้านสา ที่เข้าร่วมกิจกรรม และรุ่งนภา ช่างเจรจา. 2551. ผลของ ขอขอบคณุ สถาบนั วจิ ยั เทคโนโลยีเกษตร มหาวทิ ยาลยั จิเบอเรลลินต่อการชะลอการออกดอกของ เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ท่ีสนับสนุนบุคคลากรท่ีให้ สับปะรด. ใน เอกสารประกอบการประชุม ความรู้และเทคโนโลยีแกช่ มุ ชน วิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 7. จัดประชุม โดย คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ แ ล ะ ส่ิ ง แ ว ด ล้อ ม ม ห า วิ ท ย า ลัย นเรศวร พษิ ณุโลก. ระหวา่ ง 26-30 พฤษภาคม 2551. 44 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

สันติ ช่างเจรจา ชิติ ศรีตนทิพย์ ยุทธนา เขาสุเมรุ และ ประเมินผลผลติ ล่วงหน้าของสับปะรดในจงั หวัด ศิริศักดิ์ บุตรกระจ่าง. 2554. การตัดใบต่อการ ลาปาง. ใน เอกสารประกอบการประชุม ออกดอกและคุณภาพของผลสบั ปะรดท่ีปลูกใน วชิ าการพืชสวนแห่งชาติ ครัง้ ที่ 10 จดั ประชุม กระถาง. ในเอกสารประกอบการประชุม โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสมาคม วชิ าการพชื สวนแห่งชาติ ครัง้ ที่ 10 จดั ประชุม พืชสวนแห่งประเทศไทย. ณ โรงแรมมิราเคิล โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสมาคม แกรนด์ คอนแวนช่ัน กรุงเทพฯ. ระหว่าง วันท่ี พืชสวนแห่งประเทศไทย. ณ โรงแรมมิราเคิล 18 - 20 พฤษภาคม 2554. แกรนด์ คอนแวนชั่น กรุงเทพฯ. ระหว่างวันท่ี สันติ ช่างเจรจา ชิติ ศรีตนทิพย์ ยุทธนา เขาสุเมรุ และ 18 - 20 พฤษภาคม 2554. รุ่งนภา ช่างเจรจา. 2555. การเปล่ียนแปลง ปรมิ าณธาตุอาหารในใบช่วงการพัฒนาดอกและ สันติ ช่างเจรจา นริศ กาแพงแก้ว ยุทธนา เขาสุเมรุ ผลของสบั ปะรดพนั ธ์ุปัตตาเวีย. วารสารเกษตร ศิริศักด์ิ บุตรกระจ่างและชิติ ศรีตนทิพย์ . นเรศวร. 14(2). 175-180. (2554). การสารวจและติดตามข้อมูลด้านการ ผลิตของเกษตรกรต่อการใช้ประโยชน์เพื่อการ วารสารวิิชาการรัับใช้้สังั คม มทร.ล้้านนา 45 ปีที ี่่� 4 ฉบับั ที่่� 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

ความสมั พนั ธ์ระหว่างพฤตกิ รรมการใช้สารเคมที างการเกษตรที่เหมาะสมกบั ปัญหาสขุ ภาพของ เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด กรณีศกึ ษา : ตาบลป่าเซา่ อาเภอเมอื ง จงั หวัดอุตรดติ ถ์ Relationship Between Agricultural Chemical Using Behaviors and Physical Health Problems of Corn Growers: A Case Study of Pa Sao Subdistrict, Mueang District, Uttaradit Province พษิ ณุ คุ้มยงค์1* และ พิษนุ อภสิ มาจารโยธนิ 2 Phitsanu Koomyong1* and Phitsanu Aphisamacharayothin2 1*Student, Bachelor of Arts Program in Social Development, Faculty of Social Sciences, Naresuan University. 2Lecturer, Department of Sociology and Anthropology, Faculty of Social Sciences, Naresuan University. *E-mail : [email protected] บทคดั ยอ่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพือ่ ศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกร ปัญหาสุขภาพของ เกษตรกร และความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพของ เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด กรณีศึกษา ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยทาการศึกษากับเกษตรกรชาวไร่ ปลูกข้าวโพดเลยี้ งสตั ว์ ใช้วิธีการวิจัยเชงิ สารวจแบบผสมผสาน แบง่ ออกเปน็ 2 ระยะ คอื ระยะแรกเปน็ การเกบ็ ข้อมูล เชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ โดยผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จานวน 88 คน โดยใช้วิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบจาเพาะเจาะจง วิเคราะห์ผลโดยใช้การวิเคราะห์เน้ือหา ระยะท่ีสองเป็นการวิจัย เชิงปริมาณใช้แบบสอบถามในการศึกษากับเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จานวน 176 คน โดยเก็บข้อมูลกับ ประชากรทั้งหมด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ความถี่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานและสัมประสิทธ์ิ สหสัมพนั ธแ์ บบเพียร์สัน ผลการศกึ ษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เหมาะสมของเกษตรกรชาวไร่ ปลกู ขา้ วโพดเลย้ี งสัตว์นั้น มกี ารใช้สารเคมีทางการเกษตรต้ังเริ่มการปลูกจนถึงการเก็บเกีย่ วผลผลิต ซึง่ เกษตรกรส่วน ใหญ่มีการใช้สารเคมีโดยมีการป้องกันตนเองท้ังในด้านการแต่งกายและก ารใช้อุปกรณ์ในการป้องกันแต่มีส่วนน้อยที่ ปราศจากการป้องกัน จึงส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกายของเกษตรกร โดยพบว่า ปัญหาสุขภาพ ทางด้านร่างกายของเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ส่วนใหญ่มีอาการหายใจไม่ค่อยออกเน่ืองจากการ สูดดมกล่ินของสารเคมีท่ีซึมผ่านผ้าปิดจมูกเป็นเวลานาน มีอาการเวียนศีรษะ และแพ้สารเคมีหลังทาการฉีดพ่น มีอาการเล็บม่วงหลังจากการสัมผัสสารเคมี และมีอาการอ่อนเพลียหลังจากฉีดพ่นสารเคมีทางการเกษตร เป็นต้น จากการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ พบว่า เกษตรกรชาวไรป่ ลูกขา้ วโพดเล้ียงสตั วม์ พี ฤติกรรมการใชส้ ารเคมีทางการเกษตร ที่เหมาะสมอย่ใู นระดับมาก (x = 4.01) และเกษตรกรชาวไร่ปลูกขา้ วโพดเลยี้ งสัตวม์ ปี ญั หาสขุ ภาพทางด้านร่างกายอยู่ ในระดับที่น้อย ( x = 1.64) พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรท่ีเหมาะสม มีความสัมพันธ์เชิงลบกับปัญหา สุขภาพทางด้านรา่ งกายของเกษตรกรอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .01 (r= -0.243) ซ่งึ มคี วามสัมพนั ธร์ ะดับน้อย วารสารวิิชาการรับั ใช้้สัังคม มทร.ล้า้ นนา 47 ปีที ี่�่ 4 ฉบัับที่�่ 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังได้รับผลกระทบท่ีเกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งควร ไดร้ ับการสง่ เสริม ป้องกันปัญหาทเ่ี กิดขึน้ กบั สุขภาพทางด้านร่างกายเหลา่ น้ัน คาสาคญั พฤติกรรมการใชส้ ารเคมอี ยา่ งเหมาะสม การเกษตรกรรม เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสตั ว์ ปญั หาสขุ ภาพ Abstract This research aims to study the relationship between the behavior of agricultural chemical use and physical health problems of corn farmers in Pa Sao Subdistrict, Muang District, Uttaradit Province by using the exploratory sequential design research, which was divided into 2 phases. The first phase was a qualitative research using interviews with 88 representative farmers, grow corn. The second phase was a quantitative approach with purposive sampling. Questionnaires were answered by 176 corn growers. The results were analyzed by using content analysis and statistics of percentage, frequency, mean, standard deviation and Pearson’s product moment correlation coefficient. The results was found that the corn growers had used chemicals since the beginning of growing until the harvesting. Most of the growers had used chemicals without self-protection in terms of clothing and using protective equipment which affected the physical health. It was found that the most physical health problems of corn growers were difficul breathing due to the inhalation of the smell of chemicals for a long time. They had dizziness and allergic to chemicals while spraying. They had the purple nail symptoms due to chemical touching and had fatigue after spraying, etc. The relation analysis showed that corn growers had used agricultural chemicals at a high level, (x = 4.01) and had physical health problems at a low level ( x = 1.64). The behavior of agricultural chemicals use related to the physical health problems at.01 significance level confidence (r=0.243), which was a low level of correlation. However, the corn growers had affected by the use of agricultural chemicals which should be prevented so as to reduce physical health problems. Keywords Chemical use behavior, Agriculture, Corn Growers, Physical health บทนา อันตรายทางการเกษตร (สารกาจัดวัชพืช, สารกาจัด การใช้สารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืชในการปลกู แมลง และสารป้องกันและกาจัดโรคพืช) ดังนี้ :- ปี 2551 นาเข้า 109,908 ตัน มูลคา่ 19,182 ลา้ นบาท | ปี ข้าวโพดมีแนวโน้มสูงมาก เกษตรกรมีพฤติกรรมการใช้ 2552 นาเข้า 137,594 ตัน มลู ค่า 16,816 ล้านบาท | ปี สารเคมีกาจดั ศัตรูพชื อยา่ งไม่ระมัดระวัง ไม่มีพฤติกรรม 2553 นาเขา้ 117,698 ตัน มูลคา่ 17,924 ล้านบาท | ปี ในการป้องกันตนเองในการฉีดพ่น และไม่ได้คานึงถึง 2554 นาเขา้ 164,383 ตนั มูลค่า 22,044 ลา้ นบาท | ปี ข้อมูลความรู้และความเข้าใจในการใช้สารเคมี รวมถึง 2555 นาเข้า 134,377 ตัน มลู คา่ 19,357 ลา้ นบาท | ปี อันตรายและผลกระทบจากสารเคมีที่มีการนามาใช้ 2556 นาเขา้ 172,826 ตัน มลู ค่า 24,416 ล้านบาท | ปี ถงึ แม้วา่ จะมีขอ้ กาหนดทางกฎหมายในด้านการจาหน่าย 2557 นาเขา้ 147,375 ตัน มลู ค่า 22,812 ลา้ นบาท | ปี การครอบครอง และการใช้วัตถุมีพิษแต่ในการปฏิบัติ 2558 นาเข้า 149,546 ตัน มูลคา่ 19,326 ล้านบาท | ปี อาจจะยังไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาประเทศไทยนาเข้าวัตถุ 48 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

2559 นาเขา้ 160,824 ตัน มลู คา่ 20,618 ลา้ นบาท | ปี ช่องทางในการรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ 2560 นาเข้า 198,317 ตนั มลู คา่ 27,922 ล้านบาท | ปี ทางผิวหนัง ทางการหายใจ และทางปาก อย่างการ 2561 นาเข้า 170,932 ตัน มูลค่า 36,298 ล้านบาท | ปกป้องดวงตาและผิวหนัง ต้องสวมครอบตานิรภยั ขณะ รวมปริมาณนาเข้า 11 ปี (2551-2561) จานวน ทาการเตรยี มหรอื ฉีดพน่ สารเคมี เพอ่ื ป้องกนั การซมึ ผ่าน 1,663,780 ตัน มูลค่ารวม 246,715 ล้านบาท บริเวณดวงตาและผิวหนังโดยรอบ การเลือกชนิด (กรมวิชาการเกษตร, สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, หน้ากากกรองอากาศสาหรับพน่ สารเคมีทางการเกษตร 2562) ซึ่งจากการคานวณค่าเฉลี่ยพบว่าคนไทย 64.1 ได้แก่ ชนิดใช้แล้วทิ้งสาหรับงานฉีดพ่นน้อยหรือใช้งาน ล้านคน มีความเส่ียงต่อการได้รับสารเคมีกาจัดศัตรูพืช เปน็ ครง้ั คราว ชนดิ เปล่ยี นไส้กรองไสก้ รองเดียว นา้ หนัก มากกว่า 2.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปีซึ่งข้อมูลผู้ป่วยนอก เบา - ใชง้ านไดย้ าวกว่าใชแ้ ลว้ ท้ิง เหมาะสาหรบั ผ้ใู ช้งาน และอัตราผู้ป่วยนอกมาจากสาเหตุการได้รับสารเคมี ท่ีต้องฉีดพ่นเป็นประจา ชนิดเปลี่ยนไส้กรองคู่ หายใจ กาจัดศัตรูพืช โดยปี 2559 มีผู้ป่วยจานวน 4,876 ราย สะดวก - ใช้งานได้ยาวนานกว่าไส้กรองเด่ียว เหมาะ เสยี ชวี ติ 606 ราย ปี 2560 มผี ปู้ ่วย 4,916 ราย เสียชีวิต สาหรบั ผทู้ ง่ี านทตี่ ้องฉดี พน่ เป็นประจาและต่อเน่อื ง ส่วน 579 ราย และในปี 2561 มีผู้ป่วย 4,736 ราย เสียชีวิต การปกปอ้ งผวิ หนงั ต้องสวมใส่ชุดทีป่ ลอดภยั สวมถุงมือ 601 ราย ซ่ึงหากรวมจานวนผูเ้ สียชวี ติ ท่มี สี าเหตุจากการ ป้องกันสารเคมีชนิดหนาหรือบาง เลือกสวมถุงมือยาง ได้รับสารเคมีกาจัดศัตรูพืชในช่วง 4 ปี ต้ังแต่ปี 2559- ในไดร์ลหรือยางนีโอพรนี ขณะเตรียมและฉดี พน่ สารเคมี 2562 มีจานวนถึง 2,193 ราย ไม่รวมผู้ป่วยในสิทธิ ใ ส่ ร อ ง เ ท้ า บู ท ย า ง ป้ อ ง กั น ส า ร เ ค มี ท่ี ผ ลิ ต จ า ก ย า ง รกั ษาพยาบาลอื่นๆ สะท้อนใหเ้ หน็ ผลกระทบของการใช้ ธรรมชาติหรือนีโอพรีนเมื่อต้องยก เคลื่อนย้าย ผสม สารเคมีปราบศัตรูพืชที่เกิดขึ้น (สานักงานหลักประกัน หรือฉีดพ่นสารเคมี โดยให้ปลายขากางเกงคลุมทับ สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), (2562))และ จากสานัก รองเท้าบูทเพ่ือป้องกันไม่ให้สัมผัสกับผิวหนังหากมีการ นโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า หกรั่วไหล ห้ามใช้รองเท้าทีทาจากหนังสตั ว์หรือผ้า ล้าง มีอัตราผู้ป่วยนอกจากกลุ่มโรคสารเคมีกาจัดศัตรูพืช รองเท้าให้สะอาดทุกคร้ังหลังการใช้งาน สิ่งท่ีสาคัญคือ เทา่ กับ 12.37 ตอ่ ประชากรกลางปแี สนคน เมื่อเทยี บกับ การให้ความรกู้ บั เกษตรกรในการใช้สารทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพ อั ตร า ผู้ ป่ ว ย น อ ก ก็ ยั ง มี อั ตร า ป่ ว ย ท่ี สู ง ม า ก ก ว่ า เ กื อ บ ตรงกับศัตรูพืช เพื่อให้เกษตรกรประเมินว่าจะใช้สาร เทา่ ตวั (กองโรคจากการประกอบอาชพี และสง่ิ แวดล้อม, หรอื ไม่ใช้สาร ต้องมงุ่ เนน้ การใชง้ านอยา่ งถูกต้อง และให้ 2552) ซึ่งสารเคมีทางการเกษตรสามารถเกิดพิษได้ คาแนะนาเรื่องการสวมใส่อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย 2 รูปแบบ คือ แบบเฉียบพลัน อาการจะเกิดข้ึนทันที (กรมควบคุมโรค,2562) เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า ซึ่งในพ้ืนท่ี ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมือง จังหวัด แสบตา เป็นต้น และแบบเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสเปน็ อุตรดิตถ์ เป็นพ้ืนที่ท่ียังมีการใช้สารเคมีในการทา เวลานาน และเกิดพษิ สะสมจนกอ่ ให้เกิดโรคหรือปญั หา เกษตรกรรม คือ การทาไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็น ตอ่ สุขภาพ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อมั พาต โรค หลัก โดยเกษตรกรขาดความรู้เรื่องการใช้สารเคมี มี ผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด การใชส้ ารเคมีในการทาไร่ขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์ในปริมาณท่ี การสญู เสียการได้ยิน และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มากเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยสารเคมีท่ีใช้จะ เป็นต้น (สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, 2562 ) ดังน้ัน\" เป็นสารเคมีที่อยู่ในปุ๋ยและน้าที่ใช้ฉีดพ่น สารเคมีพวกน้ี เร่ืองการใชส้ ารป้องกันกาจัดศัตรพู ืช ต้องอาศยั 5 ปจั จยั ทาให้ เกิดผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ ม ดินและน้า รวมไป ได้แก่ รู้จักศัตรูพืช เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ รู้จักเทคนิคการ ถึงคนในพ้ืนท่ี ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะเกษตรกรเท่าน้ัน พน่ ที่เหมาะสม รู้จกั สภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสม และรู้จกั บุคคลอ่ืนๆที่ไม่ได้ทาการเกษตรแต่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็ ความปลอดภัยในการใช้สาร ข้อสุดท้ายสาคัญมาก โดย ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะบุคคลที่มีปัญหา สุขภาพอยู่แล้ว เช่น เป็นโรคภูมิแพ้ เป็นต้น การได้รับ วารสารวิิชาการรัับใช้ส้ ังั คม มทร.ล้้านนา 49 ปีที ี่่� 4 ฉบับั ที่่� 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

สารเคมีดังกล่าวอาจส่งผลให้มีอาการแย่ลงได้ และ ด้วยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา บุคคลอ่ืนๆแม้จะไม่มีปัญหาสุขภาพดังกล่าว แต่การ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีทาง ได้รับสารเคมีก็ก่อให้เกิดการสะสมในร่างกายเป็น ก า ร เ ก ษ ต ร กั บ ปั ญ ห า สุ ข ภ า พ ท า ง ด้ า น ร่ า ง ก า ย ข อ ง อนั ตรายต่อสุขภาพ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หาก เกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะเห็นถึง ได้รับสารเคมีในปริมาณที่มากเกินไป (ข้อมูลจากการ ปัญหาท่ีเกิดข้ึน โดยจะเห็นว่าเกษตรกรชาวไร่ปลูก สมั ภาษณ์ อาสาสมัครเกษตรหม่บู ้าน วันที่ 27 มกราคม ข้าวโพดเล้ียงสัตว์ในประเทศไทยน้ันมีการใช้สารเคมีท่ี 2563) ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพด้านร่างกายเป็นจานวนมาก แต่ ทั้ ง น้ี ทั้ ง น้ั นข้ึ นอ ยู่ กั บ บ ริ บ ท ข อ ง พ้ื นที่ ลั ก ษ ณ ะ จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าผลกระทบของ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง า น ข อ ง ช า ว ไ ร่ ป ลู ก ข้ า ว โ พ ด แ ต่ ล ะ สารเคมีการเกษตรได้ส่งผลต่อมิติต่าง ๆ ทั้งทาง พื้นที่ว่าจะมีปัจจัยใดส่งผลกระทบบ้าง ซ่ึงการทราบถึง เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระบบนเิ วศน์ ปัจจัยคุกคามต่าง ๆ นั้นถือเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน โดยรวม ยิ่งไปกว่าน้ันยังส่งผลกระทบต่อสขุ ภาพท้ังของ ดา้ นสาธารณสุขในพ้ืนท่ใี นการวางแผนการให้คาแนะนา บุคคล ครอบครัว และชุมชน ปัญหาเหล่าน้ีมิใช่ปัญหา การดูแลสุขภาพต่าง ๆ ของประชาชนได้ เนื่องจาก ของประเทศใดประเทศหน่ึงหรือของสังคมใดสังคมหนง่ึ เกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยมีจานวน ที่ต้องแก้ไข ถึงแม้จะมีการศึกษาเก่ียวกับสารเคมีกาจัด มาก หากทาการศึกษาต้องใช้ระยะเวลานาน ดังนั้น ศตั รพู ืชในแงม่ ุมตา่ ง ๆ มากมาย แต่ยังไม่สามารถนาไปสู่ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาในพ้ืนท่ีตาบลป่าเซ่า ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ไ ด้ อย่ าง มี ป ระ สิท ธิ ภา พ ก า ร หา อาเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ แนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้กระบวนการการประเมินผล เกษตรกรได้ตระหนักและทราบถึงส่ิงที่ส่งผลกระทบต่อ กระทบสุขภาพซ่ึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันใน การทางานซึ่งจะสามารถนามาป้องกันและปรับปรุง สังคมโดยมีการประยุกต์ใช้แ นว ทางแล ะ เค รื่อ ง มื อ ท่ี แกไ้ ขให้มีความเหมาะสมตอ่ ไป หลากหลายในการระบุ คาดการณ์ และพิจารณาถึง ผลกระทบทางสุขภาพท่ีอาจเกิดขึ้นหรือเกิดข้ึนแล้ว กับ วธิ ีการดาเนินงาน ประชากรกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง จากข้อเสนอหรือการดาเนิน เป็นการวิจัยเ ชิงสา รวจ แบ บผสม ผ ส า น นโยบาย แผนงาน โครงการหรอื กจิ กรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งเพ่ือสนับสนุนการตัดสนิ ใจอันเป็นประโยชน์สาหรับ (Exploratory Sequential Design) โดยประยุกต์จาก การสร้างเสริมและการคุ้มครองสุขภาพประชาชนทุก ต้ น แ บ บ ข อ ง Creswell and Clark (2 0 1 7 ) ซึ่ ง กลุม่ ผลลพั ธ์ของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ คือ ประกอบด้วย 2 ระยะ โดยระยะแรก ใช้วิธีการ ชุดคาแนะนาหรือข้อเสนอแนะที่มีข้อมูลหลักฐานยืนยนั เชิงคุณภาพ เพ่ือให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นและนามาพัฒนา (Evidence - based recommendations) ท่ีสะท้อน เคร่ืองมือ (แบบสอบถาม) โดยผลท่ีได้จะนามาสรุปเป็น ให้เห็นถึงแนวทางและคุณค่าหรือความสาคัญของการมี ประเด็น เป็นคาเพื่อนามาสร้างเป็นแบบสอบโดย สขุ ภาวะที่ดรี ่วมกันของสังคม เพ่อื ประกอบการตัดสินใจ แบบสอบถามจะต้องผ่านการตรวจสอบเครื่องมือจึงจะ เชงิ นโยบาย กระบวนการที่ช่วยสนับสนุนการสรา้ งเสริม นาไปใช้ โดยระยะที่สอง ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อ สุขภาพ และขจดั หรือยับยัง้ การดาเนินการที่อาจเป็นภัย เก็บข้อมลู และวเิ คราะหท์ างสถิติ ดังภาพที่1 คุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์ จาเป็นต้องมีข้อมูลท่ี ถูกต้องและครอบคลุม และสามารถนาไปเปรียบเทียบ qual qual develop QUAN QUAN Interpret กับผลที่ได้ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) results instrument results qual QUAN เป้าหมายที่ 12 คือ แผนการบรโิ ภคและการผลิตท่ียั่งยืน (United Nations Thailand, 2015) ระยะที่ 1 ระยะท่ี 2 ภาพท่ี 1 : แบบแผนการวจิ ยั เชงิ สารวจแบบผสมผสานของ Creswell and Clark (2017) 50 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

ระยะแรก ภาพท่ี 2 การเก็บขอ้ มูลการสัมภาษณเ์ กษตรกรปลูกขา้ วโพด โดยในระยะแรกเป็นการเกบ็ ข้อมลู เชิงคุณภาพ เลย้ี งสตั ว์ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ (เพ่ือให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นและนามาพัฒนาเคร่ืองมือ) เพื่อให้ได้ข้อมูลก่อนนาไปพัฒนาเป็นเครื่องมือท่ีมีความ ภาพท่ี 3 การเก็บขอ้ มูลการสมั ภาษณเ์ กษตรกรปลูกข้าวโพด เป็นมาตรฐานและตอบวตั ถุประสงคข์ อ้ ที่ 1 และข้อท่ี 2 เลยี้ งสัตว์ตาบลปา่ เซ่า อาเภอเมอื ง ประชากรและผู้ใหข้ ้อมลู จังหวัดอุตรดติ ถ์ - กลุ่มตัวอย่าง คอื ตวั แทนเกษตรกรชาวไรป่ ลกู ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ประชากรและผใู้ ห้ข้อมูล จานวน 88 คน จะใช้วิธีเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบ ประชากร คือ เกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพด เฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครือ่ งมอื และการวเิ คราะหข์ อ้ มูล เลี้ยงสัตว์ ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ - เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ในระยะแรกคือ จานวนทั้งหมด 176 คนโดยผู้วิจัยทาการศึกษากับ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ โดยจะเตรียมแบบบันทึกการ ประชากรทง้ั หมด สัมภาษณ์ (interview) ซึ่งผู้วิจัยได้กาหนดข้อคาถาม ออกเป็นประเด็นใหญ่ซึ่งเป็นคาถามปลายเปิดเพ่ือให้ ครอบคลุมและสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย ในแต่ ละคร้ังจะมีจดบันทึกคาสัมภาษณ์ไว้แล้วนามาสรุปเป็น คาสาคัญ และมีการบันทึกเสียงเพื่อใช้ในการบันทึก คาพูดของผู้ให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ตกหล่น และสามารถสรุปข้อมูลได้ครบถ้วน เพ่ือนาไปสร้าง แบบสอบถามในระยะที่สองไดอ้ ยา่ งตรงประเด็น การวิเคราะห์ขอ้ มลู ผู้วิจัยทาการวิเคราะหข์ ้อมูลในการวิจัยในระยะแรก โดย ได้ถอดความจากเครื่องบันทึกเสียงเพ่ือนามาถอดความ โดยใช้การวิเคราะห์เน้ือหา (content analysis) นาคา สาคญั (Key word) ในประเดน็ ต่างๆมาจัดกล่มุ (Group) แลว้ สร้างหัวข้อย่อยสรปุ ตาม กรอบแนวคิดของการวิจัย ในด้านผู้วิจัยใช้หลักสามเซ้าโดยใช้ข้อมูล 1 คน และทา การเก็บข้อมูลในประเด็นเดิมซ้า เพื่อตรวจสอบความ ถกู ตอ้ งและความนา่ เช่ือถือของขอ้ มูลท่ไี ดม้ า ระยะท่ีสอง ในระยะท่ีสองเป็นการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติและวิเคราะห์ความสมั พนั ธ)์ เพ่ือให้ได้ข้อมูลยืนยันคาตอบตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี 1 และข้อที่ 2 และเพ่ือศึกษาความสัมพันธ์และอิทธิพล ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรกับ ปัญหาสุขภาพทางด้านร่างของเกษตรกรชาวไร่ปลูก ขา้ วโพดฯ (ตามวัตถปุ ระสงคข์ อ้ ที่ 3) วารสารวิิชาการรัับใช้ส้ ัังคม มทร.ล้า้ นนา 51 ปีที ี่่� 4 ฉบับั ที่�่ 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษา ผู้วิจัยได้นาคาตอบจากระยะแรกมาสร้างเป็น การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการ แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลในระยะที่สองโดยแบ่ง ใช้สารเคมีทางการเกษตรท่ีเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพ ออกเป็น 3 สว่ น คือ ทางด้านร่างกายของเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตวก์ รณศี กึ ษา : ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมอื ง จังหวัด 1) แบบสอบถามขอ้ มูลสว่ นตวั อุตรดติ ถ์ สรุปผลการวจิ ัยไดต้ ามวตั ถปุ ระสงคด์ งั นี้ 2)แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเคมีทาง การเกษตรท่ีเหมาะสมของเกษตรกรชาวไร่ปลกู ข้าวโพด 1. พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรท่ี เล้ียงสตั ว์ เหมาะสมของเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3)แบบสอบถามปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกาย พบว่า เกษตรกรมีพฤติกรรมการสารเคมีทางการเกษตร ของเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ ต้ังแต่การเร่ิมปลูกข้าวโพดเล้ียงสัตว์จนถึงการเก็บเก่ียว แบบสอบถามผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตรทีม่ ี ผลผลิต โดยเริ่มจากปรับสภาพดิน เกษตรกรมีการใช้ ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะปลายปิด ปุ๋ยเคมีรองพ้ืนก่อนทาการหยอดเมล็ดข้าวโพด โดย (Closed Questions) เป็นแบบตรวจสอบรายการ เกษตรกรไม่มีสวมถุงมือผา้ ในการหว่านปุ๋ยการดูแลและ (Checklist) และแบบมาตราส่วนประเมิณค่า (Rating บารุงต้นข้าวโพดอ่อน เกษตรกรใส่ปุ๋ยยูเรียเพื่อ scale) 5 ระดับ โดยแบบสอบถามมีค่าความเชื่อม่ัน เร่งฮอร์โมนและมีการกาจัดศัตรูพืช โดยนาปุ๋ย เท่ากับ 0.946 ขึ้นไป และค่าอานาจจาแนก ตั้งแต่ อาทราซีนมาผสมกับน้าและใช้ไม้คนเพ่ือให้ผสมเข้ากัน 0.2 ขึ้นไป ก่อนนาไปใส่ในเคร่ืองฉีดพ่น โดยในการผสมเกษตรกร ไม่ได้มีการป้องกันแต่อย่างใด การจัดการกับวัชพืชและ ภาพท่ี 4 การเกบ็ ข้อมลู จากแบบสอบถามเกษตรกรปลกู ศัตรูพืช การจัดการกับวัชพืช ส่วนใหญ่ใช้สารเคมี ขา้ วโพดเล้ียงสัตว์ ณ ตาบลป่าเซ่า อาเภอเมือง อาทราซีน (15-15-15) โดยจะฉีดพ่นประมาณ 4-8 ครั้ง จังหวัดอุตรดติ ถ์ ต่อเดือน การจัดการกับศัตรูพืชส่วนใหญ่ใช้สารเคมี อลั ฟา่ -คอมบิ โดยจะฉีดพน่ ประมาณ 2-3 ครง้ั ต่ออาทติ ย์ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยเกษตรกรแต่งกายมิดชิดมีการใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก ในการวิเคราะห์ข้อมูลระยะที่สองผู้วิจัยใช้สถิติ และใส่เสื้อผ้ารัดกุม ในกรณีพืชเป็นโรค เกษตรกรจะใช้ สารป้องกันกาจัดโรคพืชฉีดพ่น โดยจะฉีดพ่นประมาณ พรรณนา ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ( x) และส่วนเบี่ยงเบน 3 ครัง้ ตอ่ เดอื น และเกษตรกรแตง่ กายมดิ ชดิ โดยใชผ้ ้าปิด มาตรฐาน (SD) และสถิติอนุมานใช้สถิติสัมประสิทธ์ิ ปากปิดจมูกและใส่เส้ือผ้ารัดกุม พฤติกรรมการใช้ สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Product – Moment สารเคมีของผู้ให้สัมภาษณ์ ขาดการป้องกันท่ีถูกวิธี โดย Correlation Coefficient) ในการวิเคราะห์ แต่ละท่านมีพฤติกรรมการใช้ท่ีค่อยข้างเส่ียงท่ีจะได้รับ สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย แต่มีสิ่งหนึ่งท่ีผู้สัมภาษณ์ได้ สังเกตเห็นคืออุปกรณ์ในการป้องกันสารเคมีนั้นไม่ได้ ป้องกันได้จริง โดยเสื้อผ้าท่ีใส่เป็นเสื้อแขนยาวธรรมดา ซ่ึงสารเคมีอาจซึมทะลุผ่านผ้าไปสัมผัสกับตัวเกษตรกร โดยตรงได้ นอกจากนี้จากการเก็บ ข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามสามารถพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้ สารเคมที างการเกษตรของเกษตรกรชาวไร่ปลูกขา้ วโพด เลย้ี งสตั วไ์ ด้ ดงั ตารางท่ี 1 52 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

ตารางที่ 1 พฤติกรรมการใชส้ ารเคมขี องเกษตรกรชาวไรป่ ลกู ขา้ วโพดเล้ยี งสตั วท์ เี่ หมาะสม คาถาม x ������������������������ ระดบั 1. เลอื กซอื้ สารเคมที างการเกษตรโดยเลือกสารท่มี ีพิษไม่รนุ แรง ไม่ 3.68 1.089 มาก เปน็ พษิ ต่อพืชที่ปลูก 2. ทาการเลือกใชส้ ารเคมีทถ่ี กู ขนาดและถูกวธิ ี โดยดูจากสลากทีต่ ิด 4.61 0.682 มากที่สุด ข้างขวดทกุ ครง้ั 3. อา่ นฉลากทขี่ วดทุกคร้ัง และปฏิบัติ ตามข้อแนะนาตา่ ง ๆ อย่าง 4.51 0.834 มากทส่ี ดุ เครง่ ครดั 4. สวมถุงมอื ยางทกุ ครัง้ ก่อนการผสมสารเคมีทางการเกษตร 4.12 1.072 มาก 5. ใชไ้ มห้ รอื วสั ดุอ่ืนที่เหมาะสมในการคนสารเคมีให้เข้ากนั กอ่ นการ 4.57 0.759 มากทส่ี ุด ฉดี พน่ และไมใ่ ชม้ ือคนสาร 6. ตรวจสอบสภาพอุปกรณฉ์ ดี พน่ ใหอ้ ยใู่ นสภาพพรอ้ มใชง้ านไม่ชารดุ 4.67 0.636 มากทส่ี ุด ก่อนใชส้ ารเคมกี าจัดศัตรพู ืชทุกครัง้ 7. กอ่ นทาการฉดี พน่ สารเคมี สวมเสอ้ื แขนยาวกางเกงขายาว และ 4.69 0.690 มากทส่ี ดุ สวมรองเทา้ บทู 8. สวมถุงมอื ในการหวา่ น หรอื หยอดปุย๋ เคมีลงในข้าวโพด 3.73 1.273 มาก 9. ขณะฉดี พ่นสารเคมที างการเกษตรมีการปดิ ปากปิดจมกู 4.72 0.681 มากทส่ี ุด 10. รับประทานอาหาร หรือสูบบุหร่ใี นขณะทีม่ กี ารฉีดพน่ สารเคมี 2.15 1.665 นอ้ ย 11. ขณะฉดี พ่นสารเคมที างการเกษตรจะอยเู่ หนือลมเสมอ 4.37 0.994 มาก 12. ฉีดพ่นสารเคมีเฉพาะชว่ งเวลาเช้าหรือเยน็ เทา่ นน้ั งดชว่ งแดดจัด 4.55 0.846 มากท่สี ดุ 13. เมอ่ื มีอุปกรณช์ ารุดเสยี หายขณะฉดี พ่นหยุดการฉดี พ่นทันที 4.36 1.153 มาก 14. เมื่อมสี ิง่ อดุ ตนั ในอุปกรณ์ฉีดพน่ จะไม่ใชป้ ากเป่าหรือไม่ใชม้ ือเปลา่ 3.56 1.705 มาก ทาการซอ่ มอปุ กรณ์ฉดี พน่ 15. เมอ่ื ทา่ นทาสารเคมีกาจดั ศตั รูพชื หกเปรอะเป้อื นบนพนื้ ใช้ดินหรือ 3.46 1.313 ปานกลาง ขีเ้ ลอ่ื ยดดู ซบั แลว้ จึงนาไปฝงั ดินในทีห่ า่ งไกลทีอ่ ยู่อาศัย 16. ทบุ ทาลายภาชนะบรรจุสารเคมีกาจดั ศตั รพู ชื ทุกชนิดทใี่ ชห้ มดแลว้ 2.59 1.455 ปานกลาง 17. เมือ่ ฉดี พน่ สารเคมเี สร็จแลว้ ท่านไมป่ ล่อยสารเคมที างการเกษตร 3.45 1.631 ปานกลาง ทง้ิ ไวใ้ นเคร่ือง 18. หลงั ทาความสะอาดเครื่องฉดี พ่น จะไม่นาน้าที่ใชท้ าความสะอาด 3.32 1.783 ปานกลาง เครอื่ งฉีดพน่ ไปเทที่แหลง่ แม่นา้ หรือ ใกล้ทีอ่ ยอู่ าศัย 19. หลงั จากฉดี พ่นสารเคมีกาจดั ศตั รูพืชเสร็จทันกลับมาอาบน้าทนั ที 4.59 0.939 มากทสี่ ุด 20. ซักเส้อื ผา้ ที่สวมใสฉ่ ีดพ่นสารเคมีแยกออกจากเส้อื ผ้าอ่นื ๆ 4.56 0.839 มากท่สี ุด เฉลย่ี พฤตกิ รรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรทเี่ หมาะสม 4.02 0.378 มาก จากตารางท่ี 1 แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรในพ้ืนท่ี พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรจึงอยู่ในระดับ มกี ารใชส้ ารเคมเี พ่อื การเพ่มิ ผลผลิตและป้องกันปัญหาท่ี มาก พบว่า ขณะฉดี พ่นสารเคมีทางการเกษตร มกี ารปิด ส่งผลกับขา้ วโพด ถงึ แมจ้ ะมกี ารใชส้ ารเคมีฯจานวนมาก ปากปิดจมูก ก่อนทาการฉีดพ่นสารเคมีท่านสวมเส้ือ แต่ก็เรียนรู้ที่จะป้องกันตนเองมากขึ้น เน่ืองจาก แขนยาวกางเกงขายาว และสวมรองเท้าบูท ท่าน ประสบการณ์และการได้รับความรู้จากแหล่งข้อมูล ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ฉีดพ่นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ ต่าง ๆ จึงมีพฤติกรรมการใชส้ ารเคมีฯที่เหมาะสม ดังนั้น งานไมช่ ารุดก่อนใช้สารเคมกี าจดั ศัตรูพืชทุกครั้ง ทา่ นทา วารสารวิชิ าการรัับใช้ส้ ังั คม มทร.ล้า้ นนา 53 ปีที ี่�่ 4 ฉบัับที่�่ 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

การเลือกใช้สารเคมีท่ีถูกขนาดและถูกวิธี โดยดูจาก สะอาดเคร่ืองฉีดพ่นไปเทท่ีแหล่งแม่น้าหรือใกล้ที่อยู่ สลากท่ีติดขา้ งขวดทุกครั้ง หลังจากฉีดพ่นสารเคมกี าจดั อาศัย ท่านทุบทาลายภาชนะบรรจุสารเคมกี าจดั ศัตรูพืช ศัตรูพืชเสร็จทันกลับมาอาบน้าทันที ท่านใช้ไม้หรือวัสดุ ทุกชนิดท่ีใช้หมดแล้ว อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย อื่นท่ีเหมาะส มในการ ค นส าร เ คมีใ ห้เ ข้ากั นก่ อ น ก า ร เท่ากับ 3.46 3.45 3.32 2.59 และ ท่านรับประทาน ฉดี พน่ และไมใ่ ช้มือคนสาร ท่านซักเสือ้ ผา้ ทีสวมใสฉ่ ีดพ่น อาหาร หรอื สูบบุหรใ่ี นขณะทีม่ กี ารฉดี พ่นสารเคมี อยูใน สารเคมีแยกออกจากเส้ือผ้าอื่น ๆ ท่านฉีดพ่นสารเคมี ระดบั นอ้ ย มีคา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 2.15 เฉพาะช่วงเวลาเช้าหรือเย็นเท่านั้นงดช่วงแดดจัด ท่าน (S.D.= 1.665) อ่านฉลากท่ีขวดทุกคร้ังและปฏิบัติตามขอ้ แนะนาต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด อยู่ในระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2. ปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกายของเกษตรกร 4.72 4.69 4.67 4.61 4.59 4.57 4.56 4.55 4.51 พบว่า ผลกระทบของสารเคมีต่อร่างกายเกษตรกรนั้น ตามลาดับ ขณะฉีดพ่นสารเคมีทางการเกษตร ท่านจะ เกษตรกรท่ีใช้สารเคมีส่วนใหญ่มีอาการหายใจไม่ค่อย อยู่เหนือลมเสมอ เมื่อมีอุปกรณ์ชารุดเสียหายขณะ ออก เน่ืองจากการสูดดมกล่ินของสารเคมีท่ีซึมผ่านผ้า ฉีดพ่นท่านหยุดการฉีดพ่นทันที ท่านสวมถุงมือยาง เป็นเวลานานในขณะที่ทาการฉีดพ่นสารเคมีทางการ ทุกครั้งก่อนการผสมสารเคมีทางการเกษตร ท่านสวม เกษตร จึงนาไปสู่อาการเวียนศีรษะเกษตรกรบางรายที่ ถุงมือในการหว่าน หรือหยอดปุ๋ยเคมีลงในข้าวโพด แพ้สารเคมีมีอาการเป็นผื่นคันเม่ือได้สัมผัสกับสารเคมี ทา่ นเลอื กซ้ือสารเคมีทางการเกษตรโดยเลือกสารที่มีพิษ โดยตรงขณะผสม หรือเกิดจากอุปกรณ์ทาการฉีดพ่น ไม่รุนแรง ไม่เป็นพิษต่อพืชที่ปลูก เมื่อมีสิ่งอุดตันใน เกิดการรั่ว และรวมถึงสารเคมีที่ซึมทะลผุ ่านเสื้อผ้าทีใ่ ส่ อุปกรณ์ฉีดพ่น ท่านจะไม่ใช้ปากเป่าหรือไม่ใช้มือเปล่า เกษตรกรท่ีได้รับสารเคมีเป็นเวลานานทาให้เกิดอาการ ทาการซ่อมอุปกรณ์ฉีดพ่น อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย อ่อนเพลีย ในการฉีดสารเคมีทางการเกษตรเกษตรกร เท่ากับ 4.37 4.36 4.12 3.73 3.68 3.56 ตามลาดับ บางรายอยู่ปลายลมจึงมีละอองจากการฉีดพ่นสารเคมี เม่ือท่านทาสารเคมีกาจัดศัตรูพชื หกเปรอะเป้ือนบนพน้ื กระเด็นเข้าตาทาให้เกิดอาการแสบตา เนื่องจาก ท่านใช้ดินหรือข้ีเล่ือยดูดซับ แล้วจึงนาไปฝังดินในที่ เกษตรกรไมไ่ ด้มีการใส่อปุ กรณป์ อ้ งกันดวงตา นอกจากน้ี หา่ งไกลท่อี ยอู่ าศยั เมอ่ื ทา่ นฉดี พน่ สารเคมีเสร็จแล้วท่าน จากการเก็บขอ้ มลู โดยใช้แบบสอบถามสามารถพจิ ารณา ไม่ปล่อยสารเคมีทางการเกษตร ทิ้งไว้ในเคร่ือง หลังทา ถึงปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกายของเกษตรกรได้ ความสะอาดเคร่ืองฉีดพ่น ท่านจะไม่นาน้าที่ใช้ทาความ ดงั ตารางที่ 2 ตารางท่ี 2 ปญั หาสุขภาพของเกษตรกรชาวไร่ปลกู ข้าวโพดเลย้ี งสัตว์ x SD ระดับ คาถาม 0.966 นอ้ ยท่ีสุด 1.45 0.900 นอ้ ยทส่ี ดุ 1. เคยมีแผลหลงั จากทาการฉดี พ่นสารเคมีทางการเกษตร 1.47 0.812 นอ้ ยทส่ี ุด 2. เคยมีอาการไอมาก จากการรบั สารเคมที างการเกษตร 1.23 0.818 นอ้ ยที่สุด 3. เคยหมดสติจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานาน 1.27 0.935 น้อย 4. เคยมอี าการตัวบวมจากการแพส้ ารเคมที างการเกษตร 1.78 0.931 น้อย 5. เคยรูส้ ึกว่า ไดร้ บั สารเคมีทางการเกษตรเข้าสรู่ า่ งกายมากจนเกินไป 1.111 นอ้ ย 1.68 จนทาให้ไมส่ บายตัว 6. ขณะใช้สารเคมี กล่ินของสารเคมีทางการเกษตรทาให้รู้สึกแน่น 2.06 หนา้ อก 7. ขณะใช้สารเคมี กลิ่นของสารเคมีทางการเกษตรทาให้รู้สึกหายใจ ไม่สะดวก 54 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

คาถาม x SD ระดับ 8. ขณะใช้สารเคมี ละอองจากการฉีดพ่นทาให้รู้สึกแสบตา หรือ 1.87 0.994 น้อย ระคายเคอื งตา 9. ขณะใช้สารเคมี มีอาการคอแหง้ เน่ืองจากหายใจรับสารเคมีเขา้ ไป 2.06 1.080 นอ้ ย ทางจมกู 10. ขณะผสมสารเคมีสัมผัสกับสารเคมีโดยตรงทาให้เกิดอาการแสบ 1.65 0.967 น้อย ผิวหนงั หรอื มีอาการเป็นผื่นคัน 11. ขณะใช้สารเคมี มีอาการแสบจมูกจากการฉีดพ่นสารเคมีทางการ 1.92 0.993 นอ้ ย เกษตร 12. เม่ือสูดดมกล่ินสารเคมีเป็นเวลานานมีอาการคลื่นไส้ และน้ามูก 1.80 1.018 นอ้ ย ไหล 13. เม่ือทา่ นใช้สารเคมเี ป็นเวลานานมีอาการนา้ ตาไหลมาก 1.44 0.731 นอ้ ยทส่ี ุด 14. หลงั จากสัมผัส สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานาน มอี าการ 1.30 0.721 นอ้ ยทีส่ ดุ เลบ็ มว่ ง 15. หลังจากใช้สารเคมที างการเกษตร มอี าการตาแดง 1.39 0.748 นอ้ ยทส่ี ุด 16. หลังจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานานรู้สึก 1.84 0.952 น้อย วิงเวยี นศรี ษะ 17. หลงั จากฉีดพ่นสารเคมที างการเกษตรแล้ว มีอาการ มือชา เทา้ ชา 1.41 0.816 นอ้ ย 18. หลังจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรเปน็ ระยะเวลานาน มอี าการ 1.80 0.911 น้อย อ่อนเพลยี 19. หลงั จากการใช้สารเคมที างการเกษตรเปน็ ระยะเวลานาน มอี าการ 1.69 0.845 น้อย ปวดศรี ษะ 20. หลงั จากการใช้สารเคมีทางการเกษตร มีอาการปวดเมอ่ื ยกล้ามเน้อื 1.70 0.946 น้อย เฉลย่ี ปญั หาสุขภาพทางดา้ นร่างกาย 1.64 0.110 นอ้ ย จากตารางท่ี 2 แสดงให้เห็นว่า เกษตรกรท่ีใช้ วิงเวียนศีรษะ เม่ือสูดดมกลิ่นสารเคมีเป็นเวลานานทา่ น สารเคมีส่วนน้อย (ปราศจากการป้องกันสารเคมี) จึง มีอาการคลื่นไส้และน้ามูกไหลรวมถึงหลังจากการใช้ ทาให้ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีฯ ทาให้เกิด สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานานท่านมีอาการ อาการหายใจไม่ค่อยออก แสบตา เวียนหัว และรวมไป อ่อนเพลีย ท่านเคยรู้สึกว่าท่านได้รับสารเคมีทาง ถึงมีอาการผื่นคันจากการสัมผัสสารเคมีฯ ดังนั้นปัญหา การเกษตรเข้าสู่ร่างกายมากจนเกินไปจนทาให้ไม่สบาย สุ ข ภ า พ ท า ง ด้ า น ร่ า ง ก า ย ข อ ง เ ก ษ ต ร ก ร ช า ว ไ ร่ ป ลู ก ตัว หลังจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรท่านมีอาการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ในระดับท่ีน้อย พบว่า ขณะใช้ ปวดเมื่อยกล้ามเน้ือ หลังจากการใช้สารเคมีทาง สารเคมีกล่ินของสารเคมีทางการเกษตรทาให้ท่านรู้สึก การเกษตรเป็นระยะเวลานาน ท่านมีอาการปวดศีรษะ หายใจไม่สะดวก และขณะใช้สารเคมีท่านมีอาการ ขณะใช้สารเคมีกลิ่นของสารเคมีทางการเกษตรทาให้ คอแห้งเนื่องจากหายใจรับสารเคมีเข้าไปทางจมูก ขณะ ท่านรู้สึกแน่นหน้าอก ขณะผสมสารเคมีท่านสัมผัสกับ ใช้สารเคมีท่านมีอาการแสบจมูกจากการฉีดพน่ สารเคมี สารเคมีโดยตรงทาให้เกิดอาการแสบผิวหนัง หรือมี ทางการเกษตร ขณะใชส้ ารเคมลี ะอองจากการฉีดพ่นทา อาการเป็นผื่นคัน อย่ใู นระดบั นอ้ ย โดยมีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ ให้ท่านรู้สึกแสบตาหรือระคายเคืองตา หลังจากการใช้ 2.06 1.92 1.87 1.84 1.80 1.78 1.70 1.69 1.68 สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานานท่านรู้สึก 1.65 ตามลาดับ เมื่อสูดดมกล่ินสารเคมีเป็นเวลานาน วารสารวิชิ าการรับั ใช้ส้ ังั คม มทร.ล้า้ นนา 55 ปีีที่�่ 4 ฉบับั ที่่� 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

ท่านมีอาการคล่ืนไส้ และน้ามูกไหล ขณะใช้สารเคมี ระดับน้อยท่ีสุด มีค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 1.47 1.44 1.41 1.39 ท่านมีอาการแสบจมูกจากการฉีดพ่นสารเคมีทางการ 1.30 1.27 1.23 ตามลาดับ (S.D.= 0.812 ) เกษตร และเม่ือท่านใช้สารเคมีเป็นเวลานานท่านมี อาการน้าตาไหลมาก หลังจากฉีดพ่นสารเคมีทางการ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สารเคมี เกษตรแล้ว ท่านมีอาการ มือชา เท้าชา หลังจากใช้ ทางการเกษตรอย่างเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพทางด้าน สารเคมีทางการเกษตร ท่านมีอาการตาแดง หลังจาก ร่างกายของเกษตรกร พบว่า พฤติกรรมการใช้สารเคมี ท่านสัมผัส สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานาน ทางการเกษตรท่ีเหมาะสมมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ ท่านมีอาการเล็บม่วง ท่านเคยมีอาการตัวบวมจากการ ปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกายของเกษตรกร อย่างมี แพ้สารเคมที างการเกษตร และทา่ นเคยหมดสตจิ ากการ นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ ใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นระยะเวลานาน อยู่ใน สหสมั พนั ธ์ (r) เทา่ กับ -.243 มีความสัมพนั ธ์อยู่ในระดับ นอ้ ย ดังตารางที่ 3 ตารางท่ี 3 ความสัมพันธข์ องพฤติกรรมการใชส้ ารเคมที างการเกษตรท่เี หมาะสมกับปญั หาสุขภาพของเกษตรกรชาวไร่ ปลูกขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์ ตวั แปร ปญั หาสขุ ภาพทางด้านรา่ งกาย (Y) ρ constant -.243** พฤตกิ รรมการใช้สารเคมที างการเกษตรท่เี หมาะสม (X) จากตารางท่ี3 แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ 1.1 ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เช่น การ ร ะ ห ว่ า ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ใ ช้ ส า ร เ ค มี ท า ง กา ร เ ก ษ ต ร ท่ี ฝึกอบรมโดยให้กระจายการฝึกอบรมให้ท่ัวถึงเกษตรกร เ ห ม า ะ ส ม กั บ ปั ญ ห า สุ ข ภ า พ ท า ง ด้ า น ร่ า ง ก า ย ข อ ง ทุกคนโดยให้ทางเทศบาลได้ร่วมมือกับโรงพยาบาล เกษตรกร พบว่า พฤติกรรมการใช้สารเคมีทาง ส่งเสริมสุขภาพตาบลป่าเซ่า น่าจะใช้ประโยชน์จาก การเกษตรมีความสัมพันธ์เชิงลบกับปัญหาสุขภาพ ความร่วมมอื น้ี ทางดา้ นร่างกายของเกษตรกร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสมั พนั ธ์ (r) เท่ากับ 1.2 ผลักดันการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรใน -.243 ซ่ึงมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับน้อยดังน้ันแสดงว่า พื้นท่ีทต่ี อ้ งการใชส้ ารชีวภาพ มีสหกรณข์ าย สารชีวภาพ เกษตรกรในพื้นที่น้ัน มีความร้ใู นการใชส้ ารเคมีและรู้จัก ของตนเองและมีกฏกติกาท่ีสามารถบังคับให้เกษตรกร ใช้อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรยังคงใช้ ใช้ชีวภาพเหมือนกันท้ังตาบล ตลอดจนมีการจูงใจโดย สารเคมอี ยา่ งต่อเนอื่ งเปน็ เวลานาน การสะสมสารเคมีใน การใหร้ างวลั เกษตรกรแกนนาซ่ึง จะทาใหเ้ กดิ การตื่นตัว ร่างกายย่อมส่งผลลบต่อสุขภาพ จึงควรแนะนาให้ ของเกษตรกรและประชาชนเอง เกษตรกรเปลี่ยนมาใช้สารชวี ภาพแทนสารเคมี\" การนาไปใช้ 1.3 สร้างกิจกรรมท่ีให้ประชาชนและเกษตรกร มีโอกาสแลกเปล่ียนประสบการณ์เพื่อให้ผู้ผลิตและ ด้านการใช้สารชีวภาพแทนการใช้สารเคมี ผู้บริโภคมีโอกาสพบปะกัน ทังน้ี จะช่วยให้ทัศนคติของ การเกษตร ให้ภาครฐั และเทศบาลส่งเสรมิ การใช้ชีวภาพ ผู้บริโภคเปล่ียนแปลงบางอย่าง เช่น ทัศนคติท่ีว่า ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรได้แก่ สารชีวภาพสกปรกผลิตมาจากของเสีย ผักที่ใช้ สารชวี ภาพยอ่ มมขี องเสียปนเป้ือนเปล่ยี นไป รวมถงึ เป็น การปลูกฝังจติ สานึกรับผิดชอบและความมีวินัยต่อสังคม 56 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

และส่ิงแวดล้อมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้บริหารเทศบาล การศึกษาของ ดวงใจ วิชัย และคณะ (2561) ที่พบว่า เกษตรกรและประชาชน ตลอดจนนักวิชาการทุกฝ่าย เกษตรกรส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเส่ียงจากการใช้สารเคมี เกิดจิตสานึกร่วมกันและส่งเสริมโดยนาความรู้นั้นไป กาจดั วัชพืช ใชใ้ นปริมาณมากและปราศจากการป้องกัน ให้กบั ผ้ใู หญ่บา้ น กานัน และรวมไปถงึ นาผลการวิจยั ทไ่ี ด้ ตนเอง และมกี ารสัมผัสเป็นเวลานาน มคี วามเสีย่ งอยู่ใน นั้นไปให้กับองค์การบริหารส่วนตาบลป่าเซ่า เพื่อเป็น ระดับปานกลาง ทั้งน้ีสามารถอธิบายได้ว่า เกษตรกรใน แนวทางในการแก้ไขปัญหาในสุขภาพของเกษตรกรที่ พ้ืนที่มีการใช้สารเคมีเพื่อการเพ่ิมผลผลิตและป้องกัน เกิดจากการใชส้ ารเคมที างการเกษตร ปัญหาท่ีส่งผลกับข้าวโพด ถึงแม้จะมีการใช้สารเคมีฯ จานวนมาก แต่ก็เรียนรู้ที่จะป้องกันตนเองมากข้ึน ภาพที่ 5 การนาผลการวจิ ยั ไปมอบให้กบั ผูใ้ หญบ่ า้ น เ น่ื อ ง จ า ก ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ แ ล ะ ก า ร ไ ด้ รั บ ค ว า ม รู้ จ า ก กานัน ของชมุ ชนพนื้ ท่ีนั้น แหล่งข้อมูลต่าง ๆ จึงมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีฯ ทเ่ี หมาะสม จากตารางภาพท่ี5 แสดงให้เห็นว่า ผู้วิจัยน้ันได้ นาความรู้ไปให้กับผู้ใหญ่บ้าน กานัน และรวมไปถึงนา 2.ปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกายของเกษตรกร ผลการวิจัยท่ีได้น้ันไปให้กับองค์การบริหารส่วนตาบล ชาวไร่ข้าวโพดในเขต ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ป่าเซ่า เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาในสุขภาพ พบว่า เกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดเล้ียงสัตว์มีปัญหา ของเกษตรกรที่เกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร สุขภาพทางดา้ นร่างกายอยู่ในระดับที่น้อย ซงึ่ สอดคล้อง ดงั นั้นเพอ่ื ท่ีจะลดผลกระทบทจ่ี ะเกิดกับตัวของเกษตรกร กับการศึกษาของ จิว เชาว์ถาวร (2014) พบว่า ภาวะ ผู้วิจัยจึงได้นาความรู้น้ันไปเผยแพร่ให้กับเกษตรกรใน สุขภาพตามความเส่ียงในส่วนของความเจ็บป่วยที่เก่ียว พื้นท่นี ้ัน ๆ เนื่องมาจากการสัมผัสสารเคมี ท่ีคุกคามสุขภาพการ อภิปรายผล ทางานทีส่ าคญั คือ มอี าการระคายเคืองตา และแสบตา จากการสัมผัสสารประกอบกามะถันและอาการระคาย ผู้วิจัยได้อภิปรายผลการวิจัยโดยได้พิจารณา เคืองแสบตา จากการสัมผัสฝุ่นจากใบหอมแดงแห้ง ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยในประเด็นต่าง ๆ การสัมผัสฝุ่นทางการเกษตร สารเคมีจากพืชผลทาง ซง่ึ ประกอบไปด้วย การเกษตรเช่น สารเคมีกาจัดศัตรูพืช ทาให้เกิดภูมิแพ้ ระคายเคืองตา และทางเดินหายใจ ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง 1. พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรท่ี ส่วนใหญ่ระบุสัมผัสสารเคมีกาจัดศัตรูพืช พบว่าการ เหมาะสมของเกษตรกรชาวไร่ปลูกข้าวโพดในเขต สัมผัสสารประกอบกามะถันมีความสัมพันธ์กับอาการ ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ พบว่า เกษตรกรชาวไร่ เคืองตา แสบตา ทั้งน้ีสามารถอธิบายได้ว่า เกษตรกรที่ ปลูกข้าวโพดเล้ียงสัตว์มีพฤติกรรมการใช้สารเคมีทาง ใช้สารเคมีส่วนน้อย (ปราศจากการป้องกันสารเคมี) การเกษตรท่ีเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับ จึงทาให้ได้รับผลกระทบจากการใช้สาเคมีฯ ทาให้เกิด อาการหายใจไม่ค่อยออก แสบตา เวียนหัว และรวมไป ถงึ มีอาการผนื่ คนั จากการสัมผสั สารเคมฯี 3 . ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ใ ช้ สารเคมีทางการเกษตรที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพของ เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดในเขต ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ พบว่า พฤติกรรมการใช้สารเคมีทาง การเกษตรท่ีเหมาะสม มีความสัมพันธ์เชิงลบกับปัญหา สุขภาพทางด้านร่างกายของเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของ วัชรีวรรณ คาแสน (2550) ที่พบว่า วารสารวิิชาการรัับใช้ส้ ัังคม มทร.ล้า้ นนา 57 ปีที ี่่� 4 ฉบัับที่�่ 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ใ ช้ ส า ร เ ค มี โ ด ย ร ว ม อ ยู่ ใ น ร ะ ดั บ สู ง ชนิกานต์ คุ้มนก (2557) ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการใช้ เม่ือพิจารณาองค์ประกอบของพฤติกรรมการใช้สารเคมี สารกาจัดศตั รพู ชื ของเกษตรกร ตาบลจอมทอง พบว่า ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเคมีอยู่ที่ ร้อยละ อาเภอเมอื ง จงั หวดั พิษณโุ ลก 59.30 ซ่ึงเป็นระดับท่ีสูง ส่วนปัญหาสุขภาพท่ีเกี่ยวข้อง กับการใช้สารเคมีพบว่า เกษตรกรได้รับผลกระทบจาก ดวงใจ วิชัย และคณะ.(2561).พฤติกรรมเส่ียงและ การใช้สารเคมี โดยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบ ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กบั ความเสี่ยงในการใช้ ประสาท อาการท่ีพบบ่อยคือปวดศีรษะ และมึนงงหรือ สารเคมีกาจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ในพื้นที่ เวียนศีรษะ ต่อมาคือปัญหาท่ีเกิดกับดวงตา ท่ีพบบ่อย ต้นน้าเขื่อนลาปะทาว จังหวัดชัยภูมิ. วารสาร คอื มีอาการนา้ ตาไหล ส่วนปัญหาทเี่ กดิ กับระบบทางเดิน สานักงานควบคุมโรคท่ี 7 ขอนแก่น. 25(2): 22- หายใจ อาการที่พบบ่อยคือ ไอหรือจาม และปัญหาที่ 33 เกิดขึ้นกับผิวหนัง อาการที่พบบ่อยคือ คันผิวหนัง ทั้งน้ี สามารถอธบิ ายได้วา่ เกษตรกรสว่ นใหญม่ พี ฤติกรรมการ วัชรีวรรณ คาแสน (2550) พฤติกรรมการใช้สารเคมี ใช้สารเคมีฯท่ีเหมาะสมดังน้ันพฤติกรรมการใช้สารเคมี แ ล ะ ปั ญ ห า สุข ภ า พ ใ นผู้ป ร ะก อบ อาชีพ ดังกล่าวจึงมีผลกับปัญหาสุขภาพทางด้านร่างกายน้อย หัตถกรรมไม้มะม่วง. เชียงใหม่ : บัณฑิต แตม่ ีเกษตรกรส่วนน้อยทป่ี ราศจากการป้องกัน จงึ ทาให้ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร จึงส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบประสาท ระบบทางเดิน สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร. (2552).ข้อมูลการ หายใจ ดวงตาและผวิ หนงั นาเข้าสารเคมีการเกษตร. สืบค้นเม่ือวันที่ 12 บรรณานกุ รม ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 2 , จ า ก http://www. กรมควบคุมโรค.(2562).เปิดสถานการณ์โรคพิษสาร oae.go.th/factor/PestNew.htm กาจดั ศตั รูพชื . สืบค้นเมอ่ื วนั ท่ี 4 มกราคม 2564, สานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), จ า ก https://www.hfocus.org/content (2562).ผลกระทบของการใช้สารเคมีปราบ /2020/11/20505 ศัตรูพืช สืบค้นเมื่อวันท่ี 3 มกราคม 2564,จาก กรมวิชาการเกษตร, สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, https://www.tcijthai.com/news/2019/10/s ( 2 5 6 2 ) . ป ริ ม า ณ แ ล ะ มู ล ค่ า ก า ร น า เ ข้ า วั ต ถุ coop/9456 อันตรายทางการเกษตรของไทย.สบื ค้นเมื่อวันท่ี 3 มกราคม 2564,จาก https://www.tcijthai. สุวรรณชัย วัฒนาย่ิงเจริญชัย. (2562). เกษตรกรไทย com/news/2019/10/scoop/9456 เสี่ยงป่วยด้วยพิษยาฆ่าแมลง-กาจัดศัตรูพชื ปี จวิ เชาวถ์ าวร (2014) ภาวะสขุ ภาพตามความเส่ยี งจาก 61 พบผู้ป่วยเกือบ 1 หมื่นคน. สืบค้นเมื่อวันที่ การทางานของเกษตรกรปลูกหอมแดง ตาบล 15 กรกฎาคม 2562 , จาก https://www. ป่าหวาย อาเภอเมือง จังหวัดพะเยา. คณะ hfocus.org/content/2019/06/17297 พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Creswell and Clark. (2 0 1 7 ) . Designing and Conducting Mixed Methods Research. Thousand Oaks, Sage Publications Inc. United Nations Thailand. (2015). 58 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

กระบวนการยกระดบั คุณภาพผลิตภัณฑแ์ บบมสี ่วนร่วมของชุมชน ปกาเกอะญอ: กรณีศกึ ษาบ้านแมป่ อคี จงั หวดั ตาก Process for enhancing the quality of participatory products of the Pga K’nyau community : In the case of Mae Por Ki Village, Tak Province สันติ ชา่ งเจรจา1*, รงุ่ นภา ชา่ งเจรจา2, นอิ ร โฉมศรี3 Sunti Changjeraja1*, Rungnapa Changjeraja2, Nion Chomsri3 1*ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ สถาบันวจิ ยั เทคโนโลยเี กษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา 2รองศาสตราจารย์ ดร. สถาบนั วจิ ัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 3ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สถาบันวจิ ัยเทคโนโลยเี กษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา 1*Asst. Prof., Agricultural Technology Research Institute, Rajamangala University of Technology Lanna. 2Assoc. Prof. Dr., Agricultural Technology Research Institute, Rajamangala University of Technology Lanna 3Asst. Prof. Dr., Agricultural Technology Research Institute, Rajamangala University of Technology Lanna E-mail:[email protected], เบอร์โทรศัพท์ 08-3203-4040 บทคัดยอ่ การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการยกระดับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เชิงเอกลักษณ์ของชุมชนปกาเกอะญอและบ่มเพาะนักวิจัยชุมชนให้มีศักยภาพด้านการจัดการคุณภาพและ การสร้าง มูลค่าให้ผลิตภัณฑ์สู่ความม่ันคงทางเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยใช้กระบวนการรวบรวมค้นคว้าข้อมูล กลไก การบ่มเพาะนักวิจัยชุมชนด้านการพฒั นาผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดเกบ็ ข้อมูล การวัดผลความรู้ทีมวจิ ยั ชุมชนกอ่ นและ หลงั การดาเนินงานวจิ ยั โดยใช้แบบสอบถาม และการใช้เครื่องมือภายใตก้ ลไกการมสี ่วนร่วมในชุมชนโดยใช้เวทีชุมชน ผลการศึกษาพบว่า บนการสร้างโอกาสด้านการเข้าถึงแนวทางการพัฒนาชุมชนปกาเกอะญอตามแนวชายแดน ไทย - พม่า สร้างนักวิจัยชุมชนปกาเกอะญอ บ้านแม่ปอคี จานวน 5 ท่าน แยกเป็นเพศชาย จานวน 3 ท่าน และ เพศหญิง จานวน 2 ท่าน เป็นคนรุ่นใหม่ของชุมชน มีอายุในช่วง 25-35 ปี ภายใต้การสร้างทัศนคติเชิงบวกด้านการ พัฒนาโดยใช้ฐานการวิจัยเพ่ือท้องถ่ินเป็นฐานยกระดับความรู้ ความคิด และความพยายามสามารถขยายผลสู่ การปฏิบัติการพัฒนาผลติ ภัณฑ์พรกิ แห้งของชุมชนให้มีความโดดเด่นด้านคุณภาพ มีส่ิงบ่งชี้ถึงเอกลักษณ์ ตัวตนและ แหล่งที่มาของสินค้าบนวิถีวัฒนธรรมของปกาเกอะญอ ทาให้เกิดความน่าสนใจและเข้าถึงที่มาช่วยสนับสนุน การตัดสินใจของผู้ซื้อท้ังในทางตรงและระบบออนไลน์ สร้างบทเรียนรู้จากการปฏิบัติการจริงของนักวิจัยชุมชนเกิด ความเข้าใจ เขา้ ถงึ กลไกการพฒั นาอยา่ งเหมาะสมตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งทมี่ ุง่ เน้นการพฒั นาอย่าง สมดุลบนฐานต้นทุนชุมชนท่ีมีอยู่เดิม ประกอบด้วยทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางกายภาพ ทุนทางวัฒนธรรม ประเพณี และทุนทางธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม วิเคราะห์จุดแข็งเพื่อสร้างจุดขายด้วยการบูรณาการความรู้จาก ภูมิปัญญาร่วมกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาหรับยกระดับความรู้และเพ่ิมศักยภาพของนักวิจัย ชมุ ชนจดั ว่าเป็นต้นทุนมนุษยท์ ่ีสาคัญตอ่ การขับเคล่ือนขยายการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือด้านอื่น ๆ ท่ีจะดารงไว้ซ่ึงความ มน่ั คงในเศรษฐกิจฐานรากของชมุ ชนตอ่ ไป คาสาคญั การพฒั นาผลิตภัณฑแ์ บบมีส่วนรว่ ม บา้ นแม่ปอคี ปกาเกอะญอ พริกแหง้ ขนุ ดอยแมป่ อคี วารสารวิชิ าการรับั ใช้้สัังคม มทร.ล้้านนา 59 ปีีที่่� 4 ฉบับั ที่�่ 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

Abstract This work aimed to study participatory process for enhancing unique product quality development of Pga K’nyau community and to nurture potential community researchers for quality management and creating value to the product towards local economic security of community. Data search and collection process, nurture mechanism of community researcher for community product development, information storing, evaluation of community research team’s knowledge before and after conducting research by questionnaire and utilization of tools with community participation mechanism by using community forum were performed. It was revealed that based on creating accessible opportunity, Pga K’nyau community development approach along Thai-Myanmar border built 5 Pga K’nyau community researchers in Mae Por Ki Village, 3 males and 2 females. They are the new generation in the community, aged between 25-35 years. Building a positive development attitude based on research for locality to bring up knowledge, idea and attempt could expand to dried-chili product development practice in the community for outstanding quality, uniqueness, identity and product origin regarding Pga K'nyau cultural way. This contributes to attractiveness and accessibility to support buyer decisions both direct and online. Created lessons from actual practice of community researchers leads to understanding and accessibility of development mechanism appropriately regarding the philosophy of sufficiency economy which is focused on balanced development on the base of existing community capitals i.e., human capital, social capital, physical capital, cultural capital, and natural and environmental capital. Strength analysis for unique selling point with integrating knowledge from wisdom, science and technology to enhance knowledge level and potential of community researchers is an important human capital to drive and extend product development or others which could maintain local economic security of community. Keywords Participatory product development, Pga K’nyau, Mae Por Ki Village, Dried Chili Khun Doi Mae Po Khee บทนา การศึกษาท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิตและจากผลการดาเนนิ กะเหร่ียงหรือ ชุมชนปกาเกอะญอเป็นกลุ่ม งานวิจัยโครงการ “การหนุนเสริมเพื่อพัฒนาศักยภาพ นักวิจัยท้องถิ่น ชุมชนกะเหร่ียง 5 อาเภอชายแดน ชาติพันธุ์ท่ีมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตความ จังหวัดตาก” ท่ีสนับสนุนทุนวิจัยโดย สกว.ฝ่ายวิจัยเพอ่ื เปน็ อยู่ ทพ่ี ึง่ พิงกับธรรมชาติ ก่อให้เกดิ เป็นภูมิปัญญาใน ท้องถ่ิน (สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ด้านต่าง ๆ ท่ีได้รับการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าและ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)) ที่มีเป้าหมายยุทธศาสตร์ ความหมายของกลุ่มชาตพิ ันธก์ุ ลุ่มนี้ เช่น ภมู ิปญั ญาการ ร่วมกับ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถ่ิน (สานักงาน ใช้พืชสมุนไพร วิถีการดาเนินชีวิตและอัตลักษณ์ทาง คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วฒั นธรรม รวมถึงการปลูกพืชแบบไรห่ มุนเวียนเพ่ือเป็น (สกสว.)) ที่จะหนุนเสริมให้ชุมชนปกาเกอะญอในพ้ืนท่ี แนวทางหน่ึงในการฟ้ืนฟูดินและปา่ เป็นตน้ จึงเปน็ ที่มา 5 อาเภอชายแดน ให้มีความเป็นอยู่ท่ีดีและสามารถอยู่ ที่นาไปสู่การอนุรักษ์และฟ้ืนฟมู รดกทางวัฒนธรรม โดย ร่วมกับป่าได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายอย่างสันติวิธี คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแนวนโยบายในการฟ้ืนฟูวิถี โดยมีกรอบระยะการดาเนินงานวิจัย 3 ระยะ (3 ปี) ชีวิตชาวกะเหร่ียงซึ่งครอบคลุม การจัดการทรัพยากร “ท่ีจะมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานนิเวศน์ สิทธิสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและ 60 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

วัฒนธรรมอย่างสมดุลกับการจัดการทรัพยากร” โดย ครอบครัว ผลิตภัณฑ์ชุมชนมักเกิดจากภูมิปัญญาท่ี จากผลงานวิจัยระยะที่ 1 พบว่า สถานการณ์การ สืบทอดกันมาซึ่งอาจจะยังไม่มีความเหมาะสมด้าน เปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ชุมชนกะเหรี่ยง 5 ชายแดน จะ คุณภาพท่ีดีเท่าที่ควร ประกอบกับชุมชนชายแดน ได้รับผลกระทบในประเดน็ พื้นทอ่ี ยู่อาศยั พืน้ ทท่ี ากนิ จะ ส่วนใหญ่มากมีพ้ืนที่ตั้งท่ีอยู่ห่างไกลขาดโอกาสในการ อยู่ในเขตกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธ์ุพืช และ เข้าถึงข้อมูลความรู้ท่ีจะนามาใช้ยกระดับผลิตภัณฑข์ อง กรมป่าไม้ ต้ังแต่เขตพื้นที่ป่าสงวน ป่าอุทยานแห่งชาติ ชุมชนให้มีคุณภาพที่สามารถทาให้มีมูลค่าเพิ่มข้ึนที่จะ และเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า ที่ส่งผลต่อการดารงชีวิต ขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท่ีช่วย โดยเฉพาะความม่ันคงทางท่ีอยู่อาศัยและพ้ืนท่ีทากิน ยกระดับสินค้าให้สามารถขยายผลทางการตลาดมากขึ้น ซ่ึงจากสถานการณ์ดังกล่าว ทางทีมวิจัยจึงได้ค้นพบ แ น ว ท า ง ก า ร พั ฒ น า ท้ อ ง ถ่ิ น แ บ บ มี ส่ ว น ร่ ว ม โ ด ย ใ ช้ ความจาเพาะของวิถีการประกอบอาชีพทางเกษตรที่มี ผลิตภัณฑ์ภายใต้ภูมิปัญญาเป็นฐานการบูรณาการ ก า ร เ ลื อ ก พื ช เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ท่ี มี ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง กั น ต า ม ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิชาการที่มีวิทยาศาสตร์และ ประสบการณ์ความรู้ และประสบการณ์ส่งขายผลผลิต เทคโนโลยีเป็นฐานเสริมสร้างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศ โดยชุมชนบ้านแม่ปอคียดึ ชมุ ชนใหม้ ีคณุ ภาพและมาตรฐานอย่างเหมาะสมสาหรับ วิถีเกษตรไร่หมุนเวียนที่มีการปลูกข้าวไร่เป็นพื้นฐานใน เสริมศักยภาพความรู้แก่นักวิจัยชุมชนให้มีต้นทุนทาง การผลิตเพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือนและกลุ่มพืชไร่ ปัญญาเกิดแนวคิดและแนวปฏิบัติต่อยอดการพัฒนา ล้มลุกอ่ืน ๆ เช่น ข้าวโพด พริก สาหรับใช้บริโภคใน ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมด้านอื่น ๆ ของชุมชนชายแดน ครัวเรือน แจกจ่ายเกื้อกูลระหว่างครัวเรือน และ ตอ่ ไป จาหน่ายสร้างรายได้ พริกกะเหร่ียงเป็นสายพันธ์ุพริก วธิ กี ารดาเนนิ งาน ทอ้ งถ่ินท่ีมีระบบการปลูกแบบพืชไรส่ ามารถเจริญเติบโต ได้ดีในพื้นท่ีสูง ไม่ต้องการน้ามาก ต้านทานโรคและ 1. กระบวนการรวบรวมค้นคว้าข้อมูล โดยสารวจ แมลงศัตรูพืช เป็นพริกผลเล็กรสชาติเผ็ดจัดสามารถ ข้อมูลชุมชน เพื่อรวบรวมรายละเอียดข้อมูลเชิงพ้ืนท่ี จาหน่ายไดท้ ้งั ผลสดหรือตากแหง้ (ภาพที่ 1) บริบทชุมชน ศึกษาทุนทางทรัพยากร ทุนทางสังคม ทนุ ทางวัฒนธรรม และศึกษาอตั ลกั ษณผ์ ลติ ภณั ฑ์ทอ้ งถิ่น ภาพที่ 1 วิถีการทาไรพ่ รกิ กะเหรีย่ งในหมบู่ ้านแมป่ อคี ที่มีการผลิตในชุมชนโดยใช้เครื่องมือ SWOT ทาการ การพฒั นาภายใตแ้ ผนเศรษฐกิจสงั คมแห่งชาติท่ีตอ้ งการ วิเคราะห์รายละเอียดที่จะใช้เป็นฐานการเรียนรู้และ พัฒนาตน้ ทนุ มนุษย์ใหม้ ีศกั ยภาพด้านการบริหารจัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์และตัดสินใจพัฒนาบน เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้เกิดความมั่นคง ม่ังคั่ง ฐานข้อมูล จัดทาฐานความรู้ทางภูมิปัญญาถึงที่มาของ และย่ังยืนโดยใช้แนวทางของปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลติ ภณั ฑจ์ ากการใชแ้ บบสอบถามข้อมูลของคนในชุมชน สาหรับขับเคล่ือนการพัฒนา ชุมชนชายแดนส่วนใหญ่ มุ่งเน้นด้านผลิตภัณฑข์ องแต่ละชุมชนท่ีมีการดาเนินการ เป็นกลุ่มชนเผ่าท่ีมีการดาเนินชีวิตในวิถีความเป็นอยู่ ผ ลิ ต อ ยู่ เ ดิ ม แ ล ะ ส ร้ า ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ แ บ บ มี ร่วมกับธรรมชาติมีการนาผลผลิตจากธรรมชาติมาใช้ ส่วนร่วมบนการพัฒนาเพอ่ื สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรคบ์ น ประโยชน์สาหรับใช้เองและจาหน่ายเป็นรายได้ใน ประโยชน์/ผลประโยชน์ของชุมชน 2. กลไกการบม่ เพาะนกั วิจยั ชมุ ชนดา้ นการพฒั นา ผลติ ภัณฑ์ชุมชน ใชก้ ระบวนการวจิ ัย PAR ประกอบด้วย ขั้นตอน การจัดการความรู้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนจาก ภูมิปัญญา ภายใต้กระบวนการ การรวบรวม/วิเคราะห/์ วิพากษ์/การคัดเลือก ได้ผลิตภัณฑ์ชุมชน 1 ตัวอย่าง สาหรับขยายผลการพฒั นา อบรมเชงิ ปฏิบตั กิ ารยกระดับ คุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาทักษะด้านวิชาการและ วารสารวิิชาการรับั ใช้้สัังคม มทร.ล้า้ นนา 61 ปีีที่�่ 4 ฉบัับที่่� 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

เทคโนโลยีการจัดการผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานของ งาดา ฟักเขียว ฟักทอง น้าเต้า มะระ ถ่ัวเขียว ถั่วดา ชุมชน โดยสรา้ งโอกาสให้ทีมวิจยั ชุมชนได้มีการฝึกอบรม ข้าวโพด พืชตระกูลแตง และข้าวไร่ โดยใช้กระบวนการ การแปรรูปหรือถนอมอาหารและปฏิบัติการพัฒนา ผลิตแบบอินทรยี ์ไม่ใช้สารเคมี ด้านจุดอ่อน ผลผลิตของ ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสถานที่ผลติ อาหารที่มีกระบวนการ ชุมชนมีราคาถูกเนื่องจากชุมชนยังไม่มีกลไกการพัฒนา ผลิตท่ีมีมาตรฐาน อบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างมูลค่า ผลผลิตที่มีจะสามารถขยายผลเพิ่มมูลค่าท่ีจะให้ได้ ผลิตภัณฑ์ การพัฒนาทักษะด้านการผลิตและออกแบบ ผลตอบแทนที่เพ่ิมมากกว่าเดิมนอกจากนี้ยังมีข้อจากัด บรรจุภัณฑ์ตลอดจนการออกแบบตราสินคา้ ท่ีเหมาะสมท่ี ด้ า น ร ะ ย ะ ท า ง ที่ ตั้ ง ชุ ม ช น ห่ า ง จ า ก ตั ว จั ง ห วั ด ต า ก สามารถส่ือถึงสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างมี ประมาณ 250 กิโลเมตร และห่างจากตัวอาเภอ ส่วนร่วม รวมถึงการบริหารจัดการกลุ่มการผลิตท่ียั่งยืน ท่าสองยางประมาณ 60 กิโลเมตร การคมนาคมขนส่ง ของชุมชน และอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาทางด้าน เป็นถนนคอนกรีตสลับดินลูกรังในพ้ืนท่ีเขาสูงทาให้การ การตลาด การพัฒนาทักษะด้านการตลาดแบบขายตรง เดินทางเข้าสู่ชุมชนค่อนข้างยากลาบากโดยเฉพาะช่วง ขายฝาก การขายในระบบออนไลน์ ฤดูฝน แต่ชุมชนบ้านปอคีมีโอกาสด้านการพัฒนา เน่ืองจากมีกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นต้นทุนสาคัญตอ่ 3. การจัดเก็บข้อมูล ทาการวัดผลความรู้ทีม การพัฒนามีพื้นฐานการเข้าถึงการเรียนรู้และใช้งาน วิจัยชุมชนก่อนและหลังการดาเนินงานวิจัยโดยใช้ เครื่องมือและเทคโนโลยีที่จะสามารถใช้ประโยชน์เพ่ือ แบบสอบถาม มีการใช้เคร่ืองมือภายใต้กลไกการมี ยกระดับรายได้ให้กับคนในชุมชนท่ีส่วนใหญ่มาจาก ส่วนร่วมในชุมชน ผลผลิตพืชในวิถีท่ีมีความสาคัญ เช่น พริก พลู และบุก จากการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนบนฐานทุนด้านต่างๆ ผลการดาเนนิ งาน ของชุมชนและกาห นด ควา มต้ องกา รข อ ง บ้ า น ก ร ะ บ ว น ก า ร วิ จั ย เ ริ่ ม ต้ น ด้ ว ย ก า ร ร ว บ ร ว ม ขุนแม่เหวย (ปอคี) จึงมีมติเลือกผลิตภัณฑ์ “พริกแห้ง” ส า ห รั บ ท ด ล อ ง ย ก ร ะ ดั บ พั ฒ นา เ ป็ นผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ค้นคว้าวิเคราะห์ต้นทุนชุมชนโดยใช้ เคร่ืองมือ SWOT เชิงเอกลักษณ์ชุมชน ก่อนจบการดาเนินงานในกจิ กรรม โดยทีมวิจัยลงพ้ืนที่จัดเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกับ ทีมวิจัยได้กาหนดโจทย์ ภายใต้คาถามการวิจัย ทมี นกั วจิ ัยชมุ ชนบ้านแม่ปอคี จานวน 5 คน ประมวลผล “กระบวนการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ชุมชนสามารถสร้างการ ข้อมูลประกอบด้วย ด้านจุดแข็ง ชุมชนบ้านแม่ปอคีเปน็ เปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพและช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ ชนเผ่าปกาเกอะญอท่ีมีพ้ืนฐานต้นทุนทางวัฒนธรรมใน เชิงเอกลักษณ์ของชนเผ่าปกาเกอะญอ” เพื่อใช้ในการ ความเชื่อตามแบบของบรรพบุรุษในวิถีการผลิต และ ดาเนินงานในคร้ังต่อไป กิจกรรมการดาเนินงานท่ี การใช้ประโยชน์ท่ีเคารพต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ต่อเน่ืองจากเวทีแรกทาการลงพ้ืนที่และจัดเวทีรวมกับ ทาให้ทรัพยากรมีความอุดมสมบูรณ์จัดความสมดุลของ นั ก วิ จั ย ชุ ม ช น เ พื่ อ ท า ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ต้ น ทุ น เ ชิ ง ลึ ก คน นา้ ป่า ในชมุ ชนมีภูมิปัญญาท้องถ่นิ คอื มีปา่ เดป่อทู่ ของชุมชนเพิ่มเติมโดยได้ข้อมูลด้านต่าง ๆ ของบ้าน หรือ ป่าสะดือ ท่ีดูแลจัดการโดยวิถีชุมชน ที่มีความ แม่ปอคี มีจานวนประชากรท้ังหมด 269 คน ชาย 134 ผูกพันธ์กับป่ามาต้ังแต่เกิด โดยจะมีการนาสายสะดือ คน หญิง 135 คน มีทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ของเด็กแรกเกิดไปแขวนไว้กับต้นไม้เป็นการผูกสัมพันธ์ ป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่าช้า สะดือ และป่าจิตวิญญาณ ระหว่างเด็กกับต้นไม้ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน โดย และยังประกอบด้วยประเพณี พิธีกรรมท่ีเป็นความเชื่อ ห้ามใครตัดต้นไม้ต้นนั้น ทาให้พื้นท่ีป่าชุมชนยังเป็น ของชุมชน โดยใช้ปฏิทินชุมชนมีรายละเอียดในรอบปี แหล่งท่ีอยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น นกเหงือก ชะนี และ ได้แก่ ในเดือนมกราคม หรือตะแหล พิธีกรรมกิน หมีควาย ตลอดจนยังเป็นพ้ืนที่สาคัญของป่าต้นน้า ขา้ วใหม่ (ออ้ บอื ซอโค่) และมดั มอื ขึ้นบา้ น (กา่ ดคู ี) เดอื น เป่อพาโกล บลึวาโกล แม่เหว่ยโกล ซึ่งเป็นต้นน้าที่ มีนาคม หรือเทกุ มีกิจกรรมกองบุญข้าว เดือนเมษายน ก่อให้เกิดน้าตกขุนแม่เหว่ย ท่ีทาให้เกิดการประกอบ หรือตาลา มีพิธีกรรมดาหัวผู้สูงอายุ (ปัสกา) เดือน อ า ชี พ ข อ ง ค น ใ น ชุ ม ช น ท า ก า ร เ ก ษ ต ร ใ น ร ะ บ บ ไ ร่ พฤษภาคม หรือเดะญา มีพิธีกรรมบือเชะโบ เดือน หมุนเวียนบนความม่ันคงทางอาหารจา ก ความ กรกฎาคม หรือลาเฆาะ มีพิพีกรรมทะแกบือโพ และใน หลากหลายของพันธุกรรมพืชพ้นื บา้ น เช่น พริก มะเขือ 62 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

เดือนธันวาคม หรือ ลาปลือ มีพิธีฮิซ่อโค๊ะ ส่วน ค ว า ม รู้ / ทั ก ษ ะ / ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ก า ร วิ จั ย ภ า ย ใ ต้ ก า ร เอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้แก่ พริกแห้ง ท่ีปลูก บูรณาการความร้เู ดิม ร่วมกับความร้ใู หม่ในการยกระดับ ตามไร่หมุนเวียน ไม่ใช้สารเคมี หลังจากที่ได้วิเคราะห์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนอย่างเหมาะสมบนฐาน ต้นทุนชุมชนแล้ว ทีมวิจัยได้มีการศึกษาและวิเคราะห์ ด้านวิชาการและเทคโนโลยี โดยนักวิจัยชุมชนสามารถ ผลิตภัณฑ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ตัวอย่าง ขยายผลความรู้สู่ความคิดด้านการพัฒนาที่ต่อเน่ืองใน ผลิตภัณฑ์พริกแห้งมาตรฐานท่ีมีการผลิตและจาหน่าย การยกระดับผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชนท่ีมีคุณภาพ และ มาให้กลมุ่ นักวิจยั ชมุ ชน ได้วเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทยี บกับ มาตรฐาน ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมท่ี ผลติ ภณั ฑม์ ีการวิเคราะห์รายละเอียดผา่ นลกั ษณะท่ีบ่งชี้ เหมาะสมกับพัฒนาทางความคิดในรูปแบบ Active รายละเอียดภายนอก เช่น ลักษณะทางกายภาพของ Leaning โดยจัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ ผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และการ ลงมือกระทาและใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับส่ิงที่เขาได้ บ่งช้ีคุณภาพภายในมีการชิม ดมกลิ่น ผลิตภัณฑ์ บูรณาการวิธีการจัดกระบวนการเรียนกับการบริการ เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยนักวิจัยชุมชน วิชาการผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการท่ีมีท้ังการ ได้มีการวิเคราะห์และสะท้อนรายละเอียดเชิงการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer Technology) และการ เปรียบเทียบ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ พัฒนาเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วม ( Participatory นกั วจิ ยั ชมุ ชนดาเนนิ งาน (ภาพท่ี 2) Development Technology) ทาการขยายผลการ เรียนรู้สู่การปฏิบัติการทดลองด้วยตนเองของนักวิจัย ภาพท่ี 2 กระบวนการวเิ คราะห์ต้นทนุ ชุมชนและ ชุมชน มีการใช้เทคนิคเสริมสร้างความรู้เช่น การเข้าถึง การตัดสินใจพัฒนาผลิตภณั ฑ์แบบมสี ว่ นรว่ ม แ ล ะ เ ข้ า ใ จ เ นื้ อ ห า ค ว า ม รู้ข อ ง นั กวิ จัย ชุ ม ช น โ ด ยกา ร สร้างทักษะการเรียนรู้ตามเป้าหมายความ อธิบายด้วยภาษาปกาเกอะญอ มีการประยุกต์ใช้ ต้นทุนเดิมท่มี ใี นนกั วจิ ัยชุมชน เชน่ ประสบการณ์ความรู้ ต้องการด้วยกลไกการบ่มเพาะนักวิจัยชุมชนด้านการ เคร่ืองมือ เทคโนโลยีท่ีคุ้นชิน เช่น โทรศัพท์มือถือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน “ผลิตภัณฑ์พริกแห้ง” ใช้ คอมพิวเตอร์ และวัสดุในชุมชน สาหรับใช้ในการสร้าง กระบวนการวิจัย PAR สาหรับพัฒนาคนท่ีเป็นต้นทุน การเรียนรู้ ปรับใช้พ้ืนที่ดาเนินงานท่ียึดจุดศูนย์กลางที่ ฐานรากของชุมชนปกาเกอะญอให้มีศักยภาพด้าน เกิดความสะดวกต่อการเดินทางและมีสิ่งอานวยความ สะดวกในการจัดกิจกรรม การดาเนินงานในแต่ละ กจิ กรรม ผลการดาเนินงานเร่ิมต้นจากการสร้างแรงจงู ใจ ในดา้ นการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์โดยเปดิ โอกาสให้ทมี นักวิจัย ชุมชนจานวน 5 ท่าน ได้มาศึกษาเรียนรู้และดูงาน ด้านเทคโนโลยีการผลิตพริกแห้งแบบครบวงจรบน ผลผลิตคุณภาพและมาตรฐานที่สถาบันวิจัยเทคโนโลยี เกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา จังหวดั ลาปาง โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากวิทยากรท่ี มีประสบการณ์ทาให้ทีมนักวิจัยชุมชนได้มีการเติมเต็ม แนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หลังจากนั้นทาการจัดเวที ท่ี 2 ในพ้ืนที่ชุมชนภายใต้กลไกการพัฒนาทักษะ เ ชิ ง ธุ ร กิ จ โ ด ย ใ ช้ Business Model Canvas เ ป็ น เคร่ืองมือสร้างการเรียนรู้ให้กับทีมนักวิจัยชุมชน มีการ บรรยายนาเสนอเน้ือหาความรู้ในการจัดทาแผนธุรกิจ พ ร้ อ ม เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ใ น ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ป ร ะ เ ด็ น รายละเอียดและจัดทาแผนธรุ กิจ โดยใหน้ กั วจิ ยั ชุมชน มี การใช้ประโยชน์จากข้อมูลชุมชนในเบื้องต้นมาสรปุ และ วารสารวิชิ าการรับั ใช้ส้ ังั คม มทร.ล้า้ นนา 63 ปีีที่�่ 4 ฉบัับที่�่ 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

เรียบเรียงสร้างอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน กาหนด บรรจุภัณฑ์ สร้างแบรนด์ และสร้างเอกลักษณ์ของกลมุ่ ชื่อของผลติ ภัณฑ์ชุมชนร่วมกัน ไดแ้ ก่ พริกแห้งกะเหรี่ยง ผลติ ภัณฑ์ชมุ ชน กระบวนการบรรจุภัณฑ์อาหารแปรรูป “ขุนดอยแม่ปอคี” บ้านแม่ปอคี กิจกรรมท่ี 3 การ กระบวนการจัดการผลติ และการตลาดผลติ ภัณฑ์ชุมชน บ่มเพาะนักวิจัยชุมชน ให้มีศักยภาพด้านการจัดการ และสร้างโอกาสการทดสอบทางการตลาดผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และสร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์สู่ความม่ันคงทาง ชุมชนโดยจัดให้มีการจาหน่ายสินค้าในส ถา นท่ี เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยการจัดเวทีการจัด ประกอบการตลาดท่เี นน้ สินค้าคุณภาพมีมาตรฐานความ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในพ้ืนท่ีศูนย์กลางที่มีความ ปลอดภัยโดยใช้ตลาดเกษตรกรของจังหวัดลาปางให้ พร้อมและเหมาะสมต่อการเรียนรู้คือ วิทยาลัย นั ก วิ จั ย ชุ ม ช น ไ ด้ น า เ ส น อ แ ล ะ จ า ห น่ า ย สิ น ค้ า จ ริ ง โพธิวิชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จังหวัดตาก หลังจากดาเนินงานในกิจกรรมเชิงปฏิบัติการแล้วเสร็จ จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่ต่อเน่ืองสาหรับสร้างทักษะ จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเมินผล และสรุป และประสบการณ์ให้นักวิจัยชุมชนท่ีมีการประยุกต์ใช้ บทเรียนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วม พ้ืนฐานความรู้และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมสร้างการ ของทีมนักวิจัยชุมชนพร้อมการจัดทาส่ือเพื่อการขยาย เรยี นรู้ ร่วมกัน มเี น้ือหาประกอบด้วย การจัดการวัตถุดิบ ผลภายในชุมชนและเครือข่ายต่อไป (ตารางท่ี 1 และ คุ ณ ภ า พ ม า ต ร ฐ า น ข อ ง ชุ ม ช น ก า ร อ อ ก แ บ บ ภาพที่ 3) ตารางที่ 1 การเปรียบเทยี บผลความสาเร็จกอ่ นและหลัง ตามเป้าหมายการดาเนนิ การวิจยั ประเดน็ ความสาเรจ็ การเปล่ยี นแปลง/สิง่ ทพี่ บ กอ่ น หลัง ด้านการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย คนในวิถีการผลิตพริกของชุมชนมี เกิดตัวแทนของคนในชุมชนท่ีมี ชมุ ชน ความต้องการขายผลผลิตให้ได้ใน บทเรยี นด้านการทาหนา้ ที่นักวิจัย - ความสามารถ ราคาที่แพงกว่าที่เป็นอยู่แต่ยังขาด ชุมชนท่ีมีทัศนคติเชิงบวกด้าน - ความพยายาม โอกาสและแนวทางในการพัฒนา การพัฒนา/แก้ไขปัญหาบนหลัก - ทัศนคติ ศักยภาพที่เหมาะสม ทาให้ไม่สนใจท่ี ของเหตุผล ใช้ทักษะความรู้เชิง จะเพ่มิ ทักษะการเรียนรู้ ก ร ะ บ ว น ที่ เ ห ม า ะ ส ม ต่ อ ก า ร ยกระดบั ผลิตภัณฑ์ในชมุ ชน ดา้ นการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ “พริกแหง้ ” ชุมชนจัดว่าพริกเป็นพืชที่มีบทบาท ชุมชนมีผลิตภัณฑ์พริกแห้งที่มี ของชมุ ชน สาคัญในชีวิตและเศรษฐกิจ แต่การ ศักยภาพทางด้านการตลาด สรา้ ง - ความเช่อื มน่ั คุณภาพ/มาตรฐาน ผลิตพริกแห้งในชุมชนยังยึดแนว มูลค่าเพ่ิมพริกเป็นราคาจาหนา่ ย - ความพึงพอใจของผู้บริโภค ทางการจดั จาหน่ายแบบเดิมท่ีใหร้ าคา พ ริ ก แ ห้ ง เ ฉ ล่ี ย 250 บ า ท / - มูลคา่ เพิม่ (บาท/กก.) ผลผลิตข้ึนลงตามกลไกทางการตลาด กิโลกรัม บนแนวทางการใช้ ราคาจาหนา่ ยพรกิ แห้งเฉลี่ย 80 บาท/ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น กิโลกรัม ชุมชนมีความต้องการให้เกิด ฐานการพัฒนาคุณภาพและ ผลตอบแทนที่ได้จากการผลิตพริก นาเสนอวิถีการผลิตบนอัตลักษณ์ มากกว่าเดิมแต่ยังไม่สามารถเข้าใจ สาคัญทางวัฒนธรรมของชนเผ่า และเข้าถึงแนวทางการพัฒนาได้อย่าง ปกาเกอะญอ สร้างสิ่งบ่งช้ีถึง เหมาะสม ตัวตน ความใส่ใจคุณภาพบน ค ว า ม เ ชื่ อ ม่ั น ใ น ม า ต ร ฐ า น ผลติ ภณั ฑ์ชมุ ชนทผ่ี บู้ ริโภคได้เป็น แบบเดยี วกับที่ใช้ในครัวเรือนของ ชุมชน 64 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

การนาไปใช้ ภาพที่ 3 กลไกลการดาเนนิ งานวจิ ัย “กระบวนการ หลังจากเสร็จสิ้นโครงวิจัยนี้แล้ว นักวิจัยชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวติ ผลติ ภณั ฑ์แบบมสี ่วนร่วม ได้มีแนวคิดในการขยายผลพัฒนาผลิตภัณฑ์ยกระดับ ของชุมชนปกาเกอะญอ: กรณบี า้ นแมป่ อคี จงั หวัดตาก” ชุ ม ช น น วั ต ก ร ร ม ท่ี มี ก ร ะ บ ว น ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ครบวงจรต้ังแต่นวัตกรรมต้นน้าการเพ่ิมประสิทธิภาพ การผล การสร้างมาตรฐานการผลิตและการเพ่ิมมูลค่า ผลติ ภณั ฑ์พริกแหง้ ภายใตส้ ัญลกั ษณ์ทแี่ สดงถึงคณุ ค่าบน คณุ ธรรมแหง่ ศรทั ธาสร้างผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมเฉพาะ ของชนเผ่าปกาเกอะญอ “พรกิ กะเหรยี่ ง ขนุ ดอยแมป่ อคี ธรรมชาติสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑค์ ุณภาพ ปลูกพริกระยะ สั้นฟ้ืนฟูป่าระยะยาว วิถีพริกวิถีคนบนธรรมชาติบ้าน แม่ปอคี” การพัฒนาท่ีสอดคล้องกบั บริบทชุมชนภายใต้ ยุทธศาสตร์แผนการพัฒนาของจังหวัดตากท่ีจะพัฒนา ต่อยอดด้านเกษตรปลอดภัยบนการสร้างฐานนวัตกร ชุมชนที่จะทาให้เกิดความยั่งยืนในวิถีอาชีพและนาร่อง ส่กู ารสรา้ งการขยายผลการเรียนรขู้ องชมุ ชนอน่ื ๆ ต่อไป อภปิ รายผล จากผลการวิจัยโครงการวิจัยกระบวนการ ยกระดับคุณภาพชีวิตผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมของ ชุมชนปกาเกอะญอ: กรณีบ้านแม่ปอคี จังหวัดตาก ภายใต้กรอบงานวิจัยเพื่อท้องถ่ิน (CBR) ท่ีมุ่งเน้นแก้ไข ปัญหาตามความตอ้ งการของชุมชนโดยมีกลไกการสรา้ ง คนในชุมชนให้มีความรู้และเข้าใจกระบวนการแก้ไข ปญั หาของชุมชนแบบมสี ่วนรว่ มในบทบาทของ “นกั วจิ ัย ชมุ ชน” ทเี่ ป็นทุนมนษุ ย์ที่มีบทบาทและความสาคญั ตอ่ การพัฒนาชุมชนร่วมกับทีมวิจัยภายนอกท่ีมีต้นทุนทาง ความรู้ที่สามารถจะนามาขยายผลสร้างการเรียนรู้เพ่ือ แก้ไขปัญหาชุมชนร่วมกันจนนาไปสู่องค์ความรู้ใหม่ที่มี ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ก า ร พั ฒ น า ง า น วิ จั ย ใ ห้ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ สถานการณ์และพลวัตรของการเปล่ียนแปลงของชุมชน ก า ร ส ะ ท้ อ น ผ ล ค ว า ม ส า เร็ จ ข อ ง ก า รด า เ นิ น ง า นวิจั ย ภายใตค้ าถามทก่ี าหนดนโจทย์วิจยั “กระบวนการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงด้าน คุณภาพและช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์เชิงเอกลักษณ์ของ ชนเผ่าปกาเกอะญอ จังหวัดตากได้หรือไม่/อย่างไร?” ตามกรอบของการแก้ไขปญั หาและพฒั นานักวิจยั ชุมชน วารสารวิิชาการรับั ใช้ส้ ัังคม มทร.ล้า้ นนา 65 ปีที ี่�่ 4 ฉบัับที่�่ 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ของชุมชน 4. การพัฒนาที่ดีต้องมีแผนและโครงการ คือ ในทางท่ีดีมากข้ึนกว่าเดิม การวิเคราะห์ความหมายจาก การพัฒนาทด่ี จี ะตอ้ งเปน็ ผลท่เี กิดขน้ึ จากการเตรียมแผน คาสาคัญในเนื้อหา “กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือโครงการไวก้ อ่ นลว่ งหน้า ชุมชน” จาแนกรายละเอียดของคาสาคัญ “การพัฒนา” ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การทาให้ 5. การพัฒนาเป็นเรื่องวิชาการ กาหนดขอบเขต เจริญ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Development” ของการพัฒนา เป้าหมายสุดท้ายของการพฒั นาว่าจะมี แปลว่า การเปลี่ยนแปลงทีละเลก็ ละน้อย โดยผา่ นลาดับ ผลที่เกิดข้ึนจากการพัฒนาเป็นอย่างไร และต้องมีการ ขั้นต่าง ๆ ไปสู่ลาดับท่ีสามารถขยายตัวขึ้น เติบโตขึ้น มี กาหนดกลวิธีหรือกิจกรรมในการดาเนินการเพื่อไปสู่ การปรับปรุงให้ดีข้ึนและเหมาะสมไ ปกว่ า เ ดิ ม เป้าหมายท่กี าหนดไว้ “ผลิตภัณฑ์” หมายถึง ส่ิงท่ีทาข้ึนหรือสิ่งที่ได้จากการ ผลิต และ “ชุมชน” หมายถึง หมู่ชนหรือกลุ่มคนที่อยู่ 6. การพัฒนาเป็นการปฏิบัติให้เกิดผลจริง รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณ มากกว่าทฤษฎีคือ การลงมือปฏิบัติตามกระบวนการ เดียวกันและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ที่จะขยายผลสู่ ต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างเป็น “ ก ร ะ บ ว น ก า ร ” ห รื อ Process มี ค ว า ม ห ม า ย รปู ธรรม ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ค่อย ๆ เปล่ียนแปลงอย่างมี ระเบียบไปสู่ผลอย่างหนึ่ง/ กรรมวิธีหรือลาดับการ 7. การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์ กระทาซึ่งดาเนินต่อเนื่องกันไปจนสาเร็จลง ณ ระดับ และเพื่อมนุษย์ หรือการพัฒนาอาจเกิดขึ้นเองตาม หน่ึง ดังนั้น“กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน” ธรรมชาติตามเวลา เป็นการเกิดข้ึนจากการคิดค้นและ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงในทางท่ีดีขึ้น ลงมอื ปฏิบัติโดยคน เพือ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่คน และสามารถทาให้เกิดความยั่งยืนจึงจาเป็นต้องอาศัย หลักแห่งการมีส่วนร่วมบนโครงสร้างของการวิจัย คน/ 8. การพัฒนาท่ีดีต้องมีตัวชี้วัดและเกณฑ์ เพื่อ ความรู้ อย่างเป็นระบบภายใต้บริบทเฉพาะของชุมชน บ่งบอกว่า การพัฒนาน้ันก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง คือ ชนเผ่าปกาเกอะญอ จ.ตาก ที่มีจะนาไปสู่ลักษณะ อะไรบ้าง (ชชั ร,ี 2551) การพัฒนาทีด่ ี ประกอบด้วย ดงั นี้ ก ร ะ บ ว น ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ แ บ บ ชุ ม ช น มี 1. การพัฒนาที่ดีตอ้ งเป็นการเปล่ียนแปลงท้ังใน ส่วนร่วมของชุมชนปกาเกอะญอจึงให้ความสาคัญกับ ด้านคุณภาพ ปริมาณและส่ิงแวดล้อมให้ดีข้ึนกว่าเดิม “ความเหมาะสม” ของการออกแบบกระบวนการพัฒนา นอกจากนั้น การพัฒนาท่ีดียังคานึงถึงความสมดุลของ บนความน่าจะเป็นที่ใช้ต้นทุนชุมชนท่ีมีอยู่เดิมเป็นฐาน ผลการพัฒนาที่มีต่อส่ิงต่าง ๆ ท้ังในเชิงคุณภาพ และ ( ม นุ ษ ย์ / สั ง ค ม / ก า ย ภ า พ / วั ฒ น ธ ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี / เชงิ ปริมาณ ทรัพยากรธรรมชาติ/รายได้) ท่ีเป็นกระบวนการพัฒนา บนธรรมชาติของมนุษย์ท่ีมีการเปล่ียนแปลงจากการ 2. การพัฒนาที่ดี ต้องเป็นกระบว นการ ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้ ต้ น ทุ น เ ดิ ม ส ร้ า ง ก า ร พั ฒ น า อ ย่ า ง ส ม ดุ ล เปล่ยี นแปลงท่เี กิดข้นึ อยา่ งเป็นลาดบั ขนั้ ตอน สอดคล้องกับแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ี มุ่ ง เ น้ น ก า ร พ่ึ ง พ า ต น เ อ ง บ น ห ลั ก ก า ร 3 ด้ า น 3. การพัฒนาเป็นพลวัตร คือ การพัฒนาเป็น (พอประมาณ/มีเหตุผล/มีภูมิคุ้มกัน) บนเงื่อนไขการ การเคล่ือนท่ีจากสถานการณ์เดิมไปสู่สถานการณ์ใหม่ สร้างความรู้และคุณธรรมที่จะทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ท่ีมี ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องเกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองไม่หยุดยั้ง การพัฒนาบนการสร้างอัตลักษณ์จุดขาย ของดีมี เคลื่อนที่จากสถานการณ์เดิมไปสู่สถานการณ์ใหม่และ คุณภาพในวิถี “ผลิตภัณฑ์ชุมชนปกาเกอะญอ จ.ตาก” ไปสสู่ ถานการณ์ท่ใี หมก่ ว่าเสมอ ที่เกิดจากฐานความเชื่อม่ัน “คุณภาพ” ของผู้บริโภค จากผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถ ขับเคล่ือนผลผลิตให้มีการรับรองมาตรฐานการผลิต เ น่ื อ ง จ า ก ข า ด ค ว า ม พ ร้ อ ม ข อ ง ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ต า ม ข้อกาหนดของการรบั รองมาตรฐานผลิตภณั ฑ์ เชน่ พื้นท่ี 66 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

ผลิตไม่มีเอกสิทธิ์ ไม่มีสถานที่และวัสดุอุปกรณ์การผลิต ศูนย์กลาง และแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ ทีเพียงพอ ขาดพลังงานไฟฟ้าท่ีจะเป็นต้นทางของ เ ชิ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร ( Active Learning) ส ร้ า ง ล า ดั บ พลังงานสาหรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการผลิต ท่ีมีผล พัฒนาการของนักวิจัยชุมชนในการยกระดับผลิตภัณฑ์ การดาเนินงานเชิงเปรียบเทียบถึงความแตกต่างและ อย่างเป็นระบบจากการเร่ิมต้นทาได้ ทาดี ขายได้ สู่การ ความสอดคล้องในผลงานวิจัย ซ่ึงผลการดาเนินงาน เติบโตอย่างสมดุลบนแนวทางการพัฒนาศาสตร์แห่ง แตกต่างจากกระบวนการของ วชิรญา (2560) ในการ พระราชา ร.9 (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา) จากกระบวนการ ย ก ร ะ ดั บ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ แ ป ร รู ป เ ห็ ด ตั บ เ ต่ า เ ชิ ง ก า ร ค้ า สู่ เรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้การบูรณาการกิจกรรม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยกระบวนการวิจัยแบบมี ต่าง ๆ เช่น การบริการวิชาการ การเรียนการสอนร่วม ส่วนร่วม ของชุมชนสามเรือน อาเภอบางปะอิน จังหวัด เ ป็ นก ล ไก ใ นก า ร ส ร้ า ง ก ร ะ บ ว นก า ร เ รี ย นรู้ สั ง คม ด้ ว ย พ ร ะ น ค ร ศ รี อ ยุ ธ ย า ภ า ย ใ ต้ ต้ น ทุ น เ ดิ ม ข อ ง ชุ ม ช น ที่ วิ ธี ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ที่ ส ม ดุ ล ค่อนข้างมีความพร้อมและมีปัจจยั สนับสนุนสร้างโอกาส ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ส ภ า พ ก า ร ณ์ ปั จ จุ บั น แ ล ะ วั ย วุ ฒิ ข อ ง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายที่สามารถใช้ศักยภาพเชิงต้นทุนความรู้ แป ร รู ป แบ บ เ ต็ ม ร ะ บ บ ใ ห้ ไ ด้ ผ ลิ ตภั ณ ฑ์ ที่ มี ม า ต ร ฐ า น เ ท ค โ น โ ล ยี ม า ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ก า ร เ รี ย น รู้ ใ ห้ เ กิ ด ก า ร สามารถเข้าสู่เชิงพาณิชย์ ในทางกลับกันการพัฒนา เปล่ียนแปลงในทางท่ีดีข้ึนสอดคล้องกับคุณลักษณะท่ีดี ผลิตภัณฑ์ของชุมชนท่ีมีข้อจากัดเฉพาะและขาดความ ของการพัฒนา กระบวนการพัฒนาชุมชนบนฐานการ พร้อมอาจมีการสร้างอัตลักษณ์บนการใช้ข้อจากัดมา วิจัยแบบมีส่วนร่วมจาเป็นต้องมุ่งเน้นผลผลิ ตตาม เ ส ริ ม จุ ด ข า ย ข อ ง ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ใ ห้ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ก า ร เป้าหมายการดาเนินงานท่ีมีประสิทธิภาพ การนา ตัดสินใจของกลุ่มผู้ซ้ือ ความสอดคล้องผลงานวิจัยของ หลักการ PDCA ในระบบคุณภาพมาเป็นส่วนประกอบ จิตพนธ์ (2560) รายงานผลการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของรายละเอียดในกจิ กรรมการเรียนรจู้ ะทาให้ช่วยสร้าง จากภูมิปัญญาท้องถ่ินเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพทางการ บทเรียนให้กับทีมวิจัยได้เกิดแนวคิดในการพัฒนาและ จัดการชุมชนอย่างยั่งยืนของชุมชนไทยมุสลิม อาเภอ ป รั บ ป รุ ง ก า ร ก ร ะ บ ว น ก า ร ห รื อ กิ จ ก ร ร ม ใ ห้ เ กิ ด ชะอา จังหวัดเพชรบุรี ที่ใช้ข้อมูลพื้นฐานเก่ียวกับ ประสิทธิภาพได้ผลผลิตบรรลุเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ ผลติ ภัณฑแ์ ละผลิตภณั ฑ์ของชุมชนมสุ ลมิ ท่มี อี ยูใ่ นชุมชน รว่ มกนั ตอ่ ไป (ภาพท่ี 4) และมีการต่อยอดโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า ผลิตภัณฑ์ บนเอกลักษณ์ และคุณภาพ เป็นจุดขาย ภาพท่ี 4 สรปุ บทเรยี นกระบวนการวจิ ยั “กระบวนการ ผลิตภัณฑ์บนวิถีชุมชน แต่ในกระบวนการพัฒนา ยกระดบั คุณภาพชวี ติ ผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมของชุมชน งานวิจัยผลิตภัณฑ์ของชุมชนท่ีมีความคล้ายคลึงกันคือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory ปกาเกอะญอ: กรณบี า้ นแมป่ อคี จังหวดั ตาก” Action Research : PAR) เป็นการวิจัยที่ผสมผสานการ กติ ติกรรมประกาศ วิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) กับการ วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) รวมทั้งวิธีการ ในการดาเนินงานวิจัยครั้งนี้ทางคณะดาเนิน วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เข้าด้วยกัน ง า น วิ จั ย โ ค ร ง ก า ร ฯ ข อ ข อ บ คุ ณ ส า นั ก ง า น เพ่ือได้มาซ่ึงองค์ความรู้ใหม่ในการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขน้ึ ในชุมชน โดยผสมผสานทั้งนักวิจัยภายในชุมชนและ ภายนอกสร้างกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมในการ วิจัยทกุ ขน้ั ตอน ต้งั แต่ ร่วมคดิ ร่วมตัดสนิ ใจ รว่ มทา รว่ ม ต ร ว จ ส อ บ แ ล ะร่ ว มรั บ ป ร ะ โ ย ชน์ คว บ คู่ ไ ป กับ กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน โดยยึดประชาชนเป็น วารสารวิชิ าการรัับใช้ส้ ังั คม มทร.ล้้านนา 67 ปีีที่่� 4 ฉบับั ที่่� 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

คณะกรรมการส่งเสรมิ วิทยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรม ทัตดาว ภาษีผล. 2559. การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป (สกสว.) ท่ีสนับสนุนทุนในการดาเนินงา นและ จากข้าวพันธ์ุพื้นบ้านของกลุ่มเกษตรบ้านนา ขอขอบคุณหน่วยงาน สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร ทุ่งกุลา ตาบลทุ่งกุลา อาเภอ สุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา และวิทยาลยั จังหวัด ร้อยเอ็ด . E-library สานักกองทุน โพธิวิชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่สนับสนุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.).[ ออนไลน์] สืบค้น วิทยากร สถานที่ และอุปกรณ์ในการดาเนินงานช่วย จ า ก : https://elibrary.trf. or.th/project_ สร้างโอกาสเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้แก่นักวิจยั content.asp?PJID=RDG5420056 ( วั น ท่ี ชุมชนและเครือข่ายปกาเกอะญอชายแดนจังหวัดตาก สบื คน้ 2 พฤศจิกายน 2561) จึงขอขอบคณุ มา ณ ทีน่ ี้ บรรณานกุ รม บุญรอด มาลากรอง. 2553.พัฒนาระบบการจัด กฤตภาส จินาภาค. 2555. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเกษตรเพ่ือสร้างชุมชนเข้มแข็งรอบนอก อาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน. E-library โยเกริ ์ตข้าวกล้องงอกพันธห์ุ อมไชยา. E-library สานักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ส า นั ก ก อ ง ทุ น ส นั บ ส นุ น ก า ร วิ จั ย [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : http://elibrary.trf.or. ( ส ก ว . ) . [อ อ น ไ ล น์ ]. สื บ ค้ น จ า ก : th/project_content.asp?PJID=RDG51O00 https://elibrary.trf.or.th/project_content. 03, (วนั ทส่ี ืบค้น 21 พฤศจกิ ายน 2561). asp?PJID=RDG5420074, ( วั น ท่ี สื บ ค้ น 2 1 พฤศจิกายน 2561). รอมลี เจะดอเลาะ ธีรวัช จาปรงั รอมสรรค์ เศะ สะอาด จานุลักษณ์ ขนบดี สาวิตร มีจุ้ย และพรนิภา เลิศศิลป์ อาแซ ซากี นิเซง็ ซไู ฮมนิ เจ๊ะมะลี มาหะมะดารี มงคล. 2555. การพัฒนาพนั ธุพ์ รกิ โดยเกษตรกร แวโนะ. 2559. การพัฒนากระบวนการผลิต มีส่วนร่วม ระยะที่ 3. E-library สานักกองทุน และผลิตภัณฑ์เพ่ือเพิม่ มูลค่าลูกหยีในพืน้ ท่ี 3 สนับสนุนการวิจัย (สกว.).[ออนไลน์] สืบค้นจาก: จังหวัดชายแดนภาคใต้ . E-library สานัก https://elibrary.trf.or.th/project_content. กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).[ออนไลน์]. asp?PJID=RDG5420056, ( วั น ท่ี สื บ ค้ น 2 1 สื บ ค้ น จ า ก : https://elibrary.trf.or.th/ พฤศจกิ ายน 2561). project_content.asp?PJID=RDG5420056, จิตพนธ์ ชุมเกตุ. 2560. การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภมู ิ (วนั ทสี่ บื คน้ 2 พฤศจิกายน 2561) ปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการ จัดการชุมชนอย่างยั่งยืนของชุมชนไทยมุสลิม วชริญา เหลียวตระกลู วิจิตรา เหลียวตระกลู นัยวิท อาเภอชะอา จังหวัดเพชรบุรี. คณะวิทยาการ เฉลิมนนท์ และ จันทร์ธนา แก้วลี. 2560. การ จัดการ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. กรุงเทพฯ. 70 น. ย ก ร ะ ดั บ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์แป ร รูป เห็ด ตับ เต่า ชัชรี นฤทุม. 2551. การพัฒนาการเกษตรแบบมีส่วน เชิงการค้า สู่มาตรฐานผลิตภัณฑช์ ุมชนโดย ร่วม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กาแพงแสน, กระบวนการ วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี นครปฐม. ส่ วน ร่ วม . ร า ย ง า นฉ บั บ ส ม บู ร ณ์ ส ก ว. ทิศนา แขมมณี. 2545. กลุ่มสัมพันธ์เพื่อการทางาน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูม.ิ 64 น. และการจัดการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ. วิจารณ์ พานิช. 2548. องค์การแห่งการเรียนรู้และ ก า ร จั ด ก า ร ค ว า ม รู้ . [อ อ นไ ล น์ ]. สื บ ค้ น จาก http://nokkrob.org/. (วันที่สืบค้น 2 พฤศจกิ ายน 2561) 68 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020

“วา“รวสา“ราวสรำรวาิสแรชิ นำวารวชิแกวาทนาแิชกนาวรำางวทรกรักทบัาำราำงรใบัชงรกร้กใ้สเับาตชัำรใังสช้รรคเีง้สเตัียตมคังมรรคมยีียบมมมหทมมบบาคหหวททวิาำิทคาควววยมทิวทิ ำาาเยยมพลมืำาัเ่พยั่�อลเลพเยัตื่อยัทีือเตพีเทคทติพี คมิโคพีนิมโพนโิมพ์นลโ์ใลพย์ในโนียลใ์วรีวนีรยาาำำวรี รชรชาาสสมมรชำางงสมรครคางลรลคลลล้ำ้ ้าลนนา้นนำนา””า” แนวคดิ และหลักการ ปจจุบัน วิชาการรับใชสังคม (sociallyengage scholarship) ไดมีการดําเนินการกันแพรหลายและ ตอเนอื่ ง โดยเปนการทํางานเชงิ วิชาการรว มกันระหวางมหาวิทยาลัยฯ หรอื หนว ยงานตา ง ๆ กบั สังคมเพื่อเปาหมาย สําคัญในการเปล่ียนแปลงสังคมสูทิศทางท่ีดีขึ้น โดยการทํางานรวมกันที่วา นั้นตั้งอยูบนหลกั การพ้ืนฐาน 4 ประการ คือ รวมคิดรวมทํา (Partnership) ผูเก่ียวของมีผลประโยชนรวมกัน (Mutual benefit) เรียนรูและใชความรู รวมกัน (Scholarship) และมผี ลกระทบตอสงั คม (Social impact) การดําเนินงาน “วิชาการรับใชสังคม” จะเนนการมีสวนรวมของชุมชน หมบู าน/ชุมชนแบบมีสวนรวมโดย สมาชิกในชุมชน นักวิชาการของมหาวิทยาลัย หนวยงาน รวมกันคิด กําหนดแนวทางในการดําเนินการรวมกัน การมีสวนรว มของคนในชุมชนท่ีชว ยกันคนหาความตองการ หรอื ปญ หาที่ตองการการแกไข โดยแบงไดเปน 1. งานบรกิ ารวิชาการ (community service learning) ทม่ี ีกระบวนการนําองคความรูที่มีอยูภายในหรือ ภายนอกมหาวิทยาลัยมาปรับปรุง ประยุกต และใชกระบวนการท่ีเหมาะสมและเขากับบริบทของแตละชุมชนหรือ สถานประกอบการ 2. งานวิจัย (sociallyengage research) ท่ีสรางองคความรูเพ่ือตอบสนองความตองการและแกปญหา ใหก บั ผูใ ช อาทิ ชมุ ชนหรือผูประกอบการ ดังนน้ั การดําเนินการ “วารสารทางวิชาการรับใชสงั คม” จะเปนแนวทางหน่ึงใหนักวิจัย นกั บรกิ ารวิชาการ ท้ังภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ท่ีทํางานรวมกับผูใชผลงานไมวาจะเปนคนในชุมชนหรือผูประกอบการ มีแหลงวารสารท่ีสามารถตีพิมพเผยแพรผลงาน เปนแหลงแลกเปลี่ยนเรียนรู ซ่ึงจะสงผลดีตอการดําเนินงาน วิชาการดานรับใชสังคมของมหาวิทยาลัย และประเทศชาติใหพัฒนาข้ึนตอไป ทั้งงานวิชาการรับใชสังคมเพื่อ ประโยชนของชุมชนและสาธารณะ และงานวิชาการรับใชสงั คมเพ่ือผูประกอบการ วัตถปุ ระสงคของ “วารสารวิชาการรับใชสังคม” วารสารวิชาการรับใชสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา มีวัตถุประสงคเพ่ือตีพิมพผลงาน วิชาการดานรับใชสังคม ทั้งงานวิจัยและงานบริการวิชาการ เผยแพรเพื่อพัฒนาสังคมและสงเสริมใหนักวิชาการ ดานรบั ใชสังคมในหนวยงานตา ง ๆ ไดม ีแหลงนาํ เสนอผลงานทางวิชาการสสู าธารณะ หลักเกณฑการเสนอบทความวิจยั สําหรับ “วารสารวชิ าการรับใชสังคม” 1. เปนบทความที่เกิดจากการคนควาวิจัยโดยมีกระบวนการนําไปสูการสรางความรูเพ่ือใชประโยชนใน ชุมชน สถานประกอบการ และมีขออธิบายไดอยา งชัดเจน และ/หรือ เปนบทความที่เกิดจากการบริการวิชาการท่ี สามารถอธิบายกระบวนการนําองคความรู ไปปรับใช ประยุกตใชใหเหมาะสมกับบริบทและความตองการของ ชุมชนหรือผูประกอบการ 4 วารสารวิิชาการรัับใช้้สัังคม มทร.ล้า้ นนา 69 ปีที ี่่� 4 ฉบัับที่�่ 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

2. เปนงานวิจัยหรืองานบริการวิชาการท่ีมีเปาหมายหรือวัตถุประสงคเพื่อการใชประโยชนในการพัฒนา สังคม ชมุ ชน ทองถ่นิ และ/หรอื ผูประกอบการ 3. มีการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในสถานประกอบการหรือในชุมชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาทิประโยชนเชงิ นโยบาย เชงิ พานิชย เชิงสาธารณะ หรืออื่นๆ 4. เปนการบริการวิชาการท่ีสามารถอธิบายกระบวนการหรือวิธีการนําเอาองคความรูไปใชประโยชนใน สถานประกอบการหรือในชุมชน 5. การนําไปใชประโยชนเกิดผลกระทบกับสังคม ชุมชน ทองถิ่นหรือผูประกอบการในดานการยกระดับ คุณภาพดานตางๆ อยางชัดเจน อาทิ รายได โอกาสในการดําเนินชีวิต สุขภาพตลอดจนผลกระทบดานส่ิงแวดลอม ในชมุ ชน ฯลฯ และ/หรือมผี ลกระทบในทางบวกในดานตางๆของโรงงาน สถานประกอบการ การเขียนบทความจากงานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อตีพิมพใน “ วารสารวิชาการรับใชสังคม” จะตอง สอดคลองกับประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 9 ท่ีเกี่ยวกับการเขียนเอกสารวิชาการรับใชสังคม ซ่ึงมี 7 ประการ คือ สามารถอธิบาย/ชีแ้ จงในประเด็นดังตอไปนี้ 1. สภาพการณกอนการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึน 2. การมีสวนรวมและการยอมรบั ของสังคมเปาหมาย 3. กระบวนการท่ีทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงที่ดีข้ึน 4. ความรูความเชี่ยวชาญท่ีใชในการทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงน้ัน 5. การคาดการณสิ่งที่จะตามมาหลงั จากการเปล่ียนแปลงน้ัน 6. การประเมินผลลพั ทการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้น 7. แนวทางการติดตามและธํารงรกั ษาพัฒนาการที่เกิดข้ึนใหคงอยูตอไป 70 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship วคาู่มรือสกาารรวเชิตารกียามรบรทบั ใคชวส้ างั มคเมพอื่ ตีพิมพ์ 5 Vol.4 No. 2 July - December 2020

รูปแบบและแนวการเขียนบทความ เขียนบทความภาษาไทยความยาวไมเกิน 10 หนากระดาษ A4 พิมพดวยตัวอักษร TH Saraban PSK ขนาด 15 พอยต อาจมภี าพ ตาราง แผนภมู ิประกอบโดยทั้งหมดตองอยูในขอจาํ กัด 10 หนาดงั กลา ว องคประกอบของบทความ ชื่อโครงการวิจัย การเขียนชื่อเร่ืองใชภาษาไทยถูกตองตามหลักไวยากรณ กระชับสามารถสื่อจุดประสงคการวิจัย ชัดเจน ในกรณีท่ีมีภาษาอังกฤษใหทําเปนตัวพิมพใหญเฉพาะตัวแรกของคํานามและคุณศัพท เชน Vaginal Misoprostol in Previous Cesarean Section ท่ีเหลือทําเปนเล็กหมด รวมท้ัง คาํ กริยา คํากริยาวเิ ศษณ และคําที่ไมใชเปนคํานําเชน ตวั อยา ง ถาสงสัยขอแนะนําใหพ ิมพตัวใหญ เฉพาะตัวแรกของบรรทัดเทานั้น นอกน้ันทําตัวเล็ก เชน Vaginal misoprostol in previous cesarean section ไมแนะนาํ ใหใชตัวสัญลักษณตาง ๆ ในการพมิ พช ่ือเร่อื ง ชอ่ื ผูดําเนินโครงการและผูรวมดาํ เนินโครงการ หนวยงาน บทคัดยอ  ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ใ ห ค ร บ ป ร ะ เ ด็ น Objective , Material and Method, Results, Conclusion เขียน 10 – 15 บรรทดั ไมม หี วั ขอ ก็ได  ภาษาไทยใหมีขอความเหมือนภาษาอังกฤษ ความยาวไมควรเกิน 300 คํา โดยใหสรุป เนื้อหาของบทความท้ังหมดใหเขาใจทมี่ าของการทําวิจัย วัตถปุ ระสงค วิธดี ําเนินการวิจัย โดยยอ ผลการวิจยั วิธีการนาํ ไปใชประโยชน และไดผลลพั ธ อยา งไร คําสําคัญ Keywords บทนํา  ช้ีใหเห็นความสําคัญของเร่ืองท่ีทํา เขียนใหสั้น กระชับ ไมเกิน 15 20 บรรทัด  คนควาเพิ่มเตมิ วามีผูใดทํางานในลักษณะใกลเคียงแลวบาง ไดผลอยางไร  ระบุแนวทางการวิจัย/กระบวนการดําเนินการบริการวิชาการ จุดประสงค เขียน เปนความเรียงหรอื จัดลําดับความสําคัญแลวจัดเรียงเปนหวั ขอ (อาจกลาวถึงขอ 1. สภาพการณกอนการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน) วิธีดําเนินงาน อธิบายวิธีดําเนินโครงการใหเห็นขั้นตอน กระบวนการระบุขอบเขตของการวิจัย วิธีเลือก กลุมตัวอยางใหชัดเจน ในลักษณะที่หากมีผูอ่ืนตองการทําวิจัยในลักษณะเดียวกันสามารถอาน 6 วารสารวิิชาการรัับใช้ส้ ังั คม มทร.ล้า้ นนา 71 ปีที ี่่� 4 ฉบัับที่่� 2 กรกฎาคม - ธันั วาคม 2563

และนําไปปฏิบัติได (กลาวถึงขอ 2.การมีสวนรวมและการยอมรับของสังคมเปาหมาย 3.กระบวนการท่ีทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 4.ความรูความเช่ียวชาญที่ใชในการทําให เกิดการเปล่ียนแปลงน้ันหรอื ใชองคความรอู ะไรไปทําบาง) ผลการดําเนินงาน อธิบายผลท่ีเกิดจากโครงการโดยตรง ไมมีการแสดงความคิดเห็นในสวนน้ี อาจมีภาพประกอบ แผนภูมิตาราง (อาจอธิบายถึงขอ 2.การมีสวนรวมและการยอมรับของสังคมเปาหมาย ขอ 6.ผลลัพธการเปลย่ี นแปลงท่ีเกิดข้ึนจากการลงไปดาํ เนนิ โครงการ) การนําไปใชประโยชน อธิบายใหเห็นวาผลงานดังกลาวไดนําไปใชประโยชนอยางไร ใครคือผูใช และมีกระบวนการ ผลักดัน ผลงานดังกลาวสูการใชประโยชนทั้งเชิงนโยบาย เชิงพาณิชย และเชิงสาธารณะอยางไร (อาจอธิบายถึงขอ 2.การมีสวนรวมและการยอมรับของสังคมเปาหมายและขอ 6.ผลลัพธการ เปลี่ยนแปลงท่เี กิดข้ึนจากการลงไปดําเนินโครงการ) อภิปรายผล สรุปและอางอิงใหเห็นวาผลการดําเนินงานดังกลาวไดองคความรูใหม นวัตกรรมหรือทางเลือก ใหมใหแกพื้นท่ีอยางไร และอธิบายปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนจากผลการดําเนินงานใหเปนรูปธรรม รวมท้ังเสนอและการทํางานในข้ันตอไป (อาจอธิบายขอ 5.การคาดการณส่ิงที่จะตามมา หลังจากการเปล่ียนแปลงนั้น ขอ 7. แนวทางการติดตามและธํารงรักษาพัฒนาการท่ีเกิดข้ึน ใหคงอยูต อไป) บรรณานุกรม การรวบรวมรายการเอกสารทัง้ หมดที่ผูเขียนไดใชอางองิ ในการเขียนผลงานน้ัน ๆ จดั เรยี งรายการ ตามลําดับอักษรชื่อผูแตง ภายใตหัวขอ เอกสารอางอิง สําหรับผลงานวิชาการภาษาไทยหรือ Reference สําหรับผลงานวิชาการภาษาอังกฤษ โดยใชรูปแบบการเขียนเอกสารอางอิงแบบ APA (American Psychological Association) ตวั อยางการเขียนเอกสารอา งอิงมีดงั น้ี หนังสือ ชอ่ื ผูแตง . ปท่ีพมิ พ . ชื่อเร่ือง. (ฉบับพิมพ). สถานท่ีพิมพ. ผูจัดพมิ พ : ตัวอยาง พรพมิ ลตรีโชติ .2542 .ชนกลุมนอยกับรัฐบาลพมา. กรงุ เทพฯสํานักงานกองทุนสนับสนุนการ : วิจัย. บทความ ชื่อผูแตง .ปท่ีพิมพ(บรรณาธิการ) . ชื่อบทความ . ในช่ือบรรณาธิการ., ชื่อเร่ืองที่ฉบับพิมพ. หนา . : สถานที่พมิ พ (ปรากฏบทความผูจัดพมิ พ) ตัวอยาง เสรี ลีลาภยั . 2542. เศรษฐกจิ ชาตินิยมในประเทศกําลังพฒั นาและสถานการณในประเทศไทย. 72 RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship วคาูม่ รอื สกาารรวเิชตารกียามรบรทบั ใคชวส้ างั มคเมพ่ือตพี มิ พ์ 7 Vol.4 No. 2 July - December 2020

ณรงค เพช็ รประเสริฐ (บรรณาธิการ), 1999 จดุ เปล่ียนแหงยุคสมัย. 90141. กรุงเทพฯ: ศนู ยศกึ ษาเศรษฐศาสตร การเมือง คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. บทความในวารสาร ชอ่ื ผแู ตง. ปท่ีพิมพ. “ ชื่อบทความ.” ช่ือวารสาร. ปท่ี (ลาํ ดับที่), เลขหนาท่ีปรากฏบทความ. ตัวอยาง พุทธชาด โปธิบาล และนานันท ตรงดี. 2541. “สถานะของภาษาตากใบในภาษาถ่ิน”. วารสาร สงขลานครินทร ฉบบั สังคมศาสตรแ ละมนุษยศาสตร. 4, 2: 167187. สาระสังเขปจากฐานขอมูล CDRow ช่ือผูแตง. ปที่พมิ พ. ชอ่ื บทความ (ซีดรี อม). ช่ือวารสาร, ปที่ (ลาํ ดับท่ี), เลขหนา ที่ปรากฏบทความ ในวารสาร, สาระสังเขปจาก: ชือ่ ฐานขอมูลและหมายเลขเอกสารเพ่ือการสืบคน ตวั อยาง Preston, W. 1982. Poetry ideas in teaching literature and writing to foreign student (CDROM). TESOL quarterly, 16, 489502. Abstract from: Dialog File: ERIC Item: EJ274529 วิทยานิพนธ ชอ่ื ผูแตง. ปที่พิมพ. “ชื่อวิทยานิพนธ.” ระดับวิทยานิพนหรอื ปริญญานิพนธมหาวิทยาลัย. ตัวอยาง เบ็ญจรัช เวชวิรัช. 2541. “การศึกษาปจจัยท่ีมีผลกระทบตอมูลคาการใหสินเช่ือเพ่ือการสงออก และนําเขาของสถาบันการเงินไทย.” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาเศรษฐศาสตรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. แหลงสารสนเทศบนอนิ เตอรเน็ต ชื่อผูแตง. ปท่ีพิมพ. “ช่ือบทความ.” ชื่อวารสาร. ปท่ีหรือเลมท่ี, ฉบับที่ สืบคนเมื่อวันที่ เดือน ป, จากแหลงที่อยูบนอินเตอรเน็ต ตัวอยาง Indick,W.2002. “Gender Differences in Moral Judgment: Is NonConsequential Reasoning a Factor?” Current Research in Social Psychology. 5,2 Retrieved November 11,2002, from http://www.uiowa.edu/grpproc/crisp/ crisp5.2htm การสง ตนฉบับ กองบรรณาธิการ “วารสารวิชาการรับใชส ังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา นนา” สงอีเมล (Email) แฟมขอมูลมาที่ [email protected] งานคลงั ความรู สถาบันถายทอดเทคโนโลยีสูชุมชน ท่ีอยู 98 หมู 8 ตําบลปาปอง อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม โทรศัพท : 0 5326 6518 ตอ 1031 โทรสาร : 0 5326 6522 8 วารสารวิิชาการรัับใช้ส้ ัังคม มทร.ล้้านนา 73 ปีที ี่�่ 4 ฉบับั ที่�่ 2 กรกฎาคม - ธัันวาคม 2563

RMUTL Journal Socially of Engaged Scholarship Vol.4 No. 2 July - December 2020