mesopotamia
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี ผจู้ ดั ทํา นางสาว ณฐั นนั ท์ สวสั ดี ชนั ม.6/2 เลขที 39 เสนอ ผศ.ดร.อําพร ขุนเนยี ม
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี คําวา่ เมโสโปเตเมยี เปนภาษากรกี มาจากคําวา่ Mesos เท่ากับภาษา อังกฤษวา่ Middle และคําวา่ Potamos เท่ากับภาษาอังกฤษวา่ River รวม ความแล้วหมายถึง \"ดนิ แดนระหวา่ งแมน่ าํ \" (land between the rivers) ไดแ้ ก่ ทีราบระหวา่ งแมน่ าํ ไทกรสิ (Tigris) ทางตะวนั ออก และแม่ นาํ ยูเฟรติส (Euphrates) ทางตะวนั ตก พนื ทีนตี ังอยูท่ างทิสตะวนั ตก เฉียงใต้ของเอเชยี ใน บรเิ วณทีเชอื มต่อระหวา่ งทวปี เอเชยี ยุโรป และแอ ปรกิ า โดยเฉพาะทางตะวนั ตก เฉียงเหนอื ซงึ หนั ออกสทู่ ะเล เมดเิ ตอรเ์ รเนยี น เปนจุดเชอื มโยงติดต่อกับ อารยธรรมอียปิ ต์โบราณ พนื ทีของแหล่งอารยธรรมทังหมดจะกินอาณาบรเิ วณ จากทะเล เมดเิ ตอรเ์ รเนยี นไปสอู่ ่าวเปอรเ์ ซยี มลี ักษณะเปนรปู เสยี วจงึ เรยี กอีก ชอื หนงึ วา่ \"ดนิ แดนพระจนั ทรเ์ สยี วอันอุดมสมบูรณ\"์ ครอบคลมุ ดนิ แดน บาง สว่ นในประเทศอิรกั และซเี รยี ในปจจุบนั ถือเปนแหล่งกําเนดิ อารยธรรมเก่าแก่ แหง่ แรก เมอื ราว 3,500 ป ก่อนครสิ ตกาล
ซงึ อารยธรรมเมโสโปเตเมยี ไดพ้ ฒั นาขนึ ถึงขดี สดุ ผา่ นกล่มุ ชนหลายเผา่ พนั ธุท์ ีเขา้ มาครอบครองและผสมผสานความคิดความเชอื ของตนเองกับ ชนเผา่ ต่างๆ ชวี ติ ของชาวเมโสโปเตเมยี ผกู พนั กับพระและวดั อยา่ งมาก ชาวสเุ มเรยี น ซงึ เปนชนกล่มุ แรกๆ ทีเขา้ มาครอบครองดนิ แดนเมโสโปเต เมยี มลี ักษณะความ เชอื ในเทพเจา้ และโลกหลังความตายเปนหลัก และมี การนบั ถือเทพเจา้ หลาย องค์ ซงึ เทพเจา้ แต่ละองค์ก็มบี ทบาทสาํ คัญต่อการ ดาํ รงชวี ติ ใหค้ ณุ และโทษแก่ ตนเอง เชน่ อูโต เทพแหง่ ดวงอาทิตย์ อินันนา เทพแหง่ ความอุดมสมบูรณแ์ ละ ความรกั อินลิล เทพแหง่ สายฟา หรอื ดิน ฝา อากาศ เปนต้น นอกจากการ นบั ถือเทพเจา้ แล้วแล้ว ชาวสเุ มเรยี นยงั เชอื ในไสยศาสตร์ นบั ถือโชคลางและ ปรากฎการณ์ธรรมชาติอีกด้วย ผมู้ ี บทบาทสาํ คัญในการสอื สารระหวา่ งชุมชน กับเทพเจา้ คือ พระ โดยผา่ นการ ทําพธิ กี รรม เชน่ การจดั หารอาหาร และทีสาํ คัญ อีกประการหนงึ ก็คือ การ สรา้ งทีนกั ใหแ้ ก่เทพเจา้ และมเี ทพเจา้ หลายองค์ที กลายเปนเทพเจา้ ประจาํ รฐั แต่ในขณะเดยี วกันก็ยอมรบั นบั ถือเทพเจา้ องค์อืนๆด้วย
ลักษณะทางภมู ศิ าสตรข์ อง อารยธรรมเมโสโปเตมยี จากลักษณะทางภมู ศิ าสตรข์ องเมโสโปเตเมยี เปนทีราบล่มุ แมน่ ํามกี าร ทับถมของดนิ ตะกอนตามชายฝงแมน่ ําทังสอง ทําใหบ้ รเิ วณแถบนอี ุดม สมบูรณแ์ ลมสี ภาพเหมาะสมแก่การเพาะปลกู แมว้ า่ สภาพอากาศในดินแดน แถบนจี ะแปรปรวนไมน่ สามารถคาดเดาได้ก็ตาม เกิดความแหง้ แล้งลํานาํ ท่วม เปนประจาํ อันเปนเหตใุ หก้ ารควบคมุ นําหรอื การชลประทานสาํ คัญ จาํ เปนต่อการ ทํากสกิ รรมของผคู้ นแถบนี นอกจากนนั แล้ว ทางบกยงั ติด กับทะเล เมดเิ ตอรเ์ รเนยี น เชอื มต่ออียปิ ต์และอารยธรรมทีกําลังก่อตัวใน ยุโรปไดท้ าง ตอนใต้ก็ยงั เปดสอู่ ่าวเปอรเ์ ชยี ซงึ เออํานวยต่อการขนสง่ ค้าขายทางทะเลกับ อารยธรรมทีหา่ งไกล เชน่ สนิ ธุ ลักษณะเชน่ นเี อง ทําให้ ดนิ แดนเมโสโปเตเมยี แหง่ นี เปนทีหมายปองของชนกล่มุ ต่างๆ
ปจจยั ทีทําใหเ้ กิดอารยธรรมเมโสโปเตเมยี 1. ทีตังทางภมู ศิ าสตรส์ ภาพแวดล้อมทางภมู ศิ าสตร์ เปนปจจยั สาํ คัญ โดยตรงปจจยั หนงึ ทีก่อใหเ้ กิดการสรา้ งสรรค์อารยธรรมของ มนษุ ยซ์ งึ อารยธรรมมมโสโปเตเมยี เปนอู่อารยธรรมทีเก่าแก่ทีสดุ แหง่ หนงึ ของโลก สมยั โบราณโดยตังอยูร่ ะหวา่ งแมน่ าํ 2 สายคือแมน่ าํ ไทกรสิ (Tigris) และ แมน่ าํ ยูเฟรทิส (Euphrates ซงึ มตี ้นนาํ อยูใ่ นอารม์ เี นยี และเอเชยี ไมเนอร์ มาบรรจบกันเปนแมน่ าํ ชตั ต์อัล อาหรบั แล้วไหลลงสทู่ ะเลทีอ่าวเปอรเ์ ชยี บรเิ วณทีราบล่มุ แมน่ าํ ไทกรสิ และยูเฟรทิสตอนล่าง เรยี กวา่ บาบโิ ลเนยี (Babylonia) เปนเขตซงึ อยูต่ ิดกับอ่าวเปอรเ์ ซยี มชี อื เรยี กในสมยั หนงึ วา่ ซี นา (Shina) เกิดจากการทับถมของดนิ ทีแมน่ าํ พดั พามากล่าวคือในฤดรู อ้ น หมิ ะบนภเู ขา ในอารม์ เี นยี ละลายไหลบา่ ลงมาทางใต้พดั พาเอาโคลนตมมา ทับถมไวย้ งั บรเิ วณปากนาํ ทําให้ พนื ดนิ ตรงปากแมน่ าํ งอกออกทกุ ปอาณา บรเิ วณทีเรยี กวา่ เมโสโปเตเมยี มที ิศเหนอื จรด ทะเลดําและทะเลแคสเปยน ทิศตะวนั ตกเฉียงใต้จรดคาบสมุทรอาหรบั ซงึ ล้อมรอบดว้ ย ทะเลแดงและ มหาสมุทรอินเดยี ทิศตะวนั ตกจรดทีราบซเี รยี และปาเลสไตนส์ ว่ นทิศตะวนั ออกจรดทีราบสงู อิหรา่ นเมโสโปเตเมยี แบง่ ออกเปนสองสว่ นสว่ นล่างใกล้ กับอ่าวเปอรเ์ ซยี แหง้ แล้งเรยี กวา่ บาบโิ ลนยี สว่ นบนซงึ ค่อนอุดมสมบูรณ์ เรยี กวา่ อัสซเี รยี (Assyria) บรเิ วณทังหมดมชี นชาติหลายเผา่ พนั ธุอ์ าศัย อยูม่ กี ารรบพุง่ กันอยูเ่ สมอเมอื ชาติใดมอี ํานาจ ก็เขา้ ไปยดึ ครองและกลาย เปนชนชาติเดยี วกันซงึ ปจจยั ดงั กล่าวทําใหช้ นชาติต่างๆทีผลัด เปลียนกัน เขา้ มามอี ํานาจสรา้ งสมอารยธรรมใหเ้ จรญิ รุง่ เรอื งต่อเนอื งสบื ต่อมาถึง ปจจุบนั
2. ความเจรญิ ทางเทคโนโลยเี ทคโนโลยี เปนปจจยั สาํ คัญทีก่อใหเ้ กิด อารยธรรมของมนษุ ยก์ ล่าวคือในยุคก่อน ประวตั ิศาสตรเ์ ทคโนโลยขี อง มนษุ ยย์ งั คงเปนแบบง่ายๆ แต่ภายหลังเมอื มกี าร พฒั นาเทคโนโลยใี หม่ ๆ ขนึ ซงึ เทคโนโลยแี บบใหมน่ มี กั เกิดขนึ จากการทีมนษุ ย์ พยายามทีจะเอาชนะ ธรรมชาติเพสื ามารถทีจะดาํ รงชวี ติ อยูไ่ ดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ดัง นนั มนษุ ยจ์ งึ พยายามขวนขวายหาวธิ ที ีจะอยูร่ ว่ มกับธรรมชาติหรอื บางแหง่ ต้องหาวธิ ี เอาชนะธรรมชาติในทกุ ดา้ นความพยายามทังสองประการนกี ่อใหเ้ กิด การ แสวงหาความรเู้ กียวกับธรรมชาติเชน่ เทคโนโลยใี นดา้ นเกษตรซงึ ในบาง ท้องทีเกิดนาํ ท่วมเกิดความแหง้ แล้งก็ต้องมกี ารพฒั นาระบบชลประทาน เพอื ประโยชนใ์ นการเกษตรและการประมงทําใหช้ าวสเุ มเรยี นต้องคิดค้น การ ชลประทานการระบายนาํ ไปยงั พนื ทีเพาะปลกู ในเวลาไมช่ า้ ชาวนาก็เรมิ ขุดคคู ลอง สง่ นาํ ขนาดเล็กต่อจากแมน่ ําเพอื ระบายไปยงั ไรน่ าของพวกเขา ทังยงั มกี าร ประดษิ ฐค์ ันไถทําดว้ ยโลหะสาํ รดิ ซงึ เกิดจากการนาํ แรด่ ีบุก ผสมกับทองแดง ทําใหค้ ันนาแขง็ แกรง่ นาํ ววั ค่มู าเทียมคันไถนบั วา่ มคี วาม สาํ คัญและเปนครงั แรก ทีมกี ารนาํ แรงงานสตั วม์ าใชท้ ่นุ แรงมนุษยเ์ ปนต้น
3. การเจรญิ เติบโตของสงั คมและการเปลียนแปลงทางวฒั นธรรม มนษุ ยเ์ มอื มกี ารรวมตัวเปนชุมชนโดยการรวมตัวขนั แรกอาจเปนเพยี ง หมูบ่ า้ นหรอื เมอื งขนาดเล็กภายหลังจงึ ขยายเปนชุมชนขนาดใหญซ่ งึ การ รวมตัว กันของมนษุ ยน์ นั นอกจากเพอื ใหม้ นษุ ยส์ ามารถดํารงชวี ติ อยูไ่ ด้ แล้วยงั ทําให้ มนษุ ยส์ ามารถประดษิ ฐส์ งิ ต่างๆขนึ ได้อีกด้วยซงึ อารยธรรม เมโสโปเตเมยี ก็เชน่ เดยี วกันผลจากการการขยายพนื ทีการเพาะปลกู และ การขุดคคลองสง่ นาํ เพมิ ขนึ ดว้ ยก่อใหเ้ กิดการเพมิ ของผลผลิตทาง เกษตรกรรมจาํ นวนประชากรการ ขยายตัวของชุมชนและการสรา้ งสงั คม เมอื ง (Urban Society) อยา่ งต่อเนอื ง ทําใหต้ ่อมามกี ารจดั ตังเปน นครรฐั จาํ นวน 12 นครรฐั นอกกําแพงเมอื งเปนที ตังของไรน่ าซงึ เปน แหล่งอาหารของชาวเมอื งทีดนิ สว่ นใหญ่เปนของกษัตรยิ ์ นกั บวชและชาว เมอื งทีมงั คังมชี นชนั แรงงานหรอื ชาวนาเปนแรงงานเพาะปลกู ดงั นนั จงึ ต้องมกี ารบรหิ ารจดั การทีดนิ เกิดขนึ การรวมตัวกันของมนุษยย์ งั ก่อให้ เกิดความสมั พนั ธท์ างสงั คม กล่าวคือชว่ ยทําใหม้ นษุ ยเ์ กิดความรบั ผดิ ชอบรว่ มกันในดา้ น สาธารณประโยชนเ์ ชน่ การชว่ ยกันดแู ลระบบ ชลประทานการชว่ ยปองกันตนเอง ก่อใหเ้ กิดการแบง่ แยกแรงงานและ เกิดกล่มุ อาชพี เฉพาะขนึ ในสงั คม
4. ความเชอื และศาสนาศาสนา ความเชอื เปนสงิ ทีสนองความต้องการที มนษุ ยจ์ ะขาดเสยี มไี ดเ้ ชน่ เดยี ว กับสงั คมขอะพวกสเุ มเรยี นภัยจาก ธรรมชาติเปนสงิ ทีควบคมุ ไมไ่ ดเ้ ชน่ ภาวะนาํ ท่วมแมจ้ ะสรา้ งเขอื น แต่ก็ไม่ สามารถปองกันชวี ติ ของผคู้ นนบั พนั ได้รวมทังการ ไรป้ ราการธรรมชาติที จะขวางกันศัตรไู ดส้ รา้ งความรสู้ กึ สนิ หวงั ใหพ้ วกเขาและ ยอมตกอยูใ่ น อํานาจลีลับของพระเจา้ พวกสเุ มเรยี นมองวา่ มนษุ ยเ์ กิดมาเพอื รบั ใชพ้ ระเจา้ เท่านนั ดงั นนั พวกเขาจงึ ท่มุ เทใหก้ ับการสรา้ งสถาปตยกรรมขนาด ใหญ่ เรยี กวา่ ชกิ กแรตเพอื เปนเทสถานในการบูชาพระเจา้ และเกิตงานศิลปะที เกียวกับเทพเจา้ ทีนบั ถือเพอื เปนการบูชาและแสดงความเคารพในสงิ ที มนษุ ย์ จติ นาการขนึ โดยแสดงวามรูส้ นึ กึ คิดของตนออกมาในลักษณะรูป ธรรมต่างๆ เชน่ ศิลปกรรมสถาปตยกรรมวรรณคดแี ละดนตรนี อกจากนี ยงั เปนเครอื งยดึ เหนยี วจติ ใจของมนุษยใ์ หห้ ลดุ พน้ จากความกลัว
5. การปกครอง เมอื ประมาณ 4,000 ปก่อนครสิ ต์ศักราชชาวสเุ มเรยี นได้ อพยพเขา้ มา ตังถินฐานในบรเิ วณดนิ ดอนสามเหลียม (Delta) ปากแมน่ าํ ไทกรสี -ยูเฟรตีส ซงึ เรยี กกันในเวลาต่อมาวา่ ดินแดนซูเมอร์ ในระยะแรก ชุมชนชาวสเุ มเรยี นเปน หมูบ่ า้ นยุคหนิ ใหม่ หมูบ่ า้ นเหล่านไี ดข้ ยายตัวขนึ เปนชุมชน และในเวลาต่อมา ชุมชนแต่ละแหง่ ไดพ้ ฒั นาขนึ เปนเมอื ง ที สาํ คัญไดแ้ ก่เมอื งเออร(์ Ur) เมอื งอิเรค (Ereck) เมอื งอิรดิ ู (Eridu) เมอื ง ลากาซ (Lagash) และเมอื งนปิ เปอร์ (Nippur) แต่ละเมอื งมชี ุมชนเล็กๆ ทีรายรอบอยูเ่ ปนบรวิ าร ทําใหม้ ลี ักษณะเปนรฐั ขนาด เล็กทีเรยี กวา่ นครรฐั (City State) นครรฐั เหล่านตี ่างปกครองเปนอิสระแก่กัน ในระยะ แรกพระจะเปนผดู้ แู ลกิจการต่างๆ ในนครรฐั ไมว่ า่ จะเปนการเก็บภาษี อาหาร ตลอดจนควบคมุ ดแู ลเกียวกับการชลประทานและการทําไรน่ า ต่อ มาเมอื เกิดการรบกันระหวา่ งนครรฐั อํานาจการปกครองจงึ เปลียนมาอยู่ ทีนกั รบหรอื กษัตรยิ ์ ซงึ เปนผเู้ ขม้ แขง็ สามารถปกปองนครรฐั ได้ โดยจะ ทําหนา้ ทีควบคมุ ดแู ลกิจการต่าง ๆ แทนพระ สดุ ท้ายแล้วชาวสเุ มเรยี นใน สมยั ของลกู าร์ ซกั กิซซี (Lugal Ziggissi) ก็ ถกู ซารก์ อนมหาราช ผนู้ ําชา วอัคคาเดยี นรกุ รานจนต้องล่มสลายไป
6. กฎหมาย ชาวสเุ มเรยี นสรา้ งระบบกฎหมายควบคมุ ประชาชน และในชว่ ง กลางชว่ ง 3000 ปก่อนครสิ ตกาล กษัตรยิ ข์ องสเุ มเรยี น พระนามวา่ ดนั จิ ไดเ้ ตรยี มเรอื ง กฎหมายเปนครงั แรก กฎหมายนี ต่อมากษัตรยิ ช์ าว บาบโิ ล เนยี น คือ พระเจา้ ฮัมมูราบไี ดน้ าํ มาใช้ ซงึ กลายเปนพนื ฐานของสงั คม บาบิ โลเรยี น อัสสเิ รยี น คาล เดยี นและเฮบรวิ กฎหมายสเุ มเรยี นยอมใหม้ กี าร แก้แค้น จาํ แนกความผดิ ระหวา่ งอาชกร รมทีมเี จตนาและอาชญากรรม ที ไมเ่ จตนา ยอมรบั ในบทบาทของบุคคลและ ยอมใหม้ กี ารปฏิบตั ิต่อคน ทีอยู่ ในชนชนั ทีแตกต่างกัน สงิ เหล่านปี รากฎอยูใ่ น กฎหมายฮัมมูราบี พระเจา้ ฮัมมูราบปี กครองในศตวรรษที 20 ก่อนครสิ ตกาล สงิ ที พระองค์ไดเ้ ผย แพรด่ ว้ ยความยงิ ใหญ่ แก่ประวตั ิศาสตร์ คือ กฎหมาย ซงึ ได้ จารกึ ลงใน เสาคอลัมนส์ งู 8 ฟุต ด้วยอักษร คนู ฟิ อรม์ คอลัมน์กฎหมายนี ตัง อยูใ่ น วหิ ารเมอื งมารด์ กุ ทีบาบโิ ลเนยี ทีสว่ นยอดของจารกึ เปนภาพสลักนนตํา แสดงภาพวา่ พระเจา้ ฮัมมูรานี ไดร้ บั กฎหมายนจี ากเทพเจา้ โดยยดึ หลัก ปจจุบนั ทีเรยี กวา่ \" ตาต่อตา ฟนต่อฟน \"
พระเจา้ ฮัมมูราบไี มไ่ ดส้ รา้ งสรรค์กฎหมายขนึ มาเอง พระองค์ดจู าก กฎหมาย ธรรมเนยี ม ประเพณที ีมมี าก่อน และนาํ มาจดั ระบบเสยี ใหม่ ใน ขณะทีกระทําสงิ นี พระองค์ไดร้ บั แรงบนั ดาลใจ และไดร้ บั แนวทางจาก กฎหมาย ทีไดเ้ ตรยี มมาก่อน แล้วจากกษัตรยิ ส์ เุ มเรยี นพระนามวา่ ดันจิ ซงึ ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปนผู้ พระราชทานกฎหมาย ฉบบั แรกแก่สงั คม มนษุ ยม์ าจนถึงพระเจา้ ฮัมมูราบี มี ลักษณะเด่นดังต่อไปนี 1. กฎหมายอยูบ่ นพนื ฐานของหลักการแก้แค้น ตัวอยา่ งเชน่ ถ้าใครถกู ฆา่ ญาติของผตู้ ายมสี ทิ ธเิ รยี กรอ้ งเอาชวี ติ ของผเู้ ปนฆาตรกร ในทํานอง เดยี วกัน ถ้าใครก็ตามทีผอู้ ืนทําใหเ้ สยี เสยี หู ฟนหกั เขาก็อาจได้รบั การ เรยี กรอ้ งใหถ้ กู กระทํา เชน่ เดยี วกัน 2. กฎหมายไดม้ กี ารจาํ แนกประเภทอาชญากรรมโดยเจตนาและ อาชญากรรมโดยไมเ่ จตนา ถ้าผใู้ ดทําใหบ้ ุคคลอืน ไดร้ บั บาดเจบ็ โดย อุบตั ิเหตุ และสาบานไดว้ า่ \"ขา้ พเจา้ ทําใหเ้ ขาบาดเจบ็ โดยมไิ ด้มเี จตนา\" ผู้ นนั จะไดร้ บั การลงโทษนอ้ ยกวา่ การกระทําใหผ้ อู้ ืนบาดเจบ็ โดยเจตนา 3. กฎหมายยอมรบั ในความแตกต่างระหวา่ งชนชนั และมบี ทลงโทษแตก ต่างกัน ระหวา่ ง ความผดิ ทีทาส เสรชี น และขุนทางกระทํา ถ้าทางหรอื ทาส ดนิ ทํารา้ ยเสรชี น ทาสจะถกู ลงโทษ หนักกวา่ ทีสามญั ชนหรอื ขุนนาง กระทํา ในลักษณะเดยี วกัน ในการต่อสกู้ ัน ถ้าเสรชี นเสยี ดวงตา เขามสี ทิ ธิ ทีจะเรยี ก รอ้ งในการทําลาย ดวงตาของอีกฝายหนงึ ถ้าทาสเปนฝายสญู เสยี ดวงตา ในการต่อสกู้ ับเสรชี น เสรชี นเพยี งเสยี ค่าสนิ ไหมทดแทน เพยี ง 60 เชเกล (shekels) หรอื เหรยี ญ ในกรณใี ชเ้ งินสนิ ไหมทดแทน การลงโทษอยา่ ง หนกั จะใชก้ ับคนที สามารถจา่ ยได้ ตัวอยา่ งเชน่ ขุนนาง ทําความผดิ อาญา ซงึ ถกู ลงโทษโดยยุติธรรมแล้ว เขาจะถกู เรยี กรอ้ งให้ จา่ ย มากกวา่ ทาส หรอื ทาสดนิ ในการจา่ ยในกรณปี ระเภทเดยี วกัน แมว้ า่ กฎหมายต่างกันจะนาํ มาใชก้ ับชนขนั ทีต่างกัน คนรวยกับเสรชี น ใน ทาง ปฏิบตั ิ ลักษณะทีนา่ สงั เกต ของกฎหมาย คือวา่ แมแ้ ต่ทาสก็ได้รบั การ ค้มุ ครองจากกฎหมาย ลักษณะนเี ปนการ ปรบั ปรงุ ทีเหนือกวา่ ระบบ นติ ิศาสตรใ์ นสมยั เรมิ แรกทังหมด
4. กฎหมาย ไดน้ าํ มาใชเ้ ปนระเบยี บสงั คม ภรรยาทีซอื สตั ยก์ ฎหมายยอม ใหห้ ยา่ ขาด จากสามที ีทารณุ โหดรา้ ยได้ และพอ่ แมข่ องฝายหญิงมสี ทิ ธิ เรยี กรอ้ งค่า เสยี หายได้ ภรรยาทีนอกใจ ไมซ่ อื สตั ยต์ ่อสามจี ะถกู ถ่วงนํา หญงิ ทีคบชูจ้ ะถกู ลงโทษอยา่ งทารุณ 5. กฎหมายยอมรบั การไต่สวนจากการพสิ จู น์ ผถู้ กู กล่าวหาจะถกู โยนนํา ในทีนาํ ลึก ถ้าเขาจมก็จะเปนผมู้ ี ความผดิ ถ้าเขาวา่ ยนาํ เขา้ ฝงได้ ก็จะเปน ผบู้ รสิ ทุ ธิ แมว้ า่ กฎหมายของพระเจา้ ฮัมมูราบจี ะอยูบ่ นพนื ฐานของการแก้ แค้น สทิ ธพิ เิ ศษทางสงั คม และการไต่สวนโดยการพสิ จู น์ แต่ก็มอี งค์ ประกอบทีดี หลายประการ กฎหมายเขยี นเปนกาษาง่าย ๆ ประการนชี ว่ ย ใหท้ กุ คนทราบวา่ อาชญากรรมใด จะถกู ลงโทษอยา่ งไร ประเพณีในสมยั เรมิ แรกทีทารณุ มาก ทีสดุ คือ การถกู ฝงทังเปนจากการขวา้ งปา (dropped) การลงโทษหลายอยา่ ง ยงั คงรกั ษาเอาไว้ ทาสไดร้ บั การ พจิ ารณาวา่ ตํากวา่ เสรชี น แต่ไดร้ บั การประกันใน ดา้ นความค้มุ ครอง ภรรยาไดร้ บั การค้มุ ครองถ้าสามที ีโหดรา้ ยทารุณ และ ค้มุ ครองสามจี าก ภรรยาทีนอกใจ ขอ้ บกพรอ่ งของกฎหมาย ทีมอี ยูใ่ นสงั คมจาก สว่ นที เกียวขอ้ งกับพระเจา้ ฮัมมูราบที ีอาจเปนไปได้ คือ ความพอใจในการ ปฏิรูป กฎหมายบางดา้ น มากกวา่ การปฏิวตั ิระบบกฎหมายทังหมดจากมุมมอง ต่าง ๆ กฎหมาย ฮัมมูราบเี ปนเครอื งหมายทีเด่นในอารยธรรมของมนษุ ย์
พฒั นาการอารยธรรมเมโสโปเตเมยี 1. สมยั อาณาจกั รสเุ มเรยี ชนชาติสเุ มเรยี น (Sumerian) เปนชนชาติแรกที สรา้ งความเจรญิ ขนึ ในบรเิ วณเมโสโปเตเมยี ซงึ เชอื กัน วา่ ชาวสมุ มเรยี นได้ อพยพมาจากทีราบสงู อิหรา่ นและได้มาตังถินฐานอยูใ่ น บรเิ วณตอนล่างสดุ ของล่มุ แมน่ าํ ไทกรสิ และยูเฟรทีสตรงสว่ นทีติดกับอ่าว เปอรเ์ ซยี โดยเรยี ก บรวิ ณนวี า่ ซูเมอร์ (Sumer) นกั ประวตั ิศาสตรถ์ ือวา่ ซูเมอร์ คือแหล่งกําเนดิ ของนครรฐั (city-state) แหง่ แรกของโลกการตังถินฐานเรมิ แรกของชาว สเุ มเรยี นนนั เปนเพยี งหมูบ่ า้ นกสกิ รรมรูจ้ กั เลียงสตั วแ์ ละเพาะปลกู จนเกิด เปน\" การปฏิวตั ิเกษตรกรรม\" ดว้ ยสภาพภมู ปิ ระเทศของเมโสโปเตเมยี ไม่ เอืออํานวยต่อการตังถินฐานคือมปี รมิ าณนาํ ฝนนอ้ ยอากาศรอ้ นจดั สง่ ผล ต่อ การทําเกษตรกรรมทําใหช้ าสเุ มเรยี นต้องคิดค้นการชลประทานและการ ระบาย นาํ ไปยงั พนื ทีเพาะปลกู ทําใหห้ มูบ่ า้ นไดร้ วมเปนศูนยก์ ลางการ ปกครองใน ลักษณะของเมอื งทีดนิ สว่ นใหญเ่ ปนของกษัตรยิ น์ กั บวชและ ซาวเมอื งทีมงั คัง เพอื ใหก้ ารบรหิ ารจดั การทีดนิ มปี ระสทิ ธภิ าพจงึ จาํ เปน ต้องมกี ารทําบญั ชที ีเปน ลายลักษณอ์ ักษรเพอื บนั ทึกรายละเอียดต่างๆจงึ ทําใหช้ าวสเุ มเรยี นคิดประดษิ ฐ์ ตัวอักษรขนึ เปนครงั แรกของโลกเรยี กวา่ อักษรคนู ฟิ อรม์ (Cuneiform) หรอื อักษรรปู ลิม
สงั คมของพวกสเุ มเรยี นภัยธรรมชาติเปนสงิ ทีควบคมุ ไมไ่ ดพ้ วกสเุ ม เรยี นมองวา่ มนษุ ยเ์ กิดมาเพอื รบั ใชพ้ ระเจา้ เท่านันดังนนั พวกเขาจงึ ท่มุ เทใหก้ ับ การสรา้ งสถาปตยกรรมขนาดใหญเ่ รยี กวา่ ซกิ กแรตเพอื เปนเทวสถานในการ บูชาพระเจา้ หรอื เทพประจาํ เมอื งวรรณกรรมที สาํ คัญ ไดแ้ ก่มหากาพยก์ ิลกาเม ชเปนเรอื งราวการผจญภัยของกิล กาเมชประมุขและวรี บุรุษแหง่ อรกุ
มรดกทางวฒั นธรรมทีสาํ คัญของชาวสเุ มเรยี นมหี ลายประการ คือการ ประดษิ ฐจ์ านหมุนเพอื ใชใ้ นการปนภาชนะดินเผามคี วาม สามารถทาง คณติ ศาสตรร์ ูจ้ กั ระบบเลขฐาน 60 ในการแบง่ เวลา และมุมการคํานวณพนื ที ของวงกลม ต่อมาพวกสเุ มเรยี นถกู ขน เผา่ อีลาไมต์จากดนิ แตนซงึ เปนทีตังของ ประเทศอิหรา่ นใน ปจจุบนั บุกเขา้ ทําลายเมอื งพวกสเุ มเรยี นก็สญู สนิ อํานาจ อยา่ ง ถาวร
2. สมยั อาณาจกั รบาบโิ ลนเก่า พวกอะมอไรต์หรอื บาบโิ ลนเปนชนเผา่ เซ มติ ิกซงึ มถี ินกําเนดิ แถบ ตะวนั ออกกลางไดข้ ยายอิทธพิ ลในดนิ แดนเม โสโปเตเมยี และสรา้ งอาณาจกั ร บาบโิ ลนทีเจรญิ รุง่ เรอื งในชว่ ง ประมาณป 1800-1600 ก่อนครสิ ต์ศักราชผนู้ าํ สาํ คัญคือกษัตรยิ ฮ์ ัม มูราบผี ยู้ งิ ใหญโ่ ดยการทําสงครามขยายดินแดนและจดั ทําประมวลกฎ หมายฮัมมูราบโี ดยมวี ตั ถปุ ระสงค์เพอื แก้ไขความอยุติธรรม ต่างๆของ กฎหมายชนเผา่ เปนการสรา้ งความยุติธรรมใหแ้ ก่สงั คมได้ชอื วา่ เปน กฎหมาย\" ตาต่อตานต่อฟน\" ลักษณะของอาณาจกั รบาบโิ ลนเก่ามี ลักษณะ เปน\" รฐั สวสั ดกิ าร\" รฐั ดแู ลพลเมอื งอยา่ งใกล้ชดิ ฝาย ปกครองมอี ํานาจไดไ้ มน่ านเพราะนกั บวชกลับมอี ิทธพิ ลเชน่ เดิม อาณาจกั รบาบโิ ลนจงึ ค่อยๆเสอื มอํานาจลงเมอื มชี นชาติอืนขยาย อิทธพิ ลเขา้ มาในดนิ แดนเมโสโปเตเมยี และสลายลงไปโดยถกู พวกอัส ซเี รยี โจมตี
3. สมยั จกั รวรรดอิ ัสซเี รยี พวกอัสซเี รยี มถี ินฐานอยูท่ างตอนเหนอื ของเมโสโปเตเมยี เปนชนชาติ นกั รบทีมคี วามสามารถและโหดรา้ ย จงึ เปนทีเกรงขามของชนชาติอืนพวกอัส ซเี รยี ไดข้ ยายอํานาจครอบ ครองดนิ แดนของพวกบาบโิ ลเนยี นซเี รยี และดนิ แดน บางสว่ นของ จกั รววรติอียปิ ต์ทําใหอ้ ัสซเี รยี กลายเปนเจา้ แหง่ ดินแดนวง พระจนั ทรเ์ สยี วไพบูลยม์ คี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งในชว่ งป 900-612 ก่อนครสิ ต์ ศักราชจกั รวรรดอิ ัสซเี รยี มศี ูนยก์ ลางในการปกครองที เมอื งนเิ นเวหช์ าวอัส ซเี รยี นยิ มสรา้ งวงั แทนวดั มรดกทางศิลปกรรม เจรญิ ถึงขดี สดุ ในสมยั พระเจา้ อัสซูรบ์ านปาลทีสาํ คัญ ได้แก่ ภาพ สลักนนตําแสดงภาพชวี ติ ประจาํ วนั ของชาว อัสซเี รยี ความยงิ ใหญ่ ของจกั รวรรดอิ ัสซเี รยี เกิดจากการรกุ รานดินแดนของ ชนชาติอืน ดงั นนั จงึ มศี ัตรมู ากและถกู ศัตรทู ําลาย
4. สมยั จกั รวรรดบิ าบโิ ลนใหม่ พวกคาลเดยี นเปนพวกเรร่ อ่ นเผา่ เซมติ ิกตัง ถินฐานบรเิ วณทะเลทราย ซเี รยี และทะเลทรายอาหรบั ได้เขา้ ยดึ ครองดนิ แดนทางตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของ ดนิ แดนเมโสโปเตเุ มยี และได้รว่ มกับ ชนชาติอืนทําลายอํานาจของอัสซเี รยี เมอื ป 612 ก่อนครสิ ต์ศักราชหลังจาก นนั ก็ไดค้ รอบครองดนิ แดนสว่ นใหญข่ อง จกั รวรรดิอัสซเี รยี ผนู้ าํ ทียงิ ใหญ่ ของคาลเดยี นคือกษัตรยิ เ์ นนคู ัดเนซซารซ์ งึ สถาปนาจกั รวรรดบิ าบโิ ลนขนึ ใหมแ่ ละรอื ฟนความเจรญิ ต่างๆในอดีต 2 เชน่ การก่อสรา้ งอาคารที สวยงามโดยเฉพาะการสรา้ ง\" สวนลอยแหง่ บาบโิ ลน\" ซงึ ได้ รบั การยกยอ่ ง วา่ เปน 1 ใน 7 สงิ มหศั จรรยข์ องโลกเพราะสามารถใชค้ วามรใู้ น การ ชลประทานทําใหส้ วนลอยแหง่ นเี ขยี วขไดต้ ลอดทังปนอกจากนพี วกคาล เดยี นยงั รจู้ กั การแบง่ สปั ดาหอ์ อกเปน 7 วนั แบง่ วนั ออกเปน 12 คาบคาบ ละ 120 นาทีนกั ประวตั ิศาสตรเ์ รยี กจกั รวรรดิของพวกคาลเดยี นวา่ \" จกั รวรรดบิ าบิ โลนใหม\"่ จกั รวรรดิคาลเดยี นมอี ํานาจในชว่ งสนั ๆ เพราะถกู กองทัพเปอรเ์ ซยี โดยการนาํ ของพระเจา้ ไซรสั มหาราชเขา้ ยดึ ครองและ ผนวกเปนสว่ นหนงึ ของ จกั รวรรดิเปอรเ์ ซยี และสนิ สลายเมอื ป 534 ก่อน ครสิ ต์ศักราชนบั เปนการสนิ สดุ ประวตั ิศาสตรข์ องดนิ แดนเมโสโปเตเมยี ใน ยุคโบราณ
5. สมยั อาณาจกั รขนาดเล็กพวกฟนเิ ชยี น อาศัยอยูใ่ นดินแดนฟนเิ ซยี ซงึ เปนทีตังของประเทศเลบานอนปจจุบนั และ การปกครองแบบนครรฐั ลักษณะทีตังมเี ทือกเขาสลับซบั ซอ้ นกันระหวา่ งทีราบ แคบ ๆ ซงึ ขนาน กับชายฝงทะเลเมดเี ตอรเ์ รเนยี นกับดนิ แดนอืน ๆ ทําใหพ้ วกฝ นเิ ชยี นไม่ สามารถขยายดนิ แดนของตนออกไปได้จงึ ตํารงชวี ติ ดว้ ยการเดินเรอื และค้าขายทางทะเลฟนเิ ซยี นไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปนพอ่ ค้าทางเรอื ผยู้ งิ ใหญใ่ น ทะเลเมดเิ ตอรเ์ รเนยี นของตะวนั ออกกลางสมยั โบราณนอกจาก มชี อื เสยี งใน ดา้ นการค้าแล้วชาวนเิ ชยี นยงั มชี อื เสยี งในด้าน อุตสาหกรรมต่อเรอื ซงึ ทําจาก ไมซ้ ตี ารท์ ีมอี ยูม่ ากบนเทือกเขาใน เลบานอนและการทําอุตสาหกรรมเครอื งใช้ จากแรโ่ ลหะต่างๆชาวฟนิเชยี นจาํ เปนต้องใชเ้ อกสารและหลักฐานในการติดต่อ ค้าขายจงึ ได้พฒั นาตัว อักษรขนึ จากโบราณของอียปิ ต์จาํ นวนรวม 22 ตัวอักษร ฟนเิ ซยี นเปน มรดกทางอารยธรรมทีสาํ คัญของโลกตะวนั ตกเนืองจากชาวกรกี และ โรมนั ไดน้ าํ ไปใชแ้ ละสบื ทอดต่อมาจนถึงปจจุบนั
พวกฮิบรู พวกฮิบรูชาวฮิบรหู รอื ชาวยวิ เปนชนเผา่ เซมติ ิกทีเรร่ อ่ นอยูใ่ นดนิ แดน ต่างๆเคยอาศัยอยูใ่ นเขตซูเมอรก์ ่อนทีจะอพยพเขา้ ไปอยูด่ ินแดนคา นาอัน (Canaan) หรอื ปาเลสไตน์ (Palestine) ในปจจุบนั ชาวฮิบรูเปน ชนชาติทีเฉลียว ฉลาดและบนั ทึกเรอื งราวของพวกตนในคัมภีรศ์ าสนา (OId Testament) ทําให้ มขี อ้ มูลเกียวกับบรรพบุรุษของชาวยวิ อยา่ ง ละเอียดบนั ทึกชาวฮิบรกู ล่าววา่ เดมิ บรรพบุรษุ เคยอยูท่ างตอนเหนอื ของ เมโสโปเตเมยี ต่อมาไดต้ กเปนทาสของ อียปิ ต์เมอื อียปิ ต์เสอื มอํานาจชาวฮิ บรจู งึ พน้ จากความเปนทาสโดยผนู้ าํ คือ โมเสส (Moses) ไดน้ าํ ชาวฮิบรเู ดนิ ทางเรร่ อ่ นมาถึงดินแดนคานาอันหรอื ภาย หลังเรยี กวา่ \" ปาเลสไตน\"์ และ สรา้ งอานาจกั รอิสราเอลมษี ัตรยิ ผ์ ยู้ งิ ใหญค่ ือ กษัตรยิ เ์ ดวดิ (David) ซงึ สถาปนานครเยฐซาเลมเปนเมอื งหลวงชาวยวิ มี กฎหมายวรรณกรรมและ ศาสนาของตนเองวรรณกรรมทีสาํ คัญคือคัมภีร์ ไบเบลิ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งทีชนชาติต่างๆในดนิ แดนเมโสโปเตเมยี คิดค้นหล่อ หลอมและ สบื ทอดต่อกันมาสว่ นใหญก่ ลายเปนรากฐานของอารยธรรมตะวนั ตก ที ชาวยุโรปรบั และพฒั นาต่อเนอื งเปนอารยธรรมของมนษุ ยชาติในปจจุบนั
ผลงานด้านสถาปตยกรรม 1.ซกิ กแู รต (Ziggurat) เปนสงิ ก่อสรา้ งของอารยธรรมสเุ มเรยี น (Sumerians) ในบรเิ วณเมโส โปเตเมยี มลี ักษณะคล้ายพรี ะดแบบขนั บนั ได แต่ไมก่ ่อสรา้ งสงู จนเปนยอด แหลมดา้ นบนของชกิ กแรตซงึ เปน พนื ทีราบกวา้ งจะสรา้ งเปนวหิ ารในระยะแรก การสรา้ งซกิ แรตมี วตั ถปุ ระสงค์เพอื ใชป้ ระกอบพธิ กี รรมทางศาสนา แต่ต่อมาชิ กกแรตนี ไดก้ ลายเปนสว่ นหนงึ ของพระราชวงั กษัตรยิ เ์ ชน่ ซกิ กแู รตทีเมอื งอูร์ (Ur) ตําแหนง่ หมายเลช 1. คือ วหิ ารหรอื สถานทีศักดสิ ทิ ธเิ ปนสงิ ก่อสรา้ ง เล็กๆ อยูบ่ นยอดสดุ ซกั กรู ตั สรา้ งเหมอื นกับภเู ขาเพราะชาวเมโสโปเต เมยี มคี วามเชอื วา่ พระเจา้ อยูใ่ นทีสงู ตําแหนง่ หมายเลข 2 นกั โบราณคดีคิดวา่ พนื เทีสรา้ งบนสงิ ก่อสรา้ งใน ยุคแรก สงู จากพนื ประมาณ 40 ฟุต ตําแหนง่ หมายเลข 3 ขนั บนั ไดสามด้านนําผทู้ ีเคารพนบั ถือขนึ ไปยงั ประตโู ค้งสามดา้ น ดา้ นในเปน สถานทีศักดิสทิ ธิ
2. สวนลอยแหง่ บาบโิ ลน สวนลอยบาบโิ ลนจดั เปนหนึงในเจด็ สงิ มหศั จรรยข์ องโลกตังอยูบ่ นแม่ นาํ ยูเฟรทิสประเทศอิรกั ในปจจุบนั สรา้ ง โดยกษัตรยิ เ์ นนคู ัดเนขชารแ์ หง่ กรุง บาบโิ ลเนยี สรา้ งใหแ้ ก่มเหสขี อง พระองค์ชอื พระนางเซมรี ามสี สุ รา้ งขนึ เมอื 600 ปก่อนครสิ ต์ศักราชสงู ประมาณ 75 ฟุตกินพนื ที 400 ตารางฟุตระเบยี งทกุ ชนั ไดร้ บั การ ตกแต่งดว้ ยไมด้ อกไมป้ ระดับไมย้ นื พุม่ ชนดิ ต่างๆมรี ะบบชลประทาน ชกั นาํ จากแมน่ าํ ไทกรสิ ไปทําเปนนาํ ตกและนาํ ไปเลียงต้นไมต้ ลอด 3. พระราชวงั ชารก์ อน เปนสถาปตยกรรมทีแสดงถึงอํานาจอันยงิ ใหญ่ ของอาณาจกั รยงั จ ชเี รยี และมคี วามสาํ คัญทีสดุ พระราชวงั นสี รา้ งเมอื ประมาณ 2,340-2,180 B.C มลี ักษณะเปนกําแพงสงู หนั เปนชนั ๆ ขนึ ไปนกั โบราณคดสี นั นษิ ฐานวา่ การ ก่อสรา้ งตึกสงู เปนชนั ๆ โดยมพี ระ ราชขรี ถมา้ (Chariot) เพอื ไปถึงชนั บนสดุ ได้ โดยรถมา้ จะอาศัยทางลาด ตัวพระราชวงั ก่อดว้ ยอิฐเคลือบทําใหพ้ นื ผวิ มลี ักษณะ เปนมนั งดงาม มากประตทู างเขา้ ตัวกําแพงหรอื ปอมค่ายต่าง ๆ ล้วนมรี ูปทรง เรขาคณติ ทังนนั โดยเฉพาะสว่ นโค้งนับวา่ เปนรูปแบบทีสาํ คัญทีสดุ ใน การสรา้ ง พระราชวงั ของพวกอัสซเี รยี นวงั อยูช่ นั บนสดุ นนั เพอื ใหพ้ น้ จากอุทกภัยตัวตึก สามารถเดนิ ขนึ ไปทางบนั ไดหรอื
ผลงานด้านประติมากรรม ประติมากรรมรปู ววั แกะสลักมปี ก แต่หวั เปนคนเปนสญั ลักษณ์คือววั หมายถึงแผน่ ดนิ ศีรษะคนหมายถึงกษัตรยิ ป์ กหมายถึงท้องฟาเปนภาพ นนู สงู สรา้ งเปนรปู ววั มี 5 ขาทีทําเชน่ นนั เพราะหวงั ผลในการมองดู แต่ละจุดยนื สงิ โต สลักไดส้ วยงามมชี วี ติ สมจรงิ ภาพสงิ โตบาดเจบ็ (wounded ion)
ผลงานด้านวรรณกรรม ผลงานดา้ นวรรณกรรม ดา้ นวรรณกรรมด้วยความสาํ เรจ็ ในระบบการ เขยี นทําใหช้ าวสเุ มเรยี น สามารถสรา้ งวรรณกรรมสาํ คัญเรอื งแรกของ โลกซงึ รจู้ กั อยา่ งกวา้ งขวางและ ขนาดยาวทีชอื วา่ มหากาพยก์ ิลกาเมช เขยี นบนแผน่ ดนิ เผาขนาดใหญ่ 12 แผน่ รวมดว้ ยกันทังสนิ 3,000 บรรทัด
ผลงานด้านคณิตาสตร์ ชาวสเุ มเรยี นเปนพวกแรกทีคิดค้นวธิ กี ารคิดเลขทังการลบการบวก และ การคณู ชาวสเุ มเรยี นนยิ มใชห้ ลัก 60 และหลักนเี องถกู นาํ มาใชใ้ นเรอื ง การ นบั เวลาต่อมาจนถึงปจจุบนั รวมทังการแบง่ วงกลมออกเปน 360 องศา (6 X 60) ดว้ ย
ผลงานด้านชลประทาน ชาวสเุ มเรยี นเปนชนชาติแรกทีไดส้ รา้ งระบบชลประทานทีมี ประสทิ ธภิ าพ สงู เนอื งจากถินฐานทีชาวสเุ มเรยี นรนุ่ แรกได้สรา้ งบา้ นเรอื นนนั ทัว ทัง แผน่ ดนิ ปกคลมุ ดว้ ยบรเิ วณพนื ดนิ ทีอุดมสมบูรณ์ทีเกิดจากการทับถม ของ โคลนตมทีแมน่ าํ พดั มาดนิ ดงั กล่าวเหมาะแก่การเพาะปลกู พชื ผลทาง เกษตร แต่ ทียากลําบากคือปญหาเรอื งนาํ เพราะบรเิ วณเมโสโปเตเมยี เกือบจะเรยี กไดว้ า่ ฝน ไมต่ กเลยทําใหพ้ นื ทีทีอยูห่ า่ งจากแมน่ าํ เปนทีแหง้ แล้งไมเ่ หมาะสมแก่การทําการ เพาะปลกู ในขณะเดียวกันนาํ จะเอ่ขนึ ท่วมฝง ทกุ ปทําใหบ้ รเิ วณทีอยูใ่ กล้รมิ ฝง แมน่ ําชุม่ ชนื แฉะนาํ ขงั เปนเหมอื นบงึ ปญหาจงึ อยูท่ ีวา่ พนื ทีบางแหง่ ชนื แฉะเกิน ไปบางแหง่ แหง้ แล้งเกินไปซงึ ชาวสเุ มเรยี นทีเขา้ มาในระยะแรกได้เหน็ ปญหา พวกเขาได้ตัดสนิ ใจตัง รกรากในบรเิ วณนกี ็จะต้องหาทางเอาชนะธรรมชาติดว้ ย การเปลียนแปลง ธรรมชาติเพอื ใหป้ ระโยชนใ์ นการดาํ รงชวี ติ ของตนมากทีสดุ ตําแหนง่ ที 1 ประตคู วบคมุ นาํ ไมใ่ หน้ าํ ไหลมาจากแมน่ าํ มากเกินไป ตําแหนง่ ที 2 คลองสายหลักทีขุดตรงมาจากแมน่ าํ ค่อย ๆ ลาดเอียงลงเพอื ตําแหนง่ ที 3 คลองสาขาขนาดกลางนาํ นาํ มาจากคลองสายหลัก ตําแหนง่ ที 4 คลองหล่อเลียงเล็ก ๆ นาํ นาํ ไปยงั ท่งุ นา
ผลงานด้านประดิษฐต์ ัวอักษร ประดษิ ฐต์ ัวอักษรเรยี กวา่ อักษรรูปลีมหรอื ตัวอักษรคนู ิฟอรม์ อักษร ลิมเปน สงิ ประดษิ ฐท์ ีชาวสเุ มเรยี นนาํ เอาไมส้ ลักลงบนแผน่ ดินเหนยี วเปยกเปน สญั ลักษณก์ ารประดิษฐต์ ัวอักษรเปนประโยชนต์ ่อศาสนกิจการบนั ทึกของ พวก พระเชน่ บญั ชรี บั จา่ ยชาสเุ มเรยี นเปนชนชาติแรกในดนิ แดนเมโสโปเต เมยี ที รจู้ กั การเขยี นหนงั สอื การเขยี นตัวหนังสอื ของชาวสเุ มเรยี นจะใชไ้ ม้ เสยี นนเี รยี ก วา่ ตัวอักษรคนู ฟิ อรม์ หรอื ตัวอักษรรูปลิมและใชต้ ัวอักษรนี เขยี นขอ้ ความต่างๆ ซงึ มอี ิทธพิ ลต่อการเขยี นตัวอักษรของกรกี และโรมนั ใน สมยั ต่อมา
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: