ห น้ า | 2-33 2.12 การระเหย (Boiling) การระเหยนั้นเป็นการการระเหยนั้นเป็นการที่ของเหลวเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ อย่างชา้ ๆ และเกิดข้ึนเฉพาะผิวหน้าของเหลวเท่าน้ันถ้ามีของเหลวชนิดหนึ่งอยู่ในภาชนะเปิด เมื่อต้ังทิ้งไว้ จะพบว่าปรมิ าณของของเหลวจะลดลง เนอ่ื งจากของเหลวบางสว่ น กลายเปน็ ไอ ปรากฏการณ์ที่ของเหลวกลายเป็นไอเรียกว่า การระเหย การระเหยเกิดข้ึนได้ทุก ๆ อุณหภูมิด้วย อัตราการระเหยที่ต่างๆ กัน ของเหลวต่างชนิดกัน จะมีอัตราการระเหยไม่เท่ากัน ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับแรงดึงดูด ระหว่างโมเลกุลของของเหลวน้ัน ของเหลวที่ระเหยง่ายแสดงว่ามีแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลของ ของเหลวต่า ส่วนของเหลวที่ระเหยยากแสดงว่ามีแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลสูง การอธิบาย ปรากฏการณก์ ารระเหยอธิบายไดด้ ังน้ี ในขณะท่ีสารอยู่ในสถานะของเหลวโมเลกุลจะอยู่ใกล้กัน เม่ือโมเลกุลเคลื่อนท่ีจึงเกิดการชนกัน และถ่ายเทพลังงานจลน์ให้แก่กัน โมเลกุลที่พลังงานจลน์สูงกว่าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล และอยู่บริเวณ ผิวหน้าของของเหลวจะหลุดออกไปจากของเหลวกลายเป็นไอ ดังนั้นการที่ของเหลวระเหยกลายเป็นไอ ต้องใช้พลังงานจานวนหนึ่ง ซ่ึงได้จากการชนกันระหว่างโมเลกุลของของเหลวน่ันเอง ระหว่างที่ของเหลว ระเหยพลังงานจลน์ของของเหลวท่ีเหลือจะลดลง ของเหลวจึงดูดพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาแทน พลังงานส่วนที่เสียไป การระเหยน้ีจะเกิดได้เร็วข้ึนเมื่อของเหลวได้รับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น การระเหยเป็นการ เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ จึงเป็นการเปล่ียนแปลงแบบดูดความร้อน เราสามารถจะนาหลักการ ระเหยมาอธิบายว่า ทาไมจึงรู้สึดเย็นเมื่อเหงื่อระเหยออกไปจากร่างกาย เป็นเพราะว่า เมื่อเหง่ือระเหยจะ ดูดความร้อนจากร่างกายเขา้ มาแทนพลงั งานส่วนท่ใี ชไ้ ปในการเพิ่มพลังงานจลน์ เพ่ือเปลี่ยนจากของเหลว เปน็ ไอ เราจึงรู้สกึ เยน็ 2.12.1 การถา่ ยเทความร้อนขณะทข่ี องเหลวกาลังระเหย และไหลไปในทอ่ การหาสมการสาหรับคานวณสัมประสิทธ์ิการพาควาร้อน เมื่อของไหลอยู่ในสภาวะของของ ผสม ระหวา่ งของเหลวและไอน้าทาไดย้ าก เพราะว่าลกั ษณะของการผสมกันระหว่างไอและของเหลว มีผล ต่อการถ่ายเทความร้อนด้วย จากการศึกษาถึงลักษณะการไหลของของผสมดังกล่าวท่ีอัตราการไหล ต่างๆกนั พบว่าที่อัตราการไหลต่าๆ ของผสมจะอยู่แยกกันอย่างชัดเจน โดยที่ของเหลวอยู่ส่วนล่างและไอ อยู่สว่ นบนของทอ่ เมื่ออตั ราการไหลเพ่ิมขึ้นของเหลวจะรวมตัวกันอยู่บริเวณขอบท่อ ส่วนไอจะอยู่บริเวณ กลางท่อ ถ้าอัตราการไหลสูงมากของเหลวจะแตกออกเป็นอณุภาคเล็กๆผสมกับไอเคล่ือนท่ีไปตามท่อ ดังนน้ั ความเร็วของการไหลจงึ มีความสาคญั ตอ่ อตั ราการถา่ ยเทความร้อนเปน็ อยา่ งมาก
ห น้ า | 2-34 ตง้ั แต่ปี 1940 เป็นต้นมา ได้มีผู้พยายามศึกษาการถ่ายเทความร้อนเม่ือน้ายาไหลในท่อโดยมี จุดประสงค์ที่จะหาสมการสาหรับการคานวณค่าสัมประสิทธ์ิการพาความร้อน เพ่ือใช้ในการออกแบบ เครอื่ งระเหย (evaporator) ในปี 1956 Pierre วิศวกรชาวสวีเดน ได้ทาการทดลอง โดยชีฟรีออน-12 และเครื่องระเหยท่ี มขี นาดเทา่ กบั ที่ใช้ในอตุ สาหกรรม จากขอ้ มูลที่ได้จากการทดลอง เสนอสมการดังน้ี สาหรับกรณที ีน่ ้ายาระเหยหมด โดยมคี วามเปน็ ไอดง (superheat) 5-6 K hd 0.0082 Gd 2 xhfg 0.4 (2.34) k1 1 gL เม่อื 109 < Gd 2 xhfg < 7 1012 1 gL สาหรบั กรณที ่นี ้ายาระเหยไม่หมด โดยมีสดั สว่ นของไอในของไหลในขณะที่ออกจากเครอ่ื งระเหยนอ้ ยกวา่ 90% hd 0.0009 Gd 2 xhfg 0.5 (2.35) k1 1 gL เมื่อ 109 < Gd 2 xhfg < 7 1012 และ 1 gL x คือการเปล่ยี นแปลงของ x (สัดส่วนของไอในของเหลว) จากการทดลองเพมิ่ เติมปรากฎวา่ สมการทัง้ สองดงั กล่าวใช้กับฟรีออน-11 ทรี่ ะเหยในท่อ กลม เพ่ือทจี่ ะดดู ความสาคัญของส่วนท่เี ป็นไอต่อสัมประสิทธิ์การพาความรอ้ น เขาได้พยายามวดั คา่ สมั ประสทิ ธกิ์ ารพาความร้อนที่สดั ส่วนของไอตา่ งๆ กันและนามาสร้างสมการแบบ เอมไพรกิ ลั ดงั น้ี คือ Nu 1 x 1 0.3 1 0.8 R 0.35 Pr 0.42 Fc (2.36) v v e x
ห น้ า | 2-35 โดยที่ Re คือ ตัวเลขเรย์โนลด์ Pr คอื ตัวเลขแพลนด์ Fc คอื ตัวเลขเฟราด์ สมการของ Pierre ใช้คานวณค่าเฉล่ียของสัมประสิทธิ์การพาความร้อนในเคร่ืองระเหยของ เครอ่ื งทาความเย็นได้ เมื่อน้ายาเป็นสารจาพวกฟรีออน เช่น ฟรีออน-11,12 และค่าเฉล่ียของสัมประสิทธ์ิ การพาความร้อนน้ีมีประโยชน์มากในการออกแบบ เม่ือพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า เป็นเรื่องแปลกที่สมการ ลกั ษณะงา่ ยดังเชน่ สมการของ Pierre สามารถท่ีจะให้คา่ ของสัมประสิทธก์ิ ารพาความร้อนเม่ือของเหลวจะ ระเหยได้ดี ท้งั ๆท่ีอัตราการถ่ายเทความร้อนโดยการระเหยนี้ข้ึนกับปริมาณต่างๆ ท่ีมีความยุ่งยากในการท่ี จะรวมเขา้ ไวใ้ นสมการเดยี วกัน เช่น ลักษณะของผิวทอ่ คุณสมบตั ติ ่างๆของของไหล เป็นตน้ 2.12.2 ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการระเหย ได้แก่ ก. อณุ หภูมิสงู ของเหลวจะระเหยไดเ้ ร็วแตถ่ า้ อุณหภมู ติ า่ การระเหยจะชา้ ข. พนื้ ทีผ่ ิวของของเหลว เนอ่ื งจากการระเหยเกิดเฉพาะผิวหน้าของของเหลว ดังน้ัน ถ้าของเหลวมีพ้ืนทีผ่ วิ มากจะระเหยเรว็ ค. ชนิดของของเหลว ของเหลวมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมาก จะระเหยได้ ยากกวา่ ของเหลวทมี่ แี รงยึดเหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ นอ้ ย ง. ความดันบรรยากาศ ถ้าความดันบรรยากาศตา่ ของเหลวระเหยไดด้ ี 2.13 สมการแบบแอมไพรกิ ัล สาหรบั คานวณสมั ประสิทธ์กิ ารพาความร้อน สมการสาหรับคานวณสมั ประสิทธิ์การพาความรอ้ นระหว่างวัตถุ ของไหลท่ีเรามีใช้คานวณหา ค่าของสัมประสิทธิ์การพาความร้อนระหว่างวัตถุ และของไหลทุกชนิด แต่ในทางปฏิบัติเราจะพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่เป็ยปัญหาเกี่ยวกับที่วัตถุอยู่ในอากาศ ดังน้ันจะเป็นการสะดวกมากถ้ามีสมการสาหรับ คานวณอากาศโดยเฉพาะเหตุผลอีกประการหน่ึงท่ีเราควรมีสมการท่ีใช้สาหรับกรณีของไหลเป็นอากาศก็ เพราะว่าสมการโดยทั่วไปจะค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลามากกว่าที่จะคานวณค่าของสัมประสิทธ์ิการพา ความร้อนได้ h B T 0.25 (2.37) C
ห น้ า | 2-36 คา่ ของ B และ C จะหาไดจ้ ากตาราง ค่าท่ีได้จากสมการที่ 2.34 ซ่ึงใช้ค่าตัวคงที่ในตารางที่ (2.3) มีหน่วยอังกฤษ ในการหาค่า h เรา จะตอ้ งคานวณคา่ ของ Grl Pr ก่อนซึ่งก็ยุ่งยากพอสมควร เพื่อความรวดเร็วในกรณีของอากาศ กาหนดให้ g2 cp / k มีค่า 106 และคูณด้วย l3 T เพ่ือที่จะให้ได้ค่าประมาณของ Grl Pr โดยปกติแล้วค่า g2 cp / k จะไมเ่ ปล่ยี นแปลงมากนกั เม่อื อณุ หภูมิเปลี่ยนไป ตารางที่ 2.3 Conversion factor สาหรับเปลยี่ นหนว่ ยระหวา่ งหนว่ ย SI และหน่วยองั กฤษ ปริมาณ สญั ลกั ษณ์ หนว่ ย Conversion Reciprocal SI อังกฤษ factor Conversion factor สัมประสิทธ์กิ ารพาความ h W/m2k Btu/hft2F 5.678 0.1761 ร้อน k W/mk Btu/hftF 1.731 0.5777 คา่ การนาความรอ้ น cp J/kgK Btu/IbF 4186.8 2.388x10-4 ความร้อนจาเพาะ หมายเหตุ คูณในหนว่ ยองั กฤษด้วย Conversion factor เพอ่ื จะใหไ้ ดค้ ่าในหนว่ ย SI ตารางท่ี 2.4 แสดงค่าของ B และ C ท่ใี ชใ้ นสมการ h B T 0.25 C วัตถุ BC ผนงั ราบซง่ึ อยูใ่ นแนวตัง้ หรอื รูปทรงกระบอกขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในแนวตัง้ 0.28 1 0.30 1 โดยที่ 1 คอื ความสูง Grl Pr < 108 0.24 1 0.25 1 Grl Pr > 108 รูปทรงกระบอกในแนวราบหรือท่อทเ่ี ส้นผ่านศนู ย์กลางเลก็ ๆทอี่ ยใู่ นแนวตงั้ โดยที่ 1 คือเส้นผา่ นศูนย์กลาง Grl Pr < 108 Grl Pr > 108 ผนังราบเม่อื ด้านบนมอี ุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศหรือเมื่อดา้ นลา่ งมี
ห น้ า | 2-37 อณุ หภูมิต่ากว่าอุณหภูมิของอากาศและ 1 เป็นความยาวของด้านยาว 0.27 1 Grl Pr < 108 0.35 1 Grl Pr > 108 0.12 1 ผนังราบเมอ่ื ดา้ นบนมีอุณหภูมิตา่ กว่าอุณหภูมิของอากาศหรอื เมื่อด้านล่างมี อณุ หภมู ิสูงกว่าอุณหภมู ิของอากาศและ 1 เปน็ ความยาวของดา้ นยาว ทุกค่าของ Grl Pr ตารางท่ี 2.5 แสดงความสามารถในการนาความร้อนของวัตถุชนิดต่าง ๆ วัตถุ ความสามารถในการนาความร้อน (W/mK) ทองแดงบริสทุ ธ์ิ 386.00 อลมู ิเนียมบริสุทธิ์ 229.00 ดรู าลูมีน 164.00 แผ่นใยแกว้ 0.052 แกว้ หรอื กระจก 1.04 เหลก็ หล่อ 52.00 เหลก็ ออ่ น 48.50 ตะกั่ว 34.60 คอนกรีต 0.85-1.40 อิฐกอ่ สรา้ ง 0.35-0.70 ไมโ้ อ๊ก 0.15-0.20 ยาง 0.15 ไฟเบอร์ 0.04 วอลลเ์ ปเปอร์ 0.076 แผ่นไมก้ ๊อก 0.043
ห น้ า | 2-38 2.13.1 การแบ่งประเภท ตารางที่ 2.6 จะแบ่งประเภทตู้อบเอาไว้ตามวิธีการรับความร้อนและสภาพของวัตถุดิบภายในตู้อบ ในจานวนต้อู บประเภทต่างๆ จะมสี มบตั ทิ ่ีสาคัญดงั ต่อไปนี้ ตารางที่ 2.6 เคร่อื งอบประเภทตา่ งๆ
ห น้ า | 2-39 2.14 งานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ณัฐขจร หลกั ดี และ ทวชิ รุง่ โรจน์วัฒนา [16] ไดศ้ กึ ษาการดงึ ความร้อนจากดนิ โดยใช้ทอ่ ความ ร้อน โดยทาการศึกษา ออกแบบ สร้าง และทดสอบการดึงความร้อนจากดินโดยใช้ท่อความร้อน โดยชุด ท่อความร้อนที่ออกแบบจะเป็นท่อความร้อนแบบทองแดง R 22 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12.7 มิลลิเมตร ยาว 1.3 เมตร จานวน 36 ท่อในช่วงระเหยซ่ึงยาว 1 เมตร จะฝังอยู่ในดินท่ีความลึก 1 เมตร ช่วงควบแน่นยาว 0.3 เมตร จะประกอบอยู่ในถังน้าหุ้มฉนวนขนาด 0.4 0.4 0.4 เมตร ท่ีมีทางน้า ไหลเวียนประกอบอยู่ภายใน พบว่าชุดท่อความร้อนสามารถดึงความร้อนจากดินได้โดยสามารถดึงความ ร้อนมาถ่ายเทให้กับน้าท่ีมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 5 องศาเซลเซียสและค่าประสิทธิผลของชุดท่อความ ร้อนโดยเฉลีย่ เท่ากับ 0.67 ธีรศกั ด์ิ หุดากร [17] ไดศ้ กึ ษาการออกแบบทอ่ ความรอ้ นวงรอบแบบป๊ัมคาปิลลารีสาหรับระบบ สะสมพลงั งานความร้อนในรปู นา้ แข็ง โดยทาการศึกษา ออกแบบ สร้างและวิเคราะห์ผลของการออกแบบ ท่อความร้อนวงรอบแบบปั๊มคาปิลลารีเป็นอุปกรณ์แลกเปล่ียนความร้อนท่ีร่วมใช้กับระบบกักเก็บน้าแข็ง จากผลการทดสอบพบวา่ ท่เี ง่ือนไขการออกแบบความแตกตา่ งความสูงของส่วนระเหยเหนือส่วนควบแน่น 1 เมตร มีอัตราการถ่ายเทความร้อนสูงสุดเท่ากับ 474 วัตต์ และมีประสิทธิผลเท่ากับ 0.25 ที่ความ แตกตา่ งความสูงสว่ นระเหยเหนอื สว่ นควบแน่น 0.3 เมตร ให้ประสิทธิผลสูงที่สุดเท่ากับ 0.278 เม่ือค่าเรย์ โนลด์นัมเบอร์เทา่ กบั 3449.11 และค่า NTU เท่ากับ 1.03 สาหรับการใช้ท่อความร้อนวงรอบมีระยะเวลา คืนทนุ 2.97 ปี และพบวา่ ข้อมลู จากโปรแกรมการออกแบบท่อความร้อนวงรอบ เข้าได้ดีกับการทดสอบที่ ความแตกต่างความสูงของสว่ นระเหยเหนอื ส่วนควบแนน่ 0.3 เมตรและ 0.7 เมตร จิรพล กลน่ิ บุญ [18] ไดศ้ กึ ษาคณุ ลกั ษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนแบบหมุนตาม แนวรัศมีท่ีใช้ HP62 และ MP39 เป็นสารทางาน ซึ่งศึกษาถึงผลของเส้นผ่านศูนย์กลาง มุมเอียง อัตราส่วนทด (อัตราส่วนระหว่างความยาวของส่วนทาระเหยต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในท่อ) และ ผลของความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลางท่ีมีต่อการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนแบบหมุนตามแนวรัศมีและ ศึกษาถึงสหสัมพนั ธ์ในการทานายการถ่ายเทความร้อนท่อความร้อนแบบหมนุ ตามแนวรัศมีใช้สารทางาน 2 ชนิด คือ HP62 และ MP39 ท่ีอัตราส่วนการเติม 60 เปอร์เซ็นต์ของส่วนทาระเหย ในการทดลองจะให้ ความร้อนแก่ส่วนทาระเหยโดยใช้ขดลวดความร้อนท่ีส่วนทาระเหยและส่วนอะเดียบาติกมีการหุ้มฉนวน อย่างดีเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากการทดลองพบว่า เมื่อมุมเอียงเพ่ิมขึ้น 0 -30 องศา ค่าอัตรา การถ่ายเทความร้อนจะลดลงถึงค่าต่าสุด ( 3,985 วัตต์ต่อตารางเมตร ) หลังจากนั้นเม่ือมุมเอียงเพิ่มขึ้น
ห น้ า | 2-40 จาก 30 ถงึ 90 องศา คา่ อตั ราการถ่ายเทความรอ้ นจะเพ่ิมข้ึนอย่างช้าๆถึงค่าสูงสุด ( 5,174 วัตต์ต่อตาราง เมตร ) ซึ่งมแี นวโน้มเหมือนกันทง้ั สองสารทางาน เม่ือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในเพ่ิมขึ้น ค่าอัตราการ ถา่ ยเทความร้อนจะลดลงอย่างช้า ๆ เม่ืออัตราส่วนทดเพ่ิมข้ึน ค่าอัตราการถ่ายเทความร้อนจะลดลงอย่าง ชา้ ๆ เมอื่ ความเร็วรอบการหมนุ ซ่งึ ทาใหค้ ่าความเรง่ เขา้ สู่ศนู ย์กลางเพ่ิมข้ึนอย่างช้า ๆ ค่าอัตราการถ่ายเท ความรอ้ นจะเพิ่มข้ึนอย่างชา้ ๆ ซ่งึ มแี นวโนม้ เหมือนกันท้ังสองสารทางาน อภิมน มณีวรรณ์ [19] ได้ศึกษาคุณลักษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนชนิดส่ัน แบบวงรอบที่ใช้ HP62 และ MP39 เป็นสารทางาน ท่อความร้อนท่ีใช้ทาจากท่อคาปิลลารีทองแดง โดย สภาวะทดสอบ คือ เปลี่ยนมุมเอียงเทียบกับแนวระดับจาก 90 ถึง –90 องศา ผลการทดลองพบว่า มุม เอียงการทางานมีผลต่ออัตราการถ่ายเทความร้อนท่อความร้อนชนิดสั่นแบบวงรอบโดยท่อความร้อนท่ีมี ขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางมากกวา่ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางวกิ ฤตนั้น มุมเอียงการทางานช่วง 60 – 90 องศา จะให้อัตราการถ่ายเทความรอ้ นสูงสุด สาหรับท่อความร้อนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่าขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลางวิกฤตจะสามารถทางานที่มุมเอียงการทางานเป็นลบได้ดีเทียบเท่ากับที่มุมเอียงการทางาน เปน็ บวก ณัฐวิทย์ พรหมมา [20] ได้ศึกษาคุณลักษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนแบบสั่น ปลายปดิ ทใ่ี ช้ HP62 และ MP39 เป็นสารทางาน โดยใชท้ อ่ ความร้อนท่ที าดว้ ยทอ่ คาปิลลารีทองแดง ใช้น้า ร้อนเป็นแหล่งความร้อนไหลผ่านส่วนทาระเหยของท่อความร้อนและในส่วนควบแน่นใช้สารผสมคือน้า ผสมเอทธิลีนไกลคอลอัตราส่วน 1:1 เป็นแหล่งระบายความร้อน โดยสภาวะทดสอบคือ เปล่ียนมุมเอียง เทยี บกบั แนวระดบั จาก 90 ถงึ –90 องศา ผลการทดลองสรุปได้ว่า มุมเอียงการทดสอบมีผลต่ออัตราการ ถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนแบบส่ันปลายปิด โดยมุมเอียงการทางานช่วง 50 – 60 องศา เป็นช่วง มมุ เอยี งทใ่ี หก้ ารถา่ ยเทความร้อนสูงสุด และจะมผี ลเหมอื นกันทงั้ สองสารทางาน ซ่ึงท่อความร้อนดังกล่าว จะทางานได้ต้องเป็นมุมบวกเท่าน้ัน นอกจากน้ันช่วงมุมเอียงดังกล่าวจะให้ค่าความต้านทานความร้อน ตา่ สุดท้งั สองสารทางาน บุญเกตุ ขุนทรัพย์ และ สุพจน์ ด้วงแห้ว [21] ได้ศึกษาการเปรียบเทียบลักษณะทางความ ร้อนของระบบน้าร้อนแสงอาทิตย์แบบท่อความร้อนกับแบบธรรมดา โดยศึกษาและสร้างระบบน้าร้อน แสงอาทิตย์ เพื่อนาไปเปรียบเทียบคุณลักษณะทางความร้อนกับแผงแบบท่อความร้อนของระบบน้าร้อน แสงอาทิตย์ท่ีประกอบด้วย แผ่นดูดซับแสง ชุดท่อความร้อน ถังเก็บน้า เคร่ืองสูบน้า และท่อพลาสติก
ห น้ า | 2-41 พีวีซี คุณลักษณะทางความร้อนท่ีศึกษาประกอบด้วย ความร้อนที่แผงดูดซับ ความร้อนสูญเสียของแผง ความร้อนท่ีใช้ประโยชน์ได้ ความร้อนท่ีน้าได้รับและประสิทธิภาพ จากการทดลองพบว่า แผงรับ แสงอาทิตย์แบบธรรมดามีค่าประสิทธิภาพต่ากว่าแผงรับแสงอาทิตย์แบบท่อความร้อนมีผลให้ระบบน้า ร้อนแสงอาทิตย์แบบธรรมดามีความสามารถในการดูดซับพลังงานและมีการสูญเสียความร้อนของแผง มากกวา่ ระบบน้ารอ้ นแสงอาทติ ยแ์ บบทอ่ ความรอ้ น ชัยวัฒน์ ชัยเรืองวิทย์ และ ช.ธนินทร เพ็ชญไพศิษฎ์ [22] ได้ศึกษาเร่ืองผนังเย็นโดยใช้ท่อ ความรอ้ นแบบเทอร์โมไซฟอน โดยทาการศกึ ษาการใช้ท่อความร้อนแบบเทอร์โมไซฟอนลดภาระความร้อน ของผนังอาคาร พบว่าผนังเย็นโดยใช้ท่อความร้อนแบบเทอร์โมไซฟอนเม่ือมีอัตราเร็วของอากาศสูงขึ้นจะ ลดอุณหภูมิของผนังด้านในได้ดี เมื่อเทียบกับผนังที่ไม่มีการดึงความร้อน โดยมีค่าแตกต่างของอุณหภูมิ เท่ากับ 5.3 องศาเซลเซยี สและทอ่ ความรอ้ นทงั้ หมดสามารถถ่ายเทความร้อนไดเ้ ทา่ กบั 374.26 วัตต์ กรมพฒั นาพลงั งานทดแทนและอนรุ ักษ์พลังงาน 23] ได้ทาโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้ พลงั งานในภาคอตุ สาหกรรมและธุรกิจ โดยการลดความช้ืนด้วยฮีทไปป์ (Heat Pipe Dehumidification) ฮีทไปปส์ ามารถใชใ้ นการลดความช้ืนในระบบปรับอากาศ โดยการติดต้ังฮีทไปป์คร่อมคอยล์เย็น (Cooling Coil) ของระบบปรับอากาศ ฮีทไปป์ที่ติดต้ังจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เรียกว่า ส่วนให้ความเย็น เบ้ืองต้น (Precool Heat Pipe Section) ซ่ึงอยู่ทางช่องลมเข้าก่อนท่ีที่จะผ่านคอยล์เย็น เม่ืออากาศร้อน ผ่านฮีทไปป์ส่วนนี้ อากาศร้อนก็จะถ่ายเทความร้อนให้แก่ฮีทไปป์ อากาศที่ผ่านไปยังคอยล์เย็นจึงมี อุณหภูมิลดลงกว่าปกติ ทาให้คอยล์เย็นทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากไอน้ากล่ันตัวได้มาก อุณหภูมิของอากาศท่ีผ่านคอยล์เย็นจะเย็นกว่าเคร่ืองปรับอากาศท่ัวไป ในขณะที่ฮีทไปป์ส่วนแรกรับ พลังงานจากลมร้อน สารทาความเย็นภายในตัวฮีทไปป์จะระเหยและพาความร้อนที่ได้รับจากอากาศร้อน นั้นไปยังฮีทไปป์ส่วนที่สอง (Reheat Heat Pipe Section) เมื่ออากาศจากคอยล์เย็นผ่านฮีทไปป์ส่วนที่ สอง ก็จะได้รบั ความร้อนจากฮีทไปป์สว่ นนี้ ทาใหอ้ ากาศท่ผี ่านระบบมอี ุณหภูมิท่พี อเหมาะ อติพงศ์ นันทพันธ์ุ ชูศักดิ์ ชาญเสนะ และ ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์ [24] ได้ทาการวิเคราะห์ สมรรถนะของระบบผลิตน้าร้อนแสงอาทิตย์ที่ใช้หลังคาลอนโลหะเป็นตัวเก็บรังสีศึกษาสมรรถนะเชิงความ ร้อนของ ระบบผลิตน้าร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้หลังคาลอน โลหะเป็นตัวเก็บรังสี โดยหลังคาดังกล่าว ทาสีเขียวและสีดา และติดต้ังท่อทองแดงภายใต้หลังคา ทาการทดสอบสมรรถนะของระบบผลิตน้าร้อน
ห น้ า | 2-42 ดังกล่าวทีส่ ภาวะตา่ งๆ รวมทงั้ สร้างแบบจาลองของประสทิ ธภิ าพของระบบ ในสภาวะที่ไม่มีการนาน้าร้อน ไปใช้ประโยชน์ในขณะทดสอบ จากการวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์พบว่า ขนาดของถังเก็บน้าร้อนที่เหมาะสมคือ 1,000 ลิตร โดยใช้หลังคารับแสงสีดาเป็นตัวเก็บรังสีจานวน 3 ชุด (ชุดละ 4 ตารางเมตร) ซ่ึงสภาวะ ดงั กลา่ วมรี ะยะเวลาคืนทนุ 1.652 ปี และสามารถผลิตน้าร้อนได้อุณหภูมิประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส ดงั รปู ที่ Ta Twc,o Tws,i It Solar Collector Storage Tank Ts Twc,i mwc Ms Tws,o Pump รปู ที่ 2.16 ระบบผลิตน้ารอ้ นแสงอาทิตย์ท่ีใชห้ ลงั คาลอนโลหะเป็นตวั เก็บรงั สี S.H.,Noie [25] ได้ทาการศกึ ษาตวั แปรที่ผลตอ่ ประสิทธภิ าพการระบายความร้อนของระบบท่อ รอ้ น ซ่งึ การศกึ ษาดงั กล่าวทาการศึกษาตัวแปรท่ีมีความสาคัญ 3 ตัวแปร คือ input heat transfer rates ในช่วง 100 ถึง 900 วัตต์ ปริมาตรของสารทางานที่บรรจุภายในท่อความร้อน ระหว่าง 30 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และความยาวของท่อ จากผลการศึกษาพบว่าความยาวท่อและปริมาตรของสารทางานภายใน ท่อร้อนมีผลต่อความสามารถในการระบายความร้อน ดงั รปู ท่ี 2.13
ห น้ า | 2-43 รูปที่ 2.17 ชุดทดสอบระบายความร้อนของระบบท่อรอ้ น S.B. Riffat และ X. Zhao [26] ไดท้ าการศึกษาออกแบบระบบผสมผสานระหวา่ งท่อความร้อน และตัวรับรังสีอาทิตย์ (solar collector) เพ่ือใช้สาหรับผลิตน้าร้อน เพื่อช่วยเพ่ิมความสามารถในการ ผลิตน้ารอ้ นให้กบั ระบบ ซงึ่ ระบบดังกล่าวสามารถผลติ นา้ ร้อนที่อุณหภมู ิประมาณ 100 องศาเซลเซยี ส รปู ท่ี 2.18 การประยุกต์ใชท้ ่อความร้อนร่วมกบั ตัวรับรงั สีอาทติ ย์ สมชาย มณีวรรณ์ และสุริยงค์ ประชาเขียว [27] ได้ทาการศึกษาการศึกษาอัตราการระบาย ความรอ้ นของทอ่ นาความรอ้ นท่ีอุณหภูมิต่า ซ่ึงได้ทาการศึกษาสารทางาน R-12, R-22, R-134a, R-404a, R-406a โดยทาการทดสอบปริมาตรของสารทางานท่ี 20 40 60 และ 80 เปอรเ์ ซ็นต์ของปริมาตรท่อความ ร้อน โดยทาการทดสอบในตู้ทดสอบท่ีอุณหภูมิ 30, 40, 50, 60, 70 และ 80 องศาเซลเซียส จากผล
ห น้ า | 2-44 การศึกษาพบว่า สารทางานทีมีการระบายความร้อนได้ดีท่ีอุณหภูมิต่าคือสารทางาน R-404a ที่ปริมาตร ของสารทางาน 20 เปอร์เซ็นต์ มีอัตราการระบายความร้อน 7.2 วัตต์ต่อนาที รองลงมาสาร R-134a ปรมิ าตรของสารทางาน 20 เปอร์เซ็นต์ มคี า่ การลงทุนประมาณ 246.4 บาทต่อเมตร รปู ที่ 2.19 ท่อความร้อนของสารทางาน ณัฐวฒุ ิ ดุษฏี [28] ศึกษาเทคนิคและความเป็นไปได้ของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน เสริมอบแห้งผลไม้ ซ่ึงในเบื้องต้นจะทาการศึกษาถึงตัวแปรที่มีผลต่อการอบแห้งผลไม้ คือ อุณภูมิท่ีใช้ อัตราการไหลของอากาศ และอัตราการไหลเวียนของอากาศในเครื่องอบ พบว่า อุณหภูมิท่ีเหมาะสม คือ 60 C จะให้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีผิวและสีสวย อ่อนนิ่ม แต่เม่ือให้อุณหภูมิเป็น 80 C ผลิตภัณฑ์จะแข็งและมีสีผิว เข้มเกินไป การศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการทาแห้งฟักทองลวกด้วยออสโมซิสของวนิดา ท่ีศึกษา ปัจจัยทม่ี ผี ลตอ่ การทาแห้ง ได้แก่ เวลาในการลวกฟักทองโดยใช้ไอน้า อัตราส่วนระหว่างฟักทองต่อซูโครส ไซรัปท่เี หมาะสมต่อการลดปรมิ าณน้า และการเพิ่มปริมาณของของแข็ง ผลของความแก่อ่อนของฟักทองที่ มีผลต่อความชื้น อุณหภูมิที่ใช้ และเวลาท่ีใช้ในการออสโมซิส พบว่า ท่ีอุณหภูมิทาแห้ง 60 C ใช้เวลาทา แหง้ 8 ช่ัวโมง 17 นาที มีปรมิ าณ Beta-carotene และคะแนนการยอมรบั รวมสงู สุด (P<=0.05) หรอื จันทกานต์ และคณะ [29] ได้ทาการทดสอบอบหญ้ารูซ่ี กินนีสีม่วง แพงโกล่า ถ่ัวคาวาลเคด และถวั่ ทา่ พระสไตโล ด้วยตู้อบแหง้ ท่มี พี ดั ลมเป่า ที่อุณหภูมิ 40, 60, 80, 100 และ 150 C พบว่า หญ้ารู ซี่ กินนีสีม่วง แพงโกล่า ถั่วคาวาลเคด ท่ีอุณหภูมิ 150 C นาน 30 ช่ัวโมง หรืออบท่ี 80 C นาน 12 ชั่วโมง หรืออบที่ 100 C นาน 4 ช่ัวโมง ทาให้พืชแห้งมีกลิ่นหอม สีอยู่ในโทนเขียว หรือเหลือง และ
ห น้ า | 2-45 ความช้นื นอ้ ยกวา่ 15% สว่ นการอบท่อี ณุ หภมู ิ 150 C นาน 2, 4 และ 6 ช่ัวโมง พืชทุกชนิดมีความช้ืนไม่ เกนิ 15% แต่ไม่เหมาะสมในการอบ เนอ่ื งจากพชื แห้งมกี ล่นิ ไหม้ และมสี ีน้าตาล Bratziler et al. [30] ศึกษาผลของอุณหภูมิต่อคุณค่าทางโภชนะของหญ้าแห้ง พบว่า หลังจาก การตัดหญ้าในแปลงแล้ว ต้องทาให้ความช้ืนลดลง ประมาณ 40-45% อย่างรวดเร็ว จะทาให้ได้หญ้าแห้ง คุณภาพดี แต่ไมค่ วรใช้อณุ หภมู ิในการทาแห้งเกิน 135 F ฉนั ทนา พนั ธ์เุ หลก็ [31] ไดส้ รุปปัจจัยท่ีมีผลต่อการอบแห้งและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อบแห้งที่ ได้ ประกอบด้วย อุณหภูมิและความช้ืนสัมพัทธ์ของอากาศ ความเร็วลม ความชื้นของวัสดุอบแห้ง และ ขนาดของวัสดุอบแห้ง การศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการทาแห้ง นอกจาก จะทาให้ทราบสภาวะที่ เหมาะสมต่อการทาแห้งที่ให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพแล้ว ยังสามารถนาไปประกอบการพิจารณาความ สิ้นเปลือง หรือค่าใช้จ่ายในการทาแห้งด้วย Aree et al. [32] ที่วิจัยและพัฒนาแบบจาลองทางคณิตศาสตร์ สาหรับการอบแห้งลาไย เพื่อประเมินสภาวะที่เหมาะสมสาหรับการอบแห้ง ซึ่งจะพิจารณาถึงความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะ เป็นหลัก และอัตราการอบแห้ง โดยตัวแปรที่ใช้ ได้แก่ อุณหภูมิที่ใช้ในการอบแห้ง อัตราการไหล อากาศจาเพาะ และอัตราการนาอากาศกลับมาใช้ พบว่า ตัวแปรทั้ง 3 มีผลต่ออัตราการสิ้นเปลือง พลังงานแตกต่างกัน อุณหภูมิที่ใช้ ต้ังแต่ 60-80 C อัตราการไหลของอากาศจาเพาะ 10 12 25 และ 28 kg-dry air/h-kg และสัดส่วนการนาอากาศกลับมาใช้ ต้ังแต่ 0-95% วทัญญู รอดประพัฒน์ [33] ที่ทาการพัฒนาเครื่องต้นแบบอบแห้งข้าวเปลือกแบบฟลูอิไดซ์เบด โดยใช้ไอน้าร้อนยวดย่ิง ซ่ึงสามาถอบแห้งข้าวเปลือกได้ท่ีอุณหภูมิ 128-164 oC เวลาในการอบแห้ง 4-5 นาที ลดความชนื้ จาก 40-50% on DM. เหลอื 21-28% on DM. สาหรับเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เหมาะสาหรับการนามาประยุกต์ใช้ในการอบแห้ง วัสดุทางการเกษตร เนื่องจากมีลักษณะโครงสร้างไม่ซับซ้อน รวมทั้งประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่อยู่ บริเวณเส้นศูนย์สูตร มีแสงอาทิตย์เกือบตลอดทั้งปี จึงได้มีการพัฒนาเคร่ืองอบแห้งพลังงานแสงอา ทิตย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อการอบแห้งให้สูงขึ้นอีกด้วย ถ้าแบ่ง ประเภทของเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ตามลักษณะการไหลเวียนของอากาศภายในจะแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องอบแห้งที่มีการพาความร้อนแบบธรรมชาติ (Natural or Free
ห น้ า | 2-46 convection) และเครื่องอบแห้งที่มีการพาความร้อนแบบบังคับ (Forced convection) ในส่วน รูปแบบของเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์จะแตกต่างกัน โดยการออกแบบนั้นจะขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ในการใช้งาน สาหรับในประเทศไทย รูปแบบของเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ที่พบ ส่วนใหญ่จะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ (1) เครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบอุโมงค์ลม เหมาะสาหรับ การอบแห้งผลไม้ เช่น กล้วย มะม่วง ขนุน เป็นต้น ด้านบนจะปิดด้วยกระจก สามารถนาผลิตภัณฑ์เข้า ออกทางด้านข้าง และมีพัดลมระบายอากาศที่ทางานด้วยโซล่าเซลล์ พลังงานความร้อนที่ได้จะได้ทั้ง จากรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบโดยตรง และความร้อนจากแผงรับรังสีดวงอาทิตย์ [27] (2) เครื่อง อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก หรือแบบโดม ลักษณะโครงสร้างจะเป็นแบบครึ่งวงกลม หลังคาคลุมด้วยกระจกหรือพลาสติกใส ภายในเรือนกระจกจะดูดกลืนรังสีจากดวงอาทิตย์เข้าไปแล้ว เปล่ียนเป็นพลังงานความร้อน ทาให้วัสดุภายในจะแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา แต่ไม่สามารถผ่านออกมา ภายนอกได้ ทาให้ภายในมีอุณหภูมิสูงขึ้นและถ่ายเทความร้อนไปยังวัสดุที่ต้องการอบแห้ง และใน บางคร้ังยังสามารถติดตั้งพัดลมระบายอากาศเพิ่มเข้าไปด้วย เหมาะสาหรับการอบแห้งเครื่องเทศ เช่น พริก ใบมะกรูด หรืออาหารทะเล เป็นต้น (3) เครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบโรงเรือน ระบบ การทางานจะเหมือนกับแบบเรือนกระจก แตกต่างกันเฉพาะโครงสร้างจะทาเป็นโรงเรือน โดยหลังคา จะติดตั้งแผงรับรังสีดวงอาทิตย์ สามารถอบแห้งได้ในปริมาณมาก เหมาะสาหรับการอบแห้งใ นเชิง การค้า หรือระบบอุตสาหกรรม [34] สุระ ตันดี [35] ได้ศึกษาคุณลักษณะการอบแห้งกากมันสาปะหลังโดยใช้เครื่องอบแห้ง แบบต่อเนื่องทาการทดสอบเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงของความชื้นที่เวลาต่างกันจากการทดสอบพบว่า ความชื้นของกากมันสา ปะหลังมีค่าลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาการอบแห้งอุณหภูมิและความเร็วลมร้อน เพิ่มขึ้นจุดที่เหมาะสมในการอบแห้งกากมันสาปะหลังในการทดลองนี้คือความเร็วลมร้อน 8 เมตรต่อ วินาทีและอุณหภูมิอบแห้ง 80 องศาเซลเซียสทา ให้กากมันสาปะหลังมีอัตราส่วนความชื้นคงที่เท่ากับ 0.07ความชื้น 7.69 % มาตรฐานเปียกใช้ระยะเวลาในการอบแห้ง 2 ชั่วโมงเมื่อความชื้นของกากมัน สาปะหลังลดลงค่าพลังงานความร้อนท่ีได้สูงข้ึน พิพัฒน์ อมตฉายา [36] ได้ทาการศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งพริกด้วยเครื่อง อบแห้งแบบหมุนพบว่าอัตราการอบแห้งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอัตราการหมุนของถังความเร็วลมอัตราการ ป้อนพริกและความลาดเอียงของถังโดยสภาวะที่เขาแนะนา ว่าเหมาะสมคืออุณหภูมิท่ีใช้ในการอบแห้ง คือ 140°C อัตราการไหลอากาศ 1 m/s อัตราการหมุนของถัง 6 rpm อัตราการป้อนพริก 0.5
ห น้ า | 2-47 kg/min ความลาดเอียงของถัง 0.3° ซึ่งจะสามารถลดความชื้นพริกจา นวน 9 kg ความชื้นเริ่มต้น 78- 84% w.b. ให้เหลือ 15% w.b.โดยใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ไพบูลย์ โรจน์วิบูลย์ชัย [37] ได้ทาการอบแห้งข้าวโพดด้วยเครื่องอบแห้งแบบหมุนพบว่าความ สิ้นเปลืองพลังงานของเครื่องอบแห้งขึ้นอยู่กับมวลข้าวโพดที่ค้างอยู่ภายในเครื่องอบแห้ง ( hold-up) โดยเมื่อปริมาณข้าวโพดเพิ่มขึ้นความสิ้นเปลืองพลังงานจะน้อยโดยทั่วไปมวลที่ค้างอยู่ในถังควรมี ค่าประมาณ 10-15%ของปริมาตรถัง นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความชื้นของข้าวโพดด้วย โดยมีความ สิ้นเปลืองเพ่ิมข้ึนเม่ือความชื้นลดลง วีรชัย อาจหาญ และคณะ [38] ได้ศึกษาการอบแห้งมันเส้นด้วยเครื่องอบแห้งแบบโรตารี่พบว่า ผลจากการทดลองเพ่ือทา การประเมินสมรรถนะการอบแห้งด้วยเครื่องอบแห้งโรตารีต้นแบบในเทอม ของอัตราการอบแห้งและค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะพบว่าเครื่องอบแห้งสามารถทา การระเหย น้า ออกจากชิ้นมันได้ในอัตรา 140.18กิโลกรัมต่อชั่วโมง และมีค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะใน การระเหยน้า 10.07 MJ/kg-waterหากมันเส้นอยู่ในเครื่องอบแห้งนาน 4.712ชั่วโมง สามารถแห้งได้ จนถึงความช้ืนท่ีต้องการ (ตา่ กว่า 13% w.b.)
บทท่ี 3 อุปกรณแ์ ละขน้ั ตอนการดาเนินงานวิจยั งานวิจัยน้ีจึงทาการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบผสมผสานการใช้ท่อเทอร์โมไซ ฟอนร่วมกับระบบโซลา่ รเ์ ซลล์ โดยได้ใช้ท่อเทอร์โมไซฟอนจานวน 5 ทอ่ พร้อมสารสารทางาน R404a ที่ปริมาตร 20% ความจุท่อความร้อน และติดต้ังระบบโซล่าร์เซลล์ สาหรับใช้ให้พลังงานไฟฟ้าแก่ Heater pate ที่ช้ันล่างของตู้อบแห้ง ซ่ึงโซลาร์เซลล์จะมีการเก็บพลังงานไฟฟ้ามาสาหรับใช้ในตอน กลางวันและกลางคืน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพทางความร้อนและประสิทธิ์ภาพทางด้านความร้อนของ ระบบอบแหง้ ซ่ึงกลมุ่ เกษตรกรมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น ขิงอบแห้ง ลาใยอบแห้ง และผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ 3.1 วิธีการดาเนินการวิจัย 1. ทาการศึกษาทฤษฏแี ละงานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง 2. ทาการออกแบบสรา้ งเครือ่ งอบแห้งและวเิ คราะห์ระบบท่อเทอรโ์ มไซฟอน 3. สร้างอุปกรณ์เครอื่ งอบแหง้ และตดิ ตง้ั อปุ กรณแ์ ลกเปลี่ยนท่อเทอร์โมไซฟอนผสมผสาน - ขนาดเครอ่ื งอบแหง้ ขนาดสงู 1.0 m กวา้ ง 1.0 m 4 ชั้น แตล่ ะชัน่ หา่ งกนั 0.2 m - ท่อเทอร์โมไซฟอนทองแดงยาว 2.0 m เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.015 m แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ สาหรับแปลงกระแสไฟฟ้าฮีตเตอร์สาหรับการใช้งานจากระบบโซลาร์ เซลล์ 4. ปรบั ปรุงระบบและทาการเก็บข้อมูลสมรรถนะเชงิ ความร้อนสาหรับการอบแห้ง - เก็บความชน้ื ก่อนเขา้ อบแห้งและหลังอบแหง้ โดยใช้เคร่ือง AND MX-50 ในการวัดแต่ ละครั้งนั้น จะวัดท้ังหมด 4 ช้ัน ทุกๆ 2 ช่ัวโมง โดย แล้วบันทึกค่าความช้ืนเป็น เปอรเ์ ซน็ ต์ ความช้นื ทล่ี ดลง - ทาการเก็บวัดอุณหภูมิ โดยใช้เครื่องวัดความร้อนแบบ data loger 4 ช่อง เพื่อวัด อุณหภมู ิทงั้ ภายในตอู้ บแหง้ และอุณหภมู สิ ง่ิ แวดล้อมทุกๆ 30 นาที - วดั ปริมาณกระแสไฟฟา้ ความดนั ไฟฟ้า และพลงั งานท่ีป้อนเข้าไปในระบบ 5. วิเคราะหค์ วามเหมาะสมของระบบอบแหง้ วัตถดุ บิ ทางการเกษตร - ทดสอบประสิทธิภาพทางการอบแห้งลาไยและขิง เพ่ือหาประสิทธิภาพการลดลงของ ความช้ืนและระยะเวลาในการอบแห้ง
P a g e | 3-2 - วิเคราะห์ตน้ ทุน และวิเคราะหข์ อ้ มลู เศรษฐศาสตร์ - เปรยี บเทยี บระบบทีท่ าการพัฒนาและระบบแบบดังเดิม 6. เผยแพรใ่ ห้กับความร้กู ารอบแห้ง แกเ่ กษตร กลุม่ แปรรูปทางการเกษตรกร - ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรกล่มุ แม่บ้านตาบลสนั ตสิ ุข 7. เผยแพร่เทคโนโลยแี ละร่วมประชมุ สมั นาทางวชิ าการ 8. รายงานฉบบั สมบูรณ์ ตารางท่ี 3.1 ระยะเวลาทาการวิจยั และแผนการดาเนินงานตลอดโครงการวิจัย ขนั้ ตอน (1 ต.ค. พ.ศ. 2556 – 30 ก.ย. พ.ศ.2557) 12 เดอื น 1.ทาการศึกษาทฤษฏีและงานวิจัยท่เี กยี่ วข้อง 2. ทาการออกแบบเคร่ืองอบแห้งและวิเคราะห์ ระบบท่อความร้อน 3. ทดสอบสารทางานและมุมเอียง ที่เหมาะสม สาหรับการแลกเปลี่ยนความร้อนของท่อความ ร้อน 4. สร้างอุปกรณ์เคร่ืองอบแห้งและติดต้ังอุปกรณ์ แลกเปล่ียนท่อความร้อนผสมผสานจากก๊าชชีว มวล 5. ปรับปรุงระบบและทาการเก็บข้อมูลสมรรถนะ เชิงความร้อนสาหรับการอบแหง้ 6. วิเคราะห์ความเหมาะสมของระบบอบแห้ง วตั ถดุ บิ ทางการเกษตร 7. วิเคราะหค์ วามเปน็ ไปไดท้ างดา้ นเศรษฐศาสตร์ 8. สรุปผลการทดสอบ 9. เผยแพร่เทคโนโลยีและร่วมประชุมสัมนาทาง วิชาการ 10.รายงานฉบบั สมบูรณ์
P a g e | 3-3 3.2 อุปกรณ์ท่ีใช้ในการทดลอง ในงานวจิ ัยนท้ี าการศกึ ษาเครือ่ งอบแห้งใช้ท่อความร้อนฮีตไปป์เทอร์โมไซฟอนผสมผสานกับฮีต เตอร์ความร้อนขนาด 600 วัตต์ แบบไฮบริด ในการช่วยสนับสนุนความร้อนภายในการอบแห้ง ของ และการอบแหง้ ลาไย โดยมอี ปุ กรณใ์ นการทดสอบดังน้ี 1. ทอ่ ความร้อน ขนาดยาว 1.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร มีทั้งหมด 10 ท่อ ภายในบรรจุสาร ทางาน R404a 20% ของความจุปรมิ าตร ดงั รูปที่ 3.1 รปู ท่ี 3.1 ท่อความรอ้ นฮตี ไปป์ 2. ตู้อบแหง้ ตู้อบแห้งมีขนาดสูง 2 เมตร กว้าง 1 เมตรมีท้ังหมด 4 ชั้น แต่ละชั่นห่างกัน 0.2 เมตร และถูก หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อน PE MPE 5MM ALUMAX 1.2X20M FOIL2 รอบตู้อบแห้ง การติดต้ังจะ ทาการติดต้ังท่อความร้อนเข้ากับตู้อบแห้ง ติดต้ังท่อความร้อนที่มุม 30 องศา เพราะจะทาให้สารทา ความร้อนทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดของสารทางานและทาการเก็บข้อมูลขอ งการอบทุก 1 ชัวโมง โดยใช้ ดาตาล๊อกเกอรใ์ นการวัดอุณหภมู ิ
P a g e | 3-4 รูปที่ 3.2 ต้อู บแห้งสแตนเลส รปู ที่ 3.3 ชัน้ วางภายในตอู้ บแห้ง
P a g e | 3-5 3. เครอื่ งวดั ความชน้ื การอบแห้งทางผู้วิจัย ทาการวัดค่าความชื้นของของขิงและลาใย เป็นตัวแปรหลัก ข้ันแรกเรา จะนาขิงและลาใย ไปวัดค่าความชื้นก่อนอบในช่วงเช้าโดยการสุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งออกมาวัดค่า ความชื้น โดยใชเ้ ครือ่ งAND MX-50 จากนน้ั ทาการทดสอบในการอบแห้ง โดยการวัดแต่ละคร้ังนั้น จะ วดั ทั้งหมด 4 ชน้ั ทุกๆ 2 ชั่วโมงแล้วบนั ทกึ ค่าความชื้นเปน็ เปอร์เซ็นต์ รูปที่ 3.4 เครื่องวดั ความชืน้ รุ่น AND MX-50 4. เครอื่ งวดั ความเข้มรังสี เครอ่ื งวัดพลงั งานแสงอาทติ ย์ Solar Power Meter สาหรับวดั พลังงานแสงอาทิตย์ หน่วยเป็น W/m2 วตั ต/์ ตารางเมตร ใชส้ าหรับตรวจเช็คคา่ พลังงานแสงอาทิตย์กอ่ นท่จี ะตดิ ตงั้ แผงโซลา่ เซลล์ เพ่ือ รับแสงและเก็บพลังงานให้ได้มากท่ีสุด ย่านการวัดความเข้มรังสี 10W/m2- 2000W/m2 ยี่ห้อโซลาร์ เซอรเ์ ว 200
P a g e | 3-6 รปู ที่ 3.5 เครื่องวัดค่าความเข้มของรังสี 5. เคร่อื งวัดอุณหภมู ิ dataloger Lutron TM-1947SD เครื่องวัดอุณหภุมิแบบ 4 channels แสดงผลอุณหภูมิบนหน้าจอพร้อม กันทั้ง 4 channels ใช้งานกับ Thermocouple Type K, J, T, E, R, S, Pt100 โดยทาการบันทึก อุณหภูมิทั้งมดภายใน 4 ช้ันของตู้อบแห้ง Thermocouple Type K และทาการวัดอุณหภูมิ สภาพแวดล้อม เพ่ือหาคา่ เฉล่ียจากผลการทดสอบ รปู ที่ 3.6 เตาเผาก๊าซชวี มวล
P a g e | 3-7 6. ตัวควบคุมอุณหภมู ิ เคร่ืองวัดและควบคุมอุณหภูมิ เปน็ เครอื่ งควบคมุ อุณหภมู ิที่ใช้ในการควบคมุ อณุ หภูมิ ใช้ในการ อบแหง้ ควบคุมอุณหภูมิ 0 - 500 องศาเซลเซียส สาหรบั การควบคุมฮตี เตอร์ภายในเคร่ืองอบแหง้ ให้ อยู่ภายใตอ้ ุณหภูมทิ ่ีกาหนด ประมาณ 60 องศาเซลเซียส รปู ที่ 3.7 เครือ่ งควบคุมอุณหภูมิ 7. ตัวควบคมุ การใช้พลังงาน ทาการตดิ ต้ังมเิ ตอรค์ วบคุมการใช้งานดา้ นพลงั งาน เพื่อทดสอบการใช้งานในช่วงเวลาที่ ระบบ อบแหง้ ไมม่ ีพลังงานจากแสงอาทติ ย์ รปู ที่ 3.8 เครอ่ื งควบคุมการใช้พลงั งาน
P a g e | 3-8 รูปที่ 3.9 เครอ่ื งวดั การใช้พลงั งาน 8. ตัวแปลงไฟฟ้าและแบตเตอร่ี ทาการติดตั้งระบบแปลงไฟฟ้าและตวั แปลงไฟฟ้า inverter สาหรับการใช้งานร่วมกับระบบโซ ล่ารเ์ ซลล์ และใช้แบตเตอรรี่ 12 โวลต์ ขนาด 45 แอมป์ ต่อพวงกบั โซลาร์เซลลข์ นาด 100 วัตต์ รปู ที่ 3.10 อปุ กรณทใ่ี ชใ้ นการแปลงพลังงาน
P a g e | 3-9 10. ระบบโซลารเ์ ซลล์ ใช้ระบบโซลาร์เซลล์ในระบบการใช้งาน ขนาด 100 วัตต์ แผงโซลาร์เซลล์ ชนิด monocrystalline Silicon ขนาด 100 W ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells) แผงโซลา่ เซลล์ ชนิดท่ีทามาจาก ผลึกซิลิคอนเชิงเดี่ยว (mono-Si) หรือบางทีก็เรียกว่า single crystalline (single-Si) สงั เกตุค่อนข้างง่ายกวา่ ชนิดอ่ืน เพราะจะเห็นแต่ละเซลลล์ ักษณะเป็นส่ีเหล่ียม ตัดมุมทัง้ ส่ีมุม และมสี เี ขม้ MODEL: XHGD-100W -(Pmax) 100W -(Vpm) 18V -(Imp) 5.55A -(VOC) 21.6V -(Isc) 5.99A รูปที่ 3.11แผงโซลาร์เซลล์ 10. ตวั อย่างท่ีใช้ในการทดสอบ การทดสอบการอบแห้ง จะใช้ ขิง และลาไยในการทดสอบ เพ่ือหาประสิทธิภาพเคร่ืองอบแห้ง แบบไฮบริด ซึง่ ตวั อยา่ งของผลิตภณั ฑ์อบแหง้ แสดงดงั ต่อไปนี้
P a g e | 3-10 รูปที่ 3.12 ขิงก่อนการอบแห้ง รปู ท่ี 3.13 ลาใยกอ่ นการอบแห้ง
บทท่ี 4 ผลการทดลองและการวเิ คราะหผ์ ล งานวจิ ัยนจ้ี ึงทาการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบผสมผสานการใช้ท่อเทอร์โมไซฟอน ร่วมกับระบบโซล่าร์เซลล์ โดยได้ใช้ท่อเทอร์โมไซฟอนจานวน 5 ท่อ พร้อมสารสารทางาน R404a ที่ ปริมาตร 20% ความจุท่อความร้อน และติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์ สาหรับใช้ให้พลังงานไฟฟ้าแก่ Heater pate ที่ชั้นล่างของตู้อบแห้ง ซึ่งโซลาร์เซลล์จะมีการเก็บพลังงานไฟฟ้ามาสาหรับใช้ในตอน กลางวันและกลางคืน เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพทางความร้อนและประสิทธิ์ภาพทางด้านความร้อนของ ระบบอบแหง้ ซ่ึงกลุ่มเกษตรกรมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรท่ีหลากหลาย เช่น ขิงอบแห้ง ลาใยอบแห้ง เพื่อเปน็ ทางเลือกของเกษตรกรสาหรับการอบแหง้ 4.1 การทดสอบดา้ นความร้อนของตอู้ บแหง้ 4.1.1 การทดสอบตู้อบแห้งดว้ ยแสงอินฟาเรด ท่อความร้อนฮีตไปป์ภายนอกตู้อบแห้งดังรูปท่ี 4.1 อุณหภูมิบนผิวท่อความร้อนและอุณหภูมิ อากาศแวดล้อมพบว่า อุณหภูมิท่อเฉลี่ยอยู่ท่ี 60.20 องศาเซลเซียสและอุณหภูมิอากาศแวดล้อมมี อุณหภูมิท่ี 34.70 องศาเซลเซียส โดยวัดค่าความร้อนด้วยเคร่ืองอินฟาเรด เพื่อดูการกระจายความ รอ้ นภายในเครอื่ งอบแห้ง และความร้อนท่เี กดิ จากท่อความรอ้ น แสงดงั รูปที่ 4.1 60.20 oC รูปที่ 4.1 ทอ่ ความร้อนภายนอกตู้อบแหง้
ห น้ า | 4-2 อุณหภูมิที่ปลายท่อความร้อนฮีตไปป์ด้านในตู้อบแห้งเฉล่ีย 62.90 องศาเซลเซียส อุณหภูมิท่อ ความร้อนฮีตไปป์ด้านนอกเฉล่ียที่ 60.20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในตู้อบแห้งมีอุณหภูมิเฉล่ีย 48.25 องศาเซลเซียส ดังรูปท่ี 4.2 รูปที่ 4.2 ความรอ้ นทอ่ ภายในตอู้ บแห้ง 4.1.2 การทดสอบอุณหภูมขิ องตู้อบแหง้ จากการทดลอง โดยทาการเก็บข้อมูลเชิงความร้อนของตู้อบแห้ง ทุกๆ 30 นาที เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อหาอัตราการอบแห้งผลิตภัณฑ์ขิงและลาไย ซ่ึงใช้เครื่องดาตาล๊อกเกอร์ 4 ช่องเก็บข้อมูล ตู้อบแห้ง 4 ช้ัน แบบ type ดูอุณหภูมิเฉล่ียทุกชั้น จากการทดสอบพบว่าอุณหภูมิจะอยู่ในช่วงการ ทดสอบที่ค่าเฉล่ีย 59.05 องศาเซลเซียส อุณภูมิสูงสุด 68.80 องศาเซียส ซ่ึงเป็นช่วงท่ีเหมาะสมกับ การอบแหง้ ทางการเกษตร ในการไล่ความชืน้ ออกจากผลติ ภัณฑ์ ตารางท่ี 4.1 การทดสอบอณุ หภูมติ ู้อบแหง้ T3 (ชั้น 3) T4 (ชัน้ 2) เวลา (นาที) T1 (ช้นั 1) T2 (ช้นั 2) 23.70 23.60 0 23.70 23.60 50.30 49.80 30 55.40 51.40 55.60 55.80 60 59.40 56.50 57.20 57.90 90 58.90 57.80 58.10 58.20 120 60.10 58.10 57.80 58.50 150 59.90 58.20
ห น้ า | 4-3 เวลา (นาที) T1 (ชนั้ 1) T2 (ชน้ั 2) T3 (ช้นั 3) T4 (ชนั้ 2) 180 59.40 59.10 58.30 58.70 210 59.30 57.90 57.90 58.20 240 62.00 58.50 57.20 57.60 270 60.00 58.80 58.10 58.40 300 57.90 57.50 57.20 58.60 330 58.50 58.00 58.10 58.70 360 58.40 57.30 57.00 58.20 390 58.00 57.30 57.00 58.30 420 58.10 57.70 58.40 58.50 450 59.80 58.60 58.60 58.40 480 59.80 58.80 59.10 59.40 510 60.20 58.30 58.40 59.00 540 58.80 58.40 58.60 59.00 570 58.30 58.30 58.00 58.70 600 59.50 58.10 57.00 57.90 630 58.70 58.50 58.60 59.10 660 60.00 58.10 57.90 58.40 690 59.50 58.10 57.90 58.50 720 59.90 58.20 58.40 58.30 750 59.80 58.30 58.40 58.80 780 59.90 60.00 59.00 59.90 810 63.40 59.70 58.90 59.50 840 63.30 61.50 60.20 60.70 870 63.70 60.60 60.60 60.70 900 64.00 61.90 60.50 60.80 930 64.90 60.80 60.80 60.90 960 62.90 61.20 60.70 61.30 990 64.80 61.50 60.70 60.70 1020 63.20 62.20 62.00 62.10
ห น้ า | 4-4 เวลา (นาที) T1 (ชั้น 1) T2 (ชั้น 2) T3 (ชั้น 3) T4 (ชั้น 2) 1050 68.80 63.50 62.50 62.40 1080 66.10 64.20 62.90 62.70 1110 64.40 60.90 60.20 60.40 1140 64.50 61.60 60.30 60.60 1170 60.30 59.90 59.40 60.20 1200 64.00 61.50 61.10 60.70 1230 64.50 61.20 61.30 60.60 1260 64.20 60.60 59.80 60.70 1290 64.40 62.30 61.90 62.30 1320 65.70 62.40 62.00 62.20 1350 63.10 61.20 61.00 61.60 1380 62.50 59.50 58.80 59.50 1410 61.90 59.50 59.10 59.30 1440 59.90 59.10 59.40 59.60 ค่าเฉลี่ย 59.05 จากรูปท่ี 4.3 พบว่าช่วงอุณหภูมิของตู้อบแห้งท้ัง 4 ช้ันมีอุณหภูมิเฉลี่ยใกล้เคียงกันท่ี 60 องศาเซลเซียส ในช่วงการทดสอบท่ีอุณหภูมิเร่ิมต้นประมาณ 25 องศาเซลเซียส เม่ือเวลาผ่านไป 60 นาที ตู้อบแห้งแบบผสมผสานความรอ้ น สามารถทาอุณหภูมทิ กี่ าหนดไว้ได้ค่าเฉล่ียท้ังชั้น 59.05 องศา เซลเซยี ส ซ่ึงสอดคล้องกับต้อู บแห้งในเชิงพาณิชย์ ทอ่ี ุณหภมู เิ หมาะสม 60 องศาเซลเซยี ส
ห น้ า | 4-5 รูปที่ 4.3 ค่าเฉล่ยี ชว่ งอุณหภูมขิ องตูอ้ บแหง้ ท้งั 4 ชน้ั 4.2 การทดสอบความชน้ื การอบแห้งนน้ั เราจะวดั ค่าความช้ืนของขิงและลาไยเป็นตัวแปรหลัก ข้ันแรกเราจะนาขิงไปวัด คา่ ความชื้นก่อนอบในชว่ งเช้า จากน้ันเก็บข้อมูลการอบแห้ง 24 ช่ัวโมง วัดค่าความชื้นโดยใช้เครื่องรุ่น AND MX-50 ในการวัดแต่ละครั้งนั้น แล้วบันทึกค่าความชื้นเป็นเปอร์เซ็นต์ พบว่าความชื้นลดลง หลังจากอบแห้ง โดยก่อนการอบแห้งมีความช้ืนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 90.92 % และหลังจากอบแห้ง หลงั 24 ชั่วโมง ความช้นื เฉล่ียลดลงร้อยละประมาณ 11.07 % แสดงดังตารางตอ่ ไปน้ี ตารางท่ี 4.2 ทดสอบความช้ืนขงิ กอ่ นการอบแห้ง ตวั อยา่ ง น้าหนกั ของขิง เปอร์เซ็นต์ความชืน้ 1 1.40 93.11 88.25 2 1.11 90.24 89.32 3 1.42 90.05 92.16 4 1.20 5 1.18 6 1.31
ห น้ า | 4-6 7 1.22 93.48 8 1.34 89.56 9 1.25 91.14 10 1.35 91.87 90.92 คา่ เฉล่ยี จากตารางท่ี 4.2 พบว่าความชื้นสะสมในขิงมีค่าเฉล่ียอยู่ที่ 90.92 % ซ่ึงเป็นค่าท่ีสูง โดยทาการ ทดสอบจานวน 10 ตัวอย่างก่อนเข้าตู้อบแห้งพลังงานความร้อนจากท่อความร้อนแบบผสมผสานฮีต เตอร์ เพ่อื ใช้เปรียบเทยี บหลังจากการอบแห้ง ตารางท่ี 4.3 ทดสอบความชืน้ ลาใยกอ่ นการอบแห้ง (เฉพาะเนอื้ ลาใย) ตวั อยา่ ง นา้ หนักของล้าใย เปอร์เซ็นตค์ วามชืน้ 1 2.68 73.14 2 2.45 75.25 3 2.73 76.43 4 2.84 73.76 5 2.56 76.52 6 2.85 75.38 7 2.87 72.17 8 2.58 73.85 9 2.63 74.39 10 2.75 77.86 คา่ เฉลยี่ 74.88 จากตารางที่ 4.3 พบว่าความชื้นสะสมในเน้ือลาใยมีค่าเฉล่ียอยู่ที่ 74.88 % โดยทาการทดสอบ จานวน 10 ตัวอย่างก่อนเขา้ ตอู้ บแหง้ พลงั งานความร้อนจากท่อความร้อนแบบผสมผสานฮีตเตอร์ เพื่อ ใช้เปรียบเทียบหลังจากการอบแห้ง
ห น้ า | 4-7 ตารางที่ 4.4 ทดสอบความชื้นลาไยก่อนการอบแหง้ (ท้ังของลกู ลาใย) ตัวอยา่ ง น้าหนักของล้าใย เปอรเ์ ซน็ ต์ความชน้ื 1 10.35 60.76 2 9.43 64.32 3 8.43 67.55 4 8.59 63.53 5 9.36 64.15 6 10.20 63.25 7 11.13 62.71 8 10.43 65.44 9 9.37 65.17 10 8.98 64.58 คา่ เฉลี่ย 64.25 จากตารางที่ 4.4 พบว่าความชื้นสะสมในลาใย (ท้ังลูก) มีค่าเฉลี่ยอยู่ท่ี 64.25 % โดยทาการ ทดสอบจานวน 10 ตัวอย่างก่อนเข้าตู้อบแห้งพลังงานความร้อนจากท่อความร้อนแบบผสมผสานฮีต เตอร์ เพือ่ ใช้เปรียบเทยี บหลังจากการอบแหง้ ตารางที่ 4.5 ทดสอบความชนื้ ขิงหลังการอบแหง้ ตวั อย่าง น้าหนกั ของขิง เปอรเ์ ซน็ ตค์ วามช้ืน 1 1.13 10.09 10.53 2 1.17 11.82 10.25 3 1.16 11.97 12.85 4 1.14 10.54 10.58 5 1.15 13.40 8.74 6 1.28 11.07 7 1.19 8 1.05 9 1.13 10 1.20 คา่ เฉลยี่
ห น้ า | 4-8 จากตารางท่ี 4.5 พบว่าความชื้นสะสมในขิง (หลังจากอบแห้ง) ทดสอบที่ 24 ชั่วโมง มีค่าเฉล่ีย อยู่ท่ี 11.07 % ทาการ ซ่ึงเป็นลดลงจากค่าก่อนการอบแห้ง 90.92% มีอัตราการลดลงร้อยละ 3.32 % ต่อช่ัวโมง และแสดงในรปู ท่ี 4.4 รปู ท่ี 4.4 คา่ เฉลี่ยความชนื้ ของขิงหลงั จากอบแห้ง ตารางที่ 4.6 ทดสอบความช้นื ลาใยหลังการอบแห้ง (เฉพาะเนอื้ ลาใย) ตัวอยา่ ง น้าหนกั ของลาใย เปอรเ์ ซ็นต์ความช้ืน 1 1.36 14.52 2 1.20 12.90 3 1.19 10.92 4 1.24 9.71 5 1.27 11.97 6 1.17 14.09 7 1.16 12.12 8 1.08 11.79 9 1.14 11.83 10 1.11 12.32 คา่ เฉลี่ย 12.22
ห น้ า | 4-9 จากตารางท่ี 4.6 พบว่าความช้ืนสะสมในขิง (หลังจากอบแห้ง) ทดสอบที่ 24 ชั่วโมง พบว่ามี ค่าเฉลี่ยอยู่ท่ี 12.22 % ซึ่งเป็นลดลงจากค่าก่อนการอบแห้ง 74.88% มีอัตราการลดลงร้อยละ 2.21 % ต่อชัว่ โมง ดังแสดงในรูปท่ี 4.6 รูปที่ 4.5 คา่ ความช้ืนลาใยหลังการอบแห้ง (เฉพาะเน้ือลาใย) ตารางท่ี 4.7 ทดสอบความชื้นลาไยหลังการอบแหง้ (ทงั้ ลกู ลาใย) ตวั อยา่ ง น้าหนักของลาใย เปอรเ์ ซน็ ต์ความช้ืน 1 2.31 10.13 2 2.05 7.93 3 2.40 7.94 4 2.46 9.26 5 2.15 8.77 6 1.82 9.26 7 2.35 8.58 8 1.72 9.36 9 1.56 7.43 10 2.00 7.95 คา่ เฉล่ีย 8.66
ห น้ า | 4-10 จากตารางท่ี 4.7 พบว่าความชื้นสะสมในลาใยหลังจากอบแห้ง (ทั้งลูกลาไย) ทดสอบที่ 24 ชัว่ โมง พบว่ามคี ่าเฉล่ียอยู่ท่ี 8.86 % ซึ่งเป็นลดลงจากค่าก่อนการอบแห้ง 64.25 % มีอัตราการลดลง ร้อยละ 2.31 % ต่อช่ัวโมง ดังรูปที่ 4.6 รปู ที่ 4.6 ค่าความช้นื ลาใยหลังการอบแหง้ (ทง้ั ลูกลาใย) 4.3 ผลการเปรยี บเทยี บก่อนอบแห้งและหลังอบแห้ง ทางผู้วิจัยได้ทาการออกแบบและสร้างตู้อบแห้งสาหรับใช้ในชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด ประหยัดพลงั งานให้ความรอ้ นในการอบแห้งได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สาหรับการอบแห้งขิง และลาไย เมื่อทดสอบผ่านเครื่องอบแห้งเป็นเวลา 24 ชัวโมงและเก็บตัวอย่างมาทดสอบก่อนและ หลังจากการอบแห้งพบว่าความช้ืนท่ีสะสมลดลง โดยมีความช้ืนหลังจากอบแห้งขิงเฉล่ีย 11.07 % ลาไย(เฉพาะเนื้อ) ความช้ืนลดลงเฉลี่ย 12.22 % และท้ังลูกของลาไยลดลงเหลือ 8.66 % ซึ่งมี ความชื้นกอ่ นการอบแห้ง 90.92% 74.88 % และ 64.25% ตามลาดับ ดงั แสดงในรูปท่ี 4.7-4.8
ห น้ า | 4-11 รูปที่ 4.7 ความชืน้ หลังจากผ่านการอบแห้ง รปู ท่ี 4.8 ความช้นื ก่อนการอบแห้ง
ห น้ า | 4-12 4.4 วิเคราะหท์ างด้านเศรษฐศาสตร์ การศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ของเครื่องอบแห้งแบบผสมผสานความร้อนท่ี พฒั นา รวมถงึ คา่ ใชจ้ ่ายวสั ดสุ ้ินเปลอื งในกระบวนการเปรียบเทียบผลตอบแทนด้านพลังงานความร้อน สาหรับใช้ในการอบแห้ง เพ่ือดูความเป็นไปได้ในการลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนทางกด้านพลังงาน ผลการประหยัดคา่ ใชจ้ า่ ย ดังทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ดังต่อไปน้ี 4.4.1 วิเคราะห์ระยะเวลาคืนทุน (Simple Payback Period) ระยะเวลาคืนทุน คือ ระยะเวลาท่ีผลตอบแทนสุทธิสะสมจากการดาเนินงานมีค่า เท่ากับค่าเงินลงทุน ผลที่ได้รับจากการประเมินการลงทุนโดยวิธีน้ีจะทาให้ทราบว่าจะได้รับเงินทุนช้า หรือเร็วเท่าใดถา้ คืนทนุ ได้เรว็ เท่าใดกจ็ ะดีมากขึ้น เพราะโอกาสเส่ียงต่อการขาดทุนในอนาคตมีน้อยลง สามารถคานวณได้จาก ระยะเวลาคนื ทนุ (ป)ี = มูลค่ารวมของเงนิ ลงทุนรายปี (4.1) ผลตอบแทนสุทธติ อ่ ปี PBP = C (4.2) Bt โดยท่ี PBP = ระยะเวลาคืนทนุ (ปี) C = เงนิ ลงทุนรายปีของระบบ (บาท) Bt = ผลตอบแทนสทุ ธิรายปี (บาท) 4.4.2 วิเคราะหม์ ูลคา่ ปัจจุบันสทุ ธิ ( net present value , NPV ) สามารถคานวณไดจ้ ากสมการตอ่ ไปนี้ n (4.3) NPV CF0 CFj P /F,i%, j j0 เมอ่ื NPV = มลู ค่าปจั จบุ นั สทุ ธิ (บาท) CF0 = กระแสเงินสดตั้งต้นมีคา่ เป็นลบ (เป็นค่าใชจ้ า่ ยในการ ลงทุน(บาท) CFj = ผลตอบแทนสทุ ธิ มักจะมีค่าเป็นบวก (บาท)
ห น้ า | 4-13 P/F = ตวั ประกอบลดคา่ I= อัตราดอกเบี้ย J= อายกุ ารใช้งานเริม่ ต้น (ปี) N= อายุการใช้งาน (ปี) จากสมการจะเห็นว่า NPV มีค่าเป็นบวกเม่ือมูลค่ารวมของผลตอบแทน CFj มากกว่าจานวนเงินที่ลงทุน CF0 กล่าวคือ การที่จะยอมรับว่าการลงทุนใดๆ มีความคุ้มทุนทาง เศรษฐศาสตร์ คา่ NPV จะตอ้ งมคี า่ เปน็ บวกหรอื ศนู ย์ 4.4.3 วิเคราะหค์ ่าอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (internal rate of return, IRR(i*) ) สามารถคานวณได้จากสมการต่อไปนี้ IRRi* NPV 0 n (4.4) CF0 CFj P /F,i%, j j0 เม่ือ IRR (I*) = อตั ราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (อัตราดอกเบ้ยี เฉพาะ) (%) NPV = มลู คา่ ปัจจบุ นั สุทธิ (บาท) CF0 = กระแสเงินสดต้ังตน้ มีคา่ เปน็ ลบ (เป็นคา่ ใชจ้ ่ายในการ ลงทุน) (บาท) CFj = ผลตอบแทนสทุ ธิ มักจะมีคา่ เป็นบวก (บาท) P/F = ตวั ประกอบลดคา่ i = อัตราดอกเบ้ยี j = อายุการใช้งานเร่ิมต้น (ปี) N = อายุการใชง้ าน (ป)ี จากสมการจะเห็นว่า อัตราผลตอบแทน (IRR) คืออัตราดอกเบี้ยเฉพาะ, i* เป็น อัตราดอกเบี้ยซึ่งทาให้ NPV มีค่าเป็นศูนย์ การหาจะต้องใช้วิธีแบบลองผิดลองถูก (trial and error) โดยสุ่มอัตรากอดเบี้ยที่ทาให้ NPV มีค่าเป็นบวกเล็กน้อยและเป็นลบเล็กน้อย แล้วใช้วิธีประมาณค่า ระหว่างคา่ ทงั้ สองเพือ่ หา i*
ห น้ า | 4-14 4.4.4 ผลวิเคราะหเ์ งนิ ลงทุนเครือ่ งอบแห้งแบบผสมผสานความรอ้ น จากการทดสอบไดม้ ีคา่ ลงทุนในตัวอุปกรณ์ทั้งหมด 33,530 บาท โดยแบ่งออกได้ในตารางที่ 4.1 ซ่ึงการลงทุนพบว่ามีค่าใช้จ่ายในอุปกรณ์เป็นหลัก แต่เมื่อดูผลการทดสอบการความร้อนท่ีได้ใน ระบบและผลตอบแทนจากการลงทุนตู้อบแห้ง ทดสอบในช่วงการอบแห้ง 60-70 องศาเซลเซียส โดย การอบแห้งแต่ละคร้ังใช้ไฟฟ้าประมาณ 1.20 หน่วยในแต่ละรอบการอบแห้ง โดยมีเงินค่าบารุงรักษา ท้งั ปีประมาณ 2,000 บาท/ปี รวมค่าใชจ้ ่ายในการลงทุนท้ังหมด 35,530 บาท ซ่ึงมัราคาถูกกว่าเครื่อง อบแหง้ ในเชิงพาณิชย์ ทีมตี ้นทนุ การขายเฉล่ียท่ี 45,000 บาท ในขนาดเทา่ กนั หรอื ใกลเ้ คียง ผลตอบแทนรายปีจากปริมาณการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ท้ังหมดประมาณ 5,148 บาท/ปี อ้างอิงที่ราคาขายไฟฟ้า ราคา 3 บาท/หน่วย PBP จะมีระยะคืนทุนเท่ากับ 6.90 ปี คิด ผลตอบแทนรายได้จุดคุ้มทุน และถ้าดอกเบี้ย 3% ของเงินลงทุน ค่าตอบแทน NPV มีค่าเท่ากับ 607.38 บาท/ในปีที่ 8 ซึ่งระยะเวลาคืนทุนจากการลงทุนต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร หลังจาก ผ่านจุดคุ้มทนุ อายกุ ารใชง้ านเครอ่ื งประมาณ 10 ปี สามารถสรา้ งผลตอบแทนไดใ้ นระยะเวลา อีก 2 ปี ในสว่ นของการประหยดั พลงั งานทางดา้ นไฟฟ้า ตารางที่ 4.8 ราคาอุปกรณ์หลักในการสรา้ งเครื่องอบแห้ง ล้าดับ อุปกรณ์ จา้ นวน ราคา รวม (บาท) 1 ตวั สแตนเลสหนา 0.2 mm 2 มว้ น 10,000 20,000 100 100 2 พดั ลมระบายความร้อน 1 ตวั 1,000 1,000 960 1,500 3 ฮตี เตอร์ 600 w 1 ตวั 1,500 1,500 1,600 1600 4 อเิ วอร์เตอร์ 220 v 1200 w 1 ตวั 3,000 3,000 300 300 5 ฉนวนกนั ความร้อน 1 มว้ น 450 450 80 80 6 แบตเตอรี่ 12 V 40A 1 ตวั 4,000 4,000 33,530 7 แผงโซลาร์เซลล์ 100 วัตต์ 1 นวิ้ 8 สายไฟและปั๊กพ่วง 1 ตวั 9 ตัวควบคุมอุณหภูมิ 1 ตวั 10 กลอ่ งไฟ 1 ตวั 11 คา่ แรงประกอบตูอ้ บแหง้ 1 รวมทั้งหมด
บทที่ 5 สรุปผลการทดลองและข้อเสนอแนะ งานวิจัยน้ีจึงทาการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบผสมผสานการใช้ท่อเทอร์โมไซ ฟอนแบบผสมผสานความร้อน โดยได้ใชท้ ่อเทอรโ์ มไซฟอนจานวน 5 ท่อ พร้อมสารสารทางาน R404a ที่ปริมาตร 20% ความจุทอ่ ความรอ้ น พรอ้ มทั้งติดต้ังระบบโซล่าร์เซลล์ สาหรับใช้ให้พลังงานไฟฟ้าแก่ Heater pate ขนาด 600 วัตต์ ขนาดเครื่องอบแห้ง ขนาดสูง 1.0 m กว้าง 1.0 m 4 ชั้น แต่ละชั่น ห่างกัน 0.2 m เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพทางความร้อนและประสิทธิ์ภาพทางด้านความร้อนของระบบ อบแห้ง ทดสอบอุณหภูมิของตู้อบแห้งและทาการทดสอบอบแห้งขิงและอบแห้งลาใย เพ่ือดู ประสทิ ธภิ าพการลดความชื้นของผลติ ภณั ฑ์ทางการเกษตร 5.1 วเิ คราะหผ์ ลการทดสอบ ผลที่ได้จากการวิเคราะห์สรุปได้ว่า งานวิจัยนี้ได้ทาการศึกษาการอบแห้งขิงและลาใย โดยใช้ เทคนิคผสมผสานความร้อน จากท่อความร้อนและระบบฮีตเตอร์ จากระบบโซลาร์เซลล์ จากนั้น ทดสอบด้วยการใช้พลังงานความจากท่อความร้อนฮีตไปป์แบบเทอร์โมไซฟอน สาหรับการอบแห้ง การทดสอบด้านความร้อน ทสอบการอบแห้งขิงและลาโย ซึ่งใช้ดาตาล๊อกเกอร์ 4 ช่อง แบบชนิดสาย เค สาหรับทดสอบอุณหภูมิในช่วงของการอบแห้งของและลาไย การทดลองใช้สารทางาน R-404a สาร R-404a ท่ีปริมาตร 20 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิที่ปลายท่อความร้อนเฉลี่ย 62.90 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายนอกท่อเฉล่ียเท่ากับ 60.20 องศาเซลเซียส ทดลองเชิงความร้อนตู้อบแห้ง ทาการเก็บ ข้อมูลเชิงความร้อนของตู้อบแห้ง ทุกๆ 30 นาที เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อหาอัตราการอบแห้ง ผลติ ภัณฑ์ขิงและลาไย จากการทดสอบพบว่าอณุ หภมู จิ ะอยใู่ นช่วงการทดสอบทคี่ ่าเฉลีย่ 59.05 องศาเซลเซียส อุณภูมิ สูงสุด 68.80 องศาเซียส เมื่อเก็บตัวอย่างมาทดสอบก่อนและหลังจากการอบแห้งพบว่าความช้ืนที่ สะสมลดลง โดยมีความช้ืนหลังจากอบแห้ง ตัวอย่างขิงเฉลี่ย 11.07 % มีอัตราการลดลงร้อยละ 3.32 % ต่อช่ัวโมง ตัวอย่างลาไย(เฉพาะเน้ือ) ความช้ืนลดลงเฉลี่ย 12.22 % มีอัตราการลดลงร้อยละ 2.21 % ต่อชั่วโมง และท้ังลูกของลาไยลดลงเหลือ 8.66 % มีอัตราการลดลงร้อยละ 2.31 % ต่อ ชั่วโมง ซึ่งมีความชื้นก่อนการอบแห้ง 90.92% 74.88 % และ 64.25% ตามลาดับ รวมค่าใช้จ่ายใน การลงทุนท้ังหมด 35,530 บาท เปรียบเทียบกับเครื่องอบแห้งเชิงพาณิชย์พบว่ามีต้นทุนที่ถูกกว่า 9,470 บาท โดยมีผลตอบแทนรายปีจากปริมาณการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ท้ังหมดประมาณ 5,148 บาท/ปี อ้างอิงทร่ี าคาขายไฟฟ้า ราคา 3 บาท/หน่วย PBP จะมีระยะคืนทุนเท่ากับ 6.90 ปี คิด
ผลตอบแทนรายได้จุดคุ้มทุน และถ้าดอกเบ้ีย 3% ของเงินลงทุน ค่าตอบแทน NPV มีค่าเท่ากับ 607.38 บาท/ในปีที่ 8 ซึ่งระยะเวลาคืนทุนจากการลงทุนต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร หลังจาก ผ่านจุดค้มุ ทุน อายุการใชง้ านเคร่ืองประมาณ 10 ปี สามารถสรา้ งผลตอบแทนไดใ้ นระยะเวลา อีก 2 ปี ในสว่ นของการประหยดั พลังงานทางด้านไฟฟา้ 5.2 ข้อเสนอแนะ 1. ตู้อบแหง้ ออกแบบเพ่ือ ใช้ในการอบแหง้ ผลิตภณั ฑ์ทางการเกษตร ถ้ามกี ารใช้งานใน ลักษณะอืน่ ควรมกี ารประยกุ ต์และปรบั ปรงุ ให้มีความเหมาะสมในการอบแห้ง 2. ควรทาการศึกษาการนาความรอ้ นมาอบแหง้ ผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตรอ่นื ๆ เพอ่ื เปรียบเทียบการลดความชืน้ ของผลิตภัณฑ์ 3. ควรทาการศึกษาค่าความรอ้ นทุกฤดู เนื่องจากความร้อนที่ได้อาจจะไม่เหมาะสมกับชว่ ง ของการอบแหง้
บรรณานุกรม [1] กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน. (2558), สถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ไตรมาสที่ 1,กระทรวงพลังงาน [2] สานักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (2557), สถานการณ์พลังงานของ ประเทศไทย, วารสารนโยบายพลงั งานฉบับที่ 105 ปี 2557 [3] Jasper Hormann. (2014), The world’s solar PV pipeline: Almost 100 gigawatts worth of new projects, February 25, 2014,http: //greenzone.co/2014/02/25/ worlds- solar-pv-pipeline-almost-100-gigawatts-worthprojects [4] มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2549), “ประเภทของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงาน แสงอาทิตย์,รายงานการศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ระบบความร้อน ในประเทศไทย 2549 [5] Fabian Korn. (2008), Heat pipes and its applications, Heat and Mass Transport, Dept. of Energy Sciences, Faculty of Engineering, Lund University, Lund, Sweden [6] Thermacore. (2010), HP-1 Heat Pipe Technology, URL: www.thermacore.com, access on 10/05/2015. [7] Sameer Khandekara, Pradipta K. Panigrahia, Frédéric Lefèvreb, Jocelyn Bonjourb. (2010), Local hydrodynamics of flow in a pulsating heat, ISSN: 2155-658X, Frontiers in Heat Pipes (FHP) [8] Serway, R.A. and J. S. Faughn (2003), Heat transfer, Physics for scientists and engineers, ,College Physics 6\" ed. San Francisco: Saunders [9] Brennan, J.G., J.R. Butters, N.D. Cowell and A.E.V. Lilley. 1990. Food Engineering Operations. Elsevier Science Publishing, New York. 700 p. [10] โครงสร้างทอ่ ความร้อน. (2552), Wrap-Around Dehumidifier Heat Pipes, Heat Pipe Technology, Inc. (สบื คน้ เมื่อวนั ท่ี 10 กุมภาพนั ธ์ 2552) จาก www.manorenterprises.com [11] Heat pipe. (2009), สืบค้นเม่ือวันท่ี 4 กุมภาพันธ์ 2552 จาก http://www.dynatron- corp.com/products/heatpipe/heatpipe.asp [12] ถนัด เกษประดิษฐ์. (2547), ท่อความร้อน Heatpipe, วารสารโลกพลังงาน 7 (ก.ค.-ก.ย. 2547) หนา้ 14-18
[13] Fabian Korn. (2008), Heat pipes and its applications, Heat and Mass Transport, Dept. of Energy Sciences, Faculty of Engineering, Lund University, Lund, Sweden [14] Sameer Khandekara, Pradipta K. Panigrahia, Frédéric Lefèvreb, Jocelyn Bonjourb. (2010), Local hydrodynamic of flow in pulsating heat pipe: A review, Frontiers in Heat Pipes (FHP), Global Digital Central, india [15] P.D. Dunn, D.A. Reay. (1994), Heat Pipes, (4th Edn) Pergamon, Oxford [16] ณัฐขจร หลักดี และ ทวชิ รงุ่ โรจน์วฒั นา. (2540), การดึงความรอ้ นจากดินโดยใช้ท่อความร้อน ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ [17] ธีรศักดิ์ หุดากร (2544), การออกแบบท่อความร้อนวงรอบแบบป๊ัมคาปิลลารีสาหรับระบบ สะสมพลังงานความร้อนในรูปนาแขงง. ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่, [18] จิรพล กลิ่นบุญ. (2545), คุณลักษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนแบบหมุนตาม แนวรัศมีท่ีใช้ HP62 และ MP39 เป็นสารทางาน. เชียงใหม่: ภาควิชาวิศวกรรมเคร่ืองกล, คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่ [19] อภิมน มณีวรรณ. (2545), คุณลักษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนชนิดส่ันแบบ วงรอบที่ใช้ HP62 และ MP39 เป็นสารทางาน. เชียงใหม่: ภาควิชาวิศวกรรมเคร่ืองกล คณะ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. [20] ณัฐวิทย์ พรหมมา. (2544), คุณลักษณะการถ่ายเทความร้อนของท่อความร้อนแบบสั่นปลาย ปิดท่ีใช้ HP62 และ MP39 เป็นสารทางาน. เชียงใหม่: ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล , คณะ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ . [21] บุญเกตุ ขุนทรพั ย์ และ สุพจน์ ด้วงแห้ว. (2541), การเปรียบเทียบลักษณะทางความร้อนของ ระบบนาร้อนแสงอาทิตย์แบบท่อความร้อนกับแบบธรรมดา. เชียงใหม่: ภาควิชาวิศวกรรม- เครอื่ งกล ,คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่ [22] ชัยวัฒน์ ชัยเรืองวิทย์ และ ช.ธนินทร เพงชญไพศิษฎ์. (2538), ผนังเยงนโดยใช้ท่อความร้อน แบบเทอร์โมไซฟอน. เชียงใหม่: ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. [23] กรมพัฒนาพลงั งานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน. (2552), ข้อมุลเทคโนโลยีเชิงลึกของการลด ความชนื ด้วยฮีทไปป์ (สืบคนเม่ือวนั ท่ี 10 กมุ ภาพันธ์ 2552) จาก http://www.dede.go.th/ dede/fileadmin/upload/nov50/Advancetech/Asset/Technology/Heatpipe.pdf
[24] อติพงศ์ นันทพันธุ์ ชูศักด์ิ ชาญเสนะ และ ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์. (2551), การวิเคราะห์ สมรรถนะของระบบผลิตนาร้อนแสงอาทิตย์ท่ีใช้หลังคาลอนโลหะเป็นตัวเกงบรังสี, วิศวกรรม สาร มข. ปีท่ี 35 ฉบบั ที่ 1 หน้า 71-80 [25] S.H. Noie, (2005), “Heat transfer characteristics of a two-phase closed thermosyphon” Applied Thermal Engineering, Vol. 25, pp 495-506 [26] S.B. Riffat and X. Zhao, (2004), “A novel hybrid heat pipe solar collector/CHP system—Part 1: System design and construction” Renewable Energy Vol. 29. pp. 2217–2233. [27] สมชายมณีวรรณ์ amd สุริงค์ ประชาเขียว (2006), Investigation of Heat Transfer Rate of Heat Pipe for Low Temperature Application , study project 2006 [28] ณัฐวุฒิ ดุษฎี. (2534), การพัฒนาระบบอบแห้งผลไม้โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน เสรมิ . วทิ ยานพิ นธ์ วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ . สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบรุ ี. กรุงเทพฯ. [29] จันทกานต์ อรณนันท์ สุรนันท์ น้อยอุทัย และวรรณา อ่างทอง. (2550) ผลของระดับอุณหภูมิ ในการอบต่อระยะเวลาในการแห้งและคุณภาพของพืชอาหารสัตว์. รายงานผลงานวิจัยกอง อาหารสัตว์ ประจาปี พ.ศ. 2550 กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. [30] Bratziler J.W., Keck E., J.R. and Yoerger R.R. (1960), Effect of temperature upon the nutritive value of artificially dried hay. Journal series of the Pennsylvania Agricultural Experiment Station, University of Illinois. No. 2462. 1186-1189 page. [31] ฉันทนา พันธ์ุเหลงก. (2547), การปรับปรุงสมรรถนะเครื่องอบแห้งลาไยเพื่ออบแห้งผลิตผล ทางการเกษตร. วิทยานพิ นธ์ วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ . มหาวิทยาลยั นเรศวร. พษิ ณโุ ลก. [32] Aree Achariyaviya, Somchart Soponronarid, and Jirawan Teresuwan. (2000), Mathematical simulation of longan fruit drying. Kasetsart Journal, vol. 34. 300- 307 page. [33] วทัญญู รอดประพัฒน์. (2547), การพัฒนาเครื่องต้นแบบอบแห้งข้าวเปลือกแบบฟลูอิไดซ์เบด โดยใช้ไอนาร้อนยวดย่ิง. ปริญญาดุษฎีบัณฑิต คณะพลังงานและวัสดุ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ ธนบุรี. [34] เสริม จันทร์ฉาย พูลศักดิ์ อินทวี และจานง ธารงมาศ. (2547), การพัฒนาเครื่องอบแห้ง พลังงานแสงอาทิตย์. หน่วยวิจัยพลังงานแสงอาทิตย์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. (Available) http://www. (July 29, 2008).
[35] สุระ ตันดี (2553). คุณลักษณะของการอบแห้งกากมันสาปะหลังโดยใช้เคร่ืองอบแห้ง แบบต่อเน่ือง. โครงการประชุมวิชาการและนาเสนอผลงานทางวิศวกรรม ครังที่ 1 ประจา ปี การศึกษา 2553. มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตขอนแก่น [36] พิพัฒน์ อมตฉายา (2548). รายงานการวิจัย การอบแห้งพริกด้วยเครื่องอบแห้งแบบหมุน. มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื นครราชสีมา [37] ไพบูลย์ โรจน์วิบูลย์ชัย (2535). การอบแห้งข้าวโพดด้วยเคร่ืองอบแห้งแบบหมุน. วิทยานิพนธ์ ปรญิ ญาโท สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ ธนบุรี [38] วีรชัย อาจหาญ และคณะ (2552). การพัฒนากระบวนผลิตวัตถุดิบจากมันสาปะหลังสาหรับ อุตสาหกรรมเอทานอล. ภาคีศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเกงบเกี่ยว. มหาวิทยาลัย เทคโนโลยสี ุรนารี
ภาคผนวก ก ตวั อยา่ งการทดสอบ
การทดสอบผลติ ภณั ฑ์การอบแห้ง รูปท่ี 1 ตวั อยา่ งลาใยและขิงท่ใี ชใ้ นการทดลอง
รปู ท่ี 2 ลาใยและขิงท่ีใชใ้ นการทดลอง
รปู ท่ี 3 ตัวอยา่ งขิงในตะแกรงก่อนอบแหง้
รปู ที่ 4 ลาใยท้งั ลกู และเน้ือลาใยกอ่ นอบแหง้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110