1 บทที่1 เรอ่ื ง ความเปน็ มาของการถา่ ยภาพ 1.1 ประวัตคิ วามเป็นมาของการถา่ ยภาพ วิชาการถํายภาพมีวิวัฒนาการมาเป็นเวลานาน เริ่มพัฒนาจากกล๎องรูเข็มซ่ึงมีชื่อเรียกวํา Camera obscura โดยระยะแรกกล๎องนี้มีลักษณะเป็นห๎อง ซึ่งฝาด๎านหน่ึงเจาะรูให๎แสงผํานเข๎าไป ภาพจะไปปรากฏในผนงั หอ๎ งด๎านตรงขา๎ ม รปู ท่ี1 กลอ้ งรเู ข็มสมัยแรกเริ่ม การเรยี นรวู้ ิธกี ารทาภาพ ในปี ค.ศ. 1839 ไดเ๎ กิดกรรมวิธีในการถํายทาภาพขั้นพื้นฐาน 2 ประการซ่ึงเป็นที่แพรํหลาย ได๎แกํ ดารแ์ กโรไทพ์ (Daguerreotype) และคาโลไทพ์ (Calotype) กรรมวิธีท้ัง2 แบบนี้ได๎ผลเป็น ท่ีนําพอใจ โดยมีวิธีการทาภาพแบบงํายๆ อยํางรวดเร็วและถูกต๎อง โดยไมํต๎องอาศัยทักษะทาง ศิลปะ กล๎อง obscura นี้ ในระยะแรกใช๎ฉากรับภาพเป็นกระจกโปรํงแสงติดอยํูท่ีผนังด๎านตรงข๎าม เลนส์ จึงสามารถเหน็ ภาพปรากฏจากภายนอก ระยะตํอมาไดใ๎ ช๎กระจกสะท๎อนภาพขึ้นสํูด๎านบนของ กล๎องซึ่งมีกระจกรับภาพอยํูด๎านบน ผู๎ถํายภาพสามารถถํายทอดภาพโดยการรํางภาพตามภาพที่ ปรากฎบนฉาก สวํ นขนาดของกลอ๎ งน้นั ระยะแรกมีขนาดใหญํที่คนสามารถเข๎าไปอยูํได๎ แตํในระยะ หลังกล๎องมีขนาดเล็กลง อยํางไรก็ตามการเคลื่อนย๎ายกล๎องขนาดใหญํทาได๎ไมํคลํองตัว ตํอมาในปี
2 ค.ศ.1800 ได๎มีการวิวัฒนาการกล๎องถํายรูปให๎มีขนาดเล็กลง สามารถนาติดตัวไปได๎งําย และ Girolamo cardano ไดต๎ ิดต้งั เลนสไ์ วท๎ ่ีรูรบั แสง ทาใหไ๎ ด๎ภาพคมชดั เจนข้ึน รูปท่ี2 กล้องobscura Tom Wedgwood (ค.ศ. 1771-1805) ซึ่งเป็นบุตรของชํางป้ันหม๎อชาวอังกฤษท่ีมีช่ือเสียง ได๎พยายามคดิ ค๎นวธิ บี ันทกึ ภาพด๎วยสารเคมเี ป็นครัง้ แรก โดยใชก๎ ระดาษสีขาวหรือหนงั สขี าวเคลือบไว๎ ด๎วยสารละลายของเงินไนเตรต เม่ือเก็บไว๎ในท่ีมืดจะไมํมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แตํเมื่อถูกแสงเวลา กลางวนั มันจะเปลีย่ นสอี ยาํ งรวดเร็วเปน็ สีเทาและสีน้าตาล เงาของวัตถุที่ผํานไปถึงกระดาษสํวนนั้น กย็ ังคงมสี ขี าวอยูํ สวํ นอน่ื ๆ จะกลายเป็นสดี า ดงั นั้นเม่ือวางวัตถแุ บนราบ เชํน เหรียญ กุญแจ หรือ ใบไม๎บนผิวหน๎าของกระดาษที่เตรียมไว๎ และนาไปรับแสงอาทิตย์ สํวนที่อยํูภายนอกรอบๆ วัตถุจะ กลายเปน็ สีดา และสวํ นท่บี ังแสงเปน็ สขี าว ดงั นัน้ เม่ือนาวตั ถอุ อกก็จะได๎ภาพโครงรํางของวัตถุน้ัน ท่ี เรียกวํา “Profiles” หลังจากน้ันเล็กน๎อยสํวนของสีขาวจะเร่ิมมืดดาจนกลายเป็นสีดาสนิทท้ังแผํน ตํอมา Tom ได๎ตีพมิ พ์ผลงานของเขาไว๎ในหนงั สือ “Journal of the Royal Institution” ในปี ค.ศ.1819 นักวิทยาศาสตร์ช่ือ Sir. John Herschel พบวําถ๎าใช๎โซเดียมไทโอซัลเฟต (Sodium tio sulphate) หรือไฮโป (Hypo) มาทาปฏิกิริยากับกระดาษไวแสงสามารถทาให๎เกิด ภาพถาวรได๎ ตํอมาไดม๎ ีนักประดษิ ฐ์สมคั รเลํนผูห๎ นึ่งชื่อเนียพซ์ (Niepce) ซงึ่ อาศัยอยํูท่ีเมืองเล็กๆ ใกล๎ เมือง Dijon ประเทศฝร่ังเศส ได๎ทดลองลักษณะเดียวกับ Tom Wedgwood โดยตัวเขาเองก็ไมํ ทราบ
3 รูปที่3 โจเชฟ เนยี พฟอร์ เนียพซ์ ในปี ค.ศ.1816 เนียพซ์ ได๎ค๎นพบกรรมวิธีในการสร๎างภาพและให๎ช่ือวํา Heliography โดย ใช๎ asphalt ฉาบบนแผํนดีบุกผสมตะกั่ว (pewter plate) แล๎วนาไปฉายแสง หลังจากน้ันจึงนาไป ลา๎ งในน้ามนั lavender บรเิ วณใดทีแ่ สงทาปฏกิ ิรยิ ากบั asphalt มนั จะคงเหลืออยํูบน plate สํวนที่ ไมํได๎ทาปฏิกิริยากับแสงจะละลายออก ทาให๎เกิดภาพบน plate เขาใช๎เทคนิคน้ีในการทาภาพ แกะสลกั ในปี ค.ศ.1826 เขาประสบผลสาเรจ็ ในการถาํ ยภาพหนา๎ โรงนาของเขา ดาแกโรไทพ์ (Daguerreotype) ขณะท่ีเนียพซ์กาลังประสบความสาเร็จในเทคนิคใหมํ เขาก็ได๎ยินเร่ืองการทดลองในทานอง เดียวกัน ซ่ึงทดลองโดย ดาร์แก (Louis Jacgues Mande Daguerre) ในกรุงปารีส เนียพซ์ได๎ เดนิ ทางไปพบกบั ดารแ์ ก และทางานทดลองรวํ มกันในปี ค.ศ. 1828
4 รูปที่4 หลยุ ส์ จาคเคอร์ แมนเดดาแกร์ ดารแ์ กเปน็ นกั แสดง ได๎เปิดการแสดงในโรงละครแหํงหนงึ่ ในกรงุ ปารีสโดยไมํใช๎ตัวแสดง แตํ จัดเป็นฉากแบบไดโอรามา (diorama) โดยวาดรูปวิวทิวทัศน์สองด๎านบนมํานหลังเวทีขนาด 72x46 ฟุต เชํนภาพหุบเขาในสวิสเซอร์แลนด์กํอน และหลังหิมะตก ภาพเวลากลางวันและกลางคืน ภาพ ทําเรือ ภาพโบสถ์ในยามสนธยาและเที่ยงคืน ภาพแสดงเหลําน้ีพยายามวาดให๎เหมือนจริงมากท่ีสุด โดยสเกตภาพดว๎ ยกล๎อง obscura หลังจากดาร์แกได๎รํวมงานกับเนียพซ์ไมํนาน เนียพซ์เสียชีวิต ดาร์ แกจึงดาเนินงานเพยี งคนเดยี ว ในปี ค.ศ.1838-1889 ดาร์แกได๎ประกาศเทคนิคที่ค๎นพบใหมํ โดยใช๎ช่ือวํา ดาร์แกโรไทพ์ (Daguerreotype) กรรมวิธีดารแ์ กโรไทพ์ ใชแ๎ ผํน silvered copper plate ขัดดว๎ ยหนังให๎มัน วางไว๎ด๎านบน ของกลํองบรรจุด๎วยเกล็ด iodine เล็กน๎อย ไอระเหยจาก iodine จะทาปฏิกิริยากับแผํนเงิน และ ฟอร์มเป็น silver iodide ซ่ึงมีความไวตํอแสงมาก plate จะถูกนาไปฉายแสงในกล๎องประมาณ 20 นาที แตํยังมองไมํเห็นภาพ (ปัจจุบันเราเรียกภาพแฝงท่ียังมองไมํเห็นบน plate นี้วํา “latent image” ) เม่ือนา plate ไปวางเหนือปรอทแล๎วให๎ความร๎อนจนปรอทมีอุณหภูมิถึง 75 องศา เซลเซียส ภาพจะเกิดขึ้นบน plate อยํางตํอเนื่องตามสัดสํวนปริมาณของแสงที่ได๎รับ ตํอจากนั้น plate จะถูกนาไปล๎างในสารละลาย Thiosulphate of sodium ซึ่งเป็นที่รู๎จักกันดีในสมัยของ Daguerre วํา “Hyposulfite of soda” จุดมํุงหมายเพ่ือทาให๎สาร silver salt ที่ยังไมํถูกแสง หลดุ ไป เมอื่ นาไปถูกแสงอีกคร้ังก็จะไมํทาปฏิกิริยากับแสงน้ัน จากน้ันนา plate ไปล๎างในน้าและทา
5 ให๎แห๎ง แตํเน่ืองจากผิวหน๎าที่เกิดภาพบอบบางอาจเกิดรอยขีดขํวนได๎ จึงต๎องใช๎กระจกปิดด๎านหน๎า ไว๎ กรรมวิธีดาร์แกโรไทพ์ไมํสะดวกนัก เนื่องจากมีปัญหาเก่ียวกับระยะเวลาท่ีใช๎ฉายแสงต๎องใช๎ เวลานานมาก โดยเฉพาะการถํายภาพบุคคลไมํสามารถอยํูนิ่งได๎นานตามท่ีต๎องการ แตํเทคนิคนี้ก็ยัง เปน็ ท่ีนิยมกันแพรํหลายในสมยั น้นั มาก ดาร์แกได๎เขยี นหนงั สอื ความยาว 76หน๎า เพ่ืออธิบายกรรมวิธีนี้ไว๎ในหนังสือ “History and Description of the Process Called the Daguerreotype” ซ่ึงได๎รับการสนใจมาก และได๎รับ เกยี รติให๎ตีพิมพถ์ งึ 5 ภาษา คาโลไทพ์ (Calotype) ในปี ค.ศ.1839 รัฐบาลฝรั่งเศสได๎ประกาศวํามีการค๎นพบส่ิงประดิษฐ์ของดาร์แก ขณะเดียวกัน William Henry Fox Talbot นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได๎เสนอผลการค๎นคว๎า ของเขาในประเทศอังกฤษ เดือนมกราคม ปี ค.ศ.1839 รปู ท่ี5 วิลเลีย่ ม เฮนรี่ ฟอกช์ ทลั บอท และตีพิมพ์รายละเอียดท้ังหมดในเดือนตํอมา Talbotใช๎กระดาษซึ่งเคลือบด๎วยสารเงินคลอไรด์ (Silver Chloride) ในการบันทึกภาพด๎วยกล๎อง obscura และคงภาพ (fix) น้ันไว๎โดยแชํกระดาษที่
6 ฉายแสงแล๎วในสารละลายเข๎มข๎นของ Common salt ซิลเวอร์คลอไรด์จะมีลักษณะคงที่ไมํ เปล่ียนแปลงเมื่อถูกแสงตํอมา Talbot ใช๎วิธีแชํกระดาษให๎อ่ิมตัวในน้ายาโซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride) ผสมกับโปแตสเซียมโบรไมด์ ภาพที่ได๎บนกระดาษไวแสงจะเป็นภาพตรงกันข๎ามกับของ จรงิ เขาจึงนาภาพเนกาตีฟ (Negative) ท่ีได๎มาวางบนกระดาษไวแสงแผํนใหมํอัดภาพได๎เป็นจานวน มาก กรรมวิธีนี้เขาให๎ช่ือใหมํวํา คาโลไทพ์ (Calotype) หรือ Talbotype ในปี ค.ศ. 1844 Talbot ได๎พิมพ์หนังสือท่ีมีเนื้อหาเก่ียวกับการถํายรูปเลํมแรกเร่ือง “The pencil of Nature” ในแตํละเลํม ตีพิมพ์ภาพแบบ Calotype ไว๎ถึง 24ภาพ เป็นการบันทึกภาพตํางๆกัน เชํน บันทึกภาพทาง สถาปตั ยกรรม ตวั อยาํ งทางชีววทิ ยา หนงั สอื ทีห่ ายากและสถานท่ตี ํางๆ ในประเทศ นอกจากน้ี Talbot ยังรวํ มกับคนอื่นๆ ทดลองถํายภาพโดยจุดประกายแสงไฟจากขดลวดท่ีมี Voltage สงู เปน็ ยุคเรมิ่ ตน๎ ถาํ ยภาพดว๎ ยแสงไฟหรือแสงแฟลช คอลโลเดียน (Collodion) รูปท่ี6 การถ่ายภาพดว้ ยเพลทเปยี กตามกรรมวธิ ี Collodion ประมาณปี ค.ศ.1860 ในปี 1851 Frederich Scott Archer ได๎ค๎นพบกรรมวิธีใหมํในรูปของเพลทเปียก (wet plate) โดยใช๎ collodion ซ่ึงเป็นสารละลายเหนียวๆ ของยางฝูายในแอลกอฮอล์ และ ether ผสม กบั iodine แล๎วเทใสบํ นแผํนกระจก จุํมแผํนกระจกนี้ลงในสารละลาย Silver nitrate นาแผํนกระจก ท่ีได๎บรรจุเข๎ากล๎องกํอนท่ีมันจะแห๎ง นาไปฉายแสงแล๎วนากระจกล๎างในกรด pyrogallic acid เทคนิคน้ีตํอไปใช๎แทนกรรมวิธี ดาร์แกโรไทพ์ และคาโลไทพ์ แตํอุปสรรคในการสร๎างภาพด๎วยวิธีนี้ก็
7 คือ จะต๎องมีเต๎นท์เพ่ือใช๎เป็นห๎องมืด ต๎องนาเครื่องมือและอุปกรณ์ตํางๆ ติดตัวไปด๎วย ทาให๎ไมํ สะดวกแกํชํางภาพในการออกไปถํายภาพนอกสถานที่ 1.2 วิวัฒนาการถ่ายภาพในประเทศไทย วิชาถํายรูปซึ่งนักประดิษฐ์ชาวยุโรปได๎พยายามศึกษาอยูํนานนับร๎อย ๆ ปี เพิ่งมาลงตัว ถํายรูปได๎สาเร็จ คือถํายแล๎วได๎รูปชัดเจน และรูปไมํเลือนหายไป เมื่อประมาณ 150 ปีมาแล๎ว เหตุการณน์ เ้ี กดิ ในสมัยรชั กาลที่3 ของประเทศไทย (พ.ศ.2367-2394) ปลายรัชกาลที่3 ตํอกับต๎นรัชกาลท่ี4 คนไทยได๎เริ่มรู๎จักเรื่องของการถํายรูปข้ึนเป็นคร้ังแรก เม่ือบาทหลวงช่ือปาลเลอกัวซ์ (Jean Baptista Pallegois) เป็นอธิการของวัดคอนเซปซ่ันได๎นากล๎อง ถํายรูปเข๎ามาถํายทารูปขึ้นในกรุงสยามเป็นคนแรกแตํการถํายรูปของทํานปาลเลอกัวซ์ในสมัย ตอนต๎นๆ น้ันยงั ไมํได๎เปน็ ทน่ี ยิ มของประชาชนคนไทย รปู ที่7 ปาเลอกัวซ์ การท่ไี มํเปน็ ท่นี ิยมนนั้ ข๎อสาคัญอยูํท่เี รอ่ื งของความเชื่อถือในด๎านไสยศาสตร์ที่ยังฝังแนํนอยํูใน จิตใจคนสมัยน้ันเป็นสํวนใหญํ ดังเชํนความตอนหน่ึงในสาส์นสมเด็จ ซ่ึงสมเด็จกรมพระยาดารงรา ชานภุ าพทรงเลาํ ไว๎วาํ “เมอ่ื แรกมชี ํางถํายรูปฉายาลกั ษณเ์ ข๎ามา มิใครํมีใครยอมให๎ถํายด๎วยเกรงวําจะ เอารปู ไปใชท๎ ารา๎ ยดว๎ ยกฤตยาคม” ดังนเ้ี ป็นต๎น
8 ความเชื่อถืออันน้ีนําจะยังคงฝังแนํนอยํูตํอไป ถ๎าหากจะไมํเป็นด๎วยพระบาทสมเด็จ พระ จอมเกลา๎ เจ๎าอยูหํ ัว เม่ือครงั้ ยงั ดารงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ๎าน๎องยาเธอเจ๎าฟูามงกุฏได๎ทรงเป็นผู๎นา ในการป้นั พระบรมรปู เขยี นพระบรมฉายาลกั ษณ์เป็นพระองค์แรก การทพี่ ระองค์ทรงมีพระราชนิยม ดังนี้ยํอมเป็นประจักษ์พยานเป็นอันดี การถํายรูปไมํได๎ทาให๎เกิดเหตุเภทภัยหรือจะชํวยทาให๎อายุสั้น ไปได๎ แตํอยํางใดเลย ด๎วยเหตุนี้จึงชํวยทาให๎มีผู๎นิยมการถํายรูปเจริญรอยตามพระราชนิยมสืบตํอกัน มา ยงั มชี าวฝรั่งอกี บางทําน ซง่ึ มกี ิจกรรมดา๎ นการถํายรปู เก่ียวกบั คนไทย ดังเชํนทํานบาทหลวง ลานอดี และคนสาคัญท่ีสุดอีกคนหนึ่งคือมิสเตอร์ เอ. แซกเลอร์ ได๎เดินทางเข๎ามาในเมืองไทยเมื่อ เดือนสงิ หาคม พ.ศ2408 ซ่งึ เป็นตอนปลายของรัชกาลนี้ มิสเตอร์ เอ .แซกเลอร์ ชาวอังกฤษเป็นผ๎ูริเริ่มเปิดร๎านถํายรูปสาหรับประชาชนในยํานถนน เจริญกรุงเป็นคนแรก กิจการถํายรูปของมิสเตอร์ เอ. แซกเลอร์ น้ันเจริญก๎าวหน๎ามาก เพราะราคา คาํ รปู ทาราคาไดด๎ ี เชํน ขนาด 4 น้ิว ราคาแผํนละ 1 ตาลึง และแผํนใหญํขนาด 15 นิ้ว มีราคาแผํน ละ 10 ตาลึง จานวนของรูปก็ส่ังทาได๎ครั้งละหน่ึงแผํนเทําน้ัน ถ๎าใครต๎องการเพิ่มเติมก็ต๎องถํายกัน ใหมทํ กุ ครั้งไป ด๎วยเหตนุ จ้ี งึ ชํวยให๎ มิสเตอร์ เอ. แซกเลอร์ เกดิ ความร่ารวยข้นึ อยํางรวดเร็ว ชํางถํายรูปคนที่ตํอจากมิสเตอร์ เอ แซกเลอร์ ก็ตือ มิสเตอร์ทอมสัน ซึ่งเป็นเพ่ือนชํางภาพ ด๎วยกันได๎เดินทางจากสิงคโปร์เข๎ามาเปิดร๎านถํายรูปอีก สาหรับมิสเตอร์ฟรานซิสจิต ชาวอังกฤษ เดนิ ทางจากสงิ ค์โปรเขา๎ มาเปิดรา๎ นถํายรูปอกี สาหรับมิสเตอรฟ์ รานชสิ จติ ผ๎นู ม้ี นี โยบายการค๎าแปลก กวาํ ชํางภาพคนกํอนๆ คือ พยายามทาตัวให๎รําเริงแจํมใส สนิทสนมเป็นกันเองกับลูกค๎า และลดคํา ถํายรูปให๎ถูกกวําร๎านอ่ืนอีกด๎วย นากจากนี้ มิสเตอร์ฟรานซิสจิตยังเป็นผ๎ูนาในการถํายทารูปปูชนีย สถาน ปราสาทราชวัง สถานท่ีสาคัญ ตลอดจนทิวทัศน์ท่ีสวยงามมาทาเป็นรูปขนาดโปสการ์ดขาย ปรากฏวําเป็นที่นิยมมากจนเป็นเหตุให๎ร๎านถํายรูปอ่ืนๆ ต๎องเลิกกิจการกลับสิงค์โปรไปตามๆกัน ยังคงเหลือแตํมิสเตอร์ฟรานซิสจิตเทําน้ันที่ยังดาเนินกิจการอยํูในเมืองไทย พระบาทสมเด็จพระจอม เกล๎าเจ๎าอยหูํ ัว รัชกาลท่ี4 ทรงเปน็ พระมหากษัตรยิ ์องคแ์ รกของเมืองไทยท่ีได๎ฉายพระรูปให๎ปรากฎไว๎ ทรงใช๎รูปถาํ ยเป็นเครอ่ื งประชาสมั พันธ์พระองคเ์ อง
9 รปู ท่ี8 รัชกาลท่ี4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั และประเทศไทยโดยได๎สํงพระบรมฉายาลักษณ์ไปให๎ประมุขประเทศตํางๆ หลายคราวอนึ่ง ในรัชกาลที่4 นี้นอกจากมีการถํายรูปด๎วยระบบดาแกร์โอไทป์แล๎ว ก็มีการถํายรูปด๎วยวิธีท่ีใหมํกวํา เพ่ิมข้ึนอีกอยํางหน่ึงคือ ถํายด๎วยกระจกเปียกหรือที่เรียกกันวําระบบเวทเพลท (Wet plate) หรือ น้ายาสด รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลท่ี5 ก็เป็นยุคที่มีการถํายรูป เจริญกา๎ วหน๎าข้นึ อีกอยํางมากมาย
10 รูปท่ี9 รัชกาลที่5 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั และสิ่งที่เป็นม่ิงมงคลอยํางสูงสุดจนหาที่เปรียบมิได๎ประการหนึ่งก็คือการท่ีพระพุทธเจ๎า หลวงทรงโปรดการชักรูปท่ีสุด ในคราวที่เสด็จประพาสยุโรปคร้ังแรกเม่ือ พ.ศ.2440 ซ่ึงตรงกับ รศ. 116น้ัน พระองค์มีพระราชดาริแตํเพียงวํา “เพ่ือประโยชน์ในการท่ีทรงตรวจตราแบบแผนราชการ บา๎ นเมอื ง และจะได๎ทรงวสิ าสะคนุ๎ เคยกับพระมหากษัตริย์และรัฐบาลแหํงนานาประเทศยุโรป เจริญ ทางพระราชไมตรีซ่ึงมีตํอกรุงสยามให๎เรียบร๎อยย่ิงข้ึนกวําแตํกํอน” และในการเสด็จคราวนั้น พระองค์ได๎ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ประมุขของประเทศ ตํางๆ หลายประเทศและมีอยํูแหํงหน่ึงที่ ถือกันวําเป็นภาพประวัติศาสตร์ท่ีหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสได๎นาลงตีพิมพ์กันอยํางเกรียวกราวน้ันได๎แกํ พระบรมฉายาลักษณ์ทก่ี าลังประทบั คูํกับพระเจ๎าซารป์ ระเทศรุสเซีย เรื่องสาคัญอีกตอนหน่ึงดังแจ๎งในพระราชนิพนธ์จดหมายเหตุเสด็จประพาสต๎นคร้ังท่ี 2 ระหวํางเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2449 น้ัน ยิ่งเป็นตอนที่โปรดการชักรูปมากกวําสมัย ใดๆ พระองคท์ รงมีกลอ๎ งถํายรปู ประจาพระองค์ พระองคท์ รงบันทึกภาพเหตุการณ์ในพระราชกรณีย กิจเปน็ ประจา ตลอดจนปูชนยี สถาน ทิวทัศนท์ ี่สวยงาม ในการเลํนถํายรูปพระองค์มีพระราชนิยมอยํู วํา เม่ือพระองค์เสด็จไปถํายรูปถึงท่ีเมืองไหนก็ทรงโปรดให๎หาคนงามเมืองน้ันมาถํายรูป ใครท่ีโชคดี ได๎รับเลือกให๎เป็นแบบทรงถํายรูป ตํอไปจะมีผ๎ูมาติดตํอสํูขอกันอยํางเป็นท่ีนําช่ืนชม นอกจาก พระองค์จะทรงถาํ ยรปู ดว๎ ยพระองค์แลว๎ พระองคย์ ังลา๎ งรูปด๎วยพระองคเ์ องด๎วย
11 เมอ่ื พูดถงึ ชาํ งภาพท่ีเปน็ คนไทยคนแรกที่มีบทบาทสาคัญเป็นชํางภาพหลวงในสมัยรัชกาลที่4 เพราะวําพระบรมฉายาลักษณ์ในรัชกาลท่ี4 เป็นจานวนมาก เป็นฝีมือของพระยากษาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) ในสมัยของพระพุทธเจ๎าหลวง ชํางภาพคนไทยคนแรกที่สามารถเปิดร๎านถํายรูป เป็นคนแรก คือ นายจิตร หรือขุนสุนทรสาทิสลักษณ์ บ๎านอยํูกุฏีจีน ธนบุรี และ นายจิตรเป็นลูก ศิษย์คนสาคัญของมิสเตอร์ทอมสันท่ีเข๎ามาเปิดร๎านถํายรูปแขํงกับมิสเตอร์ เอ แซกเลอร์ ในสมัย รัชกาลท่ี4 นายจิตรได๎เปิดร๎านรับบริการถํายรูปจนมีความร๎ูความชานาญเป็นอยํางมาก ด๎วยเกียรติ คุณอันน้ี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยํูหัวจึงได๎พระราชทานบรรดาศักดิ์ให๎เป็นขุนสุนทร สาทศิ ลกั ษณ์ รปู ท่ี10 พระยากษาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกลุ )
12 รูปที่11 ขนุ สนุ ทรสาทศิ ลกั ษณ์ (นายจติ ร) แมํสร๎อยซ่ึงเป็นน๎องสาวแท๎ๆ ของนายจิตร ได๎ชื่อวําเป็นชํางภาพหญิงคนแรกของเมืองไทย เม่ือคราวท่ีพระพทุ ธเจา๎ หลวงยงั ประทบั อยํใู นยโุ รปเมื่อคร้ังเสด็จประพาสเป็นครั้งแรกน้ัน สมเด็จพระ ศรีพชั รินทราบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผ๎ูสาเร็จราชการแทนพระองค์ ได๎โปรดมีพระราชเสาวนีย์ให๎แมํ สร๎อยถํายรปู พระบรมวาศานุวงษ์และเจ๎านายฝุายใน สํงทูลเกล๎าถวาย พระพุทธเจ๎าหลวงเป็นประจา เพราะในเขตพระราชฐานฝุายในห๎ามมิให๎ผ๎ูชายเข๎า ดังนั้นหน๎าท่ีชํางภาพหญิงประจาราชสานักใน ขณะนนั้ ก็คือแมสํ ร๎อย ฝร่งั อีกคนหน่ึงที่กลําวถึงคือ นายโรเบิร์ต เล๎นซ์ เขาต้ังร๎านถํายรูปช่ือห๎างโรเบิร์ตเล๎นซ์ อยํู ตรงสแี่ ยกเฉลมิ กรุงเวลาน้ี นายโรเบิร์ตเล๎นซ์ ผู๎นี้มีฝีมือยอดเยี่ยมเป็นที่เชื่อถือแกํคนสมัยนั้นมากและ นอกจากจะเป็นชํางถาํ ยรูปในรา๎ นแบบชํางท่ัวไปแลว๎ เขายงั เป็นผ๎นู าในการถํายรูปวิวตํางๆในมุมงามๆ นาสมัยมาวางขายอยาํ งมากมาย มที ง้ั ขนาดโปสการ์ดและขนาดใหญํเป็นพเิ ศษกวาํ ใครๆท้ังหลายดว๎ ย
13 รูปที่12 โรเบิรต์ เล้นซ์ รูปวิวของนายโรเบิร์ต เล๎นซ์ มีท้ังรูปในพระนครและจากจังหวัดใกล๎เคียง เชํน รูปวัดอรุณ รูปวัดพระแก๎ว รูปกระทรวง ทบวง กรม รูปพระเจดีย์กลางน้า รูปพระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม รปู เขาวัง และถ้าหลวงจงั หวัดเพชรบรุ ี เมื่อยํางเข๎าสูํยุคในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกูฎเกล๎าเจ๎าอยํูหัว รัชกาลที่6 วงการ ถํายรูปได๎เริ่มเปล่ียนแปลงทานองถําย จากการใช๎มํานทาสีเรียบๆ หรือผ๎าสีตํางๆ เป็นฉากหลัง กลับมาใช๎ฉากเขียนเป็นรูปวิวปุาเขาลาเนาไพร วิวสวยดอกไม๎ ท๎องพระโรง หรือห๎องรับแขกที่มี เครื่องประดับอยํางสวยงาม กระบวนร๎านถํายรูปด๎วยกันแล๎ว ถ๎านับความสาคัญตามชาติภาษา ใน สมัยนั้นกค็ งมฝี ร่งั เป็นอันดับหน่ึง คนไทยเป็นอันดับสองและตํอมาก็มีชาวญี่ปุน และจีน สาหรับร๎าน ของชาวญี่ปุนนน้ั มีอยจํู านวนหลายร๎านที่มีช่ือติดปากกันอยํูมากก็คงมีร๎านตาเคอูจี โอซา กา โอตานี และไวแอบาตา เป็นตน๎ แตํในปัจจุบันรา๎ นถาํ ยรูปสํวนใหญํเป็นคนของคนจนี เหตุการณ์สาคัญรัชสมัยของรัชกาลท่ี6 น้ีคือยุคของการใช๎ไฟฟูาถํายรูปในร๎านถํายรูปซ่ึงเริ่ม เป็นแหํงแรกที่โรงเรียนเพาะชําง และตํอจากน้ันก็เร่ิมเป็นที่นิยมแพรํหลายกันในวงการถํายรูป เม่ือ ยาํ งเข๎าสํูรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล๎าเจ๎าอยูํหัว รัชกาลท่ี7 เมื่อครั้งงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2477 ในปีนเ้ี องมี การประกวดนางงามข้นึ และเน่อื งมาจากงานประกวดนางงามนี้เองท่ีเป็น เหตุให๎วงการถาํ ยรูปตนื่ ตัว เชํน ไฟแวบ๏ สาหรบั ถาํ ยรปู เริม่ มใี ช๎กนั หนาตา รา๎ นถํายรปู ตํางๆ นิยมเชิญ นางงามไปถํายรูปในชุดสวมมงกุฎนางงาม เพ่ือเป็นเกียรติแกํร๎านและเพื่อเป็นเกียรติแกํผ๎ูได๎รับเชิญ
14 และเป็นบํอเกิดการถํายรูปดารามาทาโปสการ์ดขาย และนามาลงหน๎าปกหนังสือพิมพ์กันอยําง แพรหํ ลาย ในปี พ.ศ.2478 เป็นปีที่มีการประกวดนางงามในงานฉลองรัฐธรรมนูญกันขึ้นในตํางจังหวัด ใหญํๆ หลายจังหวัด และมีโครงการกันวําเม่ือใครได๎รับเลือกเป็นนางงามในจังหวัดตํางๆแล๎ว ให๎สํง มาแขํงขันชิงชนะเลิศความงามในตาแหนํงนางสาวสยาม ทาให๎วงการถํายรูปมีการเคล่ือนไหวคึกคัก ขนึ้ อยาํ งมากมายทง้ั ในพระนครและตาํ งจังหวดั เม่ือประมาณปี พ.ศ.2482 ศิลปะในการถํายรูปแบบพรํา (soft focus) เริ่มนิยมกันเป็น สํวนมาก และวิธีการถํายรูปครึ่งตัวที่มีริมขาวเป็นภาพลอยเดํนเฉพาะรูปคนจะเป็นรูปเด่ียวหรือรูปคํู เริ่มได๎รับความนิยมอยํางแพรํหลาย และเมื่อยํางเข๎าสํูยุคปัจจุบันในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี9 กิจการถํายรูปได๎เจริญรุดหน๎าไปอยํางรวดเร็วทั้งประเภท ขาวดา และสี พระองค์ทรงเป็นผ๎ูนาในการเป็นชํางภาพโดยการทรงกล๎องถํายรูปด๎วยพระองค์เองใน การเสดจ็ พระราชกิจตํางๆ เป็นประจาตลอดมา รปู ที่13 นายหลวงทรงฉายพระรูป สาหรับทางภาคเหนือโดยเฉพาะอยํางย่ิงจังหวัดเชียงใหมํ หลวงอนุสารสุนทร มร.เอ็ม. ทา นาคา และ มร.ฮาตาโน เป็นบุคคลที่ชาวเชียงใหมํถือวําเป็นปูุกล๎อง เป็นผ๎ูบุกเบิกศิลปะวิทยาการ
15 ทางด๎านการถํายภาพข้ึนในเชียงใหมํ และในยุคตํอมานักเลํนกล๎องและผ๎ูที่ชอบสะสมภาพถํายของ ภาคเหนือ ก็คอื นายบุญเสรมิ สาตราภัย และนายสังคีต จันทนะโพธิ ทํานทั้งสองได๎พยายามที่จะ จัดแสดงภาพถํายชุดลานนาในอดีต ตั้งแตํปี พ.ศ.2510 เป็นต๎นมาโดยนาภาพบางสํวนไปขอออก รายการทสี่ ถานโี ทรทัศน์ชํอง8 ลาปาง ซึ่งไดร๎ บั ความสนใจจากผูช๎ มเป็นจานวนมาก ในปี พ.ศ.2520 นายบุญเสริม สาตราภัย และนางสังคีต จันทนะโพธิ ได๎จัดพิมพ์หนังสือ อดีตลานนา เป็นหนังสือที่มีภาพซึ่งมีคุณคําทางประวัติศาสตร์ของลานนาในอดีตและในปี พ.ศ.2522 นายบญุ เสริม สาตราภยั ไดม๎ โี อกาสนาภาพในอดีตของลานนาไทยมาจัดพิมพ์อีกครั้งในหนังสือ ลาน นาไทยในอดีต หนังสืออดีตลานนาและลานนาไทยในอดีต เป็นหนังสือสารคดีภาพที่ได๎นาภาพบุคคล สถานที่ตํางๆ ทั้งของจังหวดั เชียงใหมํ และบางจังหวัดในภาคเหนือ เมื่อประมาณ 50-60 ปีมาตีพิมพ์ หนงั สือทัง้ สองเลมํ ได๎รับความสนใจจากผู๎อํานและผ๎ูที่สนใจค๎นคว๎าในเรื่องดังกลําวเป็นอยํางมาก และ ไดม๎ ีผู๎นาภาพจากหนงั สอื ทั้งสองเลํมนี้ไปประกอบเปน็ หลกั ฐานอา๎ งอิงในเอกสารตํางๆอยูํเสมอ รปู ที่14 หนงั สอื รวมภาพลา้ นนา ปี พ.ศ.2532 นายบุญเสริม สาตราภัย ได๎รวบรวมและเรียบเรียงหนังสือเสด็จลานนาซึ่งใน หนงั สือจะประกอบไปดว๎ ยภาพการเสดจ็ พระราชดาเนินเยีย่ มมณฑลพายพั ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราช เจ๎าฟาู มหาวชริ าวุธ สยามมกฎุ ราชกมุ าร (รชั กาลที่ 6) และภาพการเสด็จเลียบมลฑลพายัพ ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล๎าเจ๎าอยํูหัว กับสมเด็จพระนางเจ๎าราไพพรรณี อีกท้ังภาพการเสด็จพระ
16 ราชดาเนินเยือนจังหวัดตํางๆ ในภาคเหนือเป็นคร้ังแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยูํหัว รัชกาล ปจั จุบันกับสมเดจ็ พระนางเจ๎าพระบรมราชนิ นี าถ เมอ่ื ครัง้ 30ปีทผี่ าํ นมา 1.3 ความหมายของวิชาการถา่ ยภาพ วิชาถํายภาพตรงกับภาษาอังกฤษวํา “Photography” ซึ่งยํอมาจากภาษากรีกวํา “Phos” แปลวําแสงสวําง และ “Graphein” แปลวํา เขียน ดังนั้นเม่ือรวมคา 2 คานี้เข๎าด๎วยกัน จึงมี ความหมายวํา เขียนด๎วยแสงสวําง แตํในความหมายของวิชาถํายภาพในปัจจุบันน้ีหมายถึงวิชาที่วํา ด๎วยการทาภาพให๎เกิดข้ึนโดยใช๎แสงสวํางมากระทบกับวัสดุไวแสง การทาภาพและสร๎างภาพในที่นี้ ครอบคลุมเนื้อหาไปถึงการถํายรูป การล๎างฟิล์ม และการอัดขยายภาพ และกระบวนการอื่นๆ ท่ี เก่ียวขอ๎ ง โดยสรุป วิชาการถํายรูปก็คือความรู๎ที่วําด๎วยกระบวนการ (process)แหํงการทารูปโดย อาศัยแสงสวาํ งเขา๎ ชวํ ย ดังนั้นในการที่จะสร๎างภาพถํายข้ึนมา จึงจาเป็นต๎องมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการ คือ มกี ล๎องถํายรูป ฟิลม์ ถํายรูปหรอื วัสดุไวแสง และแสงในการถาํ ยภาพ 1.4 ประโยชนข์ องวิชาถ่ายภาพ ปัจจบุ นั ภาพถาํ ยไดเ๎ ข๎ามามีอิทธิพลอยํางมากมายในชีวิตประจาวันของมนุษย์ ท้ังนี้เนื่องจาก เทคโนโลยีทางด๎านการถํายภาพได๎ก๎าวหน๎าไปอยํางมากมายในระยะไมํกี่สิบปีมาน้ีโดยบริษัทผ๎ูผลิต กล๎องได๎พยายามออกแบบกล๎องให๎มีวิธีใช๎งําย มีระบบอัตโนมัติหรือก่ึงอัตโนมัติชํวยให๎ถํายภาพได๎ดี และงํายขึ้น ประกอบกับวิวัฒนาการทางด๎านฟิล์มและอุปกรณ์การถํายภาพก๎าวหน๎าไปอยํางรวดเร็ว เราจึงเห็นภาพถํายมีปรากฏอยํูท่ัวไป ทั้งในบ๎านเรือน ตามท๎องถนนในสถานที่ทางาน โดยได๎นาเอา ภาพถํายไปใช๎ประโยชน์ในวงการตํางๆ อยํางมากมาย เชํนในวงการศึกษา ส่ือมวลชนประเภท หนังสือพิมพแ์ ละส่ิงพมิ พ์ตํางๆ ในวงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เปน็ ต๎น โดยทว่ั ไปภาพถํายมปี ระโยชนด์ ังน้ี 1. ภาพถํายชํวยส่ือความหมาย และถํายทอดขําวสารไปยังผ๎ูดู ได๎แกํการใช๎ภาพถําย เปน็ ส่ือกลางในการทาความเข๎าใจเร่อื งตาํ งๆ เชนํ ใชภ๎ าพถาํ ยในการบอกขําวสารทางหน๎าหนังสือพิมพ์ ใช๎ภาพถาํ ยสงํ ขาํ วในรูปของโปสเตอร์ เปน็ ต๎น
17 2. ภาพถํายเป็นประโยชน์ในการศึกษาและงานทางวิชาการ หมายถึงการใช๎ภาพถําย ชํวยในการเรียนการสอนน่ันเอง กลําวคือใช๎ภาพประกอบการสอน การบรรยาย แทนที่จะใช๎การ บรรยายอยํางเดียวเพราะคาพูดหรือตัวหนังสือมีลักษณะเป็นนามธรรมมาก ทาให๎ผู๎เรียนเข๎าใจได๎ช๎า การใช๎ภาพถํายเข๎ามาชํวยจะชํวยเปล่ียนแปลงเนื้อหาให๎อยํูในรูปของรูปธรรมซึ่งผ๎ูเรียนสามารถเข๎าใจ ได๎งํายกวํา 3. ภาพถาํ ยเปน็ ประโยชนใ์ นการศกึ ษา ค๎นคว๎าวิจัย เชํน นักวิทยาศาสตร์ใช๎ภาพถําย ขยายสํวน และ ภาพถํายจากกล๎องจุลทรรศน์ นามาศึกษาและวิจัย สํวนการแพทย์มีการถํายเอ๏กซ เรย์ลงบนฟิล์ม เพ่ือตรวจสุขภาพของผู๎ปุวย นักวิทยาศาสตร์ใช๎ฟิล์มอินฟราเรด ถํายภาพพื้นผิวโลก เพ่ือศึกษาปริมาณและความหนาแนํนของปุาไม๎ นักดาราศาสตร์ใช๎ศึกษาความเปล่ียนแปลงของกลํุม ดาวและมนษุ ยอ์ วกาศยังนากล๎องไปถํายภาพเพื่อนามากลับมาศกึ ษาวจิ ัยตอํ ไป 4. ภาพถํายเป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ผู๎ท่ีมีความร๎ูทางด๎านการถํายภาพดี พอสมควรก็พอจะยึดเป็นอาชีพอิสระ หรือหารายได๎พิเศษมาชํวยเหลือครอบครัวได๎บ๎าง หรือทางาน บริษัท ห๎างร๎านท่ีมีธุรกิจเก่ียวกับการถํายรูป ผ๎ูที่มีกล๎องถํายรูปและอุปกรณ์บางอยํางเพียงพอ ก็ สามารถถํายรปู ในงานตํางๆ เพ่ือหารายได๎เป็นลาไพํพเิ ศษ 5. ภาพถํายใช๎เป็นหลักฐานในเอกสารสาคัญหลายชนิด เชํน บัตรประจาตัว บัตร ประชาชน ใบสุทธิ ใบรับรอง เป็นต๎น เน่ืองจากรูปถํายชํวยอธิบายรูปพรรณสัณฐานของบุคคลได๎ เป็นอยํางดี และยากตํอการปลอมแปลง 6. การถํายภาพเป็นการแสดงออกทางศิลปะ เพราะการถํายภาพเป็นการสร๎างสรรค์ งานศลิ ปะอกี รูปแบบหนึ่ง โดยนาความรู๎ทางวทิ ยาศาสตร์มาประยกุ ตใ์ ห๎ได๎ภาพทีม่ ศี ิลปะออกมา 7. ภาพถํายชํวยบันทึกภาพในอดีตท่ีผํานมาได๎ดี ทาให๎คนรํุนหลังได๎เห็นสภาพชีวิต และสงั คมของคนในสมัยกอํ น ภาพถาํ ยจงึ ถือเป็นหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ทสี่ าคญั ยง่ิ 8. ภาพถํายเป็นประโยชน์ทางด๎านการค๎า และการโฆษณา เพ่ือเผยแพรํสินค๎าของ บริษัทให๎เปน็ ทแี่ พรหํ ลาย และโนม๎ นาจิตใจผ๎ดู ใู หห๎ นั มาซอื้ ผลิตภัณฑ์ตํางๆ 9. เพอ่ื ความเพลิดเพลิน มีผู๎ถํายภาพเป็นงานอดิเรก เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน เอาเก็บไวเ๎ ปน็ ทรี่ ะลึก
18 10. ความรู๎ในการถํายภาพเป็นพ้ืนฐานในการเรียนด๎านการถํายภาพยนตร์ และการผลิต รายการโทรทัศน์ 1.5 การถ่ายภาพกับการสอ่ื ความหมาย ภาพถาํ ยเป็นภาษาสากล กลําวคอื ไมวํ าํ ผด๎ู ูภาพจะเปน็ คนชาตใิ ด ภาษาใด อํานหนังสือออก หรือไมํ มีประสบการณ์มากน๎อยเพียงใด ก็สามารถเข๎าใจความหมายของภาพถํายได๎อยํางเดียวกัน เนื่องจากภาพถํายให๎ความหมายในตัวเองโดยแจํมแจ๎งอยูํแล๎ว ผู๎ดูภาพจึงสามารถเข๎าใจได๎ทันที ดัง คาพงั เพยที่วํา “ภาพหน่ึงภาพมคี าํ เทาํ กับคาพดู พนั คา” ถ๎าพิจารณาถึงการสื่อความหมายด๎านตัวหนังสือแล๎วพบวํา ตัวหนังสือน้ันเป็นเพียง เครื่องหมายท่ีใช๎แทนคาพูดเทํานั้น ไมํสามารถส่ือความหมายด๎วยตัวเองได๎ ผ๎ูอํานจะต๎องใช๎ จินตนาการเป็นภาพหรือความหมายขึ้นในสมองกํอน ซ่ึงการตีความนั้นอาจจะตรงหรือไมํตรงกับท่ี ผู๎เขียนต้ังใจไว๎หรือไมํก็ได๎ แตํในกรณีของภาพถํานนั้นมีความเป็นรูปธรรมมากกวํา ผ๎ูดูจะทราบ ความหมายจากภาพได๎โดยตรง ไมํต๎องใช๎จินตนาการเข๎าชํวย ภาพถํายจึงเป็นส่ือท่ีทาให๎ผู๎ดูสามารถ เข๎าใจเรอ่ื งราวไดอ๎ ยํางรวดเรว็ และงาํ ยกวาํ ตวั หนังสือ
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: