Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 03 ชโลธร

03 ชโลธร

Published by Hommer ASsa, 2021-04-29 04:25:21

Description: 03 ชโลธร

Search

Read the Text Version

รายงานการศกึ ษา เรือ่ ง ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การจดั การระบบไฟฟา้ เนื่องจากภยั พิบตั ิดา้ นอทุ กภยั กรณศี กึ ษา : การไฟฟ้าสว่ นภมู ิภาค เขต 1 ภาคกลาง จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา จดั ทาโดย นายชโลทร มากลี รหสั ประจาตวั นกั ศึกษา 03 เอกสารฉบบั น้เี ปน็ สว่ นหนงึ่ ในการศึกษาอบรม หลกั สูตร นกั บรหิ ารงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั (นบ.ปภ.) รนุ่ ที่ 10 ระหวา่ งวนั ท่ี 7 มกราคม – 10 เมษายน 2557 วทิ ยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั

กรมปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั

-ก- คำนำ เอกสารการศกึ ษานี้ จดั ทาขนึ้ เพือ่ ศึกษาและหาแนวทางในการบรหิ ารจัดการระบบไฟฟา้ เม่อื เกดิ เหตุอุทกภยั และหาแนวทางในการดาเนินการฟ้ืนฟูระบบไฟฟา้ หลังจากเกดิ อุทกภยั กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค เขต 1 ภาคกลาง จ .พระนครศรีอยธุ ยา เพื่อนาขอ้ เทจ็ จรงิ พรอ้ มท้ังปัญหาและ อปุ สรรคในการปฏบิ ตั งิ านและแนวทางแก้ไขปัญหานาไปประยุกตใ์ ช้ในการพัฒนาวิธกี ารปฏิบัตงิ านใหม้ ี ประสทิ ธภิ าพมากยิ่งขนึ้ ซงึ่ อาจเป็นบทเรียนทมี่ ีประโยชน์อยา่ งย่งิ ในการชีน้ าและระบวุ ธิ กี ารดาเนินงาน เพ่ือใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายอย่างแท้จริง และเพื่อนาขอ้ มลู ทไ่ี ด้ไปใชใ้ นการทบทวนปรบั ปรุง แผนแม่บท การปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภัย และคมู่ ือปฏิบตั ิการ กรณีเหตกุ ารณไ์ ม่ปกตขิ อง กฟภ . ให้สอดคลอ้ ง กับสถานการณป์ ัจจุบนั เปน็ การเตรยี มความ พรอ้ มการป้องกันและลดผลกระทบการรับมือในภาวะฉกุ เฉิน และการฟนื้ ฟรู ะบบไฟฟา้ อีกด้วย ผู้ศกึ ษาวจิ ยั ขอขอบพระคุ ณ คณะกรรมการทป่ี รึกษา ตลอดจนคณะผบู้ ริหารวทิ ยาลัย ป้องกนั และบรรเทาสาธารณภัย ผู้อานวยการและคณะเจา้ หน้าท่โี ครงการนกั บรหิ ารงานปอ้ งกันและ บรรเทาสาธารณภยั รุ่นที่ 10 ทีใ่ หค้ วามรู้ คาแนะนา และขอขอบพระคณุ เจ้าหน้าท่ี ทเี่ ก่ียวข้อง ทกุ ท่าน ทีใ่ ห้การสนับสนุนและให้ความรว่ มมือในการให้ข้อมลู และชว่ ยเหลือจนสาเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี หากมี ข้อบกพร่องประการใดปรากฏในรายงานฉบับน้ี ผู้ศึกษายินดนี อ้ มรบั นาไปปรบั ปรุงแก้ไข ต่อไป ด้วยความเคารพ ชโลทร มากลี มนี าคม 2557

-ข- กิตตกิ รรมประกาศ การศึกษาวิจัย เรื่อง “ปัจจยั ทีม่ ผี ลต่อการจัดการระบบไฟฟา้ เน่ืองจากภัยพิบัตดิ า้ นอุทกภัย กรณศี กึ ษา : การไฟฟ้าสว่ นภูมภิ าค เขต 1 ภาคกลาง จ .พระนครศรอี ยธุ ยา ” นี้ สาเร็จไดด้ ้วยดี เนอื่ งจาก ผู้ศึกษาวิจัยได้รับความอนุเคราะห์ จาก ดร.ปยิ วตั ร์ ขนิษฐาบตุ ร อาจารยว์ รชพร เพชรสุวรรณ และคณะกรรมการที่ ปรกึ ษา คณะผู้บริหารและ ผู้อานวยการโครงการวิทยาลัยปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภัย ซง่ึ ไดก้ รุณาตรวจสอบ แนะนา และใหแ้ นวทางอันถูกตอ้ ง จนทาใหผ้ ูศ้ ึกษาประสบความสาเรจ็ ในการศึกษา คน้ ควา้ และทาใหร้ ายงานการ ศกึ ษาวจิ ัยฉบับนสี้ าเร็จไดอ้ ย่างสมบูรณ์ ผศู้ กึ ษาวจิ ัยขอขอบพระคณุ ดร.ปยิ วตั ร์ ขนษิ ฐาบุตร อาจารยว์ รชพร เพชรสุวรรณ และ คณะกรรมการที่ปรกึ ษาคณะผูบ้ รหิ ารการไฟฟา้ ส่วนภมู ิภาค ตลอดจนเจา้ หนา้ ทข่ี ององคก์ ารตา่ งๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง ท่กี รณุ าเอือ้ เฟ้ือข้อมลู และผทู้ ่ตี อบบทสมั ภาษณ์ทกุ ทา่ น ตลอดจนนักวชิ าการทุกทา่ นท่ีผูศ้ กึ ษาไดน้ าผลงานอ้างองิ ประกอบการศกึ ษาในคร้งั นี้ ผ้ศู กึ ษาใคร่ขอบพระคณุ ไว้ ณ ทนี่ ี้ดว้ ย ผ้ศู ึกษาหวงั เป็นอย่างยิ่งวา่ รายงานการศึกษาวิจยั ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้ทีส่ นใจ เก่ียวกับการบริหารจัดการระบบไฟฟา้ ภายใต้ภยั พบิ ัติด้านอทุ กภัย หรอื อาจใช้เปน็ แนวทางในการศกึ ษาค้นคว้า ต่อไปได้อยา่ งดี คณุ ความดีอนั ใดท่ี เกิดจากการศึกษาคร้งั น้ี ผู้ศกึ ษาของมอบแด่ บดิ า มารดา คณาจารย์ และผทู้ ี่ เกยี่ วข้อง สนับสนนุ ผศู้ ึกษาด้วยดีตลอดมา ชโลทร มากลี มีนาคม 2557

-ค- บทสรปุ ผบู้ รหิ าร การศึกษาวจิ ัย เรอ่ื ง “ปัจจัยที่มผี ลตอ่ การจัดการระบบไฟฟา้ เนอ่ื งจากภัยพิบตั ิดา้ น อทุ กภยั กรณีศกึ ษา : การไฟฟา้ สว่ นภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง จ .พระนครศรีอยธุ ยา ” เพื่อศกึ ษา และ หาแนวทางในการบริหารจัดการระบบไฟฟา้ เมือ่ เกิดเหตอุ ุทกภัย และหาแนวทางในการดาเนินการฟ้ืนฟู ระบบไฟฟา้ หลงั จากเกิดอุทกภยั ในด้านการบรหิ ารจัดการระบบไฟฟ้า การควบคมุ ระบบไฟฟา้ รวมไปถงึ การฟืน้ ฟรู ะบบไฟฟา้ หลังเกิดอทุ กภัย ตลอดจนถึงบคุ ลากร เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช้ เครอื่ งจกั รกล และ ยานพาหนะ ทจ่ี ะสามารถสนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านในพนื้ ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ซง่ึ ตาม คูม่ ือปฏบิ ัตกิ าร กรณีเหตุการณ์ไมป่ กตขิ อง การไฟฟา้ สว่ นภมู ิภาค ไดม้ กี ารแบง่ มอบหน้าทก่ี ารปฏบิ ัติงาน อย่างชดั เจนขณะเกดิ อทุ กภัย และหลงั เกดิ อุทกภยั ส้ินสดุ ลง ผลการศกึ ษาความสาเรจ็ ในการบรหิ ารจดั การระบบไฟฟ้าเมอื่ เกิดอทุ กภัยพบวา่ การ ปฏบิ ตั ิจดั การระบบไฟฟา้ เพอ่ื ควบคุมระบบไฟฟ้าเม่อื เกดิ อุทกภยั น้ัน ความปลอดภยั ของชวี ิต และ ทรพั ยส์ นิ ถือว่าเป็นสง่ิ สาคัญมากที่สุดท่ตี อ้ งคานงึ ถงึ เปน็ สง่ิ แรก การตัดสินใจเพอื่ จัดการและควบคมุ ระบบ ไฟฟา้ จะยดึ ถอื ปฏิบตั ติ ามค่มู อื ปฏบิ ตั กิ าร กรณีเหตกุ ารณไ์ มป่ กตขิ อง กฟภ . และระเบียบวิธปี ฏิบัตกิ าร โครงขา่ ยไฟฟ้าของ กฟภ . พ.ศ. 2551 อย่างไรก็ตามพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบตั งิ านของการ ควบคุมระบบไฟฟ้าสว่ นใหญ่จะเก่ียวกบั เรอื่ งการเขา้ พ้นื ที่เพอื่ ปฏิบตั งิ านเน่อื งจากผปู้ ฏิบตั งิ านท่อี ยู่หน้า งานไมส่ ามารถเข้าพ้ืนทีเ่ พ่อื ปฏิบตั งิ านไดโ้ ดยสะดวกเนื่องจากในบางพน้ื ท่ีมนี า้ ทว่ มสงู เจา้ หนา้ ท่ขี อง กฟภ . ไมม่ ีความชานาญในการขบั ข่เี รือ อกี ทง้ั เครื่องมือเคร่อื งใชใ้ นการบริหารจดั การระบบไฟฟา้ มีไมเ่ พียงพอ และไมเ่ หมาะสมในการจดั การภายใต้ภยั พบิ ตั ิด้านอุทกภัย การแก้ไขปัญหาด้านระบบไฟฟา้ จึงเปน็ ไปดว้ ย ความลา่ ชา้ การประสานงานกบั หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วข้องเปน็ ไปด้วยความยากลาบาก อีกทงั้ ทาง กฟภ . ไม่เคย มีการฝกึ ซอ้ มในดา้ นการปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารภยั รวมถึงไม่ได้มกี ารเตรยี มความพรอ้ มในการเผชิญกบั ภยั พบิ ัติด้านอุทกภัยมาก่อน จงึ ทาให้การปฏบิ ัตงิ านดังกล่าวไมค่ ล่องตวั เท่าท่คี วร ในส่วนของการ ดาเนนิ การฟืน้ ฟูระบบไฟฟ้าจะเปน็ การดาเนนิ การหลงั จากทรี่ ะดบั นา้ ลดลงแล้ว และผูป้ ฏิบตั ิงานสามารถ เขา้ พืน้ ทไ่ี ด้โดยสะดวก โดยจะต้องทาการประเมินความเสยี หายของทรัพย์สิน และอุปกรณใ์ นระบบไฟฟา้ ของ กฟภ. ก่อนเพราะจะทาให้ทราบถงึ จานวนเงิน บคุ ลากร หรือวัสดุอุปกรณ์ท่ีจาเป็นต้องใช้สาหรบั การ วางแผนเพ่อื ฟน้ื ฟูระบบไฟฟ้า ในการน้ี ผวู้ ิจัยหวงั ผลทไ่ี ดร้ บั จากการศึกษาในคร้งั นวี้ ่า จะเป็นประโยชน์ตอ่ หน่วยงาน ด้านการควบคุมระบบไฟฟ้า และผู้บริหารของหนว่ ยงาน เพ่อื ใช้ประกอบการพิจารณาวางแนวทางในการ

เตรยี มความพรอ้ มปอ้ งกันและใหค้ วามชว่ ยเหลอื กบั หนว่ ยงานภายในของ กฟภ . ใหเ้ กดิ ความรวดเรว็ และ มีประสทิ ธภิ าพยิ่งข้ึนต่อ ไป

-ง- สารบัญ คานา ก หนา้ กติ ติกรรมประกาศ ข บทสรปุ ผบู้ ริหาร ค 1 2 สารบญั ง 2 2 บทท่ี 1 บทนา 2 3 1.1 ความเปน็ มาของเร่อื งและสถานการณป์ จั จบุ ัน 4 1.2 เหตผุ ลและความจาเป็นในการศกึ ษา 12 15 1.3 วัตถุประสงคข์ องการศกึ ษา 22 29 1.4 ขอบเขตของการศึกษา 30 1.5 นิยามศพั ท์ 30 32 1.6 ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รบั 33 บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง 34 35 2.1 แนวคดิ และทฤษฎที ่ีเกยี่ วข้องกบั ปัจจัยทีส่ ง่ ผลตอ่ ความสาเร็จในการทางาน 37 2.2 แนวความคิดและทฤษฎที ีเ่ กี่ยวขอ้ งกับ การบริหารจัดการ 2.3 แนวความคดิ และหลกั การเกีย่ วกบั การป้องกนั และบรรเทาสาธารณภัย 2.4 ระเบยี บ กฎหมายที่เกีย่ วข้อง 2.5 กรอบแนวคิดการศกึ ษา บทที่ 3 วิธดี าเนินการวจิ ยั 3.1 แหลง่ ขอ้ มูลทใ่ี ชใ้ นการศึกษาวจิ ยั 3.2 วธิ ีการเกบ็ ขอ้ มลู 3.3 ขั้นตอนการดาเนินการวจิ ยั 3.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู บทที่ 4 รายงานการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าภายใต้สภาวะภัยพบิ ัติดา้ นอุทกภยั 4.1 การบริหารจัดการระบบไฟฟา้ ภายใตส้ ภาวะภัยพิบัตดิ า้ นอุทกภยั ของ กฟก.1 4.2 การกาหนดค่มู ือ และวิธปี ฏิบตั ิดา้ นการควบคมุ ระบบไฟฟ้าภายใต้สภาวะภัยพบิ ตั ิ ดา้ นอุทกภัย 4.3 การดาเนินการฟน้ื ฟูระบบไฟฟ้า หลงั จากเกดิ อทุ กภยั บทที่ 5 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ

5.1 บทสรุปผลการศึกษาวจิ ัย 40 5.2 ข้อเสนอแนะ 41 บรรณานุกรม ภาคผนวก

1 บทที่ 1 บทนา ปจั จยั ท่ีมผี ลต่อการจัดการระบบไฟฟา้ เน่อื งจากภยั พิบตั ิด้านอทุ กภยั กรณีศกึ ษา : การไฟฟา้ สว่ นภมู ิภาค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรอี ยุธยา 1. ความเป็นมาของเรื่องและสถานการณ์ปัจจบุ ัน ในรอบ 10 ปที ่ีผ่านมาน้ี ประเทศไทยได้ประสบกับภัยพิบตั จิ ากธรรมชาตมิ ากมาย ไมว่ า่ จะเป็นภัย แลง้ ภยั จากอากาศหนาว ภัยจากไฟปุาและหมอกควัน ภัยจากคล่นื สนึ ามิ อทุ กภัยและดินโคลนถลม่ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในปี 2554 ต้งั แต่ช่วงเดอื นกรกฎาคมเป็นต้นมา ประเทศไทยได้รบั ผลกระทบจากพายุ นกเตน็ ม่ยุ ฟาู ไหถ่ าง และนาแก ส่งผลให้เกิดน้าท่วมคร้ังใหญ่ หรอื ที่ทกุ ภาคส่วนเรียกว่า “มหาอุทกภัย” โดยทมี่ ีพนื้ ท่ีรับผิดชอบของ กฟภ . ทไ่ี ด้รับผลกระทบมากถงึ 41 จังหวัด ส้านกั งานการไฟฟาู ส่วนภูมิภาค นา้ ทว่ มสงู ไมส่ ามารถปฏิบัตงิ านได้ 15 แหง่ สถานไี ฟฟาู ไมส่ ามารถจ่ายไฟได้ 16 สถานี นอกจากน้ยี งั มนี คิ ม อุตสาหกรรมทไี่ ด้รับผลกระทบจากอุทกภยั น้าท่วมท้งั หมด 7 แหง่ ได้แก่ นิคมสหรัตนคร , สวน อตุ สาหกรรมโรจนะ , นคิ มอุตสาหกรรมไฮเทค (บา้ นหว้า) , นคิ มอุตสาหกรรมบางปะอิน , แฟคตอรแ่ี ลนด์, นคิ มอตุ สาหกรรมนวนคร และสวนอตุ สาหกรรมบางกะดี ผลจากอทุ กภัยในครัง้ นีส้ ง่ ผลใหป้ ระชาชนไดร้ ับความเดอื ดร้อนอย่างหนักจากความเป็นอยูป่ กติ ทัง้ ด้านการอย่อู าศัย เครอื่ งอปุ โภคบริโภค การเดินทางและคมนาคมขนส่งท่ไี มส่ ะดวก ดงั น้นั การ ด้าเนินงานเพอ่ื บริหารจดั การระบบไฟฟาู ของ กฟภ . จึงต้องให้ความส้าคัญด้านความปลอดภัย ของประชาชนเป็นหลกั เน่อื งจากเม่อื เกดิ น้าท่วมอาจจะเกิดไฟฟูาร่วั หรือไฟฟาู ลดั วงจรท้าใหเ้ กิดอันตราย ถึงแกช่ วี ิตและทรัพยส์ ิน อยา่ งไรก็ตาม การด้าเนินการท่ผี า่ นมาของ กฟภ . ในการบริหารจัดการแกไ้ ข ปญั หาเป็นไปด้วยความไมส่ ะดวก ลา่ ชา้ ไม่ทันตอ่ เหตุการณ์ บางครัง้ อาจจะน้ามาซึ่งความเสยี หาย ต่อองคก์ ร โดยปญั หาในการดา้ เนินงานของ กฟภ. สามารถสรุปไดด้ งั น้ี 1. ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพอื่ แกไ้ ขปัญหาตา่ งๆ ในระหวา่ งหน่วยงานท่ี รบั ผิดชอบ เช่น การสนับสนนุ ดา้ นกา้ ลงั คน อปุ กรณ์ ยานพาหนะทใ่ี ชเ้ พือ่ การด้าเนินการเมอ่ื เกิดภยั พิบตั ิ 2. เมือ่ เกดิ อุทกภยั การปฏบิ ัตงิ านเป็นไปด้วยความล่าช้า เน่ืองจากไมม่ ีการฝึกซ้อมในการปอู งกัน และไม่มกี ารเตรยี มความพรอ้ มในการเผชิญกบั อทุ กภยั 3. ยานพาหนะ วัสดุอปุ กรณ์ เครือ่ งมอื เครอื่ งใช้ในการบรหิ ารจัดการระบบไฟฟาู เน่อื งจากอทุ กภัย มไี มเ่ พียงพอ และไม่เหมาะสมกับลักษณะของงาน อาทเิ ชน่ รถแกก้ ระแสไฟฟูาขดั ข้อง เรอื ท้องแบน เครือ่ งก้าเนดิ ไฟฟาู ส้ารอง เป็นตน้

ดงั น้นั ผู้ท้าวิจยั จงึ ท้าการศึกษาเร่ือง ปัจจัยทมี่ ผี ลตอ่ การจดั การระบบไฟฟาู เน่ืองจากภยั พบิ ัตดิ า้ น อุทกภัย กรณีศกึ ษา : การไฟฟาู สว่ นภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรอี ยธุ ยา เพอ่ื ให้หนว่ ยงานที่ เกี่ยวขอ้ งใชเ้ ปน็ คู่มอื หรือวิธปี ฏิบตั ใิ นการบรหิ ารจัดการระบบไฟฟาู กรณเี กิดภัยพิบัตดิ า้ นอทุ กภัย อีกทัง้ ผลการศึกษาสามารถน้าไปใชป้ ระโยชนส์ ้าหรบั วางแผน และบริหารจดั การระบบไฟฟาู ภายใต้สภาวะภยั พิบัติด้านอทุ กภัย 2 2. เหตุผลและความจาเปน็ ในการศึกษาและคาถามในการวิจยั 2.1 เพ่ือนา้ ผลการศึกษา พร้อมทงั้ ปญั หาและอปุ สรรคในการปฏบิ ตั งิ านไปใชเ้ ปน็ แนวทาง สา้ หรับวางแผน และบริหารจดั การระบบไฟฟาู ภายใต้สภาวะภัยพบิ ตั ิด้านอุทกภัย พร้อมทั้ง ปรบั ปรุงคู่มอื หรอื วิธปี ฏบิ ตั ิในการจัดการระบบไฟฟูา ใหม้ ีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น 2.2 คา้ ถามวจิ ัย 1) ปัญหาและอุปสรรค ในการบรหิ ารจัดการระบบไฟฟูา ของ การไฟฟูาส่วนภมู ิภาค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยธุ ยา เม่อื ประสบกบั อุทกภยัมีอะไรบา้ ง อย่างไร 2) การดา้ เนนิ การฟน้ื ฟูระบบไฟฟูา หลังจากเกิดอทุ กภัย การไฟฟาู ส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรอี ยธุ ยามแี นวทาง หรอื วธิ ปี ฏิบัติในการกูร้ ะบบไฟฟาู ที่เสยี หายอยา่ งไร รวมถึงไดร้ บั การสนบั สนุนจากหน่วยงานท่ีเกีย่ วข้องในด้านใดบา้ ง 3. วตั ถุประสงค์ของการศึกษา 3.1 เพ่ือศกึ ษา และหาแนวทางในการบริหารจดั การระบบไฟฟาู เม่ือเกิดเหตุอุทกภัย 3.2 เพื่อศกึ ษาแนวทางในการด้าเนินการฟืน้ ฟรู ะบบไฟฟูา หลังจากเกิดอุทกภยั 4. ขอบเขตของการศกึ ษา 1. ขอบเขตดา้ นเน้ือหา ศกึ ษาถงึ ปญั หาและ อุปสรรคในการปฏบิ ัตงิ าน ภายใตส้ ภาวะภยั พิบตั ิ ด้านอทุ กภยั และแนวทางในการบรหิ ารจดั การระบบไฟฟาู เพ่อื ให้มปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ข้นึ 2. ขอบเขตดา้ นประชากรและพ้นื ที่ศึกษา ประชากรทีใ่ ช้ในการศกึ ษา ไดแ้ ก่ พนกั งานท่ีปฏบิ ัติ หนา้ ทเ่ี กยี่ วกับการควบคุมระบบไฟฟูา และพนักงานแกไ้ ขไฟฟาู ขดั ข้อง การไฟฟูาสว่ นภูมิภาค เขต 1 ภาค กลาง จ.พระนครศรีอยุธยา 3. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา – มีนาคม 2557 ระยะเวลาในการศกึ ษา 3 เดือน ต้งั แต่เดือนมกราคม 4. ขอบเขตดา้ นตัวแปร

4.1) ตัวแปรตน้ ไดแ้ ก่ ต้าแหนง่ ประสบการณป์ ฏบิ ัติงาน ระดับการศึกษา และปัจจัยจาก การได้รบั การสนบั สนุนด้านตา่ ง ๆ เชน่ ด้านงบประมาณ บคุ ลากร อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื เคร่อื งจักรกล ยานพาหนะ 4.2) ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ระเบยี บ หรอื วิธีปฏบิ ตั ิในการบริหารจัดการจดั การระบบไฟฟาู อย่างมแี บบแผน และประสิทธิภาพ นยิ ามศัพท์ 1. ระบบไฟฟาู หมายถึง ลักษณะการส่งจา่ ยกระแสไฟฟูาจากแหล่งกา้ นิดไปยังผู้ใชไ้ ฟฟูา ตาม ประเภทการใชง้ าน โดยสง่ จากสถานีไฟฟาู ผา่ นสายไฟฟาู แรงสงู สถานีไฟฟูายอ่ ย หมอ้ แปลงแปลงไฟฟูาให้ ตา่้ ลง ไปยงั บา้ นพักอาศัย ส้านกั งาน หรือโรงงานอตุ สาหกรรม 2. การบรหิ ารจัดการ หมายถงึ ชดุ ของหน้าทต่ี ่างๆ ที่ก้าหนดทิศทางในการใช้ทรพั ยากรทัง้ หลาย อย่างมปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล เพือ่ ใหบ้ รรลถุ ึงเปาู หมายขององค์กร 3 3. อุทกภยั หมายถึง ภยั หรอื อันตรายทเ่ี กิดจากน้าทว่ ม หรอื อันตรายอันเกดิ จากสภาวะทีน่ ้าไหล เออ่ 4. อุปสรรค หมายถึง ปัจจยั และสภาพแวดลอ้ มภายนอก หรอื ปัจจัยจากสถานการณภ์ ายนอก ที่ไมเ่ ออ้ื อา้ นวย หรอื เปน็ ภยั คุกคามตอ่ การทา้ งาน 5. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รับ 6.1 ผลการวิจัยทีไ่ ด้จะน้าเสนอต่อผบู้ ังคบั บัญชา ใชเ้ ปน็ ข้อมลู เบ้ืองต้นในการทา้ เป็นคูม่ ือ หรอื วิธี ปฏบิ ตั ิในการจดั การระบบไฟฟาู กรณเี กดิ ภัยพบิ ตั ดิ า้ นอุทกภัย 6.2 ผลการศกึ ษาสามารถน้าไปใช้ประโยชนส์ า้ หรับวางแผน และบรหิ ารจดั การระบบไฟฟูา ภายใต้สภาวะภัยพบิ ัติด้านอทุ กภัย

4 บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี ระเบียบกฎหมาย และงานวจิ ัยที่เก่ยี วข้อง การศกึ ษาเร่อื ง “ปจั จัยทม่ี ีผลต่อความส้าเรจ็ ในการบริหารจัดการระบบไฟฟาู เนือ่ งจากภัยพบิ ัตดิ า้ น อทุ กภยั กรณศี ึกษา : การไฟฟาู ส่วนภูมิภาค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรอี ยธุ ยา” มีแนวคิดทฤษฎี ระเบียบกฎหมายทใ่ี ช้ในการศกึ ษาและงานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ดงั นี้ 1. แนวคดิ และทฤษฎีที่เกยี่ วขอ้ งกบั ปจั จัยที่ส่งผลตอ่ ความส้าเรจ็ ในการทา้ งาน 2. แนวความคดิ และทฤษฎที ่ีเกีย่ วขอ้ งกับการบรหิ ารจดั การ 3. แนวความคดิ และหลกั การเกย่ี วกับการปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย 4. ระเบียบ กฎหมายทเ่ี กี่ยวขอ้ ง 1. แนวความคดิ หลักการเกี่ยวกับปจั จัยทสี่ ่งผลต่อความสาเรจ็ ในการทางาน ปัจจัย หมายถึง ตวั แปรทีม่ ีอิทธิพลต่อความต้องการซึ่งแบง่ ปัจจยั ทั้งภายในและภายนอก ซง่ึ มี ความส้าคัญเหนอื การตอบสนองของแตล่ ะบคุ คลทม่ี วี ัตถแุ ละสถานการณ์ท่ี เกีย่ วข้องสมั พนั ธ์กัน แนวคิดที่เกี่ยวกับปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การปฏบิ ัติงานนนั้ ได้มกี ารอธบิ ายไว้ ดงั น้ี

พอร์ทเตอร์ และลอวเ์ ลอร์ (Porter & Lawler อา้ งถึงใน สรุ ตั น์ ศรียันต์ , 2540, หนา้ 33) ได้อธิบายเก่ียวกับการปฏิบัตงิ านว่า ปัจจัยทีม่ ีผลต่อผลการปฏิบัติงานของบุคคล คอื 1. แรงจงู ใจในการปฏิบตั ิงาน 2. ความสามารถและทกั ษะของบุคคล 3. ความชดั เจนในบทบาทและการยอมรับในบทบาท 4. โอกาสในการปฏิบัติงาน และผ้บู ริหารสามารถส่งเสริมการปฏิบตั งิ านของบุคคล ไดโ้ ดยการสรา้ งแรงจูงใจ การมอบหมายงานที่ชดั เจนและจดั สิง่ แวดล้อมให้เอื้อต่อการปฏบิ ตั งิ าน สตีร์ (Steers อ้างถึงใน วิศรตุ มแี ก้ว , 2542, หนา้ 33) ไดเ้ สนอแบบจ้าลองผลการ ปฏิบัติงานของบุคคลในองคก์ ารว่าได้อทิ ธิพลมาจากทงั้ ปจั จยั บุคคลและองค์การ คอื 1. ปัจจัยบุคคล ประกอบด้วย ความสามารถ บุคลิกภาพ ความสนใจ แรงจงู ใจ ความชัดเจนใน บทบาท ซึ่งหากบุคคลมีความคลมุ เครือในบทบาทและความขดั แย้งในบทบาท ก็มี อทิ ธพิ ลต่อความพยายามในการปฏบิ ัตงิ าน 2. ปจั จยั องค์การ ไดแ้ ก่ โครงสรา้ งการปฏิบตั ิงาน บรรยากาศ รปู แบบการบรหิ าร เนด เลอร์ และคณะ (Nadler & Other อ้างถงึ ใน ประภาส นาคประกอบ , 2538,หนา้ 34) ไดเ้ สนอแบบจา้ ลองพฤตกิ รรมและผลการปฏบิ ตั งิ านของบุคคลในองคก์ ารวา่ เปน็ ผลมาจาก 1. ลักษณะบคุ คล เช่น ความสามารถ ความต้องการ ความเชอ่ื 2. ลกั ษณะองคก์ าร เชน่ ปัจจัยการงาน ระบบการให้รางวลั การควบคมุ เชอรเ์ มอร์โฮ ม และคณะ ( Schermerhom & Other อา้ งถึงใน ประภาส นาค ประกอบ, 2538, หนา้ 34) ได้เสนอวา่ ผลการปฏบิ ัตงิ านของบุคคลขนึ้ อย่กู ับ 1. คุณสมบัติส่วนบุคคลซึ่งขึ้นกับปจั จยั ลกั ษณะชีวภาพ ความสามารถ และสภาพ จิตใจของบุคคล 2. ความพยายามในการปฏบิ ตั ิงานซง่ึ ข้ึนอยู่กับปัจจัยแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิงาน 5 3. การสนบั สนนุ ขององคก์ ารซึง่ ขน้ึ อยู่กับทรัพยากร เครื่องมอื โครงสรา้ งและขนาด ขององคก์ าร เทคโนโลยี วัฒนธรรม การออกแบบการงาน กระบวนการกลมุ่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง บุคคล ดังสมการปฏบิ ัติงานของบคุ คลต่อไปน้ี ผลการปฏิบัติงาน = คุณสมบตั สิ ว่ นบุคคล X ความพยายามในการปฏบิ ตั งิ าน X ความ สนับสนนุ ขององคก์ าร กล่าว ไดว้ า่ การทา้ งานท่บี รรลผุ ลตามเปาู หมายหรือโครงการทก่ี า้ หนดไว้ รวมทง้ั การ แก้ไขปัญหาที่เกิดขน้ึ ในการท้างานได้สา้ เรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดเี ป็นท่พี อใจของ ผู้ปฏิบตั ิงานและ ผบู้ ังคับบญั ชา ถือเปน็ ความส้าเร็จในการปฏิบตั งิ านและเปน็ แรงจูงใจทชี่ ่วยใหเ้ กิดความพึงพอใจ ในการ

ท้างานสา้ หรบั ผู้ปฏบิ ตั งิ านทม่ี งุ่ ถึงความสา้ เรจ็ ในการทา้ งานเป็นหลัก พนักงานสว่ นใหญ่ถงึ แมจ้ ะได้ คา่ ตอบแทนสงู สดุ อาจไม่พอใจ ในงานท่ีทา้ เพราะเขามีความรูส้ ึกไม่ประสบความส้าเร็จในการทา้ งาน หรอื รสู้ ึกว่าตนเองไมไ่ ด้เป็นสว่ นหนึ่งของการท้างาน เพราะไม่มโี อกาสท้าอะไรและไมร่ สู้ ึกวา่ เราได้ทา้ อะไรใหส้ ้าเรจ็ พยอม วงศ์สารศรี (2542, หน้า 229) ได้ใหค้ วามหมายของคา้ วา่ “แรงจงู ใจ” หรือ “การจูงใจ” วา่ หมายถึง การทบี่ คุ คลแสดงออกซึง่ ความต้องการในการกระท้าสงิ่ ใดสิง่ หนึ่ง ซึ่งสามารถ อาศยั ปจั จยั ต่างๆ อนั ได้แก่ การทา้ ใหต้ น่ื ตัว ( Arousal) กา รคาดหวงั (Expectancy) การใช้เคร่อื งล่อ (Incentives) การลงโทษ (Punishment) มาเป็นแรงผลักดนั ท้าใหบ้ ุคคลแสดงพฤตกิ รรมอย่างมี ทิศทาง เพื่อบรรลุจดุ มุ่งหมายหรอื เงือ่ นไขที่ตอ้ งการ ดงั นน้ั การจูงใจจึงเป็นภาวะความตอ้ งการภายใน จิตใจกระตุ้น หรอื เร้าเพอื่ ช่วยให้บคุ คลเกิดพฤติกรรมต่าๆ ท่ีจะท้าให้งานท่ีตนรบั ผดิ ชอบ บรรลุ เปาู หมายกระตนุ้ ใหเ้ กิดพฤตกิ รรมในการปฏิบตั ิงานดว้ ยความใสใ่ จ ขยันดว้ ยใจจดจอ่ กระตือรือรน้ และสนกุ กบั การท้างานทง้ั ยังอุทศิ เวลาแรงกายแรงใจและสตปิ ญั ญา โดยมีความส้านกึ ในหน้าทีค่ วาม รบั ผดิ ชอบควบคกู่ นั ไปดว้ ย และช่วยให้เกดิ พลงั ภายในทีจ่ ะทา้ งานใหส้ า้ เร็จตามเปาู หมายทว่ี างไวอ้ ยา่ ง มี ประสทิ ธภิ าพ จากแนวคิดดังกลา่ วจะเห็นไดว้ า่ แรงจงู ใจ ( Motivation) คือ แรงผลกั ดนั แรงกระตุน้ ทีเ่ กดิ จากความตอ้ งการทจี่ ะได้รบั การตอบสนองต่อสิ่งกระตุน้ ทอี่ งค์การจัดให้ ซงึ่ ก่อให้เกดิ พฤติกรรมใน การทา้ งานประกอบด้วยปัจจัยแหง่ ความต้องการพ้นื ฐาน ได้แก่ ความส้าเรจ็ ในการท้างาน ความ เจริญเติบโตในการท้างานปจั จยั สขุ อนามยั นโยบายและการบริหารงานขององคก์ าร คา่ จ้างเงนิ เดอื นท่ี ไดร้ บั ความสมั พนั ธ์กับเพือ่ นร่วมงาน สภาพการทา้ งานความสมั พันธก์ ับผูบ้ ังคับบัญชาความมัน่ คงในการ ทา้ งาน เม่อื วิเคราะห์ดแู ลว้ กจ็ ะพบว่า แรงจูงใจเหล่านเี้ กดิ ขนึ้ จากปฏกิ ิริยาพ้นื ฐานสว่ นลกึ ของจิตใจ ภายใน (Subconscious) ซ่งึ ตามจิตศาสตรน์ ้ัน ถอื ไดว้ า่ เปน็ สภาวะจติ ใจที่ไม่อยู่ในความควบคมุ ของ ตัวเองเป็นทีร่ วมความคดิ เพ่อื การแสดงออกโดยเราไมร่ ตู้ ัวหรอื ทเี่ รียกว่า จติ ใตส้ ้านึกนัน่ เอง ซ่งึ จิตใจ สา้ นกึ น้บี คุ คลยอ่ มมีแรงจูงใจใฝสุ มั ฤทธ์ิด้วยกันทกุ คน จาก คา้ อธิบายข้างต้นสรุปไดว้ า่ ปัจจยั ทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ สิ่งจงู ใจหรือกอ่ ใหเ้ กิด ความพงึ พอใจ ในการทา้ งาน ไดแ้ ก่ สิ่งจูงใจที่เปน็ ตัวเงิน ซึ่งเปน็ ส่วนสร้างเสรมิ ใหเ้ กดิ ความพึงพอใจในการปฏบิ ตั ิงาน แตข่ ณะเดยี วกัน ส่ิงจงู ใจท่ีไม่ใช่ตวั เงินซงึ่ สามารถสนองตอบทางด้านจิตใจได้แก่ การไดร้ ับการ ยกย่อง ชมเชยความสมั พันธ์ระหวา่ งผบู้ งั คบั บัญชาและเพ่อื นรว่ มงาน สภาพแวดล้อมในการทา้ งานหรือ การมี โอกาสได้กา้ วหนา้ ในการปฏบิ ัติงาน โชติ เกิดบณั ฑติ (2539, หนา้ 18) กลา่ วว่า การจะจงู ใจมนุษย์น้ันต้องประกอบด้วย ปัจจัยต่างๆ ท่เี ก่ียวขอ้ งและประสานสมั พันธก์ นั เป็นขบวนการคอื เมือ่ มนุษยม์ คี วามต้องการ (Need) 6 กจ็ ะเกิดแรงกระตุ้นหรือแรงขับ ( Drive) เกดิ ขนึ้ ในรา่ งกายและจะแสดงพฤตกิ รรมออกมาเพื่อให้บรรลุ เปูาหมาย (Goal) หรอื เพ่ือให้ไดส้ ่งิ ลอ่ ใจ (Incentive) หรอื ส่งิ จงู ใจ (Motivation) ตามท่ีต้องการ กลา่ ว โดยสรปุ แล้ว แรงจูงใจ (Motivation) หมายถึง ภาวะอนิ ทรยี ภ์ ายในรา่ งกายของ บุคคลทถี่ ูกกระตุน้ จากสงิ่ เร้า เรยี กว่า ส่ิงจูงใจ (Motive) ก่อให้เกิดความต้องการอันจะน้าไปส่แู รงขบั

ภายใน (Internal Drive) ท่จี ะแสดงพฤติกรรมการทา้ งานทมี่ ีคณุ คา่ ในทศิ ทางทถ่ี ูกต้องตรงตาม เปูาหหมายของ องคก์ าร ดงั น้นั การจงู ใจจงึ เป็นการกระทา้ ทุกวิถที างทจ่ี ะกระตุ้นให้พนกั งานในองค์การ ประพฤตปิ ฏบิ ตั กิ จิ กรรมตา่ งๆ ตามเปูาประสงค์ขององคก์ าร ซึง่ พ้นื ฐานส้าคัญในการกระตนุ้ ใหพ้ นกั งาน ดงั กล่าวแสดงพฤตกิ รรมที่ องคก์ ารคาดหวงั ไว้ก็ด้วยการสร้างอินทรีย์ของพนักงานเหลา่ นนั้ ใหเ้ กดิ ความ ต้องการ (Desire) ขน้ึ กอ่ นเปน็ อนั ดับแรก จากนนั้ บคุ คลก็จะเกิดความพยายามสบื เสาะแสวงหาสงิ่ ที่ ตอ้ งการน่นั ก็คือการ เกิดแรงขับขน้ึ ภายใน หากมสี ิง่ จูงใจที่เหมาะสมบคุ คลก็จะสนองตอบดว้ ยการ กระทา้ หรือแสดงพฤตกิ รรมทุกอย่าง ( Behavior) ให้ได้มาซงึ่ ความส้าเรจ็ อนั เปน็ เปูาหมายสูงสุด (Goals) ปจั จัยทท่ี าให้เกิดความพงึ พอใจในการปฏิบตั งิ าน เม่อื ผ้บู รหิ ารได้ทราบความต้องการพน้ื ฐานของผ้ใู ต้บงั คับบญั ชาเพือ่ ทจี่ ะส่งเสริม สรา้ ง ความพึงพอใจในการปฏิบตั ิงานแล้ว ปัจจยั หรือองคป์ ระกอบในการปฏิบตั ิงานเปน็ ส่ิงท่ีผ้บู รหิ ารจะตอ้ ง คา้ นึงถึงและ ก้าหนดข้ึนใหเ้ หมาะสม ท้งั น้ี เพ่อื ให้การบรหิ ารหนว่ ยงานและการบรหิ ารงานบคุ คล สามารถด้าเนินไปอยา่ งมี ประสิทธภิ าพ องค์ประกอบในการปฏบิ ัติงานยังสามารถใชเ้ ปน็ สิ่งจูงใจหรอื เคร่อื งลอ่ ใจให้ บุคคล ในหนว่ ยงานเกดิ แรงจูงใจในการท้างานและใช้เสริมสรา้ งความพงึ พอใจในการ ปฏบิ ัติ งานได้ด้วย วอน ฮอลเลอร์ บี กลิ เมอร์ และคณะ ( Gilmer & Other อ้างถึงใน นงนุช ร่งุ กล่นิ , 2530, หนา้ 17-18) ไดก้ ล่าวถึงองค์ประกอบต่างๆ ท่เี ออ้ื อ้านวยตอ่ ความพึงพอใจในการท้างานไว้ 10 ประการ ได้แก่ 1. ความมน่ั คงปลอดภยั ( Security) ได้แก่ ความม่นั คงในการท้างานการไดร้ ับ ความเปน็ ธรรมจากผบู้ ังคับบญั ชา คนที่มพี ื้นฐานความรู้น้อย หรอื ขาดความรู้ย่อมเหน็ วา่ ความมน่ั คงใน งาน มคี วามส้าคญั ส้าหรบั เขามาก แต่คนทีม่ ีความรสู้ ูงจะร้สู ึกวา่ ไม่มคี วามส้าคญั มากนัก 2. โอกาสก้าวหนา้ ในการท้างาน ( Opportunity for Advancement) ไดแ้ ก่ การ มโี อกาสได้เล่ือนต้าแหนง่ การงานสูงข้ึน การมีโอกาสก้าวหน้าจากความสามารถในการท้างานยอ่ มทา้ ให้ เกดิ ความพงึ พอใจในงาน ผชู้ ายมีความตอ้ งการในเรื่องน้ีสงู กว่าผ้หู ญิง 3. บริษทั และการจดั การ (Company and Management) ได้แก่ ความพอใจ ต่อ งานท่ที ้า ชอื่ เสยี งและการด้าเนินงานของหน่วยงาน 4. ค่าจา้ ง (Wages) คนงานชายจะเหน็ คา่ จ้างเปน็ สง่ิ ส้าคัญย่งิ กว่าคนงานหญิง และ ผูท้ ้างานในโรงงานจะเห็นว่าคา่ จ้างมคี วามสา้ คัญมากกว่าผ้ทู ้างานในหน่วยงาน ของรัฐ 5. ลักษณะของงานทีท่ ้า ( Intrinsic Aspects of the Job) ซ่ึงมีความสมั พันธ์กับ ความรคู้ วามสามารถของผู้ปฏบิ ตั ิงาน หากไดท้ า้ งานท่ีตรงตามความต้องการและความถนัดกจ็ ะเกดิ ความพึงพอใจ 6. การนเิ ทศงาน (Supervision) การนิเทศงานมีความสา้ คญั ที่จะทา้ ใหผ้ ทู้ า้ งานมี ความรูส้ ึกพอใจหรือไมพ่ อใจ การนิเทศท่ไี มด่ อี าจเป็นสาเหตอุ นั หน่ึงทา้ ให้ยา้ ยงานและลาออกจากงาน

7 7. ลักษณะทางสงั คม ( Social Aspects of the Job) ถา้ ผูป้ ฏิบตั ิงานท้างาน ร่วมกบั ผ้อู ืน่ ได้อยา่ งมคี วามสุขก็จะเกดิ ความพึงพอใจในงานนนั้ 8. การตดิ ตอ่ ส่อื สาร ( Communication) การติดต่อสือ่ สารมคี วามสา้ คญั มาก ส้าหรับผู้มีการศกึ ษาสูง 9. สภาพการทา้ งาน ( Working Condition) ไดแ้ ก่ การดูแลลกู จ้าง การจา่ ย คา่ ตอบแทนและการบริหาร ส่งิ จงู ใจดังกล่าวเปน็ ปัจจัยทจ่ี ะจงู ใจใหบ้ คุ คลทา้ อยา่ งใดอยา่ งหนึ่งและเมือ่ ได้ มาตาม ความปรารถนาแลว้ บุคลากรจะเกดิ ความพึงพอใจในการปฏิบตั งิ าน นอกจากองค์ประกอบต่างๆ แลว้ ยงั มีสง่ิ จงู ใจหรอื เครือ่ งล่อใจอน่ื ๆ อกี หลายอยา่ งที่ท้า ใหม้ ีความพึงพอใจในการปฏบิ ัตงิ านมากขนึ้ เชน่ สภาพของท่ที า้ งานท่ีถูกต้องตามสขุ ลกั ษณะ มี เครอ่ื งใชแ้ ละอุปกรณ์ในการปฏบิ ัติงานครบถ้วนเหมาะสมแกก่ ารปฏบิ ัติงาน ผปู้ ฏบิ ัตงิ านมีสขุ ภาพทาง กายและสขุ ภาพจติ ดี มคี วามพึงพอใจตอ่ วัตถุประสงคห์ ลกั และนโยบายการด้าเนินงานของหน่วยงาน ของ บุคลากรและเพอ่ื นร่วมงาน ตลอดจนในการท้างานกค็ ือ เงนิ แต่จากการศึกษาวจิ ยั พบว่าเงินอย่าง เดียวไม่ใชป่ ัจจยั ท่ีทา้ ความพอใจให้แก่ ผ้ปู ฏบิ ัตงิ านเครอื่ งลอ่ ใจ ใหค้ นเกิดความพอใจในงานในทัศนะ ของเชสเตอร์ ไอ บาร์นารด์ (Chester I. Barnard, 1971, pp. 142-149 อา้ งถงึ ใน นงนุช รงุ่ กลิน่ , 2530, หน้า 19-20) ซ่งึ ไดก้ ลา่ วถงึ สง่ิ จูงใจที่เป็นเคร่ืองกระตนุ้ ใหค้ นเกิดความพึงพอใจในการ ปฏิบตั งิ านไว้ดังน้ี 1. เคร่ืองจงู ใจที่เปน็ วัตถุ ( Material Inducements) ได้แก่ เงิน สง่ิ ของ สง่ิ ตอบ แทนท่ใี หแ้ กผ่ ู้ปฏบิ ตั ิงานในรปู ของวตั ถุ 2. โอกาสของบคุ คลทไ่ี มเ่ กย่ี วกับวตั ถุ (Personal Non-Material Opportunities) หมายถงึ โอกาสท่จี ะมชี อ่ื เสียง ได้รับเกียรติ ไดร้ ับอา้ นาจพเิ ศษสว่ นตวั หรอื โอกาสที่จะไดต้ ้าแหนง่ ดีๆ 3. สภาพทางกายทพี่ ึงปรารถนา (Desirable Physical Conditions) ได้แก่ สภาพ วสั ดอุ ปุ กรณ์เคร่อื งมือเคร่อื งใช้ สภาพแวดลอ้ มเก่ยี วกับสถานที่ทา้ งาน 4. ผลประโยชนท์ างอุดมคติ ( Ideal Benefactions) หมายถงึ การทีห่ นว่ ยงาน สนองความต้องการของบคุ คลในด้านความภมู ิใจที่ไดแ้ สดงฝีมอื ความรูส้ ึกพอใจท่ีได้ทา้ งานอย่างเตม็ ท่ี 5. ความดึงดดู ในใจทางสังคม ( Associations Attractiveness) หมายถึง ความสมั พันธฉ์ ันทม์ ิตรในหม่ผู รู้ ว่ มงาน การยกย่องยอมรับนับถือซงึ่ กันและกัน 6. การปรับสภาพการท้างานให้เหมาะสมกบั ลักษณะนิสัยในการทา้ งานและ ทศั นคติของผู้ ปฏบิ ัติงาน (Adaptation of Conditions to Habitual Methods and Attitudes) หมายถงึ การปรับปรงุ วิธีทา้ งานใหส้ อดคลอ้ งกบั ความรู้ความสามารถและใหส้ อดคลอ้ งกบั ทัศนคตขิ อง แตล่ ะบุคคล

7. โอกาสท่จี ะมีส่วนร่วมงานอย่างกวา้ งขวาง ( The Opportunity of Enlarged Participation) หมายถงึ การเปิดโอกาสใหบ้ ุคลากรแสดงความคิดเหน็ และมสี ว่ นรว่ มงานทุกชนดิ ท่ี หนว่ ยงาน จัดให้มีขน้ึ ชว่ ยใหบ้ คุ ลากรมคี วามรสู้ กึ ว่าตนเปน็ บคุ คลทีส่ ้าคญั ของหน่วยงาน 8. สภาพของการอยู่รว่ มกันฉันท์มติ ร ( The Condition of Communion) หมายถงึ ความพอใจของบุคลากรทอี่ ย่รู ่วมกนั ฉันทม์ ติ ร รูจ้ กั กันอยา่ งกว้างขวางสนทิ สนมกลมเกลียว ร่วมมือกันอย่างดีในการทา้ งาน 8 การ ท้างานจะมคี วามสขุ หรอื ไม่น้ันผู้บริหารมสี ่วนสา้ คัญในการสร้างน้าใจใหแ้ ก่ ผใู้ ต้บังคับบัญชา ภญิ โญ สาธร ( 2516, หนา้ 175-177) ไดก้ ล่าวถึงสิง่ ทผี่ บู้ ริหารไมค่ วรละเลยในการ พิจารณาดังนี้ 1. สง่ิ จูงใจท่ีเปน็ วตั ถุ เช่น เงิน และส่งิ ของ 2. สง่ิ จูงใจที่เป็นโอกาสท่ีจะมีชอื่ เสยี งดีเดน่ มีเกยี รติยศ มีอา้ นาจมากข้ึน และมี โอกาสไดต้ ้าแหนง่ งานสงู ขึ้น 3. ส่ิงจูงใจทเ่ี ปน็ สภาพของการทา้ งานซงึ่ อาศัยวัตถเุ ปน็ หลัก เช่น ใหม้ ที ี่น่งั ทา้ งานดี มีห้องท้างานส่วนตัว โตะ๊ หวั หนา้ งานใหญ่กว่าโตะ๊ บคุ ลากรอน่ื ๆ ฯลฯ 4. สงิ่ จงู ใจทเ่ี ป็นสภาพของการท้างานซ่ึงไม่เกี่ยวกบั วตั ถุ เช่น สภาพของสงั คม พนักงานในหนว่ ยงานชว่ ยใหห้ น่วยงานน่าอยู่ 5. การบา้ รุงขวญั หรือกระตุ้นใจและสรา้ งความรู้สกึ ให้เกิดกับพนักงานทัง้ หลายว่า ตนมสี ่วนร่วมอยา่ งสา้ คญั ในการสร้างให้กับองคก์ ร สมพงษ์ เกษมสนิ ( 2523, หน้า 320-321) ได้แบ่งประเภทของส่ิงจูงใจออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คือ 1. สงิ่ จงู ใจทเ่ี ปน็ เงิน (Financial Incentive) สง่ิ จงู ใจประเภทนมี้ ีลกั ษณะท่ีเห็น ได้ งา่ ย และมอี ิทธพิ ลโดยตรงต่อการปฏบิ ตั ิงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่งิ จูงใจที่เปน็ เงนิ นีย้ งั จ้าแนกออก ได้เป็น 2 ชนิด คอื 1.1 สงิ่ จงู ใจทางตรง ( Direct Incentive) ซึ่งเปน็ สิง่ จูงใจทมี่ ีผลโดยตรงต่อ ผลผลติ ของการปฏบิ ตั ิงาน เชน่ การจ่ายคา่ จา้ งสงู ขึ้นในกรณที ่ีมีผลการปฏบตั ิงานไดส้ ูงกว่าระดบั มาตรฐานท่ี กา้ หนดไว้ จึงเปน็ วิธกี ารจงู ใจตามแนวคดิ ทวี่ ่า plan pay for plus performance 1.2 สิ่งจงู ในทางออ้ ม ( Indirect Incentive) ซ่ึงเป็นสิง่ จูงใจท่ีมผี ลในทาง สนบั สนนุ หรือสง่ เสริมให้พนกั งานเจา้ หน้าทีใ่ น หน่วยงานปฏิบตั ิงานดีข้นึ มกี ้าลังใจรักงานมากขึ้น เชน่ การจา่ ยบ้าเหน็จบา้ นาญและคา่ รกั ษาพยาบาลเมื่อเจบ็ ปุวย เปน็ ต้น ลกั ษณะของการใชเ้ งินเป็นสงิ่ จงู ใจ ทางอ้อมนัน้ ส่วนมากได้แก่ ประโยชนเ์ กอื้ กลู ต่างๆ (Frige Benefit) 2. สิง่ จงู ใจท่ีมใิ ช่เงิน (Non-Financial Incentive) สง่ิ จูงใจประเภทนส้ี ่วนใหญ่ มัก เป็นเรอ่ื งที่จะสามารถสนองตอบตอ่ ความต้องการทางจติ ใจ เชน่ การยกยอ่ งชมเชย ( Recognition)

การยอมรับว่าบุคคลนน้ั เปน็ สว่ นหน่งึ ของหมู่คณะ ( Relonging) โอกาสกา้ วหน้าการปฏบิ ตั ิงานท่เี ท่า เทียมกัน (Equal Opportunity) และความมั่นคงในงาน (Security of work) เป็นต้น นอก จากน้ี ลอ็ ก ( Locke, 1976 อ้างถงึ ใน เทพนม เมืองแมน และสวงิ สวุ รรณ , 2529) ไดส้ รุปแนวคิดเกี่ยวองค์ประกอบของความพึงพอใจในงานไว้ดังน้ี 1. ความรูส้ กึ ทา้ ทายในงานทป่ี ฏิบัตอิ ยู่ และบคุ คลนั้นสามารถได้รับผลส้าเรจ็ ในการ กระท้าเพอื่ สนองตอบความรู้สึกท้าทายน้ัน 2. ความสนใจของบคุ คลทีม่ ีต่องานน้นั โดยตรง 3. งานซึง่ ไม่กอ่ ให้เกิดความเหน่อื ยหนา่ ยทางดา้ นรา่ งกายมากนัก 4. รางวัลจากการปฏบิ ตั งิ านซง่ึ สอดคล้องกบั ความต้องการของบคุ คล 5. สภาพแวดลอ้ มของการท้างานซง่ึ สอดคล้องกับความต้องการทางดา้ นรา่ งกาย ของบคุ คลและทจ่ี ะทา้ ให้เปูาหมายของการทา้ งานประสบผลส้าเร็จ 9 6. ความรสู้ กึ ในตวั ผปู้ ฏบิ ตั ิงานว่าตนเองมีคณุ คา่ 7. หนว่ ยงานมีส่วนช่วยใหผ้ ู้ปฏิบัติงานไดเ้ กดิ ความรสู้ ึกว่างานมคี ณุ ค่า เชน่ การทา้ ให้งานท่ีท้านา่ สนใจ ค่าจา้ ง การใหค้ วามดคี วามชอบ ตลอดจนการปฏบิ ัติซึ่งน่าจะลดความขดั แยง้ ระหว่าง บทบาทและความคลุมเครือของบทบาทลง หาก พจิ ารณาทฤษฎีการจูงใจเพอื่ เสริมสร้างความพึงพอใจในงานรวมท้งั องคป์ ระกอบ เก่ยี วกับปจั จยั ตา่ งๆ ท่ีส่งผลให้ผปู้ ฏิบตั งิ านมคี วามพึงพอใจในการปฏบิ ัติงาน ดังที่ไดก้ ลา่ วมา ขา้ งตน้ น้ี แล้วจะเหน็ ไดว้ ่าพอจะแบง่ ออกได้เป็นการจูงใจ หรือการใช้ปจั จยั ในลักษณะท่เี ป็นรปู ธรรมและ นามธรรม ในด้านรปู นามได้แก่ การตอบสนองความตอ้ งการทางด้านร่างกาย การใหผ้ ลตอบแทนในรปู ของ เงินเดือน คา่ จ้าง ผลประโยชนต์ ่างๆ ฯลฯ ส่วนในลกั ษณะนามธรรม เช่น การตอบสนองความ ต้องการยกยอ่ งนบั ถือ การยอมรับ ความสา้ เรจ็ ในงานทท่ี า้ การใหค้ วามรัก ความเปน็ มติ รความผกู พนั แกผ่ ปู้ ฏิบตั งิ าน เป็นต้น ซง่ึ ส้าหรับผูบ้ รหิ ารแล้ว ส่งิ เหลา่ นีม้ ีความส้าคญั เปน็ อยา่ งยง่ิ ในแง่ทผ่ี บู้ รหิ าร จา้ เปน็ จะต้องพิจารณา จากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวใหเ้ หมาะสมกบั บุคลากรในองคก์ รซ่งึ มีความแตกต่าง กนั เพ่อื จูงใจและโนม้ น ้าวจิตใจของบุคลากรให้ประสานสามัคครี ว่ มมอื รว่ มใจกันอันจะก่อให้เกดิ ประโยชน์แก่องคก์ รในท่สี ดุ นกั วิชาการหลายท่านได้เสนอทฤษฎเี ก่ยี วกบั การจูงใจซึ่งเป็นประโยชน์ในการน้าไป ประยุกตใ์ ชเ้ พ่อื ใหบ้ ุคลากรในหนว่ ยงานเกดิ ความพึงพอใจในการท้างานงานไว้มาก มาย ดังน้ี ทฤษฎลี า้ ดับขัน้ ความตอ้ งการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchies of Needs) อบั ราแฮม เอช มาสโลว์ ( Abraham H. Maslow อ้างถึงใน สุรัตน์ ศรยี นั ต์ , 2540, หน้า 34) ไดเ้ สนอแนวคดิ เกี่ยวกับพ้ืนฐานความตอ้ งการของมนุษย์ มลี ้าดบั ขน้ั ความตอ้ งการทเ่ี รียกวา่ Hierarchy of Needs โดยตระหนกั ที่ความต้องการในระดบั ตา่ งๆ ของมนุษย์เป็นจดุ สา้ คญั ที่จะตอ้ ง

ศึกษาในการสรา้ งพลังจงู ใจ เพราะเปน็ ท่ียอมรับกันวา่ พฤตกิ รรมในช่วงเวลาหน่งึ ๆ ของบคุ คลขึน้ อยู่กบั ตวั กระต้นุ หรอื แรงจูงใจและความตอ้ งการท่มี ีระดบั สูงใน ขณะน้ัน มาสโลว์ ได้ตงั้ ทฤษฏีเก่ียวกับการ จูงใจ โดยมีข้อสมมติฐานเกี่ยวกับมนุษย์ดงั นี้ คือ 1. มนุษย์มีความตอ้ งการโดยธรรมชาติ ซง่ึ ความตอ้ งการมีอย่เู สมอและไมม่ สี ้ินสดุ แตส่ ิ่งที่มนุษย์ต้องการนน้ั ข้ึนอยกู่ ับว่าเขามีสงิ่ นัน้ อยูแ่ ล้ว หรือยงั ขณะทค่ี วามต้องการใดไดร้ ับการ ตอบสนองแลว้ ความต้องการอ่นื ในล้าดบั ที่ สงู ขึน้ เป็นลา้ ดับต่อมาจะเข้ามาแทนทกี่ ระบวนการนไี้ ม่มวี นั สนิ้ สุด โดยจะ เร่มิ ตน้ ตัง้ แต่เกดิ จนตาย 2. ธรรมชาติของความต้องการในสิง่ ท่มี ีอยเู่ ดิม พบวา่ ความตอ้ งการท่ีได้รับการ ตอบสนองแล้วจะไมเ่ ปน็ สง่ิ จูงใจอีกตอ่ ไป ความตอ้ งการท่ไี มไ่ ดร้ บั การตอบสนองเทา่ นัน้ ที่เป็นส่งิ จงู ใจ 3. ความต้องการของมนุษยม์ เี ปน็ ลา้ ดับขั้นตามลา้ ดับความสา้ คญั กลา่ วคอื เมอื่ ความต้องการในระดับตา่้ ได้รับการตอบสนองแล้ว ความตอ้ งการในระดับสงู ก็จะเรยี กร้องใหม้ ีการ ตอบสนองทันที มาสโลว์ ไดแ้ บง่ ระดบั ความต้องการของมนุษย์ต้ังแตร่ ะดับต้า่ สุดไปถึงสงู สุดรวม 5 ระดบั คอื 1. ความตอ้ งการทางกายภาพ ( Physiological Needs) เปน็ ความตอ้ งการทาง รา่ งกายขัน้ พนื้ ฐานของมนุษยแ์ ละเปน็ สง่ิ ท่ีจา้ เปน็ ที่สดุ ส้าหรบั การดา้ รงชวี ติ ร่างกายจะต้องไดร้ ับการ ตอบสนองภายในชว่ งระยะเวลาและสม้า่ เสมอ ถ้าร่างกายไม่ได้รบั การตอบสนองแล้ว ชวี ิตกด็ า้ รงอยู่ 10 ไมไ่ ด้ความต้องการเหลา่ นี้ไดแ้ ก่ อากาศ ธาตุ อาหาร น้าด่ืม เครอื่ งนุง่ หม่ ยารกั ษาโรค ที่อยูอ่ าศยั เพ่อื การพกั ผอ่ น และรวมถงึ ความต้องการทางเพศ เป็นต้น ถ้าหากคนอยใู่ นสภาพที่อดอยากแล้ว ความ ตอ้ งการสงิ่ แรกของเขาก็เป็นความต้องการทางดา้ นร่างกายดงั กล่าว มนุษย์จะมีความตอ้ งการในล้าดับ ตอ่ ไปไดก้ ็ตอ่ เม่ือความตอ้ งการชนดิ นไ้ี ดร้ บั การตอบสนองแล้ว ดงั น้นั ในขัน้ แรกนอ้ี งคก์ ารทุกแหง่ มกั จะตอบสนองความต้องการของบคุ ลากรของตนโดยการ จา่ ยคา่ จา้ งและผลตอบแทนเพื่อบคุ ลากร หรือลกู จา้ งจะได้น้าเงนิ ไป ใช้จา่ ยเพื่อแสวงหาสงิ่ จา้ เปน็ ขั้นพ้ืนฐานของชีวติ ในการด้ารงชพี ของแตล่ ะคน ตอ่ ไป 2. ความต้องการความมน่ั คงปลอดภยั ( Safety or Security Needs) เมื่อความ ตอ้ งการทางด้านร่างกายไดร้ ับการตอบสนองแลว้ ความต้องการความมน่ั คงปลอดภยั กจ็ ะเข้ามามี บทบาทในพฤตกิ รรมของมนษุ ย์ความ ปลอดภยั ดงั กล่าวมี 2 รูปแบบ คอื ความตอ้ งการความปลอดภยั ทางด้านร่างกาย และความมัน่ คงทางดา้ นเศรษฐกจิ ซงึ่ ความตอ้ งการความปลอดภัยทางด้านร่างกาย ไดแ้ ก่ การมคี วามปลอดภยั ในชวี ติ การมีสขุ ภาพดี การปลอดภยั จากโจรผู้ร้ายและอุบตั เิ หตุ เปน็ ต้น ส่วนความมน่ั คงทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การมีอาชีพการงานท่มี ่นั คง การทา้ งานที่มีหลักประกนั อยา่ ง เพยี งพอจะมีผลตอ่ การตัดสนิ ใจในการทา้ งานต่อไป อันจะเปน็ ขอ้ มูลในการตัดสนิ ใจลาออกจากงาน

หรอื การพิจารณาเลือกงานใหม่ แต่ถ้าตราบใดทเ่ี ขา ไม่ไดร้ ับความตอ้ งการเบ้อื งต้นคอื ความตอ้ งการ ทางดา้ นร่างกายแลว้ คว ามต้องการทจี่ ะไดร้ บั ความมน่ั คงปลอดภยั ก็คอ่ นข้างจะมนี ้อย ดังจะเห็นได้ จากผ้ทู ่ปี ระกอบอาชพี ทจุ ริตผดิ กฎหมาย โจรผู้รา้ ย โสเภณี คนเหล่านีไ้ ม่กลวั กฎหมาย ทัง้ นกี้ เ็ พ่อื ปาก ท้องและความอยู่รอดของตนและคนในครอบครวั ดงั นนั้ ในองค์การหรอื หน่วยงานตา่ งๆ เม่ือพนักงาน ลูกจา้ งได้รบั ความต้องการทางด้านรา่ งกาย คือ ไดเ้ งินเดอื นคา่ จา้ งเพอื่ บา้ บัดความตอ้ งการเบื้องต้นตาม สถานภาพแล้ว สงิ่ ท่เี ขาต้องการต่อไปคอื ความมนั่ คงปลอดภัยในการท้างานซ่งึ จะถอื เป็นสง่ิ สา้ คัญใน การทา้ งานสา้ หรบั เขา ดังนนั้ ส่ิงทม่ี ผี ลตอ่ ขวัญและกา้ ลังใจของลูกจ้างทกุ คนจึงเปน็ สงิ่ ท่ีผ้บู ริหารตอ้ ง ค้านึงถงึ และจดั หาให้เขาตามควรแกส่ ถานภาพ ถา้ คนงานทา้ งานด้วยความรูส้ กึ หว่ันไหวถงึ ความมน่ั คง ของตา้ แหนง่ ท่ที า้ อยู่ตลอด เวลาแลว้ งานท่ีท้าไปก็ขาดซ่งึ คณุ กข็ าดซ่ึงคุณภาพและประสทิ ธภิ าพ ซ่ึงนนั่ ยอ่ ม หมายความวา่ จะไมเ่ ปน็ ผลดีแก่องคก์ ารแน่นอน 3. ความต้องการทางสังคม ( Social Needs) เมอ่ื ความต้องการ 2 ประการแรก ได้รับการตอบสนองแล้ว ความตอ้ งการที่อยู่ในระดบั ที่สงู กว่าก็จะเขา้ มาครอบงา้ พฤติกรรมของบคุ คล น้นั ความตอ้ งการทางสงั คมหมายถงึ ความตอ้ งการการยอมรับในผลงาน ความเออื้ อาทร ความเป็นมติ ร ท่ดี ีความมีมนุษยส์ ัมพันธท์ ดี่ ีและความรักจากผู้บริหารองค์การ และเพ่อื นรว่ มงาน องค์การหรือ หน่วยงานตา่ งๆ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกจ้างได้โดยการใหล้ กู จา้ งมสี ว่ นในการแสดง ความ คดิ เห็นให้ลกู จา้ งทา้ งานเปน็ กระบวนการกลุ่ม ( Group Process) และมีลักษณะเปน็ การร่วมมอื รว่ มใจ (Collaboration) ในการท้างาน มากกวา่ ที่จะมงุ่ การแขง่ ขัน ( Competition) ตลอดจนองค์การ ตอ้ งมองเห็นคุณคา่ ของบุคลากร ยอมรบั ความคิดเหน็ ของเขาเหลา่ นนั้ ด้วยการยกยอ่ งชมเชยเม่ือมี โอกาสอันควร 4. ความตอ้ งการไดร้ ับการยกยอ่ งสรรเสริญในสังคม ( Esteem Needs) หมาย รวมถึง ความเชือ่ มม่นั ในตนเอง ความส้าเร็จ ความรู้ ความสามารถ การนบั ถอื ตนเอง ความเปน็ อิสระ และเสรีภาพในการท้างาน ตลอดจนตอ้ งการมฐี านะเด่นและเป็นทยี่ อมรับนบั ถอื ของคนท้งั หลาย 11 การมีต้าแหน่งสูงในองค์การหรือการท่ีสามารถเขา้ ใกล้ชดิ กบั บุคคลสา้ คญั ๆ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ การส่งเสรมิ ให้ฐานะของบุคคล เดน่ ขน้ึ ทัง้ ส้ิน 5. ความตอ้ งการความสา้ เร็จสมหวงั ในชีวติ ( Self-Actualization Needs) โดย ธรรมชาติเม่อื มนุษยไ์ ด้รับการสนองตอบคามความต้องการทง้ั 4 ระดับขา้ งตน้ โดยทเี่ ขาไม่ตอ้ งกงั วล เร่อื ง ปากทอ้ ง ไม่ตอ้ งกังวลเรื่องความปลอดภัย ไมต่ ้องกงั วลเรือ่ งความรักจากคนอนื่ หรอื จากสงั คมและ ไม่ต้อง ค้านึงถึงเรอ่ื งเกยี รติยศชื่อเสียงแลว้ เมือ่ นนั้ มนุษยก์ จ็ ะท้างานเพอ่ื งาน ตอนน้ีมนุษยอ์ ยากจะรวู้ ่า ตนมีศักยภาพสกั แคไ่ หนแลว้ เขาจะพยายามพฒั นาศักยภาพของเขาไปสู่จดุ สงู สดุ ถา้ จะเรียกหนงั สือก็ ไม่ได้เรยี นเพราะ เกียรติยศชื่อเสียงหรอื อย่างอ่นื แต่เรียนเพราะสนใจรักทีจ่ ะเรียน เรียนให้ดีจนสุด ความสามารถท่ตี นมอี ยหู่ รอื ในการทา้ งานก็เช่นเดยี วกนั ไมใ่ ชท่ ้างานเพอื่ อะไร แต่ท้างานเพือ่ งานท้า

เพราะสนใจรกั ทีจ่ ะท้า ท้าเพราะตอ้ งการได้มรโอกาสพฒั นาศักยภาพ ( Potential) ของตนให้ถึง จดุ สงู สุด จาก ล้าดบั ขนั้ ความต้องการ 5 ขั้นดงั กล่าว ต่อมา มาสโลว์ ( Maslow, 1967 & 1971 อา้ งถงึ ใน ถวลิ เกอ้ื กลู วงศ์, 2530) ไดพ้ ฒั นาทฤษฎกี ารจูงใจนีใ้ หท้ ันสมยั ขึน้ โดยไดข้ ยายลา้ ดบั ขั้นความ ตอ้ งการของมนุษย์จาก 5 ขน้ั ออกไปเป็น 7 ขนั้ สองข้นั ที่ขยายออกไป ไดแ้ ก่ ข้นั ที่ 6 เปน็ ความต้องการ รแู้ ละเขา้ ใจ และขัน้ ที่ 7 เปน็ ความตอ้ งการด้านสุนทรียศาสตร์ ความประทับใจในความงาม ความ ตอ้ งการตง้ั แตร่ ะดับที่ 6 – 7 น้ี เปน็ ความตอ้ งการท่มี ุ่งยดึ ความเป็นคา่ นิยมเป็นหลกั ในลักษณะของ นามธรรมซึ่งใน ทางพทุ ธศาสนา เรียกวา่ ขนั้ ปรมตั เป็นความรู้ในขั้นทเ่ี ปน็ อีกมติ ิหนง่ึ ตา่ งหาก หนทางท่ี จะไปให้ถึงความตอ้ งการระดับสูงสดุ นต้ี ้องอาศยั การทา้ สมาธหิ รือ วปิ ัสสนาเปน็ ส้าคัญล้าดับข้ันความ ตอ้ งการซ่ึงมาสโลว์ได้ปรับปรุงใหม่น้ี ทฤษฎี ERG ของ เคยต์ ัน อัลเดอร์เฟอร์ ( Clayton Alderfer อ้างถึงใน เสาวรส เกียรตนิ าถ , 2534, หน้า37) ทฤษฎนี ้ไี ด้พัฒนาขนึ้ โดยยึดถอื พ้ืนฐานความรูม้ าจากทฤษฎีการจงู ใจขอมาสโลวโ์ ดยตรง และไดแ้ บ่งความต้องการของมนษุ ยอ์ อกเป็น 3 ประเภท คอื 1. ความตอ้ งการการอยู่รอด ( E-Existence Needs) เป็นความต้องการด้าน ร่างกายและความปรารถนาวตั ถสุ ่ิงของเครื่องใชต้ ่างๆ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย น้า เงนิ เดอื น ผลประโยชนเ์ กือ้ กูลและสภาพการทา้ งานท่ีดี 2. ความตอ้ งการด้านความสัมพนั ธท์ างสังคม (R-Relatedness Needs) เป็นความ ตอ้ งการท่ีจะมีความสัมพนั ธ์ และด้ารงรกั ษาความสมั พันธ์น้ันไวก้ ับบุคคลตา่ งๆ ในองคก์ าร เช่น เพือ่ น รว่ มงาน ผู้บังคบั บญั ชา เพ่ือนฝูง และสมาชกิ ในครอบครวั เปน็ ตน้ 3. ความต้องการดา้ นความก้าวหนา้ และเจริญเติบโต ( G-Growth Needs) ความ ตอ้ งการชนิดน้เี ปน็ ความต้องการทีเ่ กย่ี วกับการพัฒนาการเปลีย่ นแปลงฐานะ สภาพ และความกา้ วหนา้ ของ ผทู้ ้างาน ทฤษฎนี ้มี ีขอ้ สมมตฐิ าน 3 ประการ เป็นกลไกสา้ คญั คอื 1. ความต้องการในระดับใดไดร้ ับการตอบสนองนอ้ ย ความต้องการประเภทนีจ้ ะ อยสู่ ูง 2. ความตอ้ งการประเภทท่อี ยู่ตา้่ กว่าได้รบั การตอบสนองแลว้ จะยิ่งทา้ ใหค้ วามต้อง การประเภทที่อย่สู ูงกวา่ มมี ากยิง่ ขึ้น 12 3. ความต้องการประเภทท่มี อี ย่สู งู มอี ปุ สรรคติดขดั ได้รบั การตอบสนองนอ้ ย หรอื ไม่ไดร้ บั การตอบสนอง ความตอ้ งการประเภททอ่ี ยตู่ ่า้ กว่าลงไปจะมคี วามส้าคญั มากขึน้ 2. แนวความคดิ และทฤษฎที เี่ กี่ยวขอ้ งกบั การบรหิ ารจดั การ

มผี ใู้ ห้นยิ ามและความหมายหลากหลายของคา้ วา่ “การบริหารจัดการ ” อาจหมายถงึ กระบวนการทีผ่ บู้ รหิ ารด้าเนินการเพ่อื ให้บรรลเุ ปูาหมายขององค์การ หรอื อาจหมายถึงกล่มุ ความรู้ ความเข้าใจอันลึกซึ้งในเร่ืองวธิ ีการบรหิ ารจัดการ คา้ วา่ “ การบริหารจดั การ ” ยงั หมายถงึ กลมุ่ บคุ คล ที่น้าพาและชแี้ นวทางแกอ่ งค์การ ตัวอยา่ ง เช่น - Certo, Samuel C. (๒๕๔๙) ไดท้ ้าการเปรยี บเทียบค้านิยามทง้ั หลายของการบรหิ าร จดั การ แลว้ สรปุ วา่ การบรหิ ารจดั การมลี กั ษณะพเิ ศษ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ๑ .การบรหิ ารจัดการ เปน็ กระบวนการหนงึ่ หรอื หลายๆ กระบวนการของกจิ กรรมท่ี เก่ยี วข้องกนั อย่างตอ่ เน่อื ง ๒ .การบริหารจดั การรวมถึงและเนน้ การบรรลุเปูาหมายขององคก์ าร ๓ .การบรหิ ารจัดการสามารถมุง่ สเู่ ปาู หมายเหล่านน้ั ไดโ้ ดยการทา้ งานรว่ มกันและโดย การท้างานผา่ นบคุ ลากรและทรพั ยากร อ่ืนๆ ขององคก์ าร จากความหมายนี้ จะเหน็ วา่ การบรหิ ารจดั การ เปน็ สิ่งทผ่ี ู้เป็นผบู้ รหิ าร ผบู้ งั คบั บญั ชา หรือ หัวหนา้ งาน จะต้องกระทา้ อยา่ งหลกี เลีย่ งไม่ได้ หากหลกี เลย่ี งหรือละเลยหนา้ ท่ใี นการการบรหิ าร จดั การนี้ จะท้าใหง้ านทแี่ ต่ละบคุ คลในฝุายต่างๆ ด้าเนนิ การไปน้ันกระจดั กระจายและไมเ่ กิดผลส้าเรจ็ ขน้ึ มา ดงั นั้น โดยสรปุ แลว้ การบรหิ ารจัดการ จึงเป็นเร่อื งของกระบวนการทา้ งานของนกั บรหิ าร เพอื่ ใหง้ านต่างๆ สา้ เรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี โดยอาศัยการทา้ งานรว่ มกันกบั บุคคลอื่นๆ ความสาคัญและภาระหนา้ ท่ขี องการบรหิ ารจดั การ องคก์ ารทกุ แหง่ ไม่วา่ จะเปน็ องคก์ ารทห่ี วงั ผลกา้ ไรหรือไม่หวงั ผลก้าไรจดั ต้งั ขึ้นเพือ่ จุดมงุ่ หมาย หรอื เปูาหมายบางอย่าง ปจั จบุ นั เป็นท่ียอมรบั กันว่าผู้บริหารในทุกระดับมอี ิทธพิ ลตอ่ องคก์ ารสมยั ใหม่ เหล่านี้ในทกุ แง่มุม โดยท่กี ารบรหิ ารจัดการของเหลา่ ผ้บู ริหารเปน็ ปัจจัยกา้ หนดประสิทธิผลและ ประสิทธภิ าพขององค์การโดยตรง จึงเป็นประเดน็ สา้ คัญท่ผี บู้ รหิ ารต้องทา้ ความเขา้ ใจในภาระหน้าท่ี และความรบั ผิดชอบของงานด้านการบริหารจดั การทัง้ ตอ่ ตนเอง ตอ่ กลุม่ ตอ่ สังคมและต่อประโยชนท์ ี่ เกย่ี วเน่ืองกนั ผบู้ ริหารทุกองค์กรต่างเกี่ยวข้องกบั การบริหารจัดการระบบย่อย ๒ ระบบคือ ๑ . ระบบงาน ซงึ่ กค็ อื ทรพั ยากรที่ไมม่ ีชีวติ ได้แก่ ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทุน เคร่ืองจักร วสั ดุ อุปกรณ์ ๒. ระบบคน กค็ อื มนษุ ยห์ รือทรพั ยากรบคุ คล ที่เป็นผ้ปู ฏิบัติงานโดยใช้ทรัพยากรตา่ งๆ หรือสง่ิ ของ เพอ่ื ทีจ่ ะก่อใหเ้ กดิ ผลสา้ เร็จใหก้ บั องคก์ าร ดงั นัน้ การบริหารจัดการจึงเกีย่ วข้องกับการ “บรหิ ารงาน ” และ “บรหิ ารคน ” อยู่ ตลอดเวลา ผบู้ ริหารจึงตอ้ งท้าหนา้ ทจี่ ดั การเรอ่ื งระบบงานดา้ นต่างๆ และวิธีการปฏบิ ัตงิ าน เพือ่ ใหเ้ กิด ระบบการผลติ การใหบ้ ริการ หรือการด้าเนินงานด้านต่างๆ ทุกดา้ นเป็นไปดว้ ยดี พร้อมๆ กนั กับการท่ี

ต้องจัดการเรื่องคน หรอื บคุ ลากร ซึ่งจะเปน็ ผเู้ ข้าไปรับมอบหมายและป ฏิบัตงิ านตามหนา้ ทห่ี รอื ตา้ แหน่งงานตา่ งๆ ท่กี า้ หนดไว้ เพ่อื ใหท้ กุ คนมมุ านะ ทุ่มเทกา้ ลงั ความสามารถ ทัง้ กายและใจใหเ้ กิดผล 13 งานทด่ี ี และประสานกันกบั การทา้ งานของบคุ คลฝุายอ่นื ๆ อยา่ งดีด้วย อาจสรุปไดว้ ่าผู้บริหารท้าหนา้ ท่ี จัดใหก้ ารท้างานของสองระบบนี้ คือระบบงานและระบบคน ให้สามารถประสานทา้ งานรว่ มกนั ไป อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ กระบวนการบรหิ ารจัดการ (Management Process) การบรหิ ารจัดการเปน็ การกา้ หนดทศิ ทางของหน่วยงาน กลุ่มงาน หรือการด้าเนินงานใน หนา้ ท่ีต่างๆ ใหใ้ ชท้ รัพยากรทงั้ หลายท่มี ีอยใู่ นองคก์ ารอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล การใช้ ทรพั ยากรอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ( Efficient) ครอบคลมุ ถึง การใชท้ รัพยากรได้อยา่ งเฉลยี วฉลาด เหมาะสมและคุ้มคา่ ( Cost-effective) ส่วนการใช้ทรัพยากรอยา่ งมีประสทิ ธผิ ล ( Effective) นน้ั หมายถงึ การตัดสนิ ใจไดอ้ ย่างถูกต้อง ( Right decision) และมีการปฏิบตั กิ ารสา้ เร็จตามแผนทก่ี ้าหนด ไว้ ดังทไี่ ด้กลา่ วมาแลว้ ว่า บทบาทสา้ คัญของผบู้ รหิ ารคือการนา้ พาองค์การไปใหถ้ งึ เปาู หมายและ บรรลผุ ลสา้ เรจ็ ได้โดยสว่ นรวม เพ่อื ให้บรรลถุ งึ เปาู หมายขององค์การ ผู้บริหารมีหนา้ ท่รี วบรวมและ จัดการใชท้ รพั ยากรท่ีมีอย่ใู นองคก์ ารอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลควบคกู่ นั โดยใชก้ ระบวนการ บริหารจัดการท่ดี ี กระบวนการบริหารจัดการ เปน็ กลไกและตวั ประสานทสี่ า้ คญั ที่สดุ ในการประมวล ผลักดนั และก้ากับใหป้ ัจจยั ต่างๆทเี่ ป็นทรัพยากรการจดั การประเภทตา่ งๆ สามารถดา้ เนนิ ไปได้โดยมี ประสทิ ธภิ าพ จนบรรลเุ ปูาหมายตามทต่ี อ้ งการ การเขา้ ใจถงึ กระบวนการบริหารจัดการและการฝึกฝน ให้มีทกั ษะสูงขนึ้ จะชว่ ยใหก้ ารบรหิ ารงานมปี ระสิทธิ ภาพมากขนึ้ ได้ กจิ กรรมพืน้ ฐาน ๔ ประการทท่ี า้ ให้เกิดกระบวนการบริหารจัดการ มีดังน้ี ๑ . การวางแผน ( Planning) หมายถงึ กระบวนการในการกา้ หนดเปูาหมาย แผนงาน และตดั สนิ ใจหาวิธีการท่ีดที ่ีสดุ ท่ที ้าใหเ้ ปูาหมายนัน้ บรรลุผลสา้ เรจ็ ๒ . การจัดองคก์ าร ( Organizing) หมายถึง กระบวนการในการจดั ตั้งและจดั วาง ทรัพยากรบคุ คล และทรัพยากรทีไ่ มใ่ ช่บุคคล โดยวางแผนใหส้ ามารถบรรลผุ ลส้าเรจ็ ขององคก์ าร ๓ . การนา้ และส่ังการ ( Leading and Directing) หมายถงึ กระบวนการของการมี อิทธิพล เหนือบคุ คลอื่นในการทจ่ี ะใหบ้ คุ คลอ่นื มีพฤติกรรมในการท้างานท่ีต้องการ และท้าให้บรรลุ เปาู หมายขององคก์ าร ๔ . การควบคุม (Controlling) หมายถงึ กระบวนการในการก้าหนดกจิ กรรมตา่ งๆ ขององค์การใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐาน และเปูาหมายทอี่ งค์การคาดหวงั และก้าหนดไว้

ความหมายของการบริหารจัดการนน้ั สามารถจ้ากัดออกมาตามความเข้าใจได้ โดย ค้าวา่ “Management” อาจแปลว่า การจดั การหรอื การบรหิ ารหรือการบริหารจดั การกไ็ ด้ซึง่ ในหนงั สือ องคก์ ารและการ จัดการฉบับสมบูรณ์ โดย รศ.ศริ วิ รรณ เสรีรตั น์และคณะ ( 2545, น.18-19) ได้ รวบรวม ความหมายของค้าว่า “การบรหิ ารจดั การ” และ “การจดั การ” ได้ดังนี้ ๑ . คา้ วา่ “การบริหาร” (Administration) จะใชใ้ นการบริหารระดบั สูง โดยเน้นท่ี การก้าหนดนโยบายท่ีส้าคญั และการกา้ หนดแผนของผบู้ รหิ ารระดบั สงู เป็นค้านยิ มใช้ในการบริหารรฐั กิจ (Public Administration) หรือใช้ในหนว่ ยงานราชการ และคา้ วา่ “ผบู้ ริหาร” (Administrator) 14 จะหมา ยถงึ ผบู้ ริหารที่ทา้ งานอยใู่ นองค์กรของรัฐ หรอื องคก์ รท่ไี ม่มงุ่ หวงั ก้าไร ( Schermerhorn, 1999, p.G-2) การบรหิ าร คือ กล่มุ ของกิจกรรม ประกอบด้วย การวางแผน ( Planning) การจัดองคก์ ร (Organizing) การสั่งการ (Leading/Directing) หรอื การอ้านวย และการควบคมุ (Controlling) ซงึ่ จะ มคี วามสัมพันธโ์ ดยตรงกับทรพั ยากรขององค์กร ( 6 M’s คือ ธุรกจิ หรือ องคก์ ร แสดงใหเ้ หน็ จากกล่มุ ของบคุ คลท่มี ารว่ มกนั ท้างานด้วยโครงสร้างและการประสานงาน เป็นหลักการชดั เจนแน่ชัด โดยมี วัตถปุ ระสงค์เพ่ือใหบ้ รรลุผลสา้ เร็จตามทกี่ ้าหนดเปาู หมายไว้ ( Ricky W. Griffin, 1999, p.6) ซง่ึ ต้องใช้ ทรัพยากรจากสภาพแวดลอ้ มทางธรุ กิจ ประกอบด้วย คน ( Man) เงนิ (Money) วัตถุดบิ (Material) เครือ่ งจกั ร ( Machine) วิธกี าร ( Method) และการบริหาร ( Management)) เพอื่ น้าไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์และดว้ ยจดุ ม่งุ หมายสา้ คญั ในการบรรลุความส้าเรจ็ ตามเปาู หมายขององคก์ รอย่างมี ประสทิ ธิภาพ และเกิดประสิทธิผลครบถว้ น ๒ . ค้าวา่ “การจดั การ ” (Management) จะเน้นการปฏิบตั กิ ารให้เปน็ ไปตาม นโยบาย (แผนทว่ี างไว้) ซ่งึ นิยมใชใ้ นการจัดการธุรกจิ ( Business management) สว่ นค้าวา่ “ผู้จัดการ” (Manager) จะหมายถึงบคุ คลในองคก์ รซงึ่ ทา้ หนา้ ทร่ี ับผิดชอบตอ่ กิจกรรมในการบริหาร ทรัพยากรและกจิ การงานอน่ื ๆ เพือ่ ใหบ้ รรลวุ ัตถุประสงค์ทีก่ า้ หนดไว้ขององค์กร การบรหิ ารจัดการ ( Management) หมายถึงชดุ ของหนา้ ทต่ี า่ งๆ ( A set of functions) ที่ ก้าหนดทิศทางในการใช้ทรัพยากรทงั้ หลายอยา่ งมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผล เพ่อื ใหบ้ รรลุถึง เปาู หมายขององคก์ ร การใช้ทรัพยากรอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ ( Efficient) หมายถงึ การใช้ทรพั ยากรได้ อย่างเฉลยี วฉลาดและคมุ้ ค่า ( Cost-effective) การใช้ทรัพยากรอยา่ งมีประสทิ ธิผล ( Effective) น้ัน หมายถึงการตดั สินใจได้อยา่ งถูกต้อง ( Right decision) และมีการปฏบิ ตั ิการส้าเร็จตามแผนท่ีกา้ หนด ไว้ ดงั น้ันผลส้าเร็จของการบริหารจัดการจึงจ้าเปน็ ตอ้ งมที งั้ ประสทิ ธิภาพและ ประสทิ ธิผล ควบคู่กนั (Griffin, 1997, p.4) ในอีกแนวหนึ่งอาจกลา่ วได้ว่าการบรหิ ารจัดการ หมายถึง กระบวนการของการมงุ่ สู่เปาู หมาย ขององค์กรจากการท้างานรว่ มกนั โดยใชบ้ ุคคลและทรพั ยากรอื่นๆ ( Certo, 2000, p.555) หรอื เป็น

กระบวนการออกแบบและรักษาสภาพแวดลอ้ มที่บุคคลท้างานรว่ มกนั ในกลมุ่ ให้ บรรลุเปาู หมายที่ ก้าหนดไว้อย่างมีประสทิ ธิภาพ คา้ วา่ “การบริหาร” (Administration) และ “การจดั การ” (Management) มีความหมาย แตกตา่ งกนั เลก็ นอ้ ย โดยการบริหารจะสนใจและสมั พันธ์กับการก้าหนดนโยบายไปลงมือปฏบิ ัติ นกั วชิ าการบางทา่ นไหค้ วามเหน็ วา่ การบริหารใช้ในภาครัฐ ส่วนการจัดการใชใ้ นภาคเอกชน อย่างไรกด็ ี ในตา้ ราหรอื หนงั สือส่วนใหญท่ ัง้ ๒ คา้ นีม้ ีความหมายไม่แตกต่างกัน สามารถใช้แทนกันไดแ้ ละเป็นท่ี ยอมรับโดยทว่ั ไป (สรุ ัสวดี ราชกลุ ชัย,๒๕๔๓, น.๓) จากความหมายตา่ งๆ ขา้ งต้น การบริหารจัดการจึงเปน็ กระบวนการของกจิ กรรมทตี่ อ่ เน่ือง และประสานงานกนั ซ่ึงผบู้ ริหารตอ้ งเขา้ มาช่วยเพือ่ ใหบ้ รรลุจุดมงุ่ หมายขององคก์ ร ประเด็นสา้ คญั ของ การบรกิ ารจัดการ (Management) มีดงั น้ี ๑ ) การบริหารจดั การสามารถประยุกต์ใชก้ ับองค์กรใดองคก์ รหนึง่ ได้ ๒) เปาู หมายของผูบ้ ริหารทุกคนคอื การสร้างก้าไร 15 ๓) การบรหิ ารจดั การเก่ียวข้องกบั การเพ่ิมผลผลิต ( Productivity) โดยมุง่ สู่ประสิทธิภาพ (Efficiency) (วธิ กี ารใช้ทรัพยากรโดยประหยัดทีส่ ุด) และประสิทธผิ ล ( Effectiveness) (บรรลุ เปาู หมายคือประโยชนส์ งู สุด) ๔) การบริหารจัดการสามารถนา้ มาใชส้ ้าหรับผบู้ รหิ ารในทุกระดบั ชน้ั ขององค์กร Key of Operation Management หลักการจดั การการปฏิบตั กิ าร หลักประการ ๑๐ ๑ . การจัดการคณุ ภาพ ๒ . การออกแบบสินค้าและบรกิ าร ๓ . การออกแบบกระบวนการและก้าลังการผลติ ๔ . กลยุทธท์ ้าเลท่ตี งั้ และการพยากรณ์ ๕ . กลยุทธก์ ารออกแบบผังโรงงาน ๖ . การออกแบบงานและทรพั ยากรมนุษย์ ๗ . การจัดการเครือขา่ ยปัจจยั การผลติ ๘ . การจดั การสินคา้ คงคลงั ๙ . การก้าหนดตาราง ๑๐ . การบ้ารงุ รักษา อธิบายไดว้ ่า ผูบ้ รหิ ารท้าหนา้ ทีบ่ รหิ ารจัดการงานและคน ซึง่ จัดเป็น “ส่ิงน้าเขา้ ” (Input) โดย ผ่าน “กระบวนการ” (Process) ในกิจกรรม การวางแผน การจัดองค์การ การนา้ ส่งั การ และ

การควบคมุ ให้สามารถประสานทา้ งานร่วมกันไป เพือ่ ใหไ้ ด้ “ผลลัพธ์” (Output) ซึ่งกค็ ือการบรรลถุ งึ เปูาหมายผลสา้ เรจ็ ตา่ งๆ ท้งั ทางดา้ นประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธิผล คุณภาพ และความพึงพอใจของลูกคา้ เป็นตน้ 3. แนวความคิดและหลักการเก่ยี วกับการปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภยั ประเภทของสาธารณภยั สาธารณภัย หมายถึง “อคั คีภยั วาตภยั อุทกภัย ตลอดจนภยั อืน่ ๆ อันมีมาเป็นสาธารณะ ไม่ วา่ เกดิ จากธรรมชาติ หรือมผี กู้ ระทา้ ใหเ้ กดิ ขึ้น ซ่ึงก่อใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ ร่างกายของประชาชน หรอื ความเสียหายแกท่ รัพยส์ ินของประชาชนหรอื รฐั ” สาธารณภยั มี 2 ประเภท 1. ภยั ธรรมชาติ หมายถงึ ภัยอนั ตรายตา่ งๆ ทีเ่ กิดขึ้นตามธรรมชาตไิ ม่ว่าจะเป็นแผน่ ดินไหว ภยั แลง้ ภัยหนาว และอ่ืนๆ ซึ่งการเกิดแตล่ ะครง้ั น้ามาซึ่งความสญู เสยี ทงั้ ชีวิตและทรพั ย์สนิ ของมนษุ ย์ เปน็ อยา่ งมาก มนุษยไ์ ด้พยายามท่จี ะเรียนร้แู ละศกึ ษาถึงปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละคน้ พบว่าภยั ธรรมชาตินน้ั มคี วาม ยง่ิ ใหญส่ ุดท่มี นุษย์จะสามารถควบคุมได้ หนทางเดยี วที่ดที ส่ี ุดที่พงึ กระทา้ ตอนนี้ คอื พยายามเรยี นรู้ ธรรมชาติตา่ ง ๆ แล้วหาทางปูองกนั และลดความเสียหายทจี่ ะเกิดจากภยั ธรรมชาติเหลา่ นั้นใหม้ าก ทสี่ ุด ภัยธรรมชาตติ ่างๆ แล้วหาทางปอู งกัน และลดความเสียหายทีจ่ ะเกิดจาก ภัยธรรมชาตเิ หลา่ นน้ั ใหม้ ากทีส่ ุด ภยั ธรรมชาติสามารถแบ่งเป็น 9 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 16 1. 1) วาตภัย หมายถึง ภยั ธรรมชาตซิ งึ่ เกิดจาก พายุลมแรง แบง่ ได้ 2 ชนิด คอื ก. วาตภยั จาก พายุฤดูรอ้ น จะเกดิ ในช่วงฤดูร้อน (มนี าคม-พฤษภาคม) บางครงั้ จะเกิดพายุฝนฟาู คะนองและอาจมี ลูกเห็บ ท้าความเสียหายได้ในบริเวณเลก็ ๆ ชว่ งเวลาสน้ั ๆ ข. วาตภยั จากพายุหมุนเขตร้อน จะเกดิ ขึ้น ในชว่ ง ฤดฝู น เม่อื พายหุ มุนเขตร้อนเคล่อื นตวั ข้นึ จะท้าความเสียหายใหบ้ รเิ วณท่เี คลื่อนผา่ นเปน็ อยา่ ง มาก ความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนแบ่งตามความเรว็ ลมสงู สุดใกล้จดุ ศนู ยก์ ลางได้ ดงั นี้ พายุ ดเี ปรสชน่ั มีกา้ ลงั อ่อน ความเรว็ ใกล้ศนู ย์กลางไมเ่ กนิ 63 กม./ชม. พายโุ ซนร้อนมกี า้ ลงั ปานกลาง ความเร็วลมใกลศ้ นู ย์กลาง 63-117 กม./ชม. พายไุ ต้ฝุน มกี ้าลงั แรง ความเรว็ ลมใกลศ้ ูนยก์ ลางต้งั แต่ 118 กม./ชม. ข้ึนไป 1.2) อทุ กภัย หมายถึง ภยั และอนั ตรายท่ีเกดิ จากสภาวะน้าท่วมขงั หรอื น้าทว่ มเฉียบพลัน มี สาเหตุมาจากการเกิดฝนตกหนักหรือฝนตกต่อเนือ่ งเปน็ เวลานาน ภยั จากน้าทว่ มหรืออทุ กภยั สามารถ แบง่ ออกได้ คือ อุทกภยั จากน้าปุาไหลหลาก และน้าทว่ มฉับพลัน เกดิ ขึน้ เมอ่ื มีฝนตกหนกั เหนือภูเขา ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะท้าใหจ้ ้านวนน้าสะสมมีปริมาณมาก จนพื้นดินและตน้ ไมด้ ูดซับไมไ่ หวเกดิ การ ไหลบา่ ลงสูท่ ่รี าบต่้าเบื้องลา่ งอย่างรวดเร็ว ความแรงของนา้ สามารถทา้ ให้บ้านเรอื น อาคาร ถนน

สะพานพงั ทลายเสียหาย และอาจทา้ ให้เกดิ อนั ตรายถงึ ชวี ติ ได้ และอทุ กภยั จากน้าท่วมขงั และน้าเอ่อ ระนาบ จากท่ีสูงไปยงั ท่ีต้า่ เขา้ ทว่ มอาคารบ้านเรอื น สวนไร่นา ไดร้ บั ความเสียหายหรือเปน็ สภาพน้า ท่วมขงั ในเขตเมอื งใหญท่ ี่เกดิ จากฝนตกหนักต่อเนอ่ื งเป็นเวลานาน และมีระบบการระบายนา้ ไมด่ ีพอมี สิ่งก่อสรา้ งกดี ขวางทางระบายน้าหรือเกิดน้าทะเลหนนุ สูง 1.3) ความแห้งแล้งหรือภยั แลง้ คือ ภยั ที่เกดิ จากการขาดแคลนน้าในพนื้ ทใ่ี ดพ้นื ท่ีหนึ่งเป็น เวลานาน ฝนแล้งไม่ตกตอ้ งตามฤดูกาลจนกอ่ ให้เกิดความแห้งแลง้ และสง่ ผลกระทบตอ่ ชุมชน สา้ หรบั ภัยแลง้ ในประเทศไทย ส่วนใหญเ่ กิดจากฝนแล้งและทิ้งชว่ ง ซึง่ ฝนแล้งเปน็ ภาวะปรมิ าณฝนตกน้อยกวา่ ปกตหิ รอื ฝนไม่ตกตอ้ งตามฤดูกาลกับการเคล่ือนผ่านของพายหุ มนุ เขตรอ้ นท่นี อ้ ยกว่าปกติ 1.4) พายุฝนฟาู คะนอง เป็นปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ เ่ี กดิ ข้นึ เป็นประจา้ อาจเกิดนา้ ปาุ ไหล หลาก นา้ ท่วมฉับพลนั และอาจเกดิ พายลุ มหมนุ หรอื พายวุ งช้างซง่ึ มีลมแรงมากและทา้ ความเสียหาย บรเิ วณท่เี คลื่อนผ่านโดยเฉพาะในเดอื นมนี าคมถึงเดือพฤษภาคม พายฝุ นฟาู คะนองที่เกดิ ขน้ึ จะมคี วาม รนุ แรงกว่าปกตจิ นเกิดเป็นลักษณะท่ีเรียกว่า “พายฤุ ดรู อ้ น” สว่ นบรเิ วณข้ัวโลกเหนือและขั้วโลกใตท้ ่ี อย่ใู นละติจูดทีส่ งู ขึ้นไปมกั จะเกดิ ขน้ึ ในฤดรู อ้ น 1.5) คล่นื พายุซัดฝงั่ คอื คลืน่ ซัดชายฝงั่ ขนาดใหญ่อันเน่ืองมาจากความแรงของลมทเี่ กิดขึน้ จากพายุหมุนเขตรอ้ นทเี่ คล่ือนตวั เข้าหาฝัง่ โดยปกติ มีความรุนแรงมากในรัศมีประมาณ 100 กโิ ลเมตร แตบ่ างครง้ั อาจเกิดได้เม่ือศูนย์กลางพายุอยหู่ ่างมากกว่า 100 กิโลเมตร ขน้ึ อยกู่ ับความรุนแรงของพายุ และ สภาพภูมิศาสตร์ของพ้นื ทช่ี ายฝ่งั ทะเล หรอื ได้รับอิทธพิ ลเสรมิ ความรนุ แรงจากลมมรสุม ตะวนั ออกเฉียงเหนอืซึง่ จะท้าให้เกดิ อันตรายมากยิ่งขึ้น บริเวณทมี่ ีความเสี่ยงและมโี อกาสเกดิ คลน่ื พายุ ซดั ฝัง่ ได้มาก ได้แก่ บรเิ วณชายฝ่ังภาคใตฝ้ ง่ั ตะวนั ออก ตัง้ แตจ่ งั หวัดเพชรบรุ ีจนถงึ จงั หวัดสงขลา รวมทง้ั ภาคตะวันออกตง้ั แต่จงั หวัดชลบุรีจนถึงจังหวัดตราด 1.6) แผ่นดินไหว หมายถงึ ภยั ธรรมชาติซงึ่ เกิดจากการปลดปลอ่ ยพลงั งานใต้พิภพท้าให้ แผ่นดินเกดิ การสัน่ สะเทอื น อาจทา้ ใหเ้ กิดภูเขาไฟระเบดิ แผ่นดนิ เลอ่ื นและถลม่ แผน่ ดนิ ไหว หรอื การ ส่นั สะเทอื นของพนื้ ดินเกดิ ข้นึ ไดท้ ้งั จากการกระท้าของธรรมชาตแิ ละมนษุ ย์ ส่วนท่ีเกิดจากธรรมชาติ ไดแ้ ก่ การเคลือ่ นตัวของเปลอื กโลกโดยฉบั พลนั ตามแนวขอบของแผน่ เปลอื กโลกหรอื ตามแนวรอย 17 เลื่อน การระเบดิ ของภูเขาไฟ การยบุ ตวั ของโพรงใตด้ นิ แผ่นดนิ ถลม่ อุกกาบาตขนาดใหญต่ ก เปน็ ตน้ และส่วนทีเ่ กดิ จากการกระทา้ ของมนุษย์ท้งั ทางตรงและทางอ้อม เชน่ การระเบิดต่างๆ การท้าเหมอื ง สร้างอ่างเกบ็ นา้ ใกล้รอยเลื่อน การทา้ งานของเคร่ืองจักรกล การจราจร เป็นตน้ 1.7) แผ่นดินถลม่ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของการสกึ กรอ่ นชนิดหนง่ึ ท่กี อ่ ให้เกดิ ความ เสยี หายตอ่ บรเิ วณพน้ื ท่ที ีเ่ ป็นเนินสงู หรอื ภเู ขาท่มี ีความลาดชันมาก เนือ่ งจากขาดความสมดุลในการ ทรงตัวบริเวณดงั กล่าว แผ่นดนิ ถล่มมกั เกิดกรณที ีม่ ฝี นตกหนักมากบรเิ วณภเู ขา และภเู ขาน้ันอมุ้ น้าไว้ จนเกิดการอม่ิ ตวั โดยเฉพาะภูเขาหินแกรนิต ซงึ่ มีพันธุไ์ มป้ กคลมุ น้อยและต้นนา้ ลา้ ธารถูกท้าลาย มกั จะ เกดิ เม่ือมฝี นตกหนกั หลายชั่วโมง แผน่ ดนิ ถลม่ ในประเทศไทยส่วนใหญ่มกั เกิดภายหลังฝนตกหนักมาก

บริเวณภูเขาซี่งเป็นตน้ นา้ ลา้ ธารบรเิ วณตอนบน ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนอื และภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ มีโอกาสเกิดแผ่นดินถลม่ เนอ่ื งจากพายหุ มุนเขตร้อนเคลื่อนผา่ นในระหว่างเดอื น พฤศจิกายนถึงธันวาคม 1.8) ไฟปาุ เปน็ ภัยธรรมชาติ ซงึ่ เกิดจากมนษุ ย์เป็นสว่ นใหญ่ เชน่ การเผาหาของปุา เผาทา้ ไร่ เล่ือนลอย เผากา้ จดั วชั พืช มเี พยี งสว่ นนอ้ ยท่ีเกดิ จากการเสยี ดสขี องตน้ ไมแ้ หง้ ไฟปุา ทา้ ให้เกิดมลพษิ ในอากาศมากขึน้ ผงฝุนควันไฟจะกระจายในอากาศทว่ั ไป ไม่สามารถลอยขนึ้ เบอ้ื งบนได้ ท้าให้ มองเห็น ไม่ชดั เจน สขุ ภาพเสอ่ื ม พชื ผลทางการเกษตรดอ้ ยคุณภาพ แหลง่ ทรพั ยากรลดลง 1.9) คลืน่ ยกั ษ์ (สนึ ามิ) แปลวา่ คลื่นทีพ่ ัดเขา้ มาสู่ทา่ เรือเป็นคล่นื ทกี่ อ่ ตัวจากการเกดิ แผ่นดนิ ไหวใต้มหาสมทุ ร หรอื การระเบดิ ของภเู ขาไฟใตม้ หาสมทุ ร การเกดิ แผน่ ดนิ ถลม่ หรอื อุกกาบาต ตกลง ในมหาสมทุ ร การเกดิ แผ่นดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิดใตม้ หาสมุทรแตล่ ะครัง้ ไมจ่ ้าเป็นต้องเกิดสึนา มเิ สมอไป ในกรณีการเคล่อื นท่ขี องเปลอื กโลกในแนวระดบั จะมผี ลต่อการเกดิ สินามนิ ้อย แตก่ าร เคลอื่ นท่ีทม่ี ีลักษณะการยกตวั ข้นึ หรือทรุดตวั โดยฉบั พลนั จะกอ่ ให้เกดิ การขยบั ตวั ของมวลน้าโดยรอบ มีการกระเพอื่ มคลา้ ยเป็นคลน่ื อนั ทรงพลงั แผก่ ระจายออกไปอย่างรวดเร็ว การเคล่อื นท่ีในลกั ษณะน้จี งึ มีผลต่อการเกิดสนึ ามิ 2. ภัยจากการกระทาของมนุษย์ หมายถงึ ภยั ทีม่ นุษย์กระทา้ ข้นึ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายตอ่ รา่ งกาย ชวี ิต และทรัพยส์ นิ ภัยที่ มนษุ ย์กระท้าขนึ้ ได้แก่ 2.1) สารเคมี ภยั จากสารเคมเี ปน็ ภัยที่เกดิ จากการกระทา้ ของมนษุ ย์ เช่น สารเคมี เกดิ การ รว่ั ไหลเกดิ เพลิงไหม้หรือการระเบดิ ของสารเคมี ในระหว่างการขนส่ง เป็นตน้ 2.2) อัคคีภยั นับเป็นภัยพิบตั ิท่ีเกดิ ขน้ึ จากการกระท้าของมนุษย์ ซง่ึ ก่อให้เกดิ ความเสียหาย ท้งั ตอ่ รา่ งกาย ชวี ิต และทรพั ยส์ นิ ของประชาชนอยา่ งมาก โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งหากเกิดขนึ้ ในอาคาร ขนาดใหญ่ อาคาร สงู โรงงานอุตสาหกรรม เขตชุมชนหนาแนน่ และย่านการคา้ ตา่ งๆ จะกอ่ ให้เกิดความ เสียหายเปน็ จา้ นวนมหาศาล 2. 3) อุบตั เิ หตุการจราจรทางถนน ปญั หาอุบัติเหตทุ างถนน ถอื เปน็ ปญั หาส้าคัญทกี่ ่อให้เกิด ความเสยี หายตอ่ ชีวติ และทรัพย์สินของประชาชนในแตล่ ะปี คิดเปน็ มูลคา่ มหาศาล รัฐบาลได้ตระหนัก ถงึ ความสา้ คัญของปัญหาดงั กล่าว จึงได้จัดตง้ั ศนู ยอ์ ้านวยการความปลอดภยั ทางถนน ได้กา้ หนด ยทุ ธศาสตร์ และมาตรการ ท่สี ้าคัญเรง่ ดว่ น เพ่ือลดความสูญเสยี จากการบาดเจ็บ การเสียชีวิตและ ทรัพย์สิน จากการจราจรดังน้ี ยุทธศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายมาตรการบงั คับใช้กฎหมาย ยทุ ธศาสตร์ด้านวศิ วกรรมจราจร มที งั้ มาตรการด้านคน มาตรการดา้ นรถและมาตรการดา้ นถนน 18 ยทุ ธศาสตร์ด้านระบบการแพทย์ฉกุ เฉนิ ยุทธศาสตร์ด้านการประชาสัมพนั ธ์ ให้ความรู้ และการมสี ว่ น รว่ มและยทุ ธศาสตร์ดา้ นการประเมินผลและพฒั นาระบบขอ้ มูลการติดตามประเมินผล

3. จัดการสาธารณภัย ในแตล่ ะภยั ที่เกดิ ข้ึนจะใชห้ ลกั ปฏบิ ตั ใิ นการปูองกัน บรรเทา และฟน้ื ฟสู าธารณภัย ท่ีอาจจะ เกิดขนึ้ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ กอ่ นเกดิ ภยั จะตอ้ งมีระบบการเตรียมการปอู งกนั ลว่ งหน้า เพ่อื ไมใ่ หส้ า ธารณภยั เกิดข้ึนพรอ้ มระบุหน่วยงานท่ีเก่ยี วข้องในการปฏิบัตงิ านเมอ่ื เกิดภยั ขณะเกดิ ภัย เปน็ ขัน้ ตอน และวธิ ีการปฏบิ ัตเิ มื่อเกิดสาธารณภยั ข้นึ โดยจะต้องระดมทรัพย์กา้ ลงั จากทุกภาคสว่ น เพือ่ ระงบั ภยั และลดผลกระทบต่อชีวติ และทรพั ยส์ นิ ของประชาชนใหเ้ กิดความเสียหายนอ้ ยทสี่ ุด พร้อมก้าหนดผู้ บัญชาการเหตกุ ารณ์หน่วยงานทีต่ ้องรบั ผิดชอบอยา่ งชัดเจนและหลงั เกิดภัย เม่ือสาธารณภยั ผ่านพน้ ไป แลว้ จะตอ้ งเรง่ ฟนื้ ฟูบรู ณะความเสยี หายให้เขา้ ส่ภู าวะปกตโิ ดยเร็วทส่ี ดุ พรอ้ มระบุหนว่ ยงาน ท่ี เกีย่ วข้องในการด้าเนนิ การใหช้ ดั เจน (ท่มี า : คมู่ อื วิทยากรโครงการหนง่ึ ตา้ บลหนึง่ ทมี กภู้ ยั กรมปอู งกัน และบรรเทาสาธารณภัย หนา้ 10-18) 4.สาเหตขุ องการเกดิ อุทกภยั 4.1อุทกภยั จากธรรมชาติ 1) ฝนตกหนกั จากพายฝุ น หรือพายุฝนฟูาคะนองทเี่ กดิ ขน้ึ ตดิ ต่อกันเปน็ เวลาหลาย ๆ ชว่ั โมง ท้าให้ฝนตกหนกั ตอ่ เนื่องกนั นาน ๆ มีปริมาณนา้ ฝนมาก จนไมอ่ าจไหลลงสตู่ ้นนา้ ล้าธารไดท้ ัน จงึ ท่วมในพื้นท่ี ปรากฏการณอ์ ีกอย่างหน่ึงท่ีเกิดขึ้นบอ่ ยครง้ั ในท่รี าบเชิงเขาใกล้ต้นน้าในฤดูรอ้ นและฤดู ฝนกค็ ือ พายฟุ ูาคะนองและฝนทต่ี กหนักในปาุ บนภเู ขา ทา้ ให้น้าฝนทม่ี ปี รมิ าณมากจากในปาุ และบน ภเู ขาไหลอย่างรุนแรงลงสู่ที่ราบเชงิ เขา ทา้ ใหเ้ กิดน้าทว่ ม ข้นึ ในระยะสน้ั ๆ เรียกวา่ น้าทว่ มโดยฉับพลนั (Flash Flood) 2) พายดุ เี ปรสช่นั พายุโซนรอ้ น และพายุไตฝ้ ุน พายหุ มุนเขตร้อน ( Tropical Cyclone) เปน็ พายใุ หญ่และรุนแรงทส่ี ุดในทางอตุ ุนิยมวทิ ยา จัดเป็นปรากฏการณอ์ ยา่ งหน่งึ ของธรรมชาตทิ มี่ ีลม แรงพัดเวยี นทวนเข็มนาฬกิ าเข้าศนู ยก์ ลางซง่ึ มีความกดอากาศตา่้ ทส่ี ดุ เรยี กวา่ ตาพายุ ( Eye) บรเิ วณ ศูนย์กลางของพายุ ลมกลับเงยี บสงบ ท้องฟูาโปรง่ และไม่มฝี น ผดิ กับบรเิ วณรอบ ๆ ศนู ยก์ ลางพายุซึ่ง จะมีลมแรง ทอ้ งฟาู เตม็ ไปด้วยเมฆ และมฝี นตกหนกั พายหุ มุนเขตร้อนนี้ องค์การอตุ ุนยิ มวทิ ยาโลก (WMO - World Meteorology Organization) ได้กา้ หนดใหเ้ รยี กช่ือพายุ ตามขนาดความเรว็ ลมใกล้ บรเิ วณศูนย์กลางพายุ ไว้ดงั นี้ - พายดุ เี ปรสช่ัน (Depression) มีความเร็วลมใกล้ศนู ย์กลางตา้่ กว่า 63 กิโลเมตร ต่อชว่ั โมง - พายุโซนร้อน(Tropical Storm) มคี วามเร็วลมใกล้ศูนย์กลางระหวา่ ง63 ถงึ 117 กโิ ลเมตรต่อช่วั โมง - พายุไต้ฝนุ ( Typhoon) มีความเรว็ ลมใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 118 กิโลเมตรตอ่ ชว่ั โมงขน้ึ ไป สา้ หรับความเสยี หายทีเ่ กดิ จากพายุหมุน มาจากสาเหตุใหญ่ 3 ประการคือ ลมพดั แรง (Violent Winds) น้าทว่ มจากฝนท่ีตกหนกั มาก F(lood due to Heavy Rainfall) และคลื่นพายซุ ดั ฝงั่ (Storm Surges)

19 3) นา้ ทะเลหนนุ (High Tide) ในระยะทน่ี ้าทะเลเกิด คือ ระดับน้าทะเลข้นึ สูงสดุ เรยี กวา่ น้าข้ึนสูงในหนา้ นา้ เกิด นา้ ทะเลจะหนุนใหร้ ะดบั นา้ ในแม่นา้ สงู ขึน้ อกี มาก ทา้ ใหน้ ้าในแมน่ ้าลดลงมาก หรืออาจจะหยุดไหล น้าในแมน่ ้าจึงไมส่ ามารถระบายลงสทู่ ะเล ถา้ ระยะเวลาทนี่ ้าทะเลหนุนน้ี เปน็ ระยะเวลาเดียวกันกบั ทน่ี า้ ในแมน่ ้ามรี ะดับสงู อยู่แล้ว ย่อมก่อใหเ้ กดิ การลน้ ตล่ิง ท่วมขงั บริเวณ บา้ นเรอื นริมฝง่ั แม่น้าได้ 4) ลมมรสมุ รุนแรง ( Strong Monsoons) ลมมรสุม คอื ลมทพ่ี ดั ในทิศทางประจ้าเป็น ระยะเวลานานจนเป็นฤดูกาล ในประเทศไทยมลี มมรสุมอยู่ 2 ฤดคู อื - ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต้ (South West Monsoons) พัดจากมหาสมทุ รอินเดยี ปะทะขอบฝง่ั ตะวนั ตกของภาคใตแ้ ละเม่อื ผา่ นอา่ วไทยแลว้ กจ็ ะปะทะกบั ขอบฝ่งั ตะวนั ออกของอา่ ว ไทย โดยเริม่ ต้งั แตเ่ ดอื นพฤษภาคมและสน้ิ สุดลงในเดือนตุลาคม ขณะท่มี กี ้าลังแรงจดั จะมคี วามเรว็ สูง ถงึ 60 กิโลเมตรต่อชัว่ โมง เปน็ ระยะเวลานานหลาย ๆ วนั ท้าให้คลน่ื ลมแรง ระดบั น้าทะเลตามขอบฝั่ง สูงขน้ึ ประกอบกบั มีฝนตกหนักท้าใหเ้ กดิ น้าทว่ มได้ ยังมีพายุหมุนเกดิ ขึ้นในทะเลจนี ใต้จะยงั เสริมให้ ลมมรสุมนแี้ รงข้ึนอกี - ลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือ ( North East Monsoon) พดั จากประเทศจีน และไซบเี รยี เข้าสู่ประเทศไทยปะทะขอบฝง่ั ตะวนั ออกของภาคใต้ ลมมรสุมน้มี กี ้าลงั แรงจดั เปน็ คราว ๆ เม่ือบรเิ วณความกดอากาศสูง ( Anticyclones) ในประเทศจนี มีก้าลงั แรงข้นึ จะท้าให้มีคลนื่ คอ่ นขา้ งใหญ่ ในอา่ วไทยและมีระดับน้าทะเลสูงกวา่ ปกติ บางคร้ังทา้ ใหม้ ีฝนตกหนักทางภาคใต้ ตั้งแตจ่ ังหวดั ชมุ พรลง ไปท้าใหเ้ กดิ นา้ ท่วมได้อย่างกวา้ งขวางในบรเิ วณภาคใต้ 5) แผ่นดินไหวหรือภเู ขาไฟระเบดิ เมอื่ เกดิ แผน่ ดินไหวหรือภูเขาไฟใต้น้าระเบิด เปลอื ก โลกบางสว่ นจะได้รับการกระทบกระเทอื นอยา่ งต่อเนือ่ งกนั บางส่วนของผวิ โลกจะสูงขึน้ และบางส่วน ของผิวโลกจะยบุ ลง ทา้ ใหเ้ กิดคลน่ื ใหญใ่ นมหาสมทุ ร หรือคลนื่ สึนามTิ (sunami) เกิดน้าท่วมตามเกาะและ เมืองตามขอบ ฝัง่ ทะเลได้ 4.2 อุทกภัยจากมนษุ ย์ 1) การตดั ไม้ท้าลายปุา ซง่ึ ผลกระทบทเี่ กิดขึน้ ทา้ ใหป้ รมิ าณนา้ ฝนไมส่ ามารถดูดซึม โดยล้าต้น ใบ และรากได้ บรเิ วณที่โลง่ การไหลบ่าของผวิ ดนิ เรว็ ขนึ้ เพราะไมม่ ีตน้ ไม้คอยชะลอน้า ซง่ึ ทา้ ให้อตั ราการไหลสงู สดุ ของนา้ สูงขน้ึ นอกจากนี้ ฝนยงั มีโอกาสทจ่ี ะชะเอาหน้าดินไปด้วย ซง่ึ จะท้าให้ ความขนุ่ ของน้าและตะกอนทีม่ ากบั นา้ มีมากข้ึนตามไปด้วย 2) การพฒั นาชุมชนที่ไม่ถกู หลกั วชิ า ไดส้ ่งผลเสยี ตามมาในระยะยาว กลา่ วคือในการ พฒั นาพืน้ ทช่ี ุมชนโดยการก่อสรา้ งถนนตัดผ่านล้าน้าธรรมชาติ ซ่งึ ลา้ นา้ ดังกล่าวจะท้าหนา้ ทรี่ ะบายน้า ภายในพนื้ ท่ชี มุ ชนลงสู่สายนา้ หลกั การก่อสร้างท่อลอดถนน ณ จดุ ตัดของลา้ น้าอาจมีขนาดไม่เพยี งพอ

หรือในบางบรเิ วณอาจจะไมม่ ีการกอ่ สร้างเลย ท้าให้ไมส่ ามารถระบายน้าออกนอกพน้ื ท่ชี ุมชนได้ ก่อใหเ้ กดิ สภาพน้าท่วมขัง นอกจากน้ันพนื้ ท่ชี ุมชนสว่ นใหญม่ กั จะมกี ารสร้างบา้ นอยูร่ ิมและ ในคลอง ซ่ึง เป็นการก่อสร้างรุกล้าลา้ นา้ สาธารณะ ทา้ ใหข้ นาดของล้าน้าแคบลง แลว้ ยงั มกี ารทิ้งส่งิ ปฏกิ ลู ลงล้าน้าท้า ใหล้ า้ น้าตื้นเขนิ อีกดว้ ย 3) การทา้ ลายคันดนิ ปูองกนั นา้ ทว่ ม เช่น ในลุม่ น้าเจา้ พระยา กรมชลประทานไดส้ ร้าง คันกั้นน้าทว่ มตลอดริมแม่นา้ เจ้าพระยา และแมน่ ้าย่อยจากชว่ งจงั หวดั ชยั นาทจนถึงอ้าเภอบางไทร 20 โดยคันกั้นน้าเหล่าน้ีส่วนใหญ่เปน็ คันกัน้ น้าปูองกันน้าทว่ มในพ้ืนท่เี กษตรกรรม ตอ่ มาไดม้ ีการรวั่ และ พังทลายของตลิ่งทางฝง่ั ซา้ ยของแมน่ า้ เจ้าพระยา ประกอบกับราษฎรท่อี าศยั อยู่นอกคันปูองกันนา้ ท่วม มกั จะท้าลาย คันปูองกันน้าท่วม ท้าใหป้ รมิ าณน้าหลากทะลักเขา้ ไปในพนื้ ท่ปี อู งกนั น้าท่วมของกรม ชลประทาน 4) การสบู น้าบาดาล ซง่ึ เป็นเหตใุ หแ้ ผ่นดินทรุดตัว ท้าให้ระดบั น้าทว่ มเพ่มิ มากข้ึนและ เวลาท่ี นา้ ทว่ มยาวนานขนึ้ 4.3 อุทกภยั ท่ีเกิดจากนา้ ทว่ มท้น ( Flooding) นนั้ แบง่ ออกได้เปน็ หลายชนดิ เช่น (นาย สมเกยี รติ พงษ์กนั ทา วิศวะกรอิสระ,15 ตลุ าคม 2556) - น้า เอ่อลน้ ตลิง่ น้าทว่ มชา้ ๆ (Slow Kinds of Riverine) เกินกว่าทร่ี ่องของแม่น้าจะ รับไวไ้ ด้ เกดิ จากฝนตกมากจากพายุ (monsoons, hurricanes and depressions) - นา้ ปาุ ไหลหลากลน้ ตลง่ิ ไหลมารวดเร็วเกินกว่าแม่นา้ ล้าคลองจะรับไว้ เข้าทว่ มทีอ่ ยู่ อาศยั (Flash Flood-Fast kinds of Riverine) เกิดจากการระบายน้าจากแหลง่ กกั ท่เี ปน็ เขอ่ื นท่ี มนุษยส์ ร้าง และแหลง่ กักเก็บทเี่ กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ - เกดิ จากพายุ เชน่ ไซโคลน หรือนา้ ปาุ ไหลหลาก กอปรกับการหนนุ จากน้าทะเล (Estuarine) - เกิดจากคล่นื ซดั ซายฝ่งั จากน้าทะเล เชน่ สึนามิ (Coastal) - เป็นอบุ ัติภัยท่ไี มไ่ ดค้ าดคดิ เช่น แผน่ ดนิ ไหว เขอื่ นพัง (Catastrophic) - เกดิ จากมนุษย์ เป็นอุบตั ิเหตุ เชน่ ทอ่ น้าแตก (Human Induced) - โคลนถล่ม เกิดขึ้น ณ พ้ืนที่ชายเขา (Muddy) ใน ดา้ นของวศิ วกรรมความปลอดภยั นนั้ คงจะต้องวิเคราะหก์ ันใหล้ ะเอียด เป็น ขน้ั ตอน หาสาเหตเุ พอื่ ปอู งกนั แก้ไข ใหก้ ารศกึ ษา เพอื่ ไมใ่ ห้เกดิ ความเสียหายขน้ึ ซ้าอกี ส่งิ ก่อสรา้ งและผลผลิตท่ีเกดิ ข้ึนจากมนุษย์รวมทงั้ ถนนหนทางสาธารณะนนั้ บางแห่ง เป็นอปุ สรรคต่อทางเดนิ ของน้าตามธรรมชาติ ควรได้รบั การพิจารณาวิเคราะห์ใหม่ ใหส้ มั พันธ์กนั กบั ทางเดินของน้า คา้ นงึ ถงึ ผลกระทบทางลบจากนา้ ทงิ้ ( sewage, drainage) นา้ ฝน (storm drains) และการปูองกันชวี ติ และทรัพย์สินเมอ่ื มีน้าไหล นา้ หลาก และน้าท่วม จ้าเป็นทจี่ ะต้องเรียนรธู้ รรมชาติ และสภาวะแวดลอ้ ม โดยออกแบบให้ถกู ตอ้ ง ( Right Design) ก่อสร้างใหถ้ กู ตอ้ ง ( Right Engineer)

เพ่อื ความปลอดภัยทย่ี งั่ ยืนการ ก่อสรา้ ง บา้ น อาคาร ทั้งดา้ นโครงสรา้ ง ทางโยธา ของการไฟฟูา ประปา บ่อเกราะ บ่อซมึ ตอ้ งพิจารณาผลกระทบทางลบ รวมไปถึง ทางเดินของนา้ จากน้าฝน นา้ โสโครก น้าทง้ิ ของแตล่ ะบ้าน แต่ละชมุ ชน เพอ่ื รับปรมิ าณของน้าไหลบา่ เมื่อเกดิ ฝนตกหนกั มพี ายุ ควรออกเทศบญั ญัติเป็นมาตรฐานที่ใชบ้ ังคับได้ (Right Enforcement) สา้ หรบั งานกอ่ สร้างท่ีสหรัฐอเมริกา ท้งั ในและนอกเขตเทศบาล จะต้องไดร้ บั อนญุ าต มที ่อี ยู่ ถาวร และตอ้ งยนื่ แบบการกอ่ สร้างเป็นหลักในฐานข้อมูล ( Recorded) ของแตล่ ะเมือง (City) หรอื แต่ ละเขต (County) ทา้ ใหส้ ะดวกต่อการบริหารและจัดการเกยี่ วกบั สวสั ดภิ าพ และความปลอดภยั ของ ประชาชน ส้าหรบั ระบบไฟฟูา เมอื่ ร่ัวลงนา้ วงจรจะถกู ตดั โดยอัตโนมตั จิ ากอปุ กรณ์ตดั ไฟของระบบ ไฟฟูารวั่ ลงดิน (Ground Fault Protection) ตามมาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟาู การแกไ้ ข ใน สถานการณน์ า้ ทว่ มและ จา้ เปน็ สุดที่จะต้องมรี ะบบการส่อื สาร เตอื นภยั ทีร่ วดเรว็ และเหมาะสม (Right Alarm)และเตรยี มพรอ้ มซอ้ มการชว่ ยเหลอื ของหน่วยงานรัฐและของแตล่ ะชุมชนอาจ พยากรณ์ 21 อุทกภัยไดโ้ ดยการคาดการณ์ ( Forecast, Prediction) จากข้อมลู ของปริมาณ และระดับของน้า เก็บ ไดจ้ ากอุปกรณเ์ ครอื่ งมอื วัด (gauges) ทต่ี ดิ ตงั้ ไวต้ ามแหลง่ ต้นนา้ ตา่ งๆ น้าข้อมูลมาประมวลหาวิธี ควบคุมอทุ กภยั และค้านวณความเป็นไปได้ ( Probability) โดยใชต้ ัวเลขจากสถิติ ( Mathematical Statistics) รวมทง้ั ภยั พบิ ัติรา้ ยแรงทีส่ ดุ ของปี พ.ศ.2554 ทผ่ี า่ นมา การแก้ไขสถานการณ์ หนว่ ยงานท่รี บั ผดิ ชอบเกีย่ วกับความปลอดภยั ของรัฐควรจะตอ้ งวเิ คราะห์ จา้ ลองความเลวรา้ ย ของทกุ สถานการณ์แตล่ ะระดับ ( Worst Case Scenarios) สร้างมาตรการ (Procedures) รองรับให้ เหมาะสม โดยใชส้ ถานการณ์ทเ่ี ลวร้ายที่สุดทั้งในประเทศและตา่ งประเทศทีผ่ ่านมาเปน็ กรณอี า้ งองิ มาตรการนจ้ี ะนา้ ไปสูก่ ารจดั ต้ังศูนยก์ ลางของการปฏบิ ัติเมื่อมวี กิ ฤต (Operations Control Center) เพอ่ื น้ามวลชนกลบั เขา้ ส่สู ภาวะปกตใิ หเ้ ร็วท่ีสุด (Normalization) การเตรยี มตัวใหพ้ รอ้ ม ตอ้ งเขา้ ใจพฤตกิ รรมของน้า และพลงั ของน้า วา่ ปกติจะหนกั ประมาณ 1,000 กิโลกรมั ต่อ ลูกบาศกเ์ มตร และสองเท่าของแรงอตั ราเรง่ โน้มถ่วงของโลก (2g=2x32.2 feet per second squared) คูณกบั ระดับตา่ งของน้า ( h=head in feet) นัน้ จะเทา่ กบั ความเรว็ ของนา้ ยกก้าลังสอง ( V squared=feet per second squared) ซึ่งเปน็ สตู รส้าเร็จในการค้านวณหาความเร็ว ระดับต่างของ น้า ที่มพี ลังมหาศาล V squared (ยกกา้ ลังสอง) = 2gh การบารงุ รกั ษาร่องนา้ และอ่างเกบ็ นา้ ตอ้ งเข้าใจวา่ น้าเป็นของเหลวไหลทม่ี พี ลงั สรา้ งความเสียหายได้มาก ไหลจากท่สี งู ลงสู่ระดับ ล่าง เมอื่ ไหลหลากจะน้าพาเศษไม้ ทอ่ นซงุ ดนิ โคลน ตามกา้ ลังทีส่ ามารถจะน้าพาตามน้าลงไปได้ ตกตะกอนอยู่ในกน้ ของอา่ ง หรือลอยอยู่ขา้ งบนผิวน้าของอา่ งเก็บกักน้า แมน่ า้ ล้าคลอง ทา้ ใหเ้ ปน็ อุปสรรคตอ่ อตั ราเร็งความเร็วของการระบายน้า เมอ่ื มีอุทกภยั การลอกคลองหรืออา่ งเกบ็ น้าเป็นคร้ัง

คราว จึงเปน็ สง่ิ จา้ เปน็ ท่จี ะรกั ษาคณุ ภาพและปริมาณของอ่างเก็บน้าเหล่านนั้ การ ศึกษาเรยี นร้จู าก ประสบการณ์ การบังคบั ใชก้ ฎระเบียบต่างๆ ท้ังในสภาวะท่ปี กติและวิกฤตฉุกเฉนิ เป็นสิ่งจ้าเป็นท่ีต้อง ปฏิบตั ิ อย่างต่อเนอ่ื งและสม้า่ เสมอ ถึงคราวแล้วทป่ี ระเทศไทยจะต้องมีองค์กรทเี่ ปน็ หน่วยงานวิชาชพี ( Professianal Organization) บูรณาการกับหนว่ ยงานอื่นๆ ทั้งภาครฐั และชุมชนขอความรว่ มมือทางขอ้ มูลที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของแต่ละ ชุมชน เชน่ ในเขตจังหวัดปราจนี บรุ ี สระแก้ว หรือชมุ ชนอน่ื ทไ่ี ด้รับ ผลกระทบจากอทุ กภยั เป็นประจ้า เชน่ เขตอา้ เภอลาดยาว จงั หวัดนครสวรรค์ ทไ่ี ด้รับผลของอุทกภยั เป็นประจา้ จากแหล่งเกบ็ กักนา้ ตามธรรมชาตใิ นเขตอทุ ยาน แหง่ ชาติแมน่ า้ แม่วงกอ์ งคก์ รนค้ี วร รบั ผิดชอบ ศกึ ษา การบริหารจดั การเก่ียวกบั น้า วางแผนการแกไ้ ขปญั หาน้าทว่ ม จัดสรรการเกบ็ กัก จ่ายนา้ ในฤดูแลง้ ส้าหรับอปุ โภค บริโภค และเกษตรกรรม ท้าแผนที่เกี่ยวกับน้าในแตล่ ะฤดูกาล ระดับประเทศ และระดับภมู ิภาคของแต่ละจงั หวัด แต่ละต้าบล แสดงถึงความสูงตา้่ ของพน้ื แผน่ ดนิ แต่ ละแหง่ เรยี กว่าคอนทัวร์แมป ( contour maps) ซึ่งมีการเปลย่ี นแปลงตามการพฒั นาเศรษฐกจิ ตลอดเวลา ขยายพ้นื ทไ่ี ด้ถงึ ระดับรอ้ ยตารางเมตร ในเขตท่ีเปน็ หมูบ่ า้ น ชุมชนหนาแน่นของทกุ เมืองใน ประเทศเพอื่ ใช้อ้างองิ สา้ หรบั การ สรา้ งบริหารจดั การทางน้าไหล ( Flooding Drainage System) ให้ พอเพยี ง ไม่สรา้ งผลกระทบทางลบตอ่ ชมุ ชน และใชอ้ า้ งองิ ส้าหรับการพจิ ารณาการขออนุญาตการ 22 ก่อสร้างใหมๆ่ เพื่อเตรียมพร้อมส้าหรับการบรหิ ารจดั การ การแกไ้ ข วิกฤตอุทกภยั ทีอ่ าจจะเกดิ ขึ้นอกี ในอนาคต 4. ระเบียบ กฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 4.1 พระราชบัญญตั กิ ารไฟฟาู สว่ นภูมิภาคพ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญตั ินี้ “การไฟฟูาสว่ นภมู ิภาค ” หมายความวา่ การไฟฟูาสว่ นภูมิภาคซงึ่ จดั ตง้ั ขึ้นตาม พระราชบญั ญัตนิ ี้ “คณะกรรมการ” หมายความวา่ คณะกรรมการการไฟฟาู ส่วนภมู ภิ าค “ผู้วา่ การ” หมายความวา่ ผ้วู ่าการการไฟฟูาสว่ นภูมิภาค “พนกั งาน” หมายความวา่ พนกั งานของการไฟฟาู ส่วนภมู ิภาค รวมทัง้ ผวู้ ่าการ “รฐั มนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รกั ษาการตามพระราชบัญญัตนิ ้ี มาตรา ๖ ให้ จัดตง้ั การไฟฟูาข้ึนเรียกว่า “การไฟฟูาส่วนภูมิภาค ” เรยี กโดยย่อวา่ “กฟภ.” และใหใ้ ชช้ ื่อภาษาอังกฤษว่า “PROVINCIAL ELECTRICITY AUTHORITY” เรียกโดยยอ่ วา่ “PEA” มวี ตั ถปุ ระสงคด์ ังตอ่ ไปนี้ (๑) ผลติ จดั ให้ไดม้ า จัดส่ง และจ้าหนา่ ยพลงั งานไฟฟูา

(๒) ดา้ เนนิ ธรุ กิจเกยี่ วกบั พลังงานไฟฟูาและธุรกิจอื่นทีเ่ กยี่ วเนื่องหรอื ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ แก่การไฟฟาู ส่วนภมู ภิ าค มาตรา ๗ ใหก้ ารไฟฟูาส่วนภมู ภิ าคมอี า้ นาจดา้ เนนิ การตามวัตถปุ ระสงค์ (๑) ในเขตส่วนภูมภิ าคซึง่ อยนู่ อกเขตท้องทที่ ี่การไฟฟาู นครหลวงดา้ เนนิ การอยู่ใน วันท่ีพระราชบญั ญัตินใ้ี ช้บังคบั และ (๒) ในประเทศใกล้เคยี ง มาตรา ๘ การผลิต จัดให้ไดม้ า จัดสง่ และจา้ หน่ายพลงั งานไฟฟาู เป็นกิจการ สาธารณปู โภคและใหอ้ ยภู่ ายใตบ้ ังคบั ของกฎหมายอนั ว่าดว้ ยการนัน้ มาตรา ๙ ให้การไฟฟูาส่วนภูมิภาคเปน็ นติ บิ คุ คล ขอ้ มูลการไฟฟา้ สว่ นภมู ิภาค หรือ กฟภ. (Provincial Electricity Authority ตัวยอ่ PEA) เป็น รัฐวสิ าหกจิ สงั กัดกระทรวงมหาดไทย มหี น้าที่บรกิ ารจ้าหนา่ ยไฟฟาู แกป่ ระชาชนในสว่ นภมู ิภาคทกุ จงั หวัดทว่ั ประเทศไทย ยกเวน้ จงั หวัดนนทบรุ ี จังหวดั สมทุ รปราการ และกรงุ เทพมหานคร ซึง่ เปน็ เขต รบั ผิดชอบของการไฟฟาู นครหลวง การแบง่ เขตรบั ผิดชอบ การไฟฟูาส่วนภมู ภิ าคแบง่ พืน้ ที่รบั ผิดชอบออกเปน็ 4 ภาค แต่ละภาคแบง่ เป็น 3 เขตย่อย  ภาคเหนอื - กฟน.1 เชียงใหม่ รับผิดชอบการบรกิ ารในพ้ืนที่ 6 จังหวดั คือ เชยี งใหม่ เชียงราย แมฮ่ ่องสอน พะเยา ลา้ พนู ล้าปาง 23 - กฟน.2 พิษณโุ ลก รับผดิ ชอบการบริการในพ้นื ที่ 8 จงั หวัด คือ พษิ ณโุ ลก แพร่ น่าน อุตรดติ ถ์ สุโขทยั ตาก ก้าแพงเพชร พจิ ติ ร - กฟน.3 ลพบุรี รบั ผดิ ชอบการบรกิ ารในพน้ื ที่ 6 จังหวัด คอื ลพบุรี นครสวรรค์ อทุ ัยธานี เพชรบูรณ์ ชัยนาท สงิ ห์บุรี  ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ - กฟฉ.1 อุดรธานี รบั ผดิ ชอบการบริการในพน้ื ที่ 8 จังหวัด คอื อุดรธานี หนองบวั ล้าภู เลย หนองคาย บงึ กาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแกน่ - กฟฉ.2 อบุ ลราชธานี รับผิดชอบการบริการในพื้นท่ี 8 จังหวัด คอื อบุ ลราชธานี ศรสี ะ เกษ ยโสธร มุกดาหาร กาฬสินธ์ุ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อา้ นาจเจรญิ

- กฟฉ.3 นครราชสมี า รบั ผดิ ชอบการบรกิ ารในพ้นื ที่ 4 จังหวดั คอื นครราชสมี า บรุ รี ัมย์ สรุ นิ ทร์ ชยั ภมู ิ -  ภาคกลาง - กฟก. 1 พระนครศรีอยธุ ยา รับผดิ ชอบการบริการในพ้ืนที่ 7 จังหวดั คอื พระนครศรอี ยธุ ยา อ่างทอง ปทมุ ธานี นครนายก สระบุรี ปราจีนบรุ ี สระแกว้ - กฟก.2 ชลบุรี รบั ผิดชอบการบรกิ ารในพน้ื ท่ี 5 จังหวดั คอื ชลบรุ ี ระยอง ฉะเชงิ เทรา จนั ทบรุ ี ตราด - กฟก.3 นครปฐม รับผิดชอบการบรกิ ารในพ้นื ที่ 4 จังหวัด คอื นครปฐม กาญจนบรุ ี สพุ รรณบุรี สมุทรสาคร  ภาคใต้ - กฟต.1 เพชรบุรี รับผดิ ชอบการบริการในพนื้ ที่ 6 จงั หวัด คือ เพชรบรุ ี ราชบรุ ี สมุทรสงคราม ประจวบครี ีขนั ธ์ ชมุ พร ระนอง - กฟต. 2 นครศรธี รรมราช รับผดิ ชอบการบริการในพน้ื ที่ 6 จงั หวดั คือ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรงั - กฟต.3 ยะลา รบั ผดิ ชอบการบริการในพ้นื ท่ี 6 จังหวดั คอื ยะลา พัทลงุ สตลู สงขลา ปัตตานี นราธวิ าส 4.2 ระบบไฟฟูาของประเทศไทย ระบบไฟฟาู หมายถงึ ลกั ษณะการสง่ จา่ ยกระแสไฟฟาู จากแหลง่ ก้า เนดิ ไปยงั ผูใ้ ชไ้ ฟฟาู ตาม ประเภทการใช้งาน โดยสง่ จากสถานไี ฟฟูาผา่ นสายไฟฟาู แรงสงู สถานีไฟฟาู ย่อย หม้อแปลงไฟฟูาให้ ต้่าลง ไปยังบ้านพักอาศัย สา้ นกั งาน หรอื โรงงานอตุ สาหกรรม ระบบไฟฟูาท่ีส่งจ่ายไปยงั บา้ นเรือน ทว่ั ไปเรียกว่าระบบไฟฟาู แรงดันต้า่ ซ่ึงแบ่งออกเป็น 2 ระบบดว้ ยกัน ดังน้ี 4.2.1 ระบบไฟฟาู 1 เฟส คอื ระบบไฟฟาู ทีม่ สี ายไฟฟาู จา้ นวน 2 เสน้ เสน้ ที่มไี ฟเรียกวา่ สายไฟหรือสายเฟสหรือสายไลน์ เขียนแทนด้วยตัวอกั ษร L (Line) เสน้ ท่ีไม่มีไฟเรยี กวา่ สายนิวทรอล หรือสายศูนย์ เขยี นแทนด้วยตวั อกั ษร N (Neutral) แรงดันไฟฟาู ท่ีใชม้ ขี นาด 220 โวลต์ (Volt) ใช้สา หรับบ้านพักอาศัยทัว่ ไปทม่ี ีการใชไ้ ฟฟูาไมม่ ากนกั 24 4.2.2 ระบบไฟฟาู 3 เฟส คอื ระบบไฟฟาู ทีม่ ีสายเสน้ ไฟจา้ นวน 3 เส้น และสายนวิ ทรอล 1 เส้น จึงมีสายรวม 4 เส้น ระบบไฟฟาู 3 เฟส สามารถต่อใชง้ านเปน็ ระบบไฟฟูา 1 เฟส ได้ โดยการตอ่ จากเฟสใดเฟสหนง่ึ และสายนิวทรอลอีกเสน้ หนึ่ง แรงดันไฟฟูาระหว่างสายเฟสเสน้ ใดเสน้ หนึง่ กบั สาย นวิ ทรอลมคี า่ 220 โวลต์ และแรงดนั ไฟฟาู ระหว่างสายเฟสดว้ ยกันมีค่า 380 โวลต์ ระบบน้จี ึงเรยี กว่า ระบบไฟฟาู 3 เฟส 4 สาย 220/380 โวลต์ ระบบนีม้ ีขอ้ ดคี อื สามารถจา่ ยกระแสไฟฟาู ได้มากกวา่ ระบบ

1 เฟส ถึง 3 เท่า จงึ เหมาะสมกับสถานทที่ ่ตี ้องการใชไ้ ฟฟาู มากๆ เชน่ อาคารพาณิชยโ์ รงงาน อตุ สาหกรรมขนาดเลก็ เปน็ ตน้ แผนภูมิท่ี 1 แสดงระบบการสง่ กระแสไฟฟูา (คู่มือปฏิบตั งิ านการไฟฟาู ส่วนภูมิภาค,2555) 4.3ระบบไฟฟา้ พืน้ ทีจ่ งั หวดั พระนครศรอี ยุธยา ระบบไฟฟาู พนื้ ที่จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของการไฟฟาู สว่ นภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา มีสถานีไฟฟาู 17 แห่ง สา้ นักงานการไฟฟาู ส่วนภูมิภาค 17 แหง่ และผ้ใู ช้ ไฟฟูาทง้ั ส้ิน 640,584 ราย เหตกุ ารณ์ อทุ กภยั ปี 2554 ส่งผลตอ่ ระบบไฟฟูา ทา้ ให้สถานไี ฟฟูาไมส่ ามารถจา่ ยไฟฟูาได้ จ้านวน 9 แห่ง ได้แก่ สถานีไฟฟาู บางกระส้นั บางพระครู บางปะอิน 1 บางปะอิน 2 บ้านเลน 1 บา้ น เลน 2 โรจนะ 1 โรจนะ 3 และ วงั นอ้ ย 2 ผ้ใู ชไ้ ฟฟูาไดร้ บั ผลกระทบจา้ นวน 361,364 ราย 4.4ข้อมลู จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา 4.4.1 อาณาเขต จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา มอี าณาเขตตดิ ตอ่ กับจงั หวัดใกล้เคยี ง ดงั นี้ ทิศเหนือติดตอ่ กบั จังหวัดลพบุรี และอา่ งทอง ทิศตะวนั ออกตดิ ตอ่ กบั จงั หวัดสระบุรี ทิศใต้จรดกับปทมุ ธานี นนทบรุ ี และ นครปฐม สว่ นทิศตะวนั ตกตดิ ต่อกบั จงั หวัดสุพรรณบรุ ี เคยมีชอ่ื เสยี งในฐานะเปน็ แหล่งปลกู ขา้ วที่ ส้าคญั ในปจั จบุ ันกลายเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมใกล้กรุงเทพมหานคร 25

4.4.2 การปกครอง แบง่ การปกครองออกเปน็ 16 อา้ เภอ ไดแ้ ก่ อา้ เภอพระนครศรีอยธุ ยา อ้าเภอนครหลวง อ้าเภอภาชี อา้ เภอบ้านแพรก อา้ เภอบางซ้าย อ้าเภอบางไทร อา้ เภอลาดบัวหลวง อา้ เภอบางบาล อ้าเภอมหาราช อา้ เภอบางปะหนั อ้าเภอเสนา อา้ เภออทุ ยั อ้าเภอบางปะอนิ อ้าเภอผกั ไห่ อา้ เภอ ท่าเรอื และอ้าเภอวังนอ้ ย 209 ตา้ บล 1,459 หม่บู า้ น ประชากรรวม 787,653 คน 4.4.3 ภมู ปิ ระเทศ จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ต้ังอย่บู รเิ วณท่ีราบลมุ่ ภาคกลางตอนล่างของประเทศห่างจาก กรงุ เทพมหานคร เส้นทางหลกั ถนนสายเอเชยี ประมาณ 75 กโิ ลเมตร ทางรถไฟประมาณ 72 กโิ ลเมตร และทางเรอื ประมาณ 137 กิโลเมตร มีเน้ือที่ประมาณ 2,556.64 ตารางกิโลเมตร หรอื 1,597,900 ไร่ นบั วา่ เปน็ จังหวัดท่ีมขี นาดใหญ่เปน็ อนั ดบั ที่ 62 ของประเทศไทย และเปน็ อันดบั ที่ 11 ของจังหวดั ใน ภาคกลางลกั ษณะภูมิประเทศเป็นทีร่ าบลุ่มน้าท่วมถึง พื้นที่ส่วนใหญเ่ ป็นทงุ่ นา ไมม่ ภี ูเขาไมม่ ปี ุาไม้ มี แน่น้าไหลผา่ น 4 สาย ได้แก่ แม่น้าเจา้ พระยา แมน่ ้าปุาสกั แม่น้าลพบรุ ี และแม่นา้ น้อย รวมความยาว ประมาณ 200 กิโลเมตร มีคลองใหญน่ ้อย ประมาณ 1,254 คลอง เชือ่ ตอ่ กับแมน่ ้าเกอื บท่วั บรเิ วณ พืน้ ที่ 4.4.4 ภมู อิ ากาศ มีลกั ษณะร้อนชื้นอยูภ่ ายใตอ้ ิทธิพลของลมมรสมุ 2 ชนดิ คือลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ใน ฤดหู นาว และลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใตใ้ นฤดูฝน ทา้ ให้มฝี นตกตดิ ตอ่ กันเปน็ เวลานาน ปี 2556 อณุ หภูมิสงู สดุ 40.10 องศาเซลเซยี ส ในเดอื นพฤษภาคม อณุ หภมู ิตา่้ สดุ 12.90 องศาเซลเซยี ส ใน เดือนธนั วาคม ปรมิ าณน้าฝนรวม 905.70 มิลลเิ มตร จ้านวนวนั ฝนตก 97 วนั ในหนึ่งปี 4.4.5 สถานการณ์น้าทว่ มปี 2554 ปี 2554 ประเทศไทยประสบปัญหาอทุ กภยั คร้ังรนุ แรงท่สี ดุ เปน็ ประวตั ิการณ์ ต้งั แตต่ น้ ปจี นถึง ปลายปี และมีพน้ื ที่ประสบภยั กระจายตวั ในทกุ ภาคของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาค กลางทเ่ี กิดนา้ ท่วมหนกั เป็นระยะเวลานาน ยง่ิ ไปกว่านนั้ พื้นที่กรงุ เทพมหานครและปริมณฑล เป็นพืน้ ท่ี หน่งึ ซ่ึงเกิดน้าทว่ มหนกั ในรอบ 70 ปี หากนบั จากเหตกุ ารณน์ า้ ท่วมกรงุ เทพมหานครในปี 2485 อุทกภัยครัง้ นี้สง่ ผลให้เกิดความเสยี หายอย่างกนักท้งั ทางภาคการเกษตร อตุ สาหกรรม เศรษฐกิจ สงั คม และส่งผลกระทบเปน็ ลกู โซ่ไปยังภาคส่วนอ่ืนอีกเป็นจา้ นวนมาก จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา เกดิ น้าทว่ มเป็นพืน้ ทร่ี วม 16 อ้าเภอ 194 ตา้ บล 1,378 หมบู่ า้ น ผู้ ได้รบั ผลกระทบ798,830 ราย เสียชวี ติ 205 ราย พ้นื ทกี่ ารเกษตร 356,276 ไร่ ถนน 1,837 สาย วดั 532 แห่ง โรงเรยี น 393 แห่ง และโรงงานอุตสาหกรรม 5,346 แห่ง “ในภาวะปกติ กฟผ. จะผลติ ไฟฟาู จากโรงไฟฟาู พลงั น้าโดยมีแผนการระบายน้าตามความ ต้องการใช้ ประโยชน์จากน้าของประชาชนทง้ั ในด้านการเกษตร อปุ โภคและบรโิ ภคซ่งึ หน่วยงานที่ เกย่ี วข้องจะประสานงานกับกรมชลประทานเพอ่ื แจง้ แผนการระบายน้าให้ กฟผ. ทราบ และเพ่ือให้ เกิดประโยชน์สงู สดุ กฟผ. จะนา้ แผนการระบายนา้ ดงั กล่าวมาจดั ทา้ แผนการผลติ ไฟฟูา ซึง่ พลังไฟฟูา

จากโรงไฟฟูาพลงั น้าสว่ นใหญ่จะชว่ ยเสรมิ ระบบไฟฟาู ในช่วงที่มี ความต้องการไฟฟูาสงู สดุ (พีคโหลด) เพือ่ ควบคมุ คณุ ภาพและเพ่มิ ความม่ันคงในการจ่ายไฟฟูาของระบบไฟฟาู ในสถานการณ์ทเ่ี กดิ วกิ ฤติ มหาอุทกภัยนน้ั คณะอนกุ รรมการตดิ ตามและวเิ คราะหแ์ นวโนม้ สถานการณ์นา้ จะพิจารณาแผนการ ระบายน้ารายวนั ของแต่ละสัปดาห์ โดยจะมุ่งเนน้ การระบายนา้ เพ่อื ใหก้ ระทบกบั ประชาชนในลุ่มนา้ ที่ 26 เกดิ อทุ กภยั น้อยท่สี ุด ส่วนพลังงานไฟฟาู ถอื เป็นผลพลอยได้จากการระบายน้า ในชว่ งท่เี กดิ มหา อทุ กภัยครง้ั นี้ หลายครงั้ ได้มีการปรบั ลดการระบายน้ารายวนั ลงเพื่อไม่ให้เกดิ ผลกระทบกับ ประชาชน ในลุ่มนา้ และรักษาระดบั เกบ็ กกั น้าในเขือ่ นโดยพจิ ารณาจากปริมาณน้าท่ีไหลเขา้ อ่าง ทา้ ให้การผลิต ไฟฟาู จากโรงไฟฟูาพลงั นา้ เปลยี่ นไป โดยต้องเดินเคร่ืองในลักษณะค่อนข้างคงที่ ไม่สามารถเพิ่ม-ลดการ ผลติ ไดต้ ามความตอ้ งการไฟฟาู จ้าเปน็ ต้องใชท้ รัพยากรดา้ นอืน่ มาชว่ ยในการบริหารจัดการแทนซึง่ อาจ กระทบตอ่ ต้นทุนการผลติ บ้าง แต่เปน็ ความโชคดใี นความโชคร้ายท่ีความต้องการใช้ไฟฟูาในช่วงท่เี กิด มหา อุทกภัยครั้งน้ีลดลงอยา่ งมากถงึ ประมาณ 2,000 Glossary Link เมกะวัตต์ อนั เน่ืองมาจากนิคม อุตสาหกรรม 7 แหง่ ซง่ึ มคี วามต้องการใชไ้ ฟฟาู รวมกนั ประมาณกว่า 500 เมกะวตั ต์ ประสบอทุ กภยั รวมถึงโรงงานนอกเขตอตุ สาหกรรมอกี หลายแหง่ ดงั นนั้ การที่ กฟผ. ตอ้ งชะลอการระบายนา้ หลังจาก ทีป่ รมิ าณนา้ ไหลเขา้ อ่างลดลง รวมถึงมีโรงไฟฟาู บางแห่ง ไดร้ บั ผลกระทบทางอ้อมจากอุทกภยั จนตอ้ ง หยดุ เดนิ เครื่อง และสถานไี ฟฟาู แรงสงู บางแหง่ ต้องปรับเปลี่ยนสภาพการจ่ายไฟฟูา อนั เนือ่ งมาจาก ตง้ั อยใู่ กลแ้ ม่นา้ ถกู น้าทว่ ม หรือใกลแ้ นวผนั น้าของศนู ยป์ ฏิบัตกิ ารช่วยเหลือผู้ประสบภัยนา้ ท่วม (ศปภ.) จึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ ตอ่ ความม่นั คงของระบบไฟฟาู นอกจากนี้ กฟผ. ยังพิจารณาเพม่ิ มาตรการเพ่อื รกั ษาความมนั่ คงของระบบไฟฟูา โดยเพ่มิ กา้ ลงั ผลิตสา้ รองไวท้ ่ี 1,000-1,800 เมกะวตั ต์ จากสภาวะปกตทิ ่รี กั ษาก้าลังผลิตสา้ รองไวท้ ี่ 700-1,400 เมกะวัตต์ เพอ่ื ใหม้ น่ั ใจไดว้ า่ มีพลังไฟฟูา เพยี งพอตลอดเวลา และประชาชนจะต้องไม่เดือดร้อนเพมิ่ ข้นึ รวมท้ังเฝูาตดิ ตามสถานการณอ์ ย่าง ใกลช้ ิดอยู่ตลอดเวลาและมีการประสานงานกบั หน่วยงานภายนอกทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เช่น กกพ. กฟน. และ กฟภ. เพอ่ื ให้สามารถเตรียมการปรบั เปลย่ี นแผนการผลติ ไฟฟูาและการจ่ายไฟฟูาได้อยา่ ง ทนั ท่วงที พร้อมกันนี้ ไดม้ ีการคาดการณ์วา่ ปรากฏการณ์ลานญี า่ จะยังคงมีอทิ ธพิ ลต่อเนือ่ งไปถึงต้นปี หนา้ ซ่งึ อาจทา้ ใหฤ้ ดูฝนปี 2555 เกิดขึน้ เรว็ และจะมปี รมิ าณนา้ มากกวา่ เดิม จึงมีการประสานงานกับกรม ชลประทานและกรมสง่ เสริมการเกษตร เพอ่ื เตรยี มการระบายน้าส้าหรบั การปลกู พืชฤดูแล้ง โดยมี แผนการระบายน้าเพ่อื การปลกู พชื ฤดแู ล้งในลุม่ น้าเจา้ พระยาจากเขอ่ื นภมู พิ ลและสริ ิกติ ์ริ วมกันถึงสิ้น เดอื นเมษายน ประมาณ 10,000 ล้าน ลบ.ม. หรอื สงู สุดท่ีประมาณวนั ละ 70-80 ล้าน ลบ.ม. ขณะท่ี ปจั จบุ นั ยังคงการระบายรวมกนั ท่ีวนั ละประมาณ 36 ล้าน ลบ.ม. เพอ่ื ลดผลกระทบใหป้ ระชาชนใน พ้นื ท่ลี มุ่ ซึง่ ยังคงมนี ้าทว่ มขงั และจะมีการระบายน้าเพิ่มข้นึ ตามลา้ ดบั เม่อื สถานการณก์ ลบั เข้าสู่สภาวะ ปกต”ิ (นายชนนิ ทร์ เชาวนน์ ิรตั ศิ ัย ผู้อา้ นวยการฝาุ ยควบคุมระบบก้าลังไฟฟาู (อคฟ.))

ภัยพิบัตทิ ีส่ ง่ ผลกระทบต่อ กฟภ. (แผนแม่บทการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กฟภ. ปี 2555- 2559) กฟภ. ประสบปญั หาการ จา่ ยกระแสไฟฟูา เน่อื งจากภัยธรรมชาติหลายคร้งั ในแตล่ ะปี โดยนบั วนั จะยิ่งเกดิ ขึน้ บ่อยครัง้ และทวีความรนุ แรงมากข้ึน ดังจะเห็นได้ชัดเจนดังน้ี 1) ในปี พ.ศ. 2547 เหตุการณ์คลนื่ สึนามิทบ่ี รเิ วณชายฝัง่ ทะเลอนั ดามันอย่างทไี่ ม่เคยเกดิ ขนึ้ มา ก่อนในประเทศไทย สง่ ผลใหร้ ะบบไฟฟูาของ กฟภ. ได้รับผลกระทบเสียหายเปน็ บรเิ วณกว้าง ต้องใช้ ระยะเวลาในการฟ้นื ฟรู ะบบไฟฟูาเปน็ เวลานาน โดยตอ้ งรบี ดา้ เนินการเพือ่ ให้หน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ งอน่ื ๆ สามารถเข้าไปช่วยเหลือผ้ปู ระสบภัยไดอ้ ย่างรวดเร็ว 27 2) ในปี พ.ศ. 2553 อทุ กภยั คร้ังใหญท่ ี่ จงั หวัดนครราชสมี า จังหวดั ชัยภมู ิ และ จงั หวดั ลพบรุ ี ท่ี เกิดขึ้นอย่างฉับพลนั และ กฟภ. ตอ้ งเรง่ แกไ้ ขระบบไฟฟูาให้มคี วามปลอดภยั ในขณะเรอื ซงึ่ เป็น ยานพาหนะส้าคัญในการปฏบิ ตั ิงานมีไมเ่ พียงพอ 3) เหตกุ ารณ์ดนิ โคลนถล่ม และน้าปุาไหลหลากเมอ่ื เดอื นกนั ยายน ปี 2554 ในพืน้ ที่อ้าเภอนา้ ปาด จังหวัดอตุ รดิตถ์ ซ่ึงดนิ โคลนถล่มพดั บ้านเรอื นประชาชนถึง 3 หมู่บา้ น รวมถึงระบบจา้ หน่ายของ กฟภ. ช้ารุดเสยี หายเป็นจา้ นวนมาก โดย กฟภ. ต้องเร่งฟ้นื ฟูระบบไฟฟาู อกี ท้ัง เพ่ือให้การชว่ ยเหลือจาก หนว่ ยงานอ่ืนเปน็ ไปดว้ ยความสะดวกรวดเรว็ 4) อทุ กภัย จังหวัดนา่ น ในเดอื นมถิ ุนายน ปี 2554 ส่งผลให้เสน้ ทางคมนาคมขนสง่ ถกู ตดั ขาด และการให้ความช่วยเหลอื เปน็ ไปดว้ ยความยากล้าบาก 5) มหาอทุ กภยั ปี 2554 ระหวา่ งเดอื น ก.ค. – ธ.ค. ประเทศไทยได้รบั ผลกระทบอยา่ งรุนแรง หลายพนื้ ที่ ตัง้ แต่ จังหวดั สโุ ขทยั พิษณโุ ลก พิจิตร กา้ แพงเพชร นครสวรรค์ สงิ ห์บุรี ลพบรุ ี ชยั นาท อา่ งทอง อยธุ ยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมทุ รสาคร รวมถึงพืน้ ทใ่ี นภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือ นอกจากภยั จากธรรมชาติแลว้ ภยั ด้านความมนั่ คงยงั เปน็ ปญั หาสา้ คญั ทส่ี ่งผลกระทบต่อ กฟภ. ในปี 2554 เช่นกนั รวมทง้ั จากความไม่สงบบริเวณ 3 จงั หวดั ชายแดนภาคใต้ และภัยสงครามบริเวณ ชายแดน ไทย-กัมพูชา สถานการณ์ทเี่ กิดจากภยั ธรรมชาติต่างๆ และภัยด้านความมนั่ คงทส่ี ่งผล กระทบต่อผู้ใชไ้ ฟฟูา ทา้ ให้ กฟภ. ได้ตระหนักถงึ ความสา้ คญั ในการปอู งกันและเตรยี มแผนเพ่ือลด

ผลกระทบและความเสียหายท่จี ะเกิดแก่ระบบไฟฟาู ของ กฟภ. จึงไดจ้ ดั ทา้ แผนแม่บท การปอู งกันและ บรรเทาสาธารณภยั ขนึ้ เพอื่ เตรียมความพร้อมของบุคลากรและองคก์ รใหม้ ีความพรอ้ มรบั สาธารณภยั โดย มีกรอบหน้าท่ี เปาู หมาย ในการด้าเนินมาตรการปอู งกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเสรมิ สร้างความ ม่นั คงให้กบั ระบบไฟฟูา ในการใหบ้ รกิ าร แก่หนว่ ยงาน ชุมชน และประชาชนผใู้ ชไ้ ฟฟาู อยา่ งทวั่ ถงึ ปลอดภัย แผนแม่บทปูองกนั และบรรเทาสาธารณภยั กฟภ. (ระยะ 5 ปี) ได้กา้ หนดประเด็นยทุ ธศาสตร์ กลยทุ ธ์ กิจกรรมหลักไว้ ดงั น้ี 2.3.1 ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การป้องกันและลดผลกระทบ การดา้ เนินการเตรยี มความพรอ้ มตัง้ แตก่ ารปูองกันภยั พิบตั จิ ะท้าให้ กฟภ. สามารถรบั มอื จากภัยตา่ งๆ ทเ่ี ป็นสาธารณภัยได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ รวดเรว็ และช่วยลดความสูญเสียได้มาก ดงั น้ันการ วางแผนกลยุทธ์จึงมุ่งเน้นด้านการจดั ทา้ แผนรองรับกรณีเหตกุ ารณ์ไม่ปกติ 28 เปา้ ประสงค์ เพือ่ ให้มีแผนและขอ้ มลู ที่เกีย่ วข้องใหห้ นว่ ยงานตา่ งๆและผใู้ ช้ไฟฟูา ใช้ปฏิบัติ และปอู งกันภัยต่างๆในกรณีเหตกุ ารณ์ไมป่ กติ กลยุทธ์ 1 มุ่งเน้นให้มกี ารจดั เตรียมขอ้ มูลท่ีเกี่ยวขอ้ งในการปฏิบัติงานและปูองกนั ภัยต่างๆ กรณเี หตกุ ารณ์ไมป่ กติ กลยทุ ธ์ 2 ใหม้ กี ารจัดท้า/ปรบั ปรุงแผนรองรับกรณเี หตุการณ์ไมป่ กติ 2.3.2 ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 การเตรยี มพร้อมรบั ภัย การประสานงานกับหนว่ ยงานทเี่ ก่ียวข้องก่อนเกิดเหตกุ ารณ์ภยั พิบัติเพื่อติดตามข่าวสาร พนื้ ท่ีเสี่ยงภัย และความรุนแรงของภัยพิบตั ิ จะทา้ ให้ กฟภ. สามารถจัดเตรยี มวัสดุ อุปกรณ์ เครือ่ งมือ เครอ่ื งใช้ ยานพาหนะ เคร่ืองกา้ เนดิ ไฟฟูา และอปุ กรณ์อ่นื ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม รวมถงึ เพอื่ ผลกั ดนั ให้การ จัดการเม่ือเกิดเหตกุ ารณไ์ ม่ปกติเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ยทุ ธศาสตร์ท่ี 2 จึงมุ่งเน้นการเตรยี มความพร้อม ทั้งดา้ นบุคลากร และเครือ่ งมอื เคร่อื งใช้ทจี่ า้ เป็น เปา้ ประสงค์ เพ่อื ให้เกิดความพรอ้ มในด้านต่างๆในการปฏบิ ัติงานกรณเี หตกุ ารณ์ไม่ปกติ กลยุทธ์ 1 เสริมสรา้ งให้องค์กรมีการเตรยี มความพร้อมรบั มือ กรณเี หตกุ ารณ์ไมป่ กติ กลยทุ ธ์ 2 จดั เตรียมบุคลากรให้พรอ้ มรบั มือ กรณีเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ กลยุทธ์ 3 จดั เตรียมความพรอ้ มดา้ นอปุ กรณ์ เคร่อื งมอื เครอื่ งใช้ ยานพาหนะและ ระบบสือ่ สาร 2.3.1 ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 การจัดการในภาวะฉกุ เฉนิ

เมื่อเกิดเหตุการณต์ า่ งๆ ทมี่ ีผลกระทบตอ่ กฟภ. การจัดการแก้ไขปญั หาระบบไฟฟูาต้อง สามารถจา่ ยพลังงานไฟฟาู ได้เร็วทีส่ ุด และครอบคลุมพ้ืนที่มากทส่ี ุด เพ่ือบรรเทาความเดอื ดร้อนของ ประชาชนผ้ใู ช้ไฟฟาู ยุทธศาสตร์ท่ี 3 จึงม่งุ เนน้ การบรหิ ารจดั การเมอื่ เกดิ ภัยพิบัติ ให้เปน็ ไปดว้ ยความ รวดเร็ว และส่ังจา่ ยกระแสไฟฟูาให้ครอบคลุมพ้ืนทม่ี ากท่ีสดุ โดยค้านึงความปลอดภยั ของประชาชนเปน็ หลกั เปา้ ประสงค์ เพอื่ ให้สามารถบริหารจดั การระบบไฟฟูาได้ทันท่วงทีเมอ่ื เกดิ กรณีเหตกุ ารณ์ไม่ ปกติ กลยุทธ์ 1 บริหารสถานการณ์ตามคมู่ ือปฏิบัตกิ าร กรณีเหตุการณ์ไม่ปกติของ กฟภ. กลยุทธ์ 2 ประสานงานกับหนว่ ยงานเครอื ขา่ ยทใ่ี หค้ วามช่วยเหลอื ผู้ประสบภยั กลยทุ ธ์ 3 แกไ้ ขซอ่ มแซมระบบไฟฟูาให้มคี วามปลอดภัย และรักษาพน้ื ท่ีจา่ ยไฟให้มากท่สี ุด 2.3.2 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การจดั การหลงั เกิดภัยพิบตั ิ ภารกจิ หลกั ของ กฟภ. คอื การฟน้ื ฟูระบบไฟฟาู ทงั้ ในส่วนท่ี กฟภ. รับผิดชอบ และในส่วน ของผู้ใชไ้ ฟฟูา เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟาู ใชอ้ ย่างรวดเร็วและปลอดภยั ซง่ึ เป็นสิง่ ส้าคญั ยง่ิ ในการจดั การหลัง เกดิ ภยั อย่างไรกต็ าม การให้ความช่วยเหลือดา้ นอืน่ ๆเพือ่ การยังชีพแก่ผ้ปู ระสบภยั กเ็ ปน็ สง่ิ ท่ี กฟภ. ตอ้ งค้านึงถึงเชน่ กัน เป้าประสงค์ เพ่ือให้สามารถฟนื้ ฟูระบบไฟฟาู ได้อยา่ งรวดเรว็ และทนั ทว่ งทีเม่ือเกิด เหตุการณไ์ มป่ กติ กลยุทธ์ 1 ฟน้ื ฟู ระบบไฟฟูาให้กลบั คนื สู่สภาวะปกตโิ ดยเร็ว 29 กลยทุ ธ์ 2 ชว่ ยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย กลยุทธ์ 3 สรปุ ผลการดา้ เนนิ งาน และประเมินผล เพ่ือปรบั ปรงุ การบริหารสถานการณ์ ใหม้ ี ประสทิ ธภิ าพ กรอบแนวคิดในการศึกษา กรอบแนวคิดในการศึกษาครงั้ น้ี อาศยั หลักการบริหารจดั การระบบไฟฟาู ตามแผนแม่บท การ ปูองกันและบรรเทาสาธารณภยั กฟภ . และคู่มอื ปฏิบัตกิ าร กรณีเหตกุ ารณ์ไม่ปกติของ กฟภ . ร่วมกบั แนวคิดทฤษฎที เี่ ก่ยี วขอ้ ง ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม ปัจจยั สว่ นบคุ คล ได้แก่ การจดั การระบบไฟฟ้ าอยา่ งมีแบบแผน 1.ตาแหนง่ 2.ประสบการณ์ปฏบิ ตั งิ าน 3.ระดบั การศกึ ษา ปัจจยั การได้รับการ และประสทิ ธิภาพ สนบั สนนุ ด้านตา่ งๆ ได้แก่ 1.ด้านบคุ ลากร 2.งบประมาณ

บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การวิจยั ในการวจิ ัยครง้ั นี้ เป็นการศึกษาเพ่อื หาแนวทางในการบริหารจดั การระบบไฟฟาู เมอ่ื เกดิ เหตุ อทุ กภยั รวมถึงศึกษาหาแนวทางในการด้าเนินการฟ้ืนฟรู ะบบไฟฟูา หลังจากเกดิ อุทกภัย กรณีศึกษา : การไฟฟาู สว่ นภมู ภิ าค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรอี ยุธยา เปน็ การวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) ใชเ้ ทคนคิ วธิ ีวจิ ัยด้วยวิธีการวิเคราะหเ์ อกสาร (Documentary Analysis) จากเอกสารตา่ ง ๆ ทีเ่ กยี่ วข้องกับหลักการบรหิ ารจัดการระบบไฟฟูาตามแผนแมบ่ ท การปูองกนั และบรรเทาสาธารณภยั และ ค่มู อื ปฏบิ ตั กิ าร กรณีเหตุการณไ์ ม่ปกตขิ อง กฟภ . รวมถงึ จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-dept Interview) บคุ คลทีม่ ีความเก่ยี วข้องด้านการควบคมุ การจ่ายไฟฟาู ของ กฟภ. ไดแ้ ก่ วศิ วกร และพนักงาน

ช่าง รวมถงึ ผ้บู ริหารที่เก่ียวขอ้ ง ประกอบการสมั ภาษณ์เจาะลึกในลักษณะการประเมินคุณคา่ จาก ผู้เชีย่ วชาญ (Professional Judgement) ในดา้ นการควบคมุ การจา่ ยไฟฟูา ของ กฟภ. ทง้ั นี้ ผู้วจิ ัยได้ กา้ หนดวิธีการวิจัย โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี 1. แหล่งข้อมลู ทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษาวจิ ยั ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 2. วธิ ีการเกบ็ ข้อมูล 3. ขนั้ ตอนการดา้ เนนิ งานวจิ ัย 4. การวเิ คราะห์ข้อมูล 1. แหล่งข้อมลู ที่ใชใ้ นการศึกษาวจิ ยั ผู้วิจยั ไดก้ า้ หนดแหล่งขอ้ มลู ในการวิจัย 2 สว่ น ดังน้ี 1.1 แหลง่ ขอ้ มูลประเภทเอกสาร ได้แก่ แผนแม่บทการปูองกันและบรรเทาสาธารณภัยของ กฟภ. คมู่ ือปฏบิ ัตกิ าร กรณีเหตกุ ารณไ์ มป่ กติของ กฟภ. รวมถึงแผนงานและโครงการที่เกยี่ วกบั การบริหาร จดั การฟืน้ ฟูระบบไฟฟูา หลังจากเกดิ อทุ กภยั ทง้ั น้ี อาจปรากฏในรปู แบบหนังสอื ราชการ บนั ทึกขอ้ ความ รายงานโครงการ รายงานการประชุม เอกสารรวบรวมผลงาน แผนยทุ ธศาสตร์ และรายงานประจา้ ปี เป็น ต้น 1.2 แหลง่ ข้อมูลประเภทบุคคล ผ้วู ิจัยก้าหนดกล่มุ ตวั อยา่ ง โดยใช้วธิ กี ารแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยกา้ หนดคุณสมบัตเิ พ่ือเป็นเกณฑใ์ นการคดั เลือกท้าการสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ (In- Dept Interview) เพื่อให้ไดม้ าซึ่งค้าตอบของปญั หานา้ การวจิ ัยทง้ั 2 ประเด็น โดย กล่มุ ตวั อย่างทีใ่ หข้ ้อมูล มีจา้ นวนรวมทัง้ ส้ิน 15 คน แบ่งกลุ่มตวั อย่างออกเปน็ 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่ 1. กลมุ่ ผูป้ ฏบิ ตั งิ านดา้ นการควบคุมระบบไฟฟาู จ้านวน 10 คน 2. กลุม่ ผ้กู ้าหนดคู่มือ และวิธีปฏิบัตดิ ้านการควบคุมระบบไฟฟาู จา้ นวน 3 คน 3. กลุม่ ผู้บริหาร จา้ นวน 2 คน 2. วธิ ีการเก็บข้อมูล การวจิ ัย เร่อื ง “ปจั จยั ทีม่ ีผลตอ่ การจดั การระบบไฟฟูาเนือ่ งจากภัยพิบตั ดิ ้านอุทกภัย ” ใช้วธิ ีการ เกบ็ ข้อมูลหลักดงั น้ี 2.1 วเิ คราะหข์ อ้ มูลจากเอกสาร (Documentary Research) แบง่ ประเภทเอกสารออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบดว้ ย 31 (1) เอกสารเก่ียวกบั นโยบายด้านการปูองกนั และบรรเทาสาธารณภัยของ คมู่ อื ปฏิบตั กิ ารระบบไฟฟาู อาทิ คู่มอื ปฏิบตั กิ ารดา้ นการควบคมุ ระบบไฟฟาู ขอ้ ก้าหนดวา่ ดว้ ยการปฏบิ ัติการ ระบบโครงขา่ ยไฟฟาู แผนการฟนื้ ฟรู ะบบไฟฟาู เน่อื งจากอุทกภยั และโครงการที่เกยี่ วกบั การบริหาร

จัดการระบบไฟฟูาเนอื่ งจากอุทกภยั ซ่งึ อาจปรากฏในรูปแบบของเอกสารทางราชการ หนงั สือ คูม่ อื รายงานการประชุม รายงานประจ้าปี และรายงานการวจิ ยั เป็นตน้ (2) สื่อท่เี กีย่ วข้องเกีย่ วกับอุทกภยั ซึ่งอาจจะปรากฏในรูปแบบของส่ือ อเิ ล็กทรอนิกส์ สือ่ สง่ิ พมิ พ์ สอื่ กิจกรรม หรอื สื่ออินเทอร์เนต็ ประเภทใดประเภทหนึง่ ก็ได้ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การปอู งกันและบรรเทาสาธารณภัยดา้ นอุทกภยั 2.2 วิธีการสมั ภาษณแ์ บบเจาะลกึ (In–dept Interview) ผู้วิจยั ใชก้ ารเกบ็ ข้อมลู จาก แหลง่ ขอ้ มูลประเภทบคุ คล โดยการสมั ภาษณแ์ บบเจาะลึก ซงึ่ เป็นแบบสัมภาษณแ์ บบกึ่งมโี ครงสร้าง ผูว้ ิจัย กา้ หนดประเด็นค้าถามไว้ล่วงหน้า เพอื่ ให้ไดข้ อ้ มูลในลักษณะที่เปน็ มุมมอง เฉพาะของกลมุ่ ตวั อยา่ งผู้ถกู สัมภาษณ์ ซงึ่ ข้อมลู ดงั กลา่ วเปน็ การเสรมิ ประเดน็ ยนื ยนั และหรอื เพมิ่ รายละเอียดให้กับขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการ วเิ คราะห์จากเอกสาร ท้ังนี้ แนวคา้ ถามก้าหนดครอบคลุมกรอบแนวคดิ และขอบเขตการวิจัย และเป็น คา้ ถามลกั ษณะปลายเปิด (Open–Ended Question) เพ่อื ใหก้ ลุ่มตัวอยา่ งผใู้ ห้ข้อมลู มีโอกาสพูดคุยเล่า เร่อื งได้อยา่ งเตม็ ท่ีและเกดิ ความเปน็ กันเอง ตลอดจนสร้างความยดื หยุน่ ในประเดน็ ของคา้ ถามตาม สถานการณ์ในการสัมภาษณ์ ประเดน็ ทใ่ี ชใ้ นการสมั ภาษณจ์ ะประกอบไปด้วยประเดน็ หลักตามปัญหานา้ การวิจยั ท่ีวา่ “การจดั การระบบไฟฟูาเน่ืองจากภยั พบิ ตั ดิ า้ นอุทกภยั มี ปญั หาและอปุ สรรค ในการบรหิ ารจัดการระบบ ไฟฟาู อย่างไรบ้าง รวมถกงึ ารดา้ เนนิ การฟ้นื ฟูระบบไฟฟาู หลงั จากเกดิ อุทกภัย มีแนวทาง หรือวิธีปฏบิ ัตใิ น การกู้ระบบไฟฟาู ทีเ่ สียหายอย่างไร รวมถงึ ไดร้ ับการสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานที่เก่ยี วข้องในดา้ นใดบ้าง” ทั้งนี้ การสมั ภาษณ์กลุ่มผู้ปฏบิ ัตงิ านและกลุม่ ผ้กู ้าหนดคมู่ ือ และวธิ ปี ฏิบตั ดิ า้ นการควบคุม ระบบไฟฟูา ใช้ตรวจสอบขอ้ มูล ที่ได้จากการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) ในเรอ่ื ง เก่ยี วกบั การจดั การระบบไฟฟาู เนอ่ื งจากภัยพิบัติดา้ นอทุ กภัย รวมถงึ การด้าเนินการฟนื้ ฟูระบบไฟฟาู หลังจากเกดิ อุทกภัย และตรวจสอบความถูกต้องของการศกึ ษาเกีย่ วกบั การจดั การระบบไฟฟูาภายใต้ภัย พิบัติด้านอทุ กภัย รวมถึงกลุม่ ผู้เช่ียวชาญช้านาญการในการควบคมุ ระบบไฟฟูาเพ่ือใชป้ ระเมินความ สอดคลอ้ งระหว่างคมู่ ือ และวธิ ปี ฏบิ ัตดิ า้ นการควบคมุ ระบบไฟฟูาในลักษณะของการประเมนิ การตดั สนิ คุณคา่ จากผเู้ ช่ยี วชาญ (Professional Judgment) ตลอดจนให้มีข้อเสนอแนะหรอื คา้ แนะน้าเชงิ ทิศทาง ส้าหรับการปฏิบตั ิงานด้านการควบคุมระบบไฟฟูาภายใตภ้ ัยพบิ ัตดิ า้ นอทุ กภยั ทเ่ี หมาะสมและมี ประสทิ ธภิ าพในอนาคตด้วย ในการนี้ ไดก้ ้าหนดนโยบายคุณสมบตั ขิ องบุคคลท่สี ามารถเปน็ กลมุ่ ตัวอยา่ งได้ ดงั นี้ กลุ่มผู้ปฏบิ ตั ิงานดา้ นควบคุมระบบไฟฟาู บคุ คลทจี่ ะเปน็ กลุ่มตวั อยา่ งในกลมุ่ นีต้ อ้ งมีคณุ สมบัติ ดังนี้ (ก) เปน็ พนักงานการไฟฟูาสว่ นภมู ิภาค และ (ข) ปฏิบตั งิ านด้านควบคมุ การจ่ายกระแสไฟฟาู และ (ค) มีประสบการณ์การทา้ งานในข้อ (ข) ไม่นอ้ ยกว่า 5 ปี

32 โดยประเดน็ ในการสมั ภาษณ์กล่มุ ผู้ปฏิบัติ มดี ังน้ี  แนวทางในการบริหารจัดการ และสง่ั การควบคุมระบบไฟฟาู เมื่อเกิดอทุ กภัย  การประสานงานระหวา่ งหน่วยงานท่เี กี่ยวขอ้ ง เพือ่ แก้ไขปัญหาต่างๆ ทีเ่ กิดขึ้น ในระบบไฟฟูาเมื่อเกดิ อทุ กภยั กลุ่มผูก้ า้ หนดค่มู ือ และวิธปี ฏิบตั ิด้านการควบคุมระบบไฟฟาู บคุ คลที่จะเป็นกลุ่มตวั อย่างในกลุม่ น้ตี ้องมคี ณุ สมบตั ิ ดงั น้ี (ก) เป็นผู้ทม่ี ีหนา้ ทีเ่ กย่ี วข้องกบั การกา้ หนดนโยบายในการควบคมุ ระบบไฟฟาู ของ กฟภ. (ข) เปน็ ผทู้ ่มี คี วามเช่ยี วชาญในด้านการควบคุมระบบไฟฟูา โดยประเด็นในการสมั ภาษณ์กลุ่มผกู้ ้าหนดคูม่ ือ และวธิ ีปฏบิ ตั ดิ า้ นการควบคุมระบบไฟฟาู มี ดงั น้ี  แนวคดิ ในการบรหิ ารจัดการ และควบคมุ ระบบไฟฟูาเมอ่ื เกิดอุทกภยั  แนวคิดในการวางแผนดา้ นปฏบิ ตั ิงานดา้ นการควบคมุ ระบบไฟฟาู กลุ่มผู้บริหาร บุคคลท่ีจะเปน็ กลุ่มตัวอย่างในกลมุ่ นตี้ ้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (ก) เปน็ ผูบ้ รหิ ารในสายงานควบคุมระบบไฟฟูาของ กฟภ. โดยประเด็นในการสมั ภาษณก์ ล่มุ ผู้บริหาร มดี งั นี้  แนวคิดในการบริหารจดั การ และฟนื้ ฟูระบบไฟฟูาหลงั เกิดอุทกภยั 3. ข้นั ตอนการดาเนินงานวิจัย การศึกษาวิจยั ครั้งน้กี ้าหนดขน้ั ตอนการด้าเนินการวิจัย 6 ขัน้ ตอน ดงั นี้ 1. ข้นั ศกึ ษาข้อมลู จากเอกสาร เปน็ ขั้นตอนการรวบรวมข้อมลู เอกสารทีเ่ กี่ยวกบั งานวิจยั โดยศึกษารายละเอยี ดภายใตก้ รอบของปัญหานา้ การวิจยั ว่ามขี อ้ มลู ท่ีเพียงพอและครบถว้ นหรือไม่ 2. ขั้นสรปุ ขอ้ มูลจากเอกสาร เป็นการวิเคราะหข์ ้อมลู จากเอกสารทไี่ ด้ จัดแยกประเภท จดั ล้าดบั หมวดหมูต่ ามประเดน็ ทีต่ อ้ งการศึกษา ท้าความเข้าใจ และหาจุดเชอื่ มโยงของขอ้ มลู สรปุ เปน็ ข้อมูลทง่ี ่ายต่อการเข้าใจและสามารมองเห็นภาพรวมได้ ท้งั น้ี การสรุปข้อมูลจะต้องอย่ภู ายใตก้ รอบของ ปญั หานา้ การวิจยั และการสรปุ ขอ้ มลู จากเอกสาร ผ้วู ิจยั แยกสรปุ ประเดน็ เปน็ หวั ข้อ เพ่อื ใหข้ อ้ มลู ที่เปน็ ความจรงิ (Fact) และนา้ มาใชศ้ ึกษาวเิ คราะห์ประกอบกับขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากการสมั ภาษณ์

3. ขน้ั รวบรวมข้อมลู จากการสมั ภาษณ์ เปน็ ขัน้ ตอนที่ผูว้ จิ ยั ขอความร่วมมือจากกลุ่ม ตัวอย่างผใู้ หส้ ัมภาษณ์ นัดหมายการสัมภาษณ์ บันทกึ เทปเสยี ง และถอดเทปการสมั ภาษณ์ เพือ่ ใหไ้ ด้มาซึง่ ข้อมลู ซึ่งผู้วจิ ัยไดเ้ ตรียมขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการวิเคราะหเ์ อกสารท่เี ก่ยี วข้อง สรปุ ผลการศึกษา นา้ เสนอกลมุ่ ตัวอย่างผใู้ หส้ มั ภาษณ์ศกึ ษาและทา้ ความเข้าใจกอ่ น ท้ังนี้ เพอื่ เปน็ การทบทวนข้อมลู และตรวจสอบความ ถกู ตอ้ งของข้อมลู จากเอกสาร ทา้ ใหข้ อ้ มลู ที่ไดม้ คี วามสมบูรณแ์ ละเปน็ ไปตามกรอบปญั หาน้าการวจิ ัย 33 4. ขัน้ สรุปข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เปน็ กระบวนการท่นี ้าข้อมลู ทไี่ ด้มาวเิ คราะห์ ประมวลผล แบ่งประเภทความคิด จัดประเภทหมวดหมู่ หาจดุ เช่ือมโยงความคิดของกลุม่ ตัวอยา่ งผ้ใู ห้ สมั ภาษณ์ ภายใต้กรอบปัญหาการน้าวิจัย 5. ข้นั ประมวลผล เป็นขัน้ ตอนของการน้าผลสรุปจากการศึกษาเอกสารและผลสรุปจาก การสมั ภาษณ์มาประมวลผลรวมกัน เน้นศกึ ษาวิเคราะหเ์ ปรยี บเทยี บในความสอดคลอ้ งและความแตกตา่ ง ของเน้อื หาจากแหล่งขอ้ มูลท้ังสอง เรียบเรียง ประมวลเนอ้ื หา เรยี บเรียงเปน็ ความเรียงสรปุ 6. ขน้ั สรปุ และวเิ คราะหผ์ ล ผวู้ ิจัยน้าขอ้ มลู ท่ีได้จากการประมวลผล 4. การวิเคราะหข์ ้อมูล ผวู้ ิจัยทา้ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามหลกั การวิจยั เชิงคุณภาพ โดยผู้ทา้ การวิจยั จะนา้ ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ าก การวเิ คราะห์เอกสารมาเปรยี บเทยี บและประมวลร่วมกบั ขอ้ มลู ประเภทบุคคลท่ไี ด้จาก การสมั ภาษณเ์ ชิง ลกึ โดยใชห้ ลกั แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้องในบทที่ 2 เป็นกรอบใน การวเิ คราะห์ โดยแบง่ การ วเิ คราะห์ขอ้ มูลตามสัดส่วนของวตั ถุประสงค์การวิจัย

บทท่ี 4 รายงานการบริหารจดั การระบบไฟฟ้าภายใตส้ ภาวะภยั พิบตั ดิ ้านอุทกภัย การศึกษาเรอื่ ง “ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการจดั การระบบไฟฟูาเนือ่ งจากภัยพิบตั ิดา้ นอทุ กภัย ” ผวู้ ิจัยได้ ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู จาก แหล่งขอ้ มูลประเภทเอกสาร ซึ่งเปน็ เอกสารเกย่ี วกับหลกั การบรหิ ารจัดการ ระบบไฟฟูาตามแผนแมบ่ ท การปอู งกันและบรรเทาสาธารณภยั และคูม่ ือปฏบิ ตั ิการ กรณเี หตกุ ารณไ์ ม่ ปกติของ กฟภ . รวมถงึ แผนงานและโครงการทเ่ี ก่ยี วกับการบริหารจดั การฟ้นื ฟรู ะบบไฟฟูา หลงั จากเกิด อุทกภยั ทัง้ น้ี อาจปรากฏในรปู แบบหนงั สือราชการ บันทึกขอ้ ความ รายงานโครงการ รายงานการประชมุ เอกสารรวบรวมผลงาน แผนยทุ ธศาสตร์ และรายงานประจา้ ปี นอกจากน้ี ผวู้ ิจัยได้ใชแ้ หลง่ ขอ้ มลู ประเภท บุคคลเสรมิ ในประเดน็ ทไี่ ม่พบในแหลง่ ข้อมลู ประเภทเอกสาร ท้ังนเ้ี ป็นการเพม่ิ เติมรายละเอียดและหรือ ยนื ยันขอ้ เท็จจรงิ ในรายละเอียด ทไ่ี ด้จากการศึกษา แหล่งข้อมลู ประเภทเอกสาร โดยกา้ หนดกล่มุ ผ้ใู ห้ ข้อมลู เป็น 3 กล่มุ หลกั ประกอบด้วย กล่มุ ผปู้ ฏบิ ตั ิงานด้านการควบคมุ ระบบไฟฟูา จา้ นวน 5 คน กลมุ่ ผู้ ก้าหนดคูม่ อื และวธิ ปี ฏิบัตดิ า้ นการควบคมุ ระบบไฟฟูา จ้านวน 3 คน และกลมุ่ ผู้บรหิ าร จ้านวน 2 คน ใช้ การก้าหนดกล่มุ ตวั อย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โครงสร้างการบรหิ ารงานภายใน การไฟฟูาส่วนภูมิภาค ภายใตก้ ารเกดิ ภัยพบิ ัติด้านอุทกภัย ปรากฏตามแผนภูมิ ภาพที่ 2 ดงั น้ี

ภาพที่ 2 แผนผงั การบรหิ ารงานของ กฟภ. กรณเี กดิ ภยั พิบตั ิด้านอทุ กภยั 35 อานาจหน้าท่ขี อง ศอส. 1. ตดิ ตามข่าวสารและสถานการณต์ ่างๆ ให้ผ้บู รหิ ารระดับสงู ของ กฟภ. และส่วนราชการและ สว่ นอื่น ๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ งทราบอย่างต่อเนอื่ ง 2. เป็นศูนยร์ วบรวมข้อมลู ท้ังการจา่ ยไฟ ความเสยี หาย ระบบไฟฟูา ผใู้ ช้ไฟ รวมท้งั พนกั งานของ กฟภ. 3. วิเคราะหข์ อ้ มูลในการประเมนิ สถานการณ์ 3. 3.1 สถานะการจ่ายไฟ ความเสียหายและการดา้ เนนิ การของ กฟภ. 3. 3.2 ปญั หาและอุปสรรคในการด้าเนินงาน 3. 3.3 ความต้องการช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ 4. ก้าหนดมาตรการการดา้ เนินงานแกไ้ ข และปอู งกันภัยพิบัติด้านอทุ กภัย

5. จดั ทาทะเบียนรายชอื่ ตดิ ตอ่ ของผู้บัญชาการศนู ย์ฯ , ผู้อานวยการศูนย์ , เจ้าที่หนา้ สว่ นต่างๆ ประจา้ ศูนยส์ ว่ นราชการที่เก่ยี วขอ้ ง เช่น กระทรวงมหาดไทย, โรงพยาบาล, สถานีต้ารวจ, กรมชลประทาน หน่วยกูภ้ ัยต่าง ๆ ฯลฯ 6. สั่งการระดมสรรพกาลังจากหนว่ ยงานท่ีเกยี่ วขอ้ งในการดาเนินการแก้ไขปัญหาจากภยั พิบตั ิ ด้านอทุ กภัย 7. ประสานงานความชว่ ยเหลือสถานการณภ์ ัยพิบัติด้านอทุ กภัยระหวา่ ง กฟข. 8. จดั ใหม้ ีเจ้าหน้าท่ีประจา ศอส. สานักงานใหญ่ตลอด 24 ช่ัวโมง เพื่อรับแจ้งเหตุการณ์ไม่ปกติ ตา่ ง ๆ ร่วมกบั ศนู ย์สั่งการระบบไฟฟาู ของ กฟภ . และ Call Center 9. ประสานงานการช่วยเหลือรว่ มกบั หน่วยงานภายนอก 10. รวบรวมข้อมลู จาก ศอส.(ข) ในพืน้ ท่ีที่เกดิ เหตเุ พอ่ื ตรวจสอบความเสยี หายในสว่ นของ กฟภ. และชว่ ยเหลือฟนื้ ฟบู ูรณะให้กลับเขา้ สภู่ าวะปกตโิ ดยเรว็ 11. พิจารณาการจัดตงั้ ศูนยพ์ ักพิงชัว่ คราว หากพนักงานของ กฟภ. ไดร้ ับความเดือดร้อนเป็น จ้านวนมาก 12. สรุปผลการดาเนินงาน ค่าใชจ้ า่ ย และมลู คา่ ความเสยี หายที่เกดิ ขึ้น 13. ประชาสัมพนั ธ์การดา้ เนินงาน 14. อื่น ๆ ตามท่ีผูบ้ ัญชาการศนู ย์ฯ เหน็ สมควร 1. การบรหิ ารจัดการระบบไฟฟ้า ของ การไฟฟ้าสว่ นภูมภิ าค เขต 1 ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยธุ ยา ภายใต้สภาวะภยั พบิ ตั ดิ า้ นอทุ กภัย (ด้านการควบคุมระบบไฟฟ้า) “ในการปฏบิ ัติงานด้านการควบคุมระบบไฟฟูา เม่ือเกดิ ภยั พบิ ตั ินนั้ ส่งิ ท่ีควรคา้ นงึ ถึงเป็นสง่ิ แรกคือ ความปลอดภัยของลูกค้า หรอื ผู้ใช้ไฟฟูา ดงั นน้ั ก่อนทีจ่ ะมีการทา้ การตดั หรือจ่ายไฟควรมีการสอบถามความ พร้อมจากทางผู้ปฏิบตั ิหน้างานให้มีความชดั เจนเสียก่อน เพราะกรณที ่เี กิดภัยพิบัติอยนู่ ้นั จะถอื ว่าเป็น เหตุการณไ์ ม่ปกติ การทา้ งาน และการเขา้ ถึงในพ้ืนทแี่ ต่ละพ้นื ทเ่ี ปน็ ไปด้วยความยากล้าบาก เนอื่ งจากระดับนา้ ค่อนขา้ งสูง การเดินทางดว้ ยเรือบางทีก็คอ่ นข้างลา้ บากเนื่องจากเจ้าหนา้ ท่ขี อง กฟภ. ไม่มปี ระสบการณ์ หรอื ความชา้ นาญในการขับขี่เรือ จงึ ท้าใหก้ ารแก้ไขปัญหาดงั เปน็ ไปด้วยความลา่ ช้า และไมท่ ันการในบาง”กรณี (พนักงานควบคมุ การจ่ายไฟ กฟก.1 คนท่ี,1สัมภาษณ,์ 17 มกราคม 2557) 36 “การประเมนิ สถานการณ์ การรบั ฟงั ขา่ วสาร และตรวจสอบสถานะการจา่ ยไฟอยตู่ ลอดเวลาในสภาวะ ที่เกิดภยั พบิ ัตถิ อื วา่ มีความจ้าเป็นอย่างยงิ่ ต่อพนักงานควบคมุ การจา่ ยไฟ ท้าให้สามารถทราบไดว้ า่ ระบบไฟฟาู ณ ปัจจบุ นั เปน็ อยา่ งไร ซ่งึ จะทา้ ให้เกิดความคล่องตวั รวมถึงการประสานงานกบั หน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งเป็นไป ดว้ ยความถกู ตอ้ ง รวมถึงทา้ ใหเ้ กดิ ความปลอดภัยต่อชวี ิตและทรัพย์สนิ ของผใู้ ชไ้ ฟ”ฟูา (พนกั งานควบคมุ การจา่ ยไฟ กฟก.1 คนที่,2สัมภาษณ,์ 17 มกราคม 2557)

“การบริหารจัดการระบบไฟฟาู ภายใต้สภาวะภัยพบิ ตั ดิ า้ นอุทกภัยนัน้ การปฏบิ ตั งิ านของพนักงาน เพื่อแกไ้ ขปญั หาดา้ นระบบไฟฟาู เปน็ ไปดว้ ยความล่าชา้ เน่ืองจากไม่เคยมีการฝกึ ซอ้ มในด้านการปูองกนั และ บรรเทาสาธารภัย รวมถึงไมไ่ ด้มกี ารเตรียมความพร้อมในการเผชญิ กบั ภัยพบิ ตั ดิ ้านอุทกภยั มาก”่อน (พนักงานควบคุมการจ่ายไฟ กฟก.1 คนท่ี,3สัมภาษณ,์ 22 มกราคม 2557) “การควบคุมระบบไฟฟูาระยะไกลในสภาวะทเ่ี กดิ อุทกภัยนน้ั บางคร้ังไมส่ ามารถสง่ั เพอ่ื ควบคุมระบบ ไฟฟาู จากระยะไกลได้ ในกรณีนถ้ี ้าเครอื ข่ายเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การสื่อสารของ กฟภ. ล่ม จะท้าใหก้ าร ประสานงานกับหนว่ ยงานท่เี กยี่ วขอ้ งเป็นไปดว้ ยความยากลา้ บาก รวมถึงท้าใหข้ าดแคลนขอ้ มูลสา้ คญั ในการ ตดั สินใจเพื่อส่งั การควบคมุ ระบบไฟฟ”ูา (พนักงานควบคมุ การจ่ายไฟ กฟก.1 คนท่ี,4สัมภาษณ,์ 22 มกราคม 2557) “ในการบรกิ ารจดั การระบบไฟฟูาภายใต้สภาวะทเ่ี กิดภยั พิบัตดิ ้านอทุ กภัยน้นั การบริหารจดั การ ระบบไฟฟาู เปน็ ไปดว้ ยความยากลา้ บาก แตค่ วามจ้าเปน็ ในการแก้ไขปัญหาจ้าเปน็ ตอ้ งทา้ แบบปจั จบุ นั ทันดว่ น เพ่ือความปลอดภยั ของชีวติ และทรพั ยส์ นิ แตด่ ้วยปัจจยั ทางด้านบุคลากร ยานพาหนะ วัสดอุ ุปกรณ์ 37 และเครอื่ งมอื เครื่องใช้ในการบรหิ ารจดั การระบบไฟฟูามีไมเ่ พยี งพอ และไมเ่ หมาะสมในการจดั การภายใตภ้ ัย พิบัติดา้ นอทุ กภัย อาทิเช่น รถแก้กระแสไฟฟูาขดั ข้อง เรือทอ้ งแบน เคร่ืองก้าเนิดไฟฟาู ส้ารอง เป็น”ต้น (พนักงานควบคุมการจา่ ยไฟ กฟก.1 คนท่ี,5สมั ภาษณ,์ 22 มกราคม 2557) 2. การกาหนดคู่มือ และวิธีปฏิบตั ดิ ้านการควบคมุ ระบบไฟฟา้ ภายใต้สภาวะภัยพบิ ัตดิ า้ นอทุ กภยั “การกา้ หนดคูม่ อื และวิธีปฏบิ ตั ดิ า้ นการควบคมุ ระบบไฟฟูาเมื่อเกดิ ภยั พิบัตดิ ้านตา่ งๆ นนั้ สิง่ แรก ทต่ี ้องค้านึงถงึ คือความปลอดภยั ตอ่ ชีวติ และทรพั ยส์ นิ ดังน้ันในการกา้ หนด หรือการวางแผนเกย่ี วกับการ บริหารจดั การระบบไฟฟาู ในสภาวะทีเ่ กิดอทุ กภัย ขอ้ กา้ หนดหรอื วธิ ีปฏบิ ัติด้านการควบคุมระบบไฟฟูา จะต้องมีความถูกต้อง ชดั เจน มีความรดั กุม และคลอมคลมุ ถงึ การด้าเนินการในดา้ นต่างๆ ไม่ไดจ้ ้ากดั ไว้ เฉพาะด้านระบบไฟฟาู เท่าน้ัน อาจรวมถึงการสนบั สนุนจากหน่วยงานด้านตา่ งๆ การประสานงาน รวมถงึ งบประมาณท่ีจะน้ามาใชใ้ นการบริหารจดั การ เพ่ือท่จี ะสามารถเขา้ ด้าเนนิ การไดท้ ันทว่ งที การปฏิบัติงานดา้ นการควบคมุ ระบบไฟฟูา ทางเทคนิคอาจจะกา้ หนดมาตรการในการจา่ ยไฟใน กรณฉี ุกเฉิน ก้าหนดวธิ ีการ รวมถงึ แนวทางในการควบคุมระบบไฟฟาู ” 37 (ผกู้ า้ หนดค่มู อื และวิธปี ฏบิ ตั ิดา้ นการควบคุมระบบไฟฟาู กฟภ.1 คนที่ 1, สมั ภาษณ,์ 2 กุมภาพนั ธ์ 2557)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook