พฤตกิ รรมรวมหมู่ collective behavior
พจนานุกรมศพั ทส์ ังคมวิทยา ฉบับ ราชบัณฑติ ยสถาน (2532 : 38) ได้ให้ ความหมายของ คาํ ว่า พฤตกิ รรมรวมหมู่ ไว้วา่ คอื พฤติกรรมของกลมุ่ ใน ลักษณะ ที่บุคคลทง้ั หลายในกลมุ่ นนั้ กระทําด้วย แรงจูงใจ ความรู้สึกและทัศนคตทิ ีเ่ ป็นอัน หนงึ่ อนั เดียวกนั เสมือนวา่ กลุ่มน้นั คือคน ๆ เดียว
สพุ ัตรา สุภาพ (2546 : 138) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ า่ หมายถึง พฤตกิ รรม ของสังคม (social behavior) ทีม่ ักจะ เกดิ ข้ึนเองดว้ ยความสมคั รใจ ไม่มใี คร บังคบั และมักจะ คาดการณไ์ ม่ได้วา่ ผลจะเปน็ อย่างไร ปกติมักจะหมายถงึ พฤติกรรม ของฝูงชน (crowd) จลาจล (riot) การแตกตน่ื (panic) ขบวนการทางสังคม (social movement) และกลุม่ ความ คิดเห็นหรอื มหาชน (publics)
สภุ างค์ จนั ทวานิช (2549 : 117) ได้กลา่ วว่า พฤติกรรมรวมหมู่ คือ พฤติกรรมของคนจํานวนมากซง่ึ ไมม่ ีแบบแผนของพฤตกิ รรมทีแ่ น่นอนชดั เจน และ ไมม่ ี โครงสร้างของความสมั พันธ์ททางสงั คมของคนในกล่มุ นน้ั
กลา่ วโดยสรุป พฤติกรรมรวมหมู่ หมายถงึ พฤตกิ รรมทางสังคมท่ีเกดิ ข้นึ โดย การรวมตัวกนั ของกลุ่มบคุ คล โดยไม่มโี ครงสร้างทแี่ นน่ อน ไม่มีการวางแผน ไว้ลว่ งหน้า ไม่สามารถคาดคะเนผลทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ได้ โดยท่วั ไปมักจะเกิดขน้ึ จาก กลุม่ บคุ คลทม่ี ีแรงจูงใจ มีอารมณ์ ความรูส้ กึ ทัศนคติทคี่ ลา้ ย ๆ กัน ระยะเวลาที่ เกิดขึน้ นน้ั ไมม่ คี วามแน่นอน พฤติกรรมรวมหมอู่ าจเปน็ การรวมตัวกนั โดยมีการ กระทําท่รี นุ แรงหรอื ไมร่ นุ แรงกไ็ ด้
เปน็ พฤตกิ รรมที่เกดิ ขึน้ ชว่ั ขณะหนึ่ง • เปน็ พฤติกรรมทปี่ ราศจากโครงสรา้ ง ไม่มแี บบแผน ไม่มีการจัดระเบยี บ ไมเ่ ปน็ ไปตาม บรรทดั ฐานของสงั คม และไมส่ ามารถคาดการณไ์ ดว้ า่ ผลจะออก มาเป็นอย่างไร เป็นพฤติกรรมที่ปราศจากการไตร่ตรองอยา่ งรอบคอบ • เกดิ จาก ความเชอ่ื ความหวาดกลัว ความเกลียดชงั ความศรทั ธา ฯลฯ พฤตกิ รรมของบุคคลในกลมุ่ เหล่าน้นั มกั จะแสดงออกมาคล้าย ๆ กนั • กัน และจะแสดงตอ่ ไปเรื่อย ๆ ตราบเทา่ ทีม่ ีผมู้ ากระตนุ้ ย่ัวยุ
จํานวนสมาชิกไม่มีความแนน่ อนชดั เจน พฤติกรรมรวมหมู่ทําใหเ้ กิดพลังผลักดันให้มกี าร เปลยี่ นแปลง • บรรทดั ฐานหรอื โครงสรา้ งของสังคมได้ ส่ิงท่ีเอื้ออาํ นวยให้เกดิ พฤตกิ รรมรวมหมู่
1. โครงสร้างของสังคมเอื้ออาํ นวย (structural conductiveness) • โครงสร้างของสังคมที่เออื้ อาํ นวยให้เกดิ พฤติกรรมรวมหมู่ เช่น โครงสรา้ งของ สังคมเมอื งมีแนวโน้มทจ่ี ะเกิดพฤตกิ รรม รวมหมู่ไดง้ า่ ยกว่าสงั คมชนบท 2. ความตงึ เครยี ดภายในโครงสรา้ ง (Structural strain) • เป็นสภาพ ความตงึ เครยี ดภายในโครงสรา้ งของสงั คม ซึ่งอาจเกิดจากการท่ีสมาชิกในสงั คม บางคนบางกลุม่ รูส้ กึ วา่ ตนเองไม่ไดร้ ับความเปน็ ธรรม ไม่ได้รบั สทิ ธิ์บางอย่างจาก สงั คม เป็นสาเหตุทาํ ให้เกดิ พฤตกิ รรมรวมหม่ไู ด้ 3. การแพรก่ ระจายความเชอ่ื (the growth and spread ot generalized beliefs) • การแพรก่ ระจายความเชอ่ื เป็นพฤตกิ รรมรวมหมู่ทเี่ กดิ จากคนกล่มุ หนง่ึ ท่เี ชอื่ วา่ สภาพการณ์นน้ั ๆ พวกตนจะ เสียเปรยี บ เชน่ ลูกจ้างเชอ่ื ว่าพวกตนได้รับคา่ แรง ทํี่ตา่ กว่าท่ีควรจะได้รบั
4. ปัจจัยเรง่ (precipitating factor) • สถานการณท์ ก่ี ลมุ่ บุคคลได้รบั การกระตุน้ หรือเสริมสรา้ งความกดดันทางอารมณ์ให้มากยง่ิ ขึน้ เชน่ ปญั หาระหวา่ งชนกล่มุ นอ้ ยกบั รัฐบาล หากรฐั บาลจับกุมสมาชิกของชนกลุ่มน้อย ไปลงโทษอยา่ ง รุนแรงหรอื ประหารชวี ติ สถานการณเ์ ชน่ น้ียิง่ จะทาํ ใหเ้ กิดความ กดดันมากย่งิ ขนึ้ ไปอกี 5. การระดมของผมู้ สี ่วนรว่ มเพ่อื ให้เกิดการกระทาํ (mobilization of participants for action) • การระดมของผู้มีส่วนรว่ มเพื่อให้เกดิ การ กระทาํ เป็นการรวมตวั กนั ในหม่คู นทมี่ อี ารมณ์และมี ทศั นคติเหมือนกนั เป็น สถานการณ์ท่เี กิดขึน้ หลงั จากเกิดปัจจยั เรง่ แล้ว ซึ่งทําใหเ้ ห็นภาพพฤตกิ รรม รวม หมชู่ ดั เจนข้นึ 6. การควบคุมทางสงั คมขาดประสทิ ธิภาพ (social controls are inaffective) • สถานการณท์ ี่เจ้าหน้าที่ ตํารวจ ผูน้ าํ ชุมชน ฯลฯ ไม่สามารถควบคมุ สถานการณไ์ ด้ พฤติกรรมรวม หมจู่ งึ เกิดขึ้นได้ เช่น เหตุการณ์พฤษภาทมฬิ พ.ศ. 2535
3. มีการ 1. สังคมไมไ่ ด้ เปล่ยี นแปลง กําหนดแบบ ดา้ นคา่ นิยมและ แผนพฤติกรรม ทัศนคติใน ไว้หรือกาํ หนด ไว้หลวม สงั คม 2. สังคมเปิดโอกาสให้มี การตัดสนิ ใจ
1. พฤตกิ รรมรวมหม่ปู ระเภทการแพร่ ระบาดทางอารมณ์ (EmotionalContagion) 3. พฤตกิ รรมรวมหมู่ 2. พฤตกิ รรมรวมหมู่ ประเภทมตมิ หาชนและการ ประเภทขบวนการสังคม โฆษณาชวนเชอื่ (Public Opinion and Propaganda) (Social Movement)
1. พฤตกิ รรมรวมหมู่ประเภทการแพร่ระบาดทาง อารมณ์ (Emotional Contagion) หมายถงึ พฤตกิ รรมรวมหมู่ทเ่ี กิดจากกลมุ่ คนทไี่ ดร้ ับการกระตุ้นให้มี พื้นฐานทางอารมณ์อย่างเดยี วกัน มคี วามเป็นอนั หน่งึ อันเดียวกนั ทางจิต หรืออาจ กล่าวได้วา่ การแพรร่ ะบาดกค็ อื การท่มี คี วามรสู้ กึ ทางอารมณ์รว่ มกนั (collective mind)
1) จติ อยู่ในสภาพทถี่ ูกชักจงู ได้ง่าย 2) จิตอยูใ่ นสภาพถูกกระตุ้นได้ง่าย 3) มีประสบการณ์เช่นเดยี วกนั
• ได้แก่ ฝงู ชน (Crowd) ฝงู ชนบา้ คลงั่ (mob) จลาจล (riot) ความแตกต่นื (panic) ขา่ วลือ (rumor) ความว่นุ วายในหมู่คนจํานวนมากในรูปของ ความคล่งั ไคล้ (Craze) และ ความนิยมชัว่ ครู่ (fad)
• ฝูงชน (crowd) หมายถึง การรวมกล่มุ ของคนจํานวนหนึ่งเปน็ การ ชัว่ คราว ณ ทใ่ี ดทหี่ นึ่ง โดยมีเป้าหมายหรอื ความรู้สกึ นึกคดิ บางอย่างร่วมกนั หรอื คลา้ ยกนั และการรวมกลมุ่ น้ี เกิดขึน้ เองโดยมิไดม้ ีการจดั ต้ังขน้ึ • จลาจล (riot) หมายถงึ พฤติกรรมรา้ ยแรงท่ัว ๆ ไปท่ีเกิดขึ้นในที่ตา่ ง ๆ และมักจะมีฝูงชน มากมายหลายกลุ่มเขา้ ไปเกีย่ วข้อง การจลาจลมักจะแสดงความ ไมพ่ อใจท่วั ๆ ไป และ เป็นการทา้ ทายมากกวา่ จะแสดงวตั ถุประสงค์ท่ีแน่นอน การ จลาจลในคกุ แม้ว่าจะกอ่ ขนึ้ โดยนักโทษเพ่อื บงั คบั ทางการใหป้ ฏบิ ัตติ ามขอ้ เรยี กร้อง ของตน มกั จะเต็มไปดว้ ยการ กระทําทร่ี า้ ยแรงต่าง ๆ โดยไม่มีจดุ หมายทชี่ ดั เจน แน่นอน
• ความแตกตืน่ (panic) หมายถงึ ภาวะของความต่ืนตระหนกและ สับสน ซ่งึ เกดิ ขน้ึ ในขณะท่ี ฝูงชนคิดวา่ ตนเองกําลงั ตกอยูใ่ นอนั ตราย และไมส่ ามารถควบคุมตนเองได้ จนบางครั้ง เป็นเหตุทําให้ทาํ อะไรบางอยา่ งขาดสติ บางคร้งั ทําอะไรไมถ่ กู ไม่มเี หตุผล ความแตกต่ืน เกิดขนึ้ ได้ทงั้ ปรากฏการณ์ทางดา้ น สังคมและปรากฏการณท์ างด้านเศรษฐกิจ • ความคล่งั ไคล้ (craze) เป็นพฤติกรรมทเี่ น้นหนักไปทางด้านอารมณ์ เปน็ การแสดงท่ี หยดุ ยง้ั ยาก ไม่มีเหตผุ ล หรือทาํ อะไรแบบไมค่ ดิ โงเ่ ขลา ทําให้ หมดเปลอื งเงินทอง เวลา และกาํ ลงั แตเ่ ป็นพฤตกิ รรมท่ีทาํ ตามความพงึ พอใจ ของตนเอง ความคลั่งไคล้อาจเปน็ วตั ถหุ รอื ไมใ่ ช่วตั ถกุ ไ็ ด้ เชน่ การคลง่ั ไคลด้ ารา นักรอ้ ง นักแสดง ทต่ี นเองโปรดปราน ไม่ ว่าจะเกดิ อะไรขนึ้ ก็ตามก็ตอ้ งตดิ ตาม การแสดงของเขาเหลา่ นนั้ ให้ได้ การคล่งั ไคลเ้ พชร พลอย ไมว่ ่าจะแพงเทา่ ไรก็ตาม ก็จะซอื้ มาเก็บสะสม การสะสมเคร่อื งลายคราม การสะสม แสตมป์ เป็นต้น
• ขา่ วลอื (rumor) คอื ขา่ วทค่ี ลมุ เครือไมม่ ีการยืนยนั ความเปน็ จริง (อาจมคี วามจรงิ อยู่บา้ ง ก็ได)้ เป็นข่าวที่มกั จะถ่ายทอดจากปากหนึ่งไปสู่อีกปาก หน่งึ ไม่มีพยานหลักฐานและมัก เกิดขึ้นในสถานการณท์ ่ีคนส่วนใหญ่อยากรู้อยาก เห็นในเร่อื งเหล่านนั้ อยู่แล้ว แต่ก็ไม่มี ใครรจู้ รงิ หรือใหค้ วามกระจา่ งได้ ฉะนน้ั จึง ถูกนาํ มาถา่ ยทอดกันไปเรื่อย ๆ ตามที่ตนได้ ยนิ ไดฟ้ งั มา ขา่ วลอื มักมีการแตม้ สีสนั ตามความรสู้ ึกของผูเ้ ล่า ดังนั้นข่าวลือจึงมลี ักษณะ บิดเบอื นเกดิ ข้ึน นอกจาก นี้ขา่ วลือยังมลี ักษณะแพร่กระจายได้อย่างรวดเรว็ อีกดว้ ย • ความนยิ มชวั่ ครู่ (fad) ต่างจากสมัยนยิ ม (fashion) ในด้านของ เวลา กล่าวคือ ความนยิ ม ชว่ั ครู่ เปน็ การแพรร่ ะบาดทางอารมณ์ในชว่ งระยะเวลา ส้นั ๆ แต่สมยั นยิ มน้นั ระยะเวลา ยาวนานกว่า
• สรุปแลว้ พฤตกิ รรมรวมหมปู่ ระเภทการแพรร่ ะบาดทางอารมณ์ ไมว่ ่าจะ เป็นฝงู ชน ฝงู ชนวนุ่ วาย จลาจล ความแตกต่นื ความคลงั่ ไคล้ ขา่ วลอื ความนยิ ม ช่ัว ครู่ ลว้ นแต่เปน็ การแพรร่ ะบาดทางอารมณ์ที่ไมม่ ีแบบแผนพฤตกิ รรมที่ชดั เจน
สภุ างค์ จนั ทวานชิ (2549 : 124) ได้ให้ความหมายของคําว่า ขบวนการสังคม (Social movement)ว่า คอื กลุ่มคนที่มีความเช่ือหรอื อดุ มการณใ์ น สิ่งใดสิ่งหนง่ึ มีความใฝฝ่ ันทจี่ ะกระทาํ การทมี่ ีความ ตอ่ เนื่อง โดยมจี ดุ หมายท่ี ค่อนข้างแนน่ อน ร่วมกนั ดาํ เนินการตาม แนวทางท่ีกําหนดไวเ้ พอ่ื ต่อส้คู วามชวั่ ร้าย บางอย่างหรอื สภาพไม่ พงึ ประสงคบ์ างประการทีค่ ิดวา่ มีอยใู่ นสงั คม มงุ่ หวงั ให้เกดิ การ เปล่ียนแปลงแบบแผนของสถาบนั สงั คมทเ่ี ป็นอยู่ ให้เกดิ การ เปลี่ยนแปลง \"ขบวนการ\" เพราะเปน็ การเรยี กรอ้ งความสนใจใน ระดบั ทีส่ งู กว่าปกติ และขบวนการ จะตอ้ งมีอุดมการณ์ของตนเอง
1) ขบวนการท่เี นน้ 2) ขบวนการท่ีเน้น บรรทัดฐานทาง คา่ นยิ ม สงั คม
การรวมกลมุ่ ของคนทเ่ี ชอื่ วา่ บรรทัดฐานทางสังคม ซึง่ ประกอบไปดว้ ย วถิ ีประชา (folkways) จารีตประเพณี (mores) และกฎหมาย (laws) มีสงิ่ ใดสิง่ หนึ่งที่ควรจะไดร้ ับ การเปลี่ยนแปลง เช่น เชอื่ ว่าพระราชบญั ญัตปิ รามการคา้ ประเวณี พ.ศ. 2503 น้นั ไม่สามารถปอ้ งกันและปรามการค้าประเวณไี ดอ้ ยา่ ง แท้จริง จงึ ไดม้ ีการดําเนนิ การแก้ไขกฎหมายใหมเ่ ป็นพระราชบญั ญตั ปิ อ้ งกันและ ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 (มผี ลบงั คับใชเ้ ม่อื วนั ท่ี 21 ธนั วาคม 2539) เปน็ ต้น
• การรวมกลุม่ ของคนที่เชอื่ กนั วา่ ค่านิยมบางอยา่ งที่มีอยู่ในสังคมเปน็ สิ่งท่ีไม่ เหมาะสมควรมีการปรบั ปรุงเปล่ยี นแปลง เสียใหม่ เชน่ คา่ นิยมในการจบั จ่ายใช้ สอยสนิ คา้ จากต่างประเทศ เพอ่ื แสดงถึงรสนิยมหรือฐานะทางเศรษฐกิจและ ฐานะทางสงั คม ดงั นน้ั จงึ เกิดกลมุ่ ที่เปน็ ขบวนการต่อตา้ นข้นึ อาจเป็นชมรม นิยมไทยขนึ้ หรือมีการรณรงคใ์ ห้ใช้สินคา้ ไทย โดยมีคําขวัญตา่ ง ๆ เช่น “ไทย ทํา ไทยใช้ ไทยเจริญ” เปน็ ตน้
มติมหาชน (public opinion) คือ ความคิดเหน็ ของคนหมู่มาก ที่ได้มีการอภปิ รายถกเถียงท่เี กย่ี วกับ ประเดน็ ใดประเดน็ หน่ึงที่สาํ คญั ในสังคม และในท่สี ุดกม็ กี ารลงความเหน็ ซง่ึ เรียกว่ามติของกลมุ่ มตนิ ม้ี ี ลักษณะไมต่ ายตวั สามารถเปล่ียนแปลงไปตามเวลาและสถานการณไ์ ด้ กล่มุ คนทีม่ ีมตไิ ม่จําเปน็ ตอ้ ง อยู่ ในทเี่ ดียวกนั เหมือนฝูงชน แตอ่ าจอยูก่ ระจดั กระจายตามพน้ื ที่ตา่ ง ๆ เชน่ กริยาทา่ ทาง วาจา ลายลักษณ์ อกั ษร สังคมไทยในอดตี เม่อื พระมหากษัตรยิ ส์ ้นิ พระชนม์ ข้าราชการ พระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนก็ จะมี มตวิ ่าสมควรจะอัญเชิญผ้ใู ดขนึ้ สืบราชสมบตั ิตอ่ ไปโดยพิจารณาจากคุณธรรมและ บารมขี องผ้นู ํา แล้วจึงกราบบงั คมทูลเชิญ ลกั ษณะเชน่ น้ีถือเปน็ มติมหาชน เพราะ เปน็ ความเห็นของ “อเนกนกิ ร สโมสร สมมติ\" ในปจั จุบันการแสดงมติมหาชน สามารถกระทาํ ไดใ้ นหลาย ๆ ทาง เชน่ การหยง่ั เสยี ง การออก เสียง และการ แสดงประชามติ
การหยั่งเสยี งหรือการสุม่ ความเหน็ (pol) เป็นการสอบถามมติ หรอื ความเหน็ ของ คนส่วนใหญ่ท่มี ตี ่อประเด็นใดประเด็นหนง่ึ หรือบุคคลใดบุคคล หนงึ่ บางคร้ัง เรยี กว่า “การสมุ่ ความคิดเห็น การออกเสยี ง (vote) เปน็ การใชส้ ิทธใิ์ นการแสดงความคดิ เหน็ ของบคุ คลโดยการ ลงคะแนนหรือโดยการยกมือต่อประเด็นใดประเดน็ หน่ึงใน เรือ่ งของมตมิ หาชน มัก หมายถงึ การออกเสยี งในการเลือกตั้ง สส. สจ. กาํ นัน ผู้ใหญ่บา้ น เป็นตน้ การ ออกเสียงเปน็ การแสดงความเหน็ ชอบตอ่ พรรคการเมอื ง หรอื นโยบาย หรอื อดุ มการณข์ องผ้สู มัคร
ประชามติหรอื เรเฟอเรนดมั (referendum) ประชามติคอื การให้ ประชาชนออกเสียงลงคะแนนในประเดน็ สําคัญ เชน่ การรา่ งกฎหมาย การแก้ไข เพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนญู ท่ไี ดผ้ า่ นสภานติ บิ ัญญัติแลว้ โดยปกติจะไม่ กระทําบ่อยนกั นอกจากในประเดน็ ทตี่ ้องการใหป้ ระชาชนทกุ คนไดแ้ สดงความเห็นของตน เสียง ทีเ่ ลอื ก ออกมามักบอกเพยี งยอ่ ๆ วา่ “เห็นดว้ ย” หรือ “ไม่เห็นดว้ ย” การแสดงมติ เชน่ นี้ถือเปน็ มติโดยตรง เพราะ ไม่ตอ้ งผา่ นตวั แทนของประชาชน ฉะนั้นประชาชน 1 คนก็มีเสียง 1 เสยี งตอ่ ประเด็นท่ีให้มีการออกเสียง ซึ่ง ตา่ งจากการออกเสียง เลือกตง้ั สส. หรอื สจ. เพราะเป็นการเลือกผูแ้ ทนของประชาชนไปแสดงความ คิดเห็นอีกทอดหน่ึง ความสมานฉนั ท์ (consensus) หมายถึง การทีส่ มาชกิ ในกล่มุ มี ความเหน็ ชอบท่ีสอดคลอ้ งกนั ในคณุ คา่ บรรทดั ฐาน ความเชื่อ และความรูส้ กึ หรอื การทก่ี ลุม่ พยายามปรับตัวไปในทศิ ทางเดียวกัน และสมาชกิ ใน กลุม่ ต่าง ตระหนกั ถึงความสมคั รสมานน้ี ความสมานฉันทใ์ นสังคมยอ่ มนาํ ไปสคู่ วามเป็น ปึกแผ่นของ สังคมนั้น
การโฆษณาชวนเช่ือ (propaganda) คือความพยายามในการ โนม้ นา้ วใจผอู้ ่นื ให้เชือ่ หรอื คลอ้ ยตามความคิดเหน็ หรอื ข้อเสนอของตน เพ่ือ เปน็ ไปในทางทีเ่ ป็นประโยชนแ์ ก่ตน การ โฆษณาชวนเชื่ออาจกระทําไดห้ ลาย รูปแบบ เชน่ คาํ พูด รูปภาพ ข้อเขยี น การแสดงท่าทาง หรือการใช้สัญลกั ษณ์ ก็ได้ การโฆษณาชวนเชื่อไม่จําเป็นตอ้ งเปน็ การปลกุ ปั่นอยา่ งโจง่ แจง้ และไม่จาํ เปน็ ตอ้ งเกี่ยวกบั ศาสนาหรอื การเมืองเท่านั้น แต่อาจเกย่ี วกบั ทศั นคติโดยท่ัวไปใน สังคม ลักษณะสําคญั ของการโฆษณาชวนเชอ่ื คอื ขอ้ เท็จจริงมีความสําคญั น้อย กว่าผลท่ี ต้องการได้รับ ฉะนั้นการโฆษณาชวนเชอื่ จงึ มุ่งเนน้ การสรา้ งอทิ ธพิ ลเหนือ ทัศนคติในกลมุ่ มากกว่าจะเนน้ ความจริง ตวั อย่างการโฆษณาสินค้าตามสื่อมวลชน ต่าง ๆ กจ็ ัดเปน็ การ โฆษณาชวนเช่อื เชน่ กนั
สรุปแล้ว พฤตกิ รรมรวมหมู่ เปน็ พฤติกรรมทางสงั คมอยา่ งหน่ึงทเี่ กิด ขน้ึ โดยปราศจาก โครงสร้าง ไมม่ กี ารวางแผน ไมม่ กี ารจัดระเบียบ พฤตกิ รรมที่ แสดงออกมานน้ั ไม่ใช่ พฤตกิ รรมตามบรรทดั ฐานของสงั คม ฉะนนั้ จงึ เปน็ การยาก ทจี่ ะคาดคะเนว่าผลจะคลีค่ ลาย ออกมาเปน็ อยา่ งไร แต่อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม รวมหมู่อาจคลีค่ ลายออกมาเป็น 2 แนวทาง ไดแ้ ก่ 1. แนวทางทสี่ งั คมยอมรับได้ อาจผนวกกับบรรทัดฐานเดมิ ท่ีมอี ยู่ หรอื เกิดเปน็ บรรทัดฐานใหม่ขึ้น 2. แนวทางท่ีนาํ ไปสู่ความแปลกแยกระหวา่ งกลมุ่ คนทําให้เกดิ ความขัดแย้ง ระหว่างกลุม่ ผปู้ ฏิบัติกับสังคมและอาจทาํ ใหเ้ กิดพลงั สําคัญทนี่ ําไปสู่การเปลี่ยนแปลงทาง สงั คมได้
สรปุ แลว้ พฤตกิ รรมรวมหมู่ เปน็ พฤติกรรมทางสังคมอยา่ งหน่ึงที่เกิด ขนึ้ โดยปราศจากโครงสรา้ ง ไมม่ กี ารวางแผน ไมม่ ีการจัดระเบยี บ พฤติกรรม ท่ี แสดงออกมานนั้ ไม่ใชพ่ ฤติกรรมตามบรรทัดฐานของสงั คม ฉะนัน้ จงึ เปน็ การยาก ท่ีจะคาดคะเนว่าผลจะคลีค่ ลายออกมาเปน็ อย่างไร แต่ อยา่ งไรก็ตาม พฤติกรรม รวมหม่อู าจคลค่ี ลายออกมาเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ 1. แนวทางทีส่ งั คมยอมรบั ได้ อาจผนวกกบั บรรทัดฐานเดมิ ท่ีมี อยู่ หรอื เกิดเป็นบรรทัดฐานใหมข่ ึน้ 2. แนวทางที่นาํ ไปสคู่ วามแปลกแยกระหวา่ งกล่มุ คนทําใหเ้ กิด ความขัดแย้งระหว่างกลมุ่ ผูป้ ฏบิ ัตกิ ับสังคมและอาจทําให้เกดิ พลงั สําคัญที่ นําไปสู่การเปลย่ี นแปลงทางสังคมได้
Search
Read the Text Version
- 1 - 28
Pages: