มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 43 1.7.4 ยุงพาหะโรคเทาชา ง มีแหลงเพาะพันธุตามปาพรุแหลงน้ําที่มีพืชนํ้าฉะนั้นการจัดการกับแหลงเพาะพันธุทําไดโดย กลบถมหรือทําลายวชั พืช 1.8 การจดั การโดยชีววธิ ี การนําสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติมาควบคุมยุงพาหะใหไดผลนั้น ตองมีปริมาณมากพอที่จะ ควบคุมประชากรยุงพาหะไดสามารถหาไดในทองถิ่น และไมเปนอันตรายตอสูงมีชีวิตอื่นตลอดจน สง่ิ แวดลอ ม เชน การใหป ลากนิ ลกู นํ้าการจัดการโดยใชต ัวหา เช้ือรา แบคทีเรีย หรือโปรโตซัว เปนตน 1.9 การจัดการโดยวิธที ํางพันธกุ รรม เชน การทาํ ใหโ ครโมโซมของยงุ พาหะเปลี่ยนไปจนไมสามารถนําเชื้อไดการทําใหยุงเปนหมัน โดยใชก มั มันตรงั สหี รือใชวตั ถุอนั ตราย เปน ตน 1.10 การจัดการโดยใชส ารเคมี การใชมาตรการควบคุมโดยใชสารเคมีน้ีจะตองมีการวางแผนอยางรัดกุมโดยอาศัยความรู ทางชีวนิสัยของยุงพาหะระบาดวิทยาของโรค ความเปนพิษของสารเคมีที่นํามาใชเน่ืองจากสารเคมีที่ นํามาใชในทางสาธารณสขุ แลว มปี ลอดภัยน้นั มจี ํานวนไมมากนัก โดยเฉพาะอยางยิ่งสารเคมีที่นํามาใช พน ชนิดทม่ี ีฤทธ์ิตกคา งหรอื นํามาใชต ิดตอ กนั ้เี ปนระยะเวลายาวนานทางการเกษตรเพราะอาจทําใหยุง พาหะเกิดความตานทานตอ สารเคมนี ้ันไดด งั น้ัน การควบคุมยุงพาหะโดยการใชวัตถุอันตรายจึงควรใช รวมกบั มาตรการอืน่ ดวย 1.10.1 สารจากธรรมชาติ (natural products) เชน สารไพรีทรินสซึ่งสกัดจํากัดอก เบญจมาศ สารนโิ คตนิ จากใบยาสูบ สารสกัดจากสะเดา (Neem) โลต๊ิน (Rotenone) เปน ตน 1.10.2 การใชสารกําจัดลูกน้ํา (larvicides) เชน ทีมีฟอส (temephos) เฟนไธออน (fenthion) คลอรไพรีฟอส (chlorpyrifos) เปนตน temephos1%เคลื่อนทราย (sand granules) หรือเคล่ือบซีโอไลท (zeolite granules) ความเขมขนท่ีแนะนําใหใช 1 พีพีเอ็ม ในนํ้า (10 กรัมในนํ้า 100 ลิตร) มีฤทธ์กิ ําจดั ลูกนาํ้ ยงุ ลายได 8-20 สปั ดาห ขน้ึ กับพฤตกิ รรมการใชน้ํา 1.10.3 การใชสารกาํ จัดยุง ที่ผานการขนึ้ ทะเบยี นกับสํานักงานคณะกรรมกสารและยา ไดแก กลุมไพรีทรอยดสังเคราะห (synthetic pyrethroids) เชน เดลตาเมทริน (deltamethrin) เพอรเ มทริน (permethrin) แลมปด า-ไซฮาโลทรนิ (lambda-cyhalothrin) เปนตน กลุมออรการโนคลอรีน (organochlorine compounds) เชนิดีดีท่ี (DDT) แตปจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขไดประกาศใหเปนวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งหามผลิต นําเขา สงออกและมีไวใน ครอบครองแลว กลุมออรการโนฟอสเฟต (organophosphate compounds) เชน เฟนนิโทร ไธออน (fenitrothion) มาลาไธออน (malathion) ไดคลอรว อส (dichlorvos) เปน ตน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 44 กลุมคารบาเมต (carbamate compounds) เชน โพรพ็อกซัวร (propoxur) เบนดิโอ คารบ (bendiocarb) 2. แมลงวนั (Flies) แมลงวันจดั อยใู นอนั ดับ Diptera (Di = สอง ptera = ปก) เปนแมลงท่ีมีลําตัวขนาดเล็กถึงปาน กลาง มีปก 1 คู แมลงวันมีประมาณ 6,000 ชนิด และเปนแมลงชนิดหนึ่งที่กอใหเกิดปญหากบัคน มากมาย โดยกอใหเกิดความรําคาญแกคนและสัตวแมลงวันบานสามารถนําโรคโดยมีเชื้อโรคติดไปกับ สวนตาง ๆ ของรางกาย เชน ปาก ขา และขน เช้ือโรคจะถูกถายทอดไปในขณะท่ีแมลงวันตอมอาหาร เม่ือคนรับประทานอาหารท่ีมีแมลงวันตอมเขาไปอาจจะกอใหเกิดโรคตาง ๆ หลายชนิด เชน โรคระบบ ทางเดินอาหาร ไดแก ทองรวงอยางรุนแรง ไทฟอยด พาราไทฟอยดอหิวาตกโรค อาหารเปนพิษ นอกจากนี้อาจกอใหเกิดโรคโปลิโอและโรคไวรัสอ่ืน ๆเชน โรคริดสีดวงตา เยื่อบุตาอักเสบและตาแดง แมลงวันบางชนิดไชเขาทางผิวหนังของคนและสัตวกอใหเกิดการอักเสบของผิวหนังและเปนแผลเนา ไดแกแมลงวันหัวเขียวและแมลงวันหลังลายบางชนิด นอกจากปญหาของแมลงวันดังท่ีกลาวมาแลวน้ัน ยังพบวา แหลง เพาะพันธุของแมลงวันมักมีกลิ่นเหม็นรบกวน ทําลายทัศนียภาพอันสวยงาม และมีผลตอ ความเปน อยขู องคนและสัตว 2.1 แมลงวนั บา น (House flies) แมลงวันบานจัดอยูใน Family Muscidae มีชื่อวิทยาศาสตรวา Musca domestica และมีชื่อ สามัญวา Common house fly เปนแมลงวันที่มีการแพรกระจายทั่วโลกทั้งเขตรอนเขตอบอุน รวมท้ัง เขตหนาวบางพื้นท่ีจัดวาเปนแมลงวันที่มีความใกลชิดกับคนและมีความสําคัญมากท่ีสุดท่ีเปนปญหาทาง สาธารณสุขและปศุสัตว แมลงวันบานมีความสําคัญทางการแพทยและสัตวแพทยโดยเปนพาหะนําเช้ือท่ี กอใหเกิดโรคหลายชนิด เชน เช้ือแบคทีเรียนอกจากนี้ยังเปนตัวนําไขพยาธิชนิดตาง ๆ และเปนโฮสต ก่งึ กลางของพยาธติ วั กลมหลายชนิดในสัตว ภาพท่ี 4.2 แมลงวนั บาน (House flies) ทมี่ า : http://westexpestmanagement.com/house-fly/
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 45 แมลงวันบานตัวผูมีความยาว 5.6-6.5 มิลลิเมตร และตัวเมียมีความยาว 6.5-7.5 มิลลิเมตร ลําตวั ของแมลงวนั ไมม ีสสี ะทอนแสง มสี นี ้าํ ตาลออ นจนถงึ สเี ขม พบแพรกระจายอยางกวางขวางในทุก จังหวัดของประเทศไทย พบมากในชวงฤดูรอน ในคอกสัตวท่ีมีอาหารตกหลนบนพ้ืน และมีกอง อุจจาระสัตวบริเวณใกลคอกจะพบแมลงวันจํานวนมาก เชน คอกสุกรและคอกไก แมลงวันเหลาน้ีจะ รบกวนสัตวตลอดเวลา ทําใหสัตวพักผอนไมไดเต็มที่และกินอาหารลดลงซ่ึงอาจเปนผลทําใหผลผลิต จากสัตวล ดลงดว ย 2.2.1 วงจรชีวติ (Life cycle) แมลงวันบานมวี งจรชีวิต 4 ระยะคือระยะไข ระยะตวั หนอน ระยะดักแดแ ละระยะตัวเต็มวยั ระยะไข แมลงวันบานจะวางไขบนส่ิงขับถาย มูลสัตวสิ่งปฏิกูลท่ีมีความช้ืนสูง ไขมีรูปราง คอนขางเรียวยาวคลายกลวยหอม (banana shape) มีขนาดเล็กยาวประมาณ 1.0 - 1.2 มิลลิเมตร สี ขาวขุน หรือสีครีม ระยะไขตองการความชื้นประมาณ 90 % ระยะเวลาของการเจริญจากไขไปเปนตัว หนอนขน้ึ อยูกบั อาหารและอุณหภูมิไขจะฟกภายใน 6-12 ชัว่ โมง ระยะตัวหนอน ระยะตวั หนอนมี 3 ระยะ ตัวหนอนมีลักษณะทรงกลมยาวคลายเม็ดขาวสาร หัว คอนขางแบน สวนทายจะกลม ไมมีระยางคตัวหนอนระยะท่ี 1 จนถึงระยะท่ี 3 จะมีลําตัวคอนขางใส กอนที่จะเขาระยะดักแดจะมีสีขาวหรือสีเหลืองเล็กนอย ตัวหนอนระยะทายของระยะท่ี 3 อาจเรียกวา prepupae ตัวหนอนจะมีปากที่มีอวัยวะคลายตะขอเรียกวา mouth hook ทําหนาที่ในการกินอาหาร และการเคลื่อนยายตวั หนอน ระยะท่ี 1, 2 และระยะท่ี 3 ตอนตน เปนระยะตัวหนอนท่ีกินอาหารท่ีอยูใน ธรรมชาติไดแก แบคทีเรียยีสตและเศษสิ่งปฏิกูลที่มีโปรตีนและวิตามิน อุณหภูมิท่ีเหมาะสมตอการ เจริญเติบโตประมาณ 35 องศาเซลเซียส และตองการความชื้นสูงมาก ตัวหนอนระยะท่ี 1 ตองการ ความช้ืนสูงกวา 97 % ตัวหนอนเหลาน้ีจะไมชอบแสงและจะอยูรวมกันเปนกลุมกอน ตัวหนอนระยะที่ 3 ชวงปลายจะหยุดกินอาหารและเปลี่ยนไปเปนระยะกอนเขาดักแดตัวหนอนระยะน้ีไมชอบกล่ินเหม็น และตองการความแหง จะเคลอื่ นตวั ข้นึ สพู ืน้ ผิวอาหารที่มีความแหงและจะเขาสูระยะดักแด ระยะดักแด เมอ่ื ตวั หนอนระยะที่ 3 เจรญิ เตม็ ที่แลวจะกลายเปนดักแดดักแดที่เจริญเต็มที่แลวมี ความยาว 6-8 มลิ ลิเมตร มีลักษณะคลายถังเบียร (barrel-shape) ระยะแรกดักแดจะมีสีเหลืองครีม แต เมอ่ื แหงจะกลายเปนสีแดงและในท่สี ดุ จะมสี นี ้ําตาลเขม ชวงระยะดกั แดน านประมาณ 14-28 วนั ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยของแมลงวันออกจํากัดกแดโดยการดนออกท่ีปลายดานหนาของ ดกั แดดว ยอวยั วะทเ่ี รยี กวา ptilinal sac อวัยวะดังกลาวจะบวมขยายออก ความดันของถุงนี้จะทําใหเกิด รอยแยกตามแนวนอนรอบ ๆ ถุงดักแดที่ระดับของปลองที่ 5 ของผิวตัวหนอน เดิมถาแมลงตัวเต็มวัยโผล ออกมาจากถุงดักแดในกองปุยระดับท่ีลึก ๆ แมลงจะไชผานข้ึนมาท่ีผิวของกองปุย โดยการพองตัวและ หดตัวของ ptilinal sac
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 46 แหลงเพาะพนั ธุ (Breeding sites) แหลงเพาะพันธุข องแมลงวนั บา นสามารถแบง ออกไดดังนี้ 1. มูลสัตวแมลงวันบานจะวางไขในมูลสัตวตางชนิดกันในแตละภูมิภาค มูลวัวเปนแหลงวางไขท่ี สําคัญในหลายภูมิภาคของโลก นอกจากน้ียังมีมูลสัตวอื่น ๆ ท่ีเปนแหลงเพาะพันธุ ไดแก ลา แพะ แกะ กระตาย กระบืออูฐ ในประเทศไทยแหลงเพาะพันธุท่ีดีของแมลงวันบานคือมูลสุกร และมลู ไก 2. เศษอาหารและส่ิงปฏิกูลจากกรรมวิธีการผลิตอาหาร เชน เปลือกผลไมบางชนิดนอกจากนี้ดินท่ี เปยกดวยเศษอาหารกส็ ามารถเปน แหลงเพาะพันธุได 3. อินทรยี วัตถอุ ่นื ๆ ไดแก ปลาปน กระดูกปน กากจากการสกดั นํ้ามันพืชบางชนิด 4. ทอ ระบายนาํ้ โสโครกจากบอบําบัดน้ําเสีย นิเวศวทิ ยาของตวั เต็มวัย (Ecology of adult flies) ความเขาใจเกีย่ วกับในเรอื่ งนิเวศวทิ ยาของแมลงวันบานจะชวยใหทราบบทบาทของแมลงวันใน การเปนพาหะของโรคและการวางแผนควบคุมโรคไดถูกตองดังน้ี • แหลงเกาะพัก (Resting places) การเกาะพักในตอนกลางวัน ถาแหลงอาหารไมสมบูรณ แมลงวนั บา นจะเกาะพกับนพน้ื ผนัง เพดานหอง สวนนอกบานจะเปนร้ัว บันไดขยะกระปอง ราวตากผา กอหญา และวัชพืช แตโดยท่ัวไปการเกาะพักจะอยูใกลแหลงอาหาร เชนบริเวณ แหลงกําจดั ขยะมูลฝอยที่ไมถูกสุขลักษณะ สวนการเกาะพักในตอนกลางคืน แหลงเกาะพักที่ มกั พบแมลงวันบาน คือเพดาน ถาอุณหภูมิสูงจะเกาะบริเวณรั้ว ราวตากผา สายไฟฟา เชือก วัชพชื กอหญา ซ่ึงแหลง เกาะพักในเวลากลางคนื จะเปน บริเวณเดียวกบั ตอนกลางวนั • ความชุกชุม (Fluctuation) ความชุกชุมของแมลงวันขึ้นอยูกับความสมบูรณของแหลง เพาะพันธุและความสามารถในการขยายพันธุนุอกจากนี้อุณหภูมิความช้ืนและแสงสวาง ก็เปน ปจจัยที่สําคัญเชนกัน ความหนาแนนของแมลงวันบานสูงสุดในชวงอุณหภูมิ 20 – 25 องศา เซลเซียส และจะไมพบแมลงวันบานที่อุณหภูมิสูงกวา 45 องศาเซลเซียส และตํ่ากวา 10 องศา เซลเซยี ส • พฤติกรรมและการแพรกระจาย (Behavior and distribution) โดยท่ัวไปแมลงวันบานจะอยู ใกลแหลงอาหารและแหลงเพาะพันธุแมลงวันบานมีการเคล่ือนไหวตัวตลอดเวลาท้ังน้ีข้ึนอยูกับ อุณหภูมิความชื้น กระแสลม แสง และสีแมลงวันบานจะเกาะพักท่ีอุณหภูมิ 35-40 องศา เซลเซียส สวนพฤติกรรมการวางไข การผสัมพันธการกินอาหาร และการบินจะหยุดกิจกรรมที่ อุณหภูมิตํ่ากวา 15 องศาเซลเซียส แมลงวันบานจะมีการเคลื่อนไหวบริเวณที่มีความชื้นตํ่า บริเวณท่ีมีอุณหภูมิสูงกวา 20องศาเซลเซียส แมลงวันบานจะเกาะพักบริเวณนอกบาน หรือท่ีมี รมเงาท่ีอยูใกลบ ริเวณท่โี ลงแจง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 47 2.2 แมลงวันหัวเขยี ว (Blow flies) แมลงวันหัวเขยี ว Chrysomya megacephala แมลงวนั หัวเขียวชนดิ น้จี ัดอยใู น Subfamily Chrysomyinae พบวามีการแพรกระจายท่ัวไปใน แถบตะวนั ออกและออสเตรเลีย ไมพบในเขตแอฟริกา เปนแมลงวันหัวเขียวที่พบมากท่ีสุดในประเทศไทย แมลงวนั ชนิดนจ้ี ะมขี นาดใหญ ลาํ ตวั มขี นาดใหญป ระมาณ 8-12 มิลลเิ มตรลําตัวมนั วาวสีนํา้ เงนิ เขียว 2.2.1 วงจรชวี ิต (Life cycle) ไขแมลงวันหัวเขียวจะฟกเปนตัวหนอนภายในระยะเวลา 9-10 ช่ัวโมง ที่อุณหภูมิ 24-28 องศา เซลเซียส และสามารถวางไขไ ดประมาณ 254 ฟอง ตัวหนอนจะเจริญไดดีในอาหารเหลว โดยมีรายงานวา อาหารทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพดีท่ีสุดในการ เพาะเล้ียงตัวหนอนของแมลงวันชนิดน้ีคืออุจจาระเหลว ตัวหนอนจะอยูรวมกันเปนกลุมบริเวณ สวนบนของอาหารเนื่องจากตองการอากาศสําหรับการหายใจ ตัวหนอนของแมลงวันชนิดนี้จะพบมากใน มูลของสัตวท่ีกินเน้ือ สวนมูลของสัตวที่กินพืชจะพบนอยมาก เชน มา โค กระบือเมื่อตัวหนอนเจริญ เต็มทแี่ ลว มันจะหาบรเิ วณท่แี หงเพื่อเขาสูระยะดักแดและในที่สดุ เขาสรู ะยะตัวเต็มวัย พฤติกรรมการกินอาหาร (Feeding behavior) แมลงวันหัวเขียวจะพบมากบริเวณแหลง อาหารที่มีโปรตีนสูง เชน โรงฆาสัตวแหลงขายปลา ขายเนื้อสัตวโดยจะดูดกินบนเน้ือสัตวและปลา นอกจากนี้ยังพบบริเวณกองขยะหลังตลาด แหลงกําจัดขยะมูลฝอยท่ีมีความชื้นสูง เศษอาหารและผลไม ท่ีมีรสหวาน พฤติกรรมและการแพรกระจาย (Behavior and distribution) แมลงวันหัวเขียวชนิดน้ีพบ แพรก ระจายทวั่ ไปตามแหลงอาหารและแหลง เพาะพนั ธทุ ่ีมีความชื้นสูงกวาแมลงวันบานความยืนยาวของ อายุข้ึนอยูกับอุณหภูมิและความชื้น ในธรรมชาติแมลงวันหัวเขียวชนิดน้ีจะวางไขในอุจจาระคน นอกจากนี้ยังชอบวางไขในซากสัตวท่ีตายแลว สวนในหองปฏิบัติการตัวเต็มวัยที่ออกจากดักแดแลว 8-9 วัน จะเร่มิ วางไขในชวงเวลาบา ยมากกวา ชวงเวลาอื่น 2.3 แมลงวนั หลงั ลาย (Flesh flies) แมลงวันหลังลายเปนแมลงวันท่ีจัดอยูใน Family Sarcophagidae มีขนาดกลางจนถึงใหญ โดยท่ัวไปมีขนาดใหญกวาแมลงวันบานและแมลงวันหัวเขียว ลําตัวมีสีเทาเขมหรือสีเทาออน สาเหตุท่ี เรียกวาแมลงวันหลังลายเนื่องจากปลองทองดานบนมีลายคลายตาหมากรุก แมลงวันหลังลายบางคร้ัง ออกลูกเปนตัวออน โดยอาจจะวางตัวออนในบาดแผล ตัวออนของแมลงวันพวกนี้เจริญในบาดแผล บาง ชนิดวางตวั ออนในเนื้อสัตวที่กําลงั เนา หรอื วางตัวออนในสิ่งเนาเปอยผุพังอ่ืน ๆ ตัวออนแมลงวันหลังลาย หลายชนิดเปนสาเหตุของโรค myiasis ของคนและสัตวเลี้ยง นอกจากนี้ยังเปนปรสิตภายนอกรางกาย ของสัตวม ีกระดกู สันหลงั หลายชนิด
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 48 2.4 แมลงวัน Parasarcophaga ruficornis เปน แมลงวันหลงั ลายท่ีพบกระจายทว่ั ไปในประเทศไทย แตม ีความหนาแนนต่ําชวี วทิ ยา 2.4.1 วงจรชีวิต (Life cycle) ไดมีรายงานการศึกษาในหองเลี้ยงแมลงดวยอาหารผสมและเนื้อวัวสดแชนํ้าท่ีอุณหภูมิ27±4 องศาเซลเซียส ความช้ืนสัมพัทธ 78±4 พบวาใน 1 วัน แมลงวันหลังลายชนิดนี้จะวางไข 1 ครั้งหรือไม วางไขเ ลย จํานวนไขในแตละครั้ง 3-36 ฟอง และบางคร้ังออกลูกเปนตัว (larviparous) จํานวน 3-11 ตัว ตอ คร้ัง อุณหภูมิจะมีผลตอน้ําหนักของแมลงวัน พบวา ถาอุณหภูมิสูงหรือต่ําเกินไป จะทําใหนํ้าหนัก ของดักแดและตัวเต็มวัยนอยลงและที่อุณหภูมิสูงหรือตํ่าเกินไปจะทําใหแมลงวันหลังลาย P. ruficornis ตายมากขนึ้ สวนอุณหภูมิท่ีเหมาะสมตอการเจรญิ เตบิ โตคือ 22-28 องศาเซลเซยี ส พฤติกรรมการกินอาหาร (Feeding behavior) แมลงวันหลังลายแตละชนิดจะกินอาหาร แตกตางกันไป บางชนิดชอบกินตามมูลสัตวและซากสัตวเนาเปอย หรือระยะที่มีอาหารเนาเปอย บาง ชนิดชอบกินเนื้อสัตวบางชนิดชอบอาหารท่ีมีรสหวาน และบางชนิด ชอบอาหารทะเลหรือผูลไมตากแหง สําหรับแมลงวันหลังลาย P. ruficornis พบวา หากินตามมูลคนและสัตวซากสัตวรวมทั้งอาหารตากแหง และชอบดดู กินนํ้าหวานจากเกสรดอกไม 2.5 ความสําคญั ทางการแพทยแ ละสาธารณสขุ แมลงวันเปนแมลงท่ีมีความสําคัญทางการแพทยและสาธารณสุข แมลงวันแตละชนิดกอใหเกิด ปญหาอยางมาก โดยเปนพาหะนําเชื้อโรคจากแหลงตาง ๆ มาสูคน และสัตวโดยตรงนอกจากนี้ยัง กอใหเกดิ ความรําคาญอีกดว ย แมลงวนั เปน พาหะนําโรค เน่ืองจากแมลงวนั มีนิสัยชอบกินอาหารตามแหลงสกปรก เชื้อโรคตาง ๆ จึงติดตามขาและลําตัว ของแมลงวัน เม่ือแมลงวันบินไปตอมอาหารท่ีคนและสัตวกิน เช้ือโรคเหลาน้ันก็จะลงไปอยูในอาหาร นอกจากน้ีแมลงวันมีนิสัยชอบถาย และสารอกของเหลวออกมาเวลากินอาหารเชื้อโรคที่อยูในระบบ ทางเดนิ อาหารของแมลงวันจึงถูกถายทอดลงสอู าหาร แมลงวันเปน พาหะนาํ โรค ดังน้ี 1. โรคทีเ่ กดิ จากแบคทีเรียไดแก • บดิ (Shigellosis) ไดแ ก บดิ ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื แบคทีเรยี Shigella sp. • ไขรากสาด (Salmonellosis) ไดแก ไขไทฟอยดพาราไทฟอยดซ่ึงเกิดจากเชื้อ แบคทีเรยี Salmonella • อหวิ าตกโรค (Cholera) ไดแ ก เช้ือแบคทีเรยี Vibrio cholerae • อาหารเปน พษิ (Food poisoning) ซง่ึ เกิดจากอาหารมีเช้ือปนเปอน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 49 • 2. โรคท่ีเกดิ จากโปรโตซัว • บดิ มตี ัว (Amoebic dysentery) ไดแก เชอ้ื Entamoeba histolytica 3. หนอนพยาธิ แมลงวันสามารถนําไขของหนอนพยาธิไดหลายชนิด ไดแก พยาธิเสนดาย (Enterobius) พยาธิตัวกลม (Ascaris) พยาธิปากขอ (Ancylostoma) เปนตน 4. ไวรสั (Virus) แมลงวันสามารถนําไวรสั ที่ทาํ ใหเ กิดโรคโปลโิ อ (Poliomyelitis) 5. โรคผวิ หนงั และแผลเรือ้ รัง แมลงวันชอบบินเกาะตามแผลสามารถนําเช้ือไปได เชน โรคคดุ ทะราด โรคเร้ือน การควบคมุ 1. การควบคุมโดยวธิ ีการสุขวทิ ยาและสุขาภิบาลสิ่งแวดลอ ม วิธนี ้จี ัดเปน วิธกี ารกาํ จดั แมลงวันทีม่ ีประสิทธิภาพดีทส่ี ุด ซึ่งทาํ ไดด งั นี้ 1.1 การกําจดั และลดแหลงเพาะพันธุแมลงวัน ขยะตามบานเรือน นํามาใสถังขยะตองปดฝาใหมิดชิด เพ่ือปองกันแมลงวันและนําขยะไปฝง หรือเผาอยางสม่ําเสมอ สัปดาหละไมนอยกวา 2 คร้ัง ขยะรวมของชุมชนนอกเขตเมืองควรจัดเก็บอยาง สม่ําเสมอ นําไปฝงหรือเผาในท่ีที่เหมาะสม สําหรับมูลสัตวตาง ๆ ควรใหมีการนําไปใชประโยชนใหมาก ท่ีสดุ คอื นาํ ไปทําอตุ สาหกรรมปยุ คอก นาํ ไปกลบฝงใตต น ไมเพื่อใชเปนปุย 1. การใหสขุ ศึกษา และการใหชุมชนรับผดิ ชอบดา นสุขาภบิ าลสิง่ แวดลอม • การจัดทําโครงการใหความรูแกเด็กนักเรียน สถานศึกษา สถานบริการและสถาน ประกอบการรานคา รา นอาหาร • จัดทําโปสเตอรแผนพับและสื่อสุขศึกษาทุกรูปแบบ รวมทั้งวิทยุ โทรทัศนและหอ กระจายขา วในหมบู าน • อบรมผูป ระกอบอาหาร ใหไดร บั ความรอู ยางถูกตอง 2. การควบคุมโดยการใชสารเคมีควบคมุ แมลงวนั สารเคมที ่ีจะนาํ มาใชใ นการควบคุมแมลงวัน ควรมคี ณุ สมบัตดิ ังนี้ 1. ควรมปี ระสิทธิภาพในการกําจัดแมลงวันไดสูง ใชปริมาณนอยและแมลงวันสามารถสราง ความตานทานไดยาก 2. ควรจะมฤี ทธ์ิคงทนไดยาวนานในสภาพธรรมชาติและไมสลายตัวเรว็ เกินไป 3. มีความปลอดภัยตอ คน สัตวแ ละสิ่งมชี วี ิตอน่ื ๆ หากส่ิงมีชีวิตดงกลาวไดรับสารเคมีเขาไป ในรา งกาย จะสามารถยอยสลาย หรือขับถายออกนอกรางกายไดโดยเร็วไมเกิดการสะสม ในเนอ้ื เยอ่ื ไขมัน หรือน้ํานม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 50 4. สามารถยอยสลายไดโ ดยจลุ นิ ทรียใ นสภาพธรรมชาติไมต กคา งในสภาพแวดลอมยาวนาน 5. ควรสะดวกตอ การใชงาน ไมจ าํ เปนตองใชเ ครื่องมือทส่ี ลบั ซับซอน 6. ไมค วรมฤี ทธกิ์ ัดกรอน จนเกดิ ความเสยี หายตอเครื่องมือ 7. ราคาถกู และคุมคาตอการนําไปใช 2. แมลงสาบ (Cockroaches) แมลงสาบมีการเจริญเติบโตเปนแบบไมสมบูรณ (incomplete metamorphosis) ซึ่งเปนการ เจริญเติบโตท่ีมีการเปล่ียนแปลงรูปรางและขนาดเพียงเล็กนอย วงจรชีวิต (life cycle) ประกอบดวย 3 ระยะ คือไข (egg), ตัวออน หรือตัวกลางวัย (nymph) และตัวเต็มวัย (adult) ซ่ึงตัวออนนี้จะมี ลกั ษณะคลายตัวเตม็ วัย โดยตัวออนระยะแรกท่ีออกจากไขจะยังไมมีปก เมื่อผานการลอกคราบ 2-3 ครั้ง จะเริ่มมีปกและอวัยวะสืบพันธุคอย ๆ เจริญเติบโตข้ึน จนเปนตัวเต็มวัยท่ีมีปกเจริญเต็มท่ีและอวัยวะ สบื พนั ธสุ มบูรณ ไขของแมลงสาบมีปลอกหุมเรียกวา ฝกไข (ootheca) มีลักษณะคลายเมล็ดถั่ว สวนมากมีสี น้ําตาลแดงจํานวนของไขในแตละฝกจะแตกตางกันในแตละชนิดของแมลงสาบ โดยทั่วไปจะมีประมาณ ฝกละ 16-30 ฟองแมลงสาบสามารถวางไขไดหลายชุด บางชนิดอาจจะวางเพียง 4-8 ชุด แตบางชนิด อาจวางไขไดมากถึง 90 ชุด แมลงสาบบางชนิดจะนําฝกไขติดตัวไปดวยจนไขใกลจะฟกจึงจะปลอยออก จากลาํ ตัว ลกั ษณะในการวางไขของแมลงสาบแตละชนิดจะแตกตางกัน สวนใหญแมลงสาบชอบวางไขใน ตูทึบ ลิ้นชัก หรือก่ีลองกระดาษ เปนตน นอกจากนี้ยังอาจวางไขอยูตามซอก หรือมุมหองซ่ึงบางครั้ง อาจจะวางไขติดกับฝาผนังหรือเฟอรนิเจอรตาง ๆไดดวย ไขของแมลงสาบจะฟกภายในระยะเวลา 1-3 เดือน ตวั ออนของแมลงสาบท่ฟี ก ออกจากไขใหม ๆ มสี ีขาวและไมมีปก เมื่อมีอายุได 3-4 สัปดาห ก็จะ มีการลอกคราบเกิดขึ้น ซึ่งการลอกคราบน้ีจะเกิดขึ้นอีกหลายคร้ังจนกระทั่งเปนตัวเต็มวัยจํานวนคร้ังใน การลอกคราบของตัวออนและระยะเวลาที่ใชในการเจริญเติบโตจนกระท่ังเปนตัวเต็มวัยน้ันแตกตางกัน ตามแตช นิดของแมลงสาบ แมลงสาบตัวเตม็ วัยมีลาํ ตัวแบนรีเปนรูปไข ความยาวของลําตัวตั้งแต 1 ซม. ถึง 8 ซม.มีสีตาง ๆ กันต้ังแตสีนํ้าตาลออนไปจนถึงดําบางชนิดอาจมีสีอ่ืนที่คอนขางแปลกตา เชน สีสมหรือสีเขียวก็ได โดยทวั่ ไปแมลงสาบตวั เมียจะอว นกวา ตัวผูหัวของแมลงสาบมีลักษณะคลายผลชมพู คือ ดานบนปานสวน ดานลางเรียวลง และสามารถเคล่ือนไหวไดอยางอิสระ สวนหัวจะติดกับสวนอกโดยมีสวนคอเล็ก ๆ เชื้อ มอยแู มลงสาบอาจมีปก หรือไมม ปี ก็กไดโ ดยปกติพวกที่มีปกเจริญดีจะมีปก 2 คู ปกคูแรกจะแข็งแรงกวา ปกคูหลัง ท้ังน้ีปกคูหลังซึ่งมีลักษณะเปนเยื่อบาง ๆ จะซอนทับอยูใตปกคูแรก ปกของแมลงสาบจะปก คลุมลําตัวไวเกือบท้ังหมด อยางไรก็ตามแมลงสาบบางชนิดอาจมีปกท่ีกุดสั้นก็ไดถึงแมวาแมลงสาบจะ สามารถบินไดก็ตามแตโดยท่ัวไปแลวมักเดิน หรือว่ิงมากกวา ทั้งนี้จะบินในกรณีท่ีถูกรบกวนเทานั้น แมลงสาบมีขา 3 คู ขาคูหนาเล็กกวาขาคูหลัง ขาของแมลงสาบน้ันมีลักษณะเปนขาสําหรับวิ่งจึงทําให
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 51 แมลงสาบวง่ิ ไดเ รว็ มาก แมลงสาบมีหนวดยาวเรียวแบบเสนดาย 1 คูซึ่งมีขนเล็ก ๆ จํานวนมากอยูรอบ ๆ หนวด ปากมลี กั ษณะเปน แบบกัดเค้ยี วแมลงสาบสามารถกินอาหารไดทุกชนิดไมวาจะเปนพืชหรือสัตวแต สวนมากชอบกินเศษอาหารประเภทแปงหรือนํ้าตาล ซากสัตวหรือแมลงท่ีตายแลว นํ้าลาย เสมหะ อุจจาระ กระดาษ หรอื แมแ ตผ า เปน ตน แมลงสาบ มีนสิ ัยชอบกินอาหารและถายอุจจาระออกมาตลอด ทางที่เดินผาน ชอบออกหากินในเวลากลางคืนและมักอยูรวมกันเปนกลุม แตก็มีแมลงสาบบางชนิดท่ี ออกหากนิ ในเวลากลางวัน แมลงสาบมแี หลงกําเนดิ อยูในเขตอบอนุ แตป จจุบันพบวามีการแพรกระจายไปท่ัวโลกซ่ึงอาจจะ ตดิ ไปกบั สนิ คาจาํ พวกหีบหอหรือลังไมท่ีขนสงไปทางเรือหรือรถบรรทุก อยางไรก็ตามยังคงพบแมลงสาบ ในภูมิภาคท่ีมีอากาศรอนมากกวาพ้ืนท่ีที่มีอากาศหนาวเย็น โดยทั่วไปแมลงสาบชอบอาศัยอยูตาม บานเรือน ทอระบายน้ํารานขายของชํารานอาหาร โรงพยาบาลหรือโรงแรม โกดังเก็บสินคาทาง การเกษตรหรอื กระดาษ เปนตน แมลงสาบชอบอาศยั อยใู นบริเวณท่มี ดื อบอุน และมีความชนื้ สงู 3.1 ความสําคัญทางการแพทยของแมลงสาบ แมลงสาบมีความสําคัญทางการแพทยและสาธารณสุขเน่ืองจากเปนพาหะสําคัญท่ีสามารถนํา เช้ือโรคตาง ๆ เชน ไวรัส แบคทีเรียเชื้อรา หรือโปรโตซัว ติดตอมาสูมนุษยไดโดยที่เชื้อโรคเหลาน้ีติดมา กับขาหรือลําตัวของแมลงสาบในขณะท่ีแมลงสาบออกหากินตามบริเวณที่สกปรก หรือการท่ีเชื้อโรค เหลานี้อาจถูกแมลงสาบกินเขาไปแลวไปสะสมอยูในระบบทางเดินอาหาร อาหารทําใหเช้ือโรคตาง ๆ ดังกลา วสามารถปนเปอนในอาหารหรือภาชนะท่ีแมลงสาบเดินผานไดดังนั้นกลไกในการแพรเชื้อโรคของ แมลงสาบจึงเกิดจากพฤติกรรมในการออกหาอาหารและการกินอาหารของแมลงสาบซ่ึงชอบหาอาหาร ตามสิ่งปฏิกูลและระหวางเดินจะสารอกและถายมูลไปตลอดทางโรคที่นําโดยแมลงสาบสวนใหญจึงเปน โรคท่ีเกี่ยวกับทางเดินอาหารเชน อุจจาระรวง บิด ไทฟอยดและอาหารเปนพิษ เปนตน อยางไรก็ตาม แมลงสาบ ยังสามารถเปนพาหะกอใหเกิดโรคอื่น ๆ ไดอีก เชน โรคเรื้อน กาฬโรค ตับอกเสับ หอบหืด ภมู ิแพหรอื แมแ ตโ รคผิวหนัง นอกจากน้ียังมีรายงานวาแมลงสาบสามารถเปนโฮสตก่ึงกลาง (intermediate host) ของพยาธิ ไดหลายชนิด เชน พยาธิปากขอ (Ancylostoma duodenale), พยาธิไสเดือนกลม (Ascaris lumbricoides), พยาธิตืดแคระ (Hymenolepis nana), พยาธิตืดวัว (Taenia saginata), พยาธิใบไม โลหติ (Schistosoma haematobium) เปน ตน 2.2 แมลงสาบที่พบไดในประเทศไทย 2.2.1 Periplaneta americana หรือแมลงสาบอเมริกัน (American cockroach) เปนแมลงสาบที่มีขนาดใหญท่ีสุดท่ีพบใน บานเรือน ลําตัวสีน้ําตาลแดงมันวาว บน pronotumมีจุดสีดําขนาดใหญ 2 จุด ลอมรอบดวยวงเสนสี เหลอื งซึง่ อาจเต็มวงหรอื มเี พียงครง่ึ วงก็ไดส วนรอบนอกสุดเปนวงสีดําหนวด เรียวและยาวกวาลําตัว ตัวผู
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 52 ยาว 33-40 มม. ตัวเมียยาว 30-35 มม.ทั้งสองเพศมีปกเจริญดีและยาวถึงปลายของสวนทอง ปกมีสี น้ําตาลแดงตลอดท้ังปกและไมมีแถบสีเหลืองที่ขอบปกแมลงสาบอเมริกัน้ีเปนแมลงสาบที่พบมากตามทอ ระบายนํ้าหองนํ้า ในครัว ตูกับขาวหองเก็บ ของ กลองกระดาษที่ใชเก็บวัสดุสิ่งของแมลงสาบอเมริกัน ตู หนังสือลนิ้ ชัก และใตฝ าเพดาน เปน ตน 2.2.2 Blattella germanica หรือแมลงสาบเยอรมนี (German cockroach) เปนแมลงสาบขนาดเล็ก มีหนวด เรียวและ ยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 11-13 มม. ตัวเมียยาว11-15 มม. ท้ังสองเพศมีปกเจริญดีปกอาจยาวหรือสั้นกวา สวนทองเล็กนอย มีแถบสีดําอยูระหวางตาทั้งสองขางลําตัวสีน้ําตาลซีด แตเปนประกาย ขามีสีออนกวา ลําตัวpronotumมีสีพื้นเปนสีน้ําตาลออนและมีแถบสีดํา 2 แถบ พาดขนานตามแนวยาวของลําตัวใน บานอาคารบานเรือนจะพบแมลงสาบเยอรมนีไดในครัวช้ันวางของ ล้ินชักซอกโตะ หรือกี่ลองเก็บของ เปน ตน 2.2.3 Periplaneta brunnea หรือ Large browncockroach เปนแมลงสาบที่มีขนาดเล็กกวาแมลงสาบอเมริกันเพียง เล็กนอย ลักษณะโดยทั่วไปก็คลายคลึงกับแมลงสาบอเมริกันแตลําตัวมีสีน้ําตาลแดงคลํ้าบน pronotum มีจุดสดี าํ ขนาดใหญ 2 จุด ลอมรอบดวยวงเสนสีเหลืองแตวงเสนสีเหลืองน้ีคอนขางพลามัวไมคอยชัดเจน เหมอื นของแมลงสาบอเมริกนั อาจเหน็ เ ปนเพียงรูปสอมอยูบนขอบหลังของ pronotum สวนรอบนอกสุด เปนวงสีดําหนวดเรียวและยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 30-37 มม. ตัวเมียยาว 28-35 มม.ทั้งสองเพศมีปก เจริญดีและยาวถึงปลายของสวนทองปกมีสีน้ําตาลแดงตลอดท้ังปกและไมมีแถบสีเหลืองที่ขอบปก โดยมากมกั พบแมลงสาบชนิดนี้ไดท ัว่ ไปในบานเรือนเชน เดียวกับแมลงสาบอเมรกิ นั 2.2.4 Neostylopyga rhombifolia หรือ harlequin cockroach ชาวบานบางพื้นท่ีเรียกแมลงสาบผีเปนแมลงสาบท่ีมีขนาด ปานกลางจนถึงขนาดใหญมีหนวดเรียวและยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 18-26 มม. ตัวเมีย ยาว 22-31 มม. ทั้งสองเพศไมมีปก เปนเพียงเกล็ดปกและมีเฉพาะปกหนา pronotum มี จุดสีดําขนาดใหญ 2 จุด รอบ ๆ สองจุดนี้เปนสีเหลือง สวนรอบนอกสุดของ pronotum เปน สีดําลําตัวเปนลวดลายสวยงามสีนํ้าตาล เขม หรือสีดําสลับกับสเี หลือง ในอาคารบา นเรือนจะพบแมลงสาบชนิดน้ีมากในกลองกระดาษหรือภาชนะ ทใ่ี ชเกบ็ วัสดสุ ่งิ ของตา ง ๆ นอกจากน้ยี งั พบไดใ นครวั ตกู บั ขาวหรอื ตเู กบ็ ของ 2.2.5 Supella longipalpa หรือ brown-banded cockroach เปนแมลงสาบขนาดเล็ก มีหนวดเรียวยาวกวาลําตัว ตัวผูยาว 12-14 มม. ตัวเมียยาว 9-13 มม. ท้ังสองเพศมีปกเจริญดีปกของตัวผูจะเรียวยาวปกคลุมสวน ทองทั้งหมดปกของตัวเมียจะสั้นและกลมกวาของตัวผูขอบปกหนามิแถบสีนํ้าตาล ออนพาดตามแนว ขวางสองแถบ ลําตัวมีสีน้ําตาลออนไปจนถึงสีน้ําตาลเขม pronotumมีสีดําเปนรูปคลายระฆังอยูตรง กลางขอบดานขางทั้งสองของ pronotum เปนสีดําเปนรูปคลายระฆังอยูตรงกลางขอบดานขางท้ังสอง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 53 ของ pronotum เปนสีขาวหรือน้ําตาลออน สวนมากจะพบแมลงสาบชนิดนี้ในบานไดตามกลองเก็บของ ตูเก็บเอกสาร ล้ินชัก ใตหรือหลังเฟอรนิเจอรบางคนจึงเรียกวาแมลงสาบเฟอรนิเจอร (furniture cockroach) ขาวหรือน้ําตาลออน สวนมากจะพบแมลงสาบชนิดน้ีในบานไดตามกลองเก็บของ ตูเก็บ เอกสาร ลิ้นชัก ใตห รือหลงั เฟอรน เิ จอรบางคนจึงเรียกวาแมลงสาบเฟอรนิเจอร (furniture cockroach) 3.3 การปอ งกนั กาํ จัดแมลงสาบ 3.3.1 การจดั การสภาพแวดลอม การรกั ษาความสะอาดภายในบริเวณบา น เชน หองนอน ครัว หองนํ้าและหองเก็บของ เปนหลัก สําคัญของการปองกันไมใหแมลงสาบเขามาอาศัยและแพรพันธุภายในบานปองกันไมใหแมลงสาบเขาสู บานโดยการปดหรืออุดชองโหวตาง ๆ บริเวณประตูหนาตางหรือรองแตกราวบนผนังตัวบาน รวมทั้งติด ตะแกรงตาขายบริเวณรูเปดสูทอระบายน้ําทิ้งในหองนํ้าหรือครัวหรือนอกบาน ภายในบานควรจัดเก็บ ขาวของตาง ๆ ใหเปนระเบียบเพ่ือไมใหเปนท่ีหลบซอนของแมลงสาบไดเก็บอาหารท้ังสดและแหงให มิดชิดและคอยระวังไมใหมีเศษอาหารตกหลนบนพื้นถังขยะตองมีฝาปดมิดชิดและควรหมั่นนําขยะไป กําจัดท้งิ อยางสมํา่ เสมอ 3.3.2 การควบคมุ โดยใชส ารเคมีหรืออุปกรณกาํ จดั แมลงตาง ๆ เมอื่ พบวา มแี มลงสาบอยูภายในบานจําเปนตองรีบควบคุมกําจัดใหหมดไปโดยเร็วโดยการใชสารเคมีหรือ อุปกรณกําจัดแมลงตาง ๆ สารเคมีท่ีนิยมนํามาใชกําจัดแมลงสาบ ไดแกสารในกลุม carbamate, organophosphorus compound, synthetic pyrethroid, insect growth regulator (IGR) และ electron transport inhibitor (ETI) สารเคมีเหลาน้ีถูกนํามาพัฒนาใหเปนผลิตภัณฑกําจัดแมลงสาบได หลายรูปแบบ เชน สเปรยละอองฝอย ผงสําหรับโรย หรือเหยื่อพิษ เปนตน โดยทั่วไปแลวผลิตภัณฑ เหลานี้ถูกพัฒนาใหมีประสิทธิภาพดีในการกําจัดแมลงสาบในบานเรือน อยางไรก็ตามไมควรท่ีจะใช สารเคมีแตเ พยี งกลุมใดกลุม หนึง่ หรือตวั ใดตวั หนง่ึ ตดิ ตอกนั เปน ระยะเวลานานๆเนื่องจากมีรายงานวาการ กระทําดังกลาวจะทําใหแมลงสาบสามารถสรางความตานทานตอสารเคมีที่ใชโดยเฉพาะอยางย่ิงสารใน กลุม synthetic pyrethroid ดังนั้นจึงควรท่ีจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกลุมสารเคมีท่ีใชในการกําจัด แมลงสาบเพอื่ ปองกนั ปญหาแมลงสาบสรา งความตา นทานตอสารเคมีทใ่ี ช 3. เหา และ โลน (Lice) เหาที่มีความสําคัญทางการแพทยมี 3 ชนิด คือเหาหัวหรือ head louse (Pediculus humanus capitis) เหาตวั หรือ body louse (Pediculus humanus humanus หรอื Pediculus humanus corporis) และโลน หรอื pubiclouse (Phthirus pubis)
54 4.1 เหาหัวและเหาตวั Pediculus humanus มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพที่ 4.3 เหาหวั และเหาตัว ที่มา : https://phthiraptera.myspecies.info/file/3455 4.1.1 รูปรางลักษณะ ตัวเตม็ วยั (adult) ตัวผูมีขนาดเล็กกวาตัวเมีย เหาหัวตัวผูมีขนาดเฉล่ีย 2.8 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดเฉล่ีย 3.2 มลิ ลิเมตร เหาตวั มีขนาดใหญกวา เหาหวั เล็กนอย ตัวผูมีขนาดเฉล่ีย 3.2 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดเฉลี่ย 3.8 มิลลิเมตร มีขา 6 ขา เปนแบบจับยึดเสนขน (clinging type) ปลายขามีเล็บเรียวแหลมเรียกวา “tarsal claws” สวนของ tibia ยื่นออกดานขางคลายนิ้วหัวแมมือเรียกวา “tibial thumb” หนวดส้ันมี 5 ปลอง มีตาขนาดเลูกปากเปนแบบแทงดูด ปลองอเด็กเเตละคนปลองเชื้อมเปนชิ้นเดียวกันไมเห็น ขอบเขต ไมมีปก มีรูหายใจ (spiracle)1 คู สวนทองแบงเปน 9 ปลองแตเห็นชัดเจนเพียง 6-7 ปลองแต ละปลองมีรูหายใจ 1 คูและมีทออากาศกระจายท่ัวลําตัว การแยกเพศของเหาใหสังเกตบริเวณปลายสุด ของปลองสุดทาย ตัวเมียมี gonopods สําหรับวางไขมีลักษณะเปนงาม ตัวผูมีอวัยวะสืบพันธุ (aedeagus) ลกั ษณะเปน แทง ปลายแหลมยน่ื ออกมาทที่ องปลองสุดทาย ไข (nit) มีสีเหลือง ขนาดประมาณ 0.8 มิลลิเมตร ใชเวลาประมาณ 7-10 วันจึงจะฟกเปนตัวเหาหัว วางไขต ดิ อยูใกลโ คนผมโดยมีสารซีเมนตเคล่ือนอยู แมฟกเปนตัวเปลือกก็ยังติดอยูแตหางจากโคนผมเกิน 6 มิลลิเมตร มองเห็นเปนจุดสีขาวใสกวาไขที่ยังไมฟก สวนเหาตัววางไขติดกับตะเข็บเส้ือผาหรืออาจ วางไขบ นเสน ขนตามรางกาย ตัวกลางวยั (nymph) ฟกออกมาจากไขมีลักษณะคลายตัวเต็มวัย แตขนาดเล็กกวา ชวงที่ตัวกลางวัยกําลัง เจริญเติบโตตองการเลือดเปนอาหาร มีการลอกคราบ 3 คร้ัง จึงกลายเปนตัวเต็มวัย ใชระยะเวลา ประมาณ 7-13 วนั
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 55 4.1.2 ชวี วิทยาของเหา เหา มสี องชนดิ คือเหาหวั และเหาตัว ซ่ึงเหาท้ังสองชนิดน้ีมีลักษณะคลายคลึงกันมาก สามารถ ผสมพันธุกันไดแตกตางกันที่ขนาด อุปนิสัยและการนําโรค เหาตัวอาศัยอยูตามตะเข็บเสื้อผา เม่ือหิวจึง ออกมาดดู กินเลอื ด สวนเหาหัวตอ งอาศัยอยูบนศรี ษะตลอดเวลานํ้าลายของเหาทําใหโฮสตคันศีรษะอยาง มาก แมกระท่ังรักษาหายแลวก็ยังมีอาการคันอยูอีกระยะหน่ึง เหาทั้งสองเพศกินเลือดเปนอาหารต้ังแต เปนตัวออนจนตลอดชีวิต จึงเปนปรสิตภายนอก (ectoparasite) ท่ีสําคัญของคน วันหนึ่งเหาดูดเลือด ประมาณ 5 ครั้ง วงจรชีวิตของเหาประกอบดวย 3 ระยะ คือไข (egg) ตัวกลางวัย (nymph) และตัวเต็ม วัย (adult) หลังจากเปนตัวเต็มวัยไดประมาณ 10 ช่ัวโมงจึงเร่ิมผสมพันธุเหาผสัมพันธบอยครั้ง สามารถ ขยายพันธุ ไดตลอดปเหาเริ่มวางไขภายใน 24-48 ช่ัวโมงหลังผสมพันธุเหาหัววางไขประมาณ 4-5 ฟอง ตอวัน ตลอดชีวิตวางไขไดประมาณ 270-300 ฟอง วงจรชีวิตใชเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห ข้ึนอยูกับ สภาพแวดลอ ม ไดแ กอ ณุ หภมู ิความช้นื ตวั เต็มวยั ของเหาทั้งสองชนิดมีอายุประมาณ 2-4 สปั ดาห 4.1.3 ความสาํ คัญทางการแพทย เหาเปนปรสติ ภายนอก (ectoparasite) ของคน ดูดกินเลือดเปนอาหาร การอาศัยอยูของเหาทํา ใหมีการสูญเสียเลือด โฮสตเกิดอาการคันเน่ืองจากโปรตีนในนํ้าลายของเหา การเกาทําใหผิวหนังอักเสบ ติดเช้ือไดงาย ภาวะที่คนมีเหาอาศัยอยูเรียกวา “Pediculosis” ถามีโลนเรียกวา “Phthiriasis” รายที่ เปน เรอ้ื รังการเกาอาจทาํ ใหผิวหนงั หยาบกรานและมสี ีคลํา้ เรยี กวา Vagabond‘s disease เหาตัวมีความสําคัญทางการแพทยเน่ืองจากเปนพาหะของโรคหลายชนิด ไดแก Epidemic typhus, Trench fever และRelapsing fever โรคดังกลาวน้ียังไมมีรายงานวาพบในประเทศไทย แต เนือ่ งจากเหาตัวซึ่งเปน พาหะมีรูปรางลักษณะและวงจรชีวิตคลายเหาหัวมากจึงควรจะเรียนรูไวพอสังเขป เพ่ือการเฝาระวังโรค Epidemic typhus (louse-borne typhus) เปนโรครายแรง มีอัตราตายสูง เกิดจากเชื้อริคเก็ตเซีย Rickettsia prowazeki มีเหาตัวเปน พาหะนําเชื้อมาสูคนโดยการสูดหายใจเอามูลของเหาที่มีเชื้ออยูเขาไป เช้ือไมไดเขาไปอยูในตอมีนํ้าลาย เหาไดรับเชื้อจากการดูดเลือดผูปวย เชื้อเขาไปเพ่ิมจํานวนอยางรวดเร็วและหลุดออกมาภายนอกกับมูล ของเหา เช้ือสามารถอยูในมูลของเหาไดนาน 66วัน โรคน้ีเคยระบาดในทวีปยุโรป อาฟริกาเหนือเอเชีย อเมริกากลางและอเมริกาใต Trench fever เกิดจากเช้ือริคเก็ตเซีย Rochalimaea quintana โดยมีเหาตัวเปนพาหะ เปนโรคที่ไมรายแรง ระบาดในระหวา งสงครามโลกทั้งสองคร้ังท่ีประเทศยูโกสลาเวียและยูเครน คนไดรับเชื้อโดยการปนเปอน ของมลู เหาทางบาดแผลหรือเนื้อเย่ือออน
56 Relapsing fever เกิดจากเชื้อ spirochetes, Borrelia recurrentis โดยมีเหาตัวเปนพาหะ เปนโรครายแรง มี อัตราตายสูง ปจจุบันยังพบมากในประเทศเอธิโอเปยและซูดาน คนไดรับเช้ือเมื่อบี้ตัวเหาแลวไปถูก บาดแผลหรอื เน้ือเย่ือออน แตเช้ือโรคไมถูกถายทอดทางมูลเหาหรือการกัด เหาหัวและเหาตัวติดตอจาก คนหนึ่งไปสูอีกคนหนึ่งไดเร็วโดยเฉพาะในสภาพแวดลอมท่ีมีผูคนอยูอยางแออัดีหรือใกลชิดกัน เชน โรงเรียน คายทหาร คุก คายอพยพ เด็กเปนเหามากกวาผูใหญ ผูใหญท่ีเปนเหามักติดมาจากเด็ก เช่ือกัน วา ผูใหญม ีความตานทานตอเหามากกวาเด็กและรักษาความสะอาดไดดีกวา ซึ่งเปนส่ิงสําคัญในการยับย้ัง การเจรญิ เติบโตและการเพ่ิมจาํ นวนของเหา การแพรกระจายของเหาเกิดข้ึนไดหลายทาง อาจจะเกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือติดจากการ ใชข องรว มกนั เชน เหาหวั ตดิ ตอโดยใชห วหี รือหมวกรว มกัน เหาตัวตดิ ตอ โดยใชเส้ือผาผาเช็ดตัวหรือผาปู ที่นอนรวมกัน เหาไมสามารถกระโดดไปยังที่ตาง ๆ ดังน้ันการติดตอไปยังสัตว อื่นจึงเกิดขึ้นเมือมีการ สมั ผัสอยางใกลชิดีหรือใชส ิง่ ของรว มกันเทานนั้ 4.1.4 วธิ ีการปองกันกาํ จัด ครูหรือผูปกครองควรสํารวจเหาใหเด็กและบุคคลในครอบครัวอยางนอยสัปดาหละครั้งหากพบ ผทู ่เี ปนเหาควรรีบดําเนนิ การรกั ษาโดยเร็ว ควบคไู ปกบั การรกั ษาความสะอาดและควรปองกันไมใหติดตอ ไปยงั บคุ คลอน่ื โดยจดั ใหน อนหางจากผูอ่ืนและพยายามไมคลุกคลีกับเพื่อน ๆจนกวาจะรักษาหาย ผูที่มี ผมยาวในชวงทีเ่ ปน เหาควรตัดสั้นและสระผมทุก 1-2 วัน การกําจัดเหาอยางงายท่ีสุดคือการใชหวีเสนียดสางเหาใสกระดาษแลวนําไปท้ิงทุกวันและสระ ผมใหสะอาดอยูเสมอ วิธีนี้สามารถกําจัดเหาใหหมดไปภายใน 2-3 สัปดาห โดยไมตองใชเคมีกําจัดเหา แตอาจทําไดยากในกรณีที่ไมไดทําการรณรงคกําจัดเหาพรอมกันท้ังโรงเรียน ผูปกครองหรือครูไมมีเวลา พอและเด็กท่ีเปนเหายังเปนเด็กเล็กชวยตัวเองไมไดนอกจากน้ีครูหรือผูปกครองอาจใชเคมีกําจัดเหาใน กลมุ ไพรีทรอยดซ ่ึงมีความปลอดภัยสูงเชน permethrin 0.5%, d-phenothrin 0.5% ซ่ึงผลิตในรูปแปง หรือแชมพูกําจดั เหา มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 57 4.2 โลน (Pubic louse; Phthirus pubis) โลนตัวเต็มวัยมีขนาดเฉล่ีย 2 มิลลิเมตร รูปรางคลายปูแตกตางจากเหาคือสวนอกใหญกวาสวน ทองและขาท้ังสามคูเจริญไมเทากัน ภาพที่ 4.4 วงจรชวี ิตของโลน ท่ีมา : https://entnemdept.ufl.edu/creatures/urban/crab_louse.htm 4.2.1 ชวี วทิ ยา วงจรชีวิตของโลนคลา ยคลงึ กบั เหา ไขจะฟกภายใน 7-8 วัน ตัวออนใชเวลาเจริญเติบโต 13-17 วัน ตัวเต็มวัยอายุไมถึง 4 สัปดาหโลนวางไขนอยเพียง 3 ฟองตอวัน ตลอดชีวิตวางไขประมาณ 26 ฟอง ชอบอาศัยอยูตามขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุแตอาจพบอยูตามขนตา ขนค้ิวและขนรักแรการติดตอของ โลนไปสูผูอ ื่นเกิดไดโดยการมีเพศสัมพันธห รอื ใชเ ส้ือผา 4. สตั วฟ นแทะ (Rodents) Rodents หมายถึง สัตวส่ีเทา เล้ียงลูกดวยนํ้านมมีฟนหนา 2 คู ลักษณะโคงยื่น ใชกัดแทะส่ิง ตา ง ๆ ฟน หนาของมันสามารถเจริญยาวไดตลอดชีวติ ความเสียหายทเ่ี กดิ ข้ึนจากหนู คือ การกัด แทะ กินพืชผล นอกจากทําลายพืชผลทางการเกษตร แลว อาหารสัตวและผลผลิตจากสัตวเลี้ยง ผลิตภัณฑเครื่องอุปโภคบริโภคของมนุษยก็ถูกหนูทําลาย เสียหายเชนกัน นอกจากน้ี หนูยงั เปน สตั วพ าหะ สําคญั ท่ีนําโรคหลายชนดิ สคู นและสัตวเ ลี้ยง ไดแ ก • โรคไขฉห่ี นู (leptospirosis) • โรคไขห นู (murine thyphus หรือ scrub thyphus) • กาฬโรค (plaque)
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 58 5.1 ลักษณะท่สี าํ คญั หนูเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนมขนาดเล็ก (small mammal) หนูมีฟนแทะ (incisors) 2 คู คือ ที่ กรามบน (upper jaw) 1 คู และอีก 1 คู อยูที่กรามลาง (lower jaw) ทําใหมีนิสัยการกินแบบกัดแทะ เนื่องจากสวนเคลือบฟน (enamel) ของฟนแทะมีความแข็งแกรงมาก หนูมีประสาทสัมผัสและรับ ความรูสึกที่ดีเย่ียม ปกติหนูเปนสัตวที่ออกหากินในเวลากลางคืน (nocturnal) แตบางคร้ังเม่ืออาหาร ขาดแคลน หรือมีประชากรหนูมากเกิน (over population) ก็อาจทําให หนูบางตัวตองออกหากินใน เวลากลางวัน ส่งิ ที่ชวยใหห นสู ามารถออกหากนิ ในเวลากลางคนื ไดเปนอยางดี คอื หนวด (vibrissae) 5.2 ประเภทของหนู 5.2.1 หนูนอรเวย (Norway rat, brown rat, habour rat, sewer rat, Rattus norvegicus) มี ชื่อเรียกตามแหลงที่อยูอาศัย เชน หนูขยะ หนูทอ หนูทาเรือ เปนพาหะนําโรคหลายชนิดมาสูสัตวเลี้ยง และมนุษย กินอาหารไดทุกประเภท กขุดรูอาศัยในดินใกลกองขยะ ใตถุนบาน หรือสนาม ที่ปากรูมีขุย ดินกองใหญ หรือพบอาศัยในทอระบายน้ําในแหลงชุมชน ตามตลาด ลักษณะมูลหนู มีขนาดใหญคลาย แคปซูลยาวประมาณ 3-4 นว้ิ 5.2.2 หนูทองขาวบาน (roof rat, ship rat, house rat, Rattus rattus) และมีชื่อเรียกตาง ๆ ตามแหลงท่ีอยูอาศัย เชน หนูหลังคา หนูเรือ หนูบาน และหนูสวน เปนตน สีขนดานหลังเปนสีนํ้าตาล แกมเหลืองและ กลางหลังมีขนแข็งสีดําแทรกอยู ขนดานทองสีขาวครีม บางครั้งมีแถบขนสีน้ําตาลคลํ้า ยาวจากสวนคอถึง กลางอก ขนบริเวณตีนหลังสวนใหญยาวและมีขนดําแทรกปะปนบาง หางสีดําตลอด หนูชนิดน้ีมีรูปรางท่ีเพรียวกวาหนูนอรเวย และชอบอาศัยอยูในที่สูง เชน ใตหลังคา บาน ตามขื่อ และ คานของโรงเก็บอาหารสาํ เร็จรูปตาง ๆ บนตน ไม 5.2.3 หนูจี๊ด (Polynesian rat, Burmese house rat, Rattus exulans) หนูชนิดนี้ปนปายไดดี และวองไวมาก ชอบอาศัยในที่แหงตามบานเรือนโดยเฉพาะใน หองครัว หองเก็บของ ตู ลิ้นชัก และยุง ฉางทั่วประเทศ กรณีที่พบในหมูบานที่ติดกับพ้ืนท่ีทําการเกษตร อาจพบ หนูจ๊ีดทําลายพืชในไรนา สวน มะพรา ว สวนผลไม แปลงถัว่ ตาง ๆ 5.3 วงจรชีวิตและการแพรพ ันธุ หนูเปนสัตวเล้ียงลูกดวยที่มีความสามารถในการผสมพันธุและแพรพันธุไดรวดเร็ว จะใชเวลา ต้ังทองประมาณ 19 วัน หลังจากคลอดลูกแลว ภายใน 48 ช่ัวโมงสามารถผสมพันธุตอได ออกลูกไดป ละ 10-12 ครอก และแตละครอกมี 7-8 ตัวหนูอาจมีอายุยนื ยาวไดถ ึง 2 ป 5.4 การควบคมุ และกําจัด โดยการกําจัดแหลงท่ีอยูอาศัยและแหลงอาหารของหนู โดยการทําความสะอาดสถานท่ี กําจัด ขยะมลู ฝอยและจัดเกบ็ รักษาวัตถดุ ิบและอาหารทปี่ รุงสําเร็จใหส ูงกวาพน้ื และปด ใหม ิดชดิ การกาํ จดั หนู อาจทําได 2 วิธี คือ • การใชก ับดัก หรือกรงดกั การทําใหเกดิ การสนั่ สะเทือน การปด ทางเขา-ออก
59 • การใชส ารเคมี เชน การรมควนั ดว ยแกสพิษ การวางยาเบ่ือหนูโดยใชสารเคมีผสมเหย่ือ เชน ยาเบื่อหนูชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลัน จะทําใหหนูตายใน 1-2 วัน เชน พวกซิงคฟอสไฟด, เร็คสควิล, สารหนูแอนทู ยาชนิดนี้เหมาะกบั บรเิ วณทมี่ ีหนูจํานวนมากและลดปริมาณหนูอยางรวดเร็ว สวนยาเบื่อ หนูชนิดออกฤทธิ์ชาใชเพื่อกําจัดหนูในระยะยาว เชน พวกวอรฟาริน ราคูมิน เปนตน โดยจะตองใชยา เบ่ือหนูในอตั ราสว นทกี่ ําหนด คาํ ถามทายบท 1. จงอธบิ ายวงจรชีวติ ของยุงลาย 2. จงอธิบายวิธกี ารควบคุมและกาํ จัดยงุ 3. จงอธิบายการปองกันและกําจดั แมลงสาป 4. จงอธิบายการควบคมุ และปองกนั แมลงวัน 5. จงบอกวธิ ีการควบคุมสตั วฟนแทะ เอกสารอา งอิง สาํ นกั โรคติดตอนาํ โดยแมลง สํานักงงานปองกันควบคุมโรคที่ 4 ราชบรุ .ี (2546). สัตวรังโรคและ แนวทางสํารวจ. กรุงเทพฯ: ชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. สํานักอนามยั สิ่งแวดลอม กรมอนามัย. (2559). การควบคมุ พาหะนําโรคแมลงวัน. กรุงเทพฯ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
60 บทที่ 5 มลพิษทางน้ํา 1. นา้ํ เสีย (Wastewater) หมายถึง น้ําที่มีส่ิงเจือปน จนกระทั่งมีลักษณะ กล่ิน สี รส เปนท่ีนารังเกียจของคนท่ัวไป ไม เหมาะสําหรับใชประโยชนอีกตอไป หากปลอยลงสูลําน้ําธรรมชาติจะทําใหคุณภาพน้ําของธรรมชาติ เสอื่ มโทรมได (กรมควบคุมมลพษิ , 2564) นํ้าเสีย ตามพระราชบัญญัติสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ.2535 หมายถงึ ของเสยี ที่อยูในสภาพของเหลวรวมท้ังมลสารท่ีปะปนและปนเปอนอยูในของเหลวนัน้ นํ้าเสีย หมายถึง น้ําทิ้งหรือน้ําท่ีผานการการใชประโยชนจากกิจกรรมตาง ๆ ในอาคาร บานเรอื น หรอื โรงงานอตุ สาหกรรมโดยมสี ิ่งปนเปอ นทําใหสมบัติของนํา้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไดแก การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เชน การมีสารแขวนลอยทําใหน้ําขุน การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ เชน การมีจลุ นิ ทรียใ นนาํ้ ทมี่ ากเกินไป การเปล่ยี นแปลงทางเคมี เกิดจากสารอนินทรียหรือสารอินทรีย ถูก ปลอ ยลงในน้าํ ทาํ ใหน ํ้ามสี ภาพเปนกรดีหรือดา งมากเกนิ ไป ตารางที่ 5.1 อตั ราการเกดิ นํา้ เสียตอวนั มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาค อตั ราการเกดิ นาํ้ เสีย (ลิตร/คน-วัน) 2536 2540 2545 2550 2555 2560 กลาง 160-214 165-242 170-288 176-342 183-406 189-482 เหนือ 183 200 225 252 282 316 ตะวันออกเฉียงเหนอื 200-253 216-263 239-277 264-291 291-306 318-322 ใต 171 195 204 226 249 275 ที่มา : โครงการพัฒนาและปรับปรุงขอมูลอัตราการเกิดนํ้าเสียและปริมาณความสกปรกของแหลงกําเนิดประเภทชุมชน กรมควบคุม มลพษิ , 2553 ตารางที่ 5.2 ปริมาณนํา้ สียจากอาคารประเภทตางๆ อตั ราการเกนิ นํ้าเสยี ประเภทอาคาร หนว ย อัตรานาํ้ ใช ลิตร/วัน-หนวย ลิตร/วนั -หนวย 150 บานพกั อาศัย คน 200 385 อาคารชดุ หอ ง 480 525 โรงแรม หอ ง 660 1,360 รา นอาหาร ตร.ม. 1,700 27 ท่นี ัง่ 35 115 โรงพยาบาล ตร.ม. 140 5 หางสรรพสินคา ตร.ม. 6 3 อาคารสํานักงาน ตร.ม. 4 25 สํานักงาน คน 30 ท่าี : กรมควบคุมมลพิษ, 2557
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 61 2. แหลง กาํ เนิดมลพิษทางน้าํ ที่สง ผลกระทบตอคุณภาพนา้ํ ในแหลงนํ้าแบงออกเปน 2 ประเภท (กรมควบคมุ มลพิษ, 2560) 2.1 แหลงท่ีมีจุดกําเนิดแนนอน (Point Source) ไดแก แหลงชุมชน โรงงาน อตุ สาหกรรม เปน ตน 2.1.1 แหลงกําเนิดน้ําเสียชุมชน (Domestic Wastewater) หมายถึง น้ําเสียท่ีเกิด จากกิจกรรมประจําวันของประชาชนที่อาศัยอยูในชุมชน และกิจกรรมท่ีเปนอาชีพ ไดแกน้ําเสียท่ีเกิด จากการประกอบอาหารและชําระลา งส่งิ สกปรกท้ังหลายภายในครัวเรือน และอาคารประเภทตาง ๆ เปน ตน 2.1.2 นํ้าเสียจากอุตสาหกรรม ไดแก น้ําเสียท่ีเกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรม ต้ังแตกระบวนการลางวัตถุดิบ กระบวนการผลิตจนถึงการทําความสะอาดโรงงาน รวมท้ังนํ้าเสียท่ียัง ไมไดรับการบําบัดหรือนํ้าเสียที่ผานการบําบัดแลว แตยังไมเปนไปตามมาตรฐานน้ําทิ้งอุตสาหกรรม องคป ระกอบของนาํ้ ทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมจะแตกตางกัน ข้ึนอยูกับอัตราการไหลของนํ้าทิ้งประเภท และขนาดของโรงงาน ซ่ึงแตละโรงงานจะมีชนิดและปริมาณแตกตางกันออกไปเชน อุตสาหกรรมทาง การเกษตร เชน โรงงานแปรรูปผลผลิตารเกษตรนํ้าทิ้งจะเปนประเภทมีสารอินทรียมากความสกปรกสูง ทําใหออกซิเจนในนํ้าลดลง อุตสาหกรรมโลหะตางๆ จะมีสารพิษจําพวกโลหะหนักปะปนออกมา อุตสาหกรรมเคมภี ัณฑ เชน การผลิตยา ปยุ กระดาษ สีเปนตน (กรมสง เสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม, 2564) 2.2 จุดกาํ เนิดไมแ นน อน (Non-Point Source) ไดแก การเกษตร เปนตน 2.2.1 น้ําเสียจากเกษตรกรรม ไดแก น้ําเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเพาะปลูก การเล้ียงสัตว น้ําเสียจากการเพาะปลูกจะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เม่ือไหลลงสูแแหลง นา้ํ จะทําใหพืชที่ขน้ึ ในน้าํ น้ัน เจรญิ เตบิ โตอยางรวดเรว็ เชน สาหรายตา งๆ และผักตบชวา และสารพิษ จากยาฆาแมลง ในปริมาณสูง น้ําเสียจากกิจกรรมปศุสัตวโดยเฉพาะอยางย่ิงฟารมสุกร ซ่ึงมีมูลสัตว เศษอาหารและน้ําลา งคอกจะมีคาความสกปรกสูงและมีปริมาณมาก นํ้าเสียจากการเพาะเล้ียงสัตวนํ้า เชน บอ เลยี้ งปลา เล้ียงกงุ ซงึ่ มักนิยมทาํ ใหใ กลๆ แหลง น้ําและระบายอินทรยี ว ัตถุท่เี กิดจากอาหารท่ีใช เล้ียง และของเสยี ทสี่ ัตวถายออกมาก็จะทําให คาออกซเิ จนในนํา้ ลดลง 3. ลักษณะนํา้ เสีย 3.1 อุณหภูมิ (Temperature) อุณหภูมิของน้ําท่ีส่ิงมีชีวิตจะอยูไดอยางปกติขึ้นอยูกับ สิ่งมชี วี ติ นัน้ ๆ ปลาในเขตอบอนุ อาจจะอยูในอุณหภูมิสูงสุด 15 องศาเซลเซียส และต่ําสุดอาจเพียง 3 องศาเซลเซียสกไ็ ด สวนสตั วใ นประเทศไทยอยไู ดระหวา ง 20 - 35 องศาเซลเซียส ถารอนหรือเย็นกวา นี้อาจทําใหตายได เนื่องจากมีผลตอการเรงปฏิกิริยาเคมี และมีผลตอการละลายของออกซิเจนในนํ้า และมาตรฐานนํ้าทง้ิ ของโรงงานอตุ สาหกรรมอณุ หภมู ใิ นนํ้าตอ งไมเกิน 20 องศาเซลเซียส 3.2 สีและความขนุ (Color and turbidity) สขี องน้ําสามารถมองเหน็ ดว ยตาเปลาไดงาย และบงชัดท่สี ดุ ปกติแหลงนา้ํ ธรรมชาติท่ัวไปจะมสี ีใส เหลืองออน จนถึงสีน้ําตาลออน แตการที่สีของ น้ําเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติจนมีสีดํา สีแดง สีเขียว หรือสีอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นเน่ืองจากมีสาร
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 62 แขวนลอยและสารละลาย รวมทั้งสารอินทรียตาง ๆ ละลายอยู หรืออาจเกิดจากพืชในน้ําอาจทําใหสี ของน้ําเปล่ียนไป โดยท่ีน้ําน้ันไมไดเปนนํ้าเสียแตอยางใด สําหรับสีของนํ้าในแหลงน้ําธรรมชาติใน ประเทศไทย มีคาระหวาง 11 - 18 หนวย แตในแมน้ําเจาพระยา 20 -26 หนวย ซ่ึงใกลเคียงกับแม นํ้าทาจีน และแมน้ําบางปะกง สวนความขุนโดยธรรมชาติอยูระหวาง 25 - 75 เจทียู แมนํ้าใหญ ๆ ทุก ๆ ภาค มีคาความขุนมากกวา 80 หนวยเจทียู สีในนํ้าไมควรเกิน 20 หนวย ความขุนไมเกิน 25 หนวย 3.3 กลิ่น (Odor) น้ําธรรมชาติเปนน้ําที่ไมมีกลิ่น น้ําท่ีมีกลิ่นมักเปนนํ้าเสียซึ่งอาจจะมี สารเคมีหรือส่ิงเนาเปอยปะปนอยูจนทําใหมีกล่ิน โดยมากจะเกิดจากกลิ่นของไฮโดรเจนซัลไฟด กลิ่น ของนํา้ จงึ ขนึ้ อยกู บั ปรมิ าณสง่ิ ปฏิกูลทล่ี ะลายอยูในนํ้า 3.4 ปริมาณของแข็ง เม่ือจมตัวสูกนลําน้ํา ทําใหเกิดสภาพไรออกซิเจนท่ีทองนํ้า ทําให แหลงนํ้าต้ืนเขิน มีความขุนสูง มีผลกระทบตอการดํารงชีพของสัตวนํ้า โดยแบงออกเปนของแข็งท่ี ละลายนํ้า (Dissolved Solids) และของแข็งท่ีไมละลายนํ้า (Undissolved Solids) ซึ่งของแข็งที่ไม ละลายนํ้า จะแบงเปนของแข็งที่แขวนลอย (Suspended Solids) และของแข็งที่จมตัว (Settleable Solids) ซ่ึงตะกอนจะเปนของแขง็ ท่ีไมละลายนํา้ 3.5 การนําไฟฟา (Electrical Conductivity) การนําไฟฟาของนํ้า หมายถึง ความสามารถของนํ้าในการเปนสื่อนํากระแสไฟฟา ตัวกลางท่ีเปนสื่อนํากระแสไฟฟาในแหลงน้ํา คือ สารประกอบอนินทรียที่ละลายนํ้าแลวใหอิออน เชน กรดอนินทรีย ดาง และเกลือ การวัดการนํา ไฟฟา สามารถอธิบายถึงความเขมขนของแรธาตุหรือสารประกอบตาง ๆ หรือปริมาณของแข็งท้ังหมด ที่ละลายอยูในน้ําได ถามีสารละลายปะปนอยูในปริมาณมาก็จะทําใหคาการนําไฟฟามากขึ้นดวย ซ่ึง หมายถึงวา น้ําจะมีสารท่ีทาํ ใหเกิดนํ้าเสียมากขึ้นดวยเชนกัน แหลงนํ้าธรรมชาติจะมีคาการนําไฟฟาได ระหวาง 0.10 - 50 มิลลิโมห / เซนติเมตร 3.6 สารอินทรีย ไดแก เศษอาหาร เศษใบตอง พืชผัก ช้ินเนื้อ คารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมนั เปน ตน ซง่ึ สามารถถกู ยอยสลายได โดยจลุ ินทรียท ่ใี ชออกซิเจน ทําใหระดับออกซิเจนละลายน้ํา (Dissolved Oxygen) ลดลง ทาํ ใหน าํ้ เกดิ สภาพเนาเหม็นได ปรมิ าณของสารอินทรียในนํ้านิยมวัดดวย คาบีโอดี (BOD) เมื่อคาบีโอดีในน้ําสูง แสดงวามีสารอินทรียปะปนอยูมาก และสภาพเนาเหม็นจะ เกิดขน้ึ ไดง า ย 3.7 สารอนินทรีย ไดแก แรธาตุตาง ๆ ท่ีอาจไมทําใหเกิดน้ําเนาเหม็น แตอาจเปน อันตรายตอสง่ิ มชี วี ิต ไดแก คลอไรด, ซลั เฟอร เปนตน 3.8 โลหะหนกั และสารพษิ อาจอยใู นรูปของสารอินทรียหรืออนินทรียและสามารถสะสม อยูในวงจรอาหาร เกิดเปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิต เชน ปรอท โครเมียม ทองแดง ปกติจะอยูในนํ้าเสีย จากโรงงานอตุ สาหกรรม และสารเคมที ่ีใชใ นการกาํ จัดศตั รูพืชทป่ี นมากบั นาํ้ ท้ิงจากการเกษตร สําหรับ ในเขตชุมชนอาจมีสารมลพษิ นี้มาจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนบางประเภท เชน รานชุบโลหะ อูซอม รถ และนาํ้ เสียจากโรงพยาบาล เปน ตน 3.9 น้ํามันและสารลอยนํ้าตาง ๆ เปนอุปสรรคตอการสังเคราะหแสง และกีดขวางการ กระจายของออกซิเจนจากอากาศลงสูนา้ํ นอกจากน้นั ยงั ทําใหเกิดสภาพไมน าดู
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 63 3.10 สารกอ ใหเ กิดฟอง/สารซักฟอก ไดแก ผงซักฟอก สบู ฟองจะกีดกันการกระจายของ ออกซิเจนในอากาศสนู ํา้ และอาจเปนอันตรายตอ สิ่งมีชวี ิตในนํา้ 3.11 จุลินทรีย น้ําเสียจากโรงฟอกหนัง โรงฆาสัตว หรือโรงงานอาหารกระปอง จะมี จลุ ินทรยี เ ปน จาํ นวนมากจุลินทรียเหลานี้ใชออกซิเจนในการดํารงชีวิตสามารถลดระดับของออกซิเจน ละลายนํ้า ทําใหเกิดสภาพเนาเหม็น นอกจากนี้จุลินทรียบางชนิดอาจเปนเช้ือโรคท่ีเปนอันตรายตอ ประชาชน เชน จุลินทรยี ใ นน้าํ เสยี จากโรงพยาบาล 3.12 ธาตุอาหาร ไดแก ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เมื่อมีปริมาณสูงจะทําใหเกิดการ เจริญเติบโตและเพ่ิมปริมาณอยางรวดเร็วของสาหราย (Algae Bloom) ซึ่งเปนสาเหตุสําคัญทําให ระดับออกซิเจนในนํ้าลดลงต่ํามากในชวงกลางคืน อีกทั้งยังทําใหเกิดวัชพืชนํ้า ซ่ึงเปนปญหาแกการ สัญจรทางนํา้ 3.13 กลน่ิ เกิดจากกาซไฮโดรเจนซัลไฟด ซ่งึ เกดิ จากการยอยสลายของสารอินทรียแบบไร ออกซิเจน หรือกลิ่นอนื่ ๆ จากโรงงานอตุ สาหกรรมตาง ๆ เชน โรงงานทาํ ปลาปน โรงฆา สตั ว เปน ตน 4. ดชั นบี ง ชีค้ วามสะอาดของแหลงนํ้า 1. คาปริมาณออกซิเจนท่ีละลายน้ํา (Dissolved oxygen; DO) ในน้ําธรรมชาติจะใชคา ปริมาณออกซิเจนท่ีละลายนํ้า น้ําที่มีคุณภาพดีจะมีออกซิเจนละลายอยูต้ังแต 7 มิลลกรัม/ลิตร ถา นอยกวา 3 มิลลกรัม/ลิตร จัดเปนน้ําเสีย นอกจากนี้ก็มีการวัดคาความตองการออกซิเจนทางชีวเคมี หรือบโี อดี 2. ปริมาณออกซิเจนในนํ้าซ่ึงจุลินทรียใชในกระบวนการยอยสลายสารอินทรียแบบใช ออกซิเจน (Biochemical oxygen demand; BOD) คือ ถาบีโอดีสูงแสดงวานํ้าน้ันมีความสกปรก มาก หรือมีอินทรียสารสูง จุลินทรียจึงตองใชออกซิเจนยอยสลายสารอินทรียมากผลกระทบของนํ้า เสียชมุ ชนตอสขุ ภาพอนามยั 5. การควบคมุ การเกดิ มลพิษทางนา้ํ การควบคุมการเกิดมลภาวะทางน้ํา ก็คือการไมปลอยสารมลพิษลงแหลงนํ้าหรือปลอยให นอยลงเทาท่ีจะทําได หากเกิดมลพิษทางน้ําขึ้นแลวจะตองมีการกําจัดมลพิษในน้ําใหเหลือนอยท่ีสุด ซ่งึ การกําจดั น้ําเสียทําไดหลายวธิ ี ดังน้ี 5.1 การกาํ จัดน้ําเสยี โดยวิธธี รรมชาติ (self purification) การกําจัดน้ําเสียโดยวิธีธรรมชาติ (self purification) แหลงน้ําในธรรมชาติจะมีจุลินทรีย หลายชนิดปะปนอยูทัว่ ไป ปรมิ าณของเชอ้ื จลุ ินทรีย เหลาน้ีมีมากบางนอยบางขึ้นอยูกับแหลงน้ําไดรับ การปนเปอนจากนํ้าเสียหรือสิ่งสกปรกมากนอยเพียงใด จุลินทรียในแหลงธรรมชาติที่มีการปนเปอน จากส่ิงสกปรกนอ ยโดยทั่วไปจะเปน จลุ ินทรยี ชนิดแบคทเี รียที่ใชออกซิเจนทําหนาที่กําจัดสารมลพิษใน น้ําเสียโดยธรรมชาติ การยอยสลายสารมลพิษทเี่ ปนสารอินทรียโ ดยแบคทีเรียทําใหลดการเนาเสียของ แหลงนํ้า หากมีการควบคุมจํานวนแบคทีเรียใหอยูในชวงที่เหมาะสมไมมากจนเกินไปจนทําให ออกซิเจนในน้ําขาดูแคลน หรือมีนอยจนเกินไปจนทําใหแบคทีเรียในนํ้ายอยสลายสารอินทรียไมทัน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 64 นอกจากน้ันยังตองควบคุมปริมาณออกซิเจนในน้ําใหมีมากพอโดยจัดการใหอากาศในน้ํามีการ หมุนเวยี นตลอดเวลา เชน จดั ตั้งเครื่องตีนํ้าหรือเครื่องงเติมอากาศเพื่อเติมอากาศลงในนํ้าหรือการพน อากาศลงในนํ้า เปนตน 5.2 การทาํ ใหเ จอื จาง (Dilution) เปนการเติมน้ําจํานวนมากพอที่ทําใหสารมลพิษเจือจางลง เชน การระบายน้ําเสียลงแมนํ้า การเจอื จางจะข้ึนกับปริมาตรของน้ําท่ีเติม ซึ่งจะตองคํานึงถึงปริมาณของเสียที่แหลงน้ําสามารถรับไว ดวย นั่นคือปริมาตรน้ํามากจะทําใหเกิดการเจือจางขึ้นการเจือจางปริมาณความสกปรก หรือปริมาณ ของเสียถอื วาผดิ กฎหมายเนอื่ งจากทาํ ใหแหลงนํ้ามกี ารปนเปอนของของเสีย ถึงแมปริมาณของเสียถูก เจือจางไปแลวกตาม) อยางไรก็ตามของเสียเหลานั้นก็ถูกระบายลงแหลงน้ําทําใหสิ่งมีชีวิตในแหลงนํ้า ไดรบั ผลกระทบดวย 5.3 การนาํ นํ้ากลบั มาใชใหม (Reclamation) วิธีน้ีเปนการทานํ้าเสียใหกลับมาเปนนํ้าดีเพื่อนํามาใชตอโรงงานอุตสาหกรรมที่ตองใชนํ้าใน ปริมาณมากในกระบวนการผลิตสว นใหญนิยมนําน้ํากลับมาใชใหม (Reclamation) จะเกิดผลดีคือลด ปริมาณของเสยี ทีป่ ลอ ยออกจากโรงงาน ลดตนทุนการผลิตลดปญหาการหาแหลงน้ําใหมสําหรับใชใน กระบวนการผลิตเน่ืองจากนําน้ําที่ใชแลวกลับมาใชใหมไดอีก น้ําท่ีนํากลับมาใชใหม (Reclaimed Water) 5.4 การควบคมุ การปลอยน้าํ เสยี ลงสแู หลง น้าํ เปนการปองกันและลดการนําสารมลพิษลงสูแหลงน้ํา วิธีการควบคุมมีหลายวิธี เชน การ ตดิ ตัง้ ระบบเตอื นภัยเมอ่ื นํา้ ทิ้งทรี่ ะบายลงสูแ หลงนํ้ามีคาความสกปรกเกินมาตรฐานท่ีกําหนด (นิยมใช ในการควบคุมคุณภาพน้ําทิ้งกอนระบายลงแหลงน้ําในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี) และการกอสราง และติดตงั้ อปุ กรณ สูบสง น้ําเสียในระบบรวบรวมน้ําเสียท่ีออกแบบใหทอรวบรวมนํ้าเสียและทอน้ําฝน้ี เปนทอเดียวกัน (Combined System) โดยในชวงเวลาท่ีฝนไมตกปริมาณน้ําเสียในระบบรวบรวมมี นอย อปุ กรณจะถกู ออกแบบใหสบู นา้ํ เสียไปบําบัด แตใ นชว งมฝี นตกปริมาณนํ้าเสียปะปนอยูกับน้ําฝน มปี ริมาณมากระบบรวบรวมถูกออกแบบยอมใหน ํ้าเสียทเี่ จอื จางอยูกบั นํา้ ฝนระบายลงแหลง นํ้า 5.5 การบําบดั นา้ํ เสยี เปนการใชวิธีทํางธรรมชาติแลทางวิทยาศาสตร บําบัด/ปรับปรุงน้ําเสียเพื่อลดความสกปรก กอนระบายออกสสู งิ่ แวดลอ มโดยท่ัวไปจะใชวิธีการเรงเวลาการปรับปรุงคุณภาพนํ้าใหเร็วขึ้นกวาที่จะ ใชธรรมชาติบําบัด เชน การเพิ่มปริมาณออกซิเจนโดยการเติมอากาศเพื่อใหแบคทีเรียยอยสลายของ เสียในน้ําเสีย การใชสารเคมีตกตะกอนสีและสารแขวนลอยในน้ําเสีย การใชแรงเหวี่ยงเพื่อเรงการ ตกตะกอนของแขง็ และของแข็งลอยน้ําในนา้ํ เสยี เปนตน 5.6 การกกั เก็บของเสยี ไวระยะหนังกอนปลอยออกจากแหลง ผลติ (Detention) วธิ นี ี้อาศัยขบวนการทางธรรมชาติ โดยการปลอยใหของเสียสลายตัวเองตามธรรมชาติในชวง เวลาท่ีกักเก็บไวและตองใชเวลานานซึ่งระยะเวลาเก็บกักตองเพียงพอใหจุลินทรียในนํ้าเสียยอยสลาย สิ่งสกปรก สารอินทรียหรอื ของเสียในนํ้าเสยี จนเหลือความสกปรกนอ ยกอนระบายออกสูสง่ิ แวดลอ ม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 65 6. ผลกระทบของน้าํ เสียตอ สุขภาพอนามยั ผลกระทบของน้ําเสียโดยทั่วไปเชื้อโรคที่พบในน้ําเสียท่ีกอใหเกิดโรคตอมนุษยได มี 4 ชนิด คือ แบคทีเรยี ไวรัส โปรโตซัว และพยาธิ โดยมีสาเหตุมาจากอุจจาระของมนุษยปนมากับนํ้าเสีย โรค ตดิ เช้อื จากสง่ิ ขบั ถายสามารถตดิ ตอสูค น มี 2 วิธี คือ เกิดจากเชื้อโรคที่อยูในส่ิงขับถายของบุคคลหน่ึง แพรก ระจายออกสสู ่ิงแวดลอ มแลว เขาสูบ ุคคลอ่ืน และเกิดจากเชื้อโรคจากส่ิงขับถายเขาทางปาก โดย ท่ีสัตวและแมลงท่ีเปนพาหะ ท่ีอาศัยส่ิงขับถายในการขยายพันธุ จะรับเช้ือโรคเขาสูรางกาย โดยเช้ือ อาจอยูในตัว ลําไส หรือในเลือดของสัตวพาหะนั้น โดยท่ีคนจะไดรับเชื้อผานสัตวเหลานั้นอีกทีหนึ่ง โดยองคการอนามัยโลก (WHO) ไดจําแนกเช้ือโรคตามลักษณะการติดเชื้อออกเปน 6 ประเภท ประเภทท่ี 1 การติดเช้ือไวรัสและโปรโตซัว สามารถทําใหเกิดโรคไดแมวาจะไดรับเช้ือเพียง เล็กนอย และสามารถตดิ ตอ ไดง าย ซ่ึงการปรับปรุงระบบสขุ าภิบาลเพยี งอยา งเดียวยังไมพอ จะตองให ความรเู กย่ี วกบั สขุ ภาพควบคูกนั ดวย ประเภทที่ 2 การติดเช้ือจากแบคทีเรีย จะตองไดรับเชื้อในปริมาณท่ีมากพอจึงจะทําใหเกิด โรคได แตต ดิ ตอ จากบคุ คลหน่ึงไปยังอีกบุคคลหน่ึงไดยาก เช้ือนี้มีความทนทานตอสภาพแวดลอมและ สามารถแพรพนั ธไุ ดด ใี นท่ีทีเ่ หมาะสม ซึง่ การปรบั ปรงุ ระบบสขุ าภบิ าลเพยี งอยางเดยี วยังไมพอ จะตอง ใหค วามรเู กี่ยวกบั สุขภาพควบคูกนั ดว ย ประเภทที่ 3 เชื้อชนิดน้ีทําใหเกิดโรคไดท้ังในระยะแฝงและระยะฝงตัว ไดแก ไขพยาธิ ซึ่งไม สามารถติดตอจากบุคคลหน่ึงไปยงั อกี บุคคลหนึ่งไดโ ดยตรง แตตองการสถานท่ีและสภาวะท่ีเหมาะสม เพอื่ เจริญเติบโตเปนตัวพยาธิและเขาสูรางกายได ดังน้ันการจัดระบบสุขาภิบาลท่ีดี เชน การกําจัดส่ิง ขับถายทถ่ี ูกตองจึงเปน สงิ่ สาํ คัญ จงึ เปน การปอ งกนั มิใหม สี ง่ิ ขับถายปนเปอ นสิ่งแวดลอ ม ประเภทท่ี 4 พยาธิตวั ตืดอาศัยอยใู นลําไสคน ไขพยาธิจะปนออกมากับอุจจาระ ถาการกําจัด สิ่งขบั ถายไมเหมาะสม ก็จะทาํ ใหสัตวจําพวกโค กระบอื และสุกร ไดรับไขพยาธิจากการกินหญาที่มีไข พยาธิเขาไป ซึ่งไขพยาธินี้เมื่อเขาไปในรางกายสัตวแลวจะกลายเปนซีสต (Cyst) และฝงตัวอยูตาม กลามเน้ือ คนจะไดรับพยาธิโดยการรับประทานเน้ือสัตวดิบ ๆ ดังน้ันการจัดระบบสุขาภิบาลท่ีดี เชน การกาํ จดั ส่งิ ขับถา ยท่ีถกู ตองจึงเปนสงิ่ สาํ คญั จงึ เปนการปอ งกนั มใิ หมสี ง่ิ ขับถา ยปนเปอนสงิ่ แวดลอ ม ประเภทท่ี 5 พยาธิที่มีบางระยะของวงชีวิตอยูในน้ํา โดยพยาธิเหลาน้ีจะมีระยะติดตอตอนท่ี อาศัยอยูในน้ํา โดยจะเขาสูรางกายคนโดยการไชเขาทางผิวหนังหรือรับประทานสัตวนํ้าที่ไมไดทําให สุก ดงั น้ันการจดั ระบบสุขาภิบาลท่ีดี จึงเปนการปอ งกนั มิใหพยาธเิ หลานป้ี นเปอนสง่ิ แวดลอม ประเภทท่ี 6 การติดเชื้อโดยมีแมลงเปนพาหะ แมลงที่เปนพาหะที่สําคัญ ไดแก ยุง แมลงวัน โดยยุงพวก Culex pipines จะสามารถสืบพันธุไดน้ําเสีย โดยเชื้อจะติดไปกับตัวแมลง เมื่อสัมผัส อาหารเชอื้ ก็จะปนเปอนกบั อาหาร ดงั น้นั การจดั ระบบสขุ าภบิ าลทีด่ ี จงึ เปน การปองกนั พาหะเหลานี้
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 66 7. การลดปรมิ าณน้ําเสีย ผูใชนํ้าสวนใหญมักมีพฤติกรรมการใชน้ําฟุมเฟอย ควรเปล่ียนวิธีการใชนํ้าตามความเคยชิน มาเปนการใชนํ้าอยางรูคุณคา ไมปลอยใหน้ําไหลท้ิงไปโดยเปลาประโยชนเพื่อเปนการลดปริมาณนํ้า เสียที่จะระบายออกสูสิ่งแวดลอมและประหยัดคาใชจายในการบําบัดนํ้าเสีย โดยใชหลัก 3Rs : Reduce Reuse Recycle มีดงั น้ี 7.1 Reduce การใชน อ ย การใชนอ ย หรอื ใชน ํ้าเทาที่จาํ เปน โดยไมใชนํา้ อยางฟุมเฟอย เชน • การอาบน้ํา การใชฝกบัวจะส้ินเปลืองนํ้านอยที่สุดกับวย่ิงเล็กย่ิงประหยัดนํ้าปดนํ้า ในขณะที่ถสู บูจ ะใชนา้ํ เพียง 30 ลติ ร หากเปดท้ิงไวจะใชน้ําถึง 90 ลิตรและหากใชอางอาบนํ้าจะใชน้ํา ถงึ 110 - 200 ลติ ร • การโกนหนวด โกนหนวดแลวใชกระดาษเช็ดกอน จึงใชน้ําจากูแกวมาลางอีกครั้ง ลางมดี โกนหนวดโดยการจมุ ลา งในแกว จะประหยดั กี วาลา งโดยตรงจากกอก • การแปรงฟน ในขณะแปรงฟนไมควรเปดก็อกน้ําท้ิงไวจะทําใหนํ้าไหลสูญเสียไปโดย เปลาประโยชนในระยะเวลาที่แปรงฟน 5 นาที อาจสูญเสียนํ้ามากถึง 40 ลิตร ดังน้ันควรใชภาชนะ รองน้าํ ไวห รอื เปด น้ําใชห ลงั แปรงฟน เสร็จ จะใชนาํ้ เพียง 5 - 8 ลิตร • การใชชกั โครก การใชชักโครกจะใชน้ําถึง 8 - 18 ลิตรตอคร้ัง เพื่อการประหยัดควร ใชถงุ /ขวดบรรจุน้ํามาใสในโถนาํ้ เพ่ือลดการใชน ้าํ หากใชชักโครกควรติดตั้งโถปสสาวะและโถสวมแยก จากกัน สําหรับโถสวมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ํานอยกวาแบบชักโครกหลายเทา โดยควรพิจารณา ความเหมาะสมในการติดตั้งดวย และไมใชชักโครกเปนที่ทิ้งเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทุกชนิด เพราะจะทาํ ใหสูญเสียนํา้ จากการกดชกั โครก เพอ่ื ไลส ่งิ ของลงทอ • การซักผา การซักผาดวยมือประหยัดน้ํากวาการซักผาดวยเครื่อง เพราะการซักผา ดวยเครอื่ งแตละคร้งั จะตองใชนํ้าถึง 100 - 200 ลิตร รวมท้ังตองใชกระแสไฟฟาดวยแตเวลาน้ีหลาย บานก็จําเปนตองใชเคร่ืองซักผา จึงควรรวบรวมผาใหพอดีกับความจุของเคร่ือง ตั้งโปรแกรมให เหมาะสมกับชนิดผา แลวอยาลืมปดก็อกน้ําเม่ือนํ้าเต็มภาชนะรองรับไมวาจะซักดวยมือหรือซักดวย เครอื่ ง • การลางถวยชามภาชนะ ถวยชาม ภาชนะใสอาหารท้ังหลาย กอนจะลางทําความ สะอาดอยาลืมกวาดเศษอาหารรวมทั้งคราบไขมันท้ิงเสียกอน นํ้ายาลางจานท่ีใชควรเลือกชนิดท่ีมี สวนผสมของสารที่ยอยสลายไดท างชวี ภาพ (Biodegradable) เพอ่ื ลดสารตกคา งในแหลง นํ้า แลวอยา ลางทลี ะใบสองใบ รวบรวมไวลางพรอม ๆ กัน ในอางหรือกะละมัง ไมควรเปดนํ้าลางจากกอก เพราะ จะสิ้นเปลืองน้ําจํานวนมากโดยไมจําเปนอันนี้อกจากจะประหยัดนํ้าแลวยังประหยัดน้ํายาลางจาน และปอ งกนั เศษอาหารรวมท้งั ไขมันไปอดุ ทอระบายและยงั ชวยปองกันน้ําเสียไดอีกดวย หากเปนไปได ควรตดิ ตง้ั ถังดักไขมนั จากอางลางจานในหองครวั เพือ่ ชว ยลดความสกปรกของน้ําทงิ้
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 67 • การลางผักผลไมควรลางพืชผักและผลไมในอางหรือภาชนะที่มีการกักเก็บนํ้าไว เพียงพอเพราะการลางดวยน้ําท่ีไหลจากกอกน้ําโดยตรง จะใชน้ํามากกวาการลางดวยนํ้าที่บรรจุไวใน ภาชนะถงึ รอ ยละ 50 • การเช็ดพ้ืน ควรใชภาชนะรองนา้ํ และใชอุปกรณใ นการขัดเช็ดถูจะใชนํ้านอยกวาการ ใชส ายยางฉีดลางทาํ ความสะอาดพืน้ โดยตรง • การรดน้ําตนไม ควรใชผักับวรดนํ้าตนไมแทนการใชสายยางตอจากกอกนํ้าโดยตรง หากเปนพื้นที่บริเวณกวางก็ควรใชสปริงเกอรจะประหยัดน้ําไดมากกวา และไมควรรดนํ้าตนไมตอน แดดจัดเพราะน้ําจะระเหยหมดไปเปลา ๆ ใหรดตอนเชาท่ีอากาศยังเย็นอยูการระเหยจะตํ่ากวา ชวย ใหป ระหยดั น้ํา • การลางรถ ควรใชไมขนไกลูบฝุนออกกอน แลวจึงลางรถ ไมควรใชสายยางและเปด น้ําไหลตลอดเวลาในขณะที่ลางรถ เพราะจะใชน้ํามากถึง 400 ลิตร แตถาลางดวยน้ําและฟองน้ําใน กระปองหรือภาชนะบรรจุนา้ํ จะลดการใชนํ้าไดมากถึง 300 ลิตรตอการลางหน่ึงคร้ัง ลดความถ่ีในการ ลางรถลง เชน จากสัปดาหละ ๒ คร้ัง ก็เหลือแคสัปดาหละคร้ังก็พอซึ่งวิธีน้ีจะชวยประหยัดน้ําได โดยตรง และไมควรลางรถบอยคร้ังจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความส้ินเปลืองนํ้าแลวยังทําใหเกิด สนิมท่ีตวั ถงั ไดดว ย • เวลามีแขกมาเยี่ยมท่ีบาน ใหเสิรฟน้ําแคประมาณ 70% ของแกวหรือใชแกวใบเล็ก เสิรฟแทนเพราะบางคนด่ืมน้ําไมเยอะ หรือเราอาจจัดเตรียมเหยือกใสนํ้าไวสําหรับเติมใหแขกบางคนที่ ชอบดม่ื นํา้ เยอะก็ไดเ พราะการเติมน้ําทลี ะนดิ ี ยอมดีกวาเหลือทิ้ง • หม่ันตรวจสอบสุขภัณฑอุปกรณใหอยุในสภาพดีอยูเสมอ หากเกิดการผิดปกิจากการ ไหล 7.2 Reuse การใชซํ้า การใชซ้ําคือการนํานํ้าที่ผานกิจกรรมการใชตาง ๆ แลวและยังมี สภาพดกี ลบั ไปใชในกิจกรรมอืน่ ๆ ซํา้ เชน • การนํานํ้าจากการลางถวยชามหรือการลางผักผลไมไปใชรดน้ําตนไมหรือทําความ สะอาดพืน้ • กรณีลางถวยชามภาชนะในอางน้ํา 2 หรือ 3 น้ําอาจนํานํ้าในอางสุดทายซ่ึงมีความ สกปรกนอยกลับมาใชซ ํ้าในอางแรกได • นาํ้ ดื่มท่ีเหลือในแกว นําไปรดนาํ้ ตนไมใชทําความสะอาดพน้ื ผวิ ชําระความสกปรกได 7.3 Recycle การนาํ นาํ้ มาใชใ หม การนําน้ําท่ีผานการใชแลวจากกิจกรรมตาง ๆ ซึ่งมีความสกปรกอยูไปปรับปรุงคุณภาพนํ้า และนํากลับมาใชใหมซ่ึงวิธีการน้ีหากเปนในภาคอุตสาหกรรมจะลดคาใชจายในการซ้ือนํ้าประปาไดโดย สามารถใชนํา้ ท่ีผา นการปรับปรุงคุณภาพแลวกลบั มาใชไดใ นบางกจิ กรรม
68 คาํ ถามทายบท 1. จงอธบิ ายแนวทางการลดนํ้าเสยี 2. จงบอกผลกระทบของน้าํ เสียตอสขุ ภาพอนามยั 3. จงอธิบายแหลง กําเนดิ มลพิษทางน้าํ 4. จงบอกลักษณะของนํา้ เสยี มา 5 ขอ เอกสารอางอิง สาํ นกั จดั การคุณภาพนา้ํ . (2560). คูมือระบบบําบัดน้าํ เสียชุมชน. กรงุ เทพฯ กรมควบคุมมลพิษ. เอกสิทธิ์ หริ พิ งษ. (2563). การลดคา ทเี คเอ็นในระบบบําบัดน้าํ เสยี :กรณีศกึ ษาโรงพยาบาลขนาดใหญ. (การคน ควา อิสระวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑติ ). กรุงเทพฯ: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสยาม. มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 69 บทท่ี 6 กระบวนการบาํ บัดน้ําเสยี Wastewater Treatment Process เปนนํ้าที่มีสารหรือสิ่งปฏิกูลท่ีไมพึงปรารถนาปนอยูการปนเปอนของสิ่งสกปรกเหลาน้ีทําให คณุ สมบตั ิของน้าํ เปล่ียนแปลงไปจนอยูในสภาพท่ีไมสามารถนํากลับมาใชประโยชนไดส่ิงปนเปอนที่อยู ในน้ําเสียผงซักฟอก สบู ยาฆาแมลง สารอินทรียท่ีทําใหเกิดการเนาเหม็นและเชื้อโรคตาง ๆ สําหรับ แหลงท่ีมาของมลพิษทางน้ําสวนใหญมางชุมชน จากกิจกรรมสําหรับในการดํารงชีวิตหมูบานจัดสรร คอนโดมิเนยี ม โรงแรมปญ หาของนํ้าเสยี เกิดขน้ึ พรอม ๆ กับการเจริญเตบิ โตของชุมชนและการเพิ่มขึ้น ของการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการเพมิ่ ผลผลติ ภาคเกษตรกรรมนํา้ เสยี เกดิ ขึน้ จากการใชน้ําเพื่อใช ประโยชนต า ง ๆ ในการอปุ โภคบรโิ ภคและน้ําเสยี กอ ใหเ กดิ ปญ หาแกแหลงรองรบั น้ํา ทาํ ใหเกิดการเนา เหมน็ หรอื เปน อนั ตราตอสิ่งมชี ีวิตในนาํ้ การเนาเหมน็ หรอื เปนอนั ตรายตอสูงมีชีวิตในน้ําซ่ึงเปนหวงโซ อาหารของคนและสัตว ส่ิงเจือปนที่มีอยูในนํ้าเสีย ไดแก สารอินทรีย กรด ดาง ของแข็งสาร แขวนลอย นํ้ามัน ไขมัน เกลือและแรธาตุที่เปนพิษ สารกัมมันตภาพรังสี สารท่ีทําใหเกิดความรอน สี และกลิ่น เปนตน ในอดีตปริมาณน้ําเสียที่เกิดขึ้นมีปริมาณไมมากนัก เมื่อระบายลงสูแหลงน้ํา สาธารณะธรรมชาติจะสามารถทาํ ความสะอาดนาํ้ เสยี ไดอ ยางทันทว งท่อี ยา งไรก็ตามเมื่อมีการขยายตัว ของชมุ ชนและมีการพัฒนาประเทศในดานตา ง ๆ เพิ่มขึ้น นํ้าเสียมีปริมาณเพิ่มข้ึนจนถึงจุดที่ธรรมชาติ ไมสามารถบําบดั ได แหลง น้าํ จงึ เกดิ การเนาเสยี และเส่อื มคณุ ภาพลง ดังนั้น ภาครัฐจึงออกกฎหมายใน การควบคุมมาตรฐานนํ้าทิ้งจากแหลงกําเนิดตาง ๆ เพ่ือใหแหลงกําเนิดตองบําบัดนํ้าเสียใหไดตาม มาตรฐานน้ําทิง้ กาํ หนดกอนระบายออกสูแ หลง นาํ้ สาธารณะตอไป 1. กระบวนการบาํ บัดน้ําเสยี สามารถแบงเปน ขัน้ ตอน ไดด ังน้ี 1.1 การบําบัดข้นั เตรียมการและข้ันตน (Preliminary Treatment /Primary Treatment) สวนใหญเ ปนการบําบัดเพื่อแยกทราย กรวด และของแข็งหรือเศษวัตถุที่ไมละลายน้ําออกจาก น้ําเสีย เปนการลดปริมาณของแข็งและนํ้ามัน หรือไขมันท่ีปะปนอยูในน้ําเสีย การบําบัดน้ําเสียข้ันน้ี สามารถกําจัดของแขง็ แขวนลอยไดร อ ยละ 50-70 และกําจัดสารอินทรียซ่ึงวัดในรูปของบีโอดีไดรอยละ 25-40 ประกอบดวยการกําจัดดวยตะแกรงหยาบ (Screening) เปนการกําจัดเศษวัตถุของแข็งขนาด ใหญโ ดยใชตะแกรง โดยทั่วไปตะแกรงที่ใชมี 2 ประเภท คือตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียด การใช ตะแกรงชนิดใดข้ึนกับขนาดวัตถุที่ตองการกรองออกจากนํ้าเสีย แตตองพิจารณาการทําความสะอาด ตะแกรงบอยคร้ัง โดยตองคํานึงถึงวัสดุท่ีใชทําตะแกรง ถานํ้าเสียมีความเปนกรด-ดางคอนขางสูง ควร เลอื กใชว ัสดทุ ี่ทนตอ การกดั กรอน เชน โลหะสแตนเลส เปน ตน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 70 1.1.1 บอ ดักกรวดทราย (Grit Chamber) เปนการกาํ จัดพวกกรวดทรายโดยการแยกให ตกตะกอนในรางดักกรวดทราย ในระบบบาํ บดั น้ําเสียบางแหง อาจเพิ่มการหมุนเวียนของนํ้าเสียในบอนี้ เพื่อใหเศษวัสดทุ ่ีเปนของแข็งตกตะกอนแยกจากเศษวสั ดุที่มขี นาดเบากวา 1.1.2 ถังตกตะกอนเบื้องตน (Primary Sedimentation tank) คือถังตกตะกอนท่ีทํา หนาท่ีแยกตะกอนตาง ๆ ออกจากน้ําเสียกอนที่จะไหลไปลงถังบําบัดนํ้าเสียดวยวิธีชีววิทยา กระบวนการนีจ้ ะเปนการเพม่ิ เวลาใหเ ศษวัสดุขนาดเล็กตกตะกอนลงกนบอมากขึ้น แตมีขอเสีย คือตอง ใชพ ืน้ ทเ่ี พมิ่ มากขนึ้ สาํ หรบั กอสรางบอตกตะกอนเบ้ืองตน 1.1.3 บอดักไขมันและน้ํามัน (Oil and Grease Removal) น้ํามันและไขมันจะพบมาก ในน้ําท้ิงจากบานเรือน รานอาหาร สถานีจําหนายนํ้ามัน และโรงงานอุตสาหกรรมประเภทท่ีมีไขมัน การกําจัดนํ้ามันและไขมันมีอยูดวยกันหลายวิธี เชน การเติมคลอรีนรวมกับการเปาอากาศ การทําให ลอย (Flotation) แลวเก็บกวาดออกจากผิวนํ้าการเพิ่มอุณหภูมิเพ่ือชวยลดคาความถวงจําเพาะของ น้ํามัน หรือไขมันทําใหลอยขึ้นมาไดมาก เปนตน ข้ันตอนน้ีจะชวยลดปริมาณความสกปรกท่ีเกิดจาก นาํ้ มันและไขมันลงไดมากทั้งยังชวยเพ่ิมการละลายของออกซิเจนลงในนํ้าเสียในข้ันตอนการเติมอากาศ ซึ่งเปนขนั้ ตอนตอ ไปดว ย 1.2 การบาํ บดั ขนั้ ท่สี อง (Secondary Treatment) เปนการบําบัดนํ้าเสียโดยการกําจัดสารอินทรียและสารแขวนลอยออกจากนํ้าเสียโดย กระบวนการทางชีวภาพและ/หรือกี่ระบวนการทางเคมีงการบําบัดน้ําเสียในขั้นน้ีเปนกระบวนการทาง ชวี ภาพสามารถกําจัดสารแขวนลอยและสารอินทรียซ่ึงวัดในรูปของบีโอดีลงไดประมาณรอยละ75 - 95 ข้ึนอยูกับระบบที่ใช หากเปนระบบบําบัดนํ้าเสียชุมชนขนาดใหญนิยมใชระบบบําบัดน้ําเสียท่ีใช กระบวนการทางชีวภาพท่ีใชจุลินทรียแบบใชออกซิเจนในการบําบัดเน่ืองจากใชเวลาและคาใชจาย บําบัดนอยกวากระบวนการบําบัดโดยใชสารเคมี นํ้าท้ิงที่บําบัดแลวมีความสกปรกนอยและ ประสิทธิภาพการบาํ บัดสูงกวาระบบท่ีไมใ ชอ อกซิเจน แตม ขี อเสยี คือมคี า ใชจายในการเติมออกซิเจนลง ในนํ้าเสีย และเกิดตะกอนจุลินทรียมากในระบบบําบัดท่ีตองเพ่ิมข้ันตอนการกําจัด อยางไรก็ตาม ใน บางชนดิ ของระบบบําบัดแบบใชจุลินทรียประเภทใชออกซิเจน เชน ระบบบอผ่ึง (Stabilization Pond หรอื SP) ซ่งึ ใชพ ืน้ ทก่ี อสรางมาก บอจะปลอ ยใหออกซิเจนในอากาศละลายในนํ้าเสียไดโดยธรรมชาติจึง ไมจําเปนท่ีตองติดตั้งเคร่ืองจักรกลในการเติมอากาศใหแกน้ําเสีย แตสําหรับการบําบัดนํ้าเสียที่ใชกับ บานเรือนที่อยูอาศัยเฉพาะแตละหลังนิยมใชกระบวนการบําบัดโดยใชจุลินทรียทั้งแบบไมใชออกซิเจน (Anaerobic Microorganism) และแบบก่ึงใชออกซิเจน (Facultative Microorganism) ซึ่งมีอยูในน้ํา เสียอยูแลว ดังน้นั ระบบบําบดั น้าํ เสยี ของบานเรอื นทั่วไปจงึ มีคา ใชจ า ยไมส ูงมากนัก 1.3 การบําบดั ข้ันที่สาม (Tertiary Treatment) เปน การบาํ บัดเพ่ือนาํ สารเคมี สาหราย ไขพยาธิ ตวั ออ นสตั วพ าหะนาํ โรคออกจากน้าํ เสยี กอ นระบายสูส ิ่งแวดลอ ม การบาํ บัดขน้ั ท่ี 3 น้ีมหี ลายกระบวนการใหเลือกซ่ึงขึน้ อยวู า ตอ งการกาํ จดั สง่ิ สกปรกชนดิ ใดออกจากนํา้ กอนระบายท้งิ ซ่ึงกระบวนการท่ีนยิ มใชเหลาน้ี เชน การฆา เชอ้ื โรค
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 71 (Disinfection) ดวยการเติมคลอรนี หรือใชแสง UV หรือการใชโอโซนเพื่อฆา เชื้อจลุ ินทรีย ไขพยาธิ ตวั ออ นของสตั วพาหะ สารเคมีตกตะกอนเพ่ือกําจัดฟอสฟอรสั ท่จี ะทําใหเ กดิ ยูโทรฟเคชน่ั หรือภาวะ สาหรา ยบานสะพรั่งในแหลงนํ้า เปน ตน 1.4 การบําบดั ขนั้ สูง (Advance Treatment) ระบบบําบัดน้ําเสียสวนใหญมักไมพบกระบวนการบําบัดน้ีเนื่องจากการบําบัดข้ันสูงเปน กระบวนการกําจดั สสาร ทีย่ ังคงเหลือคา งอยใู นน้ําทงิ้ เชน ไนโตรท ไนไตรท ฟอสเฟต สี สารแขวนลอยที่ ตกตะกอนยากและอนื่ ๆนอกจากน้ียงั ชวยปองกันการเติบโตผิดปกติของสาหรายที่เปนสาเหตุทําใหเกิด น้ําเนา แกไขปญหาความนารังเกียจของแหลงน้ําอันเน่ืองจากสี และแกไขปญหาอื่น ๆ ซ่ึงยังไมไดถูก กําจัดโดยกระบวนการบําบัดข้ันที่สอง ทั้งน้ีกระบวนการน้ีจะใชเมื่อตองการนํ้าท้ิงท่ีมีคุณภาพสูง โดย สวนใหญจะใชเมื่อตองระบายน้ําทิ้งลงแหลงน้ําที่มีความสําคัญ หรือตองการนําน้ําท้ิงกลับมาใช ประโยชนซ้ําอีก (reuse and reclamation) ในปจจุบันข้ันตอนนี้ไดมีการพัฒนานามาใชอยาง กวางขวาง โดยเฉพาะในพ้ืนท่ีท่ีขาดูแคลนน้ํา ซึ่งกระบวนการเหลาน้ีไมเพียงเฉพาะใชบําบัดน้ําเสีย เทานั้น แตเปนกระบวนการท่ีถูกพัฒนาข้ึนเพ่ือใชปรับปรุงคุณภาพน้ําดิบเพื่อนําไปอุปโภคบริโภคกอน แลวจึงถูกนํามาประยุกตใชในการจัดการน้ําเสียข้ันสูงในท่ีสุดกระบวนการที่นิยมใชในการบําบัดขั้นนี้ เชน การกรองดวยวิธีการตาง ๆ(ระบบกรองยอนกลับุหรือ reverse osmosis การใชเย่ือกรองหรือ membrane filtration) และการกรองสารละลายน้ํา (Demineralization) เปนตน โดยกระบวนการ เหลานจ้ี ัดใหม ีเพิม่ เติมเพือ่ - การกําจัดสารประกอบพ้ืนฐานของฟอสฟอรัส เชน ออโธฟอสเฟตซึ่งมีทั้งแบบใชกระบวนการ ทางเคมแี ละกระบวนการทางชีวภาพ - การกาํ จดั สารประกอบพ้ืนฐานของไนโตรเจน เชน ไนเตรท ไนไตรทซึ่งมีท้ังแบบใชกระบวนการ ทางเคมีและแบบใชกระบวนการทางชีวภาพ โดยวิธีการทางชีวภาพมี 2 ข้ันตอน คือขั้นตอน การเปล่ียนแอมโมเนียไนโตรเจนใหเปนไนเตรท่ีทเกิดขึ้นในสภาวะแบบใชออกซิเจน หรือที่ เรียกวา\"กระบวนการไนทริฟเคช่ัน (Nitrification)\" และขั้นตอนการเปล่ียนไนเทรตใหเปนกาซ ไนโตรเจนซ่ึงเกิดข้ึนในสภาวะไรออกซิเจน หรือที่เรียกวา\"กระบวนการดีไนทริฟเคช่ัน (Denitrification) - การกรอง (Filtration) เปนการกําจัดสารท่ีไมตองการโดยวิธีการทางกายภาพ ไดแก สาร แขวนลอยท่ีตกตะกอนไดย าก เปน ตน - การดูดติดผิว (Adsorption) เปนการกําจัดสารอินทรียท่ีมีในน้ําเสียโดยการดูดติดบนพ้ืนผิว ของของแข็ง รวมถงึ การกาํ จกั ล่ินหรอื กา ซท่ีเกิดขึน้ ดวย - การฆาเชื้อโรค น้ําทิ้งท่ีผานระบบบําบัดนํ้าเสียตองไดรับการบําบัดข้ันสุดทายโดยการฆาเชื้อ โรคกอนปลอยทิ้งลงสูแหลงน้ํา เพ่ือฆาเชื้อโรคบางตัวที่เปนสาเหตุใหเกิดโรคกับส่ิงมีชีวิตในน้ํา และตอ มนษุ ยโดยใชส ารเคมเี ชน ปูนคลอรีน กาซโอโซน และสาร H2O2 เปนตน กระบวนการ ฆาเช้ือทน่ี ิยมใชคือบอ บมและถงั สัมผสั คลอรีน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 72 1.5 การบําบดั กากตะกอน หรือสลัดจ (Sludge Treatment) ระบบบําบัดนํ้าเสียท่ีใชหลักการทางชีวภาพจะมีกากตะกอนจุลินทรีย หรือสลัดจเปนผลผลิต ตามมาดวยเสมอ ซึ่งเปน ผลจากการเจริญเตบิ โตของจุลนิ ทรยี ในการกนิ หรอื ยอยสลายสารอินทรียในน้ํา เสีย จึงจําเปนตองกําจัดสลัดจเพ่ือไมใหเกิดปญหาการเนาเหม็น การเพิ่มีภาวะมลพิษและเปนการ ทําลายเช้ือโรคดวย นอกจากน้ีการลดปริมาตรของสลัดจโดยการกําจัดน้ําออกจากสลัดจ ชวยใหเกิด ความสะดวกในการเก็บขนไปกําจัดทิ้งหรือนําไปใชประโยชนอื่น ๆ การกําจัดสลัดประกอบดวย กระบวนการหลัก ๆ ดงั น้ี 4.1 การทําขน (Thickener) โดยใชถังทําขนซึ่งมีทั้งท่ีใชกลไกการตกตะกอน (Sedimentation) และใชกลไกการลอยตัว (Flotation) ทําหนาท่ีในการลดปริมาณสลัดจกอนสงไป บําบัดโดยวิธีการอื่นตอไปการทําใหสลัดจคงตัวหรือการลดปริมาณเนื้อสลัดจ (Stabilization หรือ Digestion) โดยการยอยสลดั จด วยกระบวนการใชอากาศ หรือใชกระบวนการไรอากาศเพ่ือใหจุลินทรีย ในสลัดจยอยสลายกนั เอง ทําใหปรมิ าณสลดั จค งตวั ไมเพิม่ ปรมิ าณมากข้นึ และสามารถนําไปท้ิงไดโดยไม เกดิ การเนาเหมน็ รุนแรง 4.2 การปรับสภาพสลัดจ (Conditioning) ทําใหสลัดจมีความเหมาะสมกับการนําไปใช ประโยชนตอไป เชน ทาํ ปุย การใชป รับสภาพดนิ สาํ หรบั ใชท างการเกษตร เปน ตน 4.3 การรีดนํ้า (Dewatering) เพื่อลดปริมาณสลัดจท่ีจะนําไปท้ิงโดยการฝงกลบ การเผา หรือ นําไปใชประโยชนอื่น โดยสลัดจท่ีไดจากกระบวนการน้ีจะมีลักษณะเปนกอน (Cake) คลายกอนตะกอน ดินท่วั ไป ทาํ ใหเกิดความสะดวกในการขนสง โดยอุปกรณที่ใชในการรีดนํ้า ไดแก เครื่องกรองสุญญากาศ (Vacuum filter) เครื่องอัดกรอง (Filter press) หรือเคร่ืองงกรองหมันเหว่ียง (Centrifuge) และลาน ตากสลัดจ (Sludge drying bed) 5. การกาํ จดั ตะกอน สลัดจที่ไดจากการบําบัดนํ้าเสียจะไดรับการบําบัดใหมีความคงตัวไมมีกลิ่นเหม็น และมีปริมาตร ลดลง เพื่อความสะดวกในการขนสง ในข้ันตอมาก็คือการนําสลัดจเหลานั้นไปกําจัดทิ้งโดยวิธีการที่ เหมาะสม ดังนี้ การฝงกลบ (Landfill) เปนการนําสลัดจมาฝงในที่ท่ีเตรียมไวและกลบดวยช้ันดินทับหนา อีกช้ันหนึ่ง 5.1 การหมกั ทําปุย (Composting) เปนการนําสลัดจมาหมักตอเพื่อนําไปใชเปนปุย ซึ่งเปนการ นําสลัดจกลับมาใชประโยชนในการเปนปุยสําหรับปลูกพืชเน่ืองจากในสลัดจประกอบดวยธาตุอาหารท่ี จาํ เปน ในการเจรญิ เติบโตของพืช ไดแก ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และแรธาตตุ าง ๆ 5.2 การเผา (Incineration) เปนการนําสลัดจท่ีจวนแหง (ความช้ืนประมาณรอยละ 40) มาเผา เพราะไมส ามารถนําไปใชทําปุย หรือฝงกลบไดการเผานี้เหมาะที่จะใชกับสลัดจท่ีมาจากตะกอนจุลินทรีย ของระบบบําบัดน้ําเสียจากสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลท ีต่ องการทําลายเชื้อจุลนิ ทรียที่ยงั คงเหลืออยู
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 73 2. การเลือกระบบบําบดั นํ้าเสีย การเลือกระบบบําบัดน้าํ เสยี ขึ้นกับปจจัยตา ง ๆ ไดแ ก ลกั ษณะของนํ้าเสีย การเลือกระบบบําบัด นํ้าเสียขึ้นกับปจจัยตาง ๆ ไดแก ลักษณะของน้ําเสีย การเลือกระบบบําบัดนํ้าเสียขึ้นกับปจจัยตาง ๆ ไดแก ลักษณะของนํ้าเสีย ระดับการบําบัดน้ําเสียที่ตองการสภาพทั่วไปของทองถ่ิน คาลงทุนกอสราง ระดับการบําบัดน้ําเสียท่ีตองการสภาพท่ัวไปของทองถิ่น คาลงทุนกอสราง ระดับการบําบัดนํ้าเสียท่ี ตองการสภาพท่ัวไปของทองถิ่น คาลงทุนกอสราง และคาดําเนินการดูแลและบํารุงรักษา และขนาดของ และคาดําเนินการดูแลและบํารุงรักษา และขนาดของที่ดินท่ีใชในการกอสราง ที่ดินที่ใชในการกอสราง เปนตน ทั้งนี้เพื่อใหระบบบําบัดนํ้าเสียท่ีเลือกมีความเหมาะสมกับแตละทองถ่ิน เปนตน ท้ังนี้เพ่ือให ระบบบําบัดน้ําเสียที่เลือกมีความเหมาะสมกับแตละทองถ่ิน เปนตน ท้ังนี้เพื่อใหระบบบําบัดน้ําเสียท่ี เลือกมคี วามเหมาะสมกับแตละทองถิ่น ซึ่งมีสภาพแวดลอมท่ีแตกตางกัน ซึ่งมีสภาพแวดลอมท่ีแตกตาง กัน การบําบัดน้ําเสียสามารถแบงไดตามกลไก การบําบัดนํ้าเสียสามารถแบงไดตามกลไก การกําจัด สิ่งเจือปนในน้าํ เสียได กาํ จดั สง่ิ เจือปนในนาํ้ เสยี ได 3 ประเภทใหญ ๆ ดงั น้ี 2.1 การบําบดั ทางกายภาพ การบําบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) เปนวิธีการแยกเอาสิ่งเจือปนออกจากนํ้า เสีย เชน ของแข็งขนาดใหญ เปนวิธีการแยกเอาส่ิงเจือปนออกจากน้ําเสีย เชน ของแข็งขนาดใหญ เปน วิธีการแยกเอาสิ่งเจือปนออกจากนํ้าเสีย เชน ของแข็งขนาดใหญ พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและนาํ้ มนั โดยใชอ ุปกรณบาํ บดั พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและน้ํามัน โดยใชอุปกรณ บําบัด พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและน้ํามัน โดยใชอุปกรณบําบัด ทางกายภาพ คือ ตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย ถังดักไขมันและน้ํามัน ทางกายภาพ คือตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวด ทราย ถังดักไขมันและนํ้ามัน ทางกายภาพ คือตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย ถังดักไขมันและน้ํามัน และถงั ตกตะกอน ตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียด (Bar Screen) ตะแกรงหยาบใชสําหรับดัก ตะแกรง หยาบใชสําหรับดัก สิ่งของที่ลอยน้ํา เชน เชน เศษผา ใบไม ถุงพลาสติก ฯลฯ ตะแกรงละเอียด ถุงพลาสติก ฯลฯ ตะแกรงละเอียดจะมีขนาด ตาเล็กกวาตะแกรงหยาบและใชดักส่ิงของที่มี ตาเล็กกวา ตะแกรงหยาบและใชด ักส่งิ ของทม่ี ี ขนาดเล็ก ตะแกรงท้ังสองน้ีชวยปองกันมิใหขนาดเล็ก ตะแกรงท้ังสอง นี้ชว ยปองกนั มใิ หเ ครื่องสบู นํา้ อดุ ตัน ถังดักกรวดทราย (Grit Chamber) รูปแบบการสรางเปนถังหรือบอคอนกรีตท่ีมีขนาดข้ึนกับ ปริมาณน้ําเสยี ที่จะบําบัด การออกแบบใหสามารถดักจบั กรวดทรายในน้ําเสียที่ไหลผานและตกลงสูกนถัง ที่ถูกออกแบบเฉพาะใหมีลักษณะเปนกรวย หรือชองสอบเขาเพ่ือดักกรวดทรายออกจากนํ้าเสีย โดย อาศัยหลักการแรงโนมถวงใหเศษกรวยทรายที่หนักตกลงกนถังหรือบอในระบบบําบัดนํ้าเสียขนาดใหญ จะมีอุปกรณประกอบเปนรอกและกระบะเหล็กตักกรวดทรายท่ีตกอยูกนถังไปแยกกําจัดทิ้งหรือถาถัง หรือบอดกักรวยทรายมีขนาดไมลึกมากนักสามารถตักขนยายดวยแรงคนไดมีขอพึงระวังอันตราย คือ กรวยทรายที่สะสมอยูกนถังรวมกับเศษสิ่งสกปรกอาจมีการหมักหมมใหเกิดแกสพิษ เชน กาซมีเทน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 74 (CH4) กาซไขเนา(H2S) ได ดังน้ันการตักกรวยทรายโดยใชแรงคนจึงตองเพิ่มความระวังดวยการถายเท หมุนเวียนไลอากาศภายในบอใหผสมเจือจางกับอากาศภายนอกจนกาซที่เหลืออยูในถังถูกเจือจางไปจน หมดจึงเขาดาํ เนินการ ถักดักไขมันและน้ํามัน (Oil and Grease Trap) น้ําเสียหลายประเภทมีน้ํามัน หรือไขมันปน อยูดวยเนื่องจากไขมัน หรือนํ้ามันมีความถวงจําเพาะนอยกวายน้ําจึงลอยตัวอยูเหนือนํ้าจึงแยกผิวหนา นํ้าที่ไขมันและนํ้ามันลอยอยูบนผิวนํ้าออก สวนน้ําเสียท่ีอยูตอนลางจะมีทางออกอยูตรงสวนลางของถัง หรือบอดักไขมัน นํ้าเสียสวนใหญมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50- 80 องศาเซลเซียส ทําใหไขมันและนํ้ามันที่ ปะปนมากับน้ําเสียผสมกับน้ําเสียเปนเน้ือเดียวกัน การแยกไขมันและนํ้ามันออกจากน้ําเสียประเภทน้ี ตองใชเวลานานกวาปกติใหนํ้าเสียเย็นลงสูอุณหภูมิปกตินํ้ามันหรือไขมันจะลอยแยกออกจากช้ันน้ําเสีย ซึ่งสามารถแยกไปกําจัดได ดังนั้นในการออกแบบขนาดของถังหรือบอัดคํานึงถึงปริมาณไขมันและนํ้ามัน และอณุ หภูมขิ องนาํ้ เสียทีเ่ ขาระบบบําบดั ดว ย ถังตกตะกอน ของแข็งหรือสารแขวนลอยท่ีผานตะแกรงมาไดถูกบําบัดออกจากนํ้าเสียดวยถัง ตกตะกอน นํ้าเสียจะอยูในถังนี้ 2-4 ช่ัวโมง ทําใหของแข็งท่ียังแขวนลอยอยูมีเวลาตกตะกอนลงสูกนถัง น้ําเสียที่ไหลออกไปจึงมีสารแขวนลอยในนํ้าเหลือนอย ถังตกตะกอนมีบทบาทอยูในการบําบัดน้ําเสีย แบบตา งๆ เกอื บทกุ ประเภทและถือเปนหนว ยสําคัญในการกําจัดของแขวนลอยในนํ้า ในหนวยการบําบัด น้ําเสียของแหลง กําเนิดสว นใหญ จะปรับใหถังตกตะกอนเบ้ืองตน เปนถังผสมนํ้าเสีย หรือ Equalization Tank เพ่ือเปนถังสําหรับปรับน้ําท่ีมีความสกปรกแตกตางกันใหมีลักษณะและคุณสมบัติเดียวกัน และ ชวยในการสบู นํา้ สง น้ําเสียเขาสูระบบบําบัดในปริมาณที่มีความสม่ําเสมอตลอดชวงการทํางานของระบบ บําบัด 2.2 การบาํ บดั ทางเคมี (Chemical Treatment) เปนวิธีการบําบัดน้ําเสียโดยใชกระบวนการทางเคมี เปนการใชสารเคมีหรือการทําให เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีเพ่ือบําบดั น้ําเสยี โดยมวี ัตถุประสงค - เพ่ือรวมตะกอน หรือของแข็งแขวนลอยขนาดเล็กในน้ําเสียใหโตพอที่จะตกตะกอนไดงาย เรียก ตะกอันนี้วา Floc และกระบวนการน้ีวาการสรางตะกอน (coagulation) และการรวมตะกอน (flocculation) - เพื่อใหของแข็งที่ละลายในน้ําเสียใหกลายเปนตะกอน หรือทําใหไมสามารถละลายน้ําไดเรียก กระบวนั นว้ี า การตกตะกอนผลึก (precipitation) - เพ่ือทาํ การปรับสภาพนํา้ เสียใหมีความเหมาะสมท่ีจะนําไปบําบัดดวยกระบวนการอื่นตอไป เชน การทาํ ใหน ํ้าเสียมีความเปนกลางกอนแลว นําไปบําบัดดวยวิธีทาํ งชวี ภาพ เปนตน - เพ่ือทําลายเช้ือโรคในน้ําเสียกอนปลอยลงสูแหลงนํ้าตามธรรมชาติหรือกอนที่จะบําบัดดวย วธิ กี ารอ่ืน ๆ ตอไป โดยท่ัวไปแลวการบําบัดน้ําเสียดวยวิธีทํางเคมีนี้มักจะทํารวมกันกับหนวยบําบัดน้ําเสียทาง กายภาพ ตัวอยา งเชน กระบวนการบําบัดน้ําเสียทางเคมีโดยการใชสารเคมี เพื่อทําใหตกตะกอน เปนตน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 75 ในปจจุบันมีการใชหนวยบําบัดน้ําเสียดวยวิธีทํางเคมีหลายอยางดวยกัน แตจะขอกลาวเฉพาะที่ถูก นํามาใชในการบําบัดนํ้าเสียเปนสวนใหญ คือการตกตะกอนโดยใชสารเคมี การทําใหเปนกลาง และการ ทําลายเช้อื โรค การตกตะกอนโดยใชสารเคมี (Chemical coagulation/Precipitation) เปนการใชสารเคมีชวย ตกตะกอนโดยใหเติมสารเคมี (coagulant) ลงไป เพ่ือเปล่ียนสถานะทางกายภาพของของแข็งแขวนลอย ทีม่ ีขนาดเลก็ ใหรวมกันมีขนาดใหญขนึ้ รียกกระบวนดังกลาววา (flocculation) การทาํ ใหเ ปนกลางปรับสภาพความเปนกรดสภาพที่เปนกลาง เพื่อใหเกิดความเหมาะสมที่จะ นาํ ไปบาํ บัดนํ้าเสียในขั้นอน่ื ตอไป โดยเฉพะกระบวนการบําบัดนํ้าเสียดวยวิธที าํ งชวี ภาพซึ่งตองการน้ํา เสียท่มี ีคา pH ผานกระบวนการบําบดั ดีแลวลงสูธรรมชาติ ตองปรบั สภาพ 5-9 ถา pH ต่ําจะตองปรับ สภาพดวยดางปูนขาว (CaO) หรือแอมโมเนียทําการปรับสภาพ pH กรดเกลือ 2.3 การทําลายเชื้อโรค (Disinfection) การทําลายจุลินทรียที่ทําคือเพ่ือปองกันการ แพรกระจายของเชื้อโรคสูคนและเพื่อทําลายหวงโซของเชื้อโรคและการติดเช้ือกอนท่ีจะถูกปลอยลง แหลงนํ้าธรรมชาติ ซ่ึงสารเคมีที่ใชในการกําจัดเช้ือโรค ไดแก คลอรีน และสารประกอบคลอรีนโบรมีน ไอโอดีน โอโซน ฟนอลและสารประกอบของฟนอล แอลกอฮอล เปนตน ซึ่งคลอรีนี้เปนสารเคมีที่นิยมใช มาก 2.4 การบําบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) เปนวิธีการบําบัดนํ้าเสียโดยใช กระบวนการทาง ชีวภาพหรือใชจุลินทรยี ในการกําจัดสิ่งเจือปนในนํ้าเสียโดยเฉพาะสารคารบอนอินทรีย ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส โดยความสกปรกเหลานี้จะถูกใชเปนอาหารและเปนแหลงพลังงานของ จุลินทรียในถังเลี้ยงเชื้อเพื่อการเจริญเติบโต ทําใหน้ําเสียมีคาความสกปรกลดลง สามารถแบงยอยตาม ชนดิ แบคทีเรยี ไดด งั นี้ 2.4.1 ระบบบําบัดนํ้าเสียแบบใชอากาศ (Aerobic process) จะทําการยอยสลาย สารอินทรียโดยแบคทีเรียที่ใชอากาศ ดังนั้นตองมีการเติมอากาศตลอดเวลา ระบบท่ีนิยมใชไดแก ระบบ แอคติดเวเต็ดสลัดจ (Activated Sludge) ระบบบอเติมอากาศ (Aerated Lagoon) และระบบบึง ประดษิ ฐ (Wetland) เปนตน 2.4.2 ระบบบําบัดนํ้าเสียแบบไมใชอากาศ (Anaerobic process) เปนระบบบําบัดนํ้าเสีย ที่ใชแบคทีเรียแบบไมใชอากาศในการยอยสลายสารอินทรีย ระบบที่นิยมใช ไดแก ถังกรองไรอากาศ (Anaerobic Filter, AF)ระบบคัฟเวอรลากูน (Covered Lagoon) ระบบฟกซโดม (Fixed Dome) ระบบ ยเู อเอสบี (UASB : Upflow Anaerobic Sludge Blanket) เปน ตน การบําบัดนํ้าเสียดวยวิธีทางชีวภาพ (Biological Wastewater Treatment ) การบําบัดนํ้า เสียดวยวิธีทางชีวภาพ เปนการใชสิ่งมีชีวิตเปนตัวชวยในการเปลี่ยนสภาพของของเสียในนํ้าใหอยูใน สภาพทไ่ี มก อ ใหเกิดปญ หาภาวะมลพิษตอแหลง นํ้าธรรมชาติ ไดแก เปลี่ยนใหกลายเปนแกส ทําใหมีกล่ิน เหมน็ เปนตน ซึง่ ส่งิ มีชวี ติ ที่มบี ทบาทในการชวยเปล่ียนสภาพส่ิงสกปรกในน้ําเสียคือพวกจุลินทรีย ไดแก
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 76 พวกแบคทเี รีย โปรโตรซวั สาหรา ย รา และโรติเฟอรและจุลินทรียท่ีมีบทบาทสําคัญท่ีสุดในการบําบัดนํ้า เสีย คือ พวกแบคทเี รยี ระบบบําบัดนาํ้ เสียทางชีวภาพทใี่ ช ไดแ ก 1) ระบบบาํ บัดน้าํ เสียแแบบเอเอส เชน คลองวนเวียน ระบบเอสบีอาร 2) ระบบบําบัดน้าํ เสียฟล ม ตรึง เชน ระบบแผน หมุนชวี ภาพ 3) ระบบบาํ บดั นาํ้ เสียแบบบอธรรมชาติ เชน บอปรับเสถยี ร 4) ระบบบําบัดน้ําเสียแบบบึงประดษิ ฐ ระบบสระเติมอากาศ 5) ระบบบาํ บัดนาํ้ เสียแบบใชตวั กลางเติมอากาศ 6) ระบบบําบัดนํา้ เสยี แแบบเอเอส (Activated Sludge) ระบบเอเอส เปนระบบบําบัดน้ําเสียโดยวิธีชีวภาพ ท่ีอาศัยจุลินทรียในการยอยสลาย สารอินทรียในน้ําเสีย มีองคประกอบหลักคือ ถังเติมอากาศ และถังตกตะกอน จุลินทรียในถังเติมอากาศ จะอาศัยสารอินทรียในน้ําเสียเปนอาหาร และออกซิเจนจากการเติมอากาศในถังเติมอากาศ เพ่ือการ เจริญเติบโตและเพ่ิมปริมาณกลายเปนสลัดจ จากนั้นน้ําเสียจะถูกสงเขาสูถังตกตะกอนเพ่ือแยกน้ําใสให ไหลลนออกมไปสูระบบบําบัดข้ันสุดทาย และตะกอนบางสวนก็จะถูกสูบยอนกลับเขาสูถัง เติมอากาศ เพ่ือควบคมุ ตะกอนจุลนิ ทรยี แลว ถกู สงเขา ถงั ตกตะกอนอีกคร้ัง ซ่ึงจะเปนไปอยางน้ีเร่ือย ๆ จนกวาน้ําจะ สะอาด กระบวนการบําบัดน้ําเสียแบบเอเอส ยังสามารถแยกยอยตาง ๆ ไดหลายประเภทขึ้นอยูกับการ จัดวาง และรปู แบบของถงั เตมิ อากาศ ท่ีใชใ นประเทศไทย เชน - ระบบเอสบีอาร (Sequencing Batch Reactor, SBR) มีถังเติมอากาศและ ถังตกตะกอนรวมอยู ในถังเดยี วกัน โดยอาศัยการทาํ งานเปน รอบ - ระบบคลองวนเวียน (Oxidation Ditch Process) น้ําเสียและสลัดจจะถูกเก็บกักอยูในถัง เติม อากาศที่มีลักษณะเปนคลองวนเวียนวงรี ทําดวยคอนกรีต มีหลักการทํางานคือ นํ้าเสียจะไหล ผานคลองวนเวียนไปยังถังตกตะกอนเพ่ือแยกนํ้าใสและตะกอน น้ําใสจะไหลไปยังระบบบําบัด ข้ันสุดทายกอนปลอยท้ิง สวนตะกอนกนถังจะถูกสูบกลับไปยังคลองวนเวียนเพื่อทําการบําบัด ใหม - ระบบแผนหมนุ ชีวภาพ (Rotating Biological Contractor: RBC) เปนระบบใหน้ําเสียไหลผานตัวกลางทรงกระบอกท่ีวางอยูในถังบําบัด จุลินทรียท่ีติดอยูที่ ตวั กลางจะทาํ หนา ที่บําบัดโดยใชออกซิเจนในอากาศ - ระบบบอ ปรับเสถยี ร (Stabilization Pond) บอแอนแอโรบิค อินทรียสารในนํ้าเสียจะถูกยอยดวยจุลินทรียชนิดไมใชอากาศ ผลผลิตที่ได เกิดกาซคารบ อนไดออกไซด มเี ทน และกา ซไขเนา บอแอโรบิค อินทรียสารในน้ําเสียจะถูกยอยดวยจุลินทรียชนิดใชอากาศ เน่ืองจากการ สังเคราะหแ สงของสาหราย จึงทาํ ใหไ ดก า ซออกซิเจน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 77 บอ แฟคลั เททีฟ หลักการยอยสลายสารอินทรียในนํ้าเสียจะเปนแบบ ใชอากาศ ท่ีผิวดานบนที่ แดดสอ งถงึ และเปนแบบไรอากาศที่กนบอ บอ บม ใชร องรับน้าํ เสียท่ผี า นการบําบัดตาง ๆ มาแลว - ระบบสระเติมอากาศ (Aerated Lagoon) หลักการทํางานอาศัยจุลินทรียเหมือนกับบอแฟคัลเททีฟ มีเคร่ืองเติมอากาศผิวนํ้าแบบทุนลอย หรือยึดติดกับแทน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางานใหกับจุลินทรีย การเติมอากาศสามารถแบงได 2 แบบ คอื การผสมแบบสมบรู ณท่ัวท้ังบอ และการผสมเพียงบางสวน - ระบบบําบัดน้ําเสียแบบบึงประดิษฐ (Constructed Wetlands) เปนระบบท่ีจําลองแบบพ้ืนท่ีชุมน้ํามาใชบําบัดนํ้าเสียโดยการบดอัดดินใหแนน เพ่ือปลูกพืช จําพวก กก แฝก ธูปฤาษีฯ สามารถแบงเปน 2 ประเภทหลัก คือ แบบน้ําไหลบนผิวดิน และแบบนํ้าไหล ใตผิวดิน - ระบบบําบัดนํ้าเสยี แบบใชต ัวกลางเติมอากาศ (Contract Aeration Process) น้ําเสียจะเขาสูถังบรรจุตัว กลางพลาสติกที่มีจุลินทรียเกาะอยู พรอมท้ังมีระบบเติมอากาศท่ี กนถังใต ช้ันตัวกลางใหกับแบคทีเรีย เพ่ือยอยสลายสารอินทรียในน้ําเสียเนื่องจากวาปญหาน้ําเสียที่ เกิดข้ึนเปนผลมาจากหลายสาเหตุ ยกตัวอยางเชนนํ้าเสียที่ปลอยจากโรงงานอุตสาหกรรม อาคาร บานเรือน ตลาดสดเกษตรกรรม เปนตน ดังน้ันจึงมีความจําเปนท่ีจะตองมีการใชคามาตรฐานนํ้าเขา มาใชค วบคุมกอ นทจ่ี ะปลอยทงิ้ สูแ หลง นา้ํ ขอแตกตา งระหวา งกระบวนการใชอากาศ และไมใชอ ากาศ ขอ แตกตา งโดยรวมระหวางกระบวนการบําบัดแบบใชอากาศและไมใชอากาศกลาวคือการยอย สลายแบบใชอากาศจะไดนํ้าทิ้ง (effluent) ที่มีคุณภาพดีกวา คือมีสารที่ตองการออกซิเจนเหลืออยูในน้ํา ท้งิ ปรมิ าณเล็กนอย (ประมาณ 10%ของสารอินทรีย ต้ังตน) โดยสารอินทรียตั้งตนสวนใหญจะถูกเปล่ียน รูปไปเปนตะกอนสวนเกิน (excess sludge) ในรูปของมวลชีวภาพของจุลินทรีย (bacterial biomass) คิดเปนปริมาณซ่ึงจําเปนตองนําไปบําบัดเพ่ิมเติม สวนการบําบัดแบบไมใชอากาศ จะมีปริมาณของแข็ง (residual solid) น้ําท้ิงปริมาณมากกวากิระบวนการใชอากาศโดยทั่วไปของสารอินทรียตั้งตน) แตจะให ตะกอนสว นเกนิ ในปริมาณนอยกวาและมีความเสถียร (more stable) COD ประมาณ 5 % อากาศยังให ผลผลิตสุดทายเปนกาซมีเทน ซึ่งใชเปนเช้ือเพลิง และแหลงพลังงานไดคิดเปนปริมาณ COD ประมาณ 60 % ของ COD ซึ่งจําเปนตองนําไปบําบัดเพิ่มเติม สวนการบําบัดแบบไมใชอากาศ จะมีresidual solid) และสารท่ีตองการออกซิเจนเหลืออยูในวากระบวนการใชอากาศโดยท่ัวไป (ประมาณแตจะให ตะกอนสวนเกินในปริมาณนอยกวาและมีmore stable) กวากระบวนการใชอากาศ5 % ของ COD ที่ เขาระบบ) นอกจากนั้น ระบบไมใชอากาศยังใหผลผลิตสุดทายเปนกาซมีเทน ซ่ึงใชเปนเช้ือเพลิงในการ ผลิตกระแสไฟฟาได
78 คําถามทายบท 1. จงบอกการบาํ บัดกากตะกอน หรอื สลัดจ (Sludge Treatment) 2. จงบอกอแตกตางระหวางกระบวนการใชอ ากาศ และไมใชอากาศในระบบบาํ บัดนํา้ เสีย 3. จงอธิบายการทาํ งานของระบบบาํ บัดนํ้าเสียแแบบเอเอส 4. การบําบัดขน้ั เตรยี มการและขน้ั ตนมวี ิธีการใดบา งจงยกตัวอยา งมา 4 ขอ เอกสารอางอิง สาํ นักจดั การคุณภาพนาํ้ . (2560). คูมือระบบบาํ บดั นา้ํ เสียชุมชน. กรุงเทพฯ กรมควบคุมมลพิษ. สาขาวชิ าวิทยาศาสตรส ขุ ภาพ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2544). ประมวลสาระชดุ วิชาการ จดั การคุณภาพนํ้าในโรงงานอุตสาหกรรม. สาํ นักพิมพ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. นนทบุร.ี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 79 บทท่ี 7 การบาํ บดั และกําจัดสง่ิ ปฏกิ ูล แนวคิดและหลกั การ ปญหาของมูลฝอยตอส่ิงแวดลอมและชุมชน สงผลตอคุณภาพชีวิต และความเปนอยูของ พลเมือง วิวฒั นาการของการจัดการมลู ฝอยและแนวนโยบาย และ กฎหมายที่เกี่ยวของ หลักเกณฑใน การจัดการมูลฝอยในแงของแหลงกําเนิดตางๆชนิดองคประกอบ และลักษณะสมบัติของมูลฝอย การ คาดการณปริมาณมูลฝอย เทคโนโลยีการนํามูลฝอยกลับมาใชประโยชน (Recycling) การเก็บ รวบรวม เก็บขน ขนสง และวิธี/เทคโนโลยีการกําจัดตางๆ เชน การฝงกลบอยางถูกหลักสุขาภิบาล การหมักทําปุย การใชเตาเผา การจัดการกากของเสียอันตราย และการจัดการมูลฝอยติดเช้ือ และ การวางแผนการจัดการมูลฝอยจะทําใหชุมชนสะอาด และปราศจากพิษภัยอันเกิดจากปริมาณขยะ ตลอดจน การที่ประชาชนมีสวนรวมในการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน มีจิตสํานึกในการทิ้ง และ การลดปริมาณของเสยี ก็เปนอกี วธิ ีหนึง่ ในการจัดการขยะไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ 1. นยิ ามและความหมาย “สิ่งปฏิกูล” ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 4 มีความหมาย วา “อุจจาระหรือปสสาวะ และหมายความรวมถึงส่ิงอ่ืนใดซ่ึงเปนส่ิงโสโครกหรือมีกลิ่นเหม็น” แต “สิ่ง ปฏิกูล” ในภาษาอังกฤษ “Human waste or Human excreta” หมายถึง ของเสียท่ีปลอยหรือขับถาย อ อ ก จ า ก ร า ง ก า ย ม นุ ษ ย ท่ี สํ า คั ญ ไ ด แ ก อุ จ จ า ร ะ ( Feces) แ ล ะ ป ส ส า ว ะ (Urine) สิ่งปฏิกลู (Excreta) หมายถึง ของเสียที่ปลอยออกมาจากรางกายโดยมีนํ้าหนักแหง 27 กรัมตอ คนตอวนั นา้ํ หนักเปย ก 100-200 กรมั ตอคนตอวนั มีอโี คไล ประมาณ 400 พันลานตอคนตอวัน ฟคัล โคลิฟอรม 2000 พันลานตอคนตอวัน ฟคัลสเตรปโตคอคไค ประมาณ 450 พันลานตอคนตอวัน (พัฒนา มูลพฤกษ, 2539) สิ่งปฏิกลู หมายถึงอุจจาระและปสสาวะ รวมตลอดถึงวัสดุอ่ืนใดที่เปนส่ิงสกปรกโสโครก และมี กลน่ิ เหม็น การบําบัดส่ิงปฏิกูล (Excreta treatment) หมายถึงการเปล่ียนสภาพของของเสียในสิ่งปฏิกูล โดยการทําลาย ลด หรือควบคมุ ปอ งกันการแพรกระจายของเช้อื โรค และการยอยสลายสารอินทรียใน สิ่งปฏกิ ูลหรอื ลดคาบีโอดีของส่งิ ปฏิกูลเพอื่ ไมใ หเ กิดมลพิษตอ สงิ่ แวดลอมทางนา้ํ ทางดนิ เปน ตน การกําจัดส่ิงปฏิกูล (Excreta disposal) หมายถึงการนําสิ่งปฏิกูลท่ีผานการบําบัดหรือผลผลิต ท่เี กดิ จากการบําบัดตา งๆ ไปกําจดั ท้งิ หรอื นําไปใชประโยชนตอ ไป 2. ความจาํ เปน ในการบาํ บดั และกําจัดส่ิงปฏิกูล สิ่งปฏิกูลเปนของเสียที่เกิดจากมนุษยขับถายออกมา เปนกากอาหารและของเหลวท่ีเหลือ เกิดขึ้นภายหลังที่รางกายไดมีการยอยและดูดซึมเอาสารอาหาร แรธาตุ และวิตามินตางๆ ไปใช ประโยชนแลว ซ่ึงอาจปนเปอนไปดวยเชื้อโรค ท้ังท่ีกอโรคและไมกอโรค รวมท้ัง หนอนพยาธิอีก ดวย หากกําจัดไมด ี อาจเปน แหลง แพรเช้ือโรค กลายเปน โรคระบาดที่เกิดขน้ึ ในชุมชนได
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 80 เชือ้ โรคท่มี ีอยใู นส่งิ ปฏิกลู สามารถแพรกระจายไปไดหลายทาง ท้ังทางตรง โดยตัวบุคคลที่มีสุข วิทยาสวนบุคคลไมดี เชน ภายหลังถายอุจจาระ ไมลางมือใหสะอาดกอนรับประทานอาหารหรือจับ ตอ งอาหารเปนตน หรือเกิดขึ้นทางออม เชน ปนเปอนมาพรอมกับน้ํา อาหาร ดิน แมลงวัน และสัตว อ่นื ๆ เปนตน ทําใหอุจจาระ มีเชอ้ื โรค เชน E.coli ปนเปอ นอยู ซ่งึ สามารถติดตอมายังมนุษยได ไมวาจะ เปนการผานทางอาหารหรือน้ําเปนสื่อ เมื่อมนุษยไดรับเขาไปอาจกอใหเกิดโรคไดจึงมีความจําเปนท่ี จะตองมกี ารบําบดั และกําจัดส่ิงปฏิกลู ใหดีและถูกตองเพื่อความปลอดภยั ของมนษุ ย 3. วัตถปุ ระสงคในการบําบดั สงิ่ ปฏิกูล เพื่อท่ีจะทําลายเชื้อโรคหรือปองกันการแพรกระจายของเชื้อโรคที่ปนเปอนมากับส่ิงปฏิกูล และเพื่อทําการยอยสลายสารอินทรียในส่ิงปฏิกูลไมใหเกิดมลพิษตอสิ่งแวดลอมตางๆ เชน มลพิษทาง น้ํา มลพิษทางดิน เปนตน เชื้อโรคที่ปนเปอนมากับส่ิงปฏิกูลมักทําใหเกิดโรคทางระบบทางเดิน อาหาร เปนสวนใหญ จึงตองทําการสกัดกั้นการแพรกระจายของเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลไมให แพรกระจายไปได 4. ปริมาณและองคป ระกอบของสิ่งปฏกิ ลู ปรมิ าณของสิ่งปฏิกูลที่ขับถา ยออกมาของบุคคลในแตละวันจะมีความแตกตางกัน ขึ้นกับการ กินอาหาร การด่ืมน้ํา สภาพภูมิอากาศ และการประกอบอาชีพ จากรายงานการศึกษาพบวา คนใน ประเทศท่ีกําลังพัฒนามีการถายอุจจาระประมาณวันละ 200 ถึง 600 กรัม(นํ้าหนักเปยก) สวนคน ยุโรปและคนอเมริกัน ในแตละวันจะถายอุจจาระนอยกวา ประมาณ 100 ถึง 200 กรัม(นํ้าหนัก เปยก) สําหรับการขับถายปสสาวะ ในผูใหญจะขับถายปสสาวะประมาณวันละ 0.6 ถึง 1.3 ลิตร องคการอนามยั โลก (WHO) ไดก ําหนดคา เฉล่ยี ปริมาณของสิ่งปฏกิ ลู ไวดังน้ี 4.1 คนที่นิยมรับประทานอาหาร ซึ่งมีโปรตีนสูง และอาศัยอยูในเขตเมืองหนาว จะขับถาย อจุ จาระประมาณ 120 กรมั /คน/วนั และขับถายปส สาวะประมาณ 1.2 ลติ ร/คน/วนั 4.2 คนท่ีนยิ มรบั ประทานอาหารพชื ผกั และอาศยั อยใู นเขตเมืองรอ น จะขับถายอุจจาระ ประมาณ 400 กรัม/คน/วนั และขับถา ยปส สาวะประมาณ 1 ลติ ร/คน/วนั องคประกอบสวนใหญของส่ิงปฏกิ ูล จะประกอบดว ยนาํ้ สารอินทรียเ ปน หลักโดยจะมีคารบอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม และสารอนินทรียอ่ืน ๆ ปนอยูเล็กนอยแตตามปกติมักจะใหความ สนใจตออัตราสวนของคารบอน (C) และ ไนโตรเจน(N) ซึ่งพบวาในอุจจาระมีคาประมาณ 8 สวน ปสสาวะมีคาประมาณนอยกวา 1 ซ่ึงคาอัตราสวนนี้เปนเกณฑท่ีจะนําไปพิจารณาในการจัดทําระบบ หมัก(Composting systems)ท่ีตองการอัตราสว นระหวา ง C ตอ N ประมาณ 20–30 5. เชือ้ โรคในสิง่ ปฏกิ ูล เชื้อโรคที่พบในส่ิงปฏิกูลและกอใหเกิดโรคติดตอในมนุษยมี 4 กลุม คือ ไวรัส (viruses) แบคทีเรีย(bacteria) โปรโตรซัว (protozoa) และพยาธิ (worms)จะมีการแพรกระจายสู คน 2 ทาง คอื 5.1 Infected excreta transmission หมายถึง การแพรกระจายของเชื้อโรคจากส่ิงปฏิกูล ออกสสู ิ่งแวดลอมและเขา สูคนอืน่ ตอไป
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 81 5.2 Excreta–related Insect or Vector transmission หมายถึงการแพรกระจายของเช้ือ โรคจากสงิ่ ปฏิกูลโดยมแี มลงเปนพาหะของเชือ้ โรค ถา ยทอดเชอ้ื โรคจากทวารหนักสปู าก การแพรกระจายของเช้อื โรคในส่ิงปฏิกูลสามารถแพรกระจายไดโดยตรง เน่ืองจากการมีสุขวิทยาสวน บุคคลไมดี เชน การไมลางมือใหสะอาดหลังจากเขาหองสวมแลวนํามือเขาปาก เปนตน นอกจากนั้น ยังมีการแพรกระจายโดยออ ม เชน ผา น ดนิ อาหาร น้าํ แมลงวนั เปนตน 6. การยอยสลายสารอนิ ทรยี ใ นสง่ิ ปฏิกลู ส่ิงปฏิกูลมีสารอินทรียเปนองคประกอบประมาณรอยละ 20 เปนสารประกอบของไนโตรเจน คารบ อน ฟอสฟอรัส ซลั เฟอร และสารอ่ืน ๆ ตามลักษณะอาหารท่ีรับประทาน สารอินทรียเหลานี้จะเนา เสียงาย หากปลอยท้ิงไวโดยไมมีการบําบัดจะกอใหเกิดกลิ่นเหม็นหรือมีสภาพที่นารังเกียจหรืออาจจะ กอใหเกดิ การปนเปอนในสิ่งแวดลอมตางๆ เชน แหลงดิน แหลงน้ํา เปนตน การยอยสลายสารอินทรียใน ส่ิงปฏิกูล จะอาศัยจุลินทรียที่ยอยสลายในสภาวะที่มีออกซิเจน (aerobic condition) และสภาวะที่ไมมี ออกซิเจน (anaerobic condition) ส่ิงปฏิกูลท่ีมีการยอยสลายโดยจุลินทรียแลวจะลดปริมาตรและมวล ของส่ิงปฏิกูลไดประมาณรอยละ 80 โดยเปล่ียนสถานะจากของแข็งหรือของเหลวไปเปนแกสตางๆ เชน มีเทน (CH4) คารบ อนไดออกไซด (CO2) แอมโมเนยี เปน ตน 7. หลกั การบาํ บดั และกําจัดส่ิงปฏิกลู การบําบัดสิ่งปฏิกูล (excreta treatment) เปนการเปลี่ยนสภาพของเสียในสิ่งปฏิกูลโดย มี วัตถปุ ระสงคทส่ี าํ คญั 2 ประการคอื สงิ่ ปฏิกลู สวนใหญมีสารอินทรียเปนองคป ระกอบสําคัญ คอื 1) เพ่ือทาํ ลายหรือควบคุมปองกันการแพรกระจายของเชื่อโรคท่ีปนมากบั สงิ่ ปฏิกลู 2) เพื่อทําการยอยสลายสารอินทรียในส่ิงปฏิกูลเพื่อปองกันการเกิดมลพิษตอสิ่งแวดลอมตางๆ เชน มลพิษทางนํ้ามลพิษทางดนิ เปน ตน ดงั นัน้ การบําบดั และกาํ จัดส่งิ ปฏิกูลจงึ มีหลกั การเดียวกันกับการบําบัดน้ําเสียทางชีวภาพ ซึ่ง อาศัยจุลินทรียในการยอยสลายสารอินทรีย สามารถแบงกระบวนการไดเปน 2 แบบ สําหรับการ กําจดั ส่ิงปฏิกูลในบางระบบจะตอ เนื่องเปนระบบเดยี วกนั ทาํ ใหอาจเรยี กการบาํ บัดและกําจัดสิ่งปฏิกูล นีโ้ ดยรวมวา การกาํ จัดสิ่งปฏิกูล ในท่ีน้ีจะไดกลาวถึงหลักการบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูล เกณฑที่สําคัญ ในการบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูล ระบบบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูลรวมท้ังขอมูลที่ควรนํามาพิจารณาใน การเลือกใชร ะบบบําบัดและกาํ จัดสิ่งปฏกิ ลู ดังตอไปน้ี (1) หลกั การบําบดั และกําจัดสิ่งปฏิกูลองคประกอบของส่ิงปฏิกูลสวนใหญจะเปนสารอินทรีย ดังนนั้ หลกั การในการบําบดั และกาํ จัดสิ่งปฏิกูลจงึ มหี ลกั การเหมือนกบั การบําบัดนา เสียทางชีวภาพ ซึ่ง อาศัยจุลินทรีย ในการยอยสลายสารอินทรีย สามารถแบงออกเปน 2 กระบวนการท่ีสําคัญตามชนิด ของจลุ นิ ทรียไ ดแ ก (1.1) กระบวนการยอยสลายสารอินทรียแบบใชออกซิเจน ซึ่งอาศัยจุลินทรียที่ ตอ งการออกซิเจนในการยอยสลายสารอนิ ทรีย (1.2) กระบวนการยอยสลายสารอินทรียแบบไมใชออกซิเจน ซ่ึงอาศัยจุลินทรียที่ไม ตองการออกซเิ จนในการยอยสลายสารอนิ ทรยี
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 82 (2) เกณฑทส่ี าํ คัญในการบําบดั และกาํ จัดสิ่งปฏิกูล องคการอนามัยโลก (WHO) ไดกําหนดขอ ควรคาํ นงึ หรอื เกณฑใ นการบําบดั และกําจัดส่ิงปฏิกูลสําหรับประเทศท่ีกําลังพัฒนาไวเพ่ือเปนแนวทาง ในการพิจารณาเลอื กใชร ะบบบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกลู ดังนี้ (2.1) สงิ่ ปฏิกูลตอ งไมเ กดิ การปนเปอนกบั ผิวดิน (2.2) สง่ิ ปฏิกลู ตองไมเกดิ การปนเปอนกับนา้ํ ใตด นิ (2.3) สิ่งปฏิกูลตอ งไมเกดิ การปนเปอ นกับนํา้ ผิวดิน (2.4) ตองไมเปนทอี่ ยอู าศยั ของแมลงและสัตวต า ง ๆ (2.5) ตองไมมีการขนถายอุจจาระสดีหรือหากจําเปนตองขนถายใหทําการขนถาย นอ ยทีส่ ดุ (2.6) ตอ งปราศจากกลนิ่ เหมน็ รบกวน หรือสภาพทน่ี ารังเกยี จ (2.7) การใชง านประจําวนั จะตองงาย สะดวกและปลอดภยั (2.8) ราคาคากอสรา งจะตองไมส ูงเกนิ ขึ้นกวารอ ยละ 10 ของราคากอ สรา งบา น (2.9) วสั ดุที่ใชใ นการกอสรางตองเปน วัสดทุ ่ีหาไดหรือผลู ติ ไดในทองถ่ิน และตองการ การบํารงุ รกั ษานอย (2.10) ถาเปนไปไดควรหลีกเล่ียงการใชนาในการทําใหเจือจางหรือเคล่ือนยายส่ิง ปฏิกูล (3) ระบบบาํ บดั และกาํ จดั ส่ิงปฏิกลู เม่ือกลาวถึงระบบบําบัดและกําจัดส่ิงปฏิกูล หลายคนจะนึกถึง “สวม” (privy, latrine, toilet) เน่ืองจากสวมเปนที่สําหรับถายอุจจาระและปสสาวะอยางไรก็ตาม สวมมีอยูมากมายหลาย ชนดิ ดว ยกนั สวมบางชนดิ เปน เพียงทเ่ี ก็บกักสงิ่ ปฏกิ ูลเทา นน้ั ไมม ีการบาํ บัดหรือการกําจัดส่ิงปฏิกูลอยู บรเิ วณท่ตี ั้งสว มหรอื ท่ีแหลงกําเนิดแตบางชนิดก็มีระบบบําบัดอยูบริเวณท่ีต้ังสวม และบางชนิดก็มีท้ัง ระบบบําบัดและกาํ จัดส่ิงปฏิกูลอยูบริเวณที่ตั้งสวม โดยระบบบําบัดและกําจัดส่ิงปฏิกูลที่นิยมใชอยาง แพรห ลายไดแก บอเกรอะ บอซมึ ถงั บําบัดสําเร็จรูป 8. เกณฑส ําคญั ในการบําบัดและกาํ จัดสิ่งปฏิกูล องคก ารอนามัยโลก (WHO) ไดกําหนดขอพิจารณาและหลักเกณฑในการบําบัดและกําจัดส่ิง ปฏิกูล สําหรับประเทศที่กําลังพัฒนาไว เพื่อเปนแนวทางในการพิจารณาเลือกใชระบบบําบัดและ กาํ จดั สิ่งปฏิกูลท่ถี กู สุขลักษณะไว ดังน้ี สิง่ ปฏิกลู ตองไมเกิดการปนเปอนกับผิวดิน ส่ิงปฏิกูลตองไมเกิด การปนเปอนกับน้ําใตดิน สิ่งปฏิกูลตองไมเกิดการปนเปอนกับนํ้าผิวดิน ตองไมเปนท่ีอยูอาศัยของ แมลงและสัตวตางๆ ตองไมมีการขนถายอุจจาระสด หรือหากจําเปนตองขนถาย ใหทําการขนถาย นอยท่ีสุด ตองปราศจากกลิ่นเหม็นรบกวนหรือสภาพที่นารังเกียจ การใชงานประจําวันจะตองงาย สะดวก และปลอดภยั ราคาคากอสรางจะตองไมสงู เกินกวา รอยละ 10 ของราคากอสรางบานวัสดุที่ใช ในการกอ สรา งตอ งเปน วัสดุท่ีหาไดหรอื ผลิตไดในทอ งถิน่ และตองการบํารุงรักษานอยถาเปนไปไดควร หลีกเลี่ยงการใชน ้ําในการทาํ ใหเจอื จางหรอื เคลื่อนยายสง่ิ ปฏกิ ูลสามารถใชงานไดใ นพ้ืนที่ซึ่งมีชุมชนอยู กนั อยา งหนาแนน
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 83 9. ระบบบาํ บดั และกาํ จัดสงิ่ ปฏิกูล การกาํ จดั ส่งิ ปฏิกลู โดยวธิ รี ะบบบาํ บัดน้าํ เสยี (Sewerage system) การกําจดั ส่งิ ปฏิกลู โดยวิธี ระบบบาํ บดั นา้ํ เสยี น้ี จะปลอ ยใหอุจจาระและปส สาวะที่ขับออกมาละลายปนเขา ไปในทอระบายน้ํา เสียแลว เขา สรู ะบบบาํ บดั นํา้ เสียเพ่ือบาํ บดั รวมกันทง้ั นํ้าเสียและสิง่ ปฏิกลู ซึ่งเรยี กระบบบําบดั แบบน้ี วา ระบบบําบดั รวม (Central treatment) โดยการเปล่ยี นสภาพของเสียในสิ่งปฏิกูลใหอยูในสภาพ ท่ี ปลอดภยั จากการเกดิ โรค ไมกอใหเกิดอนั ตรายแลว จึงทาํ การกําจัดท้ิงไปหรอื ใชป ระโยชนอ ยางอ่ืน เชน ทําปยุ เช้อื เพลงิ ฯลฯ โดยระบบบําบัดและการกําจัดสิ่งปฏิกูลอันดับแรกเรามักเรียกวา “สวม” ซึ่งมีหลายลักษณะ แลวแตจะเลือกใชตามความเหมาะสมของแตละคนหรือแตละทองถ่ิน ซึ่งแบงไดเปน 4 กลุม ซ่ึงบาง กลุมอาจไมเหมาะสมท่ีจะนํามาใชเพราะอาจเกิดปญหาส่ิงแวดลอม แตจะขอกลาวเพื่อเปนความรู พ้ืนฐานของการบําบดั และการกาํ จัดส่งิ ปฏิกลู ดังน้ี 1. ระบบไมใชนํ้า ส่ิงปฏิกูลถูกนําไปบําบัดและกําจัดนอกอาคารหรือนอกบริเวณท่ีต้ังอาคาร (Dry system, off-site treatment and disposal) คือระบบบําบัดและกําจัดส่ิงปฏิกูลท่ีไมใชน้ํา ราดหรือขับเคลื่อนสิ่งปฏิกูลลงถังเก็บ และส่ิงปฏิกูลจะถูกนําไปบําบัดนอกอาคาร ซึ่งไมใชวิธีที่ถูก สุขลักษณะนักเนื่องจากอาจมีการปนเปอนในระหวางการเดินทางไปกําจัด โดยระบบดังกลาวมีใช อยู 3 ประเภท คือ 1.1 สวมถังเท (Bucket Latrine) ลักษณะของสวมคือมีท่ีเก็บกักส่ิงปฏิกูลเปนถังตัวเรือนสวม และมีพ้ืนที่สวมท่ีมีรูหรือชอง ใหมีขนาดโตพอที่สิ่งปฏิกูลจะตกลงไปได โดยตองมีท่ี ปดฝาถังที่มิดชิด เพื่อปอ งกันแมลงลงไป จากนน้ั เมอ่ื เต็มก็นาํ ไปบาํ บัดตอไป 1.2 สวมเคมี (Chemical Toilets) อาจจัดไวในพวกสวมถังเท แตตางกันตรงท่ีมี การใชสารเคมี ยอยสลายสารอินทรียแ ละทาํ ลายเชือ้ โรคในสง่ิ ปฏิกลู 1.3 สวมหลุมตัน (Vault Privies) ลักษณะของสวมคือมีหลุมกักเก็บสิ่งปฏิกูล ซ่ึงสรางดวยวัสดุท่ี ปอ งกนั ไมใหนาํ้ ซมึ เขา ออกได เชน ทาํ ดว ยคอนกรีต เหล็กไรสนมิ ไฟเบอรกลาส 2. ระบบไมใชนาํ้ สิ่งปฏกิ ูลถูกนาํ ไปบาํ บัดและกําจัดภายในอาคารหรือภายในบริเวณที่ตั้งอาคาร (Dry system, on - site treatment and disposal) สิ่งปฏิกูลจะถูกนําไปบําบัดและกําจัดภายใน อาคารหรอื บริเวณท่ีตั้งอาคาร จะไมใชนํ้าเปนตัวขับเคลื่อนสิ่งปฏิกูล และส่ิงปฏิกูลจะถูกบําบัดแลกําจัด ภายในท่กี กั เก็บจนกวาจะเกิดการยอยสลายส่ิงปฏิกูลอยางสมบูรณและมีความปลอดภัย แลวจึงนํากาก ตะกอนหรือของเหลวที่ผานการบําบัดแลวไปกําจัดใหเหมาะสมตอไป เชน ทําปุย ถมท่ีลุม ปรับสภาพ ดนิ เปน ตน ซึง่ การบําบดั ดวยวิธีน้ีไดแ ก 2.1 สวมหลมุ (Pit Privies) ไมใชนํ้าในการขับเคล่ือนสิ่งปฏิกูล ลักษณะทําเปนหลุมดิน ใหหลุม มขี นาดเพียงพอท่จี ะยอยสลายอยา งสมบูรณและปลอดภัยได 2.2 สวมหมัก (Composting Latrines) ไมใชนํ้าในการขับเคล่ือนส่ิงปฏิกูล มีวัตถุประสงค ของการใชสว มชนิดนีค้ อื จะใชหมกั ทําปุย 2.3 สวมรองดิน (Trench Latrines) ไมใชนํ้าในการขับเคล่ือนส่ิงปฏิกูล ลักษณะเปนรองดินท่ี ขุดเปน แนวตามยาว เม่อื ใชง านเสร็จก็จะกลบ มักใชกับที่อาศัยอยูช่ัวคราว เชนคายทหาร แคมปลูกเสือ คายอาสา
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 84 พัฒนาชนบท เปนตน 2.4 สวมแขวน (Overhang Latrines) ลักษณะของสวมแขวนประกอบดวยตัวเรือนสวมและ พน้ื ที่สวมท่ีสรา งบนเสาไมเ หนือนาํ้ ตามริมฝง แมน าํ้ ทะเล หรือมหาสมทุ ร 3. ระบบใชนํ้า สิ่งปฏิกูลถูกนําไปบําบัดและกําจัดนอกอาคารหรือนอกบริเวณ ท่ีตั้งอาคาร (Wet system, off-site treatment and disposal ) หมายถึงระบบที่ใชน้ําในการขับเคลื่อนสิ่งปฏิกูล ลงสูที่กักเก็บและสิ่งปฏิกูลถูกบําบัดภายในถังกักเก็บ แลวปลอยสวนท่ีเปนของเหลวที่ยังคงมี สารอินทรียและเชื้อโรคไปบําบัดและกําจัดตอโดยทอระบายนํ้าเสียไปยังระบบบําบัดนํ้าเสียสวนกลาง ภายนอกอาคาร สวมราดนํ้า (Pour-flush Toilet) เปนสวมที่ใหมีน้ําขังอยูใตพื้นสวมซึ่งมีการออกแบบที่รองรับ ใหน้ําขังอยู ถังเกรอะ หรือ บอเกรอะ (Septic Tanks) เปนสวมระบบท่ีใชนํ้าและใหมีน้ําขังอยูที่โถสวม แบบราดนา้ํ หรอื แบบชักโครกผลกั ดันนํา้ ไหลไปยงั ทีเ่ กบ็ กกั สงิ่ ปฏกิ ลู เพ่อื การบําบัดและกําจัดสิ่งปฏิกูลใน ถงั เกรอะซึง่ สรา งไวหางจากพนื้ สว มโดยมีทอนําสิ่งปฏกิ ลู ลงสถู ัง คําถามทา ยบท 1. จงอธิบายระบบการกาํ จัดสิง่ ปฏิกลู แบบไมใชน ้ําพาไป 2. จงอธิบายกระบวนการยอ ยสลายสารอนิ ทรยี ในส่งิ ปฏิกูล 3. จงอธบิ ายหลกั การการบาํ บัดส่งิ ปฏิกูล เอกสารอา งองิ งานสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม องคการบรหิ ารสวนตําบลบักได. (2563). คูมือกําจัดขยะมูลฝอยและ ส่งิ ปฏิกูล. สบื คนเมื่อ 20 ธันวาคม 2564, จาก. http://www.bakdailocal.go.th/doc_news/doc320181108102710.pdf สํานักจดั การคุณภาพน้ํา กรมควบคุมมลพษิ . (2555). คูมือการจัดการนํ้าเสียสําหรับบานเรือน. สืบคน เม่อื 20 ธันวาคม 2564, จาก. https://www.pcd.go.th/wp-content/uploads/2020/05/pcdnew-2020-05-20_04-16- 24_020770.pdf
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 85 บทที่ 8 การสุขาภิบาลอาหาร 1. แนวคดิ และหลกั การ อาหารมีความสําคัญตอสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและความตองการอาหารของส่ิงมีชีวิตตางก็มีความ แตกตา งกนั ไปข้นึ อยูก ับกลมุ ของสง่ิ มีชวี ิตนน้ั ๆ มนุษยม ีความตองการอาหาร 3 ประการคอื 2. เพอื่ สรางพลงั งานในการทํางานของอวัยวะตา งๆ ของรางกายใหเปนไปตามปกติ 3. เพือ่ ใหเ กิดความสดชื่นกระปรกี้ ระเปราราเรงิ ผองใส รวมถึงความแขง็ แรงและมีความตานทาน ตอโรคภยั ไขเ จบ็ 4. เพ่ือการเจริญเติบโตและซอมแซมอวัยวะสวนที่สึกหรอของรางกาย สารอาหาร ( Nutrient ) ที่สาํ คญั ซงึ่ รา งกายตองการแบงเปน 6 ประเภท ไดแก คารโบไฮเดรต ไขมันโปรตีน เกลือแร วิตามิน และนํา้ ถาหากมนุษยไ ดมกี ารบริโภคสารอาหารท้ัง 6 ประเภทครบถวนและไดตามสัดสวนท่ีเหมาะสม ตอ ความตองการของรางกายจําเปนท่ีจะตองคํานึงถึงคุณภาพของอาหารในดานอื่น ๆ อันไดแก ความ สะอาด ( cleanliness ) ความปลอดภัย ( safe ) และความนาบริโภค) ดังน้ันการสุขาภิบาลอาหาร และการโภชนาการจึงควรดําเนินการควบคูกันไปเพื่อใหเกิดผลดีตอสุขภาพอนามัยของผูบริโภค การ สุขาภบิ าลอาหารมคี วามเกยี่ วของกบั การดาํ เนินการจัดการอาหารใหเกิดความสะอาด ความปลอดภัย และมคี วามนาบริโภค ดวยการปรับปรุงบํารุงรักษา และแกไขใหสิ่งแวดลอมตาง ๆ ในการดําเนินการ จดั การอาหารในทุกขน้ั ตอน หลักสขุ าภิบาลอาหาร ประกอบดว ย 1. ความสะอาดและความปลอดภยั ของอาหาร 2. อนามยั ของผปู ระกอบอาหารและผูเสริ ฟ อาหาร 3. อนามัยของการประกอบอาหารและการเสิรฟ อาหาร 4. ความสะอาดและความปลอดภัยของน้ํา 5. การเกบ็ รกั ษาอาหาร 6. การลาง และเกบ็ ภาชนะเคร่อื งใชใ นการปรุงอาหาร 7. การกาํ จดั เศษอาหาร น้าํ ทิง้ และอื่นๆ 8. การสุขาภิบาลสถานทปี่ ระกอบอาหาร 2. นยิ ามและความหมาย การสุขาภิบาลอาหาร ( Food Sanitation ) หมายถึง การดําเนินการดวยวิธีการตาง ๆ ที่ จัดการเกี่ยวกับอาหารทั้งในเรื่องของการปรับปรุง การบํารุงรักษา และการแกไขเพ่ือใหอาหารท่ี บรโิ ภคเขาไปแลว มีผลดตี อสขุ ภาพอนามัยโดยใหอาหารมคี วามสะอาด ปลอดภยั และมคี วามนาบรโิ ภค อาหาร หมายความวา ของกนิ หรือเครื่องคา้ํ จนุ ชวี ิต ไดแ ก 1. วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม หรือนําเขาสูรางกายไมวาดวยวิธีใด ๆ หรือในรูปลักษณะใด ๆ แตไมร วมถึงยา วตั ถุออกฤทธ์ติ อ จติ และประสาท หรือยาเสพติดใหโทษ
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 86 2. วัตถทุ ี่มงุ หมายสาํ หรับใชหรือใชเปนสวนผสมในการผลิตอาหาร รวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร สี และเคร่อื งปรุงแตง กลนิ่ รส 3. ความสาํ คญั ของอาหารและการสุขาภบิ าลอาหาร 3.1 การปนเปอนของจลุ ินทรียทีท่ ําใหเกิดโรคเนื่องจากอาหารเปนส่ือนํา 3.1.1 Staphylococcus จุลินทรียพวก Staphylococcus มักทําใหเกิดโรคอาหารเปนพิษ (Food Poisoning) Staphylococcus ท่ีมีความสําคัญในการทําใหอาหารเปนพิษ คือ Staphylococcus พิษท่ีมันสรางขึ้นแบงตามหลักของเซรุมวิทยาไดเปน 6 ชนิด คือ ชนิด A, B, C1, C2, D และ E ความเปนพิษของแตละชนิดมีความแตกตางกันและสวนใหญแลวชนิดท่ีทําใหเกิด โรคอาหารเปนพิษนั้นมักมาจากชนิด A เกิดการปนเปอนในอาหารจําพวกเนื้อสัตว นํ้านมและ ผลิตภัณฑนํ้านม คัสตารด นํ้าสลัดหรือครีมทาขนมปง จะมีอาการ อาเจียน ทองเสีย ปวดทองปญหา สําคัญในการปองกันเชื้อดังกลาวคือการทําลายดวยความรอนท่ีอุณหภูมิของน้ําเดือดสามารถทําลาย เช้อื Staphylococcus ได แตไ มสามารถทาํ ลายพิษของเชอ้ื น้ี 3.1.2 Clostridium botulinum จุลนิ ทรียจําพวก Clostridium botulinum มักทําใหเกิดโรค อ า ห า ร เ ป น พิ ษ ท่ี เ รี ย ก ว า botulism ก า ร ส ร า ง พิ ษ ข อ ง มั น จ ะ ทํ า ล า ย ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท ได (neurotoxin) แบงตามชนิดของการสรางพิษตามหลักเซรุมวิทยาไดเปน 7 ชนิด คือ A, B, C, D, E, F, และ G ชนิดท่ีทําใหเกิดพิษในมนุษยคือ ชนิด A, B, E,และ F แหลงของอาหารไดแก ดิน ฝุน ละออง พืช ผกั ผลไม อาการของโรคคือ เสนประสาทรอบนอก จะคอย ๆถูกทําลายทีละนอย ๆ กลืน อาหารลําบาก ตาพราฟาง มองเห็นภาพซอน ทองผูก และในท่ีสุด อาจทําใหเกิดอาการหัวใจลมเหลว แนวทาง การปองกันโรคดังกลาวคือ การนําอาหารมาตมใหเดือดนานมากกวา 5 นาที กอนที่จะ บริโภค หรือ ไมนําอาหารทนี่ า สงสยั มาบริโภค 3.1.3 Clostridium Perfringens สปอรของเช้ือสรางพิษภัยในเซลล (Enterotoxin) ทําใหเกิด โรคอาหารเปนพิษ แบคทีเรียชนิดนี้ มักพบในอาหารดิบ ดิน น้ําโสโครก มูลสัตว ปนเปอนในอาหาร พวกปลา เน้อื และสตั ว เมือ่ รบั เชื้อเขาไปในปริมาณประมาณหลายลานตัว ตออาหาร 1 กรัม มีอาการ ต้งั แต ปวดทอง ทองเดิน และมลี มอยใู นกระเพาะ การปองกันการเกิดโรค ไดแก การนําอาหารแชเย็น โดยเร็ว หรือถาจะบริโภคเปนอาหารรอนตองรักษาอุณหภูมิ ของอาหารใหสูงกวา 60 องศาเซลเซียส กอนที่จะนํามาบริโภคและการปรุงหรือการประกอบอาหารควรจะตอ งมสี ุขวทิ ยาท่ีดี 3.1.4 Mycotoxin พิษของราดังกลาวเรียกวา Alfatoxin พิษของ Alfatoxin อาจทําใหตับถูก ทําลายอยา งรุนแรง ทาํ ใหมเี ลือดออก ถือเปน สารกอมะเรง็ มคี วามทนทานตอความรอนไดดี มักพบใน อาหารทม่ี สี ารอาหารคารโบไฮเดรต อยูปรมิ าณสงู เชน อาหารแปง ขาว ถวั่ ลสิ ง เผอื ก มัน 3.1.5 Salmonella อาการของโรค คือ มีไขตัวรอน คล่ืนไส ปวดทองเกร็ง ทองเสีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะและอาเจียน มักพบเชื้อดังกลาวในอาหารจําพวก เปด ไก นํ้านม ผลิตภัณฑของนํ้านม พืชผกั ตาง ๆ และมะพราวแหง 3.1.6 Streptococcus เปนแบคทีเรียซ่ึงทําใหมนุษยเปนโรคเจ็บคอ (septic sore throat) หรือ เปนโรคไขอีดําอีแดง (scarlet fever ) มีอาการคอแดง ทอนซิลอักเสบ กลืนอาหารลําบาก มีไขสูง ปวด ศีรษะ คลน่ื ไส อาเจียนมีน้ํามูกไหล บางครั้งอาจเกิดผื่น ( ลมพิษ ) พบในอาหารประเภท นม ไอศกรีม กุง
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 87 อบไอน้ํา สลัด คัสตารด พุดดิ้งหรืออาหารท่ีมีไขหรือนมเปนสวนผสม วิธีการปองกันไมใหเกิดโรค ไดแก การแชแขง็ อาหารไนปริมาณนอย ๆทันที การประกอบอาการหรือปรงุ อาหารตองมีสขุ วิทยาท่ีดี 3.1.7 Vibrio paraheamolyticus พบมากในอาหารทะเล ไดแก หอยนางรม กุง ปู อาการของ โรค คอื ปวดทอง ทองเสีย (อจุ จาระอาจมเี ลือดหรือเย้ือปนเปอนอยู ) มักมีอาการคล่ืนไส และอาเจียน มีไขต่ํา มีอาการหนาวส่ัน ปวดศีรษะ อาการปสสาวะขัด การปองกันไมใหเกิดโรคดังกลาวไดแก การ ปรงุ อาหารใหส ุกอยา งทั่วถงึ การแชเ ย็นอาหารควรแชโดยปริมาณนอย ๆ ไมควรใชนํ้าทะเลลางอาหาร ทีต่ องการบริโภคดบิ และภาชนะอาหาร 3.2 การเกิดโรคเน่อื งจากอาหารมีหนอนพยาธิ หนอนพยาธิแบงเปน 3 ประเภท คือพยาธิตัวแบน พยาธิตัวกลม และพยาธิใบไม พยาธิตัวแบน และพยาธิใบไมสามารถปองกันไมใหเกิดโรคไดงายกวา เพราะสามารถใชความรอนในการทําลาย พยาธิตัวกลมที่นับวาเปนปญหาสําคัญที่มักปนเปอนในอาหาร ไดแก ทริคิเนลลา สไปราลิส (Trichinella spiralis ) เพราะมีความทนทานตอความรอนไดสูงมากและมีความสามารถมีชีวิตอยูใน เน้อื เย้อื ของสิ่งมีชีวิตไดเปนเวลายาวนานกวา 3.3 การเกดิ โรคเน่อื งจากอาหารมสี ารพษิ หรือสารเคมีเปนพษิ 3.3.1 สารพิษที่มีในอาหารโดยธรรมชาติ อาหารในธรรมชาติมีหลายชนิดที่มีสารท่ีไมเกิดประโยชนหรืออาจเกิดโทษตอมนุษยเปน องคประกอบ โดยเฉพาะอาหารจําพวกพืชหลายชนิดมีสารพิษเปนองคประกอบอยูมากบาง นอยบาง แลวแตชนิดของอาหารถามีปรมิ าณมากกอ็ าจจะทาํ ใหผ ูบริโภคเขาไปถึงขั้นตายไดในทันที สารพิษหรือ สารเคมเี ปน พษิ ทม่ี กั มีอยใู นอาหารจําพวกพชื ไดแก สาร Lythylus ทาํ ใหเกดิ โรค lythyrism คือโรคท่ี เก่ียวกับกลามเนื้อออนแออาจเกิดจากอัมพาตได อาจมีในถ่ัวเม็ดกลมดิบ เชน ถั่วลันเตาดิบ สาร Goitrogens ที่อาจะพบในรากของพชื บางชนิด หรือสารไฮโดรเจนไซนาไนดอาจพบในอาหารพืช บางชนิด เชน ในน้ํามันของเมล็ดอัลมอนและในอาหารพืชหลายชนิด ไดแก การบริโภคเห็ดปาบาง ชนิด เชน เหด็ หัวกรวดครีบเขียว เห็ดข้ีควาย เม่ือบริโภคจะมีอาการมึนเมา คลื่นไส อาเจียน ทองรวง ตาลาย ใจส่ัน และออนเพลีย สวนอาหารที่มาจากพวกสัตวท่ีมักมีสารพิษทําใหเกิดอันตรายก็มักจะ เปนพวกอาหารทะเลอาจมสี ารไทอะมเิ นส ซง่ึ อาจทําลายไทอะมนิ ทาํ ใหรา งกายขาดวติ ามนิ บี 1 3.3.2 การมีสารพิษหรือสารเคมีเปนพษิ ปนเปอนในอาหาร การปนเปอนนั้นอาจเกิดต้ังแตการเพาะปลูก ตัวอยางเชน ในการปลูกผลไมท่ีตองการบริโภค หากมีการใชยาฆาแมลงจนมสี ารตกคา งของยาฆา แมลงอยูและผูบริโภคไมลางใหสะอาดจนกระท่ังไมมี สารดังกลาวแลวอาจเกิดอันตรายได เชน ตัวอยางของโรคพิษของสารหนู ซ่ึงมีสาเหตุมาจากบริโภค อาหารท่ีมีสารตกคางจากการใชยาฆาแมลง ซ่ึงจะทําใหเกิดอาการทองเสีย ปวดเบงเวลาถาย และ อาเจียนนอกจากน้ีสารปนเปอนอาจจะเกิดจากการใชวัตถุเจือปนหรือสารปรุงแตงที่มีสารพิษหรือ สารเคมเี ปน พษิ ตัวอยา งเชนการใชสารแซ็กคารินแทนน้ําตาลเพ่ือเพ่ิมความหวานในอาหารหรือการใช สียอมผา แทนสผี สมอาหารเหลาน้ีลวนแตไมท ําใหเ กิดประโยชนและยงั อาจเกดิ โทษหากมกี ารบริโภคใน ปริมาณท่ีอาจทําอนั ตรายได
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 88 4. หลักเกณฑพื้นฐานของงานสุขาภบิ าลอาหาร ในการจัดการสุขาภิบาลกับสถานท่ีท่ีจะตองใชในการประกอบอาหารหรือผลิตอาหาร ไมวาจะ เปนสถานที่ที่จะใชประกอบอาหารเพ่ือการบริโภคภายในครอบครัว รานอาหาร ตลาด หรือโรงงาน อตุ สาหกรรมอาหารจาํ เปนทีจ่ ะตองคํานงึ ถึงเกณฑใ นการจัดการสขุ าภิบาลข้นั พน้ื ฐานดงั นี้คอื 4.1. สถานที่ต้ัง สถานที่ต้ังของสถานที่ประกอบหรือผลิตอาหารจะตองเลือกบริเวณท่ีจะไมทํา ใหสิ่งแวดลอมของสถานที่ตั้งไดรับการปนเปอนจากส่ิงสกปรก ไมกอใหเกิดปญหาเดือดรอน รําคาญ อันเนอื่ งมาจากกลิน่ เสียง สถานทตี่ ้งั ควรมีลักษณะดงั นี้ 4.1.1 ควรต้ังอยูในบริเวณท่ีหางไกลจากแหลงสิ่งสกปรกตาง ๆ เชน หองครัวควรอยูหางจาก หอ งสวมหรอื บริเวณทที่ งิ้ หรอื เก็บกกั หรอื โรงงานกําจดั ขยะมลู ฝอย หรือบรเิ วณคอกเลย้ี งสัตว 4.1.2 ควรอยูใกลสถานที่ที่มีสาธารณูปโภคบริการอยางครบถวน เพื่อสะดวกตอการทําความ สะอาดเชน บริการน้ําประปา บรกิ ารไฟฟา บรกิ ารรวบรวมและกาํ จัดขยะมูลฝอย และบริการรวบรวม นํา้ เสยี เพ่ือนําไปบําบดั และกําจดั 4.1.3 พ้ืนท่ีที่ใชในการประกอบหรือผลิตอาหารจะตองมีความเพียงพอและเหมาะสม ควรแยก เปนสัดสวน ออกจากบริเวณอ่ืนโดยเฉพาะบริเวณที่พักอาศัย และพื้นที่จะตองสรางโดยมีความลาด เอยี งเพ่ือชวยการระบายนา้ํ เสียจากการประกอบอาหาร และจะตองไมเ ปน ทลี่ มุ มีนํา้ ขัง 4.2 ตัวอาคารท่ีใชเปนสถานที่ประกอบอาหาร การออกแบบอาคารท่ีใชประกอบอาหาร จะตองคํานึงถึงความม่ันคงแข็งแรงของตัวอาคารและสามารถดูแลบํารุงรักษาไดงาย โดยมีขอควร คาํ นงึ ถึงดังนี้คอื 4.2.1 การออกแบบและกอสรางหองครัวหรือสถานที่ท่ีใชในการประกอบอาหาร ตองทําใหมี ประตูหนาตาง และผนังที่อยูดานนอกอาคารมีความเหมาะสมเพ่ือไมใหเกิดเปนที่อยูอาศัยของแมลง และสตั วน ําโรค 4.2.2 วัสดุท่ีใชในการสรางอาคาร ไมวาจะเปน ผนัง เพดาน ประตู หนาตางหรือชองลม ควร เปน วสั ดทุ เี่ รียบ ทําความสะอาดงา ย มีความแขง็ แรง 4.2.3 พนื้ ของอาคารที่ใชในการประกอบหรือปรุงอาหาร จะตองทําดวยวัสดุที่แข็งแรงไมดูดซับ น้ํา มีความทนทานตอการกดั กรอ นของสารเคมี ทําความสะอาดงาย ไมลื่น พื้นผิวเรียบไมขรุขระ และ ควรมคี วามลาดเอยี งเพือ่ ไมใหมนี ้าํ ขงั 4.2.4 ตองจัดสถานท่ีทํางานใหมีความพอเพียงและเหมาะสม โดยใหมีพื้นที่ปฏิบัติงานการ ทาํ อาหารใหพอเพยี งกบั ปรมิ าณอาหารหรือจาํ นวนคนปฏิบตั งิ าน รวมถึงเคร่อื งจักรอุปกรณ 4.2.5 ตอ งจัดใหม กี ารระบายอากาศทเ่ี พียงพอและเหมาะสม เพื่อไลควันหรือกล่ินที่เกิดจากการ ปรุงหรือประกอบอาหารใหออกไปในทันที โดยใหมีพื้นที่ของประตูและหนาตางและชองระบายลมไม นอยกวา 10เปอรเ ซน็ ตข องพื้นที่หอง และเมื่อจัดใหมีระบบการระบายอากาศภายในสถานท่ีประกอบ หรือปรุงอาหารแลวควรดําเนินการบํารุงรักษาอุปกรณท่ีใชในการระบายอากาศใหอยูในสภาพดีอยู เสมอไมใ หฝ นุ ละออง ส่งิ สกปรกปนเปอนอ่ืน ๆ จบั อยูท่อี ุปกรณ 4.2.6 ตองจัดใหมีแสงสวางท่ีเหมาะสม เพื่อการปองกันอุบัติเหตุและลดอาการเม่ือยลาของ รางกาย
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 89 4.3 การปฏบิ ัตงิ านประกอบอาหาร หรือการผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากเชื้อโรคหรือสารพิษใด ๆ เร่ิมตั้งแต 1. การเตรียมอาหาร 2. การผลิตอาหาร 3. การบรรจุอาหารหรือผลิตภัณฑอาหาร การ ปฏบิ ัติใหเกิดการปลอดเชอ้ื โรคหรือสารพษิ ใด ๆ ทง้ั 3 ขนั้ ตอนกลา วไดแ ก 4.3.1 การปฏิบัตใิ หม ีการควบคุมและเกบ็ วตั ถดุ ิบทีด่ ี มขี ้ันตอนการปฏิบัตดิ ังนี้ ก. วัตถุดิบท่ีเลือกนํามาใชตองเลือกจากแหลงท่ีเชื่อถือได หรือเปนเปนวัตถุดิบท่ีผานการ คดั เลอื กมาตามมาตรฐาน ข. ตอ งมีการวินิจฉัย การรักษาและการแยกวัตถุดบิ ท่ีเปนโรคหรืออาจมีสารพิษออกจากวัตถุดิบ ท่ีดี เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หแ พรก ระจายโรคหรือสารพิษมาสูมนุษยหรือเพ่ือไมใหวัตถุดิบที่ดีอื่น ๆ ถูกทําลาย ควรเลือกแตวัตถดุ ิบท่ีมคี ุณภาพหรือมีสขุ ภาพดี ค. อาจตองมีการใชสารฆาแมลงและสารฆาราเปนระยะ ๆ เพื่อไมใหวัตถุดิบโดยเฉพาะที่เปน พืชถูกทําลาย หรือเพ่ือไมใหเกิดการแพรกระจายของเชื้อโรค หรือทําการปองกันไมใหแมลง นก หนู เขาไปในหองเก็บวตั ถดุ บิ แตต องใชดวยความระมัดระวงั เพ่ือไมใหเ กดิ อันตรายตอคนงานหรือผบู ริโภค ง. การเกบ็ วัตถุดบิ ตอ งมีพื้นทีข่ นาดพอเพยี ง วัตถุประสงคคือ - เพื่อใหเกดิ การระบายความเยน็ ใหแ กว ตั ถุดิบท่สี ามารถเก็บไวไดตอเนื่อง - เพอ่ื ใหสามารถทําความสะอาดและทําลายเช้อื โรคไดส ะดวกและมีประสิทธิภาพดี - ตอ งหม่นั ตรวจสอบวัตถุดิบอยูเสมอเพ่ือใหไดว ตั ถุดิบทีจ่ ะนําไปใชท่ดี ี 4.3.2 การจัดหาน้าํ ท่ีมีคุณภาพดีใชในการประกอบอาหาร นํ้าท่ีใชในการประกอบอุตสาหกรรม อาหารจะตองมีคุณสมบัติเทียบไดกับคุณสมบัติของน้ําสะอาดเพื่อการบริโภคเปนอยางต่ํา โดยจะตอง พิจารณา ก. นาํ้ ทจี่ ะนาํ มาใชตอ งเปน นา้ํ ทีม่ าจากแหลง ที่เชือ่ ถอื ได และสามารถใชไ ดทั้งนํ้ารอนและนํ้าเย็น ตามความตองการและปริมาณที่ไมจํากัด ตัวอยางของนํ้าจากแหลงที่เช่ือถือได ไดแก นํ้าประปาของ การประปานครหลวงหรือประปาภูมิภาค ซึ่งมีการตรวจสอบคุณภาพเปนประจําสม่ําเสมอวามีความ สะอาดปลอดภัย ข. จดั หาน้าํ ทม่ี ีคุณภาพดใี ชใ นการประกอบอาหารหรอื ตามประเภทของอาหารท่ีผลิต การใชนํ้า สําหรับประกอบอาหารอาจแบงวัตถุประสงคของการใชนํ้าไดหลายอยาง ไดแก การปรุงอาหาร การ ลางภาชนะอุปกรณสัมผัสอาหาร การนําของเสียหรือส่ิงสกปรกออกจากหองครัวหรือจากรานคาหรือ โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และการบริโภคของผูประกอบอาหารหรือคนงาน โดยทั่วไปแลวคุณภาพ นํา้ ในการประกอบอาหารตองมีคณุ สมบตั ิของนํ้าสะอาดเพื่อการบริโภคเปน อยา งตํ่า 4.3.3 ดาํ เนนิ การปอ งกนั การปนเปอ นของอาหารในทุก ๆ ข้ันตอนของการประกอบอาหารหรือ กระบวนการผลิตอาหาร ก. เคร่ืองมืออุปกรณ ( Equipment ) เคร่ืองใชที่ใชในการประกอบอาหารจะตองมีความ พอเพียงและเหมาะสมกับการใชงานเพื่อปองกันการปนเปอนอาหาร ตองเปนวัสดุที่ทําความสะอาด งาย มพี ้นื ผิวเรยี บ ทําดว ยวสั ดุไรส นมิ และไมม สี ารพษิ เคลอื บหรือเปนองคป ระกอบ ข. บุคลากรหรือคนงานผูตองสัมผัสอาหาร จะตองเปนผูที่มีสุขวิทยาสวนบุคคลท่ีดีเพ่ือปองกัน การปนเปอ นอาหารหรือการแพรก ระจายโรค โดยจะตองคํานงึ ถงึ เร่อื งตอไปนีค้ อื
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 90 - จัดหาน้ําสะอาดใหผูท่ีจะตองสัมผัสอาหารใช จะตองเปนนํ้าท่ีสะอาดไดมาตรฐานนํ้าด่ืมซึ่ง หนวยงานสาธารณสุขของรฐั เปน ผูกําหนด - ใหคาํ แนะนาํ เร่ืองสุขวทิ ยาสวนบุคคล เพราะถา สุขวิทยาสวนบคุ คลของผูสัมผสั อาหารไมดีแลว กย็ อมจะทําใหอาหารเกดิ การปนเปอ นสงิ่ สกปรกหรือเชือ้ โรคได - จดั ใหม อี ุปกรณทาํ ความสะอาดใหแกผ สู ัมผัสอาหารใชไดอยางสะดวกและเหมาะสม เชน หอง อาบนํ้า อางลางมือ ตูเก็บเส้ือผา เพื่อไมใหรางกายหรือเคร่ืองนุงหมเกิดความสกปรกในขณะที่ตองทํา การสมั ผสั อาหาร - จัดใหมีส่ิงแวดลอมที่มีความเหมาะสมตอการปฏิบัติงาน ไดแก แสงสวาง การระบายอากาศ อณุ หภูมิ และความสะอาดของสถานท่ีท่ใี ชในการประกอบอาหาร ค. แมลงและสตั วน าํ โรคท่มี ักกอปญ หาในโรคอาหารเปนสื่อนําน้ี ไดแก แมลงวัน แมลงสาบ มด หนู นก สุนัข ในการปองกันและควบคุมแมลงและสัตวนําโรคน้ันสามารถกระทําไดหลายวิธีการดังน้ี คอื 1) การออกแบบและการกอสรางสถานท่ีประกอบอาหารจะตองมีโครงสรางท่ีสามารถปองกัน ไมใ หแ มลงและสัตวน าํ โรคเขาสูภายในอาคารได 2) ระบบการเดินทอภายในอาคาร จะตองไมมีชองวางใด ๆเพ่ือไมใหเปนชองทางท่ีแมลงและ สตั วใชเ ปน ชองทางสามารถเขาสตู วั อาคารได 3) หนาตาง และชองระบายอากาศจะตองมีตาขายที่ปดแนน และจะตองไดรับการบํารุงรักษา ใหอ ยูในสภาพที่ดไี มฉ กี ขาด 4) ประตูท่ีเขา-ออกตัวอาคารจะตองปดแนน และจะตองคงอยูในสภาพท่ีปดอยูเสมอเมื่อไมมี การเขา-ออกสตู วั อาคาร 4.3.4 การใหค าํ แนะนาํ และควบคมุ การเก็บรักษาอาหารหรือการบรรจุผลิตภัณฑอาหาร ตองให คงอยูในสภาพท่ีสะอาดปราศจากสิ่งปนเปอนอื่นใดท่ีไมตองการโดยเฉพาะอยางยิ่งตองปราศจากการ ปนเปอนของจุลินทรีย ซ่ึงการเก็บอาหารไวใหอยูในสภาพที่ดีมีคุณภาพของอาหารครบถวนจะตอง ปฏบิ ัติดงั นคี้ อื 1) การเกบ็ อาหารควรเกบ็ ไวใ นภาชนะที่สะอาดมฝี าปดมิดชิด และควรเก็บอาหารไวในที่สูงจาก พนื้ เพ่ือปอ งกนั การกระเดน็ เปรอะเปอนและไมใ หเ กิดการปนเปอ นอื่น ๆ 2) การเก็บอาหารที่ปรุงสุกแลวหรือผลิตภัณฑอาหารจะตองทําการเก็บรักษาแยกออกจาก วัตถดุ บิ ทีย่ ังไมไดป รุงหรอื ลางทําความสะอาดแลวเพอื่ ปองกันการปนเปอ นอาหาร 3) การเก็บรักษาอาหารที่ปรุงสุกหรือผลิตภัณฑอาหารเม่ือยังไมนํามาบริโภคจะตองเก็บไวใน สถานทที่ สี่ ามารถปองกันการปนเปอนจากสิง่ สกปรกตา ง ๆ 4) การเก็บรักษาอาหารหรอื ผลิตภณั ฑอาหารจะตองไมเก็บรักษาไวในที่ท่ีเปยกช้ืนและไมเก็บไว ในภาชนะท่มี คี วามชืน้ หรอื อยใู นลักษณะเปยก
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 91 4.4 การจดั การความสะอาด และการสขุ าภิบาลท่วั ๆ ไปในสถานทท่ี ่ใี ชใ นการประกอบอาหาร 4.4.1 การทําความสะอาดภาชนะอุปกรณแ ละพืน้ ผิวสมั ผสั อาหาร มวี ตั ถปุ ระสงค 2 ประการ ก. เพ่ือกําจัดเศษอาหารหรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ ท่ีอาจจะมีสารพิษหรือจุลินทรียที่ทําใหเกิดโรค หรือสิง่ ปนเปอนอนื่ ๆ ใหอ อกไปใหหมด ข. เพื่อเปนการรักษาความสะอาดส่ิงแวดลอมและเปนการสงเสริมใหผูที่จะตองสัมผัสอาหาร เกดิ ความตระหนักในเรอื่ งของสขุ วทิ ยาสว นบุคคลที่ดี 4.4.2 การดูแลความสะอาดเรียบรอยของสถานท่ีประกอบอาหารโดยมีวัตถุประสงคหลัก 4 ประการ ก. เพอื่ ไมใหก ลายเปนแหลง ที่อยอู าศัยของแมลงและสตั วนําโรค ข. เพ่ือไมใหมีของเสียสะสมอยูอันจะเปนสาเหตุของการแพรกระจายเช้ือโรคหรือจุลินทรียท่ี อาจจะทาํ ลายใหว ตั ถุดิบหรอื อาหารเสื่อมเสียคณุ ภาพ ค. เพ่ือไมใหเครื่องจักรอุปกรณตาง ๆ ที่อยูภายในสถานที่ประกอบการเกิดการผุกรอนหรือถูก ทําลาย ง. เพ่ือรักษาสิ่งแวดลอมในสถานที่ประกอบอาหารใหมีความสะอาดเปนการสงเสริมใหเกิดสุข วทิ ยาสวนบคุ คลทด่ี ขี องผปู ฏิบัตงิ านอยูภายในสถานทีด่ งั กลาว 4.4.3 การบําบัดและการกําจัดของเสีย การประกอบอาหารมักจะตองเกิดของเสียไมวาจะเปน ของเสียที่อยูในรูปกลิ่น ซ่ึงมาจากการ ทอด ตม ปง อบ จึงจําเปนตองทําการควบคุมและปองกันอาจ ดวยการใชการระบายอากาศ ของเสียอาจเกิดในรูปของของเหลวไดแก น้ําเสียจากการประกอบ อาหาร น้ําเสยี จากการลา งวตั ถุดิบ นา้ํ เสยี จากการลางอปุ กรณเคร่ืองมือเคร่ืองใชหรือภาชนะใสอาหาร จงึ จําเปน ท่ีจะตอ งมกี ารบําบัดและกําจัด 4.5 การควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ ผลิตภัณฑอาหารและสารปรุงแตงการควบคุมคุณภาพ ของวัตถุดิบ ผลิตภัณฑอาหารหรืออาหารท่ีผานการปรุงเพ่ือการบริโภครวมถึงสารปรุงแตงท่ีจะ นํามาใชในการประกอบอาหารมีความสําคัญตอคุณภาพของอาหารเปนอยางมาก ซึ่งคุณภาพของ อาหารน้ันตองมีการเลือกวัตถุดิบและสารปรุงแตงที่มีคุณภาพและทําการควบคุมไมใหเกิดการเสีย คณุ คา หรอื ไมใ หเกดิ การปนเปอ นกอนทีจ่ ะนํามาใช เม่อื นาํ สารปรงุ แตงและวัตถุดิบท่ีมีคุณภาพมาใชใน การประกอบอาหารดวยกรรมวิธีท่ีถูกตอง เหมาะสมและมีการปองกันการปนเปอนในระหวางการ ประกอบอาหารเปน อยางดีแลวจะทําใหอาหารท่ีปรุงหรือผลิตเสร็จเรียบรอยแลวมีคุณภาพดี แตถานํา อาหารที่ประกอบเสรจ็ เรียบรอ ยแลว ใช บริโภคทันทีดวยการใสในภาชนะที่สะอาดปราศเชื้อโรคและสารพิษก็ยอมท่ีจะทําใหเกิด ประโยชน แตหากนํามาเก็บรักษาไวเพื่อรอการบริโภคในระยะเวลาหน่ึงจําเปนที่จะตองทําการเก็บ รักษาไวใหเ กิดความสะอาดและปลอดภัยจนกวา ทจี่ ะนาํ มาใชในการบริโภค 4.6 สุขวิทยาสวนบุคคล แหลงของการปนเปอนท่ีสําคัญท่ีจะทําการแพรกระจายโรคผานทาง อาหารสุขวิทยาสวนบุคคล ( hygiene ) หมายถึงคนท่ีมีความสะอาด มีพฤติกรรมท่ีสะอาด และมี สุขภาพอนามัยดี 4.6.1 ความสะอาดสวนบุคคล ( Personal Cleanliness ) ความสะอาดสวนบุคคล หมายถึง การแตงกายดวยเสือ้ ผาหรอื เครื่องแตงกาย และมีรางกายท่ีสะอาด ผูท่ีจะประกอบอาหารหรือมีสวนที่
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 92 จะตองสัมผัสอาหารควรจะตองแตงกายใหสะอาดอยูเสมอและรักษารางกายใหสะอาดปราศจากสิ่ง สกปรกเปรอะเปอ นใด ๆ จึงควรมีผาคลมุ ผมและผาปดปากทีส่ ะอาด 4.6.2 พฤติกรรมทส่ี ะอาด ( Personal Hygiene Habit ) พฤติกรรมทจ่ี ําเปนจะตองฝกปฏิบัติ ใหเ กดิ ความเคยชินมดี ังน้ี ก. การลางมือใหสะอาด ในหลายกรณีไดแ ก - การลางมือใหสะอาดดวยสบูและนํ้าอุนกอนทํางานและหลังจากเสร็จสิ้นการทํางานในแตละ ครัง้ - การลางมือซ้ําหลังจากที่มือไดสัมผัสกับสิ่งสกปรกในระหวางการทํางาน เชน เมื่อสัมผัสกับ วัตถุดิบ การดมื่ น้ําหรอื อาหารอน่ื ๆ การสูบบหุ รี่ การสั่งนํา้ มกู การเขา หองนา้ํ ข. ในขณะปฏิบัติงานควรหลีกเล่ียงพฤติกรรมท่ีจะทําใหเกิดความไมสะอาดเรียบรอย เชน การ แคะจมูกหรอื ปาก การหวีผม การสูบบหุ ร่ี การสัง่ น้ํามูก ค. ตองพยายามไมใชมือสัมผัสอาหาร ควรใชเคร่ืองมืออุปกรณท่ีสะอาดในการจับตองหรือ สัมผสั อาหาร เชน การใชชอน สอม คีม เครื่องหั่น กระดาษฟรอยด หรือพลาสตกิ ง. การไอหรือจามตองระมัดระวังดวยการใชผาปดปากและลางมือใหสะอาดและถาเปนไปได ควรจะออกไปไอหรอื จามใหหางจากบรเิ วณท่จี ะตอ งใชใ นการสัมผัสอาหาร 4.6.3 สุขภาพอนามัยของผูท่ีจะตองสัมผัสอาหาร ผูท่ีจะตองสัมผัสอาหารจะตองกระทําตนให เปนผูท่มี ีสขุ ภาพดอี ยเู สมอ ถา หากเกดิ การเจบ็ ปว ยดว ยโรคติดตอซึ่งอาจแพรกระจายโรคสูอาหารหรือ หากทราบวาจะเปนพาหะนําโรคจะตองไมปฏิบัติงานในบริเวณที่ผลิตอาหารหรือสัมผัสกับอาหารโดย เด็ดขาด เชน เปน แผลหนอง ถกู นา้ํ รอ นลวก ทอ งเสีย เจ็บคอ โรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคดีซาน ควรใหมีการตรวจสุขภาพผูท่ีจะตองสัมผัสอาหาร ถาเปนผูท่ีตองปฏิบัติงานในรานอาหารหรือโรงงาน อุตสาหกรรมอาหารจะตองมีการตรวจสุขภาพกอนท่ีจะใหทํางาน และใหมีการตรวจเปนระยะใน ระหวางปฏิบัติงาน เชน ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ป หากพบวาเกิดการเจ็บปวยดวยโรคติดตอจะตอง ไดรับการรกั ษาใหหายกอ นจงึ คอ ยใหม าปฏิบตั ิหนา ทด่ี งั เดมิ คาํ ถามทายบท 1. จงบอกหลักการสขุ าภบิ าลอาหาร 2. จงอธิบายสขุ วิทยาสวนบคุ คล 3. จงอธิบายสารพิษทีพ่ บไดตามธรรมชาติ 4. จงยกตัวอยางเชอื้ ปนเปอนในอาหารมาจํานวน 3 ตวั อยา ง
Search