191 คิดเป็น นอกจากจะเป็นความเชื่อในหลกั ความเป็นจริงตามธรรมชาติของมนุษยด์ งั กล่าวแลว้ คิดเป็ นยงั เป็ นหลักการและแนวคิดสาคัญในการจดั ดาเนินโครงการต่าง ๆ ทางการศึกษาผูใ้ หญ่ การศึกษานอกโรงเรียนต้งั แต่ในอดีตท่ีผ่านมาถึงปัจจุบนั โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็ นธรรมชาติ ความเรียบง่ายท่ีหลากหลาย มีขอ้ มลู ใหพ้ ิจารณาท้งั ดา้ นบวกและดา้ นลบ มีประเด็นใหค้ ิด วิเคราะห์ แสวงหาเหตุผลในการหาคาตอบท่ีเหมาะสมใหก้ บั ตนเองและชุมชน คิดเป็ น นอกจากจะเป็ นหลกั ในการดาเนินโครงการการศึกษาผใู้ หญ่ การศึกษานอกโรงเรียนแล้วยงั เป็ นหลกั คิดและแนวทางในการดาเนินชีวิตประจาวนั ของคนทางานการศึกษานอกโรงเรียนและบุคคลทว่ั ไป เป็นตน้ วา่ การเคารพในคุณค่าของความเป็นมนุษยข์ องคนอยา่ งเท่าเทียมกนั การทาตวั เป็ นคนเรียบง่ายไม่มีอตั ตายดึ เหนี่ยวจนไมร่ ับฟังความคิดของผอู้ ื่น รวมท้งั การมีทกั ษะการเรียนรู้เพ่ือการเรียนรู้ตลอดชีวติ ดว้ ย จากการท่ีคิดเป็ น เป็ นท้งั ความเชื่อในหลกั ความเป็ นจริงของมนุษย์ เป็ นท้งั หลกั การ แนวคิด และทิศทางการดาเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ของ กศน. และเป็ นพ้ืนฐานที่สาคญั ในวิถีการดาเนินชีวิตของบุคคลทว่ั ไป รวมท้งั เป็นการส่งเสริมใหม้ ีทกั ษะการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวติ ในอนาคต คิดเป็ นจึงเป็ นที่ยอมรับและกาหนดให้เป็ น “ปรัชญาคิดเป็ น” หรือปรัชญาการศึกษานอกโรงเรียนที่เหมาะสมกบั ความเป็ นกศน. เป็นอยา่ งยง่ิ2.3 กระบวนการและข้นั ตอนการแก้ปัญหาของคนคิดเป็ น คนคิดเป็ นเชื่อวา่ ทุกขห์ รือปัญหาเป็ นความจริงตามธรรมชาติที่เกิดข้ึนไดก้ ็สามารถแกไ้ ขได้ ถา้ รู้จกัแสวงหาขอ้ มูลท่ีหลากหลายและพอเพียงอย่างน้อย 3 ดา้ น คือ ขอ้ มูลทางวิชาการ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั สภาวะแวดลอ้ มทางสังคมในวถิ ีชีวติ วถิ ีวฒั นธรรมประเพณี วถิ ีคุณธรรมจริยธรรม และขอ้ มูลที่เกี่ยวกบั ตนเอง รู้จกัตนเองอย่างถ่องแท้ ซ่ึงครอบคลุมถึงการพ่ึงพาตนเองและความพอเพียง พอประมาณมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ประกอบการคิดและการตดั สินใจแกป้ ัญหา คนคิดเป็ นจะเผชิญกบั ทุกขห์ รือปัญหาอย่างรู้เท่าทนัมีสติไตร่ตรองอยา่ งละเอียดรอบคอบในการเลือกวิธีการแกป้ ัญหาและตดั สินใจแกป้ ัญหาตามวธิ ีการท่ีเลือกแลว้ วา่ ดีท่ีสุด ก็จะมีความพอใจและเต็มใจรับผิดชอบกบั ผลการตดั สินใจเช่นน้นั อยา่ งไรก็ตาม สังคมในยุคโลกาภิวตั น์เป็ นสังคมแห่งการเปล่ียนแปลงท่ีรวดเร็วและรุนแรง ปัญหาก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทุกขก์ ็เกิดข้ึน ดารงอยู่ และดบั ไป หรือเปล่ียนโฉมหนา้ ไปตามกาลสมยั กระบวนทศั น์ในการดบั ทุกขก์ ็ตอ้ งพฒั นารูปแบบใหท้ นั ต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่าน้นั อย่ตู ลอดเวลาให้เหมาะสมกบั สถานการณ์ท่ีเปล่ียนแปลงไปดว้ ย กระบวนการดบั ทุกข์หรือแกป้ ัญหาก็จะหมุนเวียนมาจนกวา่ จะพอใจอีกเป็ นเช่นน้ีอย่อู ย่างต่อเนื่องตลอดชีวติ กระบวนการและข้นั ตอนการแกป้ ัญหาแบบคนคิดเป็น อาจแบง่ ไดด้ งั น้ี 1. ข้ันทาความเข้าใจกับทุกข์และปัญหา คนคิดเป็ นเช่ือว่าทุกข์หรือปัญหาเป็ นเร่ืองธรรมชาติที่เกิดข้ึนกแ็ กไ้ ขไดด้ ว้ ยกระบวนการแกป้ ัญหา
192 “ปัญหา” ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน หมายถึง ขอ้ สงสัย ความสงสัย ส่ิงเขา้ ใจยากส่ิงท่ีตนไม่รู้หรือคาถาม อนั ไดแ้ ก่โจทยใ์ นแบบฝึ กหดั หรือขอ้ สอบเพื่อประเมินผล เป็ นตน้ ปัญหาจะหมายรวมถึง ปัญหาส่วนตวั ปัญหาครอบครัว ปัญหาเพ่ือนร่วมงาน ปัญหาจากผูบ้ งั คบั บญั ชา ปัญหาจากสภาวะสิ่งแวดลอ้ มและอื่น ๆ ปัญหาเกิดข้ึนได้ 2 ทาง คือ 1) ปัญหาที่เกิดจากปัจจยั ภายนอก เช่น เมื่อเศรษฐกิจทรงตวั หรือซบเซา ทาให้รายไดข้ องเราลดนอ้ ยลง คนในสังคมมีการดิ้นรนแก่งแยง่ กนั การเอาตวั รอด การลกั ขโมย จ้ี ปลน้ ฆาตกรรม ส่งผลกระทบต่อความเป็ นอยู่และความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพยส์ ิน ปัญหาหลายเร่ืองสืบเน่ืองมาจากสุขภาพอนามยัภยั จากสิ่งเสพติดหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นตน้ 2) ปัญหาที่เกิดจากปัจจยั ภายใน คือปัญหาจากตวั มนุษยเ์ อง คือ ปัญหาท่ีเกิดจากกิเลสในจิตใจของมนุษย์ ซ่ึงมี 3 เร่ืองสาคญั คือ โลภะ ไดแ้ ก่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็ น มากข้ึนกวา่ เดิม มีการดิ้นรนแสวงหาต่อไปอยา่ งไมม่ ีท่ีสิ้นสุด ไมม่ ีความพอเพยี ง เมื่อแสวงหาดว้ ยวิธีสุจริตไม่ได้ ก็ใชว้ ิธีการทุจริต ทาให้เกิดความไม่สงบ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ไม่มีที่สิ้นสุด โทสะ ได้แก่ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทคนอ่ืน ความคิดประทุษร้ายคนอ่ืน โมหะ ไดแ้ ก่ ความไมร่ ู้ หรือรู้ไมจ่ ริง หลงเชื่อคาโกหก หลอกลวง ชกั ชวนใหห้ ลงกระทาส่ิงที่ไม่ถูกตอ้ ง ทาเร่ืองเสียหาย หลงผดิ เป็นชอบ เห็นกงจกั รเป็นดอกบวั เป็นตน้ 2. ข้ันหาสาเหตุของปัญหา ซ่ึงเป็ นข้ันตอนหน่ึงของกระบวนการแก้ปัญหาเป็ นข้นั ตอนที่จะวเิ คราะห์ขอ้ มูลต่าง ๆ ท่ีอาจเป็ นสาเหตุของปัญหา เป็ นตวั ตน้ ตอของปัญหาท้งั ที่เป็ นตน้ เหตุโดยตรง และท่ีเป็ นสาเหตุทางอ้อม ท้ังน้ีต้องวิเคราะห์จากสาเหตุท่ีหลากหลายและมีความเป็ นไปได้หลาย ๆ ทางการวเิ คราะห์หาสาเหตุของปัญหาอาจทาไดง้ ่าย ๆ ใน 2 วธิ ี คือ 1) การวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยการนาเอาขอ้ มูลที่หลากหลายดา้ นต่าง ๆ มาแยกแยะและจดั กลุ่มของขอ้ มูลสาคญั ๆ เช่น ขอ้ มูลด้านเศรษฐกิจ วฒั นธรรม สภาวะแวดลอ้ ม วิทยาการใหม่ ๆ นโยบายและทิศทางในการบริหารจดั การ ปัจจยั ทางดา้ นเทคโนโลยี ฯลฯ ขอ้ มูลท่ีนามาวเิ คราะห์น้ีเมื่อจาแนกแลว้ สาเหตุของปัญหาอาจมาจากขอ้ มูลอยา่ งนอ้ ย 3 ประการ คือ - สาเหตุสาคญั มาจากตนเอง จากพ้ืนฐานของชีวิตตนเองและครอบครัว ความไม่สมดุลของการงานอาชีพท่ีพึงปรารถนา ความขดั ขอ้ งท่ีเกิดจากโรคภยั ของตนเอง ความโลภ โกรธ หลง ในใจของตนเอง ความคบั ขอ้ งใจในการรักษาคุณธรรม จริยธรรมของตนเอง ฯลฯ - สาเหตุสาคญั มาจากสังคม ชุมชนและสภาวะแวดลอ้ ม ความไม่พึงพอใจต่อพฤติกรรมไม่พึงปรารถนาของเพ่ือนบา้ น การขาดแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ ชุมชนมีการทะเลาะเบาะแวง้ขาดความสามคั คี ฯลฯ - สาเหตุสาคญั มาจากการขาดแหล่งขอ้ มูล แหล่งความรู้ความเคลื่อนไหวที่เป็ นปัจจุบนัของวชิ าการและเทคโนโลยที ่ีเก่ียวขอ้ งขาดภมู ิปัญญาที่จะช่วยเติมขอ้ มลู ทางปัญญาในการบริหารจดั การฯลฯ 2) การวิเคราะห์สถานการณ์ โดยการนาเอาสภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ มาพฒั นาหาคาตอบ โดยพยายามหาคาตอบในลกั ษณะต่อไปน้ีใหม้ ากท่ีสุด คือ อะไร ที่ไหน เม่ือไร เพยี งใด ตวั อยา่ งเช่น
193 วธิ ีการอะไรท่ีก่อใหเ้ กิดสภาพเหตุการณ์เช่นน้ี สิ่งแวดลอ้ มอะไรที่ก่อใหเ้ กิดสภาพเหตุการณ์เช่นน้ี บุคคลใดที่ก่อใหเ้ กิดสภาพเหตุการณ์เช่นน้ี ผลเสียหายเกิดข้ึนมาไดอ้ ยา่ งไร ทาไมจึงมีสาเหตุเช่นน้ีเกิดข้ึน ฯลฯ จากน้นั จึงกระทาการจดั ลาดบั ความสาคญั ของสาเหตุต่าง ๆ คือ หาพลงั ของสาเหตุท่ีก่อให้เกิดปัญหา ท้งั น้ีเน่ืองจาก - ปัญหาแต่ละปัญหาอาจเป็นผลเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ - ทุกสาเหตุย่อมมีอนั ดับความสาคญั หรือพลังของสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาในอนั ดับแตกต่างกนั - ทรัพยากรมีจากดั ไม่ว่าจะเป็ น บุคลากร เงิน เวลา วสั ดุ ดงั น้ันจึงตอ้ งพิจารณาจดั สรรการใชท้ รัพยากรใหต้ รงกบั พลงั ท่ีก่อปัญหาสูงสุด 3. ข้ันวิเคราะห์เสนอทางเลือกของปัญหา เป็ นข้ันตอนท่ีต้องศึกษาหาข้อมูลที่เก่ียวข้องอยา่ งหลากหลายและทวั่ ถึง เพียงพอท้งั ขอ้ มูลดา้ นบวกและดา้ นลบอย่างน้อย 3 กลุ่มขอ้ มูล คือ ขอ้ มูลทางวิชาการ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั ตนเอง และขอ้ มูลที่เกี่ยวขอ้ งกบั สังคมส่ิงแวดลอ้ ม แล้วสังเคราะห์ขอ้ มูลเหล่าน้ันข้ึนมาเป็นทางเลือกในการแกไ้ ขปัญหาหลาย ๆ ทางท่ีมีความเป็นไปได้ 4. ข้ันการตัดสินใจ เลือกทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ดีท่ีสุดจากทางเลือกท้งั หมดท่ีมีอยู่ เป็ นทางเลือกท่ีไดว้ ิเคราะห์และสังเคราะห์จากขอ้ มูลท้งั 3 ดา้ น ดงั กล่าวแลว้ อย่างพร้อมสมบูรณ์แลว้ บางคร้ังทางเลือกที่ดีที่สุดอาจเป็ นทางเลือกที่ไดจ้ ากการพิจารณาองค์ประกอบท่ีดีท่ีสุดของแต่ละทางเลือก นามาผสมผสานกนั กไ็ ด้ 5. ข้ันนาผลการตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติ เม่ือได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลและไตร่ตรองข้อมูลอยา่ งรอบคอบพอเพียงและครบถว้ นท้งั 3 ประการแลว้ นบั วา่ ทางเลือกท่ีตดั สินใจน้นั เป็ นทางเลือกที่ดีที่สุดแลว้ 6. ข้ันติดตามประเมินผล เมื่อตดั สินใจดาเนินการตามทางเลือกท่ีดีท่ีสุดแลว้ พบวา่ มีความพอใจก็จะมีความสุข แต่ถ้านาไปปฏิบตั ิแลว้ ยงั ไม่พอใจ ไม่สบายใจ ยงั ขดั ขอ้ งเป็ นทุกข์อยู่ ก็ตอ้ งกลบั ไปศึกษาคน้ ควา้ หาขอ้ มูลเพิ่มเติมดา้ นใดดา้ นหน่ึงหรือท้งั 3 ดา้ นท่ียงั ขาดตกบกพร่องอยู่ จนกวา่ จะมีขอ้ มูลท่ีเพียงพอทาใหก้ ารตดั สินใจคร้ังน้นั เกิดความพอใจ และมีความสุขกบั การแกป้ ัญหาน้นั อย่างไรก็ตาม สังคมในยุคโลกาภิวตั น์เป็ นสังคมแห่งการเปล่ียนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง ปัญหาก็เปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกข์ก็เกิดข้ึน ดารงอยู่ และดับไป หรื อเปลี่ยนโฉมหน้าไปตามกาลสมัยกระบวนทศั น์ในการดบั ทุกขก์ ็ตอ้ งพฒั นารูปแบบใหท้ นั ต่อการเปล่ียนแปลงเหล่าน้นั อยตู่ ลอดเวลาให้เหมาะสม
194กบั สถานการณ์ท่ีเปลี่ยนแปลงไปด้วย กระบวนการดบั ทุกข์หรือแก้ปัญหาก็จะหมุนเวียนมาจนกว่าจะพอใจอีกเป็นเช่นน้ี อยอู่ ยา่ งตอ่ เนื่องตลอดชีวติ1. ปัญหา กระบวนการและข้นั ตอนการแก้ปัญหาของคนคิดเป็ น ความสุข กระบวนการแกป้ ัญหา 2. วเิ คราะห์หาสาเหตขุ องปัญหาจากขอ้ มูลท่ีหลากหลายและพอเพยี ง อยา่ งนอ้ ย 3 ประการ ตนเอง สงั คมสิ่งแวดลอ้ ม วชิ าการ6. ประเมนิ ผล 3. วเิ คราะห์หาทางเลือกในการแกป้ ัญหาจากขอ้ มลู ท่ีหลากหลาย 6. ประเมินผล(ยงั ไมพ่ อใจ) อยา่ งนอ้ ย 3 ประการ (พอใจ) ขอ้ มูลเกี่ยวกบั ขอ้ มูลดา้ น ตนเอง สงั คม ขอ้ มลู ดา้ น สิ่งแวดลอ้ ม วชิ าการ5. ปฏิบตั ิ 4. ตดั สินใจเลือกวธิ ีการแกป้ ัญหาที่ดีท่ีสุด 5. ปฏิบตั ิ
195ตัวอย่างกระบวนการและข้นั ตอนการคดิ แก้ปัญหาแบบคนคิดเป็ นกรณศี ึกษาเร่ือง การติดยาเสพตดิ ของเยาวชนปัญหา นายสามารถ เป็นเยาวชนอาศยั อยกู่ บั เพอ่ื น ๆ ชานเมืองกรุงเทพ มีอาชีพเป็ นช่างก่อสร้าง ซ่ึงเป็ นช่างชาวบา้ นในหม่บู า้ น รับจา้ งต่อเติมซ่อมแซมเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ ในหมู่บา้ น บางคร้ังก็รับเป็ นคนงานรับจา้ งรายวนัของบริษัทรับเหมาทางานไม้ งานปูน ทวั่ ไป ไม่มีงานอยู่เป็ นประจาเป็ นหลักแหล่ง รายได้ไม่แน่นอนเคลื่อนยา้ ยไปตามแหล่งงานพร้อม ๆ กบั เพื่อนคนงานอ่ืน ๆ พ้ืนเพเดิมพ่อแม่เป็ นเกษตรกรอย่ตู ่างจงั หวดัยากจนมีลูกหลายคน นายสามารถจึงตอ้ งมาเป็นคนงานก่อสร้างเพอ่ื หาเงินส่งไปใหพ้ ่อแม่ แต่ปรากฏวา่ ลาพงัการเล้ียงตวั เองก็ไม่ค่อยจะพออยแู่ ลว้ ค่าครองชีพในกรุงเทพฯ ก็สูง ค่าใชจ้ ่ายก็มากกวา่ อยตู่ ่างจงั หวดั ชีวิตก็โดดเดี่ยวมีแต่เพื่อน ๆ วยั เดียวกนั ไม่มีผใู้ หญ่คอยดูแล สามารถเรียนจบแค่ประถมศึกษาจากต่างจงั หวดัแลว้ ไม่ไดเ้ รียนต่อ ไม่ไดร้ ับการแนะนาหรือไดร้ ับความรู้เพ่ิมเติมหลงั จากออกจากโรงเรียนแลว้ เพื่อน ๆร่วมงานก็จะมีลกั ษณะเดียวกันแทบทุกคน ผูร้ ับเหมาซ่ึงเป็ นคนจา้ งงานก็ไม่เคยสนใจความเป็ นอยู่ของคนงาน แต่ก็จ่ายค่าจา้ งตามแรงงานไม่เอาเปรียบคนงาน เม่ืองานมีนอ้ ยลง สามารถทางานบ่อยข้ึน คบเพ่ือนเที่ยวเตร่มากข้ึน เริ่มดื่มเหลา้ และติดยาเสพติดตามเพือ่ น ๆ ในท่ีสุดการทาความเข้าใจกบั ปัญหา ประการแรก คิดมีสติ เพื่อพิจารณาปัญหาให้ชัดเจนและสร้างความมนั่ ใจว่าสามารถแกป้ ัญหาได้จากน้นั จึงพิจารณาความล้าลึกและซบั ซอ้ นของปัญหาการติดยาของนายสามารถ เพื่อแยกแยะความหนกั เบาของการติดยา และมองช่องทางในการเข้าถึงปัญหารวมท้งั เข้าถึงความเช่ือมโยงของสภาวะแวดล้อมของการติดยาของสามารถวา่ เก่ียวขอ้ งกบั เรื่องอะไรบา้ ง อยา่ งไรในเบ้ืองตน้การหาสาเหตุของปัญหา ข้นั น้ีเป็นการศึกษาสาเหตุของการติดยาของสามารถ ซ่ึงจะตอ้ งศึกษาจากขอ้ มูลท่ีหลากหลายท้งั จากเรื่องส่วนตวั ของสามารถของในเรื่องประวตั ิครอบครัว ความเป็ นมา สถานะความเป็ นอยู่ เศรษฐกิจสังคมการทามาหากิน นิสัย ความประพฤติ การพบเพื่อน ความอดทน ฯลฯ เพื่อดูว่าเร่ืองส่วนตวั ของสามารถเรื่องใดจะเป็ นตวั นาไปสู่ปัญหาการติดยาของสามารถบา้ ง ตอ้ งศึกษาขอ้ มูลจากสภาวะแวดลอ้ มท่ีจะทาให้สามารถประสบปัญหาติดยา เช่น การคบเพื่อน การเสพสุรา ลักษณะของการทางานที่ต้องเร่ร่อนไปตลอดเวลา แหล่งความรู้หรือภมู ิปัญญาที่จะเป็ นประโยชน์ในการเรียนรู้ แหล่งมว่ั สุราท้งั การซ้ือการขาย การเสพยาในชุมชน ฯลฯ รวมท้งั ขอ้ มูลท่ีเกี่ยวกบั ความรู้เร่ืองยาเสพติดและอนั ตรายจากการเสพยา ความใส่ใจของชุมชนในเรื่องการรณรงค์ขัดกนั ภัยจากยาเสพติด การเข้าถึงเอกสารและส่ือประชาสัมพนั ธ์และประสิทธิภาพของสื่อป้ องกนั ส่ิงเสพติดของประชาชนในชุมชน ฯลฯ ขอ้ มูลเหล่าน้ีตอ้ งนามาวิเคราะห์อยา่ งหลากหลาย เพ่อื สังเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาติดยาของสามารถ
196ข้นั วเิ คราะห์หาทางเลอื กในการแก้ไขปัญหา เป็ นข้นั ตอนท่ีจะตอ้ งนาเอาสาเหตุต่าง ๆ ท่ีทาให้สามารถติดยาที่วิเคราะห์ไดจ้ ากขอ้ มูลท้งั 3 ดา้ นของสามารถมาสังเคราะห์ สรุปเป็ นทางเลือกในการแกไ้ ขปัญหาหลาย ๆ ทางเลือกที่มีความเป็ นไปได้ เช่นไปบวชเพื่อหนีให้พ้นจากสังคมติดยาเสพติดในชุมชน เลิกคบเพ่ือนท่ีติดยาโดยสิ้นเชิง เปล่ียนอาชีพไปทางานที่เป็นหลกั แหล่งไม่เร่ร่อน ศึกษาหาความรู้การประกอบอาชีพใหม่ที่ห่างไกลจากยาเสพติด ปรึกษาผรู้ ู้และหน่วยงานท่ีช่วยเหลือผตู้ ิดยาเพ่ือเลิกเสพยาและฝึ กอาชีพใหม่ เพ่ือใหม้ ีรายได้ กลบั บา้ นต่างจงั หวดัเพ่อื ไปบาบดั การติดยาและอยกู่ บั ครอบครัว ฯลฯข้ันการตัดสินใจ เลอื กทางแก้ปัญหาทด่ี ีทสี่ ุด เป็ นข้นั ตอนที่สามารถเองจะตอ้ งตดั สินใจ เลือกทางแกป้ ัญหาการติดยาของตนเองที่คิดว่าดีที่สุดเหมาะสมกบั ตนเอง สามารถปฏิบตั ิไดด้ ว้ ยความพอใจ เช่น เลิกเท่ียวเตร่กบั เพื่อนที่เสพยาแลว้ ไปปรึกษากบั ผูร้ ู้ขอเขา้ โครงการบาบดั การติดยาของหน่วยงานในชุมชน และเขา้ รับการฟ้ื นฟูสุขภาพควบคู่กบั การฝึกอาชีพที่มีรายไดเ้ สริมเพม่ิ ข้ึน เป็นตน้ข้ันนาผลการตัดสินใจไปสู่การปฏบิ ัติ ข้นั ตอนน้ีสามารถจะตอ้ งเขา้ รับการบาบดั การติดยา ซ่ึงมีข้นั ตอนและวิธีการโดยเฉพาะ สามารถตอ้ งอดทนรับการบาบดั ใหค้ รบถว้ นตามวิธีการ และตอ้ งมีความต้งั ใจแน่วแน่ที่จะเลิกติดยา สัญญากบั ตนเองวา่จะไม่หวนกลบั มาเสพยาอีก ตอ้ งเขา้ รับการดูแลรักษาฟ้ื นฟูสุขภาพท้งั ร่างกายและจิตใจ รวมท้งั เขา้ ศึกษาอาชีพใหมจ่ ากศูนยฝ์ ึกอาชีพ เพอ่ื จะไดม้ ีช่องทางในการทามาหากินหลงั จากบาบดั การติดยาแลว้ข้นั ตดิ ตามประเมนิ ผล ข้นั น้ีเป็นการประเมินตนเองของสามารถวา่ การตดั สินใจของตนเองที่จะเลิกเสพยา และต้งั ใจจะเป็ นคนดีมีอาชีพเสริมท่ีจะเป็ นช่องทางในการทามาหากินมีรายได้ ไม่ตอ้ งเป็ นทุกข์แล้วหันไปเสพยาอีกน้ันทาไดห้ รือไม่ในทางปฏิบตั ิ พอใจและสบายใจท่ีจะเขา้ รับการบาบดั และฟ้ื นฟูสุขภาพหรือไม่ ต้งั ใจฝึ กอาชีพเสริมเพียงใด ถา้ พอใจและสบายใจก็จดั ว่าแกป้ ัญหาได้ แต่ถา้ ลงมือปฏิบตั ิแลว้ ยงั ไม่สบายใจ ยงั ทุรนทุรายยงั ไม่สงบสุข ก็ตอ้ งยอ้ นกลบั ไปดูขอ้ มลู ท้งั 3 ดา้ นอีกคร้ังวา่ ยงั ไม่ไดศ้ ึกษาขอ้ มูลดา้ นใดอยา่ งพอเพียงหรือไม่จากน้นั จึงศึกษาหาขอ้ มูลน้นั ๆ จากแหล่งขอ้ มูลเพ่ิมเติม แลว้ นามาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ หาทางเลือกใหม่เพอ่ื การตดั สินใจแกป้ ัญหาตอ่ ไป จนกวา่ จะพบทางเลือกแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งพอใจ
197ใบงานท่ี 1 ใหผ้ เู้ รียนสารวจตนเอง วา่ เคยประสบปัญหาสาคญั อะไรบา้ งท่ีหนกั ใจที่สุด เลือกมา 1 ปัญหาแลว้ตอบคาถาม โดยการบนั ทึกส้ัน ๆ ในแตล่ ะขอ้ ที่กาหนดให้1. ช่ือปัญหา ....................................................................................................................................................2. ลกั ษณะของปัญหา ปัญหาการเรียน ปัญหาการงาน ปัญหากบั ครอบครัว ปัญหาสังคม อ่ืน ๆ (ระบุ)3. สาเหตุ หรือท่ีมาของปัญหา .....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................4. อธิบายผลเสีย หรือผลกระทบที่เกิดข้ึนจากปัญหาดงั กล่าว..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................5. ปัญหาน้นั ไดม้ ีการแกไ้ ขเป็นที่พอใจหรือไม่ แกไ้ ขอยา่ งไร......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
198ใบงานท่ี 21. ให้ผูเ้ รียนไปสนทนา หรือสัมภาษณ์เพ่ือน ๆ หรือคนใกล้เคียง อย่างไม่เป็ นทางการสัก 3 - 4 คน ในหวั ขอ้ เรื่องตอ่ ไปน้ี แลว้ บนั ทึกขอ้ มลู ไว้ 1) ปัญหาคร้ังใหญ่สุดท่ีเคยประสบในชีวติ ท่ีผา่ นมาคืออะไร 2) สาเหตุท่ีเกิดปัญหาน้นั คืออะไร 3) ปัญหาน้นั มีการแกไ้ ขท่ีสาเร็จดว้ ยความพอใจหรือไม่ ใชข้ อ้ มลู อะไรในการแกไ้ ขปัญหาบา้ งหรือไม่อยา่ งไร 4) มีวธิ ีการแกไ้ ขปัญหาอยา่ งไร มีข้นั ตอนในการแกไ้ ขปัญหาอยา่ งไรบา้ ง 5) ถ้าเกิดปัญหาลักษณะน้ันข้ึนอีก จะใช้วิธีในการแก้ปัญหาแบบเดิมหรือจะมีวิธีใหม่ หรือมีข้นั ตอนใหม่อยา่ งไรหรือไม่ 6) ใหเ้ ปรียบเทียบปัญหา สาเหตุของปัญหา และกระบวนการแกป้ ัญหาของเพื่อน หรือบุคคลใกลเ้ คียงดงั กล่าววา่ มีอะไรบา้ งท่ีเหมือนกนั และมีอะไรบา้ งที่ตา่ งกนั 7) ทา่ นจะสรุปแนวคิดในการแกป้ ัญหา จากประสบการณ์ท่ีไดร้ ับคร้ังน้ีอยา่ งไรบา้ ง อธิบายส้ัน ๆใบงานท่ี 3 บา้ นของท่านอยู่ในแหล่งชุมชนใกล้วดั ท่ีมีเยาวชนมว่ั สุมด้วยการซ้ือขายและเสพยาเสพติด มีคดีลกั เล็กขโมยน้อยไปจนถึงปลน้ จ้ี ข่มขืน และฆาตกรรม เป็ นปัญหาท่ีเป็ นอยู่เป็ นประจา แต่ยงั ไม่เคยเกิดข้ึนกบั ท่าน และครอบครัวของท่านประเด็น 1. ทา่ นคิดวา่ ปัญหาน้ีเป็นปัญหาของทา่ นหรือไม่ เพราะอะไร 2. ทา่ นคิดวา่ ปัญหาน้ีเกิดข้ึนจากอะไร มีทางเลือกในการแกป้ ัญหาอยา่ งไรบา้ ง ขอใหเ้ รียงลาดบัความเป็นไปไดข้ องทางเลือกเหล่าน้นั ท่ีจะนาไปแกไ้ ข 3. แหล่งขอ้ มลู อะไรบา้ งที่ควรนามาพจิ ารณา เพื่อใชป้ ระกอบการคิดแกป้ ัญหา 4. ใหท้ า่ นบนั ทึกคาตอบของทุกขอ้ ส่งใหค้ รูพิจารณา
199เรื่องที่ 3 ลกั ษณะของข้อมูลและการเปรียบเทยี บข้อมูล ด้านวชิ าการ ตนเอง และสังคม ส่ิงแวดล้อม และทกั ษะเบอื้ งต้น การวเิ คราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลท้งั สามด้านเพอ่ื ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาแบบคนคดิ เป็ น ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้ถึง “การคิดเป็ น” และการเช่ือมโยงสู่ “ปรัชญาคิดเป็ น” และไดต้ รวจสอบความคิดกบั เพ่ือนในกลุ่มดว้ ยการทากิจกรรมร่วมกนั บา้ งแลว้ พฤติกรรมสาคญั ของการคิดเป็ นอย่างหน่ึง คือการใช้ขอ้ มูลท่ีหลากหลายและพอเพียงเพื่อประกอบการคิดและตดั สินใจ โดยเฉพาะขอ้ มูลที่เกี่ยวขอ้ งกบั วชิ าการตนเอง และสงั คมสิ่งแวดลอ้ ม ข้อมูลคอื อะไร ขอ้ มลู คือ ข่าวสารรายละเอียดต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนภายในองคก์ รหรือสิ่งแวดลอ้ มทางกายภาพ ก่อนท่ีจะมีการจดั ระบบใหเ้ ป็นรูปแบบท่ีคนสามารถเขา้ ใจ และนาไปใชไ้ ด้ เป็นขอ้ เทจ็ จริงหรือตวั แทนของขอ้ เทจ็ จริงของส่ิงที่เราสนใจที่มีอยใู่ นชีวติ ประจาวนั ขอ้ เทจ็ จริงที่เกี่ยวกบั เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนอยา่ งต่อเน่ือง เช่น จานวนผปู้ ่ วยท่ีติดเช้ือเอดส์ในหมู่บา้ น ราคาพืชผกั ผลไมต้ ่าง ๆ ขอ้ เท็จจริงที่เป็ นสัญลกั ษณ์ ตวั เลขจานวนลูกคา้ตวั เลขท่ีเก่ียวกบั จานวนชวั่ โมงท่ีทางานในแต่ละสัปดาห์ ตวั เลขท่ีเก่ียวกบั สินคา้ คงคลงั เพื่อรายการส่ังของตวั เลขท่ีเป็ นน้าหนกั และส่วนสูงของคน หรือตวั เลขท่ีเป็ นรายไดป้ ระจาเดือน ตวั เลขท่ีเป็ นคะแนนการสอบเป็ นตน้ ขอ้ มูลเป็ นขอ้ ความหรือรายละเอียดซ่ึงอาจอย่ใู นรูปแบบต่าง ๆ เช่น รูปภาพ เสียง วีดีโอ คาอธิบายพ้นื ฐานหรือเหตุการณ์ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ส่ิงต่างๆ เป็นตน้ข้อมูล (Data) กบั สารสนเทศ (Information) ขอ้ มูล และ สารสนเทศมีความหมายที่แตกต่างกนั แต่มีความคลา้ ยคลึงและสัมพนั ธ์เกี่ยวขอ้ งกนัอยมู่ าก ขอ้ มูล หมายถึง ขอ้ มูลดิบท่ีเป็ นขอ้ เท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชีวิตประจาวนั ที่เก็บรวบรวมมาจากแหล่งต่าง ๆ อาจเป็ นตวั เลข ตวั อกั ษร หรือสัญลกั ษณ์ รูปภาพ และเสียง ถือว่าเป็ นขอ้ มูลระดบั ปฏิบตั ิการ ขอ้ มูลที่ดีจะตอ้ งมีความถูกตอ้ งแม่นยาและเป็ นปัจจุบนั เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชื่อ ที่อยู่เบอร์โทรศพั ท์ คะแนนการสอบ บนั ทึก รายงาน ฯลฯ สารสนเทศ คือ ขอ้ มูลที่นามาผ่านกระบวนการประมวลผล วิเคราะห์จนสามารถนาไปใช้ในการตดั สินใจตอ่ ไปไดท้ นั ทีตวั อยา่ ง ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งขอ้ มลู และสารสนเทศ ขอ้ มูล : ผเู้ รียนศูนย์ กศน.อาเภอ ก. มีจานวน 30,000 คน มีครูผสู้ อนจานวน 30 คน สารสนเทศ : อตั ราส่วนครูผสู้ อนตอ่ ผเู้ รียนศูนย์ กศน.อาเภอ ก. เทา่ กบั 30,000/30 = 1,000
200ลกั ษณะของข้อมูล ขอ้ มูลเมื่อจาแนกตามลกั ษณะแลว้ สามารถแบง่ ออกได้ 2 ชนิด คือ 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) หมายถึง ขอ้ มูลท่ีเป็ นนามธรรมไม่สามารถบอกไดว้ ่ามีค่ามากหรือนอ้ ยเพียงใด แตจ่ ะสามารถบอกไดว้ า่ ดีหรือไม่ดี หรือบอกลกั ษณะความเป็นกลุ่มของขอ้ มูล เช่นเพศ ศาสนา สีผม คุณภาพสินคา้ ความพงึ พอใจ ฯลฯ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) หมายถึง ขอ้ มูลท่ีสามารถวดั ค่าไดว้ ่ามีมากหรือนอ้ ยซ่ึงสามารถวดั ค่าออกมาเป็นตวั เลขได้ เช่น คะแนนสอบ อุณหภมู ิ ส่วนสูง น้าหนกั ปริมาณต่าง ๆ ฯลฯประเภทของข้อมูล ขอ้ มูลเม่ือจาแนกตามแหล่งท่ีมาแลว้ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ชนิด คือ 1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) หมายถึง ขอ้ มูลท่ีผูใ้ ชเ้ ป็ นผูเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มูลข้ึนเอง เช่นการเก็บจากแบบสอบถาม การทดลองในหอ้ งทดลอง 2. ข้อมูลทตุ ยิ ภูมิ (Secondary Data) หมายถึง ขอ้ มูลท่ีผใู้ ชน้ ามาจากหน่วยงานอ่ืน หรือผอู้ ่ืนท่ีได้ทาการเก็บรวบรวมมาแลว้ ในอดีต เช่น รายงานประจาปี ของหน่วยง่านต่าง ๆ ขอ้ มูลทอ้ งถ่ินซ่ึงแต่ละ อบต.เป็นผรู้ วบรวมไว้ ฯลฯคุณสมบัตทิ เ่ี หมาะสมของข้อมูล 1. ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมขอ้ มูลแลว้ ขอ้ มูลเหล่าน้นั เช่ือถือไม่ไดจ้ ะทาให้เกิดผลเสียอย่างมาก ผูใ้ ช้ไม่กล้าอ้างอิงหรื อนาเอาไปใช้ประโยชน์ ซ่ึงเป็ นเหตุให้การตัดสินใจของผูบ้ ริ หารขาดความแม่นยา และมีโอกาสผดิ พลาดได้ โครงสร้างขอ้ มูลที่ออกแบบตอ้ งคานึงถึงกรรมวธิ ีการดาเนินงานเพ่อื ใหไ้ ดค้ วามถูกตอ้ งแมน่ ยามากที่สุด โดยปกติความผดิ พลาดของสารสนเทศส่วนใหญ่มาจากขอ้ มูลที่ไม่มีความถูกตอ้ ง ซ่ึงอาจมีสาเหตุมาจากคนหรือเครื่องจกั ร การออกแบบระบบจึงตอ้ งคานึงถึงในเร่ืองน้ี 2. ความรวดเร็วและเป็ นปัจจุบัน การไดม้ าของขอ้ มูลจาเป็ นตอ้ งให้ทนั ต่อความตอ้ งการของผใู้ ช้มีการตอบสนองต่อผูใ้ ช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทนั ต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกคืน และรายงานตามความตอ้ งการของผใู้ ช้ 3. ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศข้ึนกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบตั ิด้วย ในการดาเนินการจดั ทาสารสนเทศตอ้ งสารวจและสอบถามความตอ้ งการการใช้ขอ้ มูลเพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มูลท่ีมีความสมบรู ณ์ในระดบั หน่ึงที่เหมาะสม 4. ความชัดเจนและกะทดั รัด การจดั เกบ็ ขอ้ มูลจานวนมากจะตอ้ งใชพ้ ้ืนที่ในการจดั เก็บขอ้ มูลมากจึงจาเป็ นตอ้ งออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทดั รัดสื่อความหมายได้ มีการใช้รหัสหรือย่ืนย่อขอ้ มูลใหเ้ หมาะสมเพ่ือที่จะจดั เก็บเขา้ ไวใ้ นระบบคอมพวิ เตอร์ 5. ความสอดคล้อง ความต้องการเป็ นเร่ื องที่สาคัญ ดังน้ัน จึงต้องมีการสารวจเพ่ือหาความตอ้ งการของหน่วยงานและองคก์ าร ดูสภาพการใช้ขอ้ มูล ความลึกหรือความกวา้ งของขอบเขตของขอ้ มูลที่สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ
201การจัดการข้อมูลเพอื่ ให้เกดิ ประโยชน์กบั การใช้งาน การทาข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศที่จะเป็ นประโยชน์ต่อการใช้งาน จาเป็ นต้องอาศยั เทคโนโลยีเขา้ มาช่วยในการดาเนินการตามข้นั ตอน ดงั น้ี 1. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล เป็นเร่ืองของการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลซ่ึงมีจานวนมาก และตอ้ งเก็บให้ได้อย่างทนั เวลา เช่น ขอ้ มูลการลงทะเบียนเรียนของนกั เรียน ขอ้ มูลประวตั ิบุคลากร ปัจจุบนั มีเทคโนโลยีช่วยในการจดั เกบ็ อยเู่ ป็นจานวนมาก เช่น การป้ อนขอ้ มูลเขา้ เครื่องคอมพิวเตอร์ การอ่านขอ้ มูลจากรหสั แท่งการตรวจใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอในตาแหน่งตา่ ง ๆ เป็นวธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเช่นกนั 2. การตรวจสอบข้อมูล เม่ือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจาเป็ นต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกตอ้ งข้อมูลที่เก็บเขา้ ในระบบตอ้ งมีความเช่ือถือได้ หากพบท่ีผิดพลาดตอ้ งแกไ้ ขการตรวจสอบขอ้ มูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผูป้ ้ อนขอ้ มูลสองคนป้ อนขอ้ มูลชุดเดียวกนั เข้าคอมพิวเตอร์แลว้ เปรียบเทียบกนั 3. การประมวลข้อมูล การดาเนินการประมวลขอ้ มลู ใหก้ ลายเป็นสารสนเทศ อาจประกอบดว้ ยกิจกรรมดงั ตอ่ ไปน้ี - การจัดแบ่งกลุ่มข้อมูล ขอ้ มูลท่ีจะตอ้ งมีการแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อเตรียมไวส้ าหรับการใชง้ านการแบ่งแยกกลุ่มมีวิธีการที่ชัดเจน เช่น ข้อมูลในโรงเรียนมีการแบ่งแฟ้ มประวตั ินักเรียน และแฟ้ มลงทะเบียน สมุดโทรศพั ทห์ นา้ เหลือง มีการแบง่ หมวดสินคา้ และบริการเพ่อื ความสะดวกในการคน้ หา - การจัดเรียงข้อมูล เมื่อจดั แบ่งกลุ่มเป็ นแฟ้ มแลว้ ควรมีการจดั เรียงขอ้ มูลตามลาดบั ตวั เลขหรือตวั อกั ษร เพื่อให้เรียกใชง้ านไดง้ ่ายประหยดั เวลา ตวั อยา่ งการจดั เรียงขอ้ มูล เช่น การจดั เรียงบตั รขอ้ มูลผูแ้ ต่งหนังสือในตู้บัตรรายการของห้องสมุดตามลาดับตัวอักษร การจัดเรียงช่ือคนในสมุดรายนามผใู้ ชโ้ ทรศพั ท์ ทาใหค้ น้ หาไดง้ ่าย - การสรุปผล บางคร้ังขอ้ มูลท่ีจดั เก็บมีเป็ นจานวนมาก จาเป็ นตอ้ งมีการสรุปผลหรือสร้างรายงานยอ่ เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ ขอ้ มูลที่สรุปไดน้ ้ีอาจสื่อความหมายไดด้ ีกวา่ เช่น สถิติจานวนนกั เรียนแยกตามช้นั เรียนแตล่ ะช้นั - การคานวณ ข้อมูลท่ีเก็บมีเป็ นจานวนมาก ข้อมูลบางส่วนเป็ นข้อมูลตวั เลขที่สามารถนาไปคานวณเพ่ือหาผลลพั ธ์บางอยา่ งได้ ดงั น้นั การสร้างสารสนเทศจากขอ้ มูลจึงอาศยั การคานวณขอ้ มูลที่เก็บไวด้ ว้ ย 4. การดูแลรักษาสารสนเทศเพอ่ื การใช้งาน - การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาขอ้ มูล หมายถึง การนาขอ้ มูลมาบนั ทึกเก็บไวใ้ นส่ือบนั ทึกต่าง ๆ เช่น แผน่ บนั ทึกขอ้ มูล นอกจากน้ียงั รวมถึงการดูแล และทาสาเนาขอ้ มูลเพื่อให้ใชง้ านต่อไปในอนาคตได้
202 - การค้นหาข้อมูล ขอ้ มูลท่ีจดั เก็บไวม้ ีจุดประสงค์ท่ีจะเรียกใช้งานต่อไป การคน้ หาขอ้ มูลจะตอ้ งคน้ ไดถ้ ูกตอ้ งแม่นยา รวดเร็ว จึงมีการนาคอมพิวเตอร์เขา้ มามีส่วนช่วยในการทางาน ทาให้เรียกคน้กระทาไดท้ นั เวลา - การทาสาเนาข้อมูล การทาสาเนาเพื่อที่จะนาขอ้ มูลเก็บรักษาไว้ หรือนาไปแจกจ่ายในภายหลงั จึงควรจดั เกบ็ ขอ้ มูลใหง้ ่ายต่อการทาสาเนา หรือนาไปใชอ้ ีกคร้ังไดโ้ ดยง่าย - การส่ือสาร ขอ้ มูลตอ้ งกระจายหรือส่งต่อไปยงั ผใู้ ชง้ านที่ห่างไกลไดง้ ่าย การสื่อสารขอ้ มูลจึงเป็นเรื่องสาคญั และมีบทบาทท่ีสาคญั ยงิ่ ท่ีจะทาใหก้ ารส่งข่าวสารไปยงั ผใู้ ชท้ าไดร้ วดเร็วและทนั เวลา 5. เทคนิคการรวบรวมข้อมูล ผเู้ รียนสามารถรวบรวมขอ้ มูลต่าง ๆ เช่น ตาดู (สังเกต) หูฟัง (สนใจตอบรับ) ปากถาม (กระตุน้ ซกั ถาม ชวนคุย) สมองคิดจา (เช่ือมโยง สมเหตุสมผล) และมือจด (สรุป บนั ทึก)เพอื่ จบั ประเด็นและสามารถทาการรวบรวมขอ้ มูลไดด้ ว้ ยวธิ ีการทางวชิ าการต่าง ๆ พอสังเขป ดงั น้ี 1. การสังเกต ไดแ้ ก่ การคน้ หาขอ้ มลู ดว้ ยตนเองโดยตรง เช่น การสงั เกตพฤติกรรม หรือเหตุการณ์ตา่ ง ๆ ในชีวติ ประจาวนั สามารถเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยใชท้ ีมงานหรือไปสังเกตดว้ ยตนเอง 2. การสัมภาษณ์ ไดแ้ ก่ การรวบรวมขอ้ มูลจากบุคคลอ่ืน ๆ โดยผถู้ ามใชค้ าพูดในการถาม และผตู้ อบใหค้ าพดู ในการตอบจากครอบครัว ญาติ พ่นี อ้ ง เพอื่ นบา้ น ซ่ึงสามารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดว้ ยตนเอง 3. การตอบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ แบบรายการคาถามที่ให้ผูอ้ ื่นตอบคาถามตามท่ีผูถ้ ามตอ้ งการการสอบถามทางโทรศพั ท์ สามารถใหต้ อบและจดั รับส่งทางไปรษณีย์ 4. การศึกษาเอกสารหรือแหล่งที่เก็บขอ้ มูล ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลจากหนงั สือพิมพ์ วารสาร คอมพิวเตอร์เทปบนั ทึกภาพ เทปบนั ทึกเสียง ขอ้ มูลสารสนเทศ ทางอีเมล์ ทางเวบ็ ไซต์ เพื่อใชเ้ ป็นหลกั ฐาน 5. การทดสอบ/ทดลอง และการสารวจ ไดแ้ ก่ การทดสอบเรื่องต่าง ๆ ทาการทดลองกบั สิ่งของและการสารวจขอ้ มลู ร้านคา้ ในบริเวณใกลเ้ คียง เช่น อาหาร เคร่ืองดื่ม หรือสินคา้ อะไรขายดีที่สุดในหมู่บา้ นหรือไปถึงสถานที่จริง ๆ เป็นตน้การบนั ทกึ ข้อมูล เม่ือไดม้ ีการศึกษา จดั เก็บ และรวบรวมขอ้ มูลอยา่ งหลากหลาย ก็ตอ้ งมีการบนั ทึกขอ้ มูลเหล่าน้นั ไว้เพ่ือการวิเคราะห์และสังเคราะห์ต่อไป การบนั ทึกขอ้ มูลท่ีมีประสิทธิภาพน้นั เทคนิคการเรียงความ ตีความยอ่ ความ สรุปความ ที่ไดศ้ ึกษาจากสาระวชิ าภาษาไทย และสาระวชิ าอ่ืน ๆ มาแลว้ สามารถนาทกั ษะเหล่าน้นัมาประยุกต์ใช้ได้ และยงั สามารถนาไปบนั ทึกผลการวิเคราะห์ สังเคราะห์ขอ้ มูล กา รจดั กระทาข้อมูลเป็ นสารสนเทศได้อีกดว้ ย หากมีขอ้ มูลจานวนมากตอ้ งบนั ทึก หลกั การย่อความเป็ นเทคนิคท่ีควรฝึ กฝนและนาไปปฏิบตั ิดงั น้ี 1. อา่ นขอ้ ความที่จะยอ่ ใหเ้ ขา้ ใจ หาใจความสาคญั ของแต่ละยอ่ หนา้ และใจความรองท่ีสาคญั ๆ 2. นาใจความสาคญั และใจความรองมาเรียบเรียงดว้ ยสานวนของตนเอง 3. ถา้ ขอ้ ความที่อา่ นไมม่ ีชื่อเรื่องตอ้ งต้งั ชื่อข้ึนเอง กรณีตวั เลขหรือจานวนตอ้ งระบุหน่วยชดั เจน 4. ขอ้ ความร้อยกรอง ตอ้ งเปล่ียนเป็นร้อยแกว้ ในความยอ่
203ข้อมูลเพอ่ื การคิดเป็ น การคิดการตดั สินใจแกป้ ัญหาตามแนวทางของ “การคิดเป็ น” น้นั กระบวนการสาคญั คือ การใช้ขอ้ มูลอยา่ งนอ้ ย 3 ประการมาประกอบการคิดการตดั สินใจ ขอ้ มูล 3 ประการดงั กล่าวไดแ้ ก่ ขอ้ มูลดา้ นวิชาการขอ้ มูลเกี่ยวกบั ตนเอง และขอ้ มูลเกี่ยวกบั สังคม ส่ิงแวดลอ้ ม ลกั ษณะของขอ้ มูลท้งั 3 ประการดงั กล่าว อาจสรุปเป็นตวั อยา่ งไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี ข้อมูลเกยี่ วตนเอง พ้ืนฐานของชีวติ ขอ้ มูลภายในครัวเรือน อาชีพ ญาติพี่นอ้ ง ครอบครัว ความสัมพนั ธ์ ทศั นคติ ทศั นะท่ีเก่ียวขอ้ ง ความสามารถส่วนบุคคล ความเช่ือ นิสัยใจคอ อารมณ์ บุคลิกภาพ คุณธรรม และพฤติกรรมสภาพภายในภายนอกของตนเอง เป็นตน้ ข้อมูลทางวชิ าการ หลกั วิชาการด้านต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ปัญหาท้งั ท่ีศึกษาจากทฤษฎี เอกสาร ตาราของทุกศาสตร์ทุกสาขาวิชา ท่ีเรียนรู้จากนกั ปราชญ์ ผรู้ ู้ ภูมิปัญญา จากธรรมชาติ ผลงานวิจยั กฎหมาย ระเบียบขอ้ บงั คบัเทคโนโลยสี ารสนเทศ ธรรมะ ขอ้ มูลทางอาหารและยา และการวนิ ิจฉยั ของแพทย์ ขอ้ มูลทางการเกษตร ฯลฯ ข้อมูลทางสังคมส่ิงแวดล้อม ขอ้ มูลทวั่ ไปเก่ียวกบั เศรษฐกิจและสังคม วฒั นธรรมจารีตประเพณี ขอ้ มูลพ้ืนฐานบริบททางสังคมชุมชน การปกครอง อนามยั กิจกรรมของชุมชน สภาพการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ โรงเรือน บา้ น วดัมสั ยดิ แหล่งเรียนรู้ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั บุคคลท่ีเกี่ยวขอ้ งรอบ ๆ ขา้ งการวเิ คราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพอ่ื นามาใช้ประกอบการตดั สินใจ การวเิ คราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ขอ้ มูล หมายถึง การแยกแยะขอ้ มูลหรือส่วนประกอบของขอ้ มูลออกเป็ นส่วนยอ่ ย ๆศึกษารายละเอียดของขอ้ มูลแต่ละเรื่องเพ่ือตรวจสอบขอ้ มูลให้ไดม้ ากที่สุด โดยเฉพาะขอ้ มูลการคิดเป็ นท้งั3 ประการว่า แต่ละด้านมีข้อมูลอะไรบ้าง เป็ นการหาคาตอบว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน อย่างไร ฯลฯการวเิ คราะห์ขอ้ มูลจะมีการศึกษาและตรวจสอบขอ้ มูลรอบดา้ นท้งั ดา้ นบวกและดา้ นลบ ดูความหลากหลายและพอเพียงเพ่ือให้ไดข้ อ้ มูลท่ีแม่นยา เที่ยงตรง เช่ือถือได้ สมเหตุสมผล การวิเคราะห์ขอ้ มูลมีประโยชน์ตรงที่ทาใหเ้ ราสามารถเขา้ ใจเร่ืองราวปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีแทจ้ ริง ช่วยให้มีการแสวงหาขอ้ มูลหลากหลายโดยไม่เชื่อคาบอกเล่าหรือคากล่าวอา้ งของใครง่าย ๆ เป็ นการมองขอ้ มูลหลากหลายมิติ เกิดมุมมองเชิงลึกและกวา้ ง เพียงพอ ครบถว้ น การสังเคราะห์ข้อมูล เป็ นการนาขอ้ มูลที่เก่ียวขอ้ ง ถูกตอ้ ง ใกลเ้ คียง กลุ่มเดียวกนั มารวบรวม จดั กลุ่ม จดั ระบบ เป็ นกลุ่มใหญ่ ๆ ในเชิงบูรณาการโดยเฉพาะนาขอ้ มูลการคิดเป็ นท้งั 3 ดา้ น คือ ขอ้ มูลทางวิชาการ ขอ้ มูลเกี่ยวกบัตนเอง และขอ้ มูลที่เกี่ยวกบั สังคมสิ่งแวดลอ้ ม ที่วิเคราะห์แม่นยา เท่ียงตรง หลากหลายและพอเพียงท้งั ดา้ นบวกและลบไวแ้ ลว้ มาจดั กลุ่มทางเลือกในการแกป้ ัญหาท่ีเป็ นขอ้ มูลเชิงบูรณาการ ขอ้ มูลท้งั 3 ดา้ น หลาย ๆ
204ทางเลือก โดยแตล่ ะทางเลือกจะมีขอ้ มูลท้งั 3 ดา้ นมาสงั เคราะห์รวมเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั เพ่ือให้เป็ นทางเลือกในการตดั สินใจ เลือกทางเลือกท่ีเหมาะสมเป็นที่ยอมรับและพอใจที่สุดนามาแกป้ ัญหาตอ่ ไปเร่ืองที่ 4 คุณธรรม จริยธรรม : องค์ประกอบทส่ี าคญั ของการคดิ แก้ปัญหาแบบคนคดิ เป็ น 1. ความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม คุณธรรม (Moral) คือ คุณ + ธรรม หมายถึง คุณงามความดีที่เป็ นธรรมชาติก่อให้เกิดประโยชน์ตอ่ ตนเองและสังคม ซ่ึงรวมสรุปวา่ คือ สภาพคุณงาม ความดี คุณธรรม คือ ความดีงามในจิตใจท่ีทาใหบ้ ุคคลประพฤติดี ผมู้ ีคุณธรรมเป็ นผมู้ ีความเคยชินในการประพฤติดีดว้ ยความรู้สึกในทางดีงาม คุณธรรมเป็ นส่ิงท่ีตรงกนั ขา้ มกบั กิเลส ซ่ึงเป็ นความไม่ดีในจิตใจ ผูม้ ีคุณธรรมจึงเป็นผไู้ ม่มกั มากดว้ ยกิเลส ซ่ึงจะไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็นคนดี ดวงเดือน พนั ธุนาวนิ (2543 : 115) ไดใ้ หค้ วามหมายของคุณธรรมในแง่สิ่งดีงามไวว้ า่ หมายถึง สิ่งที่บุคคลยอมรับว่าเป็ นสิ่งดีงาม มีประโยชน์มาก มีโทษน้อย คุณธรรมในแต่ละสังคมอาจต่างกนั ข้ึนอยู่กับวฒั นธรรม เศรษฐกิจ ศาสนาและการศึกษาของคนในสังคมน้นั ๆ พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน (2546 : 190) ไดใ้ ห้ความหมายของคุณธรรมไวใ้ นแบบ เดียวกนั ว่าเป็ นสภาพคุณงามความดี ส่วนธวชั ชยั ชยั จิรฉายากุล และวราพรรณ นอ้ ยสุวรรณ กล่าวถึงคุณธรรมในทางพทุ ธศาสนาวา่ หมายถึง ความรัก ความรู้คิด สรุปแลว้ คุณธรรม หมายถึง ส่ิงท่ีสังคมยอมรับว่าเป็ นสิ่งดีงามท่ีเกิดจากส่วนร่วมของการศึกษาการปฏิบตั ิ ฝึ กอบรม และการกระทาจนเคยชินเกิดเป็ นลกั ษณะนิสัย เป็ นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ ต่อตนเองต่อผอู้ ื่นและต่อสงั คม จริยธรรม (Ethics) คือ จริย ไดแ้ ก่ ความประพฤติ + ธรรมะ ไดแ้ ก่ หลกั ปฏิบตั ิ หมายถึง หลกั แห่งความประพฤติหรือแนวทางของการประพฤติ มีผใู้ หค้ วามหมายของคาวา่ จริยธรรมไวห้ ลายทศั นะ เช่น ดวงเดือน พนั ธุมนาวิน (2543 : 113) กล่าววา่ จริยธรรม หมายถึง ระบบการทาความดี ความชว่ั พระธรรมปิ ฎก(2546 : 7) กล่าววา่ จริยธรรมเป็นเรื่องของความสมั พนั ธ์ของชีวติ กบั สิ่งแวดลอ้ มทางสังคมและวตั ถุ เป็ นเร่ืองของจิตใจและเป็ นเรื่องของปัญญา ความรู้ ความคิด พนสั หนั นคินทร์ อา้ งใน ธวชั ชยั ชยั จิรฉายากุล และวราพรรณ นอ้ ยสุวรรณ (2546 : 69) อธิบายวา่ จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติที่ปฏิบตั ิตามหลกั จริยธรรมจะตอ้ งประกอบดว้ ยกนั ท้งั การปฏิบตั ิทางกายและความรู้สึกทางใจสอดคลอ้ งกนั ดงั น้นั ความหมายของจริยธรรมโดยรวมจะเห็นตรงกนั วา่ เป็ นส่ิงที่เช่ือกนั วา่ เป็ นความดีงามที่ควรยึดเป็นหลกั ในการประพฤติ ปฏิบตั ิตอ่ ตนเอง ต่อผอู้ ่ืนและต่อสงั คม ท้งั การกระทาดว้ ยกายและตระหนกั ดว้ ยใจ จากการใหค้ วามหมายของคุณธรรม และจริยธรรมในหลายทศั นะน้ี จะเห็นไดว้ า่ แมค้ วามหมายของคุณธรรม และจริยธรรมจะแตกต่างกนั แต่ก็มีความหมายใกลเ้ คียงและสัมพนั ธ์กนั และบางคนก็ใชค้ วบคู่กนั ไปเป็ นคุณธรรม จริยธรรม ซ่ึงหมายถึง การกระทาหรือการประพฤติปฏิบตั ิท่ีดีท่ีปลูกฝังอยู่ในอุปนิสัยอนั ดีงามของคน ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดที่ถูกตอ้ ง ซ่ึงอยใู่ นจิตสานึกความรับผิดชอบชวั่ ดีของบุคคลน้นั ๆ
205อนั เป็นเครื่องเหนี่ยวร้ังและควบคุมความประพฤติของบุคคลท่ีแสดงออกเพ่ือให้บรรลุในส่ิงท่ีปรารถนา เช่นความซ่ือสตั ย์ ความสามคั คี ความมีวนิ ยั ความกตญั ญู และความเอ้ือเฟ้ื อเผอื่ แผ่ เป็นตน้ 2. ความสาคัญของคุณธรรมและจริยธรรม สภาพสังคมไทยในปัจจุบนั มีการเปล่ียนแปลงทางดา้ นเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว พร้อมท้งัความเจริญทางดา้ นเทคโนโลยีการส่ือสารที่สามารถส่ือสารกนั ทวั่ ท้งั โลกภายในระยะเวลาอนั ส้ัน ส่งผลให้ประชาชนและเยาวชนเกิดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ศิลปวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบการดารงชีวิตของเพื่อนร่วมโลก แลว้ ถือเป็ นตวั แบบในการดารงชีวิตของตน โดยขาดการคิดวิเคราะห์ถึงความเป็ นมาและเหตุผลท่ีแทจ้ ริงอยา่ งถูกตอ้ ง ซ่ึงปรากฏอย่ใู นสังคมปัจจุบนั และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการทุจริตคอรัปชน่ั ในวงการราชการ การทุจริตในการสอบเขา้ ศึกษาต่อในสถาบนั การศึกษาต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีท่ีทนั สมัยเป็ นเคร่ืองมือ รวมท้งั ปัญหาการขายบริการทางเพศของนิสิตนักศึกษา เป็ นต้นซ่ึงปัญหาต่าง ๆ เหล่าน้ีแสดงให้เห็นถึงการหย่อนยานทางดา้ นคุณธรรม จริยธรรมของประชาชนในชาติเป็นอยา่ งมาก และควรท่ีจะไดร้ ับการแกไ้ ขอยา่ งเร่งด่วน คุณธรรมและจริยธรรมมีความสาคญั มาก เพราะเป็ นรากฐานของความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและเป็นสิ่งท่ีกาหนดความเจริญและความล่มสลายของสังคม ดงั น้นั ผบู้ ริหารประเทศ และผทู้ ่ีเก่ียวขอ้ งตอ้ งตระหนักและเล็งเห็นความสาคญั ในการที่จะแกป้ ัญหา เร่งพฒั นาจิตใจและพฤติกรรมของบุคคลในทุกระดบั ช้นั ร่วมกนั หาแนวทางในการแกป้ ัญหาคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม และหาทางปลูกฝังใหบ้ ุคคลในสังคมมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อใหบ้ ุคคลสามารถที่จะดารงอยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสุข 3. องค์ประกอบของคุณธรรม จริยธรรม 3.1 องค์ประกอบของคุณธรรมในระดบั องค์กร จริยธรรมเป็นเครื่องมือกาหนดหลกั ปฏิบตั ิในการดารงอยู่ขององค์กร แนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยประกอบด้วยองค์ประกอบดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ระเบียบวนิ ยั (Discipline) เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ย่งิ การหยอ่ นยานระเบียบวนิ ยั เป็ นการละเมิดสิทธิและหนา้ ท่ีตามบทบาทของแต่ละคน 2. สังคม (Society) การรวมกลุ่มกนั ประกอบกิจกรรมอยา่ งมีระเบียบแบบแผน ก่อให้เกิดขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีดีงาม มีวฒั นธรรมอนั เป็ นความมีระเบียบเรียบร้อย และศีลธรรมอนั ดี ของประชาชน 3. อิสระเสรี (Autonomy) ความมีสานึกในมโนธรรมท่ีพฒั นาเป็นลาดบั ก่อใหเ้ กิดความอิสระสามารถดารงชีวติ จากสิ่งที่ไดเ้ รียนรู้จากการศึกษา และประสบการณ์ในชีวิต มีความสุข อยใู่ นระเบียบวินยัและสังคมของตน เป็ นค่านิยมสูงสุดท่ีคนไดร้ ับการขดั เกลาแลว้ สามารถบาเพ็ญตนตามเสรีภาพเฉพาะตนไดอ้ ยา่ งอิสระสามารถปกครองตนเอง และชกั นาตนเองใหอ้ ยใู่ นทานองครองธรรม
206 3.2 คุณธรรมจริยธรรมในระดบั บุคคล มีองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ 1. ดา้ นความเป็ นเหตุเป็ นผล (Moral Reasoning) คือ ความเข้มแข็งทางจิตใจในเหตุผลของความถูกตอ้ งดีงาม สามารถตดั สินแยกความถูกตอ้ งออกจากความไมถ่ ูกตอ้ งไดด้ ว้ ยการคิด 2. ดา้ นความเช่ือและทศั นคติ (Moral Attitude and Belief) คือ ความพึงพอใจ ศรัทธาเล่ือมใส ความนิยมยนิ ดีท่ีจะรับจริยธรรมมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบตั ิ 3. ด้านพฤติกรรม (Moral Conduct) คือ การกระทาหรื อการแสดงออกของบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ซ่ึงเช่ือวา่ เกิดจากอิทธิพลของสององคป์ ระกอบขา้ งตน้ 4. คุณธรรม จริยธรรมเพอ่ื การคดิ แก้ปัญหา 4.1 คุณธรรม จริยธรรม 4 ประการ ตามแนวทางพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชดารัสในพระราชพธิ ีบวงสรวงสมเด็จพระบรู พามหากษตั ริยาธิราชเจา้ เม่ือวนั ท่ี 5 เมษายน พุทธศกั ราช 2525 ความวา่ “...คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและนอ้ มนามาปฏิบตั ิ มีอยสู่ ่ีประการ 1) คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตวั เองท่ีจะประพฤติปฏิบตั ิแต่สิ่งท่ีเป็ นประโยชน์และเป็ นธรรม 2) คือ การรู้จกั ข่มใจตนเอง ฝึกฝนตนเอง ใหป้ ระพฤติปฏิบตั ิอยใู่ นความสจั ความดีน้นั 3) คือ การอดทน อดกล้นั และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วง ความสัจสุจริต ไม่ว่าดว้ ยเหตุประการใด 4) คือ การรู้จกั ละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จกั สละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพ่ือประโยชน์ส่วนใหญ่ของบา้ นเมือง คุณธรรมส่ีประการน้ี ถา้ แต่ละคนพยายามปลูกฝังและบารุงใหเ้ จริญงอกงามข้ึนโดยทว่ั ถึงกนั จะช่วยใหป้ ระเทศชาติบงั เกิดความสุข ความร่มเยน็ และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพฒั นาใหม้ นั่ คงกา้ วหนา้ ตอ่ ไปดงั ประสงค.์ ..” พระบรมราโชวาทเร่ื องคุณธรรม 4 ประการน้ี สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมในเร่ื องฆราวาสธรรม 4 คือ 1) สจั จะ มีความจริงใจตอ่ ตนเองที่จะรักษาสจั จะท่ีใหไ้ วก้ บั ตน 2) ทมะ การรู้จกั ข่มใจตนเองที่จะปฏิบตั ิตามสัจจะที่กาหนด 3) ขนั ติ มีความอดทนอดกล้นั ที่จะปฏิบตั ิตามสจั จะน้นั ใหส้ าเร็จลุล่วง 4) จาคะ การสละความชวั่ ความทุจริตตามสัจจะน้นั ๆ 4.2 คุณธรรมตามแนวคิดของอริสโตเติล ซ่ึงอริสโตเติลนกั ปราชญช์ าวกรีก ไดใ้ หแ้ นวทางของคุณธรรมหลกั ๆ ไว้ 3 ประการ คือ 1) ความรอบคอบ คือ รู้วา่ อะไรควรประพฤติปฏิบตั ิ อะไรไม่ควรประพฤติปฏิบตั ิ 2) ความกลา้ หาญ คือ ความกลา้ เผชิญต่อความเป็นจริง
207 3) การรู้จกั ประมาณ คือ รู้จกั ควบคุมความต้องการและการกระทาให้เหมาะสมกับสภาพและฐานะของตน 4.3 กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ ไดว้ ิเคราะห์คุณธรรม จริยธรรมท่ีควรเร่งพฒั นาส่งเสริมให้เกิดข้ึน ในระดับประถมศึกษา ควรพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม 3 ประการคือ ความเมตตากรุณาความซื่อสัตยส์ ุจริต และความขยนั หมนั่ เพียร ส่วนระดบั มธั ยมศึกษาควรพฒั นาท้งั 3 ประการ และเพิ่มจริยธรรมอีก 2 ประการ คือ การใฝ่ สัจธรรมและการใชป้ ัญญาในการแกป้ ัญหา ซ่ึงกรมวิชาการไดก้ าหนดพฤติกรรม คุณธรรมจริยธรรมต่าง ๆ ไวด้ งั ต่อไปน้ี 1) การใฝ่ สัจธรรม ได้แก่ พฤติกรรมที่เก่ียวข้องกบั การเลือกแนวทางความเชื่อที่มีเหตุผลการแสดงความพอใจกบั คากล่าวท่ีมีเหตุผล การแสดงความพอใจกบั การยึดถือและยอมรับความจริง การแสดงความพอใจกบั การแสวงหาความจริง การซกั ถาม คน้ ควา้ เพ่ือตอบขอ้ สงสัย การซกั ถาม คน้ ควา้ เพ่ือหาความรู้คาอธิบายเพม่ิ เติม 2) การใช้ปัญญาแก้ปัญหา ได้แก่ พฤติกรรมทางด้านการเลือกแนวทางแก้ปัญหา หรือดาเนินงานอย่างมีเหตุผล การวิเคราะห์ตามกระบวนการวิทยาศาสตร์ได้ การพอใจแนวทางแกป้ ัญหา หรือแนวปฏิบตั ิที่มีเหตุผล การปฏิบตั ิงานแกป้ ัญหา เช่น ทาแบบฝึ กหดั ทารายงาน คน้ ควา้ สาเร็จเป็ นท่ีน่าพอใจการตอบคาถามที่ข้ึนตน้ ดว้ ยคาวา่ “ทาไม” “เราควรทาอยา่ งไร” ไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล 4.4 สานักคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541 : 34) ได้กาหนดขอบข่ายของคุณธรรม จริยธรรม ที่จาเป็ นการดารงชีวติ ไวว้ า่ คุณธรรม จริยธรรม ที่จาเป็ นในการดารงชีวิตของคนไทยไดแ้ ก่ ความมีเมตตากรุณา ความมีระเบียบวินยั ความรับผดิ ชอบ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละไม่เห็นแก่ตวัความประหยดั และความกตญั ญูกตเวที ซ่ึงจดั หมวดหม่ไู ด้ 2 ประการ คือ 1. ความไม่เห็นแก่ตวั ซ่ึงได้แก่ การแบ่งปัน ความปรารถนาดี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกวา่ ส่วนตวั ความเมตตากรุณา และความกตญั ญูกตเวที 2. ความรับผิดชอบ ซ่ึงได้แก่ ความมุ่งมน่ั ต้ังใจปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความผูกพนั พากเพียรละเอียดรอบคอบ ความซ่ือสัตยต์ ่อหน้าท่ี เคารพกฎระเบียบ มีวินัยในตนเอง ความตรงต่อเวลา และการยอมรับผลการกระทาของตนเองเสมอ 4.5 กระทรวงศึกษาธิการไดป้ ระกาศนโยบายที่จะเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนาความรู้สร้างความตระหนกั สานึกคุณค่าของความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย โดยการพฒั นาคนใหเ้ ป็นคนดี มีความรู้ และอยดู่ ีมีสุข ดงั น้ี 1) ขยนั คือ ความเพียรพยายามทาหนา้ ท่ีการงาน สู้งานไมท่ อ้ ถอย ต้งั ใจอยา่ งจริงจงั 2) ประหยดั คือ อยอู่ ยา่ งเรียบง่าย พอเพียง ไมฟ่ ่ ุมเฟื อย ระมดั ระวงั รายจา่ ยของตนที่จาเป็น 3) ซื่อสตั ย์ คือ มีความประพฤติตรงต่อหนา้ ที่ จริงใจ ไม่คดโกง 4) มีวนิ ยั คือ ปฏิบตั ิตนอยใู่ นกฎระเบียบแบบแผนขอ้ บงั คบั รวมถึงตอ่ ตนเองและสงั คม 5) สุภาพ คือ ออ่ นนอ้ มถ่อมตน มีสมั มาคารวะ เรียบร้อยท้งั กาย วาจา ใจ และมีมารยาท 6) สะอาด คือ รักษาร่างกาย ที่อยอู่ าศยั และส่ิงแวดลอ้ ม ทาจิตใจใหแ้ จม่ ใส สวยงาม
208 7) สามคั คี คือ ช่วยเหลือรับฟัง เก้ือกลู ท้งั ความคิดเห็นของผอู้ ื่นและตนเองอยา่ งมีเหตุผล 8) มีน้าใจ คือ อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จกั แบ่งปัน เสียสละ เห็นอกเห็นใจผอู้ ื่น เห็นคุณค่าของเพื่อนมนุษย์ เอ้ืออาทรต่อเพื่อนมนุษยด์ ้วยแรงกายและสติปัญญา ร่วมสร้างสรรค์ส่ิงดีงามแก่สังคม และชุมชน 4.6 คุณธรรมท่ีใชใ้ นการแกป้ ัญหาชีวติ คุณธรรมที่ใชใ้ นการแกป้ ัญหาชีวิต ไดแ้ ก่ อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอนั ประเสริฐ 4 ประการในการดาเนินชีวิตของบุคคลหรือการทางานในกิจการต่าง ๆ มักจะประสบกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการ ซ่ึงถา้ มีหลกั ธรรมต่าง ๆ ดงั ท่ีกล่าวมาแลว้ เป็ นหลกั ยดึ เพ่ือการประพฤติปฏิบตั ิ บุคคลผนู้ ้นั ก็ยอ่ มจะผา่ นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ และประสบความสาเร็จในทา้ ยที่สุด สาระสาคญั ยง่ิ ของอริยสัจ 4 มีดงั น้ี 1) ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจท่ีเกิดข้ึน เน่ืองจากสาเหตุนานาประการ 2) สมุทยั คือ เหตุท่ีทาใหเ้ กิดทุกข์ ซ่ึงเกิดจากตณั หาท้งั หลาย 3) นิโรธ คือ ความดบั ทุกข์ โดยการดบั ตณั หาใหห้ มดจะเป็นภาวะท่ีปลอดทุกข์ 4) มรรค คือ วิถีทางในการดับทุกข์ ได้แก่ ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ท่ีทาให้ทุกข์หมดไป นั่นคืออริยมรรค 8 ประการสาหรับนกั ศึกษาสามารถนาหลกั ธรรมดงั กล่าวไปใชแ้ กป้ ัญหา ดงั น้ี ทุกข์ คือ สภาพท่ีเราขาดความสุขทนไมไ่ ด้ มนั ทาใหเ้ ราวา้ วนุ่ ทุกขจ์ ึงเป็นปัญหา สมุทยั คือ สาเหตุของปัญหา อะไรทาใหเ้ ราวา้ วนุ่ ใจ อะไรทาใหเ้ ราวติ กกงั วล นิโรธ คือ แนวทางแกไ้ ข ลองนง่ั นึกวา่ จะแกไ้ ขเร่ืองที่วา้ วนุ่ ไดอ้ ยา่ งไร หาหลาย ๆ แนวทาง ลองนง่ัเขียนเป็นขอ้ ๆ แยกแยะขอ้ ดีขอ้ เสีย มรรค คือ แนวทางปฏิบตั ิในเชิงพฤติกรรมท่ีเป็นไปไดท้ ี่จะไม่ใหเ้ กิดปัญหาอีก 5. แนวทางการพฒั นาบุคลากรด้านคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้การพฒั นาคุณธรรมจริยธรรม เป็ นไปในทิศทางเดียวกนั จึงไดม้ ีการกาหนดคุณลกั ษณะของผมู้ ีคุณธรรมจริยธรรมไว้ ดงั น้ี 1. เป็นผทู้ ี่มีความเพียรพยายามประกอบความดี ละอายต่อการปฏิบตั ิชว่ั 2. เป็นผมู้ ีความซ่ือสตั ยส์ ุจริต ยตุ ิธรรม และมีเมตตากรุณา 3. เป็นผมู้ ีสติปัญญา รู้ตวั อยเู่ สมอ ไมป่ ระมาท 4. เป็นผใู้ ฝ่ หาความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ เพื่อความมน่ั คง 5. เป็นผทู้ ี่รัฐสามารถอาศยั เป็นแกนหรือฐานใหก้ บั สงั คม สาหรับการพฒั นาใด ๆ ได้ แนวทางการพฒั นาคุณภาพและจริยธรรมท่ีกาหนดโดยรัฐบาล จากคุณสมบตั ิของผูม้ ีจริยธรรมดงั กล่าว แสดงถึงความเป็ นคนมีคุณภาพ มีภาวะความเป็ นผูน้ า อนั เป็ นท่ีตอ้ งการขององค์การและสังคมทุกระดับ รัฐบาลไทยได้เห็นความสาคญั ของการพฒั นาคุณภาพของประชาชนในด้านจริยธรรมและคุณธรรมในสังคม จึงไดบ้ รรจุไวใ้ นแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเน้นการพฒั นาจิตใจในลกั ษณะท่ีสอดคลอ้ งและเหมาะสมกบั สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบนั ซ่ึงผลท่ีปรากฏในปัจจุบนั ก็คือ
209มีการเผยแพร่ธรรมะทางส่ือต่าง ๆ มากมาย วดั วาอารามก็ไดเ้ ขา้ มามีส่วนร่วมส่วนช่วยในการอบรมสั่งสอนดว้ ยจริยธรรมเป็ นจริยสมบตั ิ หน่วยงานต่าง ๆ ก็ให้การสนับสนุนเป็ นอย่างดี คนไทยวยั หนุ่มสาว และเยาวชนได้ให้ความสนใจเป็ นจานวนมาก จากท่ีเห็นได้จากสื่อและข่าวต่าง ๆ เน่ืองจากจริยธรรม เป็ นคุณสมบตั ิที่ทาหนา้ ท่ีเป็นเคร่ืองมือในการวดั คุณภาพของคน ซ่ึงมีความสาคญั ต่อการดารงชีวติ ของประชากรท้งั ประเทศ รัฐบาลจึงไดก้ าหนดแนวทางการพฒั นาคุณธรรมและจริยธรรมไวด้ งั น้ี 1. พฒั นาจิตใจประชากรกลุ่มเป้ าหมาย โดยใหผ้ นู้ าแตล่ ะกลุ่มเป็นผบู้ ริหารเปลี่ยนแปลง 2. ให้สถาบันของสังคมและครอบครัวทาหน้าที่อนั ถูกต้องชอบธรรมของตนเอง แก้ไขขอ้ บกพร่องโดยรีบด่วน 3. บรรจุการพฒั นาจิตใจในหลกั สูตร การฝึ กอบรมทุกหลกั สูตร และให้ดาเนินการพฒั นาตอ่ เนื่องตอ่ ไป 4. ให้มีการพัฒนาวิธีปลูกฝัง อบรม สั่งสอนศีลธรรม จริ ยธรรม ตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้ าหมายใหเ้ ป็นท่ีน่าสนใจ 5. สร้างสรรค์ส่ิงแวดล้อมของสังคมอนั ได้แก่ ศิลปะ วฒั นธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีถูกตอ้ งดีงามตามหลกั ศีลธรรมและจริยธรรม นอกจากการพฒั นาของรัฐบาลดงั กล่าว องคก์ รควรได้ส่งเสริมและพฒั นาบุคลากรในวิธีเดียวกนัเพื่อให้บุคลากรขององค์กรเป็ นทรัพยากรมนุษย์ท่ีพึงประสงค์โดยแทจ้ ริง การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์โดยวธิ ีดงั กล่าวอาจเป็นส่วนหน่ึงสาหรับการพฒั นาองคก์ ร ที่สาคญั ก็คือ องคก์ รควรใหม้ ีการสร้างบรรยากาศหรื อสภาวะแวดล้อมในการทางานให้ดีด้วย ดังเช่นไม่ให้คนมีงานทามากเกินไปหรื อน้อยเกินไปการพิจารณาความดีความชอบให้มีความยุติธรรม มีธรรมาภิบาลและส่งเสริมด้วยมนุษยสัมพนั ธ์ภายในองค์กรด้วย ซ่ึงบรรยากาศท่ีดีจะช่วยการพฒั นาจิตใจ ในดา้ นสถาบนั การศึกษาก็ควรได้มีการบรรจุหลกัคุณธรรมไวใ้ นหลกั สูตร เพื่อเป็ นการพฒั นาและให้การศึกษากบั คนท้งั ชาติ เพ่ือการพฒั นาจิตใจของคนในชาติใหม้ ีคุณภาพ การพฒั นาบุคคลดว้ ยคุณธรรมตอ้ งฝึ กฝนให้มีความรู้สึกตระหนกั วา่ อะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควรอะไรไม่ดี และปฏิบตั ิแต่ในทางที่ถูกที่ควรให้เป็ นปกติวสิ ัย การพฒั นาในสิ่งดงั กล่าวควรใชส้ ิ่งโนม้ นาให้มีคุณธรรมสูง มีความระลึกได้ว่าอะไรไม่ควร และความรู้สึกตวั ว่ากาลงั ทาอะไรอยู่ ผูห้ วงั ความสงบสุขความเจริญและความมนั่ คงแก่ตนเองและประเทศชาติ ตอ้ งฝึ กฝนตนเองให้มีคุณธรรม คุณธรรมเป็ นสิ่งท่ีสาคญั และจาเป็นมากสาหรับบุคลากร ควรให้การส่งเสริมสนบั สนุนและชกั จูงให้บุคลากรขององคก์ รสนใจคุณธรรมและพร้อมนามาปฏิบตั ิกบั ชีวติ การทางานของตนเอง
210 บทสรุป คนเราเม่ือเกิดมามีชีวิต มีการทางาน สัมพนั ธ์ติดต่อกบั คนอ่ืน ๆ ในสังคมที่มีความแตกต่างกนัอยา่ งหลากหลาย การเผชิญกบั ปัญหาก็เป็ นธรรมชาติหนีไม่พน้ คนจึงตอ้ งมีสติ มีสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาในการแสวงหาขอ้ มูลที่หลากหลายและเพียงพอมาใช้ประกอบการคิด การแกป้ ัญหาเหล่าน้นั ให้ลุล่วงไปสภาพสังคมไทยปัจจุบนั เป็ นยุคโลกาภิวตั น์ ความเจริญทางดา้ นเทคโนโลยีการส่ือสารถึงกนั ทวั่ โลก ในระยะเวลาอนั ส้ัน ส่งผลใหเ้ ยาวชนและประชาชนเกิดการรับรู้ข่าวสาร ศิลปวฒั นธรรม รูปแบบการดารงชีวิตของเพ่ือนร่วมโลก และรับมาเป็ นตวั แบบในการดารงชีวิตของตน โดยไม่มีการไตร่ตรองปรับแต่งให้สอดคลอ้ งกบั วฒั นธรรม ประเพณีและความเชื่อของไทยเราเอง ขาดการวิเคราะห์ถึงความเป็ นมา และแนวปฏิบตั ิท่ีแทจ้ ริงของเขา ส่งผลใหเ้ กิดปัญหาดา้ นวฒั นธรรมและวถิ ีชีวติ กระทบต่อคุณภาพชีวติ ของประชาชนเป็นอนั มาก เช่น ปัญหาการทางานท่ีไม่โปร่งใสของผมู้ ีอานาจ การทุจริตคอรัปชนั่ เชิงนโยบายในวงราชการปัญหาขายบริการทางเพศของนกั ศึกษา ปัญหาการพนนั บอล ปัญหาติดยา ปัญหาหน้ีนอกระบบ ครอบครัวแตกแยก ปัญหาการแต่งงานก่อนวยั อนั ควร ปัญหาการหย่าร้างบ่อยคร้ัง ปัญหาเด็กซ่ิง เด็กแวน้ ปัญหาโรคเอดส์ ฯลฯ ปัญหาเหล่าน้ีแสดงใหเ้ ห็นถึงการหยอ่ นทางดา้ นคุณธรรม จริยธรรมของประชาชนในชาติที่ตอ้ งแกไ้ ขอยา่ งรีบด่วน คุณธรรมจริยธรรมหลายเรื่อง จึงมีความสาคญั ตอ้ งนามาเป็ นขอ้ มูลประกอบการคิดการตดั สินใจของคนคิดเป็นมากข้ึน ท้งั การนามาเรียนรู้ นามาฝึกพฒั นาบุคลากร นามาปฏิบตั ิเพ่ือป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหา อยา่ งไรก็ตาม คุณธรรมและจริยธรรมกเ็ ป็นเร่ืองของบริบทของแตล่ ะชุมชนท่ีไม่เหมือนกนั การนาคุณธรรมจริยธรรมไปใชใ้ นการคิดการแกป้ ัญหาของคนคิดเป็ นจึงตอ้ งใชว้ ิจารญาณไตร่ตรอง พฒั นาให้เหมาะสมกบั บริบทของชุมชนและวฒั นธรรมของชุมชนดว้ ยตัวอย่างคุณธรรม จริยธรรมทใี่ ช้ประกอบการคดิ การแก้ปัญหาแบบคนคิดเป็ นสังคหวตั ถุ 4 1. ทาน ไดแ้ ก่ การใหป้ ัน ซ่ึงมีท้งั อามิสทาน ธรรมทาน และอภยั ทาน 2. ปิ ยวาจา ไดแ้ ก่ การพดู จาอ่อนหวาน ออ่ นนอ้ ม ถ่อมตนใหเ้ กียรติผอู้ ่ืน 3. อตั ถจริยา การรู้จกั ช่วยเหลือเจือจุน ไมน่ ิ่งดูดายทาตนใหเ้ ป็นประโยชน์ 4. สมานตั ตตา ไดแ้ ก่ การวางตนใหส้ ม่าเสมอ เหมาะสมเสมอตน้ เสมอปลายธรรมเพอ่ื การบริหาร 1. ปัญญาพละ ไดแ้ ก่ กาลงั ความรู้ 2. วริ ิยพละ ไดแ้ ก่ กาลงั ความเพยี ร 3. อนวชั ชพละ ไดแ้ ก่ กาลงั ความดี ความซื่อสตั ย์ 4. สงั คหพละ ไดแ้ ก่ กาลงั สงเคราะห์ ช่วยเหลือธรรมสุภาษิตสาหรับชาวบ้าน เป็ นคุณธรรมจริยธรรมท่ีคนในสมยั โบราณใช้อบรมสั่งสอนลูกหลานในรูปของสุภาษิตสอนใจ ส่วนใหญ่จะเน้นคาร้อยกรอง เพราะคนไทยมกั จะเป็ นคนเจ้าบทเจ้ากลอนเป็นภาษาง่าย ๆ แตล่ ึกซ้ึงในความงามและความหมาย ตวั อยา่ งเช่น
2111. ถา้ แคบนกั มกั ขยบั ยาก ถา้ กวา้ งมากไม่มีอะไรจะใส่สม ถา้ สูงนกั มกั จะลอยไปตามลม ถา้ ต่านกั มกั จะจมธรณี2. ไมส้ ูงกวา่ แม่ มกั จะแพล้ มบน คนสูงเกินคน มกั จะโคน่ กลางคนั3 ผใู้ หญน่ ะลูกเอ๋ยตอ้ งมีพรหมวหิ าร ลบลา้ งสันดานโขดหิน เสียงตูมตอ้ งแสร้งวา่ ไมไ่ ดย้ นิ เสียงน้าไหลรินรินลูกตอ้ งฟัง แลว้ ตอ้ งหยดุ พนิ ิจพิจารณา สดบั เสียงนกกามนั บา้ ลูกนอ้ งพดู อะไรไมอ่ ินงั ลบั หลงั มนั กส็ บั เอาสับเอา4 จริงใจ ไมซ่ ีเรียส ดูแลความสุข ความทุกข์ของผรู้ ่วมงานอยเู่ สมอ แต่ตอ้ งไม่ซีเรียสไปตามตารา พอให้มีความ จริงใจและใจจริง ซ่ึงเป็นความรู้สึกท่ีส่งถึงกนั ได้5 อนุภาพของปาก สร้างความรัก ความชงั ไดท้ ้งั โลก ใหส้ ุขโศก สดชื่น ใหข้ ื่นขม ใหห้ วนั่ หวาด กราดเกร้ียว ใหเ้ กลียวกลม ใหน้ ิยม ชมชื่น ใหต้ ื่นตวั ใหโ้ กรธเกลียด เหยยี ดหยาม ใหค้ วามรัก ใหแ้ ตกหกั สามคั คี ใหด้ ีทวั่ ใหค้ วามคิด วทิ ยา ใหก้ ลา้ กลวั สุขทุกขท์ ว่ั ร่ัวหลาก จากปากคนจะพดู จากปราศรัยกบั ใครน้นั อยา่ ตะค้นั ตะคอกใหเ้ คืองหูไมค่ วรพดู อ้ืออึงข้ึนมึงกู คนจะหลู่ล่วงลามไมข่ ามใจแมจ้ ะเรียนวชิ าทางคา้ ขาย อยา่ ปากร้ายพดู จาอชั ฌาสัยจะซ้ือง่ายขายดีมีกาไร ดว้ ยเขาไมเ่ คืองจิตคิดระอา ( บทกลอนของ สุนทรภู่ )
2126. ความสามคั คีนายมีโคน่ ไผ่ นายใจขดุ หลุมนายช้นั นายชุ่ม คุมกนั ไปเกี่ยวแฝกเสร็จแลว้ เกลาเสา เอาโวย้ ยา้ ยแยกเลิกงานขา้ จะแจก ของแปลกแปลกใหก้ ิน7. เล้ียงชา้ งอยา่ กินเน้ือชา้ งเบิกทรัพยว์ นั ละบาทซ้ือ มงั สานายหน่ึงเล้ียงพยคั ฆา ไป่ อว้ นสองสามสี่นายมา กากบั กนั แฮบงั ทรัพยส์ ่ีส่วนถว้ น บาทสิ้นเสือตาย8. รู้จกั โง่ใหเ้ ป็น โง่ไมเ่ ป็นเป็นใหญ่ยากฝากใหค้ ิดทางชีวติ จะรุ่งโรจนโ์ สตถิผลตอ้ งรู้โง่รู้ฉลาดปราดเปร่ืองตนโง่สิบหนดีกวา่ เบง่ เก่งเดี๋ยวเดียว9. การครองตนนิคฺคฺณฺเห นิคฺคหารห◦การาบคนที่ควรการาบปคฺคณฺเห ปคฺคหารห◦ยกยอ่ งคนที่ควรยกยอ่ ง
213เร่ืองท่ี 5 กจิ กรรมเพอ่ื การฝึ กทกั ษะใบงานที่ 1 กรณตี ัวอย่าง เรื่อง อ้อยอนิ เตอร์เน็ต “ออ้ ยไดร้ ู้จกั กบั ผชู้ ายเยอะมากทาง Thaimail โดยการเขา้ ไป แชท หอ้ งขาขนั ออ้ ยชอบแอบเล่นแชท พอ่ แมไ่ ม่ใหเ้ ล่น เพราะกลวั ลูกโดนหลอก แตอ่ อ้ ยกแ็ อบเล่นตลอด เม่ือก่อนออ้ ยเป็นคนที่ติดเกมมาก ๆ เหตุที่ออ้ ยมาเล่นแชท เพราะเขา้ เวบ็ เพื่อเล่นเกมไมไ่ ด้ เพ่ือนในหอ้ งแนะนาใหเ้ ล่นแชท แตพ่ อเล่นไปเรื่อย ๆ กต็ ิดอยากคุยกบั คนอื่น มีคนเขา้ คุยดว้ ย เขา้ ไปทกั คนอ่ืน บางคร้ังก็มีการให้เบอร์โทรศพั ท์ จนกระทง่ั คืนหน่ึงออ้ ยไดค้ ุยกบั ผชู้ ายคนหน่ึงชื่อโอค๊ ซ่ึงเวลาน้นั ออ้ ยไม่ไดค้ ุยกบั โอค๊ คนเดียว แตก่ ลบั คุยกบั ผชู้ ายอีก 4 - 5 คน เม่ือคุยกนั ออ้ ยกไ็ ดเ้ บอร์โอค๊ มา ตอนแรกโอค๊ ไม่ใหโ้ ทรไปเพราะโอค๊บอกวา่ นอนกบั แม่ ออ้ ยกค็ ิดวา่ ผชู้ ายคนน้ีมีอะไรแปลก ๆ คนอื่น ๆ เขาอยากใหโ้ ทรไปจะตาย แลว้ ออ้ ยก็ไมไ่ ดโ้ ทรไป ไดแ้ ตส่ ่งขอ้ ความไปวา่ “ถา้ คุยได้ ยงิ มาดว้ ย” (“ยงิ มาดว้ ย” หมายความวา่ กดโทรออกถึงใครแลว้ รีบวาง) โอค๊ เป็นคนอยธุ ยา ตอนน้นั ท่ีเพง่ิ รู้จกั โอค๊ อยู่ ม.ปลาย แตอ่ อ้ ยอยู่ ม.ตน้ ออ้ ยใชช้ ่ือในแชท วา่จอย เพราะพช่ี ายเคยบอกวา่ ไมใ่ หใ้ ชช้ ื่อจริงเพราะมนั เป็นการขายช่ือ ออ้ ยก็เชื่อตลอดมา ช่วงแรก ๆ ออ้ ยคุยกบั โอค๊ เพราะมาก มี “ครับ มีคะ่ ” ทุกคา แตพ่ อคุยไปเร่ือย ๆ กเ็ กิดความสนิทสนม คุยกนั อยา่ งเป็นกนั เองมาก ๆ ออ้ ยกบั โอค๊ ไดน้ ดั พบกนั และมีอะไรกนั ในท่ีสุด จนออ้ ยเกิดต้งั ทอ้ งได้ 3 เดือน และกลวั แมจ่ ะรู้เลยตอ้ งไปทาแทง้ ที่คลินิกเถ่ือนแห่งหน่ึงในเขตปริมลฑล หลงั จากน้นั ผา่ นมาหลายปี ออ้ ยกาลงั จะจบ ม.ปลายช่วงน้นั ทะเลาะกนั บ่อยมาก โอค๊ บอกเลิกกบั ออ้ ยตลอด แต่ออ้ ยทาใจไม่ได้ จนกระทง่ั วนั หน่ึงออ้ ยรู้วา่ วนั น้ีตอ้ งมาถึง ออ้ ยยอมรับในสิ่งท่ีโอค๊ พดู แต่โอค๊ บอกวา่ ออ้ ยตอ้ งคุยกบั โอค๊ ตลอดไปนะ ออ้ ยก็ไม่รู้วา่ จะทาได้หรือเปล่า ออ้ ยร้องไหท้ ุกคืนเลย คิดถึงโอค๊ มาก ๆ อยากกลบั ไปเหมือนเดิม แต่ก็ทาไมไ่ ด้ เพือ่ น ๆ รู้วา่ เลิกยงัไมเ่ ช่ือกนั เลย เพราะเขาคบกนั มา 4 ปี กวา่ ๆ ตอนน้ีออ้ ยไม่ไดค้ ุยกบั โอค๊ เลย เพราะคิดวา่ โอค๊ มีคนใหม่แลว้โทรไปก็ทาเหมือนราคาญ ออ้ ยก็เลยไมค่ อ่ ยอยากโทรไปรบกวน”1. ปัญหาเร่ืองออ้ ยอินเตอร์เน็ต เกิดจากสาเหตุใด2. การแกป้ ัญหาโดยกระบวนการคิดเป็น จะตอ้ งใชข้ อ้ มลู ที่เกี่ยวขอ้ งอะไรบา้ ง ขอ้ มูลทางวชิ าการ
214ขอ้ มลู เก่ียวกบั ตนเอง (ออ้ ย)ขอ้ มูลเกี่ยวกบั สภาวะแวดลอ้ ม3. ขอ้ มูลดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึงที่สาคญั ของขอ้ มูลดา้ นสภาวะแวดลอ้ ม มีอะไรบา้ งที่เกี่ยวขอ้ งและสามารถนามาใชเ้ ป็นองคป์ ระกอบในการคิดแกป้ ัญหาน้ีได้
2154. มีทางเลือกในการแกป้ ัญหาของออ้ ยท่ีมีความเป็นไปได้ ก่ีวธิ ี อะไรบา้ ง5. ถา้ ทา่ นเป็นออ้ ย ท่านจะเลือกวธิ ีใดจึงจะดีที่สุด เพราะเหตุใด
216ใบงานท่ี 2 กรณตี วั อย่างเรื่อง สมศักด์ิติดเกม “สมศกั ด์ิ เป็ นเด็กท่ีทาอะไรก็ทาอยา่ งจริงจงั เม่ือชอบเล่นเกมก็เล่นจนน่าเป็ นห่วง เขากลายเป็ นเด็กติดเกม เขาเล่นเกมจนแทบไม่มีเวลากินขา้ ว ความคลง่ั ไคลใ้ นเกมของเขาทาให้เพ่ือน ๆ ต้งั ฉายาเขาว่าเกมแมน เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกบั การเล่นเกม เวลาสาหรับการเรียนจึงเหลือน้อยลง ๆ จนเขาลม้ ป่ วย ออ่ นเพลียมากตอ้ งตอ้ งนาตวั ส่งโรงพยาบาล ในวนั น้ีเขาไม่คิดจะเล่นเกมอีกแลว้ เพอ่ื น ๆ มาเยีย่ มเขาที่โรงพยาบาล เขาถามเพื่อนถึงเรื่องท่ีโรงเรียน เพื่อนบอกวา่ อาทิตยห์ นา้ จะสอบ สมศกั ด์ิไม่ไดอ้ ่านหนงั สือเลย หลงั ออกจากโรงพยาบาลสมศกั ด์ิเร่งอ่านหนงั สืออยา่ งหนกั จนเขาง่วงหลบั ไปฝันถึงแต่เกมท่ีตวั เองเล่นสมศกั ด์ิรู้สึกเบ่ือหน่ายการอ่านหนงั สือ ทนั ใดน้นั สมศกั ด์ิกน็ ึกถึงคาท่ีเพอื่ นรุ่นพ่ีบอกเขาไวว้ า่ ยาขยนั กินแลว้ตาแขง็ ไมม่ ีหลบั อา่ นหนงั สือไดค้ ืนละหลายเล่ม สมศกั ด์ิคิดจะไปหาเพอื่ นรุ่นพช่ี ่ือเสือเพื่อขอใชส้ ักเมด็ รุ่งเชา้ สมศกั ด์ิไปหาเสือตามท่ีต้งั ใจไวโ้ ดยหวงั วา่ ถา้ ไดย้ าคงอ่านหนงั สือทนั แน่นอน สมศกั ด์ิเดินผา่ นไปเจอเพ่ือน ๆ เพ่ือนถามเขาว่าจะไปไหน เขาบอกว่าจะไปหาพี่เสือ เพ่ือนไดย้ ินก็ช้ีให้สมศกั ด์ิดูพ่ีเสือซ่ึงนอนช็อกหมดสติเพราะใชย้ าบา้ จนติดงอมแงม จากน้นั เพื่อนถามสมศกั ด์ิวา่ นายยงั จะคิดใชย้ าบา้ อีกหรือนายควรต้งั ใจอ่านหนงั สือโดยไม่พ่ึงยาเสพติด สมศกั ด์ิไม่คิดวา่ ยาบา้ อนั ตรายขนาดน้ี เขาไม่กลา้ ใชแ้ ลว้ เขาจะใชค้ วามสามารถของเขาเอง วางแผนการอ่านหนงั สือดี ๆ แมจ้ ะอ่านไม่จบท้งั หมด แต่ก็น่าจะรู้เรื่องบา้ งพวกเพ่อื น ๆ บอกสมศกั ด์ิวา่ จะเป็นกาลงั ใจให้ สมศกั ด์ิอา่ นหนงั สืออยา่ งต้งั ใจและอดทน ไม่ลืมที่จะพกั ผอ่ นอยา่ งเพียงพอ ไม่ลืมท่ีจะกินอาหารให้เป็ นเวลา เมื่อถึงวนั สอบสมศกั ด์ิต้งั ใจทาขอ้ สอบ วนั ประกาศผลสอบสมศกั ด์ิสอบผา่ นหมดทุกวชิ า สมศกั ด์ิดีใจเป็ นที่สุดแมค้ ะแนนจะไม่สูงนกั แต่ก็สอบผา่ นหมด ความสาเร็จจากการสอบคร้ังน้ีเป็นความสามารถของเขาลว้ น ๆ ไมม่ ีส่ิงเสพติดมาเกี่ยวขอ้ ง”1. ปัญหาเร่ืองสมศกั ด์ิติดเกม มีสาเหตุเนื่องมาจากอะไร
2172. การแกป้ ัญหาของสมศกั ด์ิโดยกระบวนการคิดเป็น จะตอ้ งใชข้ อ้ มูลท่ีเกี่ยวขอ้ งท้งั 3 ประการต่อไปน้ีอยา่ งไรบา้ ง จะไดข้ อ้ มูลจากที่ใดในชุมชน ขอ้ มลู ทางวชิ าการ ขอ้ มลู เก่ียวกบั ตนเอง (สมศกั ด์ิ) ขอ้ มลู เกี่ยวกบั สภาวะแวดลอ้ ม3. จะใชข้ อ้ มูลดา้ นคุณธรรม จริยธรรม อะไรบา้ งมาเป็นองคป์ ระกอบในการตดั สินใจแกไ้ ขปัญหา และใช้อยา่ งไร
2184. ใหเ้ สนอทางเลือกท่ีมีความเป็นไปได้ และใหเ้ รียงลาดบั จากทางเลือกท่ีเหมาะสมท่ีสุดลงมา5. ถา้ ท่านเป็นสมศกั ด์ิ ทา่ นจะเลือกปฏิบตั ิอยา่ งไร จึงจะพอใจ
219ใบงานที่ 3 กรณตี ัวอย่างเร่ืองของสมพงษ์ “นายสมพงษ์ เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีอาชีพทาไร่ขา้ วโพด ซ่ึงในปัจจุบนัอากาศ น้า ก็ไม่เอ้ืออานวยในการทาการเกษตร รายได้ของครอบครัวไม่แน่นอน ครอบครัวน้ีมีบุตร 4 คนสมพงษ์ เป็ นบุตรชายคนโต อายปุ ระมาณ 15 ปี แต่เขาเป็ นคนรักดี รักพ่อแม่พี่นอ้ ง บา้ นท่ีอยอู่ าศยั มีลกั ษณะเป็ นไมช้ ้นั เดียวแต่ก็ขอปลูกอยู่ในท่ีดินของป้ า จึงตอ้ งเสียค่าเช่าให้เป็ นรายปี และการที่นายสมพงษ์ เป็ นบุตรชายคนโตน้นั เขาตอ้ งเสียสละออกจากโรงเรียนเมื่อจบประถมศึกษาปี ท่ี 6 เพ่ือออกมาช่วยพอ่ แม่ ทางานหาเงิน ดูแลนอ้ ง แบ่งเบาภาระต่าง ๆ เน่ืองจากสภาพครอบครัวที่ยากจน ทาให้เขาเสียโอกาสทางการศึกษาโดยไม่มีขอ้ โตแ้ ยง้ เขาทางานหนกั หาเงินช่วยพอ่ แม่ นามาใชจ้ ่ายในครอบครัว ส่งนอ้ งเรียน เพราะเขา ไม่อยากให้นอ้ ง ๆ ของเขาตอ้ งเสียโอกาสทางการเรียนอยา่ งท่ีเขาเจอ เขาต้งั ใจทางานทุกอย่างตามที่มีคนจา้ งและด้วยท่ีนายสมพงษ์ เป็ นผูท้ ่ีเสียโอกาสทางการศึกษาแค่ ป.6 จึงหางานทายากมีโอกาสแค่รับจ้างเขาไปวนั ๆ ซ่ึงงานท่ีทาอยกู่ ็ไม่แน่นอน เงินท่ีไดม้ าในแต่ละเดือนจึงไม่แน่นอนทาใหร้ ายไดใ้ นครอบครัวก็ไม่แน่นอนตามไปดว้ ย”1. ปัญหาเรื่องของสมพงษ์ เกิดจากสาเหตุอะไรบา้ ง2. การแกป้ ัญหาโดยกระบวนการคิดเป็น จะตอ้ งใชข้ อ้ มลู ท่ีเก่ียวขอ้ งอะไรบา้ งใน 3 ประการตอ่ ไปน้ี ขอ้ มลู ทางวชิ าการ ขอ้ มูลเก่ียวกบั ตนเอง (สมพงษ)์
220ขอ้ มูลเกี่ยวกบั สภาวะแวดลอ้ ม3. ถา้ ท่านเป็นสมพงษ์ และจะตอ้ งใชข้ อ้ มลู ทางคุณธรรม จริยธรรม มาเป็นองคป์ ระกอบในการพิจารณาคิดแกไ้ ขปัญหาแบบคนคิดเป็ น ทา่ นจะเสนอคุณธรรมจริยธรรมอะไรบา้ ง
2214. มีทางเลือกในการแกป้ ัญหาท่ีมีความเป็นไปไดก้ ี่วธิ ี ใหน้ าเสนอโดยการเรียงลาดบั ทางเลือกท่ีเหมาะสมที่สุดเป็ นสาคญั5. ถา้ ทา่ นเป็นสมพงษ์ ท่านจะมีแนวปฏิบตั ิเป็นข้นั เป็ นตอนในการแกไ้ ขปัญหาของทา่ น อยา่ งไร
222 บทท่ี 5การวจิ ยั อย่างง่ายสาระสาคญั การแสวงหาความรู้ ขอ้ มูล ขอ้ เทจ็ จริงอยา่ งมีระบบเพ่ือให้ไดร้ ับคาตอบหรือความรู้ใหม่ที่เช่ือถือได้สามารถทาไดโ้ ดยกระบวนการวจิ ยั และข้นั ตอนการวจิ ยั อยา่ งง่ายผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั เมื่อจบบทน้ี ผเู้ รียนสามารถ 7. อธิบายความหมายและความสาคญั ของการวจิ ยั ได้ 8. ระบุกระบวนการ ข้นั ตอนของการทาวจิ ยั อยา่ งง่ายได้ 9. อธิบายสถิติง่าย ๆ และสามารถเลือกใชส้ ถิติท่ีเหมาะสมกบั การวจิ ยั ในแต่ละเรื่องของตนเองได้ อยา่ งถูกตอ้ ง 10. สร้างเครื่องมือการวจิ ยั ได้ 11. เขียนโครงการวจิ ยั ได้ 12. เขียนรายงานการวจิ ยั และเผยแพร่งานวจิ ยั ได้ขอบข่ายเนือ้ หา เร่ืองที่ 1 ความหมาย ความสาคญั ของการวจิ ยั เร่ืองที่ 2 กระบวนการและข้นั ตอนการทาวจิ ยั อยา่ งง่าย เรื่องท่ี 3 สถิติง่ายๆ เพอ่ื การวจิ ยั เร่ืองท่ี 4 การสร้างเคร่ืองมือวจิ ยั เร่ืองที่ 5 การเขียนโครงการวจิ ยั เร่ืองที่ 6 การเขียนรายงานการวจิ ยั อยา่ งง่ายและการเผยแพร่ผลงานวจิ ยัส่ือการเรียนรู้ 1. บทเรียนวิจัยออนไลน์ (http://www.elearning.nrct.net/) ของสานักงานคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติ 2. เขา้ ไปคน้ ขอ้ มูล โดยพมิ พห์ วั ขอ้ เรื่องวจิ ยั ที่ตอ้ งการศึกษาใน http://www.google.co.th/ 3. วารสาร เอกสาร งานวจิ ยั และวทิ ยานิพนธ์ ตา่ ง ๆ
223เรื่องท่ี 1 ความหมาย ความสาคญั ของการวจิ ยั เมื่อได้ยินคาวา่ “การวิจยั ” คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเป็ นเรื่องที่ทายาก มีข้นั ตอนมาก ตอ้ งใช้เวลานานตอ้ งมีความรู้ในการสร้างเครื่องมือการวจิ ยั และการใชส้ ถิติตา่ ง ๆ ทาใหห้ ลายคนไมอ่ ยากทาวจิ ยั ขอ้ เท็จจริงคือ การวิจยั มีหลายระดบั ต้งั แต่ระดบั ยาก ๆ ซับซ้อน ที่ตอ้ งใชค้ วามรู้ทางวิชาการดา้ นต่างๆ และใช้เวลาเป็ นปี ในการทาวิจยั แต่ละเร่ือง จนถึงการวิจยั ท่ีง่าย แมแ้ ต่เด็กอนุบาลหรือเด็กประถมในเมืองนอกกม็ ีการทาวจิ ยั หรือท่ีเรียกเป็ นภาษาองั กฤษวา่ Research เป็ นวา่ เล่น ดงั น้นั การวจิ ยั จึงไม่ใช่เร่ืองยากอยา่ งท่ีคิดเสมอไป คาถามคือ การวจิ ยั คืออะไร ทาไมตอ้ งทาวิจยั ทาแลว้ ไดป้ ระโยชน์อยา่ งไร การวิจยั เป็ นการหาคาตอบที่อยากรู้ ที่สงสัย ท่ีเป็ นปัญหาขอ้ ขอ้ งใจ แต่คาตอบน้นั ตอ้ งเช่ือถือได้ไม่ใช่การคาดเดา หรือคิดสรุปไปเองโดยใช้ความรู้สึก วิธีการหาคาตอบจึงตอ้ งเป็ นกระบวนการข้นั ตอนอยา่ งเป็นระบบ ตวั อย่าง เช่น ถา้ ตอ้ งการทราบว่านกั ร้องในดวงใจของนกั ศึกษามธั ยมศึกษาตอนปลาย ใน ศรช.วดั แจง้ เป็นใคร จะคาดเดาเองหรือไปสอบถามนกั ศึกษาเพียงคน สองคน แลว้ มาสรุปวา่ นกั ร้องในดวงใจของนกั ศึกษาตอนปลายใน ศรช. วดั แจง้ เป็นคนน้นั คนน้ีไมไ่ ด้ แต่ตอ้ งทาแบบสอบถามไปใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งท่ีเป็ นตวั แทนของนกั ศึกษามธั ยมศึกษาตอนปลายใน ศรช. วดั แจง้ เป็นผตู้ อบ แลว้ นามาสรุปคาตอบขอ้ คน้ พบท่ีได้เป็ นตน้ ผลที่ไดจ้ ากการทาวจิ ยั นอกจากจะไดร้ ับคาตอบท่ีตอ้ งการรู้แลว้ ผวู้ ิจยั เองก็ไดป้ ระโยชน์จากการทาวิจัย คือ การเป็ นคนช่างคิด ช่างสังเกต ศึกษาค้นคว้าหาความรู้และเขียนเรียบเรี ยงอย่างเป็ นระบบนอกจากน้นั การวจิ ยั จะเกิดประโยชนใ์ นภาพรวม ดงั น้ี 1. การวจิ ยั ทาใหเ้ กิดความรู้ทางวชิ าการใหม่ ๆ 2. การวจิ ยั ช่วยใหเ้ กิดนวตั กรรม สิ่งประดิษฐ์ แนวคิดใหม่ ๆ 3. การวจิ ยั ช่วยตอบคาถามที่อยากรู้ ใหเ้ ขา้ ใจปัญหาและช่วยในการแกไ้ ขปัญหา 4. การวจิ ยั ช่วยในการวางแผนและการตดั สินใจ 5. การวจิ ยั ช่วยใหท้ ราบผลและขอ้ บกพร่องจากการดาเนินงาน กิจกรรมที่ 1 ให้ผเู้ รียนแบ่งกลุ่ม ศึกษาความหมายของการวิจยั และประโยชน์ของการวิจยั จากเอกสาร หรือ Website แลว้ สรุปเป็นความคิดเห็นของกลุ่ม ทาเป็นรายงานและนาเสนอในการพบกลุ่ม
224เร่ืองที่ 2 กระบวนการและข้นั ตอนการทาวจิ ยั อย่างง่ายการทาวจิ ัย ดาเนินการเป็นข้นั ตอน ดงั น้ี ข้ันตอนแรก มกั จะเร่ิมตน้ จากผูว้ ิจยั อยากรู้อะไร มีปัญหาขอ้ สงสัยอะไร เป็ นข้นั ตอนการกาหนดคาถามวจิ ยั /ปัญหาวจิ ยั ตวั อยา่ งคาถามการวจิ ยั เช่น นกั ร้องในดวงใจวยั รุ่นคือใคร นกั การเมืองในดวงใจวยั รุ่นคือใคร วยั รุ่นใชเ้ วลาวา่ งทาอะไร เป็นตน้ ตวั อยา่ งปัญหาวจิ ยั เช่น ปัญหาการติดเกมส์ของวยั รุ่น ปัญหาการใชเ้ วลาวา่ งของวยั รุ่น ฯลฯ เป็นตน้ เม่ือกาหนดคาถามการวจิ ยั /ปัญหาวจิ ยั แลว้ ข้ันตอนท่ีสอง คือ การเขียนโครงการวิจัย ซ่ึงต้องเขียนก่อนการทาวิจัยจริ ง โดยเขียนให้ครอบคลุมวา่ จะทาวจิ ยั เรื่องอะไร (ช่ือโครงการวจิ ยั ) ทาไมจึงทาเร่ืองน้ี (ความเป็ นมาและความสาคญั ) อยากรู้อะไรบ้างจากการวิจัย (วัตถุประสงค์ของการวิจัย) มีแนวทางข้ันตอนการดาเนินงานวิจัยอย่างไร(วิธีดาเนินการวิจัย) ระยะเวลาการวิจยั และแผนการดาเนินงาน (ปฏิทินปฏิบตั ิงาน) การวิจยั น้ีจะเป็ นประโยชน์อยา่ งไร (ประโยชน์ของการวจิ ยั หรือผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ) ข้นั ตอนทสี่ าม คือ การดาเนินงานวจิ ยั ตามแผนท่ีกาหนดไวใ้ นโครงการวจิ ยั ข้นั ตอนทส่ี ี่ คือ การเขียนรายงานการวจิ ยั ส่วนใหญป่ ระกอบดว้ ยหวั ขอ้ คือ 1. ชื่อเรื่อง 2. ช่ือผวู้ จิ ยั 3. ความเป็นมาของการวจิ ยั 4. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 5. วธิ ีดาเนินการวจิ ยั 6. ผลการวจิ ยั 7. ขอ้ เสนอแนะ 8. เอกสารอา้ งอิง (ถา้ มี) ข้นั ตอนสุดท้าย คือ การเผยแพร่ผลงานวจิ ยั เพื่อใหบ้ ุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งนาผลงานวิจยั น้ีไปใชป้ ระโยชนต์ ่อไป
225โดยสรุปกระบวนการและข้นั ตอนการทาวจิ ัย อย่างง่าย เขยี นเป็ นแผนภูมไิ ด้ ดังนี้ ข้นั ตอน 1. กาหนดคาถามวจิ ัย/ปัญหาวจิ ยั 2. เขียนโครงการวจิ ัย 3. ดาเนินการตามแผนในโครงการวจิ ยั 4. เขยี นรายงานการวจิ ัย 5. เผยแพร่ผลงานวจิ ยักจิ กรรมที่ 2 ใหผ้ เู้ รียนแบง่ กลุ่ม กาหนดคาถามวจิ ยั /ปัญหาวจิ ยั ตามความสนใจ และเขียนช่ือโครงการวิจยั ท่ีสนใจจะทา นาเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มเร่ืองท่ี 3 สถิติง่าย ๆ เพอื่ การวจิ ยั สถิติที่ใชใ้ นการวจิ ยั โดยทว่ั ไปไดแ้ ก่ ความถี่ ร้อยละ และคา่ เฉลี่ย ซ่ึงมีความหมายและวธิ ีคิดคานวณดงั น้ี 1. ความถี่ (Frequency) ความถ่ี (Frequency) คือ การแจงนบั จานวนของส่ิงท่ีเราตอ้ งการศึกษาว่ามีจานวนเท่าใด เช่นจานวนผเู้ รียนในหอ้ งเรียน จานวนส่ิงของ จานวนคนท่ีไปใชส้ ิทธ์ิเลือกต้งั เป็นตน้ วธิ ีหาความถี่ ทาไดโ้ ดยการแจงนบั จานวนของส่ิงที่เราตอ้ งการศึกษา ตวั อยา่ งเช่น ชุดตวั เลขต่อไปน้ี ตวั เลขใดมีความถี่มากที่สุด 10 15 18 10 13 10 10 15 18 18
226 คาตอบก็คือ 10 เพราะแจงนบั ความถ่ีได้ 4 รองลงมาคือตวั เลข 18 ท่ีแจงนบั ความถ่ีได้ 3 ตวั เลข15 ความถ่ี 2 และตวั เลข 13 มีความถ่ีนอ้ ยที่สุด คือ 1 2. ร้อยละ (Percentage) ร้อยละ (Percentage) เป็ นสถิติท่ีใชก้ นั มากในงานวิจยั เพราะคานวณและทาความเขา้ ใจไดง้ ่ายนิยมเรียกวา่ เปอร์เซ็นต์ ใชส้ ัญลกั ษณ์ % การใชส้ ูตรในการคานวณหาค่าร้อยละมีดงั น้ี ร้อยละ = ตวั เลขทต่ี ้องการเปรียบเทยี บ × 100 จานวนเตม็ วธิ ีการคานวณหาคา่ ร้อยละ ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปน้ีตัวอย่าง หมูบ่ า้ นแห่งหน่ึงมีจานวนประชากรรวมท้งั สิ้น 50 คน เป็ นหญิง 20 คน เป็ นชาย 30 คน มีประชากรหญิงและชายคิดเป็นร้อยละ ดงั น้ี หญิง 20 100 = ร้อยละ 40 หรือ 40% 50 ชาย 30 100 = ร้อยละ 60 หรือ 60% 50หมายเหตุ การคานวณค่าร้อยละ เมื่อรวมกนั แลว้ จะตอ้ งไดร้ ้อยละ 100 หรือ 100% เสมอ ยกเวน้ ถ้ามีจุดทศนิยมและมีการปัดเศษ 3. ค่าเฉลย่ี (Mean) ค่าเฉล่ีย (Mean) คือ ค่ากลาง ๆ ของขอ้ มูล คานวณโดยการนาค่าของขอ้ มูลท้งั หมดมารวมกนัแลว้ หารดว้ ยจานวนขอ้ มลู ท่ีมีอยู่ การใชส้ ูตรในการคานวณหาค่าเฉล่ียไดด้ งั น้ี ค่าเฉลย่ี = ผลรวมของข้อมูลท้งั หมด จานวนข้อมูลทมี่ ีอยู่ตวั อย่าง ครอบครัวหน่ึงพอ่ อายุ 58 ปี แม่อายุ 42 ปี ลุก 3 คน มีอายุ 12 ปี , 10 ปี , และ 5 ปี ตามลาดบั ถา้ อยากรู้วา่ คนในครอบครัวน้ีมีอายเุ ฉล่ียเท่าใด เราสามารถคานวณได้ ดงั น้ี อายเุ ฉล่ียของคนในครอบครัว = อายพุ อ่ + อายแุ ม่ + อายลุ ูกรวม 3 คน จานวนคนในครอบครัวท้งั หมด = 58 42 12 10 5 5 = 25.40 ดงั น้นั คนในครอบครัวน้ีมีอายเุ ฉล่ีย = 25.40 ปี
227กจิ กรรมที่ 3 ใหผ้ เู้ รียนคานวณคา่ สถิติตอ่ ไปน้ี โดยวงกลมคาตอบที่ถูกตอ้ ง1. ชุดตวั เลขต่อไปน้ี ตวั เลขใดมีความถ่ีมากที่ 3 5 7 9 8 6 3 10 3 2 3 9 3 9 8ก. 3ข. 8ค. 92. ขอ้ มูลการแจงนบั ต่อไปน้ี มีความถี่เทา่ ใดก. 18ข. 20ค. 223. ในครอบครัวหน่ึง ป่ ูอายุ 80 ปี ยา่ อายุ 75 ปี พอ่ อายุ 50 ปี แม่อายุ 45 ปี ลุก2 คนอายุ 10 ปี และ 8 ปีคนในครอบครัวน้ีมีอายเุ ฉลี่ยเทา่ ใดก. 45 ปีข. 44.7 ปีค. 53.6 ปี4. ครอบครัวหน่ึงมีรายไดร้ วม 10,000 บาท มีรายจ่ายเป็นค่าอาหาร 4,000 บาท ค่าอาหารคิดเป็ นร้อยละเทา่ ไรของรายไดท้ ้งั หมดก. ร้อยละ 20ข. ร้อยละ 30ค. ร้อยละ 405. ในการเลือกต้งั ผูแ้ ทนในหมู่บา้ นแห่งหน่ึง มีผูม้ ีสิทธิเลือกต้งั ท้งั หมด 150 คน มีผูช้ ายไปใช้สิทธิเลือกต้งั 50 คน มีผหู้ ญิงไปใชส้ ิทธิเลือกต้งั 30 คน ถามวา่ มีผไู้ ม่ไปใชส้ ิทธิเลือกต้งั มีก่ีเปอร์เซ็นต์ก. 20%ข. 33.33%ค. 46.67%เรื่องท่ี 4 การสร้างเคร่ืองมอื การวจิ ัยความหมาย ความสาคญั ของเคร่ืองมือการวจิ ัย ในการดาเนินงานวิจยั มีความจาเป็ นตอ้ งมีการรวบรวมขอ้ มูล เพ่ือนามาวิเคราะห์หาคาตอบตามวตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ที่กาหนด เครื่องมือการวิจยั เป็ นสิ่งสาคญั ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลสิ่งที่ตอ้ งการศึกษา เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั มีหลายประเภท แต่ไม่วา่ จะเป็ นเคร่ืองมือการวิจยั แบบใด ลว้ นมีจุดมุ่งหมาย
228เดียวกนั คือตอ้ งการได้ขอ้ มูลที่ตรงตามขอ้ เท็จจริง เพ่ือทาให้ผลงานวิจยั เชื่อถือไดแ้ ละเกิดประโยชน์มากที่สุด ประเภทของเคร่ืองมือการวจิ ยั ที่นิยมใชก้ นั มาก ไดแ้ ก่ การใชแ้ บบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสงั เกตการสร้างแบบสอบถาม แบบสอบถามเป็ นเครื่องมือการวิจยั ที่นิยมนามาใชร้ วบรวมขอ้ มูลงานเชิงปริมาณ เช่น การวิจยั เชิงสารวจ การวจิ ยั เชิงอธิบาย เป็นตน้ แบบสอบถามมีท้งั แบบสอบถามปลายปิ ด และแบบสอบถามปลายเปิ ด แบบสอบถามปลายปิ ด เป็นแบบสอบถามท่ีระบุคาตอบไวแ้ ลว้ ใหผ้ ตู้ อบเลือกตอบหรือาจใหเ้ ติมคาหรือขอ้ ความส้ันๆ เทา่ น้นั ตัวอย่าง อาชีพของทา่ นคืออะไร ครู พยาบาล ทหาร เกษตรกร อ่ืนๆ ระบุ...................... แบบสอบถามปลายเปิ ด เป็ นแบบสอบถามท่ีไม่ได้กาหนดคาตอบไว้ แต่ให้ผูต้ อบไดเ้ ขียนแสดงความคิดเห็นอยา่ งอิสระ ตวั อย่าง แบบสอบถามปลายเปิ ด นกั ศึกษานิยมไปศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู ท่ีแหล่งการเรียนรู้ใด เพราะอะไร นกั ศึกษาใชเ้ วลาวา่ งทาอะไรบา้ ง นกั ศึกษา มีปัญหาเรื่องการเรียนอะไรบา้ ง ฯลฯการสร้างแบบสอบถาม มีข้นั ตอนดงั นี้ 1. ศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลที่เกี่ยวขอ้ งกบั เรื่องท่ีจะวจิ ยั และประชากรกลุ่มตวั อยา่ งท่ีศึกษา แลว้ ยกร่างแบบสอบถาม 2. นาไปใหผ้ มู้ ีความรู้ช่วยตรวจสอบ และใหข้ อ้ เสนอแนะ 3. ปรับปรุงแกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะ 4. นาไปทดลองใชก้ ่อนเพื่อความเชื่อมนั่ วา่ กลุ่มตวั อยา่ ง (กลุ่มเล็ก ๆ ไม่ตอ้ งทุกคน) เขา้ ใจคาถามและวธิ ีการตอบคาถาม แลว้ นาผลการทดลองมาปรับปรุงแกไ้ ขอีกคร้ังก่อนนาไปใชจ้ ริง 5. นาไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู กบั กลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมด
229การสร้างแบบสัมภาษณ์ การสมั ภาษณ์ เป็นเครื่องมือการวิจยั ที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลงานวจิ ยั ทุกประเภท ทุกสาขา แต่ท่ีนิยมคือใชก้ บั การวจิ ยั เชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์ เป็ นการรวบรวมข้อมูลในลกั ษณะเผชิญหนา้ กนั ระหวา่ งผสู้ ัมภาษณ์ โดยผสู้ ัมภาษณ์เป็นผซู้ กั ถามและผใู้ หส้ มั ภาษณ์เป็นผใู้ หข้ อ้ มลู หรือตอบคาถามของผสู้ มั ภาษณ์ แบบสัมภาษณ์มีท้งั แบบสมั ภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง คือผสู้ ัมภาษณ์ใชค้ าถามปลายเปิ ด เป็นคาถามกวา้ งๆ ปรับเปล่ียนได้ ให้ผูใ้ ห้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ท่ีผสู้ มั ภาษณ์กาหนดประเด็นคาถาม หรือรายการคาถามเรียงลาดบั ไวแ้ ลว้ ก่อนท่ีจะสัมภาษณ์ ตวั อย่างการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง เช่น ครูสัมภาษณ์นักศึกษาเกี่ยวกบั ปัญหาในการเรียนการสอน ครูจะต้งั คาถามอยา่ งไรก็ไดเ้ พอื่ ใหน้ กั ศึกษาแสดงความคิดเห็นต่อเร่ืองท่ีครูอยากรู้ ตวั อย่างการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เช่น คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลยั ได้ คณะกรรมการอาจจะตอ้ งเตรียมแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างไวล้ ่วงหนา้ โดยกาหนดรายการคาถามเพอื่ การสมั ภาษณ์ไวก้ ่อน แตอ่ าจปรับเปล่ียนคาพดู ไดบ้ า้ งตามความเหมาะสมการสร้างแบบสังเกต แบบสังเกตเป็ นเครื่องมือการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ที่ใชไ้ ดก้ บั งานวิจยั ทุกประเภทโดยเฉพาะงานวจิ ยัเชิงคุณภาพ งานวจิ ยั เชิงทดลอง แบบสังเกตแบ่งเป็ น แบบสังเกตท่ีไม่มีโครงร่างการสังเกต ซ่ึงเป็ นแบบที่ไม่ไดก้ าหนดเหตุการณ์พฤติกรรม หรือสถานการณ์ที่จะสังเกตไวช้ ดั เจน และแบบสังเกตที่มีโครงร่างการสังเกต เป็ นแบบที่กาหนดไวล้ ่วงหนา้ แลว้ วา่ จะสังเกตอะไร สงั เกตอยา่ งไร เมื่อใด และจะบนั ทึกผลการสงั เกตอยา่ งไร ตวั อย่างแบบสังเกตที่ไม่มีโครงร่างการสังเกต เช่น การสังเกตพฤติกรรมในการพบกลุ่มของนกั ศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ ผสู้ ังเกตก็จะบนั ทึกพฤติกรรมต่างๆ ของนกั ศึกษาตามท่ีเป็ นจริ ง ตวั อยา่ งแบบสังเกตท่ีมีโครงร่างการสังเกต เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมในการพบกลุ่มของนกั ศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช.ตวั อย่าง แบบสงั เกตที่มีโครงสร้างสงั เกตคาชี้แจง ใหผ้ สู้ ังเกตทาเคร่ืองหมาย ใหต้ รงกบั พฤติกรรมนกั ศึกษาที่พบพฤตกิ รรม พบ ไม่พบ1. นอนหลบั2. กินขนม3. ทะเลาะกนั4. ต้งั ใจฟังครูสอน5. ซกั ถามปัญหา
230กจิ กรรมท่ี 4 1. ใหผ้ เู้ รียนทุกคนไปศึกษาตวั อยา่ ง แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต เพิ่มเติมจากเอกสาร หรือจาก website ที่เก่ียวขอ้ ง 2. จบั ฉลากแบง่ กลุ่มผเู้ รียนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มท่ี 1 ใหส้ ร้างแบบสอบถาม เรื่องนกั ร้องในดวงใจของนกั ศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายศรช. วดั แจง้ กลุ่มที่ 2 ให้สร้างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เรื่องนกั การเมืองในดวงใจ เพ่ือสัมภาษณ์นกั ศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ กลุ่มท่ี 3 ใหส้ ร้างแบบสังเกตที่มีโครงร่างการสงั เกต เพ่อื สังเกตพฤติกรรมการทางานกลุ่มของเพ่ือนกลุ่มท่ี 1 และ 2เรื่องที่ 5 การเขยี นโครงการวจิ ยัความสาคัญของโครงการวจิ ัย โครงการวิจัย คือ แผนการดาเนินวิจยั ที่เขียนข้ึนก่อนการทาวิจยั จริง มีความสาคญั คือ เป็ นแนวทางในการดาเนินการวิจยั สาหรับผวู้ ิจยั และผเู้ กี่ยวขอ้ ง เช่น ครู อาจารย์ หรือผใู้ ห้ทุนสนบั สนุนการวจิ ยัเพ่อื ใหค้ าปรึกษาและติดตามความกา้ วหนา้ ของการดาเนินงานวจิ ยั ถา้ จะเปรียบกบั การสร้างบา้ น ที่ตอ้ งมีแปลนหรือพิมพเ์ ขียวท่ีระบุรายละเอียดของการสร้างบา้ นทุกข้นั ตอน สาหรับเป็ นเครื่องมือในการควบคุม กากบั ดูแลของเจา้ ของบา้ น หรือผรู้ ับเหมา เพื่อใหก้ ารสร้างบา้ นเป็ นไปตามแบบที่กาหนด โครงการวิจยั ก็เปรียบเสมือนแปลนหรือพิมพเ์ ขียวเช่นกนั คือ เป็ นแนวทางการดาเนินงานวจิ ยั ใหเ้ ป็นไปตามแผนการวจิ ยั ท่ีกาหนดองค์ประกอบของโครงการวจิ ัย โดยทว่ั ไป โครงการวจิ ยั ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ช่ือโครงการวจิ ยั 2. ความเป็นมาและความสาคญั 3. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 4. ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ 5. การศึกษาเอกสารที่เก่ียวขอ้ ง 6. สมมุติฐานการวจิ ยั 7. ขอบเขตการวจิ ยั 8. วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
231 9. นิยามศพั ท์ 10. ระยะเวลาดาเนินการ 11. แผนการดาเนินการ 12. สถานที่ทาการวจิ ยั 13. ทรัพยากรและงบประมาณ 14. ประวตั ิผวู้ จิ ยั /คณะวจิ ยั อย่างไรก็ตาม การเขียนโครงการวิจยั อาจมีหัวข้อแตกต่างจาก 14 หัวขอ้ ขา้ งตน้ ข้ึนอยู่กับขอ้ กาหนดของสถานศึกษา แหล่งทุน หรือความตอ้ งการของผใู้ ห้ทาโครงการวจิ ยั และอาจมีจานวนหัวขอ้มากกว่าหรือน้อยกว่า 14 หัวขอ้ ก็ได้ ข้ึนอยู่กบั ประเภทของการวิจยั เช่นงานวิจยั เชิงสารวจ งายวิจยั เชิงคุณภาพ ไมจ่ าเป็นตอ้ งมีสมมติฐานการวจิ ยั เป็นตน้เทคนิคการเขยี นโครงการวจิ ัยอย่างง่าย สาหรับผูเ้ ร่ิมเขียนโครงการวิจยั อาจจะทดลองเขียนโครงการวิจยั อย่างง่ายๆ ไม่จาเป็ นตอ้ งมีหวั ขอ้ ครบท้งั 14 หวั ขอ้ ตามขา้ งตน้ แต่ให้ครอบคลุมวา่ จะทาวิจยั เรื่องอะไร (ช่ือโครงการวิจยั ) ทาไมจึงทาเรื่องน้ี (ความเป็ นมาและความสาคญั ) อยากรู้อะไรบา้ งจากการวิจยั (วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ) มีแนวทางข้นั ตอนการดาเนินงานวจิ ยั อยา่ งไร (ปฏิทินปฏิบตั ิงาน) การวจิ ยั น้ีจะเป็ นประโยชน์อยา่ งไร (ประโยชน์ของการวจิ ยั หรือผลที่คาดวา่ จะไดร้ ับ) เทคนิคการเขียนโครงการวิจยั อยา่ งง่าย ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ และคาอธิบายการเขียน ดงั ต่อไปน้ี 1. ชื่อโครงการวิจัย ชื่อโครงการวิจัยควรกะทัดรัด สื่อความหมายได้ชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจงในสิ่งที่ศึกษา 2. ความเป็ นมาและความสาคัญ เขียนอธิบายให้เห็นความสาคญั ของสิ่งที่ศึกษาเขียนให้ตรงประเด็น กระชบั เป็นเหตุเป็นผล มีอา้ งอิงเอกสารท่ีศึกษา (ถา้ มี) 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เขียนให้สอดคลอ้ งกบั ชื่อโครงการวิจยั ครอบคลุมเร่ืองท่ีศึกษาเขียนใหช้ ดั เจน อาจมีขอ้ เดียว หรือหลายขอ้ ก็ได้ 4. วธิ ีดาเนินการวจิ ัย ระบุถึงวธิ ีการดาเนินการวจิ ยั ใหค้ รอบคลุมหวั ขอ้ ต่อไปน้ี 4.1 ประชากรกลุ่มตวั อยา่ ง สิ่งที่ศึกษาคืออะไร มีจานวนเทา่ ไร 4.2 วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ระบุวธิ ีการเกบ็ การบนั ทึกขอ้ มูล ระยะเวลา หรือช่วงเวลาสถานท่ี 4.3 เคร่ืองมือวจิ ยั ระบุชนิด เครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เช่น แบบสอบถามแบบสมั ภาษณ์ แบบสารวจ 4.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ระบุวธิ ีการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สถิติที่ใช้ 5. ปฏิทินปฏิบัติงาน เขียนข้ันตอนการดาเนินการวิจยั โดยละเอียด และระยะเวลาการดาเนินการแต่ละข้นั ตอน
232 6. ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ เขียนเป็นขอ้ ๆ ถึงประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะเกิดข้ึนจากการทาวจิ ยัตัวอย่างการเขยี นโครงการวจิ ัยอย่างง่าย ตวั อยา่ งการเขียนวจิ ยั ต่อไปน้ี เกิดจากผวู้ จิ ยั ตอ้ งการคาตอบวา่ นกั ศึกษานอกโรงเรียนมีการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองอย่างไร เพราะการเรียนการสอนส่วนใหญ่ของการศึกษานอกโรงเรียน ผูเ้ รียนจะไดร้ ับมอบหมายจากครูใหไ้ ปศึกษาเรียนรู้ดว้ ยตนเอง จึงเขียนโครงการวจิ ยั อยา่ ง่ายๆ ดงั ต่อไปน้ี 1. ชื่อโครงการวจิ ัย “การศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศูนยก์ ารเรียนชุมชนวดั แจง้ ” 2. ความเป็ นมาและความสาคญั เน่ืองจากนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ ส่วนใหญ่เป็นผใู้ หญ่ มีอาชีพและภารกิจตา่ งๆ มากมาย จึงมีขอ้ จากดั เร่ืองเวลา ไม่สามารถมาพบกลุ่มหรือเขา้ เรียนทุกวนั ได้ สถานศึกษาจึงจดั ใหน้ กั ศึกษามาพบกลุ่มเฉพาะวนั เสาร์และวนั อาทิตย์ เพ่ือครูไดส้ อนเสริมและให้นกั ศึกษามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สอบถามปัญหาการเรียน ตลอดจนมอบหมายให้นกั ศึกษาไปศึกษาคน้ ควา้ในหวั ขอ้ วชิ าท่ีเรียน ทารายงานหรือนาเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพบกลุ่มคร้ังต่อไป การที่ครูมอบหมายใหน้ กั ศึกษาไปศึกษาคน้ ควา้ เรียนรู้ดว้ ยตนเองเป็นส่วนใหญ่ จึงน่าสนใจศึกษาวา่ นกั ศึกษามีวิธีการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองอยา่ งไร และพบปัญหาอุปสรรคอะไรบา้ ง มีขอ้ เสนอแนะอยา่ งไร ขอ้ คน้ พบจากการวิจยั คาดว่าจะทาให้ครูและสถานศึกษาสามารถนาไปเป็ นขอ้ มูลในการพฒั นาปรับปรุง และสนบั สนุนการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษาใหเ้ กิดประสิทธิภาพตอ่ ไป 3. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัยเพอื่ ศึกษา 3.1 ขอ้ มลู พ้นื ฐานของนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช.วดั แจง้ 3.2 วธิ ีการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ 3.3 ปัญหาอุปสรรคในการการศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ 3.4 ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ 4. วธิ ีดาเนินการวจิ ัย 4.1 ประชากร ได้แก่ นักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2552 ศรช. วดั แจง้ จานวน 200 คน 4.2 กลุ่มตวั อยา่ ง สุ่มตวั อยา่ งจากนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ปี การศึกษา 2553 ศรช. วดั แจง้ จานวน 50 คน
2334.3 เคร่ืองมือวจิ ยั ใชแ้ บบสอบถาม มี 4 ตอน คือ ขอ้ มูลพ้ืนฐานของนกั ศึกษา วิธีการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษา ปัญหาอุปสรรคที่พบ และขอ้ เสนอแนะ4.4 วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เก็บรวบรวมแบบสอบถามดว้ ยตนเองในเดือนธนั วาคม 25534.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล ใชส้ ถิติ คือ คา่ ความถี่ คา่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย5. ปฏทิ นิ ปฏิบตั งิ านข้นั ตอนการวจิ ัย ต.ค. 53 พ.ย. 53 ธ.ค. 53 ม.ค. 541. เขียนโครงการ2. ศึกษาเอกสารและกลุ่มตวั อยา่ ง3. สร้างแบบสอบถาม/ทดสอบ4. เก็บรวบรวมขอ้ มลู5. วเิ คราะห์ขอ้ มลู /สรุป/ เขียนรายงาน 6. ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ 6.1 ครูผูส้ อนใช้เป็ นแนวทางปรับการเรียนการสอนเพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนการศึกษาคน้ ควา้ เรียนรู้ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษา 6.2 สถานศึกษาใชเ้ ป็ นแนวทางในการกาหนดกฎเกณฑ์ เพ่ือส่งเสริม สนบั สนุนการศึกษาคน้ ควา้ เรียนรู้ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษากจิ กรรมท่ี 5 ให้ผูเ้ รียนแบ่งกลุ่มๆ ละไม่เกิน 5 คน แต่ละกลุ่มปรึกษากนั ในเรื่องท่ีสนใจจะทาวิจยั แล้วเขียนโครงการวจิ ยั ตามหวั ขอ้ ต่อไปน้ี ชื่อโครงการวจิ ยั ความเป็นมาและความสาคญั วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั วธิ ีดาเนินงานวจิ ยั ปฏิทินปฏิบตั ิงาน ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ
234เร่ืองท่ี 6 การเขยี นรายงาน การวจิ ัยอย่างง่าย และการเผยแพร่ผลงานการวจิ ัย องคป์ ระกอบในการเขียนรายงานการวจิ ยั อยา่ งง่าย ส่วนใหญ่เป็นการนาเสนอในหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี 1. ชื่อเร่ือง 2. ชื่อผวู้ จิ ยั 3. ความเป็นมาของการวจิ ยั 4. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 5. วธิ ีดาเนินการวจิ ยั 6. ผลการวจิ ยั 7. ขอ้ เสนอแนะ 8. เอกสารอา้ งอิง (ถา้ มี) การเขียนรายละเอียดของรายงานการวจิ ยั อยา่ งง่าย มีดงั ต่อไปน้ี 1. ช่ือเรื่อง การเขียนชื่อเรื่องควรเขียนให้กะทดั รัด ตอบคาถามให้ไดว้ ่า ใคร ทาอะไร กบั ใคร การเขียนชื่อเร่ืองท่ีส่ือความหมายชดั เจน จะทาใหเ้ ห็นประเดน็ ที่จะศึกษาอยใู่ นชื่อเรื่อง 2. ชื่อผ้วู จิ ัย ระบุช่ือผทู้ าการวจิ ยั พร้อมท้งั สถานศึกษาท่ีผเู้ รียนกาลงั ศึกษาอยู่ 3. ความเป็ นมาของการวจิ ัย การเขียนความเป็นมาของการวจิ ยั คือ การระบุใหผ้ อู้ า่ นไดท้ ราบวา่ ทาไมจึงตอ้ งทางานวจิ ยั ชิ้นน้ีมีที่มาท่ีไปอยา่ งไร ดงั น้นั ผวู้ จิ ยั ควรจะกล่าวถึงสภาพปัญหาหรือสภาพท่ีเป็นอยใู่ นปัจจุบนั ซ่ึงสภาพดงั กล่าวก่อให้เกิดปัญหาอะไรบา้ ง หรือสภาพดังกล่าวถ้าได้รับการปรับปรุงหรือพฒั นาให้ดีข้ึนกว่าท่ีเป็ นอยู่จะก่อใหเ้ กิดปัญหาอะไรบา้ ง และใครคือผไู้ ดร้ ับประโยชนด์ งั กล่าว มีแนวคิดอยา่ งไรในการแกป้ ัญหาหรือ แนวทางการพฒั นาปรับปรุงแกไ้ ข และแนวคิดดงั กล่าวไดม้ าอยา่ งไร (แนวคิดดงั กล่าวอาจไดม้ ากจากการศึกษาเอกสาร หรือจากประสบการณ์ตรงท่ีไดจ้ ากการสงั เกต การสมั ภาษณ์ เป็นตน้ ) พร้อมระบุแหล่งอา้ งอิง 4. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย การเขียนวตั ถุประสงค์ของการวิจยั เป็ นการระบุให้ผูอ้ ่านได้ทราบว่า งานวิจยั คร้ังน้ีผูว้ ิจยัตอ้ งการทาอะไรกบั ใคร และจุดหมายปลายทางหรือผลลพั ธ์สุดทา้ ยท่ีผวู้ จิ ยั ตอ้ งการคืออะไร 5. วธิ ีดาเนินการวจิ ัย การเขียนวธิ ีดาเนินการวจิ ยั ควรครอบคลุมหวั ขอ้ ดงั ตอ่ ไปน้ี 5.1 กลุ่มเป้ าหมายท่ีตอ้ งการทาการวจิ ยั ควรระบุใหช้ ดั เจนวา่ คือใคร 5.2 เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ควรระบุให้ชดั เจนวา่ การวิจยั คร้ังน้ีใชเ้ คร่ืองมืออะไรบา้ งในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู หรือแกป้ ัญหา เช่น แบบสารวจ การสมั ภาษณ์ การสังเกต การจดบนั ทึก เป็นตน้
235 5.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ควรระบุให้ชัดเจนว่าผูว้ ิจยั ดาเนินการวิจยั และรวบรวมขอ้ มูลอยา่ งไร 5.4 การวิเคราะห์ขอ้ มูล ควรระบุให้ชัดเจนว่าผูว้ ิจยั วิเคราะห์ขอ้ มูลอย่างไร ซ่ึงอาจเป็ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพกไ็ ด้ 6. ผลการวจิ ัย การเขียนผลการวจิ ยั ผวู้ ิจยั ตอ้ งสะทอ้ นให้เห็นวา่ การที่จะบรรลุเป้ าหมายของการวิจยั น้นั ผวู้ ิจยัตอ้ งดาเนินการท้งั หมดกี่รอบ ในแต่ละรอบมีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงอะไรบ้าง และผลท่ีเกิดข้ึนเป็ นอยา่ งไร 7. ข้อเสนอแนะ การเขียนขอ้ เสนอแนะตอ้ งเป็นขอ้ เสนอแนะท่ีเป็นผลสืบเน่ืองจากขอ้ คน้ พบของการวจิ ยั ในคร้ังน้ี 8. เอกสารอ้างองิ เน้ือหาที่มีการนามากล่าวอา้ งในรายงานการวจิ ยั ตอ้ งนามาเขียนใหป้ รากฏอยใู่ นเอกสารอา้ งอิง ตัวอย่างการเขียนรายงานการวจิ ัยอย่างง่าย ขอยกตวั อย่างจากโครงการวิจยั อย่างง่ายในหน้า ( ) มาเป็ นตวั อย่างในการเขียนรายงานการวิจยัอยา่ งง่าย ดงั น้ี 1. ช่ือเร่ือง การศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษานอกโรงเรียน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศูนยก์ ารเรียนชุมชนวดั แจง้ 2. ชื่อผ้วู จิ ัย นายสมหมาย ขยนั ย่งิ นกั ศึกษาระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอโพธ์ิทอง จงั หวดั อา่ งทอง 3. ความเป็ นมาของการวจิ ัย เน่ืองจากนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ ส่วนใหญ่เป็ นผใู้ หญ่ มีอาชีพและภารกิจต่าง ๆ มากมาย จึงมีขอ้ จากดั เรื่องเวลา ไม่สามารถมาพบกลุ่มหรือเขา้ เรียนทุกวนั ได้ สถานศึกษาจึงจดั ใหน้ กั ศึกษามาพบกลุ่มเฉพาะวนั เสาร์และวนั อาทิตย์ เพื่อครูไดส้ อนเสริมและให้นกั ศึกษามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สอบถามปัญหาการเรียน ตลอดจนมอบหมายใหน้ กั ศึกษาไปศึกษาคน้ ควา้ในหวั ขอ้ วชิ าท่ีเรียน ทารายงานหรือนาเสนอเพอื่ แลกเปล่ียนเรียนรู้ในการพบกลุ่มคร้ังต่อไป การท่ีครูมอบหมายให้นักศึกษาไปศึกษาค้นควา้ เรียนรู้ด้วยตนเองเป็ นส่วนใหญ่เช่นน้ี จึงน่าสนใจศึกษาว่านักศึกษามีวิธีการศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเองอย่างไร และพบปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างมีขอ้ เสนอแนะอยา่ งไร
236 ขอ้ คน้ พบจากการวจิ ยั คาดวา่ จะทาใหค้ รูและสถานศึกษาสามารถนาไปเป็ นขอ้ มูลในการพฒั นาปรับปรุง และสนบั สนุนการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษาใหเ้ กิดประสิทธิภาพต่อไป 4. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัยเพอ่ื ศึกษา 1.1 ข้อมูลพ้ืนฐานของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรี ยนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายศรช.วดั แจง้ 1.2 วิธีการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ 1.3 ปัญหาอุปสรรคในการศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเองของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั การศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ 1.4 ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบัมธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ 5. วธิ ีดาเนินการวจิ ัย 5.1 ประชากร ได้แก่ นักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2552 ศรช. วดั แจง้ จานวน 200 คน 5.2 กลุ่มตวั อยา่ ง สุ่มตวั อยา่ งจากนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายปี การศึกษา 2553 ศรช. วดั แจง้ จานวน 50 คน 5.3 เคร่ืองมือวจิ ยั ใชแ้ บบสอบถาม มี 4 ตอน คือ ขอ้ มูลพ้ืนฐานนกั ศึกษา วิธีการศึกษาคน้ ควา้ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษา ปัญหาอุปสรรคท่ีพบ และขอ้ เสนอแนะ 5.4 วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เก็บรวบรวมแบบสอบถามดว้ ยตนเองในเดือนธนั วาคม 2553 5.5 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ใชส้ ถิติ คือ คา่ ความถี่ ค่าร้อยละ คา่ เฉลี่ย 6. ผลการวจิ ัย การวิจยั เร่ือง “การศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเองของนักศึกษานอกโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนยก์ ารชุมชนวดั แจง้ ผูว้ ิจยั ได้กาหนดวตั ถุประสงค์ของการวิจยั เพื่อศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐานของนกั ศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ วิธีการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนักศึกษา ปัญหาอุปสรรคในการศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเองและข้อเสนอแนะต่างๆ ของนักศึกษาผลการวจิ ยั พบวา่ 6.1 นักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ศรช. วดั แจง้ เป็ นชาย28 คน เป็นหญิง 22 คน อายเุ ฉล่ียของนกั ศึกษาคือ 22.5 ปี 6.2 วิธีการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ค้นควา้ ในห้องสมุดแหล่งเรียนรู้ตา่ งๆ ในชุมชน ร้อยละ 20 ศึกษาสอบถามจากผรู้ ู้ ปราชญช์ าวบา้ น ร้อยละ 20 ท่ีเหลือใชว้ ธิ ีอ่ืน ๆเช่น พดู คุยปรึกษาเพอื่ น หาขอ้ มลู จากสื่อวทิ ยุ โทรทศั น์ อินเตอร์เน็ต เป็นตน้
237 6.3 ปัญหาอุปสรรคในการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองของนกั ศึกษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 คือ ไม่มีเวลาไปศึกษาค้นควา้ เน่ืองจากติดภารกิจในการประกอบอาชีพ นอกจากน้ัน คือ แหล่งค้นควา้ อยู่ไกลจากบา้ นเดินทางไม่สะดวก 6.4 นกั ศึกษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 เสนอแนะให้ทางสถานศึกษาจดั เตรียมแหล่งคน้ ควา้ ส่ือเอกสารตา่ ง ๆ ใหพ้ ร้อมในสถานศึกษาและมีการใหบ้ ริการยมื ไปศึกษาคน้ ควา้ ท่ีบา้ น 7. ข้อเสนอแนะ ผลการวจิ ยั คร้ังน้ี สถานศึกษาและครู ศรช. ควรนาไปพจิ ารณาจดั หาแหล่งคน้ ควา้ ท่ีอยใู่ นบริเวณใกลเ้ คียงสถานท่ีพบกลุ่มหรือมิฉะน้นั ก็มีหน่วยบริการส่ือเอกสารใกลบ้ ริเวณท่ีนกั ศึกษาส่วนใหญ่สะดวกมาใชบ้ ริการกิจกรรมท่ี 6 ให้ผเู้ รียนไปคน้ ควา้ ผลงานการวิจยั ที่ตนเองสนใจใน Website แลว้ นามาเขียนสรุปรายงานการวจิ ยั อยา่ งง่าย ตามรูปแบบท่ีกาหนดพร้อมอา้ งอิงแหล่งที่มาดว้ ยการเผยแพร่ผลงานการวจิ ัย ผลการวจิ ยั ที่ทาข้ึนควรมีการเผยแพร่เพอื่ ใหผ้ เู้ กี่ยวขอ้ งนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ การเผยแพร่ผลงานการวจิ ยั ทาไดห้ ลายวธิ ี เช่น 1. นาเสนอในเวลาการพบกลุ่ม หรือในที่ประชุมตา่ ง ๆ 2. เขียนลงวารสารต่าง ๆ 3. ติดบอร์ดของสถานศึกษา บอร์ดนิทรรศการ 4. ส่งรายงานการวจิ ยั ใหห้ น่วยงานต่าง ๆ 5. นารายงานการวจิ ยั ข้ึน Websiteกจิ กรรมท่ี 7 ใหผ้ เู้ รียนนาผลงานการวิจยั ที่ไปคน้ ควา้ มากจาก Website จากกิจกรรมท่ี 6 มานาเสนอในเวลาพบกลุ่ม
238 เฉลยกจิ กรรมกจิ กรรมท่ี 1 ความหมายของการวิจยั อาจมีหลายความหมาย แต่คาตอบจะตอ้ งให้ครอบคลุมว่าการวิจยั เป็ นการศึกษาหาคาตอบท่ีอยากรู้อยา่ งเป็นกระบวนการข้นั ตอน ไมใ่ ช่การคาดเดา หรือสรุปคาตอบเอง ประโยชน์ของการวิจยั สาหรับผูว้ ิจยั เอง คือ ฝึ กการเป็ นคนช่างคิด ช่างสังเกต ศึกษา คน้ ควา้ และเขียนเรียบเรียงอยา่ งเป็นระบบ ประโยชนข์ องการวจิ ยั สาหรับหน่วยงาน / สถานศึกษา ไดแ้ ก่ 1. ทาใหเ้ กิดความรู้ทางวชิ าการใหม่ ๆ 2. ช่วยใหเ้ กิดนวตั กรรม ส่ิงประดิษฐ์ แนวคิดใหม่ ๆ 3. ตอบคาถามที่อยากรู้ ใหเ้ ขา้ ใจปัญหา/ช่วยแกป้ ัญหา 4. ช่วยในการวางแผนและการตดั สินใจ 5. ช่วยใหท้ ราบผลและขอ้ บกพร่องของการดาเนินงานตา่ ง ๆกจิ กรรมที่ 2 คาตอบเป็นไปตามคาถามวจิ ยั /ปัญหาการวจิ ยั และชื่อโครงการวจิ ยั ตามความสนใจของแตล่ ะกลุ่มกจิ กรรมที่ 3 2. ค 3. ข 5. ค 1.ก 4.คกจิ กรรมที่ 4 แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสังเกตท่ีมีโครงร่างการสังเกตของกลุ่ม1,2,3 ใหม้ ีรูปแบบตามเครื่องมือแต่ละประเภท และเน้ือหาครอบคลุมเร่ืองที่ตอ้ งการทราบกจิ กรรมที่ 5 คาตอบของโครงการวจิ ยั ใหเ้ ขียนครบทุกหวั ขอ้ ท่ีกาหนด และในแตล่ ะหวั ขอ้ ใหเ้ ขียนตามคาอธิบายใหช้ ดั เจน (ตามตวั อยา่ งการเขียนโครงการวจิ ยั อยา่ งง่าย)
239กจิ กรรมที่ 6 คาตอบใหเ้ ป็นไปตามการศึกษา คน้ ควา้ รายงานการวจิ ยั อยา่ งง่ายท่ีผเู้ รียนสนใจ โดยใหค้ รอบคลุม 7หัวขอ้ คือ ชื่อเร่ือง ช่ือผวู้ ิจยั ความเป็ นมาของการวิจยั วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั วิธีดาเนินการ ผลการวิจยัและขอ้ เสนอแนะกจิ กรรมที่ 7 เป็ นไปตามกิจกรรมท่ีกาหนด
240 บทท่ี 6ทักษะการเรียนรู้และศักยภาพหลกั ของพนื้ ที่ในการพฒั นาอาชีพ ในปัจจุบนั โลกมีการแข่งขนั กนั มากข้ึน โดยเฉพาะการประกอบอาชีพต่าง ๆ จาเป็ นตอ้ งมีความรู้ความสามารถ ความชานาญการ ท้งั ภาคทฤษฎี และปฏิบตั ิ ผทู้ ี่ประสบผลสาเร็จในอาชีพของตนเองจะตอ้ งมีการคน้ ควา้ หาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถใหส้ อดคลอ้ งกบั การเปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลา การที่จะจดั การอาชีพให้ไดผ้ ลสาเร็จน้นั จาเป็ นตอ้ งมีปัจจยั หลายดา้ น การเรียนรู้ปัจจยั ดา้ นศกั ยภาพหลกั ของพ้นื ท่ี เป็นเร่ืองท่ีสาคญั เรื่องหน่ึงที่ตอ้ งเรียนรู้เรื่องท่ี 1 ความหมายความสาคญั ของศักยภาพหลกั ของพนื้ ทใี่ นการพฒั นาอาชีพ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวตั น์ท่ีมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงท้งั ทางดา้ นเศรษฐกิจ สังคม ประชากรพลงั งาน ส่ิงแวดลอ้ ม เทคโนโลยี ขอ้ มูล ข่าวสาร และความรู้อยา่ งเสรี การศึกษาซ่ึงเป็ นกลไกสาคญั ของการพฒั นาทรัพยากรของชาติให้กา้ วทนั การเปลี่ยนแปลง สามารถยืนหยดั อยไู่ ดอ้ ยา่ งสง่างามในประชาคมโลกการจดั การศึกษาจึงตอ้ งให้ความสาคัญและเห็นคุณค่าของภูมิสังคม ภูมิรัฐศาสตร์ ศกั ยภาพทุกดา้ นท่ีจะเป็ นตน้ ทุนทางการศึกษา รวมท้งั ต่อยอดการศึกษาสู่การพฒั นาประเทศในดา้ นอื่น และเพิ่มขีดความสามารถในการแขง่ ขนั บนเวทีโลก เพือ่ ยกระดบั คุณภาพชีวติ และสังคมท้งั องคาพยพ มีการมองหาศกั ยภาพในทุกภาคส่วนของสังคม ปัจจยั ภายนอก และปัจจยั ภายใน ท่ีจะสามารถเป็ นเช้ือเพลิงในการขบั เคล่ือนการศึกษาได้เน้นการจดั การศึกษาโดยยึดพ้ืนที่เป็ นฐานในการพฒั นา โดยคานึงถึงสภาพแต่ละพ้ืนที่ ท่ีมีความแตกต่างและมีความตอ้ งการทอ้ งถิ่นไม่เหมือนกนั การพฒั นาการศึกษาจึงตอ้ งเนน้ พ้ืนท่ีเป็ นสาคญั โดยมีพ้ืนฐานอยู่บนศกั ยภาพดา้ นต่าง ๆ ของพ้ืนท่ีน้นั โดยการพฒั นา และยกระดบั คุณภาพชีวิตของประชาชน ให้มีความเป็ นอยทู่ ี่ดี สร้างความมงั่ คง่ั ทางเศรษฐกิจและความมน่ั คงทางสังคมให้กบั ประเทศ และอีกประการหน่ึงท่ีสาคญั ในสภาพการปัจจุบนั คือ แมท้ ี่ผา่ นมาประเทศไทยจะสามารถยกระดบั คุณภาพการศึกษา ใหป้ ระชาชนในแตล่ ะพ้นื ที่มีงานทาแลว้ ในระดบั หน่ึง แต่ดว้ ยพลวตั ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว และรุนแรงของสังคมโลกดงั กล่าวไดส้ ่งผลต่อสังคมไทย ใหเ้ ขา้ สู่สังคมแห่งการแข่งขนั อยา่ งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความอยรู่ อดของประเทศ ปัจจุบนั ข้ึนอยู่กบั ความสามารถในการแข่งขนั และการพฒั นาศกั ยภาพของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยจึงตอ้ งเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขนั ในระดบั โลก หากประเทศไทยไม่เตรียมพร้อม และไม่สามารถแข่งขนั ในเวทีระดบั ภูมิภาคได้ จะทาให้เสียเปรียบประเทศเพื่อนบา้ น การยกระดบั คุณภาพการศึกษา จึงตอ้ งยกระดบั ความสามารถในการแข่งขนั ด้วย และไม่เพียงแต่ในภูมิภาคอาเซียนเท่าน้นั หากแต่จะตอ้ งเป็ นทุกภูมิภาคของโลก เพราะทุกภูมิภาคไม่ว่าจะเป็ นพ้ืนท่ีที่เจริญแลว้ หรือกาลงั พฒั นาก็ตาม ลว้ นมีโอกาสที่ซ่อนอยทู่ ้งั สิ้น หากการศึกษาสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทศั น์สามารถมองเห็นโอกาสท่ีซ่อนอยู่ จะทาให้ประเทศยืนอยบู่ นเวทีโลกไดอ้ ยา่ งมน่ั คง และสามารถแข่งขนั ได้ในระดบั สากล ดว้ ยเหตุน้ี การศึกษาจึงมีความสาคญั มากในการพฒั นาประเทศ และความเจริญกา้ วหนา้ ของ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273