บทท่ี 1 บทนำ 1. ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของปญั หำ เปน็ การเกรน่ิ นาหรืออารมั ภบทแสดงให้เห็นถึงความสาคัญและ ความจาเปน็ ท่ีจะต้องทาศึกษา หรือเหตผุ ลที่สมควรต้องมีการ ศกึ ษาปญั หาพิเศษเร่อื งน้ี โดยพยายามกาหนดปญั หาใหช้ ัดเจนท้ังในด้านการเกิดความรุนแรง การกระจายตัวของปญั หา หรือด้านอ่ืนๆ ใหเ้ ขา้ ถึงขอ้ เท็จจริงของปัญหาอย่างแท้จรงิ ด้วยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง ตรวจสอบสถิติ สอบถามความเหน็ จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง และแสวงหาเหตผุ ลท่ีนา่ เป็นไปได้ จากทฤษฎีและสาขาที่เก่ียวข้อง โดยเขียนโน้มนา้ ว จูงใจให้ผูอ้ ่านคล้อยตามเหน็ ด้วยว่าทาไมต้องทาศึกษาเร่อื งนี้ เช่น ยังประสบปัญหาอยู่แก้ไขไม่ได้ โดยใช้ความคิดตัวเองให้มากที่สุด ● ย่อหน้ำแรก จะต้องอภิปรายถึงความเป็นมา ปัญหา ข้อดี ขอ้ เสยี หรือขอ้ โต้แยง้ ของการทดลองที่ได้ทาการก่อนหน้า ● ย่อหนำ้ ที่สอง จะต้องอภิปรายถึงความสาคัญ ขอ้ ดีของปัญหา รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหาในเร่อื งท่ีเราสนใจจะดาเนินการทา ควรมเี อกสารหรือท่ีมาของปัญหาที่อ้างอิงเพ่ือสนับสนนุ หรือโต้ แย้งสิ่งที่ เราจะทาการทดลองน้ัน ● ย่อหนำ้ สุดท้ำย ต้องอภิปรายสรุปเป้าหมายหรือเหตุผลท่ีจะทา เพ่อื แก้ปัญหาที่งานท่ีเราจะทา และต้องทิ้งท้ายด้วยรูปแบบดังนี้ คือ
2 ดังน้ันผ้ศู กึ ษาจึงมุ่งศกึ ษา.............................………………………….. ...........................………... .............................................................เพ่อื ....................................... ..................................ต่อไป รูปแบบกำรเขยี น ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ ปัญหาวิจัยเขียนจากกว้างไปแคบ(ลึก) กว้าง เขียนเร่ืองท่ัวๆ ไป เขยี นเร่อื งเฉพาะ สรุปชีใ้ หเ้ หน็ ปญั หา แคบ กอบแก้ว ตะนะพนั ธุ์. 2557(กันยายน, 26). “หลักกำรเขยี น ควำมเป็นมำ และควำมสำคัญของ ปัญหำ | Kobkaew ....” [ออนไลน]์ . ที่มา : http://kobkaewtk.wordpress.com/ 2. วัตถปุ ระสงค์ หมายถึงแนวทางหรอื ทิศทางในการค้นหาคาตอบ เป็นเร่ืองท่ีต้องการทา - เปน็ การกาหนดว่าต้องการศกึ ษาในประเด็นใดบา้ งในเร่อื ง ที่จะศกึ ษาค้นคว้า โดยบง่ บอกส่ิงท่ีจะทา ท้ังขอบเขต และคาตอบที่คาดว่าจะได้รบั
3 - เปน็ การนาเอาความคิดของประเด็นปัญหามาขยาย รายละเอียด โดยใช้ภาษาท่ีชดั เจน เข้าใจง่าย เขยี นเปน็ ข้อหรอื เขียนรวมเป็นข้อเดียวกัน - อยา่ นาประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั มาเขยี นเพราะประโยช น์ท่ีคาดว่าจะได้รับเป็นผลที่คาดว่าจะเกิดข้ึนหลังจากสิ้นสุ ดการศึกษาค้นคว้า แนวกำรเขยี นวัตถุประสงค์ของกำรศึกษำค้นคว้ำ 1.วัตถุประสงค์เขยี นในรูปเปา้ หมายการศึกษาค้นคว้าไมใ่ ช่วิธีกา ร 2.วัตถุประสงค์สอดคล้องกับช่อื เร่ือง 3.วัตถปุ ระสงค์ชดั เจน ไมก่ ากวม 4. ให้ใชค้ าว่า “เพ่อื ” คำทใ่ี ชส้ ำหรบั กำรเขยี นวัตถปุ ระสงค์ เชน่ เพ่ือศกึ ษา เพ่ือสารวจ เพ่ือค้นหา เพ่อื บรรยาย เพ่อื อธบิ าย เพ่อื พัฒนา เพ่อื เปรยี บเทียบ...กับ... เพ่อื พิสูจน์ เพ่อื แสดงให้เห็น เพ่ือศกึ ษาความสมั พนั ธ์ เพ่ือประเมนิ เพ่อื สังเคราะห์ เพ่ือเปรียบเทียบ....กับ........ เพ่อื ศึกษาอิทธพิ ลของ......ท่ีมีต่อ.. เพ่อื ศกึ ษาอิทธพิ ลของ...ที่มีต่อ... เพ่อื วิเคราะหป์ ัจจัยที่มี / สง่ ผล/อิทธิพล/ผลกระทบ... 3. สมมตุ ิฐำน (ถ้ามี)
4 สมมตุ ิฐานเปน็ การคาดคะเนหรือการทายคาตอบอย่างมเี หตผุ ล ที่คาดไว้ล่วงหน้า การเขยี นสมมตุ ิฐานควรมเี หตุผลท่ีสาคัญ คือ เปน็ ขอ้ ความท่ีมองเห็นแนวทางในการดาเนนิ การ 4. ขอบเขตของกำรศกึ ษำ 4.1 ประชำกรทใี่ ช้ในกำรศกึ ษำ ประชากร หมายถึง สมาชิกทกุ หน่วยของสิ่งท่ีสนใจศึกษา ซ่งึ ไมไ่ ด้หมายถึงคนเพียงอยา่ งเดียว ประชากรอาจจะเป็นสิง่ ของ เวลา สถานที่ ฯลฯ เชน่ ถ้าสนใจความคิดเห็นของคนไทยที่มตี ่อการเลือกต้ัง ประชากร คือ คนไทยทกุ คน หรอื ถ้าสนใจอายุการใชง้ านของเคร่อื งคอมพิวเตอรย์ ี่หอ้ หน่ึง ประชากรคือเคร่อื งคอมพวิ เตอร์ย่หี อ้ น้ันทุกเคร่ือง แต่การเก็บขอ้ มูลกับประชากรทกุ หนว่ ยอาจทาใหเ้ สียเวลาและค่ าใช้จ่ายท่ีสงู มากและบางคร้ังเป็นเร่ืองที่ต้องตัดสนิ ใจภายในเวล าจากัด การเลือกศกึ ษาเฉพาะบางส่วนของประชากรจึงเปน็ เร่อื งที่มีควา มจาเปน็ เรยี กว่า “กลุ่มตัวอย่าง” ประเภทของประชำกร จาแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ประชำกรทม่ี จี ำนวนจำกัด เปน็ ประชากรท่ีสามารถนบั จานวนได้ เชน่ จานวนนกั ศึกษา จานวนนักเรยี น ฯลฯ
5 2. ประชำกรทมี่ จี ำนวนไมจ่ ำกัด เชน่ จานวนเมด็ ทราย ดวงดาวบนท้องฟา้ ฯลฯ รูปแบบกำรเขยี น ประชำกรทใี่ ช้ในกำรศกึ ษำ ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี ได้แก่ นกั เรยี นช้ัน..........................โรงเรยี น............................... จานวน ....................ห้องเรียน เป็นนักเรียนท้ังสิน้ .............คน 4.2 กลุ่มตัวอย่ำงท่ใี ช้ในกำรศกึ ษำ กลุ่มตัวอย่าง หมายถึง สว่ นหน่ึงของประชากรท่ีนามาศกึ ษาซ่ึงเป็นตัวแทนของประชา กร การที่กลุ่มตัวอย่างจะเป็นตัวแทนท่ีดีของประชากรเพ่ือการอ้าง อิงไปยังประชากรอย่างน่าเช่ือถือได้น้นั จะต้องมกี ารเลือกตัวอย่างและขนาดตัวอยา่ งท่ีเหมาะสม ซ่งึ จะต้องอาศยั สถิติเข้ามาช่วยในการส่มุ ตัวอย่างและการกาหน ดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ประเภทของกำรสุ่มตัวอย่ำง การส่มุ ตัวอยา่ งมหี ลายวิธี แต่ครูแนะนาการสุ่มตัวอยา่ งสาหรบั นักเรยี น คือ 1. กำรสมุ่ ตัวอย่ำงแบบง่ำย นิยมใช้กัน 2 วิธีคือ 1.1 การจับฉลาก 1.2 การใช้ตารางเลขส่มุ 1.2.1 การจับฉลาก ใชก้ ับประชากรขนาดเล็ก มีข้ันตอนคือ (1) เขียนบัญชีรายช่อื โดยรวบรวมทุกๆหนว่ ยของประชากรและให้ห
6 มายเลขกากับ เชน่ รายช่อื เจ้าหนา้ ท่ีทุกคนในแผนก รายช่ือนกั เรยี นทุกคนในช้นั เรียน (2) ทาฉลากหมายเลขเท่ากับประชากรเป้าหมายที่อยูใ่ นบัญชีรายช่ื อ (3) นาฉลากมาเคล้าปนกันให้ท่ัว (4) จับฉลากข้ึนมาคร้ังละ 1 ใบใหค้ รบจานวนตัวอยา่ งที่ต้องการ 1.2.2 การใชต้ ารางเลขสุ่ม นิยมใช้กับประชากรขนาดใหญ่ที่มีบัญชีรายช่อื ทกุ ห นว่ ยย่อยของประชากรไว้แล้วโดยปกติตารางเลขสมุ่ นีส้ รา้ งข้นึ จากการสุ่มโดยเคร่อื งคอมพิวเตอร์ มีข้นั ตอนดังน้ี (1) กาหนดขนาดตัวอยา่ งท่ีต้องการสมุ่ (2) กาหนดจานวนหลักตัวเลขท่ีต้องการสมุ่ (3) กาหนดทิศทางการอ่านให้แน่ใจว่าจะอ่า นจากขวาไปซา้ ย หรือบนมาล่าง (4) หาเลขเริ่มต้นโดยการสมุ่ เช่นสมุ่ ตัวเลขโ ดยกาหนดในใจว่าจะเลือกตัวเลขใด (5) เรยี กเลขสมุ่ จนครบตามจานวนตัวอยา่ ง จึงหยุด 2. กำรส่มุ ตัวอยำ่ งแบบเปน็ ระบบ เปน็ การสุม่ ตัวอย่างจากหนว่ ยยอ่ ยของประชากรที่มลี ักษณะใ กล้เคียงกัน มีข้ันตอนการสุ่มดังน้ี 2.1 สมุ่ หนว่ ยเริ่มต้น 2.2 คานวณระยะห่างของหน่วยต่อไป
7 ระยะหา่ งระหว่างหมายเลข (������) = ������ ������ = จานวนประชากรท้ังหมด (800 คน) = 10 จานวนกลุ่มตัวอยา่ ง (80 คน) 2.3 นบั ระยะหา่ งเท่าๆ กัน เชน่ 10 , 20 , 30 ... 2.4 กาหนดหมายเลขตัวอย่างดังน้ี เลขเริ่มต้น10 ตัวอย่างเชน่ มีประชากร 800 คน ต้องการตัวอย่าง 80 คน 2.5 สมุ่ เลขเริม่ ต้นหรอื จับสลากก็ได้ใน 800 คน สมมุติได้เลข 5 ดังน้ันจึงสุ่มทุกๆ 10 คน สุ่มจนได้ครบจานวนกล่มุ ตัวอย่าง รูปแบบกำรเขยี น กลุ่มตัวอยำ่ งทใ่ี ช้ในกำรศกึ ษำ กลุ่มตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังนเี้ ป็นนกั เรยี น(ท่ี...)ระดับช้ัน.. .................................... โรงเรียน....................................... ปีการศึกษา 25... จานวน.............คน (นคร เสรรี กั ษ์และภรณี ดรี ำษฎรว์ ิเศษ , 2555 อ้ำงถึงใน กอบแก้ว ตะนะพันธุ์ , 2557.) 4.3 เน้อื หำทใ่ี ชใ้ นกำรศกึ ษำ เน้ือหาท่ีใช้ในการศึกษาเป็นเน้อื หาที่เลือกจากปัญหาท่ีพบในโรง เรยี นหรือเร่อื งที่นักเรียนสนใจ คือ .......................(ระบุเร่อื งท่ีนกั เรียนสนใจ ต้ังช่อื เร่ือง)......................... 4.4 ระยะเวลำ
8 ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังนี้ ดาเนนิ การในปีการศกึ ษา 25... 5. ประโยชน์ทค่ี ำดว่ำจะได้รบั เปน็ ความสาคัญของการศึกษาท่ีผ้ศู ึกษาพิจารณาว่าการศึกษาเร่ื องน้ันทาให้ทราบผลการศกึ ษาเร่ืองอะไร และผลการศกึ ษาน้ันมปี ระโยชน์ต่อใคร อยา่ งไร เช่น การระบุประโยชน์ท่ีเกิดจากการนาผลการศึกษาไปใช้ ไม่ว่าจะเปน็ การเพ่ิมพูนความรู้ หรือนาไปเปน็ แนวทางในการปฏิบัติ หรอื แก้ปัญหา หรอื พฒั นาคุณภาพ หลักในการเขียนมดี ังน้ี 1. ระบุประโยชน์ท่ีอาจเกิดจากผลที่ได้จากการศกึ ษา 2. สอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์และอยู่ในขอบเขตของการศึกษาที่ได้ศึกษา 3. ในกรณที ี่ระบุประโยชน์มากกว่า 1 ประการ ควรระบุเป็นข้อ 4. เขยี นด้วยขอ้ ความส้นั กะทัดรดั ชดั เจน 5. การระบุน้ันผู้ศึกษาต้องตระหนกั ว่ามคี วามเป็นไปได้ การศึกษาค้นคว้าทุกเร่อื ง ผศู้ กึ ษาว่าผลการศกึ ษาจะก่อให้เกิดประโยชนอ์ ยา่ งไร ประโยชน์ของการศึกษามไี ด้หลายลักษณะ เชน่ การนาผลการศกึ ษาไปใชใ้ นการกาหนดนโยบาย ปรับปรุงการปฏิบตั ิงาน ใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจ การแก้ปญั หา หรือศกึ ษาค้นคว้าต่อไป คำทใ่ี ชส้ ำหรบั กำรเขยี นประโยชนท์ ค่ี ำดว่ำจะได้รบั เช่น 1. เพ่อื เปน็ แนวทางในการพฒั นา.......................................... 2. ได้ทราบถึงสาเหต(ุ ทัศนคติ ) ของนกั เรียน.............................ท่ีมี..........
9 3. เป็นแนวทางในการ...........................................( เชน่ ศึกษาปญั หาต่างๆ ท่ีมใี นโรงเรียน) 4. นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อ...................... 5. ผลการศกึ ษาท่ีพบ ชว่ ยใหเ้ กิด(องค์ความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ แนวทางใหม่ การจัดการเรยี นรูใ้ หม่) ใน........ (นภิ ำ ศรไี พโรจน์ , 2556 อ้ำงถึงใน กอบแก้ว ตะนะพันธุ์ ,
10 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง (เกริ่นนา) การศึกษาในคร้งั นี้ ผศู้ ึกษาได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง โดยแบ่งเน้ือหาของเอกสารและงานวิจัยออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังน้ี 1. ความหมายของ... ( ตัวแปรที่ศกึ ษา : ถ้ามีมากกว่า 1 ให้แยกขอ้ ) 2. แนวคิด/ทฤษฎีในเร่อื ง... ( ตัวแปรที่ศึกษา : ถ้ามีมากกว่า 1 ใหแ้ ยกขอ้ ) 3. ความสาคัญของ... ( ตัวแปรที่ศกึ ษา : ถ้ามีมากกว่า 1 ให้แยกขอ้ ) 4. องค์ประกอบของ... ( ตัวแปรท่ีศกึ ษา : ถ้ามมี ากกว่า 1 ใหแ้ ยกข้อ) 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ นามาจาก ••ตารา••บทความทางวิชาการ••สง่ิ พมิ พ์ต่าง ๆ
11 บทที่ 3 วิธดี ำเนนิ กำรศกึ ษำค้นคว้ำ (เกรน่ิ นา) ในการศึกษาคร้ังน้ี ผศู้ ึกษาได้ทาการศึกษา..............................(ช่อื เร่อื ง)........................ซ่ึ งมวี ิธีการดังน้ี 1. ระเบยี บวธิ ที ใ่ี ช้ในกำรศกึ ษำ ในการศกึ ษาใชร้ ูปแบบการสารวจ สืบค้นขอ้ มลู จากหนงั สือ อินเตอร์เน็ต และตอบแบบสอบถาม 2. ประชำกร/กล่มุ ตัวอยำ่ ง 2.1 ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการศกึ ษาคร้ังนี้ เปน็ นกั เรียนระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี........(ตามตัวอยา่ งของนกั เรียน). ..... โรงเรียนปัว ปีการศกึ ษา 25... จานวน.................หอ้ งเรียน เป็นนกั เรียนท้ังส้ิน........คน 2.2 กลุ่มตัวอย่ำง ใหเ้ ขยี นวา่ กล่มุ ตวั อย่างไดม้ าโดยวิธใี ด มขี ้ันตอนอยา่ งไรบ้าง
12 กล่มุ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังนไี้ ด้แก่นกั เรยี นระดับช้ันมัธย มศกึ ษาปีท่ี..(ตามตัวอยา่ งของนักเรียน)..... โรงเรยี นปัว ปีการศกึ ษา 25... จานวน............หอ้ งเรียน เป็นนักเรยี นท้ังส้นิ ........คน ได้มาโดยสุ่มอยา่ งง่าย เพ่อื ตอบแบบสอบถามท่ีสรา้ งข้นึ 2.3 ระยะเวลำทใ่ี ช้ในกำรศกึ ษำ ระยะเวลาท่ีใช้ในการศกึ ษา ในปกี ารศึกษา 25... 3. วิธดี ำเนินกำรศกึ ษำ ผ้ศู ึกษาได้ดาเนนิ การตามข้ันตอนดังน้ี 3.1 กาหนดเร่อื งท่ีจะศกึ ษา โดยสมาชกิ ท้ัง ..... คน ประชุมร่วมกัน และร่วมกันคิดและวางแผน ว่าจะศึกษาเร่ืองใด ( สมาชิกกลุ่มท้ัง ..... คน ได้มาโดยนาผลการเรยี นวิชาภาษาไทยพ้นื ฐาน มาจัดแบ่งกล่มุ เก่ง กลาง อ่อน) 3.2 สารวจปัญหาที่พบในโรงเรียน ซ่งึ มีท้ังปัญหาด้านผ้เู รยี น ครูผูส้ อน อาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อมในโรงเรยี น ฯลฯ 3.3 เลือกเร่ืองที่จะศกึ ษา โดยเลือกเร่ืองที่สมาชิกมีความสนใจมากที่สดุ เพ่อื เปน็ แรงจูงใจในการค้นหาคาตอบ 3.4 ศึกษาแนวคิดในการแก้ปญั หา ( ในขอ้ นย้ี ังไมส่ ามารถดาเนินการได้เน่ืองจาก การเรียนรายวิชา IS1 เวลามจี ากัด ผูศ้ กึ ษาจึงทาได้เฉพาะการสารวจความคิดเห็นและสร้างเคร่อื งมอื (แบบสอบถาม) ศึกษาเพียงเพ่ือให้มคี วามรู้ ความเข้าใจ เร่ืองกระบวนการวิจัยเท่าน้ัน
13 3.5 ต้ังช่ือเร่อื ง 3.6 สมาชิกท้ัง ..... คนของกล่มุ พบครูผูส้ อนเพ่ือปรกึ ษา วางแผนและรบั ฟงั ความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไข 3.7 เขยี นความสาคัญความเปน็ มาของปัญหา วัตถปุ ระสงค์ สมมุติฐาน ขอบเขตการวิจัยและประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รบั โดยศกึ ษาขอ้ มูลจากหนังสือ วิทยานิพนธแ์ ละสืบค้นข้อมลู จากอินเตอร์เน็ต และจดบนั ทึกในโครงรา่ งรายงานเชงิ วิชาการ (ตามใบงาน) 3.8 สรา้ งเคร่อื งมอื ท่ีเป็นแบบสอบถาม จานวน............ขอ้ 3.9 นาเคร่อื งมือท่ีปรับปรุงแล้วไปใช้กับกล่มุ ตัวอยา่ ง 3.10 รวบรวมข้อมูล 3.11 วิเคราะห์ข้อมูล 3.12 สรุปการศึกษา 4. เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นกำรศกึ ษำ เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังนี้ คือ แบบสอบถาม ( หรอื แบบประเมินความพงึ พอใจ) 1 ฉบับ ซ่ึงมีรายละเอียดดังนี้ 4.1 ออกแบบแบบสอบถาม เร่อื ง ............................................................................โดยขอคาแนะนาจา กท่ีปรกึ ษาหรือผูส้ อน โดยเตรยี มรา่ งข้อคาถาม มีลักษณะเปน็ ขอ้ คาถามจานวน...............ขอ้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สดุ 4 หมายถึง เห็นด้วยมาก 3 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 2 หมายถึง เหน็ ด้วยนอ้ ย
14 1 หมายถึง เหน็ ด้วยน้อยที่สุด การพจิ ารณาค่าเฉลี่ย จะใช้เกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง เหน็ ด้วยมาก ค่าเฉล่ีย 2.51 – 3.50 หมายถึง เหน็ ด้วยปานกลาง ค่าเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถึง เห็นด้วยนอ้ ย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด 4.2 สร้างแบบสอบถาม เร่อื ง..............................................................................โดยขอคาแน ะนา จากที่ปรึกษาหรอื ผูส้ อน จากน้นั นามาปรับปรุงแก้ไข แล้วนาไปตรวจสอบความเหมาะสม 4.3 นาแบบสอบถามเร่ือง................................................................ที่แก้ไ ข ปรบั ปรุงแล้วใหก้ ล่มุ ตัวอยา่ งประเมิน หลังจากน้นั นาผลที่ได้มาหาค่าเฉล่ีย 5. กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การศกึ ษาคร้ังนไ้ี ด้ดาเนนิ การโดยนาแบบสอบถามท่ีสรา้ งข้ึนให้ นกั เรียนกล่มุ ตัวอย่างตอบ จานวน..........คน และเก็บรวบรวมข้อมลู จากนักเรียน ที่เป็นกล่มุ ตัวอยา่ ง โดยผ้ศู ึกษาท้ัง ..... คน ดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ด้วยตนเอง 6. กำรวิเครำะหข์ ้อมูล ในการวิเคราะหข์ ้อมูล ผ้ศู ึกษาได้วิเคราะหข์ อ้ มลู ดังน้ี
15 6.1 นาแบบสอบถามท้ังหมดที่ตอบโดยนักเรียนกล่มุ ตัวอย่าง มาหาค่าคะแนนรวม 6.2 นาผลรวมมาคิดค่ารอ้ ยละและการหาค่าเฉล่ีย 7. สถิติทใ่ี ชใ้ นกำรศกึ ษำ สถิติท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังนี้ คือ ร้อยละและการหาค่าเฉลี่ย
Search
Read the Text Version
- 1 - 15
Pages: