Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore นัฐกร สุขเสริม

นัฐกร สุขเสริม

Published by วิทย บริการ, 2022-07-03 07:29:08

Description: นัฐกร สุขเสริม

Search

Read the Text Version

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 43 1.7.4 ยุงพาหะโรคเทาชา ง มีแหลงเพาะพันธุตามปาพรุแหลงน้ําที่มีพืชนํ้าฉะนั้นการจัดการกับแหลงเพาะพันธุทําไดโดย กลบถมหรือทําลายวชั พืช 1.8 การจดั การโดยชีววธิ ี การนําสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติมาควบคุมยุงพาหะใหไดผลนั้น ตองมีปริมาณมากพอที่จะ ควบคุมประชากรยุงพาหะไดสามารถหาไดในทองถิ่น และไมเปนอันตรายตอสูงมีชีวิตอื่นตลอดจน สง่ิ แวดลอ ม เชน การใหป ลากนิ ลกู นํ้าการจัดการโดยใชต ัวหา เช้ือรา แบคทีเรีย หรือโปรโตซัว เปนตน 1.9 การจัดการโดยวิธที ํางพันธกุ รรม เชน การทาํ ใหโ ครโมโซมของยงุ พาหะเปลี่ยนไปจนไมสามารถนําเชื้อไดการทําใหยุงเปนหมัน โดยใชก มั มันตรงั สหี รือใชวตั ถุอนั ตราย เปน ตน 1.10 การจัดการโดยใชส ารเคมี การใชมาตรการควบคุมโดยใชสารเคมีน้ีจะตองมีการวางแผนอยางรัดกุมโดยอาศัยความรู ทางชีวนิสัยของยุงพาหะระบาดวิทยาของโรค ความเปนพิษของสารเคมีที่นํามาใชเน่ืองจากสารเคมีที่ นํามาใชในทางสาธารณสขุ แลว มปี ลอดภัยน้นั มจี ํานวนไมมากนัก โดยเฉพาะอยางยิ่งสารเคมีที่นํามาใช พน ชนิดทม่ี ีฤทธ์ิตกคา งหรอื นํามาใชต ิดตอ กนั ้เี ปนระยะเวลายาวนานทางการเกษตรเพราะอาจทําใหยุง พาหะเกิดความตานทานตอ สารเคมนี ้ันไดด งั น้ัน การควบคุมยุงพาหะโดยการใชวัตถุอันตรายจึงควรใช รวมกบั มาตรการอืน่ ดวย 1.10.1 สารจากธรรมชาติ (natural products) เชน สารไพรีทรินสซึ่งสกัดจํากัดอก เบญจมาศ สารนโิ คตนิ จากใบยาสูบ สารสกัดจากสะเดา (Neem) โลต๊ิน (Rotenone) เปน ตน 1.10.2 การใชสารกําจัดลูกน้ํา (larvicides) เชน ทีมีฟอส (temephos) เฟนไธออน (fenthion) คลอรไพรีฟอส (chlorpyrifos) เปนตน temephos1%เคลื่อนทราย (sand granules) หรือเคล่ือบซีโอไลท (zeolite granules) ความเขมขนท่ีแนะนําใหใช 1 พีพีเอ็ม ในนํ้า (10 กรัมในนํ้า 100 ลิตร) มีฤทธ์กิ ําจดั ลูกนาํ้ ยงุ ลายได 8-20 สปั ดาห ขน้ึ กับพฤตกิ รรมการใชน้ํา 1.10.3 การใชสารกาํ จัดยุง ที่ผานการขนึ้ ทะเบยี นกับสํานักงานคณะกรรมกสารและยา ไดแก กลุมไพรีทรอยดสังเคราะห (synthetic pyrethroids) เชน เดลตาเมทริน (deltamethrin) เพอรเ มทริน (permethrin) แลมปด า-ไซฮาโลทรนิ (lambda-cyhalothrin) เปนตน กลุมออรการโนคลอรีน (organochlorine compounds) เชนิดีดีท่ี (DDT) แตปจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขไดประกาศใหเปนวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งหามผลิต นําเขา สงออกและมีไวใน ครอบครองแลว กลุมออรการโนฟอสเฟต (organophosphate compounds) เชน เฟนนิโทร ไธออน (fenitrothion) มาลาไธออน (malathion) ไดคลอรว อส (dichlorvos) เปน ตน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 44 กลุมคารบาเมต (carbamate compounds) เชน โพรพ็อกซัวร (propoxur) เบนดิโอ คารบ (bendiocarb) 2. แมลงวนั (Flies) แมลงวันจดั อยใู นอนั ดับ Diptera (Di = สอง ptera = ปก) เปนแมลงท่ีมีลําตัวขนาดเล็กถึงปาน กลาง มีปก 1 คู แมลงวันมีประมาณ 6,000 ชนิด และเปนแมลงชนิดหนึ่งที่กอใหเกิดปญหากบัคน มากมาย โดยกอใหเกิดความรําคาญแกคนและสัตวแมลงวันบานสามารถนําโรคโดยมีเชื้อโรคติดไปกับ สวนตาง ๆ ของรางกาย เชน ปาก ขา และขน เช้ือโรคจะถูกถายทอดไปในขณะท่ีแมลงวันตอมอาหาร เม่ือคนรับประทานอาหารท่ีมีแมลงวันตอมเขาไปอาจจะกอใหเกิดโรคตาง ๆ หลายชนิด เชน โรคระบบ ทางเดินอาหาร ไดแก ทองรวงอยางรุนแรง ไทฟอยด พาราไทฟอยดอหิวาตกโรค อาหารเปนพิษ นอกจากนี้อาจกอใหเกิดโรคโปลิโอและโรคไวรัสอ่ืน ๆเชน โรคริดสีดวงตา เยื่อบุตาอักเสบและตาแดง แมลงวันบางชนิดไชเขาทางผิวหนังของคนและสัตวกอใหเกิดการอักเสบของผิวหนังและเปนแผลเนา ไดแกแมลงวันหัวเขียวและแมลงวันหลังลายบางชนิด นอกจากปญหาของแมลงวันดังท่ีกลาวมาแลวน้ัน ยังพบวา แหลง เพาะพันธุของแมลงวันมักมีกลิ่นเหม็นรบกวน ทําลายทัศนียภาพอันสวยงาม และมีผลตอ ความเปน อยขู องคนและสัตว 2.1 แมลงวนั บา น (House flies) แมลงวันบานจัดอยูใน Family Muscidae มีชื่อวิทยาศาสตรวา Musca domestica และมีชื่อ สามัญวา Common house fly เปนแมลงวันที่มีการแพรกระจายทั่วโลกทั้งเขตรอนเขตอบอุน รวมท้ัง เขตหนาวบางพื้นท่ีจัดวาเปนแมลงวันที่มีความใกลชิดกับคนและมีความสําคัญมากท่ีสุดท่ีเปนปญหาทาง สาธารณสุขและปศุสัตว แมลงวันบานมีความสําคัญทางการแพทยและสัตวแพทยโดยเปนพาหะนําเช้ือท่ี กอใหเกิดโรคหลายชนิด เชน เช้ือแบคทีเรียนอกจากนี้ยังเปนตัวนําไขพยาธิชนิดตาง ๆ และเปนโฮสต ก่งึ กลางของพยาธติ วั กลมหลายชนิดในสัตว ภาพท่ี 4.2 แมลงวนั บาน (House flies) ทมี่ า : http://westexpestmanagement.com/house-fly/

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 45 แมลงวันบานตัวผูมีความยาว 5.6-6.5 มิลลิเมตร และตัวเมียมีความยาว 6.5-7.5 มิลลิเมตร ลําตวั ของแมลงวนั ไมม ีสสี ะทอนแสง มสี นี ้าํ ตาลออ นจนถงึ สเี ขม พบแพรกระจายอยางกวางขวางในทุก จังหวัดของประเทศไทย พบมากในชวงฤดูรอน ในคอกสัตวท่ีมีอาหารตกหลนบนพ้ืน และมีกอง อุจจาระสัตวบริเวณใกลคอกจะพบแมลงวันจํานวนมาก เชน คอกสุกรและคอกไก แมลงวันเหลาน้ีจะ รบกวนสัตวตลอดเวลา ทําใหสัตวพักผอนไมไดเต็มที่และกินอาหารลดลงซ่ึงอาจเปนผลทําใหผลผลิต จากสัตวล ดลงดว ย 2.2.1 วงจรชีวติ (Life cycle) แมลงวันบานมวี งจรชีวิต 4 ระยะคือระยะไข ระยะตวั หนอน ระยะดักแดแ ละระยะตัวเต็มวยั ระยะไข แมลงวันบานจะวางไขบนส่ิงขับถาย มูลสัตวสิ่งปฏิกูลท่ีมีความช้ืนสูง ไขมีรูปราง คอนขางเรียวยาวคลายกลวยหอม (banana shape) มีขนาดเล็กยาวประมาณ 1.0 - 1.2 มิลลิเมตร สี ขาวขุน หรือสีครีม ระยะไขตองการความชื้นประมาณ 90 % ระยะเวลาของการเจริญจากไขไปเปนตัว หนอนขน้ึ อยูกบั อาหารและอุณหภูมิไขจะฟกภายใน 6-12 ชัว่ โมง ระยะตัวหนอน ระยะตวั หนอนมี 3 ระยะ ตัวหนอนมีลักษณะทรงกลมยาวคลายเม็ดขาวสาร หัว คอนขางแบน สวนทายจะกลม ไมมีระยางคตัวหนอนระยะท่ี 1 จนถึงระยะท่ี 3 จะมีลําตัวคอนขางใส กอนที่จะเขาระยะดักแดจะมีสีขาวหรือสีเหลืองเล็กนอย ตัวหนอนระยะทายของระยะท่ี 3 อาจเรียกวา prepupae ตัวหนอนจะมีปากที่มีอวัยวะคลายตะขอเรียกวา mouth hook ทําหนาที่ในการกินอาหาร และการเคลื่อนยายตวั หนอน ระยะท่ี 1, 2 และระยะท่ี 3 ตอนตน เปนระยะตัวหนอนท่ีกินอาหารท่ีอยูใน ธรรมชาติไดแก แบคทีเรียยีสตและเศษสิ่งปฏิกูลที่มีโปรตีนและวิตามิน อุณหภูมิท่ีเหมาะสมตอการ เจริญเติบโตประมาณ 35 องศาเซลเซียส และตองการความชื้นสูงมาก ตัวหนอนระยะท่ี 1 ตองการ ความช้ืนสูงกวา 97 % ตัวหนอนเหลาน้ีจะไมชอบแสงและจะอยูรวมกันเปนกลุมกอน ตัวหนอนระยะที่ 3 ชวงปลายจะหยุดกินอาหารและเปลี่ยนไปเปนระยะกอนเขาดักแดตัวหนอนระยะน้ีไมชอบกล่ินเหม็น และตองการความแหง จะเคลอื่ นตวั ข้นึ สพู ืน้ ผิวอาหารที่มีความแหงและจะเขาสูระยะดักแด ระยะดักแด เมอ่ื ตวั หนอนระยะที่ 3 เจรญิ เตม็ ที่แลวจะกลายเปนดักแดดักแดที่เจริญเต็มที่แลวมี ความยาว 6-8 มลิ ลิเมตร มีลักษณะคลายถังเบียร (barrel-shape) ระยะแรกดักแดจะมีสีเหลืองครีม แต เมอ่ื แหงจะกลายเปนสีแดงและในท่สี ดุ จะมสี นี ้ําตาลเขม ชวงระยะดกั แดน านประมาณ 14-28 วนั ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยของแมลงวันออกจํากัดกแดโดยการดนออกท่ีปลายดานหนาของ ดกั แดดว ยอวยั วะทเ่ี รยี กวา ptilinal sac อวัยวะดังกลาวจะบวมขยายออก ความดันของถุงนี้จะทําใหเกิด รอยแยกตามแนวนอนรอบ ๆ ถุงดักแดที่ระดับของปลองที่ 5 ของผิวตัวหนอน เดิมถาแมลงตัวเต็มวัยโผล ออกมาจากถุงดักแดในกองปุยระดับท่ีลึก ๆ แมลงจะไชผานข้ึนมาท่ีผิวของกองปุย โดยการพองตัวและ หดตัวของ ptilinal sac

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 46 แหลงเพาะพนั ธุ (Breeding sites) แหลงเพาะพันธุข องแมลงวนั บา นสามารถแบง ออกไดดังนี้ 1. มูลสัตวแมลงวันบานจะวางไขในมูลสัตวตางชนิดกันในแตละภูมิภาค มูลวัวเปนแหลงวางไขท่ี สําคัญในหลายภูมิภาคของโลก นอกจากน้ียังมีมูลสัตวอื่น ๆ ท่ีเปนแหลงเพาะพันธุ ไดแก ลา แพะ แกะ กระตาย กระบืออูฐ ในประเทศไทยแหลงเพาะพันธุท่ีดีของแมลงวันบานคือมูลสุกร และมลู ไก 2. เศษอาหารและส่ิงปฏิกูลจากกรรมวิธีการผลิตอาหาร เชน เปลือกผลไมบางชนิดนอกจากนี้ดินท่ี เปยกดวยเศษอาหารกส็ ามารถเปน แหลงเพาะพันธุได 3. อินทรยี วัตถอุ ่นื ๆ ไดแก ปลาปน กระดูกปน กากจากการสกดั นํ้ามันพืชบางชนิด 4. ทอ ระบายนาํ้ โสโครกจากบอบําบัดน้ําเสีย นิเวศวทิ ยาของตวั เต็มวัย (Ecology of adult flies) ความเขาใจเกีย่ วกับในเรอื่ งนิเวศวทิ ยาของแมลงวันบานจะชวยใหทราบบทบาทของแมลงวันใน การเปนพาหะของโรคและการวางแผนควบคุมโรคไดถูกตองดังน้ี • แหลงเกาะพัก (Resting places) การเกาะพักในตอนกลางวัน ถาแหลงอาหารไมสมบูรณ แมลงวนั บา นจะเกาะพกับนพน้ื ผนัง เพดานหอง สวนนอกบานจะเปนร้ัว บันไดขยะกระปอง ราวตากผา กอหญา และวัชพืช แตโดยท่ัวไปการเกาะพักจะอยูใกลแหลงอาหาร เชนบริเวณ แหลงกําจดั ขยะมูลฝอยที่ไมถูกสุขลักษณะ สวนการเกาะพักในตอนกลางคืน แหลงเกาะพักที่ มกั พบแมลงวันบาน คือเพดาน ถาอุณหภูมิสูงจะเกาะบริเวณรั้ว ราวตากผา สายไฟฟา เชือก วัชพชื กอหญา ซ่ึงแหลง เกาะพักในเวลากลางคนื จะเปน บริเวณเดียวกบั ตอนกลางวนั • ความชุกชุม (Fluctuation) ความชุกชุมของแมลงวันขึ้นอยูกับความสมบูรณของแหลง เพาะพันธุและความสามารถในการขยายพันธุนุอกจากนี้อุณหภูมิความช้ืนและแสงสวาง ก็เปน ปจจัยที่สําคัญเชนกัน ความหนาแนนของแมลงวันบานสูงสุดในชวงอุณหภูมิ 20 – 25 องศา เซลเซียส และจะไมพบแมลงวันบานที่อุณหภูมิสูงกวา 45 องศาเซลเซียส และตํ่ากวา 10 องศา เซลเซยี ส • พฤติกรรมและการแพรกระจาย (Behavior and distribution) โดยท่ัวไปแมลงวันบานจะอยู ใกลแหลงอาหารและแหลงเพาะพันธุแมลงวันบานมีการเคล่ือนไหวตัวตลอดเวลาท้ังน้ีข้ึนอยูกับ อุณหภูมิความชื้น กระแสลม แสง และสีแมลงวันบานจะเกาะพักท่ีอุณหภูมิ 35-40 องศา เซลเซียส สวนพฤติกรรมการวางไข การผสัมพันธการกินอาหาร และการบินจะหยุดกิจกรรมที่ อุณหภูมิตํ่ากวา 15 องศาเซลเซียส แมลงวันบานจะมีการเคลื่อนไหวบริเวณที่มีความชื้นตํ่า บริเวณท่ีมีอุณหภูมิสูงกวา 20องศาเซลเซียส แมลงวันบานจะเกาะพักบริเวณนอกบาน หรือท่ีมี รมเงาท่ีอยูใกลบ ริเวณท่โี ลงแจง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 47 2.2 แมลงวันหัวเขยี ว (Blow flies) แมลงวันหัวเขยี ว Chrysomya megacephala แมลงวนั หัวเขียวชนดิ น้จี ัดอยใู น Subfamily Chrysomyinae พบวามีการแพรกระจายท่ัวไปใน แถบตะวนั ออกและออสเตรเลีย ไมพบในเขตแอฟริกา เปนแมลงวันหัวเขียวที่พบมากท่ีสุดในประเทศไทย แมลงวนั ชนิดนจ้ี ะมขี นาดใหญ ลาํ ตวั มขี นาดใหญป ระมาณ 8-12 มิลลเิ มตรลําตัวมนั วาวสีนํา้ เงนิ เขียว 2.2.1 วงจรชวี ิต (Life cycle) ไขแมลงวันหัวเขียวจะฟกเปนตัวหนอนภายในระยะเวลา 9-10 ช่ัวโมง ที่อุณหภูมิ 24-28 องศา เซลเซียส และสามารถวางไขไ ดประมาณ 254 ฟอง ตัวหนอนจะเจริญไดดีในอาหารเหลว โดยมีรายงานวา อาหารทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพดีท่ีสุดในการ เพาะเล้ียงตัวหนอนของแมลงวันชนิดน้ีคืออุจจาระเหลว ตัวหนอนจะอยูรวมกันเปนกลุมบริเวณ สวนบนของอาหารเนื่องจากตองการอากาศสําหรับการหายใจ ตัวหนอนของแมลงวันชนิดนี้จะพบมากใน มูลของสัตวท่ีกินเน้ือ สวนมูลของสัตวที่กินพืชจะพบนอยมาก เชน มา โค กระบือเมื่อตัวหนอนเจริญ เต็มทแี่ ลว มันจะหาบรเิ วณท่แี หงเพื่อเขาสูระยะดักแดและในที่สดุ เขาสรู ะยะตัวเต็มวัย พฤติกรรมการกินอาหาร (Feeding behavior) แมลงวันหัวเขียวจะพบมากบริเวณแหลง อาหารที่มีโปรตีนสูง เชน โรงฆาสัตวแหลงขายปลา ขายเนื้อสัตวโดยจะดูดกินบนเน้ือสัตวและปลา นอกจากนี้ยังพบบริเวณกองขยะหลังตลาด แหลงกําจัดขยะมูลฝอยท่ีมีความชื้นสูง เศษอาหารและผลไม ท่ีมีรสหวาน พฤติกรรมและการแพรกระจาย (Behavior and distribution) แมลงวันหัวเขียวชนิดน้ีพบ แพรก ระจายทวั่ ไปตามแหลงอาหารและแหลง เพาะพนั ธทุ ่ีมีความชื้นสูงกวาแมลงวันบานความยืนยาวของ อายุข้ึนอยูกับอุณหภูมิและความชื้น ในธรรมชาติแมลงวันหัวเขียวชนิดน้ีจะวางไขในอุจจาระคน นอกจากนี้ยังชอบวางไขในซากสัตวท่ีตายแลว สวนในหองปฏิบัติการตัวเต็มวัยที่ออกจากดักแดแลว 8-9 วัน จะเร่มิ วางไขในชวงเวลาบา ยมากกวา ชวงเวลาอื่น 2.3 แมลงวนั หลงั ลาย (Flesh flies) แมลงวันหลังลายเปนแมลงวันท่ีจัดอยูใน Family Sarcophagidae มีขนาดกลางจนถึงใหญ โดยท่ัวไปมีขนาดใหญกวาแมลงวันบานและแมลงวันหัวเขียว ลําตัวมีสีเทาเขมหรือสีเทาออน สาเหตุท่ี เรียกวาแมลงวันหลังลายเนื่องจากปลองทองดานบนมีลายคลายตาหมากรุก แมลงวันหลังลายบางคร้ัง ออกลูกเปนตัวออน โดยอาจจะวางตัวออนในบาดแผล ตัวออนของแมลงวันพวกนี้เจริญในบาดแผล บาง ชนิดวางตวั ออนในเนื้อสัตวที่กําลงั เนา หรอื วางตัวออนในสิ่งเนาเปอยผุพังอ่ืน ๆ ตัวออนแมลงวันหลังลาย หลายชนิดเปนสาเหตุของโรค myiasis ของคนและสัตวเลี้ยง นอกจากนี้ยังเปนปรสิตภายนอกรางกาย ของสัตวม ีกระดกู สันหลงั หลายชนิด

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 48 2.4 แมลงวัน Parasarcophaga ruficornis เปน แมลงวันหลงั ลายท่ีพบกระจายทว่ั ไปในประเทศไทย แตม ีความหนาแนนต่ําชวี วทิ ยา 2.4.1 วงจรชีวิต (Life cycle) ไดมีรายงานการศึกษาในหองเลี้ยงแมลงดวยอาหารผสมและเนื้อวัวสดแชนํ้าท่ีอุณหภูมิ27±4 องศาเซลเซียส ความช้ืนสัมพัทธ 78±4 พบวาใน 1 วัน แมลงวันหลังลายชนิดนี้จะวางไข 1 ครั้งหรือไม วางไขเ ลย จํานวนไขในแตละครั้ง 3-36 ฟอง และบางคร้ังออกลูกเปนตัว (larviparous) จํานวน 3-11 ตัว ตอ คร้ัง อุณหภูมิจะมีผลตอน้ําหนักของแมลงวัน พบวา ถาอุณหภูมิสูงหรือต่ําเกินไป จะทําใหนํ้าหนัก ของดักแดและตัวเต็มวัยนอยลงและที่อุณหภูมิสูงหรือตํ่าเกินไปจะทําใหแมลงวันหลังลาย P. ruficornis ตายมากขนึ้ สวนอุณหภูมิท่ีเหมาะสมตอการเจรญิ เตบิ โตคือ 22-28 องศาเซลเซยี ส พฤติกรรมการกินอาหาร (Feeding behavior) แมลงวันหลังลายแตละชนิดจะกินอาหาร แตกตางกันไป บางชนิดชอบกินตามมูลสัตวและซากสัตวเนาเปอย หรือระยะที่มีอาหารเนาเปอย บาง ชนิดชอบกินเนื้อสัตวบางชนิดชอบอาหารท่ีมีรสหวาน และบางชนิด ชอบอาหารทะเลหรือผูลไมตากแหง สําหรับแมลงวันหลังลาย P. ruficornis พบวา หากินตามมูลคนและสัตวซากสัตวรวมทั้งอาหารตากแหง และชอบดดู กินนํ้าหวานจากเกสรดอกไม 2.5 ความสําคญั ทางการแพทยแ ละสาธารณสขุ แมลงวันเปนแมลงท่ีมีความสําคัญทางการแพทยและสาธารณสุข แมลงวันแตละชนิดกอใหเกิด ปญหาอยางมาก โดยเปนพาหะนําเชื้อโรคจากแหลงตาง ๆ มาสูคน และสัตวโดยตรงนอกจากนี้ยัง กอใหเกดิ ความรําคาญอีกดว ย แมลงวนั เปน พาหะนําโรค เน่ืองจากแมลงวนั มีนิสัยชอบกินอาหารตามแหลงสกปรก เชื้อโรคตาง ๆ จึงติดตามขาและลําตัว ของแมลงวัน เม่ือแมลงวันบินไปตอมอาหารท่ีคนและสัตวกิน เช้ือโรคเหลาน้ันก็จะลงไปอยูในอาหาร นอกจากน้ีแมลงวันมีนิสัยชอบถาย และสารอกของเหลวออกมาเวลากินอาหารเชื้อโรคที่อยูในระบบ ทางเดนิ อาหารของแมลงวันจึงถูกถายทอดลงสอู าหาร แมลงวันเปน พาหะนาํ โรค ดังน้ี 1. โรคทีเ่ กดิ จากแบคทีเรียไดแก • บดิ (Shigellosis) ไดแ ก บดิ ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื แบคทีเรยี Shigella sp. • ไขรากสาด (Salmonellosis) ไดแก ไขไทฟอยดพาราไทฟอยดซ่ึงเกิดจากเชื้อ แบคทีเรยี Salmonella • อหวิ าตกโรค (Cholera) ไดแ ก เช้ือแบคทีเรยี Vibrio cholerae • อาหารเปน พษิ (Food poisoning) ซง่ึ เกิดจากอาหารมีเช้ือปนเปอน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 49 • 2. โรคท่ีเกดิ จากโปรโตซัว • บดิ มตี ัว (Amoebic dysentery) ไดแก เชอ้ื Entamoeba histolytica 3. หนอนพยาธิ แมลงวันสามารถนําไขของหนอนพยาธิไดหลายชนิด ไดแก พยาธิเสนดาย (Enterobius) พยาธิตัวกลม (Ascaris) พยาธิปากขอ (Ancylostoma) เปนตน 4. ไวรสั (Virus) แมลงวันสามารถนําไวรสั ที่ทาํ ใหเ กิดโรคโปลโิ อ (Poliomyelitis) 5. โรคผวิ หนงั และแผลเรือ้ รัง แมลงวันชอบบินเกาะตามแผลสามารถนําเช้ือไปได เชน โรคคดุ ทะราด โรคเร้ือน การควบคมุ 1. การควบคุมโดยวธิ ีการสุขวทิ ยาและสุขาภิบาลสิ่งแวดลอ ม วิธนี ้จี ัดเปน วิธกี ารกาํ จดั แมลงวันทีม่ ีประสิทธิภาพดีทส่ี ุด ซึ่งทาํ ไดด งั นี้ 1.1 การกําจดั และลดแหลงเพาะพันธุแมลงวัน ขยะตามบานเรือน นํามาใสถังขยะตองปดฝาใหมิดชิด เพ่ือปองกันแมลงวันและนําขยะไปฝง หรือเผาอยางสม่ําเสมอ สัปดาหละไมนอยกวา 2 คร้ัง ขยะรวมของชุมชนนอกเขตเมืองควรจัดเก็บอยาง สม่ําเสมอ นําไปฝงหรือเผาในท่ีที่เหมาะสม สําหรับมูลสัตวตาง ๆ ควรใหมีการนําไปใชประโยชนใหมาก ท่ีสดุ คอื นาํ ไปทําอตุ สาหกรรมปยุ คอก นาํ ไปกลบฝงใตต น ไมเพื่อใชเปนปุย 1. การใหสขุ ศึกษา และการใหชุมชนรับผดิ ชอบดา นสุขาภบิ าลสิง่ แวดลอม • การจัดทําโครงการใหความรูแกเด็กนักเรียน สถานศึกษา สถานบริการและสถาน ประกอบการรานคา รา นอาหาร • จัดทําโปสเตอรแผนพับและสื่อสุขศึกษาทุกรูปแบบ รวมทั้งวิทยุ โทรทัศนและหอ กระจายขา วในหมบู าน • อบรมผูป ระกอบอาหาร ใหไดร บั ความรอู ยางถูกตอง 2. การควบคุมโดยการใชสารเคมีควบคมุ แมลงวนั สารเคมที ่ีจะนาํ มาใชใ นการควบคุมแมลงวัน ควรมคี ณุ สมบัตดิ ังนี้ 1. ควรมปี ระสิทธิภาพในการกําจัดแมลงวันไดสูง ใชปริมาณนอยและแมลงวันสามารถสราง ความตานทานไดยาก 2. ควรจะมฤี ทธ์ิคงทนไดยาวนานในสภาพธรรมชาติและไมสลายตัวเรว็ เกินไป 3. มีความปลอดภัยตอ คน สัตวแ ละสิ่งมชี วี ิตอน่ื ๆ หากส่ิงมีชีวิตดงกลาวไดรับสารเคมีเขาไป ในรา งกาย จะสามารถยอยสลาย หรือขับถายออกนอกรางกายไดโดยเร็วไมเกิดการสะสม ในเนอ้ื เยอ่ื ไขมัน หรือน้ํานม

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 50 4. สามารถยอยสลายไดโ ดยจลุ นิ ทรียใ นสภาพธรรมชาติไมต กคา งในสภาพแวดลอมยาวนาน 5. ควรสะดวกตอ การใชงาน ไมจ าํ เปนตองใชเ ครื่องมือทส่ี ลบั ซับซอน 6. ไมค วรมฤี ทธกิ์ ัดกรอน จนเกดิ ความเสยี หายตอเครื่องมือ 7. ราคาถกู และคุมคาตอการนําไปใช 2. แมลงสาบ (Cockroaches) แมลงสาบมีการเจริญเติบโตเปนแบบไมสมบูรณ (incomplete metamorphosis) ซึ่งเปนการ เจริญเติบโตท่ีมีการเปล่ียนแปลงรูปรางและขนาดเพียงเล็กนอย วงจรชีวิต (life cycle) ประกอบดวย 3 ระยะ คือไข (egg), ตัวออน หรือตัวกลางวัย (nymph) และตัวเต็มวัย (adult) ซ่ึงตัวออนนี้จะมี ลกั ษณะคลายตัวเตม็ วัย โดยตัวออนระยะแรกท่ีออกจากไขจะยังไมมีปก เมื่อผานการลอกคราบ 2-3 ครั้ง จะเริ่มมีปกและอวัยวะสืบพันธุคอย ๆ เจริญเติบโตข้ึน จนเปนตัวเต็มวัยท่ีมีปกเจริญเต็มท่ีและอวัยวะ สบื พนั ธสุ มบูรณ ไขของแมลงสาบมีปลอกหุมเรียกวา ฝกไข (ootheca) มีลักษณะคลายเมล็ดถั่ว สวนมากมีสี น้ําตาลแดงจํานวนของไขในแตละฝกจะแตกตางกันในแตละชนิดของแมลงสาบ โดยทั่วไปจะมีประมาณ ฝกละ 16-30 ฟองแมลงสาบสามารถวางไขไดหลายชุด บางชนิดอาจจะวางเพียง 4-8 ชุด แตบางชนิด อาจวางไขไดมากถึง 90 ชุด แมลงสาบบางชนิดจะนําฝกไขติดตัวไปดวยจนไขใกลจะฟกจึงจะปลอยออก จากลาํ ตัว ลกั ษณะในการวางไขของแมลงสาบแตละชนิดจะแตกตางกัน สวนใหญแมลงสาบชอบวางไขใน ตูทึบ ลิ้นชัก หรือก่ีลองกระดาษ เปนตน นอกจากนี้ยังอาจวางไขอยูตามซอก หรือมุมหองซ่ึงบางครั้ง อาจจะวางไขติดกับฝาผนังหรือเฟอรนิเจอรตาง ๆไดดวย ไขของแมลงสาบจะฟกภายในระยะเวลา 1-3 เดือน ตวั ออนของแมลงสาบท่ฟี ก ออกจากไขใหม ๆ มสี ีขาวและไมมีปก เมื่อมีอายุได 3-4 สัปดาห ก็จะ มีการลอกคราบเกิดขึ้น ซึ่งการลอกคราบน้ีจะเกิดขึ้นอีกหลายคร้ังจนกระทั่งเปนตัวเต็มวัยจํานวนคร้ังใน การลอกคราบของตัวออนและระยะเวลาที่ใชในการเจริญเติบโตจนกระท่ังเปนตัวเต็มวัยน้ันแตกตางกัน ตามแตช นิดของแมลงสาบ แมลงสาบตัวเตม็ วัยมีลาํ ตัวแบนรีเปนรูปไข ความยาวของลําตัวตั้งแต 1 ซม. ถึง 8 ซม.มีสีตาง ๆ กันต้ังแตสีนํ้าตาลออนไปจนถึงดําบางชนิดอาจมีสีอ่ืนที่คอนขางแปลกตา เชน สีสมหรือสีเขียวก็ได โดยทวั่ ไปแมลงสาบตวั เมียจะอว นกวา ตัวผูหัวของแมลงสาบมีลักษณะคลายผลชมพู คือ ดานบนปานสวน ดานลางเรียวลง และสามารถเคล่ือนไหวไดอยางอิสระ สวนหัวจะติดกับสวนอกโดยมีสวนคอเล็ก ๆ เชื้อ มอยแู มลงสาบอาจมีปก หรือไมม ปี ก็กไดโ ดยปกติพวกที่มีปกเจริญดีจะมีปก 2 คู ปกคูแรกจะแข็งแรงกวา ปกคูหลัง ท้ังน้ีปกคูหลังซึ่งมีลักษณะเปนเยื่อบาง ๆ จะซอนทับอยูใตปกคูแรก ปกของแมลงสาบจะปก คลุมลําตัวไวเกือบท้ังหมด อยางไรก็ตามแมลงสาบบางชนิดอาจมีปกท่ีกุดสั้นก็ไดถึงแมวาแมลงสาบจะ สามารถบินไดก็ตามแตโดยท่ัวไปแลวมักเดิน หรือว่ิงมากกวา ทั้งนี้จะบินในกรณีท่ีถูกรบกวนเทานั้น แมลงสาบมีขา 3 คู ขาคูหนาเล็กกวาขาคูหลัง ขาของแมลงสาบน้ันมีลักษณะเปนขาสําหรับวิ่งจึงทําให

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 51 แมลงสาบวง่ิ ไดเ รว็ มาก แมลงสาบมีหนวดยาวเรียวแบบเสนดาย 1 คูซึ่งมีขนเล็ก ๆ จํานวนมากอยูรอบ ๆ หนวด ปากมลี กั ษณะเปน แบบกัดเค้ยี วแมลงสาบสามารถกินอาหารไดทุกชนิดไมวาจะเปนพืชหรือสัตวแต สวนมากชอบกินเศษอาหารประเภทแปงหรือนํ้าตาล ซากสัตวหรือแมลงท่ีตายแลว นํ้าลาย เสมหะ อุจจาระ กระดาษ หรอื แมแ ตผ า เปน ตน แมลงสาบ มีนสิ ัยชอบกินอาหารและถายอุจจาระออกมาตลอด ทางที่เดินผาน ชอบออกหากินในเวลากลางคืนและมักอยูรวมกันเปนกลุม แตก็มีแมลงสาบบางชนิดท่ี ออกหากนิ ในเวลากลางวัน แมลงสาบมแี หลงกําเนดิ อยูในเขตอบอนุ แตป จจุบันพบวามีการแพรกระจายไปท่ัวโลกซ่ึงอาจจะ ตดิ ไปกบั สนิ คาจาํ พวกหีบหอหรือลังไมท่ีขนสงไปทางเรือหรือรถบรรทุก อยางไรก็ตามยังคงพบแมลงสาบ ในภูมิภาคท่ีมีอากาศรอนมากกวาพ้ืนท่ีที่มีอากาศหนาวเย็น โดยทั่วไปแมลงสาบชอบอาศัยอยูตาม บานเรือน ทอระบายน้ํารานขายของชํารานอาหาร โรงพยาบาลหรือโรงแรม โกดังเก็บสินคาทาง การเกษตรหรอื กระดาษ เปนตน แมลงสาบชอบอาศยั อยใู นบริเวณท่มี ดื อบอุน และมีความชนื้ สงู 3.1 ความสําคัญทางการแพทยของแมลงสาบ แมลงสาบมีความสําคัญทางการแพทยและสาธารณสุขเน่ืองจากเปนพาหะสําคัญท่ีสามารถนํา เช้ือโรคตาง ๆ เชน ไวรัส แบคทีเรียเชื้อรา หรือโปรโตซัว ติดตอมาสูมนุษยไดโดยที่เชื้อโรคเหลาน้ีติดมา กับขาหรือลําตัวของแมลงสาบในขณะท่ีแมลงสาบออกหากินตามบริเวณที่สกปรก หรือการท่ีเชื้อโรค เหลานี้อาจถูกแมลงสาบกินเขาไปแลวไปสะสมอยูในระบบทางเดินอาหาร อาหารทําใหเช้ือโรคตาง ๆ ดังกลา วสามารถปนเปอนในอาหารหรือภาชนะท่ีแมลงสาบเดินผานไดดังนั้นกลไกในการแพรเชื้อโรคของ แมลงสาบจึงเกิดจากพฤติกรรมในการออกหาอาหารและการกินอาหารของแมลงสาบซ่ึงชอบหาอาหาร ตามสิ่งปฏิกูลและระหวางเดินจะสารอกและถายมูลไปตลอดทางโรคที่นําโดยแมลงสาบสวนใหญจึงเปน โรคท่ีเกี่ยวกับทางเดินอาหารเชน อุจจาระรวง บิด ไทฟอยดและอาหารเปนพิษ เปนตน อยางไรก็ตาม แมลงสาบ ยังสามารถเปนพาหะกอใหเกิดโรคอื่น ๆ ไดอีก เชน โรคเรื้อน กาฬโรค ตับอกเสับ หอบหืด ภมู ิแพหรอื แมแ ตโ รคผิวหนัง นอกจากน้ียังมีรายงานวาแมลงสาบสามารถเปนโฮสตก่ึงกลาง (intermediate host) ของพยาธิ ไดหลายชนิด เชน พยาธิปากขอ (Ancylostoma duodenale), พยาธิไสเดือนกลม (Ascaris lumbricoides), พยาธิตืดแคระ (Hymenolepis nana), พยาธิตืดวัว (Taenia saginata), พยาธิใบไม โลหติ (Schistosoma haematobium) เปน ตน 2.2 แมลงสาบที่พบไดในประเทศไทย 2.2.1 Periplaneta americana หรือแมลงสาบอเมริกัน (American cockroach) เปนแมลงสาบที่มีขนาดใหญท่ีสุดท่ีพบใน บานเรือน ลําตัวสีน้ําตาลแดงมันวาว บน pronotumมีจุดสีดําขนาดใหญ 2 จุด ลอมรอบดวยวงเสนสี เหลอื งซึง่ อาจเต็มวงหรอื มเี พียงครง่ึ วงก็ไดส วนรอบนอกสุดเปนวงสีดําหนวด เรียวและยาวกวาลําตัว ตัวผู

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 52 ยาว 33-40 มม. ตัวเมียยาว 30-35 มม.ทั้งสองเพศมีปกเจริญดีและยาวถึงปลายของสวนทอง ปกมีสี น้ําตาลแดงตลอดท้ังปกและไมมีแถบสีเหลืองที่ขอบปกแมลงสาบอเมริกัน้ีเปนแมลงสาบที่พบมากตามทอ ระบายนํ้าหองนํ้า ในครัว ตูกับขาวหองเก็บ ของ กลองกระดาษที่ใชเก็บวัสดุสิ่งของแมลงสาบอเมริกัน ตู หนังสือลนิ้ ชัก และใตฝ าเพดาน เปน ตน 2.2.2 Blattella germanica หรือแมลงสาบเยอรมนี (German cockroach) เปนแมลงสาบขนาดเล็ก มีหนวด เรียวและ ยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 11-13 มม. ตัวเมียยาว11-15 มม. ท้ังสองเพศมีปกเจริญดีปกอาจยาวหรือสั้นกวา สวนทองเล็กนอย มีแถบสีดําอยูระหวางตาทั้งสองขางลําตัวสีน้ําตาลซีด แตเปนประกาย ขามีสีออนกวา ลําตัวpronotumมีสีพื้นเปนสีน้ําตาลออนและมีแถบสีดํา 2 แถบ พาดขนานตามแนวยาวของลําตัวใน บานอาคารบานเรือนจะพบแมลงสาบเยอรมนีไดในครัวช้ันวางของ ล้ินชักซอกโตะ หรือกี่ลองเก็บของ เปน ตน 2.2.3 Periplaneta brunnea หรือ Large browncockroach เปนแมลงสาบที่มีขนาดเล็กกวาแมลงสาบอเมริกันเพียง เล็กนอย ลักษณะโดยทั่วไปก็คลายคลึงกับแมลงสาบอเมริกันแตลําตัวมีสีน้ําตาลแดงคลํ้าบน pronotum มีจุดสดี าํ ขนาดใหญ 2 จุด ลอมรอบดวยวงเสนสีเหลืองแตวงเสนสีเหลืองน้ีคอนขางพลามัวไมคอยชัดเจน เหมอื นของแมลงสาบอเมริกนั อาจเหน็ เ ปนเพียงรูปสอมอยูบนขอบหลังของ pronotum สวนรอบนอกสุด เปนวงสีดําหนวดเรียวและยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 30-37 มม. ตัวเมียยาว 28-35 มม.ทั้งสองเพศมีปก เจริญดีและยาวถึงปลายของสวนทองปกมีสีน้ําตาลแดงตลอดท้ังปกและไมมีแถบสีเหลืองที่ขอบปก โดยมากมกั พบแมลงสาบชนิดนี้ไดท ัว่ ไปในบานเรือนเชน เดียวกับแมลงสาบอเมรกิ นั 2.2.4 Neostylopyga rhombifolia หรือ harlequin cockroach ชาวบานบางพื้นท่ีเรียกแมลงสาบผีเปนแมลงสาบท่ีมีขนาด ปานกลางจนถึงขนาดใหญมีหนวดเรียวและยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 18-26 มม. ตัวเมีย ยาว 22-31 มม. ทั้งสองเพศไมมีปก เปนเพียงเกล็ดปกและมีเฉพาะปกหนา pronotum มี จุดสีดําขนาดใหญ 2 จุด รอบ ๆ สองจุดนี้เปนสีเหลือง สวนรอบนอกสุดของ pronotum เปน สีดําลําตัวเปนลวดลายสวยงามสีนํ้าตาล เขม หรือสีดําสลับกับสเี หลือง ในอาคารบา นเรือนจะพบแมลงสาบชนิดน้ีมากในกลองกระดาษหรือภาชนะ ทใ่ี ชเกบ็ วัสดสุ ่งิ ของตา ง ๆ นอกจากน้ยี งั พบไดใ นครวั ตกู บั ขาวหรอื ตเู กบ็ ของ 2.2.5 Supella longipalpa หรือ brown-banded cockroach เปนแมลงสาบขนาดเล็ก มีหนวดเรียวยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 12-14 มม. ตัวเมียยาว 9-13 มม. ท้ังสองเพศมีปกเจริญดีปกของตัวผูจะเรียวยาวปกคลุมสวน ทองทั้งหมดปกของตัวเมียจะสั้นและกลมกวาของตัวผูขอบปกหนามิแถบสีนํ้าตาล ออนพาดตามแนว ขวางสองแถบ ลําตัวมีสีน้ําตาลออนไปจนถึงสีน้ําตาลเขม pronotumมีสีดําเปนรูปคลายระฆังอยูตรง กลางขอบดานขางทั้งสองของ pronotum เปนสีดําเปนรูปคลายระฆังอยูตรงกลางขอบดานขางท้ังสอง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 53 ของ pronotum เปนสีขาวหรือน้ําตาลออน สวนมากจะพบแมลงสาบชนิดนี้ในบานไดตามกลองเก็บของ ตูเก็บเอกสาร ล้ินชัก ใตหรือหลังเฟอรนิเจอรบางคนจึงเรียกวาแมลงสาบเฟอรนิเจอร (furniture cockroach) ขาวหรือน้ําตาลออน สวนมากจะพบแมลงสาบชนิดน้ีในบานไดตามกลองเก็บของ ตูเก็บ เอกสาร ลิ้นชัก ใตห รือหลงั เฟอรน เิ จอรบางคนจึงเรียกวาแมลงสาบเฟอรนิเจอร (furniture cockroach) 3.3 การปอ งกนั กาํ จัดแมลงสาบ 3.3.1 การจดั การสภาพแวดลอม การรกั ษาความสะอาดภายในบริเวณบา น เชน หองนอน ครัว หองนํ้าและหองเก็บของ เปนหลัก สําคัญของการปองกันไมใหแมลงสาบเขามาอาศัยและแพรพันธุภายในบานปองกันไมใหแมลงสาบเขาสู บานโดยการปดหรืออุดชองโหวตาง ๆ บริเวณประตูหนาตางหรือรองแตกราวบนผนังตัวบาน รวมทั้งติด ตะแกรงตาขายบริเวณรูเปดสูทอระบายน้ําทิ้งในหองนํ้าหรือครัวหรือนอกบาน ภายในบานควรจัดเก็บ ขาวของตาง ๆ ใหเปนระเบียบเพ่ือไมใหเปนท่ีหลบซอนของแมลงสาบไดเก็บอาหารท้ังสดและแหงให มิดชิดและคอยระวังไมใหมีเศษอาหารตกหลนบนพื้นถังขยะตองมีฝาปดมิดชิดและควรหมั่นนําขยะไป กําจัดท้งิ อยางสมํา่ เสมอ 3.3.2 การควบคมุ โดยใชส ารเคมีหรืออุปกรณกาํ จดั แมลงตาง ๆ เมอื่ พบวา มแี มลงสาบอยูภายในบานจําเปนตองรีบควบคุมกําจัดใหหมดไปโดยเร็วโดยการใชสารเคมีหรือ อุปกรณกําจัดแมลงตาง ๆ สารเคมีท่ีนิยมนํามาใชกําจัดแมลงสาบ ไดแกสารในกลุม carbamate, organophosphorus compound, synthetic pyrethroid, insect growth regulator (IGR) และ electron transport inhibitor (ETI) สารเคมีเหลาน้ีถูกนํามาพัฒนาใหเปนผลิตภัณฑกําจัดแมลงสาบได หลายรูปแบบ เชน สเปรยละอองฝอย ผงสําหรับโรย หรือเหยื่อพิษ เปนตน โดยทั่วไปแลวผลิตภัณฑ เหลานี้ถูกพัฒนาใหมีประสิทธิภาพดีในการกําจัดแมลงสาบในบานเรือน อยางไรก็ตามไมควรท่ีจะใช สารเคมีแตเ พยี งกลุมใดกลุม หนึง่ หรือตวั ใดตวั หนง่ึ ตดิ ตอกนั เปน ระยะเวลานานๆเนื่องจากมีรายงานวาการ กระทําดังกลาวจะทําใหแมลงสาบสามารถสรางความตานทานตอสารเคมีที่ใชโดยเฉพาะอยางย่ิงสารใน กลุม synthetic pyrethroid ดังนั้นจึงควรท่ีจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกลุมสารเคมีท่ีใชในการกําจัด แมลงสาบเพอื่ ปองกนั ปญหาแมลงสาบสรา งความตา นทานตอสารเคมีทใ่ี ช 3. เหา และ โลน (Lice) เหาที่มีความสําคัญทางการแพทยมี 3 ชนิด คือเหาหัวหรือ head louse (Pediculus humanus capitis) เหาตวั หรือ body louse (Pediculus humanus humanus หรอื Pediculus humanus corporis) และโลน หรอื pubiclouse (Phthirus pubis)

54 4.1 เหาหัวและเหาตวั Pediculus humanus มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพที่ 4.3 เหาหวั และเหาตัว ที่มา : https://phthiraptera.myspecies.info/file/3455 4.1.1 รูปรางลักษณะ ตัวเตม็ วยั (adult) ตัวผูมีขนาดเล็กกวาตัวเมีย เหาหัวตัวผูมีขนาดเฉล่ีย 2.8 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดเฉล่ีย 3.2 มลิ ลิเมตร เหาตวั มีขนาดใหญกวา เหาหวั เล็กนอย ตัวผูมีขนาดเฉล่ีย 3.2 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดเฉลี่ย 3.8 มิลลิเมตร มีขา 6 ขา เปนแบบจับยึดเสนขน (clinging type) ปลายขามีเล็บเรียวแหลมเรียกวา “tarsal claws” สวนของ tibia ยื่นออกดานขางคลายนิ้วหัวแมมือเรียกวา “tibial thumb” หนวดส้ันมี 5 ปลอง มีตาขนาดเลูกปากเปนแบบแทงดูด ปลองอเด็กเเตละคนปลองเชื้อมเปนชิ้นเดียวกันไมเห็น ขอบเขต ไมมีปก มีรูหายใจ (spiracle)1 คู สวนทองแบงเปน 9 ปลองแตเห็นชัดเจนเพียง 6-7 ปลองแต ละปลองมีรูหายใจ 1 คูและมีทออากาศกระจายท่ัวลําตัว การแยกเพศของเหาใหสังเกตบริเวณปลายสุด ของปลองสุดทาย ตัวเมียมี gonopods สําหรับวางไขมีลักษณะเปนงาม ตัวผูมีอวัยวะสืบพันธุ (aedeagus) ลกั ษณะเปน แทง ปลายแหลมยน่ื ออกมาทที่ องปลองสุดทาย ไข (nit) มีสีเหลือง ขนาดประมาณ 0.8 มิลลิเมตร ใชเวลาประมาณ 7-10 วันจึงจะฟกเปนตัวเหาหัว วางไขต ดิ อยูใกลโ คนผมโดยมีสารซีเมนตเคล่ือนอยู แมฟกเปนตัวเปลือกก็ยังติดอยูแตหางจากโคนผมเกิน 6 มิลลิเมตร มองเห็นเปนจุดสีขาวใสกวาไขที่ยังไมฟก สวนเหาตัววางไขติดกับตะเข็บเส้ือผาหรืออาจ วางไขบ นเสน ขนตามรางกาย ตัวกลางวยั (nymph) ฟกออกมาจากไขมีลักษณะคลายตัวเต็มวัย แตขนาดเล็กกวา ชวงที่ตัวกลางวัยกําลัง เจริญเติบโตตองการเลือดเปนอาหาร มีการลอกคราบ 3 คร้ัง จึงกลายเปนตัวเต็มวัย ใชระยะเวลา ประมาณ 7-13 วนั

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 55 4.1.2 ชวี วิทยาของเหา เหา มสี องชนดิ คือเหาหวั และเหาตัว ซ่ึงเหาท้ังสองชนิดน้ีมีลักษณะคลายคลึงกันมาก สามารถ ผสมพันธุกันไดแตกตางกันที่ขนาด อุปนิสัยและการนําโรค เหาตัวอาศัยอยูตามตะเข็บเสื้อผา เม่ือหิวจึง ออกมาดดู กินเลอื ด สวนเหาหัวตอ งอาศัยอยูบนศรี ษะตลอดเวลานํ้าลายของเหาทําใหโฮสตคันศีรษะอยาง มาก แมกระท่ังรักษาหายแลวก็ยังมีอาการคันอยูอีกระยะหน่ึง เหาทั้งสองเพศกินเลือดเปนอาหารต้ังแต เปนตัวออนจนตลอดชีวิต จึงเปนปรสิตภายนอก (ectoparasite) ท่ีสําคัญของคน วันหนึ่งเหาดูดเลือด ประมาณ 5 ครั้ง วงจรชีวิตของเหาประกอบดวย 3 ระยะ คือไข (egg) ตัวกลางวัย (nymph) และตัวเต็ม วัย (adult) หลังจากเปนตัวเต็มวัยไดประมาณ 10 ช่ัวโมงจึงเร่ิมผสมพันธุเหาผสัมพันธบอยครั้ง สามารถ ขยายพันธุ ไดตลอดปเหาเริ่มวางไขภายใน 24-48 ช่ัวโมงหลังผสมพันธุเหาหัววางไขประมาณ 4-5 ฟอง ตอวัน ตลอดชีวิตวางไขไดประมาณ 270-300 ฟอง วงจรชีวิตใชเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห ข้ึนอยูกับ สภาพแวดลอ ม ไดแ กอ ณุ หภมู ิความช้นื ตวั เต็มวยั ของเหาทั้งสองชนิดมีอายุประมาณ 2-4 สปั ดาห 4.1.3 ความสาํ คัญทางการแพทย เหาเปนปรสติ ภายนอก (ectoparasite) ของคน ดูดกินเลือดเปนอาหาร การอาศัยอยูของเหาทํา ใหมีการสูญเสียเลือด โฮสตเกิดอาการคันเน่ืองจากโปรตีนในนํ้าลายของเหา การเกาทําใหผิวหนังอักเสบ ติดเช้ือไดงาย ภาวะที่คนมีเหาอาศัยอยูเรียกวา “Pediculosis” ถามีโลนเรียกวา “Phthiriasis” รายที่ เปน เรอ้ื รังการเกาอาจทาํ ใหผิวหนงั หยาบกรานและมสี ีคลํา้ เรยี กวา Vagabond‘s disease เหาตัวมีความสําคัญทางการแพทยเน่ืองจากเปนพาหะของโรคหลายชนิด ไดแก Epidemic typhus, Trench fever และRelapsing fever โรคดังกลาวน้ียังไมมีรายงานวาพบในประเทศไทย แต เนือ่ งจากเหาตัวซึ่งเปน พาหะมีรูปรางลักษณะและวงจรชีวิตคลายเหาหัวมากจึงควรจะเรียนรูไวพอสังเขป เพ่ือการเฝาระวังโรค Epidemic typhus (louse-borne typhus) เปนโรครายแรง มีอัตราตายสูง เกิดจากเชื้อริคเก็ตเซีย Rickettsia prowazeki มีเหาตัวเปน พาหะนําเชื้อมาสูคนโดยการสูดหายใจเอามูลของเหาที่มีเชื้ออยูเขาไป เช้ือไมไดเขาไปอยูในตอมีนํ้าลาย เหาไดรับเชื้อจากการดูดเลือดผูปวย เชื้อเขาไปเพ่ิมจํานวนอยางรวดเร็วและหลุดออกมาภายนอกกับมูล ของเหา เช้ือสามารถอยูในมูลของเหาไดนาน 66วัน โรคน้ีเคยระบาดในทวีปยุโรป อาฟริกาเหนือเอเชีย อเมริกากลางและอเมริกาใต Trench fever เกิดจากเช้ือริคเก็ตเซีย Rochalimaea quintana โดยมีเหาตัวเปนพาหะ เปนโรคที่ไมรายแรง ระบาดในระหวา งสงครามโลกทั้งสองคร้ังท่ีประเทศยูโกสลาเวียและยูเครน คนไดรับเชื้อโดยการปนเปอน ของมลู เหาทางบาดแผลหรือเนื้อเย่ือออน

56 Relapsing fever เกิดจากเชื้อ spirochetes, Borrelia recurrentis โดยมีเหาตัวเปนพาหะ เปนโรครายแรง มี อัตราตายสูง ปจจุบันยังพบมากในประเทศเอธิโอเปยและซูดาน คนไดรับเช้ือเมื่อบี้ตัวเหาแลวไปถูก บาดแผลหรอื เน้ือเย่ือออน แตเช้ือโรคไมถูกถายทอดทางมูลเหาหรือการกัด เหาหัวและเหาตัวติดตอจาก คนหนึ่งไปสูอีกคนหนึ่งไดเร็วโดยเฉพาะในสภาพแวดลอมท่ีมีผูคนอยูอยางแออัดีหรือใกลชิดกัน เชน โรงเรียน คายทหาร คุก คายอพยพ เด็กเปนเหามากกวาผูใหญ ผูใหญท่ีเปนเหามักติดมาจากเด็ก เช่ือกัน วา ผูใหญม ีความตานทานตอเหามากกวาเด็กและรักษาความสะอาดไดดีกวา ซึ่งเปนส่ิงสําคัญในการยับย้ัง การเจรญิ เติบโตและการเพ่ิมจาํ นวนของเหา การแพรกระจายของเหาเกิดข้ึนไดหลายทาง อาจจะเกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือติดจากการ ใชข องรว มกนั เชน เหาหวั ตดิ ตอโดยใชห วหี รือหมวกรว มกัน เหาตัวตดิ ตอ โดยใชเส้ือผาผาเช็ดตัวหรือผาปู ที่นอนรวมกัน เหาไมสามารถกระโดดไปยังที่ตาง ๆ ดังน้ันการติดตอไปยังสัตว อื่นจึงเกิดขึ้นเมือมีการ สมั ผัสอยางใกลชิดีหรือใชส ิง่ ของรว มกันเทานนั้ 4.1.4 วธิ ีการปองกันกาํ จัด ครูหรือผูปกครองควรสํารวจเหาใหเด็กและบุคคลในครอบครัวอยางนอยสัปดาหละครั้งหากพบ ผทู ่เี ปนเหาควรรีบดําเนนิ การรกั ษาโดยเร็ว ควบคไู ปกบั การรกั ษาความสะอาดและควรปองกันไมใหติดตอ ไปยงั บคุ คลอน่ื โดยจดั ใหน อนหางจากผูอ่ืนและพยายามไมคลุกคลีกับเพื่อน ๆจนกวาจะรักษาหาย ผูที่มี ผมยาวในชวงทีเ่ ปน เหาควรตัดสั้นและสระผมทุก 1-2 วัน การกําจัดเหาอยางงายท่ีสุดคือการใชหวีเสนียดสางเหาใสกระดาษแลวนําไปท้ิงทุกวันและสระ ผมใหสะอาดอยูเสมอ วิธีนี้สามารถกําจัดเหาใหหมดไปภายใน 2-3 สัปดาห โดยไมตองใชเคมีกําจัดเหา แตอาจทําไดยากในกรณีที่ไมไดทําการรณรงคกําจัดเหาพรอมกันท้ังโรงเรียน ผูปกครองหรือครูไมมีเวลา พอและเด็กท่ีเปนเหายังเปนเด็กเล็กชวยตัวเองไมไดนอกจากน้ีครูหรือผูปกครองอาจใชเคมีกําจัดเหาใน กลมุ ไพรีทรอยดซ ่ึงมีความปลอดภัยสูงเชน permethrin 0.5%, d-phenothrin 0.5% ซ่ึงผลิตในรูปแปง หรือแชมพูกําจดั เหา มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 57 4.2 โลน (Pubic louse; Phthirus pubis) โลนตัวเต็มวัยมีขนาดเฉล่ีย 2 มิลลิเมตร รูปรางคลายปูแตกตางจากเหาคือสวนอกใหญกวาสวน ทองและขาท้ังสามคูเจริญไมเทากัน ภาพที่ 4.4 วงจรชวี ิตของโลน ท่ีมา : https://entnemdept.ufl.edu/creatures/urban/crab_louse.htm 4.2.1 ชวี วทิ ยา วงจรชีวิตของโลนคลา ยคลงึ กบั เหา ไขจะฟกภายใน 7-8 วัน ตัวออนใชเวลาเจริญเติบโต 13-17 วัน ตัวเต็มวัยอายุไมถึง 4 สัปดาหโลนวางไขนอยเพียง 3 ฟองตอวัน ตลอดชีวิตวางไขประมาณ 26 ฟอง ชอบอาศัยอยูตามขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุแตอาจพบอยูตามขนตา ขนค้ิวและขนรักแรการติดตอของ โลนไปสูผูอ ื่นเกิดไดโดยการมีเพศสัมพันธห รอื ใชเ ส้ือผา 4. สตั วฟ นแทะ (Rodents) Rodents หมายถึง สัตวส่ีเทา เล้ียงลูกดวยนํ้านมมีฟนหนา 2 คู ลักษณะโคงยื่น ใชกัดแทะส่ิง ตา ง ๆ ฟน หนาของมันสามารถเจริญยาวไดตลอดชีวติ ความเสียหายทเ่ี กดิ ข้ึนจากหนู คือ การกัด แทะ กินพืชผล นอกจากทําลายพืชผลทางการเกษตร แลว อาหารสัตวและผลผลิตจากสัตวเลี้ยง ผลิตภัณฑเครื่องอุปโภคบริโภคของมนุษยก็ถูกหนูทําลาย เสียหายเชนกัน นอกจากน้ี หนูยงั เปน สตั วพ าหะ สําคญั ท่ีนําโรคหลายชนดิ สคู นและสัตวเ ลี้ยง ไดแ ก • โรคไขฉห่ี นู (leptospirosis) • โรคไขห นู (murine thyphus หรือ scrub thyphus) • กาฬโรค (plaque)

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 58 5.1 ลักษณะท่สี าํ คญั หนูเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนมขนาดเล็ก (small mammal) หนูมีฟนแทะ (incisors) 2 คู คือ ที่ กรามบน (upper jaw) 1 คู และอีก 1 คู อยูที่กรามลาง (lower jaw) ทําใหมีนิสัยการกินแบบกัดแทะ เนื่องจากสวนเคลือบฟน (enamel) ของฟนแทะมีความแข็งแกรงมาก หนูมีประสาทสัมผัสและรับ ความรูสึกที่ดีเย่ียม ปกติหนูเปนสัตวที่ออกหากินในเวลากลางคืน (nocturnal) แตบางคร้ังเม่ืออาหาร ขาดแคลน หรือมีประชากรหนูมากเกิน (over population) ก็อาจทําให หนูบางตัวตองออกหากินใน เวลากลางวัน ส่งิ ที่ชวยใหห นสู ามารถออกหากนิ ในเวลากลางคนื ไดเปนอยางดี คอื หนวด (vibrissae) 5.2 ประเภทของหนู 5.2.1 หนูนอรเวย (Norway rat, brown rat, habour rat, sewer rat, Rattus norvegicus) มี ชื่อเรียกตามแหลงที่อยูอาศัย เชน หนูขยะ หนูทอ หนูทาเรือ เปนพาหะนําโรคหลายชนิดมาสูสัตวเลี้ยง และมนุษย กินอาหารไดทุกประเภท กขุดรูอาศัยในดินใกลกองขยะ ใตถุนบาน หรือสนาม ที่ปากรูมีขุย ดินกองใหญ หรือพบอาศัยในทอระบายน้ําในแหลงชุมชน ตามตลาด ลักษณะมูลหนู มีขนาดใหญคลาย แคปซูลยาวประมาณ 3-4 นว้ิ 5.2.2 หนูทองขาวบาน (roof rat, ship rat, house rat, Rattus rattus) และมีชื่อเรียกตาง ๆ ตามแหลงท่ีอยูอาศัย เชน หนูหลังคา หนูเรือ หนูบาน และหนูสวน เปนตน สีขนดานหลังเปนสีนํ้าตาล แกมเหลืองและ กลางหลังมีขนแข็งสีดําแทรกอยู ขนดานทองสีขาวครีม บางครั้งมีแถบขนสีน้ําตาลคลํ้า ยาวจากสวนคอถึง กลางอก ขนบริเวณตีนหลังสวนใหญยาวและมีขนดําแทรกปะปนบาง หางสีดําตลอด หนูชนิดน้ีมีรูปรางท่ีเพรียวกวาหนูนอรเวย และชอบอาศัยอยูในที่สูง เชน ใตหลังคา บาน ตามขื่อ และ คานของโรงเก็บอาหารสาํ เร็จรูปตาง ๆ บนตน ไม 5.2.3 หนูจี๊ด (Polynesian rat, Burmese house rat, Rattus exulans) หนูชนิดนี้ปนปายไดดี และวองไวมาก ชอบอาศัยในที่แหงตามบานเรือนโดยเฉพาะใน หองครัว หองเก็บของ ตู ลิ้นชัก และยุง ฉางทั่วประเทศ กรณีที่พบในหมูบานที่ติดกับพ้ืนท่ีทําการเกษตร อาจพบ หนูจ๊ีดทําลายพืชในไรนา สวน มะพรา ว สวนผลไม แปลงถัว่ ตาง ๆ 5.3 วงจรชีวิตและการแพรพ ันธุ หนูเปนสัตวเล้ียงลูกดวยที่มีความสามารถในการผสมพันธุและแพรพันธุไดรวดเร็ว จะใชเวลา ต้ังทองประมาณ 19 วัน หลังจากคลอดลูกแลว ภายใน 48 ช่ัวโมงสามารถผสมพันธุตอได ออกลูกไดป ละ 10-12 ครอก และแตละครอกมี 7-8 ตัวหนูอาจมีอายุยนื ยาวไดถ ึง 2 ป 5.4 การควบคมุ และกําจัด โดยการกําจัดแหลงท่ีอยูอาศัยและแหลงอาหารของหนู โดยการทําความสะอาดสถานท่ี กําจัด ขยะมลู ฝอยและจัดเกบ็ รักษาวัตถดุ ิบและอาหารทปี่ รุงสําเร็จใหส ูงกวาพน้ื และปด ใหม ิดชดิ การกาํ จดั หนู อาจทําได 2 วิธี คือ • การใชก ับดัก หรือกรงดกั การทําใหเกดิ การสนั่ สะเทือน การปด ทางเขา-ออก

59 • การใชส ารเคมี เชน การรมควนั ดว ยแกสพิษ การวางยาเบ่ือหนูโดยใชสารเคมีผสมเหย่ือ เชน ยาเบื่อหนูชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลัน จะทําใหหนูตายใน 1-2 วัน เชน พวกซิงคฟอสไฟด, เร็คสควิล, สารหนูแอนทู ยาชนิดนี้เหมาะกบั บรเิ วณทมี่ ีหนูจํานวนมากและลดปริมาณหนูอยางรวดเร็ว สวนยาเบื่อ หนูชนิดออกฤทธิ์ชาใชเพื่อกําจัดหนูในระยะยาว เชน พวกวอรฟาริน ราคูมิน เปนตน โดยจะตองใชยา เบ่ือหนูในอตั ราสว นทกี่ ําหนด คาํ ถามทายบท 1. จงอธบิ ายวงจรชีวติ ของยุงลาย 2. จงอธิบายวิธกี ารควบคุมและกาํ จัดยงุ 3. จงอธิบายการปองกันและกําจดั แมลงสาป 4. จงอธิบายการควบคมุ และปองกนั แมลงวัน 5. จงบอกวธิ ีการควบคุมสตั วฟนแทะ เอกสารอา งอิง สาํ นกั โรคติดตอนาํ โดยแมลง สํานักงงานปองกันควบคุมโรคที่ 4 ราชบรุ .ี (2546). สัตวรังโรคและ แนวทางสํารวจ. กรุงเทพฯ: ชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. สํานักอนามยั สิ่งแวดลอม กรมอนามัย. (2559). การควบคมุ พาหะนําโรคแมลงวัน. กรุงเทพฯ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

60 บทที่ 5 มลพิษทางน้ํา 1. นา้ํ เสีย (Wastewater) หมายถึง น้ําที่มีส่ิงเจือปน จนกระทั่งมีลักษณะ กล่ิน สี รส เปนท่ีนารังเกียจของคนท่ัวไป ไม เหมาะสําหรับใชประโยชนอีกตอไป หากปลอยลงสูลําน้ําธรรมชาติจะทําใหคุณภาพน้ําของธรรมชาติ เสอื่ มโทรมได (กรมควบคุมมลพษิ , 2564) นํ้าเสีย ตามพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ.2535 หมายถงึ ของเสยี ที่อยูในสภาพของเหลวรวมท้ังมลสารท่ีปะปนและปนเปอนอยูในของเหลวนัน้ นํ้าเสีย หมายถึง น้ําทิ้งหรือน้ําท่ีผานการการใชประโยชนจากกิจกรรมตาง ๆ ในอาคาร บานเรอื น หรอื โรงงานอตุ สาหกรรมโดยมสี ิ่งปนเปอ นทําใหสมบัติของนํา้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไดแก การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เชน การมีสารแขวนลอยทําใหน้ําขุน การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ เชน การมีจลุ นิ ทรียใ นนาํ้ ทมี่ ากเกินไป การเปล่ยี นแปลงทางเคมี เกิดจากสารอนินทรียหรือสารอินทรีย ถูก ปลอ ยลงในน้าํ ทาํ ใหน ํ้ามสี ภาพเปนกรดีหรือดา งมากเกนิ ไป ตารางที่ 5.1 อตั ราการเกดิ นํา้ เสียตอวนั มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาค อตั ราการเกดิ นาํ้ เสีย (ลิตร/คน-วัน) 2536 2540 2545 2550 2555 2560 กลาง 160-214 165-242 170-288 176-342 183-406 189-482 เหนือ 183 200 225 252 282 316 ตะวันออกเฉียงเหนอื 200-253 216-263 239-277 264-291 291-306 318-322 ใต 171 195 204 226 249 275 ที่มา : โครงการพัฒนาและปรับปรุงขอมูลอัตราการเกิดนํ้าเสียและปริมาณความสกปรกของแหลงกําเนิดประเภทชุมชน กรมควบคุม มลพษิ , 2553 ตารางที่ 5.2 ปริมาณนํา้ สียจากอาคารประเภทตางๆ อตั ราการเกนิ นํ้าเสยี ประเภทอาคาร หนว ย อัตรานาํ้ ใช ลิตร/วัน-หนวย ลิตร/วนั -หนวย 150 บานพกั อาศัย คน 200 385 อาคารชดุ หอ ง 480 525 โรงแรม หอ ง 660 1,360 รา นอาหาร ตร.ม. 1,700 27 ท่นี ัง่ 35 115 โรงพยาบาล ตร.ม. 140 5 หางสรรพสินคา ตร.ม. 6 3 อาคารสํานักงาน ตร.ม. 4 25 สํานักงาน คน 30 ท่าี : กรมควบคุมมลพิษ, 2557

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 61 2. แหลง กาํ เนิดมลพิษทางน้าํ ที่สง ผลกระทบตอคุณภาพนา้ํ ในแหลงนํ้าแบงออกเปน 2 ประเภท (กรมควบคมุ มลพิษ, 2560) 2.1 แหลงท่ีมีจุดกําเนิดแนนอน (Point Source) ไดแก แหลงชุมชน โรงงาน อตุ สาหกรรม เปน ตน 2.1.1 แหลงกําเนิดน้ําเสียชุมชน (Domestic Wastewater) หมายถึง น้ําเสียท่ีเกิด จากกิจกรรมประจําวันของประชาชนที่อาศัยอยูในชุมชน และกิจกรรมท่ีเปนอาชีพ ไดแกน้ําเสียท่ีเกิด จากการประกอบอาหารและชําระลา งส่งิ สกปรกท้ังหลายภายในครัวเรือน และอาคารประเภทตาง ๆ เปน ตน 2.1.2 นํ้าเสียจากอุตสาหกรรม ไดแก น้ําเสียท่ีเกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรม ต้ังแตกระบวนการลางวัตถุดิบ กระบวนการผลิตจนถึงการทําความสะอาดโรงงาน รวมท้ังนํ้าเสียท่ียัง ไมไดรับการบําบัดหรือนํ้าเสียที่ผานการบําบัดแลว แตยังไมเปนไปตามมาตรฐานน้ําทิ้งอุตสาหกรรม องคป ระกอบของนาํ้ ทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมจะแตกตางกัน ข้ึนอยูกับอัตราการไหลของนํ้าทิ้งประเภท และขนาดของโรงงาน ซ่ึงแตละโรงงานจะมีชนิดและปริมาณแตกตางกันออกไปเชน อุตสาหกรรมทาง การเกษตร เชน โรงงานแปรรูปผลผลิตารเกษตรนํ้าทิ้งจะเปนประเภทมีสารอินทรียมากความสกปรกสูง ทําใหออกซิเจนในนํ้าลดลง อุตสาหกรรมโลหะตางๆ จะมีสารพิษจําพวกโลหะหนักปะปนออกมา อุตสาหกรรมเคมภี ัณฑ เชน การผลิตยา ปยุ กระดาษ สีเปนตน (กรมสง เสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม, 2564) 2.2 จุดกาํ เนิดไมแ นน อน (Non-Point Source) ไดแก การเกษตร เปนตน 2.2.1 น้ําเสียจากเกษตรกรรม ไดแก น้ําเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเพาะปลูก การเล้ียงสัตว น้ําเสียจากการเพาะปลูกจะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เม่ือไหลลงสูแแหลง นา้ํ จะทําใหพืชที่ขน้ึ ในน้าํ น้ัน เจรญิ เตบิ โตอยางรวดเรว็ เชน สาหรายตา งๆ และผักตบชวา และสารพิษ จากยาฆาแมลง ในปริมาณสูง น้ําเสียจากกิจกรรมปศุสัตวโดยเฉพาะอยางย่ิงฟารมสุกร ซ่ึงมีมูลสัตว เศษอาหารและน้ําลา งคอกจะมีคาความสกปรกสูงและมีปริมาณมาก นํ้าเสียจากการเพาะเล้ียงสัตวนํ้า เชน บอ เลยี้ งปลา เล้ียงกงุ ซงึ่ มักนิยมทาํ ใหใ กลๆ แหลง น้ําและระบายอินทรยี ว ัตถุท่เี กิดจากอาหารท่ีใช เล้ียง และของเสยี ทสี่ ัตวถายออกมาก็จะทําให คาออกซเิ จนในนํา้ ลดลง 3. ลักษณะนํา้ เสีย 3.1 อุณหภูมิ (Temperature) อุณหภูมิของน้ําท่ีส่ิงมีชีวิตจะอยูไดอยางปกติขึ้นอยูกับ สิ่งมชี วี ติ นัน้ ๆ ปลาในเขตอบอนุ อาจจะอยูในอุณหภูมิสูงสุด 15 องศาเซลเซียส และต่ําสุดอาจเพียง 3 องศาเซลเซียสกไ็ ด สวนสตั วใ นประเทศไทยอยไู ดระหวา ง 20 - 35 องศาเซลเซียส ถารอนหรือเย็นกวา นี้อาจทําใหตายได เนื่องจากมีผลตอการเรงปฏิกิริยาเคมี และมีผลตอการละลายของออกซิเจนในนํ้า และมาตรฐานนํ้าทง้ิ ของโรงงานอตุ สาหกรรมอณุ หภมู ใิ นนํ้าตอ งไมเกิน 20 องศาเซลเซียส 3.2 สีและความขนุ (Color and turbidity) สขี องน้ําสามารถมองเหน็ ดว ยตาเปลาไดงาย และบงชัดท่สี ดุ ปกติแหลงนา้ํ ธรรมชาติท่ัวไปจะมสี ีใส เหลืองออน จนถึงสีน้ําตาลออน แตการที่สีของ น้ําเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติจนมีสีดํา สีแดง สีเขียว หรือสีอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นเน่ืองจากมีสาร

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 62 แขวนลอยและสารละลาย รวมทั้งสารอินทรียตาง ๆ ละลายอยู หรืออาจเกิดจากพืชในน้ําอาจทําใหสี ของน้ําเปล่ียนไป โดยท่ีน้ําน้ันไมไดเปนนํ้าเสียแตอยางใด สําหรับสีของนํ้าในแหลงน้ําธรรมชาติใน ประเทศไทย มีคาระหวาง 11 - 18 หนวย แตในแมน้ําเจาพระยา 20 -26 หนวย ซ่ึงใกลเคียงกับแม นํ้าทาจีน และแมน้ําบางปะกง สวนความขุนโดยธรรมชาติอยูระหวาง 25 - 75 เจทียู แมนํ้าใหญ ๆ ทุก ๆ ภาค มีคาความขุนมากกวา 80 หนวยเจทียู สีในนํ้าไมควรเกิน 20 หนวย ความขุนไมเกิน 25 หนวย 3.3 กลิ่น (Odor) น้ําธรรมชาติเปนน้ําที่ไมมีกลิ่น น้ําท่ีมีกลิ่นมักเปนนํ้าเสียซึ่งอาจจะมี สารเคมีหรือส่ิงเนาเปอยปะปนอยูจนทําใหมีกล่ิน โดยมากจะเกิดจากกลิ่นของไฮโดรเจนซัลไฟด กลิ่น ของนํา้ จงึ ขนึ้ อยกู บั ปรมิ าณสง่ิ ปฏิกูลทล่ี ะลายอยูในนํ้า 3.4 ปริมาณของแข็ง เม่ือจมตัวสูกนลําน้ํา ทําใหเกิดสภาพไรออกซิเจนท่ีทองนํ้า ทําให แหลงนํ้าต้ืนเขิน มีความขุนสูง มีผลกระทบตอการดํารงชีพของสัตวนํ้า โดยแบงออกเปนของแข็งท่ี ละลายนํ้า (Dissolved Solids) และของแข็งท่ีไมละลายนํ้า (Undissolved Solids) ซึ่งของแข็งที่ไม ละลายนํ้า จะแบงเปนของแข็งที่แขวนลอย (Suspended Solids) และของแข็งที่จมตัว (Settleable Solids) ซ่ึงตะกอนจะเปนของแขง็ ท่ีไมละลายนํา้ 3.5 การนําไฟฟา (Electrical Conductivity) การนําไฟฟาของนํ้า หมายถึง ความสามารถของนํ้าในการเปนสื่อนํากระแสไฟฟา ตัวกลางท่ีเปนสื่อนํากระแสไฟฟาในแหลงน้ํา คือ สารประกอบอนินทรียที่ละลายนํ้าแลวใหอิออน เชน กรดอนินทรีย ดาง และเกลือ การวัดการนํา ไฟฟา สามารถอธิบายถึงความเขมขนของแรธาตุหรือสารประกอบตาง ๆ หรือปริมาณของแข็งท้ังหมด ที่ละลายอยูในน้ําได ถามีสารละลายปะปนอยูในปริมาณมาก็จะทําใหคาการนําไฟฟามากขึ้นดวย ซ่ึง หมายถึงวา น้ําจะมีสารท่ีทาํ ใหเกิดนํ้าเสียมากขึ้นดวยเชนกัน แหลงนํ้าธรรมชาติจะมีคาการนําไฟฟาได ระหวาง 0.10 - 50 มิลลิโมห / เซนติเมตร 3.6 สารอินทรีย ไดแก เศษอาหาร เศษใบตอง พืชผัก ช้ินเนื้อ คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมนั เปน ตน ซง่ึ สามารถถกู ยอยสลายได โดยจลุ ินทรียท ่ใี ชออกซิเจน ทําใหระดับออกซิเจนละลายน้ํา (Dissolved Oxygen) ลดลง ทาํ ใหน าํ้ เกดิ สภาพเนาเหม็นได ปรมิ าณของสารอินทรียในนํ้านิยมวัดดวย คาบีโอดี (BOD) เมื่อคาบีโอดีในน้ําสูง แสดงวามีสารอินทรียปะปนอยูมาก และสภาพเนาเหม็นจะ เกิดขน้ึ ไดง า ย 3.7 สารอนินทรีย ไดแก แรธาตุตาง ๆ ท่ีอาจไมทําใหเกิดน้ําเนาเหม็น แตอาจเปน อันตรายตอสง่ิ มชี วี ิต ไดแก คลอไรด, ซลั เฟอร เปนตน 3.8 โลหะหนกั และสารพษิ อาจอยใู นรูปของสารอินทรียหรืออนินทรียและสามารถสะสม อยูในวงจรอาหาร เกิดเปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิต เชน ปรอท โครเมียม ทองแดง ปกติจะอยูในนํ้าเสีย จากโรงงานอตุ สาหกรรม และสารเคมที ่ีใชใ นการกาํ จัดศตั รูพืชทป่ี นมากบั นาํ้ ท้ิงจากการเกษตร สําหรับ ในเขตชุมชนอาจมีสารมลพษิ นี้มาจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนบางประเภท เชน รานชุบโลหะ อูซอม รถ และนาํ้ เสียจากโรงพยาบาล เปน ตน 3.9 น้ํามันและสารลอยนํ้าตาง ๆ เปนอุปสรรคตอการสังเคราะหแสง และกีดขวางการ กระจายของออกซิเจนจากอากาศลงสูนา้ํ นอกจากน้นั ยงั ทําใหเกิดสภาพไมน าดู

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 63 3.10 สารกอ ใหเ กิดฟอง/สารซักฟอก ไดแก ผงซักฟอก สบู ฟองจะกีดกันการกระจายของ ออกซิเจนในอากาศสนู ํา้ และอาจเปนอันตรายตอ สิ่งมีชวี ิตในนํา้ 3.11 จุลินทรีย น้ําเสียจากโรงฟอกหนัง โรงฆาสัตว หรือโรงงานอาหารกระปอง จะมี จลุ ินทรยี เ ปน จาํ นวนมากจุลินทรียเหลานี้ใชออกซิเจนในการดํารงชีวิตสามารถลดระดับของออกซิเจน ละลายนํ้า ทําใหเกิดสภาพเนาเหม็น นอกจากนี้จุลินทรียบางชนิดอาจเปนเช้ือโรคท่ีเปนอันตรายตอ ประชาชน เชน จุลินทรยี ใ นน้าํ เสยี จากโรงพยาบาล 3.12 ธาตุอาหาร ไดแก ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เมื่อมีปริมาณสูงจะทําใหเกิดการ เจริญเติบโตและเพ่ิมปริมาณอยางรวดเร็วของสาหราย (Algae Bloom) ซึ่งเปนสาเหตุสําคัญทําให ระดับออกซิเจนในนํ้าลดลงต่ํามากในชวงกลางคืน อีกทั้งยังทําใหเกิดวัชพืชนํ้า ซ่ึงเปนปญหาแกการ สัญจรทางนํา้ 3.13 กลน่ิ เกิดจากกาซไฮโดรเจนซัลไฟด ซ่งึ เกดิ จากการยอยสลายของสารอินทรียแบบไร ออกซิเจน หรือกลิ่นอนื่ ๆ จากโรงงานอตุ สาหกรรมตาง ๆ เชน โรงงานทาํ ปลาปน โรงฆา สตั ว เปน ตน 4. ดชั นบี ง ชีค้ วามสะอาดของแหลงนํ้า 1. คาปริมาณออกซิเจนท่ีละลายน้ํา (Dissolved oxygen; DO) ในน้ําธรรมชาติจะใชคา ปริมาณออกซิเจนท่ีละลายนํ้า น้ําที่มีคุณภาพดีจะมีออกซิเจนละลายอยูต้ังแต 7 มิลลกรัม/ลิตร ถา นอยกวา 3 มิลลกรัม/ลิตร จัดเปนน้ําเสีย นอกจากนี้ก็มีการวัดคาความตองการออกซิเจนทางชีวเคมี หรือบโี อดี 2. ปริมาณออกซิเจนในนํ้าซ่ึงจุลินทรียใชในกระบวนการยอยสลายสารอินทรียแบบใช ออกซิเจน (Biochemical oxygen demand; BOD) คือ ถาบีโอดีสูงแสดงวานํ้าน้ันมีความสกปรก มาก หรือมีอินทรียสารสูง จุลินทรียจึงตองใชออกซิเจนยอยสลายสารอินทรียมากผลกระทบของนํ้า เสียชมุ ชนตอสขุ ภาพอนามยั 5. การควบคมุ การเกดิ มลพิษทางนา้ํ การควบคุมการเกิดมลภาวะทางน้ํา ก็คือการไมปลอยสารมลพิษลงแหลงนํ้าหรือปลอยให นอยลงเทาท่ีจะทําได หากเกิดมลพิษทางน้ําขึ้นแลวจะตองมีการกําจัดมลพิษในน้ําใหเหลือนอยท่ีสุด ซ่งึ การกําจดั น้ําเสียทําไดหลายวธิ ี ดังน้ี 5.1 การกาํ จัดน้ําเสยี โดยวิธธี รรมชาติ (self purification) การกําจัดน้ําเสียโดยวิธีธรรมชาติ (self purification) แหลงน้ําในธรรมชาติจะมีจุลินทรีย หลายชนิดปะปนอยูทัว่ ไป ปรมิ าณของเชอ้ื จลุ ินทรีย เหลาน้ีมีมากบางนอยบางขึ้นอยูกับแหลงน้ําไดรับ การปนเปอนจากนํ้าเสียหรือสิ่งสกปรกมากนอยเพียงใด จุลินทรียในแหลงธรรมชาติที่มีการปนเปอน จากส่ิงสกปรกนอ ยโดยทั่วไปจะเปน จลุ ินทรยี ชนิดแบคทเี รียที่ใชออกซิเจนทําหนาที่กําจัดสารมลพิษใน น้ําเสียโดยธรรมชาติ การยอยสลายสารมลพิษทเี่ ปนสารอินทรียโ ดยแบคทีเรียทําใหลดการเนาเสียของ แหลงนํ้า หากมีการควบคุมจํานวนแบคทีเรียใหอยูในชวงที่เหมาะสมไมมากจนเกินไปจนทําให ออกซิเจนในน้ําขาดูแคลน หรือมีนอยจนเกินไปจนทําใหแบคทีเรียในนํ้ายอยสลายสารอินทรียไมทัน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 64 นอกจากน้ันยังตองควบคุมปริมาณออกซิเจนในน้ําใหมีมากพอโดยจัดการใหอากาศในน้ํามีการ หมุนเวยี นตลอดเวลา เชน จดั ตั้งเครื่องตีนํ้าหรือเครื่องงเติมอากาศเพื่อเติมอากาศลงในนํ้าหรือการพน อากาศลงในนํ้า เปนตน 5.2 การทาํ ใหเ จอื จาง (Dilution) เปนการเติมน้ําจํานวนมากพอที่ทําใหสารมลพิษเจือจางลง เชน การระบายน้ําเสียลงแมนํ้า การเจอื จางจะข้ึนกับปริมาตรของน้ําท่ีเติม ซึ่งจะตองคํานึงถึงปริมาณของเสียที่แหลงน้ําสามารถรับไว ดวย นั่นคือปริมาตรน้ํามากจะทําใหเกิดการเจือจางขึ้นการเจือจางปริมาณความสกปรก หรือปริมาณ ของเสียถอื วาผดิ กฎหมายเนอื่ งจากทาํ ใหแหลงนํ้ามกี ารปนเปอนของของเสีย ถึงแมปริมาณของเสียถูก เจือจางไปแลวกตาม) อยางไรก็ตามของเสียเหลานั้นก็ถูกระบายลงแหลงน้ําทําใหสิ่งมีชีวิตในแหลงนํ้า ไดรบั ผลกระทบดวย 5.3 การนาํ นํ้ากลบั มาใชใหม (Reclamation) วิธีน้ีเปนการทานํ้าเสียใหกลับมาเปนนํ้าดีเพื่อนํามาใชตอโรงงานอุตสาหกรรมที่ตองใชนํ้าใน ปริมาณมากในกระบวนการผลิตสว นใหญนิยมนําน้ํากลับมาใชใหม (Reclamation) จะเกิดผลดีคือลด ปริมาณของเสยี ทีป่ ลอ ยออกจากโรงงาน ลดตนทุนการผลิตลดปญหาการหาแหลงน้ําใหมสําหรับใชใน กระบวนการผลิตเน่ืองจากนําน้ําที่ใชแลวกลับมาใชใหมไดอีก น้ําท่ีนํากลับมาใชใหม (Reclaimed Water) 5.4 การควบคมุ การปลอยน้าํ เสยี ลงสแู หลง น้าํ เปนการปองกันและลดการนําสารมลพิษลงสูแหลงน้ํา วิธีการควบคุมมีหลายวิธี เชน การ ตดิ ตัง้ ระบบเตอื นภัยเมอ่ื นํา้ ทิ้งทรี่ ะบายลงสูแ หลงนํ้ามีคาความสกปรกเกินมาตรฐานท่ีกําหนด (นิยมใช ในการควบคุมคุณภาพน้ําทิ้งกอนระบายลงแหลงน้ําในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี) และการกอสราง และติดตงั้ อปุ กรณ สูบสง น้ําเสียในระบบรวบรวมน้ําเสียท่ีออกแบบใหทอรวบรวมนํ้าเสียและทอน้ําฝน้ี เปนทอเดียวกัน (Combined System) โดยในชวงเวลาท่ีฝนไมตกปริมาณน้ําเสียในระบบรวบรวมมี นอย อปุ กรณจะถกู ออกแบบใหสบู นา้ํ เสียไปบําบัด แตใ นชว งมฝี นตกปริมาณนํ้าเสียปะปนอยูกับน้ําฝน มปี ริมาณมากระบบรวบรวมถูกออกแบบยอมใหน ํ้าเสียทเี่ จอื จางอยูกบั นํา้ ฝนระบายลงแหลง นํ้า 5.5 การบําบดั นา้ํ เสยี เปนการใชวิธีทํางธรรมชาติแลทางวิทยาศาสตร บําบัด/ปรับปรุงน้ําเสียเพื่อลดความสกปรก กอนระบายออกสสู งิ่ แวดลอ มโดยท่ัวไปจะใชวิธีการเรงเวลาการปรับปรุงคุณภาพนํ้าใหเร็วขึ้นกวาที่จะ ใชธรรมชาติบําบัด เชน การเพิ่มปริมาณออกซิเจนโดยการเติมอากาศเพื่อใหแบคทีเรียยอยสลายของ เสียในน้ําเสีย การใชสารเคมีตกตะกอนสีและสารแขวนลอยในน้ําเสีย การใชแรงเหวี่ยงเพื่อเรงการ ตกตะกอนของแขง็ และของแข็งลอยน้ําในนา้ํ เสยี เปนตน 5.6 การกกั เก็บของเสยี ไวระยะหนังกอนปลอยออกจากแหลง ผลติ (Detention) วธิ นี ี้อาศัยขบวนการทางธรรมชาติ โดยการปลอยใหของเสียสลายตัวเองตามธรรมชาติในชวง เวลาท่ีกักเก็บไวและตองใชเวลานานซึ่งระยะเวลาเก็บกักตองเพียงพอใหจุลินทรียในนํ้าเสียยอยสลาย สิ่งสกปรก สารอินทรียหรอื ของเสียในนํ้าเสยี จนเหลือความสกปรกนอ ยกอนระบายออกสูสง่ิ แวดลอ ม

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 65 6. ผลกระทบของน้าํ เสียตอ สุขภาพอนามยั ผลกระทบของน้ําเสียโดยทั่วไปเชื้อโรคที่พบในน้ําเสียท่ีกอใหเกิดโรคตอมนุษยได มี 4 ชนิด คือ แบคทีเรยี ไวรัส โปรโตซัว และพยาธิ โดยมีสาเหตุมาจากอุจจาระของมนุษยปนมากับนํ้าเสีย โรค ตดิ เช้อื จากสง่ิ ขบั ถายสามารถตดิ ตอสูค น มี 2 วิธี คือ เกิดจากเชื้อโรคที่อยูในส่ิงขับถายของบุคคลหน่ึง แพรก ระจายออกสสู ่ิงแวดลอ มแลว เขาสูบ ุคคลอ่ืน และเกิดจากเชื้อโรคจากส่ิงขับถายเขาทางปาก โดย ท่ีสัตวและแมลงท่ีเปนพาหะ ท่ีอาศัยส่ิงขับถายในการขยายพันธุ จะรับเช้ือโรคเขาสูรางกาย โดยเช้ือ อาจอยูในตัว ลําไส หรือในเลือดของสัตวพาหะนั้น โดยท่ีคนจะไดรับเชื้อผานสัตวเหลานั้นอีกทีหนึ่ง โดยองคการอนามัยโลก (WHO) ไดจําแนกเช้ือโรคตามลักษณะการติดเชื้อออกเปน 6 ประเภท ประเภทท่ี 1 การติดเช้ือไวรัสและโปรโตซัว สามารถทําใหเกิดโรคไดแมวาจะไดรับเช้ือเพียง เล็กนอย และสามารถตดิ ตอ ไดง าย ซ่ึงการปรับปรุงระบบสขุ าภิบาลเพยี งอยา งเดียวยังไมพอ จะตองให ความรเู กย่ี วกบั สขุ ภาพควบคูกนั ดวย ประเภทที่ 2 การติดเช้ือจากแบคทีเรีย จะตองไดรับเชื้อในปริมาณท่ีมากพอจึงจะทําใหเกิด โรคได แตต ดิ ตอ จากบคุ คลหน่ึงไปยังอีกบุคคลหน่ึงไดยาก เช้ือนี้มีความทนทานตอสภาพแวดลอมและ สามารถแพรพนั ธไุ ดด ใี นท่ีทีเ่ หมาะสม ซึง่ การปรบั ปรงุ ระบบสขุ าภบิ าลเพยี งอยางเดยี วยังไมพอ จะตอง ใหค วามรเู กี่ยวกบั สุขภาพควบคูกนั ดว ย ประเภทที่ 3 เชื้อชนิดน้ีทําใหเกิดโรคไดท้ังในระยะแฝงและระยะฝงตัว ไดแก ไขพยาธิ ซึ่งไม สามารถติดตอจากบุคคลหน่ึงไปยงั อกี บุคคลหนึ่งไดโ ดยตรง แตตองการสถานท่ีและสภาวะท่ีเหมาะสม เพอื่ เจริญเติบโตเปนตัวพยาธิและเขาสูรางกายได ดังน้ันการจัดระบบสุขาภิบาลท่ีดี เชน การกําจัดส่ิง ขับถายทถ่ี ูกตองจึงเปน สงิ่ สาํ คัญ จงึ เปน การปอ งกนั มิใหม สี ง่ิ ขับถายปนเปอ นสิ่งแวดลอ ม ประเภทท่ี 4 พยาธิตวั ตืดอาศัยอยใู นลําไสคน ไขพยาธิจะปนออกมากับอุจจาระ ถาการกําจัด สิ่งขบั ถายไมเหมาะสม ก็จะทาํ ใหสัตวจําพวกโค กระบอื และสุกร ไดรับไขพยาธิจากการกินหญาที่มีไข พยาธิเขาไป ซึ่งไขพยาธินี้เมื่อเขาไปในรางกายสัตวแลวจะกลายเปนซีสต (Cyst) และฝงตัวอยูตาม กลามเน้ือ คนจะไดรับพยาธิโดยการรับประทานเน้ือสัตวดิบ ๆ ดังน้ันการจัดระบบสุขาภิบาลท่ีดี เชน การกาํ จดั ส่งิ ขับถา ยท่ีถกู ตองจึงเปนสงิ่ สาํ คญั จงึ เปนการปอ งกนั มใิ หมสี ง่ิ ขับถา ยปนเปอนสงิ่ แวดลอ ม ประเภทท่ี 5 พยาธิที่มีบางระยะของวงชีวิตอยูในน้ํา โดยพยาธิเหลาน้ีจะมีระยะติดตอตอนท่ี อาศัยอยูในน้ํา โดยจะเขาสูรางกายคนโดยการไชเขาทางผิวหนังหรือรับประทานสัตวนํ้าที่ไมไดทําให สุก ดงั น้ันการจดั ระบบสุขาภิบาลท่ีดี จึงเปนการปอ งกนั มิใหพยาธเิ หลานป้ี นเปอนสง่ิ แวดลอม ประเภทท่ี 6 การติดเชื้อโดยมีแมลงเปนพาหะ แมลงที่เปนพาหะที่สําคัญ ไดแก ยุง แมลงวัน โดยยุงพวก Culex pipines จะสามารถสืบพันธุไดน้ําเสีย โดยเชื้อจะติดไปกับตัวแมลง เมื่อสัมผัส อาหารเชอื้ ก็จะปนเปอนกบั อาหาร ดงั น้นั การจดั ระบบสขุ าภบิ าลทีด่ ี จงึ เปน การปองกนั พาหะเหลานี้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 66 7. การลดปรมิ าณน้ําเสีย ผูใชนํ้าสวนใหญมักมีพฤติกรรมการใชน้ําฟุมเฟอย ควรเปล่ียนวิธีการใชนํ้าตามความเคยชิน มาเปนการใชนํ้าอยางรูคุณคา ไมปลอยใหน้ําไหลท้ิงไปโดยเปลาประโยชนเพื่อเปนการลดปริมาณนํ้า เสียที่จะระบายออกสูสิ่งแวดลอมและประหยัดคาใชจายในการบําบัดนํ้าเสีย โดยใชหลัก 3Rs : Reduce Reuse Recycle มีดงั น้ี 7.1 Reduce การใชน อ ย การใชนอ ย หรอื ใชน ํ้าเทาที่จาํ เปน โดยไมใชนํา้ อยางฟุมเฟอย เชน • การอาบน้ํา การใชฝกบัวจะส้ินเปลืองนํ้านอยที่สุดกับวย่ิงเล็กย่ิงประหยัดนํ้าปดนํ้า ในขณะที่ถสู บูจ ะใชนา้ํ เพียง 30 ลติ ร หากเปดท้ิงไวจะใชน้ําถึง 90 ลิตรและหากใชอางอาบนํ้าจะใชน้ํา ถงึ 110 - 200 ลติ ร • การโกนหนวด โกนหนวดแลวใชกระดาษเช็ดกอน จึงใชน้ําจากูแกวมาลางอีกครั้ง ลางมดี โกนหนวดโดยการจมุ ลา งในแกว จะประหยดั กี วาลา งโดยตรงจากกอก • การแปรงฟน ในขณะแปรงฟนไมควรเปดก็อกน้ําท้ิงไวจะทําใหนํ้าไหลสูญเสียไปโดย เปลาประโยชนในระยะเวลาที่แปรงฟน 5 นาที อาจสูญเสียนํ้ามากถึง 40 ลิตร ดังน้ันควรใชภาชนะ รองน้าํ ไวห รอื เปด น้ําใชห ลงั แปรงฟน เสร็จ จะใชนาํ้ เพียง 5 - 8 ลิตร • การใชชกั โครก การใชชักโครกจะใชน้ําถึง 8 - 18 ลิตรตอคร้ัง เพื่อการประหยัดควร ใชถงุ /ขวดบรรจุน้ํามาใสในโถนาํ้ เพ่ือลดการใชน ้าํ หากใชชักโครกควรติดตั้งโถปสสาวะและโถสวมแยก จากกัน สําหรับโถสวมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ํานอยกวาแบบชักโครกหลายเทา โดยควรพิจารณา ความเหมาะสมในการติดตั้งดวย และไมใชชักโครกเปนที่ทิ้งเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทุกชนิด เพราะจะทาํ ใหสูญเสียนํา้ จากการกดชกั โครก เพอ่ื ไลส ่งิ ของลงทอ • การซักผา การซักผาดวยมือประหยัดน้ํากวาการซักผาดวยเครื่อง เพราะการซักผา ดวยเครอื่ งแตละคร้งั จะตองใชนํ้าถึง 100 - 200 ลิตร รวมท้ังตองใชกระแสไฟฟาดวยแตเวลาน้ีหลาย บานก็จําเปนตองใชเคร่ืองซักผา จึงควรรวบรวมผาใหพอดีกับความจุของเคร่ือง ตั้งโปรแกรมให เหมาะสมกับชนิดผา แลวอยาลืมปดก็อกน้ําเม่ือนํ้าเต็มภาชนะรองรับไมวาจะซักดวยมือหรือซักดวย เครอื่ ง • การลางถวยชามภาชนะ ถวยชาม ภาชนะใสอาหารท้ังหลาย กอนจะลางทําความ สะอาดอยาลืมกวาดเศษอาหารรวมทั้งคราบไขมันท้ิงเสียกอน นํ้ายาลางจานท่ีใชควรเลือกชนิดท่ีมี สวนผสมของสารที่ยอยสลายไดท างชวี ภาพ (Biodegradable) เพอ่ื ลดสารตกคา งในแหลง นํ้า แลวอยา ลางทลี ะใบสองใบ รวบรวมไวลางพรอม ๆ กัน ในอางหรือกะละมัง ไมควรเปดนํ้าลางจากกอก เพราะ จะสิ้นเปลืองน้ําจํานวนมากโดยไมจําเปนอันนี้อกจากจะประหยัดนํ้าแลวยังประหยัดน้ํายาลางจาน และปอ งกนั เศษอาหารรวมท้งั ไขมันไปอดุ ทอระบายและยงั ชวยปองกันน้ําเสียไดอีกดวย หากเปนไปได ควรตดิ ตง้ั ถังดักไขมนั จากอางลางจานในหองครวั เพือ่ ชว ยลดความสกปรกของน้ําทงิ้

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 67 • การลางผักผลไมควรลางพืชผักและผลไมในอางหรือภาชนะที่มีการกักเก็บนํ้าไว เพียงพอเพราะการลางดวยน้ําท่ีไหลจากกอกน้ําโดยตรง จะใชน้ํามากกวาการลางดวยนํ้าที่บรรจุไวใน ภาชนะถงึ รอ ยละ 50 • การเช็ดพ้ืน ควรใชภาชนะรองนา้ํ และใชอุปกรณใ นการขัดเช็ดถูจะใชนํ้านอยกวาการ ใชส ายยางฉีดลางทาํ ความสะอาดพืน้ โดยตรง • การรดน้ําตนไม ควรใชผักับวรดนํ้าตนไมแทนการใชสายยางตอจากกอกนํ้าโดยตรง หากเปนพื้นที่บริเวณกวางก็ควรใชสปริงเกอรจะประหยัดน้ําไดมากกวา และไมควรรดนํ้าตนไมตอน แดดจัดเพราะน้ําจะระเหยหมดไปเปลา ๆ ใหรดตอนเชาท่ีอากาศยังเย็นอยูการระเหยจะตํ่ากวา ชวย ใหป ระหยดั น้ํา • การลางรถ ควรใชไมขนไกลูบฝุนออกกอน แลวจึงลางรถ ไมควรใชสายยางและเปด น้ําไหลตลอดเวลาในขณะที่ลางรถ เพราะจะใชน้ํามากถึง 400 ลิตร แตถาลางดวยน้ําและฟองน้ําใน กระปองหรือภาชนะบรรจุนา้ํ จะลดการใชนํ้าไดมากถึง 300 ลิตรตอการลางหน่ึงคร้ัง ลดความถ่ีในการ ลางรถลง เชน จากสัปดาหละ ๒ คร้ัง ก็เหลือแคสัปดาหละคร้ังก็พอซึ่งวิธีน้ีจะชวยประหยัดน้ําได โดยตรง และไมควรลางรถบอยคร้ังจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความส้ินเปลืองนํ้าแลวยังทําใหเกิด สนิมท่ีตวั ถงั ไดดว ย • เวลามีแขกมาเยี่ยมท่ีบาน ใหเสิรฟน้ําแคประมาณ 70% ของแกวหรือใชแกวใบเล็ก เสิรฟแทนเพราะบางคนด่ืมน้ําไมเยอะ หรือเราอาจจัดเตรียมเหยือกใสนํ้าไวสําหรับเติมใหแขกบางคนที่ ชอบดม่ื นํา้ เยอะก็ไดเ พราะการเติมน้ําทลี ะนดิ ี ยอมดีกวาเหลือทิ้ง • หม่ันตรวจสอบสุขภัณฑอุปกรณใหอยุในสภาพดีอยูเสมอ หากเกิดการผิดปกิจากการ ไหล 7.2 Reuse การใชซํ้า การใชซ้ําคือการนํานํ้าที่ผานกิจกรรมการใชตาง ๆ แลวและยังมี สภาพดกี ลบั ไปใชในกิจกรรมอืน่ ๆ ซํา้ เชน • การนํานํ้าจากการลางถวยชามหรือการลางผักผลไมไปใชรดน้ําตนไมหรือทําความ สะอาดพืน้ • กรณีลางถวยชามภาชนะในอางน้ํา 2 หรือ 3 น้ําอาจนํานํ้าในอางสุดทายซ่ึงมีความ สกปรกนอยกลับมาใชซ ํ้าในอางแรกได • นาํ้ ดื่มท่ีเหลือในแกว นําไปรดนาํ้ ตนไมใชทําความสะอาดพน้ื ผวิ ชําระความสกปรกได 7.3 Recycle การนาํ นาํ้ มาใชใ หม การนําน้ําท่ีผานการใชแลวจากกิจกรรมตาง ๆ ซึ่งมีความสกปรกอยูไปปรับปรุงคุณภาพนํ้า และนํากลับมาใชใหมซ่ึงวิธีการน้ีหากเปนในภาคอุตสาหกรรมจะลดคาใชจายในการซ้ือนํ้าประปาไดโดย สามารถใชนํา้ ท่ีผา นการปรับปรุงคุณภาพแลวกลบั มาใชไดใ นบางกจิ กรรม

68 คาํ ถามทายบท 1. จงอธบิ ายแนวทางการลดนํ้าเสยี 2. จงบอกผลกระทบของน้าํ เสียตอสขุ ภาพอนามยั 3. จงอธิบายแหลง กําเนดิ มลพิษทางน้าํ 4. จงบอกลักษณะของนํา้ เสยี มา 5 ขอ เอกสารอางอิง สาํ นกั จดั การคุณภาพนา้ํ . (2560). คูมือระบบบําบัดน้าํ เสียชุมชน. กรงุ เทพฯ กรมควบคุมมลพิษ. เอกสิทธิ์ หริ พิ งษ. (2563). การลดคา ทเี คเอ็นในระบบบําบัดน้าํ เสยี :กรณีศกึ ษาโรงพยาบาลขนาดใหญ. (การคน ควา อิสระวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑติ ). กรุงเทพฯ: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสยาม. มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 69 บทท่ี 6 กระบวนการบาํ บัดน้ําเสยี Wastewater Treatment Process เปนนํ้าที่มีสารหรือสิ่งปฏิกูลท่ีไมพึงปรารถนาปนอยูการปนเปอนของสิ่งสกปรกเหลาน้ีทําให คณุ สมบตั ิของน้าํ เปล่ียนแปลงไปจนอยูในสภาพท่ีไมสามารถนํากลับมาใชประโยชนไดส่ิงปนเปอนที่อยู ในน้ําเสียผงซักฟอก สบู ยาฆาแมลง สารอินทรียท่ีทําใหเกิดการเนาเหม็นและเชื้อโรคตาง ๆ สําหรับ แหลงท่ีมาของมลพิษทางน้ําสวนใหญมางชุมชน จากกิจกรรมสําหรับในการดํารงชีวิตหมูบานจัดสรร คอนโดมิเนยี ม โรงแรมปญ หาของนํ้าเสยี เกิดขน้ึ พรอม ๆ กับการเจริญเตบิ โตของชุมชนและการเพิ่มขึ้น ของการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการเพมิ่ ผลผลติ ภาคเกษตรกรรมนํา้ เสยี เกดิ ขึน้ จากการใชน้ําเพื่อใช ประโยชนต า ง ๆ ในการอปุ โภคบรโิ ภคและน้ําเสยี กอ ใหเ กดิ ปญ หาแกแหลงรองรบั น้ํา ทาํ ใหเกิดการเนา เหมน็ หรอื เปน อนั ตราตอสิ่งมชี ีวิตในนาํ้ การเนาเหมน็ หรอื เปนอนั ตรายตอสูงมีชีวิตในน้ําซ่ึงเปนหวงโซ อาหารของคนและสัตว ส่ิงเจือปนที่มีอยูในนํ้าเสีย ไดแก สารอินทรีย กรด ดาง ของแข็งสาร แขวนลอย นํ้ามัน ไขมัน เกลือและแรธาตุที่เปนพิษ สารกัมมันตภาพรังสี สารท่ีทําใหเกิดความรอน สี และกลิ่น เปนตน ในอดีตปริมาณน้ําเสียที่เกิดขึ้นมีปริมาณไมมากนัก เมื่อระบายลงสูแหลงน้ํา สาธารณะธรรมชาติจะสามารถทาํ ความสะอาดนาํ้ เสยี ไดอ ยางทันทว งท่อี ยา งไรก็ตามเมื่อมีการขยายตัว ของชมุ ชนและมีการพัฒนาประเทศในดานตา ง ๆ เพิ่มขึ้น นํ้าเสียมีปริมาณเพิ่มข้ึนจนถึงจุดที่ธรรมชาติ ไมสามารถบําบดั ได แหลง น้าํ จงึ เกดิ การเนาเสยี และเส่อื มคณุ ภาพลง ดังนั้น ภาครัฐจึงออกกฎหมายใน การควบคุมมาตรฐานนํ้าทิ้งจากแหลงกําเนิดตาง ๆ เพ่ือใหแหลงกําเนิดตองบําบัดนํ้าเสียใหไดตาม มาตรฐานน้ําทิง้ กาํ หนดกอนระบายออกสูแ หลง นาํ้ สาธารณะตอไป 1. กระบวนการบาํ บัดน้ําเสยี สามารถแบงเปน ขัน้ ตอน ไดด ังน้ี 1.1 การบําบัดข้นั เตรียมการและข้ันตน (Preliminary Treatment /Primary Treatment) สวนใหญเ ปนการบําบัดเพื่อแยกทราย กรวด และของแข็งหรือเศษวัตถุที่ไมละลายน้ําออกจาก น้ําเสีย เปนการลดปริมาณของแข็งและนํ้ามัน หรือไขมันท่ีปะปนอยูในน้ําเสีย การบําบัดน้ําเสียข้ันน้ี สามารถกําจัดของแขง็ แขวนลอยไดร อ ยละ 50-70 และกําจัดสารอินทรียซ่ึงวัดในรูปของบีโอดีไดรอยละ 25-40 ประกอบดวยการกําจัดดวยตะแกรงหยาบ (Screening) เปนการกําจัดเศษวัตถุของแข็งขนาด ใหญโ ดยใชตะแกรง โดยทั่วไปตะแกรงที่ใชมี 2 ประเภท คือตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียด การใช ตะแกรงชนิดใดข้ึนกับขนาดวัตถุที่ตองการกรองออกจากนํ้าเสีย แตตองพิจารณาการทําความสะอาด ตะแกรงบอยคร้ัง โดยตองคํานึงถึงวัสดุท่ีใชทําตะแกรง ถานํ้าเสียมีความเปนกรด-ดางคอนขางสูง ควร เลอื กใชว ัสดทุ ี่ทนตอ การกดั กรอน เชน โลหะสแตนเลส เปน ตน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 70 1.1.1 บอ ดักกรวดทราย (Grit Chamber) เปนการกาํ จัดพวกกรวดทรายโดยการแยกให ตกตะกอนในรางดักกรวดทราย ในระบบบาํ บดั น้ําเสียบางแหง อาจเพิ่มการหมุนเวียนของนํ้าเสียในบอนี้ เพื่อใหเศษวัสดทุ ่ีเปนของแข็งตกตะกอนแยกจากเศษวสั ดุที่มขี นาดเบากวา 1.1.2 ถังตกตะกอนเบื้องตน (Primary Sedimentation tank) คือถังตกตะกอนท่ีทํา หนาท่ีแยกตะกอนตาง ๆ ออกจากน้ําเสียกอนที่จะไหลไปลงถังบําบัดนํ้าเสียดวยวิธีชีววิทยา กระบวนการนีจ้ ะเปนการเพม่ิ เวลาใหเ ศษวัสดุขนาดเล็กตกตะกอนลงกนบอมากขึ้น แตมีขอเสีย คือตอง ใชพ ืน้ ทเ่ี พมิ่ มากขนึ้ สาํ หรบั กอสรางบอตกตะกอนเบ้ืองตน 1.1.3 บอดักไขมันและน้ํามัน (Oil and Grease Removal) น้ํามันและไขมันจะพบมาก ในน้ําท้ิงจากบานเรือน รานอาหาร สถานีจําหนายนํ้ามัน และโรงงานอุตสาหกรรมประเภทท่ีมีไขมัน การกําจัดนํ้ามันและไขมันมีอยูดวยกันหลายวิธี เชน การเติมคลอรีนรวมกับการเปาอากาศ การทําให ลอย (Flotation) แลวเก็บกวาดออกจากผิวนํ้าการเพิ่มอุณหภูมิเพ่ือชวยลดคาความถวงจําเพาะของ น้ํามัน หรือไขมันทําใหลอยขึ้นมาไดมาก เปนตน ข้ันตอนน้ีจะชวยลดปริมาณความสกปรกท่ีเกิดจาก นาํ้ มันและไขมันลงไดมากทั้งยังชวยเพ่ิมการละลายของออกซิเจนลงในนํ้าเสียในข้ันตอนการเติมอากาศ ซึ่งเปนขนั้ ตอนตอ ไปดว ย 1.2 การบาํ บดั ขนั้ ท่สี อง (Secondary Treatment) เปนการบําบัดนํ้าเสียโดยการกําจัดสารอินทรียและสารแขวนลอยออกจากนํ้าเสียโดย กระบวนการทางชีวภาพและ/หรือกี่ระบวนการทางเคมีงการบําบัดน้ําเสียในขั้นน้ีเปนกระบวนการทาง ชวี ภาพสามารถกําจัดสารแขวนลอยและสารอินทรียซ่ึงวัดในรูปของบีโอดีลงไดประมาณรอยละ75 - 95 ข้ึนอยูกับระบบที่ใช หากเปนระบบบําบัดนํ้าเสียชุมชนขนาดใหญนิยมใชระบบบําบัดน้ําเสียท่ีใช กระบวนการทางชีวภาพท่ีใชจุลินทรียแบบใชออกซิเจนในการบําบัดเน่ืองจากใชเวลาและคาใชจาย บําบัดนอยกวากระบวนการบําบัดโดยใชสารเคมี นํ้าท้ิงที่บําบัดแลวมีความสกปรกนอยและ ประสิทธิภาพการบาํ บัดสูงกวาระบบท่ีไมใ ชอ อกซิเจน แตม ขี อเสยี คือมคี า ใชจายในการเติมออกซิเจนลง ในนํ้าเสีย และเกิดตะกอนจุลินทรียมากในระบบบําบัดท่ีตองเพ่ิมข้ันตอนการกําจัด อยางไรก็ตาม ใน บางชนดิ ของระบบบําบัดแบบใชจุลินทรียประเภทใชออกซิเจน เชน ระบบบอผ่ึง (Stabilization Pond หรอื SP) ซ่งึ ใชพ ืน้ ทก่ี อสรางมาก บอจะปลอ ยใหออกซิเจนในอากาศละลายในนํ้าเสียไดโดยธรรมชาติจึง ไมจําเปนท่ีตองติดตั้งเคร่ืองจักรกลในการเติมอากาศใหแกน้ําเสีย แตสําหรับการบําบัดนํ้าเสียที่ใชกับ บานเรือนที่อยูอาศัยเฉพาะแตละหลังนิยมใชกระบวนการบําบัดโดยใชจุลินทรียทั้งแบบไมใชออกซิเจน (Anaerobic Microorganism) และแบบก่ึงใชออกซิเจน (Facultative Microorganism) ซึ่งมีอยูในน้ํา เสียอยูแลว ดังน้นั ระบบบําบดั น้าํ เสยี ของบานเรอื นทั่วไปจงึ มีคา ใชจ า ยไมส ูงมากนัก 1.3 การบําบดั ข้ันที่สาม (Tertiary Treatment) เปน การบาํ บัดเพ่ือนาํ สารเคมี สาหราย ไขพยาธิ ตวั ออ นสตั วพ าหะนาํ โรคออกจากน้าํ เสยี กอ นระบายสูส ิ่งแวดลอ ม การบาํ บัดขน้ั ท่ี 3 น้ีมหี ลายกระบวนการใหเลือกซ่ึงขึน้ อยวู า ตอ งการกาํ จดั สง่ิ สกปรกชนดิ ใดออกจากนํา้ กอนระบายท้งิ ซ่ึงกระบวนการท่ีนยิ มใชเหลาน้ี เชน การฆา เชอ้ื โรค

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 71 (Disinfection) ดวยการเติมคลอรนี หรือใชแสง UV หรือการใชโอโซนเพื่อฆา เชื้อจลุ ินทรีย ไขพยาธิ ตวั ออ นของสตั วพาหะ สารเคมีตกตะกอนเพ่ือกําจัดฟอสฟอรสั ท่จี ะทําใหเ กดิ ยูโทรฟเคชน่ั หรือภาวะ สาหรา ยบานสะพรั่งในแหลงนํ้า เปน ตน 1.4 การบําบดั ขนั้ สูง (Advance Treatment) ระบบบําบัดน้ําเสียสวนใหญมักไมพบกระบวนการบําบัดน้ีเนื่องจากการบําบัดข้ันสูงเปน กระบวนการกําจดั สสาร ทีย่ ังคงเหลือคา งอยใู นน้ําทงิ้ เชน ไนโตรท ไนไตรท ฟอสเฟต สี สารแขวนลอยที่ ตกตะกอนยากและอนื่ ๆนอกจากน้ียงั ชวยปองกันการเติบโตผิดปกติของสาหรายที่เปนสาเหตุทําใหเกิด น้ําเนา แกไขปญหาความนารังเกียจของแหลงน้ําอันเน่ืองจากสี และแกไขปญหาอื่น ๆ ซ่ึงยังไมไดถูก กําจัดโดยกระบวนการบําบัดข้ันที่สอง ทั้งน้ีกระบวนการน้ีจะใชเมื่อตองการนํ้าท้ิงท่ีมีคุณภาพสูง โดย สวนใหญจะใชเมื่อตองระบายน้ําทิ้งลงแหลงน้ําที่มีความสําคัญ หรือตองการนําน้ําท้ิงกลับมาใช ประโยชนซ้ําอีก (reuse and reclamation) ในปจจุบันข้ันตอนนี้ไดมีการพัฒนานามาใชอยาง กวางขวาง โดยเฉพาะในพ้ืนท่ีท่ีขาดูแคลนน้ํา ซึ่งกระบวนการเหลาน้ีไมเพียงเฉพาะใชบําบัดน้ําเสีย เทานั้น แตเปนกระบวนการท่ีถูกพัฒนาข้ึนเพ่ือใชปรับปรุงคุณภาพน้ําดิบเพื่อนําไปอุปโภคบริโภคกอน แลวจึงถูกนํามาประยุกตใชในการจัดการน้ําเสียข้ันสูงในท่ีสุดกระบวนการที่นิยมใชในการบําบัดขั้นนี้ เชน การกรองดวยวิธีการตาง ๆ(ระบบกรองยอนกลับุหรือ reverse osmosis การใชเย่ือกรองหรือ membrane filtration) และการกรองสารละลายน้ํา (Demineralization) เปนตน โดยกระบวนการ เหลานจ้ี ัดใหม ีเพิม่ เติมเพือ่ - การกําจัดสารประกอบพ้ืนฐานของฟอสฟอรัส เชน ออโธฟอสเฟตซึ่งมีทั้งแบบใชกระบวนการ ทางเคมแี ละกระบวนการทางชีวภาพ - การกาํ จดั สารประกอบพ้ืนฐานของไนโตรเจน เชน ไนเตรท ไนไตรทซึ่งมีท้ังแบบใชกระบวนการ ทางเคมีและแบบใชกระบวนการทางชีวภาพ โดยวิธีการทางชีวภาพมี 2 ข้ันตอน คือขั้นตอน การเปล่ียนแอมโมเนียไนโตรเจนใหเปนไนเตรท่ีทเกิดขึ้นในสภาวะแบบใชออกซิเจน หรือที่ เรียกวา\"กระบวนการไนทริฟเคช่ัน (Nitrification)\" และขั้นตอนการเปล่ียนไนเทรตใหเปนกาซ ไนโตรเจนซ่ึงเกิดข้ึนในสภาวะไรออกซิเจน หรือที่เรียกวา\"กระบวนการดีไนทริฟเคช่ัน (Denitrification) - การกรอง (Filtration) เปนการกําจัดสารท่ีไมตองการโดยวิธีการทางกายภาพ ไดแก สาร แขวนลอยท่ีตกตะกอนไดย าก เปน ตน - การดูดติดผิว (Adsorption) เปนการกําจัดสารอินทรียท่ีมีในน้ําเสียโดยการดูดติดบนพ้ืนผิว ของของแข็ง รวมถงึ การกาํ จกั ล่ินหรอื กา ซท่ีเกิดขึน้ ดวย - การฆาเชื้อโรค น้ําทิ้งท่ีผานระบบบําบัดนํ้าเสียตองไดรับการบําบัดข้ันสุดทายโดยการฆาเชื้อ โรคกอนปลอยทิ้งลงสูแหลงน้ํา เพ่ือฆาเชื้อโรคบางตัวที่เปนสาเหตุใหเกิดโรคกับส่ิงมีชีวิตในน้ํา และตอ มนษุ ยโดยใชส ารเคมเี ชน ปูนคลอรีน กาซโอโซน และสาร H2O2 เปนตน กระบวนการ ฆาเช้ือทน่ี ิยมใชคือบอ บมและถงั สัมผสั คลอรีน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 72 1.5 การบําบดั กากตะกอน หรือสลัดจ (Sludge Treatment) ระบบบําบัดนํ้าเสียท่ีใชหลักการทางชีวภาพจะมีกากตะกอนจุลินทรีย หรือสลัดจเปนผลผลิต ตามมาดวยเสมอ ซึ่งเปน ผลจากการเจริญเตบิ โตของจุลนิ ทรยี ในการกนิ หรอื ยอยสลายสารอินทรียในน้ํา เสีย จึงจําเปนตองกําจัดสลัดจเพ่ือไมใหเกิดปญหาการเนาเหม็น การเพิ่มีภาวะมลพิษและเปนการ ทําลายเช้ือโรคดวย นอกจากน้ีการลดปริมาตรของสลัดจโดยการกําจัดน้ําออกจากสลัดจ ชวยใหเกิด ความสะดวกในการเก็บขนไปกําจัดทิ้งหรือนําไปใชประโยชนอื่น ๆ การกําจัดสลัดประกอบดวย กระบวนการหลัก ๆ ดงั น้ี 4.1 การทําขน (Thickener) โดยใชถังทําขนซึ่งมีทั้งท่ีใชกลไกการตกตะกอน (Sedimentation) และใชกลไกการลอยตัว (Flotation) ทําหนาท่ีในการลดปริมาณสลัดจกอนสงไป บําบัดโดยวิธีการอื่นตอไปการทําใหสลัดจคงตัวหรือการลดปริมาณเนื้อสลัดจ (Stabilization หรือ Digestion) โดยการยอยสลดั จด วยกระบวนการใชอากาศ หรือใชกระบวนการไรอากาศเพ่ือใหจุลินทรีย ในสลัดจยอยสลายกนั เอง ทําใหปรมิ าณสลดั จค งตวั ไมเพิม่ ปรมิ าณมากข้นึ และสามารถนําไปท้ิงไดโดยไม เกดิ การเนาเหมน็ รุนแรง 4.2 การปรับสภาพสลัดจ (Conditioning) ทําใหสลัดจมีความเหมาะสมกับการนําไปใช ประโยชนตอไป เชน ทาํ ปุย การใชป รับสภาพดนิ สาํ หรบั ใชท างการเกษตร เปน ตน 4.3 การรีดนํ้า (Dewatering) เพื่อลดปริมาณสลัดจท่ีจะนําไปท้ิงโดยการฝงกลบ การเผา หรือ นําไปใชประโยชนอื่น โดยสลัดจท่ีไดจากกระบวนการน้ีจะมีลักษณะเปนกอน (Cake) คลายกอนตะกอน ดินท่วั ไป ทาํ ใหเกิดความสะดวกในการขนสง โดยอุปกรณที่ใชในการรีดนํ้า ไดแก เครื่องกรองสุญญากาศ (Vacuum filter) เครื่องอัดกรอง (Filter press) หรือเคร่ืองงกรองหมันเหว่ียง (Centrifuge) และลาน ตากสลัดจ (Sludge drying bed) 5. การกาํ จดั ตะกอน สลัดจที่ไดจากการบําบัดนํ้าเสียจะไดรับการบําบัดใหมีความคงตัวไมมีกลิ่นเหม็น และมีปริมาตร ลดลง เพื่อความสะดวกในการขนสง ในข้ันตอมาก็คือการนําสลัดจเหลานั้นไปกําจัดทิ้งโดยวิธีการที่ เหมาะสม ดังนี้ การฝงกลบ (Landfill) เปนการนําสลัดจมาฝงในที่ท่ีเตรียมไวและกลบดวยช้ันดินทับหนา อีกช้ันหนึ่ง 5.1 การหมกั ทําปุย (Composting) เปนการนําสลัดจมาหมักตอเพื่อนําไปใชเปนปุย ซึ่งเปนการ นําสลัดจกลับมาใชประโยชนในการเปนปุยสําหรับปลูกพืชเน่ืองจากในสลัดจประกอบดวยธาตุอาหารท่ี จาํ เปน ในการเจรญิ เติบโตของพืช ไดแก ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และแรธาตตุ าง ๆ 5.2 การเผา (Incineration) เปนการนําสลัดจท่ีจวนแหง (ความช้ืนประมาณรอยละ 40) มาเผา เพราะไมส ามารถนําไปใชทําปุย หรือฝงกลบไดการเผานี้เหมาะที่จะใชกับสลัดจท่ีมาจากตะกอนจุลินทรีย ของระบบบําบัดน้ําเสียจากสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลท ีต่ องการทําลายเชื้อจุลนิ ทรียที่ยงั คงเหลืออยู

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 73 2. การเลือกระบบบําบดั นํ้าเสีย การเลือกระบบบําบัดน้าํ เสยี ขึ้นกับปจจัยตา ง ๆ ไดแ ก ลกั ษณะของนํ้าเสีย การเลือกระบบบําบัด นํ้าเสียขึ้นกับปจจัยตาง ๆ ไดแก ลักษณะของน้ําเสีย การเลือกระบบบําบัดนํ้าเสียขึ้นกับปจจัยตาง ๆ ไดแก ลักษณะของนํ้าเสีย ระดับการบําบัดน้ําเสียที่ตองการสภาพทั่วไปของทองถ่ิน คาลงทุนกอสราง ระดับการบําบัดน้ําเสียท่ีตองการสภาพท่ัวไปของทองถิ่น คาลงทุนกอสราง ระดับการบําบัดนํ้าเสียท่ี ตองการสภาพท่ัวไปของทองถิ่น คาลงทุนกอสราง และคาดําเนินการดูแลและบํารุงรักษา และขนาดของ และคาดําเนินการดูแลและบํารุงรักษา และขนาดของที่ดินท่ีใชในการกอสราง ที่ดินที่ใชในการกอสราง เปนตน ทั้งนี้เพื่อใหระบบบําบัดนํ้าเสียท่ีเลือกมีความเหมาะสมกับแตละทองถ่ิน เปนตน ท้ังนี้เพ่ือให ระบบบําบัดน้ําเสียที่เลือกมีความเหมาะสมกับแตละทองถ่ิน เปนตน ท้ังนี้เพื่อใหระบบบําบัดน้ําเสียท่ี เลือกมคี วามเหมาะสมกับแตละทองถิ่น ซึ่งมีสภาพแวดลอมท่ีแตกตางกัน ซึ่งมีสภาพแวดลอมท่ีแตกตาง กัน การบําบัดน้ําเสียสามารถแบงไดตามกลไก การบําบัดนํ้าเสียสามารถแบงไดตามกลไก การกําจัด สิ่งเจือปนในน้าํ เสียได กาํ จดั สง่ิ เจือปนในนาํ้ เสยี ได 3 ประเภทใหญ ๆ ดงั น้ี 2.1 การบําบดั ทางกายภาพ การบําบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) เปนวิธีการแยกเอาสิ่งเจือปนออกจากนํ้า เสีย เชน ของแข็งขนาดใหญ เปนวิธีการแยกเอาส่ิงเจือปนออกจากน้ําเสีย เชน ของแข็งขนาดใหญ เปน วิธีการแยกเอาสิ่งเจือปนออกจากนํ้าเสีย เชน ของแข็งขนาดใหญ พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและนาํ้ มนั โดยใชอ ุปกรณบาํ บดั พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและน้ํามัน โดยใชอุปกรณ บําบัด พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและน้ํามัน โดยใชอุปกรณบําบัด ทางกายภาพ คือ ตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย ถังดักไขมันและน้ํามัน ทางกายภาพ คือตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวด ทราย ถังดักไขมันและนํ้ามัน ทางกายภาพ คือตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย ถังดักไขมันและน้ํามัน และถงั ตกตะกอน ตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียด (Bar Screen) ตะแกรงหยาบใชสําหรับดัก ตะแกรง หยาบใชสําหรับดัก สิ่งของที่ลอยน้ํา เชน เชน เศษผา ใบไม ถุงพลาสติก ฯลฯ ตะแกรงละเอียด ถุงพลาสติก ฯลฯ ตะแกรงละเอียดจะมีขนาด ตาเล็กกวาตะแกรงหยาบและใชดักส่ิงของที่มี ตาเล็กกวา ตะแกรงหยาบและใชด ักส่งิ ของทม่ี ี ขนาดเล็ก ตะแกรงท้ังสองน้ีชวยปองกันมิใหขนาดเล็ก ตะแกรงท้ังสอง นี้ชว ยปองกนั มใิ หเ ครื่องสบู นํา้ อดุ ตัน ถังดักกรวดทราย (Grit Chamber) รูปแบบการสรางเปนถังหรือบอคอนกรีตท่ีมีขนาดข้ึนกับ ปริมาณน้ําเสยี ที่จะบําบัด การออกแบบใหสามารถดักจบั กรวดทรายในน้ําเสียที่ไหลผานและตกลงสูกนถัง ที่ถูกออกแบบเฉพาะใหมีลักษณะเปนกรวย หรือชองสอบเขาเพ่ือดักกรวดทรายออกจากนํ้าเสีย โดย อาศัยหลักการแรงโนมถวงใหเศษกรวยทรายที่หนักตกลงกนถังหรือบอในระบบบําบัดนํ้าเสียขนาดใหญ จะมีอุปกรณประกอบเปนรอกและกระบะเหล็กตักกรวดทรายท่ีตกอยูกนถังไปแยกกําจัดทิ้งหรือถาถัง หรือบอดกักรวยทรายมีขนาดไมลึกมากนักสามารถตักขนยายดวยแรงคนไดมีขอพึงระวังอันตราย คือ กรวยทรายที่สะสมอยูกนถังรวมกับเศษสิ่งสกปรกอาจมีการหมักหมมใหเกิดแกสพิษ เชน กาซมีเทน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 74 (CH4) กาซไขเนา(H2S) ได ดังน้ันการตักกรวยทรายโดยใชแรงคนจึงตองเพิ่มความระวังดวยการถายเท หมุนเวียนไลอากาศภายในบอใหผสมเจือจางกับอากาศภายนอกจนกาซที่เหลืออยูในถังถูกเจือจางไปจน หมดจึงเขาดาํ เนินการ ถักดักไขมันและน้ํามัน (Oil and Grease Trap) น้ําเสียหลายประเภทมีน้ํามัน หรือไขมันปน อยูดวยเนื่องจากไขมัน หรือนํ้ามันมีความถวงจําเพาะนอยกวายน้ําจึงลอยตัวอยูเหนือนํ้าจึงแยกผิวหนา นํ้าที่ไขมันและนํ้ามันลอยอยูบนผิวนํ้าออก สวนน้ําเสียท่ีอยูตอนลางจะมีทางออกอยูตรงสวนลางของถัง หรือบอดักไขมัน นํ้าเสียสวนใหญมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50- 80 องศาเซลเซียส ทําใหไขมันและนํ้ามันที่ ปะปนมากับน้ําเสียผสมกับน้ําเสียเปนเน้ือเดียวกัน การแยกไขมันและนํ้ามันออกจากน้ําเสียประเภทน้ี ตองใชเวลานานกวาปกติใหนํ้าเสียเย็นลงสูอุณหภูมิปกตินํ้ามันหรือไขมันจะลอยแยกออกจากช้ันน้ําเสีย ซึ่งสามารถแยกไปกําจัดได ดังนั้นในการออกแบบขนาดของถังหรือบอัดคํานึงถึงปริมาณไขมันและนํ้ามัน และอณุ หภูมขิ องนาํ้ เสียทีเ่ ขาระบบบําบดั ดว ย ถังตกตะกอน ของแข็งหรือสารแขวนลอยท่ีผานตะแกรงมาไดถูกบําบัดออกจากนํ้าเสียดวยถัง ตกตะกอน นํ้าเสียจะอยูในถังนี้ 2-4 ช่ัวโมง ทําใหของแข็งท่ียังแขวนลอยอยูมีเวลาตกตะกอนลงสูกนถัง น้ําเสียที่ไหลออกไปจึงมีสารแขวนลอยในนํ้าเหลือนอย ถังตกตะกอนมีบทบาทอยูในการบําบัดน้ําเสีย แบบตา งๆ เกอื บทกุ ประเภทและถือเปนหนว ยสําคัญในการกําจัดของแขวนลอยในนํ้า ในหนวยการบําบัด น้ําเสียของแหลง กําเนิดสว นใหญ จะปรับใหถังตกตะกอนเบ้ืองตน เปนถังผสมนํ้าเสีย หรือ Equalization Tank เพ่ือเปนถังสําหรับปรับน้ําท่ีมีความสกปรกแตกตางกันใหมีลักษณะและคุณสมบัติเดียวกัน และ ชวยในการสบู นํา้ สง น้ําเสียเขาสูระบบบําบัดในปริมาณที่มีความสม่ําเสมอตลอดชวงการทํางานของระบบ บําบัด 2.2 การบาํ บดั ทางเคมี (Chemical Treatment) เปนวิธีการบําบัดน้ําเสียโดยใชกระบวนการทางเคมี เปนการใชสารเคมีหรือการทําให เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีเพ่ือบําบดั น้ําเสยี โดยมวี ัตถุประสงค - เพ่ือรวมตะกอน หรือของแข็งแขวนลอยขนาดเล็กในน้ําเสียใหโตพอที่จะตกตะกอนไดงาย เรียก ตะกอันนี้วา Floc และกระบวนการน้ีวาการสรางตะกอน (coagulation) และการรวมตะกอน (flocculation) - เพื่อใหของแข็งที่ละลายในน้ําเสียใหกลายเปนตะกอน หรือทําใหไมสามารถละลายน้ําไดเรียก กระบวนั นว้ี า การตกตะกอนผลึก (precipitation) - เพ่ือทาํ การปรับสภาพนํา้ เสียใหมีความเหมาะสมท่ีจะนําไปบําบัดดวยกระบวนการอื่นตอไป เชน การทาํ ใหน ํ้าเสียมีความเปนกลางกอนแลว นําไปบําบัดดวยวิธีทาํ งชวี ภาพ เปนตน - เพ่ือทําลายเช้ือโรคในน้ําเสียกอนปลอยลงสูแหลงนํ้าตามธรรมชาติหรือกอนที่จะบําบัดดวย วธิ กี ารอ่ืน ๆ ตอไป โดยท่ัวไปแลวการบําบัดน้ําเสียดวยวิธีทํางเคมีนี้มักจะทํารวมกันกับหนวยบําบัดน้ําเสียทาง กายภาพ ตัวอยา งเชน กระบวนการบําบัดน้ําเสียทางเคมีโดยการใชสารเคมี เพื่อทําใหตกตะกอน เปนตน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 75 ในปจจุบันมีการใชหนวยบําบัดน้ําเสียดวยวิธีทํางเคมีหลายอยางดวยกัน แตจะขอกลาวเฉพาะที่ถูก นํามาใชในการบําบัดนํ้าเสียเปนสวนใหญ คือการตกตะกอนโดยใชสารเคมี การทําใหเปนกลาง และการ ทําลายเช้อื โรค การตกตะกอนโดยใชสารเคมี (Chemical coagulation/Precipitation) เปนการใชสารเคมีชวย ตกตะกอนโดยใหเติมสารเคมี (coagulant) ลงไป เพ่ือเปล่ียนสถานะทางกายภาพของของแข็งแขวนลอย ทีม่ ีขนาดเลก็ ใหรวมกันมีขนาดใหญขนึ้ รียกกระบวนดังกลาววา (flocculation) การทาํ ใหเ ปนกลางปรับสภาพความเปนกรดสภาพที่เปนกลาง เพื่อใหเกิดความเหมาะสมที่จะ นาํ ไปบาํ บัดนํ้าเสียในขั้นอน่ื ตอไป โดยเฉพะกระบวนการบําบัดนํ้าเสียดวยวิธที าํ งชวี ภาพซึ่งตองการน้ํา เสียท่มี ีคา pH ผานกระบวนการบําบดั ดีแลวลงสูธรรมชาติ ตองปรบั สภาพ 5-9 ถา pH ต่ําจะตองปรับ สภาพดวยดางปูนขาว (CaO) หรือแอมโมเนียทําการปรับสภาพ pH กรดเกลือ 2.3 การทําลายเชื้อโรค (Disinfection) การทําลายจุลินทรียที่ทําคือเพ่ือปองกันการ แพรกระจายของเชื้อโรคสูคนและเพื่อทําลายหวงโซของเชื้อโรคและการติดเช้ือกอนท่ีจะถูกปลอยลง แหลงนํ้าธรรมชาติ ซ่ึงสารเคมีที่ใชในการกําจัดเช้ือโรค ไดแก คลอรีน และสารประกอบคลอรีนโบรมีน ไอโอดีน โอโซน ฟนอลและสารประกอบของฟนอล แอลกอฮอล เปนตน ซึ่งคลอรีนี้เปนสารเคมีที่นิยมใช มาก 2.4 การบําบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) เปนวิธีการบําบัดนํ้าเสียโดยใช กระบวนการทาง ชีวภาพหรือใชจุลินทรยี  ในการกําจัดสิ่งเจือปนในนํ้าเสียโดยเฉพาะสารคารบอนอินทรีย ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส โดยความสกปรกเหลานี้จะถูกใชเปนอาหารและเปนแหลงพลังงานของ จุลินทรียในถังเลี้ยงเชื้อเพื่อการเจริญเติบโต ทําใหน้ําเสียมีคาความสกปรกลดลง สามารถแบงยอยตาม ชนดิ แบคทีเรยี ไดด งั นี้ 2.4.1 ระบบบําบัดนํ้าเสียแบบใชอากาศ (Aerobic process) จะทําการยอยสลาย สารอินทรียโดยแบคทีเรียที่ใชอากาศ ดังนั้นตองมีการเติมอากาศตลอดเวลา ระบบท่ีนิยมใชไดแก ระบบ แอคติดเวเต็ดสลัดจ (Activated Sludge) ระบบบอเติมอากาศ (Aerated Lagoon) และระบบบึง ประดษิ ฐ (Wetland) เปนตน 2.4.2 ระบบบําบัดนํ้าเสียแบบไมใชอากาศ (Anaerobic process) เปนระบบบําบัดนํ้าเสีย ที่ใชแบคทีเรียแบบไมใชอากาศในการยอยสลายสารอินทรีย ระบบที่นิยมใช ไดแก ถังกรองไรอากาศ (Anaerobic Filter, AF)ระบบคัฟเวอรลากูน (Covered Lagoon) ระบบฟกซโดม (Fixed Dome) ระบบ ยเู อเอสบี (UASB : Upflow Anaerobic Sludge Blanket) เปน ตน การบําบัดนํ้าเสียดวยวิธีทางชีวภาพ (Biological Wastewater Treatment ) การบําบัดนํ้า เสียดวยวิธีทางชีวภาพ เปนการใชสิ่งมีชีวิตเปนตัวชวยในการเปลี่ยนสภาพของของเสียในนํ้าใหอยูใน สภาพทไ่ี มก อ ใหเกิดปญ หาภาวะมลพิษตอแหลง นํ้าธรรมชาติ ไดแก เปลี่ยนใหกลายเปนแกส ทําใหมีกล่ิน เหมน็ เปนตน ซึง่ ส่งิ มีชวี ติ ที่มบี ทบาทในการชวยเปล่ียนสภาพส่ิงสกปรกในน้ําเสียคือพวกจุลินทรีย ไดแก

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 76 พวกแบคทเี รีย โปรโตรซวั สาหรา ย รา และโรติเฟอรและจุลินทรียท่ีมีบทบาทสําคัญท่ีสุดในการบําบัดนํ้า เสีย คือ พวกแบคทเี รยี ระบบบําบัดนาํ้ เสียทางชีวภาพทใี่ ช ไดแ ก 1) ระบบบาํ บัดน้าํ เสียแแบบเอเอส เชน คลองวนเวียน ระบบเอสบีอาร 2) ระบบบําบัดน้าํ เสียฟล ม ตรึง เชน ระบบแผน หมุนชวี ภาพ 3) ระบบบาํ บดั นาํ้ เสียแบบบอธรรมชาติ เชน บอปรับเสถยี ร 4) ระบบบําบัดน้ําเสียแบบบึงประดษิ ฐ ระบบสระเติมอากาศ 5) ระบบบาํ บัดนาํ้ เสียแบบใชตวั กลางเติมอากาศ 6) ระบบบําบัดนํา้ เสยี แแบบเอเอส (Activated Sludge) ระบบเอเอส เปนระบบบําบัดน้ําเสียโดยวิธีชีวภาพ ท่ีอาศัยจุลินทรียในการยอยสลาย สารอินทรียในน้ําเสีย มีองคประกอบหลักคือ ถังเติมอากาศ และถังตกตะกอน จุลินทรียในถังเติมอากาศ จะอาศัยสารอินทรียในน้ําเสียเปนอาหาร และออกซิเจนจากการเติมอากาศในถังเติมอากาศ เพ่ือการ เจริญเติบโตและเพ่ิมปริมาณกลายเปนสลัดจ จากนั้นน้ําเสียจะถูกสงเขาสูถังตกตะกอนเพ่ือแยกน้ําใสให ไหลลนออกมไปสูระบบบําบัดข้ันสุดทาย และตะกอนบางสวนก็จะถูกสูบยอนกลับเขาสูถัง เติมอากาศ เพ่ือควบคมุ ตะกอนจุลนิ ทรยี  แลว ถกู สงเขา ถงั ตกตะกอนอีกคร้ัง ซ่ึงจะเปนไปอยางน้ีเร่ือย ๆ จนกวาน้ําจะ สะอาด กระบวนการบําบัดน้ําเสียแบบเอเอส ยังสามารถแยกยอยตาง ๆ ไดหลายประเภทขึ้นอยูกับการ จัดวาง และรปู แบบของถงั เตมิ อากาศ ท่ีใชใ นประเทศไทย เชน - ระบบเอสบีอาร (Sequencing Batch Reactor, SBR) มีถังเติมอากาศและ ถังตกตะกอนรวมอยู ในถังเดยี วกัน โดยอาศัยการทาํ งานเปน รอบ - ระบบคลองวนเวียน (Oxidation Ditch Process) น้ําเสียและสลัดจจะถูกเก็บกักอยูในถัง เติม อากาศที่มีลักษณะเปนคลองวนเวียนวงรี ทําดวยคอนกรีต มีหลักการทํางานคือ นํ้าเสียจะไหล ผานคลองวนเวียนไปยังถังตกตะกอนเพ่ือแยกนํ้าใสและตะกอน น้ําใสจะไหลไปยังระบบบําบัด ข้ันสุดทายกอนปลอยท้ิง สวนตะกอนกนถังจะถูกสูบกลับไปยังคลองวนเวียนเพื่อทําการบําบัด ใหม - ระบบแผนหมนุ ชีวภาพ (Rotating Biological Contractor: RBC) เปนระบบใหน้ําเสียไหลผานตัวกลางทรงกระบอกท่ีวางอยูในถังบําบัด จุลินทรียท่ีติดอยูที่ ตวั กลางจะทาํ หนา ที่บําบัดโดยใชออกซิเจนในอากาศ - ระบบบอ ปรับเสถยี ร (Stabilization Pond) บอแอนแอโรบิค อินทรียสารในนํ้าเสียจะถูกยอยดวยจุลินทรียชนิดไมใชอากาศ ผลผลิตที่ได เกิดกาซคารบ อนไดออกไซด มเี ทน และกา ซไขเนา บอแอโรบิค อินทรียสารในน้ําเสียจะถูกยอยดวยจุลินทรียชนิดใชอากาศ เน่ืองจากการ สังเคราะหแ สงของสาหราย จึงทาํ ใหไ ดก า ซออกซิเจน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 77 บอ แฟคลั เททีฟ หลักการยอยสลายสารอินทรียในนํ้าเสียจะเปนแบบ ใชอากาศ ท่ีผิวดานบนที่ แดดสอ งถงึ และเปนแบบไรอากาศที่กนบอ บอ บม ใชร องรับน้าํ เสียท่ผี า นการบําบัดตาง ๆ มาแลว - ระบบสระเติมอากาศ (Aerated Lagoon) หลักการทํางานอาศัยจุลินทรียเหมือนกับบอแฟคัลเททีฟ มีเคร่ืองเติมอากาศผิวนํ้าแบบทุนลอย หรือยึดติดกับแทน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางานใหกับจุลินทรีย การเติมอากาศสามารถแบงได 2 แบบ คอื การผสมแบบสมบรู ณท่ัวท้ังบอ และการผสมเพียงบางสวน - ระบบบําบัดน้ําเสียแบบบึงประดิษฐ (Constructed Wetlands) เปนระบบท่ีจําลองแบบพ้ืนท่ีชุมน้ํามาใชบําบัดนํ้าเสียโดยการบดอัดดินใหแนน เพ่ือปลูกพืช จําพวก กก แฝก ธูปฤาษีฯ สามารถแบงเปน 2 ประเภทหลัก คือ แบบน้ําไหลบนผิวดิน และแบบนํ้าไหล ใตผิวดิน - ระบบบําบัดนํ้าเสยี แบบใชต ัวกลางเติมอากาศ (Contract Aeration Process) น้ําเสียจะเขาสูถังบรรจุตัว กลางพลาสติกที่มีจุลินทรียเกาะอยู พรอมท้ังมีระบบเติมอากาศท่ี กนถังใต ช้ันตัวกลางใหกับแบคทีเรีย เพ่ือยอยสลายสารอินทรียในน้ําเสียเนื่องจากวาปญหาน้ําเสียที่ เกิดข้ึนเปนผลมาจากหลายสาเหตุ ยกตัวอยางเชนนํ้าเสียที่ปลอยจากโรงงานอุตสาหกรรม อาคาร บานเรือน ตลาดสดเกษตรกรรม เปนตน ดังน้ันจึงมีความจําเปนท่ีจะตองมีการใชคามาตรฐานนํ้าเขา มาใชค วบคุมกอ นทจ่ี ะปลอยทงิ้ สูแ หลง นา้ํ ขอแตกตา งระหวา งกระบวนการใชอากาศ และไมใชอ ากาศ ขอ แตกตา งโดยรวมระหวางกระบวนการบําบัดแบบใชอากาศและไมใชอากาศกลาวคือการยอย สลายแบบใชอากาศจะไดนํ้าทิ้ง (effluent) ที่มีคุณภาพดีกวา คือมีสารที่ตองการออกซิเจนเหลืออยูในน้ํา ท้งิ ปรมิ าณเล็กนอย (ประมาณ 10%ของสารอินทรีย ต้ังตน) โดยสารอินทรียตั้งตนสวนใหญจะถูกเปล่ียน รูปไปเปนตะกอนสวนเกิน (excess sludge) ในรูปของมวลชีวภาพของจุลินทรีย (bacterial biomass) คิดเปนปริมาณซ่ึงจําเปนตองนําไปบําบัดเพ่ิมเติม สวนการบําบัดแบบไมใชอากาศ จะมีปริมาณของแข็ง (residual solid) น้ําท้ิงปริมาณมากกวากิระบวนการใชอากาศโดยทั่วไปของสารอินทรียตั้งตน) แตจะให ตะกอนสว นเกนิ ในปริมาณนอยกวาและมีความเสถียร (more stable) COD ประมาณ 5 % อากาศยังให ผลผลิตสุดทายเปนกาซมีเทน ซึ่งใชเปนเช้ือเพลิง และแหลงพลังงานไดคิดเปนปริมาณ COD ประมาณ 60 % ของ COD ซึ่งจําเปนตองนําไปบําบัดเพิ่มเติม สวนการบําบัดแบบไมใชอากาศ จะมีresidual solid) และสารท่ีตองการออกซิเจนเหลืออยูในวากระบวนการใชอากาศโดยท่ัวไป (ประมาณแตจะให ตะกอนสวนเกินในปริมาณนอยกวาและมีmore stable) กวากระบวนการใชอากาศ5 % ของ COD ที่ เขาระบบ) นอกจากนั้น ระบบไมใชอากาศยังใหผลผลิตสุดทายเปนกาซมีเทน ซ่ึงใชเปนเช้ือเพลิงในการ ผลิตกระแสไฟฟาได

78 คําถามทายบท 1. จงบอกการบาํ บัดกากตะกอน หรอื สลัดจ (Sludge Treatment) 2. จงบอกอแตกตางระหวางกระบวนการใชอ ากาศ และไมใชอากาศในระบบบาํ บัดนํา้ เสีย 3. จงอธิบายการทาํ งานของระบบบาํ บัดนํ้าเสียแแบบเอเอส 4. การบําบัดขน้ั เตรยี มการและขน้ั ตนมวี ิธีการใดบา งจงยกตัวอยา งมา 4 ขอ เอกสารอางอิง สาํ นักจดั การคุณภาพนาํ้ . (2560). คูมือระบบบาํ บดั นา้ํ เสียชุมชน. กรุงเทพฯ กรมควบคุมมลพิษ. สาขาวชิ าวิทยาศาสตรส ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2544). ประมวลสาระชดุ วิชาการ จดั การคุณภาพนํ้าในโรงงานอุตสาหกรรม. สาํ นักพิมพ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. นนทบุร.ี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 79 บทท่ี 7 การบาํ บดั และกําจัดสง่ิ ปฏกิ ูล แนวคิดและหลกั การ ปญหาของมูลฝอยตอส่ิงแวดลอมและชุมชน สงผลตอคุณภาพชีวิต และความเปนอยูของ พลเมือง วิวฒั นาการของการจัดการมลู ฝอยและแนวนโยบาย และ กฎหมายที่เกี่ยวของ หลักเกณฑใน การจัดการมูลฝอยในแงของแหลงกําเนิดตางๆชนิดองคประกอบ และลักษณะสมบัติของมูลฝอย การ คาดการณปริมาณมูลฝอย เทคโนโลยีการนํามูลฝอยกลับมาใชประโยชน (Recycling) การเก็บ รวบรวม เก็บขน ขนสง และวิธี/เทคโนโลยีการกําจัดตางๆ เชน การฝงกลบอยางถูกหลักสุขาภิบาล การหมักทําปุย การใชเตาเผา การจัดการกากของเสียอันตราย และการจัดการมูลฝอยติดเช้ือ และ การวางแผนการจัดการมูลฝอยจะทําใหชุมชนสะอาด และปราศจากพิษภัยอันเกิดจากปริมาณขยะ ตลอดจน การที่ประชาชนมีสวนรวมในการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน มีจิตสํานึกในการทิ้ง และ การลดปริมาณของเสยี ก็เปนอกี วธิ ีหนึง่ ในการจัดการขยะไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ 1. นยิ ามและความหมาย “สิ่งปฏิกูล” ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 4 มีความหมาย วา “อุจจาระหรือปสสาวะ และหมายความรวมถึงส่ิงอ่ืนใดซ่ึงเปนส่ิงโสโครกหรือมีกลิ่นเหม็น” แต “สิ่ง ปฏิกูล” ในภาษาอังกฤษ “Human waste or Human excreta” หมายถึง ของเสียท่ีปลอยหรือขับถาย อ อ ก จ า ก ร า ง ก า ย ม นุ ษ ย ท่ี สํ า คั ญ ไ ด แ ก อุ จ จ า ร ะ ( Feces) แ ล ะ ป ส ส า ว ะ (Urine) สิ่งปฏิกลู (Excreta) หมายถึง ของเสียที่ปลอยออกมาจากรางกายโดยมีนํ้าหนักแหง 27 กรัมตอ คนตอวนั นา้ํ หนักเปย ก 100-200 กรมั ตอคนตอวนั มีอโี คไล ประมาณ 400 พันลานตอคนตอวัน ฟคัล โคลิฟอรม 2000 พันลานตอคนตอวัน ฟคัลสเตรปโตคอคไค ประมาณ 450 พันลานตอคนตอวัน (พัฒนา มูลพฤกษ, 2539) สิ่งปฏิกลู หมายถึงอุจจาระและปสสาวะ รวมตลอดถึงวัสดุอ่ืนใดที่เปนส่ิงสกปรกโสโครก และมี กลน่ิ เหม็น การบําบัดส่ิงปฏิกูล (Excreta treatment) หมายถึงการเปล่ียนสภาพของของเสียในสิ่งปฏิกูล โดยการทําลาย ลด หรือควบคมุ ปอ งกันการแพรกระจายของเช้อื โรค และการยอยสลายสารอินทรียใน สิ่งปฏกิ ูลหรอื ลดคาบีโอดีของส่งิ ปฏิกูลเพอื่ ไมใ หเ กิดมลพิษตอ สงิ่ แวดลอมทางนา้ํ ทางดนิ เปน ตน การกําจัดส่ิงปฏิกูล (Excreta disposal) หมายถึงการนําสิ่งปฏิกูลท่ีผานการบําบัดหรือผลผลิต ท่เี กดิ จากการบําบัดตา งๆ ไปกําจดั ท้งิ หรอื นําไปใชประโยชนตอ ไป 2. ความจาํ เปน ในการบาํ บดั และกําจัดส่ิงปฏิกูล สิ่งปฏิกูลเปนของเสียที่เกิดจากมนุษยขับถายออกมา เปนกากอาหารและของเหลวท่ีเหลือ เกิดขึ้นภายหลังที่รางกายไดมีการยอยและดูดซึมเอาสารอาหาร แรธาตุ และวิตามินตางๆ ไปใช ประโยชนแลว ซ่ึงอาจปนเปอนไปดวยเชื้อโรค ท้ังท่ีกอโรคและไมกอโรค รวมท้ัง หนอนพยาธิอีก ดวย หากกําจัดไมด ี อาจเปน แหลง แพรเช้ือโรค กลายเปน โรคระบาดที่เกิดขน้ึ ในชุมชนได

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 80 เชือ้ โรคท่มี ีอยใู นส่งิ ปฏิกลู สามารถแพรกระจายไปไดหลายทาง ท้ังทางตรง โดยตัวบุคคลที่มีสุข วิทยาสวนบุคคลไมดี เชน ภายหลังถายอุจจาระ ไมลางมือใหสะอาดกอนรับประทานอาหารหรือจับ ตอ งอาหารเปนตน หรือเกิดขึ้นทางออม เชน ปนเปอนมาพรอมกับน้ํา อาหาร ดิน แมลงวัน และสัตว อ่นื ๆ เปนตน ทําใหอุจจาระ มีเชอ้ื โรค เชน E.coli ปนเปอ นอยู ซ่งึ สามารถติดตอมายังมนุษยได ไมวาจะ เปนการผานทางอาหารหรือน้ําเปนสื่อ เมื่อมนุษยไดรับเขาไปอาจกอใหเกิดโรคไดจึงมีความจําเปนท่ี จะตองมกี ารบําบดั และกําจัดส่ิงปฏิกลู ใหดีและถูกตองเพื่อความปลอดภยั ของมนษุ ย 3. วัตถปุ ระสงคในการบําบดั สงิ่ ปฏิกูล เพื่อท่ีจะทําลายเชื้อโรคหรือปองกันการแพรกระจายของเชื้อโรคที่ปนเปอนมากับส่ิงปฏิกูล และเพื่อทําการยอยสลายสารอินทรียในส่ิงปฏิกูลไมใหเกิดมลพิษตอสิ่งแวดลอมตางๆ เชน มลพิษทาง น้ํา มลพิษทางดิน เปนตน เชื้อโรคที่ปนเปอนมากับส่ิงปฏิกูลมักทําใหเกิดโรคทางระบบทางเดิน อาหาร เปนสวนใหญ จึงตองทําการสกัดกั้นการแพรกระจายของเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลไมให แพรกระจายไปได 4. ปริมาณและองคป ระกอบของสิ่งปฏกิ ลู ปรมิ าณของสิ่งปฏิกูลที่ขับถา ยออกมาของบุคคลในแตละวันจะมีความแตกตางกัน ขึ้นกับการ กินอาหาร การด่ืมน้ํา สภาพภูมิอากาศ และการประกอบอาชีพ จากรายงานการศึกษาพบวา คนใน ประเทศท่ีกําลังพัฒนามีการถายอุจจาระประมาณวันละ 200 ถึง 600 กรัม(นํ้าหนักเปยก) สวนคน ยุโรปและคนอเมริกัน ในแตละวันจะถายอุจจาระนอยกวา ประมาณ 100 ถึง 200 กรัม(นํ้าหนัก เปยก) สําหรับการขับถายปสสาวะ ในผูใหญจะขับถายปสสาวะประมาณวันละ 0.6 ถึง 1.3 ลิตร องคการอนามยั โลก (WHO) ไดก ําหนดคา เฉล่ยี ปริมาณของสิ่งปฏกิ ลู ไวดังน้ี 4.1 คนที่นิยมรับประทานอาหาร ซึ่งมีโปรตีนสูง และอาศัยอยูในเขตเมืองหนาว จะขับถาย อจุ จาระประมาณ 120 กรมั /คน/วนั และขับถายปส สาวะประมาณ 1.2 ลติ ร/คน/วนั 4.2 คนท่ีนยิ มรบั ประทานอาหารพชื ผกั และอาศยั อยใู นเขตเมืองรอ น จะขับถายอุจจาระ ประมาณ 400 กรัม/คน/วนั และขับถา ยปส สาวะประมาณ 1 ลติ ร/คน/วนั องคประกอบสวนใหญของส่ิงปฏกิ ูล จะประกอบดว ยนาํ้ สารอินทรียเ ปน หลักโดยจะมีคารบอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม และสารอนินทรียอ่ืน ๆ ปนอยูเล็กนอยแตตามปกติมักจะใหความ สนใจตออัตราสวนของคารบอน (C) และ ไนโตรเจน(N) ซึ่งพบวาในอุจจาระมีคาประมาณ 8 สวน ปสสาวะมีคาประมาณนอยกวา 1 ซ่ึงคาอัตราสวนนี้เปนเกณฑท่ีจะนําไปพิจารณาในการจัดทําระบบ หมัก(Composting systems)ท่ีตองการอัตราสว นระหวา ง C ตอ N ประมาณ 20–30 5. เชือ้ โรคในสิง่ ปฏกิ ูล เชื้อโรคที่พบในส่ิงปฏิกูลและกอใหเกิดโรคติดตอในมนุษยมี 4 กลุม คือ ไวรัส (viruses) แบคทีเรีย(bacteria) โปรโตรซัว (protozoa) และพยาธิ (worms)จะมีการแพรกระจายสู คน 2 ทาง คอื 5.1 Infected excreta transmission หมายถึง การแพรกระจายของเชื้อโรคจากส่ิงปฏิกูล ออกสสู ิ่งแวดลอมและเขา สูคนอืน่ ตอไป

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 81 5.2 Excreta–related Insect or Vector transmission หมายถึงการแพรกระจายของเช้ือ โรคจากสงิ่ ปฏิกูลโดยมแี มลงเปนพาหะของเชือ้ โรค ถา ยทอดเชอ้ื โรคจากทวารหนักสปู าก การแพรกระจายของเช้อื โรคในส่ิงปฏิกูลสามารถแพรกระจายไดโดยตรง เน่ืองจากการมีสุขวิทยาสวน บุคคลไมดี เชน การไมลางมือใหสะอาดหลังจากเขาหองสวมแลวนํามือเขาปาก เปนตน นอกจากนั้น ยังมีการแพรกระจายโดยออ ม เชน ผา น ดนิ อาหาร น้าํ แมลงวนั เปนตน 6. การยอยสลายสารอนิ ทรยี ใ นสง่ิ ปฏิกลู ส่ิงปฏิกูลมีสารอินทรียเปนองคประกอบประมาณรอยละ 20 เปนสารประกอบของไนโตรเจน คารบ อน ฟอสฟอรัส ซลั เฟอร และสารอ่ืน ๆ ตามลักษณะอาหารท่ีรับประทาน สารอินทรียเหลานี้จะเนา เสียงาย หากปลอยท้ิงไวโดยไมมีการบําบัดจะกอใหเกิดกลิ่นเหม็นหรือมีสภาพที่นารังเกียจหรืออาจจะ กอใหเกดิ การปนเปอนในสิ่งแวดลอมตางๆ เชน แหลงดิน แหลงน้ํา เปนตน การยอยสลายสารอินทรียใน ส่ิงปฏิกูล จะอาศัยจุลินทรียที่ยอยสลายในสภาวะที่มีออกซิเจน (aerobic condition) และสภาวะที่ไมมี ออกซิเจน (anaerobic condition) ส่ิงปฏิกูลท่ีมีการยอยสลายโดยจุลินทรียแลวจะลดปริมาตรและมวล ของส่ิงปฏิกูลไดประมาณรอยละ 80 โดยเปล่ียนสถานะจากของแข็งหรือของเหลวไปเปนแกสตางๆ เชน มีเทน (CH4) คารบ อนไดออกไซด (CO2) แอมโมเนยี เปน ตน 7. หลกั การบาํ บดั และกําจัดส่ิงปฏิกลู การบําบัดสิ่งปฏิกูล (excreta treatment) เปนการเปลี่ยนสภาพของเสียในสิ่งปฏิกูลโดย มี วัตถปุ ระสงคทส่ี าํ คญั 2 ประการคอื สงิ่ ปฏิกลู สวนใหญมีสารอินทรียเปนองคป ระกอบสําคัญ คอื 1) เพ่ือทาํ ลายหรือควบคุมปองกันการแพรกระจายของเชื่อโรคท่ีปนมากบั สงิ่ ปฏิกลู 2) เพื่อทําการยอยสลายสารอินทรียในส่ิงปฏิกูลเพื่อปองกันการเกิดมลพิษตอสิ่งแวดลอมตางๆ เชน มลพิษทางนํ้ามลพิษทางดนิ เปน ตน ดงั นัน้ การบําบดั และกาํ จัดส่งิ ปฏิกูลจงึ มีหลกั การเดียวกันกับการบําบัดน้ําเสียทางชีวภาพ ซึ่ง อาศัยจุลินทรียในการยอยสลายสารอินทรีย สามารถแบงกระบวนการไดเปน 2 แบบ สําหรับการ กําจดั ส่ิงปฏิกูลในบางระบบจะตอ เนื่องเปนระบบเดยี วกนั ทาํ ใหอาจเรยี กการบาํ บัดและกําจัดสิ่งปฏิกูล นีโ้ ดยรวมวา การกาํ จัดสิ่งปฏิกูล ในท่ีน้ีจะไดกลาวถึงหลักการบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูล เกณฑที่สําคัญ ในการบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูล ระบบบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูลรวมท้ังขอมูลที่ควรนํามาพิจารณาใน การเลือกใชร ะบบบําบัดและกาํ จัดสิ่งปฏกิ ลู ดังตอไปน้ี (1) หลกั การบําบดั และกําจัดสิ่งปฏิกูลองคประกอบของส่ิงปฏิกูลสวนใหญจะเปนสารอินทรีย ดังนนั้ หลกั การในการบําบดั และกาํ จัดสิ่งปฏิกูลจงึ มหี ลกั การเหมือนกบั การบําบัดนา เสียทางชีวภาพ ซึ่ง อาศัยจุลินทรีย ในการยอยสลายสารอินทรีย สามารถแบงออกเปน 2 กระบวนการท่ีสําคัญตามชนิด ของจลุ นิ ทรียไ ดแ ก (1.1) กระบวนการยอยสลายสารอินทรียแบบใชออกซิเจน ซึ่งอาศัยจุลินทรียที่ ตอ งการออกซิเจนในการยอยสลายสารอนิ ทรีย (1.2) กระบวนการยอยสลายสารอินทรียแบบไมใชออกซิเจน ซ่ึงอาศัยจุลินทรียที่ไม ตองการออกซเิ จนในการยอยสลายสารอนิ ทรยี 

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 82 (2) เกณฑทส่ี าํ คัญในการบําบดั และกาํ จัดสิ่งปฏิกูล องคการอนามัยโลก (WHO) ไดกําหนดขอ ควรคาํ นงึ หรอื เกณฑใ นการบําบดั และกําจัดส่ิงปฏิกูลสําหรับประเทศท่ีกําลังพัฒนาไวเพ่ือเปนแนวทาง ในการพิจารณาเลอื กใชร ะบบบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกลู ดังนี้ (2.1) สงิ่ ปฏิกูลตอ งไมเ กดิ การปนเปอนกบั ผิวดิน (2.2) สง่ิ ปฏิกลู ตองไมเกดิ การปนเปอนกับนา้ํ ใตด นิ (2.3) สิ่งปฏิกูลตอ งไมเกดิ การปนเปอ นกับนํา้ ผิวดิน (2.4) ตองไมเปนทอี่ ยอู าศยั ของแมลงและสัตวต า ง ๆ (2.5) ตองไมมีการขนถายอุจจาระสดีหรือหากจําเปนตองขนถายใหทําการขนถาย นอ ยทีส่ ดุ (2.6) ตอ งปราศจากกลนิ่ เหมน็ รบกวน หรือสภาพทน่ี ารังเกยี จ (2.7) การใชง านประจําวนั จะตองงาย สะดวกและปลอดภยั (2.8) ราคาคากอสรา งจะตองไมส ูงเกนิ ขึ้นกวารอ ยละ 10 ของราคากอ สรา งบา น (2.9) วสั ดุที่ใชใ นการกอสรางตองเปน วัสดทุ ่ีหาไดหรือผลู ติ ไดในทองถ่ิน และตองการ การบํารงุ รกั ษานอย (2.10) ถาเปนไปไดควรหลีกเล่ียงการใชนาในการทําใหเจือจางหรือเคล่ือนยายส่ิง ปฏิกูล (3) ระบบบาํ บดั และกาํ จดั ส่ิงปฏิกลู เม่ือกลาวถึงระบบบําบัดและกําจัดส่ิงปฏิกูล หลายคนจะนึกถึง “สวม” (privy, latrine, toilet) เน่ืองจากสวมเปนที่สําหรับถายอุจจาระและปสสาวะอยางไรก็ตาม สวมมีอยูมากมายหลาย ชนดิ ดว ยกนั สวมบางชนดิ เปน เพียงทเ่ี ก็บกักสงิ่ ปฏกิ ูลเทา นน้ั ไมม ีการบาํ บัดหรือการกําจัดส่ิงปฏิกูลอยู บรเิ วณท่ตี ั้งสว มหรอื ท่ีแหลงกําเนิดแตบางชนิดก็มีระบบบําบัดอยูบริเวณท่ีต้ังสวม และบางชนิดก็มีท้ัง ระบบบําบัดและกาํ จัดส่ิงปฏิกูลอยูบริเวณที่ตั้งสวม โดยระบบบําบัดและกําจัดส่ิงปฏิกูลที่นิยมใชอยาง แพรห ลายไดแก บอเกรอะ บอซมึ ถงั บําบัดสําเร็จรูป 8. เกณฑส ําคญั ในการบําบัดและกาํ จัดสิ่งปฏิกูล องคก ารอนามัยโลก (WHO) ไดกําหนดขอพิจารณาและหลักเกณฑในการบําบัดและกําจัดส่ิง ปฏิกูล สําหรับประเทศที่กําลังพัฒนาไว เพื่อเปนแนวทางในการพิจารณาเลือกใชระบบบําบัดและ กาํ จดั สิ่งปฏิกูลท่ถี กู สุขลักษณะไว ดังน้ี สิง่ ปฏิกลู ตองไมเกิดการปนเปอนกับผิวดิน ส่ิงปฏิกูลตองไมเกิด การปนเปอนกับน้ําใตดิน สิ่งปฏิกูลตองไมเกิดการปนเปอนกับนํ้าผิวดิน ตองไมเปนท่ีอยูอาศัยของ แมลงและสัตวตางๆ ตองไมมีการขนถายอุจจาระสด หรือหากจําเปนตองขนถาย ใหทําการขนถาย นอยท่ีสุด ตองปราศจากกลิ่นเหม็นรบกวนหรือสภาพที่นารังเกียจ การใชงานประจําวันจะตองงาย สะดวก และปลอดภยั ราคาคากอสรางจะตองไมสงู เกินกวา รอยละ 10 ของราคากอสรางบานวัสดุที่ใช ในการกอ สรา งตอ งเปน วัสดุท่ีหาไดหรอื ผลิตไดในทอ งถิน่ และตองการบํารุงรักษานอยถาเปนไปไดควร หลีกเลี่ยงการใชน ้ําในการทาํ ใหเจอื จางหรอื เคลื่อนยายสง่ิ ปฏกิ ูลสามารถใชงานไดใ นพ้ืนที่ซึ่งมีชุมชนอยู กนั อยา งหนาแนน

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 83 9. ระบบบาํ บดั และกาํ จัดสงิ่ ปฏิกูล การกาํ จดั ส่งิ ปฏิกลู โดยวธิ รี ะบบบาํ บัดน้าํ เสยี (Sewerage system) การกําจดั ส่งิ ปฏิกลู โดยวิธี ระบบบาํ บดั นา้ํ เสยี น้ี จะปลอ ยใหอุจจาระและปส สาวะที่ขับออกมาละลายปนเขา ไปในทอระบายน้ํา เสียแลว เขา สรู ะบบบาํ บดั นํา้ เสียเพ่ือบาํ บดั รวมกันทง้ั นํ้าเสียและสิง่ ปฏิกลู ซึ่งเรยี กระบบบําบดั แบบน้ี วา ระบบบําบดั รวม (Central treatment) โดยการเปล่ยี นสภาพของเสียในสิ่งปฏิกูลใหอยูในสภาพ ท่ี ปลอดภยั จากการเกดิ โรค ไมกอใหเกิดอนั ตรายแลว จึงทาํ การกําจัดท้ิงไปหรอื ใชป ระโยชนอ ยางอ่ืน เชน ทําปยุ เช้อื เพลงิ ฯลฯ โดยระบบบําบัดและการกําจัดสิ่งปฏิกูลอันดับแรกเรามักเรียกวา “สวม” ซึ่งมีหลายลักษณะ แลวแตจะเลือกใชตามความเหมาะสมของแตละคนหรือแตละทองถ่ิน ซึ่งแบงไดเปน 4 กลุม ซ่ึงบาง กลุมอาจไมเหมาะสมท่ีจะนํามาใชเพราะอาจเกิดปญหาส่ิงแวดลอม แตจะขอกลาวเพื่อเปนความรู พ้ืนฐานของการบําบดั และการกาํ จัดส่งิ ปฏิกลู ดังน้ี 1. ระบบไมใชนํ้า ส่ิงปฏิกูลถูกนําไปบําบัดและกําจัดนอกอาคารหรือนอกบริเวณท่ีต้ังอาคาร (Dry system, off-site treatment and disposal) คือระบบบําบัดและกําจัดส่ิงปฏิกูลท่ีไมใชน้ํา ราดหรือขับเคลื่อนสิ่งปฏิกูลลงถังเก็บ และส่ิงปฏิกูลจะถูกนําไปบําบัดนอกอาคาร ซึ่งไมใชวิธีที่ถูก สุขลักษณะนักเนื่องจากอาจมีการปนเปอนในระหวางการเดินทางไปกําจัด โดยระบบดังกลาวมีใช อยู 3 ประเภท คือ 1.1 สวมถังเท (Bucket Latrine) ลักษณะของสวมคือมีท่ีเก็บกักส่ิงปฏิกูลเปนถังตัวเรือนสวม และมีพ้ืนที่สวมท่ีมีรูหรือชอง ใหมีขนาดโตพอที่สิ่งปฏิกูลจะตกลงไปได โดยตองมีท่ี ปดฝาถังที่มิดชิด เพื่อปอ งกันแมลงลงไป จากนน้ั เมอ่ื เต็มก็นาํ ไปบาํ บัดตอไป 1.2 สวมเคมี (Chemical Toilets) อาจจัดไวในพวกสวมถังเท แตตางกันตรงท่ีมี การใชสารเคมี ยอยสลายสารอินทรียแ ละทาํ ลายเชือ้ โรคในสง่ิ ปฏิกลู 1.3 สวมหลุมตัน (Vault Privies) ลักษณะของสวมคือมีหลุมกักเก็บสิ่งปฏิกูล ซ่ึงสรางดวยวัสดุท่ี ปอ งกนั ไมใหนาํ้ ซมึ เขา ออกได เชน ทาํ ดว ยคอนกรีต เหล็กไรสนมิ ไฟเบอรกลาส 2. ระบบไมใชนาํ้ สิ่งปฏกิ ูลถูกนาํ ไปบาํ บัดและกําจัดภายในอาคารหรือภายในบริเวณที่ตั้งอาคาร (Dry system, on - site treatment and disposal) สิ่งปฏิกูลจะถูกนําไปบําบัดและกําจัดภายใน อาคารหรอื บริเวณท่ีตั้งอาคาร จะไมใชนํ้าเปนตัวขับเคลื่อนสิ่งปฏิกูล และส่ิงปฏิกูลจะถูกบําบัดแลกําจัด ภายในท่กี กั เก็บจนกวาจะเกิดการยอยสลายส่ิงปฏิกูลอยางสมบูรณและมีความปลอดภัย แลวจึงนํากาก ตะกอนหรือของเหลวที่ผานการบําบัดแลวไปกําจัดใหเหมาะสมตอไป เชน ทําปุย ถมท่ีลุม ปรับสภาพ ดนิ เปน ตน ซึง่ การบําบดั ดวยวิธีน้ีไดแ ก 2.1 สวมหลมุ (Pit Privies) ไมใชนํ้าในการขับเคล่ือนสิ่งปฏิกูล ลักษณะทําเปนหลุมดิน ใหหลุม มขี นาดเพียงพอท่จี ะยอยสลายอยา งสมบูรณและปลอดภัยได 2.2 สวมหมัก (Composting Latrines) ไมใชนํ้าในการขับเคล่ือนส่ิงปฏิกูล มีวัตถุประสงค ของการใชสว มชนิดนีค้ อื จะใชหมกั ทําปุย 2.3 สวมรองดิน (Trench Latrines) ไมใชนํ้าในการขับเคล่ือนส่ิงปฏิกูล ลักษณะเปนรองดินท่ี ขุดเปน แนวตามยาว เม่อื ใชง านเสร็จก็จะกลบ มักใชกับที่อาศัยอยูช่ัวคราว เชนคายทหาร แคมปลูกเสือ คายอาสา

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 84 พัฒนาชนบท เปนตน 2.4 สวมแขวน (Overhang Latrines) ลักษณะของสวมแขวนประกอบดวยตัวเรือนสวมและ พน้ื ที่สวมท่ีสรา งบนเสาไมเ หนือนาํ้ ตามริมฝง แมน าํ้ ทะเล หรือมหาสมทุ ร 3. ระบบใชนํ้า สิ่งปฏิกูลถูกนําไปบําบัดและกําจัดนอกอาคารหรือนอกบริเวณ ท่ีตั้งอาคาร (Wet system, off-site treatment and disposal ) หมายถึงระบบที่ใชน้ําในการขับเคลื่อนสิ่งปฏิกูล ลงสูที่กักเก็บและสิ่งปฏิกูลถูกบําบัดภายในถังกักเก็บ แลวปลอยสวนท่ีเปนของเหลวที่ยังคงมี สารอินทรียและเชื้อโรคไปบําบัดและกําจัดตอโดยทอระบายนํ้าเสียไปยังระบบบําบัดนํ้าเสียสวนกลาง ภายนอกอาคาร สวมราดนํ้า (Pour-flush Toilet) เปนสวมที่ใหมีน้ําขังอยูใตพื้นสวมซึ่งมีการออกแบบที่รองรับ ใหน้ําขังอยู ถังเกรอะ หรือ บอเกรอะ (Septic Tanks) เปนสวมระบบท่ีใชนํ้าและใหมีน้ําขังอยูที่โถสวม แบบราดนา้ํ หรอื แบบชักโครกผลกั ดันนํา้ ไหลไปยงั ทีเ่ กบ็ กกั สงิ่ ปฏกิ ลู เพ่อื การบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูลใน ถงั เกรอะซึง่ สรา งไวหางจากพนื้ สว มโดยมีทอนําสิ่งปฏกิ ลู ลงสถู ัง คําถามทา ยบท 1. จงอธิบายระบบการกาํ จัดสิง่ ปฏิกลู แบบไมใชน ้ําพาไป 2. จงอธิบายกระบวนการยอ ยสลายสารอนิ ทรยี ในส่งิ ปฏิกูล 3. จงอธบิ ายหลกั การการบาํ บัดส่งิ ปฏิกูล เอกสารอา งองิ งานสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม องคการบรหิ ารสวนตําบลบักได. (2563). คูมือกําจัดขยะมูลฝอยและ ส่งิ ปฏิกูล. สบื คนเมื่อ 20 ธันวาคม 2564, จาก. http://www.bakdailocal.go.th/doc_news/doc320181108102710.pdf สํานักจดั การคุณภาพน้ํา กรมควบคุมมลพษิ . (2555). คูมือการจัดการนํ้าเสียสําหรับบานเรือน. สืบคน เม่อื 20 ธันวาคม 2564, จาก. https://www.pcd.go.th/wp-content/uploads/2020/05/pcdnew-2020-05-20_04-16- 24_020770.pdf

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 85 บทที่ 8 การสุขาภิบาลอาหาร 1. แนวคดิ และหลกั การ อาหารมีความสําคัญตอสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและความตองการอาหารของส่ิงมีชีวิตตางก็มีความ แตกตา งกนั ไปข้นึ อยูก ับกลมุ ของสง่ิ มีชวี ิตนน้ั ๆ มนุษยม ีความตองการอาหาร 3 ประการคอื 2. เพอื่ สรางพลงั งานในการทํางานของอวัยวะตา งๆ ของรางกายใหเปนไปตามปกติ 3. เพือ่ ใหเ กิดความสดชื่นกระปรกี้ ระเปราราเรงิ ผองใส รวมถึงความแขง็ แรงและมีความตานทาน ตอโรคภยั ไขเ จบ็ 4. เพ่ือการเจริญเติบโตและซอมแซมอวัยวะสวนที่สึกหรอของรางกาย สารอาหาร ( Nutrient ) ที่สาํ คญั ซงึ่ รา งกายตองการแบงเปน 6 ประเภท ไดแก คารโบไฮเดรต ไขมันโปรตีน เกลือแร วิตามิน และนํา้ ถาหากมนุษยไ ดมกี ารบริโภคสารอาหารท้ัง 6 ประเภทครบถวนและไดตามสัดสวนท่ีเหมาะสม ตอ ความตองการของรางกายจําเปนท่ีจะตองคํานึงถึงคุณภาพของอาหารในดานอื่น ๆ อันไดแก ความ สะอาด ( cleanliness ) ความปลอดภัย ( safe ) และความนาบริโภค) ดังน้ันการสุขาภิบาลอาหาร และการโภชนาการจึงควรดําเนินการควบคูกันไปเพื่อใหเกิดผลดีตอสุขภาพอนามัยของผูบริโภค การ สุขาภบิ าลอาหารมคี วามเกยี่ วของกบั การดาํ เนินการจัดการอาหารใหเกิดความสะอาด ความปลอดภัย และมคี วามนาบริโภค ดวยการปรับปรุงบํารุงรักษา และแกไขใหสิ่งแวดลอมตาง ๆ ในการดําเนินการ จดั การอาหารในทุกขน้ั ตอน หลักสขุ าภิบาลอาหาร ประกอบดว ย 1. ความสะอาดและความปลอดภยั ของอาหาร 2. อนามยั ของผปู ระกอบอาหารและผูเสริ ฟ อาหาร 3. อนามัยของการประกอบอาหารและการเสิรฟ อาหาร 4. ความสะอาดและความปลอดภัยของน้ํา 5. การเกบ็ รกั ษาอาหาร 6. การลาง และเกบ็ ภาชนะเคร่อื งใชใ นการปรุงอาหาร 7. การกาํ จดั เศษอาหาร น้าํ ทิง้ และอื่นๆ 8. การสุขาภิบาลสถานทปี่ ระกอบอาหาร 2. นยิ ามและความหมาย การสุขาภิบาลอาหาร ( Food Sanitation ) หมายถึง การดําเนินการดวยวิธีการตาง ๆ ที่ จัดการเกี่ยวกับอาหารทั้งในเรื่องของการปรับปรุง การบํารุงรักษา และการแกไขเพ่ือใหอาหารท่ี บรโิ ภคเขาไปแลว มีผลดตี อสขุ ภาพอนามัยโดยใหอาหารมคี วามสะอาด ปลอดภยั และมคี วามนาบรโิ ภค อาหาร หมายความวา ของกนิ หรือเครื่องคา้ํ จนุ ชวี ิต ไดแ ก 1. วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม หรือนําเขาสูรางกายไมวาดวยวิธีใด ๆ หรือในรูปลักษณะใด ๆ แตไมร วมถึงยา วตั ถุออกฤทธ์ติ อ จติ และประสาท หรือยาเสพติดใหโทษ

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 86 2. วัตถทุ ี่มงุ หมายสาํ หรับใชหรือใชเปนสวนผสมในการผลิตอาหาร รวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร สี และเคร่อื งปรุงแตง กลนิ่ รส 3. ความสาํ คญั ของอาหารและการสุขาภบิ าลอาหาร 3.1 การปนเปอนของจลุ ินทรียทีท่ ําใหเกิดโรคเนื่องจากอาหารเปนส่ือนํา 3.1.1 Staphylococcus จุลินทรียพวก Staphylococcus มักทําใหเกิดโรคอาหารเปนพิษ (Food Poisoning) Staphylococcus ท่ีมีความสําคัญในการทําใหอาหารเปนพิษ คือ Staphylococcus พิษท่ีมันสรางขึ้นแบงตามหลักของเซรุมวิทยาไดเปน 6 ชนิด คือ ชนิด A, B, C1, C2, D และ E ความเปนพิษของแตละชนิดมีความแตกตางกันและสวนใหญแลวชนิดท่ีทําใหเกิด โรคอาหารเปนพิษนั้นมักมาจากชนิด A เกิดการปนเปอนในอาหารจําพวกเนื้อสัตว นํ้านมและ ผลิตภัณฑนํ้านม คัสตารด นํ้าสลัดหรือครีมทาขนมปง จะมีอาการ อาเจียน ทองเสีย ปวดทองปญหา สําคัญในการปองกันเชื้อดังกลาวคือการทําลายดวยความรอนท่ีอุณหภูมิของน้ําเดือดสามารถทําลาย เช้อื Staphylococcus ได แตไ มสามารถทาํ ลายพิษของเชอ้ื น้ี 3.1.2 Clostridium botulinum จุลนิ ทรียจําพวก Clostridium botulinum มักทําใหเกิดโรค อ า ห า ร เ ป น พิ ษ ท่ี เ รี ย ก ว า botulism ก า ร ส ร า ง พิ ษ ข อ ง มั น จ ะ ทํ า ล า ย ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท ได (neurotoxin) แบงตามชนิดของการสรางพิษตามหลักเซรุมวิทยาไดเปน 7 ชนิด คือ A, B, C, D, E, F, และ G ชนิดท่ีทําใหเกิดพิษในมนุษยคือ ชนิด A, B, E,และ F แหลงของอาหารไดแก ดิน ฝุน ละออง พืช ผกั ผลไม อาการของโรคคือ เสนประสาทรอบนอก จะคอย ๆถูกทําลายทีละนอย ๆ กลืน อาหารลําบาก ตาพราฟาง มองเห็นภาพซอน ทองผูก และในท่ีสุด อาจทําใหเกิดอาการหัวใจลมเหลว แนวทาง การปองกันโรคดังกลาวคือ การนําอาหารมาตมใหเดือดนานมากกวา 5 นาที กอนที่จะ บริโภค หรือ ไมนําอาหารทนี่ า สงสยั มาบริโภค 3.1.3 Clostridium Perfringens สปอรของเช้ือสรางพิษภัยในเซลล (Enterotoxin) ทําใหเกิด โรคอาหารเปนพิษ แบคทีเรียชนิดนี้ มักพบในอาหารดิบ ดิน น้ําโสโครก มูลสัตว ปนเปอนในอาหาร พวกปลา เน้อื และสตั ว เมือ่ รบั เชื้อเขาไปในปริมาณประมาณหลายลานตัว ตออาหาร 1 กรัม มีอาการ ต้งั แต ปวดทอง ทองเดิน และมลี มอยใู นกระเพาะ การปองกันการเกิดโรค ไดแก การนําอาหารแชเย็น โดยเร็ว หรือถาจะบริโภคเปนอาหารรอนตองรักษาอุณหภูมิ ของอาหารใหสูงกวา 60 องศาเซลเซียส กอนที่จะนํามาบริโภคและการปรุงหรือการประกอบอาหารควรจะตอ งมสี ุขวทิ ยาท่ีดี 3.1.4 Mycotoxin พิษของราดังกลาวเรียกวา Alfatoxin พิษของ Alfatoxin อาจทําใหตับถูก ทําลายอยา งรุนแรง ทาํ ใหมเี ลือดออก ถือเปน สารกอมะเรง็ มคี วามทนทานตอความรอนไดดี มักพบใน อาหารทม่ี สี ารอาหารคารโบไฮเดรต อยูปรมิ าณสงู เชน อาหารแปง ขาว ถวั่ ลสิ ง เผอื ก มัน 3.1.5 Salmonella อาการของโรค คือ มีไขตัวรอน คล่ืนไส ปวดทองเกร็ง ทองเสีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะและอาเจียน มักพบเชื้อดังกลาวในอาหารจําพวก เปด ไก นํ้านม ผลิตภัณฑของนํ้านม พืชผกั ตาง ๆ และมะพราวแหง 3.1.6 Streptococcus เปนแบคทีเรียซ่ึงทําใหมนุษยเปนโรคเจ็บคอ (septic sore throat) หรือ เปนโรคไขอีดําอีแดง (scarlet fever ) มีอาการคอแดง ทอนซิลอักเสบ กลืนอาหารลําบาก มีไขสูง ปวด ศีรษะ คลน่ื ไส อาเจียนมีน้ํามูกไหล บางครั้งอาจเกิดผื่น ( ลมพิษ ) พบในอาหารประเภท นม ไอศกรีม กุง

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 87 อบไอน้ํา สลัด คัสตารด พุดดิ้งหรืออาหารท่ีมีไขหรือนมเปนสวนผสม วิธีการปองกันไมใหเกิดโรค ไดแก การแชแขง็ อาหารไนปริมาณนอย ๆทันที การประกอบอาการหรือปรงุ อาหารตองมีสขุ วิทยาท่ีดี 3.1.7 Vibrio paraheamolyticus พบมากในอาหารทะเล ไดแก หอยนางรม กุง ปู อาการของ โรค คอื ปวดทอง ทองเสีย (อจุ จาระอาจมเี ลือดหรือเย้ือปนเปอนอยู ) มักมีอาการคล่ืนไส และอาเจียน มีไขต่ํา มีอาการหนาวส่ัน ปวดศีรษะ อาการปสสาวะขัด การปองกันไมใหเกิดโรคดังกลาวไดแก การ ปรงุ อาหารใหส ุกอยา งทั่วถงึ การแชเ ย็นอาหารควรแชโดยปริมาณนอย ๆ ไมควรใชนํ้าทะเลลางอาหาร ทีต่ องการบริโภคดบิ และภาชนะอาหาร 3.2 การเกิดโรคเน่อื งจากอาหารมีหนอนพยาธิ หนอนพยาธิแบงเปน 3 ประเภท คือพยาธิตัวแบน พยาธิตัวกลม และพยาธิใบไม พยาธิตัวแบน และพยาธิใบไมสามารถปองกันไมใหเกิดโรคไดงายกวา เพราะสามารถใชความรอนในการทําลาย พยาธิตัวกลมที่นับวาเปนปญหาสําคัญที่มักปนเปอนในอาหาร ไดแก ทริคิเนลลา สไปราลิส (Trichinella spiralis ) เพราะมีความทนทานตอความรอนไดสูงมากและมีความสามารถมีชีวิตอยูใน เน้อื เย้อื ของสิ่งมีชีวิตไดเปนเวลายาวนานกวา 3.3 การเกดิ โรคเน่อื งจากอาหารมสี ารพษิ หรือสารเคมีเปนพษิ 3.3.1 สารพิษที่มีในอาหารโดยธรรมชาติ อาหารในธรรมชาติมีหลายชนิดที่มีสารท่ีไมเกิดประโยชนหรืออาจเกิดโทษตอมนุษยเปน องคประกอบ โดยเฉพาะอาหารจําพวกพืชหลายชนิดมีสารพิษเปนองคประกอบอยูมากบาง นอยบาง แลวแตชนิดของอาหารถามีปรมิ าณมากกอ็ าจจะทาํ ใหผ ูบริโภคเขาไปถึงขั้นตายไดในทันที สารพิษหรือ สารเคมเี ปน พษิ ทม่ี กั มีอยใู นอาหารจําพวกพชื ไดแก สาร Lythylus ทาํ ใหเกดิ โรค lythyrism คือโรคท่ี เก่ียวกับกลามเนื้อออนแออาจเกิดจากอัมพาตได อาจมีในถ่ัวเม็ดกลมดิบ เชน ถั่วลันเตาดิบ สาร Goitrogens ที่อาจะพบในรากของพชื บางชนิด หรือสารไฮโดรเจนไซนาไนดอาจพบในอาหารพืช บางชนิด เชน ในน้ํามันของเมล็ดอัลมอนและในอาหารพืชหลายชนิด ไดแก การบริโภคเห็ดปาบาง ชนิด เชน เหด็ หัวกรวดครีบเขียว เห็ดข้ีควาย เม่ือบริโภคจะมีอาการมึนเมา คลื่นไส อาเจียน ทองรวง ตาลาย ใจส่ัน และออนเพลีย สวนอาหารที่มาจากพวกสัตวท่ีมักมีสารพิษทําใหเกิดอันตรายก็มักจะ เปนพวกอาหารทะเลอาจมสี ารไทอะมเิ นส ซง่ึ อาจทําลายไทอะมนิ ทาํ ใหรา งกายขาดวติ ามนิ บี 1 3.3.2 การมีสารพิษหรือสารเคมีเปนพษิ ปนเปอนในอาหาร การปนเปอนนั้นอาจเกิดต้ังแตการเพาะปลูก ตัวอยางเชน ในการปลูกผลไมท่ีตองการบริโภค หากมีการใชยาฆาแมลงจนมสี ารตกคา งของยาฆา แมลงอยูและผูบริโภคไมลางใหสะอาดจนกระท่ังไมมี สารดังกลาวแลวอาจเกิดอันตรายได เชน ตัวอยางของโรคพิษของสารหนู ซ่ึงมีสาเหตุมาจากบริโภค อาหารท่ีมีสารตกคางจากการใชยาฆาแมลง ซ่ึงจะทําใหเกิดอาการทองเสีย ปวดเบงเวลาถาย และ อาเจียนนอกจากน้ีสารปนเปอนอาจจะเกิดจากการใชวัตถุเจือปนหรือสารปรุงแตงที่มีสารพิษหรือ สารเคมเี ปน พษิ ตัวอยา งเชนการใชสารแซ็กคารินแทนน้ําตาลเพ่ือเพ่ิมความหวานในอาหารหรือการใช สียอมผา แทนสผี สมอาหารเหลาน้ีลวนแตไมท ําใหเ กิดประโยชนและยงั อาจเกดิ โทษหากมกี ารบริโภคใน ปริมาณท่ีอาจทําอนั ตรายได

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 88 4. หลักเกณฑพื้นฐานของงานสุขาภบิ าลอาหาร ในการจัดการสุขาภิบาลกับสถานท่ีท่ีจะตองใชในการประกอบอาหารหรือผลิตอาหาร ไมวาจะ เปนสถานที่ที่จะใชประกอบอาหารเพ่ือการบริโภคภายในครอบครัว รานอาหาร ตลาด หรือโรงงาน อตุ สาหกรรมอาหารจาํ เปนทีจ่ ะตองคํานงึ ถึงเกณฑใ นการจัดการสขุ าภิบาลข้นั พน้ื ฐานดงั นี้คอื 4.1. สถานที่ต้ัง สถานที่ต้ังของสถานที่ประกอบหรือผลิตอาหารจะตองเลือกบริเวณท่ีจะไมทํา ใหสิ่งแวดลอมของสถานที่ตั้งไดรับการปนเปอนจากส่ิงสกปรก ไมกอใหเกิดปญหาเดือดรอน รําคาญ อันเนอื่ งมาจากกลิน่ เสียง สถานทตี่ ้งั ควรมีลักษณะดงั นี้ 4.1.1 ควรต้ังอยูในบริเวณท่ีหางไกลจากแหลงสิ่งสกปรกตาง ๆ เชน หองครัวควรอยูหางจาก หอ งสวมหรอื บริเวณทที่ งิ้ หรอื เก็บกกั หรอื โรงงานกําจดั ขยะมลู ฝอย หรือบรเิ วณคอกเลย้ี งสัตว 4.1.2 ควรอยูใกลสถานที่ที่มีสาธารณูปโภคบริการอยางครบถวน เพื่อสะดวกตอการทําความ สะอาดเชน บริการน้ําประปา บรกิ ารไฟฟา บรกิ ารรวบรวมและกาํ จัดขยะมูลฝอย และบริการรวบรวม นํา้ เสยี เพ่ือนําไปบําบดั และกําจดั 4.1.3 พ้ืนท่ีที่ใชในการประกอบหรือผลิตอาหารจะตองมีความเพียงพอและเหมาะสม ควรแยก เปนสัดสวน ออกจากบริเวณอ่ืนโดยเฉพาะบริเวณที่พักอาศัย และพื้นที่จะตองสรางโดยมีความลาด เอยี งเพ่ือชวยการระบายนา้ํ เสียจากการประกอบอาหาร และจะตองไมเ ปน ทลี่ มุ มีนํา้ ขัง 4.2 ตัวอาคารท่ีใชเปนสถานที่ประกอบอาหาร การออกแบบอาคารท่ีใชประกอบอาหาร จะตองคํานึงถึงความม่ันคงแข็งแรงของตัวอาคารและสามารถดูแลบํารุงรักษาไดงาย โดยมีขอควร คาํ นงึ ถึงดังนี้คอื 4.2.1 การออกแบบและกอสรางหองครัวหรือสถานที่ท่ีใชในการประกอบอาหาร ตองทําใหมี ประตูหนาตาง และผนังที่อยูดานนอกอาคารมีความเหมาะสมเพ่ือไมใหเกิดเปนที่อยูอาศัยของแมลง และสตั วน ําโรค 4.2.2 วัสดุท่ีใชในการสรางอาคาร ไมวาจะเปน ผนัง เพดาน ประตู หนาตางหรือชองลม ควร เปน วสั ดทุ เี่ รียบ ทําความสะอาดงา ย มีความแขง็ แรง 4.2.3 พนื้ ของอาคารที่ใชในการประกอบหรือปรุงอาหาร จะตองทําดวยวัสดุที่แข็งแรงไมดูดซับ น้ํา มีความทนทานตอการกดั กรอ นของสารเคมี ทําความสะอาดงาย ไมลื่น พื้นผิวเรียบไมขรุขระ และ ควรมคี วามลาดเอยี งเพือ่ ไมใหมนี ้าํ ขงั 4.2.4 ตองจัดสถานท่ีทํางานใหมีความพอเพียงและเหมาะสม โดยใหมีพื้นที่ปฏิบัติงานการ ทาํ อาหารใหพอเพยี งกบั ปรมิ าณอาหารหรือจาํ นวนคนปฏิบตั งิ าน รวมถึงเคร่อื งจักรอุปกรณ 4.2.5 ตอ งจัดใหม กี ารระบายอากาศทเ่ี พียงพอและเหมาะสม เพื่อไลควันหรือกล่ินที่เกิดจากการ ปรุงหรือประกอบอาหารใหออกไปในทันที โดยใหมีพื้นที่ของประตูและหนาตางและชองระบายลมไม นอยกวา 10เปอรเ ซน็ ตข องพื้นที่หอง และเมื่อจัดใหมีระบบการระบายอากาศภายในสถานท่ีประกอบ หรือปรุงอาหารแลวควรดําเนินการบํารุงรักษาอุปกรณท่ีใชในการระบายอากาศใหอยูในสภาพดีอยู เสมอไมใ หฝ นุ ละออง ส่งิ สกปรกปนเปอนอ่ืน ๆ จบั อยูท่อี ุปกรณ 4.2.6 ตองจัดใหมีแสงสวางท่ีเหมาะสม เพื่อการปองกันอุบัติเหตุและลดอาการเม่ือยลาของ รางกาย

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 89 4.3 การปฏบิ ัตงิ านประกอบอาหาร หรือการผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากเชื้อโรคหรือสารพิษใด ๆ เร่ิมตั้งแต 1. การเตรียมอาหาร 2. การผลิตอาหาร 3. การบรรจุอาหารหรือผลิตภัณฑอาหาร การ ปฏบิ ัติใหเกิดการปลอดเชอ้ื โรคหรือสารพษิ ใด ๆ ทง้ั 3 ขนั้ ตอนกลา วไดแ ก 4.3.1 การปฏิบัตใิ หม ีการควบคุมและเกบ็ วตั ถดุ ิบทีด่ ี มขี ้ันตอนการปฏิบัตดิ ังนี้ ก. วัตถุดิบท่ีเลือกนํามาใชตองเลือกจากแหลงท่ีเชื่อถือได หรือเปนเปนวัตถุดิบท่ีผานการ คดั เลอื กมาตามมาตรฐาน ข. ตอ งมีการวินิจฉัย การรักษาและการแยกวัตถุดบิ ท่ีเปนโรคหรืออาจมีสารพิษออกจากวัตถุดิบ ท่ีดี เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หแ พรก ระจายโรคหรือสารพิษมาสูมนุษยหรือเพ่ือไมใหวัตถุดิบที่ดีอื่น ๆ ถูกทําลาย ควรเลือกแตวัตถดุ ิบท่ีมคี ุณภาพหรือมีสขุ ภาพดี ค. อาจตองมีการใชสารฆาแมลงและสารฆาราเปนระยะ ๆ เพื่อไมใหวัตถุดิบโดยเฉพาะที่เปน พืชถูกทําลาย หรือเพ่ือไมใหเกิดการแพรกระจายของเชื้อโรค หรือทําการปองกันไมใหแมลง นก หนู เขาไปในหองเก็บวตั ถดุ บิ แตต องใชดวยความระมัดระวงั เพ่ือไมใหเ กดิ อันตรายตอคนงานหรือผบู ริโภค ง. การเกบ็ วัตถุดบิ ตอ งมีพื้นทีข่ นาดพอเพยี ง วัตถุประสงคคือ - เพื่อใหเกดิ การระบายความเยน็ ใหแ กว ตั ถุดิบท่สี ามารถเก็บไวไดตอเนื่อง - เพอ่ื ใหสามารถทําความสะอาดและทําลายเช้อื โรคไดส ะดวกและมีประสิทธิภาพดี - ตอ งหม่นั ตรวจสอบวัตถุดิบอยูเสมอเพ่ือใหไดว ตั ถุดิบทีจ่ ะนําไปใชท่ดี ี 4.3.2 การจัดหาน้าํ ท่ีมีคุณภาพดีใชในการประกอบอาหาร นํ้าท่ีใชในการประกอบอุตสาหกรรม อาหารจะตองมีคุณสมบัติเทียบไดกับคุณสมบัติของน้ําสะอาดเพื่อการบริโภคเปนอยางต่ํา โดยจะตอง พิจารณา ก. นาํ้ ทจี่ ะนาํ มาใชตอ งเปน นา้ํ ทีม่ าจากแหลง ที่เชือ่ ถอื ได และสามารถใชไ ดทั้งนํ้ารอนและนํ้าเย็น ตามความตองการและปริมาณที่ไมจํากัด ตัวอยางของนํ้าจากแหลงที่เช่ือถือได ไดแก นํ้าประปาของ การประปานครหลวงหรือประปาภูมิภาค ซึ่งมีการตรวจสอบคุณภาพเปนประจําสม่ําเสมอวามีความ สะอาดปลอดภัย ข. จดั หาน้าํ ทม่ี ีคุณภาพดใี ชใ นการประกอบอาหารหรอื ตามประเภทของอาหารท่ีผลิต การใชนํ้า สําหรับประกอบอาหารอาจแบงวัตถุประสงคของการใชนํ้าไดหลายอยาง ไดแก การปรุงอาหาร การ ลางภาชนะอุปกรณสัมผัสอาหาร การนําของเสียหรือส่ิงสกปรกออกจากหองครัวหรือจากรานคาหรือ โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และการบริโภคของผูประกอบอาหารหรือคนงาน โดยทั่วไปแลวคุณภาพ นํา้ ในการประกอบอาหารตองมีคณุ สมบตั ิของนํ้าสะอาดเพื่อการบริโภคเปน อยา งตํ่า 4.3.3 ดาํ เนนิ การปอ งกนั การปนเปอ นของอาหารในทุก ๆ ข้ันตอนของการประกอบอาหารหรือ กระบวนการผลิตอาหาร ก. เคร่ืองมืออุปกรณ ( Equipment ) เคร่ืองใชที่ใชในการประกอบอาหารจะตองมีความ พอเพียงและเหมาะสมกับการใชงานเพื่อปองกันการปนเปอนอาหาร ตองเปนวัสดุที่ทําความสะอาด งาย มพี ้นื ผิวเรยี บ ทําดว ยวสั ดุไรส นมิ และไมม สี ารพษิ เคลอื บหรือเปนองคป ระกอบ ข. บุคลากรหรือคนงานผูตองสัมผัสอาหาร จะตองเปนผูที่มีสุขวิทยาสวนบุคคลท่ีดีเพ่ือปองกัน การปนเปอ นอาหารหรือการแพรก ระจายโรค โดยจะตองคํานงึ ถงึ เร่อื งตอไปนีค้ อื

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 90 - จัดหาน้ําสะอาดใหผูท่ีจะตองสัมผัสอาหารใช จะตองเปนนํ้าท่ีสะอาดไดมาตรฐานนํ้าด่ืมซึ่ง หนวยงานสาธารณสุขของรฐั เปน ผูกําหนด - ใหคาํ แนะนาํ เร่ืองสุขวทิ ยาสวนบุคคล เพราะถา สุขวิทยาสวนบคุ คลของผูสัมผสั อาหารไมดีแลว กย็ อมจะทําใหอาหารเกดิ การปนเปอ นสงิ่ สกปรกหรือเชือ้ โรคได - จดั ใหม อี ุปกรณทาํ ความสะอาดใหแกผ สู ัมผัสอาหารใชไดอยางสะดวกและเหมาะสม เชน หอง อาบนํ้า อางลางมือ ตูเก็บเส้ือผา เพื่อไมใหรางกายหรือเคร่ืองนุงหมเกิดความสกปรกในขณะที่ตองทํา การสมั ผสั อาหาร - จัดใหมีส่ิงแวดลอมที่มีความเหมาะสมตอการปฏิบัติงาน ไดแก แสงสวาง การระบายอากาศ อณุ หภูมิ และความสะอาดของสถานท่ีท่ใี ชในการประกอบอาหาร ค. แมลงและสตั วน าํ โรคท่มี ักกอปญ หาในโรคอาหารเปนสื่อนําน้ี ไดแก แมลงวัน แมลงสาบ มด หนู นก สุนัข ในการปองกันและควบคุมแมลงและสัตวนําโรคน้ันสามารถกระทําไดหลายวิธีการดังน้ี คอื 1) การออกแบบและการกอสรางสถานท่ีประกอบอาหารจะตองมีโครงสรางท่ีสามารถปองกัน ไมใ หแ มลงและสัตวน าํ โรคเขาสูภายในอาคารได 2) ระบบการเดินทอภายในอาคาร จะตองไมมีชองวางใด ๆเพ่ือไมใหเปนชองทางท่ีแมลงและ สตั วใชเ ปน ชองทางสามารถเขาสตู วั อาคารได 3) หนาตาง และชองระบายอากาศจะตองมีตาขายที่ปดแนน และจะตองไดรับการบํารุงรักษา ใหอ ยูในสภาพที่ดไี มฉ กี ขาด 4) ประตูท่ีเขา-ออกตัวอาคารจะตองปดแนน และจะตองคงอยูในสภาพท่ีปดอยูเสมอเมื่อไมมี การเขา-ออกสตู วั อาคาร 4.3.4 การใหค าํ แนะนาํ และควบคมุ การเก็บรักษาอาหารหรือการบรรจุผลิตภัณฑอาหาร ตองให คงอยูในสภาพท่ีสะอาดปราศจากสิ่งปนเปอนอื่นใดท่ีไมตองการโดยเฉพาะอยางยิ่งตองปราศจากการ ปนเปอนของจุลินทรีย ซ่ึงการเก็บอาหารไวใหอยูในสภาพที่ดีมีคุณภาพของอาหารครบถวนจะตอง ปฏบิ ัติดงั นคี้ อื 1) การเกบ็ อาหารควรเกบ็ ไวใ นภาชนะที่สะอาดมฝี าปดมิดชิด และควรเก็บอาหารไวในที่สูงจาก พนื้ เพ่ือปอ งกนั การกระเดน็ เปรอะเปอนและไมใ หเ กิดการปนเปอ นอื่น ๆ 2) การเก็บอาหารที่ปรุงสุกแลวหรือผลิตภัณฑอาหารจะตองทําการเก็บรักษาแยกออกจาก วัตถดุ บิ ทีย่ ังไมไดป รุงหรอื ลางทําความสะอาดแลวเพอื่ ปองกันการปนเปอ นอาหาร 3) การเก็บรักษาอาหารที่ปรุงสุกหรือผลิตภัณฑอาหารเม่ือยังไมนํามาบริโภคจะตองเก็บไวใน สถานทที่ สี่ ามารถปองกันการปนเปอนจากสิง่ สกปรกตา ง ๆ 4) การเก็บรักษาอาหารหรอื ผลิตภณั ฑอาหารจะตองไมเก็บรักษาไวในที่ท่ีเปยกช้ืนและไมเก็บไว ในภาชนะท่มี คี วามชืน้ หรอื อยใู นลักษณะเปยก

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 91 4.4 การจดั การความสะอาด และการสขุ าภิบาลท่วั ๆ ไปในสถานทท่ี ่ใี ชใ นการประกอบอาหาร 4.4.1 การทําความสะอาดภาชนะอุปกรณแ ละพืน้ ผิวสมั ผสั อาหาร มวี ตั ถปุ ระสงค 2 ประการ ก. เพ่ือกําจัดเศษอาหารหรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ ท่ีอาจจะมีสารพิษหรือจุลินทรียที่ทําใหเกิดโรค หรือสิง่ ปนเปอนอนื่ ๆ ใหอ อกไปใหหมด ข. เพื่อเปนการรักษาความสะอาดส่ิงแวดลอมและเปนการสงเสริมใหผูที่จะตองสัมผัสอาหาร เกดิ ความตระหนักในเรอื่ งของสขุ วทิ ยาสว นบุคคลที่ดี 4.4.2 การดูแลความสะอาดเรียบรอยของสถานท่ีประกอบอาหารโดยมีวัตถุประสงคหลัก 4 ประการ ก. เพอื่ ไมใหก ลายเปนแหลง ที่อยอู าศัยของแมลงและสตั วนําโรค ข. เพ่ือไมใหมีของเสียสะสมอยูอันจะเปนสาเหตุของการแพรกระจายเช้ือโรคหรือจุลินทรียท่ี อาจจะทาํ ลายใหว ตั ถุดิบหรอื อาหารเสื่อมเสียคณุ ภาพ ค. เพ่ือไมใหเครื่องจักรอุปกรณตาง ๆ ที่อยูภายในสถานที่ประกอบการเกิดการผุกรอนหรือถูก ทําลาย ง. เพ่ือรักษาสิ่งแวดลอมในสถานที่ประกอบอาหารใหมีความสะอาดเปนการสงเสริมใหเกิดสุข วทิ ยาสวนบคุ คลทด่ี ขี องผปู ฏิบัตงิ านอยูภายในสถานทีด่ งั กลาว 4.4.3 การบําบัดและการกําจัดของเสีย การประกอบอาหารมักจะตองเกิดของเสียไมวาจะเปน ของเสียที่อยูในรูปกลิ่น ซ่ึงมาจากการ ทอด ตม ปง อบ จึงจําเปนตองทําการควบคุมและปองกันอาจ ดวยการใชการระบายอากาศ ของเสียอาจเกิดในรูปของของเหลวไดแก น้ําเสียจากการประกอบ อาหาร น้ําเสยี จากการลา งวตั ถุดิบ นา้ํ เสยี จากการลางอปุ กรณเคร่ืองมือเคร่ืองใชหรือภาชนะใสอาหาร จงึ จําเปน ท่ีจะตอ งมกี ารบําบัดและกําจัด 4.5 การควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ ผลิตภัณฑอาหารและสารปรุงแตงการควบคุมคุณภาพ ของวัตถุดิบ ผลิตภัณฑอาหารหรืออาหารท่ีผานการปรุงเพ่ือการบริโภครวมถึงสารปรุงแตงท่ีจะ นํามาใชในการประกอบอาหารมีความสําคัญตอคุณภาพของอาหารเปนอยางมาก ซึ่งคุณภาพของ อาหารน้ันตองมีการเลือกวัตถุดิบและสารปรุงแตงที่มีคุณภาพและทําการควบคุมไมใหเกิดการเสีย คณุ คา หรอื ไมใ หเกดิ การปนเปอ นกอนทีจ่ ะนํามาใช เม่อื นาํ สารปรงุ แตงและวัตถุดิบท่ีมีคุณภาพมาใชใน การประกอบอาหารดวยกรรมวิธีท่ีถูกตอง เหมาะสมและมีการปองกันการปนเปอนในระหวางการ ประกอบอาหารเปน อยางดีแลวจะทําใหอาหารท่ีปรุงหรือผลิตเสร็จเรียบรอยแลวมีคุณภาพดี แตถานํา อาหารที่ประกอบเสรจ็ เรียบรอ ยแลว ใช บริโภคทันทีดวยการใสในภาชนะที่สะอาดปราศเชื้อโรคและสารพิษก็ยอมท่ีจะทําใหเกิด ประโยชน แตหากนํามาเก็บรักษาไวเพื่อรอการบริโภคในระยะเวลาหน่ึงจําเปนที่จะตองทําการเก็บ รักษาไวใหเ กิดความสะอาดและปลอดภัยจนกวา ทจี่ ะนาํ มาใชในการบริโภค 4.6 สุขวิทยาสวนบุคคล แหลงของการปนเปอนท่ีสําคัญท่ีจะทําการแพรกระจายโรคผานทาง อาหารสุขวิทยาสวนบุคคล ( hygiene ) หมายถึงคนท่ีมีความสะอาด มีพฤติกรรมท่ีสะอาด และมี สุขภาพอนามัยดี 4.6.1 ความสะอาดสวนบุคคล ( Personal Cleanliness ) ความสะอาดสวนบุคคล หมายถึง การแตงกายดวยเสือ้ ผาหรอื เครื่องแตงกาย และมีรางกายท่ีสะอาด ผูท่ีจะประกอบอาหารหรือมีสวนที่

มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 92 จะตองสัมผัสอาหารควรจะตองแตงกายใหสะอาดอยูเสมอและรักษารางกายใหสะอาดปราศจากสิ่ง สกปรกเปรอะเปอ นใด ๆ จึงควรมีผาคลมุ ผมและผาปดปากทีส่ ะอาด 4.6.2 พฤติกรรมทส่ี ะอาด ( Personal Hygiene Habit ) พฤติกรรมทจ่ี ําเปนจะตองฝกปฏิบัติ ใหเ กดิ ความเคยชินมดี ังน้ี ก. การลางมือใหสะอาด ในหลายกรณีไดแ ก - การลางมือใหสะอาดดวยสบูและนํ้าอุนกอนทํางานและหลังจากเสร็จสิ้นการทํางานในแตละ ครัง้ - การลางมือซ้ําหลังจากที่มือไดสัมผัสกับสิ่งสกปรกในระหวางการทํางาน เชน เมื่อสัมผัสกับ วัตถุดิบ การดมื่ น้ําหรอื อาหารอน่ื ๆ การสูบบหุ รี่ การสั่งนํา้ มกู การเขา หองนา้ํ ข. ในขณะปฏิบัติงานควรหลีกเล่ียงพฤติกรรมท่ีจะทําใหเกิดความไมสะอาดเรียบรอย เชน การ แคะจมูกหรอื ปาก การหวีผม การสูบบหุ ร่ี การสัง่ น้ํามูก ค. ตองพยายามไมใชมือสัมผัสอาหาร ควรใชเคร่ืองมืออุปกรณท่ีสะอาดในการจับตองหรือ สัมผสั อาหาร เชน การใชชอน สอม คีม เครื่องหั่น กระดาษฟรอยด หรือพลาสตกิ ง. การไอหรือจามตองระมัดระวังดวยการใชผาปดปากและลางมือใหสะอาดและถาเปนไปได ควรจะออกไปไอหรอื จามใหหางจากบรเิ วณท่จี ะตอ งใชใ นการสัมผัสอาหาร 4.6.3 สุขภาพอนามัยของผูท่ีจะตองสัมผัสอาหาร ผูท่ีจะตองสัมผัสอาหารจะตองกระทําตนให เปนผูท่มี ีสขุ ภาพดอี ยเู สมอ ถา หากเกดิ การเจบ็ ปว ยดว ยโรคติดตอซึ่งอาจแพรกระจายโรคสูอาหารหรือ หากทราบวาจะเปนพาหะนําโรคจะตองไมปฏิบัติงานในบริเวณที่ผลิตอาหารหรือสัมผัสกับอาหารโดย เด็ดขาด เชน เปน แผลหนอง ถกู นา้ํ รอ นลวก ทอ งเสีย เจ็บคอ โรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคดีซาน ควรใหมีการตรวจสุขภาพผูท่ีจะตองสัมผัสอาหาร ถาเปนผูท่ีตองปฏิบัติงานในรานอาหารหรือโรงงาน อุตสาหกรรมอาหารจะตองมีการตรวจสุขภาพกอนท่ีจะใหทํางาน และใหมีการตรวจเปนระยะใน ระหวางปฏิบัติงาน เชน ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ป หากพบวาเกิดการเจ็บปวยดวยโรคติดตอจะตอง ไดรับการรกั ษาใหหายกอ นจงึ คอ ยใหม าปฏิบตั ิหนา ทด่ี งั เดมิ คาํ ถามทายบท 1. จงบอกหลักการสขุ าภบิ าลอาหาร 2. จงอธิบายสขุ วิทยาสวนบคุ คล 3. จงอธิบายสารพิษทีพ่ บไดตามธรรมชาติ 4. จงยกตัวอยางเชอื้ ปนเปอนในอาหารมาจํานวน 3 ตวั อยา ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook