Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2559)

วารสารวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2559)

Published by RMUTL Knowledge Book Store, 2020-09-09 00:41:10

Description: 1. นมเปรี้ยวพร้อมดื่มจากนมแพะ

2. บทเรียน เพื่อเรียนรู้ สู่กระบวนการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน กรณีศึกษา บ้านนาเชือก จังหวัดสกลนคร

3. การออกแบบและสร้างระบบจ่ายน้าหยดอัตโนมัติส้าหรับสวนสมุนไพร จากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชุมชน

4. การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์น้าพริกเครื่องแกง

5. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนพลังงานของโรงงานสหกรณ์กองทุนสวนยาง

6. การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนสวนหลวง 1

7. การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่ย้อมสีธรรมชาติโดยการจัดชุดสีผ้าทอมือ และพัฒนาลวดลายผ้ามัดย้อม

8. การมีส่วนร่วมที่แท้จริง : การยกระดับคุณภาพชีวิต กรณีหมู่บ้านแม่กาษา หมู่ 2 ตาบลแม่กาษา อาเภอแม่สอด จังหวัดตาก

Search

Read the Text Version

รูปที่ 1 ประชมุ กลุ่มรว่ มกบั กรรมการชมุ ชนครง้ั แรก รูปท่ี 3 ประชุมรว่ มกับผ้มู ีส่วนเกี่ยวขอ้ งการจดั ตลาดฯ รูปที่ 2 ประชาพิจารณร์ ว่ มกบั ผู้ค้าในชุมชน ตารางที่ 1 วิเคราะหจ์ ดุ เด่น จดุ ดอ้ ย โอกาส และอปุ สรรค โอกาส opportunity จุดเด่น strength จดุ ด้อย weakness - ลักษณะของคนในชุมชน อปุ สรรค threat พร้อมท่ีจะเปดิ รบั และ - พนื้ ท่ีของชมุ ชนเปน็ พ้ืนทเี่ ช่า - ผ้นู าชุมชนมีจิตสาธารณะ - ไม่มีพืน้ ทขี่ องชุมชนที่ เรียนรสู้ ง่ิ ใหมๆ่ จากสานักงานทรัพยส์ นิ ส่วน เสยี สละ และเหน็ แก่ประโยชน์ สามารถจอดรถได้ - วฒั นธรรมของคนใน พระมหากษตั รยิ ์ จึงไม่สามารถ สว่ นรวม - มเี ฉพาะทางเดินเทา้ ชุมชนมีความเปน็ ขยายพ้นื ท่ี และ - คณะกรรมการชมุ ชน และ ภายในชมุ ชน ซ่ึงแคบไม่ เอกลกั ษณ์ในวิถีมสุ ลมิ ที่ ปลกู สร้างถาวรวัตถไุ ด้ คณะกรรมตลาด สามารถนารถเข้ามาได้ ชัดเจน - พ้นื ทขี่ องชุมชนติดกับชุมชน ชมุ ชน มีความสามคั คี - ด้วยข้อจากดั ของพื้นที่ - อาหารของชุมชนเป็น อ่ืน จงึ ทาให้การดาเนินการจดั ปรองดอง มคี วามคิดสรา้ งสรรค์ จึงทาใหไ้ ม่สามารถเพมิ่ อาหารท่หี ารับประทานได้ ตลาดชุมชนอาจมีผลกระทบ และมงุ่ ผลสมั ฤทธ์ขิ องงาน ปริมาณตน้ ไมไ้ ด้ ยาก อาทิ สมองววั ทอด ได้ - สมาชิกในชุมชนมคี วามเกือ้ กลู - นา้ ในลาคลองไมส่ ะอาด โรตโี รย สม้ ตามาเลย์ (รอ ซึ่งกันและกัน มอี ธั ยาศัยไมตรที ี่ มกี ลิ่นเหมน็ ยะ) ดี - คนในชมุ ชนมฝี มี อื ในการ - ชุมชนมคี วามสะอาด ร่มร่ืน ผลิตผลติ ภณั ฑ์ อาทิ งาน เปน็ ระเบียบ และนา่ อยู่ ศิลปหตั ถกรรม (เดคพู าจ) - สินคา้ ประเภทอาหารมี หมอน ท่ีนอน ไม้พาย เอกลักษณเ์ ฉพาะ อาทิ อาหาร - สามารถขอความร่วมมอื ฮาราล ในการประชาสมั พนั ธ์ผ่าน - เป็นชุมชนท่อี ยูใ่ จกลางเมอื ง ส่ือทางสถานโี ทรทศั นย์ า เดินทางสะดวก ใกลแ้ หล่ง ตมี (yateem TV) และ ท่องเทยี่ ว อาทิ เอเชียทีค วทิ ยมุ สุ ลมิ ได้ 42 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

ผลการดําเนนิ งาน รูปท่ี 4 - 5 พิธีเปิดตลาดรมิ คลองชมุ ชนสวนหลวง 1 ผลจากขอ้ มูลเชงิ คุณภาพ และเชงิ ปริมาณ ได้ เป็นแหลง่ ท่องเทีย่ ว วนั อาทิตยท์ ่ี 1 กนั ยายน 2556 ข้อยุติถึงกาหนดวนั เปิดตลาดริมคลองชุมชนสวนหลวง การนําไปใช้ 1 ครั้งแรก คือ วันอาทิตย์ท่ี 1 กันยายน 2556 มีการ ชุมชนสวนหลวง 1 ซ่ึงเป็นพื้นท่ีดาเนินการ ตั้งคณะกรรมการตลาดริมคลองชุมชนสวนหลวง 1 โดยมี นางสาวจิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน เป็นประธาน เป็นของสานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้ และมีกรรมการจานวน 12 คน ส่วนผลสารวจในวัน ชาวชุมชนฯ เช่าอยู่อาศัย โดยสภาพเป็นชุมชนแออัด เปิดตลาดริมคลองชุมชนฯ เพ่ือเป็นแหล่งท่องเที่ยว ขนาดใหญ่ ชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนส่วนใหญ่ พ บ ว่ า ชุ ม ช น มี ค ว า ม พ ร้ อ ม ใ น ก า ร จั ด ต ล า ด ชุ ม ช น ประกอบอาชีพรับจ้าง ค้าขายบ้าง มีท้ังชาวไทยพุทธ จดุ เด่นของชุมชนทจี่ ะสามารถดงึ ดดู นกั ท่องเท่ยี วให้มา และไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน (20 : 80) การปกครองใน เที่ยว 5 อันดับ ได้แก่ อาหาร สภาพแวดล้อม ความ ชุมชนมีประธานชุมชนซ่ึงทุกฝ่ายให้การยอมรับ ดังน้ัน สะอาด/ความร่มรื่น สินค้า/เอกลักษณ์ของมุสลิม และ การเข้าพ้ืนที่ชุมชนเพ่ือดาเนินการเก็บข้อมูลจึงได้รับ อัธยาศัยไมตรีของคนในชุมชน วันที่เหมาะสมในการ ความร่วมมือ ท้ังนี้ เม่ือชาวชุมชนฯ ทราบถึงการ จัดตลาดริมคลองชุมชนฯ คือ วันเสาร์และวันอาทิตย์ พัฒนาชุมชนด้วยการจัดต้ังตลาดริมคลองชุมชนสวน สามารถจัดไดท้ งั้ ช่วงเชา้ และเย็น และเหน็ ควรจดั เดือน หลวง 1 ทุกฝ่ายจึงเห็นด้วยเพราะเป็นการสร้างอาชีพ ละคร้งั โดยสรปุ มคี วามคิดเห็นวา่ มคี วามเป็นไปไดท้ ี่จะ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่าง สามารถจัดใหช้ ุมชนเป็นแหล่งท่องเทยี่ วอยา่ งตอ่ เนอื่ ง แทจ้ ริง ซงึ่ กค็ ือผลจากการศึกษาวิจยั ครัง้ น้ที าให้ชุมชน มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดตลาดริมคลองชุมชนสวน ผู้มาร่วมงานตลาดริมคลองชุมชนฯ ทราบ หลวง 1 โดยเฉพาะผู้ค้าท่ีสามารถผลิตอาหารมา การจัดงานจากบคุ คล เสยี งตามสายในชมุ ชน และจาก จาหน่าย ผู้มาเท่ียวก็ได้รับประทานอาหารท่อี ร่อยและ โปสเตอร์/ไวนิลประชาสัมพันธ์ สาหรับข้อมูลความพงึ พอใจได้รับความรู้ด้านต่างๆ เพ่ิมข้ึน อาทิ อาหารฮา ลาล วิถชี ีวิตของชมุ ชน วัฒนธรรมของมุสลิม เชน่ การ แต่งกาย นอกจากน้ีมีความพึงพอใจในการจัดตลาดริม คลองชุมชนฯ ได้สอดคล้องกับความต้องการ การ ต้อนรับและการให้บริการของชาวชุมชน ความมั่นใจ ในความปลอดภัย ให้บริการห้องน้าเพียงพอต่อความ ต้องการ และด้านความสะอาดในชุมชน ผู้มาเท่ียวพึง พอใจอาหารที่จาหน่ายมากที่สุด มีอาหาร และขนม หลากหลาย นอกจากนี้ ผมู้ าเที่ยวจะนาความรู้จากงาน ตลาดชุมชนไปใช้ประโยชน์ อาทิ การทาอาหาร หตั ถกรรม วารสารวิชาการรบั ใชส้ ังคม มทร.ลา้ นนา 43 ปที ี่ 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มถิ นุ ายน 2559

หาทานยาก และได้เดินชมสินค้าผลิตภัณฑ์ของชุมชน ครบรอบสองปี เข้าสู่ปีท่ีสามเมื่อวันอาทิตย์ท่ี 6 อกี ดว้ ย กนั ยายน 2558 ท่ผี า่ นมา สานักงานเขตบางคอแหลมซึ่งเป็นหน่วยงาน งานวิจัยนี้ก่อเกิดแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ใจ ท่กี ากบั ดแู ลพนื้ ที่ชมุ ชนสวนหลวง 1 ยกย่องชุมชนสวน กลางกรุงเทพมหานคร ท่ีมีช่ือว่า ตลาดริมคลองชุมชน หลวง 1 เป็นชุมชนต้นแบบ และชุมชนตัวอย่างในด้าน สวนหลวง 1 เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้าง การบริหารจัดการท้ังเชิงนโยบาย และเชิงพาณิชย์ ความสุขแก่ชาวชุมชน และทาให้เป็นที่รู้จักแก่ เนือ่ งด้วยเป็นชุมชนทร่ี ิเรม่ิ จัดให้เป็นแหลง่ ท่องเท่ียวได้ นักท่องเที่ยวและบุคคลท่ัวไป ประชาสัมพันธ์ให้ สาเร็จอย่างต่อเน่ืองตลอดระยะเวลา 2 ปีท่ีผ่านมา นักท่องเท่ียวท่ีช่ืนชอบการท่องเที่ยวรูปแบบชุมชนได้ โดยชุมชนสวนหลวง 1 ดาเนินการจัดอบรมมัคคุเทศก์ เข้ามาเที่ยวชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือน น้อยเพ่ือให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่มาเท่ียว ท่ีมาตั้งถนิ่ ฐานกว่าหนงึ่ รอ้ ยปี ได้อิม่ อร่อยกับอาหารฮา ชุมชน อาทิ บรรยายสถานท่ีสาคัญของชุมชน แนะนา ลาลและอาหารไทยที่หารับประทานยาก อาทิ รอยะ อาหารอร่อยที่หาทานยาก เป็นต้น และรางวัลลา่ สดุ ที่ (สม้ ตามาเลย)์ โรตีโรย ซูยี สมองวัวทอด ข้าวหมกสาม ชุมชนฯ ได้รับจากสานักส่ิงแวดลอ้ ม กรุงเทพมหานคร สี ขนมหัวเราะ เป็นต้น เป็นการยกระดับคุณภาพชวี ติ ปี 2558 คือ รางวัลรองชนะเลศิ อันดบั หนึ่ง ชุมชนเปน็ โดยเฉพาะการเพิ่มรายไดแ้ ก่ชุมชนแออัดขนาดใหญใ่ จ มิตรกับส่ิงแวดล้อม ประเภทชุมชนขนาดกลาง ทาให้ กลางกรุงเทพมหานคร ซอยเจริญกรุง 103 ท่ียังคง เช่อื มน่ั ไดว้ ่าการจัดใหช้ มุ ชนฯ เป็นตลาดเพอื่ เป็นแหล่ง วัฒนธรรมความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างไทยมุสลิมและ ท่องเท่ียวชาวชุมชนฯ จะพร้อมใจกันพัฒนาให้ม่ันคง ไทยพุทธได้อย่างผสมกลมกลืน ปราศจากข้อขัดแย้ง ย่ิงข้ึน เพ่ือสร้างความม่ังคั่ง อันจะนาไปสู่ความยั่งยืน ชาวชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและช่วยเหลือ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อเข้าสู่ปีที่สามของการจัดตลาดริม เก้ือกูลกนั ด้วยอัธยาศยั ไมตรีอันดตี ่อกนั คลองชุมชนสวนหลวง 1 จะต้องมีการประเมินผลจาก การดาเนินการที่ผ่านมาพร้อมทั้งพัฒนาการจัด ดงั นน้ั ชมุ ชนสวนหลวง 1 ณ วนั นี้ จึงมคี วาม กิจกรรมเพื่อให้ตลาดริมคลองชุมชนสวนหลวง 1 พึงพอใจที่มีกิจกรรมตลาดมาลงในพ้ืนที่อันเป็นการ สามารถธารงรกั ษา และคงอยู่ตอ่ ไป สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมของชาว ชุมชนพร้อมนาไปสู่การดาเนินการเพ่ือให้เป็นที่ อภิปรายผล ประจักษ์แก่สงั คมภายนอก และยกระดับสนิ ค้าอาหาร การจัดการท่องเท่ียวอย่างยั่งยืนของชุมชน ฮาลาลที่มีชอ่ื ของชมุ ชนสู่ประชาคมอาเซียนตอ่ ไป ด้วย ความพร้อม และศักยภาพของชาวชุมชน ความ สวนหลวง 1 เกิดขึ้นจากแนวคิดโดยให้ชุมชนมีส่วน เข้มแข็งของคณะกรรมการตลาดริมคลองชุมชนสวน ร่วม มีการประชุมกลุ่มร่วมกับคณะกรรมการชุมชน หลวง 1 จึงเป็นที่แน่นอนว่าอนาคตตลาดชุมชนแห่งนี้ และจัดให้มีประชาพิจารณ์เพ่ือสอบถามความคิดเห็น จะรองรับนักท่องเท่ียวต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม ต่อการจัดให้เป็นแหล่งท่องเท่ียว โดยชุมชนเล็งเห็น ประเทศอาเซียนที่มาท่องเที่ยววิถีชีวิตและวัฒนธรรม ศักยภาพของตนเองด้านการประกอบอาหารฮาลาลที่ ชุมชนสวนหลวง 1 ซึ่งทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจะไป หารับประทานยาก ด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ อาทิ ขยายผลต่อในการจัดเป็นศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและ ศิลปะการทาเดคูพาจ การเย็บปักและถัก เป็นต้น วฒั นธรรมชุมชนสวนหลวง 1 ตอ่ ไป นอกจากน้ภี าครัฐ ดังน้ัน จึงก่อให้เกิดการจัดตลาดริมคลองชุมชนสวน ที่เก่ียวข้อง อาทิ สานักงานเขตบางคอแหลม หลวง 1 ขึ้นเป็นครั้งแรกเม่ือวันอาทิตย์ท่ี 1 กันยายน สานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษตั ริย์ สถานีตารวจ 2556 โดยมกี ารตง้ั คณะกรรมการเพ่ือรบั ผดิ ชอบตลาด นครบาลพระยาไกร เป็นต้น ควรเข้ามามีส่วนร่วมใน ดังกล่าว คือ คณะกรรมการตลาดริมคลองชุมชนสวน การวางแผน และบริหารจัดการดา้ นต่างๆ รวมทั้ง การ หลวง 1 นับเน่ืองจากครั้งแรกท่ีมีการเปิดตลาดจนถึง ประชาสัมพันธ์ชุมชนสวนหลวง 1 ให้เป็นท่ีรู้จักของ ปัจจุบัน เป็นเวลาสองปี และกาลังเข้าสู่ปีที่สามของ นักทอ่ งเทยี่ วมากขน้ึ เพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายของการจัด ตลาดชุมชนแหล่งท่องเท่ียวแห่งน้ี และมีการจัดงาน ตลาดชมุ ชนสวนหลวง 1 ท่ีย่ังยืนตอ่ ไป รวมถึงส่งเสรมิ ให้มีโครงการ หรือกิจกรรมการส่งเสริมการท่องเท่ียว 44 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

ของชุมชน อาทิ ป่ันจักรยานท่องเท่ียว หรือศึกษาวิถี ชีวิตชุมชนลักษณะโฮมสเตย์ด้วยการบริหารจัดการ อย่างเป็นระบบและเป็นไปอย่างต่อเน่ือง รวมถึง รณรงค์ให้สมาชิกทุกคนในชุมชนฯ ตระหนักถึงความ เป็นเจ้าของร่วมกันในการพัฒนาการจัดตลาดริมคลอง ชมุ ชนสวนหลวง 1 ให้มีความย่งั ยนื ต่อไป รูปท่ี 8 งานครบรอบ 1 ปี สปู่ ที ่ี 2 ตลาดริมคลอง ชมุ ชนสวนหลวง 1 อาทิตยท์ ี่ 7 กันยายน 2557 รูปท่ี 9 งานครบรอบ 2 ปี สปู่ ีที่ 3 ตลาดริมคลอง ชุมชนสวนหลวง 1 อาทิตยท์ ี่ 6 กันยายน 2558 รปู ท่ี 6 – 7 ภาพภายในชมุ ชนวนั ทม่ี กี ารจัดตลาด ริมคลองชมุ ชนสวนหลวง 1 รูปท่ี 10 งานครบรอบ 3 ปี สปู่ ที ่ี 4 ตลาดริมคลอง ชมุ ชนสวนหลวง 1 อาทติ ย์ท่ี 4 กันยายน 2559 วารสารวิชาการรับใช้สงั คม มทร.ล้านนา 45 ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม - มถิ นุ ายน 2559

บรรณานุกรม วรรณวิมล ภ่นู าค. (2557). ศักยภาพชมุ ชนในการ พันธ์ทิพย์ รามสูตร. (2540). การวิจัยเชิงปฏิบัติการ จดั การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน: กรณศี กึ ษาตลาด นา้ อัมพวา. Academic Services Journal Prince อย่างมีส่วนร่วม. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาการ of Songkla University. Vol. 26 No. 1, Jan- Apr 2015. สาธารณสขุ อาเซยี น มหาวิทยาลยั มหิดล. กระทรวงการทอ่ งเทยี่ วและกีฬา. (2554). แผนพฒั นา . การท่องเท่ียวแหง่ ชาติ พ.ศ. 2555 – 2559. สืบคน้ เมอื่ 16 สงิ หาคม 2558 จาก http://www.tica.or.th/images/plan_touris m2555-2559/2555-2559.pdf. อาทติ ย์ โชติวิรยิ วาณชิ ย์, ปัญญา หมั่นเก็บ และ ทิพวรรณ ลิมงั กรู . (2556). การจดั การท่องเที่ยว โดยชมุ ชนแบบมีส่วนร่วมของชมุ ชนหลวงพรต- ท่านเลีย่ ม เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร. สบื คน้ เมื่อ 5 ตุลาคม 2557 จาก file:///C:/Users/UTK/Downloads/06%20(2).pdf. จริยาวัฒน์ โลหะพูนตระกูล. (2553). การพัฒนาและ แกไ้ ขปัญหาชมุ ชน ดว้ ยการจัดการพฒั นา แ ห ล่ ง ท่องเที่ยว โดยชุมชน กรณีศึกษา ตลาดน้าบาง น้าผ้ึง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ. วารสาร มฉก. วิชาการ. ปีที่ 14 ฉบับท่ี 27 กรกฎาคม - ธันวาคม 2553 เพญ็ จันทร์ สงั ข์แกว้ และคณะ. (2553). การจดั การ ท่องเท่ยี วโดยชุมชนบนพน้ื ทสี่ ูง ตาบลทงุ่ สมอ อาเภอเขาคอ้ จงั หวัดเพชรบรู ณ.์ สบื ค้น เม่อื 8 กมุ ภาพันธ์ 2558 จาก http://research.pcru.ac.th/rdb/pro_ data/files/5203003.pdf. 46 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

การเพิ่มมลู คา่ ของผลิตภณั ฑ์พ้ืนบา้ นทยี่ อ้ มสธี รรมชาตโิ ดยการจดั ชดุ สีผา้ ทอมอื และพฒั นาลวดลายผ้ามดั ยอ้ ม The value added of local products dyed with natural colors by the color and textiles Tie dyed pattern ภทั รานิษฐ์ สิทธนิ พพนั ธ์1* Patthanit Sittinoppan1* 1 อาจารย์ สาขาออกแบบสง่ิ ทอและแฟช่นั คณะอตุ สาหกรรมส่ิงทอ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 1 Lecturer, Division of Textile Design And Fashion, Faculty of Textile Industries Rajamangala University of Technology Krungthep E-mail: [email protected], เบอรโ์ ทรศพั ท์ 099-1786996, เบอรโ์ ทรสาร 02-2863596 บทคดั ย่อ แนวคิดในการเพิม่ มูลคา่ ของผลติ ภัณฑพ์ ้นื บ้านทย่ี ้อมสีธรรมชาตโิ ดยการจัดชดุ สผี ้าทอมือและพฒั นาลวดลาย ผ้ามัดย้อมในงานบริการวิชาการและการให้บริการวิชาการรับใช้สงั คมนี้ ทาโดยการจัดชุดสีเส้นด้ายพุง่ เพื่อออกแบบ ลวดลายทอของกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา ตาบลทัพหลวง อาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จานวนผู้เข้าอบรม 40 คน และ การพัฒนาลวดลายผ้ามัดย้อมกลุ่มประดิษฐ์พัฒนาแควอ้อม ตาบลแควอ้อม อาเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จานวนผูเ้ ข้าอบรม 40 คน เพอ่ื เปน็ การเพ่ิมมูลคา่ ใหก้ บั ผลิตภัณฑ์พน้ื บ้านทยี่ อ้ มสธี รรมชาติ การพฒั นากระบวนการคดิ ในงานสร้างสรรค์น้ีเร่ิมโดยการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีธรรมชาติ เพ่ือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการย้อมจาก สีย้อมเคมีมาเป็นสีท่ีเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมที่ได้จากวัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นการลดปัญหาการปนเป้ือนของสีย้อมเคมี จากน้ันทาการจัดชุดสีผ้าทอมือและพัฒนาลวดลายผ้ามัดย้อม เป็นการฝึกปฏิบัติงานทางวิชาชีพการออกแบบและ พัฒนาต้นแบบผ้าทอมือจากสีธรรมชาติ และปลูกจิตสานึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นผ้าขาวม้าทอมือจาก สีธรรมชาติและการออกแบบพัฒนาลวดลายผ้ามัดย้อมของผลิตภัณฑ์ได้แก่ ผ้าพันคอ ผ้าผืน เส้ือยืด โดยกาหนด การออกแบบและถา่ ยทอดเทคโนโลยขี องลวดลายเนน้ การเก็บลายและการใช้สารชว่ ยตดิ เพอ่ื ใหเ้ กิดโทนสที ี่ต่างกนั บน ลวดลาย ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านการย้อมสีธรรมชาติ จากผลการอบรมพบว่ามีผู้เข้าอบรมสามารถ จดั ชุดสผี ้าทอมอื ได้คนละ 1 ชดุ สแี ละพัฒนาลวดลายผ้ามัอย้อมได้คนละ 2 ผลติ ภัณฑ์ คาํ สาํ คัญ สธี รรมชาติ ยอ้ มผ้า ผลิตภณั ฑช์ มุ ชน ABSTRACT The concept to increase the value added of local products, natural dyed cloth and tie dyed patterns in academic services and providing technical service to society were designing the colored woven yarn pattern Ban Thung Na Weaving group. Tambon Tub luang Ban Rai District Uthai Thani and developing the pattern of tie dyed Khwae Om group Tambon Khwae Om Amphawa Disytrict Samut songkhram (there were 40 participants each ). The development of the creative process started by taking a seminar on natural dyeing to modify the behavior of a chemical dye from the dye color which is more environmental friendly to locally reduce the contamination of chemical dyes. Then adjustment of the series of colored cloth and tie dyed patterns were and perform a วารสารวิชาการรับใชส้ ังคม มทร.ลา้ นนา 47 ปีท่ี 1 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถนุ ายน 2559

prototype hand-woven fabrics from natural colors were developed in order to done the conservation of natural hand-woven cloth and local knowledge awareness. Design and development of the products, including patterned tie dyed t-shirts, scarves, fabrics, designs and technologies by defining a pattern of stripes on the collection and the use of substances that stick to the pattern of different colors also preserves the wisdom of natural dyes further. Keywords Natural Dyes, Dyeing, Thai Community Products บทนาํ คลุมเตียง ผ้าห่ม ที่นอนสุขภาพ กระเป๋า เส้ือผ้า ในยุคสมัยโลกปจจุบันมีการแขงขันกันอยา สาเร็จรูป ความต้องการของกลุ่มทอผ้าบ้านนา ท่ี อยากจะพัฒนาผ้าทอมือ(ผ้าขาวม้า)ให้มีอัตลักษณ์ท่ี งสูง การลดการทาลายส่ิงแวดลอม เปนส่ิงที่ทุกคนหัน โดดเด่น รวมทั้งความหลากหลายในด้านรูปแบบ มาตระหนักและใสใจอยางจริงจัง การพัฒนาผลิต ลวดลาย ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะทางด้านผ้าทอมือสี ภัณฑพ้ืนบ้านในเชิงสรางสรรคใหเปนมิตรตอส่ิงแวดล ธรรมชาตทิ เ่ี ปน็ เอกลักษณ์กลุม่ สาเหตจุ ากท่ีกลมุ่ ทอผ้า อม จึงเปนสวนหนง่ึ ที่สามารถตอบสนองความตองการ บ้านทุ่งนาไม่รู้เร่ืองจัดชุดสีเส้นด้าย(พุ่ง) จึงเสนอให้ ของผูบริโภคในสังคมปจจุบัน การพัฒนาผลิตภณั ฑ์ใน ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ(ผ้าขาวม้า)ด้วยการจัด เชิงสร้างสรรค์จะเป็นการสร้างมูลค่าและความ ชุดสีเส้นด้าย(พุ่ง)ในการทอผ้าขาวมา้ ให้มีสีสนั สวยงาม แตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นหนักให้ผลิตภัณฑ์ และมีความทันสมัยตามเทรนดส์ ี จากขอ้ มูลดงั กลา่ วจึง นั้นๆ สะทอ้ นถงึ ความคดิ ในเชิงภมู ิปญั ญา การดึงเสนห่ ์ ได้นาเสนอโครงการในการต่อยอดองค์ความรู้จาก จ า ก วั ฒ น ธ ร ร ม พื้ น บ้ า น ม า สู่ ก า ร พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ก ร ะ บ ว น ก า ร ก า ร ย้ อ ม สี ธ ร ร ม ช า ติ ใ ห้ มี ค ว า ม ค ง ท น จาเป็นต้องมีความโดดเด่นและแตกต่าง ด้วยเหตุน้ีจึง รวมถึงมคี วามตอ้ งการศึกษาและเขา้ ใจองค์ความรู้ใหม่ เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาภูมิปัญญาท้องถ่ิน เพ่ือให้เกิด อัน ไดแ้ ก่ การจดั ชดุ สเี ส้นด้าย(พ่งุ )ในการทอผา้ ขาวม้า นวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ การปรับปรุงคุณภาพ และการพัฒนาลวดลายผ้ามัดย้อมของกลุ่มประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ การต่อยอดเพื่อพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมสู่ พัฒนาแควอ้อม ตาบลแควออ้ ม อาเภออมั พวา จังหวดั ความเป็นสากลในทางภูมิปัญญาเชิงวัฒนธรรม สมุทรสงคราม เน้นการพัฒนาลวดลายผ้ามัดยอ้ ม การ (Cultural Based Industry) ทาให้เกิดความแตกต่าง พัฒนาเทคนิคการย้อมสีจากธรรมชาติ รวมท้ังการ ของผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐานสามารถเพิ่มขีด เรยี นรใู้ นการย้อมสีธรรมชาติเพิ่มเตมิ ซึง่ กลมุ่ ประดิษฐ์ ความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดในประเทศ พัฒนาแควออ้ มเป็นกลุ่มจัดทาผลิตภณั ฑจ์ าหนา่ ย อาทิ และต่างประเทศจากการพิจารณาวัตถุดิบ การ ผ้ามัดย้อมสีเคมีและการแปรรูปผ้ามัดย้อม ปัจจุบัน คัดเลือกวัตถุดิบท่ีมีเรื่องราวท่ีจะสร้างมูลค่าเพ่ิมได้ ผู้บริโภคหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ย้อมสีธรรมชาติเพ่ิม เช่น การเลือกวัตถุดิบที่เป็นของท้องถิ่น ซ่ึงมีเร่ืองราว มากขึ้น อีกท้ังการใช้สีสังเคราะห์ทาให้เกิดผลเสียต่อ และความแตกตา่ งที่โดดเดน่ และเป็น \"คณุ คา่ \" สภาพแวดล้อมในดา้ นการจัดการน้าเสยี จากการย้อมสี สังเคราะห์และในพื้นที่ส่วนใหญ่ทาไร่ทาสวน จึงมี ดังน้ันผู้ดาเนินโครงการมีแนวคิดในการเพ่ิม แนวคิดท่ีจะพัฒนาผลิตภัณฑ์มัดย้อมที่ย้อมด้วยสี มลู ค่าของผลิตภัณฑ์พนื้ บ้านทยี่ อ้ มสีธรรมชาติ โดยการ ธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น เพ่ือพัฒนาการ จัดชุดสีผ้าทอมือ ของกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา ตาบลทัพ ออกแบบลวดลาย ผลิตภัณฑผ้ามัดย้อมตนแบบ ท่ีมี หลวง อาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เน้นการนาองค์ ความสวยงามมีคณุ ภาพและมีคุณคา อีกทั้งยังเปน็ การ ความรู้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ(ผ้าขาวม้า) ซ่ึง เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่ย้อมสีธรรมชาติสร ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนายังคงทอผ้าจก ผ้าขาวมา้ โดยได้นามาประยกุ ต์เปน็ ของท่ีระลึกมากมาย เช่น ผ้า คลุมไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าผืน หมอนข้าง หมอนอิง ผ้า 48 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

างผลิตภัณฑใหเกิดเปนตราสัญลักษณของสินคาสืบต 3. การทดสอบความคงทนต่อการซักของเส้น อไปโดยคานึงถึง ฝา้ ยหลงั การย้อมสธี รรมชาตใิ นท้องถิน่ ด้านคุณภาพ : การเลือกใช้สีและกาหนดเฉด 4. หลักการออกแบบลวดลายผ้าทอด้วยการ สีที่เหมาะสมกับผ้าทอกาหนดวัสดุเส้นฝ้ายท่ีใช้การ จัดชุดสีเส้นด้ายพุ่งและยืน การออกแบบผ้าทอ โดยจัด ย้อมกาหนดเฉดสี และวัสดุท่ีใช้ในการย้อมสีท่ี ชุดสีเสน้ ดา้ ย (เส้นด้ายยนื ) และการวางเสน้ สีเส้นด้ายพงุ่ เหมาะสมกบั ผลติ ภณั ฑผ์ า้ มดั ยอ้ ม การดาเนินการวิจยั (สว่ นที่ 1) ด้านประโยชน์ใช้สอย : การวางแผนเป็น 1. เตรยี มเส้นฝ้าย ผูเ้ ข้าอบรมทาความสะอาด กระบวนการทางความคิดอย่างเป็นระบบข้ันตอนการ เส้นฝา้ ยกอ่ นย้อมสี ออกแบบและวางลายผ้าขาวม้าโดยจัดชุดสีเส้นด้าย (ด้ายพุ่ง) นาเสนออัตลักษณ์ภูมิปัญญาเดิม โดยการ รปู ท่ี 1 เตรยี มเส้นฝา้ ย ย้อมสธี รรมชาตใิ นรูปแบบประยุกตด์ ว้ ยเฉดสธี รรมชาติ 2. เตรียมวัสดุท่ีใช้ในการย้อมสี วัสดุที่ใช้ใน และสาหรับผ้ามัดย้อมมีการวางแผน การออกแบบ การย้อมสีเป็นพืชที่มีในท้องถ่ิน โดยชาวบา้ นและผู้เขา้ ลวดลาย การวางลายต้องมีการกาหนดลวดลายก่อน อบรมกาลงั ชว่ ยกนั เตรียมวัตถดุ ิบ นามาเป็นผลิตภัณฑ์ ซ่ึงเป็นวิธีช่วยสร้างความโดดเด่น ให้แกผ่ ลติ ภณั ฑ์ รูปท่ี 2 เตรยี มวสั ดุท่ีใชใ้ นการยอ้ มสี 3. การย้อมสีธรรมชาติผู้เข้าอบรมจะต้อง ด้านรูปแบบ : การพัฒนาต้นแบบผ้าทอมือ เรียนรู้กระบวนการย้อมสีเส้นด้าย โดยวิทยากรจะ จากสีธรรมชาตโิ ดยการจดั ชุดสีเส้นดา้ ย(ด้ายพุ่ง)ในการ อธิบายกระบวนการย้อมพร้อมท้ังให้ผู้เข้าอบรมได้ ทอผ้าขาวม้า และพัฒนาการทาผ้ามัดย้อมด้วยสีย้อม ปฏิบัตกิ ารย้อมสผี ้าท่ีมัดไว้ ธรรมชาติมาประยุกต์เป็นผลติ ภัณฑต์ ้นแบบ วิธีการดาํ เนินงาน ในการดาเนินงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพ่ิมมูลค่าของผลติ ภัณฑ์พ้นื บ้านท่ียอ้ มสีธรรมชาติโดย การจัดชุดสีผ้าทอมือและพัฒนาลวดลายผ้ามัดย้อม เป็นการฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการโดยมีรายละเอียดของ การดาเนนิ งาน แบง่ เปน็ 2 ส่วนดงั นี้ ส่วนที่ 1 การเพ่ิมมูลค่าของผลิตภัณฑ์ พื้นบ้านที่ยอ้ มสีธรรมชาติโดยการจัดชดุ สผี า้ ทอมือของ กลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งนา ตาบลทัพหลวง อาเภอบ้านไร่ จงั หวดั อทุ ยั ธานี เป็นสามาชิกกลุ่มทอผา้ บ้านท่งุ นา ครู อาจาย์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ จานวน 40 คน โดยมีวธิ ีการดาเนินงานฝกอบรมและมี รายละเอียดเนือ้ หาในการฝกอบรมดังนี้ 1. ใหค้ วามร้เู กย่ี วกบั การเตรียมฝา้ ยก่อนย้อม และความรพู ้ืนฐานเกีย่ วกับสยี ้อม และสารชวยติด 2. ศึกษาพืชที่ให้สีในท้องถ่ินตาม ประเภท ของวัสดุ ได้แก่ ฝาง (แก่นไม้), ครั่ง (สัตว์), คาแสด (เมล็ด), ขม้ิน (ผง), รากยอ (รากไม้), มะพร้าว (เปลือก), มะม่วง (ใบ,เปลือก) , สะเดา (เปลือก) ที่ใช้ ในการย้อมสี (โดยเน้นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น) รวมท้ัง กระบวนการย้อมสีธรรมชาติในแต่ละประเภท วารสารวิชาการรับใช้สังคม มทร.ลา้ นนา 49 ปีที่ 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มถิ ุนายน 2559

5. ต้นแบบผา้ ทอมือจากสธี รรมชาติ รูปที่ 3 การสาธิตขนั้ ตอนการยอ้ มสธี รรมชาติ รปู ที่ 4 การสาธติ ขน้ั ตอนการมอรแ์ ดนทเ์ ส้นฝา้ ย รูปที่ 7 ตน้ แบบผา้ ทอมอื จากสธี รรมชาตโิ ดยการ ออกแบบจดั ชดุ สี (เสน้ ดา้ ยพ่งุ ) 6. ขัน้ ตอนการทอผ้า รูปที่ 5 ผ้เู ข้าอบรมทาความสะอาดเสน้ ฝา้ ยหลงั จาก รปู ที่ 8 การทอผา้ ทอมอื จากการออกแบบจดั ชุดสี ยอ้ มสแี ละการทามอรแ์ ดนทเ์ ส้นฝา้ ย (เส้นดา้ ยพงุ่ ) 4. การออกแบบและวางลายผา้ ขาวม้าโดยจดั ส่วนท่ี 2 การเพ่ิมมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ชุดสีเส้นด้าย(ด้ายพุ่ง) ผู้เข้าอบรมจะต้องฝึกและวาง พ้ืนบ้านท่ีย้อมสีธรรมชาติโดยการพัฒนาลวดลายผ้า ลายผ้าขาวม้าโดยจัดชุดสีเส้นด้าย(ด้ายพุ่ง) โดยใช้เท มัดย้อมของกลุ่มประดิษฐ์พัฒนาแควอ้อม ตาบลแคว รนด์สี 2015 มาใชใ้ นการออกแบบโครงสรา้ งสี ออ้ ม อาเภออมั พวา จงั หวัดสมุทรสงคราม เปน็ สามาชิ กกลุ่มประดิษฐ์พัฒนา แควอ้อม ครู อาจาย์ นักเรียน รปู ท่ี 6 ผลงานการจัดชุดสผี ้าทอมือของกลุม่ ทอผา้ นกั ศกึ ษา และประชาชนผสู้ นใจ จานวน 40 คน โดยมี บ้านท่งุ นาและผรู้ ว่ มการอบรม วิธกี ารดาเนนิ งานฝึกอบรมและมรี ายละเอยี ดเนือ้ หาใน การฝึกอบรมดงั นี้ 1. ให้ความรู้เก่ียวกับการเตรียมผ้าก่อนย้อม และความรูพนื้ ฐานเก่ยี วกับสี และสารชว่ ยติด 50 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

2. หลักการออกแบบลวดลายผ้ามัดย้อม เร่ิม รูปที่ 11 การเตรียมวสั ดทุ ใ่ี ช้ในการย้อมสี จากการออกแบบลวดลาย การวางลายผ้าในผลติ ภณั ฑ์ 4. ขั้นตอนการย้อมสีผู้เข้าอบรมจะต้อง และการมดั ลวดลายผ้าในลักษณะต่าง ๆ เรียนรู้ในการเลอื กใชว้ ัตถุดิบท่ีมีในท้องถิ่นมาใช้ในการ 3. ศึกษาพืชที่ให้สีในท้องถิ่นได้แก่ ประเภท ย้อมสีและกระบวนการย้อมสี โดยวิทยากรจะอธิบาย ของวัสดุ ได้แก่ ฝาง (แก่นไม้), คร่ัง (สัตว์), คาแสด กระบวนการย้อมพร้อมท้ังให้ผู้เข้าอบรมได้ปฏิบัติการ (เมล็ด), ขมิ้นผง (พืช), รากยอ (รากไม้), มะพร้าว ยอ้ มสผี า้ ท่ีมัดไว้ (เปลอื ก), มะม่วง (ใบ,เปลอื ก), เปลอื กสะเดา (เปลอื ก), ดินลูกรัง (แร่ธาตุ), ท่ีใช้ในการย้อมสี (โดยเน้นวัสดุท่ี หาได้ในท้องถ่ิน) รวมท้ังกระบวนการย้อมสีธรรมชาติ ในแต่ละประเภท 4. การทดสอบความคงทนต่อการซักของผ้า, ไหมหลงั การยอ้ มสธี รรมชาติในท้องถิน่ การดาเนินงาน (ส่วนท่ี 2) 1. เตรียมทาความสะอาดผ้าก่อนย้อม ผู้เข้า อบรมทาความสะอาดผ้ากอ่ นย้อมสี รปู ท่ี 9 การเตรยี มทาความสะอาดผ้าก่อนยอ้ ม รปู ที่ 12 การสาธิตข้ันตอนการยอ้ มสธี รรมชาติ 2. การออกแบบลวดลาย การวางลายผา้ และ การมัดลายผู้เข้าอบรมจะต้องฝึกการออกแบบวางลาย มัดย้อมผ้าผืน โดยใช้หลักการออกแบบและมัดลายผา้ จากทไ่ี ดฝ้ กึ มัดผ้าพันคอ รวมทงั้ ยอ้ มสีเสือ้ ท่มี ัดไวด้ ้วยสี ธรรมชาติ รปู ที่ 10 การออกแบบลวดลาย 3. ขั้นตอนการเตรียมวัสดุท่ีใช้ในการย้อมสี วัสดุท่ีใช้ในการย้อมสีเป็นพืชท่ีมีในท้องถิ่น โดย ชาวบ้านและ ผู้เข้าอบรมกาลงั ช่วยกันเตรียมวัตถดุ บิ รูปท่ี 13 ผ้เู ขา้ อบรมทาความสะอาดผา้ หลงั จากยอ้ มสี และการทามอรแ์ ดนทผ์ ้ามดั ยอ้ ม วารสารวชิ าการรับใชส้ งั คม มทร.ลา้ นนา 51 ปีที่ 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มิถุนายน 2559

ผลการดาํ เนินงาน รูป 15 ผลการดาเนนิ งานในส่วนท่ี 2 จากผลการดาเนินงานในส่วนที่ 1 การเพ่ิม การนําไปใช้ มูลค่าของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านท่ีย้อมสธี รรมชาตโิ ดยการ ผลจากการถา่ ยทอดเทคโนโลยที าใหท้ างกล่มุ จัดชุดสีผ้าทอมือพบว่า กลุ่มชาวบ้านให้ความสนใจใน การแลกเปล่ียนองค์ความรู้ด้านการย้อมสีธรรมชาติ ชุมชนให้ความสนใจท่ีจะนาองค์ความรู้ท่ีได้ไปใช้ใน จากเดิมโดยการย้อมทับการใช้สารช่วยติดในการย้อม การพัฒนางานจริง สามารถนาความรู้ทไ่ี ด้ไปพัฒนาได้ เฉดสีได้มากขึ้น ทั้งด้านการทอผ้าโดยการจัดชุดสี ในเชิงปฏิบัติ สามารถออกแบบและพฒั นาต้นแบบ ผ้า เส้นด้ายพุ่ง และพัฒนาลวดลายของโครงสีบนผืนผ้า ทอมือจากสีธรรมชาติโดยการจัดชุดสีเส้นด้าย (ด้าย ทอ ได้องค์ความรู้ด้านการยอ้ มสีธรรมชาติเพ่ิมข้ึนและ พุ่ง) ในการทอผ้าขาวม้าและพัฒนาการทาผ้ามัดย้อม จากผลการอบรมพบวา่ มีผเู้ ข้าอบรมสามารถจดั ชุดสผี า้ ดว้ ยสยี อ้ มธรรมชาตมิ าประยุกตเ์ ปน็ ผลิตภณั ฑ์ตน้ แบบ ทอมือได้คนละ 1 ชุดสีสามารถนาองค์ความรู้ที่ได้มา สามารถพัฒนากระบวนการย้อมสีธรรมชาติ และเพ่ิม ต่อยอด จัดทาธุรกิจ สร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนเพ่ิม มูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น สามารถผลิตสินค้าใน มลู คา่ ของผลิตภณั ฑใ์ ห้ดียง่ิ ขนึ้ รวมท้ังอาจมีผู้ประกอบ เชิงพาณิชย์และมีความต้องการในการต่อยอดองค์ ธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาผ้าทอมือจากสีธรรมชาติโดย ความรู้เพิ่มเติม เพ่ือเพิ่มมูลค่างานที่มีคุณภาพและ การจัดชุดสเี ส้นด้ายรายใหมเ่ พ่มิ ข้ึน ตอบสนองความต้องการของตลาดเป็นการสร้างรายได้ ให้ชมุ ชนในอนาคต รูป 14 ผลการดาเนนิ งานในสว่ นท่ี 1 จากผลการดาเนินงานในส่วนท่ี 2 การเพิ่ม อภปิ รายผล มูลคา่ ของผลิตภณั ฑ์พืน้ บ้านท่ยี อ้ มสธี รรมชาติ โดยการ ผู้ดาเนินโครงงานได้รวบรวมสรุปผลการ พัฒนาลวดลายผ้ามดั ยอ้ มพบวา่ กล่มุ ชาวบ้านให้ความ สนใจในความรู้ด้านการย้อมสีธรรมชาติ ได้องค์ความรู้ ดาเนินการจากแบบประเมินรายงานโครงการผลการ ด้านการย้อมสีธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ย้อมสี ถ่ า ย ท อ ด เ ท ค โ น โ ล ยี แ ล ะ ก า ร ใ ห้ อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ไ ด้ สังเคราะห์เป็นหลัก อีกท้ังเข้าใจในเทคนิคการทาผ้า ดาเนินการเปน็ ไปตามเป้าหมาย ความพึงพอใจของผูท่ี มัดย้อม มาประกอบกับการออกแบบลายให้เกิดความ เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านต่างๆ อยู่ใน สวยงาม การเกบ็ ลายและการใชส้ ารชว่ ยติดเพื่อให้เกิด เกณฑด์ ี ผผู้ ลติ สามารถผลติ ผ้าทอและผ้ามัดย้อมด้วยสี โทนสีที่ต่างกันบนลวดลายได้เฉดสีบนผืนผ้ามากข้ึน ธรรมชาติที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการของ จากผลการอบรมพบว่ามีผู้เข้าอบรมสามารถพัฒนา ตลาด ผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมีความต้ังใจ ลวดลายผ้ามัอย้อมได้คนละ 2 ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ และสามารถนาองคค์ วามรไู้ ปใช้ได้จรงิ เปน็ การส่งเสริม ใหม่ให้ชุมชน และพัฒนาลวดลายผลิตภัณฑ์ ผ้ามัด ภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่นิ และสรา้ งความเข้มแข็งให้กับชมุ ชน ย้อม รวมท้ังอาจมีผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการ ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมรายใหม่ เพ่มิ ข้ึน 52 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

การเพ่ิมมูลค่าของผลิตภัณฑ์พ้ืนบ้านท่ีย้อมสี บรรณานุกรม ธรรมชาตโิ ดยการจัดชดุ สีผา้ ทอมือและพัฒนาลวดลาย ภัทรานิษฐ์ สิทธินพพันธ์. 2555. การมัดย้อมสี ผ้ามัดย้อม กลุ่มชาวบ้านยังคงมีความต้องการในการ สร้างผลงานให้ได้มาตรฐานและต้องการเพิ่มมูลค่าใน ธรรมชาติ. กรงุ เทพฯ : อดุ มศลิ ป์ (เฮงตง) เพรส. รูปแบบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นบ้านและต่อยอด องค์ความรู้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มมูลค่างานที่มีคุณภาพ ภัทรานิษฐ์ สิทธินพพันธ์และเก่งกาจ ต้นทองคา. และตอบสนองความต้องการของตลาดเป็นการสร้าง 2557. การย้อมสีธรรมชาติ ชุมชนบ้าน รายได้ใหช้ ุมชนในอนาคต. ทพั คลา้ ย. นครปฐม : มิตรเจริญการพมิ พ.์ วารสารวชิ าการรับใช้สังคม มทร.ล้านนา 53 ปที ี่ 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มถิ ุนายน 2559

RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

การมีสว่ นร่วมท่ีแท้จริง : การยกระดับคุณภาพชีวิต กรณีหมูบ่ า้ นแม่กาษา หมู่ 2 ตาบลแม่กาษา อาเภอแมส่ อด จงั หวดั ตาก Genuine Participation : To improve the Quality of Life (Maekasa Moo 2 Maesod Tak) อำนำจ ใจคำฟู1* ภทั รำวดี ธงงำม2 และ แคทรยี ำ พร้อมเพรยี ง3 1 บุคลำกรชำนำญกำรพเิ ศษ กองกลำง สำนกั งำนอธกิ ำรบดี มหำวิทยำลัยเทคโนโลยรี ำชมงคลล้ำนนำ 2 อำจำรย์ คณะศิลปกรรมและสถำปตั ยกรรมศำสตร์ มหำวิทยำลยั เทคโนโลยรี ำชมงคลล้ำนนำ 3 อำจำรย์ คณะบรหิ ำรธรุ กจิ และศิลปศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั เทคโนโลยรี ำชมงคลลำ้ นนำ E-mail: [email protected], เบอรโ์ ทรศพั ท์ 099-3793451 บทคดั ย่อ บทควำมน้ีเป็นส่วนหน่ึงของโครงกำรยกระดับคุณภำพชีวิตชุมชนหมู่บ้ำนแบบมีส่วนร่วม กรณีหมู่บ้ำนแม่ กำษำ หมู่ 2 ตำบลแม่กำษำ อำเภอแม่สอด จังหวดั ตำก ซ่งึ มวี ัตถปุ ระสงค์หลกั ดงั นี้ 1) ลดรำยจ่ำย 2) เพิม่ รำยได้ 3) มี น้ำด่ืมปลอดภัย มีโครงกำรท่ีได้ดำเนินกำร 3 โครงกำร ได้แก่ 1) โครงกำรพัฒนำคุณภำพน้ำดื่ม 2) โครงกำรสร้ำง ผลิตภณั ฑ์ชมุ ชน และ 3) โครงกำรผลติ ขำ้ วปลอดภัย มผี ลกำรดำเนินโครงกำรดังนี้ 1) โครงกำรพัฒนำคุณภำพน้ำดื่ม: ชุมชนมีควำมรู้เก่ียวกับกำรบำบัดน้ำที่ถูกต้องและเหมำะสมกับสภำพน้ำ ตำมฤดูกำร และชุมชนสำมำรถผลติ “เคร่ืองกรองน้ำแบบประหยัด” สำหรับใช้ในครัวเรือนได้ 60 ครัวเรือน ทำให้ลด คำ่ ใชจ้ ำ่ ยในกำรซ้อื น้ำด่มื ไดส้ ปั ดำห์ละ 100 บำทตอ่ ครอบครวั 2) โครงกำรสร้ำงผลิตภัณฑ์ชุมชน: ชุมชนมีควำมรู้เก่ียวกับกำรออกแบบโครงตะกร้ำ กำรเชื่อมลวดโครงตะ หน้ำ สำมำรถลดต้นทุนกำรผลิตได้ร้อยละ 50 และได้สร้ำงควำมเข้มแข็งโดยกำรจดทะเบียนจัดต้ังวิสำหกิจชุมชน “ส่งเสริมอำชีพสตรีหมู่บำ้ น แม่กำษำ” 3) โครงกำรผลิตข้ำวปลอดภัย: ชุมชนมีควำมรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธ์ุข้ำว กำรปลูกข้ำวแบบไม่ใช้สำรเคมี และ กำรเพ่ิมมูลค่ำ โดยชุมชนได้ทดลองปลูกข้ำวโดยไม่ใช้สำรเคมี 3 สำยพันธ์ุ ได้แก่ ข้ำวหอมล้ำนนำ จำนวน 10 ไร่ ข้ำว ธญั สริ นิ จำนวน 10 ไร่ และข้ำวไรซเ์ บอร่ี จำนวน 10 ไร่ คาสาคญั กำรยกระดับคุณภำพชีวติ ลดรำยจ่ำย เพม่ิ รำยได้ ABSTRACT This article is part of cooperation of Community in the Quality of Life Project that was conducted case study at Maekasa Community, Street 2 Maekasa Sub Distict, Mae Sot District, Tak Province. The objectives were to consider; 1) reduce expenses 2) increased revenue 3) access to safe drinking water. The project was done in 3 subprojects which included of the quality of drinking water, the creation of local products and safety rice production. The results show that the first was development of quality drinking water; the community had knowledge about the well treatment water and choosing the water in suitable season. Moreover, the community can produce “Water วารสารวิชาการรับใชส้ งั คม มทร.ล้านนา 55 ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม - มถิ ุนายน 2559

purifier” for the household which used in 60 households to reduce the cost of buying water is 100 baht per family per week. The second was the creation of local products; the community had knowledge about how to design and made the basket. The potential of welding wire frame basket can reduce production costs by 50 percent and was strengthened by the establishment of community enterprises \"Promoting women's occupational, Mae Kasa\". The last one was the safety rice production; the community understood and has tried to grow rice without chemicals include three varieties of rice; Kao Hom Lanna 10 acres, Kao Thanyasirin 10 acres and Rice Berry 10 acres. Keywords Improve the Quality of Life, Reduce expenses, Increased revenue บทนา ดำเนินกิจกรรม กำรติดตำมตรวจสอบ และกำร กำรดำเนินชีวิตของคนในถิ่นทุรกันดำรและ ประเมินผลร่วมกันเป็นไปอย่ำงมีอิสรภำพ เสมอภำค นำผลที่ได้มำปรับปรุงแก้ไขพัฒนำงำนเพ่ือพัฒนำหรือ ห่ำงไกลควำมเจริญมีควำมจำเป็นอย่ำงย่ิงที่ต้องดนิ้ รน ใช้ควำมคิดสร้ำงสรรค์ และควำมเช่ียวชำญของแต่ละ แสวงหำโอกำสเพื่อให้ได้มำซ่ึงกำรกินดีอยู่ดี โครงกำร คนในกำรแก้ปัญหำของชุมชนและพัฒนำงำนในกลุ่ม ยกระดับคุณภำพชีวิตหมู่บ้ำนชุมชนแบบมีส่วนร่วม ใหม้ คี วำมโปรง่ ใสและให้มปี ระสทิ ธิภำพยงิ่ ๆ ข้ึน ของมหำวิทยำลัยเทคโนโลยีรำชมงคลล้ำนนำจึงเป็น กำรเพ่ิมโอกำสและเสริมสร้ำงควำมเข้มแข็งในกำร Erwin (อำ้ งในยพุ ำพร รูปงำม) กล่ำวว่ำกำรมี ประกอบอำชีพ กำรสืบสำนวัฒนธรรม กำรแก้ไข ส่วนร่วม หมำยถึงกระบวนกำรให้บุคคลเข้ำมำมีส่วน ปัญหำด้ำนสุขภำพ รวมถึงปัญหำส่ิงแวดล้อมของ เก่ียวข้องในกำรดำเนินงำนพัฒนำ ร่วมคิด ตัดสินใจ ชุมชน โดยกำรดำเนินโครงกำรอยู่ภำยใต้หลักกำร แก้ไขปัญหำด้วยตนเอง เน้นกำรมีส่วนร่วมเกี่ยวข้อง ทำงำนแบบมีส่วนร่วม เป็นกำรเชื่อมโยงองค์ควำมรู้ อย่ำงแข็งขันของบุคคล แก้ไขปัญหำร่วมกับกำรใช้ ด้ำนเทคโนโลยีสมัยใหม่จำกสถำบันอุดมศึกษำไป วิทยำกำรที่เหมำะสมและสนับสนุนติดตำมกำร ผสมผสำนกับภูมิปัญญำวิถีดังเดิมของชุมชน เมื่อ ปฏบิ ัตงิ ำนขององคก์ ำรและบคุ คลท่ีเก่ยี วขอ้ ง กลำ่ วถงึ กำรมสี ว่ นร่วมแลว้ จะตอ้ งนกึ ถึงกระบวนกำรที่ จะทำให้ชุมชนได้รับรู้ข้ันตอนกำรดำเนินกำรและมี วธิ ีการดาเนนิ งาน บทบำทในทุกขั้นตอน ไม่ว่ำจะเป็นข้ันตอนกำร จำกทฤษฏีที่มีผู้กล่ำวถึงข้ำงต้นเป็นหลักกำร ตัดสินใจ ขั้นตอนกำรดำเนินงำน และข้ันตอนในกำร ประเมินผลงำน เพ่ือให้รับรู้ถึงควำมเป็นไปในกิจกรรม ปฏิบัติท่ีสำมำรถนำมำใช้ในกำรทำงำนที่มีจุดมุ่งหมำย สำธำรณะต่ำงๆ ซ่ึงมีผลกระทบต่อคนในชุมชนท้ัง ในกำรยกระดับคุณภำพชีวิตท่ีเช่ือมโยงควำมเช่ือม่ัน ทำงตรงและทำงอ้อมภำยใต้หลักกำรดังกล่ำวมีผู้ให้ ของชุมชนโดยกำรปรับเปลย่ี นทศั นคตใิ ห้เกิดข้ึนในเชงิ ควำมหมำยเกี่ยวกับกำรมีส่วนร่วมไว้อย่ำงหลำกหลำย บวก น่ันหมำยควำมว่ำชุมชนต้องกำรองค์ควำมรู้ทจ่ี บั ดงั นี้ ต้องได้ มองเห็นด้วยตำเปล่ำและเห็นผลสัมฤทธ์ิใน เวลำอันสั้น ซึ่งส่ิงเหล่ำนี้เกิดข้ึนไม่ง่ำยนัก จำกกำรลง เมตต์ เมตต์กำรุณจิต (อ้ำงในวชิรวัชร งำม พ้ืนท่ีดำเนินโครงกำรยกระดับคุณภำพชีวิตชุมชน ละม่อม) กล่ำวว่ำกำรมีส่วนร่วม หมำยถึงกำรเปิด หมู่บ้ำนแบบมีส่วนร่วม มีหลักกำรสร้ำงควำมเชื่อมั่นที่ โอกำสให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้ำมำมีส่วนร่วมใน เริ่มจำกควำมต้องกำรของชุมชน ซ่ึงได้ลงพื้นที่ กิจกรรม ไม่ว่ำจะเป็นทำงตรงหรือทำงอ้อมในลกั ษณะ ภำคสนำมเพื่อค้นหำปัญหำและควำมต้องกำรของ ของกำรร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมติ ชุมชน โดยผ่ำนกระบวนกำรประชำคมเพื่อเรียงลำดับ โดยสรุปกำรมีส่วนร่วม หมำยถึง กำรเปิดโอกำสให้ ตำมควำมควำมสำคัญ ควำมจำเป็นเร่งด่วนและควำม ประชำชนทุกภำคส่วนร่วมมือกันกำรตัดสินใจ กำร พร้อมของทกุ ฝำ่ ย มีข้นั ตอนกำรดำเนินโครงกำรดังน้ี 56 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

1. คณะทำงำนลงพื้นท่ีภำคสนำมเพื่อ มี ค ว ำ ม เ ช่ื อ มั่ น แ ล ะ ก ล้ ำ ที่ จ ะ แ ส ด ง ค ว ำ ม เ ห็ น แ ล ะ รวบรวมข้อมลู หมู่บำ้ น ประกอบด้วย จำนวนประชำกร สร้ำงสรรค์ผลงำนที่หลำกหลำย กำรประกอบอำชีพหลัก-อำชีพเสริม ปัญหำที่ต้องกำร ได้รบั กำรแกไ้ ขหรอื พฒั นำ ด้วยกรณีวิธีกำรทำงำนตำมที่กล่ำวข้ำงต้น ทำให้คณำจำรย์สำมำรถลงพ้ืนทไ่ี ด้บอ่ ยครงั้ ขนึ้ กวำ่ เดิม 2. ประชุมเพ่ือพิจำรณำและจัดลำดับ สำมำรถถ่ำยทอดองค์ควำมรู้แบบแลกเปล่ียนเรยี นรไู้ ด้ ควำมสำคัญของปัญหำท่ีต้องกำรได้รับกำรแก้ไข ดีกว่ำ และชุมชนมีควำมพรอ้ มในกำรเข้ำร่วมโครงกำร ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้ำน คณะกรรมกำรหมู่บ้ำน ไดม้ ำกยิ่งข้ึน หวั หนำ้ ค้มุ ประธำนกล่มุ อำชพี และชำวบ้ำนในชมุ ชน ร่วมค้นหาปัญหา 3. คณะทำงำนและตวั แทนชมุ ชนระดมสมอง เพ่ือกำหนดแผนงำน โครงกำร กิจกรรม และ ร่วมประเมนิ ร่วมกาหนดความต้องการ งบประมำณ เพ่ือนำไปสู่กำรแก้ไขปัญหำตำมควำม ตอ้ งกำรของชุมชน ร่วมดาเนินโครงการ ร่วม ร่วมตดั สินใจ สนบั สนนุ (ทนุ และแรงงาน) 4. เสนอมหำวิทยำลัยพิจำรณำอนุมัติ และ เริ่มดำเนินโครงกำรตำมแผนงำน รูปท่ี 1 แสดงกระบวนกำรมีส่วนร่วม 5. ประเมินผลกำรดำเนินงำน และรำยงำน รปู ท่ี 2 แสดงกำรถำ่ ยทอดองค์ควำมรสู้ ูช่ ุมชน มหำวทิ ยำลยั เพอื่ รับทรำบ กำรลงพ้ืนท่ีเพ่ือดำเนินโครงกำรในปีแรก ได้ ให้ควำมสำคัญด้ำนปริมำณ (จำนวนทั้งคณำจำรย์และ ชำวบ้ำน) ซึ่งได้รับกำรตอบสนองที่ดีจำกชุมชนในแง่ ของกำรทำงำนเป็นทีมใหญ่ แต่มีผลทำให้ควำมถี่ใน กำรลงพื้นทลี่ ดลง เนื่องจำกแตล่ ะท่ำนมีภำระงำนมำก ทำให้ไม่สำมำรถกำหนดวันเวลำลงพ้ืนที่พร้อมกันได้ แน่นอน และมีค่ำใช้จ่ำยในกำรลงพ้ืนท่ีแต่ละครั้งสูง มำก จึงได้ปรับเปล่ียนรูปแบบกำรทำงำนจำกเดิมเป็น กำรแบ่งทมี กำรทำงำนทชี่ ดั เจน โดยอำศัยทฤษฎี “มด งำน” กล่ำวคือ ภำยในทีมจะแบ่งกำรทำงำนท่ีเป็น ระบบและระเบยี บมำกขึ้น กำหนดหนำ้ ที่ชดั เจน ไดแ้ ก่ ผคู้ ดิ ผูท้ ำ ผู้ประสำน และใช้วธิ ีกำร “สรำ้ งแรงบันดำล ใจ” แทนกำรสร้ำงแรงจูงใจ ดงั น้ี 1. “ผู้คิด” ศึกษำ ค้นคว้ำกำรพัฒนำหรือ สร้ำงสรรค์ผลิตภณั ฑ์ เชิงทฤษฎี 2. “ผทู้ ำ” ทดลอง จนเกดิ ชน้ิ งำนที่มคี ณุ ภำพ และนำเสนอต่อสำธำรณชนเพ่ือทดสอบควำมสนใจ หรอื อุปสงค์ของตลำด 3. “ผู้ประสำน” ถ่ำยทอดควำมรู้และสร้ำง แรงบันดำลใจให้กับผู้นำหรือสมำชิกในกลุ่ม แต่ละ อำชีพ กำรเตรียมควำมพร้อมและกำรมีส่วนร่วม ของชุมชน ได้มุ่งเน้นไปท่ีสมำชิกรำยย่อยโดยให้ควำม เป็นกันเองและไม่เป็นทำงกำร และให้แต่ละกลุ่มสร้ำง และขยำยควำมรว่ มมอื กันเอง วธิ ีกำรนี้จะทำให้สมำชกิ วารสารวิชาการรบั ใช้สังคม มทร.ลา้ นนา 57 ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม - มถิ นุ ายน 2559

รปู ที่ 3 แสดงกำรถ่ำยทอดองค์ควำมรู้สชู่ มุ ชน … เป็นสำรดูดซับส่ิงปนเปื้อนท่ีเป็นสำรอินทรีย์ มีผลต่อสี รส และกล่ินของน้ำ 3) ผงเรซ่ิน ทำหน้ำที่กำจัดสิ่ง ผลการดาเนินงาน ปนเปื้อนชนิดอนินทรีย์ กำจัดค่ำควำมกระด้ำงของน้ำ โครงกำรยกระดับคณุ ภำพชวี ิตชุมชนหมบู่ ้ำน ที่เกิดจำกสำรประกอบของแคลเซียม โดยชุมชน สำมำรถผลิตเครื่องกรองน้ำได้เอง จำนวน 60 แบบมีสว่ นรว่ ม กรณหี มบู่ ้ำนแม่กำษำ หมู่ 2 ตำบล แม่ ครัวเรือน และลดค่ำใช้จ่ำยในกำรซื้อน้ำดื่มได้เฉล่ีย กำษำ อำเภอแม่สอด จังหวัดตำก เป็นโครงกำรที่ สัปดำหล์ ะ 100 บำทต่อครอบครัวที่มสี มำชกิ 4 คน บูรณำกำรควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ ได้แก่ ศำสตร์ ทำงด้ำนวิศวกรรมอุตสำหกำร วิศวกรรมช่ำงโลหะ 2. โครงกำรสร้ำงผลติ ภัณฑ์ชุมชน ด้ำนเทคโนโลยีกำรเกษตร ด้ำนกำรออกแบบ ด้ำน หมู่บ้ำนแม่กำษำ หมู่ 2 มีกำรรวมกลุ่ม กำรตลำด และด้ำนศิลปศำสตร์ โดยมีคณำจำรย์และ แม่บ้ำนเพื่อผลิตตะกร้ำจำหน่ำยในชุมชนเป็นอำชีพ นักศึกษำตลอดจนบุคลำกรของมหำวิทยำลัยเข้ำร่วม เสรมิ หลังฤดเู กบ็ เก่ยี ว จำกกำรสำรวจข้อมูลพบว่ำกลุ่ม ดำเนินโครงกำร มีวัตถุประสงค์ในกำรดำเนินโครงกำร มีปัญหำเรื่องต้นทุนกำรผลิต เนื่องจำกต้องซ้ือโครง 3 ประกำรหลกั คอื 1) ลดรำยจำ่ ย 2) เพมิ่ รำยได้ และ ตะกร้ำจำกแหลง่ ผลติ อื่นทม่ี รี ำคำสงู ดังนน้ั เพ่ือให้ ลด 3) มนี ำ้ ด่มื ปลอดภัย มผี ลกำรดำเนนิ โครงกำร ดังนี้ ต้นทุนกำรผลิตจึงได้ถ่ำยทอดควำมรู้เก่ียวกับกำรเช่อื ม ลวดเพื่อให้กลุ่มสมำชิกผลิตโครงตะกร้ำได้เอง ซึ่ง 1. โครงกำรพฒั นำคุณภำพน้ำดืม่ สำมำรถลดต้นทุนกำรผลิตได้ร้อยละ 50 พร้อมน้ีได้มี จ ำ ก ก ำ ร ส ำ ร ว จ ข้ อ มู ล พ บ ว่ ำ ใ น ห มู่ บ้ ำ น กำรพัฒนำรูปแบบและลวดลำยที่เน้นควำมเป็น ประกอบอำชีพเกษตรกรรมท่ีใช้สำรเคมีถึงร้อยละ 90 เอกลักษณ์ของชมุ ชนเพื่อเพ่ิมแรงจูงใจของผู้ซอื้ ใหม้ ำก และระบบประปำหมู่บ้ำนได้น้ำจำกแม่น้ำท่ีไหลผ่ำน ข้ึน โดยโครงกำรน้ีได้จดทะเบียนจัดต้ังวิสำหกิจชุมชน หมู่บ้ำน ซ่ึงมีต้นน้ำไหลผ่ำนพื้นท่ีกำรเกษตรดังกล่ำว “สง่ เสรมิ อำชีพสตรีหม่บู ้ำนแม่กำษำ” ไดส้ ำเรจ็ ประกอบกับกำรบำบดั นำ้ ที่ไม่ไดม้ ำตรฐำน เป็นสำเหตุ 3. โครงกำรผลิตข้ำวปลอดภยั ทำให้ชุมชนไม่กล้ำท่ีจะดื่มน้ำจำกระบบประปำ และ จ ำ ก ก ำ ร ส ำ ร ว จ ก ำ ร ป ร ะ ก อ บ อ ำ ชี พ ข อ ง พบว่ำชุมชนต้องซื้อน้ำด่ืมเฉลี่ยสัปดำห์ละ 100 บำท ประชำชนในหมู่บ้ำนพบว่ำในชุมชนมีอำชีพทำนำ ต่อครอบครัวท่ีมีสมำชิก 4 คน ดังนั้นเพ่ือแก้ไขปัญหำ มำกกวำ่ รอ้ ยละ 90 โดยมีกำรปลกู ข้ำวพันธ์ุพืน้ บำ้ น ซ่ึง ดังกล่ำว จึงได้ตรวจสอบและแก้ไขระบบกำรบำบัดนำ้ มีผลผลิตน้อยและไม่ได้จัดทำในเชิงพำณิชย์อย่ำงเต็ม ซ่ึงเป็นระบบใหญ่ พร้อมกับออกแบบเครื่องกรองน้ำ รูปแบบ ท่ีสำคัญมีกำรใช้สำรเคมีกันทุกครัวเรือน สิ่ง แบบประหยัด โดยมีท่อน้ำเป็นวัสดุหลักสำหรับกำร เหล่ำนี้เป็นปัญหำกับชมุ ชนทัง้ ค่ำใช้จ่ำยต้นทุนสงู และ ผลติ ผำ่ นระบบกรอง 3 ช้นั ได้แก่ 1) ตะขำ่ ยกรอง ทำ ปัญหำด้ำนสุขภำพ ดังนั้นเพ่ือแก้ไขปัญหำดังกล่ำว จึง หน้ำที่กรองตะกอน เชื้อโรค ทำให้น้ำท่ีผ่ำนออกมำ ได้ถ่ำยทอดองค์ควำมรู้เกี่ยวกับกำรปลกู ข้ำวแบบไมใ่ ช้ สะอำดปรำศจำกจุลินทรีย์ 2) ผงคำร์บอน ทำหน้ำที่ สำรเคมี โดยชุมชนได้ทดลองปลูกข้ำวแบบไม่ใช้ สำรเคมี 3 สำยพันธ์ุ ได้แก่ ข้ำวหอมล้ำนนำ จำนวน 10 ไร่ ข้ำวธัญสิริน จำนวน 10 ไร่ และข้ำวไรซ์เบอร่ี จำนวน 10 ไร่ โดยข้ำวทั้ง 3 สำยพันธ์ุดังกล่ำวเป็น พนั ธุ์ ทต่ี ำ้ นทำนโรคไหม้ แขง็ แรงทนกำรหกั ลม้ และใช้ น้ำนอ้ ย และจะได้มกี ำรขยำยพนื้ ทก่ี ำรปลูกและพัฒนำ เปน็ สินคำ้ OTOP ของหมบู่ ้ำนต่อไป 58 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

การนาไปใช้ ต้องกำรร่วมกันของชุมชน ต้ังแต่กำรวำงแผน จำกกิจกรรมท่ีได้ดำเนินกำรในพื้นท่ีบ้ำน แม่ ดำเนินงำน กำรหรือแก้ไขปัญหำ กำรปฏิบัติงำน ตลอดจนกำรรับรู้ผลดีผลเสียจนเกิดควำมภำคภูมิใจ กำษำ หมู่ 2 ทง้ั สำมกิจกรรมไดม้ ีกำรนำไปใชป้ ระโยชน์ ร่วมกัน ซ่ึงกระบวนกำรมีส่วนรวมของชุมชน ทง้ั ในส่วนของชุมชนและมหำวิทยำลัย โดยสรุปดังนี้ ประกอบด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) มีส่วนร่วม ในกำรคน้ หำปญั หำ สำเหตขุ องปญั หำภำยในชมุ ชน 2) 1.กำรพฒั นำคุณภำพน้ำดืม่ มีส่วนร่วมกำหนดควำมต้องกำรและตัดสินใจในกำร จำกผลของกำรดำเนินกิจกรรมมีผลทำให้ ลำดับควำมสำคัญของควำมต้องกำร 3) มีส่วนร่วมใน ชุมชนมีควำมตระหนักต่อพฤติกรรมกำรบริโภคน้ำดื่ม กำรดำเนินโครงกำร ร่วมสนับสนุนทุนทรัพย์ วัสดุ มำกข้ึน มีกำรบำบัดระบบประปำของชุมชนอย่ำงเป็น อุปกรณ์ และแรงงำน 4) มีส่วนร่วมในกำรประเมินผล ระบบและถกู ต้องตำมหลกั วิชำกำร ตำมวัตถุประสงค์ ซึ่งสอดคล้องกบั ควำมเห็นของ อคนิ 2. โครงกำรสรำ้ งผลติ ภัณฑ์ชมุ ชน รพีพัฒน์ (อ้ำงใน ยุพำพร รูปงำม, 2547) ที่ได้แบ่ง กิจกรรมนี้นอกจำกชุมชนจะสำมำรถลด ข้ันตอนกำรมีส่วนร่วมออกเป็น 4 ข้ันตอน คือ 1) กำร ต้นทุนกำรผลิตลงได้แล้วยังทำให้ชุมชนมีแนวคิด กำหนดปัญหำ สำเหตุของปัญหำ ตลอดจนแนวทำง สร้ำงสรรค์ในกำรออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีควำมเป็น แก้ไข 2) กำรตัดสินใจเลือกแนวทำงและวำงแผน เอกลักษณ์ และมีกำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีคิดทั้งจำก พัฒนำ แก้ไขปัญหำ 3) กำรปฏิบัติงำนในกิจกรรมกำร ภูมิปัญญำท้องถ่ินกับเทคโนโลยีของมหำวิทยำลัย เกิด พัฒนำตำมแผน 4) กำรประเมินผลงำนกิจกรรมกำร กำรบูรณำกำรองค์ควำมรู้ท่ีเป็นประโยชน์ต่อกำรเรียน พัฒนำ กำรสอนของหลกั สตู รกำรออกแบบเบ้อื งต้น 3. โครงกำรผลิตข้ำวปลอดภัย กำรยกระดับคุณภำพชวี ิตหมู่บำ้ นชมุ ชนแบบ กำรผลิตข้ำวในเชิงอนิ ทรยี ก์ ลำยเป็นเร่อื งใหม่ มสี ว่ นรว่ ม กรณีหมบู่ ้ำนแมก่ ำษำ หมู่ 2 ตำบลแม่กำษำ ท่ีชุมชนได้เรียนรู้ ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ียำกมำกในกำรสร้ำง อำเภอแม่สอด จังหวัดตำก ที่ได้นำเสนออำจกล่ำวได้ ควำมเข้ำใจ สง่ิ ทไ่ี ด้จำกกิจกรรมนีน้ อกจำกชุมชนจะได้ ว่ำ กำรมีสว่ นร่วมนน้ั จำเปน็ ต้องมีขน้ั ตอนเสียก่อน โดย ประโยชน์จำกกำรได้บริโภคข้ำวท่ีปลอดสำรเคมีแล้ว ผู้ที่จะเข้ำร่วมกิจกรรมต้องมีพ้ืนฐำนควำมคิดในเรื่อง สมำชิกกลุ่มยังมีรำยได้เพ่ิมจำกกำรจำหน่ำยข้ำว ใน ของกำรมีส่วนร่วมอยู่ภำยในใจ ต้องให้ควำมสำคัญตอ่ สว่ นของมหำวทิ ยำลัยไดเ้ รยี นร้วู ิธีกำรเข้ำถงึ ชุมชนตำม มนุษย์ไม่น้อยไปกว่ำเทคโนโลยี และควรคิดว่ำมนุษย์ กระบวนกำร ซึ่งต้องใช้กำรปฏิบัติจริงท่ีจับต้องได้เป็น ทุกคนต่ำงมีควำมคิดและมีศักดิ์ศรีเท่ำเทียมกัน มีภูมิ เครอ่ื งมือในกำรสอื่ สำร ปัญญำที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนในระดับหน่ึง มี ท่ีสำคัญหลังจำกท่ีได้ดำเนินกิจกรรมแต่ละ ควำมสำมำรถพัฒนำชีวิตให้ดีได้ถ้ำได้รับโอกำสท่ีจะ ข้ันตอนแล้วต้องมีกำรจัดเก็บควำมรู้ให้สำมำรถสืบค้น ร่วมคิด และร่วมจัดกำรอย่ำงเหมำะสม สอดคล้องกับ ได้ในลักษณะของคลังควำมรู้ชุมชน ควำมเห็นของ สิริพัฒน์ ลำภจิตร (2550) ได้ศึกษำ ปัจจัยที่ส่งผลต่อกำรตัดสินใจมีสว่ นร่วมของประชำชน อภิปรายผล ในกำรสนับสนุนกำรบริหำรงำนองค์กำรบริหำรส่วน กำรลงพ้ืนที่ภำคสนำมเพ่ือเก็บข้อมูลเชิงลึก ตำบล อำเภอวำรินชำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ซึ่งได้ ข้อสรุปประเด็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญประกอบด้วย 1) ของหมู่บ้ำนพบว่ำปัญหำของชุมชนได้ยืดเยื้อเร่ือรังมำ ปัจจัยด้ำนบุคคล ได้แก่ กำรเป็นหน้ำที่ของประชำชน นำน นอกจำกควำมต้องกำรได้รับกำรฟ้ืนฟูแก้ไข อำสำสมัครด้วยใจ มีควำมรู้ควำมสำมำรถ กล้ำพูด ปญั หำด้ำนเศรษฐกจิ แล้วยงั ตอ้ งแกไ้ ขปัญหำดำ้ นสังคม กล้ำแสดงควำมคิดเห็น เป็นที่เคำรพนับถือของคนใน ควบคู่กันไป ภำยใต้โครงกำรยกระดับคุณภำพชีวิต ชุมชน มีทักษะ และประสบกำรณ์ เป็นประโยชน์กับ หมู่บ้ำนชุมชนแบบมีส่วนร่วมท่ีได้ดำเนินงำนตำม ตัวเองและชุมชน 2) ปัจจัยด้ำนชมุ ชน ได้แก่ ชุมชนให้ ขัน้ ตอนภำยใตแ้ ผนงำนทกี่ ำหนดข้นึ ตำมควำมต้องกำร กำรสนับสนุนและเปดิ โอกำสให้มีสว่ นรว่ ม เลือกใหเ้ ป็น ร่วมกัน จำกบุคลำกรของมหำวิทยำลัย ผู้นำและคนใน ตัวแทน ชุมชนมีควำมสำมัคคี และมีกลุ่มต่ำงๆ ท่ี ชุมชนท่ีเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรพิจำรณำปัญหำควำม วารสารวิชาการรับใช้สงั คม มทร.ล้านนา 59 ปที ่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มถิ นุ ายน 2559

สนบั สนนุ ผลกั ดันกำรมีสว่ นรว่ ม 3) ปจั จัยดำ้ นองคก์ ำร บั ณ ฑิ ต พั ฒ น บ ริ ห ำ ร ศ ำ ส ต ร์ . จ ำ ก ไดแ้ ก่ องค์กำรบริหำรส่วนตำบลดำเนินงำนเปน็ ไปตำม https://www.gotoknow.org/posts/482092 . กฎระเบยี บ เอำใจใส่กระตือรือร้นในกำรแกป้ ญั หำ สบื ค้นเมือ่ 25 ตุลำคม 2558. สิริพัฒน์ ลำภจิตร (2550) ปัจจัยที่ส่งผลต่อกำร ด้วยประกำรท้ังปวงอำจกล่ำวเป็นบทสรุปได้ ตดั สินใจมีส่วนร่วมของประชำชนในกำรสนบั สนุน ว่ำ กำรดำเนินกิจกรรมของมหำวิทยำลัยกับชุมชนที่ กำรบริหำรงำนองค์กำรบริหำรส่วนตำบล อำเภอ เน้นกำรมีส่วนร่วมต้องประกอบด้วย 1) ควำมจริงใจ วำรินชำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี. วิทยำนิพนธ์ ของสถำบันกำรศกึ ษำ 2) ควำมเสียสละของผนู้ ำชุมชน ปริญญำมหำบัณฑิต จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย และ 3) ควำมต้องกำรร่วมของคนในชุมชน เป็นปฐม คณะรัฐศำสตร์ ภำควิชำรัฐประศำสนศำสตร บท เพ่ือเป็นส่วนสนับสนุนให้กำรดำเนินกิจกรรม สำขำวชิ ำรฐั ประศำสนศำสตร. เป็นไปตำมแผนกิจกรรมและประสบผลสำเร็จอย่ำง อคนิ รพพี ฒั น.์ (2527). กำรมีส่วนรว่ มของชมุ ชนใน สมบรู ณ์แบบ กำรพัฒนำชนบทในสภำพสังคม และวัฒนธรรม ไทย. จำก https://www.gotoknow.org/posts/482092 . บรรณานกุ รม สบื ค้นเม่ือ วนั ที่ 7 ตลุ ำคม 2558. เมตต์ เมตต์กำรุณ์จิต . (2553). กำรบริหำร จั ด กำรศึกษำแบบมีส่วนร่วม : ประชำชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและรำชกำร. พิมพ์คร้ังที่ 2. กรงุ เทพฯ : บุค๊ พอยท์. ยุพำพร รูปงำม. (2545). กำรส่วนร่วมของข้ำรำชกำร สำนักงบประมำณ ในกำรปฏิรูป ระบบรำชกำร. ภำคนิพนธ์ศิลปศำสตร มหำบัณฑิต, สถำบัน 60 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

“วา“รวสาารรสวาแรชิ นวาิชวแกาทนากวาราทงรรกาบัรงาบัใกชรใาช้สเตรส้ังเรตงัคียครมยีมมมมบมบหทหทาคาคววววทิิทาายยมมาาเเลพพลัยอื่ยัือ่ เตทเตทพีคพี คมิโนิมโพนโพใ์ลโนลย์ใวนยรี าาวีรรชาาสมรชางสมรคางลรคลล้านลน้าาน”นา” แนวคิดและหลกั การ ปัจจุบัน วิชาการรับใช้สังคม (socially-engage scholarship) ได้มีการดาเนินการกันแพร่หลายและ ต่อเนื่อง โดยเป็นการทางานัเชิงวิชาการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยฯหรือหน่วยงานต่างๆกับสังคม เพ่ือเป้าหมายสาคัญในการเปล่ียนแปลงสังคมสู่ทิศทางที่ดีขึ้น โดยการทางานร่วมกันที่ว่าน้ันตั้งอยู่บนหลักการ พ้ืนฐาน 4 ประการ คือ ร่วมคิดร่วมทา (Partnership) ผู้เก่ียวข้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual benefit) เรยี นรูแ้ ละใช้ความรูร้ ว่ มกัน (Scholarship) และมีผลกระทบตอ่ สังคม (Social impact) การดาเนินงาน “วิชาการรับใช้สังคม” จะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หมู่บ้าน/ชมุ ชนแบบมสี ว่ นร่วม โดยสมาชิกในชุมชน นักวิชาการของมหาวิทยาลัยฯ หน่วยงาน ร่วมกันคิด กาหนดแนวทางในการดาเนินการ ร่วมกัน มีการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท่ีช่วยกันค้นหาความต้องการ หรือปัญหาที่ต้องการการแก้ไข โดยแบง่ ได้เป็น 1. งานบริการวิชาการ (community service learning) ที่มีกระบวนการนาองค์ความรู้ที่มีอยู่ภายใน หรือภายนอกมหาลัยมาปรับปรุง ประยุกต์ และใช้กระบวนการท่ีเหมาะสมและเข้ากับบริบทของแต่ละชุมชน หรอื สถานประกอบการ 2. งานวิจัย (socially-engage research) ท่ีสร้างองค์ความรู้เพื่อตอบสนองความต้องการและ แกป้ ญั หาให้กบั ผ้ใู ช้ อาทิ ชมุ ชนหรอื ผปู้ ระกอบการ ดังน้ันการดาเนินการ “วารสารทางวิชาการรับใช้สังคม” จะเป็นแนวทางหนึ่งให้นักวิจัย นักบริการ วิชาการ ท้ังภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ท่ีทางานร่วมกับผู้ใช้ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนหรือ ผู้ประกอบการ มีแหล่งวารสารที่สามารถตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ การดาเนินงานวิชาการดา้ นรับใชส้ ังคมของมหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ให้พฒั นาขึ้นตอ่ ไป ทั้งงานวชิ าการ รบั ใชส้ งั คมเพือ่ ประโยชนข์ องชุมชนและสาธารณะ และงานวชิ าการรับใชส้ งั คมเพอ่ื ผู้ประกอบการ วตั ถุประสงค์ของ “วารสารวิชาการรบั ใช้สังคม” วารสารวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ ตพี ิมพผ์ ลงาน วชิ าการดา้ นรับใชส้ ังคม ทง้ั งานวจิ ัยและงานบริการวิชาการ เผยแพร่เพ่ือพัฒนาสงั คมและส่งเสรมิ ให้นกั วิชาการ ดา้ นรบั ใชส้ งั คมในหนว่ ยงานตา่ งๆได้มแี หลง่ นาเสนอผลงานทางวชิ าการสู่สาธารณะ วารสารวชิ าการรบั ใชส้ ังคม มทร.ลา้ นนา 61 ปีท่ี 1 ฉบับที่ 1 มกราคม - มถิ ุนายน 2559

หลกั เกณฑ์การเสนอบทความวิจยั สาหรบั “วารสารวิชาการรับใชส้ งั คม” 1. เป็นบทความที่เกิดจากการคน้ ควา้ วิจัยโดยมีกระบวนการนาไปสู่การสร้างความรู้เพื่อใชป้ ระโยชน์ในชุมชน สถานประกอบการ และมีข้ออธิบายไดอ้ ย่างชัดเจน และ/หรือ เป็นบทความท่ีเกิดจากการบริการวิชาการ ท่ีสามารถอธิบายกระบวนการนาองค์ความรู้ ไปปรับใช้ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและความ ต้องการของชุมชนหรือผู้ประกอบการ 2. เปน็ งานวิจัยหรืองานบริการวิชาการท่ีมีเป้าหมายหรือวตั ถุประสงค์เพอ่ื การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสังคม ชมุ ชน ทอ้ งถน่ิ และ/หรอื ผู้ประกอบการ 3. มีการนาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในสถานประกอบการหรือในชุมชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาทิ ประโยชน์เชงิ นโยบาย เชิงพานิชย์ เชงิ สาธารณะ หรืออื่นๆ 4. เปน็ การบริการวชิ าการทส่ี ามารถอธบิ ายกระบวนการหรือวิธกี ารนาเอาองค์ความรู้ไปใชป้ ระโยชนใ์ นสถาน ประกอบการหรอื ในชมุ ชน 5. การนาไปใช้ประโยชน์เกิดผลกระทบกับสังคม ชุมชน ท้องถิ่นหรือผู้ประกอบการในด้านการยกระดับ คุณภาพด้านต่างๆ อย่างชัดเจน อาทิ รายได้ โอกาสในการดาเนินชีวิต สุขภาพตลอดจนผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน ฯลฯ และ/หรือมีผลกระทบในทางบวกในด้านต่างๆของโรงงาน สถาน ประกอบการ การเขียนบทความจากงานวิจัยและบริการวิชาการเพ่ือตีพิมพ์ใน “วารสารวิชาการรับใช้สังคม” จะต้อง สอดคล้องกับประกาศ ก.พ.อ. ฉบบั ที่ 9 ท่เี กี่ยวกับการเขียนเอกสารวิชาการรับใชส้ ังคม ซง่ึ มี 7 ประการ คือ สามารถอธบิ าย/ช้ีแจงในประเดน็ ดังต่อไปน้ี 1. สภาพการณก์ อ่ นการเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดขึ้น 2. การมีสว่ นร่วมและการยอมรบั ของสังคมเปา้ หมาย 3. การบวนการท่ที าให้เกิดการเปลย่ี นแปลงที่ดขี ึน้ 4. ความรูค้ วามเช่ยี วชาญที่ใช้ในการทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงน้นั 5. การคาดการณส่งิ ทีจ่ ะตามมาหลงั จากการเปลย่ี นแปลงนัน้ 6. การประเมนิ ผลลพั ท์การเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ข้นึ 7. แนวทางการตดิ ตามและธารงรักษาพัฒนาการทีเ่ กดิ ขนึ้ ใหค้ งอยตู่ ่อไป 62 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

รปู แบบและแนวการเขียนบทความ เเขขียียนนบบททควคาวมาภมาภษาาษไทายไทคยวาคมวยาามวยไมา่วเกไินม่เก1ิ0น ห10น้าหกนระ้าดการษะดAา4ษ พAิม4พพ์ดิม้วยพต์ดัว้วอยักตษัวรอักTษHรSTarHabSanrabPaSnK ขนาด 15 พอยต์ อาจมภี าพ ตาราง แผนภูมปิ ระกอบโดยทั้งหมดต้องอย่ใู นขอ้ จากัด 10 หนา้ ดงั กล่าว องค์ประกอบของบทความ ชื่อโครงการวิจัย การเขียนช่ือเร่ืองใช้ภาษาไทยถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ กระชับสามารถสื่อจุดประสงค์การ วิจัยชัดเจน ในกรณีที่มีภาษาอังกฤษให้ทาเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เฉพาะตัวแรกของคานามและ คุณศัพท์ เช่น Vaginal Microprostol in Previous Cesarean Section ท่ีเหลือทาเป็น เล็กหมด รวมทั้งคากริยา คากริยาวิเศษณ์ และคาท่ีไม่ใช่เป็นคานาเช่น ตัวอย่าง ถ้าสงสัยขอ แนะนาให้พิมพ์ตัวใหญ่เฉพาะตัวแรกของบรรทัดเท่านั้น นอกนั้นทาตัวเล็ก เช่น Vaginal microprostol in previous cesarean section ไม่ แ นะนาใ ห้ใ ช้ตัวสั ญ ลั กษณ์ต่างๆ ในการพิมพ์ชอ่ื เร่ือง ช่อื ผดู้ าเนนิ โครงการและผู้รว่ มดาเนินโครงการ หนว่ ยงาน บทคดั ยอ่ ภาษาอังกฤษ ให้ครบประเด็น Objective , Material and Method, Results, Conclusion เขียน 10 – 15 บรรทัด ไม่มีหัวขอ้ กไ็ ด้ ภาษาไทยให้มีข้อความเหมือนภาษาอังกฤษ ความยาวไม่ควรเกิน 300 คํา โดยให้ สรปุ เนอ้ื หาของบทความทัง้ หมดใหเ้ ขา้ ใจทม่ี าของการทําวจิ ัย วตั ถุประสงค์ วธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ยั โดยยอ่ ผลการวิจัยวิธีการนําไปใช้ประโยชน์ และได้ผลลัพธ์ อยา่ งไร คาสาคญั Keywords บทนา  ชีใ้ หเ้ ห็นความสาคญั ของเรื่องท่ที า เขยี นให้สั้น กระชบั ไมเ่ กนิ 15-20 บรรทัด  คน้ คว้าเพม่ิ เตมิ ว่ามีผใู้ ดทางานในลักษณะใกลเ้ คยี งแล้วบ้าง ไดผ้ ลอยา่ งไร วารสารวิชาการรับใช้สังคม มทร.ลา้ นนา 63 ปีที่ 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มถิ นุ ายน 2559

 ระบุแนวทางการวิจัย/กระบวนการดาเนินการบริการวิชาการ จุดประสงค์ เขียนเป็นความ เรยี งหรอื จดั ลาดบั ความสาคัญแล้วจัดเรยี งเป็นหวั ข้อ (อาจกลา่ วถงึ ข้อ 1. สภาพการณ์ก่อนการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขึ้น) วธิ ีดาเนินงาน อธิบายวิธีดาเนินโครงการให้เห็นข้ันตอน กระบวนการ ระบุขอบเขตของการวิจัย วิธีเลือกกลุ่ม ตัวอย่างให้ชัดเจน ในลักษณะท่ีหากมีผู้อ่ืนต้องการทาวิจัยในลักษณะเดียวกันสามารถอ่านและ นาไปปฏิบัติได้ (กล่าวถึงข้อ 2.การมีส่วนร่วมและการยอมรับของสังคมเป้าหมาย 3.กระบวนการท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงท่ีดีขึ้น 4.ความรู้ความเชี่ยวชาญท่ีใช้ในการทาให้ เกิดการเปล่ียนแปลงนั้นหรอื ใช้องค์ความรู้อะไรไปทาบา้ ง) ผลการดาเนินงาน อธิบายผลที่เกิดจากโครงการโดยตรง ไม่มีการแสดงความคิดเห็นในส่วนนี้ อาจมีภาพประกอบ แผนภมู ิตาราง (อาจอธิบายถึงข้อ 2.การมสี ่วนร่วมและการยอมรับของสังคมเปา้ หมาย ข้อ 6. ผลลัพธก์ ารเปล่ยี นแปลงท่เี กิดขึ้นจากการลงไปดาเนินโครงการ) การนาไปใช้ประโยชน์ อธิบายให้เห็นว่าผลงานดังกล่าวได้นาไปใช้ประโยชน์อย่างไร ใครคือผู้ใช้ และมีกระบวนการ ผลักดัน ผลงานดังกล่าวสู่การใช้ประโยชน์ท้ังเชิงนโยบาย เชิงพาณิชย์ และเชิงสาธารณะอย่างไร (อาจอธิบายถึงข้อ 2.การมีส่วนร่วมและการยอมรับของสังคมเป้าหมายและข้อ 6 ผลลัพธ์ การเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ข้ึนจากการลงไปดาเนินโครงการ) อภปิ รายผล สรุปและอ้างอิงให้เห็นว่าผลการดาเนินงานดังกล่าวได้องค์ความรู้ใหม่ นวัตกรรมหรือทางเลือก ใหม่ให้แก่พื้นท่ีอย่างไร และอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนจากผลการดาเนินงานให้เป็นรูปธรรม รวามทั้งเสนอและการทางานในข้ันต่อไป (อาจอธิบายข้อ 5.การคาดการณสิ่งที่จะตามมา หลังจากการเปลี่ยนแปลงนนั้ ขอ้ 7. แนวทางการติดตามและธารงรักษาพัฒนาการที่เกิดขึ้น ใหค้ งอยู่ตอ่ ไป) บรรณานุกรม การรวบรวมรายการเอกสารทัง้ หมดที่ผู้เขียนได้ใช้อ้างอิงในการเขยี นผลงานน้ัน ๆ จัดเรียงรายการตามลาดบั อักษรช่ือผู้แต่ง ภายใต้หัวข้อ เอกสารอ้างอิง สาหรับผลงานวชิ าการภาษาไทยหรอื Reference สาหรับผลงานวชิ าการ 64 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016

ภาษาอังกฤษ โดยใช้รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงแบบ APA (American Psychological Association) ตัวอย่าง การเขยี นเอกสารอ้างอิงมดี ังน้ี หนงั สอื ช่อื ผู้แต่ง .ปที ่พี มิ พ์ .ชอื่ เร่ือง. (ฉบบั พมิ พ)์ . สถานทพี่ ิมพ์. ผจู้ ัดพมิ พ์ : ตัวอย่าง พรพิมลตรีโชติ .2542 .ชนกลุมนอยกับรัฐบาลพมา. กรุงเทพฯสานักงานกองทุนสนับสนุนการ : .วิจยั บทความ ช่ือผแู ตง .ปทพ่ี มิ พ(บรรณาธิการ) ในชอ่ื บรรณาธิการ .ชอ่ื บทความ ., ชอื่ เรอื่ งทฉี่ บบั พิมพ์ .หนา้ . : สถานท่ีพมิ พ์ (ปรากฏบทความผจู้ ัดพมิ พ)์ ตัวอย่าง เสรี ลีลาภัย . 2542 .เศรษฐกิจชาตินิยมในประเทศกาลังพัฒนาและสถานการณ์ในประเทศไทย. ณรงค์เพ็ชรประเสริฐ (บรรณาธิการ), 1999 จุดเปล่ียนแหยุคสมัย. 90-141. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์ การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. บทความในวารสาร ชือ่ ผแู้ ตง่ . ปที ีพ่ มิ พ์. “ชอ่ื บทความ.” ช่อื วารสาร. ปที่ (ลาดบั ท)่ี , เลขหนา้ ที่ปรากฏบทความ. ตวั อยา่ ง พทุ ธชาด โปธิบาล และนานนั ท์ ตรงดี. 2541. \"สถานะของภาษาตากใบในภาษาถิน่ . วารสาร สงขลานครนิ ทร ฉบับสังคมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร.์ 4, 2: 167-187. สาระสังเขปจากฐานขอ้ มลู ู CD-Row ช่อื ผู้แต่ง. ปที ีพ่ มิ พ.์ ช่ือบทความ (ซีดรี อม). ช่อื วารสาร, ปท่ี (ลาดบั ที่), เลขหนา้ ท่ีปรากฏบทความในวารสาร, สาระสงั เขปจาก: ชื่อฐานข้อมลู และหมายเลขเอกสารเพ่ือการคน้ ตวั อยา่ ง Preston, W. 1982. Poetry ideas in teaching literature and writing to foreign student (CD-ROM). TESOL quarterly, 16, 489-502. Abstract from: Dialog File: ERIC Item: EJ274529 วทิ ยานิพนธ์ ชื่อผแู ตง. ปทพ่ี มิ พ. “ชอ่ื วทิ ยานพิ นธ. ระดับวิทยานพิ นธห รอื ปรญิ ญานิพนธมหาวทิ ยาลยั . ตวั อยาง เบญ็ จรชั เวชวิรชั . 2541. “การศกึ ษาปจจัยทีม่ ีผลกระทบตอ มลู คา การใหสนิ เชอื่ เพอื่ การสงออกและนําเขาของสถาบันการเงนิ ไทย.” วทิ ยานพิ นธป รญิ ญามหาบัณฑติ ภาควิชาเศรษฐศาสตรบัณฑิต วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. แหลงสารสนเทศบนอินเตอรเนต็ ชือ่ ผูแตง. ปทพ่ี มิ พ. “ชอ่ื บทความ.” ช่ือวารสาร. ปท่หี รือเลม ท่ี, ฉบบั ที่สบื คนเมื่อวันที่ เดือน ป, จากแหลงทีอ่ ยบู นอินเตอรเนต็ วารสารวิชาการรับใช้สงั คม มทร.ลา้ นนา 65 ปีที่ 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มิถนุ ายน 2559

ตั ว อ ย่ า ง Indick,W.2002. “Gender Differences in Moral Judgment: Is Non-Consequential Reasoning a Factor?” Current Research in Social Psychology. 5,2 Retrieved November 11,2002, from http://www.uiowa.edu/grpproc/crisp/ crisp5.2htm การส่งต้นฉบบั กองบรรณาธกิ าร “วารสารวชิ าการรับใชส้ งั คม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา” ส่งอเี มล์ (E-mail) แฟ้มขอ้ มูลมาท่ี [email protected] 66 RMUTL Journal Socially of Engaged Sholarship Vol. 1 No. 1 January - June 2016