ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ • ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง การมีสิง่ มชี ีวิตนานาชนิด นานาพันธ์ุในระบบนิเวศ อันเปน็ แหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมากมายและแตกต่างกนั ทวั่ โลก หรือง่ายๆ คือ การทีม่ ชี นิด พนั ธุ์ (Species) สายพนั ธุ์ (Genetic) และระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แตกต่างหลากหลายบน โลก • ความหลากหลายทางชีวภาพ มาจาก Biodiversity หรือ Biological diversity ความ หลากหลาย (Diversity) หมายถึง มีมากมายและแตกต่าง ทางชีวภาพ (Biological) หมายถึง ที่เกี่ยวข้องกบั สง่ิ มีชีวิต
ความหลากหลายทางชีวภาพสาคญั อย่างไร ความหลากหลายทางชีวภาพทางธรรมชาติเป็นจุดสาคัญที่ทาให้ระบบใน ธรรมชาติสามารถดารงอยู่ได้ภายใต้สภาพการณ์ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ เสมอ ดังนั้นความหลากหลายทางชีวภาพจึงมีความสาคัญยิ่งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและวฒั นธรรม แต่ในปัจจบุ นั มนษุ ย์เป็นผู้ที่พยายามทาลายความหลากหลาย และได้พยายามสร้างสิง่ ทีท่ ดแทนด้วยความหลากหลายทอี่ ยใู่ นระดับตา่ กว่า เชน่ การ ตัดถางป่าเต็งรังแล้วปลูกสวนป่าทดแทน สวนป่าดังกล่าวเป็นระบบนิเวศที่มีความ หลากหลายทางชีวภาพต่าไม่ทนทานต่อการผันแปรของสิ่งแวดล้อม เช่น เกิดการ ระบาดของเช้อื รา เป็นต้น
ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) 3 เเบง่ เปน็ 3 ระดบั คอื 12 ความหลากหลาย ความหลากหลายทางชนดิ ความหลากหลายทาง ทางพันธกุ รรม (species diversity) ระบบนิเวศ (genetic diversity) (ecological diversity)
ความหลากหลายทางพันธกุ รรม (genetic diversity) หมายถึง ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพ บุรุษ และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปเช่น ลักษณะความหลากหลายของลวดลาย และสีม้าลายลักษณะทาง พันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดนั้นผ่านทางยีนส์ (genes) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด แต่ละประเภท ซึ่ง ส่งผลใหส้ ิง่ มชี ีวิตชนิดเดียวกนั อาจมีลกั ษณะเหมือนกันหรือมีแตกต่างกนั ไปตาม ยีนส์(genes) ทีไ่ ด้รบั การถ่ายทอดมาจากบรรพบุรษุ
ความหลากหลายทางชนิด (species diversity) สิ่งมชี ีวิตบนโลกมีอยู่มากมาย มลี กั ษณะทีแ่ ตกต่างกนั ไป ทั้งนคี้ าดวา่ ชนิดของสิ่งมชี ีวิตมีมากถึง 5-30 ล้าน ชนิด ทั้งพชื และสัตว์และจุลชีพแตกต่างกนั ออกไปท้ังรปู ร่างลกั ษณะ การดารงชีพกระจดั กระจาย กนั ออกไปในแตล่ ะ เขตภมู ิศาสตร์ของโลก อาจแบ่งไดเ้ ปน็ เช้อื ไวรัส 1,000 ชนิด แบคทีเรีย 4,760 ชนิด เชอื้ รา 47,000 ชนิด สาหร่าย 26,900 ชนิด สตั วเ์ ซลล์เดยี ว 30,800 ชนิด สัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลัง 99,000 ชนิด สตั วม์ กี ระดูกสนั หลงั 44,000 ชนิด ทั้งนรี้ ะดับจานวนประชากรของสิง่ มชี ีวิตจะแตกต่างกัน ออกไปขึ้นอยู่กับสภาพของสง่ิ แวดลอ้ ม
ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (ecological diversity) ระบบนิเวศแต่ละระบบเปน็ แหลง่ ที่อยู่อาศัยของสิ่งมชี ีวิตมากมาย หลายชนิด โดยมีสภาวะทีเ่ หมาะสมกับสิง่ มชี ีวิตแตล่ ะชนิด โดยที่ระบบ นิเวศจะมีความหลากหลายที่สามารถแยกออกได้ 3 ลกั ษณะ คือ 1. ความหลากหลายของถิ่นกาเนิดตามธรรมชาติ (habitat diversity) ตัวอย่างความหลากหลายของถิ่นกาเนิดตามธรรมชาติ เช่น ในผืนป่าทาง ตะวันตกของไทยที่มีลาน้าใหญ่ไหลผ่าน จะพบถิ่นกาเนิดตามธรรมชาติมากมายคือ ลา น้า หาดทราย พรุซึ่งมีน้าขัง ฝั่งน้า หน้าผา ถ้า ป่าบนที่ดอนซึ่งมีหลายประเภท แต่ละ ถิน่ กาเนิดจะมีสง่ิ มชี ีวิตอาศัยอยู่แตกตา่ งกนั ไป เช่น ลาน้าพบควายป่า หาดทรายมีนกยูง ไทย หนา้ ผามเี ลยี งผา ถ้ามีคา้ งคาว เปน็ ต้น
ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (ecological diversity) ต่อ 2. ความหลากหลายของการทดแทน ( successional diversity) ในป่านั้นมีการทดแทนของสังคมพชื กล่าวคอื เมื่อป่าถูกทาลายจะโดยวธิ ใี ดก็ตาม เชน่ ถูกแผว้ ถางพายพุ ัดไมป้ ่า หกั โค่น เกิดไฟป่า น้าท่วม หรือแผ่นดนิ ถล่ม ต่อมาจะมีพืชขึ้นใหม่เรียกว่า พชื เบกิ นา เชน่ มหี ญ้าคา สาบเสือ กล้วยป่า และเถาวัลย์เกิดขึ้นในที่โล่งนี้ เกิดขึ้นและหากปล่อยไว้โดยไม่มีการรบกวน ป่าดั้งเดมิ กจ็ ะกลบั มาอีกคร้ังเราเรียก กระบวนการนวี้ ่า การทดแทนทางนิเวศวิทยา ( ecological succession ) สิง่ มชี ีวิตบางชนดิ ปรบั ตัว ให้เข้ากับยุคต้น ๆ ของการทดแทน บางชนดิ ก็ปรับตัวใหเ้ ข้ากับยุคสุดท้ายซึ่งป่าบริสุทธ์ิ 3. ความหลากหลายของภมู ิประเทศ ( land scape diversity) ในท้องที่บางแห่งมถี ิ่นกาเนิดตามธรรมชาตมิ ากมาย เชน่ ลาน้า บึง หาดทราย ถ้า หนา้ ผา ภเู ขา ลานหนิ และมสี งั คมพชื ในหลาย ๆ ยคุ ของการทดแทน มที ุ่งหญา้ ป่า โปร่งและป่าทึบ พ้ืนทเ่ี ชน่ น้ีจะมีสรรพสง่ิ มชี ีวิตมากมายผดิ กบั เมืองหนาวทีม่ ีตน้ ไมช้ นดิ เดยี วขึน้ อยู่บนเน้อื ที่หลายร้อยไร่ มองไปกเ็ จอต้นไมส้ นเพียงชนิดเดยี ว
การจดั ลาดบั ของสิง่ มีชีวิต การจดั ลาดบั มี 3 ประเภทคือ 12 3 การตั้งชื่อวทิ ยาศาสตร์ของ การระบชุ ื่อวิทยาศาสตร์ สิง่ มชี ีวิต (nomenclature) ของสิ่งมีชวี ิตหรือหน่อย อนกุ รมวิธานของสิ่งมีชวี ิต การจดั หมวดหมขู่ องสิง่ มชี ีวิต (classification) (identification)
การจดั หมวดหม่ขู องสิ่งมีชวี ติ (classification) การจัดลาดบั ขั้นของกล่มุ สิ่งมีชีวิต ลาดับข้นั (hierarchy) การจดั ลาดับข้ันของกลุ่มสิง่ มชี ีวิตตามความสัมพนั ธ์ทาง ววิ ฒั นาการและความเหมอื นกันท้ังในด้านรปู ร่าง สณั ฐาน วิทยา และหลักฐานทางชีวโมเลกลุ โดยการจดั หมวดหมู่ของ สิง่ มชี ีวิตจะมลี าดับข้ัน (hierarchy) ต่างๆดังต่อไปนี้ • อาณาจกั ร (Kingdom) • ดิวิชนั (Division) หรือ ไฟลัม (Phylum) • คลาสหรือชนั้ (Class) • ออร์เดอร์หรือ อนั ดบั (Order) • แฟมลิ ีห่ รือวงศ์ (Family) • จีนัสหรือสกุล (Genus) • สปีชีสห์ รือชนดิ (species)
ชือ่ วทิ ยาศาสตรข์ องสิ่งมีชวี ติ (nomenclature) ช่อื ของสิง่ มชี ีวิตแบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ระบบหลกั คือ 3.ชอ่ื วิทยาศาสตร์ (scientific name) 1.ช่อื พ้นื เมอื ง 2.ช่อื สามัญ (vernacular name) (common name) ช่อื สากลที่ใช้ในการ เรียกชื่อของสิ่งมชี ีวิต ช่อื ทีใ่ ช้ภาษาท้องถิ่น ช่อื ภาษาองั กฤษของ เพื่อแก้ปัญหาการสบั สน ในการเรียก ส่ิงมีชีวิตชนิดตา่ งๆ จากช่อื พ้ืนเมอื งและชื่อ สิ่งมชี ีวิตชนิดต่างๆ สามญั ทาให้ นกั วิทยาศาสตร์ สามารถเข้าใจตรงกันได้
หลกั การในการต้งั ชื่อวิทยาศาสตร์ 4. การเขยี นชอ่ื วิทยาศาสตร์จะตอ้ งทาให้ชื่อวิทยาศาสตร์ 4 ของสิ่งมีชวี ติ สรุปได้ดังนี้ แตกต่างจากข้อความส่วนอืน่ ๆ โดยถา้ เปน็ การเขยี นจะใช้ การขีดเส้นใต้ชือ่ วิทยาศาสตร์ทั้งสองส่วนโดยที่เส้นทั้ง 1 ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ใช้เป็นภาษาละติน ถา้ เป็นภาษาอื่น สองไม่ติดกนั ในกรณีทีพ่ ิมพ์ดว้ ยคอมพิวเตอร์จะใช้ตวั เอียง (italic) แทนได้0 จะต้องทาให้เปน็ ภาษาละตินกอ่ น 5ชื่อที่ถกู ต้องของสิง่ มีชีวิตชนิดหนึ่งๆ (correct name) จะมี 2 ชือ่ วิทยาศาสตร์ตั้งตามหลัก binomial ได้เพียงชือ่ เดยี ว คอื ชื่อทีต่ ั้งเป็นชือ่ แรกและถกู ต้อง nomenclature ของลินเนียส โดยชื่อแรกเปน็ ชือ่ จีนสั ตามกฎเกณฑ์ ชื่อที่ต้ังํซา้ ที่เหลือจะเรยี กวา่ ชือ่ พ้อง (genericname) ส่วนชื่อหลงั เป็นชือ่ ระบุชนิด (Synonym) (specific epithet) 6ถา้ ทราบชอ่ื ผู้ตั้งชื่อ (author name) จะต้องลงชื่อของ 3 ชื่อของจีนัส (generic name) พยัญชนะตัวแรกจะต้อง ผู้ตั้งชื่อ ด้วยตัวพิมพ์ธรรมดาขนึ้ ต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ แต่ไม่ต้อง ขนึ้ ต้นด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ในขณะทีช่ ือ่ ระบชนิด (Specific เอียงหรือขีดเส้นใต้ และใส่ปีทีม่ ีการตีพิมพ์ผลงานการคน้ พบท้าย epithet) จะใช้อกั ษรตวั พิมพ์เล็กท้ังหมด ชื่อ คน่ั ด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) ตวั อยา่ งเช่น ก้ิงกือกระบอก Thyropygus allevatus Karsch, 1881 เป็นต้น
โดเมนและอาณาจักรของสง่ิ มีชวี ติ (Domain and Kingdom of Life) ปจั จุบันนักวิทยาศาสตร์ใช้หลักฐานทางพันธศุ าสตร์ระดบั โมเลกลุ ทาให้จาแนกสิ่งมชี ีวิตออกเป็น 3 โดเมน คือ โดเมนยแู บคทีเรีย โดเมนอาร์เคีย โดนเมนยูคาเรยี (Domain Eubacteria) (Domain Archaea) (Domain Eukarya) แบคทีเรียทั่วไปที่ แบคทีเรียโบราณทีพ่ บในที่ โปรติสต์ ฟงั ไจ พบในธรรมชาติ ทีม่ ีสภาพแวดลอ้ มรุนแรง พืช และสัตว์
ระบบเดิมในการจัดสง่ิ มีชวี ติ เปน็ หลกั อาณาจักรพืช 4 (Kingdom Plantae) 5 โดยจะแบ่งออกเปน็ 6 อาณาจักรใหญ่ คือ 6 1 อาณาจักรยูแบคทีเรีย (kingdom Eubacteria) 2 อาณาจักรอาร์เคีย อาณาจักรโปรติสตา (Kingdom Protista) อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) (Kingdom Archaea) 3 อาณาจักรสตั ว์ (kingdom Animalia) อาณาจักรโปรติสตา (Kingdom Protista)
อาณาจักรยแบคทีเรีย (kingdom Eubacteria) ลักษณะของสิง่ มีชวี ิตทีจ่ ัดอยู่ในอาณาจักรยแบคทีเรีย สรปุ ได้ดงั นี้ 1. สิง่ มชี ีวิตเซลล์เดยี วและมเี ซลล์เปน็ 2. สารพันธกุ รรมเปน็ สารพวก DNA ที่มี แบบโพรคาริโอต (prokaryotic cell) ลกั ษณะเปน็ วงปิด (circular DNA) และไม่ มโี ปรตีนฮิสโตน 3. แบคทีเรียทัว่ ไปมีรปู ทรง 3 แบบ คือ 4. ผนังเซลล์ของแบคทีเรียประกอบขนึ้ จากสาร รปู ทรงกลม (coccus) รปู ทรงท่อน (bacillus) peptidoglycan ยกเวน้ ในแบคทีเรียกลุ่ม รูปทรงเกลียว (Spirilum) mycoplasma ทีไ่ มม่ ผี นังเซลล์เป็นองค์ประกอบ
แบคทีเรยี สามารถจดั จาแนกออกไดเ้ ปน็ 2 กลุม่ หลักตามความสามารถในการย้อมติดสขี องผนังเซลล์ คือ 7.1 แบคทีเรียแกรมบวก 8. บทบาทของสิง่ มีชวี ิตในกลมุ่ ยแู บคทีเรีย (gram-positive bacteria) - ผู้ย่อยสลาย (decomposer) ท่สี าคัญในระบบนิเวศ ชว่ ยในการหมุนเวียนสารต่างๆ - กลุ่มที่มชี นั peptidoglycan หนา -แบคทเี รยี บางกลุ่ม เช่น Cyanobacteria สามารถสงั เคราะห์ด้วยแสงช่วยเพม่ิ กา๊ ซ ย้อมติดสีม่วงของ crystal violet ออกซิเจน -แบคทเี รยี บางกลุ่มสามารถเกิดการตรึง N, สามารถนามาใชใ้ นการปรบั ปรุงคุณภาพ 7.2 แบคทีเรียแกรมลบ ของดิน (gram-negative bacteria) - แบคทเี รยี หลายชนดิ ถูกนามาใชใ้ นอุตสาหกรรม เช่น การผลิตํนา้ ส้มสายชู นมเปร้ยี ว เนยแข็ง - กลุ่มทีม่ ชี ้ัน peptidoglycan บาง โยเกิร์ต ปลารา้ ปลาส้ม ผักดอง เปน็ ต้น คัน่ อยู่ระหว่างเมมเบรนสองช้ัน -แบคทเี รยี ปจั จุบนั ถูกนามาใชใ้ นทางพันธุวศิ วกรรม (genetic engineering) ย้อมตดิ สีแดงของ safranin-O
อาณาจักรอารเ์ คีย (kingdom Archaea) ลกั ษณะของสิ่งมีชวี ิตทีจ่ ดั อยูใ่ นอาณาจักรอาร์เคียสามารถสรปุ ไดด้ งั นี้ 1. สิง่ มชี ีวิตเซลล์เดยี วและเป็นเซลล์ 2. ผนังเซลล์ของแบคทีเรียกลุ่มนีไ้ ม่ได้ แบบโพรคาริโอต (prokaryotic cell) ประกอบด้วย peptidoglycan แต่จะเป็น สารประเภทไกลโคโปรตีนแทน 3. การดารงชวี ติ ส่วนใหญ่จะอาศยั พลังงาน 4. ลกั ษณะเดน่ ของแบคทีเรียกลุ่มนคี้ ือ พนั ธะที่เชอ่ื ม จากการออกซิไดซ์สารอนินทรียห์ รือ ระหว่างกลีเซอรอลกับกรดไขมนั ใน phospholipid ของ สารอินทรีย์กไ็ ด้ เยือ่ หุ้มเซลล์เป็นพันธะอีเทอร์ (ether linkage) ขณะที่ สิง่ มชี ีวิตที่เหลอื ทั้งหมดเป็นพันธะเอสเทอร์ (ester intage)
อาณาจกั รโพรทิสตา (kingdom Protista) กาํ เนดิ เซลลย์ ูคารโิ อต (Origin of Eukaryotic Cell) นกั ชีววทิ ยาเสนอแนวคดิ การกาเนดิ ของเซลล์ยคู ารโิ อต คือ endosymbiosis ซง่ึ อธิบายไว้ ว่า โครงสรา้ งและ ออรแ์ กเนลลห์ ลายอยา่ งภายในเซลลย์ คู ารโิ อตมีวิวฒั นาการมาจากเซลล์ โพรคารโิ อตขนาดเลก็ ท่เี ขา้ มาอาศยั อยรู่ ว่ มกนั ในเซลล์ ท่มี ีขนาดใหญ่กว่า ตัวอยา่ งเชน่ ไมโต คอนเดรยี (mitochondria) นกั ชวี วิทยาเช่อื ว่าเกิดจากแบคทีเรยี ท่ใี ชอ้ อกซิเจน (aerobic bacteria) กลมุ่ purple-Sulfur bacteria เน่ืองจากหลกั ฐานทางชีววิทยาระดบั โมเลกลุ พบว่า ลาํ ดบั เบสบนสาย DNA และ rRNA มีลกั ษณะคลา้ ยกบั ท่พี บในแบคทเี รยี กลมุ่ นี้
ลักษณะของสิ่งมีชีวติ ในอาณาจกั รโพรทิสตา สิ่งมชี ีวิตในกลุ่มน้มี ีความหลากหลายสูงมาก สามารถสรปุ ลักษณะต่างๆ ได้ดงั นี้ 12 34 สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ รูปแบบการดารงชีวิตบางชนิด สิ่งมีชีวิตกลุ่มนีบ้ างกลุ่ม รูปแบบการสืบพนั ธุ์ อาจจะเป็นสิง่ มีชีวิตเซลล์ เดียวหรือสง่ิ มีชีวิตหลาย อาจจะสามารถสร้างอาหารได้เอง อาจจะมกี ารเคลือ่ นทีไ่ ด้ อาจจะเกิดการสืบพนั ธ์ุ เซลล์ทีย่ ังไม่พฒั นาเปน็ เนือ้ เยือ่ จากการสังเคราะหด์ ้วยแสง โดยอาจจะใช้ซเิ ลีย (cilia) แบบไม่อาศยั เพศ (photoautotroph) หรอื อาจจะเป็น แฟลเจลลา (flagella) หรอื พวกท่ีจาํ เป็นตอ้ งไดร้ บั สารอาหาร ขาเทียม(pseudopodium) (asexual reproduction) จากภายนอก (heterotroph) บางชนดิ อาจจะไมพ่ บการ หรอื อาจจะเกิดการสืบพนั ธุ์ เคลอื่ นท่ีเลยก็ได้ แบบอาศยั เพศ (Sexual reproduction) ก็ได้
อาณาจักรพชื (Kingdom Plantae) 3 ลักษณะสาคัญของสิง่ มีชีวติ ในอาณาจกั รพชื สามารถสรปุ ไดด้ ังน้ี พืชมีผนงั เซลล์ (cell wall) สาํ หรบั ทาํ หนา้ ท่ีใหค้ วามแข็งแรงกบั เซลล์ 1 โดยเป็นสารพวกเซลลโู ลส สิ่งมชี ีวิตหลายเซลล์และเปน็ วัฏจักรชีวิตของพชื เป็นวงชีวิตแบบสลับ 4 เซลล์แบบยูคาริโอต (multicellular eukaryote) (alternation of generation) ระหวา่ งระยะท่ี เป็นสปอโรไฟต(์ Sporophyte: 2n) และระยะ 2 ท่เี ป็นแกมีโทไฟต์ (gametophyte: n) การดารงชีวิตเป็นแบบที่สามารถสังเคราะห์ ด้วยแสงได้ (photoautotroph) เน่ืองจากมี คลอโรพลาสตแ์ ละรงควตั ถทุ ่เี ก่ียวขอ้ งกบั การ สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง(photosyntheticpigment)
อาณาจกั รฟงั ไจ (Kingdom Fungi) ลกั ษณะของสิ่งมีชีวิตในอาณาจกั รฟงั ไจสามารถสรปุ ได้ดังนี้ 1 23 สิง่ มีชีวิตในกลุ่มนปี้ ระกอบขนึ้ จาก การดารงชีวิตของฟังไจส่วนใหญ่ ผนงั เซลล์ ประกอบด้วยสาร เซลล์ยูคาริโอต โดยอาจจะประกอบ จะเป็นผู้ย่อยสลาย (saprophyte) ประเภทไคติน จากเซลล์เพียงเซลล์เดียว บางชนิดอาจเป็นปรสิต (chition) (unicellularfungi) เช่น ยีสต์ หรือ อาจจะประกอบจากเซลล์มากกว่า 1 เซลล์ (mold) เช่น เหด็ รา เป็นต้น
อาณาจกั รฟงั ไจ (Kingdom Fungi) การจัดจาแนกสิ่งมีชีวติ ในอาณาจกั รฟงั ไจสามารถจาแนกออกไดเ้ ปน็ 5 ไฟลมั ดังนี้ 12 3 4 5 ไฟลมั ไซโกไมโคตา ไฟลมั แอสโคไมโคตา ไฟลัมเบสดิ โิ อไมโคตา (phytum Asconmycota) ไฟลัมไคทรดิ ิโอไมโคตา (phylum Zygomycota) (phylum Basidiomycota) (phylumChytridiomycota) ไฟลัมโกลเมอโรไมโคตา (phytum Glomeromycota)
อาณาจกั รสัตว์ (Kingdom Animalia) ลกั ษณะของสิ่งมีชวี ิตในอาณาจกั รสตั ว์ (kingdom Animalia) สามารถสรุปไดด้ งั นี้ 1. สิ่งมชี ีวิตหลายเซลล์ (multicellular 2. สัตวเ์ ปน็ สิง่ มชี ีวิตกลุ่ม heterotroph ไม่ organism) และประกอบขนึ้ จากเซลล์ สามารถสร้างอาหารเองได้ จาเป็นตอ้ ง ยคู าริโอต ไดร้ ับจากสิง่ แวดล้อมภายนอก 3. ไม่มีคลอโรพลาสตแ์ ละรงควัตถทุ ีเ่ กีย่ วข้อง 4. สตั วเ์ กือบทกุ ชนิดยกเว้นฟองน้า จะมีการ กับการสังเคราะหด์ ้วยแสง รวมกลุ่มกันของเซลล์เปน็ เน้อื เยื่อ
ไวรสั (Virus) นอกเหนือไปจากสิง่ มีชีวติ ในกลมุ่ 3 โดเมนหลกั ยงั มีสิง่ มีชีวติ อีกกลุ่มหน่งึ ที่มีลกั ษณะเฉพาะคือไวรสั (virus) ลักษณะของสิ่งมีชีวติ ในกลุ่มพวกไวรัส สามารถสรปุ ได้ดงั นี้ 1. ไวรสั ไม่ถือว่าเปน็ เซลล์ (ไม่มีเยื่อหุ้ม 2. ไวรสั ต้องอาศยั อยู่ในเซลล์โฮสต์ (host) เซลล์) แต่เปน็ สิ่งมชี ีวิต (มกี าร เท่านน้ั จงึ จะสามารถเกิดกิจกรรมต่างๆ สืบพันธ)์ุ ได้ (obligate parasite) 3. สารพนั ธกุ รรมของไวรสั อาจเปน็ DNA 4. ส่วนทีห่ อ่ หมุ้ สารพนั ธกุ รรมของไวรัส หรือ RNA และอาจเปน็ สายเดยี วหรือสายคกู่ ็ เรียกว่า แคปซดิ (capsid) ประกอบขนึ้ จาก ได้ โปรตีน capsomere
การสืบพันธแุ์ ละกิจกรรมต่างๆ การสืบพันธุ์และกิจกรรมต่างๆ จะเกิดขึน้ ได้เม่อื อยู่ภายในเซลล์โฮสต์เท่าน้ัน โดยไวรัสจะ ใช้เอนไซมแ์ ละวตั ถดุ ิบต่างๆ ที่จาเปน็ จากเซลล์ของโฮสต์โดยตรง ซึง่ เมื่อไวรัสสร้าง อนุภาคทีส่ มบูรณ์แลว้ ก็อาจจะทาลายเซลล์โฮสต์ใหแ้ ตกออก เพือ่ ใหไ้ วรัส สามารถ แพร่กระจายไปยงั เซลล์อื่นๆ ต่อไปได้ ในขณะที่ไวรสั บางชนิดอาจจะใช้วิธีการสอดแทรก เอาสารพนั ธกุ รรมของตัวเอง ไปไว้กบั เซลล์โฮสต์เพ่อื ใหเ้ กิดการเพิ่มจานวนได้ จนกระทง่ั เมือ่ อยู่ในสภาวะเหมาะสม สารพันธกุ รรมเหลา่ นีก้ จ็ ะแสดงออกและ สามารถผลิตเป็น ไวรสั จานวนมากขึน้ ได้
วิวัฒนาการของส่งิ มชี ีวิต วิวัฒนาการ (องั กฤษ: Evolution) คือการเปลี่ยนแปลงทางพันธกุ รรมในประชากร ของสิง่ มชี ีวิต จากรุ่นหนึง่ สู่รุ่นหนึง่ ววิ ัฒนาการเกิดจากกระบวนการหลัก 3 กระบวนการ ได้แก่ ความแปรผัน การสืบพันธุ์ และการคดั เลอื ก โดยอาศัยยีนเปน็ ตัวกลางในการ ส่งผา่ นลักษณะทางพันธกุ รรม
วิวัฒนาการของมนุษย์ มนษุ ย์เป็นสตั ว์เลยี้ งลกู ด้วยนมมชี ่อื วทิ ยาศาสตร์ Homo sapien sapien มกี ารดารงชีวิตมาประมาณ 3 หมืน่ -1 แสนปี มาแล้ว นักมนุษยวทิ ยาส่วนใหญล่ งความเห็น วา่ มนุษย์ และ ลิงไร้หาง (Ape) มบี รรพ บรุ ษุ ร่วมกัน
ข้อแตกตา่ งระหว่างมนุษยก์ บั ลิง 1. การเดิน มนษุ ยเ์ ดนิ 2 ขา ลาํ ตวั ตงั้ ตรง ลงิ เดิน 4 ขา 2. กระดกู เชิงกราน มนษุ ยม์ ีชนิ้ ถดั ไปเรยี งตวั ในแนวตง้ั กระดกู เชงิ กรานลิงมีลกั ษณะลาดเอียง ดงึ โนม้ ให้ กระดกู คอและกะโหลกศรี ษะเรยี งตวั ในแนวนอน 3. ปรมิ าตรของสมอง มนษุ ยม์ ีมากขนึ้ 4. สว่ นของหนา้ และขากรรไกร มนษุ ยล์ ดขนาดลง 5. ลกั ษณะมือ มนษุ ยแ์ ละลิงคลา้ ยกนั แตก่ ารใชง้ านตา่ งกนั เน่ืองจากขนาดของนิว้ หวั แม่มือยาวไม่เทา่ กนั นิว้ หวั แม่มือของลิงชมิ แพนซี สน้ั กว่าฐานขอ้ ท่ี 1 ของนิว้ ชี้ สว่ นนิว้ หวั แมม่ ือของมนษุ ย์ ยาวเกือบก่งึ กลางของ ขอ้ ท่ี 2
สายวิวัฒนาการของมนุษย์ จากการคน้ พบฟอสซลิ พบบรรพบรุ ุษของมนษุ ย์ ปรากฏขนึ้ ครง้ั แรก สมยั ไมโอซีน พบว่ามีความสมั พนั ธ์ ใกลช้ ดิ กบั African ape และเช่อื วา่ วิวฒั นาการมาจากบรรพบรุ ุษเดยี วกนั เม่ือประมาณ4-8 ลา้ นปีมาแลว้ มีการ คน้ พบ ฟอสซิล Australopithecines 4 สปีชสี ์ คือAustralopithecus afarensis ,A. africanus , A. robusts , A. bosei
Australopithecine สปีชีสแ์ รก Australopithecine สปีชีสแ์ รก คือ Australopithecus afarensis ลกั ษณะสาคัญ มขี นาดใหญ่ กว่าชมิ แพนซีเลก็ น้อย สงู 1-1.5 เมตร (3-5 ฟุต) น้าหนักตัว 25-50 กิโลกรัม ช่วงแขนยาว กว่าช่วงขา มกี ารค้นพบฟอสซิลของ A. afarensis ในอฟั ริกา มลี ักษณะเปน็ ผหู้ ญงิ ต้ังช่อื ว่า “Lucy” ฟอสซิล Australopithecus afarensis ชือ่ ลซู ี “Lucy” ที่พบจานวน 13 ฟอสซิล ทาง ตอนเหนือของทะเลทรายในเอธิโอเปียน ปี1974 โดย Donald Johanson ฟอสซิลมีอายุ มากกวา่ 3 ล้านปี โครงกระดกู เป็นลกั ษณะผู้หญิง เดนิ ตัวตรง
Australopithecine สปีชีส์ที่ 2 Australopithecine สปีชีสท์ ี่ 2 คือ Australopithecus africanus นกั มนุษย์วิทยาเชอ่ื วา่ A. africanus วิวัฒนาการ มาจาก A. afarensis ขนาดสมองอยู่ระหว่าง 494-600 ลบ.ซม. มี ความสงู ประมาณ 1.4 เมตร ส่วนหนา้ มีลกั ษณะแบน ฟนั หน้า (Incisor) มขี นาดเล็ก พบ ฟอสซิลของ A. africanus ในประเทศแทนซาเนยี และเอธโิ อเปีย มอี ายปุ ระมาณ 3 ล้านปี
Australopithecine สปีชีส์ที่ 3 Australopithecine สปีชีสท์ ี่ 3 คือ Australopithecus robustusมกี ารดารงชีวิตเมอ่ื ประมาณ 2.3-1.3 ล้านปีมาแล้วมลี ักษณะแตกต่างไปจาก 2 สปีชีสแ์ รก คือ สมองมขี นาดประมาณ 500-600 ลบ.ซม. มคี วามสูงประมาณ 1.5 เมตรน้าหนักตวั ประมาณ 45 กิโลกรัม มี หลกั ฐานพบว่า A. robustus มกี ารวิวัฒนาการแตกสายออกไป แล้วสูญพันธ์ุ
Australopithecine สปีชีส์ที่ 4 Australopithecine สปีชีสท์ ี่ 4 คือ Australopithecus boisei นกั มนษุ ย์วิทยามีหลักฐานพบว่า มนุษย์วานรสปีชีสน์ มี้ วี วิ ัฒนาการแตกสายแยกออกมาจาก A. afarensis สมองมลี ักษณะ คล้าย A. robustus มี Jawขนาดใหญแ่ ละมีความกวา้ งของฟันมากกวา่ มีการดารงชวี ติ อยู่ ทางตะวนั ออกของทวีปอัฟริกา ในช่วง2.5-1.2 ล้านปีมาแล้ว Human Species มนษุ ย์ มี 1 สกุล คือ สกุล Homo ประกอบด้วย 3 สปีชีส์ ได้แก่ Homo habilis, H. erectus, H. sapiens H. habilis และ H. erectus จัดเป็นมนุษย์โบราณ ทีส่ ญู พนั ธ์ุ ไปหมดแลว้
วิวัฒนาการของพชื พชื มกี ารเปลีย่ นแปลงมาโดยเริม่ แรกมกี ารอยู่อาศยั ในน้าทั่งหมดเสียก่อน โดยเป็นสาหร่ายสีเขียวแกรมนา้ เงิน และสาหร่ายสีเขียว โดยเริ่มจากพืชที่ไมม่ ที ่อลาเลียงไมม่ รี ากก่อน พชื ไมม่ รี ากก่อนแล้วจะมีราก ขึ้นมาเพอ่ื ดูอาหารไดร้ วดเรว็ จงึ มรี ะบบท่อลาเลียงอาหารทีไ่ ปเลีย้ งลาต้นได้รวกเร็วและทั่ว ท้ังต้นได้มกี ารเคลอื บช้ันนอกของเซลล์เพื่อป้องกนั การระเหยของน้า ช่วงก่อนไมม่ รี ากน้ันจะมกี ารเกิดได้ในบกมีความสูงประมาณ 4 นวิ้ มกี ารใช้สปอร์ในการ ขยายพันธ์ุ จากนั้นสปอร์มีการแยกออกเปน็ เพศเมยี และเพศผู้และต้องอาศยั พชื ในการ สืบพันธุ์ท้ังสองเพศเป็นที่มาของพชื มดี อกนั้นเอง ในชว่ งก่อน 60 ล้านปีมาพชื มดี อกมี จานวนมาก รวมถึงพชื ชนั้ ตา่ อื่นๆ บางชนิดเม่อื เกิดอณุ หภูมขิ องโลกเปลีย่ นแปลงไปก็ จะทาให้พืชเหล่าน้ันหายสาบสูญไปเป็นจานวนมาก คงเหลือไวอ้ ย่างเชน่ ตีนตุ๊กแก หวาย เฟริน์
วิวฒั นาการของสตั ว์ เริ่มแรกจากสัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลังจากสตั วเ์ ซลล์เดยี ว เม่อื 600 ล้านปีก่อนสัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลังมี จานวนมาก อย่างเช่นพวกหอย หนอน เป็นต้น เริม่ แรกนั้นอาศยั อยใู่ นนา้ เปน็ พวกปลาโดยมอี ายกุ ว่า 500 ล้านปีมาแล้วปลาจะมีมีกระดูดสนั หลงั มีลาตวั อ่อนนมุ่ มปี ากคล้ายปลา หลงั มาจึงมเี กลด็ มีขากรรไกล ที่ปากแล้วจึงเปน็ ปลาในท่สี ดุ ต่อมาเมื่อ 370 ล้านมี ปลาเริ่มมีวิวฒั นาการโดย มขี าที่งอกออกมากลายเป็นสัตวค์ รึ่งบกครงึ่ น้า แต่ก่อนมขี นาดใหญเ่ คล่อื นไหวได้ชา้ จนพัฒนามาใหเ้ คล่อื นไหวไดด้ ีขึน้ และยังสามารถที่ จะรบั รสและกลิ่นได้ด้วยมนี ้าลายเพื่อทาให้อาหารอ่อนนุ่ม การทีเ่ ป็นสตั ว์ครึ่งบกครึ่งน้า ทาให้แพร่กระจายไปอย่างรวดเรว็ โดยไมต่ ้องยึดอยู่กบั น้าอกี ต่อไป เมอ่ื 37 ล้านปีจงึ กลายมาเปน็ สตั ว์เลือ้ ยคลานโดยมีลาตวั เหมือนกนั สตั ว์ครึ่งบกครึ่งน้าและสามารถอาศยั ไปในทตี่ ่างๆได้ อย่างที่เราได้พบพวกเต๋า แล้วมาเป็นงู กิง่ กาในปัจจุบนั ววิ ฒั นาการ ต่อมาของสตั วเ์ ล้ือยคลานก็คือนก เน่อื งจากสตั วพ์ ยายามหาแมลงจึงทาใหป้ ากมคี วาม เหมาะสมกบั การหาอาหารได้ง่าน มีน้วิ ที่ยาวใช้ในการเกาะกิ่งไม้ มขี นทีช่ ว่ ยให้ความ อบอุ่นกบั ร่างกาย
Search
Read the Text Version
- 1 - 35
Pages: