Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมวิชาวิทยุ (1)

รวมวิชาวิทยุ (1)

Published by Kanokpornake2558, 2018-06-13 03:25:34

Description: รวมวิชาวิทยุ (1)

Keywords: วิทยุ

Search

Read the Text Version

1.1 รายการสารคดีท่ัวไป (general feature) เน้อื หาของรายการสารคดที ่ัวไป โดยสว่ นใหญน่ ้นั มกัเป็นเร่ืองราวกว้างๆ โดยท่ัวไปไม่จากัดเฉพาะเจาะจง จะเห็นได้ว่า เนื้อหาในรายการสารคดีท่ัวไปจะเป็นเรื่องการให้ขา่ วสาร ให้ความรู้แก่ผ้ฟู ังในเร่ืองทว่ั ไป โดยวธิ กี ารนาเสนอท่เี หมอื นการเลา่ ส่กู นั ฟงั มากกว่า ดังน้ัน สิ่งสาคัญของการกาหนดเน้ือหาของสารคดีประเภทท่ัวไป อาจไม่ต้องการการแสดงข้อเท็จจริงจนเกินไป แต่เน้นท่ีความเป็นเร่ืองราวท่ีผู้ฟังสามารถนาไปประยุกตห์ รือปฏบิ ัติตามได้โดยงา่ ย ตวั อย่างเน้ือหาที่อาจจะนามาจัดทาเปน็ รายการสารคดที ั่วไป เช่น เร่อื ง : กฎหมาย หัวข้อเร่อื ง : กฎหมายชาวบา้ น เน้อื หาอาจจะแยกออกได้ ดงั นี้ - รัฐธรรมนูญฉบับชาวบา้ น - สิทธใิ นการรับรู้ข่าวสาร - การรอ้ งทุกข์ 1.2 รายการสารคดเี นื่องในโอกาสพเิ ศษ (special occasion feature) การค้นควา้ เนื้อหาของรายการเพื่อนามาผลิตเป็นรายการสารคดีเน่ืองในโอกาสพิเศษนับว่าสามารถหาข้อมูลได้ง่ายท่ีสุด ท้ังน้ีเพราะโอกาสพิเศษต่างๆ น้ัน มีผู้บันทึกหรือเก็บหลักฐานไว้มากมาย เช่น สารคดีเก่ียวข้องกับเทศกาลประเพณีต่างๆ วันสาคัญทางศาสนา วันสาคัญของชาติ เป็นต้น ซ่ึงการจัดลาดับเน้ือหาอาจจะทาได้ในลักษณะของการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของวันโอกาสพิเศษคร้ังน้ัน ความสาคัญที่จะต้องมีการจัดรายการให้เป็นพิเศษเพราะอะไรเกย่ี วขอ้ งกบั ผูฟ้ ังอยา่ งไร การสรุป ก็มักจะเป็นการยกย่องหรอื ชใี้ ห้เหน็ เป็นตวั อย่าง หรือให้ระลึกถงึ ความสาคัญของวนั นั้นในแง่ประเพณีอันดงี าม เปน็ วัฒนธรรมทน่ี ่ายกย่อง เป็นลักษณะของความสามัคคีของคนในชาติ 1.3 รายการสารคดีเชิงข่าว (news feature) การเสนอเน้ือหาในรายการสารคดีเชิงข่าว เนื้อหาทงั้ หมดมีแหล่งขอ้ มูลพ้นื ฐานมาจากขา่ วทเี่ กดิ ขึ้นจริง โดยมักผลิตรายการในลักษณะของการเสนอเบ้ืองหลังขา่ วว่ามีข้อเท็จจริงและมีเรื่องราวเป็นมาอย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไรในแง่มุมไหนบ้าง ความคืบหน้าเป็นอย่างไรผู้ผลิตรายการจะต้องพยายามวิเคราะห์เน้ือหาออกมาให้เห็นถึงปัญหาหลายๆ ด้าน ถ้าเป็นการต่อสู้ 2 ฝ่าย ก็พยายามเสนอสถานการณ์ท่ีมาของปัญหาทัง้ 2 ฝา่ ยอย่างยุติธรรม ประเด็นที่สาคัญอยู่ที่การเลือกเน้ือหาที่จะมาจัดทาเป็นรายการสารคดเี ชิงข่าว มักไม่นิยมเลือกเอาขา่ วที่มีข้อยตุ ิจบส้นิ ลงไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเลอื กเอาเรื่องที่กาลังมีปัญหาอยู่เพ่ือให้สังคมหรือผู้ฟังไดพ้ ิจารณา หรือช้ีชวนใหเ้ กิดการแก้ปัญหาที่เหมาะสมต่อไป เชน่ การเลือกผลติ สารคดเี นือ้ หาข่าวการตอ่ สู้ หรือเรยี กร้องหาความเป็นธรรมระหวา่ งประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ 1.4 รายการสารคดีเชิงวิเคราะห์ (the investigative documentary) เน้ือหามักจะเน้นเร่ืองราวสาระท่ีคอ่ นข้างหนักแสดงให้เห็นถึงขอ้ เท็จจริง ข้อดี ข้อเสีย ของประเด็นปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกบั มนุษย์ หรือเป็นเร่ืองราวของสิ่งแวดล้อม ส่ิงมีชีวิต หรือส่ิงไม่มีชีวิตอื่นๆ แต่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในแง่ใดแง่หน่ึง รูปแบบเนื้อหาจึงแสดงออกมาในรูปความคิดเห็นข้อเสนอแนะ การวิเคราะห์ปัญหา การแก้ปัญหา การทานายเหตุการณ์ท่ีน่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง ในขณะท่ีผู้ผลิตก็อาจทิ้งท้ายเน้ือหาเรื่องราวให้ผู้ฟังคดิ กันต่อไป เช่น เน้ือหาเรอ่ื งการปฏิรูประบบราชการ ในมุมมองคิดใหม่ทาใหม่ และวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยยุคปฏริ ูป 1.5 รายการสารคดีท่องเที่ยว (touring feature) เน้ือหาส่วนใหญ่ชัดเจนในด้านการเน้นเร่ืองสถานที่ท่องเท่ียว ประวัติความเป็นมา และสิ่งที่น่าสนใจท่ีควรจะเดินทางไปเที่ยว นอกจากนี้ อาจให้ข้อมูลในเรื่องวิธีการเดินทางไปสถานท่ีเหล่านั้น ตลอดจนการเตรียมตัวเดินทาง เช่น พาหนะที่ใช้ในการเดินทาง ที่พักจะไปพกั ท่ีไหนบ้าง การแนะนาค่าใช้จ่ายในการไปท่องเที่ยวอย่างประหยัดว่าจะทาได้อย่างไร ช่วงเวลาท่ีเหมาะสมที่

จะไปเที่ยวยังสถานท่ีน้ันๆ ตลอดจนการเตรียมส่ิงจาเป็นอ่ืนๆ เช่น เสื้อกันหนาว รองเท้าผ้าใบ ยารักษาโรคประจาตวั ไฟฉาย ไม้ขดี ไฟ เปน็ ต้น 2. วธิ ีการนาเสนอรายการสารคดี จะเห็นได้ว่ารายการสารคดีแต่ละประเภท มีการเลือกเนื้อหาค่อนข้างจะเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภททีเดียว แต่สาหรับวิธีการเสนอรายการน้ัน เราสามารถใช้หลักการเดียวกันได้ คือ ในแง่ของเน้ือหานั้นจะต้องเป็นเร่ืองเดียวกัน คือ มีแกนของเรือ่ งเพียงแนวเดียว ส่วนวิธีการนาเสนอรายการน้ันควรจะต้องมีความหลากหลายพอสมควร ความหลากหลาย หมายถึง ส่ิงท่ีนามาสอดแทรกในรายการทาให้เกิดความแตกต่างในเร่ืองเสียง เช่นรายการที่ออกอากาศแต่ละครั้งหรือแต่ละตอน ควรจะมีหลายเสียง อาจจะเป็นเสียงของผู้พูดที่มีคนหลายคนมิใช่เสียงของผู้ดาเนินรายการ หรือผู้ประกาศเพียงคนเดียว มีการนาเสียงสัมภาษณ์มาอยู่ในรายการ การนาเพลงมาค่ันมาประกอบในรายการหรือการนาเสียงประกอบ มาแทรกเพ่ือทาให้เกิดบรรยากาศดีขนึ้ ทั้งน้ีเพ่ือให้รายการนน้ั ดงึ ดูดผู้ฟังและมีสสี นั มากขึน้ ซ่ึงสามารถพจิ ารณาไดด้ ังต่อไปน้ี 2.1 ช่ือเรื่อง ช่ือเร่ืองนั้นมีความสาคัญยิ่ง เพราะช่ือเรื่องเป็นส่วนสาคัญในการดึงดูดความสนใจผู้ฟังเป็นอันดับแรก ตัวอย่างช่ือเร่ืองท่ีผู้ฟังได้ยินแล้วก็อาจจะไม่อยากฟัง แต่หากเม่ือเปลี่ยนช่ือแล้วอาจจะสนใจฟังมากกว่า เชน่ “วิธกี ารรกั ษาโรคมะเรง็ ” เปล่ียนเปน็ “ชวี จิ ติ พชิ ิตมะเรง็ ” เปน็ ตน้ 2.2 บทเร่ิมต้นหรือการนาเข้าสู่รายการ การเร่ิมต้นหรือนาเข้าสู่รายการสารคดีมีวธิ ีการดึงความสนใจของผ้ฟู งั ใหต้ ิดตามฟงั รายการไปตลอด โดยใช้วิธี 2.2.1 การนาเข้าสู่รายการโดยอาศัยการพูดถึงส่ิงแวดล้อมรอบตัวผู้ฟังหรือสิ่งท่ีผู้ฟังสังเกตเห็นอยูเ่ ป็นประจาเป็นเครอ่ื งจูงใจ เชน่ การชว่ ยกนั ประหยัดนา้ อาจเกร่ินนาเข้าสู่รายการว่า “คุณผู้ฟังคะ บรรยากาศช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ เรากาลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและความแห้งแล้งอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม เพ่ือให้คุณผู้ฟังได้ตระหนักถึงความสาคัญของน้าที่จาเป็นอยา่ งยิ่งกับการดารงชวี ิต ดังนั้นพวกเราคงต้องช่วยกนั ใช้น้าอย่างประหยัด เพ่ือใหม้ ีทรพั ยากรนา้ ใช้อยา่ งเพยี งพอในฤดรู ้อนนีค้ ่ะ” 2.2.2 การนาเข้าสู่รายการโดยพดู ถึงตวั ผฟู้ งั โดยตรง เชน่ โรคไข้เลือดออก “ท่านผู้ฟังคะ อันตรายท่ีอยู่ใกล้ตัวเราที่สุดในช่วงหน้าฝนก็คือ ยุง ไม่ว่าจะเป็นยุงลายยุงก้นปล่อง ล้วนแล้วแต่เป็นพาหนะนาโรคต่างๆ มาสู่เราท้ังนั้น โดยเฉพาะยุงลายซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไขเ้ ลอื ดออก เราควรทีจ่ ะมารถู้ งึ วธิ ีปอ้ งกนั การเป็นโรคนีก้ ันอย่างถกู ต้องดกี ว่านะคะ” 2.2.3 การนาเข้าสู่รายการโดยอาศัยเสียงประกอบ เช่น เสียงการรายงานจากสถานท่ีเกิดเหตุจรงิ เช่น เสยี งความวุน่ วายในตลาด การจราจรในกรุงเทพฯ เปน็ ต้น 2.2.4 การนาเข้าสู่รายการโดยอาศัยเทคนิคละครวิทยุเป็นเครื่องช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจ และจินตนาการตามได้ (ดูรายละเอยี ดในบทที่ 10 เรือ่ งการผลติ รายการละครวทิ ย)ุ 2.3 การใช้เพลงในรายการ ในรายการสารคดีมักใช้เพลงประจารายการ เพลงคั่นรายการ และเพลงรอ้ ง 2.3.1 เพลงประจารายการ ควรจะเป็นเพลงบรรเลงมากกว่าเพลงร้องและนามาใช้ในตอนเริ่มต้น และปดิ ท้ายรายการ เพื่อทาให้ผู้ฟังเขา้ ใจว่ารายการของเรากาลงั เรมิ่ ตน้ หรือกาลังจะจบลง 2.3.2 เพลงคั่นรายการ ใช้เปิดระหว่างดาเนินรายการสารคดี หรือใช้คลอไปกับบทบรรยายเน้ือหาสาระของสารคดไี ด้ เพื่อไม่ให้ผู้ฟังสับสนจึงควรเลือกเพลงท่ีมีลีลาแตกต่างจากเพลงประจารายการ อาจใช้เป็นเพลงบรรเลงด้วยดนตรีล้วนๆ ส่ิงสาคัญ คือ อารมณ์ของเพลงควรจะเข้ากับบรรยากาศในเน้ือเร่ืองด้วยจึงจะทาใหด้ ผู สมกลมกลืนกนั ดี

2.3.3 เพลงร้อง รายการสารคดีสามารถเลือกเพลงร้องที่มีเนื้อร้องสอดคล้องกับเร่ืองราวท่ีกาลังนาเสนอ และเปิดให้ผู้ฟังฟังเพลงทั้งเพลง เพลงจาพวกนี้จัดเป็นเนื้อหารายการอย่างหน่ึง เช่น หากเป็นรายการเกี่ยวกับการท่องเท่ียว ก็ควรมีเพลงที่มีเนื้อหาเก่ียวกับการท่องเท่ียว เพ่ือให้รายการนั้นได้อรรถรสในการท่องเที่ยวและรายการน่าฟังมากย่ิงขึ้น หรือการผลิตรายการสารคดีชุด การเลือกต้ัง สามารถนาเพลงที่มีเน้ือหาการรณรงค์ เชิญชวนประชาชนไปเลือกต้ังของศิลปินนักร้องต่างๆ มาเปิดให้แก่ผู้ฟังฟังพร้อมกับการให้ข้อมูลขา่ วสารแก่ประชาชน 2.4 การเช่ือมรายการ การผลิตรายการสารคดีแทบทุกประเภท จาเป็นต้องมีการเช่ือมรายการเพ่ือให้ผู้ฟังเห็นว่าเป็นเร่ืองราวเดียวกัน การเช่ือมรายการนับว่าเป็นสิ่งจาเป็นมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันเดียวกัน เปน็ รายการเดียวกนั ด้วย วิธีการเชอื่ มรายการสามารถทาได้ ดังน้ี 2.4.1 การเชื่อมด้วยเพลง เพ่ือให้สารคดีน้ันดาเนินไปอย่างราบร่ืน และมีจุดสนใจ ผู้ผลิตสามารถเลือกเพลงที่เข้ากับบรรยากาศหรือเนื้อหาท่ีนามาเสนอ เพลงที่ใช้เช่ือมรายการส่วนใหญ่มักใช้เพลงบรรเลงมากกว่า ทัง้ น้ี เพราะไม่ตอ้ งการใหเ้ นื้อรอ้ งดึงความสนใจของผู้ฟังไปจากเนื้อหาที่กาลงั เสนออยู่ 2.4.2 การเชือ่ มด้วยคาพดู การสรา้ งข้อความหรือคาพูดทีเ่ ช่ือมระหว่างเน้อื หาประเด็นหนง่ึ ไปยังอีกประเด็นหน่ึงท่ีกาลังจะพูด ตัวอย่างเช่น การเช่ือมโยงประเด็นการท่องเท่ียวภาคเหนือในช่วงฤดูหนาวและการระมดั ระวังสุขภาพของนกั ท่องเท่ียว “นักท่องเท่ียวมักเดินทางไปท่องเท่ียวภาคเหนือในช่วงอากาศหนาว ในขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าอุณหภูมิจะลดลงอีกประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิท่ีลดลงก็ทาให้เกิดปรากฏการณ์น้าค้างแข็งหรือแม่คนิ้ง สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเท่ียวอย่างมาก อย่างไรก็ตามนกั ท่องเทีย่ วท้งั หลายกค็ งตอ้ งระมัดระวงั รักษาสุขภาพในช่วงนี้ดว้ ย” 2.5 เสียงประกอบ เป็นส่วนหนึ่งในวิธีการเสนอรายการสารคดี เพ่ือให้เกิดความหลากหลายและบรรยากาศในการฟัง จะช่วยสร้างจินตนาการของผู้ฟังได้ดี การใช้เสียงประกอบต่างๆ ควรคานึงถึงความเหมาะสมในการใช้กับสารคดีแตะละประเภท เช่น การนาเสนอสารคดีทั่วไปเร่ืองการบริโภคอาหารปลอดภัยอาจเลือกใช้เสียงประกอบจากเหตุการณ์ในตลาดสด เพื่อดึงไปสู่การอธิบายถึงหัวข้อเรื่องการเลือกซื้ออาหารอย่างไรจึงจะปลอดภยั 2.6 ภาษาและลีลาการพูด มีความสาคัญอย่างย่ิงในการนาเสนอรายการ ด้วยความแตกต่างของกลุ่มผู้ฟังมีหลายระดับ มีหลายอาชีพ การศึกษา เพศแตกต่างกัน ความชอบหรือความเข้าใจในเรื่องภาษาและลีลาการพูดย่อมแตกต่างกันดว้ ย การใช้ภาษาควรจะใช้ประโยคงา่ ยๆ ส้ันๆ กะทดั รดั และพูดยา้ ในส่วนทีส่ าคัญ เพื่อความเข้าใจในสิ่งที่พูด โดยต้องไม่ลืมว่าผู้ฟังนั้นไดย้ ินเฉพาะเสียงเท่านั้น การใช้ภาษาเพื่อถา่ ยทอดเน้ือหาสาระจงึ ควรจะเปน็ ภาษาท่ีให้นึกเห็นภาพก็จะเปน็ ประโยชนต์ ่อผฟู้ ังเปน็ อยา่ งยิง่ ประกอบกับการใช้ลีลาในการเล่าให้ฟังมากกว่าการอา่ นใหฟ้ ังขนั้ ตอนและเทคนคิ การผลิตรายการสารคดี รายการสารคดีแต่ละประเภทนั้น มขี ้ันตอนและเทคนคิ การผลิตใชห้ ลักการเดยี วกัน คือ เนื้อหาจะต้องเปน็ เรือ่ งเดียว โดยมีแกนของเรือ่ งเพียงแนวเดียวและรายการควรมคี วามหลากหลายในการเสนอ ดังนน้ั ผู้ผลิตรายการจะตอ้ งมกี ารวางแผนเป็นข้นั ตอน ดังน้ี 1. วางโครงเรือ่ ง โดยพจิ ารณาจากจุดมุง่ หมาย วตั ถุประสงค์ท่วี างไวว้ ่าเพอื่ ใคร เพ่อื อะไร ทั้งน้ี เพือ่ทาการกาหนดขอบเขตของเนื้อหาสาระท่ีจะนาเสนอโดยคร่าวๆ ว่าควรจะกว้างและลึกขนาดไหน จึงจะพอเหมาะกับจุดมุ่งหมายน้ันและตรงตามวัตถุประสงค์ แล้วลาดับข้ันตอนเร่ืองของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบว่าอะไรก่อนอะไรหลัง ส่วนไหนจะใช้รูปแบบใด เช่น สัมภาษณ์ เป็นการรายงานเหตุการณ์ เป็นรูปแบบบทความหรือละคร เปน็ ตน้

2. รวบรวมขอ้ มลู การรวบรวมข้อมลู ท่ีต้องการ สามารถ การค้นควา้ จากเอกสารท่เี กีย่ วข้อง จากผู้รู้โดยการสมั ภาษณ์ เสาะแสวงหาจากแหล่งขา่ วจริงหรอื จากเหตกุ ารณจ์ รงิ ที่มีการบันทึกไวเ้ ป็นหลกั ฐาน 3. เขยี นเคา้ โครงเรื่องยอ่ ตงั้ เป็นหัวขอ้ หรือประเด็นตามลาดบั โดยพจิ ารณาข้อมลู ดิบท่ไี ด้มาเพ่ือให้เนอ้ื หาอยใู่ นแนวทางทีก่ าหนดไว้ แลว้ เลือกเอาเฉพาะส่วนทต่ี อ้ งการใหส้ มดุลกบั ความยาวของรายการเค้าโครงเรอ่ื งย่อ..............หวั ข้อ/ประเด็น หวั ขอ้ /ประเด็นรายละเอียด รายละเอยี ด รายละเอยี ด รายละเอยี ดเชอ่ื มโยงกันใหเ้ ปน็ เอกภาพ ภาพท่ี 6.2 ภาพแสดงการเขยี นเคา้ โครงเรื่องยอ่ 4. ขน้ั การเขียนบท ขอ้ มลู ท่ไี ดม้ านามาส่กู ารเขียนบทให้เชื่อมโยงเนือ้ หากนั อย่างราบรืน่ โดยมีวิธกี ารเขยี นบทรายการสารคดี ดงั น้ี 4.1 เรยี บเรียงเนอ้ื หาจากข้อมลู ทม่ี อี ยใู่ ห้ดาเนินเรือ่ งตามลาดับได้ดี จบั ประเด็นที่สาคัญและทกุประเด็นต้องมคี วามสมบรู ณ์ ไดแ้ ก่ ความถกู ตอ้ ง ชดั เจน ไม่ปลอ่ ยให้ผู้ฟังสงสยั ในประเดน็ ใดประเดน็ หน่ึง 4.2 บทบรรยาย ไมค่ วรละเอยี ดมากนกั เพราะรายละเอยี ดตา่ งๆ จะนามาใชใ้ นลักษณะของเสยี งดนตรี เสียงประกอบแทนได้ จะเปน็ การใหค้ วามหมายไดอ้ ยา่ งชัดเจนแกผ่ ฟู้ งั 4.3 พยายามใชเ้ สียงบุคคลในเร่ืองหรอื เสียงตา่ งๆ ทีส่ าคัญเปน็ ตวั บอกเรื่องราวอย่างชดั เจนผบู้ รรยายทาหนา้ ทอ่ี ธบิ ายในสว่ นทไ่ี ม่อาจบอกเร่อื งราวหรือไม่มีสว่ นสาคญั เท่านนั้ 4.4 จังหวะของภาษา อารมณ์ของเรื่องหรอื บุคคลในเรอ่ื งต้องดงึ ดดู ความสนใจ 4.5 การสัมภาษณท์ ่นี ิยมใชใ้ นรายการสารคดี สว่ นมากมกั ใชแ้ คเ่ สยี งของผสู้ มั ภาษณม์ าประกอบเทา่ น้ัน ใหถ้ ามคาถามให้ตรงจุดทีต่ อ้ งการเป็นเร่ืองๆ ไป ผ้สู ัมภาษณ์ต้องไม่มบี ทบาทมากนกั 4.6 บทเช่ือมโยงควรเรยี บๆ และต่อเนื่อง 4.7 เทปแทรกท่ีใชใ้ นแตล่ ะครง้ั ไม่ควรยาวเกนิ ไป ถ้าจาเป็นควรแบ่งเป็น 2 หรือ 3 ชว่ ง แล้วใช้คาบรรยายแทรกระหว่างช่วงการดาเนินเรอื่ งของรายการสารคดี การดาเนินเรื่องของรายการสารคดี แบง่ เป็น 2 สว่ น คอื 1. ส่วนบรรยาย (narration) เป็นการเลา่ เรอ่ื งประกอบกับเทปเสยี งตา่ งๆ ซึง่ การบรรยายควรนาเสนอสาระในลกั ษณะมีผู้เล่ามาพูดคยุ หรือเพียงเป็นผ้เู ชือ่ มรายการแตล่ ะสว่ นๆ เทา่ น้นั 2. ส่วนเสยี ง (sound) ไดแ้ ก่ เสียงจากบุคคล เสยี งสตั ว์ เสยี งจากธรรมชาติ เสียงเหลา่ น้สี ามารถบนั ทึกไว้ได้ คือ บันทึกจากสถานท่ีจริง บันทึก ณ ท่ีนัดหมายทัง้ ในและนอกหอ้ งผลิตรายการ เสียงเหลา่ นจ้ี ะทาหนา้ ทใ่ี นการเล่าเรื่องราวตา่ งๆ วธิ ีการเล่าเรื่อง ใชว้ ิธดี งั ต่อไปนี้

1. การเล่าเรื่องแบบใช้เสยี งรวม คือ มี ผเู้ ล่า (narrator) หรือผดู้ าเนินรายการมากกว่า 1 เสยี ง อาจเปน็ การการสนทนากนั แลว้ สลบั กบั เสียงรปู แบบต่างๆ ทไ่ี ด้วางโครงเรือ่ งเอาไว้ 2. การเล่าเร่ืองแบบใชเ้ สยี งจริง เช่น มีเทปแทรกเกย่ี วกบั การสมั ภาษณ์ รายงานข่าวหรือเสยี งประ-กอบอื่นๆ ตามทไ่ี ด้ตดั ต่อไว้แล้วเปน็ จดุ สาคญั และมผี เู้ ล่าหรอื ผู้เสนอรายการเปน็ ผเู้ ชื่อมรายการ 3. การเลา่ เรื่องแบบไม่มีผเู้ ลา่ หรอื ผู้ดาเนนิ รายการ เปน็ การใช้เสียงจรงิ ที่ได้มกี ารบันทึกเสยี งไว้ก่อนแลว้ นามาเรยี งลาดบั ตอ่ กันไปเป็นเรอ่ื งราวในตวั เอง 4. การเลา่ เรอ่ื งแบบใชผ้ ู้เล่าเพียงคนเดียว เสนอในรปู แบบการพูดคยุ สลับเทปเสียงรูปแบบตา่ งๆ 5. การเล่าเรอ่ื งแบบละคร นาเสนอข้อเทจ็ จริงต้งั แตต่ น้ จนจบ อยา่ งไรก็ตาม การใช้การดาเนนิ เร่อื งแบบใด ขนึ้ อย่กู ับเนอ้ื เรอื่ งทีจ่ ะเสนอข้อมูล วตั ถดุ บิ ท่มี ีและวัตถุประสงคข์ องรายการสรุป รายการสารคดี คือรายการที่นาเสนอเน้อื หาสาระในเรื่องใดเรื่องหนงึ่ อยา่ งละเอยี ดเจาะลกึ ด้วยวิธีการเสนอรายการทีห่ ลากหลาย กลุ่มผู้ฟังรายการสารคดจี ะมีกลุ่มผูฟ้ ังเปน็ กลมุ่ ผฟู้ ังทั่วๆ ไป โดยสามารถนาเสนอเปน็ รายการเดียวโดยเฉพาะ เสนอเปน็ สว่ นหน่ึงของรายการอนื่ ๆ หรือผลติ ข้ึนเพ่ือเสนอเน่ืองในโอกาสพเิ ศษตา่ งๆ ก็ได้ รายการสารคดีที่มีอยใู่ นปัจจุบนั น้ีเน้นเน้ือหาเป็นหลกั แบง่ ได้ 5 ประเภท คือ สารคดที ่ัวไป สารคดีเนอ่ื งในโอกาส สารคดเี ชิงขา่ ว สารคดีเชิงวเิ คราะห์ และสารคดีท่องเท่ียว ซึ่งการผลิตรายการสารคดีทดี่ ีควรจะต้องมีการวางแผนลว่ งหน้า กาหนดสง่ิ ต่างๆ เหลา่ น้ี ได้แก่ เรื่อง ผูฟ้ ัง หวั ข้อเรื่อง แนวหรอื แกนเน้ือหา ชอื่เรื่อง การเลอื กเนอื้ หาและวิธีการนาเสนอรายการสารคดแี ต่ละประเภท มีหลักในการดาเนินการดังน้ีรายการสารคดที ่ัวไป เนอื้ หามักเปน็ เร่ืองราวกว้างๆ โดยท่ัวไปไม่จากัดเฉพาะเจาะจง การนาเสนอเหมือนการเล่าสู่กนั ฟงั รายการสารคดเี นื่องในโอกาสพเิ ศษ เนื้อหาสามารถคน้ ควา้ จากแหลง่ ข้อมลู ที่ถูกบนั ทึกไวแ้ ล้ว และนาเสนอใหส้ อดคลอ้ งกับชว่ งเวลาโอกาสพิเศษนั้นๆ รายการสารคดเี ชิงขา่ ว มักเป็นเรื่องท่กี าลังมปี ัญหาอยู่เพอื่ ใหส้ ังคมหรือผู้ฟังได้พิจารณาหรอื ชชี้ วนให้เกดิ การแก้ปัญหาท่เี หมาะสมต่อไป รายการสารคดเี ชิงวิเคราะห์เนอ้ื หามักจะเน้นเรื่องราวสาระ ประเดน็ ปญั หาตา่ งๆ รายการสารคดที อ่ งเท่ยี ว เน้ือหาเน้นเรือ่ งสถานที่ท่องเทีย่ ว ประวตั คิ วามเปน็ มา และส่งิ ท่นี ่าสนใจที่ควรจะเดนิ ทางไปเทย่ี ว สาหรับขั้นตอนและเทคนคิ การผลิตรายการสารคดี เร่ิมจากการวางโครงเรอื่ งแลว้ รวบรวมขอ้ มลู ที่เก่ียวข้องทัง้ หมด นาขอ้ มลู มาเขียนเคา้ โครงเรื่องย่อ หลงั จากน้ันจึงเป็นขั้นการเขยี นบท ดดยบทต้องมคี วามเช่ือมโยงและต่อเน่ืองระหว่างเนอ้ื หา เอกสารอา้ งองิกองสุขศึกษา กรมสนับสนนุ รายการสขุ ภาพ, กระทรวงสาธารณสุข. (2549). สารคดีวิทยุดา้ นสุขภาพ. ม.ป.ท.นพิ นธ์ ตัง้ แสงประทปี . (2549). เหย่ือ...จรรยาบรรณ. [บทวทิ ยกุ ารผลิตรายการสารคดีเชงิ ข่าว สานักขา่ วไทย.รชั นี กศุ ลธนาบรู ณ์และสุภทั รา ทองคา. (ผู้ดาเนินรายการ). (2549 : มกราคม 26). เทยี่ วเมอื งยศ จ.ยโสธร. [บทวิทยุการผลติ รายการสารคดี ประกอบการสอนรายวชิ าการผลิตรายการวทิ ยุกระจายเสียงเบอื้ งต้น โปรแกรมนเิ ทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรนิ ทร.์ร่วมศกั ดิ์ แกว้ ปลั่ง. (2540). เทคนิคการผลติ รายการวทิ ยกุ ระจายเสยี ง. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.สมาคมนักขา่ ววทิ ยแุ ละโทรทัศน์ไทย. (2549). เอกสารขา่ ว สารคดีวทิ ยุยอดเยี่ยมประจาปี 2549 ของมลู นิธิ แสงชยั สนุ ทรวฒั น์. ม.ป.ท.

สานกั สารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สานกั งานหลักประกนั สุขภาพแหง่ ชาติ สปสช. (2548). “รวมสคริปต์สาร คดีวทิ ยุ : 30 บาทช่วยคนไทยห่างไกลโรค.” นนทบรุ ี: สหมิตรพริน้ ตง้ิ .สมบูรณ์ สงิ ห์คาและศุภศริ ิ ศรดอก. (ผดู้ าเนนิ รายการ). (2550 : มกราคม 13). วันเด็กแห่งชาติ. [บทวิทยกุ าร ผลติ รายการสารคดี ประกอบการสอนรายวชิ าการผลิตรายการวทิ ยุกระจายเสยี งเบ้อื งตน้ โปรแกรม นเิ ทศศาสตร์ คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ ินทร์. บทท่ี 7 การผลิตรายการนติ ยสารทางอากาศหากเปรียบเทียบรายการนิตยสารทางอากาศซ่ึงเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียง ผู้ฟังส่วนใหญ่ยังคงไม่เข้าใจรูปแบบน้ีมากนัก แต่ถ้าหากกล่าวถึงการเปิดนิตยสารอ่านก็จะพบว่านิตยสาร 1 เล่มหรือ 1 ฉบับ มีคอลัมน์ให้อ่านมากมายหลายเรื่องหลายรสชาติ หรือนิตยสารบางประเภทก็มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่มผู้อ่าน เช่น นิตยสารสาหรับวัยรุ่น นิตยสารสาหรับผู้หญิง นิตยสารสาหรับคนรักรถ เป็นต้น ดังน้ัน รายการนิตยสารทางอากาศท่ีออกอากาศ 1 ชว่ั โมง จึงมลี ักษณะเทียบไดก้ บั นิตยสาร 1 ฉบบั นั่นเองรายการนิตยสารทางอากาศ คืออะไร จารุลินทร์ มุสิกะพงษ์ (2546, น. 347) ได้สรุปความหมายรายการนิตยสารทางอากาศว่ารายการนิตยสารทางอากาศ มีลักษณะที่ผสมผสานกันหลายเร่ือง (topics) มีผู้ร่วมรายการหลายคน (contributors)และมีเทคนิคในการผลติ ต่างๆ กนั หลายรูปแบบ (formats or techniques) เตือนใจ สินธุวณิ ก (2549, น. 195) กล่าวว่า รายการนิตยสารทางอากาศเป็นรายการวิทยุกระจายเสียงรูปแบบหนึ่งที่รวบรวมเร่ืองราวเน้ือหาสาระท่ีหลากหลายไว้ในรายการเดียวกัน และมีการเสนอเรอื่ งราว เน้อื หา สาระทห่ี ลากหลายนั้นๆ ในรปู แบบของรายการที่แตกตา่ งกนั ดังนั้น สรุปความหมายของรายการนิตยสารทางอากาศ คือ รายการที่นาเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลายภายในรายการเดียว โดยใช้บทเช่ือมให้รายการมีเอกภาพ และเร่ืองท่ีนาเสนอสอดคล้องกับกลุ่มผฟู้ งั เปา้ หมายลักษณะของรายการนิตยสารทางอากาศ รายการนิตยสารทางอากาศเป็นรายการท่ีมีการเสนอเรื่องราว เนื้อหาสาระที่หลากหลายเพือ่ ให้เหมาะกับกลมุ่ ผ้ฟู งั จงึ มลี กั ษณะที่สาคัญในการผลิตรายการนติ ยสารทางอากาศ ดังน้ี 1. มีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการใหส้ าระความรูค้ วบคูก่ ับความบนั เทิง 2. โครงสรา้ งผสมผสานกนั หลายเรือ่ ง (topics) แต่ไมเ่ จาะลึกในเนือ้ หา มีเทคนคิ การนาเสนอหลากหลายรูปแบบ 3. เนอื้ หารายการมีความหลากหลาย (variety) ในแตล่ ะช่วงรายการ แต่อาศยั บทเช่ือม (bridge)เพ่ือสร้างความกลมกลืนของรายการให้มีเอกภาพ (unity) เช่น รายการนิตยสารทางอากาศ 25 นาทีประกอบด้วยเรื่องเทศกาลวันออกพรรษา ชีวจิต ครอบครัวสุขสันต์ เพลงดังประจาสัปดาห์ หรือหากมีเน้ือหาแขนงเดียวกันแต่หลายเร่ือง เช่น เร่ืองเก่ียวกับสุขภาพ ประกอบด้วยเรื่องการป้องกันโรคไข้หวัดนก ปวดหลังอาหารสขุ ภาพ และออกกาลังกายบรหิ ารจติ 4. มีกลุ่มผูฟ้ งั เป้าหมายเฉพาะ เช่น กลมุ่ ผฟู้ งั ท่ีสนใจเก่ียวกับกฬี า กลุ่มผู้ฟงั ทีส่ นใจเร่อื งสุขภาพ กลุ่มผู้ฟงั แม่บา้ น และกลุ่มผู้ฟังเกษตรกร

5. วิธีการเสนอรายการมรี ปู แบบหลากหลาย เช่น เสนอด้วยรปู แบบข่าว สารคดกี ารพูดคยุ ละคร เปน็ตน้ประเภทของรายการนติ ยสารทางอากาศ การจัดแบ่งประเภทรายการทาให้การผลิตรายการนั้นง่ายขึ้น เพราะผู้ผลิตรายการได้เล็งเห็นความต้องการของผู้ฟังชัดเจนมากย่ิงขึ้น จากการศึกษารายการนิตยสารทางอากาศ จึงพบว่าสามารถแบ่งได้เป็น 2ประเภทใหญ่ๆ ดงั นี้ 1. แบง่ โดยพิจารณาจากผฟู้ ังเปน็ เกณฑ์ ซ่ึงเน้อื หาและวิธีการนาเสนอรายการ ตอ้ งสอดคลอ้ งกับความต้องการของผู้ฟังเป็นหลัก เช่น รายการนิตยสารสาหรับผู้หญิง รายการนิตยสารสาหรับแม่บ้าน รายการนติ ยสารเพ่ือเกษตรกร รายการนิตยสารสาหรับวัยรนุ่ เปน็ ต้น 2. แบ่งโดยพิจารณาเน้ือหาเป็นเกณฑ์ หมายถึง เน้อื หาทนี่ าเสนอตอ้ งสอดคล้องกบั พฤตกิ รรมความสนใจหรือกิจกรรมของกลมุ่ ใดกลุม่ หนึ่ง โดยอาจจะกาหนดเนื้อหาเฉพาะเร่ืองหรือเน้ือหาหลากหลายผสมผสานภายใน 1 รายการก็ได้ เช่น นิตยสารข่าว นิตยสารสุขภาพ นิตยสารกีฬา นิตยสารเพื่อการเกษตร นิตยสารหลากหลาย เปน็ ตน้ จากการแบ่งประเภทดังกล่าว พบว่ารายการนิตยสารทางอากาศที่กระจายเสียงในปัจจุบันสามารถแบ่งประเภทรายการได้เปน็ 4 ประเภท ดังน้ี 1. นติ ยสารข่าว (the news magazine) 2. นิตยสารเฉพาะเรอ่ื ง (the subject magazine) 3. นติ ยสารเฉพาะกล่มุ ผู้ฟงั (the special audience magazine) 4. นติ ยสารหลากหลาย (the variety magazine) 1. นติ ยสารขา่ ว เป็นรายการนติ ยสารท่ีมุง่ เสนอข้อมลู ขอ้ เทจ็ จรงิ เหตกุ ารณ์ทเี่ ปน็ ข่าวสผู่ ฟู้ ัง โดยเน้อื หาข่าวทถ่ี ่ายทอดอาจเป็นเร่ืองเหตกุ ารณ์ทั่วๆ ไป หรือเรือ่ งทเ่ี กีย่ วกบั เศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมการศึกษา กีฬา สุขภาพอนามัย ท้ังนี้ อาจมีเทคนิคในการเช่ือมโยง จัดวางตาแหน่งข่าวต่างๆ ให้เหมาะสมกลมกลนื ภายใน 1 รายการ ดังตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้ตารางที่ 7.1 ตวั อยา่ งรายการนติ ยสารขา่ ว “รายการรอบวันทนั เหตุการณ์”ลาดบั หวั ข้อเร่อื ง รปู แบบ ความยาว (นาที) 1 นายกรัฐมนตรเี ยี่ยม 3 จังหวัดชายแดน รายงาน ภาคใต้ 4 สัมภาษณ์ 2 สถานการณร์ าคาน้ามนั บรรยายนอกสถานท่ี 4 3 เหตกุ ารณ์นา้ ทว่ มภาคกลาง เสียงจรงิ จากกรมอุตุฯ 6 4 พยากรณ์อากาศ 3 5 สภาพการจราจร Phone in 4 4 บทเช่อื ม+ดนตรี

รวม 25 2. นิตยสารเฉพาะเรือ่ ง มุง่ นาเสนอเฉพาะเนือ้ หาเรอื่ งใด เรือ่ งหนึง่ เช่น เทคโนโลยี สขุ ภาพอนามยัการเกษตร การศึกษา วิทยาศาสตร์ ดนตรี โดยการนาเสนออาจใช้รูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจ ดังตัวอยา่ งขา้ งลา่ งนี้ตารางที่ 7.2 ตัวอยา่ งรายการนิตยสารเฉพาะเรอ่ื ง “รายการสารานกุ รมสุขภาพ”ลาดบั หวั ข้อเร่ือง รปู แบบ ความยาว (นาที) 1 กนิ สรา้ งสุข สารคดี 4 2 ชวี ิตปลอดภยั ถ้าใสใ่ จปฐมพยาบาล ละครส้ัน 4 3 นวดไทย คลายปวดเมื่อย สนทนา 4 4 อายวุ ัฒนะ คุณภาพชวี ติ ของผู้สูงอายุ บทความ 3 5 ลา้ นคาถามเร่ืองยาปรึกษาเภสชั กร Phone in 6 4 บทเช่ือม+ดนตรี 25 รวม 3. นติ ยสารเฉพาะกล่มุ ผฟู้ งั จัดทาขน้ึ เพอื่ มงุ่ กลุ่มผ้ฟู ังเป้าหมาย (target audience) เป็นหลักโดยผลิตรายการสาหรับกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงอย่างชัดเจน เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวัยรุ่นดังตวั อย่างข้างล่างนี้ตารางท่ี 7.3 ตัวอย่างรายการนติ ยสารเฉพาะกลมุ่ ผู้ฟัง “รายการเพือ่ นเกษตรกร”ลาดบั หวั ข้อเรอ่ื ง รูปแบบ ความยาว (นาที) 1 ราคาสินค้าเกษตรวันน้ี รายงานขา่ ว 3 2 ดแู ลไผ่ใหไ้ ดร้ าคาดี สมั ภาษณ์ 4 3 เอสเอม็ อี โอท็อป : ส้มตารสแซบ พดู คุย 4 4 ตลาดไท : แหล่งรวมสินค้าเกษตร สารคดี 5 5 มีปญั หาปรกึ ษา ธกส. สนทนาตอบคาถาม 5 4 บทเช่อื ม+ดนตรี 25 รวม 4. นิตยสารหลากหลาย นาเสนอเนอื้ หาสาระ เรอ่ื งราว ความรูใ้ นรายการไดอ้ ย่างกว้างขวางไม่จากดัโดยมงุ่ ให้ผูฟ้ งั รบั ฟงั อย่างเพลิดเพลนิ มคี วามสขุ ไมห่ นักสมอง ดงั ตัวอย่างข้างลา่ งน้ีตารางที่ 7.4 ตัวอย่างรายการนิตยสารหลากหลาย “รายการสุดสปั ดาหว์ าไรต้ี”ลาดบั หวั ข้อเรอ่ื ง รูปแบบ ความยาว (นาที) 1 กรุยทางอาชพี : ธุรกจิ รับซอ่ มหนงั สอื เกา่ สนทนา 5

2 อากาศร้อนกน็ อนหลบั ได้ บทความ 33 ทัวรส์ ขุ ภาพสัปดาหน์ ท้ี ่โี ฮมสเตย์ สารคดี+เพลง 54 เรื่องเล่าบนแผน่ ฟิล์ม พดู คุย 35 เกร็ดความรจู้ ากผูฟ้ ัง Phone in 5บทเชื่อม+ดนตรี 4รวม 25เน่ืองจากรายการนิตยสารทางอากาศทั้ง 4 ประเภท คือ นิตยสารข่าว นิตยสารเฉพาะเรื่อง นิตยสารเฉพาะกลุ่มผู้ฟัง และนิตยสารหลากหลาย แต่ละเร่ืองก็มีหลากหลายเน้ือหา เรียงลาดับกันไปตามที่ผู้ผลิตรายการจะเลือกสรร จึงควรรู้หลักในการผลิตรายการนิตยสารทางอากาศ และต้องกาหนดข้ันตอนและเทคนิคเพ่ือความสะดวกในการผลติ รายการดังหัวขอ้ ต่อไปหลักการผลติ รายการนิตยสารทางอากาศ การผลิตรายการนิตยสารทางอากาศ เปรียบเสมือนการจัดหมวดหมู่เนื้อหารายการรูปแบบอื่นๆ มารวมกันไว้ในรายการเดียวกัน โดยมีแนวหรือแกน (theme) ของเนื้อหาและผู้ฟังเป้าหมายเป็นตัวเชื่อมเอาไว้ดังนั้น ในรายการนิตยสารทางอากาศความยาว 25 นาที รายการเดียวอาจมีท้ังรูปแบบรายการพูดคุย 3 นาทีรายการสารคดี 3 นาที รายการสัมภาษณ์ 7 นาที และเพลง 7 นาที รวมอยู่ดว้ ยกันกส็ ามารถทาได้ ส่วนเวลาที่เหลืออีก 5 นาที ก็เป็นการพูดนาเข้าสู่รายการ การพูดเชื่อมรายการย่อยทั้ง 4 รูปแบบ เอาไว้ด้วยกัน และจบรายการอย่างไรก็ดี สิ่งท่ีสาคัญในการผลิตรายการนิตยสารทางอากาศ ควรจะต้องวางแผนและตอบคาถามในเรื่องเหลา่ น้ีกอ่ น 1. กล่มุ ผูฟ้ งั เปา้ หมายเป็นใคร เนื่องจากรายการนติ ยสารทางอากาศ มักมีกลุ่มผฟู้ งั เฉพาะกลุ่มท่ีสนใจเร่ืองราวแตกต่างกัน จึงต้องตอบคาถามให้ชัดเจนก่อน เพื่อการเตรียมเนื้อหาให้สอดคล้องกับความตอ้ งการหรอื เปน็ ประโยชนแ์ ก่กลมุ่ เป้าหมายอย่างแทจ้ รงิ 2. แกนของเน้ือหา การกาหนดแกนของเนือ้ หาในรายการนติ ยสารทางอากาศเพอ่ื ใหเ้ นื้อหาอยู่ในขอบเขตท่ีกาหนดไว้ คือ 2.1 แกนกลาง หมายถึง เน้ือหาของรายการจะต้องมีเนื้อหาหลักๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเสมอ ไม่ว่าเน้ือหาน้ันจะมีเรื่องราวแตกต่างกันไปอย่างไร เช่น ขอบข่ายเนื้อหาสาหรับกลมุ่ เกษตรกร เนื้อหาสาหรบั กลุ่มเปา้ หมายผู้ทส่ี นใจเทคโนโลยี 2.2 แกนเฉพาะตอน คือ แกนของเน้ือหาเฉพาะเจาะจงในแต่ละตอน กล่าวถึงเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งโดยเฉพาะ 3. หัวข้อเรอ่ื ง หวั ข้อเรอื่ งในการผลิตรายการนิตยสารทางอากาศควรจะมหี ลายเรอื่ งหลายรสสาหรับจานวนเร่ืองข้นึ อยู่กบั ความเหมาะสมของเวลาท่อี อกอากาศ เชน่ ภายในคร่งึ ช่ัวโมงอาจมี 3-4 เร่อื ง หากมากกวา่ นอี้ าจจะหลากหลายมากเกนิ ไป ทาใหผ้ ้ฟู งั จับเนือ้ หาไมค่ อ่ ยได้ 4. รูปแบบการเสนอรายการ ขึ้นอยกู่ ับเน้ือหาของรายการในแต่ละช่วง การแบง่ สรรเวลาในแตล่ ะเร่ือง ไม่ควรเน้นเรื่องใดเร่ืองหน่ึงมากเกินไป รวมถึงรูปแบบการเสนอรายการของเนื้อหาแต่ละเร่ือง ควรมีการจัดรูปแบบการเสนอรายการที่แตกต่างกัน เช่น ละคร อภิปราย สารคดี พูดคุย เป็นต้น ไม่ควรท่ีจะจัดรูปแบบการเสนอรายการแบบเดียวกันทั้งหมด จงึ ควรมีความหลากหลายพอสมควรการนาเสนอรายการนิตยสารทางอากาศ

หลักสาคัญของการนาเสนอรายการนิตยสารทางอากาศ มีหลักคล้ายคลึงกับการผลิตรายการสารคดีอยู่ที่การเช่ือมรายการจะช่วยทาให้เน้ือหาย่อยต่างๆ ที่นามารวมกันมีความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน การเช่ือมรายการแบ่งออกเปน็ 2 วิธี คอื 1. การเชือ่ มดว้ ยคาพูด เป็นการเชอ่ื มเน้อื หาหน่งึ ไปยงั อกี เนื้อหาหน่งึ ซงึ่ เนอื้ หาอาจจะคนละเร่ืองกันแต่ใหอ้ าศยั การยดึ เอาแกนกลางเป็นหลักในการเชือ่ มไปสเู่ นือ้ หาใหม่ 2. การเชอื่ มด้วยเพลง ตามปกติเร่ืองตา่ งๆ ในรายการนติ ยสารทางอากาศแต่ละเร่ืองจะจดั ทาเหมือนรายการย่อยรายการหน่ึง ซึ่งมีท้ังเพลงประกอบในรายการหรือเพลงเฉพาะรายการเป็นเอกเทศ มิได้เกี่ยวข้องกันหรือเป็นเพลงเดียวกันกับรายการในเรื่องอ่ืนๆ แต่ด้วยวัตถุประสงค์ท่ีต้องการให้รายการย่อยรวมเป็นรายการเดียวกัน จึงจาเป็นต้องใช้วิธีการเชื่อมรายการให้ดูเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เนื่องจากการพูดเชื่อมบางครั้งอาจจะดไู มร่ าบรื่นมากนักก็จะอาศยั เพลงใดเพลงหนึ่งเปน็ เพลงแกนเช่ือมต่อรายการย่อยๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน กย็ ่งิ จะดูกลมกลืนเปน็ อนั หน่งึ อนั เดยี วกันยง่ิ ขน้ึข้ันตอนและเทคนคิ การผลิตรายการนิตยสารทางอากาศ เมื่อทราบหลักการท่ีควรคานึงถึงในการผลิตรายการนิตยสารทางอากาศแล้ว เราควรนาหลักการมาเป็นแนวทางที่จะกาหนดขั้นตอนและเทคนิคในการผลิตรายการ เพื่อให้รายการออกมาตรงกับกลุ่มเป้าหมายผ้ฟู ังและตรงกับวตั ถปุ ระสงค์ของรายการ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ข้ันตอนในการผลติ รายการนติ ยสารทางอากาศ รายการนิตยสารทางอากาศเป็นรายการท่ีมีการนาเสนอเร่ืองราว เน้ือหา สาระท่ีหลากหลายการที่จะนาเสนอให้ผู้ฟังติดตาม หรือมีรูปแบบในการนาเสนอท่ีไม่เหมือนใคร เพื่อรายการน้ันออกมาดี มึความน่าสนใจต่อผฟู้ งั จึงมขี ้ันตอนในการผลิตรายการนิตยสารทางอากาศ ดงั นี้ 1.1 การเลือกประเภทของนติ ยสาร เปน็ ขนั้ ตอนแรกว่าจะตัดสินใจเลือกขอ้ ใดใน 4 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น โดยพจิ ารณาจากกล่มุ ผูฟ้ ังเปา้ หมายเป็นหลกั 1.2 เลือกเนือ้ หา กาหนดเน้อื หาให้สอดคลอ้ งกับประเภทของนติ ยสาร เชน่ หากผลติ รายการนิตยสารข่าว เร่ืองที่นามาประกอบก็เป็นข่าวทั้งหมด ทั้งน้ี จะต้องพิจารณาว่าผู้ฟังสนใจเรื่องใด ต้องการให้มีเน้อื หาไปทางใด นามาวางเป็นแกน (theme) ของรายการไว้กอ่ น โดยการกาหนดแกนนี้มี 2 ระดับ คือ 1.2.1 แกนกลาง (theme) คือเน้ือหาของรายการทุกตอน เนื้อหาทุกครั้งจะต้องสอดคล้องกับความต้องการหรือเป็นที่สนใจของผู้ฟัง ไม่ว่าจะผลิตนิตยสารประเภทใดและเนื้อหาสาระแตกต่างกันอย่างไรจากน้นั จึงค่อยๆ กาหนดแกนเฉพาะตอน 1.2.2 แกนเฉพาะตอน (sub theme) คือการกาหนดแนวขอบเขตของเนื้อหาในแต่ละตอนแต่ละเร่ือง การมีแกนเฉพาะตอนจะช่วยกากับเนื้อหาให้แคบลง และเกิดความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้ตารางท่ี 7.5 การกาหนดเนื้อหาของรายการนติ ยสารท่สี อดคลอ้ งกนั (ตวั อย่างที่ 1) แกนกลาง แกนเฉพาะตอนเน้อื หาเกีย่ วกบั ข่าวเศรษฐกิจ สร้างสรรคเ์ ศรษฐกจิ ไทย วถิ ีนักบริหารไทย ภมู ใิ จไทยทา

ตารางที่ 7.6 การกาหนดเน้ือหาของรายการนติ ยสารท่สี อดคลอ้ งกัน (ตัวอยา่ งที่ 2) แกนกลาง แกนเฉพาะตอนเนอื้ หาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เปดิ โลกซอฟทแ์ วร์ เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร์ใกลต้ ัว นาโนเทคโนโลยี 1.3 เลอื กหัวขอ้ เร่อื ง รายการนติ ยสารมหี ลายเรือ่ งหลายรส ซ่ึงขน้ึ อยูก่ ับความสาคญั ของเรือ่ งและความยาวของรายการ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย (variety) พอเหมาะพอควร ดังน้ัน รายการนิตยสารท่ีมีความยาว 25 นาที ควรบรรจุหวั ข้อเรอ่ื งประมาณ 3-4 เรือ่ ง 1.4 กาหนดรูปแบบของแต่ละเรอื่ ง เน่ืองจากรายการนติ ยสารมเี น้อื หาสาระมากกวา่ 1 เรอื่ งขึน้ ไปและเนื้อหาก็ควรมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อมิให้เกิดความเบ่ือหน่าย เช่น รูปแบบสารคดี รูปแบบสัมภาษณ์หรอื รปู แบบพดู คยุ 1.5 บทเช่อื ม ในการนาเร่อื งต่างๆ มาจัดวางเรียงลาดับกอ่ นหลัง จาเปน็ ต้องมีบทเช่อื มโยงเรอื่ งเหล่านนั้ ใหเ้ ป็นอนั หนงึ่ อันเดยี วกนั อยา่ งกลมกลนื 2. เทคนคิ ในการผลติ รายการนติ ยสารทางอากาศ ใช้เทคนิคความหลากหลาย (variety) แต่อยใู่ นความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน (unity) โดยในความเป็นอนั หน่ึงอันเดียวกันน้ันต้องมีส่วนที่แตกต่างอยู่ด้วยเพื่อมิให้รายการน่าเบ่ือ ผู้ผลิตรายการจึงต้องมีศิลปะในการนาเสนอตอ่ ไปนี้ 2.1 จัดลาดับขน้ั ตอนเนือ้ หาและรปู แบบใหน้ ่าสนใจ ว่าจะผลิตรายการไปในแนวใดประเภทใด คอืวางแกนกลาง พร้อมท้ังเลือกหัวข้อเร่ืองท่ีจะเป็นแกนเฉพาะตอน แล้วก็มาพิจารณาเลือกเรื่องที่เด่นท่ีสุดมา 1เรื่อง จากน้ันก็ทาโครงของรายการ (outline) ว่าควรจะตั้งต้นด้วยเร่ืองอะไรถงึ จะดึงดูดความสนใจของผู้ฟังในตอนเริม่ รายการ และการเลือกเรือ่ งนั้นอาจจะปดิ ทา้ ยรายการดว้ ยเรอื่ งท่นี า่ ประทับใจเพือ่ ใหผ้ ฟู้ ังติดตามใหมใ่ นคราวหน้าตารางท่ี 7.7 ตัวอย่างการจดั ลาดับเร่ือง รูปแบบ และความยาว (นติ ยสารเฉพาะสาหรับผู้หญงิ )แกนกลาง แกนเฉพาะตอน รปู แบบ ความยาว (นาที)เนอ้ื หาเก่ยี วกบั ผูห้ ญิง วัยทองของผ้หู ญงิ พดู คุย 4 บทความ 3 สปา : ผ่อนคลายสบายตวั สัมภาษณ์ 6 Phone in 5 คุยกับผ้หู ญงิ เกง่ วันน้ี ตอบปัญหาสขุ ภาพผู้หญงิ -ผหู้ ญงิ รวมเวลา 18 บทเชือ่ ม + ดนตรี + สปอต 6 25 รวมเวลาทัง้ สน้ิ การพิจารณาว่าเรื่องใดควรจะนาเสนอในรูปแบบใด ไม่มีข้อกาหนดตายตัวข้ึนอยู่กับความเหมาะสมของข้อมลู ทไ่ี ด้ แต่ไม่ควรจัดรูปแบบเดียวกนั หมด เพ่ือใหค้ นฟังได้ฟังหลายๆ แบบ

2.2 การเช่ือมโยงรายการ การเชอ่ื มโยงรายการใหเ้ ป็นอันหน่ึงอันเดยี วกันนนั้ เป็นเร่ืองสาคัญอย่างย่งิ เพราะผู้ฟังสามารถตดิ ตามรบั ฟงั ได้จนจบรายการอย่างต่อเนื่องไม่ขาดอารมณม์ ี 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี 2.2.1 เชื่อมด้วยคาพูด เช่น “คุณผู้ฟังคะ ผู้หญิงที่ย่างเข้าสู่วัยทองอาจจะมีอารมณ์แปรปรวนหรือมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ไม่สบายตัว เน่ืองจากฮอร์โมนในรา่ งกายท่ีเปล่ียนแปลงไป แต่จะทาอย่างไรให้รูส้ ึกผ่อนคลายลงบ้างได้ ผู้หญิงหลายๆ คนท่ีกาลังประสบปัญหาอยู่อาจลองหันมาใช้วิธีบาบัดด้วยการทาสปา จะเป็นอย่างไรนัน้ เชิญติดตามรับฟงั การบาบัดด้วยสปา : ผอ่ นคลายสบายตวั ในชว่ งหน้าค่ะ 2.2.2 เช่ือมด้วยเพลง การเช่ือมด้วยคาพูดบางคราวอาจจะฟังไม่ราบร่ืนหรือไม่สามารถเชื่อมเขา้ กนั ได้ กอ็ าจจะใชเ้ พลงใดเพลงหนงึ่ เปน็ เพลงแกนและเชือ่ มต่อระหว่างเรื่องเขา้ ดว้ ยกนัสรปุ รายการนติ ยสารทางอากาศ คือ รายการที่นาเสนอเนื้อหาสาระทีห่ ลากหลายภายในรายการเดียว โดยใช้บทเช่ือมให้รายการมีเอกภาพและเร่ืองท่ีนาเสนอสอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังเป้าหมายเฉพาะ โดยมีวิธีการเสนอรายการด้วยรูปแบบหลากหลาย เช่น เสนอดว้ ยรปู แบบขา่ ว สารคดี การพูดคุย ละคร เปน็ ตน้ รายการนิตยสารทางอากาศท่ีกระจายเสียงในปัจจุบันสามารถแบ่งประเภทรายการได้เป็น 4 ประเภท ดังน้ี นิตยสารข่าว คือรายการท่ีมีเน้ือหาข่าวอาจเป็นเร่ืองเหตุการณ์ท่ัวๆ ไป มีเทคนิคในการเช่ือมโยงจัดวางตาแหน่งข่าวต่างๆ ให้เหมาะสมกลมกลืนภายในหน่ึงรายการ นิตยสารเฉพาะเรอ่ื ง คือรายการที่มุ่งนาเสนอเฉพาะเนื้อหาเรือ่ งใดเร่ืองหนึ่ง โดยการนาเสนออาจใช้รูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจ นิตยสารเฉพาะกลุ่มผู้ฟังจัดทาข้ึนเพื่อมุ่งกลุ่มผู้ฟังเป็นหลัก โดยผลิตรายการสาหรับกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงอย่างชัดเจน นิตยสารหลากหลายนาเสนอเน้ือหาสาระ เรื่องราวความรู้ในรายการได้อย่างกว้างขวางไม่จากัด ท้ังน้ีมุ่งให้ผู้ ฟังรับฟังอย่างเพลดิ เพลิน มีความสุข และไมห่ นักสมอง สิ่งท่ีสาคัญในการผลิตรายการนิตยสารทางอากาศ ควรจะต้องวางแผนในเร่ืองเหล่าน้ี คือ กลุ่มผู้ฟังแกนของเนื้อหา หัวข้อเร่ือง และรูปแบบการเสนอรายการ โดยใช้เทคนิคความหลากหลาย (variety) แต่อยู่ในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (unity) ส่วนหลักสาคัญของการนาเสนอรายการนิตยสารทางอากาศ มีหลักคล้ายคลึงกับการผลิตรายการสารคดี คืออยู่ที่การเช่อื มรายการจะช่วยทาให้เนื้อหาย่อยต่างๆ ท่ีนามารวมกันมีความเป็นอันหนึ่งอนั เดยี วกนั ซงึ่ สามารถเช่ือมด้วยคาพดู และการเชอ่ื มดว้ ยเพลงเอกสารอ้างองิจารลุ ินทร์ มสุ ิกะพงษ์. (2546). “การผลติ รายการสารคดีและนิตยสารทางอากาศ.” ใน เอกสารการสอนชุด วิชาการผลิตรายการวิทยกุ ระจายเสยี ง หน่วยท่ี 6. พิมพ์ครง้ั ที่ 5. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช.เตือนใจ สนิ ธุวณิก. (2549). “การผลิตรายการนติ ยสารทางอากาศ.” ใน เอกสารประกอบการบรรยาย หลกั สตู รนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียง รุ่นท่ี 2. กรุงเทพฯ: สถาบันการประชาสมั พันธ์ กรมประชาสมั พันธ.์ยอด นิยม และเปรม ปรีดา (นามแฝง). (ผดู้ าเนินรายการ). (2549). รายการเยน็ น้ีมนี ัด. บทวิทยกุ ารผลติ รายการนิตยสารทางอากาศ หลกั สูตร “นักจดั รายการวิทยุกระจายเสยี ง” สถาบันการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพนั ธ์.อรทัย นสิ ัยเลิศ. (ผู้ดาเนินรายการ). (2550 : กันยายน 9) รายการวัยใส คลืน่ 106MHz. บทวิทยุการผลิต รายการนิตยสารทางอากาศ ประกอบการสอนรายวิชาการผลิตรายการวทิ ยุกระจายเสยี งเบ้ืองต้น โปรแกรมนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุรินทร.์

บทท่ี 8 การผลิตรายการสัมภาษณ์ สนทนา อภปิ รายการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงมีการนาเสนอหลากหลายรูปแบบ เพื่อสนองตอบต่อความสนใจผู้ฟัง และรปู แบบน้ันต้องเหมาะกบั เน้ือหาสาระตา่ งๆ ดังน้ัน จึงพบว่ารูปแบบของรายการวิทยุกระจายเสียงทั้งในรูปของข่าวสารและบันเทิง อาจต้องใช้ท้ังการสัมภาษณ์ สนทนา อภิปราย หรือเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อถ่ายทอดหรือส่ือสารทาให้ผูฟ้ ังเข้าใจได้งา่ ย การสัมภาษณ์ สนทนา หรืออภิปราย จึงถูกนามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการประเภทสารคดีหรือนติ ยสารทางอากาศ เพือ่ สร้างการมสี ่วนร่วมและสรา้ งสีสนั เตมิ รสชาตใิ ห้กับรายการวทิ ยใุ หน้ า่ ฟงั มากย่งิ ขน้ึรายการสัมภาษณ์ (The Interview) รายการสัมภาษณ์เป็นรายการพูดคุยประเภทหนึ่งที่ประกอบด้วยผู้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ และผู้ฟังโดยผู้สัมภาษณ์ทาหน้าที่เปรียบเสมือนตัวแทนผู้ฟังเพื่อซักถามข้อมูล ประเด็นที่เป็นปัญหาต้องการความกระจ่างจากผู้ให้สมั ภาษณ์ต้องตั้งคาถามให้ดีท่ีสุดและรอฟังคาตอบจากผู้ให้สมั ภาษณ์ เพื่อท่ีจะได้คิดหาคาถามอะไรตอ่ ไปใหส้ อดคลอ้ งกนั สว่ นจุดประสงค์ของการสมั ภาษณ์ก็เพือ่ ให้ผฟู้ ังได้รับฟงั คาพูด ขอ้ เท็จจริง ความคิดเห็นต่อเร่ืองใดเรื่องหน่ึงจากตัวผู้ให้สัมภาษณ์ เพ่ือผู้ฟังจะได้สรุปและตีความจากคาพูด ซ่ึงถือว่าเป็นแหล่งต้นตอของเน้ือหาสาระโดยไม่มีการถา่ ยทอดความหมายตอ่ เพ่ือไม่ทาใหเ้ กิดความหมายผดิ เพีย้ นนัน่ เอง จากความหมายท่สี รุปขา้ งต้น จึงทาให้ทราบวา่ บุคคลในรายการสมั ภาษณ์ประกอบด้วย 1. ผ้สู ัมภาษณ์ (interviewer) คอื ผู้ดาเนินรายการหรือผู้สื่อข่าวทาหนา้ ที่เปรยี บเสมือนเป็นตวั แทนของผฟู้ งั ท่จี ะปอ้ นคาถามเมื่ออยากรู้เรอ่ื งอะไร อยากถามอะไร เพื่อใหไ้ ดค้ าตอบทีช่ ดั เจนจากเรอื่ งทอ่ี ยากรู้ 2. ผู้ใหส้ มั ภาษณ์ (interviewee) คือ ผ้ใู หค้ าตอบในสงิ่ ทผ่ี ูฟ้ ังสนใจอยากรู้ ผใู้ ห้สมั ภาษณ์อาจเป็นประชาชนทั่วไป ผเู้ ชีย่ วชาญในเรือ่ งนนั้ ๆ หรือบคุ คลสาคัญ 3. ผูฟ้ งั (audience) นับว่าเปน็ บคุ คลท่ีมีความสาคญั ต่อรายการสมั ภาษณ์อยา่ งมาก เนอื่ งจากผูฟ้ งั มีความแตกต่างกันด้านประชากรศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ ความรู้ ประสบการณ์ ดังน้ัน การเลือกเรื่องราวเนือ้ หา รวมถงึ ภาษาในการสัมภาษณต์ อ้ งอยใู่ นความสนใจเหมาะสมและงา่ ยตอ่ ความเขา้ ใจแก่กล่มุ ผูฟ้ ังประเภทของการสัมภาษณ์ ประเภทของรายการสัมภาษณ์ สามารถแบ่งได้ตามลักษณะรูปแบบการสัมภาษณ์ และการแบ่งตามลักษณะของบุคคลผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ได้ ดงั นี้ 1. แบ่งตามลักษณะรูปแบบของการสัมภาษณ์ แบง่ ออกเป็น 3 ลักษณะ คอื 1.1 การสัมภาษณแ์ บบเปน็ ทางการ (formal interview) การสมั ภาษณ์แบบนมี้ กั เปน็ การสมั ภาษณ์บุคคลสาคัญ มีชื่อเสียงหรือผู้ทรงคุณวุฒิ การสัมภาษณ์ต้องมีการเตรียมข้อมูลอย่างดี ตกลงในหัวข้อคาถามและคาตอบ รวมท้งั การนัดหมายผู้ให้สัมภาษณ์ในเร่ืองเวลา สถานที่ มีข้อดีตรงท่ีมีการตระเตรียมข้อมูลเตรียมบทอย่างคร่าวๆ ไว้ล่วงหน้า การเตรียมข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยป้องกันความผิดพลาดและยังสามารถใช้อ้างอิงได้ เช่น ตัวเลขสาคัญหรือข้อมูลทางสถิติ เป็นต้น แต่มีข้อเสียในเรื่องการดาเนินรายการสัมภาษณ์อาจขาดความเป็นธรรมชาติ ผู้ฟังจะมีความรู้สึกว่ากาลังนั่งฟังคนอ่านหนังสือท้ังๆ ท่ีเป็นรายการพูดคุยแต่ไม่นา่ สนใจ ซึ่งต้องระวังในเร่ืองนดี้ ว้ ย 1.2 การสัมภาษณแ์ บบกึ่งทางการ (semi formal interview) เปน็ การนาเอาขอ้ ได้เปรียบของ

การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการกบั ไม่เป็นทางการมาประยุกต์รวมกัน การสัมภาษณ์แบบนี้มักตกลงในเร่ืองและประเด็นท่ีจะสัมภาษณ์ โดยไม่ต้องเตรียมหัวข้อคาถามหรือบทถาม-ตอบ ผู้ให้สัมภาษณ์มีโอกาสหาข้อมูลในประเด็นที่จะให้สมั ภาษณล์ ่วงหน้า ส่วนผู้สมั ภาษณ์ก็จะถามตามประเดน็ ที่ตั้งไว้ วิธีนี้นบั วา่ ได้ผลและเป็นท่นี ิยมกัน เพราะได้ขอ้ มลู ที่สามารถอ้างอิงได้ และมีความเปน็ ธรรมชาตขิ องการพดู คยุ กนั 1.3 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (informal interview) การสัมภาษณ์แบบนเ้ี ป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มีการตกลงในคาถาม ไม่มีการนัดหมายเวลา หรือสถานท่ีกับผู้ให้สัมภาษณ์ โดยเน้ือหามักเก่ียวข้องกับชีวิตประจาวัน ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป็นการสัมภาษณ์เพื่อสอบถามความคิดเห็นความรสู้ กึ โดยไมเ่ จาะลึกในรายละเอยี ด การสัมภาษณ์แบบไมเ่ ปน็ ทางการ มกั เป็นการสัมภาษณป์ ระชาชนท่ัวไปหรืออาจเปน็ ผอู้ ยู่ในเหตกุ ารณ์ผู้ท่ีได้รับผลกระทบจากเร่ืองใดเรอื่ งหนึ่ง หรือการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเรียกการสัมภาษณ์ลักษณะนี้ว่า “Voxpop” หรือ “Voice of the people” การสัมภาษณ์จะไม่เอ่ยชื่อผู้แสดงความคิดเห็น ความหลากหลายของรายการอยู่ที่เสียงผู้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รายการประเภทนี้มักใช้เป็นรูปแบบหน่ึงที่อยู่ในรายการหลักเช่น รายการข่าว รายการพูดคุย รายการเพลง รายการสารคดี เป็นต้น ความยาวรายการประมาณ 3-5 นาทีตัวอย่างเช่น การสัมภาษณ์ถามความคิดเห็นของประชาชนเก่ียวกับการเลือก สว. หรือความคิดเห็นเร่ืองการปรบั ขึ้นราคานา้ มนั เปน็ ตน้ 2. แบ่งตามลกั ษณะของบุคคลผู้ใหส้ ัมภาษณ์ ดงั น้ี 2.1 การสมั ภาษณบ์ ุคคลผรู้ ู้เร่ืองดี เพอ่ื ให้ได้ขอ้ เทจ็ จริงในเรอื่ งราวขา่ วสาร หรือความคิดเหน็ ท่ีผู้ฟังสนใจ เช่น การสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องนโยบายการส่งเสริมการส่งออกสัมภาษณ์อธิบดีกรมควบคุมโรคกรณีสถานการณ์ไข้เลือดออก สัมภาษณ์ผู้อานวยการกรมอุตุนิยมวิทยา เร่ืองการพยากรณ์อากาศชว่ งพายฤุ ดรู ้อน เป็นต้น เทคนิควธิ ีการการสมั ภาษณบ์ ุคคลผู้รู้เรือ่ งดี ตอ้ งต้ังประเด็นท่ีผู้ฟังให้ความสนใจในขณะเวลานนั้แลว้ ศึกษาประเด็นน้นั ใหเ้ ข้าใจก่อนท่ีจะแสวงหาว่าใครควรรู้เรื่องน้ันดีทส่ี ุด เลือกสัมภาษณ์บุคคลผทู้ ่ีรู้ดเี รื่องน้ันเพยี งท่านเดียว 2.2 การสมั ภาษณบ์ คุ คลสาคัญ เปน็ การสัมภาษณ์บคุ คลท่ีอยใู่ นความสนใจของผู้ฟงั เพือ่ ใหท้ ราบถึงประวัติส่วนตัว แนวความคิด ทัศนคติของบุคคลนั้น เช่น นักร้อง นักแสดง บุคคลสาคัญของชาติ เป็นต้นโดยการพิจารณาดูท่ีความสาคัญของบุคคลน้ันเป็นหลัก สัมภาษณ์เพื่อสะท้อนบุคลิกของคนน้ันออกมา และการสัมภาษณต์ ้องเสริมให้บคุ คลดังกล่าวเดน่ ขึน้ ตวั อย่าง การสัมภาษณ์นายกรฐั มนตรี นายสมคั ร สนุ ทรเวช สามารถจดั อยู่ในประเภทการสัมภาษณ์ทั้งบุคคลผู้รู้เร่ืองดี และสัมภาษณ์บุคคลสาคัญ เช่น การสัมภาษณ์นายสมัคร สุนทรเวช เรื่องการบริหารราชการไทย กรณนี ้ีเป็นการสัมภาษณ์บุคคลผู้รูเ้ ร่อื งดใี นขณะที่หากสัมภาษณ์นายสมคั ร สนุ ทรเวช เรื่องแนวคดิ หรือมมุ มองการปฏิรูปการเมืองปัจจุบนั กรณีนถ้ี อื เป็นการสมั ภาษณ์บุคคลสาคัญ 2.3 การสัมภาษณเ์ ชงิ สารคดี มงุ่ เสนอเรอ่ื งราวซ่ึงเป็นท่ีสนใจตามอารมณม์ นษุ ย์ โดยท่คี นให้สมั ภาษณก์ ็คอื บุคคลธรรมดาน่ีเอง แต่เกิดมเี หตุการณแ์ ปลกประหลาดเกดิ ขน้ึ กบั เขา ซงึ่ เปน็ ท่นี ่าสนใจ เช่น คนท่ีรอดชีวิตจากเคร่ืองบินตก ชายกับชายเข้าสู่พิธีแต่งงาน เต็กกอขุนแผนเมืองไทย-ผู้ชายท่ีมีเมียหลายคน เป็นต้น รายการน้ีจดั เพอ่ื สนองความอยากรอู้ ยากเหน็ ของผู้ฟัง 2.4 การสัมภาษณก์ ลุ่ม เป็นการสัมภาษณ์บคุ คลทเี่ กย่ี วข้องในเร่อื งเดียวกนั แต่ประกอบด้วยคนจากหลายกลุ่ม เช่น ประเด็นการควบคุมเวลาเปิดปิดของสถานบันเทิง ในรายการอาจสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ภาครัฐท่ีดูแลด้านวัฒนธรรมและความมั่นคงของมนุษย์ ตารวจ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง และผู้ประกอบอาชีพท่ีต้องพึ่งพาสถานบันเทิง เป็นตน้ หรือกรณีปัญหาค่าจ้างแรงงานข้ันต่า อาจจะสัมภาษณ์สอบถามมมุ มอง

ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐของกระทรวงแรงงาน นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้นาสหภาพแรงงานและผู้แทนนายจา้ ง เพ่ือทราบขอ้ มูลแตล่ ะฝ่าย เปน็ ตน้ หวั ใจของการสัมภาษณ์กลุ่ม คือ ประการแรกผูส้ มั ภาษณต์ ้องสรา้ งบรรยากาศใหผ้ ้ใู ห้สมั ภาษณ์สามารถพดู คยุ ได้ทกุ คน อยา่ ใหค้ นใดคนหนงึ่ พดู ฝา่ ยเดียว ประการที่สอง คอื ผู้สัมภาษณต์ ้องมีคาพูดเชิงแนะว่าใครจะตอบคาถามข้อตอ่ ไป เพ่ือให้ผู้ให้สัมภาษณ์สามารถเตรียมตัวตอบได้ 2.5 การสมั ภาษณค์ นเดนิ ถนน เปน็ การสมั ภาษณ์ทต่ี ้องการทราบความคดิ เห็นหรอื ปฏิกิริยาของประชาชนธรรมดา ในปัญหาใดปัญหาหน่ึงซึ่งถกเถียงกันอยู่และเป็นที่สนใจของประชาชน เช่น ปัญหาการข้ึนค่าโดยสารรถประจาทาง กรณีการปรับขึ้นราคาสินค้าประเภทแก๊ส LPG ผู้สัมภาษณ์อาจจะคอยดักสัมภาษณ์ประชาชนทใ่ี ดทห่ี นง่ึ เพือ่ ถามความคดิ เห็นในเร่อื งดงั กล่าว เทคนคิ การสัมภาษณค์ นเดนิ ถนน คือ การใช้วิธีคัดความคิดเห็นต่างๆ มาเรยี งร้อยต่อกนั โดยไม่จาเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นใคร และความเป็นการสะท้อนความคิดเห็นแต่อาจไม่ใช่คาตอบท่ีเป็นข้อเท็จจริงท่ีสรุปทง้ั หมด อาจมผี ้สู รุปขอ้ เทจ็ จรงิ ให้อกี ครัง้ หน่ึงวิธกี ารสมั ภาษณท์ างวทิ ยกุ ระจายเสียง วธิ กี ารสมั ภาษณท์ างรายการวทิ ยุกระจายเสยี งทป่ี รากฏเห็นชดั เจนในปัจจุบนั แบ่งได้เปน็ 3 วธิ ี คอื 1. การสัมภาษณ์ออกอากาศโดยตรง โดยการเชญิ ผใู้ ห้สัมภาษณม์ ายังห้องสง่ กระจายเสยี งแลว้ดาเนินการสัมภาษณ์เพ่ือออกอากาศสดเลย และสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์สอบถามมีส่วนร่วมในรายการได้ด้วย อย่างไรก็ตามการสมั ภาษณ์ออกอากาศโดยตรง ต้องใช้ความระมัดระวงั มาก จึงนิยมที่จะติดต้ังอุปกรณ์เพื่อหนว่ งเวลา (time delay) หากมีข้อผิดพลาดหรือขอ้ ความท่ไี ม่เหมาะสมจะไดต้ ัดออกได้ทัน นอกจากนี้ การสมั ภาษณอ์ อกอากาศโดยตรง ยงั รวมถึงการส้มภาษณ์ในรายการถา่ ยทอดเสยี งหรือรายงานสดนอกสถานที่ กล่าวคือ มีการสัมภาษณ์คนท่ีอยู่ในเหตุการณ์เพ่ือให้รายการน่าสนใจมากย่ิงขึ้นเชน่ รายงานสดพิธีเปิดการแสดงชา้ ง แล้วมีเสยี งสัมภาษณ์จากผู้จัดงาน และนักท่องเท่ียวท่ีมาชมการแสดงชา้ งตลอดจนบรรยากาศในงานดังกล่าว 2. การสัมภาษณโ์ ดยการใชเ้ ครื่องบนั ทกึ เสยี ง สามารถตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องและความสะดวกแก่ผู้ให้สัมภาษณ์ที่จะนัดหมายเวลาและสถานท่ีท่ีสะดวก อย่างไรก็ตามการใช้เคร่ืองบันทึกเสียงในการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ตอ้ งเตรยี มอุปกรณ์และจดั หาสถานท่ที ่ีไมใ่ ห้เสียงอืน่ ๆ รบกวน เพื่อจะได้คณุ ภาพเสยี งที่ดีในรายการสมั ภาษณ์ 3. การสัมภาษณ์ทางโทรศพั ท์ ในปัจจุบันนยิ มทากนั มากที่สุด โดยเฉพาะในรายการข่าววทิ ยุ ซ่งึตอ้ งการความเร่งด่วน ทันเหตุการณ์ จึงไม่ตอ้ งคานึงถึงคุณภาพเสียงมากนัก โดยอาจจะออกอากาศสดหรอื การบนั ทึกเทป ซ่ึงตอ้ งบอกให้ผใู้ ห้สัมภาษณ์ทราบเพราะจะได้รตู้ ัวและเตรียมคาพูดทเ่ี หมาะสม วิธกี ารนี้จาเปน็ ต้องเพิ่มอุปกรณ์ในการปรับเสียงให้เท่ากันเพื่อไม่ให้เสียงผู้สัมภาษณ์ดังแตกพร่า และเสียงผู้ให้สัมภาษณ์เบากว่าอย่างไรก็ดีในเทปบันทึกเสียงบางชนิดก็มีสายต่อเพ่ือบันทึกเสียงทางโทรศัพท์ไว้โดยเฉพาะ หรืออาจมีอุปกรณ์พิเศษติดต้ังคู่กับโทรศัพท์ท่ีใช้สัมภาษณ์ท่ีเรียกว่า “Telephone Hybrid” ซ่ึงพ่วงกับอุปกรณ์ที่เรียกว่า“Telephone Box” เพอื่ ใหส้ ามารถเรียกเข้าได้หลายสายและพดู คยุ กนั ได้หลายคนขัน้ ตอนการผลิตรายการสมั ภาษณ์ การสัมภาษณ์แต่ละประเภท ควรมีการเตรียมความพรอ้ มเพือ่ ให้รายการดาเนินไปอยา่ งราบรื่น เป็นไปตามการวางแผนของรายการ การผลิตรายการสัมภาษณ์จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกอย่างและอย่างละเอียดทกุ ขั้นตอน ดงั ตอ่ ไปนี้

1. การเตรียมการผลิต 1.1 เลือกเร่ืองที่น่าสนใจหรือควรจะสนใจ (สามารถเลือกหลายๆ เรื่องได้) ความน่าสนใจ ได้แก่ เน้ือหา บคุ คล หรือทัง้ เนือ้ หาและบุคคล 1.2 ศกึ ษาเร่ืองให้มากท่สี ุด 1.3 เลือกประเดน็ ท่คี วรนาเสนอ 1.4 กาหนดแนวคาถาม (คาดหมายคาตอบไว้ด้วย) 1.5 ติดต่อผู้ให้สัมภาษณ์ นัดหมายวัน-เวลา สถานท่ี (ควรนัดก่อนการบันทึกเสียงไม่น้อยกว่า 15 นาที) บอกประเด็นการสัมภาษณ์หรือส่งแนวคาถามหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ ชื่อ- นามสกุล ผลงาน ตาแหน่ง เปน็ ตน้ 1.6 เตรียมอุปกรณก์ ารสมั ภาษณ์ กรณตี ้องบนั ทกึ เสียงลว่ งหน้าให้เตรียมเทปเปลา่ พรอ้ มสารองถา่ นหรือแบตเตอรีแ่ ละควรลองเครื่องบันทึกเสียงก่อนการสัมภาษณ์ส่ิงท่ตี ้องระวังคือ เรอ่ื งเสียงโดยเฉพาะการใช้เคร่ืองทีม่ ี built in microphone เสียงมักจะมคี ณุ ภาพไม่ดนี ัก ดงั นัน้ ควรใช้ไมโคนโฟนชนดิ ถอื จะดีกว่า 2. ขน้ั การดาเนนิ การสัมภาษณ์ 2.1 ก่อนการสมั ภาษณ์ 2.1.1 ควรให้ผู้สัมภาษณม์ าถงึ ก่อนกาหนดออกอากาศพอสมควร ในกรณที ส่ี มั ภาษณ์สดเพื่อให้มีโอกาสได้พักผ่อนและปรับตัวให้เข้ากับสภาพห้องส่ง รวมท้ังตกลงชักซ้อมความเข้าใจกับเน้ือหาพูดคุยประเด็นคาถาม 2.1.2 ผสู้ ัมภาษณ์ควรแนะนาเก่ียวกับสัญญาณและการปฏบิ ตั ิตวั พร้อมกับตรวจสอบข้อมูลของผใู้ ห้สัมภาษณ์ เช่น การอา่ นออกเสยี งชอื่ ตาแหนง่ ให้ถกู ต้อง 2.1.3 กรณบี นั ทกึ เสียงนอกสถานทใ่ี ห้จัดสถานที่ โดยขออนญุ าตตัดเสียงรบกวนตา่ งๆ เช่นโทรศัพท์ เครอื่ งปรบั อากาศ แล้วทดลองเครื่องบันทึกเสยี งหรือทดสอบระดับเสียง 2.2 ขน้ั ดาเนนิ การสัมภาษณ์ 2.2.1 เมอ่ื เรมิ่ การสัมภาษณ์ ผูส้ มั ภาษณ์จะต้องเกรนิ่ นารายการด้วยการแนะนาผ้ใู หส้ ัมภาษณ์รวมท้ังเร่ืองท่ีจะสัมภาษณ์ให้ชัดเจน โดยพิจารณาว่าเรื่องหรือบุคคลส่วนไหนน่าสนใจกว่าก็นาส่ิงน้ันข้ึนมาแนะนา ก่อนการแนะนาให้บอก ยศ ช่ือสกุล ตาแหน่ง ในการแนะนาคร้ังแรกใช้ คุณ นาย นางสาว จากนั้นใช้คุณหรือคาสรรพนามอ่ืนๆ ที่เหมาะสม เช่น คุณหมอ ท่าน ผอ. (ท่าน-ผอ-ออ หรือท่านผู้อานวยการ) ถ้าสมั ภาษณ์หลายคน แนะนาทุกคนก่อน เม่ือจะถามใครต่อไปควรหาถ้อยคาเพ่ือให้คนนั้นรู้ตัวว่าจะถามเขา เช่นการเรยี กชือ่ การเรียกผใู้ หส้ มั ภาษณ์ควรใช้สรรพนามหรือตาแหนง่ แทนการเรียกชือ่ 2.2.2 ควรให้ผใู้ หส้ มั ภาษณ์เปน็ จดุ สาคญั ของรายการ ผูส้ มั ภาษณ์จะมบี ทบาทพดู นอ้ ยกวา่ผู้ใหส้ มั ภาษณ์ การปอ้ นคาถาม ต้ังคาถามเป็นลาดับกอ่ นหลังจงึ ไม่ควรวกไปวนมา 2.2.3 ในกรณที ี่รายการเกนิ 5 นาที เมือ่ ดาเนินรายการไปไดค้ ร่ึงรายการควรบอกให้ผฟู้ ังทราบถึงเรื่องและผู้ให้สัมภาษณ์ รวมท้ังสรุปเร่ืองท่ีพูดไปแล้วก่อนจะเร่ิมคาถามต่อไป เพราะผู้ฟังที่เพิ่งเปิดฟังรายการจะได้ทราบดว้ ย 2.2.4 ดาเนนิ การสัมภาษณอ์ ยา่ งเปน็ กันเองเป็นธรรมชาติ 2.2.5 สรุปรายการ เมอ่ื จบการสัมภาษณ์ผูส้ มั ภาษณก์ ล่าวสรุปเรอื่ งเปน็ การสรุปประเดน็สาคัญๆ ท้ังหมดอย่างส้ันๆ และกลา่ วคาขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ จากนั้นบอกช่ือ-สกุล ตาแหน่งผู้ใหส้ ัมภาษณอ์ ีกครั้งพร้อมขอบคณุ เมอ่ื สัมภาษณเ์ สรจ็ ให้ตรวจสอบความชดั เจนของเสยี งท่ีบันทึกด้วย

2.3 หลังการสัมภาษณ์ ปกตแิ ล้วหลังการสัมภาษณ์ ถา้ เปน็ รายการบันทึกเทปเฉพาะสว่ นการสมั ภาษณ์จะต้องนามาทาการตัดต่อ เพ่ือให้ได้เวลาตามกาหนด ได้เนื้อหาครบถ้วนตรงประเด็น และหลังจากตัดต่อเทปแล้ว จึงจะทาการบันทึกเทปรายการที่สมบูรณ์ต่อไป 3. หลงั การผลิตรายการ ขั้นน้ีจะเป็นการประเมินคุณภาพรายการและประเมนิ ผลรายการ มดี ังน้ี 3.1 การตรวจและประเมนิ คณุ ภาพของรายการ เปน็ การพจิ ารณาวา่ รายการท่ผี ลติ สมบูรณแ์ ลว้ มีความเหมาะสมที่จะออกอากาศได้หรือไม่ ท้ังดา้ นเทคนิคการผลิต ความเข้าใจในเนื้อหาสาระและเรอ่ื งคุณภาพเสียง เชน่ ความชัดเจนของสญั ญาณเสยี ง รายการยาวเกนิ ไปหรือไม่ เป็นต้น 3.2 การประเมนิ ผลรายการ การประเมนิ ผลรายการเปน็ การประเมนิ ความสนใจ ทศั นคติ กลมุ่ผูฟ้ ังท่ีมีต่อรายการหลงั จากท่ีรายการน้นั ได้ออกอากาศไปแล้ว เพ่ือนาผลการประเมนิ มาปรบั ปรงุ รายการให้ตรงกับความตอ้ งการของกล่มุ เปา้ หมายการเสนอรายการสมั ภาษณ์ การท่ีผู้ฟังจะติดตามรายการสัมภาษณ์ไปตลอดจนจบรายการนั้น ผู้ผลิตรายการสามารถพจิ ารณาการเสนอรายการสมั ภาษณ์ ไดด้ ังนี้ 1. เสนอเป็นรายการสัมภาษณ์ตลอดทง้ั รายการ ความยาวประมาณ 10-15 นาที ในกรณีที่ผใู้ ห้สัมภาษณ์คนเดียว และความยาวประมาณ 30 นาที ในกรณีท่ีสัมภาษณ์กลุ่มโดยจัดนาเสนอเปน็ รายการประจา 2. การสมั ภาษณท์ เ่ี ปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายการ คือ เสนอเปน็ เทปแทรกประกอบในรายการสารคดหี รอืนิตยสาร รายการเพลง การสัมภาษณ์ท่ีใช้แทรกน้ีส่วนใหญ่จะมีความยาวประมาณ 3-5 นาที หรือขึ้นอยู่กับความยาวของรายการหลัก 3. การสัมภาษณ์ในโอกาสพิเศษ รายการประเภทนีไ้ ม่ไดถ้ กู กาหนดไวใ้ นตารางการออกอากาศของสถานี ได้แก่ การสัมภาษณ์ในวันสาคัญต่างๆ เหตุการณ์สาคัญวันครบรอบต่างๆ เป็นต้น ความยาวรายการประมาณ 30 นาทีรายการสนทนา (The conversation) รายการสนทนา คือ รายการที่เสนอการพูดคุยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยเน้ือหาที่สนทนามีแนวคิดในทิศทางเดียวกัน และมีผู้ดาเนินการสนทนาทาหน้าท่ีคอยควบคุมให้การสนทนาเป็นไปตามแนวทางหรือขอบเขตที่กาหนดไว้ รปู แบบในการผลิตรายการสนทนา รายการสนทนาพูดคุยกันน้ันต้องมีตั้งแต่สองคนข้ึนไป และให้ความสาคัญระหว่างคู่สนทนาเท่าเทียมกนั ดงั นัน้ การผลิตรายการสนทนาจงึ มีรปู แบบในการผลิตรายการ ดงั นี้ 1. การสนทนาโดยคูส่ นทนาเป็นเจ้าหน้าท่ขี องสถานวี ิทยุ ซึ่งทาได้ 2 ลักษณะ คือ 1.1 มกี ารเตรยี มบทสนทนาขน้ึ แลว้ ให้เจา้ หน้าทีส่ ถานสี นทนาตามบทนนั้ 1.2 เจา้ หน้าทีส่ ถานจี ะเตรยี มประเดน็ ร่วมกนั แลว้ พดู คุยไปตามโครงร่างทีร่ ่วมกนั วางไว้ โดยไม่ไดม้ ีบทวทิ ยุทส่ี มบูรณ์ 2. การสนทนาระหว่างเจ้าหนา้ ที่กบั วทิ ยากรหรือแขกรับเชญิ ลักษณะน้ีเจ้าหนา้ ทกี่ บั วทิ ยากรต้องวางโครงร่างการสนทนาร่วมกัน เช่น อาจเลือกสนทนาในเนื้อหาสาระที่น่าสนใจเรื่องใดเร่ืองหนึ่งเพียงเรื่องเดียวโดยเจา้ หน้าที่สถานีทาหนา้ ที่เปน็ ผู้นาการสนทนาโดยตลอด

3. วิทยากรสนทนากนั เอง เจา้ หน้าท่ีสถานจี ะมบี ทบาทในการกลา่ วนารายการแนะนาผรู้ ว่ มสนทนารวมท้ังให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องและวิธีสนทนา ในการสนทนาน้ันอาจมอบให้คู่สนทนาคนใดคนหนึ่งเป็นผู้นาการสนทนาหรือเจา้ หนา้ ทส่ี ถานีจะทาหน้าท่นี าและเชื่อมโยงการสนทนากไ็ ด้ การดาเนนิ การผลิตรายการสนทนา รายการสนทนาจะน่าฟังหรือน่าติดตามน้ัน มีข้อพิจารณาหลายด้าน เน่ืองจากต้องคานึงถึงผู้ฟังเป็นหลกั เพราะในปจั จุบนั ผู้ฟงั ต้องการขา่ วสารที่กาลังอยู่ในกระแส และมีผลต่อตวั ผู้ฟังมากกวา่ เพอื่ ใหร้ ายการนั้นเปน็ ทสี่ นใจของผฟู้ ัง ผู้ผลิตรายการจึงตอ้ งมีการวางแผนในดาเนินการผลิตรายการสนทนาโดย 1. การเลือกเรอ่ื งและบคุ คลร่วมการสนทนา เลอื กเรื่องที่น่าสนใจหรือเร่อื งทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับเหตกุ ารณท์ ี่กาลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยใช้วิธีการติดตามข่าวสารจากส่ือมวลชนประเภทต่างๆ รวมถึงการสังเกตหรือจากการบอกเล่าพูดคุยกับผู้รู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลหลากหลายไว้เป็นข้อมูลเบ้ืองต้นประกอบการตัดสินใจเลือกเรอ่ื งเด่นๆ เอาไว้ 2. การศึกษารายละเอียดของเรอ่ื ง เพ่อื ใหเ้ กดิ ความถูกต้องและเปน็ กลางในการนาเสนอ ท้งั น้ี เพอ่ื จะได้นาเน้ือหามาผูกเป็นเร่ืองราวที่ต้องการสนทนา โดยจัดทาเค้าโครงการสนทนา แบ่งประเด็นก่อน-หลัง และจังหวะการพดู ของแตล่ ะคน สามารถเสรมิ ต่อขอ้ มลู กันไดอ้ ย่างราบรืน่ และมีชวี ติ ชีวา 3. การเตรยี มบทหรือโครงรา่ งสนทนา ควรต้ังประเดน็ และลาดบั การพูดอย่างชดั เจนว่าจะพดู เรื่องใดก่อน ใครพูดก่อนแล้วผลัดกนั สนทนาโดยให้คูส่ นทนาได้มโี อกาสพดู คุยพอๆ กัน การใช้ภาษาในการสนทนาควรยึดหลักการเขียนเพื่อพูด ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจและคู่สนทนาสามารถเพ่ิมเติมบทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาตขิ องการพดู คยุ ไดแ้ ต่ตอ้ งไมใ่ หเ้ สียความ การดาเนนิ การสนทนา 1. เร่มิ รายการดว้ ยการแนะนาผรู้ ่วมสนทนาเปน็ ใคร มคี วามสาคัญเกีย่ วขอ้ งกับเร่ืองทสี่ นทนาอยา่ งไรขอบข่ายของการสนทนา ตลอดจนความสาคัญของการสนทนาดว้ ย 2. ผู้ดาเนนิ รายการจะตอ้ งสรปุ เมอื่ ผู้รว่ มรายการสนทนาจบลง พรอ้ มทั้งกลา่ วคาแหนะนาผูร้ ่วมรายการอกี ครัง้ แลว้ กลา่ วขอบคุณก่อนปิดรายการ 3. ระวงั อย่าใหก้ ารสนทนาเป็นการปาฐกถาหรืออภิปรายไป ควรรักษาบรรยากาศของการพูดคุยกนัธรรมดาในเรื่องท่ีเป็นสาระ อาจจะมีการซักถามขัดข้นึ มาบ้างเพ่ือให้อภิปรายเพิ่มเติมให้ชัดเจนข้ึนและเป็นการกระต้นุ ผฟู้ ังดว้ ยรายการอภิปราย (discussion program) รายการอภิปรายเป็นรายการท่ีประกอบด้วยผู้พูดต้ังแต่ 3 คนข้ึนไป เพื่อให้ข้อมลู ในเรื่องท่ีอยู่ในความสนใจของผู้ฟัง และมักจะเป็นประเด็นขัดแยง้ เปน็ ข้อโต้เถียงของสังคมความน่าสนใจของรายการอภิปรายอยู่ท่ีการเลือกหัวขอ้ และการเชิญบุคคลมาร่วมการอภิปราย โดยการบันทึกเสยี งไวล้ ่วงหน้าหรืออภิปรายออกอากาศสดก็ได้ข้อพิจารณาในการดาเนนิ รายการอภปิ ราย ประเด็น กระแสสังคม หรือเร่ืองท่ีมีผลกระทบต่อผู้ฟัง ต่อสงั คม เป็นส่ิงท่ีผู้ฟังอยากจะได้รับข้อมูล แต่การที่จะทาให้รายการสามารถตอบโจทย์ของผู้ฟังได้นั้น จึงมีข้อพิจารณาในการดาเนินรายการอภปิ ราย ดงั นี้ 1. การเสนอเน้ือหาสาระเร่อื งใดเร่อื งหน่ึงในหลายแงห่ ลายมุม โดยผู้รู้ผ้เู ชย่ี วชาญในแต่ละแงม่ ุมนน้ัมาร่วมอภปิ รายในรายละเอยี ด

2. การเสนอแนวความคิดในเรือ่ งท่มี กี ารถกเถียงกันในสังคม เพ่อื ใหแ้ นวคิดหรือขอ้ มูลแกผ่ ู้ฟงั ในหลายๆ ทาง แล้วผู้ฟงั เกิดความคิดรวบยอดในเรอ่ื งท่ีเสนอนนั้ อยา่ งเสรี ดังน้ัน จึงสรุปได้ว่า เร่ืองท่ีควรจะจัดเป็นรายการอภิปรายน้ัน ควรเป็นเร่ืองที่กาลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ มีเงื่อนงาหรือเรื่องท่ีเป็นประเด็นปัญหาถกเถียงในสังคม หรือมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่รวมถึงเรื่องใกล้ตัวที่มุ่งจะเสนอแนวความคิดที่เป็นที่สนใจของคนเฉพาะกลุ่มก็ได้ เช่น การอภิปรายเร่ืองการสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบแอดมิดชั่น การอภิปรายเร่ืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการประกันราคาข้าวของเกษตรกร เรอ่ื งผลกระทบจากเกมออนไลน์ เป็นตน้การดาเนินการอภิปราย การดาเนนิ รายการอภิปรายให้เป็นไปอยา่ งรายรน่ื มหี ลักการปฏิบตั ิ ดังน้ี 1. การกล่าวนารายการ ผูด้ าเนนิ รายการจะเปน็ ผกู้ ลา่ วเปิดรายการแนะนาการอภิปรายและขอบขา่ ยของการอภิปราย โดยให้ความกระจ่างในหัวเรื่องท่ีจะอภิปรายอย่างน่าสนใจรวมถึงการแนะนาผู้ร่วมอภิปรายเพ่ือทาใหผ้ ฟู้ ังมคี วามเชื่อถอื มากย่ิงข้นึ 2. การอภิปราย ผู้ดาเนนิ รายการจะเร่ิมประเดน็ การอภปิ รายท่ีได้เตรียมการไวน้ าการอภปิ รายให้อยู่ในขอบข่ายท่ีวางไว้ ในระหว่างการอภิปราย ผู้ดาเนนิ การอภปิ รายจะตอ้ งวางตวั เปน็ กลาง ไม่แสดงความคดิ เห็นของตน ต้องระมัดระวังมิให้ผู้ร่วมอภิปรายคนใดคนหนึ่งผูกขาดการพูดมากเกินไป ต้องรู้ว่าจังหวะใดควรขัดจังหวะ อาจมีคาถามเพ่ิมเติมแก่ผู้อภิปรายท่ีพูดจบแตล่ ะครั้งหากความคิดยังไม่ชัดเจน นอกจากน้ันเม่ือใกล้จะหมดเวลาจะตอ้ งเตือนผ้อู ภปิ ราย เพ่อื ให้ผูอ้ ภิปรายไดพ้ ูดสรุปหรือพดู ความสาคัญได้รบถ้วน 3. การสรุป ผู้ดาเนินการอภิปรายจะต้องทาหน้าท่ีในการสรุปเพื่อให้ผู้ฟังสามารถจับใจความสาคัญ หรอื แนวคิดท่สี าคัญของผ้รู ่วมการอภิปราย ซง่ึ ทาได้โดยวิธีการต่อไปน้ี 3.1 สรุปเมื่อผอู้ ภิปรายแตล่ ะคนพูดจบประเด็น เพือ่ ทราบแนวคิดของแต่ละคน 3.2 สรปุ เมื่อจบประเดน็ การอภิปรายแตล่ ะประเด็น เพือ่ ทราบแนวคิดรวมของประเด็นในแง่มมุต่างๆ 3.3 สรปุ เม่ือจบเรอื่ ง เพ่ือใหท้ ราบถงึ แนวความคิดรวมและรายละเอียดท่สี าคัญของเรื่องที่อภปิ รายนน้ัความแตกตา่ งระหวา่ งรายการสัมภาษณ์ สนทนา อภิปราย จากรูปแบบลักษณะการผลติ รายการสัมภาษณ์ สนทนา อภิปราย ท่ีกล่าวมาท้ังหมดจะเห็นว่ารายการท้ัง 3 รูปแบบ มีความแตกต่างกัน เพ่ือมิให้สับสนและสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน จึงขอสรุปข้อแตกต่างระหว่างรายการท้งั 3 รปู แบบ ดังตอ่ ไปนี้ 1. ลกั ษณะของรายการ รายการสัมภาษณ์ เป็นการสัมภาษณ์ถามตอบระหวา่ งคน 2 คน (ผู้ให้สัมภาษณ์อาจมมี ากกว่า 1 คนก็ได้) โดยผู้สัมภาษณ์ทาหน้าที่ซักถามแทนความสงสัยของผู้ฟัง เพ่ือให้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ตอบคาถามสร้างความกระจา่ งแก่ผ้ฟู งั ในประเดน็ ท่ีกาลังอยู่ในความสนใจ สว่ นรายการสนทนา เป็นการพูดคุยกันระหว่างคน 2 คน ความสาคัญของคู่สนทนาเท่าเทียมกัน สลับบทบาทในการพูดคยุ เทา่ ๆ กัน ในขณะที่รายการอภิปรายเป็นการพูดคุยกนั ในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นประมาณ 3-4 คน ในแง่มุมที่ต่างความคิดเหน็ แต่มกั เปน็ เร่อื งทมี่ คี วามสาคญั หรือมีผลกระทบกบั คนสว่ นใหญ่

2. เร่ืองราวทีน่ าเสนอ รายการสัมภาษณ์ เสนอเรอื่ งราวไดท้ ั่วๆ ไป หลายเร่อื ง หลายรส หลายมุมมอง อาจเป็นเรื่องหนักๆ มีสาระ และเรื่องธรรมดาท่ัวไปที่ไม่เจาะลึกในรายละเอียด เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตประจาวันปากท้องของชาวบ้าน ปัญหาสงั คม เศรษฐกจิ บันเทงิ รายการสนทนา เสนอเรือ่ งราวได้ท่ัวๆ ไปคล้ายกับรายการสมั ภาษณ์แตม่ ุ่งให้ความสาคัญกับการเสริมตอ่ ขอ้ มลู กนั ระหวา่ งคู่สนทนาที่ต้องเปน็ ไปอย่างราบรนื่ มีชีวติ ชวี า รายการอภิปราย เนื้อหาเน้นเร่ืองราวที่เป็นประเด็นข้อโต้แย้งในสังคม อาจยังหาข้อยุติยังไม่ได้ มาอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากมุมมองของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ฟังได้รับฟังความกระจ่างในประเด็นดงั กลา่ ว 3. การดาเนนิ รายการ รายการสัมภาษณ์ มีผู้สัมภาษณ์ทาหน้าที่เป็นผู้ดาเนินรายการ ป้อนคาถามแทนผู้ฟังควบคุมรายการไม่ให้ออกนอกกรอบท่ีกาหนดไว้ รายการสนทนา คู่สนทนาคนใดคนหนึ่งเป็นผู้นาการสนทนาหรือเช่ือมโยงการสนทนาก่อน แล้วผลัดกันสนทนาโดยใหม้ โี อกาสพูดคุยพอๆ กัน รายการอภิปราย มีผู้ดาเนินรายการอภิปราย 1 คน เป็นผู้นาอภิปรายตลอดรายการ สามารถควบคุมรายการให้ดาเนินไปอย่างราบร่ืน โดยใหผ้ ู้ร่วมอภิปรายได้แสดงความคิดเห็นเท่าเทียมกัน และพูดสรุปประเด็นหรือความสาคัญของเร่ืองให้ครบถว้ นสรุป รายการวิทยุกระจายเสียงที่เสนอข่าวสารและบันเทิง อาจต้องใช้ท้ังการสัมภาษณ์ สนทนา อภิปรายหรือเลือกรูปแบบใดรูปแบบหน่ึง เพื่อถ่ายทอดหรือส่ือสารทาให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย เพ่ือให้มีความหลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ฟังมากที่สุด ดังนั้น หากพิจารณาความแตกต่างระหว่างรายการสัมภาษณ์ สนทนา อภิปราย พบว่ารายการสัมภาษณ์ เป็นการสัมภาษณ์ถามตอบระหว่างคน 2 คน โดยผู้สัมภาษณ์ทาหน้าที่ซักถามแทนความสงสัยของผู้ฟัง สร้างความกระจ่างแก่ผู้ฟังในประเด็นที่อยู่ในความสนใจส่วนรายการสนทนา คือรายการที่เสนอการพูดคุยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีผู้ดาเนินการสนทนาทาหน้าที่คอยควบคุมให้การสนทนาเป็นไปตามแนวทางหรือขอบเขตท่ีกาหนดไว้ ในขณะที่รายการอภิปรายเป็นรายการท่ีประกอบด้วยผู้พูดต้ังแต่ 3 คนขึ้นไป เพื่อให้ข้อมูลในเร่ืองที่อยู่ในความสนใจของผู้ฟังและมักจะเป็นประเด็นขัดแย้ง เป็นข้อโต้เถียงของสังคม ความน่าสนใจของรายการอภิปรายอยู่ท่ีการเลือกหัวข้อ และการเชิญบุคคลมาร่วมการอภิปรายโดยการบนั ทึกเสยี งไวล้ ว่ งหน้าหรอื อภปิ รายออกอากาศสดก็ได้เอกสารอา้ งองิกมลรัตน์ วจิ ติ รกูล. (2549). “หลกั การจดั และผลิตรายการวิทยกุ ระจายเสยี ง.” ใน เอกสารประกอบการ บรรยายหลักสตู รนกั จัดรายการวิทยุกระจายเสยี ง น่นุ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: สถาบนั การประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพนั ธ์.ฝ่ายวชิ าการ ชมรมลกู พ่อขนุ ประยกุ ต.์ (2548). “การจัดรายการวิทยุกระจายเสียง.” ม.ป.ท. (อดั สาเนา).บุญเกือ้ ควรหาเวช. (2539). คู่มือการผลิตรายการวทิ ยกุ ระจายเสยี ง. นนทบรุ ี: คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.รว่ มศักด์ิ แก้วปลงั่ . (2540). เทคนิคการผลติ รายการวิทยุกระจายเสียง. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.สรุ นิ ทร์ แปลงประสพโชค. (2549). “การสมั ภาษณท์ างวทิ ยุกระจายเสียง.” ใน เอกสารประกอบการ บรรยายหลกั สูตรนกั จดั รายการวิทยกุ ระจายเสยี ง นนุ่ ท่ี 2. กรุงเทพฯ: สถาบนั การประชาสัมพนั ธ์ กรมประชาสมั พันธ์

บทที่ 9 การผลิตรายการเพลงรายการเพลงทางสถานีวิทยุกระจายเสียง นับเป็นรายการท่ีได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างกว้างขวาง หากเปรียบเทียบกับรายการรูปแบบอื่นๆ ท่ีนาเสนอทางวิทยุกระจายเสียง เน่ืองจากมีวัตถุประสงค์มุ่งให้ความบันเทิง ความเพลิดเพลินแก่ผู้ฟัง จนสื่อวิทยุกระจายเสียงได้รับการกล่าวขานให้เป็น “คลื่นแห่งเสียงเพลง” อย่างไรก็ตาม รายการเพลงท่ีดีจาเป็นอย่างย่ิงท่ีต้องมีการวางแผน และเตรียมการล่วงหน้าเช่นเดียวกับรายการประเภทอื่นๆ ตลอดจนผู้ดาเนินรายการเพลงเองก็ต้องมีเทคนิคในการนาเสนอ เพ่ือให้รายการเพลงของตนได้รับการตอบรับเป็นทนี่ ิยมจากผู้ฟงั ดว้ ยลักษณะของรายการเพลง รายการเพลง ถือได้วา่ เป็นรายการหลักๆ ท่อี อกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสยี งแทบทุกสถานี โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นเพ่ือความบันเทิง ดังน้ัน รายการเพลงจึงมีการเสนอรายการด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและศิลปิน เช่น ความหมายเน้ือหาของเพลง ความเป็นมาของเพลง นักร้อง ศิลปิน นักดนตรี นักแต่งเพลงหรืออาจมีการนาเสนอสาระอ่ืนๆ ท่ีเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังสอดแทรกไว้ในรายการด้วย เช่น เคล็ดลับน่ารู้ต่างๆข่าวประชาสัมพันธ์ ตลอดจนเรื่องใกล้ตัว เร่ืองที่น่าสนใจในขณะน้ันไม่ว่าจะเป็นเร่ืองสุขภาพ เทคโนโลยี การทอ่ งเที่ยว แนะนาหนงั สือ เปน็ ต้น นอกจากนนั้ รปู แบบของรายการวิทยกุ ระจายเสยี งทถ่ี ือได้วา่ เปน็ รายการเพลง คือ 1. รายการเพลงสลับสาระความรู้ เป็นการเสนอเพลงจากแผ่นซีดีเพลงสลับกับการสนทนาหรือเป็นการพูดคุยในเรอื่ งตา่ งๆ ในหวั ขอ้ ที่นา่ สนใจและเปน็ ประโยชน์ต่อผู้ฟงั 2. การจัดรายการเพลงตามคาขอ (music request) เป็นการเสนอเพลงตามที่ผู้ฟังเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์เข้ามาในรายการ โดยอาจเปิดให้มีการโทรศัพท์เข้าร่วมพูดคุยขอเพลงเพ่ือเป็นส่วนหน่ึงของรายการหรอื เปน็ การโทรเขา้ มาขอหลังไมค์ก็ได้ 3. การจัดรายการเพลงแบบดีเจ (disc jockey) เป็นการจดั รายการทีผ่ ู้ดาเนนิ รายการเป็นผู้จดั วางซีดีเพลงและควบคุมเสียงเอง ซึ่งผู้ดาเนินรายการต้องมีทักษะในการพูดและสามารถควบคุมอุปกรณ์ในห้องผลิตรายการไดอ้ ย่างคล่องแคล่ว มกี ารเตรียมตัวเป็นอย่างดีรูปแบบของรายการเพลง การแบ่งรูปแบบของรายการเพลงท่ีนิยมจัดในปัจจุบันตามสถานีวิทยุกระจายเสียงของไทยมีหลายประเภท โดยสามารถแบง่ ออกได้ดังนี้ คือ 1. รปู แบบเพลงยอดนิยมหรอื เพลงป๊อป (popular music) นับเป็นเพลงไทยสากลที่อยู่ในสมัยนิยมที่คนทั่วไปนิยมฟัง หรือเป็นผลงานเพลงที่ผลิตขึ้นเพ่ือสนองตอบต่อความต้องการของผู้ฟังในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง บางเพลงท่ีแต่งข้ึนด้วยความประณีต มีความหมายประทับใจก็มักจะได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องหลายปี และอาจได้รับการปัดฝุ่นโดยเรียบเรียงประสานเสียงใหม่ให้เหมาะกับยุคสมัยนิยมช่วงนั้นๆ เช่น เพลงวันปใี หม่ รวมเพลงลีลาศของสนุ ทราภรณ์ (ในอัลบ้ัมหรือแบบฉบบั ของค่ายแกรมม)่ี นอกจากน้ี เพลงยอดนิยมยังข้ึนอยู่กับกระแสความนิยมของผู้ฟังจากการขอเพลงหรือยอดการจาหน่ายเทปและแผ่นซีดีในตลาดอีกด้วย ดังนั้น ผู้ดาเนินรายการควรติดตามกระแสความนิยมดังกล่าวเพ่ือนาเสนอเพลงให้สอดรับกับความต้องการของผู้ฟัง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบเพลงแนวป๊อปมากกว่ากลุ่มเพลงประเภทอ่ืนๆ ปัจจุบันวัยรุ่นมักเรียกเพลงป๊อปหรือเพลงยอดนิยมว่า “เพลงสตริง” นักร้องนักดนตรีในแนวเพลงดงั กล่าวในสังคมไทยยุคน้ีพบวา่ มีเพิ่มข้ึนเป็นจานวนมาก ทาใหแ้ นวโน้มของเพลงกลายเป็นธุรกิจค่าย

เพลงท่ีมีการแข่งขันกันสูง จนกระท่ังบางค่ายก็มีรายการวิทยุเป็นของตนเองเพ่ือท่ีจะสนับสนุนอัลบั้มเพลงให้เกิดกระแสะความนิยมจากผู้ฟังมากทส่ี ดุ 2. รูปแบบเพลงประเภทไลท์มิวสิก (light music) เป็นเพลงไทยสากลที่มีท่วงทานองเบาๆ ฟังสบายๆ ไม่มีจังหวะกระแทกกระทั้น เหมาะสาหรับการฟังเพ่ือผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น เพลงลูกกรุงวิวัฒนาการของเพลงลูกกรุงแต่เดิมน้ันเป็นเพลงยอดนิยมท่ัวไปสาหรับสังคมเมือง โด่งดังมากในยุควงสุนทรา-ภรณ์ ต่อมาจึงเป็นช่วงของวงดิอิมพอสซิเบิล วงรอยัลสไปรท์ วงแกรนด์เอกซ์ วงชาตรี วงอินโนเซ็นท์ วงคีรีบูนวงฟรุ้ตตี้ วงบรั่นดี ตามลาดับ นอกจากนี้ ยังมีศิลปินเดี่ยวทีไ่ ด้รับความนิยมในกลุ่มเพลงประเภทไลท์มิวสกิ เช่นธเนศ วรากลุ นเุ คราะห์ เบริ ์ด ธงไชย แมคอนิ ไตย์ กุง้ กติ ติคุณ นนั ทิตา แกว้ บวั สาย เป็นตน้ เพลงประเภทนี้สามารถนาเพลงหรือดนตรีสมัยเก่า (oldies) ซึ่งเป็นการนาเสนอเพลงในอดีตยุคต่างๆมานาเสนอให้แก่ผู้ฟังอีกคร้ัง และเป็นการอนุรักษ์เพลงเก่าๆ ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักพร้อมทั้งยังตอบสนองกลุ่มผฟู้ งั ในยุคต่างๆ ด้วย ดังนัน้ เพลงประเภทไลท์มิวสิกจึงสามารถจัดได้ว่าเป็นกลุ่มเพลงร่วมสมัยรปู แบบหนง่ึ ท่ีมีแนวเพลงในลักษณะผสมผสานทั้งเพลงเกา่ และเพลงทน่ี ิยมตามกระแส โดยมุ่งนาเสนอผ้ฟู ังรายการทอ่ี ยู่ในช่วงวยั ผูใ้ หญ่ วัยทางาน 3. รูปแบบเพลงประเภท R&D (rock and disco) เป็นเพลงสาหรับวัยรุ่นท่ีมีท่วงทานองคึกคักสนุกสนานเร้าใจ เปน็ เอกลักษณ์ของดนตรีรอ็ คและดิสโก้ สามารถเต้นตามจังหวะไดอ้ ยา่ งสนุกสนาน 4. รูปแบบเพลงแจ๊ซ (jazz music) เป็นเพลงท่ีมีถ่ินกาเนิดในสหรัฐอเมริกา เพลงประเภทนี้มีทว่ งทานองไพเราะ จังหวะทีอ่ ิสระแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ผ่านเคร่ืองดนตรีทั้งดีด สี ตี เป่า เป็นดนตรีท่ีเร้าอารมณ์ ด้วยจงั หวะและลีลาของเพลง และส่วนมากเพลงกลุ่มนี้มักเป็นเพลงบรรเลง เช่น ประเภทบลูแจ๊ส ที่มีทว่ งทานองโหยหวนเศรา้ สรอ้ ย 5. รูปแบบเพลงคลาสสิก (classic music) เป็นการนาเสนอเพลงในอดีตที่บรรเลงด้วยวงดนตรีซิมโฟนี ดนตรีโอเปร่า ดนตรแี ชมเบอร์ ที่ยงั คงนยิ มฟังกันจนถงึ ปัจจบุ ัน เพลงไทยเดมิ ของประเทศไทยกจ็ ัดเป็นเพลงคลาสสิกเช่นกนั ส่วนเนื้อหาของเพลงเน้นแสดงออกถงึ ความหมายและความร้สู ึกด้วยทว่ งทานองและลีลาของเพลงที่นุ่มนวล มักมีผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม เพราะเป็นเพลงระดับสูงหรือเพลงหนักที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในอารมณแ์ ละเร่ืองราวของเพลง ดงั น้นั รายการประเภทน้ีจึงจัดกันนอ้ ยลงมาก 6. รูปแบบเพลงพ้ืนบ้าน (folk song) เป็นเพลงท่ีเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรมท้องถ่ินของไทย เป็นเพลงและดนตรีเพ่ือชาวบ้าน เนื้อหาเรื่องราวส่วนใหญ่แสดงออกถึงชีวิตความเป็นอยู่ ความรัก ความร่ืนเริง มีทานองเพลงส้ันๆ ซ้าๆ กัน เช่น เพลงหมอลา เพลงอีแซว ลาตัด กันตรึม เป็นต้น เพลงพ้ืนบ้านที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจนในไทยและถูกนาเสนอรายการวิทยุกระจายเสียง เช่น เพลงของจรัล มโนเพ็ชร-สุนทรี เวชานนท์ศิลปินพ้ืนบ้านของภาคเหนือ หรือเพลงหมอลาของศิลปินอีสานที่ฉีกแนวเดิม ดัดแปลงความเป็นพื้นบ้านให้มีความทันสมัยในดนตรีมากขึ้น กลายเป็น “หมอลาซ่ิง” ก็จะได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ฟังท้องถิ่นอีสาน เป็นต้น 7. รูปแบบเพลงลูกทุ่ง (country music) เป็นเพลงที่ดัดแปลงมาจากเพลงพ้ืนบ้าน โดยมีลักษณะลีลาจงั หวะ ประโยคของเพลงส้ันๆ งา่ ยๆ มีท่วงทานองลีลาสนุกสนาน สาเนียงรอ้ งเปน็ สาเนยี งพื้นบา้ นใช้ลกู คอรัวเสียง อันเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของการร้องเพลงลูกทุ่ง ส่วนเนื้อหาเป็นเรื่องชาวบ้านท่ีเกิดขึ้นในสังคมเกษตรกรรม แสดงออกถึงชีวิตของคนในชนบท เช่น เนื้อหาท่ีเกี่ยวกับการแสดงความรัก ความเศร้า ความผดิ หวงั และวถิ ชี ีวติ ของคนในชนบท ความขบขนั การเสียดสสี งั คม เพลงลูกทุ่งถือเป็นประเภทเพลงที่มีกลุ่มผู้ฟังจานวนมากกลุ่มหนึ่ง สีสันของเพลงลูกทุ่งอยู่ท่ีการถ่ายทอดอารมณ์เพลงซึ่งเป็นหัวใจสาคัญของเพลงลูกทุ่ง นอกจากนั้นเพลงลูกทุ่งยังให้ความสาคัญโดยเน้นนักร้องท่ีมีคุณภาพพเสียงดี ดนตรีท่ีมีชีวิตชีวา ประกอบกันเป็นเอกลักษณ์ของเพลงลูกทุ่ง นักร้องลุกทุ่งหลายคนที่ได้รับความนิยมตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นยุคของสุรพล สมบัติเจริญ ผ่องศรี วรนุช พุ่มพวง ดวงจันทร์สายณั ห์ สัญญา ยอดรัก สลกั ใจ ศิรนิ ทรา นยิ ากร สุนารี ราชสมี า ไมค์ ภิรมยพ์ ร ตา่ ย อรทยั เป็นตน้

8. รูปแบบเพลงเพ่ือชีวิต เป็นเพลงที่สะท้อนความหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม การต่อสู้ด้ินรนของคนช้ันล่าง การเรียกร้องความเสมอภาคและเสรีภาพ ปัจจุบันเพลงเพื่อชีวิตยังคงมีผลงานออกมาเป็นระยะๆ ท้ังรูปแบบของศิลปินวงและศิลปินเดี่ยว เช่น วงคาราวานวงคาราบาว วงโฮป พงษ์เทพ กระโดนชานาญ พงษส์ ทิ ธิ์ คมั ภรี ์ หนู มิเตอร์ เป็นตน้หลักการนาเสนอรายการเพลง รายการเพลงเป็นรายการวิทยุท่ีผู้ฟังส่วนใหญ่ชื่นชอบ และให้ความสนใจรับฟังรายการประเภทนี้มากท่ีสุด และเป็นรายการท่ีมีการดาเนินรายการทางสถานีวิทยุอย่างแพร่หลายมากที่สุดด้วย ดังน้ัน การนาเสนอรายการเพลงนี้จึงจาเป็นต้องมีการกาหนดโครงสร้างของรายการรวมถึงการตั้งชื่อรายการให้เป็นท่ีรู้จัก และติดตามรับฟังรายการของเราโดยไม่เปล่ียนคล่ืนไปที่คลื่นอื่น ซึ่งหลักในการนาเสนอรายการเพลงน้ันประกอบดว้ ยหัวขอ้ ดังต่อไปนี้ 1. การกาหนดวัตถุประสงค์ของรายการเพ่ืออะไร เช่น เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อให้ความรู้และความบันเทงิ 2. กาหนดกลุม่ เปา้ หมายของรายการ เชน่ วัยรุ่น คนทางาน ผูส้ ูงอายุ เดก็ เล็ก ผหู้ ญิง ผ้ชู าย ซึง่ กลุ่มเหล่านมี้ ีความพึงพอใจ รสนิยม และพฤตกิ รรมในการฟงั รายการเพลงต่างกนั ดังนี้ 2.1 กลุ่มวัยรุ่น มักนิยมฟังเพลงสมยั นิยมทงั้ เพลงไทยและเพลงสากล ชืน่ ชอบศิลปินหน้าใหม่ ติดตามอัลบั้มใหม่ๆ ของศิลปินอย่เู สมอ ผู้ดาเนินรายการเพลงจึงต้องมีวธิ ีการนาเสนอให้ถูกใจกลุ่มผู้ฟังวัยรุ่น เปิดสายให้วัยรุ่นมีส่วนรว่ มในรายการ ขอเพลงหลงั ไมค์ สมั ภาษณ์ศิลปนิ นักร้องที่เขาชืน่ ชอบ เปน็ ต้น 2.2 กลุ่มวัยทำงำน สามารถแยกได้ตามลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น หากเป็นกลุ่มแม่บ้านมีเวลาฟังรายการวทิ ยอุ ย่ทู ี่บา้ น อาจนาเสนอเพลงไทยสากลฟงั ง่ายสบายๆ สอดแทรกเคล็ดลับต่างๆ ทน่ี าไปใชป้ ระโยชน์ได้ 2.3 กลุ่มทำงำนในสำนักงำน มักใช้เวลาในการฟังวิทยุระหวา่ งเดินทางไปทางานหรือกาลังทางาน จึงไม่มีเวลาจริงจังในการฟังเพลง ดังนั้นควรเสนอเพลงประเภทไลท์มิวสิค ฟังเพ่ือเพลิดเพลินอารมณืในระหว่างทางาน 2.4 กลุ่มผู้ใช้แรงงำน เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ถือเป็นเป้าหมายใหญ่สาหรับรายการเพลง จึงสามารถนาเสนอดว้ ยเพลงลูกทุ่ง เกยี่ วกับวิถชี ีวิตและเรอื่ งราวท่ีใกล้ตวั ของกลุ่มคนเหล่านี้ 2.5 กลุ่มผู้สูงอำยุ มีรสนิยมในการฟังเพลงช้าๆ ฟังสบายๆ เพลงในยุคเก่า ฟังได้ท้ังเพลงไทยเพลงสากล ที่มีทานองจังหวะดนตรีเรียบง่ายไม่คึกคักเกินไป การพูดคุยของผู้ดาเนินรายการก็ต้องใช้ถ้อยคาท่ีเหมาะสมกับกล่มุ ผฟู้ ังดงั กล่าวดว้ ย 2.6 กลุ่มเด็ก อาจเป็นกลุ่มที่ผู้ผลิตรายการมองข้ามความสาคัญ จึงไม่ค่อยมีรายการเพลงสาหรับเด็กอย่างจริงจัง แต่เด็กก็รับฟังรายการเพลงต่างๆ พร้อมๆ กับกลุ่มอื่นๆ ด้วย ผู้ดาเนินรายการจึงควรพิถีพิถันในการเลือกเพลงที่มีเน้ือหาสร้างสรรค์ รวมถึงดนตรีที่สนุกสนาน ตลอดจนการพูดคุยในรายการที่ก่อให้เกิดแนวทางทีด่ ีตอ่ กลุม่ ผูฟ้ ังเด็กได้ 3. การกาหนดเนื้อหาและรูปแบบรายการเพลง คือ ประเภทของเพลงที่เลือกเสนอจะเป็นเพลงประเภทอะไร แนวเพลงแบบใด รวมถึงการนาเสนอความรู้ท่ัวๆ ไปท่ีอาจสอดแทรกไปในรายการเพลงท่ีเหมาะสมเขา้ กันได้ ตัวอย่างการกาหนดเนื้อหาและจัดรายการตามประเภทของเพลง เช่น การจัดเพลงประเภทยอดนิยมโดยเน้ือหาของรายการคือ การเปิดเพลงฮิต หรือเพลงท่ีได้รับความนิยมจากผู้ฟัง แล้วอาจให้ข้อมูลเก่ียวกับอลั บ้มั เพลงและนักรอ้ งดังกล่าว 4. เวลาออกอากาศ เวลาใดที่ควรเสนอรายการเพลงรปู แบบใด และกลุ่มเป้าหมายใดท่ีจะฟังเพลงในชว่ งเวลานนั้ เชน่

4.1 ช่วงเช้ำ เพลงท่ีนาเสนอควรเป็นเพลงที่มีจังหวะผ่อนคลายอารมณ์ท่วงทานองช้า ไม่ใช้เพลงที่ทานองเรา่ ร้อนเกนิ ไป 4.2 ช่วงสำย อาจเสนอเพลงประเภทไลท์มิวสิก และเพลงสมัยนิยมท่ีอยู่ในกระแส ความสนใจของผฟู้ งั เพราะสามารถฟังสบายๆ ระหวา่ งเดินทางไปทางาน หรอื กาลงั ทางาน 4.3 ช่วงบ่ำยจนถึงเย็น สามารถเสนอเพลงลูกทุ่งฟังสนุกสนาน และเพลงสมัยนิยมที่คนท่ัวไปนิยมฟัง 4.4 ช่วงกลำงคืน ผู้ดาเนินรายการอาจมีผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะของแต่ละรายการ เพื่อนาเสนอรายการเพลงทตี่ รงตามกลมุ่ เป้าหมาย ไม่ว่าจะเปน็ เพลงป๊อป เพลงลกู ทุ่ง เพลงเพอ่ื ชวี ติ เพลงคลาสสิก 5. ความยาวของรายการ โดยท่ัวไปรายการเพลงในบ้านเราใช้เวลาในการนาเสนอประมาณ 1-2ชว่ั โมง 6. ลักษณะทางธรรมชาติของสถานีวิทยุกระจายเสียงระบบ AM หรือ FM เนื่องจากสถานีวิทยุระบบ AM มีรัศมีการส่งกระจายเสียงกว่าไกลกว่าระบบ FM แต่คุณภาพความชัดเจน ความไพเราะของเสียงดอ้ ยกวา่ ทาให้มผี ลตอ่ การกาหนดรูปแบบรายการเพลงดว้ ย จากหลักการนาเสนอรายการเพลงท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้ดาเนินรายการยังสามารถนาหลักการดังกล่าวมากาหนดรูปแบบรายการเพลง เพ่ือพิจารณาดูว่าการจัดรายการเพลงน้ันสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังมากมายหลายวิธี ดงั หัวขอ้ ทจ่ี ะกล่าวตอ่ ไปน้ีรปู แบบการนาเสนอรายการเพลงทางวิทยกุ ระจายเสียง การวางแผนเพ่ือนาเสนอรายการเพลงทางวิทยุกระจายเสียงอย่างพิถีพิถัน จะมีผลต่อความนิยมต่อผู้ฟัง เน่ืองจากการแข่งขันของสถานีวิทยุกระจายเสียงมีสูงขึ้น และรายการส่วนใหญ่ของหลายๆ สถานีเป็นรายการเพลง ดังนั้น การพิจารณาองค์ประกอบของรายการเพลงไม่ว่าจะเป็นประเภทของรายการเพลง ผู้ดาเนินรายการ เทคนิคการเปิดเพลง การเสนอข้อมูลในรายการจะเป็นตัวกาหนดรูปแบบการนาเสนอรายการเพลงแก่ผู้ฟัง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ดังน้ัน ผู้เขยี นจงึ ขอเสนอรูปแบบการนาเสนอรายการเพลงท่ีพบเห็นจากสถานวี ทิ ยุกระจายเสียงโดยทัว่ ไปของไทย ดว้ ยรปู แบบดงั ต่อไปนี้ 1. รูปแบบรายการเพลงตามคาขอ (requests) มีลักษณะการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังทางบ้านขอเพลงเข้ามาในรายการ โดยวธิ ีการต่างๆ เชน่ โทรศัพท์ จดหมาย ส่งข้อความ SMS หรือผ่านทาง E-mail การสนองตอบต่อความต้องการของผู้ฟังอาจทาได้ไม่ท้ังหมด ดังนั้น ผู้ดาเนินรายการต้องกาหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน และวางแผนระบบภายใน 1 ชว่ั โมง ที่ดาเนินรายการว่าจะจดั เพลงตามคาขอในชว่ งใดของรายการ การนาเสนอรายการด้วยรูปแบบจัดเพลงให้ตามคาขอ เป็นวิธีการหน่ึงที่ผู้ดาเนินรายการสามารถสารวจความนิยมหรือ rating ของรายการได้ ดว้ ยการตดิ ตามรบั ฟงั จากผฟู้ งั กลมุ่ เปา้ หมาย 2. รูปแบบบล็อก สถานีวิทยุกระจายเสียงที่นาเสนอความบันเทิงด้วยรูปแบบรายการเพลงเป็นหลักมักจะกาหนดผังรายการหรือช่วงเวลาในแต่ละวันเป็นบล็อกกว้างๆ ไว้ว่า ช่วงใดจะนาเสนอรายการเพลงประเภทใด หรอื หากเปน็ เอกลกั ษณ์ของคลนื่ ใดคล่ืนหน่ึงโดยเฉพาะ เช่น คลนื่ FM 95 MHz คล่ืนฮติ 24 ชว่ั โมงลูกทุ่งมหานคร ทางสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. กรุงเทพมหานคร หรือคลื่นวิทยุทั่วไป เช่น คลื่น FM 96.25 MHzอุดรพเี พิลเรดโิ อ จ.อุดรธานี 3. รูปแบบนาฬิกา (clock format) มีลักษณะการออกแบบรายการเพลงที่จะนาเสนอภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงว่าประกอบด้วยอะไรบา้ งในรายการ เช่น เพลง สปอตโฆษณา พูดสลับเพลง เกมประจาวัน รายงานข่าวต้นชั่วโมง เป็นต้น การกาหนดรูปแบบนาฬิกาเช่นนี้ จะทาให้ผู้ดาเนินรายการเห็นทิศทาง และมีกรอบในการดาเนนิ รายการอยา่ งชัดเจน

ภาพที่ 9.1 ภาพแสดงชว่ งเวลาดาเนนิ รายการเพลงในหนึ่งชั่วโมง จากภาพท่ี 9.1 จะเห็นว่า มีการวางกรอบในหนึ่งชั่วโมงท่ีผู้ดาเนินรายการเพลงหรือดีเจจะนาเสนอรปู แบบรายการเพลงอย่างไรให้แกผ่ ู้ฟัง อย่างไรกต็ าม การวางกรอบอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของชว่ งเวลาท่ีสถานกี าหนด 4. รูปแบบการนาเสนอศิลปิน หรือแขกรับเชิญ (guest program) เป็นการนาศิลปิน หรือแขกรับเชิญท่มี ีผลงานเพลงทีไ่ ด้รบั ความนยิ มในขณะนั้น มาใหส้ ัมภาษณพ์ ูดคุยผา่ นทางรายการเพลง ในปัจจุบันรายการเพลงเป็นรายการท่ีจัดกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด และได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างกว้างขวาง ดังน้ัน หลักในการนาเสนอรายการเพลง คือผู้ดาเนินรายการควรมีความรู้ในเรื่องเพลงเป็นอย่างดี และยังต้องเข้าใจถึงรสนิยมความต้องการฟังเพลงของกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย ท้ังน้ี เพราะความสนใจของผู้ฟงั จะมคี วามหลากหลายต่างกันไปขัน้ ตอนในการผลิตรายการเพลง เน่ืองจากรายการเพลงเป็นการสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ฟัง เพ่ือให้รายการดาเนินไปอย่างราบร่ืน มีสีสันและมีชวี ติ ชีวา จงึ ต้องมกี ารเตรยี มการตามขนั้ ตอนการผลติ รายการเชน่ เดยี วกับทุกรายการ ดงั นี้ 1. ทาความเข้าใจในองค์ประกอบของรายการวิทยุกระจายเสียง ได้แก่ เสียงพูดเสียงเพลงและเสียงประกอบ 2. กาหนดทิศทางการเปิดเพลง เรียกวา่ “การกาหนด Clock” คือ ใน 1 ชั่วโมง จะเปิดเพลงประเภทใด เพลงใหม่-เก่า-กลาง เพลงตามคาขอต้องกาหนดไปเลย เรียกว่า “Song List” โดยกาหนดเรียกว่า “PlayList Producer” ทาให้การเปดิ เพลงเปน็ ไปในทศิ ทางเดยี วกัน ตามแนวคิดของรายการภาพที่ 9.2 ภาพแสดงการกาหนด Song List 3. ปัจจุบันผู้ดาเนินรายการเพลง ควรทราบเพลงท้ังหมดท่ีจะเปิดออกอากาศ เพื่อจะได้เชื่อมโยงอารมณ์ของเพลงในช่วงน้ัน เช่น เลือกเพลงช้าๆ ไว้ด้วยกัน เพลงเร็วไว้ด้วยกันโดยต่อเนื่องทั้งทานองและความหมายให้เปน็ ไปในทศิ ทางเดียวกัน ในปัจจุบันการเลือกเพลงยังต้องคานึงถึงตลาดด้วย โดยเฉพาะการเลือกเพลงท่ีฟังง่ายติดหู ที่เรียกว่า“Commercial Track” ซึง่ คาดวา่ จะได้รับความนยิ ม 4. เตรียมส่ิงท่ีเราจะนาเข้าไปพูดในการดาเนินรายการ เช่น ข้อมูลต่างๆ จากหนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าว คาคม กลอน ประวตั เิ พลง ประวัติหรอื ผลงานของนักรอ้ ง ศิลปนิ ตา่ งๆ 5. เตรียมบทเปดิ - บทปิด บทเชอ่ื มโยงของเพลง ประเด็นท่ีจะนาเสนออยา่ งครา่ วๆ

6. การดาเนินรายการ 6.1 กำรขน้ึ ต้นรำยกำร 6.1.1 เปดิ เพลงก่อนแลว้ จึงทกั ทายผฟู้ งั เมื่อเพลงจบ 6.1.2 ทกั ทายกอ่ นแล้วเปิดเพลง อาจเปน็ คาพดู ทกั ทายท่ัวไป หรือนาด้วยคาถามคาคม สุภาษติ 6.1.3 เปดิ เพลงไปแลว้ จงึ ทักทายทบั เพลงไปเลย 6.2 กำรเลอื กเพลง 6.2.1 เปดิ เพลงจงั หวะช้าๆ ติดกัน แตส่ ลับชาย หญิง 6.2.2 เปดิ เพลงช้าก่อน แล้วค่อยเปล่ยี นเป็นเพลงเรว็ 6.2.3 เปดิ เพลงเร็ว แลว้ คอ่ ยเปล่ยี นเป็นเพลงชา้ 6.2.4 ไม่เปิดเพลงของนักร้องคนเดียวกันติดต่อกัน อาจจะเปิดสัก 4 เพลงแล้วจึงเปิดซ้าได้ (1ช่ัวโมงเปดิ เพลงไดป้ ระมาณ 8-9 เพลง) 6.2.5 เพลงแรกของรายการควรดงึ ดูดความสนใจ ดว้ ยคาร้องเนือ้ หาหรือทานองของเพลง 6.2.6 เพลงใหม่ๆ หรอื เพลงทีม่ ีเนอื้ หาสาระทด่ี คี วรแนะนาให้แก่ผู้ฟงั 6.3 กำรเปดิ เพลง 6.3.1 พูดเช่ือมโดยตรง คอื เมอ่ื เพลงจบจึงพูดเช่อื มจนจบแล้วเปิดเพลงลาดบั ต่อไป 6.3.2 พูดแทรกเฉพาะชว่ ง Solo ของเพลง 6.3.3 พูดทบั ช่วง Intro หรือ พูดทบั เพลงตอนท้ายกอ่ นจบเพลง 6.3.4 เปิด 2 เพลงเชอื่ มกันโดยไม่มกี ารพูด ท้ังนี้ ในการต่อเพลงต่างๆ มีเทคนิคง่ายๆ คือ ต้องต่อแบบนุ่มนวล หรือต้องเนียน เน้ือหาเพลงต้องสอดคล้องกัน จังหวะดนตรี ควรใช้จังหวะหรือนวดดนตรีแนวเดียวกัน อารมณ์ของดนตรี การพูดค่ันหรือใช้Jingle รายการ เพ่ือล้างอารมณ์ผ้ฟู ัง นอกเหนือจากน้ี ระหว่างดาเนินรายการสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมในรายการ จะเป็นเสน่ห์ที่สาคัญของรายการเพลง ได้แก่ การโทรศัพท์ (phone in) มาของเพลง(request) การเล่นเกม การสง่ จดหมาย การส่ง E-mail หรอื การสง่ SMS มายังรายการ จะเห็นได้ว่าในข้ันตอนการผลิตรายการเพลง เพื่อให้น่าสนใจและได้รับความนิยมจากผู้ฟังความสามารถ ลีลา ตลอดจนน้าเสียง เอกลักษณ์ของผู้ดาเนินรายการหรือ DJ (disc jockey) หรือผู้จัดโปรแกรมสาหรับเลือกเพลงนาเสนอเรียกว่า PJ (program jockey) นับว่ามีส่วนสาคัญประการหน่ึงที่จะสร้างสรรคใ์ หร้ ายการเพลงนนั้ ถกู อกถกู ใจผู้ฟงัภาพท่ี 9.3 ภาพแสดงผู้ดาเนนิ รายการหรอื DJ (disc jockey)ภาพที่ 9.4 ภาพแสดงผจู้ ดั โปรแกรมสาหรบั เลอื กเพลงนาเสนอเรียกว่า PJ (program jockey)

ประเภทของผดู้ าเนินรายการเพลงหรอื ดีเจ พิไลพรรณ ปุกหุต (2547) ได้เสนอการแบ่งประเภทของ DJ แบ่งได้ตามบทบาทในการดาเนินรายการสรปุ ไว้ ดงั นี้ 1. Low profile DJ เป็นผู้จัดรายการท่มี ีหน้าทเ่ี ปดิ เพลงเปน็ หลกั เป็นรายการที่เน้นการเปิดเพลงเป็นหลักและมักเป็นเพลงประเภทบรรเลง เช่น เพลง Classic ซึ่งผู้ฟังต้องการซาบซ้ึงกับเสียงดนตรี บทบาทของDJ เป็นเพยี งผู้เปิดเพลงและพดู เพยี งเล็กนอ้ ย 2. Specialist DJ เป็นผู้จัดรายการที่มีความเช่ียวชาญสูง โดยเฉพาะในเร่ืองเพลงต้องมีความรู้เก่ียวกับเพลงเป็นอย่างดีหรืออย่างลึกซ้ึง ตั้งแต่ประวัติของศิลปิน ผู้แต่งเพลง นักดนตรี เรื่องราวของเพลงในแง่มุมต่างๆ รวมท้ังยังสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ต่อเพลงนั้นๆ ได้ เพลงท่ีนาเสนอ ได้แก่ Jazz,Opera, Folk, Rock เป็นต้น รายการประเภทน้ีนอกจากการได้รับอรรถรสทางดนตรี ผู้ฟังยังต้องการความรู้เก่ยี วกบั เพลงหรือดนตรนี ั้นๆ 3. Personality DJ เป็นลักษณะผู้ดาเนินรายการเพลงในปัจจุบัน คือ เปิดเพลงสลับการพูดคุยเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน เน้นการเปิดเพลงทไ่ี ด้รับความนยิ มในขณะน้ัน ผดู้ าเนินรายการมีลีลาที่เปน็ ของตวั เองสร้างความรู้สึกเป็นมิตรกับผู้ฟัง สร้างความบันเทิงด้วยวิธีการต่างๆ โดยทั่วไปจะต้องควบคุมอุปกรณ์และเครื่องมือเองด้วยรายการประเภทนี้ ผุ้ฟังต้องการความเพลิดเพลินในการฟังเพลง และเข้ามามีส่วนร่วมกับรายการในรูปแบบต่างๆ เช่น การขอเพลง เล่นเกม พูดคุยกับผู้ดาเนินรายการด้วย ดังนั้น Personality DJ จึงถือเปน็ สว่ นหนงึ่ หรือสว่ นสาคญั ของรายการนนั้คณุ สมบัตขิ องผ้ดู าเนนิ รายการเพลงหรือดเี จ ผูด้ าเนินรายการเพลงหรือดีเจ ควรมีคณุ สมบตั ดิ ังตอ่ ไปน้ี 1. มีทักษะการพูด ด้วยการออกเสียงภาษาไทยถูกต้อง ชัดเจน มีศิลปะในการพูด มีจิตวิทยาในการสอ่ื สารและโน้มนา้ วใจ 2. น้าเสียงแจ่มใส เปน็ เอกลกั ษณ์ของตัวเอง มคี วามเป็นกันเอง 3. ควรมีความสนใจ รอบร้เู รื่องเพลง ฟังเพลงมากๆ สนใจขวนขวายหาความรู้เร่ืองกระบวนการผลิตทีมผลิต ในแต่ละเพลง แต่ละอัลบ้ัม 4. มรี สนยิ มในการฟังเพลงท่ดี ี 5. มีความรู้รอบตัวติดตามข่าวสาร ขวนขวายหาความรู้ตลอดเวลา เพื่อเสริมความคิดวิสัยทัศน์สามารถส่ือสารได้กับทุกกลุ่ม เช่น การส่ือสารกับวยั รุ่นกต็ ้องรวู้ ่าวัยรุ่นมพี ฤติกรรมชอบหรือสนใจอะไร แล้วจะพดู คยุ ในรายการเพลงทีจ่ ดั เพือ่ วยั รนุ่ อย่างไร 6. มีความทนั สมยั ทนั เหตกุ ารณ์ นาสาระประโยชน์มาพูดสอดแทรกในรายการ 7. ติดตามฟังรายการหรอื การดาเนินรายการของคนอน่ื ดว้ ย เพือ่ การเรียนรแู้ ละนาส่งิ ดีๆ มาประยุกต์กับรายการของตนได้ 8. แก้ปญั หาเฉพาะหน้าไดด้ ี

9. มีความรู้เก่ียวกับอุปกรณ์ในห้องส่งหรือห้องบันทึกเสียง เนื่องจากปัจจุบันดีเจจะต้องเป็นผคู้ วบคุมเครอ่ื งมืออปุ กรณเ์ อง 10. พงึ สานกึ เสมอว่า เรามหี น้าที่ให้ความสุขกบั ผ้ฟู ัง เป็นเพ่อื นกบั ผฟู้ ัง 11. มีความตระหนักในบทบาทหน้าท่ีของส่ือมวลชนที่รับผิดชอบต่อสังคม จึงต้องเสนอรายการเชิงสร้างสรรค์ตอ่ ผู้ฟังการใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรใ์ นการดาเนนิ รายการเพลง การดาเนินรายการเพลงของดีเจยุคใหม่ พริกโฉมดว้ ยการนาเทคนคิ ความทนั สมยั ของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้รายการเพลงมีสีสัน มีความหลากหลายมากข้ึน โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการเลือกสรรเพลงท่ีสามารถเลือกไว้ได้ทีละหลายๆ เพลง การต่อเพลงให้นุ่มนวลแนบเนียนด้วยเทคนิคของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว แทนการใชเ้ คร่ืองเล่นเทป เครื่องเลน่ ซีดี ท่ีตั้งเปิดได้ทีละเพลง ทาให้การค้นหาเพลงสะดวกราดเรว็ ทนั ใจผฟู้ ัง เพียงการใชค้ าส่ังท่คี ้นหาเพลง หรอื คาส่งั ในการแสดงลูกเล่นตา่ งๆ ในรายการได้เลย ปัจจบุ ันจงั มกี ารคิดค้นโปรแกรมสาเร็จทีช่ ว่ ยสนบั สนุนการผลิตรายการเพลงมากมายหลากหลายโปรแกรมในทีน่ ผี้ ู้เขียนขอเสนอการใช้โปรแกรมสาหรับชว่ ยในการผลิตรายการเพลงที่สะดวกและใชง้ า่ ย สรุป รายการเพลง ถือได้ว่าเป็นรายการหลักๆ ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสยี งแทบทุกสถานี โดยมีวัตถุประสงคม์ ุ่งเน้นเพื่อความบันเทิง ดังน้ัน รายการเพลงจึงมกี ารนาเสนอรายการด้วยเรือ่ งราวเก่ียวกบั เพลงและศิลปนิ หรืออาจมีการนาเสนอสาระอื่นๆ ที่เป็นประโยชนต์ ่อผู้ฟงั สอดแทรกไวใ้ นรายการด้วย รายการเพลงมหี ลายประเภท เช่น เพลงยอดนิยมหรือเพลงป๊อป เพลงไลท์มิวสิก เพลงประเภท R&D เพลงแจ๊ซ เพลงลูกทุ่งเพลงเพื่อชวี ิต ฯลฯ การนาเสนอรายการเพลงที่พบเห็นจากสถานีวิทยุกระจายเสยี งโดยทั่วไปของไทย มีรูปแบบดังต่อไปน้ีรปู แบบรายการเพลงตามคาขอ รูปแบบบล็อก รูปแบบนาฬิกา และรูปแบบการนาเสนอศิลปิน ปัจจัยหน่ึงท่ีทาให้รายการเพลงได้รับความนิยมจากผู้ฟัง คอื ความสามารถของผดุ้ าเนินรายการ ดังน้ัน คุณสมบัติของผุ้ดาเนินรายการเพลงหรือดีเจ จงึ ควรมศี ิลปะในการพูดน้าเสียงแจม่ ใส และเป็นเอกลักษณ์ของตวั เอง มีความเป็นกนั เองสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี มีความรู้รอบตัวติดตามข่าวสาร ขวนขวายหาความรู้ตลอดเวลา มีความทนั สมัย ทันเหตุการณ์ นาสารประโยชนม์ าพดู สอดแทรกในรายการ เปน็ ตน้ การดาเนินรายการเพลงของดีเจยุคใหม่ พลกิ โฉมดว้ ยการนาเทคนิคความทนั สมยั ของเทคโนโลยีเขา้ มาช่วยให้รายการเพลงมีสีสัน มีความหลากหลายมากขึ้น โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการเลือกสรรเพลง ทาเสียงประกอบตา่ งๆ และกระจายเสยี งด้วยลักษณะวทิ ยุออนไลน์ เป็นการเปิดชอ่ งทางให้แก่ผฟู้ ังมากขึ้นน่ันเองเอกสารอา้ งองิเกษศิรินทร์ บุญราช. (ผู้ดาเนินรายการ). (2550 : สิงหาคม 13). รายการลูกทุ่ง Relax. [บทวิทยุการผลิต รายการนิตยสารทางอากาศ ประกอบการสอนรายวิชาการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงเบ้ืองต้น โปรแกรมนิเทศศาสตร์ คณะวทิ ยาการจดั การ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ นิ ทร์].

บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2539). การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง วิทยศุ ึกษาและวิทยโุ รงเรยี น. กรุงเทพฯ : ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์(บางเขน) มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.พิไลพรรณ ปุกหุต. (2547). “การเขียนบทรายการเพลงทางวิทยุกระจายเสียง.” ใน เอกสารการสอนชุด วิชาการเขียนบทวทิ ยุกระจายเสียง หน่วยที่ 12. นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.พรนลัท ปรัชญากร และคนอื่นๆ. (2549). ก้าวสู่ฝันดีเจวัยมันส์วิทยุชุมชน. กรุงเทพฯ : โครงการสื่อ สรา้ งสรรคส์ ุขภาพ (สสส.) บทท่ี 10 การผลติ รายการละครวทิ ยุความสุข ความบันเทิงจากรูปแบบรายการประเภทต่างๆ ที่เราสามารถหาชมหาฟังกันได้อย่างง่ายดายและหลากหลาย ด้วยความเจริญของเทคโนโลยี รายการละครวิทยุในปัจจุบัน แม้ว่าจะเป็นรายการที่หาฟังได้ยากข้ึน โดยผู้ฟังสามารถรับฟังจากวิทยุคล่ืนเอเอ็มและคลื่นเอฟเอ็มบางความถ่ีเท่านั้น (ส่วนใหญ่เป็นคลื่นของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์) เน่ืองจากถูกรายการละครทางโทรทัศน์ หรือรายการบันเทิงรูปแบบอื่นเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ชมผู้ฟัง อย่างไรก็ตาม ละครวิทยุก็ยังรักษาเส้นทางของเสียงที่เป็นอมตะ เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความน่าหลงใหล สาหรับกลุ่มผู้ฟังท่ียังคงชื่นชอบ หรือประชาชนในชนบทห่างไกล เสียงแห่งความบันเทิงก็ตามเข้าไปเป็นเพื่อนคลายเหงา และมอบความสุข สร้างความบันเทิงเริงรมย์ ตลอดจนการท่ีผู้ฟังมีส่วนร่วมในการสร้างจินตนาการ มีอารมณ์ร่วมไปกับบทสนทนาเรื่องราว และเสียงประกอบที่สมจริงสมจัง สนกุ สนานได้แตกตา่ งจากการรบั ฟังรายการบนั เทิงประเภทอื่นๆยอ้ นรอยละครวทิ ยุไทย ละครวทิ ยุไทยเร่ิมมีมากว่า 50 ปีแล้ว ในสมัยท่ียงั ไมม่ ีโทรทัศน์ โดยได้รบั ความนิยมจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงหมุนคลื่นจากวิทยุทรานซิสเตอร์ซ่ึงราคาไม่แพง ชาวบ้านหาซ้ือกันได้ ที่สาคัญในนั้นก็มีความบันเทิงแบบไม่เสียสตางค์อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ละครวิทยุจากคณะต่างๆ หลายสิบคณะผลัดเปล่ียนหมุนเวียนกันมาสร้างความสุขใหแ้ ก่ผฟู้ ังอย่ทู กุ เมื่อเชือ่ วัน สาหรับละครวิทยุในสมันยน้ันต้องพากย์กันสดๆ เพราะยังไม่มีการบันทึกเทป ฉะนั้นผู้พากย์ต้องมีความสามารถมากและต้องมีไหวพริบดีมากด้วย เพราะถ้าพากย์ผิดก็ต้องดาน้าให้เข้ากับเนื้อเรื่อง ส่วนดนตรีประกอบและดนตรีคั่นเวลาก็ต้ังวงเล่นกันสดๆ เหมือนกัน คณะละครวิทยุที่ดังๆ ในยุคนั้น ได้แก่ “จารุกนก”“วัฒนารมย์” ต่อมาประมาณ 40 ปีที่แล้ว เมื่อมีวิทยาการอัดเสียงลงเทปแล้ว คือ “กันตนา” ของประดิษฐ์ กัลป์จาฤกษ์ และ “แก้วฟ้า” คณะของเสนีย์ บุษปะเกศ เป็นต้น ในยุคนี้มีเทคนิคทาเสียงสะท้อนได้แล้ว แต่เสียงประกอบตอ้ งทาเอง เชน่ เสยี งฝนกใ็ ชเ้ มด็ ถั่วเขียวโปรยในถาด เสยี งไฟไหม้ ใชก้ ระดาษทาเสียงก๊อบแกบ๊ ๆ จากข้อมูลรายการสารคดี “กบนอกกะลา” พบว่า ปัจจุบันมีละครวิทยุเหลืออยู่เพียง 3 คณะ คือนีลิกานนท์ นุชและสหาย และเกศทพิ ย์ ซ่ึงเป็นคณะทก่ี ่อต้ังมายาวนานยังคงมีละครออกอากาศอยา่ งสม่าเสมอต้ังแตเ่ รมิ่ ก่อต้งั เม่อื ราว 40 ปีกอ่ นจนถึงปัจจบุ ัน โดยออกอากาศในสถานวี ทิ ยกุ ระจายเสียงระบบเอเอม็ จากความบันเทิงในรูปแบบรายการละครวิทยุท่ีหลายๆ คนอาจจะมองว่าเป็นสื่อตกยุค ล้าสมัย หรือลืมเลือนไปแล้ว แม้หากจะตั้งคาถามกับคนยุคใหม่ว่าเคยฟังละครวิทยุหรือไม่ อาจได้รับคาตอบว่าแทบไม่รู้จัก

หรือไม่เคยได้ฟังเลย แต่สาหรับกลุ่มคนท่ีทาละครวิทยุ รวมทั้งกลุ่มผู้ฟังชาวชนบทที่อยู่ห่างไกล โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดท่ียังหลงใหลสื่อแห่งคามบันเทิงนี้ ซึ่งสือแห่งความทันสมัยไฮเทคโนโลยีอ่ืนใดก็อาจไม่สามารถมาแทนท่ีได้ลกั ษณะของรายการละครวิทยุ ละครวิทยุ (radio drama) เป็นการเสนอเรื่องราวโดยการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านการแสดงด้วยคาพูดดนตรี และเสียงประกอบ ให้ผู้ฟังสามารถเห็นภาพพจน์ เหตุการณ์ ท่าทาง มีความรู้สึกและอารมณ์คล้อยตามไปกบั เร่อื งที่เสนอ การสร้างละครทางวิทยุจึงตอ้ งใชเ้ สยี งสรา้ งมโนภาพ การแสดงละครวิทยุ หมายถึง การแสดงท่ีใช้เสียงบอกเล่าเรื่องราว แสดงอารมณ์ ความรู้สึก และถ่ายทอดความนึกคิดต่างๆ ไปสู่ผฟู้ ัง โดยผฟู้ ังไม่สามารถมองเห็นภาพไดน้ อกจากเสยี งเท่าน้ัน ละครท่ีแสดงทางวิทยุกระจายเสียงผลิตขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ความบันเทิง ให้ความรู้สอนใจ และละครวิทยุยังใช้เพื่อการรณรงค์และการประชาสมั พันธไ์ ด้เป็นอยา่ งดีอกี ด้วย หากเปรียบเทียบระหว่างละครวิทยุกับละครโทรทัศน์ พบว่าละครวิทยุจาเป็นต้องมีท้ังฉาก สีสันบรรยากาศ ส่ิงแวดล้อม การดาเนินเรื่อง การเคล่ือนไหวของตัวละคร โดยอาศัยศิลปะและเทคนิคในการผลิตรายการเฉกเช่นเดียวกับละครโทรทัศน์ และหากเปรียบเทียบกระบวนการผลิตรายการละครวิทยุกับรายการวทิ ยุประเภทอ่ืนๆ การผลิตรายการละครวิทยุมีกระบวนการทีย่ ุ่งยากมากกวา่ การผลติ รายการวิทยุรปู แบบอ่ืนๆเพราะละครวิทยุจะต้องอาศัย ทีมงานในการผลิตจานวนมาก และใช้อุปกรณ์ เครื่องมือประกอบการแสดงหลายช้ิน ตลอดจนขนั้ ตอนในการทางานท่ีตอ้ งพิถพี ิถัน เริ่มตั้งแตก่ ารหาเร่ืองจากบทประพันธ์ท่ีไดร้ บั ความนยิ มจากผู้อ่านหนังสือ นามาดัดแปลงเขียนเป็นบทละครวิทยุ การเลือกตัวแสดง การซักซ้อมตามบท การลงดนตรีและเสียงประกอบ การบันทึกเสียง การตัดต่อเพื่อเตรียมท่ีจะออกอากาศสู่ผู้ฟัง ด้ังน้ัน การผลิตรายการละครวิทยุจะตอ้ งใช้เสยี งเพื่อสรา้ งมโนภาพ เลา่ เหตกุ ารณใ์ ห้สมบทบาท ลักษณะการนาเสนอรายการละครวทิ ยใุ นปจั จุบันนาเสนอ 2 รูปแบบ คอื 1. การนาเสนอเป็นช่วงรายการละครวิทยุโดยตรง สถานีวิทยุกระจายเสียงในไทยท่ียังคงมีการออกอากาศละครวิทยุ และคงยังได้รับความชื่นชอบจากผู้ฟัง ได้แก่ ละครวิทยุจากสถานีวิทยุกระจายเสยี งแห่งประเทศไทยที่ยงั คงออกอากาศในระบบ AM ปจั จุบันมีละครวทิ ยุเหลืออยู่เพยี ง 3 คณะ คือ นลี กิ านนท์ นชุ และสหาย และเกศทิพย์ ซึ่งเป็นคณะที่ก่อต้ังมายาวนาน ยงั คงมีละครออกอากาศอย่างสม่าเสมอต้ังแต่เริม่ กอ่ ต้ังเม่ือราว 40 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยสร้างสรรค์งานละครวิทยุหลายร้อยเร่ือง และนาเสนอออกอากาศเป็นตอนๆใชเ้ วลาในการนาเสนอประมาณ 25-30 นาที 2. การนาเสนอรายการละครวิทยุเป็นส่วนหนึ่งของรายการหลักประเภทอื่นๆ เช่น สาระละครในรายการสารคดี รายการนิตยสารทางอากาศ เป็นต้น ซ่ึงมีเน้ือหาในการออกอากาศเป็นตอนส้ันๆ ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที มุ่งเน้นให้สาระความรู้ให้ข้อคิดและสร้างความบันเทิง ได้แก่ ละครเชิงวิทยาศาสตร์ ให้ความรูด้ า้ นวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ใกลๆ้ ตวั สาหรบั กล่มุ ผฟู้ ังท่ีเปน็ เดก็องค์ประกอบของรายการละครวทิ ยุ รายการวทิ ยุโดยท่วั ไปมีองคป์ ระกอบที่สาคญั 4 ส่วน คือ

1. บทสนทนา คือ บทโต้ตอบกันระหว่างตวั ละครถือเป็นหัวใจหลักของการแสดงละครวทิ ยุทาใหผ้ ้ฟู ังได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ การดาเนินเรื่องละครวิทยุ ตลอดจนอารมณ์ของตัวละครที่ถ่ายทอดออกมาผ่านบทสนทนา 2. เสียงประกอบ คือ การใช้เสียงต่างๆ เพื่ออธิบายให้เห็นภาพเหตุการณ์ในขณะนั้น โดยบางครั้งผู้แสดงไมต่ ้องบรรยายหรือบอกเล่าเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนท้ังหมดผู้ฟังจะทราบและจินตนาการได้จากเสียงประกอบเชน่ เสยี งฝนตก เสยี งนา้ ไหล เปน็ ตน้ เสยี งประกอบสามารถอธิบายได้หลายอย่าง เชน่ 2.1 เสียงประกอบท่ีอธิบายสถานท่ี เช่น เสียงนกร้อง เสียงน้าไหล เสียงสัตว์ป่า เสียงคล่ืนทะเลแสดงถึงธรรมชาติในป่าเขาลานาไพร บรรยากาศของท้องทะเล เสียงรถวิ่งขวักไขว่แสดงถึงการจราจรที่พลุกพลา่ นบนท้องถนน เสียงพูดคุยของพอ่ คา้ แม่คา้ ในตลาด 2.2 เสียงประกอบสร้างเวลา เช่น เสียงไก่ขันเปรียบเหมือนตอนเช้า เสียงหรีดหร่ิงเรไรเปรียบเหมอื นตอนกลางคืน เป็นต้น 2.3 เสียงประกอบสร้างความรู้สึก เช่น เสียงพัดลม เสียงประตูเปิด-ปิด เสียงสุนัขเห่าหรือหอนสรา้ งความร้สู ึกวังเวง-น่ากลัว เป็นนต้น 2.4 เสียงประกอบอธิบายอากัปกริยา ท่าทางของตัวละคร บ่งบอกการกระทา เช่น เสียงเคาะประตู เสยี งรินน้าใส่แก้ว 2.5 เสียงประกอบบอกเหตุการณ์ในขณะน้ันว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น เสียงเบรกรถดังสน่ัน เสียงรถพยาบาล เสียงประกอบต่างๆ เหล่านี้ สามารถผลิตข้ึนเองได้ระหว่างดาเนินรายการละครวิทยุ หรือสามารถเลือกหาได้จากแผ่นซดี ีเสียงประกอบ ท่ีผลิตขึ้นมาจานวนมากเพื่อใชส้ รา้ งสีสัน สร้างความสมจริง หรือจากการบันทกึ สถานท่จี ริงไว้ก็ได้ 3. เสียงดนตรี เสียงดนตรีประกอบละครแนวต่างๆ มสี ่วนสาคัญในการช่วยเสริมให้ละครน่าฟงั และมีชีวิตชีวายิ่งข้ึน นอกจากน้ี เสียงดนตรีท่ีใช้ในรายการละครวิทยุเป็นการสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์คล้อยตามไปกับบทบาทเรื่องราวของตัวละคร เช่น ดนตรีแสดงอารมณ์เศร้า แสดงความน่ากลัว แสดงความสนกุ สนาน แสดงความมเี งื่อนงาน่าสงสยั ชวนตดิ ตาม เป็นต้น 4. บทบรรยาย องค์ประกอบท่ีสาคัญอีกประการหนึ่งคือ การใช้บทบรรยายเพื่อเล่าเรื่องราวหรือแนะนาเหตุการณ์ของเร่ืองท้ังในช่วงเร่ิมต้นเรื่อง ขณะดาเนินเรื่อง และตอนจบเร่ือง อีกทั้งเป็นการ “ท้ิงท้าย”เน้นย้าใหผ้ ู้ฟังติดตามเนอื้ เรื่องตอนต่อไป หรอื การฝากข้อคดิ ทไ่ี ด้จากละครให้แก่ผู้ฟังไดเ้ กบ็ ไปคดิ ต่อไปประเภทของรายการละครวทิ ยุ การผลิตรายการละครวิทยุสามารถสร้างออกมาในรูปแบบท่ีให้ท้ังความบันเทิง สอดแทรกความรู้และเปน็ คตสิ อนใจ เพอื่ เปน็ การรณรงค์และการประชาสัมพันธ์ โดยมีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ละครวิทยทุ ใ่ี ห้ความบันเทงิ ละครวิทยุท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ความบันเทิง มักนาเสนอในรปู แบบเรือ่ งราวของอารมณ์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเศร้า สุข สมหวัง ต่ืนเต้น สนุกสนาน ละครประเภทนี้พบเห็นโดยท่ัวไปจากการนาบทประพันธ์

หรือนวนิยายที่ได้รับความชื่นชอบจากผู้อ่านมาแล้วนามาดัดแปลงเป็นละครวิทยุ เช่น เร่ืองดาวพระศุกร์ หรือการแตง่ เปน็ บทละครวทิ ยโุ ดยเฉพาะ 2. ละครเพอ่ื ให้ความรู้และเป็นคติสอนใจ รายการละครวิทยุ นอกเหนือจากการนาเสนอเพ่ือให้ความบันเทิง สนุกสนาน เพลิดเพลิน แก่ผู้ฟังแล้ว ละครวิทยุยังสามารถให้ความรู้ หรือคติสอนใจแก่ผู้ฟังด้วย ดังท่ี นภาภรณ์ อัจฉริยะกุล (2547, น. 268)ใหท้ ศั นะว่า เนื่องจากละครสามารถผูกเป็นเรือ่ งราวต่างๆ ได้ตามใจผุ้เขยี นโดยไมม่ ีขอบเขตจากดั สามารถสรา้ งเรื่องราวได้ตามจินตนาการ ดาหนดฉากหรือภูมิประเทศได้อย่างกว้างขวาง ทาให้ผุ้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ละครออกมาได้ทุกรูปแบบและทุกวัตถุประสงค์ สามารถสร้างรูปแบบให้เป็นละครรัก หรือละครชีวิตการต่อสู้เปน็ ต้น การสรา้ งละครเพ่ือความรู้และเพ่ือเป็นคติสอนใจ มแี นวทางสาคัญในการผลติ ดงั ตอ่ ไปนี้ 2.1 สอดแทรกความรู้ซึ่งเป็นที่ต้องการของสังคมไปสู่ผู้ฟัง โดยใช้บทเจรจาของตัวละครอธิบายหรือบรรยายโดยตรงเปน็ ความรเู้ ฉพาะเรื่อง 2.2. ใช้บทเจรจาในลกั ษณะซักถาม โต้ตอบ เพอ่ื ให้ความรู้ในเรอ่ื งใดเร่ืองหน่ึง 2.3 ละครสามารถสร้างส่ิงท่ีเป็นนามธรรมให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ ช่วยให้ผู้ฟังได้เข้าใจสิ่งท่ีเป็นนามธรรมได้อย่างชัดเจนขนึ้ โดยใชเ้ สียงสร้างภาพให้เกิดรปู ธรรมข้ึนในความนกึ คดิ 2.4 ละครวทิ ยุสามารถสรา้ งขน้ึ เพือ่ ส่งเสรมิ ให้ผฟุ้ ังไดค้ วามร้ใู นดา้ นต่างๆ ข้อสังเกตสาหรับละครเพื่อให้ความรู้และเป็นคติสอนใจ มักเป็นรายการละครวิทยุแนวใหม่ในรูปแบบของสาระละครส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยอาจมีเน้ือหาเกี่ยวกับปัญหาสังคมปัจจุบัน เช่น ปัญหาอาชญากรรมในสังคมการรับกระแสวัฒนธรรมในตะวันตก การขายบริการทางเพศ เป็นต้น โดยมีกลวีในการเล่าเร่ืองเร่ิมจากเปิดรายการด้วยการนาเสนอละครส้ันสะท้อนเหตุการณ์จริงท่ีเกิดขึ้นในครอบครัวหรือชุมชนแล้วตอนจบของเรื่องท้ิงประเด็นปัญหาค้างไว้และนาไปสู่คาตอบอีกทีท่ีเป็นจุด Climax หรือจุดสุดยอดของเรอื่ ง 3. ละครเพ่อื การรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ละครเพื่อการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ พบว่าสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือแม้แต่หน่วยงานภาครัฐเอกชน ได้มีการผลิตหรือสร้างเป็นละครวิทยุมากขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการรณรงค์กิจกรรมหรือประชาสัมพันธ์องค์กร เป็นการกระตุ้นหรือโน้มน้าวใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเกิดความศรัทธา เช่ือถอื และนาไปปฏบิ ตั ติ ามในสงิ่ ทดี่ ี แนวทางการผลิตรายการละครเพ่ือการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ มีส่วนสาคัญท่ีควรจะคานึงถึงดังตอ่ ไปน้ี 3.1 มสี าระสาคญั ทีเ่ ป็นข้อเทจ็ จริง 3.2 มสี าระชกั ชวนให้ผ้ฟู งั คลอ้ ยตาม

3.3 มสี าระเหตุผลน่าเชอื่ ถือ เม่ือผู้ฟัง ฟงั แล้วเกดิ ความเขา้ ใจและเห็นดเี หน็ งามไปดว้ ย 3.4 ใช้ภาษาท่ีสละสลวย ฟังแล้วร่นื หู จดจางา่ ย 3.5 ความยาวของรายการละครข้นึ อยู่กบั เนือ้ หา และวัตถุประสงค์ของรายการ รายการละครวิทยุเพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์น้ัน ทาได้ในทุกเร่ือง ทุกเน้ือหา ได้แก่ การรณรงค์เลือกต้ัง การไม่ซ้ือสิทธิขายเสียง การรณรงค์ภาวะโลกร้อน การส่งเสริมการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎจราจรใน ข ณ ะ ท่ี ล ะ ค ร เพื่ อ ก า ร ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์ อ า จ ท า ได้ ใน ลั ก ษ ณ ะ ก าร ป ร ะ ช าสั ม พั น ธ์ ด้ า น ก า ร ป ฏิ บั ติ ต น ในชีวติ ประจาวัน เรอ่ื งสขุ ภาพอนามัย เช่น ชกั ชวนให้ออกกาลังกาย การรบั ประทานอาหารให้ถูกสุขลกั ษณะ การประหยัดพลงั งาน เปน็ ตน้กระบวนการผลติ รายการละครวทิ ยุ กว่าจะเป็นละครวิทยุสักหน่ึงเรื่องจะมีขั้นตอนกระบวนการอย่างไร ต้องใช้เวลา ใช้ความสามารถของคนจานวนมาก เพ่ือทจ่ี ะสรา้ งสรรคค์ วามบันเทิงให้แก่ผู้ฟัง ดว้ ยขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. การกาหนดโครงเรื่องละคร นับเป็นข้ันตอนแรกท่ีทีมงานผู้ผลิตจะร่วมกันคัดเลือกบทประพันธ์หรือวรรณกรรม มาดัดแปลงให้เปน็ โครงเร่ืองของละคร ตวั บทละครวิทยุ ด้วยการอา่ นและจดจาเหตุการณ์ เน้ือเร่ือง อารมณ์ บุคลิกของตัวละครแต่ละตัว แล้วแปลงเน้ือเร่ืองจากบทประพันธ์เดิมหรือผูกเหตุการณ์ใหม่ข้ึนโดนการใช้ความคิด จินตนาการ ผนวกกับการค้นหาข้อมูลประกอบเพ่ิมเติม และศึกษาลักษณะของตัวละครเพอื่ คดั เลือกผูล้ งเสยี งของตวั แสดงในละครวิทยเุ ร่ืองนนั้ ๆ 2. การเขียนบท หลังจากนั้นผู้เขยี นบทละครวทิ ยุจะทาหน้าที่ถ่ายทอดโครงเรื่องคร่าวๆ หรือเร่ืองย่อของละคร แล้วถ่ายทอดสู่การเขยี นบทละครในแต่ละตอน แตล่ ะฉากอย่างละเอียด โดยจะต้องเข้าใจว่าตัวละครคิดอะไร จะถ่ายทอดอารมณ์อย่างไรผ่านบทพูดบทสนทนาของตัวละคร หรือบทบรรยายให้ผู้ฟังได้รับรู้ความหมาย จะเลือกใช้ดนตรี หรือเพลงประกอบ เสียงประกอบอย่างไรให้เข้ากับอารมณ์และเหตุการณ์ที่เกดิ ข้ึนในแต่ละฉากดว้ ย 3. การบันทึกเสียง หลังจากคัดเลือกผู้แสดงเป็นตัวละครในเรื่องน้ัน และมีบทเรียบร้อยแล้ว ผู้แสดงแต่ละคนต้องไปทาความเข้าใจกับบทบาท คาแรคเตอร์ และบุคลิกของตัวละครท่ีไดร้ ับ ซักซ้อมบทกับตัวแสดงที่เข้าฉากด้วยกัน เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วเจ้าหน้าท่ีประจาห้องบันทึกเสียงจะเรียกนักแสดงเข้า ไปบันทึกเสียงตามเหตุการณ์ท่ีเขียนขึ้นในแต่ละตอน ตามบทบาทของแต่ละคนจนเสร็จสิ้นกระบวนการบันทึกเสียง ผู้แสดงแต่ละคนจะต้องใช้น้าเสียงที่ได้อารมณ์และไพเราะ สามารถให้ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมกับละครตัวน้ันไปด้วย โดยมีผู้กากับละครวิทยุเป็นผู้ควบคุมเรื่องความชัดเจนของคาพูด และ Re Acting ของตัวละครในการบนั ทึกเสียงแตล่ ะครัง้ ในการบันทึกเสียง ผู้แสดงจะต้องนาอุปกรณ์เข้าไปทาเสียงประกอบในฉากด้วยทุกครั้งแต่ถ้าเป็นเสียงท่ีนอกเหนือจากธรรมชาตจิ ะใช้เสยี งจากแผน่ ซดี ีแทน เช่น เสยี งฟ้าร้อง เสียงฟ้าผา่ เป็นตน้ 4. การใส่เพลงหรือเสียงประกอบ เมื่อทาการบันทึกเสียงสดเสร็จแล้ว เจ้าหน้าท่ีเทคนิคจะดาเนินการลงเสียงประกอบหรือ Sound Effect ตามอารมณ์และเหตุการณ์ของตัวละครที่เกิดขึ้นในแต่ละฉากเชน่ ตืน่ เต้น เรา้ ใจ เสยี ใจ ดใี จ เพื่อใหล้ ะครวทิ ยมุ ีความสมจรงิ มากข้ึน

หลังจากเลือกเสียงประกอบตามเหตุการณ์แต่ละฉากเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ห้องบันทึกเสียงจะบันทึกลงม้วนเทปรีลที่ให้คุณภาพเสียงคมชัดกว่าม้วนเทปคาสเซตทั่วไป โดยแยกเป็นเสียงตัวละคร 1 ม้วนเสียงประกอบ 1 ม้วนแล้วทาการมิกซ์ปรับแต่งเสียงลงในม้วนต้นฉบับท่ีเป็นม้วนเทปรีล แล้วจึงแปลงสัญญาณลงในม้วนเทปคาสเซต ก่อนจะส่งชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์ไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียงต่างๆ ท่ัวประเทศ เพ่ือออกอากาศไปยงั ผฟู้ ังท่ีคอยติดตามรับฟังต่อไป ข้อสังเกต โดยทั่วไปละครวิทยุจะออกอากาศในระบบ AM เพราะคล่ืนเสียงในระบบ AM สามารถไปได้ทุกที่รัศมีมากกว่า 100 กิโลเมตร และเข้าถึงผู้ฟังได้ทุกระดับชั้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ละครวิทยุยังไม่จางหายไปจากสงั คมไทย ท้งั ๆ ทป่ี จั จบุ นั มสี ื่อที่ทันสมัยเกิดข้ึนอย่างมากมายสรปุ ละครวิทยุ นับเป็นความสุข ความบันเทิง ท่ีผู้ฟังหาฟังกันได้ยากข้ึนในปัจจุบัน เน่ืองจากความเจริญของเทคโนโลยี และช่องทางความบันเทิงด้านอื่นๆ เข้ามาทดแทนทาให้ละครวิทยุกาลังเลือนหาย แต่ด้วยลักษณะเฉพาะของละครวิทยุ ที่เป็นการเสนอเรื่องราวโดยใช้การถ่ายทอดอารมณ์ผ่านการแสดงด้วยคาพูดดนตรี และเสียงประกอบ ทาให้ผู้ฟังสามารถจินตนาการเห็นภาพ เหตุการณ์ ท่าทาง มีความรู้สึกและอารมณ์คล้อยตามไปกับเรื่องท่ีเสนอ ละครทางวิทยุจึงเป็นเหมือนเพ่ือนคลายเหงา และยังอยู่ในใจของกลุ่มคนในตา่ งจังหวดั หรอื ผฟู้ งั ในชนบททีอ่ ยหู่ า่ งไกล รายการวิทยุโดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่สาคัญ 4 ส่วน คือ บทสนทนา เสียงประกอบ เสียงดนตรี และบทบรรยาย สาหรับกระบวนการผลิตรายการละครวิทยุกระจายเสียง ขั้นตอนแรก ทีมงานจะวางแผนกาหนดโครงเร่ืองละคร จากนั้นผเู้ ขยี นบทละครวิทยุจะทาหน้าท่ีถ่ายทอดโครงเรื่องคร่าวๆ หรือเรอ่ื งย่อของละคร แล้วถ่ายทอดสู่การเขียนบทละครในแต่ละตอน หลังจากคัดเลือกผู้แสดงเป็นตัวละครในเร่ืองน้ันและมีบทเรียบร้อยแล้ว ผู้แสดงซักซ้อมบทกับตัวแสดงที่เข้าฉากด้วยกัน เม่ือทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ก็สามารถดาเนินงานต่อด้วยกระบวนการบันทึกเสียง เมื่อทาการบันทึกเสียงสดเสร็จแล้ว นามาลงเสียงประกอบอีกคร้ังหน่ึง จนเข้าสู่กระบวนการบันทึกเทป ข้ันตอนสดุ ท้าย พร้อมส่งชิ้นงานท่ีเสร็จสมบูรณ์ไปยังสถานีวิทยุกระจายเสยี งต่างๆ ทั่วประเทศ เพอื่ ออกอากาศไปยังผ้ฟู ังทค่ี อยติดตามรบั ฟงั ต่อไป เอกสารอา้ งอิงนภาภรณ์ อัจฉริยะกุล. (2547). “การเขียนบทละครวิทยุกระจายเสียง.” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการ เขียนบทวทิ ยกุ ระจายเสยี ง หนว่ ยท่ี 13. นนทบรุ ี: มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช.บุญเก้ือ ควรหาเวช. (2539). การผลติ รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุศึกษาและวิทยุโรงเรียน. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ (บางเขน) มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.สาระละครวิทยุ. (ม.ป.ป.). เพื่อชีวิต เพ่ือสังคม. กรุงเทพฯ: ส่วนกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สถานี วทิ ยุกระจายเสยี งแห่งประเทศไทย กรมประชาสมั พันธ์.อนันต์ธนา อังกินันทน์. (2541). การผลิตการใช้ส่ือเพื่อการประชาสัมพันธ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย รามคาแหง.

บทที่ 11 การผลติ สปอตวิทยกุ ระจายเสยี งยคุ นี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการโฆษณาสินค้าหรือบริการ รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อให้รับรู้ข่าวสารและโน้มน้าวให้เกิดการเปล่ียนแปลงทัศนคติ พฤติกรรมต่างๆ ของผู้ฟังกลุ่มเป้าหมาย จาเป็นต้องอาศัยรูปแบบการสื่อสารหลากหลายวิธีท่ีดึงดูดความสนใจของผู้ฟักล่มุ เป้าหมายดังกล่าว ดังน้ัน การโฆษณาด้วยสปอต (spot) วทิ ยุ จึงเปน็ ทางเลอื กอีกชอ่ งทางหนง่ึ ของการนาเสนอรูปแบบเพื่อการประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาสนิ คา้ลักษณะของสปอตวทิ ยุกระจายเสียง สปอตวทิ ยุกระจายเสยี งมลี ักษณะ ดงั ตอ่ ไปน้ี คอื 1. มีลักษณะของข้อความโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สั้นๆ ความยาวต้ังแต่ประมาณ 15-45 วินาทีความยาวอาจส้นั หรือยาวกวา่ นี้แลว้ แต่ความเหมาะสมของเนอื้ หาของสปอตชุดนัน้ 2. เน้นข้อความที่ส้ัน ชัดเจน ตรงประเด็น ดึงดูดความสนใจ และตอกย้าสารที่จะสื่อออกไปให้ตรงตามเป้าหมายทผี่ ้สู ่งสารตอ้ งการ 3. การใช้เพลงและเสยี งประกอบที่มีชวี ิตชวี า ส่อื ไดต้ รงตามจดุ มงุ่ หมาย 4. การนาเสนอสปอตสามารถเสนอได้ด้วยความถ่ีบ่อยครั้งต่อวัน เพื่อย้าเตือนซ้าๆ ให้ผู้ฟังจดจาได้และเพ่อื กระตุ้นพฤตกิ รรมหรือความคดิประเภทของสปอตวทิ ยกุ ระจายเสียง การแบ่งประเภทของสปอต (spot) แบ่งได้โดยใช้เกณฑ์ช่วงเวลาในการเปิด และแบ่งโดยใช้เกณฑ์ของวตั ถปุ ระสงคข์ องการนาเสนอสปอต มีรายละเอียดแบง่ ได้ 2 กลุ่ม คอื 1. การแบง่ ประเภทของสปอต (spot) โดยพิจารณาจากชว่ งเวลาในการเปดิ เป็นเกณฑ์ 1.1 loose spot คือ spot ที่คั่นระหว่างช่วงต่อรายการ รายการวิทยุแต่ละรายการจะมีช่วงต่อระหว่างรายการทุกช่ัวโมงโดยตามปกติสถานีวิทยุกระจายเสียงมักจะเปิดข่าว และสปอตเพื่อค่ันระหว่างรายการช่วงต้นช่ัวโมง จานวนชิ้นของสปอต และจานวนช้ินข่าวของแต่ละสถานีถูกกาหนดให้เปิดโดยรวมแล้วประมาณ 5-10 นาที ทง้ั นีข้ ึ้นอยู่กบั นโยบายของสถานวี ิทยุกระจายเสียงแต่ละแห่ง นอกจากนี้ การเปิด Loosespot ในปัจจุบนั ยงั ได้รบั การจัดวางตาแหนง่ หรอื ช่วงเวลาท่ชี ัดเจนในแตล่ ะวนั ตามผงั รายการของสถานี อันเป็นผลจากการตกลงเงื่อนไขระหว่างเจ้าของสินคา้ หรอื บริการกบั สถานีวิทยุกระจายเสียง ประกอบกับข้อพจิ ารณาจากอัตราคา่ โฆษณาดว้ ย 1.2 In Program Spot คือ spot ท่ีเปิดอยู่รายการใดรายการหนึ่ง ลักษณะเช่นน้ีพบเห็นจากสปอตของผู้สนับสนุนรายการใดรายการหนึ่ง เชน่ รายการยิ้มรบั ตะวนั ไดร้ ับการสนับสนุนรายการจากบริษัท Aหรือร้าน B ดังนั้นในช่วงของการดาเนินรายการยิ้มรบั ตะวัน จึงสามารถเปิดสปอตของบริษัทหรือร้านดังกล่าวเพื่อเป็นการโฆษณาสินค้าหรือบริการให้ผู้สนับสนุนรายน้ันๆ วิธีการเปิดสปอตรูปแบบ In Program Spot มีขอ้ ดีตรงท่ผี ดู้ าเนินรายการสามารถประกาศหรือแจ้งขอ้ มลู ข่าวสารซ้าย้าเตอื น หรือออกแบบสรา้ งสรรค์รปู แบบกิจกรรมเพิ่มเติมในรายการ เพ่ือโน้มน้าวใจผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายให้เปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมตามเป้าหมาย

ของผู้ส่งสาร เช่น การร่วมเล่นเกม การตอบคาถามชิงรางวัลจากห้างร้านหรือบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุน รวมถึงกิจกรรมการสง่ เสรมิ การตลาดรูปแบบอ่ืนๆ 2. การแบ่งประเภทของสปอต (spot) โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการนาเสนอ สปอตเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดงั นี้ 2.1 สปอตเพื่อกำรประชำสัมพนั ธ์ คือ สปอตท่ีมีลักษณะเน้ือหามุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทาความเข้าใจระหว่างหน่วยงานและประชาชน โดยการแจ้งข่าวสารความเคล่ือนไหวและกิจกรรมของหน่วยงาน รวมถึงการโน้มน้าวใจ ตลอดจนรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายเกิดทัศนคติที่ดี เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรม โดยได้รับความร่วมมือและสนบั สนุนจากกล่มุ เปา้ หมาย ลักษณะของสปอตวิทยเุ พือ่ การประชาสมั พันธ์ สามารถจาแนกตามจุดมุ่งหมายได้ 5 ลักษณะ ดังนี้ 2.1.1 สปอตเพื่อการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์หรือกิจกรรมขององค์กร ได้แก่ หน่วยงานราชการ องค์กร สถาบันต่างๆ โดยเน้ือหาส่วนใหญ่เป็นการบอกกล่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือภารกิจโครงการต่างๆ ทีอ่ งค์กร หน่วยงานได้ดาเนินการ ตลอดจนความก้าวหน้า ความสาเร็จในการดาเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธา และให้ความร่วมมือต่อองค์กรในการร่วมกิจกรรม สปอตเพื่อประชาสัมพันธ์องคก์ รลกั ษณะน้สี ามารถใชเ้ ทคนิคในการเชญิ ชวนหรือโน้มนา้ วใจได้ 2.1.2 สปอตเพื่อการรณรงค์ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือมุ่งให้เกิดผลอย่างจริงจังมากกว่าการประชาสัมพันธ์โดยทั่วๆ ไป โดยใช้เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าว เชิญชวน รณรงค์อย่างต่อเนื่อง เพ่ือให้ผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายเกิดการเปล่ยี นแปลงทัศนคติ ความเช่ือ พฤตกิ รรมตามท่ีต้องการ เช่น การรณรงค์เพ่ือให้ประชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยไม่ซื้อสิทธิขายเสียงของกระทรวงมหาดไทย การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงภาวะโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรพลังงานและส่ิงแวดล้อม การป้องกันอุบัติเหตุในโครงการเมาไม่ขับกับสสส. การป้องกันยาเสพตดิ เปน็ ตน้ 2.1.3 สปอตเพอ่ื สง่ เสริมสังคมด้านต่างๆ เป็นสปอตวิทยุทีก่ ระตนุ้ เร่งเร้าให้กลุ่มเป้าหมายได้ตระหนักและให้ความร่วมมือในการพัฒนาส่งเสริมตามนโยบายของรัฐในด้านต่างๆ หรืออาจใช้เสริมในแง่ของการให้ข้อคิด หรือช่วยสร้างจิตสานึกที่ถูกต้องในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม และการปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรมคุณธรรมใหแ้ ก่ประชาชน 2.1.4 สปอตเพ่ือให้ข่าวสารความรู้ เป็นสปอตที่มุ่งให้ข่าวสารความรู้ท่ีสาคัญ และมีผลกระทบต่อประชาชน โดยนาเสนอเฉพาะประเด็นหลักเพื่อเป็นการบอกกล่าวย้าเตือน ส่วนข้อมูลหรือรายละเอียดสามารถหาเพ่ิมเติมได้จากสื่ออื่นๆ ท้ังนี้ เพ่ือต้องการให้ประชาชนรับรู้และแก้ไขในส่ิงที่ประพฤติปฏิบัตไิ ม่ถูกต้อง ท่ีเนื่องมาจากความเคยชนิ หรือความไม่ร้ใู นเรอื่ งน้ันๆ เช่น โรคไข้หวัดนก การบริโภคปลาดิบการใหว้ ัคซีนเด็ก เป็นต้น 2.1.5 สปอตเพื่อบริการสาธารณะ หมายถึง สปอตที่ให้บริการเผยแพร่แก่สาธารณะ ท่ีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และเตรียมการววางแผนไว้ล่วงหน้าเม่ือได้รับผลทราบจากเร่ืองดังกล่าว เช่น กรมสรรพากรแจ้งกาหนดการชาระภาษีประจาปี การเปิดรับสมัครเข้าศึกษาต่อของสถาบนั อุดมศกึ ษา การเปดิ อบรมหลกั สูตรต่างๆ ของหน่วยงานภาครฐั 2.2 สปอตโฆษณำในเชิงธุรกิจ (commercial advertising announcement) หรือเรียกสั้นๆ ว่าแอด (Ad) มีวัตถุประสงค์เพ่ือการขายสินค้าหรือบริการ และเป็นเคร่ืองมือในการส่ือสารให้ผู้บริโภคได้รู้จัก

สินคา้ หรือบริการ เพื่อมีข้อมูลในการตัดสนิ ใจซ้อื ผ่านทางสปอตโฆษณา นอกจากนี้สปอตโฆษณาในเชิงธุรกจิ ยังมีความสาคัญตอ่ สถานวี ทิ ยกุ ระจายเสยี งโดยนบั ว่าเป็นรายได้หลักของทางสถานีเลยทีเดยี ว สปอตโฆษณาในเชงิ ธุรกิจ ท่พี บเห็นโดยทว่ั ไปพบได้ 2 ลักษณะ คอื 2.2.1 สปอตโฆษณาสินค้าหรือบริการ มีลักษณะเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพ่ือการค้าอย่างชัดเจน โดยมุ่งสง่ เสริมการตลาดในประเดน็ ตา่ งๆ และกระตุ้นใหเ้ กดิ การซอ้ื สนิ ค้าหรือบรกิ ารในที่สุด 2.2.2 สปอตโฆษณาสถาบัน เป็นแนวโน้มใหม่ที่หน่วยงานหรือองค์กรสถาบันต่างๆ นิยมใช้สปอตรูปแบบน้ีเพ่ือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซ่ึงเน้ือหาสปอตมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรมากกว่าการขายสินค้าหรือบริการในเชิงธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ตลอดจนเกิดความนิยมต่อหน่วยงานหรอื องค์กร เชน่ การท่ีองค์กรได้รับมาตรฐานในการผลิตดว้ ยคุณภาพและบริการ เปน็ ต้นรูปแบบของสปอตวิทยกุ ระจายเสียง 1. สปอตวิทยุแบบใช้เพลงโฆษณา (jingle) สปอตวิทยุรูปแบบน้ีมักเสนอด้วยเพลงส้ันๆ เรียบเรียงเน้ือหาเป็นคาร้อง มีท่วงทานองจังหวะท่ีน่าฟังและสอดคล้องกับเน้ือหา ทาให้จดจาและร้องตามง่าย หากมองในแง่ความคิดสร้างสรรค์ และการถ่ายทอดความหมายท่ีต้องการสื่อไปยังผู้ฟังกลุ่มเป้าหมายนับได้ว่ามีประสทิ ธิผล และได้รบั ความนิยมจากเจ้าของธุรกิจหรอื หนว่ ยงาน องคก์ รต่างๆ ในการโฆษณาสินคา้ หรือบรกิ ารรวมถึงการรณรงค์ ประชาสมั พันธใ์ นกจิ กรรมตา่ งๆ 2. สปอตวิทยุแบบเล่าเรอื่ ง หรือบรรยาย (narrative spot) โดยมากมักใชข้ ้อความในการเล่าเร่ืองอธิบายประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ช้ีแจงข้อมูลข่าวสารกิจกรรมใดๆ ด้วยสานวนภาษาท่ีเรียบเรียงในลักษณะกึ่งทางการและเป็นทางการ ข้ึนอยู่กับเน้ือหาสาระของสปอต โดยใช้วิธีให้เสียงด้วยผู้บรรยายคนเดียว อาจเสียงประกอบหรอื ดนตรที ี่สอดคล้องกับเน้ือหาได้ 3. สปอตวิทยุแบบประกาศ (announcement spot) ในลักษณะประเภทนี้นิยมให้ผู้ประกาศเป็นผู้บอกกล่าวแก่ผูฟ้ ังอย่างตรงไปตรงมา เช่น การเสนอสาระเกยี่ วกบั สินค้า การเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกจิ กรรมต่างๆ ภาษาท่ีใช้จึงเป็นถ้อยคาสั้น กะทัดรัด เข้าใจงา่ ย และไม่ตอ้ งอาศัยการสรา้ งสรรค์ในการเขียนบทมากนักสปอตรูปแบบนี้สามารถใช้เสียงผู้ประกาศระหว่างชายหญิงหรือการประกาศด้วยเสียงเดียว และอาจใช้เสียงประกอบช่วยเพ่ิมสีสนั สร้างบรรยากาศได้ 4. สปอตวทิ ยุแบบใช้บคุ คล (personality spot) สปอตวทิ ยุแนวน้ีอาศัยเสียงจากบุคคลสาคัญ หรือบคุ คลมีชื่อเสียง รวมถึงนักร้องนักแสดงทเี่ ปน็ ที่รจู้ กั นามาเป็นส่วนหนงึ่ ในการเสนอสาระของสปอต โดยผู้เขียนบทโฆษณาจะเขยี นบทให้ หรืออาจจะเพียงวางแนวทางการพูด แล้วให้ผู้พดู จับสาระของสินค้า เพื่อพดู ไดอ้ ย่างเปน็ ธรรมชาติ การใชเ้ สียงของบุคคลมาเป็นผู้นาเสนอในสปอตมีขอ้ ได้เปรียบตรงที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้ทันที และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ หากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความรู้ดีในเร่ืองใดๆ ในขณะน้ัน 5. สปอตวิทยุรูปแบบละครหรือการสนทนา (drama/dialogue spot) เป็นรูปแบบสปอตท่ีอาศัยเทคนิคของละครวิทยุ ด้วยการนาเสนอผ่านบทสนทนา หรือบทเจรจาของตัวละคร สีสันและความน่าสนใจ

ของสปอตรูปแบบนี้อยูท่ ี่เรื่องราว และการแสดงด้วยน้าเสียงที่มีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติของตวั ละคร ผสมผสานกับเสียงประกอบท่ีจาลองเหตกุ ารณ์ชวนใหต้ ิดตาม ปัจจุบันพบว่าการใช้สปอตวิทยุรูปแบบละครหรือการสนทนาเช่นน้ี สามารถนาไปใช้ได้ทั้งสปอตโฆษณาสินค้า และสปอตประชาสัมพันธ์ โดยเน้ือหาไม่จาเปน็ ต้องกล่าวถึงรายละเอียดของสินค้าทั้งหมด เพียงแค่หยิบยกเอาพล็อตเรือ่ งหรือสถานการณ์บางอย่างที่สอดคล้องและมีความหมายให้ผู้ฟังได้ขบคิดตาม ผู้สง่ สารก็สามารถสอ่ื สารไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ทต่ี อ้ งการได้ 6. สปอตวิทยุรูปแบบผสมผสาน คือ การนารูปแบบวิธีการต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วมาผสมผสานในชนิ้ งานสปอตนั้น เช่น การใช้เสียงบรรยายผสมผสานกับเทคนิคของละคร หรอื การใช้บทสนทนาควบคู่กับการเล่าเรื่อง เป็นต้น ซ่ึงจะเห็นว่าการเลือกผลิตสปอตวิทยุรูปแบบผสมผสาน มีจุดเด่นตรงท่ีความหลากหลายทางด้านรูปแบบ และเสียงประกอบ ทาให้เพ่ิมความน่าสนใจให้แก่ผ้ฟู งั ได้ การผลิตสปอตรูปแบบใดๆ ควรคานึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหา ตลอดจนประเภทของสินค้าหรือบริการที่ต้องการนาเสนอ และกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องไปยังการสร้างสรรค์ด้วยการเขียนบทโฆษณา การใชภ้ าษา น้าเสียง ลลี า ต่างๆ ท่ีสอดคล้องกนั นน่ั เองหลักการผลติ สปอตวทิ ยุกระจายเสียง การผลติ สปอตวทิ ยุ มีหลักการทคี่ วรคานงึ ถึง ดงั นี้ 1. บุคคลส่งสาร เลือกใช้บุคคลที่มีเสียงท่ีน่าเช่ือถือและไม่ใช้บุคคลที่ใช้เสียงในการโฆษณามาก่อนเพื่อสร้างภาพพจน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และให้ผู้รับสารมีความเช่ือถือในบุคคลส่งสารและมีความมั่นใจในสารทไ่ี ด้รับ 2. ใช้ความแปลก และความหลากหลายของเสียงสปอต เพื่อเรียกความสนใจของผฟู้ ัง เพ่ือให้ผู้ฟังเกิดความตอ้ งการรับรสู้ ารนัน้ และเกิดการตอบสนองแล้วนาไปสูก่ ารปฏิบัติ 3. นาเสนอสารท่ีสั้นกะทัดรัด ชัดเจนเพียงเร่ืองเดียว เพื่อท่ีผู้รับสารจะได้ไม่สับสน และสามารถรับสารน้ันไดต้ รงกับสง่ิ ทผ่ี สู้ ่งสารต้องการ 4. มีการเรียบเรียงสารท่ีใช้พูด เพ่ือจะได้ใส่อารมณ์ให้ตรงกับเน้ือหาท่ีจะนาเสนอโดยสารน้ันจะต้องสน้ั กะทัดรัด และใชถ้ อ้ ยคาทใี่ หค้ วามหมายตรง เพือ่ ใหผ้ ู้รับสารมปี ฏสิ ัมพนั ธก์ บั ผู้สง่ สารไดท้ นั ที 5. สปอตวิทยุจะต้องมีการสร้างจุดจับใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอารมณ์ เรื่องของความกลัวหรือการเร้าอารมณ์ ซึ่งภาษาท่ีใช้จะต้องเป็นคาที่มีน้าหนักให้อารมณ์ความรู้สึกและมีความสละสลวย ในขณะเดียวกนั เพลงและเสียงประกอบยงั เป็นตัวกระตุน้ และแรงเสรมิ ในการสร้างจุดจบั ใจได้อีกทางเช่นกันกระบวนการผลิตสปอตวิทยุกระจายเสียง การผลิตสปอตวิทยุกระจายเสียง นับได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทหน่ึง ซ่ึงต้องอาศัยกระบวนการคิดอย่างสรา้ งสรรค์ และสามารถสื่อสารให้เข้าถึงใจผู้ฟังเป้าหมายให้ได้ จงึ จะเกิดประสิทธิผลที่มุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธุรกิจ หรือเชิงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ดังนั้น การผลิตสปอตวิทยุกระจายเสียงที่ถึงแม้จะไม่จาเป็นต้องใช้บุคลากรจานวนมาก หรือกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนเหมือนรายการประเภทอ่ืนๆ แต่ก็ต้องมีความพิถพี ถิ ัน เพื่อให้เกิดคณุ ภาพงาน โดยอาศัยกระบวนการผลิตดังต่อไปนี้

1. กาหนดจุดเด่น หรือจุดขาย เพื่อใช้เป็นแนวคิดหลักของสปอตวิทยุ เริ่มจากการมีไอเดียหรือความคดิ สรา้ งสรรค์เป็นอันดบั แรก โดยพิจารณาใหส้ อดคล้องกับเน้ือหาและวัตถปุ ระสงคข์ องสปอตชิ้นนนั้ และกลุ่มผูฟ้ งั เป้าหมายด้วย 2. การเขียนบทสปอต จากแนวคดิ หลักมาขยายเป็นบท โดยใชข้ ้อความสั้นๆ แตต่ ้องสอื่ ความหมายได้อย่างครอบคลุม ชัดเจน ตรงประเด็น ภายในเง่ือนไขเวลาที่กาหนดประมาณ 15-45 วินาที ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระของสปอตดว้ ย บทสปอตท่ีดีอีกประเภทหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ การกระตุ้นพฤติกรรมหรือความคิดเพ่ือให้ตรงตามจดุ มุ่งหมายของผู้สง่ สารทตี่ ้องการโนม้ นา้ วใจใหผ้ ู้ฟังคลอ้ ยตามนั่นเอง บทสปอตต้องมีเร่ืองราวแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทั้งในด้านแนวคิด มุมมองใหม่ๆ ด้านการใช้ภาษาสานวนที่ประทับใจ จาง่าย ดา้ นการใชเ้ สียงดนตรีประกอบทส่ี ร้างอารมณ์ ผ้ฟู งั สามารถจนิ ตนาการตามได้ 3. การตัดต่อ บันทึกเสียง ในปัจจุบันข้ันตอนการบันทึกเสียงสปอตวิทยุ มีเทคนิคท่ีทันสมัยโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการตัดต่อ บันทึกเสียง สามารถปรับแต่งคุณภาพเสียงและเทคนิคพิเศษต่างๆ ได้มากมาย โดยไม่จาเป็นต้องมาบันทึกเสียงซา้ ใหม่เหมือนในอดีต ทั้งนี้เพ่ือให้งานมีคุณภาพและเหมาะสมในการเผยแพร่ออกอากาศต่อไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการตัดต่อ บันทึกเสียง เช่น โปรแกรม Cool Edit Pro โปรแกรมSound Force ซง่ึ จะไดก้ ลา่ วถงึ วิธีการใชโ้ ดยสังเขปในหวั ข้อต่อไปสรุป การโฆษณาด้วยสปอต (spot) วิทยุ เป็นทางเลือกอีกช่องทางหน่ึงของการนาเสนอรูปแบบเพ่ือการประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาสินค้า สปอตวิทยุกระจายเสียงมีลักษณะของข้อความโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ส้ันๆ ความยาวต้ังแต่ประมาณ 15-45 วินาที เน้นข้อความที่สั้น ชัดเจน ตรงประเด็น ดึงดูดความสนใจ และสือ่ ออกไปใหต้ รงตามเปา้ หมายท่ีผูส้ ่งสารตอ้ งการ การแบ่งประเภทของสปอต (spot) ไดแ้ ก่ loose spot คอื spot ที่คนั่ ระหว่างช่วงต่อรายการ และ Inprogram spot คือ spot ท่ีเปิดอยู่ในรายการใดรายการหน่ึง นอกจากน้ียังมีลักษณะของสปอตเพื่อประชาสัมพันธ์ คือ สปอต ที่มีลักษณะเน้ือหามุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทาความเข้าใจระหว่างหน่วยงานกับประชาชน ตลอดจนรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายเกิดทัศนคติที่ดี เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสปอตโฆษณาในเชิงธุรกิจ หรือเรียกส้ันๆ ว่าแอด (Ad) มีวตั ถุประสงค์เพอ่ื การขายสินค้าหรือบริการ หลักการผลิตสปอตวิทยุกระจายเสียง มีข้อควรพิจารณา ได้แก่ เลือกใช้บุคคลท่ีมีเสียงที่น่าเชื่อถือ ใช้ความแปลกและความหลากหลายของเสียงสปอต เพื่อเรียกความสนใจของผู้ฟัง และการนาเสนอสารท่ีสั้นกะทัดรัด ชัดเจนเพียงเร่ืองเดียว เพื่อที่ผู้รับสารจะได้ไม่สับสน และสามารถรับสารน้ันได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการ เป็นต้น ส่วนกระบวนการผลิตสปอตวิทยุกระจายเสียงต้องมีการกาหนดจุดเด่น หรือจุดขาย เพื่อใช้เป็นแนวคิดหลักของสปอตวิทยุ หลังจากน้ันนาแนวคิดมาเขียนเป็นบทสปอต ข้ันตอนถัดมาคือการตัดต่อบันทึกเสยี ง ในปจั จุบนั ข้ันตอนการบนั ทกึ เสยี งสปอตวทิ ยมุ เี ทคนิคที่ทนั สมัยโดยใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ในการตัดต่อ บันทึกเสียง สามารถปรับแต่งคุณภาพเสียง และเทคนิคพิเศษต่างๆ ได้มากมาย ท้ังน้ี เพื่อให้งานมีคณุ ภาพและเหมาะสมในการเผยแพร่ออกอากาศต่อไป

เอกสารอ้างองิแน่งน้อย บุญยเนตร. (2547). \"การใช้จุดเว้าวอนในการสร้างสรรค์งานโฆษณา.\" วารสารนิเทศศาสตร์ ปรทิ ัศน์. หนา้ 91-99.ภูษิต ศัลกวิเศษ และวีระศักดิ์ ศรีจุดานุ. (2546). คู่มือการใช้งาน Cool Edit Pro. กรุงเทพฯ: Infratech Consultant.โยธิน ฤทธิพงศช์ สู ิทธ.์ิ (2544). เทคนคิ การบันทึกเสียงด้วยตวั เอง. กรุงเทพฯ: ซเี อ็ดยูเคช่นั .ศิริลักษณ์ อันตรเสน และคนอ่ืนๆ. (2548 : พฤษภาคม-มิถุนายน). \"การใช้ภาษาในบทโฆษณาทาง วิทยุกระจายเสียงท่ีผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการประกวดโฆษณายอดเย่ียมแห่งประเทศไทย (TACT Award s) ประจาปี 2540-2543.\" วารสารสงขลานครินทร์ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. หน้า 165-183.สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. (2546). เอกสารการสอนชุดวิชาการพูดและการแสดงสาหรับ วทิ ยุกระจายเสยี ง หนว่ ยที่ 1-7. พมิ พ์ครั้งที่ 5. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.สุโขทยั ธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. (2547). เอกสารการสอนชดุ วชิ าการเขียนบทวิทยุกระจาย-เสียง หนว่ ย ที่ 1-7. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.สุโขทยั ธรรมาธิราช, มหาวทิ ยาลัย. (2547). เอกสารการสอนชุดวชิ าการเขยี นบทวิทยุกระจาย-เสียง หนว่ ย ท่ี 8-15. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook