Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรวิทย์และเทคโน ม.ปลาย ปี2566

หลักสูตรวิทย์และเทคโน ม.ปลาย ปี2566

Published by ธุมวดี สินยัง, 2023-07-11 03:16:31

Description: หลักสูตรวิทย์และเทคโน ม.ปลาย ปี2566

Search

Read the Text Version

1 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วสิ ยั ทศั นก์ ารเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม่งุ พฒั นาการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนท่หี ลากหลาย พรอ้ มใชส้ อ่ื ICT ให้ ผูเ้ รยี นมีความเขา้ ใจ หลักการ เหน็ คณุ ค่า ความสาคัญของวิทยาศาสตร์ และสามารถนาความรูม้ าประยุกต์ใช้ในการดาเนนิ ชีวติ ประจาวนั ไดอ้ ย่างเหมาะสม ทาไมตอ้ งเรยี นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตรม์ ีบทบาทสาคญั ย่ิงในสงั คมโลกปจั จบุ นั และอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตรเ์ กย่ี วข้องกบั ทกุ คน ท้งั ในชวี ิตประจาวันและการงานอาชีพตา่ ง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครอ่ื งมือเคร่อื งใชแ้ ละผลผลิตตา่ ง ๆ ที่ มนษุ ยไ์ ด้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชวี ติ และการทางาน เหลา่ นล้ี ้วนเป็นผลของความรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ผสมผสาน กบั ความคิดสรา้ งสรรค์และศาสตรอ์ ่ืน ๆ วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้มนษุ ยไ์ ด้พัฒนาวธิ ีคิด ท้งั ความคดิ เป็นเหตุเปน็ ผล คิด สรา้ งสรรค์ คิดวิเคราะห์ วจิ ารณ์ มีทกั ษะสาคญั ในการคน้ ควา้ หาความรู้ มคี วามสามารถในการแก้ปัญหาอย่าง เป็นระบบ สามารถตัดสนิ ใจโดยใชข้ ้อมูลท่ีหลากหลายและมปี ระจกั ษพ์ ยานที่ตรวจสอบได้ วทิ ยาศาสตรเ์ ป็น วัฒนธรรมของโลกสมยั ใหมซ่ ง่ึ เปน็ สังคมแห่งการเรียนรู้ (K knowledge-based society) ดงั นน้ั ทกุ คนจึงจาเป็นต้อง ไดร้ ับการพัฒนาให้รูว้ ิทยาศาสตร์ เพ่ือทจี่ ะมีความรูค้ วามเขา้ ใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีท่มี นษุ ยส์ รา้ งสรรค์ขึ้น สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างมีเหตผุ ล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม เป้าหมายของการจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ ในการการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากท่ีสุด เพ่ือให้ได้ทั้ง กระบวนการและความรู้ จากวธิ กี ารสังเกต สารวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นาผลทไ่ี ดม้ าจดั ระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศึกษามเี ป้าหมายสาคัญดงั นี้ 1. เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจหลกั การ ทฤษฎี และกฎทเี่ ป็นพน้ื ฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์ 2. เพ่ือให้เขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวชิ าวิทยาศาสตร์และข้อจากดั ในการศึกษาวิชาวทิ ยาศาสตร์ 3. เพ่ือให้มีทักษะทส่ี าคญั ในการศึกษาค้นคว้าและคดิ ค้นทางเทคโนโลยี 4. เพ่ือให้ตระหนักถึงความสมั พันธร์ ะหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมในเชิง ทมี่ ีอทิ ธพิ ลและผลกระทบซึ่งกนั และกนั 5. เพ่ือนาความรู้ ความเข้าใจ ในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสงั คมและการ ดารงชีวติ 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและการจดั การ ทักษะใน การส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ 7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยอี ยา่ งสร้างสรรค์

2 เรียนรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการ เช่ือมโยงความรู้กับ กระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และ แก้ปัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกข้ันตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ชัน้ โดยกาหนดสาระสาคัญ ดังน้ี ✧ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรเู้ กย่ี วกับ ชีวติ ในส่ิงแวดล้อม องคป์ ระกอบของส่งิ มีชวี ิต การดารงชีวิตของ มนุษยแ์ ละสตั ว์การดารงชวี ิตของพชื พันธกุ รรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคล่ือนที่ พลงั งาน และคล่นื ✧ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรยี นรู้เกี่ยวกบั องคป์ ระกอบของเอกภพ ปฏิสมั พนั ธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อ สงิ่ มีชีวิตและส่ิงแวดล้อม ✧ เทคโนโลยี ● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิต ในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา งานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย คานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม และส่งิ แวดล้อม ● วิทยาการคานวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา เป็นข้ันตอนและเป็น ระบบ ประยุกต์ใช้ความรูด้ ้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาท่ี พบในชวี ติ จริงได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับส่ิงมีชีวิต และ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ เปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข ปญั หาสง่ิ แวดล้อม รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหน้าทข่ี องระบบตา่ ง ๆ ของสัตว์และมนษุ ยท์ ี่ทางานสมั พนั ธ์กัน ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ที่ ของอวัยวะตา่ งๆ ของพืชทที่ างานสมั พันธก์ นั รวมทั้งนา ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพนั ธุกรรม การ เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการ ของส่ิงมชี วี ิต รวมทัง้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

3 สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับ โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปล่ียนแปลงสถานะ ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏกิ ริ ิยาเคมี มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนท่ี แบบต่าง ๆ ของวตั ถุรวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของ คลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ เสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยอี วกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เขา้ ใจองคป์ ระกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลก และ บนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสง่ิ มีชีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อ่ืน ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้ เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสม โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็น ระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ รเู้ ท่าทนั และมีจริยธรรม สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี นและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานทีก่ าหนด ซ่งึ จะชว่ ยให้ผู้เรียนเกดิ สมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ดังน้ี สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานมุ่งให้ผู้เรียนเกดิ สมรรถนะสาคญั ๕ ประการ ดงั นี้ ๑. ความสามารถในการสอ่ื สาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ถา่ ยทอดความคดิ ความรู้ความเขา้ ใจ ความรู้สกึ และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ข่าวสารและ ประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพฒั นาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจดั และลดปัญหา ความขัดแย้งตา่ ง ๆ การเลอื กรบั หรือไมร่ บั ข้อมูลข่าวสารด้วยหลกั เหตุผลและความถูกต้องตลอดจนการเลอื กใช้ วธิ ีการสื่อสารทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบทมี่ ีต่อตนเองและสงั คม

4 ๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง สร้างสรรค์ การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพอ่ื นาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อ การตดั สินใจเกี่ยวกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่ีเผชิญได้ อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ เปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมกี ารตัดสนิ ใจทีม่ ีประสทิ ธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ีเกดิ ขน้ึ ตอ่ ตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม ๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดาเนิน ชวี ิตประจาวนั การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่อง การทางาน และการอยู่ร่วมกันในสงั คมดว้ ยการสรา้ ง เสริมความสัมพันธ์อนั ดรี ะหวา่ งบคุ คล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การปรบั ตวั ใหท้ ันกับการเปลย่ี นแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรจู้ ักหลีกเลีย่ งพฤติกรรมไมพ่ ึงประสงค์ ทสี่ ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อื่น ๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมี ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรยี นรู้ การส่ือสาร การทางาน การ แกป้ ัญหาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถ อยูร่ ่วมกบั ผ้อู นื่ ในสงั คมไดอ้ ย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี ๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๒. ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ ๓. มีวินยั ๔. ใฝเ่ รียนรู้ ๕. อยอู่ ย่างพอเพยี ง ๖. มุง่ มั่นในการทางาน ๗. รกั ความเป็นไทย ๘. มีจติ สาธารณะ คุณภาพผู้เรยี น จบชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖ ❖ เขา้ ใจการลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภมู คิ ้มุ กนั ในรา่ งกาย ของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ท่ีพืชสร้างข้ึน การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการท่ีทาให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ความสาคัญและผลของเทคโนโลยที างดเี อ็นเอต่อมนุษย์ สิ่งมชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อม ❖ เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบ นเิ วศ ปญั หาและผลกระทบทีม่ ีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปญั หาสิ่งแวดล้อม

5 ❖ เขา้ ใจชนิดของอนภุ าคสาคัญท่เี ป็นสว่ นประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการของธาตุ การ จดั เรยี งธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยดึ เหน่ียวระหว่างอนภุ าคและสมบัติตา่ ง ๆ ของสารที่มคี วามสัมพนั ธ์กับแรง ยึดเหน่ียว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยท่ีมีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกริ ิยาเคมี และการเขียนสมการเคมี ❖ เข้าใจปรมิ าณที่เก่ยี วกบั การเคลือ่ นที่ ความสมั พันธร์ ะหว่างแรง มวลและความเรง่ ผลของความเร่งท่ีมี ต่อการเคลื่อนท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กและ กระแสไฟฟา้ และแรงภายในนิวเคลยี ส ❖ เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็น พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเล้ียวเบน และการรวมคลื่น การได้ยิน ปรากฏการณท์ ่ีเกีย่ วขอ้ งกบั เสียง สกี ับการมองเห็นสี คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าและประโยชนข์ องคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า ❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคล่ือนท่ีของแผ่นธรณีท่ี สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัติตนใหป้ ลอดภัย ❖ เข้าใจผลของแรงเนือ่ งจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ทมี่ ตี ่อการหมุนเวียนของ อากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลที่มีต่อภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ของการหมุนเวียนของ อากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้าผิวหน้าในมหาสมุทร และผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิตและ ส่ิงแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพ่ือลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่สาคัญจากแผนท่ี อากาศ และขอ้ มลู สารสนเทศ ❖ เข้าใจการกาเนิดและการเปล่ียนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานท่ี สนับสนนุ ทฤษฎบี กิ แบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสรา้ งและองค์ประกอบของกาแล็กซที างช้างเผือก กระบวนการ เกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความสอ่ งสวา่ ง กับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการ เปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอ้ือต่อการดารงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก รวมทั้งการสารวจ อวกาศและการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ ❖ ระบุปัญหา ตง้ั คาถามทีจ่ ะสารวจตรวจสอบ โดยมกี ารกาหนดความสัมพันธร์ ะหว่างตวั แปรตา่ งๆ สืบค้นข้อมลู จากหลายแหล่ง ตั้งสมมตฐิ านทเี่ ป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบสมมตฐิ านทเี่ ป็นไปได้ ❖ ตงั้ คาถามหรือระบุปญั หาที่อยบู่ นพืน้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวทิ ยาสาสตร์ ทีแ่ สดงใหเ้ ห็น ถึงการใช้ความคดิ ระดับสูงท่สี ามารถสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษาค้นคว้าได้อยา่ งครอบคลมุ และเช่อื ถอื ได้ สรา้ ง สมมตฐิ านทม่ี ที ฤษฎรี องรับหรือคาดการณส์ ิ่งที่จะพบ เพ่ือนาไปสกู่ ารสารวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสารวจ ตรวจสอบตามสมมตฐิ านท่ีกาหนดไวไ้ ด้อย่างเหมาะสม มหี ลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ เลือกวัสดุ อปุ กรณ์ รวมท้ังวิธกี าร ในการสารวจตรวจสอบอย่างถกู ต้อง ท้ังในเชงิ ปริมาณและคณุ ภาพ และบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็น ระบบ ❖ วเิ คราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมนิ ความสอดคล้องของขอ้ สรปุ เพื่อตรวจสอบกับ สมมติฐานที่ตง้ั ไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพ่อื ปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ จดั กระทาข้อมูลและนาเสนอขอ้ มูลด้วย เทคนิควิธีทเ่ี หมาะสม สอื่ สารแนวคิด ความร้จู ากผลการสารวจตรวจสอบ โดยการพดู เขียน จดั แสดงหรือใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อ่ืนเข้าใจโดยมหี ลักฐานอ้างองิ หรอื มที ฤษฎีรองรบั

6 ❖ แสดงถงึ ความสนใจ มุง่ มั่น รบั ผดิ ชอบ รอบคอบ และซ่ือสตั ย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้ เครื่องมือและวิธกี ารทีใ่ ห้ไดผ้ ลถกู ต้อง เชือ่ ถือได้ มีเหตุผลและยอมรบั ได้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตรอ์ าจมีการ เปลีย่ นแปลงได้ ❖ แสดงถงึ ความพอใจและเห็นคุณคา่ ในการค้นพบความรู้ พบคาตอบ หรอื แก้ปัญหาได้ ทางานรว่ มกบั ผูอ้ ่นื อยา่ งสรา้ งสรรค์ แสดงความคดิ เห็นโดยมขี ้อมูลอ้างอิงและเหตผุ ลประกอบเกยี่ วกบั ผลของการพฒั นาและการ ใชว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ยา่ งมีคณุ ธรรมต่อสงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม และยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผู้อ่นื ❖ เขา้ ใจความสัมพนั ธข์ องความรวู้ ิทยาศาสตร์ที่มผี ลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่างๆ และการ พฒั นาเทคโนโลยที ส่ี ง่ ผลใหม้ ีการคดิ ค้นความรทู้ างวทิ ยาศาสตรท์ ่ีกา้ วหนา้ ผลของเทคโนโลยีตอ่ ชีวติ สงั คม และ สง่ิ แวดลอ้ ม ❖ ตระหนกั ถงึ ความสาคญั และเหน็ คุณค่าของความรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที ใี่ นชีวติ ประจาวัน ใช้ ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีในการดารงชีวติ และการประกอบอาชีพ แสดงความชืน่ ชม ภูมใิ จ ยกยอ่ ง อา้ งอิงผลงาน ช้นิ งานทเี่ ปน็ ผลมาจากภมู ิปญั ญาท้องถิ่น และการพฒั นาเทคโนโลยีทที่ ันสมัย ศกึ ษาหาความรู้เพ่ิมเติม ทาโครงงานหรือสรา้ งชนิ้ งานตามความสนใจ ❖ แสดงความซาบซึ้ง หว่ งใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการและรกั ษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม อย่างรู้คุณค่า เสนอตวั เองร่วมมือปฏิบัตกิ บั ชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมของ ท้องถ่นิ ❖ วิเคราะหแ์ นวคิดหลักของเทคโนโลยี ไดแ้ ก่ ระบบทางเทคโนโลยีท่ีซบั ซอ้ น การเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเทคโนโลยกี บั ศาสตรอ์ น่ื โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรอื คณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรยี บเทียบ และตดั สินใจเพ่ือเลอื กเทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบต่อชวี ติ สังคม เศรษฐกจิ และสิ่งแวดล้อม ประยุกตใ์ ช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพอื่ ออกแบบสรา้ งหรือพัฒนาผลงาน สาหรบั แกป้ ัญหาท่มี ีผลกระทบต่อสังคม โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม ใช้ซอฟตแ์ วร์ชว่ ยในการออกแบบและนาเสนอผลงาน เลือกใช้วสั ดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถกู ต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมท้ังคานึงถงึ ทรัพยส์ ินทางปัญญา ❖ ใชค้ วามรู้ทางด้านวิทยาการคอมพวิ เตอร์ ส่ือดิจิทัล เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร เพื่อ รวบรวมขอ้ มูลในชวี ิตจริงจากแหลง่ ตา่ งๆ และความรู้จากศาสตรอ์ ่ืน มาประยกุ ตใ์ ช้ สร้างความรู้ใหม่ เขา้ ใจการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยที ี่มีผลต่อการดาเนนิ ชวี ิต อาชพี สงั คม วฒั นธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มจี ริยธรรม

7 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (Intellectual) ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ท่ีนา วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์มาแกป้ ัญหา ใช้ในการศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาต่างๆ ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 13 ทักษะ ทักษะที่ 1-8 เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพื้นฐาน และ ทักษะที่ 9-13 เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันสูงหรือข้ันผสมหรือขั้นบูรณาการ ทักษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรท์ ง้ั 13 ทกั ษะ มีดังนี้ ๑. การสงั เกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ล้ิน ผวิ กาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพอื่ คน้ ห้าข้อมูลซ่ึงเป็นรายละเอียดของสิ่งน้ัน โดยไม่ใส่ ความเห็นของผู้สังเกตลงไป ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตประกอบด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลที่ เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้จากวัตถุหรือเหตุการณ์น้ัน ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี้ ประกอบด้วยการชี้บ่งและการบรรยายสมบัติของวัตถุได้โดยการกะประมาณและการบรรยายการเปลี่ยนแปลงของส่ิงที่ สงั เกตได้ ๒. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถงึ การเพ่ิมความคิดเห็นให้กับข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตอย่าง มีเหตุผล โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาช่วย ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะน้ี คือ การอธิบาย หรือสรปุ โดยเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมลู โดยใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ๓. การจาแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงลาดับวัตถุหรือสิ่งท่ีมีอยู่ในปรากฏการณ์ โดยมีเกณฑ์ และเกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหน่ึงก็ได้ ความสามารถท่ีแสดงว่าเกิดทักษะนี้แล้ว ได้แก่ การแบ่งพวกของสิ่งต่าง ๆ จากเกณฑ์ที่ผู้อื่นกาหนดให้ได้ นอกจากน้ัน สามารถเรยี งลาดับสิ่งของด้วยเกณฑ์ของตัวเองพร้อมกับบอกได้ว่าผู้อ่ืนแบ่งพวกของสิ่งของน้ันโดยใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ๔. การวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกใช้เคร่ืองมือและการใช้เคร่ืองมือน้ันทาการวัดหาปริมาณของสิ่ง ตา่ ง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมกับสิ่งทวี่ ัด แสดงวธิ ีใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง พรอ้ มทั้งบอกเหตุผล ในการเลอื กใชเ้ คร่ืองมือ รวมท้ังระบหุ น่วยของตัวเลขท่ีได้จากการวดั ได้ ๕. การใช้ตัวเลข (Using Numbers) หมายถึง การนับจานวนของวัตถุและการนาตัวเลขที่แสดงจานวนท่ีนับ ได้มาคิดคานวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือการหาค่าเฉลี่ย ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะน้ี ได้แก่ การ นับจานวนส่ิงของได้ถูกต้อง เช่น ใช้ตัวเลขแทนจานวนการนับได้ ตัดสินได้ว่าวัตถุ ในแต่ละกลุ่มมีจานวนเท่ากันหรือ แตกต่างกัน เป็นต้น การคานวณ เช่น บอกวิธีคานวณ คิดคานวณ และแสดงวิธีคานวณได้อย่างถูกต้อง และประการ สดุ ท้ายคอื การหาคา่ เฉลี่ย เชน่ การบอกและแสดงวิธกี ารหาค่าเฉล่ียได้ถูกต้อง0 ๖. การหาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกบั สเปสและสเปสกบั เวลา(Using Space/Time Relationships) สเปสของวตั ถุ หมายถึง ทว่ี า่ งที่วตั ถนุ ้ันครองที่อยู่ ซง่ึ มีรปู ร่างลักษะเชน่ เดียวกับวตั ถนุ น้ั โดยทว่ั ไปแล้วสเปสข องวัตถจุ ะมี ๓ มติ ิ คือ ความกว้าง ความยาว และความสูง ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ กับ 2 มิติ ความสัมพันธ์ ระหว่างตาแหน่งที่ของวัตถุหน่ึงกับอีกวัตถุหน่ึง ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับสเปส ได้แก่ การช้ีบง่ รปู 2 มติ ิ และ 3 มติ ิได้ สามารถวาดภาพ 2 มิติ จากวตั ถุหรอื จากภาพ 3 มิติ ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตาแหน่งท่ีอยู่ของวัตถุกับเวลา หรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลาความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหา ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ การบอกตาแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุอื่นเป็นเกณฑ์ บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลย่ี นตาแหน่ง เปลีย่ นขนาด หรือปรมิ าณของวัตถุกับเวลาได้ ๗. การสื่อความหมายข้อมูล (Communicating) หมายถึง การนาข้อมูลท่ีได้จาการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอ่ืน ๆ มาจัดกระทาเสียใหมโ่ ดยการหาความถี่ เรียงลาดับ จดั แยกประเภท หรือคานวณหาค่าใหม่ เพ่ือให้

8 ผู้อ่ืนเข้าใจความหมายได้ดีข้ึน โดยอาจเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟ สมการ การเขียน บรรยาย เปน็ ตน้ ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะน้ีแล้ว คือการเปล่ียนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ท่ีเขา้ ใจดีข้ึน โดยจะต้องรู้จักเลือกรูปแบบท่ีใช้ในการเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสม บอกเหตุผลในการเสนอข้อมูลในการเลือกแบบ แสนอข้อมูลนั้น การเสนอข้อมูลอาจกระทาได้หลายแบบดังท่ีกล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลในรูปของตาราง การบรรจุข้อมูลให้อยู่ในรูปของตารางปกติจะใส่ค่าของตัวแปรอิสระไว้ทางซ้ายมือของตาราง และค่าของตัวแปรตามไว้ ทางขวามือของตารางโดยเขียนค่าของตัวแปรอิสระไว้ให้เรียงลาดับจากค่าน้อยไปหาค่ามาก หรือจากค่ามากไปหาค่า น้อย ๘. การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนคาตอบลว่ งหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัยปรากฏการณ์ ที่เกิดซ้า หลักการ กฎ หรือ ทฤษฏีที่มีอยู่แล้วในเรื่องน้ันมาช่วยสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลข ได้แก่ ข้อมูลท่เี ป็นตารางหรือกราฟ ซ่ึงทาไดส้ องแบบ คอื การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลทม่ี ีอยู่ กบั การพยากรณ์นอก ขอบของข้อมูลทม่ี ีอยู่ เช่น การพยากรณผ์ ลของข้อมลู เชิงปริมาณ เป็นต้น ๙. การช้ีบ่งและการควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) หมายถึง การช้ีบ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตวั แปรท่ีต้องควบคุมใหค้ งท่ีในสมมตุ ิฐาน หน่ึง ๆ ตัวแปรต้น หมายถึง ส่ิงท่ีเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดผลต่าง ๆ หรือสิ่งท่ีเราต้องการทดลองดูว่าเป็นสาเหตุที่ กอ่ ใหเ้ กดิ ผลเชน่ น้ันจริงหรือไม่ ตัวแปรตาม หมายถงึ สิ่งทีเ่ ปน็ ผลเนอ่ื งมาจากตัวแปรต้น เมอื่ ตวั แปรตน้ หรือสิ่งที่เป็นสาเหตุเปลี่ยนไป ตวั แปร ตามหรอื สงิ่ ทีเ่ ป็นผลจะแปรตามไปด้วย ตัวแปรท่ีต้องควบคุมให้คงท่ี หมายถึง ส่ิงอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทาให้ผลการทดลอง คลาดเคลือ่ น ถ้าหากว่าไมม่ ีการควบคุมให้เหมือนกัน ๑๐. การตัง้ สมมุติฐาน (Formulating Hypotheses) หมายถึง การคดิ หาคาตอบล่วงหน้าก่อนทาการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต อาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมเป็นพ้ืนฐาน คาตอบที่คิดล่วงหน้านี้ ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็น ทางการ กฎหรือทฤษฏีมาก่อน สมมุติฐาน คือคาตอบที่คิดไว้ลว่ งหน้ามีกล่าวไว้เปน็ ข้อความทบี่ อกความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต้นกับตัวแปรตามสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นอาจถูกหรือผิดก็ได้ซ่ึงทราบได้ภายหลังการทดลองหาคาตอบเพ่ือสนับสนุน สมมตุ ิฐานหรือคัดค้านสมมุติฐานท่ีต้ังไว้ สิง่ ท่คี วรคานึงถึงในการต้ังสมมุติฐาน คือ การบอกชื่อตัวแปรต้นซึ่งอาจมีผลต่อ ตัวแปรตามและในการต้ังสมมุติฐานต้องทราบตัวแปรจากปัญหาและสภาพแวดล้อมของตัวแปรนั้น สมมุติฐานที่ต้ังข้ึน สามารถบอกให้ทราบถึงการออกแบบการทดลอง ซ่งึ ต้องทราบว่าตัวแปรไหนเป็นตวั แปรต้น ตวั แปรตาม และตัวแปรท่ี ตอ้ งควบคุมให้คงท่ี ๑๑. การกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร (Defining Variables Operationally) หมายถึง การ กาหนดความหมายและขอบเขตของค่าต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมุติฐานท่ีต้องการทดลองและบอกวิธีวัดตัวแปรท่ีเก่ียวกับการ ทดลองนั้น ๑๒. การทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏบิ ัติการเพื่อหาคาตอบจากสมมตุ ิฐานทต่ี ั้งไว้ ใน การทดลองจะประกอบไปดว้ ยกิจกรรม ๓ ขนั้ คือ ๑๒.๑ ออกแบบการทดลอง หมายถงึ การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดสอบจริง ๑๒.๒ ปฏิบตั กิ ารทดลอง หมายถงึ การลงมือปฏบิ ัตจิ ริงและให้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ๑๒.๓ การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซ่ึงอาจเป็นผล จากการสังเกต การวัด และอื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง การบันทึกผลการทดลอง อาจอยู่ในรูปตารางหรือ การเขียนกราฟ ซ่ึงโดยท่ัวไปจะแสดงค่าของตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระบนแกนนอนและค่าของตัวแปรบนแกนตั้ง โดยเฉพาะในแต่ละแกนต้องใช้สเกลที่เหมาะสม พรอ้ มทัง้ แสดงให้เห็นถึงตาแหน่งของค่าของตัวแปรท้งั สองบนกราฟดว้ ย ในการทดลองแต่ละคร้ังจาเป็นอาศัยการวิเคราะห์ตัวแปรต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง คือสามารถที่จะบอกชนิดของตัว แปรในการทดลองว่า ตวั แปรนน้ั เป็นตัวแปรอิสระ ตวั แปรตาม หรอื ตัวแปรท่ตี ้องควบคุม ในการทดลองหนึ่ง ๆตอ้ งมีตัว

9 แปรตวั หนึ่งเท่านั้นทีม่ ีผลต่อการทดลอง และเพ่ือให้แน่ใจว่าผลที่ได้เกิดจากตัวแปรนั้นจริง ๆ จาเป็นต้องควบคุมตัวแปร อน่ื ไมใ่ หม้ ีผลต่อการทดลอง ซ่ึงเรยี กตวั แปรนี้วา่ ตัวแปรที่ต้องควบคุมให้คงที่ ๑๓.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conlusion) การ ตีความหมายข้อมูล หมายถงึ การแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมลู ท่ีมีอยู่ การตีความหมายข้อมูล ในบางครั้ง อาจต้องใช้ทักษะอื่นๆ ด้วย เช่น การสังเกต การคานวณ เป็นต้น และการลงข้อสรุป หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ ของข้อมูลท้ังหมด ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการลงข้อสรุปคือบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ เช่น การ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรบนกราฟ ถ้ากราฟเป็นเส้นตรงก็สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวแปรตาม ขณะท่ีตัวแปรอิสระเปลี่ยนแปลงหรือถ้าลากกราฟเป็นเส้นโค้งให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรก่อนที่กราฟเส้น โค้งจะเปล่ยี นทิศทางและอธิบายความสัมพันธ์ ระหวา่ งตัวแปรหลังจากที่กราฟเสน้ โคง้ เปลีย่ นทิศทางแลว้ .

โครงสร้างหลักสตู รสถานศึกษา 10 ระดับมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4-6 จานวน กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยกิต ชน้ั รหสั วชิ า รายวชิ า ๑.๕/(๖๐) ๐.๕/(๒๐) วิชาพนื้ ฐาน วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ (เทอม 1) ๑.๕/(๖๐) วทิ ยาการคานวณ ๑ (เทอม 1) ๑.๐/(4๐) ว๓๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ (เทอม 2) ๐.๕/(๒๐) วทิ ยาศาสตร์กายภาพ (เคม)ี (เทอม1) ๑.๕/(๖๐) ม 4 ว๓๑๑๐๒ วทิ ยาการคานวณ ๒ (เทอม 1) ๐.๕/(๒๐) วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ (ฟิสิกส์) (เทอม 2) ว๓๑๑๐๓ การออกแบบและเทคโนโลยี 1 (เทอม 2) ๑.๐/(4๐) 1.0/(4๐) ว๓๒๑๐๑ การสรา้ งเว็บเพจ (เทอม 1) ๑.๐/(4๐) การตัดต่อวดี โี อ (เทอม 2) ๑.๐/(4๐) ม๕ ว๓๒๑๐๒ การจดั ทาเอกสารสิ่งพิมพ์ (เทอม 1) ๑.๐/(4๐) ว๓๒๑๐๓ โปรแกรมกราฟฟิก (เทอม 1) ๑.๐/(4๐) การออกแบบฐานข้อมลู เบอื้ งต้น (เทอม 2) ๐.๕/(2๐) ว๓๒๑๐๔ ตารางคานวณ (เทอม 2) ๑.๐/(4๐) คอมพวิ เตอร์กราฟิก (เทอม 1) 0.5/(2๐) รายวิชาเพิ่มเติม การผลิตสอ่ื ส่ิงพิมพ์ (เทอม 2) 0.5/(2๐) วทิ ยาศาสตร์ในชวี ิตประจาวนั (เทอม 1) ๑.๐/(4๐) ม.4 ว 30201 สารชวี โมเลกุล (เทอม 2) เทคโนโลยีสารสนเทศ (เทอม 1) ม.4 ว 30202 ม.4 ว 30203 ม.4 ว 30204 ม.4 ว 30205 ม.4 ว 30206 ม ๕ ว ๓๒๒๐๑ ม.5 ว ๓๒๒๐๒ ม.๖ ว ๓๓๒๐๑ ม.6 ว ๓๓๒๐2 ม.6 ว ๓๓๒๐3

11 ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง วิทยาศาสตร์ สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ ไม่มชี วี ติ กับส่ิงมชี ีวติ และ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี ีวิตกบั สิ่งมีชีวติ ตา่ งๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ เปลีย่ นแปลง แทนทใ่ี นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาติและการแกไ้ ข ปัญหาสง่ิ แวดล้อมรวมทั้งนาความรไู้ ป ใช้ประโยชน์ ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. ๔ 1. สืบคน้ ข้อมูลและอธิบายความสัมพนั ธ์ - บรเิ วณของโลกแต่ละบรเิ วณมีสภาพทางภูมศิ าสตร์ท่ีแตกตา่ ง ของสภาพทางภมู ิศาสตรก์ ับความ กัน แบ่งออกไดเ้ ป็นหลายเขตตามสภาพภูมอิ ากาศและปริมาณ น้าฝน ทาให้มรี ะบบนิเวศท่ีหลากหลายซึ่งสง่ ผลให้เกดิ ความ หลากหลายของไบโอม และ หลากหลายของไบโอม ยกตวั อย่างไบโอมชนิดตา่ งๆ - การเปล่ยี นแปลงของระบบนเิ วศเกิดขึ้นไดต้ ลอดเวลาทงั้ การ เปลี่ยนแปลงท่เี กดิ ข้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากการกระทา ม. ๔ 2. สืบคน้ ข้อมูล อภปิ รายสาเหตุ และ ของมนษุ ย์ ยกตัวอยา่ งการเปลย่ี นแปลงแทนท่ขี อง - การเปล่ยี นแปลงแทนทเ่ี ปน็ การเปล่ียนแปลงของกลุ่มสิ่งมีชวี ติ ระบบนเิ วศ ทเ่ี กดิ ขน้ อย่างชา้ ๆ เป็นเวลานาน ซ่ึงเป็นผลจากการปฎิสมั พันธ์ ระหว่างองค์ประกอบทางกายภาพและทางชวี ภาพ สง่ ผลให้ ม. ๔ ๓. สืบคน้ ข้อมูล อธิบายและยกตัวอย่าง ระบบนเิ วศเปล่ยี นแปลงไปส่สู มดลุ จนเกดิ สงั คมสมบูรณ์ได้ เก่ยี วกบั การเปล่ยี นแปลงของ - การเปลีย่ นแปลงขององค์ประกอบในระบบนิเวศท้งั ทาง องค์ประกอบทางกายภาพและทาง กายภาพและทางชีวภาพมผี ลตอ่ การเปล่ยี นแปลงขนาดของ ประชากร ชวี ภาพท่ีมีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงขนาด - มนุษย์ใชท้ รัพยากรธรรมชาตโิ ดยปราศจากความระมัดระวัง ของประชากรสงิ่ มีชวี ิตในระบบนิเวศ และมีการพัฒนาเทคโนโลยใี หมๆ่ เพ่ือชว่ ยอานวยความสะดวก ต่างๆ แก่มนษุ ย์ สง่ ผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงทรัพยากรธรรมชาติ ม. ๔ 4. สืบค้นข้อมูลและอภปิ รายเก่ียวกบั และส่งิ แวดล้อม ปญั หาและผลกระทบที่มีต่อ - ปัญหาที่เกดิ กบั ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม บางปัญหา ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม ส่งผลกระทบในระดบั ท้องถ่นิ บางปัญหาส่งผลกระทบใน ระดบั ประเทศ และบางปัญหาสง่ ผลกระทบในระดับโลก พรอ้ มท้ังนาเสนอแนวทางในการอนุรักษ์ - การลดปรมิ าณการใช้ทรัพยากรธรรมชาติการกาจดั ของเสียที่ ทรพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหา เปน็ สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม และการวางแผนจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติท่ดี ีเปน็ ตวั อย่างของแนวทางในการอนรุ ักษ์ สง่ิ แวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาติ และการลดปัญหาส่งิ แวดล้อมท่ีเกดิ ขนึ้ เพ่ือใหเ้ กดิ การใช้ประโยชนท์ ี่ยั่งยืน

12 ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม. ๔ 4. สืบค้นข้อมูลและอภิปรายเก่ยี วกบั - มนุษยใ์ ชท้ รัพยากรธรรมชาติโดยปราศจากความระมัดระวัง ปญั หาและผลกระทบที่มีตอ่ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อชว่ ยอานวยความสะดวก ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม ต่างๆ แก่มนุษย์ สง่ ผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงทรัพยากรธรรมชาติ พรอ้ มทัง้ นาเสนอแนวทางในการอนุรักษ์ และสิ่งแวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา - ปญั หาทีเ่ กดิ กับทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม บางปัญหา สง่ิ แวดล้อม สง่ ผลกระทบในระดบั ท้องถิน่ บางปญั หาสง่ ผลกระทบใน ระดับประเทศ และบางปัญหาสง่ ผลกระทบในระดบั โลก - การลดปรมิ าณการใชท้ รัพยากรธรรมชาตกิ ารกาจัดของเสียท่ี เปน็ สาเหตุของปัญหาสง่ิ แวดลอ้ ม และการวางแผนจัดการ ทรพั ยากรธรรมชาติทดี่ เี ป็นตวั อยา่ งของแนวทางในการอนรุ ักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และการลดปญั หาสงิ่ แวดล้อมท่ีเกิดข้นึ เพื่อให้เกดิ การใช้ประโยชน์ท่ียั่งยืน สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของส่งิ มชี ีวิต หน่วยพื้นฐานของสง่ิ มชี วี ิต การลาเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ชนั้ ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม. ๔ 1. อธบิ ายโครงสรา้ งและสมบัตขิ องเยื่อ - เย่อื หุ้มเซลล์มโี ครงสร้างเป็นเย่ือหุม้ สองชน้ั ที่มลี ิพดิ เปน็ หุม้ เซลลท์ ี่สมั พันธ์กบั การลาเลยี ง และ องคป์ ระกอบ และมีโปรตนี แทรกอยู่ เปรียบเทียบการลาเลยี งสารผ่านเย่อื หุม้ - สารทล่ี ะลายได้ในลิพดิ และสารทมี่ ีขนาดเล็ก สามารถแพร่ผ่าน เย่อื หุ้มเซลลไ์ ด้โดยตรง ส่วนสารขนาดเล็กท่ีมปี ระจุต้องลาเลยี ง เซลล์แบบตา่ งๆ ผา่ นโปรตีนท่ีแทรกอยูท่ เ่ี ย่ือหุ้มเซลล์ ซึ่งมี 2 แบบคือ การแพร่ แบบฟาซิลเิ ทต และแอกทฟี ทรานสปอรต์ ในกรณสี ารขนาด ใหญ่ เชน่ โปรตนี จะลาเลยี งเขา้ โดยกระบวนการเอนโดไซโท ซสิ หรือลาเลยี งออกโดยกระบวนการเอกโซไซโทซสิ 2. อธิบายการควบคมุ ดลุ ยภาพของนา้ - การรักษาดุลยภาพของน้าและสารในเลอื ด เกดิ จากการทางาน และสารในเลือดโดยการทางานของไต ของไต ซึ่งเปน็ อวยั วะในระบบขับถา่ ยท่ีมีความสาคญั ในการ กาจัดของเสยี ทมี่ ีไนโตรเจนเป็นองคป์ ระกอบ รวมทง้ั นา้ และ สารที่มปี ริมาณเกินความต้องการของร่างกาย

13 ชน้ั ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ม. ๔ 3. อธบิ ายการควบคมุ ดุลยภาพของ - การรกั ษาดลุ ยภาพของกรด-เบสในเลอื ดเกิดจากการทางาน กรด-เบสของเลอื ดโดยการทางานของไต ของไตท่ีทาหน้าท่ีขบั หรือดดู กลบั ไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจน และปอด คาร์บอเนต และการทางานของปอด ท่ที าหน้าทก่ี าจดั คารบ์ อนไดออกไซด์ ม. ๔ 4. อธิบายการควบคมุ ดุลยภาพของ - การรักษาดลุ ยภาพของอณุ หภูมิภายในร่างกายเกดิ จากการ อณุ หภูมภิ ายในร่างกายโดยระบบ ทางานของระบบหมนุ เวียนเลือดทค่ี วบคุมปริมาณเลอื ดไปท่ี หมุนเวยี นเลือด ผวิ หนงั และกล้ามเน้อื ผิวหนัง การทางานของต่อมเหงอ่ื และกล้ามเนื้อของโครงร่าง โครงร่าง ซ่ึงส่งผลถงึ ปริมาณความร้อนทถี่ กู เก็บหรอื ระบายออกจาก รา่ งกาย ม. ๔ 5. อธบิ าย และเขียนแผนผงั เกีย่ วกบั - เมื่อเชอื้ โรคและส่งิ แปลกปลอมอ่นื เข้าสเู่ นอื้ เยื่อในรา่ งกาย การตอบสนองของร่างกายแบบไม่ ร่างกายจะมีกลไกในการต่อต้านหรือทาลายสงิ่ แปลกปลอมทั้ง จาเพาะ และแบบจาเพาะต่อสง่ิ แบบไมจ่ าเพาะและแบบจาเพาะ แปลกปลอมของรา่ งกาย - เซลล์เม็ดเลอื ดขาวแบบฟาโกไซตจ์ ะมีกลไกในการต่อต้านหรือ ทาลายสงิ่ แปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ - กลไกในการต่อตา้ นหรือทาลายสงิ่ แปลกปลอมแบบจาเพาะเป็น การทางานของเซลล์เม็ดเลือดขาวลมิ โฟไซต์ชนดิ บีและชนดิ ที ซึง่ เซลล์เมด็ เลอื ดขาวทัง้ สองชนดิ จะมีตัวรบั แอนตเิ จน ทาให้ เซลล์ทง้ั สองสามารถตอบสนองแบบจาเพาะต่อแอนตเิ จนน้ันๆ ได้ - เซลล์บที าหน้าท่ีสรา้ งแอนตบิ อดี ซึ่งช่วยในการจับกับสิง่ แปลกปลอมต่างๆเพอื่ ทาลายต่อไปโดยระบบภมู ิคุ้มกนั เซลล์ที ทาหน้าทห่ี ลากหลายเช่น กระต้นุ การทางานของเซลล์บีและ เซลล์ทีชนิดอื่น ทาลายเซลล์ที่ตดิ ไวรสั และเซลล์ทผ่ี ดิ ปกติอ่ืนๆ ม. ๔ 6. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และยกตัวอยา่ ง - บางกรณีรา่ งกายอาจเกิดความผดิ ปกตขิ องระบบภมู ิคุ้มกัน เช่น โรคหรอื อาการทเี่ กิดจากความผดิ ปกติ ภมู ิคมุ้ กนั ตอบสนองตอ่ แอนตเิ จนบางนดิ อย่างรนุ แรงมาก ของระบบภมู ิคุ้มกัน เกนิ ไป หรอื ร่างกายมปี ฏิกิรยิ าตอบสนองตอ่ แอนตเิ จนของ ตนเองอาจทาให้ร่างกายเกิดอาการผดิ ปกติได้ ม. ๔ 7. อธิบายภาวะภูมคิ ุ้มกันบกพรอ่ งที่มี - บุคคลที่ได้รบั เลอื ดหรือสารคัดหลังทมี่ ีเชอ้ื HIV ซ่งึ สามารถ สาเหตมุ าจากการตดิ เชือ้ HIV ทาลายเซลลท์ ี ทาให้ภูมิค้มุ กันบกพร่อง และติดเชื้อต่างๆได้งา่ ย ขน้ึ ม. ๔ 8. ทดสอบ และบอกชนิดของ - กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงเปน็ จดุ เรมิ่ ต้นของการสรา้ ง สารอาหารที่พชื สงั เคราะห์ได้ น้าตาลในพชื พืชเปลยี่ นนา้ ตาลไปเปน็ สารอาหารและสารอื่นๆ เชน่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ท่ีจาเป็นต่อการดารงชวี ิต ของพืชและสัตว์

14 ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ม. ๔ 9. สบื ค้นขอ้ มูล อภปิ ราย และ - มนษุ ยส์ ามารถนาสารตา่ งๆที่พชื บางชนิดสรา้ งขึ้นไปใช้ ยกตวั อย่างเก่ียวกับ การใชป้ ระโยชน์ ประโยชน์ เชน่ ใชเ้ ป็นยาหรอื สมุนไพร ในการรักษาโรคบาง จากสารต่างๆ ที่พชื บางชนิดสร้างข้ึน ชนดิ ใชใ้ นการไล่แมลง กาจัดศัตรพู ืชและสตั ว์ ใช้ในการ เจรญิ เตบิ โตของแบคทีเรีย และใชเ้ ปน็ วัตถุดิบในอุตสาหกรรม ม. ๔ 10. ออกแบบการทดลอง ทดลอง และ อธบิ าย เกี่ยวกับปัจจยั ภายนอกท่มี ผี ล - ปจั จัยภายนอกที่มผี ลตอ่ การเจริญเติบโต เชน่ แสง นา้ ธาตุ ต่อการเจริญเตบิ โตของพชื อาหาร คาร์บอนไดออกไซด์ และออกซเิ จน ปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมนพชื ซ่งึ พชื มีการสงั เคราะห์ข้นึ เพื่อควบคุมการ ม. ๔ 11. สบื คน้ ข้อมูลเก่ียวกบั สารควบคมุ เจรญิ เติบโตในชว่ งชีวิตตา่ งๆ การเจรญิ เตบิ โตของพืชท่มี นุษย์ สงั เคราะห์ขึ้น และยกตัวอยา่ งการนามา - มนุษยม์ ีการสังเคราะหส์ ารควบคมุ การเจริญเตบิ โตของพชื โดย ประยกุ ต์ใชท้ างด้านการเกษตรของพชื เลยี นแบบฮอรโ์ มนพชื เพื่อนามาใชค้ วบคมุ การเจรญิ เตบิ โตและ เพิ่มผลผลิตของพืช ม. ๔ 12. สังเกต และอธิบายการตอบสนอง ของพืชตอ่ สิง่ เรา้ ในรูปแบบต่างๆที่มีผล - การตอบสนองต่อสง่ิ เร้าของพืชแบง่ ตามความสัมพันธก์ ับ ต่อการดารงชวี ิต ทิศทางของสง่ิ เรา้ ได้ ได้แก่ แบบท่มี ีทิศทางสัมพันธก์ บั ทิศทาง ของสง่ิ เรา้ เช่น ดอกทานตะวันหนั เขา้ หาแสง ปลายรากเจริญ เข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก และแบบท่ีไมม่ ีทศิ ทางสมั พนั ธก์ ับ ทิศทางของสง่ิ เรา้ เช่น การหุบ และบานของดอก หรอื การหบุ และกางของใบพชื บางชนิด - การตอบสนองต่อส่งิ เรา้ ของพืชบางอยา่ งส่งผลตอ่ การ เจรญิ เติบโต เชน่ การเจริญในทิศทางเขา้ หาหรือตรงขา้ มกับ แรงโนม้ ถว่ งของโลก การเจริญในทศิ ทางเขา้ หาหรอื ตรงข้ามกับ แสง และการตอบสนองต่อการสัมผสั ส่งิ เรา้

15 สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมที่มีผลต่อส่งิ มีชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิต รวมท้งั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ชนั้ ตัวชี้วดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ม. ๔ 1. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างยีน การ - ดีเอ็นเอ มโี ครงสรา้ งประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์มาเรยี งต่อกัน สังเคราะหโ์ ปรตนี และลักษณะทาง โดยยีนเปน็ ชว่ งของสายดีเอ็นเอ ทมี ีลาดับนวิ คลีโอไทด์ท่ี พันธุกรรม กาหนดลกั ษณะของโปรตนี ท่ีสังเคราะห์ข้ึน ซึ่งสง่ ผลใหเ้ กดิ ลักษณะทางพนั ธุกรรมต่างๆ ม. ๔ 2. อธบิ ายหลกั การถา่ ยทอดลักษณะที่ - ดเี อน็ เอ มโี ครงสร้างประกอบดว้ ยนิวคลโี อไทด์มาเรียงตอ่ กัน ถกู ควบคุมด้วยยีนที่อยบู่ นโครโมโซม โดยยนี เปน็ ชว่ งของสายดเี อ็นเอ ทมี ลี าดบั นิวคลีโอไทด์ที่ เพศและมัลติเปลิ แอลลลี กาหนดลักษณะของโปรตีนท่ีสงั เคราะห์ข้ึน ซึ่งส่งผลให้เกิด ลกั ษณะทางพันธกุ รรมต่างๆ ม. ๔ 3. อธบิ ายผลท่เี กิดจากการเปลย่ี นแปลง - มวิ เทชันทเ่ี ปล่ยี นแปลงลาดบั นิวคลีโอไทด์ หรอื การ ลาดบั นิวคลโี อไทด์ในดเี อน็ เอต่อการ เปล่ยี นแปลงโครงสรา้ ง หรือจานวนโครโมโซม อาจส่งผลทา แสดงลกั ษณะของสิ่งมชี ีวิต ให้ลักษณะของสง่ิ มชี วี ิตเปลีย่ นแปลงไปจากเดมิ ซงึ่ อาจมีผลดี หรือผลเสีย ม. ๔ 4. สืบคน้ ข้อมลู และยกตัวอยา่ งการนา - มนษุ ย์ใชห้ ลักการของการเกดิ มิวทันในการชกั นาใหไ้ ด้ มวิ เทชันไปใชป้ ระโยชน์ สง่ิ มชี ีวติ ที่มลี ักษณะทีแ่ ตกตา่ งจากเดมิ โดยการรังสแี ละ สารเคมตี า่ งๆ ม. ๔ 5. สบื ค้นขอ้ มลู และอภปิ รายผลของ - มนษุ ย์นาความรู้เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอมาประยกุ ต์ใชท้ างด้าน เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอท่ีมีต่อมนุษย์และ การแพทย์และเภสัชกรรม เช่น การสร้างสง่ิ มีชวี ิตดัดแปร สงิ่ แวดล้อม พนั ธุกรรม เพ่ือผลติ ยาและวคั ซนี ดา้ นการเกษตร เชน่ พชื ดัด แปรพันธกุ รรมทต่ี ้านทานโรคหรือแมลง สตั ว์ดัดแปร พันธกุ รรมท่ีมีลักษณะตามท่ตี ้องการ และด้านนติ ิ วิทยาศาสตร์ เชน่ การตรวจลายพิมพด์ เี อ็นเอ เพ่อื หา ความสมั พันธ์ทางสายเลอื ดหรือเพื่อหาผู้กระทาผดิ ม. ๔ 6. สืบคน้ ข้อมูล อธิบาย และยกตวั อย่าง - สิ่งมีชวี ติ ท่มี อี ยใู่ นปัจจบุ นั มีลกั ษณะทีป่ รากฏให้เห็นแตกตา่ ง ความหลากหลายของส่งิ มีชีวิตซ่ึงเป็นผล กันซึง่ เป็นผลมาจากความหลากหลายของลกั ษณะทาง มาจากวิวฒั นาการ พนั ธกุ รรม ซึง่ เกดิ จากมวิ เทชนั ร่วมกบั การคัดเลอื กโดย ธรรมชาติ - ผลจากกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทาใหส้ ิง่ มชี ีวิตที่มี ลักษณะเหมาะสมในการดารงชีวิต สามารถปรับตัวใหอ้ ยู่รอด ไดใ้ นสง่ิ แวดล้อมน้ันๆ - กระบวนการคดั เลอื กโดยธรรมชาตเิ ปน็ หลักการท่สี าคญั อย่าง หน่ึงท่ีทาให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมชี วี ิต

16 สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบัติของสสารกบั โครงสร้างและแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. 5 1.ระบวุ า่ สารเป็นธาตุหรือสารประกอบ - สารเคมที ุกชนิดสามารถระบุได้วา่ เป็นธาตุหรอื สารประกอบ และอยู่ และอยู่ในรูปอะตอม โมเลกลุ หรอื ออ ในรปู ของอะตอม โมเลกุล หรอื ไอออนได้ โดยพจิ ารณาจากสตู รเคมี นจากสตู รเคมี ม. 5 2. เปรยี บเทียบความเหมอื นและความ - แบบจาลองอะตอมใช้อธบิ ายตาแหนง่ ของโปรตอน นวิ ตรอน และ แตกตา่ งของแบบจาลองอะตอมของ อเิ ลก็ ตรอนในอะตอม โดยโปรตอนและนิวตรอนอยรู่ วมกันใน โบร์กบั แบบจาลองอะตอมแบบกลุ่ม นวิ เคลยี ส ส่วนอเิ ล็กตรอนเคลอื่ นทรี่ อบนิวเคลียส ซง่ึ ในแบบจาลอง หมอก อะตอมของโบร์ อิเลก็ ตรอนเคลอื่ นที่เปน็ วง โดยแต่ละวงมรี ะยะหา่ ง จากนวิ เคลยี สและมีพลงั งานต่างกัน และอิเล็กตรอนวงนอกสุด เรียกวา่ เวเลนซอ์ เิ ล็กตรอน - แบบจาลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก แสดงโอกาสท่ีจะพบอิเลก็ ตรอน รอบนิวเคลยี สในลักษณะกลุ่มหมอก เนื่องจากอเิ ล็กตรอนมีขนาดเลก็ และเคลื่อนทอี่ ย่างรวดเร็วตลอดเวลา จงึ ไมส่ ามารถระบตุ าแหนง่ ท่ี แน่นอนได้ ม. 5 3. ระบุจานวนโปรตอน นิวตรอน และ - อะตอมของธาตุเป็นกลางทางไฟฟา้ มจี านวนโปรตอนเท่ากบั จานวน อเิ ลก็ ตรอนของอะตอม และไอออนท่ี อเิ ลก็ ตรอน การระบุชนดิ ของธาตุพิจารณาจากจานวนโปรตอน เกิดจากอะตอมเดียว - เมอ่ื อะตอมของธาตมุ ีการให้หรอื รบั อเิ ลก็ ตรอน ทาใหจ้ านวน โปรตอนและอิเล็กตรอนไมเ่ ท่ากนั เกิดเปน็ ไอออน โดยไอออนทม่ี ี จานวนอเิ ลก็ ตรอนน้อยกว่าจานวนโปรตอน เรียกว่า ไอออนบวก ส่วน ไอออนทมี่ ีจานวนอิเล็กตรอนมากกวา่ โปรตอน เรียกวา่ ไอออนลบ ม. 5 ๔. เขยี นสญั ลักษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ - สญั ลกั ษณน์ ิวเคลียรป์ ระกอบด้วยสัญลกั ษณธ์ าตุ เลขอะตอมและ และระบุการเปน็ ไอโซโทป เลขมวล โดยเลขอะตอมเปน็ ตัวเลขทแ่ี สดงจานวนโปรตอนในอะตอม เลขมวลเปน็ ตวั เลขทแ่ี สดงผลรวมของจานวนโปรตอนกับนิวตรอนใน อะตอม ธาตุชนดิ เดยี วกันแต่มีเลขมวลต่างกัน เรียกว่าไอโซโทป ม. 5 ๕. ระบหุ มู่และคาบของธาตุ และระบุ - ธาตจุ ดั เป็นหมวดหมู่ได้อย่างเปน็ ระบบโดยอาศัยตารางธาตุ ซึ่งใน วา่ ธาตเุ ปน็ โลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ กลุ่ม ปจั จบุ นั จดั เรียงตามเลขอะตอมและความคล้ายคลงึ ของสมบัติ แบ่ง ธาตุ เรพรีเซนเททีฟ หรือกลุ่มธาตุแท ออกเป็นหมูซ่ ง่ึ เปน็ แถวในแนวต้งั และคาบซง่ึ เป็นแถวในแนวนอน ทา รนซิชนั จากตารางธาตุ ใหธ้ าตุท่ีมสี มบัตเิ ป็นโลหะ อโลหะและกึ่งโลหะ อยูเ่ ปน็ กลุ่มบรเิ วณ ใกล้ ๆ กนั และแบง่ ธาตอุ อกเป็นกล่มุ ธาตุเรพรีเซนเททีฟและกลมุ่ ธาตุแทรนซชิ ัน

17 ชั้น ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. 5 ๖. เปรียบเทยี บสมบตั กิ ารนาไฟฟ้า - ธาตุในกลมุ่ โลหะ จะนาไฟฟ้าได้ดี และมีแนวโนม้ ให้อิเล็กตรอน สว่ น การใหแ้ ละรับอเิ ล็กตรอนระหว่างธาตุ ธาตุในกลุ่มอโลหะ จะไม่นาไฟฟา้ และมแี นวโนม้ รบั อเิ ล็กตรอน โดย ในกลมุ่ โลหะกับอโลหะ ธาตุเรพรเี ซนเททีฟในหมู่ IA-IIA และธาตุแทรนซิชนั ทุกธาตุ จัดเปน็ ธาตใุ นกล่มุ โลหะ ส่วนธาตเุ รพรเี ซนเททีฟในหมู่ IIIA-VIIA มีทัง้ ธาตใุ น กลุ่มโลหะและอโลหะ ส่วนธาตุเรพรีเซนเททฟี ในหมู่ VIIIA จดั เป็น ธาตอุ โลหะทงั้ หมด ม. 5 ๗. สืบคน้ ข้อมูลและนาเสนอตัวอย่าง - ธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตุแทรนซิชนั นามาใชป้ ระโยชน์ใน ประโยชน์และอนั ตรายทเ่ี กิดจากธาตุ ชวี ิตประจาวันไดห้ ลากหลาย ซ่ึงธาตุ บางชนิดมีสมบตั ิที่เป็นอนั ตราย เรพรีเซนเททีฟและธาตุแทรนซิชัน จงึ ตอ้ งคานึงถึง การป้องกนั อันตรายเพอ่ื ความปลอดภัยในการใช้ ประโยชน์ ม. 5 ๘. ระบุว่าพันธะโคเวเลนต์เป็นพนั ธะ - พนั ธะโคเวเลนต์ เปน็ การยดึ เหนีย่ วระหวา่ งอะตอมด้วยการใช้ เด่ียว พันธะคู่ หรอื พันธะสาม และระบุ เวเลนซ์อเิ ล็กตรอนรว่ มกนั เกิดเป็นโมเลกลุ โดยการใช้เวเลนซ์ จานวนคอู่ ิเลก็ ตรอนระหว่างอะตอมคู่ อเิ ลก็ ตรอนรว่ มกัน ๑ คู่ เรยี กวา่ พนั ธะเดี่ยว เขยี นแทนดว้ ยเส้นพนั ธะ ร่วมพนั ธะ จากสูตรโครงสรา้ ง ๑ เสน้ ในโครงสรา้ งโมเลกลุ ส่วนการใชเ้ วเลนซ์อิเลก็ ตรอนร่วมกัน ๒ คู่ และ ๓ คู่ เรียกว่า พนั ธะคู่ และ พันธะสาม เขียนแทนด้วยเส้น พนั ธะ ๒ เส้น และ ๓ เส้น ตามลาดับ ม. 5 ๙. ระบสุ ภาพข้ัวของสารทีโ่ มเลกลุ - สารท่ีมีพนั ธะภายในโมเลกุลเปน็ พนั ธะโคเวเลนตท์ ้ังหมดเรียกว่า สาร ประกอบด้วย 2 อะตอม โคเวเลนต์ โดยสารโคเวเลนต์ ที่ประกอบด้วย ๒ อะตอมของธาตุชนดิ เดียวกัน เปน็ สารไมม่ ีข้ัว สว่ นสารโคเวเลนต์ท่ปี ระกอบด้วย ๒ อะตอม ของธาตุตา่ งชนดิ กนั เปน็ สารมีขัว้ สาหรบั สารโคเวเลนตท์ ี่ ประกอบด้วยอะตอมมากกว่า ๒ อะตอม อาจเปน็ สารมขี ั้วหรอื ไม่มขี ้ัว ข้นึ อยู่กับรปู รา่ งของโมเลกลุ ซึ่งสภาพขวั้ ของสารโคเวเลนต์ส่งผลต่อ แรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกลุ ทีท่ าให้ จดุ หลอมเหลวและจดุ เดือดของสาร โคเวเลนตแ์ ตกต่างกัน นอกจากนี้สารบางชนดิ มจี ุดเดือดสงู กวา่ ปกติ เนือ่ งจากมีแรงดึงดดู ระหวา่ งโมเลกลุ สงู ทีเ่ รียกวา่ พันธะไฮโดรเจน ซงึ่ สารเหล่าน้ีมีพันธะ N–H O–H หรอื F–H ภายในโครงสร้างโมเลกลุ ม. 5 ๑๐. ระบุสารท่ีเกิดพนั ธะไฮโดรเจนได้ จากสตู รโครงสรา้ ง ม. 5 ๑๑. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างจดุ เดอื ดของสารโคเวเลนตก์ บั แรงดึงดูด ระหวา่ งโมเลกุลตามสภาพข้วั หรือการ เกิดพันธะไฮโดรเจน

18 ชน้ั ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. 5 ๑๒. เขยี นสูตรเคมีของไอออนและ - สารประกอบไอออนิกสว่ นใหญ่เกดิ จากการรวมตวั กนั ของไอออน สารประกอบไอออนกิ บวกของธาตโุ ลหะและไอออนลบของธาตุอโลหะ ในบางกรณีไอออน อาจประกอบด้วย กลุ่มของอะตอม โดยเมื่อไอออนรวมตัวกันเกดิ เป็น สารประกอบไอออนกิ จะมีสดั ส่วนการรวมตัวเพอื่ ทาให้ประจขุ อง สารประกอบเปน็ กลางทางไฟฟา้ โดยไอออนบวกและไอออนลบจะ จัดเรยี งตวั สลบั ต่อเนอ่ื งกันไปใน ๓ มติ ิ เกิดเป็นผลกึ ของสาร ซึง่ สตู ร เคมขี องสารประกอบ ไอออนิกประกอบดว้ ยสัญลักษณธ์ าตุท่เี ป็น ไอออนบวกตามด้วยสญั ลกั ษณ์ธาตุทเ่ี ปน็ ไอออนลบ โดยมีตวั เลขท่ี แสดงจานวนไอออนแต่ละชนิดเป็นอตั ราส่วนอยา่ งตา่ ม. 5 ๑๓. ระบวุ ่าสารเกดิ การละลายแบบ - สารจะละลายนา้ ได้เม่อื องค์ประกอบของสารสามารถเกดิ แรงดึงดูด แตกตัวหรอื ไม่แตกตวั พร้อมใหเ้ หตุผล กบั โมเลกุลของนา้ ได้ โดย การละลายของสารในน้าเกิดได้ ๒ ลกั ษณะ และระบวุ ่าสารละลายทีไ่ ด้เป็น คือ การละลายแบบแตกตัว และการละลายแบบไม่แตกตัว การ สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์ หรือนอนอิ ละลายแบบแตกตวั เกิดข้ึนกบั สารประกอบ ไอออนกิ และสารโคเว เล็กโทรไลต์ เลนต์บางชนดิ ท่ีมีสมบตั เิ ป็นกรดหรอื เบส โดยเมอื่ สารเกิดการละลาย แบบแตกตัวจะได้ไอออนท่สี ามารถเคล่ือนที่ได้ทาให้ไดส้ ารละลาย ท่ี นาไฟฟ้า ซึ่งเรยี กวา่ สารละลายอิเลก็ โทรไลต์ การละลายแบบไม่แตก ตวั เกิดข้นึ กับสารโคเวเลนตท์ ี่มขี ัว้ สูง สามารถดึงดูดกับโมเลกลุ ของน้า ได้ดี โดยเม่ือเกิดการละลายโมเลกุลของสารจะไมแ่ ตกตวั เปน็ ไอออน และสารละลายที่ไดจ้ ะไม่นาไฟฟ้า ซ่ึงเรียกว่า สารละลายนอนอิเล็ก โทรไลต์ ม. 5 ๑๔. ระบุสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภท - สารประกอบอนิ ทรียเ์ ป็นสารประกอบของคารบ์ อนสว่ นใหญ่พบใน ไฮโดรคารบ์ อนว่าอิ่มตวั หรอื ไม่อม่ิ ตวั สิง่ มีชีวติ มโี ครงสรา้ งหลากหลายและแบง่ ไดห้ ลายประเภท เน่อื งจาก จากสตู รโครงสรา้ ง ธาตคุ าร์บอน สามารถเกิดพนั ธะกับคาร์บอนด้วยกันเองและธาตอุ ่ืน ๆ นอกจากนี้พนั ธะระหว่างคาร์บอนยงั มหี ลายรูปแบบ ไดแ้ ก่ พนั ธะเดีย่ ว พนั ธะคู่ พันธะสาม - สารประกอบอินทรยี ์ที่มีเฉพาะธาตคุ ารบ์ อนและไฮโดรเจนเป็น องคป์ ระกอบ เรียกว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอน โดยสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนอิม่ ตวั มีพนั ธะระหวา่ งคารบ์ อนเป็นพนั ธะเดีย่ วทกุ พนั ธะ ในโครงสรา้ ง ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไมอ่ ิ่มตวั มพี ันธะ ระหว่างคาร์บอนเปน็ พันธะคู่ หรอื พนั ธะสามอยา่ งนอ้ ย ๑ พันธะใน โครงสร้าง ม. 5 ๑๕. สบื คน้ ข้อมลู และเปรียบเทยี บ - สารทพ่ี บในชีวิตประจาวันมีท้ังโมเลกุลขนาดเล็กและขนาดใหญ่ พอ สมบตั ิ ทางกายภาพระหว่างพอลิเมอร์ ลิเมอรเ์ ปน็ สารท่มี ีโมเลกุล ขนาดใหญ่ท่ีเกิดจากมอนอเมอร์ หลาย และมอนอเมอร์ของพอลิเมอร์ชนิดนน้ั โมเลกุลเชอื่ มตอ่ กนั ดว้ ยพนั ธะเคมี ทาให้สมบัติทางกายภาพของพอลิ เมอร์แตกตา่ งจากมอนอเมอร์ท่เี ป็นสารต้ังต้น เช่น สถานะ จดุ หลอมเหลว การละลาย

19 ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม. 5 ๑๖. ระบุสมบัตคิ วามเปน็ กรด-เบส - สารประกอบอนิ ทรยี ์ที่มีหมู่ -COOH สามารถแสดงสมบัติความเป็น จากโครงสรา้ งของสารประกอบ กรด สว่ นสารประกอบอินทรีย์ทีม่ ีหมู่ -NH2 สามารถแสดงสมบัติ อนิ ทรีย์ ความเปน็ เบส ม. 5 ๑๗. อธิบายสมบตั กิ ารละลายในตัวทา - การละลายของสารพจิ ารณาได้จากความมขี ัว้ ของตัวละลายและตัว ละลายชนิดตา่ ง ๆ ของสาร ทาละลาย โดยสารสามารถละลายได้ในตัวทาละลายทม่ี ีข้ัวใกลเ้ คยี ง กัน โดยสารมีข้ัวละลายในตัวทาละลายท่ีมีขว้ั สว่ นสารไม่มีขั้วละลาย ในตวั ทาละลายที่ไม่มีขั้ว และสารมีขว้ั ไม่ละลาย ในตัวทาละลายที่ไม่มี ขว้ั ม. 5 ๑๘. วิเคราะหแ์ ละอธบิ าย - โครงสรา้ งของพอลเิ มอร์อาจเปน็ แบบเสน้ แบบกิ่ง หรือแบบร่างแห ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโครงสร้างกับ โดยพอลิเมอร์แบบเสน้ และแบบก่งิ มสี มบตั ิเทอรม์ อพลาสติก สว่ นพอลิ สมบัติเทอร์มอพลาสตกิ และเทอรม์ อ เมอรแ์ บบรา่ งแห มสี มบตั เิ ทอรม์ อเซต จึงมีการใชป้ ระโยชนไ์ ดแ้ ตกตา่ ง เซตของพอลิเมอร์ และการนา พอลิ กนั เมอรไ์ ปใชป้ ระโยชน์ ม. 5 ๑๙. สบื คน้ ขอ้ มูลและนาเสนอ - การใชผ้ ลิตภัณฑ์พอลเิ มอร์ในปริมาณมากก่อให้เกิดปัญหาทีส่ ง่ ผล ผลกระทบของการใช้ผลิตภัณฑพ์ อลิ กระทบต่อสิง่ มีชวี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม ดงั นน้ั จึงควรตระหนักถงึ การลด เมอรท์ ี่มตี ่อสิง่ มีชีวิตและส่ิงแวดลอ้ ม ปริมาณการใช้ การใชซ้ า้ และการนากลบั มาใชใ้ หม่ พรอ้ มแนวทางป้องกนั หรือแก้ไข ม. 5 ๒๐. ระบุสตู รเคมขี องสารตั้งต้น - ปฏกิ ิรยิ าเคมที าใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงของสาร โดยปฏิกิริยาเคมี ผลติ ภณั ฑ์ และแปลความหมายของ อาจใหพ้ ลงั งานความร้อน พลังงานแสง หรือพลังงานไฟฟา้ ท่สี ามารถ สญั ลักษณ์ในสมการเคมขี องปฏิกิริยา นาไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ เคมี - ปฏิกริ ิยาเคมีแสดงได้ดว้ ยสมการเคมี ซึ่งมสี ตู รเคมีของสารต้งั ต้นอยู่ ทางด้านซา้ ยของลกู ศร และสูตรเคมีของผลติ ภัณฑ์อยู่ทางด้านขวา โดยจานวนอะตอมรวมของแต่ละธาตุทางด้านซ้ายและขวาเท่ากัน นอกจากน้สี มการเคมียงั อาจแสดงปัจจัยอ่นื เช่น สถานะ พลงั งานที่ เกีย่ วขอ้ ง ตัวเร่งปฏกิ ริ ิยาเคมีท่ใี ช้ ม. 5 ๒๑. ทดลองและอธิบายผลของความ - อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมขี ึ้นอยกู่ บั ความเข้มข้น อุณหภูมิ พ้นื ทีผ่ วิ เขม้ ข้น พื้นที่ผวิ อุณหภมู ิ และตวั เรง่ หรือตัวเรง่ ปฏกิ ริ ยิ า ปฏิกิรยิ า ทม่ี ีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิรยิ าเคมี ม. 5 ๒๒. สบื คน้ ข้อมลู และอธิบายปัจจัยทม่ี ี - ความรู้เก่ยี วกับปัจจัยท่มี ผี ลตอ่ อตั ราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีสามารถ ผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมีท่ใี ช้ นาไปใช้ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวันและในอตุ สาหกรรม ประโยชน์ ในชวี ติ ประจาวนั หรอื ใน อตุ สาหกรรม

20 ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. 5 ๒๓. อธบิ ายความหมายของปฏิกริ ิยา - ปฏกิ ริ ิยาเคมีบางประเภทเกิดจากการถ่ายโอนอเิ ลก็ ตรอนของสารใน รีดอกซ์ ปฏิกริ ิยาเคมี ซง่ึ เรยี กวา่ ปฏิกิริยารดี อกซ์ ม. 5 ๒๔. อธบิ ายสมบัตขิ องสารกมั มันตรังสี - สารทส่ี ามารถแผ่รงั สไี ดเ้ รยี กว่า สารกัมมันตรงั สี ซง่ึ มนี ิวเคลยี สท่ี และคานวณคร่งึ ชีวติ และปริมาณของ สลายตวั อย่างต่อเน่ือง ระยะเวลาท่ีสารกัมมนั ตรังสสี ลายตวั จนเหลือ สารกมั มันตรังสี ครง่ึ หนง่ึ ของปริมาณเดมิ เรียกว่า ครงึ่ ชวี ติ โดยสารกมั มนั ตรังสแี ต่ละ ชนดิ มีคา่ ครึ่งชวี ติ แตกตา่ งกัน ม. 5 ๒๕. สืบค้นขอ้ มูลและนาเสนอตวั อยา่ ง - รงั สที แี่ ผ่จากสารกมั มนั ตรังสีมหี ลายชนดิ เช่น แอลฟา บตี า แกมมา ประโยชนข์ องสารกัมมนั ตรงั สีและการ ซ่ึงสามารถนามาใช้ประโยชน์ ไดแ้ ตกต่างกนั การนาสารกัมมันตรงั สี ปอ้ งกันอันตรายทเ่ี กดิ จาก แต่ละชนิดมาใช้ต้องคานงึ ถึงผลกระทบต่อสง่ิ มีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม กมั มันตภาพรงั สี รวมทั้งมกี ารจดั การอย่างเหมาะสม

21 สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ิตประจาวนั ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะการเคล่ือนที่ แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ชั้น ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม. 5 ๑. วิเคราะหแ์ ละแปลความหมาย - การเคลื่อนท่ีของวัตถทุ ่มี ีการเปลย่ี นความเรว็ เป็นการเคลื่อนท่ี ข้อมูลความเร็วกบั เวลาของการ ดว้ ยความเรง่ ความเร่งเป็นอตั ราส่วนของความเร็วที่เปลย่ี นไปต่อ เคลอ่ื นท่ีของวตั ถุ เพื่ออธิบาย เวลาและเป็นปริมาณเวกเตอร์ ในกรณที ว่ี ัตถุทีอ่ ยู่นิ่ง หรอื เคล่อื นท่ี ความเร่งของวัตถุ ในแนวตรงด้วยความเร็วคงตัววตั ถุนัน้ มคี วามเรง่ เป็นศูนย์ - วัตถมุ ี ความเรว็ เพิ่มข้นึ ถ้าความเรว็ และความเร่ง มีทิศเดียวกนั และมี ความเร็วลดลง ถ้าความเรว็ และความเร่งมีทศิ ตรงกันข้าม ม. 5 ๒. สงั เกตและอธิบายการหาแรงลัพธท์ ่ี - เม่ือมแี รงหลายแรงกระทาต่อวตั ถหุ นึ่งโดยแรง ทุกแรงอยูใ่ น เกดิ จากแรงหลายแรงท่ีอยใู่ นระนาบ ระนาบเดยี วกันสามารถหาแรงลัพธ์ ทกี่ ระตอ่ วัตถนุ ้ันได้โดยรวม เดยี วกนั ท่ีกระทาต่อวตั ถโุ ดยการเขยี น แบบเวกเตอร์ แผนภาพการรวมแบบเวกเตอร์ ม. 5 ๓. สังเกต วิเคราะห์ และอธบิ าย - เม่อื แรงลพั ธ์มีค่าไมเ่ ทา่ กับศูนย์กระทาตอ่ วัตถุ จะทาใหว้ ัตถุ ความสัมพันธ์ระหวา่ งความเร่งของวตั ถุ เคลอื่ นที่ดว้ ยความเร่งมีทิศทางเดียวกับแรงลพั ธ์โดยขนาดของ กับแรงลพั ธ์ท่ีกระทาต่อวตั ถแุ ละมวล ความเรง่ ขน้ึ กับขนาดของ แรงลพั ธ์กระทาตอ่ วัตถแุ ละมวลของวตั ถุ ของวตั ถุ ม. 5 ๔. สงั เกตและอธบิ ายแรงกิรยิ าและแรง - แรงกระทาระหวา่ งวตั ถุคหู่ น่ึง ๆ เปน็ แรงกิรยิ าและแรงปฏิกริ ิยา ปฏกิ ริ ิยาระหว่างวตั ถคุ หู่ นึ่ง ๆ แรงท้งั สองมขี นาดเทา่ กัน เกดิ ขน้ึ พร้อมกัน กระทากบั วัตถุคนละ กอ้ น แต่มีทิศทางตรงขา้ ม ม. 5 ๕. สงั เกตและอธิบายผลของความเร่ง - วัตถทุ ่เี คลอ่ื นท่ดี ้วยความเรง่ คงตัว หรอื ความเร่ง ไม่คงตวั อาจเป็น ที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบตา่ ง ๆ ของ การเคล่อื นท่ีแนวตรง การเคล่ือนท่แี นวโค้ง หรอื การเคล่ือนที่แบบ วัตถไุ ดแ้ ก่ การเคล่ือนที่แนวตรง การ ส่ัน การเคลื่อนที่ แนวตรงด้วยความเร่งคงตัว นาไปใช้อธิบายการตก เคล่อื นท่ีแบบโพรเจกไทล์ การเคล่อื นที่ แบบเสรีการเคล่ือนทแ่ี นวโคง้ ดว้ ยความเรง่ คงตัว นาไปใช้อธิบาย แบบวงกลม และ การเคล่ือนที่แบบสน่ั การเคลื่อนทีแ่ บบโพรเจกไทล์ การเคล่อื นทแ่ี นวโค้งดว้ ยความเร่งมี ทิศทางต้ังฉากกับความเรว็ ตลอดเวลา นาไปใช้อธบิ ายการเคลอื่ นท่ี แบบวงกลมการเคล่ือนทกี่ ลบั ไปกลับมาดว้ ยความเร่ง มีทิศทางเขา้ สู่ จุดทแ่ี รงลัพธ์เป็นศนู ย์ เรยี กจุดนว้ี า่ ตาแหน่งสมดุล ซ่ึงนาไปใช้ อธิบายการเคล่ือนที่แบบสัน่ ม. 5 ๖. สบื คน้ ข้อมูลและอธิบายแรงโน้ม - ในบรเิ วณทีม่ สี นามโนม้ ถ่วง เม่อื มวี ัตถทุ ่ีมีมวล จะมีแรงโน้มถว่ งซงึ่ ถว่ งท่ีเกย่ี วกับการเคล่ือนที่ของวัตถุ เป็นแรงดึงดูดของโลกกระทาตอ่ วตั ถุ แรงนน้ี าไปใช้อธบิ ายการ ต่าง ๆ รอบโลก เคลอ่ื นที่ของวตั ถุต่าง ๆ เช่น ดาวเทยี ม และดวงจนั ทร์รอบโลก ม. 5 ๗. สังเกตและอธิบายการเกดิ - กระแสไฟฟ้าทาใหเ้ กดิ สนามแม่เหล็กในบรเิ วณรอบแนวการ สนามแม่เหลก็ เน่ืองจากกระแสไฟฟ้า เคล่อื นที่ของกระแสไฟฟา้ หาทศิ ทางของสนามแมเ่ หล็กเน่ืองจากก ระแสไฟฟ้าได้จากกฎมือขวา

22 ช้ัน ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ม. 5 ๘. สงั เกตและอธบิ ายแรงแมเ่ หล็กที่ - ในบรเิ วณที่มสี นามแมเ่ หลก็ เม่ือมีอนภุ าคที่มีประจุไฟฟ้าเคลือ่ นท่ี กระทาต่ออนภุ าคท่ีมปี ระจุไฟฟา้ ท่ี โดยไม่อย่ใู นแนวเดียวกบั สนามแม่เหล็ก หรือมีกระแสไฟฟา้ ผา่ นลวด เคล่ือนทใ่ี นสนาม แมเ่ หล็ก และแรง ตวั นาโดยกระแสไฟฟ้า ไม่อยใู่ นแนวเดียวกบั สนามแม่เหล็ก จะมี แมเ่ หล็กที่กระทาต่อลวดตัวนาที่มี แรงแมเ่ หลก็ กระทา ซ่ึงเปน็ พื้นฐานในการสร้างมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าผ่านในสนามแม่เหลก็ รวมทงั้ อธบิ ายหลักการทางานของ มอเตอร์ ม. 5 ๙. สังเกตและอธบิ ายการเกิดอเี อ็มเอฟ - เม่ือมีสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงตดั ขดลวดตวั นา ทาให้เกดิ อีเอม็ รวมทั้งยกตวั อย่างการนาความรไู้ ปใช้ เอฟ ซงึ่ เป็นพื้นฐานในการสรา้ ง เครือ่ งกาเนดิ ไฟฟ้า ประโยชน์ ม. 5 ๑๐. สืบคน้ ขอ้ มูลและอธบิ ายแรงเข้ม - ภายในนวิ เคลียสมีแรงเข้มที่เปน็ แรงยึดเหน่ยี วของอนภุ าคใน และแรงออ่ น นิวเคลียส และเป็นแรงหลักที่ใชอ้ ธิบายเสถียรภาพของนิวเคลียส นอกจากนี้ยังมแี รงอ่อน ซึ่งเป็นแรงทใี่ ชอ้ ธบิ ายการสลายให้อนุภาค บีตาของธาตุกัมมันตรงั สี

23 สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏสิ มั พนั ธ์ ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคล่นื ปรากฏการณ์ที่เกยี่ วข้องกับเสียง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ม. 5 ๑. สืบคน้ ขอ้ มลู และอธิบายพลังงาน - พลังงานทป่ี ลดปล่อยออกมาจากฟิชชัน หรอื ฟวิ ชนั เรยี กว่า นิวเคลียร์ ฟิชชนั และฟิวชันและ พลังงานนิวเคลียร์ โดยฟชิ ชันเปน็ ปฏกิ ิริยา ท่นี วิ เคลยี สท่มี มี วลมาก ความสมั พันธ์ระหวา่ งมวลกับ แตกออกเปน็ นิวเคลียสท่ีมีมวลนอ้ ยกวา่ สว่ นฟิวชันเปน็ ปฏิกิริยาท่ี พลงั งานท่ปี ลดปล่อยออกมาจากฟิช นวิ เคลียสที่มีมวลนอ้ ยรวมตัวกันเกดิ เปน็ นิวเคลียสท่ีมีมวลมากขนึ้ ชันและฟวิ ชัน พลังงานนิวเคลียร์ที่ปลดปล่อยออกมาจากฟชิ ชนั และฟวิ ชนั มีคา่ เปน็ ไปตามความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับพลงั งาน ม. 5 ๒. สบื ค้นขอ้ มลู และอธบิ ายการ - การนาพลงั งานทดแทนมาใชเ้ ป็นการแก้ปัญหา หรือตอบสนอง เปลี่ยนพลังงานทดแทนเปน็ พลังงาน ความตอ้ งการด้านพลงั งาน เช่น การเปล่ยี นพลงั งานนิวเคลียรเ์ ปน็ ไฟฟ้า รวมท้ังสบื คน้ และอภปิ ราย พลงั งานไฟฟ้าในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการเปลีย่ นพลงั งาน เกยี่ วกับเทคโนโลยี ท่ีนามาแก้ปญั หา แสงอาทติ ย์เป็นพลงั งานไฟฟ้าโดยเซลล์สุริยะ หรือตอบสนองความต้องการ - เทคโนโลยตี า่ ง ๆ ทน่ี ามาแก้ปัญหา หรอื ตอบสนองความต้องการ ทางด้านพลงั งานโดยเน้นดา้ น ทางด้านพลงั งานเป็นการนาความรทู้ กั ษะและกระบวนการทาง ประสทิ ธภิ าพและความคุ้มค่าด้าน วทิ ยาศาสตร์มาสรา้ งอปุ กรณ์ หรอื ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท่ชี ่วยใหก้ ารใช้ ค่าใชจ้ า่ ย พลงั งานมีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึ้น ม. 5 ๓. สงั เกตและอธบิ ายการสะท้อน - เมอื่ คลนื่ เคล่ือนท่ีไปพบสง่ิ กีดขวาง จะเกิด การสะทอ้ น เมื่อคล่ืน การหกั เห การเลีย้ วเบน และการรวม เคล่ือนทผ่ี ่านรอยตอ่ ระหวา่ งตัวกลางท่ีตา่ งกัน จะเกิดการหักเห เมื่อ คลนื่ คลนื่ เคล่อื นที่ไปพบขอบสง่ิ กดี ขวางจะเกิดการเลี้ยวเบน เมื่อคลื่น สองขบวนมาพบกันจะเกิดการรวมคลนื่ เกิดรูปรา่ งของคลื่นรวม หลังจากคลน่ื ทงั้ สองเคลื่อนที่ผ่านพ้นกนั แล้วจะแยกกนั โดยแต่ละ คลืน่ ยงั คงมีรูปรา่ งและทศิ ทางเดมิ ม. 5 ๔. สงั เกตและอธบิ าย ความถ่ีธรรม - เมื่อกระตนุ้ ให้วตั ถุส่ันแล้วหยดุ กระต้นุ วัตถจุ ะสัน่ ด้วยความถ่ที ี่ ชาติ การส่นั พอ้ ง และผลทีเ่ กิดข้ึน เรียกว่า ความถี่ธรรมชาติ ถ้ามแี รงกระต้นุ วัตถุท่ีกาลังสนั่ ด้วยความถ่ี จากการสน่ั พ้อง ของการออกแรงตรงกับความถี่ธรรมชาตขิ องวตั ถุนนั้ จะทาให้วตั ถุ สน่ั ด้วยแอมพลิจูดมากขนึ้ เรยี กวา่ การสนั่ พ้อง เชน่ การสนั่ พ้องของ อาคารสงู การสน่ั พ้องของสะพาน การส่นั พ้องของเสยี งในเครื่อง ดนตรปี ระเภทเป่า ๕. สงั เกตและอธบิ ายการสะท้อน - เสียงมีการสะท้อน การหักเห การเลยี้ วเบนและการรวมคลืน่ การหกั เห การเลย้ี วเบน และการรวม เช่นเดียวกบั คล่ืนอ่ืน ๆ คลืน่ ของคล่นื เสยี ง

24 ชน้ั ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ม. 5 ๖. สืบค้นขอ้ มูลและอธิบาย - ความถ่ขี องคลื่นเสยี งเปน็ ปริมาณทใ่ี ช้บอกเสยี งสูงเสียงต่าโดย ความสมั พันธ์ระหวา่ งความเข้มเสียง ความถท่ี ่ีคนได้ยินมีค่าอยู่ระหว่าง ๒๐-๒๐,๐๐๐ เฮิรตซ์ ระดบั เสียง กบั ระดบั เสียงและผลของความถก่ี ับ เปน็ ปริมาณท่ีใชบ้ อกความดงั ของเสยี งซ่ึงข้นึ กบั ความเข้มเสียง โดย ระดบั เสียงท่มี ีต่อการไดย้ ินเสยี ง ความเขม้ เสยี งเป็นพลังงานเสยี งที่ตกตัง้ ฉากบนพื้นท่หี น่ึงหน่วยใน หนง่ึ หนว่ ยเวลาเสียงที่มีความดัง มากเกินไปเปน็ อันตรายต่อหู ม. 5 ๗. สงั เกตและอธิบายการเกิดเสียง - เมอ่ื เสยี งจากแหลง่ กาเนดิ เดินทางไปกระทบวตั ถุแลว้ สะท้อน สะทอ้ นกลบั บีต ดอปเพลอร์ และการ กลับมายงั ผฟู้ ัง ถา้ ผู้ฟังไดย้ นิ เสียง ทีอ่ อกจากแหล่งกาเนดิ และเสยี งที่ สนั่ พอ้ งของเสยี ง สะทอ้ นกลบั มา แยกจากกัน เสยี งที่ไดย้ ินนเ้ี ปน็ เสยี งสะท้อนกลับ - เมอ่ื คล่ืนเสียงสองขบวนทีม่ ีความถี่ใกล้เคียงกัน มารวมกันจะเกิด บีต - เมื่อแหลง่ กาเนิดเสยี งเคลื่อนที่ ผู้ฟังเคลื่อนที่ หรอื ทั้งแหลง่ กาเนดิ และผ้ฟู ังเคล่ือนท่ี ผฟู้ ังจะได้ยินเสียงทมี่ คี วามถเี่ ปลย่ี นไป เรียกว่า ปรากฎการณด์ อปเพลอร์ - ถ้าอากาศในท่อถกู กระต้นุ ด้วยคล่นื เสยี งทมี่ คี วามถ่ีเทา่ กบั ความถี่ ธรรมชาตขิ องอากาศในท่อนน้ั จะเกดิ การสนั่ พ้องของเสียง ม. 5 ๘. สืบค้นขอ้ มูลและยกตัวอยา่ งการนา - ความรูเ้ ก่ียวกบั เสียงนาไปใช้ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ เช่น คล่นื ความรูเ้ กย่ี วกบั เสียงไปใชป้ ระโยชนใ์ น เหนือเสยี งหรอื อัลตราซาวนด์ ใช้ในทางการแพทย์ บีตของเสยี งใน ชวี ติ ประจาวนั การปรบั เทยี บเสียงของเครอื่ งดนตรี การสนั่ พ้องของเสยี งใช้ในการ ออกแบบเครอ่ื งดนตรแี ละอธิบายการเปล่งเสยี งของมนษุ ย์ ม. 5 ๙. สงั เกตและอธิบายการมองเห็นสี - เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ วตั ถุจะดูดกลนื แสงสบี างสี โดยขน้ึ กบั สาร ของวตั ถุและความผิดปกติในการ สีบนผิววตั ถุ และสะทอ้ นแสงสีทเี่ หลือออกมา ทาให้มองเห็นวัตถุ มองเหน็ สี เปน็ สีตา่ ง ๆ ข้ึนกับแสงสีทีส่ ะทอ้ นออกมา ความผดิ ปกตใิ นการ มองเหน็ สี หรอื การบอดสีเกดิ จากความบกพร่องของเซลล์รูปกรวย บนจอตา ม. 5 ๑๐. สงั เกตและอธิบายการทางานของ - แผ่นกรองแสงสยี อมใหแ้ สงสีบางสผี ่านออกไปได้ และก้นั บางแสง แผ่นกรองแสงสี การผสมแสงสี การ สี ผสมสารสี และการนาไปใชป้ ระโยชน์ - การผสมแสงสีทาให้ได้แสงสีทหี่ ลากหลาย เปล่ียนไปจากเดมิ ถ้า ในชวี ิตประจาวัน นาแสงสีปฐมภูมิในสดั ส่วน ทเ่ี หมาะสมมาผสมกนั จะได้แสงขาว - การผสมสารสีทาใหไ้ ด้สารสีทห่ี ลากหลาย เปลย่ี นไปจากเดมิ ถา้ นาสารสปี ฐมภูมใิ นปริมาณ ที่เท่ากันมาผสมกนั จะได้สารสผี สมเป็นสี ดา - การผสมแสงสแี ละการผสมสารสีสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ในด้าน ต่าง ๆ เช่น ด้านศลิ ปะ ด้านการแสดง

25 ชัน้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม. 5 ๑๑. สืบค้นข้อมูลและอธบิ ายคลนื่ - คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าประกอบดว้ ยสนามแมเ่ หลก็ และสนามไฟฟา้ ท่ี แม่เหลก็ ไฟฟ้าสว่ นประกอบคลนื่ เปลีย่ นแปลงตลอดเวลา โดยสนามทัง้ สองมีทิศทางต้งั ฉากกัน และ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า และหลักการทางาน ต้ังฉากกบั ทิศทาง การเคลอื่ นท่ีของคล่ืน ของอปุ กรณ์บางชนิดท่ีอาศยั คลืน่ - อุปกรณบ์ างชนิดทางานโดยอาศัยคลน่ื แมเ่ หล็ก ไฟฟ้า เช่น เครอื่ ง แม่เหล็กไฟฟ้า ควบคมุ ระยะไกล เครื่องถ่ายภาพเอกซเรยค์ อมพวิ เตอร์ และเครื่อง ถา่ ยภาพการส่ันพ้องแม่เหล็ก ม. 5 ๑๒. สบื ค้นขอ้ มูลและอธบิ ายการ - ในการสือ่ สารโดยอาศยั คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า เพ่ือสง่ ผ่านสารสนเทศ สอ่ื สาร โดยอาศัยคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ จากท่ีหนึ่งไปอีกทห่ี น่งึ สารสนเทศจะถกู แปลงใหอ้ ยู่ในรปู สัญญาณ ในการส่งผา่ นสารสนเทศและ สาหรับสง่ ไปยงั ปลายทางซ่ึงจะมกี ารแปลงสัญญาณกลับมาเปน็ เปรยี บเทียบการสื่อสาร ดว้ ยสญั ญาณ สารสนเทศทเ่ี หมือนเดมิ แอนะล็อกกับสัญญาณดิจิทลั - สญั ญาณท่ใี ชใ้ นการส่อื สารมีสองชนิดคอื แอนะลอ็ กและดิจทิ ลั การส่งผา่ นสารสนเทศ ด้วยสัญญาณดจิ ทิ ัลสามารถสง่ ผา่ นได้ โดยมี ความผิดพลาดน้อยกวา่ สัญญาณแอนะลอ็ ก

26 สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสรุ ยิ ะ รวมทั้งปฏิสัมพนั ธ์ภายในระบบสุริยะท่ีสง่ ผลต่อสง่ิ มีชวี ิตและการ ประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ช้ัน ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม. 6 ๑. อธบิ ายการกาเนดิ และการ - ทฤษฎีกาเนดิ เอกภพท่ียอมรับในปจั จุบนั คือ ทฤษฎีบิกแบง ระบุ เปลีย่ นแปลงพลังงาน สสาร ขนาด วา่ เอกภพเริ่มตน้ จาก บิกแบง ท่ีเอกภพมขี นาดเล็กมาก และมี อณุ หภูมขิ องเอกภพหลงั เกดิ บิกแบงใน อณุ หภมู สิ งู มาก ซ่งึ เป็นจดุ เริ่มตน้ ของเวลาและวิวฒั นาการของเอก ชว่ งเวลาตา่ ง ๆ ตามวิวฒั นาการของ ภพ โดยหลังเกิดบกิ แบงเอกภพเกิดการขยายตวั อยา่ งรวดเร็ว มี เอกภพ อุณหภมู ิลดลง มีสสารคงอยูใ่ นรปู อนุภาคและปฏิยานุภาคหลาย ชนิด และมวี ิวัฒนาการต่อเน่ืองจนถึงปัจจุบัน ซง่ึ มีเนบิวลา กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะเปน็ สมาชกิ บางส่วนของเอก ภพ ม. 6 ๒. อธิบายหลักฐานท่ีสนบั สนุนทฤษฎี - หลกั ฐานสาคัญทีส่ นบั สนนุ ทฤษฎีบกิ แบง คอื การขยายตัวของ บิกแบง จากความสัมพันธร์ ะหวา่ ง เอกภพ ซึ่งอธิบายดว้ ย กฎฮับเบิล โดยใชค้ วามสัมพันธร์ ะหวา่ ง ความเร็วกับระยะทางของกาแล็กซี ความเรว็ และระยะทางของกาแล็กซที ่ีเคลื่อนที่ห่างออกจากโลก รวมทัง้ ข้อมลู การคน้ พบไมโครเวฟพ้นื และหลกั ฐานอีกประการ คือ การคน้ พบไมโครเวฟ พน้ื หลังที่ หลังจากอวกาศ กระจายตวั อย่างสมา่ เสมอทุกทิศทางและสอดคลอ้ งกับอุณหภมู ิ เฉล่ยี ของอวกาศ มีค่าประมาณ ๒.๗๓ เคลวนิ ม. 6 ๓. อธิบายโครงสรา้ งและองค์ประกอบ - กาแลก็ ซี ประกอบดว้ ย ดาวฤกษจ์ านวนหลายแสนลา้ นดวง ซงึ่ ของกาแล็กซที างชา้ งเผือก และระบุ อยกู่ ันเปน็ ระบบของดาวฤกษ์ นอกจากน้ียงั ประกอบด้วยเทหฟ์ ้า ตาแหนง่ ของระบบสรุ ยิ ะพร้อมอธิบาย อื่น เชน่ เนบิวลา และสสารระหว่างดาว โดยองค์ประกอบตา่ ง ๆ เชื่อมโยงกับ การสังเกตเหน็ ทาง ภายในของกาแลก็ ซีอย่รู วมกันดว้ ยแรงโน้มถ่วง ชา้ งเผือกของคนบนโลก - กาแล็กซมี ีรปู ร่างแตกตา่ งกัน โดยระบบสรุ ยิ ะ อย่ใู นกาแล็กซที าง ชา้ งเผอื กซง่ึ เป็นกาแล็กซีกังหันแบบมีคาน มโี ครงสร้าง คอื นิวเคลียส จาน และฮาโล ดาวฤกษจ์ านวนมากอยู่ในบริเวณ นิวเคลยี สและจาน โดยมีระบบสรุ ิยะอยูห่ า่ งจากจดุ ศูนย์กลางของ กาแลก็ ซีทางช้างเผือก ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปแี สง ซ่งึ ทางชา้ งเผอื ก ทีส่ ังเกตเหน็ ในทอ้ งฟ้าเปน็ บริเวณหน่งึ ของกาแล็กซที างชา้ งเผือก ในมุมมองของคนบนโลก แถบฝ้าสขี าวจาง ๆ ของทางช้างเผือกคือ ดาวฤกษ์ ที่อยู่อยา่ งหนาแน่นในกาแลก็ ซีทางชา้ งเผือก ม. 6 ๔. อธิบายกระบวนการเกดิ ดาวฤกษ์ - ดาวฤกษส์ ว่ นใหญอ่ ยูร่ วมกันเป็นระบบดาวฤกษ์ คือ ดาวฤกษ์ที่ โดยแสดงการเปลย่ี นแปลงความดัน อยู่รวมกนั ตงั้ แต่ ๒ ดวงขน้ึ ไป ดาวฤกษ์ เป็นก้อนแกส๊ รอ้ นขนาด อุณหภูมิ ขนาด จากดาวฤกษ์กอ่ นเกิด ใหญ่ เกดิ จากการยุบตัวของกลุ่มสสารในเนบิวลาภายใต้แรงโนม้ จนเปน็ ดาวฤกษ์ ถ่วง ทาให้บางส่วนของเนบวิ ลามขี นาดเลก็ ลง ความดนั และ อณุ หภูมเิ พม่ิ ข้ึน เกดิ เป็นดาวฤกษ์ก่อนเกิด

27 ช้นั ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ม. 6 เมือ่ อณุ หภูมิท่ีแก่นสูงขึ้นจนเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ดาวฤกษ์ ก่อนเกดิ จะกลายเป็นดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์อยใู่ นสภาพสมดุลระหว่าง แรงดันกับแรงโน้มถ่วงซง่ึ เรียกว่าสมดลุ อทุ กสถิต จงึ ทาให้ดาวฤกษ์มี เสถยี รภาพและปลดปล่อยพลังงานเปน็ เวลานาน ตลอดชว่ งชีวิตของ ดาวฤกษ์ - ปฏิกริ ยิ าเทอร์โมนวิ เคลียร์ เปน็ ปฏิกิรยิ าหลกั ของกระบวนการ สร้างพลงั งานของดาวฤกษ์ทแี่ ก่นของดาวฤกษ์ ทาให้เกิดการหลอม นวิ เคลยี สของไฮโดรเจนเป็นนิวเคลียสฮเี ลยี มแลว้ ก่อให้เกดิ พลงั งาน อย่างต่อเนอ่ื ง ม. 6 ๕. ระบุปจั จัยที่ส่งผลตอ่ ความสอ่ งสวา่ ง - ความส่องสวา่ งของดาวฤกษ์เป็นพลังงานจาก ดาวฤกษ์ที่ ของ ดาวฤกษ์ และอธบิ ายความสมั พนั ธ์ ปลดปลอ่ ยออกมาในเวลา ๑ วนิ าทตี อ่ หนว่ ยพื้นที่ ณ ตาแหน่งของผู้ ระหวา่ งความส่องสวา่ งกบั โชติมาตรของ สงั เกต แต่เน่ืองจากตาของมนุษยไ์ มต่ อบสนองตอ่ การเปลย่ี นแปลง ดาวฤกษ์ ความสอ่ งสว่างท่ีมคี ่าน้อย ๆ จึงกาหนดคา่ การเปรียบเทียบความ สอ่ งสว่างของดาวฤกษ์ดว้ ยค่าโชติมาตร ซึ่งเปน็ การแสดงระดบั ความ ส่องสว่างของดาวฤกษ์ ณ ตาแหน่งของผสู้ ังเกต ม. 6 ๖. อธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างสี - สขี องดาวฤกษ์สัมพันธ์กบั อุณหภมู ผิ ิว และสเปกตรมั ของดาวฤกษ์ อณุ หภมู ิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ ซงึ่ นักดาราศาสตร์ใชส้ เปกตรัมในการจาแนกชนดิ ของดาวฤกษ์ ม. 6 ๗. อธบิ ายลาดบั วิวัฒนาการทส่ี มั พันธ์ - มวลของดาวฤกษ์ขึน้ อยู่กับมวลของดาวฤกษ์ ก่อนเกดิ ดาวฤกษ์ทมี่ ี กับมวลต้ังตน้ และวิเคราะห์การ มวลมากจะผลติ และใชพ้ ลงั งานมาก จึงมีอายสุ นั้ กว่าดาวฤกษท์ ี่มี เปลยี่ นแปลงสมบัตบิ างประการของดาว มวลน้อย - ดาวฤกษม์ ีการวิวฒั นาการทแ่ี ตกต่างกนั การวิวฒั นาการ ฤกษ์ และจุดจบของดาวฤกษ์ข้นึ อยู่กบั มวลตัง้ ต้นของดาวฤกษ์ สว่ นใหญ่ เทยี บกับจานวนเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ๘. อธบิ ายกระบวนการเกิดระบบสุริยะ - ระบบสุรยิ ะเกิดจากการรวมตัวกันของกลมุ่ ฝุ่นและแกส๊ ท่ีเรียกวา่ และการแบง่ เขตบรวิ ารของดวงอาทติ ย์ เนบิวลาสุรยิ ะ โดยฝ่นุ และแก๊สประมาณร้อยละ ๙๙.๘ ของมวล ได้ และลกั ษณะของดาวเคราะห์ทเ่ี อ้ือตอ่ รวมตวั เป็นดวงอาทติ ย์ซ่ึงเป็นกอ้ นแกส๊ ร้อน หรือ พลาสมา สสาร การดารงชวี ติ ส่วนทีเ่ หลือรวมตัวเปน็ ดาวเคราะหแ์ ละบริวารอืน่ ๆ ของดวงอาทิตย์ ดงั น้นั จงึ แบง่ เขตบรวิ ารของ ดวงอาทติ ย์ตามลักษณะการเกิดและ องคป์ ระกอบได้แก่ ดาวเคราะหช์ ้นั ใน ดาวเคราะหน์ อ้ ยดาวเคราะห์ ชัน้ นอก และดงดาวหาง - โลกเปน็ ดาวเคราะหใ์ นระบบสรุ ยิ ะท่มี สี ิง่ มชี วี ติ เพราะโคจรรอบ ดวงอาทิตยใ์ นระยะทางท่ีเหมาะสม อยู่ในเขตท่เี อื้อต่อการมีสง่ิ มีชีวติ มอี ณุ หภมู เิ หมาะสมและสามารถเกดิ นา้ ทั้ง ๓ สถานะ ปจั จุบันมีการ คน้ พบดาวเคราะห์ที่อยูน่ อกระบบสุริยะจานวนมาก และมีดาว เคราะห์บางดวงท่อี ยู่ในเขตท่ีเอ้ือต่อการมสี ง่ิ มชี วี ิตคลา้ ยโลก

28 ช้ัน ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม. 6 ๙. อธิบายโครงสรา้ งของดวงอาทติ ย์ - ดวงอาทิตยม์ โี ครงสร้างภายในแบง่ เป็น แกน่ เขตการแผ่รังสี และ การเกดิ ลมสุรยิ ะ พายุสุรยิ ะ และสบื ค้น เขตการพาความร้อน และมีช้ันบรรยากาศอยู่เหนือ เขตพาความ ข้อมูล วเิ คราะห์ นาเสนอปรากฏการณ์ รอ้ น ซึ่งแบ่งเปน็ ๓ ชั้น คอื ช้ันโฟโตสเฟียร์ ช้ันโครโมสเฟยี ร์ และ หรือเหตุการณท์ ี่เกีย่ วขอ้ งกับผลของลม คอโรนา ในชัน้ บรรยากาศของดวงอาทิตย์มีปรากฏการณ์สาคญั สรุ ยิ ะ และพายสุ ุรยิ ะท่ีมีตอ่ โลกรวมทัง้ เชน่ จุดมดื ดวงอาทิตย์ การลกุ จ้า ท่ที าให้เกดิ ลมสุรยิ ะ และพายุ ประเทศไทย สรุ ิยะ ซึ่งส่งผลตอ่ โลก - ลมสุริยะ เกดิ จากการแพรก่ ระจายของอนภุ าคจากชน้ั คอโรนา ออกสู่อวกาศตลอดเวลา อนุภาคท่ีหลดุ ออกสู่อวกาศเป็นอนุภาคท่ีมี ประจุ ลมสุริยะส่งผล ทาใหเ้ กิดหางของดาวหางทเ่ี รืองแสงและชไ้ี ป ทาง ทศิ ตรงกนั ข้ามกบั ดวงอาทิตย์ และเกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ แสงใต้ - พายุสุริยะ เกดิ จากการปลดปลอ่ ยอนภุ าคมีประจุพลังงานสูง จานวนมหาศาล มักเกดิ บ่อยครัง้ ในชว่ งทมี่ ีการลกุ จ้า และในช่วงที่มี จดุ มดื ดวงอาทิตยจ์ านวนมาก และในบางครงั้ มีการพ่นกอ้ นมวลคอ โรนา พายสุ รุ ิยะอาจสง่ ผลต่อสนามแม่เหล็กโลก จึงอาจรบกวน ระบบการสง่ กระแสไฟฟา้ และการสอื่ สาร รวมทง้ั อาจส่งผลต่อวงจร อิเล็กทรอนกิ ส์ของดาวเทยี ม นอกจากนนั้ มักทาใหเ้ กิด ปรากฏการณ์แสงเหนอื แสงใตท้ ี่สงั เกตได้ชดั เจน ม. 6 ๑๐. สืบค้นขอ้ มูล อธิบายการสารวจ - มนษุ ยใ์ ชเ้ ทคโนโลยีอวกาศในการศึกษาเพ่อื ขยายขอบเขตความรู้ อวกาศ โดยใชก้ ล้องโทรทรรศน์ในช่วง ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ และในขณะเดยี วกนั มนุษย์ไดน้ าเทคโนโลยี ความยาวคล่ืน ตา่ ง ๆ ดาวเทียม ยาน อวกาศมาใช้ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ เช่น วัสดศุ าสตร์ อาหาร อวกาศ สถานีอวกาศและนาเสนอ การแพทย์ แนวคดิ การนาความรทู้ างด้านเทคโนโลยี - นกั วทิ ยาศาสตร์ไดส้ รา้ งกล้องโทรทรรศนเ์ พื่อศึกษาแหลง่ กาเนิด อวกาศมาประยุกตใ์ ช้ ในชีวิตประจาวนั ของรังสหี รืออนุภาคในอวกาศ ในช่วงความยาวคล่ืนตา่ ง ๆ ได้แก่ หรือในอนาคต คล่ืนวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต และรงั สี เอ็กซ์ - ยานอวกาศ คือ ยานพาหนะทน่ี ามนษุ ย์ หรอื อุปกรณท์ างดารา ศาสตรข์ ้ึนไปสู่อวกาศ เพื่อสารวจหรือเดินทางไปยงั ดาวดวงอื่น ส่วนสถานอี วกาศ คือ ห้องปฏิบัติการลอยฟ้า ทโี่ คจรรอบโลก ใช้ใน การศึกษาวจิ ยั ทางวิทยาศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ ในสภาพไร้น้าหนัก - ดาวเทียม คอื อุปกรณ์ทีใ่ ช้ในการสารวจวตั ถุท้องฟา้ และนามา ประยกุ ตใ์ ช้ในด้านตา่ ง ๆ เชน่ การสอ่ื สารโทรคมนาคม การระบุ ตาแหนง่ บนโลก การสารวจทรพั ยากรธรรมชาติ อตุ ุนิยมวทิ ยา โดย ดาวเทียมมีหลายประเภทสามารถแบง่ ไดต้ ามเกณฑ์วงโคจรและ การใชง้ าน

29 สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองค์ประกอบและความสมั พนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลีย่ นแปลงภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณพี บิ ัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้งั ผลต่อส่ิงมีชวี ิต และสิ่งแวดล้อม ชนั้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. 6 ๑. อธบิ ายการแบ่งชั้นและสมบตั ขิ อง - การศึกษาโครงสรา้ งโลกใช้ข้อมูลหลายดา้ น เชน่ องค์ประกอบทาง โครงสร้างโลก พรอ้ มยกตวั อย่างข้อมูลท่ี เคมีของหินและแร่ องค์ประกอบทางเคมีของอกุ กาบาต ขอ้ มูลคลนื่ สนบั สนนุ ไหวสะเทือน ท่เี คลื่อนท่ผี ่านโลก จึงสามารถแบ่งชัน้ โครงสร้างโลกได้ ๒ แบบ คอื โครงสรา้ งโลกตามองคป์ ระกอบ ทางเคมี แบ่งได้เปน็ ๓ ช้นั ได้แก่ เปลือกโลก เนือ้ โลก และแกน่ โลก และโครงสร้างโลกตาม สมบตั ิเชงิ กล แบง่ ไดเ้ ปน็ ๕ ชน้ั ไดแ้ ก่ ธรณภี าค ฐานธรณีภาค มัชฌมิ ภาค แก่นโลกช้นั นอก และแก่นโลกช้ันใน ม. 6 ๒. อธิบายหลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาที่ - แผ่นธรณตี ่าง ๆ เป็นส่วนประกอบของธรณภี าค ซึ่งเปน็ ชนั้ นอกสดุ สนบั สนนุ การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี ของโครงสร้างโลก โดยมี การเปลี่ยนแปลงขนาดและตาแหนง่ ตัง้ แต่ อดตี จนถงึ ปัจจบุ นั การเคล่ือนทข่ี องแผ่นธรณดี ังกลา่ วอธบิ ายได้ตาม ทฤษฎธี รณีแปรสัณฐาน ซ่ึงมีรากฐานมาจากทฤษฎที วีปเล่อื นและ ทฤษฎีการแผ่ขยายพ้ืนสมทุ ร โดยมีหลกั ฐานท่ีสนับสนนุ ได้แก่ รปู ร่างของขอบทวปี ทีส่ ามารถเชอ่ื มต่อกนั ได้ ความคลา้ ยคลงึ กันของ กลุ่มหินและแนวเทือกเขา ซากดกึ ดาบรรพ์ รอ่ งรอยการเคลอื่ นที่ของ ตะกอนธารนา้ แข็ง ภาวะแม่เหลก็ โลกบรรพกาล อายหุ นิ ของพนื้ มหาสมุทร รวมท้ัง การคน้ พบสันเขากลางสมุทร และรอ่ งลึกกน้ สมทุ ร ม. 6 ๓. ระบสุ าเหตุ และอธบิ ายรูปแบบแนว - การพาความร้อนของแมกมาภายในโลก ทาใหเ้ กิดการเคล่ือนทข่ี อง รอยต่อของแผน่ ธรณที สี่ มั พนั ธก์ าร แผ่นธรณี ตามทฤษฎีธรณแี ปรสัณฐาน ซ่ึงนักวทิ ยาศาสตร์ได้สารวจ เคลือ่ นที่ของ แผ่นธรณี พร้อม พบหลักฐาน ทางธรณีวิทยา ไดแ้ ก่ ธรณสี ณั ฐานและธรณีโครงสร้าง ยกตัวอย่างหลกั ฐาน ทางธรณีวิทยาที่ ที่บริเวณแนวรอยต่อของแผ่นธรณี เชน่ ร่องลกึ ก้นสมุทร หมู่เกาะ พบ ภเู ขาไฟรูปโค้ง แนวภเู ขาไฟ แนวเทือกเขา หบุ เขาทรุดและสันเขา กลางสมทุ ร รอยเลื่อน นอกจากน้ียงั พบการเกิดธรณีพิบัติภัยท่ี บริเวณแนวรอยตอ่ ของแผน่ ธรณี เช่น แผน่ ดนิ ไหว ภเู ขาไฟระเบิดสึ นามิ ซง่ึ หลักฐานดังกลา่ วสมั พันธก์ ับรปู แบบ การเคลื่อนท่ีของแผน่ ธรณี นกั วิทยาศาสตร์จงึ สรปุ ได้ว่าแนวรอยตอ่ ของแผน่ ธรณมี ี 3 รปู แบบ ไดแ้ ก่ แนวแผน่ ธรณแี ยกตัว แนวแผน่ ธรณีเคลื่อนที่เขา้ หา กนั แนวแผ่นธรณีเคลอื่ นที่ผ่านกันในแนวราบ

30 ช้ัน ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม. 6 ๔. อธิบายสาเหตกุ ระบวนการเกิด - ภเู ขาไฟระเบดิ เกิดจากการแทรกดนั ของหินหนืดข้ึนมาตามส่วน ภูเขาไฟระเบิด รวมท้ังสืบคน้ ข้อมลู เปราะบาง หรอื รอยแตกบนเปลือกโลก มักพบหนาแนน่ บริเวณ พืน้ ทีเ่ สี่ยงภัย ออกแบบและนาเสนอ รอยต่อระหวา่ งแผน่ ธรณที าใหบ้ ริเวณดงั กล่าวเปน็ พ้ืนทเ่ี สี่ยงภัย ผล แนวทางการเฝา้ ระวังและการปฏบิ ตั ิ จากการระเบดิ ของภูเขาไฟมีทัง้ ประโยชนแ์ ละโทษ จึงต้องศึกษา ตนใหป้ ลอดภัย แนวทางในการเฝา้ ระวัง และการปฏิบตั ติ นให้ปลอดภยั ม. 6 ๕. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ - แผ่นดนิ ไหวเกดิ จากการปลดปลอ่ ยพลงั งานที่สะสมไวข้ องเปลอื ก ขนาดและความรุนแรง และผลจาก โลกในรปู ของคลนื่ ไหวสะเทือน แผน่ ดินไหวมีขนาดและความรนุ แรง แผน่ ดินไหว รวมท้ังสืบคน้ ข้อมลู พนื้ ที่ แตกต่างกนั มกั เกดิ ข้นึ บรเิ วณรอยตอ่ ของแผน่ ธรณี และพ้นื ที่ภายใต้ เสย่ี งภัย ออกแบบและนาเสนอแนว อทิ ธพิ ลของการเคลื่อนของแผ่นธรณี ทาให้บริเวณดังกล่าวเปน็ พ้นื ท่ี ทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัตติ นให้ เส่ยี งภยั แผ่นดนิ ไหว ซงึ่ ส่งผลให้ส่งิ กอ่ สร้างเสียหาย เกิดอันตรายตอ่ ปลอดภัย ชวี ิตและทรัพยส์ นิ จงึ ต้องศึกษาแนวทางในการเฝ้าระวัง และการ ปฏิบตั ติ นใหป้ ลอดภัย ม. 6 ๖. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ - สึนามิ คือคลื่นนา้ ท่ีเกดิ จากการแทนท่ีมวลน้า ในปรมิ าณมหาศาล และผลจากสนึ ามิ รวมทงั้ สบื ค้นขอ้ มูล ส่วนมากจะเกิดในทะเล หรือมหาสมทุ ร โดยคลื่นมีลกั ษณะเฉพาะ พื้นที่เสยี่ งภยั ออกแบบและนาเสนอ คือความยาวคลน่ื มากและเคลอ่ื นทด่ี ว้ ยความเร็วสูง เม่ืออยู่กลาง แนวทาง การเฝา้ ระวงั และการปฏบิ ัติ มหาสมุทรจะมคี วามสูงคลืน่ น้อย และอาจเพิ่ม ความสูงขน้ึ อย่าง ตนให้ปลอดภยั รวดเร็วเมือ่ คลื่นเคล่ือนที่ผา่ นบรเิ วณนา้ ต้ืน จงึ ทาให้พ้นื ทบี่ ริเวณ ชายฝั่งบางบริเวณเปน็ พื้นที่ เสย่ี งภัย สนึ ามิ ก่อใหเ้ กิดอันตรายแก่ มนษุ ย์และสง่ิ ก่อสร้างในบริเวณชายหาดน้นั จงึ ตอ้ งศึกษาแนวทางใน การเฝ้าระวงั และการปฏิบตั ิตนให้ปลอดภัย ม. 6 ๗. อธิบายปจั จัยสาคัญท่มี ีผลตอ่ การ - พนื้ ผิวโลกแตล่ ะบรเิ วณไดร้ ับพลงั งานจากดวงอาทิตยใ์ นปริมาณท่ี ได้รบั พลงั งานจากดวงอาทิตย์แตกตา่ ง แตกตา่ งกัน เนอื่ งจากปัจจัยสาคัญหลายประการเช่น สณั ฐานและ กนั ในแตล่ ะบริเวณของโลก การเอยี งของแกนโลก ลกั ษณะของพืน้ ผวิ ละอองลอย และเมฆ ทา ให้แต่ละบรเิ วณบนโลกมีอุณหภมู ิไม่เทา่ กนั ส่งผลใหม้ คี วามกดอากาศ แตกตา่ งกนั และเกิดการถา่ ยโอนพลงั งานระหวา่ งกัน ม. 6 ๘. อธิบายการหมนุ เวยี นของอากาศที่ - การหมนุ เวียนของอากาศเกิดข้ึนจากความกดอากาศที่แตกต่างกนั เปน็ ผลมาจากความแตกตา่ งของความ ระหว่างสองบริเวณ โดยอากาศเคล่ือนทีจ่ ากบริเวณท่มี ีความกด กดอากาศ อากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่าซึง่ จะเห็นได้ชัดเจน ใน การเคลือ่ นท่ีของอากาศในแนวราบ และเม่อื พิจารณาการเคลือ่ นท่ี ของอากาศในแนวด่ิงจะพบวา่ อากาศเหนอื บรเิ วณความกดอากาศต่า จะมกี ารยกตัวขึน้ ขณะท่ีอากาศเหนือบริเวณความกดอากาศสงู จะ จมตัวลง โดยการเคลื่อนที่ของอากาศทั้งในแนวราบและแนวด่งิ นี้ ทา ใหเ้ กดิ เปน็ การหมุนเวียนของอากาศ

31 ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม. 6 ๙. อธบิ ายทิศทางการเคล่ือนทขี่ อง - การหมนุ รอบตัวเองของโลกทาใหเ้ กดิ แรงคอรอิ อลสิ ส่งผลให้ทศิ อากาศ ท่เี ปน็ ผลมาจากการ ทางการเคลอื่ นที่ของอากาศเบนไป โดยอากาศท่ีเคล่อื นท่ีในบริเวณซกี หมนุ รอบตัวเองของโลก โลกเหนือจะเบนไปทางขวาจากทศิ ทางเดิม ส่วนบรเิ วณซีกโลกใต้จะเบน ไปทางซ้ายจากทิศทางเดิม ม. 6 ๑๐. อธิบายการหมุนเวยี นของ - โลกมีความกดอากาศแตกต่างกนั ในแต่ละบรเิ วณรวมท้ังอิทธพิ ลจากการ อากาศตามเขตละตจิ ดู และผลทีม่ ี หมนุ รอบตวั เองของโลกทาให้อากาศในแต่ละซีกโลกเกดิ การหมนุ เวยี น ตอ่ ภมู ิอากาศ ของอากาศตามเขตละติจดู แบง่ ออกเป็น ๓ แถบ โดยแต่ละแถบมี ภูมอิ ากาศแตกตา่ งกนั ไดแ้ ก่ การหมุนเวียน แถบขัว้ โลกมีภมู ิอากาศแบบ หนาวเย็น การหมุนเวยี นแถบละติจูดกลางมภี ูมอิ ากาศแบบอบอ่นุ และ การหมนุ เวียนแถบเขตร้อนมีภูมิอากาศแบบร้อนช้ืน - นอกจากนบี้ ริเวณรอยต่อของการหมนุ เวียนอากาศแต่ละแถบละตจิ ูด จะ มีลกั ษณะลมฟ้าอากาศ ทีแ่ ตกต่างกนั เช่น บรเิ วณใกลศ้ นู ย์สูตรมีปริมาณ หยาดนา้ ฟา้ เฉลยี่ สงู กว่าบรเิ วณอ่ืน บรเิ วณละติจดู ๓๐ องศามีอากาศ แหง้ แล้ง ส่วนบรเิ วณละติจดู ๖๐ องศา อากาศมีความแปรปรวนสงู ม. 6 ๑๑. อธิบายปัจจยั ทีท่ าให้เกิดการ - การหมุนเวียนของกระแสนา้ ผิวหนา้ ในมหาสมุทร ได้รบั อทิ ธิพลจากการ หมนุ เวยี นของน้าผิวหนา้ ใน หมนุ เวียนของอากาศในแตล่ ะแถบละติจูดเปน็ ปัจจัยหลักทาให้บรเิ วณ มหาสมทุ รและรูปแบบ การ ซกี โลกเหนือมีการหมนุ เวยี นของกระแสน้าผวิ หน้าในทิศทาง ตามเข็ม หมุนเวยี นของน้าผิวหน้าใน นาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกาในซกี โลกใต้ ซึง่ กระแสน้าผวิ หน้าใน มหาสมุทร มหาสมุทรมีท้ังกระแสนา้ อนุ่ และกระแสน้าเย็น ม. 6 ๑๒. อธิบายผลของการหมุนเวยี น - การหมนุ เวียนอากาศและน้าในมหาสมุทร ส่งผลต่อภมู ิอากาศ ลมฟ้า ของอากาศและน้าผวิ หนา้ ใน อากาศ สิง่ มีชีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม เชน่ กระแสน้าอุน่ กลั ฟ์ สตรีมท่ที าให้ มหาสมุทรทมี่ ีตอ่ ลักษณะภูมิอากาศ บางประเทศ ในทวีปยุโรปไมห่ นาวเย็นเกนิ ไป และเมื่อการหมุนเวยี น ลมฟา้ อากาศ สง่ิ มีชวี ติ และ อากาศและน้าในมหาสมุทรแปรปรวน ทาใหเ้ กิด ผลกระทบต่อสภาพลม ส่ิงแวดล้อม ฟ้าอากาศ เชน่ ปรากฏการณเ์ อลนโี ญและลานญี า ซึ่งเกดิ จากความ แปรปรวนของลมค้าและสง่ ผลต่อประเทศท่ีอย่บู ริเวณมหาสมทุ รแปซิฟิก ม. 6 ๑๓. อธบิ ายปจั จัยทม่ี ีผลต่อการ - โลกไดร้ ับพลังงานจากดวงอาทติ ย์ โดยปริมาณพลังงานเฉลี่ยท่โี ลกได้รับ เปลีย่ นแปลงและภมู ิอากาศของ เท่ากบั พลงั งานเฉลี่ยที่โลกปลดปล่อยกลบั สูอ่ วกาศ ทาใหเ้ กิดสมดุล โลก พร้อมท้ังนาเสนอแนวปฏบิ ัติ พลงั งานของโลก สง่ ผลให้อุณหภูมิเฉลย่ี ของโลกในแตล่ ะปีค่อนข้างคงท่ี เพ่ือลดกิจกรรมของมนุษย์ ท่ีสง่ ผล และมลี ักษณะภูมิอากาศทไ่ี ม่เปลี่ยนแปลง หากสมดลุ พลังงานของโลก ต่อการเปล่ยี นแปลงภูมอิ ากาศโลก เกิดการเปลีย่ นแปลงไปจะทาใหอ้ ณุ หภมู ิเฉล่ยี ของโลกและภูมิอากาศเกดิ การเปลี่ยนแปลงไดเ้ นื่องจากปจั จัยหลายประการท้ังปัจจัยท่ีเกิดขึน้ ตาม ธรรมชาตแิ ละการกระทาของมนุษย์ เชน่ แกส๊ เรอื นกระจก ลกั ษณะผวิ โลก และละอองลอย - มนุษยม์ สี ่วนชว่ ยในการชะลอการเปลีย่ นแปลงภูมิอากาศโลกไดโ้ ดยการ ลดกจิ กรรมท่ีทาใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงสมดุลพลังงาน เช่น ลดการ ปลดปล่อยแกส๊ เรือนกระจกและละอองลอย

32 ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม. 6 ๑๔. แปลความหมายสญั ลักษณ์ลมฟา้ - แผนทอี่ ากาศผวิ พื้นแสดงข้อมูลการตรวจอากาศ ในรปู แบบ อากาศ ทสี่ าคัญจากแผนที่อากาศ และ สญั ลกั ษณห์ รือตวั เลข เชน่ บรเิ วณความกดอากาศสงู หย่อมความกด นาข้อมลู สารสนเทศต่าง ๆ มาวางแผน อากาศต่า พายหุ มนุ เขตร้อน ร่องความกดอากาศตา่ การแปล การดาเนินชีวติ ให้สอดคล้องกับสภาพ ความหมายสญั ลกั ษณ์ลมฟ้าอากาศทาใหท้ ราบลักษณะลมฟ้าอากาศ ลมฟ้าอากาศ ณ บริเวณหนงึ่ - การแปลความหมายสัญลักษณท์ ่ีปรากฏบนแผนที่อากาศ รว่ มกบั ข้อมลู สารสนเทศตา่ ง ๆ เช่น โปรแกรมประยุกตเ์ ก่ียวกบั การ พยากรณ์อากาศ เรดาร์ตรวจอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม สามารถ นามาวางแผนการดาเนินชวี ิตให้สอดคล้องกับสภาพลมฟ้าอากาศ เชน่ การเลือกชว่ งเวลาในการเพาะปลูกให้สอดคลอ้ งกับฤดูกาล การ เตรยี มพร้อมรบั มือสภาพอากาศแปรปรวน

33 สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลงอย่าง รวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหา หรือ พัฒนา งานอย่างมีความคิดสรา้ งสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย คานึงถึงผลกระทบต่อชีวติ สงั คม และสิ่งแวดลอ้ ม ชัน้ ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๔ ๑. วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี • ระบบทางเทคโนโลยีเป็นกลุ่มของส่วนต่างๆตั้งแต่ สองส่วนขึ้นไป ความสัมพันธ์ กับศาสตร์อ่ืน โดยเฉพาะ ประกอบเขา้ ดว้ ยกนั และทางาน ร่วมกนั เพอื่ ให้บรรลวุ ัตถุประสงค์โดย วิทยาศาสตร์หรือ คณิตศาสตร์รวมท้ัง ในการทางาน ของระบบทางเทคโนโลยีจะประกอบไปด้วย ตัวป้อน ประเมินผลกระทบท่ี จะเกดิ ข้ึนต่อมนุษย์ (input) กระบวนการ (process) และ ผลผลิต (output) ที่สัมพันธ์ สังคม เศรษฐกิจ และ ส่ิงแวดล้อม เพ่ือ กันนอกจากน้ี ระบบทางเทคโนโลยีอาจมีข้อมูลย้อนกลับ เปน็ แนวทางในการพัฒนา เทคโนโลยี (feedback) เพ่ือใช้ปรับปรุงการทางานได้ตาม วัตถุประสงค์โดย ระบบทางเทคโนโลยีอาจมี ระบบยอ่ ยหลายระบบ (sub-systems) ท่ี ทางาน สมั พันธ์กันอยู่และหากระบบย่อยใดทางาน ผดิ พลาดจะส่งผล ต่อการทางานของระบบอน่ื ด้วย • เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน ซ่ึงมีสาเหตุหรือปัจจัย มาจากหลายด้าน เช่น ปัญหา ความต้องการ ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่าง ๆ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ส่งิ แวดล้อม ๒. ระบุปัญหาหรือความต้องการท่ีมี • ปญั หาหรอื ความต้องการทม่ี ีผลกระทบต่อสังคม เช่น ปญั หาด้าน ผลกระทบต่อ สังคม รวบรวม วิเคราะห์ การเกษตร อาหาร พลงั งาน การขนส่ง สขุ ภาพและการแพทยก์ าร ข้อมลู และแนวคิด ท่เี กีย่ วข้องกบั ปญั หา บรกิ าร ซง่ึ แตล่ ะดา้ นอาจมไี ด้หลากหลายปัญหา • การวเิ คราะห์ ทม่ี ีความซับซอ้ น เพอื่ สงั เคราะหว์ ธิ ีการ สถานการณป์ ัญหาโดยอาจใช้เทคนิค หรอื วธิ ีการวเิ คราะห์ท่ี เทคนิคในการแก้ปัญหา โดยคานึงถึง หลากหลาย ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจ เง่ือนไขและกรอบของปัญหาได้ชัดเจน ความถกู ตอ้ งด้านทรัพยส์ ินทาง ปัญญา จากนั้น ดาเนินการสบื คน้ รวบรวมข้อมูล ความรจู้ าก ศาสตรต์ ่างๆ ที่ เกีย่ วขอ้ ง เพอ่ื นาไปสู่การออกแบบ แนวทางการแก้ปญั หา ๓. ออกแบบวธิ กี ารแกป้ ัญหา โดย • การวเิ คราะห์เปรียบเทียบ และตดั สนิ ใจเลอื กข้อมลู ทจ่ี าเปน็ โดย วิเคราะห์ เปรยี บเทียบ และตัดสนิ ใจ คานึงถงึ ทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา เงื่อนไขและทรพั ยากร เช่น เลือกข้อมูลท่จี าเปน็ ภายใต้เง่ือนไขและ งบประมาณ เวลา ข้อมูลและสารสนเทศ วัสดุ เครอ่ื งมือและอุปกรณ์ ทรัพยากรทีม่ ีอยู่ นาเสนอ แนวทางการ ชว่ ยใหไ้ ดแ้ นวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แก้ปัญหาใหผ้ ู้อ่ืนเข้าใจด้วยเทคนิค หรอื • การออกแบบแนวทางการแก้ปญั หาทาได้ หลากหลายวิธีเช่น การ วธิ ีการท่หี ลากหลาย โดยใช้ซอฟต์แวร์ รา่ งภาพ การเขยี นแผนภาพ การเขียนผงั งาน • ซอฟต์แวรช์ ว่ ยในการออกแบบและ

34 ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๔ ช่วยในการออกแบบ วางแผนข้ันตอน นาเสนอ มหี ลากหลายชนดิ จึงต้องเลอื กใชใ้ ห้เหมาะกับงาน การทางาน และดาเนนิ การแก้ปญั หา • การกาหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการทางาน กอ่ นดาเนินการ แกป้ ญั หาจะช่วยใหก้ ารทางาน สาเร็จได้ตามเปา้ หมาย และลด ข้อผดิ พลาดของ การทางานที่อาจเกดิ ขึ้น ๔. ทดสอบ ประเมนิ ผล วิเคราะห์และให้ • การทดสอบและประเมินผลเป็นการตรวจสอบ ชน้ิ งานหรือวิธีการ เหตผุ ล ของปญั หาหรือข้อบกพร่องท่ี วา่ สามารถแกป้ ัญหาได้ตาม วตั ถุประสงค์ภายใตก้ รอบของปัญหา เกดิ ข้ึนภายใต้ กรอบเงื่อนไข หาแนวทาง เพ่ือหา ขอ้ บกพร่อง และดาเนินการปรับปรงุ โดยอาจ ทดสอบซ้า การปรบั ปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการ เพ่ือใหส้ ามารถแก้ไขปัญหาได้อยา่ งมี ประสิทธิภาพ แกป้ ัญหา พร้อมท้งั เสนอ แนวทางการ • การนาเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอดแนวคดิ เพอ่ื ใหผ้ ู้อืน่ เขา้ ใจ พัฒนาตอ่ ยอด เกยี่ วกบั กระบวนการทางาน และชิน้ งานหรือวธิ กี ารท่ีไดซ้ งึ่ สามารถ ทาได้ หลายวิธีเชน่ การทาแผ่นนาเสนอผลงาน การจัด นิทรรศการ การนาเสนอผา่ นสื่อออนไลน์หรือ การนาเสนอตอ่ ภาคธรุ กิจ เพื่อการ พัฒนาตอ่ ยอด สงู่ านอาชีพ ๕. ใชค้ วามรู้และทกั ษะเกยี่ วกับวสั ดุ • วัสดแุ ตล่ ะประเภทมสี มบตั ิแตกต่างกัน เชน่ ไมส้ ังเคราะห์โลหะ จึง อุปกรณ์ เครอ่ื งมือ กลไก ไฟฟ้าและ ต้องมีการวิเคราะหส์ มบัติ เพอื่ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของ อเิ ล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยที ซ่ี บั ซ้อน งาน ในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางาน ได้ • การสร้างชิน้ งานอาจใช้ความรเู้ ร่ืองกลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกสเ์ ชน่ อย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั LDR sensor เฟือง รอก คาน วงจรสาเร็จรูป • อุปกรณ์และเครื่องมือในการสรา้ งชิ้นงาน หรอื พฒั นาวธิ ีการมี หลายประเภท ตอ้ งเลือกใช้ ใหถ้ ูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทั้ง รูจ้ กั เกบ็ รักษา ม.๕ ๑. ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะจาก การทาโครงงาน เป็นการประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ และทักษะจากศาสตร์ ศาสตร์ต่าง ๆ รวมท้งั ทรพั ยากรในการ ต่าง ๆ รวมทง้ั ทรัพยากร ในการสรา้ งหรือพฒั นาชิ้นงานหรือวิธกี าร ทาโครงงานเพ่ือแกป้ ัญหา หรือพฒั นา เพอ่ื แกป้ ญั หาหรืออานวยความสะดวกในการทางาน งาน • การทาโครงงานการออกแบบและเทคโนโลยี สามารถดาเนินการได้ โดยเริม่ จาก การสารวจ สถานการณป์ ัญหาท่ีสนใจ เพื่อกาหนดหัวข้อ โครงงาน แลว้ รวบรวมขอ้ มลู และแนวคิดท่ีเก่ียวข้อง กับปญั หา ออกแบบแนวทางการแก้ปญั หา วางแผน และดาเนนิ การแก้ปัญหา ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงแก้ไขวธิ ีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน และ นาเสนอวิธกี ารแกป้ ัญหา ม.๖ - -

35 สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวติ จริงอย่างเป็นขน้ั ตอนและเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู้ การทางาน และการแกป้ ัญหาได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ รูเ้ ท่า ทัน และมจี ริยธรรม ชัน้ ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ม.๔ ๑. ประยกุ ต์ใช้แนวคิดเชิงคานวณในการ • การพัฒนาโครงงาน พฒั นา โครงงานที่มีการบรู ณาการกบั • การนาแนวคิดเชิงคานวณไปพัฒนาโครงงาน ท่ีเกี่ยวกบั วชิ าอื่น อย่างสร้างสรรคแ์ ละเชือ่ มโยงกับ ชวี ติ ประจาวัน เชน่ การจัดการพลงั งาน อาหาร การเกษตร ชวี ติ จรงิ การตลาด การค้าขาย การทาธุรกรรม สุขภาพ และสง่ิ แวดล้อม • ตวั อย่างโครงงาน เชน่ ระบบดแู ลสขุ ภาพ ระบบ อตั โนมัติควบคุม การปลกู พชื ระบบจัดเสน้ ทาง การขนส่งผลผลิตระบบแนะนาการใช้ งานหอ้ งสมุด ท่มี กี ารโต้ตอบกับผใู้ ชแ้ ละเชอื่ มต่อกับฐานข้อมูล ม.๕ ๑. รวบรวม วิเคราะหข์ ้อมลู และใช้ • การนาความรดู้ า้ นวทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ สือ่ ดจิ ิทลั และเทคโนโลยี ความรู้ ดา้ นวทิ ยาการคอมพิวเตอร์สอื่ สารสนเทศ มาใชแ้ ก้ปัญหา กับชีวติ จริง ดิจิทลั เทคโนโลยี สารสนเทศในการ • การเพิ่มมูลค่าใหบ้ ริการหรอื ผลิตภณั ฑ์ แกป้ ญั หาหรือเพ่ิมมลู ค่า ให้กับบริการ • การเก็บข้อมูลและการจัดเตรียมข้อมลู ใหพ้ ร้อม กบั การประมวลผล หรอื ผลิตภณั ฑ์ทใี่ ช้ในชวี ิตจริง อย่าง • การวเิ คราะหข์ ้อมลู ทางสถติ ิ สรา้ งสรรค์ • การประมวลผลข้อมูล และเคร่ืองมือ • การทาข้อมูลให้เป็นภาพ (data visualization) เชน่ bar chart, scatter, histogram • การเลอื กใชแ้ หล่งขอ้ มูล เช่น data.go.th, wolfram alpha, OECD.org, ตลาดหลักทรพั ย์, world economic forum • คุณคา่ ของข้อมลู และกรณีศึกษา • กรณีศึกษาและวิธกี ารแก้ปัญหา • ตัวอย่างปญั หา เชน่ - รูปแบบของบรรจภุ ัณฑท์ ่ีดึงดดู ความสนใจ และ ตรงตามความ ตอ้ งการผู้ใช้ในแตล่ ะประเภท - การกาหนดตาแหน่งป้ายรถเมล์เพื่อลดเวลา เดินทางและปญั หา การจราจร - สารวจความตอ้ งการรับประทานอาหาร ในชุมชน และเลอื กขาย อาหารทีจ่ ะได้กาไรสูงสุด - ออกแบบรายการอาหาร ๗ วัน สาหรบั ผู้ปว่ ย เบาหวาน

36 ชั้น ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม.๖ ๑. ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการ • การนาเสนอและแบง่ ปนั ข้อมูล เชน่ การเขยี น บล็อก อปั โหลด นาเสนอ และ แบง่ ปนั ข้อมูลอย่าง วดิ ีโอ ภาพอินโฟกราฟิก ปลอดภัย มจี รยิ ธรรม และ วิเคราะหก์ าร • การนาเสนอและแบง่ ปันข้อมูลอยา่ งปลอดภยั เช่น ระมัดระวัง เปลีย่ นแปลงเทคโนโลยสี ารสนเทศ ท่ีมี ผลกระทบทตี่ ามมา เม่อื มีการ แบ่งปนั ขอ้ มลู หรอื เผยแพรข่ ้อมลู ไม่ ผลต่อการดาเนินชีวิต อาชีพ สงั คม และ สรา้ ง ความเดือดร้อนต่อตนเองและผ้อู ่นื วฒั นธรรม • จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ • เทคโนโลยีเกดิ ใหมแ่ นวโนม้ ในอนาคต การเปลย่ี นแปลงของ เทคโนโลยี • นวตั กรรมหรือเทคโนโลยดี ้านตา่ ง ๆ ทเ่ี กีย่ วข้อง กบั ชีวิตประจาวนั • อาชพี เกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ • ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศต่อการ ดาเนินชีวติ อาชพี สงั คม และวัฒนธรรม

37 ตารางวเิ คราะหค์ าอธบิ ายรายวชิ าวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ ว 31101 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4-6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธ์ระหวา่ งสงิ่ ไม่มีชีวิตกับสงิ่ มีชีวิต และความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มีชีวิตกับส่ิงมชี ีวิตตา่ ง ๆ ในระบบนเิ วศ การถ่ายทอดพลงั งานการเปลย่ี นแปลงแทนที่ ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม แนวทาง ในการอนรุ ักษธ์ รรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปญั หาสง่ิ แวดล้อมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระการเรียนรู้ คาสาคัญทเี่ ปน็ คุณภาพผ้เู รียน ตัวชี้วดั แกนกลาง ท้องถนิ่ / ความรู้ ทักษะ คุณลกั ษณะ อาเซียน 1. สบื ค้นขอ้ มูลและ - บรเิ วณของโลกแตล่ ะบริเวณมี (K) (P) (A) อธิบายความสมั พนั ธ์ สภาพทางภูมศิ าสตร์ทแี่ ตกต่างกนั ของสภาพทาง แบง่ ออกได้เป็นหลายเขตตามสภาพ อธิบาย สืบค้น ภูมิศาสตรก์ ับความ ภูมิอากาศและปริมาณนา้ ฝน ทาใหม้ ี หลากหลายของไบโอม ระบบนเิ วศท่ีหลากหลายซงึ่ ส่งผลให้ ยกตวั อยา่ ง และยกตวั อย่างไบโอม เกดิ ความหลากหลายของไบโอม ชนิดต่างๆ อภิปราย สบื คน้ 2. สบื ค้นขอ้ มูล - การเปลี่ยนแปลงของระบบ ยกตวั อย่าง อภิปรายสาเหตุ และ นเิ วศ ยกตัวอยา่ งการ อธบิ าย สืบคน้ เปลยี่ นแปลงแทนที่ - การเปล่ียนแปลงแทนท่ี ยกตวั อยา่ ง ของระบบนิเวศ องคป์ ระกอบทางกายภาพและ ทางชวี ภาพ สง่ ผลให้ระบบ ๓. สืบค้นขอ้ มูล นิเวศเปลยี่ นแปลงไปสู่สมดุลจน อธิบายและ เกิดสงั คมสมบูรณ์ได้ ยกตวั อย่างเกย่ี วกบั การเปล่ียนแปลงของ - การเปลยี่ นแปลงของ องคป์ ระกอบทาง องคป์ ระกอบในระบบนเิ วศทั้ง กายภาพและทาง ทางกายภาพและทางชีวภาพมี ชีวภาพทีม่ ผี ลต่อการ ผลต่อการเปล่ียนแปลงขนาด เปลี่ยนแปลงขนาด ของประชากร ของประชากร ส่งิ มชี ีวติ ในระบบ นิเวศ

38 สาระการเรยี นรู้ คาสาคญั ทเ่ี ปน็ คณุ ภาพผ้เู รียน ตวั ชว้ี ดั แกนกลาง ทอ้ งถ่นิ / ความรู้ ทกั ษะ คุณลกั ษณะ อาเซียน 4. สืบค้นข้อมลู - มนษุ ยใ์ ช้ทรัพยากรธรรมชาตโิ ดย (K) (P) (A) และอภิปราย ปราศจากความระมดั ระวงั และมี เกยี่ วกับปัญหาและ การพัฒนาเทคโนโลยใี หมๆ่ ส่งผลต่อ อภิปราย สืบค้น ผลกระทบท่ีมตี อ่ การเปลย่ี นแปลง ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม และสิง่ แวดลอ้ ม - ปญั หาท่เี กดิ กบั ทรพั ยากรธรรมชาติ พร้อมทง้ั นาเสนอ และส่ิงแวดลอ้ ม บางปัญหาส่ง แนวทางในการ ผลกระทบในระดับท้องถ่ิน บาง อนุรักษ์ ปญั หาส่งผลกระทบใน ทรพั ยากรธรรมชาติ ระดบั ประเทศ และบางปัญหาส่ง และการแกไ้ ข ผลกระทบในระดับโลก ปญั หาสงิ่ แวดล้อม - การลดปริมาณการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาติการกาจัดของ เสยี ที่เปน็ สาเหตขุ องปญั หา สง่ิ แวดล้อม และการวางแผนจดั การ ทรัพยากรธรรมชาติทดี่ ีเปน็ ตัวอยา่ ง ของแนวทางในการอนรุ ักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติ และการลด ปัญหาสงิ่ แวดล้อมทเ่ี กิดขน้ึ เพ่ือให้ เกิดการใช้ประโยชนท์ ยี่ ัง่ ยืน

39 มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ขิ องส่งิ มีชวี ติ หนว่ ยพน้ื ฐานของสง่ิ มีชีวติ การลาเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ความสมั พนั ธ์ของโครงสรา้ ง และหน้าที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสัตว์และมนษุ ย์ทีท่ างานสมั พันธ์กันความสัมพันธ์ ของโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพืชท่ที างานสมั พันธก์ นั รวมทงั้ นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิน่ / คาสาคัญทีเ่ ปน็ คุณภาพผ้เู รียน แกนกลาง อาเซียน ความรู้ ทักษะ คุณลกั ษณะ 1. อธิบาย - เย่อื หุ้มเซลลม์ ีโครงสร้างเป็นเยอื่ หุ้ม (K) (P) (A) โครงสรา้ งและ สองชนั้ ท่มี ลี พิ ิดเป็นองคป์ ระกอบ และมี สมบตั ิของเยอ่ื โปรตีนแทรกอยู่ อธิบาย หุ้มเซลล์ที่ - สารทล่ี ะลายได้ในลิพดิ และสารทม่ี ี เปรยี บเทียบ สัมพันธ์กบั การ ขนาดเล็ก สามารถแพรผ่ า่ นเยื่อหมุ้ เซลล์ ลาเลียง และ ได้โดยตรง ส่วนสารขนาดเล็กทม่ี ปี ระจุ อธบิ าย เปรยี บเทียบ ต้องลาเลียงผา่ นโปรตนี ท่แี ทรกอยทู่ เี่ ย่ือ อธิบาย การลาเลียงสาร หุ้มเซลล์ ซ่งึ มี 2 แบบคือ การแพร่ ผา่ นเยอื่ หมุ้ แบบฟาซิลเิ ทต และแอกทฟี ทรานส เซลล์แบบตา่ งๆ ปอรต์ ในกรณสี ารขนาดใหญ่ เช่น โปรตีน จะลาเลียงเข้าโดยกระบวนการ 2. อธบิ ายการ เอนโดไซโทซสิ หรือลาเลยี งออกโดย ควบคมุ ดลุ ย กระบวนการเอกโซไซโทซิส ภาพของน้าและ สารในเลือดโดย - การรกั ษาดุลยภาพของน้าและสารใน การทางานของ เลือด เกดิ จากการทางานของไต ซึ่งเปน็ ไต อวัยวะในระบบขับถ่ายทม่ี ีความสาคญั 3. อธิบายการ ในการกาจัดของเสียท่มี ีไนโตรเจนเป็น ควบคุมดลุ ย องคป์ ระกอบ รวมทง้ั น้าและสารท่มี ี ภาพของกรด- ปริมาณเกินความต้องการของร่างกาย เบสของเลือด โดยการทางาน - การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสใน ของไตและปอด เลือดเกดิ จากการทางานของไตทีท่ า หนา้ ทีข่ บั หรือดูดกลับไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจนคาร์บอเนต และการทางาน ของปอด ทีท่ าหน้าท่ีกาจัด คาร์บอนไดออกไซด์

ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้ ทอ้ งถิน่ / 40 อาเซยี น คาสาคัญทีเ่ ป็นคุณภาพผู้เรียน 4. อธบิ ายการ แกนกลาง ความรู้ ทกั ษะ คุณลกั ษณะ ควบคมุ ดุลย (K) (P) (A) ภาพของ - การรักษาดุลยภาพของอณุ หภูมิ อธบิ าย อณุ หภูมิภายใน ภายในร่างกายเกิดจากการทางานของ รา่ งกายโดย ระบบหมุนเวยี นเลือดท่ีควบคุมปริมาณ อธบิ าย ระบบ เลือดไปท่ผี ิวหนัง การทางานของต่อม หมุนเวียนเลือด เหงอื่ และกลา้ มเนื้อของโครงร่าง ซึ่ง อธิบาย สบื ค้น ผิวหนงั และ ส่งผลถงึ ปรมิ าณความรอ้ นทีถ่ ูกเก็บหรือ กลา้ มเนอื้ โครง ระบายออกจากรา่ งกาย รา่ ง 5. อธิบาย และ - เมอื่ เชื้อโรคและส่ิงแปลกปลอมอื่น เขียนแผนผัง เข้าสเู่ นื้อเยื่อในรา่ งกาย ร่างกายจะมี เก่ียวกบั การ กลไกในการต่อต้านหรือทาลายสิ่ง ตอบสนองของ แปลกปลอมทง้ั แบบไม่จาเพาะและแบบ ร่างกายแบบไม่ จาเพาะ จาเพาะ และ - เซลล์เมด็ เลอื ดขาวแบบฟาโกไซต์จะมี แบบจาเพาะต่อ กลไกในการต่อต้านหรือทาลายสิ่ง สงิ่ แปลกปลอม แปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ ของรา่ งกาย - กลไกในการต่อต้านหรอื ทาลายสิ่ง แปลกปลอมแบบจาเพาะเป็นการ 6. สบื ค้นขอ้ มลู ทางานของเซลลเ์ ม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ อธบิ าย และ ชนิดบแี ละชนิดที ซึง่ เซลล์เม็ดเลอื ดขาว ยกตวั อย่างโรค ทัง้ สองชนิดจะมีตัวรับแอนตเิ จน ทาให้ หรืออาการที่ เซลลท์ ั้งสองสามารถตอบสนองแบบ เกิดจากความ จาเพาะตอ่ แอนตเิ จนนนั้ ๆได้ ผดิ ปกติของ - เซลล์บแี ละ เซลล์ที ระบบภูมคิ มุ้ กนั - บางกรณรี ่างกายอาจเกดิ ความ ผิดปกตขิ องระบบภมู คิ มุ้ กนั เชน่ ภูมคิ มุ้ กนั ตอบสนองตอ่ แอนตเิ จนบาง นิดอย่างรนุ แรงมากเกินไป หรือร่างกาย มปี ฏกิ ริ ยิ าตอบสนองต่อแอนติเจนของ ตนเองอาจทาให้ร่างกายเกดิ อาการ ผดิ ปกติได้

41 ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิ่น/ คาสาคัญท่เี ปน็ คณุ ภาพผูเ้ รยี น อาเซียน ความรู้ ทกั ษะ คณุ ลกั ษณะ 7. อธบิ าย แกนกลาง (K) (P) (A) ภาวะภมู คิ ุม้ กนั อธิบาย บกพร่องที่มี - บคุ คลท่ีได้รบั เลือดหรอื สารคัดหลงั ที่ สาเหตมุ าจาก มีเชือ้ HIV ซ่งึ สามารถทาลายเซลล์ที ทา บอกชนิด ทดสอบ การติดเชอ้ื HIV ใหภ้ ูมคิ มุ้ กนั บกพร่อง และตดิ เช้ือตา่ งๆ 8. ทดสอบ ได้งา่ ยขน้ึ อภปิ ราย สืบคน้ และบอกชนิด ยกตวั อยา่ ง ของสารอาหาร - กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็น ทีพ่ ืชสังเคราะห์ จดุ เรมิ่ ต้นของการสรา้ งน้าตาลในพชื ออกแบบ ทดลอง ได้ พชื เปล่ียนน้าตาลไปเปน็ สารอาหารและ การทดลอง สารอืน่ ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน 9. สบื คน้ ข้อมูล ไขมนั ทจ่ี าเปน็ ต่อการดารงชวี ิตของพชื อธิบาย อภิปราย และ และสัตว์ ยกตัวอย่าง ยกตัวอยา่ ง สบื ค้น เก่ยี วกับ การใช้ - มนษุ ย์สามารถนาสารต่างๆท่ีพืชบาง ประโยชน์จาก ชนดิ สร้างขนึ้ ไปใชป้ ระโยชน์ เชน่ ใชเ้ ปน็ สารตา่ งๆ ท่ีพืช ยาหรอื สมุนไพร ในการรกั ษาโรคบาง บางชนดิ สรา้ ง ชนดิ ใชใ้ นการไลแ่ มลง กาจัดศตั รพู ืช ขน้ึ และสัตว์ ใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โตของ 10. ออกแบบ แบคทเี รยี และใช้เปน็ วัตถดุ บิ ใน การทดลอง อุตสาหกรรม ทดลอง และ อธิบาย - ปัจจัยภายนอกทม่ี ีผลตอ่ การ เก่ียวกับปจั จัย เจรญิ เตบิ โต เชน่ แสง นา้ ธาตุอาหาร ภายนอกที่มผี ล คารบ์ อนไดออกไซด์ และออกซเิ จน ต่อการ ปจั จยั ภายใน เชน่ ฮอรโ์ มนพืช ซ่งึ พชื มี เจรญิ เติบโต การสังเคราะห์ข้ึน เพื่อควบคุมการ ของพืช เจรญิ เติบโตในช่วงชวี ติ ต่างๆ 11. สืบค้น ขอ้ มลู เก่ยี วกับ - มนุษย์มีการสังเคราะหส์ ารควบคมุ สารควบคมุ การ การเจริญเตบิ โตของพืชโดยเลียนแบบ เจริญเติบโต ฮอร์โมนพชื เพอื่ นามาใชค้ วบคมุ การ ของพชื ทมี่ นุษย์ เจริญเติบโตและเพิม่ ผลผลิตของพืช สงั เคราะห์ขึน้ และยกตัวอย่าง การนามา

42 ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้ ทอ้ งถิน่ / คาสาคญั ท่ีเปน็ คุณภาพผู้เรียน อาเซียน ความรู้ ทักษะ คุณลกั ษณะ ประยุกต์ใช้ แกนกลาง (K) (P) (A) ทางดา้ นการเกษตร ของพืช - การตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ของพชื อธบิ าย สังเกต 12. สงั เกต และ แบง่ ตามความสัมพนั ธ์กับทิศทางของ อธิบายการ สง่ิ เร้าได้ ได้แก่ แบบทีม่ ีทิศทาง ตอบสนองของพชื สมั พันธ์กบั ทิศทางของส่ิงเร้า เชน่ ตอ่ ส่ิงเรา้ ในรปู แบบ ดอกทานตะวันหันเขา้ หาแสง ปลาย ต่างๆท่มี ผี ลต่อการ รากเจริญเข้าหาแรงโนม้ ถ่วงของโลก ดารงชีวิต และแบบที่ไม่มที ิศทางสมั พนั ธก์ ับ ทิศทางของสิ่งเรา้ เช่น การหุบ และ บานของดอก หรือการหุบและ กางของใบพชื บางชนิด - การตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ ของพืช บางอย่างสง่ ผลต่อการเจริญเติบโต เช่น การเจรญิ ในทิศทางเข้าหาหรอื ตรงขา้ มกบั แรงโน้มถ่วงของโลก การ เจรญิ ในทิศทางเข้าหาหรือตรงข้าม กับแสง และการตอบสนองต่อการ สัมผัสสง่ิ เร้า

43 มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร พันธุกรรมการเปลย่ี นแปลงทางพันธุกรรมท่มี ีผลตอ่ ส่งิ มีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ ของส่ิงมีชวี ิต รวมทั้งนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้ ทอ้ งถิน่ / คาสาคัญทเี่ ปน็ คุณภาพผ้เู รยี น อาเซยี น ความรู้ ทกั ษะ คณุ ลักษณะ 1. อธิบาย แกนกลาง (K) (P) (A) ความสมั พันธ์ อธบิ าย ระหวา่ งยนี การ - ดีเอน็ เอ มโี ครงสร้างประกอบดว้ ยนิ สังเคราะห์โปรตีน วคลีโอไทด์มาเรียงต่อกนั โดยยนี เป็น อธิบาย และลกั ษณะทาง ช่วงของสายดเี อ็นเอ ทีมลี าดับนิวคลีโอ พันธกุ รรม ไทด์ท่ีกาหนดลักษณะของโปรตนี ที่ อธิบาย 2. อธิบาย สังเคราะหข์ น้ึ ซึ่งสง่ ผลใหเ้ กิดลักษณะ หลกั การถา่ ยทอด ทางพนั ธุกรรมต่างๆ ยกตัวอย่าง สืบคน้ ลักษณะทีถ่ ูก - ดเี อ็นเอ มโี ครงสรา้ งประกอบดว้ ย นิ ควบคมุ ด้วยยนี ท่ี วคลีโอไทดม์ าเรียงต่อกนั โดยยีนเป็น อยูบ่ นโครโมโซม ชว่ งของสายดเี อ็นเอ ทีมีลาดับนวิ คลโี อ เพศและมัลติเปิล ไทดท์ ี่กาหนดลักษณะของโปรตีนที่ แอลลีล สงั เคราะหข์ ้ึน ซึ่งสง่ ผลให้เกิดลกั ษณะ 3. อธิบายผลท่ี ทางพันธุกรรมต่างๆ เกิดจากการ เปลยี่ นแปลง - มวิ เทชนั ทเ่ี ปลีย่ นแปลงลาดับ นิวคลี ลาดับนิวคลีโอ โอไทด์ หรือการเปลี่ยนแปลง ไทดใ์ นดีเอน็ เอตอ่ โครงสร้าง หรือจานวนโครโมโซม อาจ การแสดงลกั ษณะ ส่งผลทาใหล้ ักษณะของสงิ่ มีชวี ติ ของสิง่ มชี วี ติ เปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ ซ่งึ อาจมผี ลดี 4. สบื ค้นข้อมลู หรือผลเสยี และยกตัวอย่าง การนามวิ เทชันไป - มนุษย์ใช้หลักการของการเกดิ มวิ ทัน ใช้ประโยชน์ ในการชกั นาให้ไดส้ ิ่งมีชีวิตท่ีมีลกั ษณะ ทแ่ี ตกต่างจากเดิม โดยการรงั สีและ สารเคมตี า่ งๆ

44 ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถน่ิ / คาสาคัญทเี่ ป็นคุณภาพผู้เรียน อาเซียน ความรู้ ทกั ษะ คุณลกั ษณะ 5. สบื คน้ ขอ้ มูล แกนกลาง (K) (P) (A) และอภิปรายผล อภปิ ราย สืบค้น ของเทคโนโลยที าง - มนษุ ย์นาความรู้เทคโนโลยีทางดี ดีเอน็ เอท่มี ตี ่อ เอ็นเอมาประยุกตใ์ ชท้ างด้าน อธบิ าย สืบค้น มนุษยแ์ ละ การแพทยแ์ ละเภสัชกรรม เช่น การ ยกตัวอยา่ ง สง่ิ แวดล้อม สร้างส่งิ มชี วี ิตดัดแปรพันธุกรรม เพ่ือ ผลติ ยาและวคั ซีนด้านการเกษตร 6. สืบค้นข้อมลู เช่น พืชดดั แปรพนั ธกุ รรมทีต่ ้านทาน อธบิ าย และ โรคหรอื แมลง สัตวด์ ัดแปรพันธกุ รรม ยกตวั อย่างความ ทีม่ ลี ักษณะตามทีต่ ้องการ และดา้ น หลากหลายของ นิตวิ ทิ ยาศาสตร์ เช่น การตรวจลาย สิง่ มชี ีวติ ซึ่งเป็นผล พมิ พ์ดีเอน็ เอ เพื่อหาความสมั พนั ธ์ มาจากววิ ัฒนาการ ทางสายเลอื ดหรือเพ่ือหาผู้กระทาผดิ - สงิ่ มีชวี ิตท่ีมีอย่ใู นปจั จุบันมี ลกั ษณะทีป่ รากฏใหเ้ ห็นแตกตา่ งกนั ซ่ึงเปน็ ผลมาจากความหลากหลาย ของลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งเกิด จากมวิ เทชนั ร่วมกับการคัดเลือกโดย ธรรมชาติ - ผลจากกระบวนการคดั เลือกโดย ธรรมชาติ ทาให้สิ่งมชี วี ิตที่มลี ักษณะ เหมาะสมในการดารงชีวติ สามารถ ปรบั ตัวให้อยรู่ อดไดใ้ นสง่ิ แวดล้อม นั้นๆ - กระบวนการคัดเลือกโดย ธรรมชาตเิ ปน็ หลกั การทสี่ าคัญอยา่ ง หน่งึ ที่ทาใหเ้ กิดววิ ฒั นาการของ สิง่ มชี วี ติ

45 ตารางวเิ คราะห์คาอธิบายรายวิชาวทิ ยาการคานวณ ๑ รหสั วิชา ว ๓๑๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๔ สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ญั หาท่ีพบในชีวิตจริงอยา่ งเปน็ ขัน้ ตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร ในการเรียนรู้การทางาน และการแกป้ ัญหาได้อย่างมีประสิทธภิ าพ รเู้ ทา่ ทัน และมีจรยิ ธรรม ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้ คาสาคัญทเ่ี ปน็ คุณภาพผเู้ รยี น แกนกลาง ท้องถน่ิ / ความรู้ (K) ทักษะ (P) คุณลกั ษณะ อาเซียน (A) ม.๔/๑ ประยกุ ต์ใช้ - ประยกุ ตใ์ ช้แนวคิดเชิง อธบิ าย - ทักษะการ ทางานรว่ มกับ แนวคิดเชิงคดิ เชิง คดิ เชิงคานวณในการ แนวคดิ เชงิ คิดแบบ ผู้อ่ืนอยา่ ง คานวณในการพัฒนา พัฒนาโครงงานท่ีมี คดิ เชงิ มีวจิ ารณญาณ สร้างสรรค์ โครงงานทมี่ ีการบูรณา การบรู ณาการกบั วิชาอ่นื คานวณใน - ทักษะการ การกบั วชิ าอ่นื อย่าง อยา่ งสร้างสรรค์ และ การพัฒนา สังเกต สรา้ งสรรค์ และเชอื่ มโยง เช่ือมโยงกบั ชวี ิตจรงิ โครงงาน - ทกั ษะการ กบั ชีวติ จริง นาความรู้ไป ใช้

46 ตารางวเิ คราะหค์ าอธบิ ายรายวชิ าวิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ ว 31103 กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4-6 สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสรุ ิยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสุริยะทสี่ ่งผลต่อสิง่ มีชวี ิตและการ ประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้ ท้องถน่ิ / คาสาคัญท่ีเป็นคุณภาพผเู้ รยี น อาเซียน ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ ๑. อธิบายการ แกนกลาง (K) (P) (A) กาเนดิ และการ อธบิ าย เปลย่ี นแปลง - ทฤษฎกี าเนิดเอกภพทีย่ อมรับใน พลงั งาน สสาร ปจั จบุ ัน คือ ทฤษฎีบิกแบง ระบุว่าเอก อธบิ าย ขนาด อณุ หภมู ิของ ภพเร่มิ ตน้ จาก บิกแบง ท่เี อกภพมี เอกภพหลงั เกิดบิ ขนาดเลก็ มาก และมอี ุณหภมู ิสงู มาก กแบงในช่วงเวลา ซ่งึ เป็นจุดเร่มิ ตน้ ของเวลาและ ตา่ ง ๆ ตาม วิวฒั นาการของเอกภพ โดยหลงั เกิดบิ วิวฒั นาการของเอก กแบงเอกภพเกดิ การขยายตัวอยา่ ง ภพ รวดเรว็ มอี ณุ หภมู ลิ ดลง มีสสารคงอยู่ ในรูปอนุภาคและปฏยิ านภุ าคหลาย ๒. อธิบายหลักฐาน ชนดิ และมวี ิวัฒนาการต่อเน่ืองจนถงึ ทส่ี นับสนนุ ทฤษฎีบิ ปัจจบุ ัน ซง่ึ มีเนบวิ ลา กาแล็กซี ดาว กแบง จาก ฤกษ์ และระบบสรุ ิยะเปน็ สมาชิก ความสัมพนั ธ์ บางส่วนของเอกภพ ระหวา่ งความเร็ว - หลักฐานสาคัญท่สี นบั สนนุ ทฤษฎีบิ กบั ระยะทางของ กแบง คือ การขยายตัวของเอกภพ ซึ่ง กาแล็กซี รวมท้ัง อธบิ ายด้วย กฎฮบั เบิล โดยใช้ ข้อมลู การคน้ พบ ความสมั พันธร์ ะหว่างความเร็วและ ไมโครเวฟพ้นื ระยะทางของกาแล็กซีทเี่ คล่ือนที่หา่ ง หลงั จากอวกาศ ออกจากโลก และหลักฐานอีกประการ คือ การคน้ พบไมโครเวฟ พืน้ หลงั ที่ กระจายตัวอย่างสม่าเสมอทุกทศิ ทาง และสอดคลอ้ งกบั อุณหภูมเิ ฉลี่ยของ อวกาศ มีค่าประมาณ ๒.๗๓ เคลวนิ

47 ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถ่ิน/ คาสาคญั ท่ีเปน็ คณุ ภาพผเู้ รยี น อาเซยี น ความรู้ ทกั ษะ คณุ ลกั ษณะ ๓. อธบิ าย แกนกลาง (K) (P) (A) โครงสร้างและ อธบิ าย องคป์ ระกอบของ - กาแล็กซี ประกอบดว้ ย ดาวฤกษ์ กาแล็กซีทาง จานวนหลายแสนลา้ นดวง ซึง่ อย่กู นั เป็น อธิบาย ชา้ งเผอื ก และ ระบบของดาวฤกษ์ นอกจากนี้ยัง ระบตุ าแหนง่ ของ ประกอบด้วยเทห์ฟ้าอ่นื เชน่ เนบิวลา ระบบสรุ ยิ ะพรอ้ ม และสสารระหว่างดาว โดยองคป์ ระกอบ อธิบายเชือ่ มโยง ต่าง ๆ ภายในของกาแล็กซีอยู่รวมกัน กับ การ ดว้ ยแรงโนม้ ถ่วง สังเกตเห็นทาง - กาแลก็ ซมี ีรปู รา่ งแตกต่างกัน โดย ช้างเผอื กของคน ระบบสุรยิ ะ อยู่ในกาแลก็ ซีทางชา้ งเผือก บนโลก ซึง่ เป็นกาแล็กซีกังหันแบบมีคาน มี โครงสร้าง คอื นวิ เคลยี ส จาน และฮาโล ๔. อธิบาย ดาวฤกษจ์ านวนมากอยูใ่ นบริเวณ กระบวนการเกดิ นิวเคลยี สและจาน โดยมรี ะบบสุรยิ ะอยู่ ดาวฤกษ์ โดย ห่างจากจุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทาง แสดงการ ช้างเผอื ก ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปแี สง ซึ่ง เปลี่ยนแปลง ทางชา้ งเผอื กทีส่ ังเกตเห็นในท้องฟ้าเป็น ความดัน บรเิ วณหนง่ึ ของกาแล็กซีทางช้างเผือก อุณหภมู ิ ขนาด ในมุมมองของคนบนโลก แถบฝ้าสีขาว จากดาวฤกษก์ ่อน จาง ๆ ของทางชา้ งเผือกคือดาวฤกษ์ ท่ี เกิดจนเป็นดาว อยู่อยา่ งหนาแนน่ ในกาแลก็ ซีทาง ฤกษ์ ช้างเผอื ก - ดาวฤกษ์สว่ นใหญ่อยรู่ วมกันเป็นระบบ ดาวฤกษ์ คือ ดาวฤกษท์ ่ีอย่รู วมกันต้ังแต่ ๒ ดวงข้นึ ไป ดาวฤกษ์ เป็นก้อนแก๊ส รอ้ นขนาดใหญ่ เกิดจากการยุบตัวของ กลุ่มสสารในเนบวิ ลาภายใตแ้ รงโน้มถว่ ง ทาให้บางส่วนของเนบวิ ลามขี นาดเลก็ ลง ความดันและอณุ หภูมิเพม่ิ ขน้ึ เกิด เป็นดาวฤกษ์ก่อนเกิด เม่ืออุณหภมู ิที่ แกน่ สูงข้นึ จนเกดิ ปฏิกริ ิยาเทอร์โม นวิ เคลยี ร์ ดาวฤกษ์ ก่อนเกิดจะ กลายเปน็ ดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์อยใู่ นสภาพ สมดุลระหว่างแรงดนั กบั แรงโน้มถว่ งซงึ่ เรยี กวา่ สมดุลอุทกสถิต

48 ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรู้ ท้องถ่ิน/ คาสาคญั ทเ่ี ปน็ คุณภาพผู้เรียน อาเซยี น ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ ๕. ระบปุ จั จยั ที่ แกนกลาง (K) (P) (A) สง่ ผลตอ่ ความสอ่ ง อธบิ าย สวา่ งของ ดาวฤกษ์ จงึ ทาให้ดาวฤกษ์มีเสถียรภาพและ และอธบิ าย ปลดปลอ่ ยพลังงานเป็นเวลานาน ระบุ ความสัมพนั ธ์ ตลอดช่วงชวี ติ ของดาวฤกษ์ อธบิ าย ระหวา่ งความสอ่ ง - ปฏกิ ริ ยิ าเทอร์โมนวิ เคลยี ร์ เปน็ สวา่ งกับโชตมิ าตร ปฏิกริ ยิ าหลักของกระบวนการสร้าง อธิบาย ของดาวฤกษ์ พลงั งานของดาวฤกษ์ท่แี กน่ ของดาว ฤกษ์ ทาใหเ้ กิดการหลอมนวิ เคลียส อธบิ าย ๖. อธบิ าย ของไฮโดรเจนเป็นนิวเคลียสฮีเลยี ม ความสมั พนั ธ์ แลว้ ก่อใหเ้ กิดพลังงานอยา่ งต่อเน่อื ง ระหวา่ งสี อณุ หภมู ิ - ความส่องสวา่ งของดาวฤกษ์เป็น ผวิ และสเปกตรมั พลังงานจาก ดาวฤกษท์ ป่ี ลดปลอ่ ย ของดาวฤกษ์ ออกมาในเวลา ๑ วินาทีต่อหน่วยพน้ื ที่ ๗. อธิบายลาดบั ณ ตาแหนง่ ของผสู้ ังเกต แตเ่ นอื่ งจาก ววิ ฒั นาการที่ ตาของมนษุ ย์ไม่ตอบสนองต่อการ สมั พันธ์กบั มวลตัง้ เปล่ยี นแปลง ความสอ่ งสว่างทีม่ ีคา่ ต้น และวเิ คราะห์ นอ้ ย ๆ จงึ กาหนดคา่ การเปรียบเทียบ การเปล่ยี นแปลง ความสอ่ งสว่างของดาวฤกษ์ด้วยคา่ สมบตั บิ างประการ โชติมาตร ซ่งึ เปน็ การแสดงระดับความ ของดาวฤกษ์ สอ่ งสวา่ งของดาวฤกษ์ ณ ตาแหนง่ ของผู้สังเกต - สีของดาวฤกษส์ มั พนั ธก์ บั อุณหภูมผิ ิว และสเปกตรมั ของดาวฤกษ์ ซ่ึงนัก ดาราศาสตรใ์ ชส้ เปกตรัมในการจาแนก ชนิดของดาวฤกษ์ - มวลของดาวฤกษ์ขนึ้ อยกู่ บั มวลของ ดาวฤกษ์ ก่อนเกดิ ดาวฤกษ์ที่มีมวล มากจะผลติ และใชพ้ ลังงานมาก จึงมี อายุส้นั กว่าดาวฤกษท์ ่ีมีมวลน้อย - ดาวฤกษ์มกี ารวิวฒั นาการที่แตกตา่ ง กนั การววิ ัฒนาการและจุดจบของดาว ฤกษ์ขึน้ อยู่กับมวลตัง้ ต้นของดาวฤกษ์ สว่ นใหญเ่ ทยี บกับจานวนเท่าของมวล ดวงอาทติ ย์

49 ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิน่ / คาสาคญั ท่เี ปน็ คณุ ภาพผเู้ รยี น อาเซียน ความรู้ ทักษะ คณุ ลกั ษณะ ๘. อธิบาย แกนกลาง (K) (P) (A) กระบวนการเกดิ อธิบาย ระบบสรุ ิยะ และ - ระบบสรุ ิยะเกดิ จากการรวมตัวกนั การแบง่ เขตบรวิ าร ของกลมุ่ ฝุ่นและแก๊สท่เี รียกว่า ระบุ ของดวงอาทติ ย์ เนบวิ ลาสุรยิ ะ โดยฝนุ่ และแก๊ส อธบิ าย และลกั ษณะของ ประมาณร้อยละ ๙๙.๘ ของมวล ได้ ดาวเคราะหท์ เี่ อื้อ รวมตัวเปน็ ดวงอาทติ ยซ์ ึ่งเปน็ ก้อนแก๊ส ต่อการดารงชีวติ รอ้ น หรอื พลาสมา สสาร ส่วนท่ีเหลือ รวมตัวเปน็ ดาวเคราะหแ์ ละบรวิ ารอน่ื ๙. อธบิ าย ๆ ของดวงอาทิตย์ ดังนั้นจงึ แบง่ เขต โครงสรา้ งของดวง บริวารของ ดวงอาทติ ย์ตามลักษณะ อาทติ ย์ การเกิดลม การเกิดและองค์ประกอบไดแ้ ก่ ดาว สุริยะ พายสุ รุ ยิ ะ เคราะห์ชน้ั ใน ดาวเคราะหน์ ้อยดาว และสบื ค้นข้อมลู เคราะห์ชั้นนอก และดงดาวหาง วิเคราะห์ นาเสนอ - โลกเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุรยิ ะท่ี ปรากฏการณห์ รือ มสี ่ิงมีชวี ิต เพราะโคจรรอบดวงอาทติ ย์ เหตุการณท์ ี่ ในระยะทางทเ่ี หมาะสม อยู่ในเขตที่ เก่ียวข้องกับผลของ เออ้ื ต่อการมีส่งิ มชี ีวติ มอี ุณหภมู ิ ลมสุริยะ และพายุ เหมาะสมและสามารถเกดิ น้าทั้ง ๓ สรุ ิยะทม่ี ตี ่อโลก สถานะ ปัจจบุ ันมีการคน้ พบดาว รวมทงั้ ประเทศไทย เคราะหท์ ่ีอย่นู อกระบบสุริยะจานวน มาก และมดี าวเคราะหบ์ างดวงทีอ่ ยูใ่ น เขตท่เี ออ้ื ต่อการมสี ง่ิ มีชีวติ คล้ายโลก - ดวงอาทติ ย์มโี ครงสร้างภายใน แบ่งเป็น แก่น เขตการแผ่รังสี และเขต การพาความร้อน และมชี ั้นบรรยากาศ อยู่เหนือ เขตพาความรอ้ น ซึ่งแบ่งเปน็ ๓ ชั้น คอื ชน้ั โฟโตสเฟยี ร์ ชัน้ โครโมส เฟยี ร์ และ คอโรนา ในช้ันบรรยากาศ ของดวงอาทิตย์มปี รากฏการณ์สาคญั เชน่ จุดมดื ดวงอาทติ ย์ การลุกจา้ ท่ีทา ให้เกดิ ลมสุรยิ ะ และพายสุ รุ ยิ ะ ซึง่ ส่งผลตอ่ โลก - ลมสรุ ิยะ เกดิ จากการแพร่กระจาย ของอนุภาคจากชั้นคอโรนาออกสู่ อวกาศตลอดเวลา อนภุ าคท่หี ลดุ ออก

50 สาระการเรียนรู้ คาสาคญั ทเ่ี ป็นคณุ ภาพผเู้ รียน ความรู้ ทักษะ คณุ ลกั ษณะ ตวั ชีว้ ดั แกนกลาง ท้องถ่นิ / (K) (P) (A) อาเซียน ๑๐. สบื ค้นข้อมลู อธบิ าย สืบคน้ อธบิ ายการสารวจ อนุภาคทห่ี ลุดออกสอู่ วกาศเป็นอนภุ าค อวกาศ โดยใช้ กลอ้ งโทรทรรศน์ ที่มีประจุ ลมสุรยิ ะสง่ ผล ทาให้เกิดหาง ในชว่ งความยาว คลนื่ ตา่ ง ๆ ของดาวหางท่ีเรืองแสงและชไ้ี ปทาง ดาวเทยี ม ยาน อวกาศ สถานี ทิศตรงกนั ขา้ มกบั ดวงอาทติ ย์ และเกดิ อวกาศและ นาเสนอแนวคดิ ปรากฏการณแ์ สงเหนอื แสงใต้ การนาความรู้ ทางด้านเทคโนโลยี - พายุสุริยะ เกิดจากการปลดปล่อย อวกาศมา ประยุกตใ์ ช้ ใน อนภุ าคมีประจพุ ลังงานสงู จานวน ชีวติ ประจาวนั หรือ ในอนาคต มหาศาล มักเกิดบ่อยคร้งั ในชว่ งทมี่ ีการ ลกุ จา้ และในชว่ งทีม่ จี ุดมดื ดวงอาทติ ย์ จานวนมาก และในบางครงั้ มีการพน่ กอ้ นมวลคอโรนา พายุสรุ ยิ ะอาจส่งผล ต่อสนามแม่เหล็กโลก จงึ อาจรบกวน ระบบการส่งกระแสไฟฟา้ และการ สอ่ื สาร รวมท้ังอาจส่งผลต่อวงจร อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ของดาวเทียม นอกจากนั้น มักทาให้เกิดปรากฏการณ์ แสงเหนือ แสงใต้ทสี่ ังเกตไดช้ ัดเจน - มนุษยใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศใน การศกึ ษาเพ่อื ขยายขอบเขตความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ และในขณะเดยี วกนั มนษุ ยไ์ ด้นาเทคโนโลยอี วกาศมาใช้ ประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ เช่น วสั ดุ ศาสตร์ อาหาร การแพทย์ - นกั วิทยาศาสตรไ์ ด้สรา้ งกล้อง โทรทรรศน์เพ่ือศึกษาแหลง่ กาเนดิ ของ รงั สหี รืออนภุ าคในอวกาศ ในช่วงความ ยาวคลืน่ ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ คลน่ื วทิ ยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง อลั ตราไวโอเลต และรงั สเี อ็กซ์ - ยานอวกาศ คือ ยานพาหนะที่นา มนุษย์ หรอื อุปกรณท์ างดาราศาสตร์ ขน้ึ ไปสู่อวกาศ เพ่อื สารวจหรือเดินทาง ไปยังดาวดวงอ่ืน ส่วนสถานีอวกาศ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook