ค�ำน�ำ บวบเหล่ียม เป็นพืชผักอีกชนิดหน่ึงท่ีศูนย์พัฒนา พันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริให้ความสนใจและให้ความสา� คัญ โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ท�าการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ เพื่อสนอง ตอบต่อความต้องการและความนิยมจากประชาชนโดย เฉพาะในระดับท้องถนิ่ เพราะผกั ชนดิ นม้ี รี สอรอ่ ย จะออกดอกตดิ ผลไดท้ กุ ฤดู ใช้ประโยชนไ์ ด้ทัง้ สว่ นใบ ดอก ผล เปลอื กผล ข้วั ผล เมล็ด เถา นา้� จากเถาและราก เปน็ ไดท้ ัง้ อาหารและยาสมนุ ไพร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จึง ได้ท�าการรวบรวมพัฒนาปรับปรุงพันธุ์บวบเหล่ียมจาก ๑๘ สายพันธุ์ และพบว่าพันธุ์หมายเลขท่ี ๑๓ มีผลผลิต น�า้ หนกั รวมมากทสี่ ดุ คือ ๖๓.๕๐ กิโลกรัมต่อ ๑๐ ตน้ ตอ่ ๘ ตารางเมตร จึงได้ท�าการคัดเลือกพันธุ์บวบเหลี่ยมเบอร ์ ๑๓ ไวเ้ ปน็ พนั ธค์ุ ดั ใหม ่ มอบใหศ้ นู ยพ์ ฒั นาพนั ธพ์ุ ชื จกั รพนั ธ์ เพ็ญศริ ิได้น�าไปขยายพนั ธุต์ ่อไป
สำรบัญ หน้า เรื่อง ๒ ๓ ๔ ความสา� คัญ ๕ ขอ้ มูลทั่วไปบวบเหลีย่ ม ๖ ประวตั ิและวิธีการพฒั นาพันธ์ุบวบเหลีย่ ม ๖ ตารางแสดงผลผลิตและองค์ประกอบผลผลติ บวบเหล่ยี มฝกั สด ๗ ในฤดตู น้ ฝน ทป่ี ลกู ณ ศนู ย์พัฒนาพนั ธพ์ุ ืชจกั รพันธ์เพญ็ ศริ ิ ป ี ๒๕๕๔ ๗ สภาพแวดลอ้ มทีเ่ หมาะสม ๘ การเพาะเมล็ด ๘ การเตรียมดนิ ๙ การปลกู ๙ การทา� ค้าง ๑๐ การปฏิบตั ดิ ูแลรกั ษา ๑๑ การเก็บเกี่ยว ๑๕ โรคและแมลง ผงั การปลกู ภาคผนวก เอกสารอ้างอิง
บวบเหลีย่ ม ความส�าคญั บวบเหล่ียมเปน็ ผักที่คนนิยมรับประทานกันอยา่ งมาก มี การปลูกและจ�าหน่ายกันอย่างกว้างขวาง บวบจัดเป็นผักท่ีให้ ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งเป็นผักที่ใช้บริโภคส่วน ของผล สามารถน�ามาประกอบเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้ม แกง ผัด หรือจมิ้ น้�าพริก มีรสหวาน บวบเหลีย่ มเปน็ ช่ือที่ คนภาคกลางเรียกกัน แต่ทางภาคเหนือจะมีส�าเนียงใช้เรียกท่ี แตกตา่ งกนั อยา่ งมาก เชน่ หมกั นอย มะนอยเหลย่ี ม บางแหง่ ก็ เรยี กกนั วา่ มะนอยเลยี ม คนบางทอ้ งถน่ิ เรยี กมะนอย นอกจาก นบี้ วบยงั เปน็ พืชทม่ี ลี ักษณะพิเศษคือ ทนแลง้ ทนฝน ๒
ข้อมูลทว่ั ไปบวบเหลย่ี ม บวบเหลีย่ มมีชอ่ื วิทยาศาสตร ์ Luffa acutangula ชือ่ สามัญ Angle Loofah หรอื Chinese Okra เป็นพืชผัก ท่ีอยู่ในตระกูล Cucurbitaceae มีถิ่นกา� เนิดในอินเดียและมีพ้ืนท่ีการผลิตตั้งแต่เอเชียตะวันออก เอเชียอาคเนย์และ อนิ เดยี (Yamaguchi, ๑๙๘๓) ประเทศไทยสามารถปลกู บวบเหลยี่ มไดท้ กุ ภาคและปลกู ไดต้ ลอดปี บวบเหลยี่ มเปน็ พชื เถาเลอ้ื ย อายสุ น้ั มมี อื จบั เกาะชว่ ยพยงุ ลา� ตน้ บวบเหลย่ี มตา่ งจากบวบชนดิ อนื่ ตรงทผี่ ลมลี กั ษณะเปน็ เหลย่ี มหลายเหลย่ี ม ดอกตวั ผแู้ ละดอกตวั เมยี แยกกนั อยใู่ นตน้ เดยี วกนั เชน่ เดยี วกบั บวบหอม แตม่ ลี กั ษณะแตกตา่ งกนั ทใ่ี บเลยี้ งของตน้ กลา้ บวบเหลยี่ มมสี เี ขยี ว ใบแกม่ สี เี ขยี วออ่ นกวา่ ใบใหญก่ วา่ เลก็ นอ้ ย ลอนบนใบตนื้ กวา่ ดอกจะบานในชว่ งเวลาเยน็ โดยบาน ต้ังแตเ่ วลา ๑๗.๓๐ น.เป็นตน้ ไป มีเหล่ยี มตามความยาวของผลตั้งแตข่ ้ัวจรดปลายผล ผิวผลคอ่ นข้างขรขุ ระ สเี ขยี วแก่ คุณค่าทางโภชนาการของบวบเหล่ียม บวบเหลีย่ ม ๑๐๐ กรมั ใหพ้ ลังงาน ๑๗ กิโลแคลอรี คารโ์ บไฮเดรต ๓.๐ กรมั โปรตีน ๐.๗ กรมั เหล็ก ๐.๗ มลิ ลกิ รมั แคลเซียม ๕ มลิ ลิกรมั ฟอสฟอรัส ๒๔ มิลลิกรมั วติ ามนิ บ ี ๑ ๐.๐๒ มลิ ลิกรัม วิตามนิ บ ี ๒ ๐.๐๔ มิลลิกรมั วิตามนิ ซี ๑๕ มิลลิกรัม ไนอะซนิ ๐.๔ มิลลิกรัม เบตา้ แคโรทนี ๓๐ ไมโครกรัม พันธุ์การค้าของบวบเหล่ียมเป็นพันธุ์ผสมปล่อยมีความแปรปรวนทางพันธุกรรมสูง ลักษณะพันธุ์การค้าม ี ๓ ประเภท คอื ๑. ผลขนาดยาว ผลยาว ๔๐ ถึง ๕๐ เซนตเิ มตร เส้นผ่าศูนยก์ ลางผล ๔ ถึง ๕ เซนติเมตร มีผลสเี ขยี วเข้ม ๒. ผลขนาดยาวปานกลาง ผลยาว ๒๕ ถงึ ๓๕ เซนตเิ มตร เสน้ ผา่ ศูนย์กลางผล ๓ถึง ๔ เซนติเมตร มีผลสเี ขยี ว ถงึ เขียวเขม้ ๓. ผลขนาดสน้ั ผลยาว ๑๕ ถงึ ๒๐ เซนตเิ มตร เสน้ ผ่าศูนย์กลางผล ๒.๕ ถึง ๓.๕เซนติเมตร มผี ลสเี ขยี วออ่ น บวบเหล่ยี มเปน็ พืชผสมขา้ มตามธรรมชาติ การคดั เลือกพันธแ์ุ บบเกบ็ รวม (Mass selection) สามารถลดความ แปรปรวนทางพันธกุ รรมและมีค่าใช้จ่ายถูกกวา่ วธิ ีการคดั เลอื กพนั ธุ์แบบอืน่ ๆ โดยปกตกิ ารคดั เลอื กพันธ์ุแบบเกบ็ รวม สามารถสร้างสายพันธ์แท้ได้ภายใน ๘ – ๑๐ ชั่ว สา� หรบั พนั ธข์ุ องบวบเหลยี่ มทป่ี ลกู ในบา้ นเรา ยงั ไมม่ กี ารจา� แนกรายละเอยี ดออกเปน็ พนั ธต์ุ า่ งๆ สว่ นใหญถ่ อื เปน็ พันธุ์พ้ืนเมือง เพราะปลกู กันมานาน และมักเกบ็ เมล็ดไวท้ �าพนั ธ์เุ องตอ่ ๆ กนั ไป ๓
ประวัตแิ ละวิธกี ารพัฒนาพนั ธบุ์ วบเหลีย่ ม พนั ธ์บุ วบเหล่ียมซง่ึ ใช้ในการคัดเลอื กแบบเก็บรวม ๔ รอบ และประเมินสายพันธ์ใุ นรอบท ่ี ๕ ๑.เมลด็ พนั ธุ์บวบเหลีย่ มที่รวบรวมมาจากเกษตรกรในจังหวดั ลา� ปาง เชยี งราย เชียงใหม ่ ๑.๑.เมลด็ พนั ธ์ุบวบเหลยี่ มจาก อ.แม่สาย จังหวดั เชยี งราย ๑๐ พันธ์ุ ๑.๒.เมลด็ พนั ธบุ์ วบเหลย่ี มจาก อ.แจห้ ่ม จังหวดั ล�าปาง ๕ พันธุ์ ๑.๓.เมล็ดพนั ธบ์ุ วบเหลี่ยมจาก อ.อมก๋อย จังหวัดเชยี งใหม่ ๓ สายพันธุ์ ๒.เมล็ดพนั ธ์ุบวบทางการคา้ ทีใ่ ชเ้ ปรยี บเทียบ ๒.๑.เมล็ดพนั ธบ์ุ วบเหล่ยี มของบริษัทเพอ่ื นเกษตรกร ตราไจแอนท์ ๒.๒.เมล็ดพนั ธุ์บวบเหลย่ี มของบริษทั อสิ ท์ เวสท์ ซิด บจก ตราเฮอรค์ วิ ลิส วิธีการปลูก ปลูกศึกษาลักษณะทางการเกษตรและคัดเลือกพันธุ์ บวบท่ีรวบรวมมาจากเกษตรกรในแต่ละพื้นที่โดยมีเกณฑ์ คัดเลอื กดังน้ี ๑. มีการเจรญิ เติบโตไดร้ วดเรว็ ๒.ความแขง็ แรงตา้ นทานตอ่ โรคและแมลง ๓.การออกดอกหลังปลูก ๕๐ วัน ออกดอกทุกข้อ ๔.ความสามารถเจรญิ เติบโตไดท้ ุกฤดูกาล ๕.มขี ้อบนล�าตน้ ส้นั ฤดใู นการปลูกบวบเหลี่ยม ฤดปู ลูกท๑่ี (ฤดฝู น ๒๕๕๑) ปลกู บวบเหลี่ยม ๘ สายพนั ธุ์ จากอ.แจ้ห่ม จังหวัดล�าปาง ๕ พันธุ์ จาก อ.อมก๋อย จังหวัด เชยี งใหม ่ ๓ สายพนั ธ ์ุ เพอ่ื ศกึ ษาลกั ษณะทางการเกษตร คดั เลอื ก ต้นบวบที่มีลกั ษณะดแี ละผสมตัวเอง ฤดูปลูกท่ี๒ (ฤดูฝน ๒๕๕๒) บวบเหลี่ยม ๑๐ สายพันธุ์ จาก อ.แมส่ าย จงั หวดั เชยี งรายเพอื่ ศกึ ษาลกั ษณะทางการเกษตร คัดเลือกต้นบวบท่ีมลี กั ษณะดีและผสมตวั เอง ฤดูปลูกท่๓ี (ฤดแู ล้ง ๒๕๕๒) ปลกู บวบเหลีย่ ม ๑๘ สาย พนั ธจ์ุ ากพนั ธท์ุ ค่ี ดั เลอื กจากฤดปู ลกู ท๑่ี และ๒เพอ่ื ศกึ ษาลกั ษณะ ทางการเกษตร คดั เลอื กตน้ บวบทมี่ ลี กั ษณะดแี ละผสมตวั เองบาง ส่วนและผสมในส่วนผสมในกลมุ่ ประชากรเดยี วกัน ฤดูปลูกท่ี๔ (ฤดูฝน ๒๕๕๓) ปลูกบวบเหลี่ยม ๑๘ สาย พันธุ์จากพันธุ์ท่ีคัดเลือกจากฤดูปลูกท่ี๓เพ่ือศึกษาลักษณะทาง การเกษตร คดั เลอื กตน้ บวบทม่ี ลี กั ษณะดผี สมตวั เองและผสมใน ส่วนผสมในกลมุ่ ประชากรเดียวกนั ฤดปู ลกู ท๕่ี (ฤดฝู น ๒๕๕๔) ปลกู ปลกู บวบเหลยี่ ม ๑๘ สาย พันธุ์จาจากพันธุ์ที่คัดเลือกจากฤดูปลูกที่๔เพื่อศึกษาลักษณะ ทางการเกษตร คัดเลือกตน้ บวบทม่ี ีลักษณะดีและผสมตัวเอง ๔
ตารางแสดงผลผลิตและองคป์ ระกอบผลผลิตบวบเหลย่ี มฝกสด ในฤดูต้นฝน ทีป่ ลกู ณ ศนู ยพ์ ัฒนาพันธพ์ุ ืชจกั รพันธ์เพ็ญศิริ ป ๒๕๕๔ จากการศึกษาการประเมนิ ลกั ษณะสายพันธุ์บวบเหลย่ี มจาก ๑๘ สายพันธพ์ุ บวา่ พันธหุ มายเลข ๑๓ มผี ลผลิต น�้าหนักรวมมากท่ีสุด คือ ๖๓.๕๐ กิโลกรัมต่อ ๑๐ ตน้ ตอ่ ๘ ตารางเมตร รองลงมาคือพนั ธ์หุ มายเลข ๑๔ มผี ลผลิต น้�าหนักรวมเท่ากับ ๓๓.๘๑ กิโลกรัมต่อ ๑๐ ต้นต่อ ๘ ตารางเมตร และพันธุ์หมายเลข ๙ มีผลผลิตน�้าหนักรวม เท่ากบั ๒๘.๕๙ กโิ ลกรมั ตอ่ ๑๐ ต้นตอ่ ๘ ตารางเมตร ในดา้ นจา� นวนฝกั และน้า� หนักตอ่ ฝกั มคี วามใกล้เคียงกันทง้ั ๑๘ สายพนั ธ ์ุ สว่ นในดา้ นความยาวผลและความยาวไสส้ ายพนั ธห์ุ มายเลข ๑๐ มคี า่ สงู ทส่ี ดุ ในดา้ นความยาวกา้ น ความ กวา้ งผลและความกวา้ งไส ้ สายพันธ์หุ มายเลข ๗, ๙ และ ๘ มีคา่ สูงที่สุด ๕
สภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสม บวบเหล่ียมสามารถปลูกได้ในดินแทบ ทุกชนิด และดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ต้องค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย ในดินมีความช้ืน สูงพอเหมาะสม�่าเสมอ ควรเป็นพื้นที่ได้รับ แสงแดดเต็มที่ในระหว่างการปลูก อุณหภูมิที่ เหมาะสมอย่รู ะหวา่ ง ๒๐ – ๓๐ องศาเซลเซียส สามารถปลกู ไดท้ ุกฤดกู าล กำรเพำะเมล็ด ทา� การเพาะเมลด็ ในกระบะเพาะ หรอื เพาะกลา้ ในถงุ พลาสตกิ โดยมสี ว่ นผสมของวสั ดเุ พาะ คอื ขยุ มะพรา้ ว ถา่ น แกลบ และปยุ๋ หมัก อตั ราส่วน ๑ : ๑ : ๑ ท�าการดูแลรกั ษาโดยให้น้า� ทกุ วนั และให้ปุย๋ ๑๕ – ๑๕ – ๑๕ อตั รา ๑๐ กรัม ต่อน้า� ๑๐ ลติ ร ระยะเวลา ๓ – ๕ วันต่อครง้ั พอกล้ามีใบจริง ๒ – ๓ ใบหรอื อายปุ ระมาณ ๑๓ – ๑๕ วนั จงึ ท�าการ ยา้ ยปลูก ๖
กำรเตรยี มดิน บวบเหล่ียมเป็นผักทม่ี รี ะบบรากลกึ ปานกลาง ควรขุดหรอื ไถดนิ ลกึ ประมาณ ๒๐ – ๒๕ เซนติเมตร ตากดนิ ไว้ ประมาณ ๕ – ๗ วนั ใส่ปุ๋ยคอกหรือปยุ๋ หมกั ท่สี ลายตวั ดแี ลว้ คลกุ เคล้าลงไปในดินโดยเฉพาะดนิ ทรายและดินเหนยี ว ตอ้ งใสใ่ หม้ าก เพอ่ื ปรบั สภาพของดนิ ใหด้ ขี น้ึ และเพมิ่ ความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ ถา้ ดนิ เปน็ กรดควรใสป่ นู ขาวปรบั สภาพ ความเปน็ กรดเปน็ ดา่ งใหอ้ ยใู่ นระดบั ทเ่ี หมาะสม ตอ้ งมกี ารยอ่ ยดนิ และพรวนดนิ ใหล้ ะเอยี ดรว่ นโปรง่ พรอ้ มทจี่ ะปลกู ได้ การปลกู ระยะปลูกท่ีเหมาะสมคือ ระยะระหว่างต้น ๗๕ เซนติเมตร ระยะระหวา่ งแถว ๑๐๐ เซนตเิ มตร การปลกู ใหห้ ยอดเมลด็ พนั ธโ์ุ ดยตรง ลงในแปลงหลุมละ ๔ – ๕ เมล็ด ฝงั ใหล้ กึ ลงไปในดนิ ประมาณ ๒ – ๔ เซนติเมตร จากน้ันกลบเมล็ดด้วย ดินร่วนหรือปุ๋ยคอกหนาประมาณ ๑ เซนติเมตร รดน�้าให้ชุ่มอย่าง สม�่าเสมอทุกวัน เม่ือต้นกล้างอก อายไุ ด้ประมาณ ๑๐ – ๑๕ วันหรือ มีใบจรงิ ๒ – ๔ ใบ ใหถ้ อนแยกต้น ทอ่ี อ่ นแอหรอื ตน้ ทไี่ มส่ มบรู ณท์ งิ้ ให้ เหลอื ไวห้ ลุมละ ๓ ตน้ ๗
การทา� ค้าง เมื่อบวบเหล่ียมเร่ิมเลื้อยหรือเม่ืออายุประมาณ ๑๕ – ๒๐ วนั ควรท�าค้างหรือร้านเพอ่ื ให้บวบเล้อื ย เกาะขนึ้ ไป การปลกู แบบปลอ่ ยใหต้ น้ เลอ้ื ยไปตามพนื้ ดินโดยไม่ท�าค้างหรือร้าน จะท�าให้ผลบวบมีรูปร่าง งอโค้งไม่สวย ไม่เป็นที่นิยมของผู้ซ้ือ การท�าค้างให้ บวบเหลี่ยมสามารถทา� ได้ ๒ แบบ คอื ๑.ปกั ไมค้ า้ งยาว ๒ – ๒ ๑/๒ เมตรทกุ หลมุ แลว้ เอนปลายเข้าหากัน มัดไว้ด้วยกัน แล้วใช้ไม้ค้างพาด ขวางประมาณ ๒ – ๓ ชว่ ง ทกุ ๆ ระยะ ๔๐ – ๕๐ เซนตเิ มตร ๒.ท�าเป็นร้านโดยใช้ไม้ค้างผูกเป็นร้านสูง ประมาณ ๑ ๑/๒ – ๒ เมตร หรอื ระยะสงู พอเหมาะ ทส่ี ะดวกตอ่ การท�างาน นอกจากน้ีอาจใช้ค้างธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เช่น ไม้พุ่มเล็กๆ ร้ัวบ้าน ฯลฯ ซ่ึงเหมาะส�าหรับการปลูก แบบสวนครัว การปฏิบัตดิ ูแลรักษา การให้น�้า ควรให้น�้าอย่างสม�่าเสมอและเพียงพอ ไม่ควรให้บวบเหลี่ยมขาดน�้าโดยเฉพาะในระยะออกดอกและ ติดผล เพราะท�าใหด้ อกรว่ งและไม่ตดิ ผล ระบบการใหน้ �าอ้ าจใช้วธิ กี ารปลอ่ ยตามร่องจะให้ผลด ี และหลกี เล่ยี งการให้ น�า้ แบบพ่นฝอยเพราะจะท�าให้เกดิ ปญั หาโรคทางใบได้ การใสป่ ุย๋ บวบเหลี่ยมเป็นผกั กินผล ควรใหป้ ๋ยุ ท่ีมีสดั ส่วนของธาตไุ นโตรเจน ๑ สว่ น ฟอสฟอรสั ๑ สว่ น และ โพแทสเซียม ๑ /๑๒ – ๒ ส่วน เชน่ ป๋ยุ สตู ร ๑๓ – ๑๓ – ๒๑ หรอื สตู รอื่นๆ ท่ีใกลเ้ คยี งกนั ในอัตรา ๓๐ – ๔๐ กโิ ลกรมั ตอ่ ไร ่ และควรใหป้ ยุ๋ ไนโตรเจน เชน่ ยเู รยี หรอื แอมโมเนยี มไนเตรทประมาณ ๓ – ๕ กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ เพอื่ ชว่ ยเรง่ การเจรญิ เติบโตในช่วงแรก แตต่ ้องระมดั ระวงั ไมค่ วรให้ปยุ๋ ไนโตรเจนมากเกินไป เพราะจะท�าให้เกิดอาการเฝอื ใบ การใสป่ ยุ๋ ควรแบง่ ใส ่ ๒ ครง้ั คอื ใสค่ รงั้ แรกหลงั การปลกู แบบรองพนื้ แลว้ พรวนดนิ กลบ และใสค่ รงั้ ทส่ี องเมอ่ื บวบ อายปุ ระมาณ ๒๐ – ๓๐ วนั โดยใสแ่ บบโรยขา้ งล�าตน้ แลว้ พรวนดนิ กลบ การใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจนควรใสเ่ พยี งครงั้ เดยี วแบบ โรยขา้ ง เมื่อบวบอายปุ ระมาณ ๗ – ๑๐ วนั ๘
การเกบ็ เกี่ยว อายกุ ารเกบ็ เกยี่ วของบวบเหลยี่ มประมาณ ๔๕ – ๖๐ วนั หลงั จาก หยอดเมล็ด ควรเลือกเก็บเก่ียวผลขณะที่ยังอ่อนอยู่ เน้ือผลอ่อนนุ่มได้ ขนาดพอเหมาะ ซึ่งผลจะมขี นาดยาวประมาณ ๑๕ – ๓๐ เซนตเิ มตร ควรเกบ็ เกย่ี วกอ่ นทผี่ ลเรมิ่ แขง็ และพองออก ไมค่ วรทง้ิ ใหผ้ ลแกค่ าตดิ ตน้ เพราจะท�าใหผ้ ลผลิตลดลง โรคและแมลง ๑. โรครานา้� ค้าง สาเหตเุ กดิ จากเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis อาการเรม่ิ แรกจะพบเป็นจดุ สเี หลอื ง ซดี ขนาดเลก็ ทางดา้ นหนา้ ใบ จดุ ดงั กลา่ วจะขยายออกเปน็ รปู เหลยี่ มตามลกั ษณะของเสน้ ใบ เมอื่ พลกิ ดใู ตใ้ บในเวลาเชา้ จะพบเขม่าสีเทาด�าตรงบริเวณแผลนั้น ซ่ึงเป็นส่วนของเช้ือและเน้ือเย่ือบริเวณท่ีเป็นแผลมีลักษณะแห้งยุบตัวลง เมื่อ แผลรวมกนั มากๆ จะท�าให้เกดิ อาการใบไหม้ การป้องกนั ก�าจัด คลุกเมล็ดด้วยเมทาแลคซิลอัตรา ๗ กรัมตอ่ เมลด็ ๑ กโิ ลกรัม ก�าจดั วชั พืชในแปลงปลูก เกบ็ ใบแกๆ่ ทแี่ สดงอาการของโรคใสถ่ งุ พลาสตกิ แลว้ นา� ไปเผาทา� ลาย นอกจากนฉ้ี ดี พน่ ดว้ ย คลอโรทาโรนลิ หรอื แมลโคเซป ในอัตรา ๓๐ กรัมต่อน้า� ๒๐ ลิตร ลกั ษณะอาการดา นบนใบ ลกั ษณะอาการดานลางใบ ๒. เต่าแตง เตา่ แตงมอี ยู่ ๒ ชนิด คอื ชนิดสีด�า มชี อื่ วิทยาศาสตรว์ ่า Aulacophola frontalis และชนิดสแี ดง มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า Aulacophola similis แต่ส่วนใหญ่จะพบสีแดง เต่าแตงเป็นแมลงปีกแข็ง ขนาดล�าตัวยาว ๐.๘ เซนติเมตร ปกี คแู่ รกแข็งเป็นมัน ลา� ตวั ค่อนข้างยาว เคล่อื นไหวชา้ จะพบเสมอเวลากลางวนั ทม่ี ีแดดจัด ตวั อ่อน อาศยั อยใู่ นดนิ ลกั ษณะหนอนสขี าวยาวตวั เตม็ วยั ของเตา่ แตงสามารถมอี ายไุ ดถ้ งึ ๑๐๐ วนั เตา่ แตงตวั เมยี วางไขเ่ ดย่ี วๆ เป็นกลุ่มเลก็ ๆ อายไุ ข่ ๘ – ๑๕ วนั อายุตัวออ่ น ๑๘ – ๓๕ วนั อายดุ กั แด ้ ๔ – ๑๔ วนั ลักษณะการท�าลาย โดยตัวแก่จะกัดกินใบ หากเกิดการระบาดรุนแรงท�าให้ชะงักการทอดยอดได้ ส่วนตัวอ่อน อาศัยอยู่ในดินโดยกดั กินราก บวบที่ถกู เต่าแตงเขา้ ทา� ลายจะท�าให้ผลผลติ ลดลงและผลมขี นาดเล็กลง การปอ้ งกันก�าจดั หมน่ั ตรวจดบู วบในเวลาเช้าทีแ่ ดดยงั ไมจ่ ดั การจบั ท�าลายดว้ ยมือจะชว่ ยไดม้ าก ภายหลังเกบ็ เก่ียวผลหมดแล้วไม่ควรปล่อยต้นบวบทิ้งไว้บนแปลง ควรถอนท�าลาย มิฉะน้ันอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเต่าแตง ต่อไปได ้ หากการระบาดรุนแรงควรเลือกใชส้ ารเคมฆี ่าแมลง เชน่ คาร์บารลิ หรอื เซฟวิน ๘๕ ในอตั รา ๒๐ กรมั ต่อน�้า ๒๐ ลติ ร พน่ เป็นคร้งั คราว ส�าหรับเซฟวิน ๘๕ ไมค่ วรใชเ้ กนิ อัตราท่ีแนะนา� เพราะอาจทา� ใหใ้ บไหม้ได้ ๙
๑๐
ภำคผนวก โครงการศูนย์พฒั นาพนั ธุ์พชื จกั รพันธ์เพ็ญศริ ิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา
โครงกำรศูนย์พฒั นำพันธพุ์ ชื จักรพนั ธ์เพ็ญศริ ิ ประวัติความเปน็ มา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิ แม่ฟ้าหลวง ด�าเนินการจดั ต้ัง “ศนู ย์พัฒนาพันธุพ์ ชื จักรพันธ์เพ็ญศิร”ิ ขึน้ เพ่อื เป็นท่ีระลกึ ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ป ี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ จักรพันธเ์ พ็ญศิร ิ ในบริเวณส่วนหนึง่ ของทด่ี นิ ราชพัสดุ ทะเบยี นท่ ี อชร ๑ ต�าบลโป่งผา อ�าเภอแม่สาย จงั หวดั เชยี งราย พ้ืนท ี่ ๑๓๕ ไร่ ๑ งาน ๑๐.๓ ตารางวา มวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อปรบั ปรงุ และพัฒนาพนั ธพุ์ ืช ให้เกษตรกรได้มีพืชที่มีสายพันธุ์ท่ีดี ตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรด้านพันธุ์พืช ทนทานต่อโรคและแมลง ได้ผลผลิตทีด่ ี แนวพระราชดา� ริ ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริปลูกพืชผักเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ และเร่ิมรับซ้ือเมล็ดพันธุ์พืชจาก โครงการอน่ื ๆ ของมลู นธิ ชิ ยั พฒั นา นา� มาสะสมไวเ้ ปน็ เมลด็ พนั ธพ์ุ ชื ผกั พน้ื บา้ น เพอ่ื เปน็ เมลด็ พนั ธพ์ุ ระราชทานแกร่ าษฎร ทั่วไป และราษฎรทีป่ ระสบภยั พบิ ัติ ศนู ยพ์ ฒั นาพนั ธุ์พชื จกั รพันธ์เพญ็ ศริ ิ รวบรวมพันธ์ุพชื อาหารพ้นื บา้ น เพอื่ คดั เลือกพนั ธ์ุท่ีดีเผยแพร่ ใหเ้ กษตรกร ใหเ้ กษตรกรไดม้ พี นั ธพ์ุ ชื ทม่ี คี ณุ ภาพดพี อสมควร มคี วามตา้ นทานโรคดพี อสมควร ใหผ้ ลผลติ ดพี อสมควร เพอ่ื ใหเ้ กษตรกร นา� พนั ธไ์ุ ปขยายหรอื ปลกู เองไดใ้ นอนาคต โดยวางแผนทจี่ ะพฒั นาพนั ธพ์ุ ชื อาหารทม่ี คี วามจ�าเปน็ ตอ่ การด�ารงชพี ในชวี ติ ประจ�าวัน เพือ่ ให้เกษตรกรมีพันธพ์ุ ืชที่ด ี แมไ้ ม่ใช่พันธุ์ที่ดที ส่ี ุดในเชิงเศรษฐกจิ แตจ่ ะเป็นพันธท์ุ ี่ดพี อสมควร สามารถ สร้างผลผลติ ทีม่ คี ณุ ภาพใหก้ ับครัวเรือน สรา้ งความแขง็ แรงมนั่ คงใหเ้ กิดขึ้นกับตนเอง และครอบครวั ไดอ้ ย่างยัง่ ยืน ๑๒
๑๓
มหำวิทยำลยั เทคโนโลยรี ำชมงคลลำ้ นนำ ประวัติความเป็นมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบนถือกา� เนิดมา จากวิทยาลัยเทคโนโลยแี ละอาชวี ศึกษา ต้ังแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘ ต่อมาในป ี พ.ศ.๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวฯ ทรงมพี ระกรณุ าโปรดเกล้าฯพระราชทานนามใหมว่ า่ ”สถาบนั เทคโนโลยีราชมงคล” และในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ได้รบั การ ยกฐานะเปน็ มหาวทิ ยาลยั ตามพระราชบญั ญตั มิ หาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล พรอ้ มกนั ทง้ั ๙ แหง่ ในสงั กดั สา� นกั งาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้จัดการศึกษาแบบมหาวิทยาลัยเสมือน มกี ารแบง่ เขตพน้ื ทก่ี ารบรหิ ารและจดั การศกึ ษาครอบคลมุ ๖ จงั หวดั ในเขตภาคเหนอื ไดแ้ ก ่ เชยี งราย ตาก นา่ น พษิ ณโุ ลก เชียงใหม ่ และล�าปาง การจดั การศกึ ษา มหาวิทยาลัยมีนโยบายยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพอาจารย์พัฒนาวิธี การเรยี นการสอน เพือ่ ใหน้ ักศึกษาได้รบั ความร้ทู างวชิ าการเปน็ บัณฑติ นกั ปฏิบตั ิ (Hands-on) นอกจากนย้ี งั ให้ความ สา� คัญกับกระบวนการเรยี นร้ ู (Cognitive learning process) ผา่ นการบรู ณาการทางการศึกษาและการวจิ ยั ท่ีอย่บู น พ้ืนฐานความต้องการของชุมชนและประเทศชาติ เน้นให้นักศึกษามีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) มี ความเชือ่ มโยงกบั สถานประกอบการในการฝกึ ทักษะวชิ าชพี ทกั ษะสังคมพึ่งตนเองได ้ และสามารถออกไปทา� งานเพอ่ื สร้างสรรค์สังคม เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ(Employability) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนามีการ เปิดสอนใน ๔ คณะวิชา ได้แก ่ คณะวิศวกรรมศาสตร ์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร ์ คณะบริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร ์ และคณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรรวมท้งั สิน้ ๑๐๑ หลักสูตร แบ่งเป็นหลักสตู รระดับ ปวช.จ�านวน ๒ หลกั สตู ร ปวส. จา� นวน ๒๙ หลกั สตู ร ปริญญาตรี จ�านวน ๖๗ หลกั สูตร และหลักสูตรปรญิ ญาโท จา� นวน ๓ หลกั สตู ร ๑๔
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: