Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ติวเข้ม O net get 100 วิชาฟิสิกส์ ม.ปลาย โดย True ปลูกปัญญา

ติวเข้ม O net get 100 วิชาฟิสิกส์ ม.ปลาย โดย True ปลูกปัญญา

Published by E-book Prasamut chedi District Public Library, 2019-04-19 03:14:20

Description: หนังสือ,เอกสาร,บทความที่เผยแพร่นี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น

Search

Read the Text Version

ปญหาทาใหคิด! ยกที่ 22 : ถาตอนที่อยูห า งจากแหลงกาํ เนดิ เสียง 10.0 m วัดความเขมเสียงได 0.250 W/m2 เมื่อออก หางจากแหลง กาํ เนิดเปน 100 m ความเขมจะเปน เทา ไร? วเิ คราะหขอ มูลทรี่ ะยะหา งจากแหลงกําเนดิ เสยี ง 10.0 m ระยะหา ง R = 10.0 m ความเขม I = 0.250 W/m2 คาํ นวณกาํ ลังของเสียง จากสมการ วิเคราะหข อ มลู ที่ระยะหางจากแหลง กาํ เนดิ เสียง 100 m ระยะหา ง R = 100 m กําลัง P = 100 π W คํานวณความเขม เสยี ง จากสมการ ดังน้ัน ทรี่ ะยะหาง 100 m จะมีความเขม เสียงเทากบั 2.50 x 10-3 W/m2 หรืออาจคาํ นวณไดจาก เมื่อ k คือ คา คงทขี่ องการแปรผัน พจิ ารณาท่ี 10.0 m จะได พิจารณาท่ี 100 m จะได จะได เสรมิ : ความเขมกบั รูปคลน่ื จากสมการ เมอื่ แทน เขาไปจะได เห็นไดวาความเขมของเสียงน้ันขึ้นกับพลังงานของคล่ืนเสียงท่ีถูกสงผานตัวกลาง เม่ือความเขมเสียงมีคามาก แสดงวา พลงั งานที่ทาํ ใหอ นุภาคตัวกลางเกิดการสน่ั มีคา มาก จงึ สง ผลใหแ อมพลจิ ูดของคล่ืนเสียงมคี ามากตามไปดว ย ดงั นน้ั ความเขม เสยี ง จงึ สมั พนั ธก ับแอมพลิจูดของคลื่นเสียง โดยแอมพลิจูดมากเสยี งจะมคี วามเขมมาก ถาแอมพลจิ ูดนอยเสยี งจะมคี วามเขม นอย 50 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

2.4.2 ความดงั ความดัง (loudness) นั้นจะข้ึนกับความเขมของเสยี งโดยเม่ือความเขม ของเสยี งมากจะมีความดงั มาก ในการวดั ความดังเราจึงใชการวัดระดับความเขม ของเสียง ซ่งึ มีหนวยเปน เดซเิ บล (decibel) และเคร่ืองมือที่ใชวดั ระดบั ความเขม เสียง คอื decibel meter ระดับความเขมเสยี ง 0 เดซิเบล ถกู กําหนดจากการเริม่ ไดยินเสียง Decibel meter ทมี่ า : http://2.bp.blogspot.com/-81_YJVonwHc/ ความถ่ี 1000 Hz ซง่ึ มคี วามเขมเสยี ง เทากบั 10-12 W/m2 เรียกวา ขดี เริม่ ของการไดยิน (threshold of hearing) TTPePik8ktI/AAAAAAAACH0/cOA9Ml9ePtg/ s1600/Decibel_meter_diagonal.jpg ระดับความเขม เสยี ง 120 เดซเิ บล ถกู กําหนดจากการไดยนิ เสยี งความถี่ 1000 Hz และมีความเขมเสียง เทากับ 1.0 W/m2 ซ่งึ เริม่ เปน อันตรายกบั หขู องเรา เรยี กวา ขีดเริ่มของการเจบ็ ปวด (threshold of pain) เราสามารถคํานวณระดับความเขมเสียง หรอื ความดงั ไดจากสมการ 10 log เมอ่ื คอื ระดับความเขม เสยี ง หรอื ความดงั มีหนว ยเปน เดซเิ บล (dB) I คอื ความเขมเสียงทตี่ องการหาความดงั มีหนว ยเปน W/m2 I0 คอื ความเขมเสียงอา งองิ ซึง่ เปนความเขมเสียงท่ี 0 dB เทากบั 10-12 W/m2 เสรมิ : ความดังจากแหลงกาํ เนดิ เสยี งตา งๆ แหลงกําเนดิ เสยี ง ระดับความเขม เสียง (dB) ผลการรับฟง การหายใจปกติ 10 แทบไมไดย ิน การกระซิบแผว เบา 30 เงยี บมาก สํานักงานทเ่ี งียบ 50 เงยี บ การพดู คยุ ธรรมดา 60 ปานกลาง เครื่องดูดฝนุ 75 ดัง ถนนท่ีมีการจราจรหนาแนน 80 ดัง เครอ่ื งเจาะถนนแบบอัดลม 90 รบั ฟงบอ ยๆ การไดย นิ จะ เครอ่ื งตัดหญา 100 เสอื่ มอยา งถาวร ดสิ โกเ ธค การแสดงดนตรีประเภทรอ ค 120 ไมสบายหู ฟาผา ระยะใกล 130 เคร่อื งบินไอพนกําลงั ข้ึนที่ระยะใกล 150 เจ็บปวดในหู จรวดขนาดใหญก าํ ลงั ขึน้ ที่ระยะใกล 180 แกวหชู ํารุดทนั ที ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 51

เสรมิ : ความถ่ี ความดังกับการไดยนิ ความสามารถในการไดย ินเสียงของมนุษยนน้ั ไมไ ดขึ้นกบั ความดังเพยี งอยา งเดียว แตย งั ขน้ึ อยกู บั ความถข่ี องเสยี งดว ย ดงั กราฟดา นลา ง ปญ หาทา ใหคดิ ! ยกท่ี 23 : เครือ่ งตัดหญา ทํางานอยหู างจากเรา 10.0 m วดั ระดบั ความเขม เสียงได 100 dB ถา มเี ครือ่ ง ตดั หญา 3 เคร่ืองเหมอื นกันและอยูหา งจากเรา 10.0 m เทากนั เราจะวัดระดบั ความเขมเสียงไดเ ทาไร วิเคราะหข อมลู เครือ่ งตดั หญามีระดบั ความเขมเสยี ง = 100 dB อยหู า งจากเรา R = 10.0 m I0 = 10-12 W/m2 สงิ่ ทตี่ อ งระวงั ! การทมี่ แี หลง กาํ เนดิ เสยี งเพมิ่ บอกถงึ พลงั งานหรอื กาํ ลงั จะเพมิ่ ขน้ึ โดยนาํ กาํ ลงั ของแตล ะแหลง กาํ เนดิ เสยี ง มารวมกัน ไมใ ชนาํ ระดบั ความเขมมารวมกนั คาํ นวณกาํ ลังของเครื่องตัดหญา 1 เคร่อื ง จากสมการ จะได จากสมการ นํา (2) แทนใน (1) จะได 52 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

คาํ นวณกาํ ลงั ของเครื่องตดั หญา 3 เครอ่ื ง จากเครอ่ื งตัดหญา 1 เครื่องมกี ําลัง 4 πW ดงั นนั้ เครือ่ งตัดหญา 3 เครอื่ ง จึงมกี าํ ลัง P3 = 3 (4 πW) = (12 πW) คํานวณความเขม เสยี งจากเคร่อื งตดั หญา 3 เครอ่ื ง จากสมการ คํานวณระดบั ความเขม เสียงจากเคร่ืองตัดหญา 3 เครือ่ ง จากสมการ ดังนนั้ เราจะวดั ระดับความเขมเสยี งได 105 dB คดิ เพม่ิ : จากปญหาทา ใหคดิ ! ยกที่ 23 เห็นไดว าการเพม่ิ เครอื่ งตดั หญามาเปน 3 เครือ่ ง ระดบั ความเขมของเสยี งหรอื ความ ดงั เพิ่มจาก 100 dB มาเปน 105 dB ซึ่งเพ่ิมมาแค 5 dB เทานน้ั ไมใชเพิ่มจาก 100 dB มาเปน 300 dB เนื่องจากวิธคี ดิ น้ัน เราจะคดิ โดยการนํากาํ ลังของแตละแหลง กาํ เนดิ เสียงมาบวกกัน แลว จึงนาํ กาํ ลังทร่ี วมกนั แลวน้นั มาหาความเขมเสียง แลว คอยนาํ ความเขม เสียงไปหาระดับความเขม เสียงหรือความดงั ไมใชคิดแบบนําระดบั ความเขม เสียงมาบวกกนั 2.4.3 มลพษิ ทางเสยี ง มลพษิ ทางเสยี ง (noise pollution) คือ เสียงทก่ี อ ใหเกดิ อนั ตรายตอ หูและรบกวนสภาพจิตใจของผฟู ง ซ่ึงตามขอ กาํ หนด ขององคก ารอนามยั โลก ระดับเสียงท่ีปลอดภัยตองไมเ กนิ 85 dB และไดย นิ ตดิ ตอกนั ไมเกิน 8 ช่ัวโมง ในปจจบุ นั กฎหมายท่ีควบคุมเก่ียวกับมลพิษทางเสยี งและความสน่ั สะเทือน ไดก าํ หนดมาตรฐานระดบั ความเขม เสียงโดยทัว่ ไปไวด งั นี้ กฎหมายเกย่ี วกับคุณภาพส่ิงแวดลอม 1. คาระดบั ความเขมเสียงสูงสดุ ไมเ กนิ 115 dB 2. คา ระดบั ความเขม เสียงเฉลย่ี 24 ชว่ั โมง ไมเกนิ 70 dB กฎหมายเกี่ยวกบั ยานพาหนะ 1. คา ระดบั ความเขม เสียงของรถยนต ขณะทเี่ ดินเครอื่ งยนตอ ยกู บั ท่ี (ไมร วมเสียงแตร) จะตอ งไมเ กิน 85 dB (เม่ือวดั หา ง จากรถยนต 7.5 m) หรอื ไมเกิน 100 dB (เมื่อวัดหา งจากรถยนต 0.5 m) 2. คาระดบั ความเขมเสยี งของจักรยานยนต ขณะทีเ่ ดินเคร่ืองยนตอยูกบั ที่ (ไมร วมเสยี งแตร) ตอ งไมเ กนิ 95 dB (เม่อื วดั หา ง จากรถยนต 0.5 m) ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 53

กฎหมายเกย่ี วกบั โรงงาน สถานประกอบการ 1. คาระดับความเขม เสียงสูงสุดไมเกนิ 115 dB 2. คาระดับความเขม เสยี งเฉลยี่ 8 ชั่วโมง ไมเกนิ 75 dB 3. คา ระดับความเขม เสยี งเฉล่ีย 24 ชวั่ โมง ไมเ กนิ 70 dB 4. หามไมใ หบุคคลเขา ไปในบริเวณทีม่ ีคา ระดับความเขมเสียงเกินกวา 140 dB กฎหมายเก่ยี วกับการควบคุมการกอสราง 1. คา ระดบั ความเขมเสยี งตอ งไมเกิน 75 dB เมื่อวัดหางจากบรเิ วณทีไ่ ดร บั อนุญาตใหก อ สราง 30 m 2. หา มกอสรา งหรือกระทําการใดๆ ในบรเิ วณท่ไี ดร ับอนุญาตใหก อสราง ในชว งเวลา 22:00 – 06:00 น. (เวน แตมีมาตรการ ปอ งกนั เปนอยา งดแี ละไดร ับความเหน็ ชอบจากผวู า ราชการจงั หวัด) การลดระดับเสียง 1. ใชเ คร่อื งอุดหู (ear plugs) สามารถลดระดบั เสียงได 6 – 25 dB หรอื ใชเครื่องครอบหู (ear muffs) สามารถลดระดับเสียง ได 30 – 40 dB 2. ใชท ก่ี นั้ หรอื เบย่ี งเบนแนวการเคลอ่ื นทขี่ องคลน่ื เสยี ง เชน การใชแ นวกาํ แพงกนั้ เสยี งบนทางดว น เพอ่ื ไมใ หเ สยี งไปถงึ บา น เรือนหรืออาคารที่อยูใกล เปน ตน 3. ใชว ัสดเุ กบ็ เสยี งหรือดดู กลนื เสยี ง เชน การใชผา มานหนาๆ การใชก ระดาษชานออยบผุ นัง หรือการปพู รมหนาๆ เปนตน 2.4.4 ระดบั เสยี ง ระดบั เสียง (pitch) คอื ระดับความสงู ต่ําของเสียง เสยี งสงู (หรอื เสียงแหลม) คอื เสียงทีม่ คี วามถ่ีสงู และเสยี งตํ่า (หรือ เสยี งทุม) คือ เสียงท่มี ีความถ่ตี ํ่า ในทางวทิ ยาศาตร ระดบั เสยี งถูกแบง เปน 7 โนต คอื C (โด) D (เร) E (มี) F (ฟา) G (ซอล) A (ลา) และ B (ท)ี ระดบั เสยี ง C4 (โด) D4 (เร) E4 (มี) F4 (ฟา) G4 (ซอล) A4 (ลา) B4 (ท)ี ความถ่ี (Hz) 261.63 293.66 329.63 349.23 392.00 440.00 493.88 นอกจากโนต ท้ัง 7 ตัวแลว ยังมรี ะดับเสียงก่งึ กลางอกี 5 เสียง คอื C# (หรือ Db) Eb (หรอื D#) F# (หรือ Gb) Ab (หรอื G#) และ Bb (หรอื A#) รวมท้งั หมดเปน 12 โนต และแตละโนตจะมีคูแ ปดอีก 10 คา หรอื 10 ฮารม อนกิ ดังนนั้ ระดบั เสียงท้งั หมดจึงมี 120 โนต ซง่ึ เสยี งต่าํ สุดคอื C0 มีความถีเ่ ทากบั 16.352 Hz และเสยี งสงู สุดคอื B10 มคี วามถีเ่ ทา กับ 31608.5 Hz ท่ีมา http:/t/heenotreyr-acrheanrat.-bslcoigesnptiofict.-cpoimtc/h2.h0t1m2/l03/music- 54 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

โนต เดียวกันท่ีเปน ฮารมอนกิ ถัดไป จะมีความถเี่ ปนสองเทาของโนตนัน้ เชน ความถข่ี องโนต C1 จะเทากบั สองเทา ของความถี่ของโนต C0 เปน ตน ซ่งึ เขียนเปน สมการไดวา fn+1 = 2 fn เมอื่ f คือ ความถ่ี n คือ จํานวนฮารมอนิก ปญหาทา ใหคิด! ยกที่ 24 : โนต C0 มคี วามถ่ีเทากับ 16.352 Hz จงหาความถ่ีของโนต C1, C2, C3, C4 และ C10? วิเคราะหขอมลู f0 = 16.352 Hz คํานวณความถ่ขี อง C1 จจะากไดสวมากfา1ร=fn2+1f0==22fn(16.352 Hz) = 32.704 Hz คํานวณความถี่ของ C2 ท่ีมา :รhูปtแtpบ:บ//โcนnตx.เoดrียgว/cกoนั nทteี่เnปtน /mฮา1ร1ม1อ18น/ิกlatest/ จากสมการ f2 = 2f1 = 2 (32.704 Hz) = 65.408 Hz คาํ นวณความถีข่ อง C3 จากสมการ f3 = 2f2 = 2 (65.408 Hz) = 130.82 Hz คาํ นวณคจวาากมสถมขี่ กอางรCf44 = 2f3 = 2 (130.82 Hz) = 261.63 Hz คาํ นวณความถี่ของ C10 จากการหาความถขี่ อง C1 ถึง C4 เหน็ ไดว า fn = 2nf0 จะไดวา f10 = 210 = 2 (16.352 Hz) = 16744 Hz ดงั นั้น C1 มีความถี่เทากบั 32.704 Hz CC23 มีความถี่เทา กบั 65.408 Hz มีความถี่เทากับ 130.82 Hz C4 มีความถเ่ี ทากบั 261.63 Hz และ C10 มีความถ่ีเทา กบั 16744 Hz เสรมิ : จากปญ หาทา ใหคิด! ยกที่ 24 เหน็ ไดวา เราสามารถคาํ นวณความถี่ของโนตทฮี่ ารม อนกิ ตา งๆ ได เม่ือเรารูค วามถี่ มูลฐาน (f0) ของโนต นั้นๆ ตามสมการ fn = 2nf0 เมอ่ื ffn0 คือ ความถีข่ องฮารมอนิกที่ n คือ ความถมี่ ูลฐานของโนตนนั้ ๆ 2.4.5 คณุ ภาพเสียง เสยี งจากเคร่อื งดนตรนี ัน้ เกดิ จากการสน่ั ของตวั กลาง ทม่ี ลี ักษณะเปนคล่นื นิ่ง เหมือนกับการเกดิ คลื่นนงิ่ ในทอ ปลายปด (ปลายปดดานเดียว) ทอปลายเปด และทอ ปลายปด สองดา น (หรือเชือกทถี่ กู ตรึงท้งั สองดาน) ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 55

บริเวณปลายปดของทอหรือปลายเชอื กที่ถูกตรึง จะเปน ตาํ แหนงบพั เพราะเปน บริเวณท่ีโมเลกุลของตัวกลางมกี ารเคลอ่ื นท่ีไดน อ ยท่สี ดุ เนื่องจาก ถูกตรงึ ใหอ ยกู บั ทีห่ รอื ถกู ชนใหตดิ กบั ปลายปดตลอด บรเิ วณปลายเปด ของทอ จะเปน ตาํ แหนงปฏบิ พั เพราะเปน บรเิ วณที่โมเลกุล ของตวั กลางสามารถเคลื่อนทเี่ ขาออกไดอ ยางอิสระท่สี ุด จากสมการ บอกกบั เราวา น่ันคอื คล่ืนนิ่ง ท่มี คี วามคล่ืนมากทส่ี ดุ จะเปนคลื่นนง่ิ ทม่ี ีความถต่ี ่ําทีส่ ุด เราเรยี ก ความถ่ีที่ตา่ํ ท่ีสุดวา ความถม่ี ูลฐาน (fundamental frequency) นอกจากความถ่ีมูลฐานแลว ในเคร่ืองดนตรียังสามารถเกิดคลื่นนิ่งความถ่ีอ่ืนๆ ที่สูงขึ้นได โดยมีคาเปนจํานวนเต็มเทากับ ความถี่มูลฐาน เรียกวา ฮารมอนิก (harmonic) และ ฮารมอนิกท่ี 1 ก็คือความถ่ีมูลฐานน่ันเอง ความสัมพันธระหวางความถ่ีท่ี ฮารม อนกิ ตางกบั ความถ่ีมูลฐาน สามารถเขยี นเปนสมการไดวา fn = nf1 เมื่อ fn คอื ความถข่ี องฮารมอนิกท่ี n n คือ เลขฮารมอนกิ f1 คือ ความถี่มลู ฐาน เราเรียกรวมทกุ ๆ ความถฮ่ี ารมอนกิ น้วี า ความถ่ีธรรมชาติ (natural frequencies) หรอื ความถสี่ ัน่ พอง (resonant frequencies) ทีมา : คhวttาpม:/ถ/eขี่ nอ.wงฮikาipรeมdอiaน.ิกor(gh/awrmikio/Hniacr)monic 56 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เมื่อพิจารณาจากรูปดานบน เม่ือใหทอ หรือเชือกมีความยาวเทา กับ L จะไดวา ชนดิ ทอ ทอปลายปด ทอปลายเปด ทอปลายปด สองดา น หรอื เชือกทถี่ ูกตรงึ สองดา น วเิ คราะห ความยาวคลน่ื ความถ่ี n = 2N-1 n=N n=N จาํ นวนบัพหรือปฏิบัพ จาํ นวนบัพ จาํ นวนปฏบิ ัพ การนับเลขฮารม อนิก (n) N คอื ปญ หาทา ใหค ดิ ! ยกที่ 25 : คล่นื นง่ิ ในทอปลายปดทอหน่งึ มีความถ่มี ูลฐานเทา กบั 294 Hz จงหาความยาวของทอ ปลาย ปด เม่อื อัตราเรว็ ของเสียงในทอปลายปดเทา กบั 360 m/s ? วเิ คราะหขอมลู f1 = 294 Hz v = 360 m/s คาํ นวณความยาวของทอปลายปด จากสมการ จะได หรือ 30.6 cm ดังนั้น ทอ ปลายปด นี้มีความยาวเทากับ 30.6 cm ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 57

เสียงเคร่ืองดนตรีแตละชนิดจะมีเอกลักษณของเสียง ทําใหเราสามารถแยกออกไดวาเปนเสียงของเครื่องดนตรีชนิดใดถึง แมจ ะเลน โนต เดยี วกนั เพราะวา เครอ่ื งดนตรแี ตล ะชนดิ มคี วามเขม ของคลนื่ เสยี งแตล ะฮารม อนกิ ทเี่ กดิ จากเครอ่ื งดนตรตี า งชนดิ กนั มี คาไมเ ทากัน และเม่ือนาํ คลน่ื เสยี งแตล ะฮารม อนิกมารวมกันทาํ ใหร ูปคลนื่ เสียงของแตล ะเครอ่ื งดนตรีมีความแตกตา งกนั ซง่ึ รูปคลื่น เหลา น้บี อกถึงคณุ ภาพของเสียงน่ันเอง ความถ่เี สยี งย่ิงสงู -> ความยาวคล่นื ย่งิ สัน้ -> เสยี งดนตรจี ะยิง่ เปน โทนเสยี งสงู ที่มา : http://cnx.org/contents/5612e514-585d-4327-abdf-d1a6aad41d6c@20/ Harmonic_Series 2.5 การเกดิ บตี ส เมอื่ คลน่ื เสยี งทม่ี คี วามถใี่ กลเ คยี งกนั 2 ขบวน มารวมกนั (ใชห ลกั การซอ นทบั ) จะทาํ ใหเ กดิ เสยี งดงั และเบาสลบั กนั เปน จงั หวะ เราเรียกปรากฏการณน้วี า บตี ส (beats) ซึง่ ความถี่ในการดงั และเบา เรียกวา ความถี่บีตส (beats frequency) ซ่ึงความถี่บตี สบอก เราวามีเสียงดังหรือเบากี่ครั้งในเวลา 1s และเราสามารถคํานวณความถี่บีตสและความถ่ีคาใหมที่เราไดยินไดจากสมการ และ เมอื่ fb คือ ความถีบ่ ตี ส fav คอื ความถ่เี ฉลี่ย ซึ่งเปนความถี่ทไ่ี ดย นิ f1 และ f2 คอื ความถ่ีจากแหลงกําเนดิ ท้งั สองแหลง 58 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ปญหาทาใหค ดิ ! ยกท่ี 26 : เมอ่ื เคาะพรอมสอมเสียง 2 อันพรอมกนั วัดความถไี่ ด 442 Hz ซึ่งเสียงดังกลาวจะนนั้ มีการ ดงั และเบาสลบั กัน โดยใน 1 วนิ าทจี ะมเี สียงดัง 4 ครัง้ ความถี่ของเสยี งจากสอ มเสยี งท้งั สองมีคา เทาไร วิเคราะหข อ มลู ความถท่ี ่วี ดั ได คือ ความถเี่ ฉล่ีย fav = 442 Hz เสยี งดงั 4 คร้ังใน 1 วนิ าที บอกถงึ ความถี่บตี ส fb = 4 Hz คํานวณความถที่ ง้ั สอง จากสมการ จะได f1 + f2 = 2fav = 2(442 Hz) = 884 Hz 884 = f1 + f2 ..........(1) จากสมการ ให f1>f2 จะได fb = f1 - f2 = (4Hz) 4 = f1 - f2 ..........(2) (1) + (2) จะได 884 + 4 = 2f1 f1 = 444 Hz และ (1) - (2) จะได 884 - 4 = 2f2 f2 = 440 Hz ดงั นนั้ ความถขี่ องเสียงจากสอมเสียงท้งั สอง คอื 444 Hz และ 440 Hz 2.6 หแู ละการไดย ิน หูของเราทาํ หนา ท่ีเปลย่ี นพลงั งานกลทถ่ี ูกถายโอนผานคลน่ื เสียงเปนพลังงานไฟฟา สัญญาณไฟฟาดังกลาวจะถกู สงไปยงั สมอง เราแบง โครงสรางของหอู อกเปน 3 สว น คอื หชู นั้ นอก หชู นั้ กลาง และหูชัน้ ใน ทม่ี า : http://www.hearforlife.ca/resources/article/understanding_hearing_loss ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 59

หชู นั้ นอก (External ear) ประกอบดวย ท่มี า : http:P//HhoYm10e1p/aegaerdse.btawi.lse.dhutm/~lmpaniagu/ ใบหู (pinna) ชว ยลดความเขมของคลน่ื เสยี งในบางคาความถ่ี และสะทอ นคลนื่ เสียงใหผานเขาไปในรหู ู รหู ู (auditory canal) ในรหู จู ะมขี ห้ี ูไวด ักฝนุ ไมใ หเ ขาไปถงึ แกวหู และหูช้ันกลาง แกวหู (eardrum หรือ tympanic membrane) ทําหนา ที่เปน ตัวรับแรงดันจากคล่ืนเสียง และสงตอ แรงดังกลา วไปยังหูชนั้ กลาง หูชั้นกลาง (Middle ear) ประกอบดว ย ทีม่ า : http:P//HhoYm10e1p/aegaerdse.btawi.lse.dhutm/~lmpaniagu/ กระดูกรปู คอ น (malleus) กระดูกรูปทง่ั (incus) และกระดูก รปู โกลน (stapes หรือ stirrup) กระดกู ทงั้ สามจะรับแรงตอจากแกว หู เนอ่ื งจากแกวหมู พี น้ื ท่รี บั แรงใหญกวาแตไ ดร บั แรงเทากบั กระดกู ทั้งสาม ซ่งึ มีพื้นรบั แรงนอยกวา กระดูกท้ังสามจึงไดร ับแรงตอหนวยพื้นที่มากกวา เสยี งจงึ มแี อมพลิจูดมากกวา มีความเขมเสียงเพ่มิ ขนึ้ ดังนนั้ กระดูกทัง้ สาม ชิ้นน้ีจึงทําหนา ทีเ่ พิม่ ความเขมเสยี งของคล่ืนเสยี งทีต่ กกระทบแกว หู ซึง่ เสยี งนจ้ี ะถกู สง ตอ ไปยงั ชอ งรปู ไข (oval window) และถกู สง ตอ ไปยงั หชู น้ั ใน เสริม : การปรับความดันภายในหู ภายในหูตอนกลางจะมที อยสู เทเชยี น (Eustachian tube) มีลกั ษณะเปน ทอ กลวงขนาดเลก็ เช่ือมตดิ ระหวา งคอหอยและหชู น้ั กลาง ชวยปรับความดนั ระหวา งภายในหูกบั ภายนอกหูใหม ีความดนั เทา กนั ถาหากระดบั ความดนั ภายในหแู ละภายนอกหูไมเ ทา กนั จะมีผลทาํ ใหร สู กึ หูอื้อ และถา เกิดความแตกตางมากจะทาํ ใหร ูสกึ ปวดหู หชู ัน้ ใน (Inner ear) ประกอบดวย cทoี่มmา/:chlotgtpg:e//dw_wzeTuwRs.stlYamchohMkiadinn.dg_p-tufbabscet.sh-tamnld#-sftichtaiosnh.. อวยั วะรปู หอยโขง (cochlea) ทาํ หนา ที่เปลย่ี นพลงั งานกลจาก ที่มา : http://homepaegaerdse.btwai.lse.dhutm/~lmpaniagu/PHY101/ การส่ันเปนพลงั งานไฟฟา และสง สัญญาณไฟฟา น้ีเขาสูสมอง นอกจากนี้ อวัยวะรูปหอยโขง ยงั ชวยรักษาการทรงตวั ของรา งกาย ภายในอวัยวะรปู หอยโขง มีโพรงกระดูก 3 โพรง โพรง สวนกลางเรียกวา ทออวยั วะรปู หอยโขง (cochlea duct) ซึง่ ภายในมีของเหลวทีเ่ คลอื่ นทไ่ี ด เม่ือเกดิ การสนั่ จากหสู ว นกลางทาํ ใหเ ซลลรูปขนเคล่อื นที่ และสวนบนของเซลล ถูกเปด และปด ทําใหเกิดสัญญาณไฟฟาขนึ้ โดยการเปด และปด น้ี จะตอบสนองกบั ความถ่ใี นชวงประมาณ 20 Hz – 20 kHz เราจงึ ไดยิน เสยี งทีม่ คี วามถ่ใี นชว งดงั กลาวเทานัน้ 60 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

3. คลืน่ แมเหลก็ ไฟฟา 3.1 ความสัมพนั ธระหวา งสนามไฟฟาและสนามแมเหลก็ ในป ค.ศ. 1819 ฮันส ครสิ เตียน เออรส เตด (Hans Christian Oersted) กําลงั สอนหนงั สืออยู ดวยความชางสงั เกต เขาพบวาเมอ่ื เขม็ ทศิ วางอยูใ กลๆ กบั เสน ลวดท่มี ีกระแสไฟฟา เข็มของเข็มทิศเบนออกจากแนวทศิ เหนอื -ใต เขาไดศ กึ ษาเพิ่ม เติมและไดขอสรปุ ในป ค.ศ. 1820 วา เมอื่ มกี ระแสไฟฟา ผานเสน ลวดจะเกิดสนาม แมเหล็กเปน วงรอบเสนลวด หลังจากนัน้ อองเดร มารี แอมแปร (Andre-Marie Ampere) ไดอ ธบิ าย ความสมั พันธร ะหวา งกระแสไฟฟาที่ผานเสน ลวดกบั สนามแมเหลก็ ทเี่ กดิ ข้ึนรอบๆ เสน ลวด เรยี กวา กฎของแอมแปร (Ampere’s law) ซ่งึ สนามแมเ หล็กจะวนรอบเสน ลวดตามกฎมอื ขวา โดย นิ้วโปง มอื ขวาเปนทศิ ของกระแสไฟฟา และอกี สนี่ ้ิวทเี่ หลือ เปน ทิศของสนามแมเ หลก็ ในป ค.ศ. 1831 ไมเคิล ฟาราเดย (Michael Faraday) ไดท ําในสิ่งตรง กนั ขามกบั เออรส เตด เขาใชแมเหลก็ เหน่ยี วนาํ ใหเ กดิ กระแสไฟฟา เขาไดขอสรุปวา การเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กทาํ ใหเ กดิ สนามไฟฟา ซง่ึ สนามไฟฟาสมั พนั ธ กับแรงเคลื่อนไฟฟา เรยี กวา กฎการเหนี่ยวนาํ ของฟาราเดย (Faraday’s law of induction) ความรูดงั กลาวนําไปสกู ารสรางกระแสไฟฟา ซงึ่ สําคญั อยา งมาก ในปจจบุ นั นอกจากนก้ี ารเคลอื่ นแทง แมเหลก็ เขา และออกจากขดลวดสามารถสรา ง disทp่มี laาy:_hartttipc:l/e/w.pwhpw?.parhtiilciclea_.cido=m1/49 กระแสไฟฟา ในขดลวด เรียกกระแสไฟฟา ทเี่ กดิ ขนึ้ น้วี า กระแสไฟฟา เหนย่ี วนํา (induced current) และในป ค.ศ. 1833 เฮนริช เลนซ (Heinrich Friedrich Emil Lenz) ไดอ ธิบายทิศทางท่ีเกดิ ขน้ึ ของกระแสเหนย่ี วนําท่ีสมั พันธก บั การเปลี่ยนแปลง ของสนามแมเหล็ก เรียกวา กฎของเลนซ (Lenz’s law) กฎของเลนซอ ธิบายวา กระแสไฟฟาเหนย่ี วนาํ ในขดลวดจะสรา งสนาม แมเหล็กในทิศตรงขา ม กบั การเปลยี่ นแปลงของสนามแมเหล็กที่ผานพืน้ ทห่ี นาตดั ของขดลวดนั้น และทิศของกระแสไฟฟาเหนย่ี วนํา กบั ทศิ ของสนามแมเ หล็กที่กระแส ไฟฟาเหนี่ยวนาํ สรางขึ้นจะสัมพันธต ามกฎมือขวา โดย น้วิ โปง มือขวาเปนทิศของสนาม แมเหลก็ ท่ีกระแสไฟฟา เหน่ียวนาํ สรา งขนึ้ และอกี สีน่ ้วิ ทเี่ หลือเปน ทิศของกระแสไฟฟา เหน่ยี วนํา ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 61

เมื่อข้ัวแมเ หลก็ เหนือเคลอื่ นเขา หาขดลวด ทําใหส นามแมเหล็กท่ีผานพื้นที่หนาตดั ของ ขดลวดซงึ่ มีทศิ จากแทง แมเ หล็กเขา หาขดลวดเพมิ่ ขึน้ นั่นคอื ทิศการเปลีย่ นแปลงของสนามแม เหลก็ มที ิศจากแทง แมเ หลก็ เขา หาขดลวด ขดลวดจงึ สรางกระแสเหนยี่ วนาํ เพื่อท่ีจะสรางสนาม แมเหล็กที่มีทิศตรงขามกับทิศของการเปล่ียนแปลงสนามแมเหล็ก นั่นคือ ทิศออกจากขดลวด เขาหาแทง แมเ หล็ก จงึ ไดทิศของกระแสไฟฟาเหนีย่ วนําวนทวนเข็มนาฬกา เมื่อข้ัวแมเหล็กเหนือเคล่ือนออกจากขดลวด ทําใหสนามแมเหล็กท่ีผานพื้นท่ีหนาตัด ของขดลวดซึ่งมที ศิ จากแทง แมเ หลก็ เขา หาขดลวดลดลง น่ันคอื ทศิ การเปลย่ี นแปลงของสนาม แมเ หลก็ มที ศิ ออกจากขดลวดเขา หาแทง แมเ หลก็ ขดลวดจงึ สรา งกระแสเหนยี่ วนาํ เพอ่ื ทจ่ี ะสรา ง สนามแมเหล็กที่มีทิศตรงขามกับทิศของการเปลี่ยนแปลงสนามแมเหล็ก นั่นคือ ทิศจากแทง แมเหลก็ เขาหาขดลวด จึงไดทศิ ของกระแสไฟฟา เหนี่ยวนาํ วนตามเขม็ นาฬกา เม่ือข้ัวแมเหล็กใตเคล่ือนเขาหาขดลวด ทําใหสนามแมเหล็กที่ผานพื้นที่หนาตัดของ ขดลวดซึ่งมีทิศจากขดลวดเขาหาแทงแมเหล็กเพิ่มขึ้น น่ันคือ ทิศการเปล่ียนแปลงของสนาม แมเหล็กมีทิศออกจากขดลวดเขาแทงแมเหล็ก ขดลวดจึงสรางกระแสเหน่ียวนําเพ่ือท่ีจะสราง สนามแมเหล็กที่มีทิศตรงขามกับทิศของการเปลี่ยนแปลงสนามแมเหล็ก น่ันคือ ทิศจากแทง แมเ หล็กเขา หาขดลวด จึงไดท ศิ ของกระแสไฟฟา เหน่ยี วนาํ วนตามเข็มนาฬก า เมื่อขั้วแมเหล็กใตเคลื่อนออกจากขดลวด ทําใหสนามแมเหล็กที่ผานพ้ืนที่หนาตัดของ ขดลวดซ่ึงมีทิศจากขดลวดเขาหาแทงแมเหล็กลดลง น่ันคือทิศการเปล่ียนแปลงของสนาม แมเ หลก็ มที ศิ ออกจากออกจากแทง แมเ หลก็ เขา หาขดลวด ขดลวดจงึ สรา งกระแสเหนย่ี วนาํ เพอ่ื ท่ี จะสรางสนามแมเ หล็กทม่ี ที ิศตรงขา มกบั ทศิ ของการเปล่ยี นแปลงสนามแมเ หลก็ นนั่ คอื ทิศจาก แทง ออกจากขดลวดเขา หาแทง แมเ หลก็ จงึ ไดท ศิ ของกระแสไฟฟา เหนยี่ วนาํ วนทวนเขม็ นาฬก า 3.2 การเกิดคล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา ในหัวขอ ท่ีแลว เราไดท ราบแลว วา การเปลยี่ นแปลงของสนามไฟฟา ทาํ ใหเ กดิ สนามแมเหลก็ และการเปลี่ยนแปลงของสนาม แมเหล็ก ทาํ ใหเ กิดสนามไฟฟา จากความรเู หลา นีน้ ําไปสกู ารเสนอ ทฤษฎีการเกิดคลนื่ แมเ หล็กไฟฟา โดย เจมส คลารก แมกซเวลล (James Clerk Maxwell) ในป ค.ศ. 1864 และสมบูรณมากข้นึ ในตําราเรยี นท่ีเขาทาํ ขึน้ ในป ค.ศ. 1887 ความรนู ึ้ยังบอกกับเราอีกวา คลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟา จะมีอตั ราเร็วในสุญญากาศคงทปี่ ระมาณ ซ่ึงคงท่เี สมอไมว า ผวู ัดจะเคลื่อนที่แบบใดก็ตาม หลงั จากนน้ั ในป ค.ศ. 1887 ไฮนร ชิ รดู อลฟ เฮรติ ซ (Heinrich Rudolf Hertz) สามารถสรา งและตรวจวดั คลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟา ไดเ ปน ครงั้ แรก โดยการตอ วงจรอนกุ รมระหวา งขดลวดเหนย่ี วนาํ และตวั เกบ็ ประจุ ทาํ ใหเ กดิ ไฟฟา กระแสสลบั ในวงจร และการเปลย่ี น กลบั ไปกลบั มาของกระแสไฟฟา วงจร กค็ อื การทป่ี ระจไุ ฟฟา เคลอ่ื นทกี่ ลบั ไปกลบั มาในวงจร ทาํ ใหส นามไฟฟา รอบประจไุ ฟฟา เกดิ การ 62 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เปลย่ี นแปลง สง ผลใหม เี ปลยี่ นแปลงของสนามแมเ หลก็ รอบๆ ประจไุ ฟฟา ดว ยนน่ั เอง และการเปลยี่ นแปลงดงั กลา วถกู แผอ อกไปเปน คล่ืนโดยรอบ ซึง่ คลืน่ ดงั กลา วประกอบดว ยสนามแมเ หล็กและสนามไฟฟา เรยี กวา คล่นื แมเหล็กไฟฟา (electromagnetic wave) สนามไฟฟา กบั สนามแมเหลก็ จะตั้งฉากซ่งึ กนั และกัน และตั้งฉากกับทิศการเคลอ่ื นทข่ี องคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟา ซ่ึงเปนไปตาม กฎมือขวา โดยนิ้วโปงมือขวาแทนทิศการเคลื่อนท่ีของคลื่น นิ้วช้ีมือขวาแทนทิศของสนามไฟฟา และน้ิวกลางมือขวาแทนทิศของ สนามแมเหล็ก 3.3 สเปกตรัมของคลืน่ แมเ หล็กไฟฟา สเปกตรมั ของคล่นื แมเ หล็กไฟฟา (electromagnetic spectrum) คือ ชว งความถ่ีตา งๆ ของคลน่ื แมเหลก็ ไฟฟา คลนื่ วทิ ยุ (radio waves) ชว งความถี่ : นอยกวา 3 GHz (3 x 109 Hz) ชวงความยาวคลนื่ : มากกวา 10 cm (10-1 m) ผคู น พบ : ไฮนร ชิ รดู อลฟ เฮริตซ (Heinrich Rudolf Hertz) ชาวเยอรมนั ปท ค่ี น พบ : ค.ศ. 1887 เราใชค ลนื่ วทิ ยุในการ รบั -สง สัญญาณวิทยุและโทรทัศน แบงเปน ชว งความถ่ตี างๆ ดังนี้ ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 63

ไมโครเวฟ (microwave) ชวงความถี่ : 3 GHz – 3 THz (3 x 109 HZ - 3 x 1012 Hz) ชวงความยาวคล่ืน : 0.1 mm – 10 cm (10-4 m - 10-1 m) ผูคน พบ : ไฮนริช รดู อลฟ เฮริตซ (Heinrich Rudolf Hertz) ชาวเยอรมนั ปท ค่ี น พบ : ค.ศ. 1888 เราใชค ลน่ื ไมโครเวฟในโทรศัพทเ คล่อื นที่ รบั -สง สญั ญาณดาวเทยี ม ใชในเรดาร (radar) สําหรบั ตรวจจับวตั ถตุ า งๆ และยัง ใชในการทําใหโ มเลกุลของน้ําเดอื ด ซึง่ เปน หลกั การของตไู มโครเวฟ รังสอี ินฟราเรด (infrared หรือ IR) ชวงความถ่ี : 3 THz – 430 THz (3 x 1012 HZ - 4.3 x 1014 Hz) ชวงความยาวคล่นื : 698 nm – 0.1 mm (6.98 x 10-7 m - 10-4 m) ผูคน พบ : วลิ เลียม เฮอรเชล (William Herschel) ชาวเยอรมันและอังกฤษ ปท ีค่ นพบ : ค.ศ. 1800 คาํ วา infra- หมายถงึ ตํา่ กวา ดังน้ัน infrared จึงหมายความวา สเปกตรัมของคล่นื แมเหล็กไฟฟา ท่มี ีความถ่ีตาํ่ กวา แสงสี แดง ซ่งึ วตั ถุท่มี คี วามรอนจะแผรงั สอี ินฟราเรดออกมา เชน รางกายของเรา เปนตน เราจึงนาํ ความรูน ี้ไปใชใ นการออกแบบกลองท่ี มองในเวลากลางคืน แสง (light) ชวงความถ่ี : 400 THz – 789 THz (4 x 1010 HZ - 7.89 x 1014 Hz) ชว งความยาวคลื่น : 380 nm – 750 nm (3.8 x 10-7 m - 7.5 x 10-7 m) เราสามารถแบงชว งแสงสีตางๆ ตามความยาวคล่นื และความถใี่ นสญุ ญากาศ ไดด ังน้ี สี มว ง นํ้าเงิน เขียว เหลอื ง สม แดง ความยาวคล่นื (nm) 380-450 450-500 500-570 570-590 590-610 610-760 668-606 606-526 526-508 508-484 484-400 ความถี่ (THz) 789-668 แสงสขี าวน้นั เกดิ จากการรวมกันของแสงในทกุ ๆ สีดวยอัตราสวนทเี่ หมาะสม รังสีอัลตราไวโอเลต (ultraviolet rays หรือ UV) ชวงความถี่ : 750 THz – 30 PHz (7.50 x 1014 Hz - 3 x 1016 Hz) ชวงความยาวคล่ืน : 10 nm – 400 nm (10-8 m - 4 x 10-7 m) ผูคน พบ : โจฮันน วลิ เฮรม รติ เทอร (Johann Wilhelm Ritter) ชาวเยอรมัน ปท่คี น พบ : ค.ศ. 1801 คาํ วา ultra- หมายถงึ เหนอื กวา หรอื มากกวา ดงั นน้ั ultraviolet จงึ หมายความวา สเปกตรมั ของคลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟา ทม่ี คี วามถี่ มากกวาแสงสีมว ง รังสอี ัลตราไวโอเลตน้ันชวยในการสรา งวติ ามิน D ซงึ่ ชวยในการดูดซึมแคลเซียม ชว ยในการตรวจสอบการปลอม แปลงเอกสาร ชว ยในการฆา เชอ้ื โรคบางชนดิ ชว ยในการตรวจหาสารบางชนดิ ทม่ี องไมเ หน็ ดว ยตาเปลา เชน คราบอสจุ ิ เลอื ด ปส สาวะ เปนตน แตก ารไดร ับรังสีอลั ตราไวโอเลตมากเกินไปอาจกอ ใหเ กดิ มะเร็งในผิวหนงั และดีเอน็ เออาจถกู ทําลายได รงั สีเอกซ (x-rays) ชวงความถี่ : 30 PHz – 30 EHz (3 x 1016 Hz - 3 x 1019 Hz) ชวงความยาวคล่ืน : 0.01 nm – 10 nm (10-11 m - 10-8 m) ผูคนพบ : วิลเฮลม คอนราด เรินตเกน (Wilhelm Conrad Rontgen) ชาวเยอรมนั ปทีค่ น พบ : ค.ศ. 1895 64 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

รังสเี อกซ เปนคลืน่ แมเ หล็กไฟฟา ที่เกิดจากกระบวนการภายในอะตอม รังสีเอกซถ กู นาํ มาใชประโยชนอ ยางเชน ชว ยในการ วนิ ิจฉัยโรค ใชเ พื่อศกึ ษาการทาํ งานภายในรา งกาย ใชเ พ่ือศกึ ษาโครงสรา งของโมเลกุล เปน ตน รงั สแี กมมา (gamma rays) ชว งความถี่ : มากกวา 10 EHz (1019 HZ) ชวงความยาวคลน่ื : นอ ยกวา 0.03 nm (3 x 10-11 m) ผคู น พบ : ปอล วยี าร (Paul Villard) ชาวฝร่ังเศส ปท ่คี น พบ : ค.ศ. 1900 รังสแี กมมา เปน คลน่ื แมเหล็กไฟฟา ท่ีเกิดจากกระบวนการภายในนิวเคลียส รังสีแกมมาถูกนาํ มาใชป ระโยชนอ ยา ง เชน ชว ย ในการวินิจฉัยโรค ชวยในการศึกษาการทํางานของสารเคมีภายในรางกาย ชวยในการรักษาโรคมะเร็ง ชวยในการปรับปรุงพันธุพืช เปน ตน นอ งๆ สามารถศึกษาเพิม่ เติมไดท ่ี Tag : สอนศาสตร, ฟส ิกส, คล่นื , คลืน่ กล, คลืน่ เสียง, เสียง, คลื่นแมเหล็กไฟฟา , ปรากฏการณค ล่ืน • 10 : คล่นื กล 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-1 • 11 : คลื่นกล 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-2 • เสียง ตอนท่ี 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-3 • เสียง ตอนที่ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-4 • เสียง ตอนท่ี 3 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-5 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 65

• ฟสิกส ม.ปลาย เร่อื ง คล่นื ปรากฏการณคลื่น ตอนท่ี 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-6 • ฟส ิกส ม.ปลาย เร่อื ง คลืน่ ปรากฏการณคลน่ื ตอนที่ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-7 • ฟส กิ ส ม.5 เรื่อง คล่ืน http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-8 • แมเหลก็ ไฟฟาและคล่ืนแมเ หล็กไฟฟา ตอนที่ 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-9 • แมเ หล็กไฟฟาและคลืน่ แมเหลก็ ไฟฟา ตอนท่ี 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch4-10 บนั ทึกชว ยจํา 66 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่ี 5 กัมมันตภาพรังสี และพลังงานนิวเคลยี ร 1. การคน พบกัมมนั ตภาพรังสี ในป ค.ศ. 1896 อองตวน อองรี แบก็ เกอเรล (Antoine Henri Becquerel) ดวยความบังเอญิ เขาไดวางกอนแรย ูเรเนียม ไวใกลๆ แผนฟลมถายภาพที่ถูกเก็บไวอยางมิดชิด และดวยความชางสังเกต เขาเห็นภาพเงาสีดําบนฟลมถายภาพนั้นดวยความ รอบคอบเขาไดล องนําวสั ดตุ างๆ มากัน้ ระหวา งฟล ม ถา ยภาพกับกอ นแรย เู รเนยี ม ปรากฏวา ยังคงเหน็ เงาสดี าํ บนฟลมถา ยภาพ ท่มี า : http://en.wikipedia.org/wiki/Henri_Becquerel ในป ค.ศ. 1989 ปแ อร ครู ี (Pierre Curie) และ มารี ครู ี (Marie Curie) ไดแ ยกธาตุทีส่ ามารถแผรงั สไี ดอ อกจากกอ นแร เรยี กธาตุนี้วา ธาตกุ ัมมันตภาพรังสี (radioactive element) หรอื สารกมั มันตภาพรงั สี (radioactive substance) สารเหลานี้เกิด จากการสลายตัวของนิวเคลยี สของอะตอมท่ไี มเ สถยี ร เราเรียกการสลายตัวนีว้ า กมั มันตภาพรงั สี (radioactivity) ดวยวธิ ีการแยก ธาตดุ งั กลา วนาํ ไปสูการคบพบธาตใุ หม ไดแก ธาตุพอโลเนียม (Polonium) และตามดว ยธาตเุ รเดยี ม (Radium) ท่มี า : http://scienceblogs.com/startswithabang/2010/03/17/why-is-helium-so-scarce/ ขอตกลงเชงิ สญั ลักษณ หรอื หรือ เพื่อสะดวกในการกลาวถงึ ธาตตุ างๆ เราจะใชส ัญลักษณข องธาตุดงั นี้ เม่ือ X คอื สญั ลักษณข องธาตุ นิยมใชแ บบน้ี Z คือ เลขอะตอม บอกถึงจาํ นวนโปรตอน N คือ จํานวนนวิ ตรอน A คอื เลขมวล บอกถงึ ผลรวมของจํานวนโปรตอนกบั จาํ นวนนิวตรอน (A = Z + N) ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 67

2. ไอโซโทป เลขอะตอมหรอื จาํ นวนโปรตอนเปน สง่ิ ทบี่ อกถงึ ชนดิ ของธาตุ นนั่ คอื ธาตชุ นดิ เดยี วกนั จะตอ งมจี าํ นวนโปรตอนเทา กนั จงึ เปน ไปไดที่จะมธี าตุชนิดเดียวกนั (จํานวนโปรตอนเทากนั ) แตมีเลขมวลหรอื จาํ นวนนิวตรอนภายในนวิ เคลียสไมเทากัน การทธ่ี าตเุ ดียวกนั มีจํานวนโปรตอนเทากัน แตมีจํานวนนิวตรอนหรือเลขมวลไมเทากัน เราเรียกวา ไอโซโทป (isotope) เชน คารบอน-11 ( ) คารบ อน-12 ( ) คารบอน-13 ( ) และ คารบอน-14 ( ) หรอื ไฮโดรเจน (hydrogen : ) ดวิ ทเี รียม (deuterium : ) ทรเิ ทยี ม (tritium : ) ควอดเรยี ม (quadrium : ) เปนตน ทมี่ า :http://en.wikipedia.org/wiki/Isotope 3. กมั มันตภาพรงั สี ทมี่ า : http://www.artinaid.com/2013/04/carbon-3/ ทมี่ า c: ohmttp/2:/0/a1n0o_t1h1e_r0b1ri_cakrincwhiavlel..bhltomglspot. ในกรณที ีน่ ิวเคลยี สของธาตุนั้นไมเสถยี ร ธาตนุ ัน้ จะเกิด การสลายตวั เองเปล่ียนเปนธาตอุ ่นื หรือเกิดกัมมนั ตภาพรังสี ซงึ่ นิวเคลียสที่ไมเสถียรมกั เกิดจากภายในนิวเคลยี สมจี าํ นวนนวิ ตรอน ไมเหมาะสมกบั จํานวนโปรตอน เราเรียกไอโซโทปของธาตทุ เี่ กิด กัมมันตภาพรงั สวี า ไอโซโทปกัมมนั ตรังสี (radioactive isotope) ในชวงแรกทมี่ กี ารศึกษาสารกมั มันตรงั สนี ั้น นกั วิทยาศาสตร ยังไมแนใ จนกั วา รงั สเี หลานั้นคืออะไร ความสงสัยเหลานี้นาํ ไปสกู าร ศึกษาสมบตั ิทางฟสิกสข องพวกมนั ในป ค.ศ. 1899-1900 เออรเนสต รทั เทอรฟ อรด (Ernest Rutherford) และ ปอล วียาร (Paul Villard) ไดจ ําแนกอนุภาคและ รังสที ี่ไดจากการเกิดกมั มนั ตภาพรังสี ตามลักษณะการเบย่ี งเบนของ อนุภาคและรงั สใี นสนามแมเ หล็ก ซงึ่ บอกถึงประจขุ องอนภุ าคและ รังสนี ้นั โดยแบง ออกเปน 3 ชนดิ คือ อนภุ าคแอลฟา (alpha particle : ) อนภุ าคบีตา (beta particle : ) และรังสแี กมมา (gamma ray : ) 68 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

จากการศกึ ษาการสลายใหอ นุภาครงั สที ้งั สามนัน้ จะเปน ไปตามกฎ 2 ขอ คอื 1. กฎการอนรุ กั ษจ าํ นวนโปรตอนและนวิ ตรอน คือ จาํ นวนรวมของโปรตอนและนวิ ตรอนกอ นสลาย จะตอ งเทา กับ จํานวน รวมของโปรตอนและนวิ ตรอนหลงั สลาย 2. กฎการอนุรกั ษประจุ คือ ผลรวมของประจกุ อ นสลาย จะตองเทากบั ผลรวมของประจหุ ลังสลาย ปญ หาทา ใหค ิด! ยกที่ 27 : นิวเคลียสของเรเดยี ม-226 ( ) สลายตัวใหอ นภุ าคแอลฟา ( ) 1 ตัวและธาตใุ หมอ กี 1 ตวั จงหาเลขอะตอมและเลขมวลของนิวเคลียสใหมต วั น้?ี เขียนสมการการสลายตวั หาเลขอะตอม จากกฎการอนรุ กั ษป ระจุ จะได 88 = 2 + Z Z = 88 – 2 = 86 หาเลขมวล จากกฎการอนุรกั ษจาํ นวนโปรตอนและนิวตรอน จะได 226 = 4 + A A = 226 – 4 = 222 ดงั นน้ั ธาตใุ หมจ ะมเี ลขอะตอม Z = 86 และ เลขมวล A = 222 นนั่ ธาตุ เรดอน-222 (Radon-222) ซงึ่ มสี ญั ลกั ษณเ ปน 3.1 การสลายใหอ นภุ าคแอลฟา อนภุ าคแอลฟา คอื นิวเคลยี สของฮีเลียม ( ) ใชสัญลักษณเปน ประกอบดวยโปรตรอน 2 โปรตอน และ นิวตรอน 2 นวิ ตรอน ดังน้ันอนภุ าคแอลฟาจึงมีประจเุ ปนประจุบวก และมขี นาดประจุเปน 2 เทา ของประจอุ เิ ล็กตรอน โดยทว่ั ไปการสลายตัวให อนุภาคแอลฟาจะเร่ิมจากนิวเคลียสตนกําเนิด แลวเปลี่ยนไปเปนนิวเคลียสใหมและปลอยอนุภาคแอลฟาออกมา เขียนเปนสมการ ไดวา เมอื่ X คือ นวิ เคลยี สตน กาํ เนดิ (parent nucleus) Y คือ นิวเคลยี สใหม (daughter nucleus) He คอื อนภุ าคแอลฟา ท่ีมา : http://www.scienceminusdetails.com/2011/03/ ที่มา: http://outreach.atnf.csiro.au/education/senior/ where-did-helium-come-from-or-jupiter.html cosmicengine/sun_nuclear.html เชน การสลายตวั ของยูเรเนยี ม -238 เปน ทอเรียม -234 ซ่ึงเขยี นสมการไดเปน ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 69

เนื่องจากอนุภาคแอลฟามีประจมุ ากกวาอนุภาคอกี 2 ชนิด ทาํ ใหอนภุ าคแอลฟาแตกตัวเปนไอออนไดด ีกวา จึงเสียพลังงาน อยางรวดเรว็ เมอื่ ผานตวั กลาง ดังนน้ั อนุภาคแอลฟาจงึ มีอาํ นาจการทะลผุ านนอยที่สดุ คอื ผา นอากาศไดป ระมาณ 3 – 5 cm และเรา สามารถใชก ระดาษบางๆ ในการก้นั อนุภาคแอลฟาได 3.2 การสลายใหอนภุ าคบีตา โดยทั่วไปอนภุ าคบตี า หมายถงึ อเิ ล็กตรอน ( ) ซ่ึงเกดิ จากนวิ ตรอน phpท?iม่ี mาg:=0h1tt0pj7p:/0g/w1&_wim6w8a.zgwzeizk_ziip1d7r=e71m075e70d0_.5cB0oemta/idmeacgaey._68. เปล่ียนไปเปนโปรตอนตามกฎการอนุรักษประจุ จะเกิดในนิวเคลียสที่ไมเ สถยี ร เพราะมีจํานวนนิวตรอนมากเกินไปเมอื่ เทียบกับจาํ นวนโปรตอน ใชส ัญลักษณ เปน หรอื - อนภุ าคบีตา อาจหมายถงึ โพซติ รอน ( ) ซ่งึ เกิดจากโปรตอนเปลีย่ น เปนนวิ ตรอนตามกฎการอนรุ ักษประจุ จะเกิดในนวิ เคลยี สทไ่ี มเสถียร เพราะมี จํานวนโปรตอนมากเกินไปเมอื่ เทียบกับจํานวนนิวตรอน ใชสัญลักษณเ ปน + การสลายตัวใหอนุภาคบีตาเขียนเปน สมการไดวา ทม่ี า : http://www.hpwt.de/Kern2e.htm เมอ่ื X คอื นวิ เคลียสตน กําเนดิ (parent nucleus) Y คือ นวิ เคลียสใหม (daughter nucleus) e คือ อนภุ าคบีตา เชน การสลายตวั ของคารบอน-14 เปน ไนโตรเจน-14 ซง่ึ เขียนสมการไดเปน ทีม่ า : http:/n/uwcwlewa.rh_kp-hpyh0y2.o_reg.h/etmnelrgy/power/ อนุภาคบตี ามอี าํ นาจการทะลผุ านดกี วา อนุภาคแอลฟา แตไ มดีเทา รังสแี กมมา สามารถผา นอากาศไดประมาณ 1 – 3 m สามารถทะลุผา นมือหรอื โลหะบางๆ ได เชน อะลมู ิเนยี มทห่ี นาไมเกนิ 5 mm เปนตน เสริม : มวลของอนุภาคบตี าหายไปไหน? การที่อนุภาคบีตามีเลขมวลเปน 0 น้ันไมใชมันไมมีมวล แตเปนเพราะมวลของอนุภาคบีตานอยกวามวลของโปรตอนและ นวิ ตรอนมากๆ นอ ยจนสามารถตดั ทง้ิ ได เนอ่ื งจากไมส ง ผลตอ การคาํ นวณมากนกั ดงั นนั้ การสลายตวั ใหอ นภุ าคบตี าจงึ ไมส ง ผลใหเ ลข มวลเปลยี่ น 3.3 การสลายใหรงั สแี กมมา รงั สแี กมมา ( ) เปนคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟาทม่ี ีความถ่ีและพลงั งานสงู มีประจุเปนศนู ยห รอื เปนกลางทางไฟฟา และไมม มี วล รังสแี กมมาเกดิ จากการปลอยพลังงานของนิวเคลียสทอี่ ยใู นสถานะถูกกระตุนเพ่อื กลับมายังสถานะพื้น ใชสญั ลักษณเ ปน และการ สลายตัวใหร งั สแี กมมาสามารถเขียนเปน สมการไดว า 70 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เมื่อ X* คือ นวิ เคลยี สท่ีอยใู นสถานะถกู กระตนุ X คือ นิวเคลยี สท่ีอยใู นสถานะพนื้ คอื รังสแี กมมา เชน การสลายตัวของธาตุโบรอน เพื่อใหอ นภุ าคบีตาและ ธาตุคารบ อนที่มนี ิวเคลยี สอยูใ นสถานะถกู กระตนุ ทาํ ใหธาตุคารบ อนปลอย รังสแี กมมาออกมา เพ่อื ธาตคุ ารบ อนจะไดมนี ิวเคลยี สอยใู นสถานะพน้ื ท่ีมา d: ehcRttapard:l/oi/o/wSawucrwtfiva2ict.iyegLPneoaswtsiuoesrn/.e.Phdatmug/efasc/ ulty/ รังสแี กมมามอี ํานาจการทะลุผานดีที่สดุ คือ ดกี วาอนภุ าคบตี าและอนภุ าคแอลฟา สามารถทะลุผานเน้อื เยื่อ โลหะบาง หรือ คอนกรีตบางได แตสามารถถกู กน้ั ไดด ว ยคอนกรตี หนาหรือแผนตะกัว่ หนา ที่มา : http://sciencecity.oupcอhาํ inนaา.จcกomาร.ทhkะ/ลnุผpาaนwข/sอtงuรdังeสntตี /gา งloๆssary/penetrating_power.htm 4. ครึ่งชวี ิต จากการศึกษาการสลายตัว พบวา ความดัน อณุ หภูมิ และการเปลี่ยนแปลง ทางเคมี ไมมผี ลตอ การสลายตวั นอกจากนยี้ งั ไมสามารถทาํ นายหรือบอกไดอยางแมน ยาํ วา นิวเคลยี สใดจะสลายตัวเปนตัวตอไป หรอื อาจบอกไดวานิวเคลียสแตล ะตัวมี โอกาสในการสลายตัวเทา ๆ กัน การสลายตวั ของไอโซโทปกัมมันตรังสเี ดยี วกนั จะมี อัตราการสลายเทากัน และธาตตุ า งชนดิ กนั จะมอี ัตราการสลายตวั ที่ตา งกนั การสลายตวั ของไอโซโทปกัมมันตรงั สี ทําใหเมอื่ เวลาผานไปปรมิ าณของ ไอโซโทปกัมมนั ตรังสจี ะลดลงเร่อื ยๆ โดยชวงเวลาทป่ี รมิ าณของไอโซโทปกมั มนั ตรังสี ลดลงเหลือครง่ึ หนึง่ จากปรมิ าณเดมิ เรียกวา ครง่ึ ชีวิต (half-life) แทนดว ย สญั ลักษณ T1/2 เนอื่ งจากสลายตวั ของนวิ เคลยี สแตล ะตวั มโี อกาสในการสลายตวั เทา ๆ กนั มนั ไมต า งอะไรกบั การเลน ทอยลกู เตา เราอาจศกึ ษา เกย่ี วกบั คาครึ่งชวี ิตไดจ าก ตวั อยางงายๆ เชน เรามลี ูกเตาอยทู ง้ั หมด 50 ลกู เราจะทอยลูกเตา ท้งั 50 ลูกพรอ มๆ กนั หลังจากนัน้ เรา จะหยบิ ลูกเตาทม่ี ีแตม 1 ออกไป และนาํ ทเ่ี หลอื มาทอยใหม แลวเรากอหยบิ ลูกเตาทีม่ ีแตม 1 ออกไปอกี ทาํ ซาํ้ ไปเรือ่ ยๆ จนหมด ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 71

เนอ่ื งจากความนา จะเปน ในการทอยลกู เตา แลว มแี ตม เปน หนง่ึ นนั้ คอื บอกเราวา ในการทอยทกุ ครง้ั เราควรจะหยบิ ลกู เตา ออกไป ของจํานวนลกู เตา ท่ีถกู ทอย นัน่ คือ จะตองเหลอื ลกู เตา ของจาํ นวนลกู เตาท่ีถกู ทอย ดงั นัน้ ควรมีขอมลู ในการทอยดัง ตาราง จาํ นวนคร้งั ทที่ อย จาํ นวนลกู เตา ท่ี เราสามารถนําขอมูลจากตารางทางซายมือมาวาดกราฟ โดยให เหลือ (ลูก) แกนต้งั เปนจํานวนลกู เตา ทเี่ หลอื และแกนนอนเปนคร้งั ท่ที อยลูกเตา ดังนี้ เรม่ิ ตน 1 50 จากกราฟเหน็ ไดว า ในลูกเตา จะลดลงเหลือคร่ึงหนง่ึ จากเรมิ่ ตนหรอื 2 42 เหลือ 25 ลูกเมื่อทอยไดป ระมาณ 3.8 ครง้ั ดังน้นั คา คร่ึงชีวติ จึง ประมาณ 3 35 3.8 ครั้งน่ันเอง 4 29 5 24 เสรมิ : คดิ เลขหาคาครึ่งชวี ิต 6 20 จากตัวอยางการทอยลูกเตา เราสามารถคํานวณจํานวนลูกเตา 7 17 ทเี่ หลือในการทอยแตครง้ั ไดจ ากสมการ N = N0Pn 8 14 เม่อื N คอื จาํ นวนลกู เตา ที่เหลอื 9 12 N0 คอื จํานวนลูกเตา เริ่มตน 10 10 11 8 12 7 13 6 14 5 15 4 16 3 17 3 18 2 19 2 20 2 21 1 22 1 23 1 24 1 25 1 26 1 0 72 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

จากตัวอยา งการทอยลูกเตา มีจํานวนเรม่ิ ตน N = 50 ลกู มคี วามนา จะเปน ท่ลี กู เตา จะเหลือ ถาเราทอยลูกเตา n = 4 ครัง้ ลูก จะเหลือลูกเตาเปน ลกู หรอื ถาเปล่ียนเปนใชค า ครงึ่ ชีวิต คือ n = 3.8 ครัง้ จะเหลอื ลกู เตาเปน ซงึ่ ก็คือเหลือคร่ึงหนึ่งจากตอนเรม่ิ ตน น่นั เอง ปญหาทาใหค ดิ ! ยกท่ี 28 : ในการทอยลกู เตา จํานวนหลายๆ ลกู โดยเลือกเก็บไวแตล กู เตา ที่ทอยไดแตม คี่ จะตอ งทอย ลกู เตาก่คี ร้ังจึงจะเหลือลูกเตา 1 ใน 8 ของจํานวนเริ่มตน วเิ คราะหข อ มูล สมมติใหเร่มิ ตน มลี ูกเตาอยู N0 ลกู สดุ ทายลูกเตา เหลือ 1 ใน 8 ของจาํ นวนเรม่ิ ตน คือ แตม ในลูกเตา มี 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 การเลือกเกบ็ แตแ ตม คี่ คอื เกบ็ 1, 3 และ 5 คือไว 3 แบบจาก 6 แบบ ดงั นน้ั ความนา จะเปน ที่จะเกบ็ ลกู เตา ในการทอยแตล ะคร้ัง คือ คํานวณหาจํานวนคร้งั ท่ที อยลกู เตา จากสมการ จะได ดงั น้ัน การทอยใหลูกเตา ใหเหลือ 1 ใน 8 จะตอ งทอยประมาณ 3 ครง้ั ปญหาทาใหค ดิ ! ยกที่ 29 : ในการตรวจสอบซากส่งิ มชี ีวิต สามารถคาํ นวณอายุไดจ ากการวัดปรมิ าณคารบ อน-14 ใน ซากสิ่งมชี ีวิตนัน้ เพราะวา ในขณะทสี่ งิ่ มีชวี ิตยงั คงมชี วี ิตอยู กระบวนการหายใจหรือการสงั เคราะหแ สงจะทําใหป ริมาณคารบ อน-14 ในส่ิงมีชีวิตเทากับปริมาณคารบอน-14 ในบรรยากาศ แตในการวัดคร้ังนี้ปรากฏวาคารบอน-14 ลดลงเหลือแค 25% เม่ือเทียบกับ ปรมิ าณคารบ อน-14 ในบรรยากาศ ซากสง่ิ มีชวี ติ นีน้ า จะตายมาแลวประมาณกี่ป เมอื่ คา ครงึ่ ชวี ติ ของ คารบอน-14 เทา กบั 5,730 ป คํานวณหาเวลาทส่ี ตั วดังกลา วตาย จากคาครึง่ ชีวิตของ คารบอน-14 เทา กบั 5,730 ป แสดงวา เมือ่ เวลาผานไป 5,730 ป ปรมิ าณคารบอน-14 จะลดลงเหลอื ครงึ่ หน่ึง คอื เหลอื 50% เมือ่ เวลาผานไป 2 เทา คือ (5,730)(2) = 11,460 ป ปรมิ าณคารบอน-14 จะลดลงไปอีกครงึ่ หน่งึ คือ เหลอื 25% ดังน้นั ซากสิง่ มีชีวติ นนี้ า จะตายมาแลว ประมาณ 11,460 ป ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 73

5. ปฏิกริ ยิ านิวเคลยี ร ปฏกิ ิริยานวิ เคลยี ร (nuclear reaction) คอื ปฏิกริ ิยาที่ทําใหเ กิดการเปลยี่ นแปลงกบั นวิ เคลยี สของอะตอม ดังน้นั ปฏิกิรยิ า นิวเคลียรจึงสามารถทําใหนิวเคลียสของธาตุตั้งตนเปลี่ยนชนิดได และการเปลี่ยนแปลงนี้ยังทําใหมวลรวมอะตอมของธาตุกอนและ หลังเกิดปฏิกิริยานิวเคลียรมีการเปล่ียนแปลง ซ่ึงมวลรวมของธาตุหลังปฏิกิริยานิวเคลียรจะมีขนาดลดลง โดยมวลสวนที่หายไปจะ กลายไปเปน พลังงาน ตามสมการความสมมูลของมวลและพลังงาน (mass-energy equivalence) ซ่ึงอยใู นทฤษฎสี มั พัทธภาพ พิเศษ (theory of special relativity) ของอัลเบิรต ไอนสไตน (Albert Einstein) ซึ่งเขาไดตีพิมพมันในป ค.ศ. 1905 ดังน้ี เมอื่ E คอื พลงั งานทไ่ี ดจ ากมวลทห่ี ายไปหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลยี ร หรอื อาจเรยี กวา พลงั งานยดึ เหนย่ี ว (binding energy) m คอื มวลท่เี ปลยี่ นไปในปฏิกิรยิ านิวเคลยี ร หรือ ผลตางของมวลรวมกอ นและหลังเกิดปฏกิ ริ ิยานวิ เคลียร C คอื อตั ราเร็วของแสงในสญุ ญากาศ มคี าประมาณ 3 x 108 m/s พลังงานที่ไดจากปฏิกริ ิยานวิ เคลียรน้ัน ไดจ าก พลังงานยดึ เหนี่ยว พลังงานจากอนุภาค และพลังงานจากรงั สตี า งๆ ทีถ่ ูก ปลอยออกมาจากปฏิกิรยิ านวิ เคลียร เรยี กรวมวา พลงั งานนิวเคลยี ร ซึง่ ปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลยี รน้นั แบง ออกเปน 2 ประเภท คือ นวิ เคลยี ร ฟช ชนั และ นิวเคลยี รฟว ชน่ั 5.1 นิวเคลยี รฟช ชัน นิวเคลยี รฟ ชชนั (nuclear fission) เปนปฏกิ ิริยาทน่ี วิ เคลยี สของธาตใุ หญแตกตวั ออกเปน 2 นวิ เคลยี ส ทําใหเ กิดอะตอม ของธาตุท่ีเล็กกวา เชน เมื่อ n คือ นิวตรอน U คือ ยูเรเนียม Ba คือ แบเรยี ม Kr คือ ครปิ ทอน ที่มาpr:inhcttipps:l2/e/4s2--0no1uf-2cgbleeoanorek-rcsah.ll-aecrmhdeibsmutrciysk.thertytm.-ovlr1g./0bmo/oks/ 74 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ปฎิกิริยาดังกลาวน้ันมีมวลรวมกอนเกิดปฏิกิริยาประมาณ และมีมวลรวมหลังเกิดปฏิกิริยาประมาณ น่นั คอื มีมวลรวมลดลง ซึ่งมวลทห่ี าย ไปจะกลายไปเปนพลังงาน สามารถคาํ นวณพลงั งานไดจ ากสมการ แมวาพลงั งานท่ไี ดจ ากการเกดิ ปฏกิ ริ ิยานิวเคลยี ร 1 ครง้ั จะมีคานอ ยมาก แตวาปฏกิ ิริยานี้จะเกดิ ขึน้ แบบลูกโซอยางตอเนอ่ื ง เพราะวา ในปฏกิ ริ ยิ านจ้ี ะไดน วิ ตรอนออกมา 3 ตวั และนวิ ตรอนเหลา นจ้ี ะไปชนนวิ เคลยี สของยเู รเนยี มอน่ื ๆ ตอ ไปเรอ่ื ยๆ ซง่ึ จะมจี าํ นวน ปฏกิ ิริยาเกิดขึ้นอยางมากมายจนทําใหเกดิ พลงั งานท่ีสงู มากๆ ดวยหลักการเดยี วกันนใ้ี นอดีตนวิ เคลยี รฟชชันถกู นาํ ไปใชในการสรา ง ระเบิดปรมาณู ในสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ทีม่ า : http://www.atomicarchive.com/Fission/Fission7.shtml 5.2 นวิ เคลียรฟ วช่ัน นวิ เคลยี รฟวชัน่ (nuclear fusion) เปน ปฏกิ ิริยาท่นี วิ เคลยี สของธาตุเบา รวมตัวกันกลายเปนธาตหุ นัก เชน เมือ่ คือ ดิวทเี รยี ม คอื ทรเิ ทยี ม คอื ฮเี ลยี ม-5 ทีม่ าpr:inhcttipps:l2/e/4s2--0no1uf-2cgbleeoanorek-rcsah.ll-aecrmhdeibsmutrciysk.thertytm.-ovlr1g./0bmo/oks/ คอื ฮีเลียม-4 คอื นิวตรอน และมีมวลรวมหลังเกิดปฏิกิริยาประมาณ ปฎิกิริยาดังกลาวนั้นมีมวลรวมกอนเกิดปฏิกิริยาประมาณ ซงึ่ มวล นนั่ คอื มีมวลรวมลดลง ทีห่ ายไปจะกลายไปเปนพลังงาน สามารถคํานวณพลงั งานไดจากสมการ ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 75

เหน็ ไดวาพลังงานจากปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลยี รฟว ช่นั ใน 1 ปฏกิ ิริยา จะใหพลงั งานนอ ยกวา พลงั งานทไี่ ดจ ากปฏิกิรยิ านวิ เคลียร ฟช ชนั แตเม่อื พิจารณาพลังงานตอมวลต้ังตน คอื พลังงานตอมวลของนวิ เคลยี รฟช ชนั พลงั งานตอมวลของนวิ เคลยี รฟ ว ชั่น เหน็ ไดวาพลังงานตอมวลต้งั ตนของนิวเคลยี รฟว ชั่นมากกวา ของนิวเคลยี รฟ ชชันประมาณ 4 เทา ดงั นั้นนวิ เคลียรฟว ชน่ั จงึ เปนแหลง พลังงานทนี่ าสนใจอยางมาก 6. การวัดปริมาณกัมมนั ตภาพรังสี 6.1 หนว ยทางรงั สี และ เครื่องวัดกมั มันตภาพรังสี ในการวดั ปรมิ าณกมั มนั ตภาพรงั สนี นั้ สามารถวดั ไดโ ดยการพจิ ารณาจากการเกดิ กมั มนั ตภาพรงั สโี ดยตรง หรอื พจิ ารณาจาก ผลของกมั มนั ตภาพรงั สี ดงั นี้ กัมมนั ตภาพ (activity) คอื การสลายของสารกมั มนั ตรังสีตอ หนวยเวลา รังสที ําใหอ ากาศแตกตวั (exposure) คือ ปริมาณไอออนจากการแตกตวั ของอากาศเมอื่ ไดรบั รงั สี รังสีที่ถูกดูดกลนื (absorbed dose) คือ ปรมิ าณพลงั งานทว่ี ัตถุดดู กลนื ไวเม่อื ไดร ับรังสี รังสสี มมลู (dose equivalent) คอื ผลรวมของปริมาณรงั สดี ดู กลืนในเนอ้ื เยื่อหรืออวยั วะของมนษุ ย ปริมาณ หนว ยเดมิ หนวย SI ความสมั พนั ธร ะหวา ง หนวยเดิม และ หนวย SI กัมมันตภาพ คูรี (Ci) เบคเคอเรล (Bq) รังสีทําใหอ ากาศแตกตัว เรินเกนท (R) คูลอมบต อกิโลกรัม (C/kg) 1 Ci = 3.7 x 1010 Bq แรด (rad) รังสที ีถ่ ูกดูดกลนื เกรย (Gy) 1 R = 2.58 x 10-4 C/kg 100 rad = 1 Gy รงั สีสมมูล เรม (rem) ซเี วิรต (Sv) 100 rem = 1 Sy เนือ่ งจากเราไมสามารถมองเหน็ หรอื สัมผสั กับกัมมนั ตภาพรงั สไี ด coทu่มีntาe:r#hmttpe:d//ieanvi.ewwikeipr/eFdiliea:.Goergig/weri_kic/oGuenigteerr._jpg เราจึงสรา งเครอื่ งมอื วัดกมั มันตภาพรงั สี โดยภายในบรรจุตวั กลางซึ่งสามารถ แตกตวั เปนไอออนได เมือ่ อนภุ าคหรือรังสีท่ีเกดิ จากกัมมนั ตภาพรงั สีตกกระทบ ตวั กลาง ไอออนจะแตกตวั แลว แปลงเปนสัญญาณไฟฟา จึงวดั กมั มันตภาพ รงั สไี ดจากการอา นคา สัญญาณไฟฟา น้ี เชน เครอื่ งวัดกัมมนั ตภาพรงั สีแบบ ไกเกอร-มูลเลอร (Geiger-Muller counter) ซึ่งเปน ทีน่ ยิ มมาก เนื่องจาก สามารถตรวจวดั ไดท ัง้ อนุภาคแอลฟา อนุภาคบตี า และรงั สแี กมมา อกี ทั้ง ยังมีขนาดเครือ่ งทส่ี ามารถพกพาได เปนตน 76 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

6.2 รงั สีกบั มนษุ ย ผลกระทบของรงั สีทม่ี ีตอรา งกายน้ัน จะขน้ึ กบั ปริมาณและระยะเวลาท่ไี ดรับรังสี ดังนี้ ปริมาณรงั สี (มลิ ลซิ เี วริ ต) อาการ 2.2 5 เปนระดบั รังสีปกตใิ นธรรมชาตทิ มี่ นษุ ยแตละคนไดร ับใน 1 ป 50 เกณฑส ูงสดุ ทอี่ นญุ าตใหสาธารณชนไดร ับใน 1 ป 250 500 เกณฑส ูงสดุ ทอี่ นุญาตใหผปู ฏิบัตงิ านทางรงั สไี ดร ับใน 1 ป 1000 ไมปรากฏอาการผดิ ปกติใดๆ ท้ังในระยะสั้นและระยะยาว 3000 เม็ดเลือดขาวลดลงเลก็ นอ ย มีอาการคลน่ื เหียน ออนเพลยี และเม็ดเลือดขาวลดลง 6000 ออนเพลีย อาเจยี น ทอ งเสยี เมด็ เลือดขาวลดลง ผมรวง เบ่อื อาหาร ตัวซดี 10000 คอแหง มไี ข อาจเสยี ชีวติ ภายใน 3-6 สัปดาห ออนเพลยี อาเจยี น ทองรว งภายใน 1-2 ชว่ั โมง เม็ดเลือดลดลงอยางรวดเรว็ ผมรว ง มีไข อกั เสบบรเิ วณปากและลําคออยางรุนแรง มีเลือดออก มโี อกาสเสยี ชีวติ ถึงรอยละ 50 ภายใน 2-6 สัปดาห มีอาการ เหมอื นขางตน ผวิ หนังพองบวม ผมรว ง เสียชวี ิตภายใน 2-3 สัปดาห 7. การประยกุ ตใชพ ลงั งานนิวเคลียรแ ละกมั มนั ตภาพรงั สี ในปจ จบุ ันความเขา ใจเกยี่ วกบั พลงั งานนิวเคลยี รและกัมมันตภาพรงั สีทมี่ ากขน้ึ ทําใหเราใชป ระโยชนจากสิ่งเหลานี้ไดอยา ง มากมาย เชน ดานเกษตรกรรม การฉายรังสีชวยกําจัดแมลง ความคุมการงอกและการสุกของผลิตผลทางการเกษตร ทําลายเชื้อโรค ทาํ ลายพยาธิ และยังชวยในการปรบั ปรงุ พนั ธพชื ใหดขี ึน้ ดา นการแพทย ชวยในการวินจิ ฉัยโรค เชน การสรางภาพดวยโพซติ รอน (positron emission tomography scan : PET scan) ใชในการศึกษาอวัยวะภายใน ชว ยในการรักษาโรค หรือทเี่ รียกวา รงั สรี ักษา (radiotherapy) เปน ตน ท่มี า : http:e//menis.wsioiknip_etodmiao.ogrrga/pwhikyi/Positron_ ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 77

ดานโบราณคดี ชว ยในการหาอายุจากการสลายกัมมันตรงั สี (radioactive dating) ของวตั ถุโบราณ หรอื ซากพชื ซากสัตว (เชน ปญหาทา ใหคดิ ! ยกท่ี 29 หนา 73) ดานอุตสาหกรรม ใชในการพัฒนาปรับปรุงการผลิต เชน ใชเรงการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ใชในการปรับปรุงสีของอัญมณี เปนตน หรือ ใชในการควบคุมการผลิต เชน ใชวัดปริมาณความหนาแนนของของเหลว ใชวัดและควบคุมความหนาของแผนวัสดุ เปน ตน โรงไฟฟานิวเคลียร เปนโรงไฟฟาพลังงานความรอนท่ีไดรับพลังงานความรอนจากเครื่องปฏิกรณนิวเคลียร ซ่ึงทําหนาที่ เปล่ยี นพลังงานนวิ เคลยี รเปน พลงั งานความรอ น และนาํ ความรอ นเพ่ือไปผลติ กระแสไฟฟา เครอ่ื งปฏกิ รณนิวเคลยี รจะประกอบดวย แทง เชอ้ื เพลงิ ยเู รเนยี ม แทง ควบคมุ ซงึ่ ทาํ หนา ทคี่ วบคมุ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าลกู โซ และตวั หนว งอตั ราเรว็ ของนวิ ตรอน (moderator) ทาํ หนาที่ลดอัตราเร็วของนิวตรอน เพ่อื ชวยใหน ิวตรอนสามารถทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั ยูเรเนยี มไดมากข้ึน การออกแบบเครอื่ งปฏกิ รณน วิ เคลยี รน นั้ ตอ งคาํ นงึ ถงึ ความปลอดภยั เปน อยา งมาก ตอ งออกแบบมาเพอ่ื ปอ งกนั การรวั่ ไหล ของกมั มนั ตภาพรังสี และสารกมั มนั ตรังสี โดยทว่ั ไปโครงสรางจะเปนคอนกรตี เสริมเหล็กหนามากกวา 1 เมตร และทีส่ ําคัญ ขนาด ของเตาปฏกิ รณน วิ เคลียรทีม่ ีขนาดใหญ จะมีอัตราสวนระหวา งพนื้ ที่ผิวกบั ปริมาตรนอ ย สง ผลใหก ารรว่ั ไหลของนิวตรอนจะนอ ยกวา เตาปฏกิ รณน ิวเคลียรที่มีขนาดเลก็ นองๆ สามารถศึกษาเพมิ่ เตมิ ไดท่ี Tag : ฟสิกส, พลังงานนวิ เคลียร, กมั มนั ตภาพรงั สี • ความรูข้ันพน้ื ฐานเกย่ี วกบั พลังงานนิวเคลยี ร (Basics of Nuclear Energy) http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-1 • พลงั งานนิวเคลียรเกิดขนึ้ ไดอ ยางไร http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-2 78 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

• ฟสกิ สนิวเคลียร ตอนที่ 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-3 • ฟสกิ สนิวเคลียร ตอนที่ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-4 • ฟสกิ สนิวเคลยี ร ตอนท่ี 3 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-5 • ฟสิกสน วิ เคลียร ตอนที่ 4 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-6 • ฟส ิกสน ิวเคลียร ตอนที่ 5 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-7 • สอื่ ความรดู านวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี นิวเคลียร ตอน ถอดรหสั ...นิวเคลยี ร http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-8 • กมั มันตภาพรังสี http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-9 • ประโยชนของกัมมันตภาพรังสแี ละพลังงานนิวเคลยี ร http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch5-10 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 79

นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพิ่มเตมิ ไดท ี่ Tag : สอนศาสตร, ฟส กิ ส, ตะลุยโจทย, สรุปเน้อื หาฟสิกส • สอนศาสตร ฟสิกส ม. 6 : ตะลยุ โจทยขอสอบ http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch6-1 • spreadsheet excel physics1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch6-2 • physics concept สรปุ เนอื้ หาฟส ิกส http://www.trueplookpanya.com/book/m6/ onet-physics/ch6-3 80 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya