Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานฉบับสมบูรณ์_สพข. 11 _ 4 มีนาคม 64

รายงานฉบับสมบูรณ์_สพข. 11 _ 4 มีนาคม 64

Published by ศศิธร ได้ไซร้, 2021-03-04 16:56:35

Description: รายงานฉบับสมบูรณ์_สพข. 11 _ 4 มีนาคม 64

Search

Read the Text Version

35 ตอการเกิดการชะลางพังทลาย โดยเฉพาะดินที่มีลักษณะเนื้อดินบนและดินลางตางกัน ดินตื้นที่มีเนื้อดิน รวนหยาบ และมีความลาดชันสูง (สภาพพื้นที่ลอนชันและพื้นที่เนินเขา ความลาดชัน 12-35 เปอรเซ็นต) ควรมีมาตรการอนุรักษดินและน้ำที่เหมาะสม เชน การทำคันดินกั้นน้ำ ทำขั้นบันได และปลูกพืชตามแนว ระดับขวางความลาดชันของพื้นที่ เพื่อชะลอความเร็วของน้ำที่ไหลบาผานผิวดิน ชวยลดการชะลางของ หนาดิน และน้ำซึมผานลงไปในดินชั้นลางไดมากขึ้น ทำใหความชื้นในดินมากข้ึน นอกจากนี้ ควรปลูกพืช คลุมดนิ เพ่อื ชว ยรักษาความช้นื ของดินไวแ ละยังชวยลดการชะลา งพงั ทลายของดินไดอีกดวย เมื่อพิจารณาถึงปจจัยดานลักษณะของดินที่มีผลตอการชะลางพังทลายของดิน ซึ่งดินแตละชนิดจะ ทนตอการชะลางพังทลายที่แตกตางกันในสภาพแวดลอมที่คลายคลึง โดยเฉพาะคาปจจัยความคงทนของ ดิน (K-factor) ที่สามารถนำไปประเมินการสูญเสียดินในสมการการสูญเสียดินสากล (USLE) จะเห็นวา ปจจัยสมบัติดินที่มีผลตอคาปจจัยความคงทนของดิน ไดแก (1) ผลรวมปริมาณรอยละของทรายแปงและ ปริมาณรอยละของทรายละเอียดมาก (% silt + % very fine sand) (2) ปริมาณรอยละของทราย (% sand) (3) ปริมาณรอยละของอินทรียวัตถุในดิน (% organic matter) (4) โครงสรางของดิน (soil structure) และ (5) การซาบซึมน้ำของดิน (permeability) (กรมพัฒนาที่ดิน, 2545) จากการศึกษาคา ปจจัยความคงทนของดินตอการชะลางพังทะลาย (K-factor) ตามชนิดวัตถุตนกำเนิดดินในพ้ืนที่สูงของลมุ น้ำคลองลาว พบวา ผลรวมปริมาณรอ ยละของทรายแปงและปริมาณรอยละของทรายละเอียดมากมีคา สูง สงผลใหคา K-factor สูง และปริมาณรอยละของอินทรียวัตถุในดินสูงสงผลใหคา K-factor ต่ำ และยัง พบวา ดินในกลุม วตั ถุตนกำเนดิ ดินพวกหนิ ตะกอนเนือ้ หยาบมแี นวโนมใหค า K-factor มากท่สี ุด และดินใน กลุมวัตถุตนกำเนิดดินพวกหินอัคนีสีเขมมีคา K-factor นอยที่สุด (กองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน, 2562) จากลักษณะและสมบัติดินดังกลาวชี้ใหเห็นวา ดินที่มีคา K-factor สูง (งายตอการกรอน) จะมี แนวโนม เกดิ การชะลางพงั ทลายของดนิ ไดส งู สว นดินท่ีมคี า K-factor ตำ่ (ยากตอ การกรอน) จะมแี นวโนม เกดิ การชะลา งพังทลายของดนิ ไดต ่ำ ดินที่พบเปนสวนใหญของพื้นที่ อยูในกลุมดินท่ีเกิดจากตะกอนน้ำพามาทับถมอยูบนพื้นที่ราบ (ตะพักลำน้ำเกา) ซึ่งมีเน้ือดินเปนดินรวนถึงรวนละเอียด ปริมาณอินทรียวัตถุปานกลาง ไดแก ชุดดินลำภู รา (Ll) คิดเปนรอยละ 13.17 ของเนื้อท่ีท้ังหมด มีแนวโนมคาปจจัยความคงทนของดิน (K-factor) ต่ำกวา ดินในกลุมวัตถุตนกำเนิดดินพวกหินตะกอนเนื้อหยาบซึ่งมีเนื้อดินเปนกลุมดินรวนหยาบและปริมาณ อินทรียวัตถุต่ำ ไดแก ชุดดินสวี (Sw) ชุดดินทาแซะ (Te) และชุดดินพะโตะ (Pto) คิดปนรอยละ10.76 ของเนอ้ื ทท่ี ้งั หมด นอกจากปจจัยดานลักษณะสมบัติของดินแลว ปจจัยดานสภาพพื้นที่และการใชประโยชนที่ดินก็มี ผลตอการชะลางพังทลายของดิน โดยเฉพาะความลาดชันของพื้นที่จะมีผลโดยตรงตอการชะลางพังทลาย ของผิวหนาดิน การไหลบาของน้ำผานผิวหนาดิน ระดับน้ำใตดิน ความชื้นในดินการระบายน้ำ ความยาก งายตอการกักเก็บน้ำและเขตเกษตรกรรม ดังนั้น สภาพพื้นที่จึงเปนปจจัยที่สำคัญอยางหนึ่งที่ควบคุม ลักษณะของการใชประโยชนที่ดินซึ่งสงผลตอการชะลางพังทลายของดินดวย โดยเฉพาะไมยืนตน เชน ปาลมน้ำมันและยางพารา ซึ่งเปนพืชเศรษฐกิจทีป่ ลูกเปนสวนใหญและปลูกในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ทำ

36 ใหดินมีอัตราการถูกชะลางพังทลายของดินสูง เนื่องจากปลูกในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงและมีสิ่งปกคลุม ผวิ หนา ดินนอ ย สง ผลทำใหค วามอุดมสมบูรณของดนิ ลดลง เปน สาเหตุสำคญั ที่ทำใหส มบตั ิดนิ ทางกายภาพ ลดลง และสงเสริมใหเกิดการชะลางพังทลายของดินเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ลาดชันเชิงซอนหรือพื้นที่ลาดชันสูง (slope complex or steep slope) มีความลาดชันมากกวา 35 เปอรเซ็นต เปนพน้ื ท่ที ีย่ งั ไมม กี ารจำแนก ประเภทดิน ซึ่งกระจายตวั เปนสวนใหญข องพนื้ ท่ี คดิ เปนรอยละ 20.51 ของเน้ือท่ีทัง้ หมด ไมเหมาะสมตอ การปลูกพืชทุกชนิด เนื่องจากมีอัตราการชะลางพังทลายสูงมาก การจัดการดูแลรักษาลำบาก ทำใหเกิด การชะลางพังทลายรุนแรงมาก แตถามีความจำเปนตองนำพื้นที่นี้มาใชประโยชนทางดานการเกษตร มี ความจำเปนอยางยิ่งที่จะตองพิจารณาถึงชนิดพืชที่จะปลูกรวมกับลักษณะของดินภายใตการจัดการ อนุรักษดินและน้ำเปนพิเศษหรือทำในระบบวนเกษตร สภาพพื้นที่ลาดชันเชิงซอนหรือพื้นที่ลาดชันสูง สามารถแบง ยอ ยออกเปน 3 ระดับ ดังนี้ 1) พน้ื ทีส่ งู ชนั (steep slope) มคี วามลาดชัน 35-50 เปอรเซ็นต 2) พ้นื ทสี่ ูงชันมาก (very steep slope) มคี วามลาดชัน 50-75 เปอรเซ็นต 3) พ้นื ที่สงู ชันมากท่ีสดุ (extremely steep slope) มีความลาดชันมากกวา 75 เปอรเ ซน็ ต ตารางที่ 3-3 ทรัพยากรดินในพ้ืนที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออา วลึก จงั หวดั กระบี่ ลำดบั สญั ลกั ษณ คำอธบิ าย เนอ้ื ที่ ไร รอยละ 1 Ak-cA ชดุ ดินอาวลึก มเี นอื้ ดนิ บนเปนดินเหนยี ว ความลาดชนั 280 0.19 0-2 เปอรเ ซ็นต 123 0.08 2 Ak-cB ชุดดนิ อา วลึก มเี น้ือดินบนเปนดนิ เหนยี วความลาดชนั 11 0.01 2-5 เปอรเซน็ ต 456 0.31 3 Ak-cC ชดุ ดนิ อา วลกึ มเี น้ือดนิ บนเปนดินเหนยี วความลาดชัน 178 0.12 5-12 เปอรเซน็ ต 524 0.35 4 Fd-slB ชดุ ดินฝง แดง มเี นอื้ ดนิ บนเปนดนิ รวนปนทราย ความ 605 0.41 ลาดชัน 2-5 เปอรเ ซน็ ต 1,591 1.07 5 Fd-slC ดินฝงแดง มเี นือ้ ดนิ บนเปน ดินรวนปนทราย ความลาด ชัน 5-12 เปอรเซ็นต 6 Kbi-br-clB ดนิ กระบท่ี มี่ ีสนี ำ้ ตาล มีเน้อื ดินบนเปน ดินรวนปนดิน เหนยี ว ความลาดชนั 2-5 เปอรเ ซน็ ต 7 Kbi-br-clC ดนิ กระบีท่ ีม่ ีสนี ้ำตาล มเี นอื้ ดนิ บนเปนดินรว นปนดนิ เหนียว ความลาดชนั 5-12 เปอรเ ซ็นต 8 Kbi-clA ชดุ ดนิ กระบ่ี มเี นื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนยี ว ความลาดชัน 0-2 เปอรเซ็นต

37 ตารางท่ี 3-3 ทรพั ยากรดินในพ้ืนทล่ี มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จงั หวัดกระบ่ี (ตอ) ลำดบั สญั ลักษณ คำอธิบาย เนอ้ื ที่ ไร รอยละ 9 Kbi-clB ชุดดินกระบี่ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความลาด ชัน 2-5 เปอรเ ซน็ ต 2,819 1.90 3,194 2.15 10 Kbi-clC ชุดดินกระบี่ มีเน้ือดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความลาด 1,358 0.92 ชนั 5-12 เปอรเซน็ ต 65 0.04 11 Kbi-clD ชุดดินกระบี่ เนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความลาด 247 0.17 ชัน 12-20 เปอรเซน็ ต 969 0.65 12 Kc-clD ชุดดินคลองซาก มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความ 360 0.24 ลาดชัน 12-20 เปอรเ ซ็นต 414 0.28 13 Klt-clC ชุดดินคลองเต็ง มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความ 3,314 2.24 ลาดชัน 5-12 เปอรเ ซน็ ต 2,459 1.66 1,552 1.05 19 Ll-mw, ดินลำภูราที่มีการระบายน้ำดีปานกลางและดินรวนละเอียด มี 4,267 2.88 fl-clB เนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความลาดชัน 2-5 เปอรเ ซน็ ต 1,584 1.07 2,432 1.64 20 Nat-slC ชุดดินนาทวี มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย ความลาดชัน 5-12 เปอรเซ็นต 21 Ntn-clB ชุดดินนาทอน มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียว ความ ลาดชัน 2-5 เปอรเ ซ็นต 22 Ntn-clC ชดุ ดินนาทอน มเี นอื้ ดินบนเปนดนิ รว นปนดนิ เหนียวความลาด ชัน 5-12 เปอรเ ซ็นต 23 Ntn-clD ชุดดินนาทอน มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียวความลาด ชัน 12-20 เปอรเซ็นต 24 Ntn-clE ชุดดินนาทอน มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดินเหนียวความลาด ชนั 20-35 เปอรเ ซ็นต 25 Ntn-fl-lC ชุดดินนาทอนที่เปนดินรวนละเอียดมีเนื้อดินบนเปนดินรวน ปนดนิ เหนยี ว ความลาดชัน 5-12 เปอรเซน็ ต 26 Ntn-vd- ดินนาทอนที่เปนดินลึกมาก ที่มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนดิน clB เหนียว ความลาดชนั 2-5 เปอรเ ซน็ ต 27 Pac-clA ชดุ ดนิ ปากจั่น มีเน้อื ดนิ บนเปนดนิ รวนปนดนิ เหนียวความลาด ชัน 0-2 เปอรเซน็ ต

38 ตารางท่ี 3-3 ทรัพยากรดนิ ในพน้ื ทล่ี ุมนำ้ คลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออา วลกึ จังหวดั กระบี่ (ตอ) ลำดบั สัญลักษณ คำอธิบาย เนื้อที่ ไร รอ ยละ 28 Pac-clB ชดุ ดนิ ปากจ่ัน มเี นือ้ ดนิ บนเปนดนิ รวนปนดินเหนยี ว ความลาดชัน 6,481 4.37 2-5 เปอรเซ็นต 29 Pac-clC ชดุ ดนิ ปากจัน่ มเี นือ้ ดนิ บนเปนดินรวนปนดนิ เหนยี ว ความลาดชัน 6,014 4.06 5-12 เปอรเซน็ ต 30 Pac-fl-lB ชุดดินปากจั่นที่เปนดินแบบรวนละเอียด มีเนื้อดินบนดินรวน 7,188 4.85 ความลาดชนั 2-5 เปอรเ ซน็ ต 31 Pkm-sclB ชุดดินปากคม มีเนื้อดินบนเปนดินรวนเหนียวปนทรายปนทราย 412 0.28 ความลาดชนั 2-5 เปอรเซน็ ต 32 Pkm-slB ชุดดินปากคม มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทรายความลาดชัน 2-5 701 0.47 เปอรเ ซ็นต 33 Pkm-slC ชุดดินปากคม มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย ความลาดชัน 5- 228 0.15 12 เปอรเ ซน็ ต 34 Pto-slC ชุดดินพะโตะ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย ความลาดชัน 5- 1,570 1.06 12 เปอรเ ซน็ ต 35 Pto-slD ชุดดินพะโตะ มีเนื้อดินบนเปนดนิ รวนปนทราย ความลาดชัน 12- 3,228 2.18 20 เปอรเซน็ ต 36 Pto-slE ชุดดินพะโตะ มีเนื้อดนิ บนเปนดินรวนปนทราย ความลาดชัน 20- 1,556 1.05 35 เปอรเ ซ็นต 37 Ro-fl-sclA ดินรือเสาะที่มีอนภุ าคดินเปนดินรวนละเอยี ด มีเนื้อดินบนเปนดนิ 1,210 0.82 รว นเหนียวปนทราย ความลาดชัน 0-2 เปอรเ ซน็ ต 38 Ro-fl-slA ชุดดินรือเสาะที่มีอนุภาคดินเปนดินรวนละเอียด มีเนื้อดินบนเปน 11,436 7.71 ดินรวนปนทราย ความลาดชนั 0-2 เปอรเ ซ็นต 39 Ro-pic- ดินรือเสาะที่มีศิลาแลงออน มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย 1,065 0.72 siclA ความลาดชนั 0-2 เปอรเซ็นต 40 Ro-siclA ชุดดินรือเสาะ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนเหนียวปนทรายแปง ความ 3,753 2.53 ลาดชัน 0-2 เปอรเ ซน็ ต 41 Ro-siclB ชุดดินรือเสาะ มีเนื้อดินบนเปน ดนิ รวนเหนียวปนทรายแปง ความ 350 0.24 ลาดชัน 2-5 เปอรเซน็ ต

39 ตารางท่ี 3-3 ทรัพยากรดินในพื้นที่ลมุ นำ้ คลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จงั หวดั กระบี่ (ตอ ) ลำดบั สัญลกั ษณ คำอธิบาย เนอื้ ที่ ไร รอยละ 42 Ro-silA ชุดดินรือเสาะ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทรายแปง ความลาด 2,664 1.80 ชัน 0-2 เปอรเซ็นต 43 Ro-silB ชุดดินรือเสาะ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทรายแปง ความลาด 29 0.02 ชนั 2-5 เปอรเซน็ ต 44 Sw-d- ชุดดนิ สวที เี่ ปนดนิ ลึก มีเน้อื ดนิ บนเปนดินรว นปนทราย ความลาด 3,296 2.22 slA ชนั 0-2 เปอรเ ซน็ ต 45 Sw-d- ชดุ ดินสวีทเ่ี ปน ดินลกึ มีเน้อื ดนิ บนเปน ดนิ รว นปนทราย ความลาด 503 0.34 slB ชนั 2-5 เปอรเซน็ ต 46 Sw-d- ชดุ ดินสวีทเ่ี ปนดินลึก มเี น้ือดินบนเปนดนิ รวนปนทราย ความลาด 170 0.11 slC ชนั 5-12 เปอรเ ซ็นต 47 Sw-slB ชุดดินสวี มีเน้ือดินบนเปน ดนิ รว นปนทราย ความลาดชนั 2-5 1,546 1.04 เปอรเ ซน็ ต 48 Sw-slC ชุดดินสวี มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย ความลาดชัน 5-12 1,330 0.90 เปอรเซน็ ต 49 Te-slA ชุดดินทาแซะ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย ความลาดชัน 0-2 3,725 2.51 เปอรเ ซน็ ต 50 Te-slB ชุดดินทาแซะ มเี นอ้ื ดนิ บนเปน ดนิ รว นปนทราย 3,418 2.30 ความลาดชนั 2-5 เปอรเซ็นต 51 Te-slB/d3 ชุดดินทาแซะ มีเนื้อดินบนเปนดินรวนปนทราย พบกอนกรวดมาก 777 0.52 ทรี่ ะดบั ความลึก 50-100 เซนตเิ มตร ความลาดชนั 2-5 เปอรเซน็ ต 52 Te-slC ชุดดนิ ทา แซะ มีเนอ้ื ดินบนเปนดนิ รว นปนทราย 1,203 0.81 ความลาดชนั 5-12 เปอรเซน็ ต 53 SC พ้ืนทล่ี าดชนั เชิงซอนมีความลาดชันมากกวา 35 เปอรเซ็นต 30,407 20.51 54 U เขตชมุ ชนและส่ิงปลกู สราง 4,475 3.02 55 W พืน้ ที่นำ้ 760 0.51 เน้ือทร่ี วม 148,272 100.00

40 ภาพที่ 3-4 ทรพั ยากรดนิ พนื้ ทลี่ มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จงั หวดั กระบ่ี

41 สภาพปญหาและขอ จำกัดของดนิ สภาพปญหาและขอจำกัดของดินในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว สวนใหญเปนดินตื้นและเนื้อดินปนเศษหิน ความอุดมสมบูรณของดินต่ำ เสี่ยงตอการขาดแคลนน้ำและการชะลางพังทลายของดิน เนื่องจากพื้นที่มี ความลาดชันสูง โดยแยกเปน 3 ประเภทหลัก (กรมพัฒนาที่ดิน, 2561) ซึ่งพบการกระจายตัวในพื้นที่ตาง ๆ (ตารางท่ี 3-4 ภาพท่ี 3-5) โดยมีรายละเอียด พอสังเขป ดังนี้ 1) ปญ หาดินตืน้ เปนดินที่เปนชั้นดินหนาประมาณ 50 เซนติเมตร สวนใหญมีเนื้อดินเปนดินรวน ดินรวนปนทราย และดินรวนปนดินเหนียว ชั้นถัดไปเปนชั้นดินมีเนื้อดินเปนดินรวนปนทราย ดินรวนปนดินเหนียวและดิน เหนียวที่มีปริมาณกรวด หรือเศษหินปะปนมากกวาหรือเทากับรอยละ 35 โดยปริมาตร หรือพบหินพ้ืน ภายในความลึก 50 เซนติเมตรจากผิวดิน จากลักษณะของดินดังกลาวถือเปนอุปสรรคตอการเจริญเติบโต ของพืชดานการชอนไชของรากพืช ทำใหการเกาะยึดตัวของดินไมดี ยากแกการไถพรวน เกิดการชะลาง พงั ทลายไดงาย สภาพปญหานี้พบครอบคลุมเน้ือทร่ี วม 2,699 ไร หรือรอยละ 1.82 ของเนอื้ ทท่ี ั้งหมด แบง ดินตน้ื ออกไดเปน 2 ประเภท คือ (1) ปญหาดินตื้นถึงเศษหิน กอนกรวดหรือเศษหิน สวนใหญพบกระจายตัวอยูในพื้นที่ตำบลนา เหนอื มเี น้อื ที่ 1,241 ไร หรือรอ ยละ 0.84 ของเน้อื ทท่ี ัง้ หมด (2) ปญหาดนิ ต้ืนถงึ ชั้นหินพ้ืน สว นใหญพบกระจายตัวอยูในพื้นที่ตำบลเขาใหญ มีเนื้อท่ี 1,458 ไร หรอื รอ ยละ 0.98 2) ปญหาดนิ มีความอุดมสมบรู ณต ่ำ เมื่อพิจารณาหลกั เกณฑก ารประเมินความอุดมสมบูรณข องดนิ ในประเทศไทยนน้ั กรมพฒั นาท่ีดิน ใชเกณฑการประเมินจากคาวิเคราะหดิน 5 รายการ คือ รอยละปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่ เปน ประโยชน ปรมิ าณโพแทสเซยี มที่เปน ประโยชน ความจแุ ลกเปล่ียนแคตไอออน และอตั รารอยละความ อิ่มตัวเบส ซึ่งแตละรายการจะมีเกณฑประเมินเปนคาสูง ปานกลาง ต่ำ เนื่องจากสภาพทางธรรมชาติ โดย ดินมีวัตถุตนกำเนิดดินที่มีแรธาตุอาหารตามธรรมชาติต่ำ ประกอบกับมีการใชประโยชนทีด่ ินอยางตอเน่ือง ติดตอกันเปนเวลานาน โดยไมไดมีการปรับปรุงบำรุงดินเทาที่ควร ทำใหดินเสื่อมโทรม ความอุดมสมบูรณ ลดลงอยางตอเนื่อง สงผลใหพืชเจริญเติบโตชา ผลผลิตตกต่ำ คุณภาพไมดี สภาพปญหานี้พบกระจาย ครอบคลมุ เนือ้ ท่ีรวม 102,078 ไร หรอื รอยละ 68.85 ของเนอ้ื ท่ีทง้ั หมด และสามารถแบง ตามสภาพพนื้ ท่ี คือ (1) ดินมีความอุดมสมบรู ณต ่ำท่เี ปน ดินลึกปานกลาง สว นใหญพบกระจายตัวอยใู นพน้ื ท่ี ตำบลเขา ตอ ตำบลนาเหนือ และตำบลเขาใหญ มีเนื้อท่ี 100,865 ไร หรือรอยละ 68.03 ของเนอื้ ที่ทัง้ หมด (2) ดินมีความอุดมสมบูรณต่ำที่เปนดินลึกมาก สวนใหญพบกระจายตัวอยูในพื้นที่ ตำบลเขาตอ และตำบลนาเหนอื มเี นือ้ ที่ 1,213 ไร หรือรอยละ 0.82 ของเน้อื ทที่ งั้ หมด 3) ปญหาพน้ื ทีม่ ีความลาดชันสูง พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง สวนใหญมีสภาพการใชที่ดินเปนปาไม พื้นที่นี้ไมเหมาะที่จะนำมาใช ประโยชนดานการเกษตร และมีความเสี่ยงตอการชะลางพังทะลายของดินสูง สวนใหญพบกระจายตัวอยู

42 ในพื้นที่ตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ มีเนื้อที่ 30,407 ไร หรือรอยละ 20.51 ของเนอื้ ท่ีท้งั หมด 4) พนื้ ท่ลี าดชนั เชิงซอน มคี วามลาดชันมากกวา 35 เปอรเ ซ็นต ดินที่มีความอดุ มสมบรู ณป านกลางถงึ สูงในพ้นื ทด่ี อน สวนใหญพ บกระจายตวั อยูในพืน้ ที่ตำบลเขา ตอและตำบลนาเหนอื มีเนอื้ ท่ี 30,407 ไรห รือรอ ยละ 20.51 ของเน้อื ทท่ี ัง้ หมด 5) พนื้ ท่ีนำ้ มีเนื้อท่ี 4,475 ไรหรือรอ ยละ 3.02 ของเนอ้ื ท่ีท้งั หมด 6) พนื้ ทล่ี าดชันเชงิ ซอน มเี นอื้ ที่ 760 ไรหรอื รอ ยละ 0.51 ของเนือ้ ที่ทั้งหมด ตารางท่ี 3-4 สภาพปญหาของดินในพื้นที่ลุม น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จงั หวดั กระบี่ คำอธิบาย เนือ้ ที่ ไร รอ ยละ 1) ปญ หาดนิ ต้ืน 2,699 1.82 1.1) ดินตนื้ ถงึ เศษหนิ 1,241 0.84 1.2) ดินต้นื ถึงชั้นหนิ พื้น 1,458 0.98 2) ปญหาดนิ มคี วามอุดมสมบรู ณต่ำ 102,110 68.87 2.1) ดนิ ทม่ี คี วามอุดมสมบูรณต ่ำที่เปน ดินลกึ ปานกลาง 100,897 68.05 2.2) ดนิ ทีม่ คี วามอุดมสมบรู ณต ำ่ ทเ่ี ปน ดินลกึ มาก 1,213 0.82 3) ดนิ ทีม่ ีความอุดมสมบรู ณป านกลางถงึ สงู 7,821 5.27 4) พ้นื ทล่ี าดชนั เชงิ ซอน มีความลาดชนั มากกวา 35 เปอรเซน็ ต 30,407 20.51 5) พื้นท่ีชุมชนและส่งิ ปลูกสรา ง 4,475 3.02 6) พื้นทนี่ ้ำ 760 0.51 รวมเนอ้ื ที่ 148,272 100.00

43 ภาพท่ี 3-5 สภาพปญหาทรัพยากรดิน พ้นื ท่ลี มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จงั หวดั กระบ่ี

44 3.5 ทรพั ยากรน�า 3.5.1 ลําน�าธรรมชาติที่สําคัญ พน้ื ท่ีลุมนำ้ คลองลาว ลักษณะลมุ นำ้ วางตวั ตามแนวทศิ เหนอื -ทิศใต เปนสวนหนึง่ ของลุมนำ้ สาขาภาคใตฝ ง ตะวันตกสวนท่ี 2 (2505) และลุมน้ำหลักภาคใตฝงตะวันตก (25) (ภาพท่ี 3-6) ดงั นี้ ลุมน้ำสาขาภาคใตฝงตะวันตกสวนที่ 2 (2505) เปนลุมน้ำสาขาที่อยูทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือของลุมน้ำสาขาภาคใตฝงตะวันตก (25) ครอบคลุมพื้นที่อำเภอปลายพระยา อำเภอ อา วลึก อำเภอเมืองกระบ่ี จังหวดั กระบ่ี อำเภอทับปุด อำเภอเมืองพังงา อำเภอตะกวั่ ทงุ อำเภอทา ยเหมือง อำเภอตะกั่วปา จังหวัดพังงา อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎรธานี สภาพภูมิประเทศสวนใหญเปนพื้นที่ลาด ชนั เชงิ ซอนรองลงมาเปนลูกคลน่ื ลอนลาดเล็กนอย พ้ืนที่ราบเรยี บหรอื คอ นขางราบเรยี บ พ้นื ทล่ี ูกคล่ืนลอน ชัน พื้นที่เนินเขา ตามลำดับมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,097 เมตร โดยมีคลองพังงาไหลผาน พน้ื ท่ที างทศิ เหนือลงไปทางทิศใตของลุมนำ้ ไหลลงสทู ะเลอนั ดามัน บรเิ วณอำเภอเมอื งพงั งา จังหวัดพังงา ลักษณะทางกายภาพของลุมน้ำคลองลาว มีรูปแบบลำธารแบบรูปแบบของลำธารเปนแบบ กิ่งไม (dendritic drainage pattern) เปนลักษณะโครงขาย การระบายน้ำที่ลำน้ำยอยไหลมารวมกันกับ ลำน้ำหลัก ลักษณะคลายกิ่งไมหรือเสนประสาทมีทิศทางการไหลจากทิศตะวันตก ไดแก คลองบางเทาแม คลองบางอวด คลองแทงแก คลองบางไกตาย คลองมะรุย และทิศตะวันออก ไดแก คลองบางปริก คลอง บางไทร คลองทอม ไหลมาบรรจบลงสูตอนกลางของพื้นที่ เปนคลองสายหลักคือ คลองลาว และออกสู แมน้ำมะรุยทางตอนใตของพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินลุมน้ำคลองลาว สำหรับระบบอุทกวิทยาของลุมน้ำคลอง ลาว ประกอบดวย ลำน้ำ ดงั นี้ 1) คลองลาว เปนคลองสายหลักของพื้นท่ีเขตพัฒนาที่ดินลุมน้ำคลองลาว มีตนกำเนิดจาก แนวเขาแกว อยูทางตอนบนของพื้นที่ลุมน้ำ ไหลมารวมกับลำธารเล็ก ๆ หลายสายไหลลงสูแมน้ำมะรุย ทางตอนใตของพน้ื ท่ี บรเิ วณบานมะรุย ตำบลมะรยุ อำเภอทบั ปุด จังหวดั พังงา 2) คลองบางเทาแม มีตน กำเนิดจากน้ำตกบางเทาแม บรเิ วณบานบางยิงววั อยทู างตอนบน ของพื้นที่ลุมน้ำ ไหลมารวมกับลำธารเล็ก ๆ หลายสายไหลลงสูคลองลาว บริเวณบานเขาตอ ตำบลเขาตอ อำเภออาวลึก 3) คลองบางอวด มีตน กำเนดิ จากแนวเขาพนม อยูทางทศิ ตะวนั ตกของพน้ื ท่ีลุมนำ้ ไหลมารวม กับลำธารเลก็ ๆ หลายสายไหลลงสคู ลองลาว บริเวณบานบางไทร ตำบลนาเหนือ อำเภออา วลึก 4) คลองแทงแก มีตนกำเนิดจากแนวเขาพนม บริเวณบานเขาใหญ เปนลำคลองที่รับน้ำ จากคลองบางปริก และคลองบางไทร อยูทางตอนกลางของพื้นที่ลุมน้ำ ไหลลงสูคลองลาว บริเวณบานนา เหนือ ตำบลนาเหนือ อำเภออาวลกึ 5) คลองทอม มีตนกำเนิดจากแนวเขาใหญ ไหลลงสูคลองลาว บานนาเหนือ ตำบลนาเหนือ อำเภออาวลกึ

45 3.5.2 สภาพป�ญหาทรพั ยากรน�า - แหลงน้ำที่มีอยูไมสามารถใชประโยชนไดอยางเต็มที่ เนื่องจากมีขนาดเล็กและตื้นเขิน ขาด ระบบสงนำ้ และเครอ่ื งสบู นำ้ ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดี - ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ตลอดจนแหลงน้ำเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะในชวงฤดู แลงในบรเิ วณพืน้ ทใ่ี กลล ำนำ้ หรือแหลง นำ้ ขนาดเล็ก - การบุกรุกพื้นที่แหลงน้ำจากชาวบาน บริเวณแหลงน้ำหลายสายถูกบุกรุกจากชาวบานเพ่ือ นำไปใชเ ปนพ้ืนทเี่ พาะปลูก โดยเฉพาะการปลกู พชื สวนและไรน า เปน ตน - คุณภาพน้ำในลำน้ำสายสำคัญบางสายเสื่อมโทรม เนื่องจากการปนเปอนของสารเคมีทาง การเกษตรสลู ำนำ้ โดยตรง - การพฒั นาพน้ื ทแี่ หลงน้ำท่ีมีอยูไ มไดร บั การพัฒนาและปรบั ปรุงใหม ีประสิทธิภาพ มีศักยภาพ ในการเกบ็ และการระบายน้ำ - ปญหาน้ำทวมฉับพลันที่เกิดขึ้นในบางชุมชน เนื่องจากลำน้ำมีความลาดชันสูงไมมีแหลงเก็บ กกั นำ้ และชะลอการไหลของน้ำ อกี ทัง้ ยังเปน พน้ื ทีท่ เี่ ปนทางผานของนำ้ อีกดวย แนวโนมในอนาคตสถานการณปญหาของแหลงน้ำ เชน ปญหาการขาดแคลนน้ำใชในชวงฤดู แลง ปญหาน้ำทวมในชวงฤดูฝนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ปญหาการบุกรุกพื้นที่แหลงน้ำ ปญหาการพัฒนา พื้นที่แหลงน้ำ และปญหาคุณภาพแหลงน้ำ ในอนาคตเมื่อคำนึงถึงความตองการที่เพิ่มขึ้นของการใชน้ำใน ดานตาง ๆ อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การเจริญเติบโตดานเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะทำให เกิดความไมสมดุลในดานการใชน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นที่เกี่ยวของ อาจกอใหเกิดปญหาตาง ๆ ตามมา ปญ หาเหลานีย้ งั คงเปนปญหาสำคัญทคี่ วรไดรับการแกไ ขอยางตอเน่อื ง

46 ภาพที่ 3-6 เสน ทางนำ้ และเสน ทางคมนาคม พน้ื ทล่ี ุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอา วลกึ จังหวดั กระบี่

47 ภาพที่ 3-7 ขอบเขตพืน้ ทลี่ มุ นำ้ คลองลาว อำเภอปลายพระยาและอา วลกึ จงั หวัดกระบ่ี

48 3.6 ขอบเขตที่ดินตามกฎหมายและนโยบาย ขอมลู ขอบเขตทด่ี นิ ของรฐั ดา นทรพั ยากรปา ไม (ตารางที่ 3-5) ตารางท่ี 3-5 ขอ มลู ท่ดี ินของรฐั ทใี่ ชรวมในการวิเคราะหดานทรพั ยากรปาไม อำเภอปลายพระยา และ อำเภออาวลกึ จงั หวัดกระบ่ี หนว ยงานและขอมูลประเภททดี่ ิน สถานะทางกฎหมาย 1. กรมอุทยานแหง ชาติ สัตวป า และพันธุพ ชื 1.1 อุทยานแหง ชาติ แผนทแี่ นบทา ย พระราชกฤษฎกี า(พระราชบญั ญตั ิ อุทยานแหง ชาติ พ.ศ.2504 และท่ีแกไขเพม่ิ เตมิ ) 1.2 เขตรกั ษาพันธุสัตวปา แผนทแ่ี นบทาย พระราชกฤษฎกี า(พระราชบญั ญัติ สงวนและคมุ ครองสัตวป า พ.ศ.2535 พระราชบัญญตั ิสงวนและคมุ ครองสตั วป า (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2546 และพระราชบญั ญัตสิ งวนและ คุมครองสตั วป า (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ.2557) 1.3 เขตหามลา แผนทแี่ นบทา ยประกาศกฎกระทรวง 1.4 วนอทุ ยาน ไมร ะบุ 2. กรมปา ไม 2.1 ปาสงวนแหง ชาติ ปา สงวนแหงชาติ โดยกฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ.ปา สงวนแหงชาติ พ.ศ.2507และที่แกไขเพ่ิมเตมิ 2.2 เขตการจำแนกเขตการใชป ระโยชน มตคิ ณะรัฐมนตรี วันที่ 10 และ 17 มนี าคม 2535 ทรพั ยากรและดนิ ปา ไมในเขตปาสงวนแหงชาติ 3. สำนกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากร ธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ ม ชัน้ คุณภาพลมุ น้ำ มตคิ ณะรฐั มนตรี 4.กรมพฒั นาทด่ี ิน ปาไมถ าวร มติคณะรฐั มนตรี 5. สำนักงานปฏิรปู ท่ีดนิ เพือ่ เกษตรกรรม เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) แผนทแ่ี นบทาย พระราชกฤษฎกี า (พระราชบญั ญตั ิ การปฏริ ปู ทด่ี ินเพ่อื เกษตรกรรม พ.ศ.2518) 6.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแหงชาติ (คทช.) แปลงที่ดินทำกนิ ตามนโยบายท่ีดินแหง ชาติ (คทช.) มตคิ ณะรัฐมนตรี

49 เมื่อจำแนกพื้นท่ีปาไมตามขอ กำหนดการใชที่ดินประเภทและวัตถปุ ระสงคของการประกาศเขตปาไม ตามกฎหมาย (แนวเขตปาไมและที่ดินของรัฐประเภทอื่นไมชัดเจนและมีการทับซอนกัน) สามารถจำแนก พ้นื ท่ีในพน้ื ทล่ี ุมน้ำ ไดด งั น้ี 3.6.1 พื้นที่เขตป�าสงวนแห่งชาติ การจำแนกเขตการใชประโยชนทรัพยากรและที่ดินปาไมในเขตปาสงวนแหงชาติตามมติ คณะรัฐมนตรี วันที่ 10 และ 17 มีนาคม 2535 ไดใหความเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการ นโยบายปา ไมแหงชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรื่องการจำแนกเขตการใชประโยชนทรัพยากรและที่ดินปา ไมในเขตปาสงวนแหงชาติ ซึ่งไดจำแนกเขตปาสงวนแหงชาติ ออกเปน 3 เขต ดังนี้ เขตพื้นที่ปาเพื่อการ อนุรักษ (โซน C) เขตพื้นที่ปาเพื่อเศรษฐกิจ (โซน E) และเขตพื้นที่ปาที่เหมาะสมตอการเกษตร (โซน A) เมื่อจำแนกปาตามเขตปาสงวนแหงชาติ พบวา พื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อยูในเขตปาสงวนแหงชาติหลายปา (ตารางที่ 3-6) และสามารถจำแนกเขตการใชประโยชนทรัพยากรและที่ดินปาไมในพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ (ตารางท่ี 3-7) ตารางที่ 3-6 พืน้ ทเ่ี ขตปา สงวนแหงชาตใิ นพื้นท่ลี มุ นำ้ คลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลกึ จงั หวัดกระบ่ี ปาสงวนแหงชาติ เน้อื ท่ี ไร รอ ยละของลุมน้ำ พ้นื ทป่ี า สงวนแหง ชาติ 69,490 46.87 - ปาควนมะรยุ 1,393 0.94 - ปาเขาตอ 35,830 24.17 - ปาเขาพนมและปาพลูเถื่อน 770 0.52 - ปาเขาแกวและปา ควนยิงววั 29,913 20.17 - ปาเขาใหญ 1,584 1.07 ท่มี า : กรมปาไม (2560) ตารางที่ 3-7 พื้นที่เขตการใชประโยชนทรัพยากรและที่ดินปาไม พื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระ ยาและอำเภออา วลึก จังหวัดกระบ่ี เขตปา จำแนกในเขตปาสงวนแหง ชาติ เน้ือท่ี ไร รอ ยละของลมุ น้ำ พื้นที่เหมาะสมตอการเกษตร (โซน A) 8,814 5.94 พน้ื ทปี่ าอนุรักษ (โซน C) 22,342 15.07 พน้ื ท่ีปาเศรษฐกิจ (โซน E) 31,802 21.45 ทีม่ า : กรมปา ไม (2560)

50 3.6.2 พื้นที่ป�าอนุรกั ษต์ ามมติคณะรฐั มนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดชั้นคุณภาพลุมน้ำ เพื่อใหมีการอนุรักษทรัพยากรท่ี เหมาะสมจึงไดแบงพื้นที่ชั้นคุณภาพลุมน้ำออกเปน 6 ชั้น คือ พื้นที่ลุมน้ำชั้น 1A พื้นที่ลุมน้ำชั้น 1B พื้นที่ ลุมน้ำชั้น 2 พื้นที่ลุมน้ำชั้น 3 พื้นที่ลุมน้ำชั้น 4 และพื้นที่ลุมน้ำชั้น 5 จากขอกำหนดการใชประโยชนและ การจัดการพื้นที่ชั้นลุมน้ำคุณภาพตาง ๆ สรุปสาระสำคัญได คือ การใชประโยชนพื้นที่ลุมน้ำชั้น 1 และ พื้นที่ลุมน้ำชั้น 2 ซึ่งเปนพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่ตองสงวนรักษาไวเปนแหลงตนน้ำลำธารและ เปนพื้นที่ปาไมของประเทศ เนื่องจากมีลักษณะและสมบัติที่อาจมีผลกระทบทางสิ่งแวดลอมจากการ เปลี่ยนแปลงการใชที่ดินไดงายและรุนแรง ไมควรจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพือ่ ใชทำการเกษตร สำหรับการใช ประโยชนพื้นที่ลุมน้ำชั้น 3 4 และพื้นที่ลุมน้ำชั้น 5 นั้น ใหใชทำการเกษตรไดแตตองมีมาตรการตามขอ กำหนดการใชประโยชนพ ื้นทีล่ มุ นำ้ ไดแก มาตรการดานการอนุรักษด ินและน้ำ และการปอ งกันการชะลาง พังทลายของดนิ เปน ตน ดังนน้ั ขอ กำหนดตาง ๆ จงึ มมี าตรการทีเ่ ขม งวดแตกตางกัน เพ่ือปองกันการเสื่อม โทรมของดิน และใหสามารถใชประโยชนที่ดินไดอยางยั่งยืนตอไปพื้นที่โครงการฯ (ตารางที่ 3-8) ประกอบดว ย ชน้ั คุณภาพลุม นำ้ ดงั น้ี 1) พื้นที่ลุมน้ำชั้น 1A เปนพื้นที่ลุมน้ำชั้นที่ 1 ซึ่งมีสภาพเปนปาสมบูรณกอนป 2525 โดย พื้นที่นี้ควรสงวนรักษาไวเปนปาตนน้ำลำธาร (หามมีการใชประโยชนอยา งอื่น) มีเนื้อที่ประมาณ 3,774 ไร หรือรอ ยละ 2.55 ของเนอ้ื ทท่ี ั้งหมด 2) พื้นที่ลุมน้ำชั้น 1B เปนพื้นที่ลุมน้ำชั้นที่ 1 ซึ่งสภาพปาถูกบุกรุก หรือมีการเปลี่ยนแปลง ไปเพื่อพัฒนาการใชที่ดินรูปแบบอื่นกอน ป 2525 โดยพื้นที่นี้ควรสงวนรักษาไวเปนปาตนน้ำลำธาร และ ควบคมุ การใชป ระโยชนเ ปน พิเศษ มเี น้อื ท่ปี ระมาณ 1,800 ไร หรอื รอยละ 1.21 ของเนื้อทท่ี ัง้ หมด 3) พื้นที่ลุมนำ้ ชั้น 2 เปนพื้นที่มีความลาดชันคอนขางสูง ซึ่งมีคุณภาพเหมาะสมตอการเปน ปาตนน้ำลำธาร และสามารถนำมาใชประโยชนเพื่อกิจการที่สำคัญ เชน การทำเหมืองแร สวนยางพารา หรือพืชทมี่ คี วามมั่นคงตอเศรษฐกิจ มเี นอ้ื ท่ีประมาณ 17,311 ไร หรือรอยละ 11.68 ของเนอ้ื ที่ท้งั หมด 4) พืน้ ที่ลมุ น้ำช้ัน 3 เปน พนื้ ท่ีมีความลาดเทสูง สามารถนำมาใชป ระโยชนไดท้ังกิจกรรมทำ ไม เหมืองแร และสามารถใชพื้นที่เพื่อการเกษตรไดโดยถาเปนบริเวณที่เปนดินลึกควรปลูกไมผล หรือไม ยืนตน แตถาเปนบริเวณที่เปนดินตื้นควรปลูกปาและทุงหญา มีเนื้อที่ประมาณ 15,308 ไร หรือรอยละ 10.32 ของเนือ้ ทท่ี งั้ หมด 5) พื้นที่ลุมนำ้ ชั้น 4 เปนพื้นที่มีความลาดชันต่ำ และปาถูกบุกรุกเปนพ้ืนที่ใชประโยชนเพ่ือ กิจการทำไม เหมืองแร และสามารถใชพื้นที่เพื่อการเกษตรได โดยถาเปนบริเวณที่เปนดินลึก และมีความ ลาดชันมากควรปลูกไมผล แตถาเปนบริเวณที่มีความลาดชันนอยจะใชประโยชนเพื่อการปลูกพืชไรได มี เนื้อท่ปี ระมาณ 40,446 ไร หรอื รอ ยละ 27.28 ของเนื้อท่ีทงั้ หมด 6) พืน้ ทลี่ มุ นำ้ ชัน้ 5 เปนพ้นื ที่ราบลุม มเี น้ือทีป่ ระมาณ 69,633 ไร หรือรอยละ 46.96 ของ เนื้อท่ที ้ังหมด

51 ตารางท่ี 3-8 พืน้ ที่ชนั้ คณุ ภาพลมุ นำ้ ในพน้ื ทล่ี ุมนำ้ คลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จังหวัดกระบ่ี ชัน้ คณุ ภาพลมุ น้ำ เนือ้ ที่ รอ ยละ พื้นทล่ี ุมน้ำชัน้ 1A ไร 2.55 พื้นทล่ี มุ นำ้ ชนั้ 1B 1.21 พน้ื ทลี่ มุ นำ้ ชั้น 2 3,774 11.68 พน้ื ที่ลมุ นำ้ ชั้น 3 1,800 10.32 พื้นที่ลุมนำ้ ชั้น 4 17,311 27.28 พื้นท่ีลุมนำ้ ชัน้ 5 15,308 46.96 40,446 รวมเนือ้ ท่ี 69,633 100.00 148,272 ท่ีมา: สำนักงานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอม (2555) 3.6.3. ป�าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี ปาไมถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี เปนแนวเขตที่ดินที่เห็นสมควรรักษาไวเปนเขตปาไม โดยมีกรมปาไมเปนหนวยงานรับผิดชอบในการนำพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติใหรักษาไวเปนปาไมถาวรใน พืน้ ทโ่ี ครงการฯ ประกอบดว ย พื้นทเ่ี ขตปา ไมถ าวรนอกเขตปา ดังน้ี (ตารางที่ 3-9) ตารางที่ 3-9 พื้นที่เขตปาไมถาวรนอกเขตปาในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและ อำเภออาวลึก จังหวดั กระบี่ ปา ไมถ าวรนอกเขตปา เนอ้ื ที่ พื้นทีป่ า ไมถาวร ไร รอยละ - ปาหินดานควนลังตงั หรือปาเขาแกวและปาควนยิงววั - ปา เขาตอ 8,266 5.58 7,500 5.06 766 0.52 3.6.4. เขตพื้นที่ปฎิรปู ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เขตพื้นที่ปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตามแผนที่แนบทาย พระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 พบวา มีเนื้อที่ 5,448 ไร หรือรอยละ 3.62 ของเนอ้ื ทที่ ้งั หมด

52 3.6.5 เขตนิคมสหกรณ์ เขตนิคมสหกรณในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว เปนนิคมสหกรณจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกา ประกอบดวย เขตนิคมสหกรณอาวลึก มีเนื้อที่ 6,497 ไร หรือรอยละ 4.38 ของเนื้อที่ทั้งหมด และเขต นคิ มสหกรณพ นม มีเน้อื ที่ 2,970 ไร หรือรอยละ 2.00 ของเนือ้ ท่ที ้ังหมด

53 ภาพที่ 3-8 สถานภาพปา ไม พนื้ ทล่ี มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอาวลกึ จงั หวดั กระบ่ี

54 3.7 ทรพั ยากรป�าไม้ พื้นที่ปาไมในเขตปาตามกฎหมายวิเคราะห จากการซอนทับขอมูลพื้นที่ปาอนุรักษ (เขตรักษาพันธุ สัตวป า อุทยานแหงชาติ วนอทุ ยาน) พื้นที่ปาสงวนแหงชาติ (เขตการใชประโยชนท รัพยากรและท่ีดิน ปาไม ในพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ) พื้นที่ปาอนุรักษตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดชั้นคุณภาพลุมน้ำ ปาไม ถาวรนอกเขตปา เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แปลงที่ดินทำกินตามนโยบายที่ดินแหงชาติ (คทช.) และสภาพการใชท ่ีดินในพ้ืนทีโ่ ครงการ พบวา มีสถานภาพของทรพั ยากรปาไม (ตารางท่ี 3-10) ตารางที่ 3-10 สถานภาพทรัพยากรปาไมในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา และอำเภออาวลึก จงั หวัดกระบี่ สถานภาพทรพั ยากรปา ไม เนือ้ ที่ ไร รอยละ 1) พืน้ ทใ่ี นเขตปา ตามกฎหมาย 18,809 12.68 1.1) พน้ื ท่ปี า สมบรู ณ 17,248 11.63 1.2) พ้ืนทีป่ า รอสภาพฟนฟู 1,561 1.05 2) พน้ื ทม่ี กี ารใชประโยชนเ พอ่ื เกษตรกรรม 122,500 82.62 - พื้นที่นา 59 0.04 - ไมย นื ตน 122,172 82.4 - ไมผ ล 179 0.12 3) ทุงหญาเลยี้ งสตั วแ ละโรงเรอื นเลย้ี งสัตว 90 0.06 4) พื้นทเ่ี บด็ เตลด็ 1,728 1.17 5) พน้ื ทช่ี มุ ชนและสิ่งปลูกสราง 4,475 3.02 6) พน้ื ทน่ี ้ำทสี่ รางขน้ึ 760 0.51 รวมเน้ือท่ี 148,272 100.00 หมายเหตุ : เน้ือทีป่ า ไมต ามกฎหมายและปา ตามมตคิ ณะรัฐมนตรี คำนวณดว ยระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร 3.8 สภาพการใช้ที่ดิน สภาพการใชที่ดินในโครงการปองกันการชะลางพังทลายของดินและฟนฟูที่เกษตรกรรมดวยระบบ อนุรักษดินน้ำ พื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยาและอำเภออาวลึก จังหวัดกระบี่ ซึ่งเนื้อที่รวมทั้งส้ิน 148,272 ไร พบวา มีการใชท ีด่ ินแบง ออกเปน 5 ประเภทหลัก (ตารางที่ 3-11 และภาพท่ี 3-8) ไดแ ก 1) พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสราง (U) มีเนื้อที่ 4,475 ไร คิดเปนรอยละ 3.01 ของเนื้อที่ทั้งหมดไดแก หมูบาน 26 หมูบาน สถานที่ราชการและสถาบันตาง ๆ โรงงานอุตสาหกรรม และแหลงรับซื้อทาง การเกษตร ไดแ ก ยางพารา ปาลมน้ำมัน กาแฟและทเุ รยี น

55 2) พ้ืนทเี่ กษตรกรรม (A) มีเน้อื ที่ 122,500 ไร หรือรอ ยละ 82.62 ของเนือ้ ที่ท้งั หมด 3) พนื้ ที่ปา ไม (F) มเี นือ้ ท่ี 18,809 ไร หรือรอ ยละ 12.69 ของเนื้อทีท่ ง้ั หมด 4) พื้นที่เบ็ดเตล็ด มีเนื้อที่ 1,728 ไร หรือรอยละ 1.17 ของเนื้อที่ทั้งหมด ไดแก ทุงหญาธรรมชาติ และทงุ หญาสลบั ไมพุม/ไมละเมาะ 5) พน้ื ทีน่ ้ำ มีเนือ้ ท่ี 760 ไร หรอื รอ ยละ 0.51 ของเนือ้ ทที่ งั้ หมด ตารางที่ 3-11 ประเภทการใชท่ดี ินในพ้ืนท่ลี มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา และอำเภออาวลึก จงั หวดั กระบ่ี สัญลักษณ ประเภทการใชที่ดนิ เน้อื ที่ ไร รอ ยละ U พืน้ ทชี่ ุมชนและสงิ่ ปลูกสรา ง 4,475 3.02 U2 หมูบา นบนพน้ื ราบ 2,938 1.98 U201 หมบู านบนพ้นื ราบ 2,836 1.91 U201/A301 หมูบา นบนพื้นราบ/ไมย ืนตนผสม 77 0.05 U201/A401 หมบู า นบนพน้ื ราบ/ไมผลผสม 25 0.02 U3 สถานทรี่ าชการและสถาบนั ตา ง ๆ 489 0.33 U301 สถานทร่ี าชการและสถาบนั ตา ง ๆ 489 0.33 U4 สถานีคมนาคม 422 0.29 U405 ถนน 422 0.29 U5 ยานอุตสาหกรรม 593 0.40 U500 พ้ืนท่อี ตุ สาหกรรมรา ง 71 0.05 U502 โรงงานอุตสาหกรรม 522 0.35 U6 อ่ืนๆ 33 0.02 U605 สถานบี รกิ ารน้ำมัน 33 0.02 A พืน้ ทเี่ กษตรกรรม 122,500 82.62 A1 พ้ืนทนี่ า 59 0.04 A100 นารา ง 59 0.04 A3 ไมย ืนตน 122,172 82.41 A300 ไมยนื ตนราง/เสือ่ มโทรม 157 0.11 A301 ไมยืนตน ผสม 1 0.00 A302 ยางพารา 25,146 16.96 A302/A312 ยางพารา/กาแฟ 5 0.00 A302/A403 ยางพารา/ทุเรยี น 9 0.01

56 ตารางที่ 3-11 ประเภทการใชท่ดี ินในพนื้ ทลี่ มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา และอำเภออาวลึก จงั หวดั กระบ่ี (ตอ) สญั ลกั ษณ ประเภทการใชท ีด่ ิน เนอ้ื ที่ ไร รอ ยละ A303 ปาลม น้ำมัน 96,788 65.28 A303/A411 ปาลม นำ้ มนั /กลว ย 46 0.03 A303/A419 ปาลม น้ำมนั /มังคดุ 7 0.01 A312 กาแฟ 13 0.01 A4 ไมผล 179 0.11 A401 ไมผ ลผสม 93 0.06 A403 ทเุ รยี น 5 0.00 A403/A411 ทุเรยี น/กลวย 9 0.01 A403/A420 ทเุ รยี น/ลางสาด ลองกอง 16 0.01 A403/A422 ทเุ รียน/มะนาว 4 0.00 A404 เงาะ 10 0.01 A411 กลว ย 7 0.00 A414 ฝร่งั 24 0.02 A419 มงั คุด 5 0.00 A420 ลางสาด ลองกอง 6 0.00 A7 ทงุ หญาเลี้ยงสตั วและโรงเรอื นเลยี้ งสตั ว 90 0.06 A703 โรงเรือนเลีย้ งสตั วป ก 47 0.03 A704 โรงเรือนเลยี้ งสกุ ร 43 0.03 F พน้ื ทปี่ าไม 18,809 12.68 F1 ปาไมผลดั ใบ 18,809 12.68 F100 ปา ไมผ ลดั ใบรอสภาพฟนฟู 1,561 1.05 F101 ปา ไมผ ลัดใบสมบูรณ 17,248 11.63 W พื้นทนี่ ำ้ 760 0.51 W1 แหลงนำ้ ธรรมชาติ 230 0.16 W101 แมน ำ้ ลำหวย ลำคลอง 203 0.14 W102 หนอง บึง ทะเลสาบ 27 0.02 W2 แหลง นำ้ ทสี่ รางขน้ึ 530 0.35 W201 อา งเก็บนำ้ 155 0.10 W202 บอน้ำในไรน า 375 0.25

57 ตารางท่ี 3-11 ประเภทการใชท ดี่ ินในพน้ื ทลี่ มุ นำ้ คลองลาว อำเภอปลายพระยา และอำเภออาวลึก จังหวดั กระบ่ี (ตอ ) สัญลกั ษณ ประเภทการใชท ดี่ นิ เนื้อที่ ไร รอ ยละ M พืน้ ทเี่ บด็ เตล็ด 1,728 1.17 M1 ทุงหญาธรรมชาติ 1,671 1.13 M101 ทุง หญา ธรรมชาติ 1,327 0.90 M102 ทุงหญา สลับไมพ มุ /ไมละเมาะ 344 0.23 M4 พ้นื ทถ่ี ม 57 0.04 M405 พื้นที่ถม 57 0.04 รวมเน้อื ที่ 148,272 100.00 1) พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสราง (U) มีเนื้อที่ 4,475 ไร หรือรอยละ 3.02 ของเนื้อที่ทั้งหมด ประกอบดวย หมบู า นบนพน้ื ราบ สถานท่รี าชการและสถาบันตาง ๆ สถานีคมนาคม ยานอุตสาหกรรมและ พืน้ ทอ่ี นื่ ๆ (1) หมูบานบนพื้นราบ (U2) มีเนื้อที่ 2,938 ไร หรือรอยละ 1.98 ของเนื้อที่ทั้งหมดประกอบดวย หมูบ านบนพืน้ ราบ 2,836 ไร หรือรอยละ 1.91 ของเน้อื ท่ีทง้ั หมด หมบู า นบนพ้ืนราบ/ไมยนื ตน ผสม 77 ไร หรือรอยละ 0.05 และหมูบานบนพื้นราบ/ไมผลผสม 25 ไร หรือรอยละ 0.02 ซึ่งเปนที่อยูอาศัยโดยทั่วไป นอกจากตัวเมอื ง มกั กระจายอยูทว่ั ไปตามพ้นื ที่ (2) สถานทรี่ าชการและสถาบันตา งๆ (U3) มีเนื้อที่ 489 ไร หรอื รอ ยละ 0.33 ของเนื้อทที่ ั้งหมด (3) สถานคี มนาคม (U4) ประกอบดว ย ถนน มีเนื้อที่ 422 ไร หรอื รอ ยละ 0.29 ของเนือ้ ท่ีท้งั หมด (4) ยานอุตสาหกรรม (U5) มีเนื้อที่ 593 ไร หรือรอยละ 0.40 ของเนื้อที่ทั้งหมด ประกอบดวย พ้นื ท่ีอุตสาหกรรมราง 71 ไร หรอื รอ ยละ 0.05 และโรงงานอตุ สากรรม 522 ไร หรอื รอยละ 0.35 (5) พืน้ ทีอ่ ื่น ๆ (U6) มีเนื้อท่ี 33 ไร หรอื รอ ยละ 0.02 ของเน้ือทที่ ้ังหมด ประกอบดวย สถานีบริการ นำ้ มัน 33 ไร หรือรอยละ 0.02 2) พนื้ ท่ีเกษตรกรรม (A) มีเน้ือที่ 122,500 ไร หรอื รอยละ 82.62 ของเนือ้ ทท่ี ้ังหมด (1) พืน้ ท่นี า (A1) มีเน้ือท่ี 59 ไร หรือรอยละ 0.04 ของเนือ้ ที่ทั้งหมด ประกอบดว ย นารา ง มีเน้ือ ที่ 59 ไร หรือรอ ยละ 0.04 ของเน้อื ทที่ ัง้ หมด (2) ไมยืนตน (A3) มีเนื้อที่ 122,172 ไร หรือรอยละ 82.41 ของเนื้อที่ทั้งหมด พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ของจังหวัด คอื ปาลม นำ้ มนั มีเน้ือที่ 96,788 ไร หรอื รอ ยละ 65.28 ของเนอ้ื ทีท่ ้งั หมด และยางพารา (A302) มีเน้อื ที่ 25,146 ไร หรือรอ ยละ 16.96 ของเนอ้ื ทีท่ ั้งหมด นอกจากน้ี ยงั มไี มยนื ตน อืน่ ๆ ประกอบดวย ไมยืน ตนราง/เสื่อมโทรม 157 ไร ไมยืนตนผสม 1 ไร ยางพารา/กาแฟ 5 ไร ยางพารา/ทุเรียน 9 ไร ปาลมน้ำมัน/ กลวย 46 ไร ปาลมน้ำมนั /มงั คดุ 7 ไร และกาแฟ 13 ไร

58 (3) ไมผ ล (A4) มเี นื้อที่ 179 ไร หรอื รอ ยละ 0.11 ของเนอื้ ที่ท้งั หมด ประกอบดว ย - ไมผ ลผสม (A401) มเี นอื้ ที่ 93 ไร หรือรอ ยละ 0.06 ของเนอ้ื ท่ที ง้ั หมด - ทเุ รียน (A403) มเี นอื้ ท่ี 5 ไร - ทุเรียน/กลวย (A403/A411) มีเนื้อที่ 9 ไร หรือรอยละ 0.01 ของเน้อื ท่ที ้ังหมด - ทุเรียน/ลางสาด ลองกอง (A403/A420) มเี นื้อท่ี 16 ไร หรอื รอ ยละ 0.01 ของเนือ้ ทที่ ง้ั หมด - ทุเรียน/มะนาว (A403/A422) มีเน้ือท่ี 4 ไร - เงาะ (A404) มีเนื้อท่ี 10 ไร หรือรอยละ 0.01 ของเนื้อที่ท้งั หมด - กลวย (A411) มีเนื้อท่ี 7 ไร - ฝร่ัง (A414) มีเน้ือที่ 24 ไร หรือรอยละ 0.02 ของเนือ้ ทีท่ ั้งหมด - มังคุด (A419) มีเนื้อท่ี 5 ไร - ลางสาด ลองกอง (A420) มีเนื้อท่ี 6 ไร (4) ทุงหญาและโรงเรือนเลี้ยงสัตว (A7) มีเนื้อท่ี 90 ไร ประกอบดวย โรงเรือนเลี้ยงสัตวปก 47 ไร และโรงเรอื นเล้ียงสุกร 43 ไร 3) พื้นที่ปาไม (F) มีเน้ือที่ 18,809 ไร หรือรอยละ 12.68 ของเน้ือท่ีจังหวัด ประกอบดวย (1) ปาไมผลัดใบ (F1) มีเนื้อที่ 18,809 ไร หรือรอยละ 12.68 ของเนื้อที่ทั้งหมด แบงเปน ปาไม ผลัดใบรอสภาพฟน ฟู 1,561 ไร หรอื รอ ยละ 1.05 ของเนื้อท่ที ้งั หมด ปาไมผ ลดั ใบสมบรู ณ 17,248 ไร หรือ รอยละ 11.63 ของเน้อื ท่ที ้ังหมด 4) พ้นื ทีน่ ำ้ (W) มเี นอื้ ที่ 760 ไร หรือรอ ยละ 0.51 ของเนื้อท่ีทง้ั หมด ประกอบดว ย (1) แหลงน้ำธรรมชาติ ไดแก แมนำ้ ลำหว ย ลำคลอง (W101) มีเน้ือท่ี 203 ไร หรอื รอ ยละ 0.14 ของเนื้อที่ทั้งหมด และหนอง บึง ทะเลสาบ (W102) มีเนื้อที่ 27 ไร หรือรอยละ 0.02 ของเนื้อที่ทั้งหมด ทำใหเกิดแหลงน้ำผิวดินที่เกิดจากการถูกกระทำของลำน้ำกระจายอยูทั่วไป ทั้งลักษณะหนอง บึง และ บางแหง พบมากเปน แหลงน้ำชุมชนในรปู ฝาย (2) แหลงน้ำที่สรางขึ้น ไดแก อางเก็บน้ำ (W201) มีเนื้อที่ 155 ไร หรือรอยละ 0.10 ของเนื้อท่ี ทง้ั หมด และบอนำ้ ในไรน า มเี น้ือท่ี 375 ไร หรอื รอ ยละ 0.25 ของเนอ้ื ที่ท้งั หมด 5) พื้นที่เบ็ดเตล็ด (M) มีเนื้อที่ 1,728 ไร หรือรอยละ 1.17 ของเนื้อที่ทั้งหมด ประกอบดวย ทุง หญาธรรมชาติ 1,327 ไร หรือรอยละ 0.90 ของเนอื้ ท่ที ั้งหมด ทุงหญา สลับไมพมุ /ไมละเมาะ 344 ไร หรือรอย ละ 0.23 ของเนื้อทท่ี งั้ หมด และพนื้ ทีถ่ ม 57 ไร หรือรอยละ 0.04 ของเนอ้ื ทีท่ งั้ หมด

59 ภาพท่ี 3-9 สภาพการใชท่ดี นิ พ้ืนท่ลี ุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา และอำเภออาวลึก จังหวดั กระบ่ี

60 3.9 พื้นที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน การชะลางพังทลายของดินเปนปญหาที่สำคัญที่สงผลใหทรัพยากรที่ดินเสื่อมโทรมเนื่องจากทำให เกิดการสูญเสียหนาดิน การสูญเสียธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน สงผลใหความอุดมสมบูรณของดิน ลดลง โดยเฉพาะอยางยิ่งในพน้ื ทีท่ ่มี กี ารใชท่ีดินในการปลูกพืชอยางเขม ขนในรอบป รวมท้ังในพ้ืนท่ีที่มีการ ใชเคร่อื งจักรกลในการไถพรวนดินเปน สาเหตสุ ำคญั ท่ที ำใหส มบัตทิ างกายภาพของดินโดยเฉพาะโครงสราง ดินถูกทำลาย ยิ่งสงเสริมใหเกิดการพังทลายของดินในพื้นท่ีผลจากการชะลางพังทลายของดินจะสงผล กระทบตอสิ่งแวดลอมทั้งในพื้นที่ที่เกิดการชะลางพังทลายของดินและพื้นที่โดยรอบ และทำใหผลผลิตตอ หนวยพื้นที่ลดลง เนื่องจากความอุดมสมบูรณลดลง และเกิดการตื้นเขินของแมน้ำ ลำคลองจากมีการ สะสมของตะกอนดิน ทำใหศักยภาพในการเก็บกักน้ำของแหลงน้ำต่ำลง ปญหาเหลานี้จะสงผลกระทบตอ การเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป ดังนั้น จึงมีความจำเปนอยางยิ่งที่จะตองมีการปองกันการชะลางพังทลาย ของดนิ เพอ่ื รกั ษาทรพั ยากรทดี่ ินใหส ามารถใชท ี่ดินไดอ ยางยง่ั ยืน การชะลางพังทลายของดินในแตละพื้นที่จะมีระดับความรุนแรงแตกตางกันไป ขึ้นอยูกับลักษณะ ของดินเอง และปจจัยจากภายนอก โดยปกติแลวการชะลางพังทลายของดินในประเทศไทยจะเกิดขึ้นโดย มีฝนเปนปจจัยหลักที่สำคัญ แตโดยธรรมชาติแลวจะเกิดไมรุนแรงบนพื้นที่ที่มีความลาดชันนอยและมีส่ิง ปกคลุมผิวดินหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงแตมีสิ่งปกคลุมผิวดินหนาแนนจนเม็ดฝนไมสามารถกระทบสู พื้นดินได แตจะเกิดรุนแรงมากขึ้นถาพื้นที่มีความลาดชันมากขึ้นและไมมีสิ่งปกคลุมผิวดิน โดยมีกิจกรรม การใชที่ดินของมนุษยเปนตัวเรงใหเกิดความรุนแรงมากขึ้น การชะลางพังทลายของดินนอกจากมี ผลกระทบตอสง่ิ แวดลอ มแลว ยงั สงผลเสยี ทางดานเศรษฐกิจ และจากการประเมินการสญู เสยี ดนิ (ตันตอไร ตอป) ในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว สามารถแบงระดับความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดินออกเปน 5 ระดบั (ตารางท่ี 3-12 และภาพท่ี 3-9) ดังน้ี 1) ความรนุ แรงของการชะลางพังทลายของดินระดบั นอย พืน้ ทม่ี คี วามรนุ แรงของการชะลางพงั ทลายของดินในระดับนอ ย ซ่งึ มีปริมาณการสญู เสียดนิ 0-2 ตนั ตอ ไรตอ ป โดยมคี รอบคลมุ เนอ้ื ทีป่ ระมาณ 28,622 ไร หรือรอ ยละ 19.30 ของเน้ือท่ที ้งั หมดพบกระจายตัวอยู ในตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยา ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก ซึ่งบริเวณ ที่มีสูญเสียดินเล็กนอยสวนใหญมีสภาพพื้นที่เปนลูกคลื่นลอนลาดเล็กนอยถึงพื้นที่ราบเรียบหรือคอนขาง ราบเรียบ การใชท่ีดินสวนใหญเปนปา ไมผ ลัดใบสมบูรณ และใชประโยชนในการปลูกยางพารา พื้นที่นีซ้ ึง่ มี สถานภาพความรุนแรงในระดับนอย แตควรไดรับการจัดการดวยมาตรการอนุรักษดินและน้ำที่เหมาะสม เพือ่ ปอ งกนั การสญู เสยี ดินเพอื่ ใชประโยชนอ ยางเหมาะสม 2) ความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดนิ ระดบั ปานกลาง พื้นที่มีความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดินในระดับปานกลาง ซึ่งมีปริมาณการสูญเสียดิน 2-5 ตันตอไรตอป โดยมีเนื้อที่ครอบคลุมประมาณ 43,937 ไร หรือรอยละ 29.63 ของเนื้อที่ทั้งหมดพบกระจายตัว อยูในตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยา ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก สภาพ พื้นที่สวนใหญมีลักษณะเปนพื้นที่ลูกคลื่นลอนชัน สวนใหญใชประโยชนในการปลูกปาลมน้ำมัน และ

61 ยางพารา พื้นที่นี้ควรมีการใชประโยชนที่ดินอยางระมัดระวัง โดยการปลูกพืชตามแนวระดับหรือขวาง ความลาดเท และควรมกี ารปรับปรงุ บำรุงดินอยางตอ เนอื่ ง 3) ความรนุ แรงของการชะลางพังทลายของดนิ ระดบั รุนแรง พืน้ ท่ีมคี วามรนุ แรงของการชะลา งพังทลายของดนิ ในระดบั รุนแรง ซึ่งมีปริมาณการสูญเสยี ดนิ 5-15 ตัน ตอไรตอป โดยมีเนื้อที่ครอบคลุมประมาณ 52,537 ไร หรือรอยละ 35.43 ของเนื้อที่ทั้งหมด โดยพบกระจาย ตัวอยูพื้นท่ีตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยา ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก สวนใหญเปนปาไมผลัดใบสมบูรณ และใชประโยชนในการปลูกยางพารา พื้นที่นี้ควรนำมาตรการปองกัน การสูญเสียดินทั้งวิธีพืชและวิธีกลสำหรับปองกันการสูญเสียดินมีการปรับปรุงบำรุงดินอยางตอเนื่อง เพ่ือ การใชประโยชนทด่ี นิ ทางการเกษตรไดอ ยา งยัง่ ยืนตลอดไป 4) ความรุนแรงของการชะลา งพังทลายของดนิ ระดบั รนุ แรงมาก พื้นทมี่ คี วามรนุ แรงของการชะลา งพังทลายของดินในระดบั รุนแรงมาก ซึ่งมปี รมิ าณการสูญเสียดนิ 15- 20 ตันตอไรตอป โดยมีเนื้อที่ครอบคลุมประมาณ 3,538 ไร หรือรอยละ 2.39 ของเนื้อที่ทั้งหมด โดยสวน ใหญพบกระจายตัวอยูในตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยาตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก สภาพพื้นที่สวนใหญมีความลาดชันสูง และมีการใชประโยชนที่ดินในการปลูกปาลมน้ำมัน และยางพารา และปาไมผลัดใบสมบูรณ พื้นที่นี้หากมีการใชประโยชนที่ดินทางการเกษตร จำเปนอยางย่ิง ที่ตองมีมาตรการอนุรักษดินและน้ำอยางเครงครัดมีการปรับปรุงบำรุงดินอยางตอเนื่อง เพื่อปองกันการ สญู เสียดิน 5) ความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดินระดับรุนแรงมากท่สี ุด พื้นที่มีความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดินในระดับรุนแรงมาก ซึ่งมีปริมาณการสูญเสียดิน มากกวา 20 ตันตอ ไรต อป โดยมเี นอ้ื ท่ีครอบคลุมประมาณ มีเนือ้ ท่ี 19,638 ไร หรือรอ ยละ 13.24 ของเนื้อ ที่ทั้งหมด โดยพบกระจายตัวอยูในตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยา ตำบลนาเหนือ ตำบล เขาใหญ อำเภออาวลึก พื้นที่สวนใหญมีความลาดเทสูง สภาพพื้นที่สวนใหญมีลักษณะเปนพื้นที่ลูกคล่ืน ลอนชัน สงผลใหมีอัตราการสูญเสียดินรุนแรงมากที่สุดโดยมากกวา 9.6 มิลลิเมตรตอป มีลักษณะของการ ชะลางพังทลายของดินเปนรองลึก (gully) เกิดขึ้นทั่วไป และมีการใชประโยชนที่ดินในการปลูกปาลม น้ำมันและยางพารา

62 ตารางที่ 3-12 ระดับความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดินในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระ ยาและอาวลกึ จงั หวัดกระบ่ี ระดับความรนุ แรง คาการสูญเสียดิน เน้ือท่ี รอ ยละ นอ ย (ตนั /ไร/ ป) ไร 19.30 ปานกลาง 29.63 รนุ แรง 0-2 28,622 35.43 รุนแรงมาก 2-5 43,937 2.39 รนุ แรงมากทส่ี ดุ 5-15 52,537 13.24 15-20 3,538 มากกวา 20 19,638 100.00 รวมเนอ้ื ท่ี 148,272 จากผลการศึกษา จะเห็นวา พื้นที่สวนใหญมีความรุนแรงของการชะลางพังทลายในระดับรุนแรง โดยมีปริมาณการสูญเสียดิน 5-15 ตันตอไรตอป โดยครอบคลุมเนื้อที่คิดเปนรอยละ 35.43 ของเนื้อที่ ทั้งหมด โดยพบกระจายตัวอยูใ นตำบลเขาตอ ตำบลเขาเขน อำเภอปลายพระยา ตำบลนาเหนอื ตำบลเขา ใหญ อำเภออาวลึก ซึ่งพื้นที่ดังกลาวเปนพื้นที่ที่มีความลาดชันอยูในชวง 0-12 เปอรเซ็นตต มีลักษณะ สภาพพื้นที่เปนแบบราบเรียบถึงคอนขางราบเรียบ ลูกคลื่นลอดลาดเล็กนอย และลูกคลื่นลอนลาด บางสวนเมื่อพิจารณาประเภทการใชที่ดินเปนปาผลัดใบสมบูรณ และมีการใชประโยชนของพื้นที่ในการ ปลูกปาลม น้ำมันและยางพารา ซง่ึ หากมปี ญหาการชะลา งพังทลายควรไดร ับการปอ งกันเพื่อไมใหเกิดความ เสียหายตอการผลิตและผลผลิตของเกษตรกร อีกทั้งลดตนทุนการผลิตที่สูญหายไปกับการชะลางของ ผิวหนาดินที่อาจเกิดขึ้นอยางตอเนื่อง นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศแบบเนินเขาแบบสูงชันและ แบบสูงชันมากจะเกิดการชะลางพังทลายของดินที่มีความรุนแรงมากที่สุด โดยกอใหเกิดปริมาณการ สญู เสยี ดนิ มากกวา 20 ตนั ตอ ไรต อป โดยพื้นที่ดังกลา วมีการใชป ระโยชนท่ดี ินเปน ปาลม น้ำและยางพารา ทั้งนี้ เพื่อเปนการปองกันและหยุดการชะลางพังทลายของดินอยางยั่งยืนโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความ รุนแรงของการสูญเสียดินปานกลางถึงรุนแรงมากที่สุดนั้น ควรมีมาตรการในการจัดระบบอนุรักษดินและ น้ำที่เหมาะสมสำหรับแตละพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่บางแหงที่มีการใชที่ดินอยางไมเหมาะสมเนื่องจาก พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ควรปรับเปลี่ยนการใชที่ดินใหเหมาะสม และวิธีการจัดการมีความนไปไดจริง วิธีการที่สะดวก และเสียคาใชจายนอย ไมตองใชแรงงานมาก และสอดคลองตามความตองการของชุมชน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงการคาดคะเนการชะลางพังทลายของดินในแตละพื้นที่และแตละระดับ แมกระทั้งใน พื้นที่ที่มีการชะลางพังทลายในระดับนอยซึ่งมีปริมาณการสูญเสียดิน 0-2 ตันตอไรตอป ซึ่งไมควรเพิกเฉยตอ การใชมาตรการอนุรกั ษดินและน้ำ และมีจัดการปรบั ปรุงดินทีเ่ หมาะสม ซึ่งหากมกี ารละเลยหรือมีการจัดการ ที่ไมเหมาะสม และถูกตองตามหลักวิชาการอาจจะสงผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเกิดปญหาตอการสูญเสียดิน ปริมาญและคุณภาพผลผลิต และสงผลกระทบตอตนทุนการผลิต การจัดการดิน น้ำ ปุย ทำใหเกษตรกรใน พื้นท่มี คี าใชจายทเี่ พิ่มสงู ขึน้ ตามไปดวย

63 ภาพท่ี 3-10 การสญู เสียดิน พนื้ ทลี่ มุ น้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา และอำเภออา วลึก จงั หวดั กระบ่ี

64 3.10 สภาวะเศรษฐกิจและสังคม จากการศึกษาขอมูลเชิงสังคมและเศรษฐกิจจากหนวยงานตาง ๆ และการสัมภาษณเกษตรกรใน พื้นที่ลุมนำ้ ยอยคลองลาว ประกอบดวย ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก ตำบลเขาเขน ตำบล เขาตอ อำเภอปลายพระยา จังหวดั กระบ่ี มรี ายละเอยี ดดงั น้ี (ตารางท่ี 3-13) 1. สภาพสังคมและการรวมกลมุ เกษตรกร ประชากรของพื้นทล่ี ุมนำ้ คลองลาว เฉลยี่ ตำบลละ 3,960.00 คน โดยตำบลทีม่ ีประชากรสูงสุด คอื ตำบลเขาตอ จำนวน 5,468 คน รองลงมาเปน ตำบลเขาเขน จำนวน 4,143 คน ตำบลนาเหนอื จำนวน 3,460 คน และตำบลเขาใหญ จำนวน 2,769 คน ตามลำดับ มีจำนวนประชาชนเพศชาย โดยรวม เฉล่ีย ตำบลละ 1,969.25 คน จำนวนประชาชนเพศหญิง เฉลี่ยตำบลละ 1,990.75 คน จำนวนครัวเรือน โดยรวม เฉลี่ยตำบลละ 1,270.75 ครัวเรือน โดยตำบลเขาตอมีจำนวนครัวเรือนสูงสุด จำนวน 1,597.00 ครัวเรอื น รองลงมาตำบลเขาเขน จำนวน 1,375.00 ครวั เรือน ตำบลนาเหนอื จำนวน 1,096.00 ครัวเรือน ตำบลเขาใหญ จำนวน 1,015.00 ครัวเรือน โครงสรางพื้นฐานดานสาธารณูปโภคทุกครัวเรือนมีไฟฟาใช ครัวเรือนที่มีการใชน้ำประปาตลอดทั้งป เฉลี่ยรอยละ 92.38 มีโทรศัพทเคลื่อนที่ เฉลี่ยรอยละ 99.42 ทุก ครัวเรือนมีการใชเสนทางคมนาคมตลอดทั้งป นอกจากนี้มีสถานบริการสาธารณะ หนวยธุรกิจ และการ รวมกลุมของเกษตรกรหรือกลุมอาชีพทุกตำบล ซึ่งมีจำนวนแตกตางกันขึ้นอยูกับขนาดของพื้นที่และ ประชากร 2. ดานเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ ประชากรสวนใหญในทุกตำบลประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืช เศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต คือ ปาลมน้ำมัน และยางพารา นอกจากนี้ประชากรในตำบลตาง ๆ มีการ ประกอบอาชีพ ดานอื่น ๆ เชน รับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัท ธุรกิจสวนตัว ไดแก คาขาย และอื่น ๆ เชน รับจางทั่วไป จากครัวเรือนทำการเกษตรทั้งหมด การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตำบลนาเหนือ เฉลี่ยรอยละ 51.16 รองลงมาตำบลเขาเขน เฉลี่ยรอยละ 45.87 ตำบลเขาใหญ เฉลี่ยรอย ละ 42.44 และตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 42.15 โดยภาพรวมอาชีพเกษตรกรรม เฉลี่ยรอยละ 45.41 รับ ราชการ ตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 2.28 รองลงมาตำบลเขาเขน เฉลี่ยรอยละ 1.76 ตำบลเขาใหญ เฉลี่ย รอยละ 1.48 และตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 0.94 โดยภาพรวมอาชีพรับราชการ เฉลี่ยรอยละ 1.62 พนักงานรัฐวิสาหกิจ ตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 0.47 รองลงมาตำบลนาเหนือ เฉลี่ยรอยละ 0.24 ตำบล เขาเขน เฉลี่ยรอยละ 0.20 และตำบลเขาใหญ เฉลี่ยรอยละ 0.15 โดยภาพรวมอาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ เฉลี่ยรอยละ 0.27 พนักงานบริษัท ตำบลเขาเขน เฉลี่ยรอยละ 1.79 รองลงมาตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 1.73 ตำบลนาเหนือ เฉล่ียรอยละ 0.92 และตำบลเขาใหญ เฉลีย่ รอยละ 0.49 โดยภาพรวมอาชีพพนักงาน บริษัท เฉลี่ยรอยละ 1.23 ธุรกิจสวนตัว เชน คาขาย ตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 3.90 รองลงมาตำบลเขา แขน เฉลี่ยรอยละ 3.67 ตำบลเขาใหญ เฉลี่ยรอยละ 2.38 และตำบลนาเหนือ เฉลี่ยรอยละ 1.54 โดย ภาพรวมธรุ กจิ สว นตัว เชน คา ขาย เฉลย่ี รอ ยละ 2.87 อื่น ๆ เชน รบั จา งท่วั ไป ตำบลนาเหนือ เฉลย่ี รอ ยละ 2.24 รองลงมาตำบลเขาแขน เฉลยี่ รอยละ 1.85 ตำบลเขาใหญ เฉล่ยี รอยละ 1.59 และตำบลเขาตอ เฉลี่ย

65 รอยละ 1.34 โดยภาพรวมอื่น ๆ เชน รับจางทั่วไป เฉลี่ยรอยละ 1.76 ไมมีอาชีพ ตำบลเขาแขน เฉลี่ยรอ ย ละ 5.69 รองลงมา ตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 5.02 ตำบลเขาใหญ เฉลี่ยรอยละ 4.85 และตำบลนาเหนือ เฉลี่ยรอยละ 3.86 โดยภาพรวมไมมีอาชีพ เฉลี่ยรอยละ 4.86 ครัวเรือนเกษตรกร (รอยละของครัวเรือน ทั้งหมด) ตำบลนาเหนือ เฉลี่ยรอยละ 93.75 รองลงมาตำบลเขาแขน เฉลี่ยรอยละ 89.02 ตำบลเขาใหญ เฉลี่ยรอยละ 88.00 และตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 87.54 โดยภาพรวมครัวเรือนเกษตรกร (รอยละของ ครัวเรือนทั้งหมด) เฉลี่ยรอยละ 89.58 พื้นที่ทำการเกษตร (ไรตอครัวเรือน) ตำบลเขาเขน เฉลี่ยรอยละ 37.78 รองลงมาตำบลนาเหนอื เฉล่ียรอ ยละ 35.92 ตำบลเขาใหญ เฉลยี่ รอ ยละ 31.05 ตำบลเขาตอ เฉลีย่ รอยละ 28.60 โดยภาพรวมพื้นที่ทำการเกษตร (ไรตอครัวเรือน) เฉลี่ยรอยละ 34.34 แรงงานภาค การเกษตร (คนตอครัวเรือน) ตำบลเขาใหญ เฉลี่ยรอยละ 2.62 รองลงมาตำบลเขาเขน เฉลี่ยรอยละ 2.38 ตำบลนาเหนือ เฉลี่ยรอยละ 2.18 ตำบลเขาตอ เฉลี่ยรอยละ 2.10 โดยภาพรวมแรงงานภาคการเกษตร (คนตอครัวเรือน) เฉลี่ยรอยละ 2.32 รายได (บาทตอคนตอป) ตำบลเขาใหญ เฉลี่ยปละ 78,130.72 บาท รองลงมาตำบลเขาเขน เฉลี่ยปละ 76,612.04 บาท ตำบลเขาตอ เฉลี่ยปละ 70,813.95 บาท ตำบลนา เหนือ เฉลี่ยปละ 56,889.61 บาท โดยภาพรวมรายได (บาทตอคนตอป) เฉลี่ยปละ 70,611.58 บาท ลักษณะการถือครองที่ดิน (ครัวเรือน) เปนโฉนดที่ดิน,นส.3,น.ส.3กฯ ตำบลนาเหนือ จำนวน 1,246.00 ครัวเรือน รองลงมาตำบลเขาตอ จำนวน 1,125.00 ครัวเรือน ตำบล เขาเขน จำนวน 953.00 ครัวเรือน ตำบลเขาใหญ จำนวน 895.00 ครัวเรือน โดยภาพรวมโฉนดที่ดิน,นส.3,น.ส.3กฯ คาเฉลี่ย 1,054.75 ครัวเรือน ใบจอง ส.ค.1 ส.ค.2 ส.ค.3 นค.3 กสน.5 ตำบลเขาเขน จำนวน 168.00 ครัวเรือน โดยภาพรวม ใบจอง ส.ค.1 ส.ค.2 ส.ค.3 นค.3 กสน.5 คาเฉลี่ย 42.00 ครัวเรือน สทก.1 ส.ป.ก.4-01 ตำบลเขาตอ จำนวน 338.00 ครัวเรือน และตำบลเขาเขน จำนวน 64.00 ครัวเรือน โดยภาพรวมสทก.1 ส.ป.ก.4-01 คาเฉลี่ย 201.00 ครัวเรือน ไมมีเอกสารสิทธิ์ ตำบลเขาตอ จำนวน 13.00 ครัวเรือน และตำบลเขาเขน จำนวน 2.00 ครัวเรือน โดยภาพรวมไมมีเอกสารสิทธิ์ คาเฉลี่ย 3.75 ครัวเรือน สำหรับเครื่องมือทาง การเกษตร เกษตรกรสว นใหญใ นพ้นื ท่ี มเี คร่อื ง ตดั หญา และเคร่ืองพน ยาฆาหญา เปนตน ตารางที่ 3-13 สภาวะเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ลุมคลองลาว ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก ตำบลเขาเขน ตำบลเขาตอ อำเภอปลายพระยา จงั หวดั กระบี่ สภาวะเศรษฐกจิ และสงั คม อ.อา วลกึ อ.ปลายพระยา คา เฉล่ีย ต.นาเหนือ ต.เขาใหญ ต.เขาเขน ต.เขาตอ 3,960.00 สภาพสังคมและการรวมกลมุ เกษตรกร 4,143 5,468 1,969.25 2,060 2,681 1,990.75 1) ประชากร 3,460 2,769 2,083 2,787 1,270.75 1,375 1,597 (1) ชาย (คน) 1,738 1,398 (2) หญิง (คน) 1,722 1,371 (3) จำนวนครวั เรือน 1,096 1,015 (หลงั คาเรือน)

66 ตารางที่ 3-13 สภาวะเศรษฐกิจและสังคมในพื้นท่ีลุมคลองลาว ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภอ อาวลึก ตำบลเขาเขน ตำบลเขาตอ อำเภอปลายพระยา จังหวดั กระบ่ี (ตอ ) สภาวะเศรษฐกิจและสงั คม อ.อาวลึก อ.ปลายพระยา คา เฉลย่ี 2) โครงสรางพืน้ ฐาน ต.นาเหนือ ต.เขาใหญ ต.เขาเขน ต.เขาตอ (1) สาธารณูปโภค (รอ ยละ) - ครวั เรือนที่มไี ฟฟา ใช 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00 - ครัวเรือนทใ่ี ชนำ้ ประปา 100.00 100.00 92.00 77.52 92.38 ตลอดป - ครัวเรอื นที่มโี ทรศพั ท 97.66 100.00 100.00 100.00 99.42 เคลื่อนที่ - การคมนาคมใชไดตลอด 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00 ทั้งป (2) สถานบรกิ ารสาธารณะ มี มี มี มี (3) หนว ยธรุ กจิ มี มี มี มี (4) การรวมกลมุ ของ มี มี มี มี เกษตรกร/กลมุ อาชีพ สภาพเศรษฐกจิ 1) การประกอบอาชีพ (1) เกษตรกรรรม 51.16 42.44 45.87 42.15 45.41 (2) ราชการ 0.94 1.48 1.76 2.28 1.62 (3) พนกั งานรฐั วิสาหกจิ 0.24 0.15 0.20 0.47 0.27 (4) พนักงานบริษทั 0.92 0.49 1.79 1.73 1.23 (5) ธรุ กิจสวนตวั เชน คาขาย 1.54 2.38 3.67 3.90 2.87 (6) อนื่ ๆ เชน รบั จางท่ัวไป 2.24 1.59 1.85 1.34 1.76 (7) ไมม อี าชีพ 3.86 4.85 5.69 5.02 4.86 2) ครัวเรอื นเกษตรกร 93.75 88.00 89.02 87.54 89.58 (รอยละของครัวเรือนท้ังหมด) สภาพเศรษฐกิจ 3) พ้ืนทท่ี ำการเกษตร 35.92 31.05 37.78 28.60 34.34 (ไร/ ครัวเรือน)

67 ตารางที่ 3-13 สภาวะเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ลุมคลองลาว ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลึก ตำบลเขาเขน ตำบลเขาตอ อำเภอปลายพระยา จงั หวดั กระบ่ี (ตอ) สภาวะเศรษฐกจิ และสังคม อ.อา วลึก อ.ปลายพระยา คาเฉลี่ย ต.นาเหนือ ต.เขาใหญ ต.เขาเขน ต.เขาตอ 4) แรงงานภาคเกษตร 2.18 2.62 2.38 2.10 2.32 (คน/ครวั เรอื น) 5) รายได (บาท/คน/ป) 56,889.61 78,130.72 76,612.04 70,813.95 70,611.58 6) ลักษณะการถือครองที่ดิน (ครัวเรือน) (1) โฉนดที่ดิน,นส.3,น.ส.3กฯ 1,246.00 895.00 953.00 1,125.00 1,054.75 (2) ใบจอง ส.ค.1 ส.ค.2 ส.ค. - - 168.00 - 42.00 3 นค.3 กสน.5 (3) สทก.1 ส.ป.ก.4-01 - - 64.00 338.00 201.00 (2) ไมม เี อกสารสิทธ์ิ - - 2.00 13.00 3.75 7) เครอ่ื งมือการเกษตร เคร่อื งตัด เคร่อื งตัด เคร่ืองตัด เครื่องตัดหญา หญา หญา หญา เคร่อื งพน ยา เครือ่ งพนยา เครือ่ งพน ยา เคร่อื งพน ยา ทมี่ า : กรมการพฒั นาชุมชน (2562) 3. พชื เศรษฐกิจทส่ี ำคญั จากผลการศึกษาสถานการณพืชเศรษฐกิจที่สำคัญภาคใตตอนบน ลุมน้ำคลองลาวในพื้นที่ตำบล เขาเขน ตำบลเขาตอ อำเภอปลายพระยา ตำบลเขาใหญ ตำบลนาเหนือ อำเภออาวลึก จังหวัดกระบี่ ลุม น้ำคลองลาวเกษตรกรสวนใหญประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต คือ ปาลมน้ำมัน ยางพารา จากการกำหนดกรอบ หลักการ ความเขาใจ เขาถึง และการพัฒนา โดยการนำ ฐานขอมูลดานทรัพยากรดิน ดินมีปญหา การชะลางพังทลายดนิ เปนตัวกำหนดพื้นท่ีเปาหมาย จากสภาพ ปญหา โดยพิจารณาการปลูกพืชตามระดับความรุนแรง การชะลางพังทลายของดิน ได 5 ระดับ ในพื้นที่ ปลูกปาลมน้ำมัน แบงตามระดับความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดิน แบงออกเปน 4 ระดับ คือ ระดับความรุนแรงนอย (0 - 2 ตันตอไรตอป) ระดับความรุนแรงปานกลาง (2 - 5 ตันตอไรตอป) ระดับ ความรุนแรง (5 - 15 ตันตอไรตอป) ระดับความรุนแรงมากที่สุด (มากกวา 20 ตันตอไรตอป) และพื้นท่ี ปลกู ยางพารา แบงตามระดบั ความรุนแรงของการชะลางพงั ทลายของดนิ แบง ออกเปน 5 ระดับ คอื ระดับ

68 ความรุนแรง นอย (0 - 2 ตันตอไรตอป) ระดับความรุนแรงปานกลาง (2 - 5 ตันตอไรตอป) ระดับความ รุนแรง (5 - 15 ตันตอ ไรตอป) ระดับความรุนแรงมาก (15 - 20 ตนั ตอไรตอป) ระดับความรนุ แรงมากทีส่ ดุ (มากกวา 20 ตันตอไรตอป) 3.1 ปาลมน้ำมัน แบง ตามระดบั ความรนุ แรงของการชะลางพังทลายของดิน แบง ออกเปน 4 ระดับ 1) ระดับความรุนแรงนอย (0 - 2 ตันตอไรตอป) ใหผลผลติ เฉลี่ยไรละ 3,262 กิโลกรัม ราคา ผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.41 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 11,123.42 บาท ตนทุนการผลิต ทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 7,492.88 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุน เฉลี่ยไรละ 3,630.54 บาท ผลตอบแทนเหนอื ตนทุนท้ังหมด เฉลีย่ ไรล ะ 2.30 บาท 2) ระดับความรุนแรงปานกลาง (2 - 5 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 3,850.36 กิโลกรัม ราคาผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.41 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 13,129.73 บาท ตนทุนการผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 7,964.03 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุน เฉลี่ยไรละ 5,165.70 บาท ผลตอบแทนเหนอื ตนทนุ ทงั้ หมด เฉลี่ยไรละ 2.07 บาท 3) ระดบั ความรุนแรง (5 - 15 ตนั ตอไรต อป) ใหผลผลติ เฉลย่ี ไรละ 3,836.14 กิโลกรัม ราคา ผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.41 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 13,081.24 บาท ตนทุนการผลิต ทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 8,258.39 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 2.15 ผลตอบแทนเหนือ ตนทุนทั้งหมด เฉลยี่ ไรล ะ 4,822.85 บาท 4) ระดับความรุนแรงมากที่สุด (มากกวา 20 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 3,182.50 กิโลกรัม ราคาผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.41 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 10,852.33 บาท ตนทุนการผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 8,635.06 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 2.17 ผลตอบแทนเหนือตนทุนท้งั หมด เฉลีย่ ไรล ะ 2,217.27 บาท เมื่อพิจารณาในภาพรวมของผลผลิต ตนทนุ ผลตอบแทนของปาลมนำ้ มัน พบวา ในพ้ืนที่ดิน แตละระดับความรุนแรงการชะลางพังทลายของดิน ในระดับความรุนแรงนอย ผลผลิตตอไรโดยเฉลี่ยใน ภาพรวมไดรับผลผลิตต่ำ เนื่องจากบางพื้นที่ในชวงฤดูฝนน้ำทวม ทำใหผลผลิตลดลง สวนระดับความ รุนแรงปานกลาง และระดับรุนแรง ทั้งสองระดับไดรับผลผลิตตอไรไมมีความแตกตางกันมากนัก พื้นที่ที่มี ระดับความรุนแรงมากที่สุด ผลผลิตลดลง ตามระดับความรุนแรงของการชะลางที่เพิ่มขึ้น ตนทุนการผลิต มแี นวโนม เพ่มิ ขน้ึ ตามระดบั ความรุนแรงของการชะลางพังทลายของดิน ผลตอบแทนเหนือตน ทุนทั้งหมดมี แนวโนมลดลง เมอ่ื ระดับการชะลางพังทลายของดินเพิม่ สงู ขนึ้ 3.2 ยางพารา แบงตามระดับความรนุ แรงของการชะลางพังทลายของดนิ แบง ออกเปน 5 ระดบั 1) ระดับความรุนแรงนอย (0 - 2 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 236.33 กิโลกรัม ราคาผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 32.20 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 7,609.83 บาท ตนทุนการ ผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 6,142.74 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 1.24 ผลตอบแทนเหนือ ตนทุนทงั้ หมด เฉลย่ี ไรละ 1,467.09 บาท

69 2) ระดับความรุนแรงปานกลาง (2 - 5 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 233.00 กิโลกรัม ราคาผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 32.20 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 7,180.60 บาท ตนทุนการ ผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 5,953.57 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 1.21 ผลตอบแทนเหนือ ตนทุนท้ังหมด เฉล่ียไรละ 2,227.03 บาท 3) ระดับความรุนแรง (5 - 15 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 205.00 กิโลกรัม ราคา ผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 32.20 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 6,601.00 บาท ตนทุนการผลิต ทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 5,958.80 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 1.11 ผลตอบแทนเหนือ ตน ทนุ ทั้งหมด เฉล่ียไรล ะ 642.20 บาท 4) ระดับความรุนแรงมาก (15 - 20 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 193.71 กิโลกรัม ราคาผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 32.20 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 6,237.46 บาท ตนทุนการ ผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 6,209.25 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 1.00 ผลตอบแทนเหนือ ตนทนุ ทัง้ หมด เฉล่ยี ไรละ 28.21 บาท 5) ระดับความรุนแรงมากที่สุด (มากกวา 20 ตันตอไรตอป) ใหผลผลิต เฉลี่ยไรละ 175.40 กิโลกรัม ราคาผลผลิต เฉลี่ยกิโลกรัมละ 32.20 บาท มูลคาผลผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 5,647.88 บาท ตนทุนการผลิตทั้งหมด เฉลี่ยไรละ 5,842.09 บาท อัตราสวนผลตอบแทนตอตนทุนทั้งหมด 0.97 ผลตอบแทนเหนือตนทุนท้งั หมดขาดทนุ เฉลยี่ ไรล ะ 194.21 บาท เมื่อพิจารณาในภาพรวมของผลผลิต ตนทุน ผลตอบแทนของยางพารา พบวา ผลผลิตลดลง เมื่อระดับความรุนแรงการชะลางพังทลายของดินเพิ่มขึ้น และผลตอบแทนเหนือตนทุนทั้งหมดลดลง เม่ือ ระดบั ความรุนแรงการชะลางพังทลายของดินเพมิ่ ขึน้ เชน เดียวกัน ผลจากการเกิดการชะลางพังทลายของดินในพื้นที่ปลูกปาลมน้ำมัน และยางพารา โดยเฉพาะ ผลผลิต ตนทุนการผลิต และผลตอบแทนของการปลูกพืชในพื้นที่มีการชะลางพังทลายของดิน เห็นวา โดย ภาพรวมของตนทุนตอหนวยผลิตในแตละระดับยังขึ้นอยูกับการจัดการของเกษตรกรแตละราย เชน การใช ปจ จัยการผลิต การดูแลรกั ษา และบางพื้นที่ในชวงฤดฝู นน้ำทวม ทำใหผลผลิตลดลง ถา หากเกษตรกรไมมีการ จดั การทีด่ พี อ เมื่อพิจารณาผลจากการเกิดชะลางพังทลายของดินในพื้นที่เพาะปลูกพืช โดยเฉพาะผลผลิต ตน ทุนการผลติ และผลตอบแทนของการปลูกพชื ในพ้ืนท่มี ีระดับการชะลางพงั ทลายตางกัน จะเหน็ วา โดย ภาพรวมของตนทุนการผลิตพืชมีแนวโนมสูงขึ้นเมื่อปลูกในพื้นที่มีระดับความรุนแรงของการชะลาง พังทลายของดินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคาแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น เปนผลทำใหตนทุนผัน แปรในการผลิตเพิ่มขึ้น เชน คาจางแรงงานเก็บผลผลิตปาลมน้ำมัน คากรีดยางพารา นอกจากนี้ ผลผลิต ของพืชมีปริมาณลดลงตามระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของการชะลางพังทลายของดิน สงผลใหแนวโนม ของผลตอบแทนเหนอื ตนทุนทั้งหมดลดลง (ตารางท่ี 3-14)

70 ตารางท่ี 3-14 ตนทุนการผลิต ผลผลิต และผลตอบแทนเหนือตนทุนทั้งหมดของการปลูกพืช ในพื้นท่ีมี ระดบั การชะลางพงั ทลายตา งกัน พืช ระดบั การ ผลผลติ ราคา มลู คา ตนทนุ การ ผลตอบแทน ชะลา ง เฉล่ยี ผลผลิต ผลผลิต ผลิต B/C เหนอื ตน ทนุ (กก./ไร) (บาท/ไร) พังทลาย (บาท/ ทั้งหมด ratio ทง้ั หมด ของดิน* กก.) (บาท/ไร) (บาท/ไร) ปาลมนำ้ มัน นอย 3,262.00 3.41 11,123.42 7,492.88 2.03 3,630.54 ปานกลาง 3,850.36 3.41 13,129.73 7,964.03 2.07 5,165.70 รุนแรง 3,836.14 3.41 13,081.24 8,258.39 2.15 4,822.85 รนุ แรง 3,182.50 3.41 10,852.33 8,635.06 2.15 2,217.27 มากทสี่ ุด ยางพารา นอย 236.33 32.20 7,609.83 6,142.74 1.24 1,467.09 ปานกลาง 223.00 32.20 7,180.60 5,953.57 1.21 1,227.03 รุนแรง 205.00 32.20 6,601.00 5,958.80 1.11 642.20 รุนแรงมาก 193.71 32.20 6,237.46 6,209.25 1.00 28.21 รนุ แรงมาก 175.40 32.20 5,647.88 5,842.09 0.97 -194.21 ที่สุด หมายเหตุ : * ระดบั การชะลา งพังทลายของดิน 5 ระดับ คา การสญู เสียดนิ คือ นอ ย (0 - 2 ตันตอ ไรตอ ป) ปานกลาง (2 - 5 ตนั ตอ ไรต อ ป) รุนแรง (5 - 15 ตันตอไรต อป) รุนแรงมาก (15 - 20 ตันตอไรต อป) รนุ แรงมากทีส่ ุด (มากกวา 20 ตันตอไรตอ ป) ทีม่ า : จากการสำรวจ กลมุ วางแผนการใชที่ สพข.11 (2563) 4. ความรู ความเขาใจ ดานการอนรุ กั ษด นิ และน้ำ จากการสัมภาษณเกษตรกรกลุมตัวอยางเกี่ยวกับความรู ความเขาใจดานการอนุรักษดินและน้ำใน พื้นที่ลุมน้ำคลองลาว โดยมุงเนนขอมูลเกี่ยวกับความรู ความเขาใจ 1) ดานการชะลางพังทลายของดิน 2) ผลกระทบของการชะลางพังทลายของดิน 3) วิธีการรักษาและปองกันไมใหเกิดชะลางพังทลายของดิน 4) ทัศนคติตอการปอ งกนั สภาพปญ หาทีเ่ กดิ ขึน้ ในพื้นท่ี 4.1 ความรู ความเขา ใจ การชะลา งพังทลายของดนิ 1) จากการสมั ภาษณเ กษตรกรเกีย่ วกับการชะลางพังทลายของดินในพ้ืนที่เพาะปลกู พืช และ ที่อยูอาศัย พบวา เกษตรกรไมมีลักษณะสภาพปญหาดานการชะลางพังทลายของดิน เฉล่ียหรือรอยละ

71 20.40 สวนใหญม ีปญหาการชะลางพังทลายของดิน เฉลี่ยรอ ยละ 79.60 ลักษณะและสภาพปญหาท่ีพบใน พื้นที่ของเกษตรกร คือ หนาดินมีรองหรือรองน้ำเล็ก เฉลี่ยรอยละ 87.85 น้ำไหลบาพัดพาหนาดิน เฉล่ีย รอยละ 59.06 แหลงน้ำตื้นเขินมากขึ้น เฉลี่ยรอยละ 13.28 มีรอยทรุดหรือรอยแยก เฉลี่ยรอยละ 16.18 และมีการใชป ยุ หรือสารเคมีหรือยาฆา แมลง มากขึน้ เฉลีย่ รอ ยละ 9.64 ของเกษตรกรทสี่ ำรวจทั้งหมด 2) ผลกระทบตอผลผลิต พบวา เกษตรกรสวนเกษตรกรที่เหลือรอยละ 22.23 ไมมี ผลกระทบตอผลผลิต สวนใหญมีผลกระทบตอผลผลิต เฉลี่ยรอยละ 77.77 กรณีมีผลกระทบจากการชะ ลางพังทลายของดินทำใหผลผลิตลดลงในระดับนอย (ลดลงไมเกินรอยละ 20) เฉลี่ยรอยละ 48.24 ระดับ ปานกลาง (ลดลงรอยละ 20 - 40) เฉลี่ยรอยละ 33.34 และระดับมาก (ลดลงมากกวารอยละ 40) เฉลี่ย รอ ยละ 18.42 3) แนวทางการปองกันและแกไขปญหาการชะลางพังทลาย จะเห็นวา เกษตรกรดำเนินการ แกไขและปองกัน เฉลี่ยรอยละ 33.15 ของเกษตรกรทั้งหมด โดยใชวิธีการใชทางปาลมน้ำมนั หรือเศษวสั ดุ ขวางทางนำ้ เฉล่ียรอ ยละ 70.22 สรา งครู ะบายนำ้ เฉล่ยี รอยละ 20.11 ปลกู พืชคลมุ ดิน เฉลี่ยรอยละ 9.67 เกษตรกรที่เหลือไมไดดำเนินการแกไขหรือปองกัน เฉลี่ยรอยละ 66.85 เนื่องจากขาดองคความรู เฉล่ีย รอยละ 68.86 ขาดงบประมาณสนับสนุน เฉลี่ยรอยละ 22.91 ขาดแรงงาน เฉลี่ยรอยละ 4.67 ไมมีเวลา เฉลี่ยรอยละ 3.56 4) กรณีเกษตรกรไมไดแกไข แตมีความประสงคใหหนวยงานเขาชวยเหลือ เฉลี่ยรอยละ 77.82 โดยมีระดับความตองการใหหนวยงานของรัฐชวยเหลือในระดับนอย เฉลี่ยรอยละ 19.31 ระดับ ปานกลาง เฉลี่ยรอยละ 65.98 ระดับมาก เฉลี่ยรอยละ 14.71 มีเพียงบางสวนไมตองการใหเขาไปแกไข ดำเนินการ เฉล่ียรอยละ 22.18 (ตารางที่ 3-15) ตารางที่ 3-15 ความรู ความเขาใจดานการอนุรักษดินและน้ำ ในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา อำเภออา วลกึ จงั หวัดกระบี่ ปการผลติ 2563 รายการ รอยละ 1) ลักษณะและสภาพปญ หาดา นการชะลางพังทลายของดินในพน้ื ทป่ี ลกู พชื และท่ีอยอู าศัย (1) ไมม ี 20.40 (2) มี (ตอบไดม ากกวา 1 ขอ ) 79.60 - หนาดนิ มรี อง/รอ งนำ้ เลก็ ๆ 87.85 - นำ้ ไหลบาพัดพาหนา ดนิ 59.06 - แหลงนำ้ ตื้นเขนิ มากขน้ึ 13.28 - มีรอยทรุดหรือรอยแยก 16.18 - มีการใชป ุย /สารเคมี/ยาฆาแมลง มากขน้ึ 9.64 2) ผลกระทบตอผลผลติ (กรณที ีม่ รี องน้ำ/หนา ดินถูกพดั พาหรอื ทรุดตวั ) (1) ไมม ี 22.23 (2) มี โดยมผี ลกระทบใหผ ลผลิตลดลงในระดบั 77.77

72 ตารางที่ 3-15 ความรู ความเขาใจดานการอนุรักษดินและน้ำ ในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลายพระยา อำเภออา วลกึ จงั หวดั กระบ่ี ปการผลิต 2563 (ตอ) รายการ รอยละ - นอ ย (ลดลงไมเกนิ 20%) 48.24 - ปานกลาง (ลดลง 20-40%) 33.34 - มาก (ลดลงมากกวา 40%) 18.42 3) แนวทางการปองกนั และแกไ ขปญหาการชะลางพังทลาย (กรณีทีด่ ินถกู น้ำกดั เซาะ/นำ้ พดั พาหนา ดนิ ) (1) ดำเนินการแกไ ข/ปองกนั โดยวิธี 33.15 - ใชท างปาลมน้ำมนั /เศษวัสดุขวางทางนำ้ 70.22 - ครู ะบายนำ้ 20.11 - ปลกู พชื คลุมดิน 9.67 4) แนวทางการปองกันและแกไขปญหาการชะลางพังทลาย (กรณที ดี่ นิ ถูกนำ้ กัดเซาะ/น้ำพดั พาหนาดิน) (2) ไมดำเนินการแกไ ข/ปองกัน เนื่องจาก 66.85 - ขาดองคความรู 68.86 - ขาดงบประมาณสนับสนนุ 22.91 - ขาดแรงงาน 4.67 - ไมม เี วลา 3.56 5) กรณีทีไ่ มไดแกไ ข ความประสงคใ หหนว ยงานรัฐชว ยเหลอื (1) ไมต อ งการ 22.18 (2) ตองการ โดยมรี ะดับความตองการ 77.82 - นอ ย 19.31 - ปานกลาง 65.98 - มาก 14.71 ที่มา : จากการสำรวจ กลมุ วางแผนการใชท ่ีดนิ สำนักงานพฒั นาทดี่ นิ เขต 11 (2563) 4.2 ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับผลกระทบของการชะลางพังทลายของดิน พบวา เกษตรกร มี ความรู ความเขาใจถึงผลกระทบของการชะลางพังทลายของดิน ดังนี้ ตะกอนดินในแมน้ำลำคลองตื้นเขิน จะทำใหในฤดูฝนเก็บน้ำไวไมทัน ทำใหเกิดน้ำทวม และในฤดูแลงขาดแคลนน้ำ เฉลี่ยรอยละ 99.31 ไม แนใจ เฉลี่ยรอยละ 0.69 ดินที่ถูกชะลาง/กัดเซาะจะถูกพัดพาไหลไปตกตะกอนในแหลงน้ำ ลำคลอง อาง เก็บน้ำ ทำใหตื้นเขิน เฉลี่ยรอยละ 95.73 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 2.55 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 1.73 สารเคมี และยาฆาแมลงที่ไหลไปปนกับตะกอนดิน ทำใหเกิดมลพิษสะสมในดิน และน้ำในพื้นที่ตอนลาง มีผลเสีย

73 หายตอคน พืช สัตวบก และสัตวน้ำ เฉลี่ยรอยละ 92.64 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 3.78 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 4.37 ทำใหเ กดิ ความเสียหายกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม เฉลยี่ รอ ยละ 89.82 ไมใช เฉลีย่ รอยละ 7.65 ไมแ นใ จ เฉล่ยี รอ ยละ 2.53 ของเกษตรกรทสี่ ำรวจทงั้ หมด ทั้งนี้ จะเห็นวา เกษตรกรมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับผลกระทบของการชะลางพังทลาย ของดินตอความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม โดยดินที่ถูกชะลางหรือกัดเซาะจะถูกพดั พาไหลไปตกตะกอนในแหลงน้ำ ทำใหแหลงน้ำตื้นเขิน สงผลใหในฤดูฝนแมน้ำลำคลองเก็บน้ำไวไมทันเกดิ น้ำทวม และเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำในฤดูแลง อีกทั้งสารเคมีและยาฆาแมลงที่ไหลปนไปกับตะกอนดินสู พื้นทต่ี อนลา ง ทำใหเ กดิ มลพิษสะสมในดินและน้ำมผี ลเสยี ตอ คน พืช สัตวบ ก และสตั วน ำ้ (ตารางท่ี 3-16) ตารางที่ 3-16 ความรูและความเขาใจ เกี่ยวกับผลกระทบการชะลางพังทลายของหนาดิน พื้นที่ลุมน้ำ คลองลาว อำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก จงั หวดั กระบี่ ปก ารผลติ 2563 รายการ ใช รอ ยละ ลำดับ ไมใ ช ไมแนใจ 1 1) ตะกอนดินในแมน้ำลำคลอง จะทำใหในฤดฝู นเก็บน้ำ 99.31 2 - 0.69 3 ไวไ มท ัน ทำใหเ กิดน้ำทว ม และในฤดแู ลงขาดแคลนนำ้ 2.55 1.73 4 2) ดินทถี่ ูกชะลาง/กดั เซาะจะถกู พดั พาไหลไปตกตะกอน 95.73 3.78 4.37 ในแหลง นำ้ ลำคลอง อางเกบ็ น้ำ ทำใหตนื้ เขนิ 7.65 2.53 3) สารเคมีและยาฆาแมลงทไี่ หลไปปนกบั ตะกอนดิน ทำ 92.64 ใหเกิดมลพษิ สะสมในดิน และน้ำในพน้ื ที่ตอนลาง มี ผลเสียหายตอ คน พืช สัตวบก และสัตวนำ้ 4) ทำใหเ กดิ ความเสยี หายกบั ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ 89.82 สงิ่ แวดลอ ม ทม่ี า : จากการสำรวจ กลุม วางแผนการใชท่ดี ิน สพข.11 (2563) 4.3 ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาและปองกันไมใหเกิดชะลางพังทลายของดิน พบวา เกษตรกร มีความรู ความเขาใจถึงวิธีการรักษาและปองกันไมใหเกิดชะลางพังทลายของดิน ดังน้ี การยก รองและปลูกพืชทำรองน้ำไปตามแนวระดับ เฉลี่ยรอยละ 87.70 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 7.59 ไมแนใจ เฉลี่ยรอย ละ 4.71 การใชวัสดุตาง ๆ อยางงาย เชน ทอนไม หิน กระสอบบรรจุทราย อิฐ และ กอสรางขวางทาง ระบายน้ำเพื่อชะลอความเร็วของน้ำไมใหกัดเซาะ เฉลี่ยรอยละ 86.11 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 8.04 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 5.84 การทำฝายน้ำลนหรือคันชะลอความเร็วของน้ำ เฉลี่ยรอยละ 84.29 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 6.49 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 8.58 การทำคันดินขวางทางลาดเท เฉลี่ยรอยละ 82.28 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 11.62 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 6.10 การปลูกพืชแบบขั้นบันได (ปรับพื้นที่เปนขั้น ๆ ) เฉลี่ยรอยละ 80.12 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 8.55 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 11.34 การใชวัสดุคลุมดิน เชน เศษซากพืช เฉลี่ยรอยละ 80.11 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 15.08 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 4.81 การถางปา ตัดไมทำลายปา การขุดถนนทำ

74 ใหเกิดการชะลางพังทลายของดิน เฉลี่ยรอยละ 78.83 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 11.97 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 9.20 การปลกู หญา แฝกขวางทางลาดชัน เฉล่ยี รอ ยละ 78.03 ไมใช เฉลยี่ รอยละ 11.94 ไมแนใจ เฉล่ยี รอย ละ 10.03 การปลูกพืชสลับเปนแถบ เฉลี่ยรอยละ 77.39 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 14.64 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 7.97การปลูกพืชคลุมดิน เฉลี่ยรอยละ 71.79 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 19.95 ไมแนใจ เฉลี่ยรอยละ 8.25 การ ปลูกพืชหมุนเวียน หรือปลูกพืชแซมหรือปลูกพืชเหลื่อมฤดู เฉลี่ยรอยละ 69.07 ไมใช เฉลี่ยรอยละ 23.70 ไมแ นใ จ เฉลีย่ รอ ยละ 7.22 ทั้งนี้ จะเห็นวา เกษตรกรมีความรู ความเขาใจในวิธีการรักษาและปองกันไมใหเกิดการชะลาง พังทลายของดินในแตละวิธีการมากนอยแตกตางกัน แตเมื่อสอบถามถึงความตองการวิธีการรักษาและ ปองกันการชะลางพังทลายของดิน พบวา 4 อันดับแรกที่เกษตรตองการ คือ การยกรองและปลูกพืชทำรอง น้ำไปตามแนวระดับ การใชวัสดุตาง ๆ อยางงาย เชน ทอนไม หิน กระสอบบรรจุทราย อิฐ และ กอสราง ขวางทางระบายน้ำเพื่อชะลอความเร็วของน้ำไมใหกัดเซาะ การทำฝายน้ำลนหรือคันชะลอความเร็วของน้ำ การทำคนั ดินขวางทางลาดเท การปลูกพชื แบบข้นั บนั ได (ปรบั พ้นื ทเี่ ปน ขน้ั ๆ ) (ตารางท่ี 3-17) ตารางที่ 3-17 ความรู ความเขาใจ วิธีการรักษาและปองกันการชะลางพังทลายของดิน ในพื้นที่ลุมน้ำ คลองลาว อำเภอปลายพระยา อำเภออาวลกึ จงั หวดั กระบี่ ปก ารผลิต 2563 วิธีการรกั ษาและปอ งกัน รอ ยละ ไมแนใจ ใช ไมใ ช 4.71 5.84 1) การยกรองและปลกู พืชทำรองน้ำไปตามแนวระดบั 87.70 7.59 8.58 2) การใชวสั ดตุ าง ๆ อยางงา ย เชน ทอนไม หิน 86.11 8.04 6.10 11.34 กระสอบบรรจุทราย อิฐ และ กอสรา งขวางทาง 4.81 9.20 ระบายนำ้ เพื่อชะลอความเรว็ ของน้ำไมใ หก ดั เซาะ 10.03 3) การทำฝายน้ำลน หรอื คนั ชะลอความเรว็ ของนำ้ 84.29 6.49 7.97 8.25 4) การทำคันดินขวางทางลาดเท 82.28 11.62 7.22 5) การปลกู พืชแบบขน้ั บนั ได (ปรบั พนื้ ท่ีเปนข้ัน ๆ) 80.12 8.55 6) การใชวัสดุคลุมดนิ เชน เศษซากพชื 80.11 15.08 7) การถางปา ตดั ไมทำลายปา การขดุ ถนนทำใหเกิด 78.83 11.97 การชะลางพังทลายของดิน 8) การปลกู หญาแฝกขวางทางลาดชัน 78.03 11.94 9) การปลกู พชื สลบั เปน แถบ 77.39 14.64 10) การปลกู พชื คลุมดิน 71.79 19.95 11) การปลูกพชื หมนุ เวียน/ปลกู พืชแซม/ 69.07 23.70 ปลกู พชื เหล่ือมฤดู ท่ีมา : จากการสำรวจ กลุม วางแผนการใชทีด่ นิ สำนกั งานพัฒนาทด่ี นิ เขต 11 (2563)

75 4.4 ทัศนคตติ อการปอ งกนั สภาพปญหา จากการสอบถามขอมูลของเกษตรกรเกี่ยวกับ ดานทศั นคติการยา ยถ่นิ ฐาน ความชวยเหลือจาก หนวยงานของรัฐในการจัดทำเขตระบบอนรุ กั ษดินและนำ้ และสภาพปญ หาดา นการเกษตร ดงั น้ี 1) การยายถิ่นฐาน จากการสอบถามขอมูลของเกษตรกร ในกรณีที่คาดวาในอนาคตจะเกิด ดินถลม และทางรัฐตองการใหเกษตรกรอพยพออกจากพื้นที่โดยทางรัฐจัดหาสถานที่ให พบวา เกษตรกร ไมมีความตองการออกจากพื้นที่ เฉลี่ยรอยละ 47.12 ตองการออกจากพื้นที่ไปอยูในสถานที่ที่รัฐจัดให เฉลย่ี รอยละ 20.19 ไมแ นใ จ เฉลี่ยรอ ยละ 32.69 2) ความชวยเหลือจากหนวยงานภาครัฐในการจัดทำเขตระบบอนุรักษดินและน้ำ จากการ สอบถามเกษตรกร พบวา เกษตรกรที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเห็นดวยที่ใหหนวยงานรัฐจัดทำเขตระบบ อนรุ ักษดนิ และนำ้ ในพ้ืนท่ี 3) ปญหาดานการเกษตร พบวา เกษตรสวนใหญรอยละ 92.31 มีปญหาเกี่ยวกับการทำ การเกษตร คือ ราคาผลผลิตตกต่ำ เฉลี่ยรอยละ 84.00 ศัตรูพืชรบกวน เฉลี่ยรอยละ 24.00 ผลผลิตลดลง เฉลยี่ รอ ยละ 22.15 ฝนแลง หรอื ฝนทิ้งชว ง เฉลย่ี รอยละ 16.62 และมีเกษตรกรบางสว น รอ ยละ 7.69 ไมมี ปญหา (ตารางที่ 3-18) ตารางที่ 3-18 ทัศนคติดานการยายถิ่นฐาน ปญหาดานการเกษตร ในพื้นที่ลุมน้ำคลองลาว อำเภอปลาย พระยา อำเภออาวลึก จงั หวัดกระบ่ี ปก ารผลติ 2563 รายการ รอยละ 1) การยายถนิ่ ฐาน (กรณีทคี่ าดวา ในอนาคตจะเกิดดินถลม และทางรฐั ตองการพน้ื ที่ 47.12 ใหอ พยพออกจากโดยทางจดั หาสถานทใ่ี ห) 20.19 32.69 (1) ไมม ีความตอ งการออกจากพืน้ ที่ (2) มีความตอ งการออกจากพนื้ ทไ่ี ปอยใู นสถานทท่ี ่รี ฐั จดั ให - (3) ไมแ นใ จ 100.00 2) ความชวยเหลือจากหนว ยงานภาครฐั ในการจดั ทำเขตระบบอนรุ ักษดนิ และนำ้ (1) ไมเหน็ ดว ย 7.69 (2) เห็นดว ย 92.31 3) ปญหาดา นการเกษตร 84.00 (1) ไมมี 24.00 (2) มี 22.15 16.62 - ราคาผลผลติ ตกต่ำ - ศตั รูพืชรบกวน - ผลผลิตลดลง - ฝนแลง /ฝนทงิ้ ชวง ที่มา : จากการสำรวจ กลมุ วางแผนการใชทด่ี ิน สำนักงานพฒั นาท่ีดนิ เขต 11 (2563)

76 3.11 การวเิ คราะหส์ ภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT) จากการรวบรวมขอ มูลสภาพแวดลอมทางกายภาพ สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อจดั ทำแผนการใชท ี่ดิน เพื่อการปองกันการชะลางพังทลายของดินและฟนฟูพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ลุมน้ำคลองลาว ไดวิเคราะห SWOT โดยศึกษาสภาพการณภายในและภายนอก วิเคราะหจุดแข็ง จุดออน โอกาสและขอจำกัด ใน 4 ดาน ไดแก ดานทรัพยากรธรรมชาติ ดานเศรษฐกิจ ดานสังคม และดานนโยบาย เพื่อนำไปใชในการกำหนด มาตรการทีเ่ หมาะสมและวางแผนบรหิ ารโครงการ สรุปไดดังนี้ 1. ดา นกายภาพ (ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม) จุดแข็ง (Strength) จดุ ออ น (Weakness) 1. มีระบบลุมน้ำที่สามารถบริหารจัดการเชิง 1. ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม เนื่องจากการใช พื้นที่ได ประโยชนทดี่ นิ มานาน และปลูกพชื เชิงเด่ียว 2. ทรัพยากรดินสวนใหญมีศักยภาพในการปลูก 2. การบุกรุกพื้นที่ปาไมเพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ พืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ ไดแก ปาลมน้ำมัน ไมเหมาะสมทำการเกษตร ทำใหระบบนิเวศนถูก ยางพารา หรอื พืชทางเลือกอนื่ ๆ ทำลาย 3. มีแหลงน้ำที่สรางไวแลว โดยไดรับการ 3. พื้นที่สวนใหญมีตะกอนดินสะสมในลำน้ำ ทำให สนบั สนนุ แหลงนำ้ ตน ทนุ จาก กรมพัฒนาทด่ี ิน ระบายนำ้ ไมท ัน 4. พ้นื ท่ีมศี ักยภาพในการพัฒนาแหลง น้ำ 4. ขาดแคลนนำ้ อุปโภคบรโิ ภคในชว งฤดูรอน โอกาส (Opportunity) ปญหา (Threat) 1. เปนนโยบายระดับประเทศในการแกไขปญหา 1. ปญหาการบังคับใชกฎหมายเพื่อปองกันการบุกรุก ดานทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ ม พืน้ ท่ีปา พน้ื ทสี่ าธารณะ ปญ หาการทับซอนกันระหวา ง 2. จังหวัดไดใหความสำคัญกับแผนอนุรักษและ พ้นื ทท่ี ำกนิ ของราษฎรเดมิ กบั พ้นื ที่เขตปา ฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยาง 2. การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำใหมีผลกระทบ ยั่งยนื ไดก ำหนดไวเ ปน ยทุ ธศาสตรจังหวดั ตอสิ่งแวดลอม 3. ภาคเอกชนใหความสนใจและเขารวม ส น ั บ ส น ุ น ก า ร แ ก  ไ ข ป  ญ ห า แ ล ะ ฟ   น ฟู ทรัพยากรธรรมชาติ

77 2. ดานสงั คม จุดแขง็ (Strength) จุดออน (Weakness) 1. เกษตรกรในพื้นที่ใหความสนใจและเขามามี 1. หัวหนาครอบครัวที่เปนเกษตรกรสวนใหญเปน สว นรว มในการกำหนดแผนงาน/กิจกรรมตาง ๆ ผูส ูงอายุ 2. เกษตรกรมีความรูจากภูมิปญญาชาวบาน ใน 2. การขาดแคลนแรงงาน และมีการอพยพ การหาแนวทางเพ่อื แกไขปญ หาและพฒั นาพนื้ ท่ี เคล่ือนยา ยแรงงาน 3. ผูนำทองที่ ผูนำทองถิ่น และผูนำชุมชน ให 3. คนในชุมชนมีทัศนคติแบบเดมิ ยากตอการยอมรับ ความสำคัญในการแกไขปญหาตา ง ๆ นวัตกรรมใหม โอกาส (Opportunity) ปญหา (Threat) 1. จังหวัดไดใหความสำคัญกับการเสริมสราง 1. การเติบโตอยางรวดเร็วของสังคม การรับเอา คุณภาพชีวิตประชาชนสูสังคมนาอยู และปรับตัว วัฒนธรรมตาง ๆ เขามาสงผลกระทบตอสังคม รองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงไดถูกกำหนดไวเปน กอใหเ กดิ ปญหาตา ง ๆ ยทุ ธศาสตรของจังหวัด 2. คาครองชีพสูงผลใหเกษตรกรในพื้นที่มีความ 2. ภาคเอกชนใหความสนใจและเขารวมสนับสนุน เดอื ดรอ น รายไดไ มพอคา ใชจ าย การแกไ ขปญหาใหกับชมุ ชน 3. กระแสการบรโิ ภคอาหารปลอดภยั ใสใจสขุ ภาพ

78 3. ดานเศรษฐกจิ จดุ แข็ง (Strength) จุดออน (Weakness) 1. เปน ชมุ ชนทีม่ ีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู 1. ฐานการผลติ สนิ คา เกษตรกรรมเปนการปลกู แลว พืชท่ปี ลูก ไดแก ปาลม นำ้ มัน ยางพารา และไมผ ล พชื เชิงเดี่ยวทำใหเกษตรกรมคี วามเส่ยี งจาก ผสม การเขา ไปสงเสริมหรือพัฒนา ทำไดงายขน้ึ ความไมแ นน อนของราคา 2. เกษตรกรบางสวนขาดองคค วามรู เชน ดาน การพฒั นาทรพั ยากรดิน พืช น้ำ และการตลาด 3. ผปู ระกอบการรายยอ ยบางสว น ยงั ขาด ความรดู านการผลติ การตลาด และสรา ง มูลคาเพิม่ 4. การผลิตพืชอาหารทางการเกษตรไมเพยี งพอ ตอความตอ งการบริโภคในพ้ืนท่ี โอกาส (Opportunity) ปญหา (Threat) 1. นโยบายของรฐั บาลมงุ เนน การแกไ ขปญหาภาค 1. ราคาผลผลติ ทางการเกษตรไมแนน อน การเกษตรเพือ่ สรา งการเติบโตทางเศรษฐกิจ สง ผลกระทบตอ รายไดและความเปนอยู 2. จงั หวดั ไดใ หความสำคัญกบั การยกระดับขดี 2. ปจจัยการผลิตมีราคาแพง สงผลกระทบตอ ความสามารถในการผลติ ดา นการเกษตรและแปรรปู รายไดและตนทนุ การผลติ สินคาเกษตรอยางครบวงจรควบคกู บั การพัฒนา 3. งบประมาณสนับสนุนจากภาครฐั จำกดั อตุ สาหกรรมสะอาดและพลังงานทางเลือกไดถ กู กำหนดไวเปนยทุ ธศาสตรจงั หวัด 3. แผนปฏิรปู ประเทศดานเศรษฐกจิ ใหค วามสำคญั กบั การพฒั นาฟน ฟทู รัพยากรดิน ทเ่ี ปนพน้ื ฐานสำคญั ตอการพฒั นาการผลติ ภาคการเกษตร 4. กรมพัฒนาที่ดินมีแผนงาน/โครงการ สนับสนุนที่ สอดคลองกับสภาพปญหาและความตองการของ เกษตรกรเพ่อื เพิม่ ประสทิ ธิภาพและลดตนทนุ การผลิต

79 4. ดา นนโยบาย จดุ แขง็ (Strength) จุดออน (Weakness) 1. กรมพัฒนาที่ดิน ใหความสำคัญในการคัดเลือกพื้นท่ี 1. เกษตกรยังขาดการรับรูนโยบายของ เปนตนแบบในการบริหารจดั การเชงิ พนื้ ทีร่ ะดับลุมนำ้ หนว ยงานระดับพนื้ ที่ 2. กรมพัฒนาที่ดิน กำหนดใหเปนแผนปฏิบัติการ โครงการ ระยะ 20 ป 3. หนวยงานมีฐานขอมูลเชิงวิชาการสนับสนุนการ วางแผนและกำหนดมาตรการในการแกไขปญหา 4. องคกรปกครองสวนทองถิ่นในพื้นที่ดินลุมน้ำ ให ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอม การแกปญหาการบุกรกุ ทำลายปา และความ เสื่อมโทรมของดิน การปลูกตนไม การสรางจิตสำนึก ใหกับประชาชนในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมใหความสำคัญในดานการพัฒนาโครงสราง พื้นฐานดานตาง ๆ การพัฒนาดานเศรษฐกิจ การ ประกอบอาชพี การชวยเหลอื ดานตา ง ๆ การรวมกลุม โอกาส (Opportunity) ปญ หา ( Threat ) 1. จังหวัดไดใหความสำคัญกับการยกระดับขีด 1. การสนับสนุนดานนโยบาย ขาดความ ความสามารถในการผลิตดานการเกษตรและแปรรูป ตอเน่อื ง สินคาเกษตรอยางครบวงจร ควบคูกับการพัฒนา 2. ขาดการติดตามและประเมินผลตาม อุตสาหกรรมสะอาดและพลังงานทางเลือก และกำหนด ตัวชี้วัดที่ครอบคลุมทุกมิติทางกายภาพ ไวเ ปนยทุ ธศาสตรจ ังหวดั สังคมและเศรษฐกจิ 2. มีหนวยงานของรัฐเขาบูรณาการงานในพื้นที่เพื่อ สงเสริม/สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่ตาง ๆ โดยเฉพาะดานการเกษตร เชน การปลูกพืชผสมผสาน การปลูกพืชแซม ใชทดี่ นิ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง วิเคราะหความสัมพันธระหวางจุดแข็งกับโอกาสจุดแข็งกับขอจำกัดจุดออนกับโอกาสและจุดออน กับขอจำกัด (TOWS matrix) ซึ่งผลของการวิเคราะหความสัมพันธในขอมูลแตละคูดังกลาวทำใหได แนวทางและมาตรการสำหรับการพัฒนาพื้นที่เพื่อปองกันการชะลางพังทลายของดินและฟนฟูพื้นท่ี เกษตรกรรม เพื่อเปนแนวทางในการกำหนดมาตรการดานการอนุรักษดินและน้ำ กำหนดแผนงาน/ โครงการสนับสนุนจากหนวยงานที่เกี่ยวของ การจัดลำดับความสำคัญของปญหาในการกำหนดแผนการ ดำเนนิ งาน และกลไกการขบั เคลือ่ นแผนบรหิ ารจัดการโครงการ ในลำดับถัดไป

80

81 4บทที่ แผนการใชท้ ด่ี นิ เพอ่ื การอนรุ กั ษด์ นิ และน้ํา

82 4บทท่ี แผนการใช้ที่ดินเพ่ือการ อนุรักษด์ ินและน�า เขตการใชที่ดินเปนผลจากการวิเคราะหขอมูลสถานภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพการใช ที่ดินรวมกับขอกฎหมายที่เกี่ยวของภายในพื้นที่โครงการฯ โดยการวิเคราะหอยูภายใตเงื่อนไขที่ตองรักษา สภาพปาไมและระบบนิเวศของพื้นที่ไว รวมกับการใชพื้นที่ใหเ หมาะสมกับศักยภาพของที่ดินตามประเภท การใชที่ดิน ภายใตขอจำกัดการใชที่ดินของภาครัฐ และตองสอดคลองกับภาวะเศรษฐกิจสังคมของชุมชน ในพื้นที่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเนนการมีสวนรวมของชุมชนและภาครัฐในการพิจารณาจัดทำ แผนการใชที่ดินในพื้นที่โครงการฯ เพื่อใหเกิดการใชประโยชนพื้นที่อยางยั่งยืน และคงไวซึ่งสมดุลของ ระบบนเิ วศรวมทัง้ กอ ใหเกดิ ประโยชนในแงของการฟนฟแู ละอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาตใิ นพื้นทีโ่ ครงการฯ ตอไป จากการวเิ คราะหฐ านขอมลู เพื่อการพจิ ารณากำหนดเขตการใชทด่ี ินในพ้ืนทลี่ ุมน้ำคลองลาว สามารถ กำหนดเขตการใชท่ีดินในพ้ืนที่ ไดเปน 5 เขตหลัก คือ 1) เขตพื้นที่ปาไมตามกฎหมาย 2) เขตเกษตรกรรม 3) เขตชุมชนและสิ่งปลูกสราง 4) เขตแหลงน้ำ และ 5) เขตพื้นที่คงสภาพปาไมนอกเขตปาตามกฎหมาย (ตารางที่ 4-1 และภาพที่ 4-1) โดยมรี ายละเอยี ด ดังน้ี 4.1 เขตพื้นที่ป�าไม้ตามกฎหมาย เขตพื้นที่ปาไมตามกฎหมายในพื้นที่โครงการฯ มีเนื้อที่ 31,452 ไร หรือรอยละ 21.21 ของเนื้อที่ ทั้งหมด พื้นที่ในเขตนี้เปนบริเวณที่มีการประกาศเปนเขตปาไมตามกฎหมาย รวมถึงบริเวณที่มีมติ คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใชทรัพยากรที่ดิน พื้นที่เขตอุทยานแหงชาติ พื้นที่เขตรักษาพันธุสัตวปา หรือ พื้นที่ช้ันคุณภาพลุม น้ำชัน้ ที่ 1 และชั้นที่ 2 และเม่ือพิจารณาตามวตั ถุประสงคหลักของการประกาศเขตปา ไม ความเหมาะสมของที่ดินตอการทำเกษตรบนพื้นที่สูงในดานความลาดชันของพื้นที่และความลกึ ของดนิ สามารถกำหนดเขตการใชท ่ดี ิน โดยมีรายละเอยี ด ดงั นี้ 4.1.1 เขตพื้นที่ป�าอนุรกั ษ์ เขตนี้อยูในพื้นที่ปาเพื่อการอนุรักษ (โซน C) ในเขตปาสงวนแหงชาติ อุทยานแหงชาติ หรือพื้นที่คุณภาพลุมน้ำชั้นท่ี 1 และช้ันท่ี 2 โดยเขตนี้กำหนดขึ้นเพื่อใหคงสภาพเปนปาท่ีสมบรู ณ ซึ่งเปน พื้นที่ที่มีความสำคัญตอระบบนิเวศและสิ่งแวดลอมอยางสูง เนื่องจากเปนพื้นที่ตนน้ำ โดยบริเวณนี้มี ลักษณะเปนผืนปาขนาดใหญจึงมีความจำเปนตองสงวนรักษาพื้นที่ไวเปนปาของประเทศตอไป เพื่อ รักษาคุณภาพของพื้นที่ลุมน้ำและเปนแหลงตนน้ำลำธาร อีกทั้งเพื่อปองกันภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากน้ำ

83 ทวม และการพังทลายของดิน หรือเพื่อการอนุรักษสิ่งแวดลอม ดิน น้ำ พันธุพืช พันธุสัตวที่มีคุณคาและหา ยาก ตลอดจนรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ เมื่อพิจารณาจากขอมูลการสำรวจสภาพการใชที่ดิน สามารถจำแนกออกเปนพื้นที่ปาสมบูรณ พื้นที่ปารอสภาพฟนฟู และพื้นที่ที่มีการใชประโยชนเพื่อ การเกษตร ซึง่ เปน พื้นท่รี อการพิสูจนส ทิ ธติ ามมตคิ ณะรฐั มนตรี เมือ่ วันท่ี 30 มิถุนายน 2541 1) เขตคุมครองสภาพปา (หนวยแผนที่ 111) เขตนี้มีเนื้อที่ 13,143 ไร หรือรอยละ 8.86 ของเนื้อท่ีท้ังหมด สภาพพ้นื ท่ปี จ จุบันมลี กั ษณะเปน ปาสมบูรณ ขอเสนอแนะการใชพน้ื ทใ่ี นเขตคมุ ครองสภาพปา จากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่เดนชัดในการรักษาพื้นที่ปาไม โดยเฉพาะบริเวณที่เปนปา สมบูรณใหคงสภาพอยู เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศภายในพื้นที่ลุมน้ำ ดังนั้นในการใชพื้นท่ี ดงั กลา วจงึ ควรดำเนนิ การ ดังน้ี - ควบคมุ มใิ หม ีการเปล่ยี นแปลงสภาพปาตามธรรมชาติไปใชป ระโยชนในรปู แบบอื่น - ควรมีการบำรงุ รกั ษาสภาพปาธรรมชาติตามหลกั วชิ าการ - ดำเนินการปองกันและปราบปรามการลักลอบตัดไมทำลายปาใหมีประสิทธิภาพและมี การปฏบิ ัติอยา งตอ เนื่อง รวมทง้ั ดำเนนิ การกับผกู ระทำผิดอยา งเด็ดขาด - ถาบริเวณนี้มีการบุกรุกพื้นที่ในภายหลัง เจาหนาที่ผูรับผิดชอบในพื้นที่ควรรีบดำเนินการ ปลกู ปา ทดแทนโดยเรว็ และปองกนั การบกุ รุกเพมิ่ - ควรสงเสริมใหราษฎรในพื้นที่และพื้นที่ขางเคียงเห็นคุณคาของทรัพยากรปาไม และมี สว นรวมในการดแู ลรักษาปา ไม 2) เขตฟนฟูทรัพยากรปาตามธรรมชาติ (หนวยแผนที่ 112) เขตนี้มีเนื้อที่ 1,344 ไร หรือ รอยละ 0.91 ของเนื้อที่ทั้งหมด พื้นที่ในเขตนี้ปจจุบันมีสภาพเปนพ้ืนทีป่ ารอสภาพฟนฟู และบางบริเวณมี การใชประโยชนเพื่อการเกษตร ไดแก บริเวณที่มกี ารปลกู พืชไร ไรหมุนเวยี น ในสภาพพืน้ ที่มีความลาดชัน มากกวา 50 เปอรเซ็นต สว นใหญมกี ารใชพ นื้ ท่ีเพอื่ ปลูกพืชไร ปา รอสภาพฟนฟู และไรหมนุ เวยี น ขอเสนอแนะการใชพ ื้นท่ใี นเขตฟนฟสู ภาพปาธรรมชาติ - กำหนดมาตรการและแนวทางในการปองกันมิใหราษฎรบุกรุกพื้นที่ในเขตนี้ เพื่อนำ กลบั มาใชดานการเกษตรรวมทั้งปองกนั มใิ หม กี ารเปดพื้นท่ีปาเพ่ือทำการเกษตรเพิ่ม - ควรจัดทำแนวกันไฟเพื่อปองกันไฟปาที่อาจเกิดขึ้นไดจากธรรมชาติหรือจากกิจกรรมของ มนษุ ย เพ่อื ใหปาไมมกี ารฟนตวั ตามธรรมชาตทิ ส่ี มบูรณ 3) เขตฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใตเงื่อนไข เขตนี้มีเนื้อที่ 7,377 ไร หรือรอยละ 4.98 ของเนอื้ ทีท่ ัง้ หมด พืน้ ที่ในเขตนปี้ จจบุ ันเปน บริเวณท่ีมีการใชท ดี่ นิ เพ่ือการปลูกยางพาราและไมผ ล - เขตพ้ืนทีท่ ่ีมีการใชที่ดินเพื่อการเกษตรท่ีมแี นวโนม ของการชะลางพังทลายสูง (หนวย แผนที่ 1131) เขตนี้มีเนื้อที่ 5,183 ไร หรือรอยละ 3.50 ของเนื้อที่ทั้งหมด พื้นที่เขตนี้ปจจุบันมีการใช ที่ดินปลูกยางพาราและไมผล ซึ่งดินเปนดินลึกในสภาพพื้นที่มีความลาดชัน 35-50 เปอรเซ็นต และเปน บรเิ วณซ่งึ มคี วามเส่ียงตอการชะลางพงั ทลายในระดับรนุ แรงถึงรนุ แรงมากท่ีสดุ

84 - เขตพื้นที่ที่มีการใชที่ดินเพื่อการเกษตรที่มีแนวโนมของการชะลางพังทลายปานกลาง (หนวยแผนที่ 1132) มีเนื้อที่ 2,055 ไร หรือรอยละ 1.39 ของเนื้อที่ทั้งหมด พื้นที่เขตนี้ปจจุบันมีการใช ที่ดิน เพื่อปลูกยางพารา ในสภาพพื้นที่มีความลาดชัน 12-35 เปอรเซ็นต และเปนบริเวณซึ่งมีความเสี่ยง ตอการชะลา งพงั ทลายในระดบั ปานกลางถงึ รนุ แรง - เขตพื้นท่ีที่มีการใชทีด่ ินเพื่อการเกษตรที่มีแนวโนมของการชะลา งพงั ทลายต่ำ (หนวย แผนที่ 1133) มีเนื้อที่ 139 ไร หรือรอยละ 0.09 ของเนื้อที่ทั้งหมด พื้นที่เขตนี้ปจจุบันมีการใชที่ดินเพ่ือ การปลูกขาวโพด ในสภาพพื้นที่มีความลาดชันต่ำกวา 12 เปอรเซ็นต และเปนบริเวณซึ่งมีความเสี่ยงตอ การชะลา งพงั ทลายในระดบั นอ ยถงึ ปานกลาง ขอ เสนอแนะการใชพ้ืนที่ในเขตฟน ฟทู รพั ยากรธรรมชาตภิ ายใตเงือ่ นไข - ใหหนวยงานที่เกี่ยวของปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เรื่อง มาตรการและแนวทางแกไขปญหาที่ดินปาไม โดยมุงเนนแกไขปญหาในพื้นที่ปาอนุรักษตามกฎหมาย เชน เขตอุทยานแหงชาติ และพื้นที่ปาอนุรักษตามมติคณะรัฐมนตรี กำหนดใหกรมปาไมสำรวจพื้นที่ที่มีการ ครอบครองใหชดั เจน - ใหหนวยงานที่เกี่ยวของปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 เรื่อง แผนการจัดการทรพั ยากรที่ดินและปา ไมร ะดบั พื้นที่ เพอื่ ใหเกิดการบรหิ ารจดั การทรัพยากรท่ีดินและปาไม อยางมีระบบโดยใหมีการอนุรักษควบคูกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และสงวนรักษาไวซึ่งทรัพยากรปาไมที่ เหลืออยูรวมถึงฟนฟูปาที่เสื่อมสภาพ โดยตองอยูบนหลักในการลดปญหาความขัดแยงของการใช ทรัพยากรในพืน้ ท่ี - ควรเพิ่มมาตรการในการอนุรักษที่เขมงวด จริงจังและตอเนื่อง เพื่อคงสภาพปาไมใหมีความ สมบูรณ โดยการพฒั นาดา นตา ง ๆ ตองคำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศและผลกระทบตอพื้นท่ีลุมน้ำ ดานลาง โดยเฉพาะแนวทางจัดการใหพื้นท่ีปาไมเปนตัวควบคมุ ปริมาณน้ำในลมุ น้ำในเวลาที่เหมาะสม เชน การสรางฝายชะลอนำ้ ในบรเิ วณทเี่ หมาะสม - ควรเรง ปลูกปา ทดแทนและฟน ฟูสภาพปา เพอื่ รักษาระบบนเิ วศลุมนำ้ บรเิ วณพืน้ ท่ีที่มีความลาด ชันสูง และพ้นื ทเ่ี สี่ยงตอการชะลา งพงั ทลาย โดยเพ่ิมมาตรการอนรุ กั ษด ินและน้ำทีเ่ หมาะสม เชน การปลูก หญา แฝกและสรางฝายชะลอนำ้ เปน ตน - ควรสงเสริมและรณรงคใหราษฎรในพื้นที่เห็นถึงคุณคาของทรัพยากรปาไมและมีสวนรวมใน การดูแลและบำรงุ รกั ษาผืนปา ในพืน้ ทรี่ ว มกนั 4.1.2 เขตพื้นที่ป�าเศรษฐกิจ เขตนี้อยูในพื้นที่ปาเพื่อเศรษฐกิจตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การจำแนกเขตการใช ประโยชนทรัพยากรและที่ดินปาไมในพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ วันที่ 10 และ 17 มีนาคม 2535 ซึ่งพื้นที่ปา เพื่อเศรษฐกิจนี้ไดกำหนดไวเพื่อการผลิตไมและของปา เพื่อการพัฒนาทรัพยากรปาไม และประสาน การใชประโยชนรวมกันระหวางทรัพยากรปาไมและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อประโยชนทางเศรษฐกิจ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook